‘ระเบิดเวลา’สัญญาณภัยแล้ง รัฐเมินปัญหาไร้การรับมือ

Published ธันวาคม 26, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/308677

26 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLz

“ภัยแล้ง” เป็นภัยธรรมชาติอย่างหนึ่ง ซึ่งสร้างความเดือดร้อนซ้ำซากให้กับประชาชน และเกษตรกรไทยต่อเนื่องมาทุกปี ขณะที่แนวโน้มของสถานการณ์มีแนวโน้มจะรุนแรงเพิ่มขึ้น

โดยในปี 2555 นี้ นอกเหนือจากวิกฤติภัยแล้งที่เกิดขึ้นครั้งแรกในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ณ ขณะนี้ ในช่วงกลางเดือน พ.ย. ประเทศไทยกำลังเข้าสู่วิกฤติภัยแล้งรอบที่ 2 ในปีเดียวกัน ขณะที่ปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่หลายเขื่อนมีระดับต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้สถานการณ์ช่วงหน้าแล้งของปีหน้ารุนแรงกว่าที่คาดคิด

ทั้งนี้ เมื่อย้อนดูสถานการณ์น้ำของประเทศไทยตั้งแต่ต้นปี 55 หลังวิกฤติมหาอุทกภัยปลายปี 2554 ในขณะนั้นเขื่อนทั่วประเทศกักเก็บไว้ในปริมาณเต็มเปี่ยม ถึงขั้นที่กระทรวงเกษตรฯ ออกมาให้ความมั่นใจกับเกษตรกรว่าสามารถลงมือเพาะปลูกได้อย่างเต็มที่

แต่ถัดมาเพียง 1 เดือน ในเดือน ก.พ.2555 กรมบรรเทาและป้องกันสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย กลับประกาศว่า “ประเทศไทยกำลังประสบภัยแล้งรอบแรก” ของปีนี้ และพื้นที่จังหวัดประสบภัยแล้งทยอยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมากจนถึง 51 จังหวัด

แต่เมื่อเข้าสู่หน้าฝน ภาพหลอนของ “มหาอุทกภัยครั้งใหญ่” ในปี 2554 ทำให้รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับการรับมือน้ำท่วมเป็นหลัก กรมชลประทานซึ่งทำงานร่วมกับคณะกรรมการบริหารจัดการยุทธศาสตร์จัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) มีนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้ร่วมกันกำหนดปริมาณน้ำในเขื่อนใหญ่ก่อนเข้าหน้าฝน และมีการเร่งระบายปริมาณน้ำส่วนเกินจากแผนของ กบอ.ทิ้งไป ถือเป็นการป้องกันน้ำท่วมล่วงหน้า

BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLz

ขณะนั้น นายสุพจน์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เลขานุการสำนักงาน คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) สะท้อนแนวคิดการจัดการน้ำของรัฐบาลในการบรรยายแก่นักลงทุนของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่า

“รัฐบาลยินดีให้น้ำแล้ง มากกว่ายอมให้เกิดน้ำท่วม เพราะความเสียหายน้ำแล้งมีน้อยกว่า และค่าใช้จ่ายของรัฐในการจัดการน้ำแล้งน้อยกว่ายอมให้เกิดน้ำท่วม ซึ่งรัฐบาลได้เตรียมสูตรการจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ที่จะได้รับผลกระทบภัยแล้งไว้แล้ว”

แล้วเหตุการณ์ดังกล่าวก็เกิดขึ้นจริงเมื่อเข้าสู่กลางฤดูฝน ในเดือน ต.ค. รัฐบาลเริ่มเห็นแล้วว่าปริมาณฝนปีนี้มีน้อยกว่าที่คาดการณ์ ขณะที่น้ำจากเขื่อนก็ระบายทิ้งไปแล้ว

ขณะที่สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุด คือ “วิกฤติภัยแล้งรอบที่ 2” ที่กำลังคืบคลานเข้ามา นายปลอดประสพสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำทั้งหมด หลีกเลี่ยงการให้ข่าว และพูดถึงเรื่องภัยแล้ง โดยบอกว่า “การพูดเรื่อง “ภัยแล้ง” ตอนนี้ทำให้เสียบรรยากาศ เห็นไหมว่าฝนยังตกอยู่เลย”

“บริหารจัดการน้ำ” ที่ยังตั้งไข่

แนวพระราชดำริเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2554 ในโอกาสที่พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ในโอกาสเข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายเงินเป็นทุนประเดิม 85 ล้านบาท เพื่อทรงประทานให้ก่อตั้ง “มูลนิธิน้ำ”

“เรื่องอุทกภัยและภัยแล้ง ให้ศึกษาสรุปการแก้ไขในพื้นที่สำคัญ …แม่น้ำที่มีผลต่อการเกิดอุทกภัย ภัยแล้ง มี 5 สาย คือ แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน และแม่น้ำป่าสัก ให้ดำเนินการศึกษาและพัฒนาแม่น้ำทั้ง 5 สาย จะช่วยแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งของประเทศได้มาก

…พื้นที่แม่น้ำน่าน น้ำว้า ควรศึกษาพื้นที่ต้นน้ำว่าจะฟื้นฟูรักษาและใช้ประโยชน์อย่างไร ไม่ให้ดินถล่มและหน่วงน้ำไว้ได้โดยการสร้างฝายและทำนบเพิ่มเติม

…พื้นที่น้ำยมให้มูลนิธิชัยพัฒนาประสานดำเนินการสร้างพัฒนาเขื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง โดยให้ประชาชนในพื้นที่ยอมรับและเห็นประโยชน์ร่วมกัน อาจเป็นการพัฒนาเขื่อนแก่งเสือเต้นให้เหมาะสมทั้งลักษณะและขนาดที่ยอมรับได้ และเมื่อมีแผนงานแล้วให้เชื่อมโยงทั้งระบบของแม่น้ำทั้ง 5 สาย เพื่อบริหารจัดการแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา”

ในฐานะที่ “ทีมเศรษฐกิจ” ติดตามวิกฤตการณ์น้ำของประเทศไทยมาโดยตลอด และภายใต้การดำเนินงานของรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” ยังไม่เห็นการดำเนินการตามแนวพระราชดำริดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนั้น บทบาทของผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำที่ตั้งขึ้นเป็นคณะกรรมการชุดต่างๆ เริ่มลดน้อยลงหลังรัฐบาลตัดสินใจแขวน กยน. ไว้ในฐานะที่ปรึกษา และหันมาตั้งหน่วยงานใหม่ที่รวมศูนย์การสั่งการเรื่องน้ำของประเทศ ตามแนวคิดหน่วยงาน “ซิงเกิล คอมมานด์” ภายใต้ชื่อคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย หรือ กบอ.

ขณะที่การประกาศ แผนงานหลัก “กระดูกสันหลัง หรือ Back Bone Project” วงเงินมโหฬาร 350,000 ล้านบาท ซึ่งตั้งงบไว้เพื่อนำไปดำเนินการตามแผนการบริหารจัดการ “น้ำ” อย่างครบวงจร ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ยังไม่มีแม้แต่ “แผนการดำเนินการ” เพราะวันนี้ยังอยู่ระหว่างการประมูลเพื่อหาบริษัทที่จะเสนอกรอบความคิดหลัก (Conceptual Plan) ของแผน

เปิดสถานการณ์แล้งรอบ 2

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรายงานสถานการณ์ภัยแล้งล่าสุด เมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา ระบุว่า มีพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ฝนทิ้งช่วง/ภัยแล้ง) 18 จังหวัด 161 อำเภอ 1,163 ตำบล 12,187 หมู่บ้าน ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ สกลนคร อุดรธานี บึงกาฬ มุกดาหาร หนองคาย หนองบัวลำภู มหาสารคาม ยโสธร อำนาจเจริญ นครพนม ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ ศรีสะเกษ ขอนแก่น บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ และนครราชสีมา

ส่วนสภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ มีปริมาตรน้ำในอ่างฯ ทั้งหมด 51,320 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 73% ของความจุอ่างฯ รวมทั้งประเทศ

อย่างไรก็ตาม อ่างเก็บน้ำภูมิพลและอ่างเก็บน้ำสิริกิติ์ มีปริมาตรน้ำที่ใช้การได้ทั้งหมด 4,715 และ 3,564 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 35% และ 37% ของความจุอ่างฯ ตามลำดับ โดยมีปริมาตรน้ำทั้งสองอ่างฯ รวมกัน 15,059 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ควร

ขณะที่เขื่อนในภาคอีสาน ข้อมูลจากศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน วันที่ 24 พ.ย.55 จำนวนเขื่อน 277 แห่ง ปริมาณน้ำใช้การได้ในเขื่อน 3,357 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 33% ของปริมาณความจุรวม โดยเขื่อนที่มีน้ำน้อยน่าเป็นห่วง มีน้ำใช้การได้ในเขื่อนน้อยมาก ได้แก่ เขื่อนห้วยหลวง 24% เขื่อนอุบลรัตน์ 19% เขื่อนลำปาว 12% เขื่อนมูลบน 30% เขื่อนสิรินธร 32% เขื่อนลำตะคอง 39%

นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ภัยแล้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีทั้งสิ้น 18 จังหวัด ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน และส่งผลกระทบกับเกษตรกรรวมประมาณ 650,000 ราย พื้นที่ทางการเกษตรเสียหายประมาณ 5,600,000 ไร่ อย่างไรก็ตาม กรมฯ ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพราะผลผลิตของเกษตรกรยังไม่เสียหายโดยสิ้นเชิง บางแห่งพืชทำท่าจะตายเพราะขาดน้ำ แต่ก็มีฝนหน้าแล้งลงมาช่วยจึงยังกลับฟื้นมาได้ จึงไม่นับเป็นพื้นที่เสียหาย

ส่วนภาพรวมการปลูกพืชฤดูแล้งในปีนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.55-30 เม.ย.56 จะมีปริมาณน้ำที่จะจัดสรรได้รวมกันทั้งสิ้น 23,570 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ซึ่งจะสามารถส่งน้ำไปให้เกษตรกรไปทำการเกษตรได้ประมาณ 16.62 ล้านไร่ เป็นข้าวนาปรังประมาณ 13.99 ล้านไร่ และพืชอื่น 2.63 ล้านไร่ โดยในภาคอีสานน่าเป็นห่วงที่สุด เพราะในฤดูฝนมีปริมาณฝนน้อยกว่าเกณฑ์ปกติ 18% ทำให้น้ำในเขื่อน 4 แห่งของภาคอีสานมีไม่เพียงพอที่จะทำการเกษตรในหน้าแล้ง นอกจากนี้ยังมีเขื่อนภาคใต้ 1 แห่ง สั่งงดการเพาะปลูก คือ เขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์

ทั้งนี้ ปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอ ทำให้คาดว่าจะมีเกษตรกรเสียโอกาส ประมาณ 31,222 ราย พื้นที่การเกษตร 62,445 ไร่

รัฐยังไร้ทิศทางแก้ไขปัญหา

อย่างไรก็ตาม หากจะถามหาเจ้าภาพหลักในการสั่งการเรื่องน้ำของประเทศ กบอ.วันนี้ยังคงไม่มีการ “เทก แอ็กชั่น” ในการเตรียมการดูแลภัยแล้งอย่างเป็นทางการ ขณะที่เกษตรกรจำนวนหนึ่งกำลังกลายเป็นผู้ว่างงานที่ยาวนานถึง 4 เดือน เพราะ “ไม่มีฝน ไม่มีงาน เพาะปลูกไม่ได้”

ตามปฏิทินน้ำของกระทรวงเกษตรฯ ที่กำหนดหน้าแล้งของทุกปีเริ่มต้นในวันที่ 1 พ.ย.ไปจนถึงวันที่ 30 เม.ย.ของปีถัดไป ก่อนจะเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนของประเทศไทยอีกครั้งในวันที่ 1 พ.ค.ไปจนถึง 30 ต.ค.ของปีเดียวกัน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา นายปลอดประสพ ได้แจ้งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าขณะนี้ กบอ.อยู่ระหว่างการจัดทำแผนแม่บทในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ซึ่งแผนแม่บทดังกล่าวจะมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการแก้ไขปัญหาภัยแล้งของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นการดำเนินการตามภารกิจปกติ ซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณไว้แล้ว

โดยแผนแม่บทจะเน้นการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในแต่ละพื้นที่ (area approach) ทั่วประเทศและจะมีกลไกการกำกับสั่งการในการดำเนินการแก้ไขปัญหาภัยแล้งทั้งในระดับอำเภอและจังหวัด ทั้งนี้เมื่อแผนแม่บทดังกล่าวแล้วเสร็จก็อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนแผน หรือโครงการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบางส่วนด้วย

เมื่อยังไม่มีแผนการแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่ชัดเจน ขณะที่ กบอ.เองไม่ได้เห็นว่าภัยแล้งเป็นเรื่องเร่งด่วน หรือเป็นภารกิจพิเศษที่ต้องเร่งแก้ปัญหา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นจึงกลายเป็นองค์กรที่ไร้หัว ต่างคนต่างทำ ต่างแก้ปัญหา สะเปะสะปะไปอย่างไร้ทิศทาง

นายวราวุธ ขันติยานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ปกติจะหยุดทำฝนหลวงประมาณวันที่ 15 ต.ค.ของทุกปี แต่ในปีนี้ภัยแล้งลุกลามหนักในภาคกลางและภาคอีสาน กบอ.จึงสั่งการให้สำนักงานฝนหลวงฯ ยืดระยะเวลาไปอีกเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาในพื้นที่ที่ได้คัดเลือกว่าแล้งหนัก เพราะอาณาเขตการทำฝนหลวงได้กินพื้นที่ไม่กว้างมาก ซึ่งสำนักงานฯ ได้ยืดเวลามาจนถึงวันที่ 8 พ.ย.จึงได้หยุดทำฝนหลวงไปในที่สุด และคาดว่าจะเริ่มปฏิบัติการฝนหลวงใหม่อีกครั้งเร็วขึ้นอีก 1 เดือน มาเป็นเดือน ก.พ.56 จากกำหนดเดิมเดือน มี.ค.56

“ผลการทำฝนหลวงช่วงหน้าแล้งที่ผ่านมา ในแต่ละสัปดาห์ขึ้นบินได้ประมาณ 3-5 วันเท่านั้น ไม่สามารถทำได้ทุกวัน เพราะในช่วงหน้าแล้งสภาพอากาศทั่วไปจะมีความชื้นไม่พอที่จะทำฝนได้ จึงต้องรอสภาพอากาศเป็นรายวัน ทำให้ภาคอีสานใต้จึงได้รับฝนบ้าง แต่อีสานตอนบนได้ฝนเพียงเล็กน้อยและได้เป็นฝนอ่อน เม็ดฝนเล็ก”

ปัญหาหลักของฝนหลวง คือมีหน่วยทำการบินไม่เพียงพอ ภาคอีสานมี 2 หน่วยบิน แต่ละหน่วยบินต้องรับผิดชอบถึง 8 จังหวัด การทำฝนให้ทั่วถึงค่อนข้างลำบาก จึงต้องนำเครื่องบินจากภาคอื่นๆมาเสริม วิธีการนี้แม้จะทำได้ แต่หลายครั้งต้องเสียโอกาสในการทำฝน เพราะต้องเสียเวลาย้ายเครื่องบิน อุปกรณ์ และสารเคมีที่ใช้ทำฝนหลวง

ห่วงปีหน้าขาดน้ำขนานใหญ่

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า ตัวเลขความเสียหายด้านการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ เพราะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ฝนทิ้งช่วงว่าจะกินเวลานานขนาดไหน ซึ่งต้องดูหลังจากเดือน ธ.ค. เพราะช่วงนี้มีฝนจากพายุดีเปรสชันพัดเข้ามา ทำให้พื้นที่ในภาคอีสานตอนใต้มีฝนตกช่วยบรรเทาสถานการณ์ไปได้บางส่วน

แต่ที่น่าเป็นห่วง คือภาคอีสานตอนบนที่ไม่มีฝนตกและปริมาณน้ำในเขื่อนมีน้อย จากการที่ปริมาณน้ำฝนในปีนี้น้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ย ทำให้มีน้ำไหลลงเขื่อนน้อย ผลผลิตที่เสียหายในภาคอีสานตอนบนส่วนใหญ่จะเป็นข้าวเหนียว ข้าวหอมมะลิมีจำนวนไม่มาก และพืชไร่บางส่วน เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ผลผลิตจะลดลง โดยเฉพาะมันสำปะหลังถ้ายิ่งแล้งนานจะยิ่งน่ากังวลว่าจะมีเพลี้ยแป้งกลับมาระบาดหนักอีก และยางพาราถ้าแล้งยาวนาน ต้นยางขาดน้ำจะเกิดปัญหาต้นยางทิ้งใบ กรีดยางไม่ได้ ผลผลิตยางจะลดลงเช่นกัน

แนวทางแก้ปัญหาภัยแล้งเป็นเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ กบอ.คงต้องดูภาพรวมทั้งหมด ซึ่งยอมรับว่าการคาดการณ์ปริมาณน้ำในแต่ละปีเป็นเรื่องที่ยาก ถ้าเก็บน้ำในเขื่อนไว้มาก พอมีพายุเข้าก็จะมีปัญหาน้ำท่วมได้ ขณะที่ถ้าเก็บน้ำในเขื่อนไว้น้อยก็จะเกิดปัญหาภัยแล้งสร้างความเดือดร้อน

“หลังจากเกิดน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 กลายเป็นสิ่งเจ็บปวด หลายฝ่ายก็มองเรื่องการบริหารจัดการน้ำว่า ให้เกิดภัยแล้งจะเสียหายน้อยกว่าน้ำท่วม”
ถ้าเกิดปัญหาน้ำท่วมและประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ที่ผ่านมาได้จ่ายเงินช่วยเหลือในวงเงินที่สูง ทำให้กลายเป็นบรรทัดฐานไปแล้วว่า จะต้องได้เงินช่วยเหลือเยียวยาไม่น้อยกว่าที่เคยได้มา

ทั้งนี้ ได้สั่งให้ สศก.ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าปลายเดือนเม.ย.ปีหน้าแล้วฝนยังไม่ตกลงมาเติมน้ำในเขื่อน ปีหน้าปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะปีนี้น้ำน้อยอยู่แล้ว

******

ทั้งหมดนี้ คือ บทสะท้อนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขวิกฤติการบริหารจัดการ “น้ำ” และภัยแล้งของประเทศ ที่เริ่มเห็นสัญญาณของวิกฤติความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เจ้าภาพหลักก็หาได้ให้ความสำคัญกับการผลักดันมาตรการรับมืออย่างเป็นรูปธรรม เหมือนอย่างที่เคยเตรียมการเป็นอย่างดีเพื่อรับมืออุทกภัย

“การหลีกเลี่ยงไม่พูดถึง หรือไม่ให้ข่าวของรัฐบาล ไม่ได้แปลว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ร้ายแรง และไม่ได้แปลว่า รัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาอยู่” แต่แปลว่า “ความเสียหายร้ายแรงกำลังจะเกิดขึ้นกับเกษตรกรหลายล้านคนทั่วประเทศ และเราอาจได้เห็นผู้คนเปิดศึกแย่งชิงน้ำจนถึงขั้น “ฆ่ากันตาย” ก็เป็นได้”.

ทีมเศรษฐกิจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: