นับถอยหลังค่าแรง 300 บาท รัฐบาล-เอกชนต้องร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

Published ธันวาคม 26, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/307006

19 พฤศจิกายน 2555, 05:00 น.
BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLz

เหลือเวลาอีก 43 วัน ก็จะถึงวันที่ 1 ม.ค.2556 ซึ่งเป็นวันครบกำหนด ที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ให้สัญญาไว้กับผู้ใช้แรงงานทั่วประเทศ ว่าจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้ในอัตราวันละ 300 บาท

หากไม่มีเหตุการณ์แทรกซ้อนใดๆ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 20 พ.ย.นี้ นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน ก็จะเสนอเรื่องนี้ให้ที่ประชุม ครม.รับทราบและอนุมัติ เพื่อให้มีผลในทางปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2556 ถือเป็นการให้ของขวัญปีใหม่แก่ผู้ใช้แรงงาน ซึ่งมีอยู่ไม่ต่ำกว่า 6 ล้านคนทั้งประเทศ

การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ถือเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงสำคัญของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในช่วงการเลือกตั้งปี 2554 ที่ผ่านมา

นโยบายดังกล่าว มีเป้าหมายที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน ขยับรายได้ของกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ ให้มีเงินจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ในภาวะที่ค่าครองชีพถีบตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง!!!

BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLz

โดยหลังจากวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา รัฐบาลได้นำร่องปรับขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวัน ใน 7 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม และภูเก็ต ซึ่งผลจากนโยบายดังกล่าว ยังได้แผ่อานิสงส์ไปยังกลุ่มแรงงานต่างด้าว ให้ได้รับสิทธิในเรื่องนี้ด้วย

แต่เพราะเหรียญย่อมต้องมี 2 ด้านเสมอ นโยบายปรับขึ้นค่าแรงของรัฐบาลชุดนี้ จึงถูกคัดค้านจากกลุ่มผู้ประกอบการ นายจ้างทั่วประเทศมาโดยตลอด เนื่องจากค่าแรงเป็นภาระต้นทุนที่ผู้ประกอบการไม่สามารถส่งผ่านต่อไปยังผู้บริโภคให้รับภาระแทนได้ โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังซื้อในประเทศและตลาดส่งออกยังอยู่ในภาวะชะลอตัว ตามเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง

ที่สำคัญ การขึ้นค่าแรงทั่วประเทศในปีใหม่ที่จะถึงนี้ อาจทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ไม่สามารถแบกรับภาระที่เพิ่มขึ้นได้ จนนำไปสู่การทยอยปิดกิจการ เบื้องต้นคาดว่าน่าจะมีตัวเลขไม่ต่ำกว่า 200,000-300,000 ราย จากเอสเอ็มอีทั่วประเทศที่มีอยู่ 2.9 ล้านรายขณะนี้

กระนั้น ทุกฝ่ายก็คงต้องยอมรับความจริงว่า นโยบายดังกล่าว ถือเป็นคำมั่นสัญญาจากรัฐบาล ซึ่งคงไม่สามารถชะลอหรือเลื่อนการบังคับใช้ออกไปได้อย่างแน่นอน

ขณะเดียวกัน การปรับขึ้นค่าแรงให้แก่กลุ่มแรงงาน คนหาเช้ากินค่ำ ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศนั้น ถือเป็นการช่วยให้พวกเขามีรายได้เพิ่มขึ้น มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ให้ขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพ

เพื่อเป็นการเปิดมุมมองต่อประเด็นดังกล่าวในวงกว้างและครอบคลุมทุกแง่มุม “ทีมเศรษฐกิจ” ขอถือโอกาสนี้พูดคุยกับตัวแทนนายจ้าง ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่มีสมาชิก ผู้ประกอบการรวม 7,000 โรงงาน และธนวรรธน์ พลวิชัย คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะนักวิชาการ เพื่อร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้…

BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLz

ธนิต โสรัตน์
รองประธาน ส.อ.ท.

เมื่อวันที่ 12 พ.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) ที่ประกอบการ ส.อ.ท., สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย ในฐานะตัวแทนนายจ้างภาคเอกชน ได้ส่งหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้รัฐบาลตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนขึ้นมา ทำงานร่วมกันในการหามาตรการบรรเทาความเดือดร้อนของนายจ้าง หากรัฐบาลยังยืนยันที่จะเดินหน้าขึ้นค่าแรงทั่วประเทศ 300 บาทต่อวัน ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2556 เป็นต้นไป โดยรัฐบาลควรมีข้อสรุปตามข้อเสนอของ กกร. ภายใน 30 วัน

ทั้งนี้ มาตรการเร่งด่วน ที่รัฐบาลควรดำเนินการ คือ การจัดตั้งกองทุนชดเชยส่วนต่างค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นให้กับผู้ประกอบการ โดยกระทรวงการคลังและกระทรวงแรงงานต้องร่วมมือกันจัดหาแหล่งงบประมาณมาจัดตั้งเป็นกองทุนฯ ซึ่งสามารถกู้เงินมาจากกองทุนประกันสังคมที่มีเงินสะสมสูงถึง 1.1 ล้านล้านบาท เพราะถือว่าเป็นเงินของลูกจ้างที่จ่ายเงินสมทบร่วมกับนายจ้างมาโดยตลอด

โดยในปีแรกคือปี 2556 กองทุนฯ ควรมีวงเงินเบื้องต้น 30,000–50,000 ล้านบาท เพื่อนำมาจ่ายชดเชยช่วยลดภาระนายจ้าง คือ ในปีหน้าให้รัฐบาลใช้เงินจากกองทุนฯ จ่ายสมทบส่วนต่างให้นายจ้าง ในอัตรา 75% ของอัตราค่าจ้างที่ต้องจ่ายเพิ่ม และอีก 25% ให้นายจ้างเป็นผู้รับภาระ

ในปี 2557 กองทุนฯ จ่ายส่วนต่างให้นายจ้าง 50% และปี 2558 จ่ายชดเชยให้นายจ้าง 25% เพื่อให้นายจ้างมีเวลาปรับตัวกับค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกองทุนฯ ดังกล่าว คำนวณจากจำนวนลูกจ้างที่จะได้รับอานิสงส์จากค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท รวม 6 ล้านคน จากแรงงานทั้งหมดในระบบประกันสังคม 9 ล้านคน

จากนั้น ตั้งแต่ปี 2559 นายจ้างจะเป็นผู้รับภาระค่าจ้างแรงงานทั้งหมด

“ผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ จะเริ่มเห็นผลชัดเจน ซึ่งจะทำให้มีบรรดานายจ้างกลุ่มเอสเอ็มอี รวมไปถึงกิจการร้านอาหารขนาดเล็ก ขนาดกลาง และภัตตาคาร โรงงานผลิตรองเท้า เสื้อผ้าสิ่งทอตลาดล่าง โรงงานเซรามิก อุตสาหกรรมของชำร่วย สินค้าพื้นเมือง ไปจนถึงโรงแรมขนาด 3 ดาวลงมา ฯลฯ จำนวนหนึ่ง ทยอยปิดกิจการตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปีหน้าเป็นต้นไปอย่างแน่นอน”

เขาย้ำอีกว่า นายจ้างกลุ่มนี้ในช่วงแรกของการปรับขึ้นค่าแรง จะยังสามารถดิ้นรน เพื่อความอยู่รอดในการดำรงสถานะของกิจการได้ระยะเวลาหนึ่ง เพราะแม้ว่าจะเป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก แต่หากรายใดมีทรัพย์สินที่สามารถใช้เป็นเงื่อนไขในการขอรับสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ ก็ยังพอจะรับภาระได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่รายใดไม่มีทรัพย์สินหรือสภาพคล่องเพียงพอ ก็ต้องทยอยปิดกิจการหรือย้ายฐานการผลิตไปในประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ ส.อ.ท.มีความเป็นห่วงนายจ้างในกลุ่มเอสเอ็มอีมากที่สุด เพราะถือเป็น 70% ของระบบการจ้างงานรวมทั้งประเทศ การปรับขึ้นค่าแรงพร้อมกันทั่วประเทศถือเป็นภาระต้นทุนของนายจ้างในต่างจังหวัด ที่มีสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่แตกต่างกัน อาจไม่สามารถดำรงสถานะของกิจการอยู่ได้

ที่สำคัญ สภาวะการจ้างงานในต่างจังหวัดของแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกัน และในต่างจังหวัด การจ้างงานของภาคอุตสาหกรรมจะเน้นการใช้แรงงานจำนวนมาก เพราะใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่ไม่สูงมากนัก ทำให้ไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ ประกอบกับนายจ้างกว่า 30 จังหวัด ก็เพิ่งจะเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤติน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554

ที่สำคัญ ปัจจัยค่าแรงไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ เพราะตลาดมีการแข่งขันสูง ส่วนตลาดต่างประเทศนั้น การส่งออกทำได้ไม่มากนัก เพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว

สำหรับมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐในประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากที่ ส.อ.ท.ได้เสนอขอความช่วยเหลือไป ก็ไม่ควรจำกัดเฉพาะการช่วยเหลือเอสเอ็มอี แต่ควรครอบคลุมไปถึงภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ เพราะมาตรการของภาครัฐที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จำกัดทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และยอดขายไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็นผู้ประกอบการที่มีขนาดเล็กมาก จึงควรขยายไปภาคบริการอื่นๆ ด้วย เพราะได้รับผลกระทบเช่นกัน.

BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLz

ธนวรรธน์ พลวิชัย
คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

นโยบายขึ้นค่าแรงของรัฐบาล จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับแรงงานผู้มีรายได้น้อยในระบบไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน ซึ่งจะทำให้แรงงานเหล่านี้มีเงินเพิ่มขึ้นรวมปีละ 100,000-150,000 ล้านบาท โดยเงินจำนวนนี้จะเข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้หลายรอบ และส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศขยายตัวเพิ่มขึ้นได้อีกปีละ 0.7-1.0%

“เดิมศูนย์ฯ ประเมินว่า การปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท จะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจโตได้ 1.0–1.4% แต่ตอนนี้คงไม่ถึงแล้ว เพราะถ้ารัฐปรับขึ้นทันทีเท่ากันทั่วประเทศในวันที่ 1 ม.ค.56 จะส่งผลเสียต่อภาคธุรกิจมากโดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ยังไม่สามารถปรับตัวได้และต้องล้มหายตายจาก”

สาเหตุที่ธุรกิจเอสเอ็มอีจะได้รับผลกระทบมากที่สุด นั่นเป็นเพราะในจำนวนเอสเอ็มอีทั่วประเทศราว 2 ล้านราย กว่า 40-50% ไม่ได้เข้าระบบเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล จึงไม่ได้รับประโยชน์จากการที่รัฐบาลลดภาษีจาก 30% เหลือ 20% ในปีนี้ ขณะที่ยังมีภาระที่จะต้องเสียภาษีอื่นๆ อีก เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีบุคคลธรรมดา รวมถึงยังมีภาระเพิ่มขึ้นจากการจ่ายเงินค่าจ้างเพิ่มเป็น 300 บาท

นอกจากนั้น เอสเอ็มอียังมีสภาพคล่องทางการเงินและมูลค่ายอดขายน้อยกว่ารายกลางและใหญ่ ส่งผลให้มีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นมาก หากไม่สามารถปรับตัวได้ ในท้ายที่สุดอาจต้องปิดกิจการ และส่งผลให้แรงงานจำนวนมากต้องว่างงาน ขาดรายได้ และไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอยไปกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้เติบโตได้ตามคาดการณ์

“ถ้าเอสเอ็มอีต้องขึ้นค่าแรง ต้องจ่ายค่าแรงเพิ่มต่อคนต่อเดือนที่ 3,000–4,000 บาท จากเดิมที่จ้างแค่วันละ 180 บาท หากจ้างงานจำนวน 10 คน ก็มีภาระจ่ายเพิ่มขึ้นอีก 30,000–40,000 บาทต่อเดือน ตกปีละหลายแสนบาท และถ้ายอดขายหรือผลประกอบการไม่ดี จากภาวะเศรษฐกิจซึมตัว กำลังซื้อไม่กระเตื้อง ก็คงไม่มีเงินจ่ายค่าแรงเพิ่ม และต้องปิดตัวลง แรงงานเหล่านี้ก็จะตกงาน ซึ่งจากการสำรวจความเห็นของภาคธุรกิจเมื่อกลางปีที่ผ่านมา พบว่าเอสเอ็มอีอาจล้มตาย 5–10% ของ 2 ล้านราย หรือราว 100,000–200,000 ราย ถ้าเอสเอ็มอีเหล่านี้จ้างงานรายละ 4 คน ก็จะมีแรงงานราว 400,000–800,000 รายที่จะว่างงาน”

BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLz

แต่หากแรงงานเหล่านั้นไม่เลือกงาน ก็น่าจะไม่ว่างงานทั้งหมด เพราะในหลายอุตสาหกรรมยังขาดแคลนแรงงาน และอาจมีตำแหน่งว่างจากกรณีแรงงานต่างด้าวในไทยย้ายกลับไปทำงานที่ประเทศของตนเอง เช่น แรงงานพม่าที่รัฐบาลพม่ากำลังเร่งก่อสร้างสาธารณูปโภครองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศและการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ในปีหน้า รวมถึงอาจมีเอสเอ็มอีไทยเกิดใหม่และมีศักยภาพทำธุรกิจต่อไปได้ ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็กำลังเร่งก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ ซึ่งจะทำให้มีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้นได้

เขายังแนะด้วยว่า หากรัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบที่รุนแรง ก็ควรชะลอการปรับขึ้นค่าแรงออกไปอีก 1-2 ปี เพื่อให้ภาคธุรกิจได้ปรับตัว และควรจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนให้ปรับเปลี่ยนมาใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคน และช่วยเหลือเอสเอ็มอีด้วยการลดหย่อนภาษีให้ ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือภาษีรายได้บุคคลธรรมดา

หากเอสเอ็มอีรายนั้นไม่ได้เสียภาษีรายได้นิติบุคคล รัฐบาลก็ต้องพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยจัดอบรมและเสริมสร้างทักษะให้เป็นแรงงานมีฝีมือ แต่จนถึงขณะนี้รัฐบาลก็ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ

“นโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาท เป็นนโยบายเดียวที่รัฐบาลไม่ได้ใช้เงินงบประมาณเลย แต่เป็นการใช้เงินของภาคเอกชนเอง แล้วรัฐบาลอ้างว่าจะช่วยเหลือด้วยการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงให้ ทั้งที่จริงแล้วการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำอยู่แล้ว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนในระยะยาว รองรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่ประเทศเพื่อนบ้านเก็บในอัตราต่ำกว่าไทยมาก ดังนั้น รัฐบาลควรหามาตรการลดผลกระทบให้กับภาคธุรกิจ และมีมาตรการช่วยเหลือด้วย”

ทั้งนี้ ในการประชุมหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 30 เมื่อวันที่ 17-18 พ.ย.ที่ผ่านมา ศูนย์ฯ ได้สำรวจความคิดเห็นของภาคธุรกิจ สมาชิกหอการค้าไทยในเรื่องการขึ้นค่าแรง พบว่าภาพรวมจะเกิดผลกระทบในทางลบรุนแรงขึ้นกว่าการสำรวจครั้งแรกเมื่อราวกลางปี 55 และน่าจะมีเอสเอ็มอีปิดตัวลงมากขึ้น เพราะสภาพคล่องตึงตัวมากกว่าเดิม หากรัฐบาลไม่ดำเนินการลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ชะลอการปรับขึ้นออกไปอีกระยะหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม นโยบายขึ้นค่าแรงดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการเพิ่มเงินให้แรงงาน สร้างโอกาสในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และช่วยให้เศรษฐกิจในประเทศขยายตัวได้ ถ้าทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เน้นพื้นที่ที่ค่าครองชีพสูงก่อน ไม่ใช่ขึ้นให้เท่ากันทั้งประเทศ เพราะบางจังหวัดไม่จำเป็นต้อง 300 บาท เพราะค่าครองชีพไม่สูงมาก

“การขึ้นเท่ากันทันทีทั่วประเทศ มันเร็วเกินไป ทำให้ธุรกิจช็อก แต่ถ้าปรับตัวได้ก็จะได้รับผลกระทบระยะสั้นเท่านั้น และผลกระทบก็ไม่ได้รุนแรงมากนัก”

เปิดผลสำรวจ

สำนักงานคณะกรรมการค่าจ้าง สำนักเศรษฐกิจการแรงงาน กระทรวงแรงงาน ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ทั่วประเทศ เกี่ยวกับผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2555 โดยสำรวจผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1–200 คน ใน 21 ประเภทกิจการ มีจำนวนสถานประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศ ที่สำรวจ 1,707 แห่ง มีจำนวนลูกจ้าง 118,842 คน

ประเภทกิจการที่สำรวจสูงสุด 5 อันดับแรก คือ การผลิต 29.64% การขายส่งและขายปลีก การซ่อมยานยนต์และจักรยานยนต์ 26.19% การบริการด้านอื่นๆ 1.42% ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร 8.32% และการก่อสร้าง 6.74% โดยเป็นสถานประกอบการขนาดเล็กมาก (ลูกจ้าง 1-10 คน) ขนาดเล็ก (ลูกจ้าง 11-50 คน) และขนาดกลาง (ลูกจ้าง 51-200 คน) ซึ่งพบว่าเป็นสัดส่วนใกล้เคียงกัน คือ ขนาดเล็กมาก 34.67% ขนาดเล็ก 34.2% และขนาดกลาง 31.14% ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างรายวันถึง 51.64% ของจำนวนลูกจ้างทั้งหมดที่สำรวจทั่วประเทศ

เมื่อเปรียบเทียบจำนวนลูกจ้างทั้งหมดหลังการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2555 กับจำนวนลูกจ้างทั้งหมดก่อนการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน พบว่าในภาพรวมทั่วประเทศมีการจ้างงานลดลงจาก 119,584 คน เป็น 118,842 คน หรือลดลง 742 คน คิดเป็นลดลง 0.62% เมื่อจำแนกตามขนาดสถานประกอบการพบว่า สถานประกอบการขนาดเล็กมากมีการจ้างงานลดลง 5.84% และสถานประกอบการขนาดเล็กมีการจ้างงานลดลง 8.59% ซึ่งลดลงมากกว่า ส่วนสถานประกอบการขนาดกลางมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.94%

BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLz

ในด้านสัดส่วนต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านแรงงานในต้นทุนรวมทั้งหมด พบว่าสถานประกอบการส่วนใหญ่ 26.96% ของจำนวนสถานประกอบการ 1,387 แห่ง มีสัดส่วนต้นทุนด้านแรงงานไม่เกิน 10% ของต้นทุนรวมทั้งหมด รองลงมา 20.62% มีสัดส่วนต้นทุนด้านแรงงาน 21-30% และ 14.92% มีสัดส่วนต้นทุนด้านแรงงานถึง 31-40% ดังนั้น หากประมาณค่าต้นทุนรวมที่เพิ่มขึ้นเมื่อปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 39.5% พบว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบ ทำให้ต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นไม่เกิน 4% และกลุ่มรองลงมามีต้นทุนรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 8.3-11.35%

ด้านการจัดสวัสดิการต่างๆ พบว่าก่อนการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2555 สถานประกอบการส่วนใหญ่ 88.01% จัดสวัสดิการนอกเหนือที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้ลูกจ้าง โดยจัดสวัสดิการให้มากกว่า 1 อย่าง ซึ่งสวัสดิการที่สถานประกอบการจัดให้ลูกจ้างมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ ชุดทำงาน 59.85% รองลงมา คือ ที่พัก 47.43% และอาหาร 43.02% ภายหลังการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสถานประกอบการส่วนใหญ่ 90.23% ยังคงให้สวัสดิการเช่นเดิม มีสถานประกอบการเพียงเล็กน้อย 4.68% ที่ลดสวัสดิการบางอย่างลง ซึ่งสวัสดิการที่ถูกลดลงมากที่สุด คือ อาหาร 37.14% ค่ารักษาพยาบาล (นอกเหนือประกันสังคม) 32.86% และชุดทำงาน 30%

สำหรับผลกระทบของการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำต่อการดำเนินกิจการ สถานประกอบการ 1,408 แห่ง หรือ 82.48% ของจำนวนสถานประกอบการที่สำรวจทั้งหมด มีความเห็นว่ามีผลกระทบ โดย 73.08% ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น 51.35% ทำให้รายได้ของกิจการลดลง และ 25.57% ทำให้ขายสินค้าได้น้อยลง

อย่างไรก็ตาม สถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ 99.43% สามารถปรับตัวได้ ซึ่งสถานประกอบการเลือกที่จะใช้วิธีลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงมากที่สุด 74.07% วิธีต่อมา คือ งดรับลูกจ้างเพิ่ม 39.00% ฝึกอบรม/ฝึกทักษะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับลูกจ้าง 25.57% ลดชั่วโมงทำงานล่วงเวลา 23.57% และเพิ่มราคาจำหน่ายสินค้า/บริการที่ผลิต 21.14% และเลิกจ้างลูกจ้างบางส่วน 14.57% จะเห็นได้ว่าการเลิกจ้างจะเป็นวิธีการหลังๆ ที่ผู้ประกอบการจะเลือกใช้

สำหรับความต้องการช่วยเหลือจากภาครัฐของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงแรงงาน ได้แก่ ขอลดเงินสมทบประกันสังคมจาก 5% หรือให้ยืดระยะเวลาจ่ายเงินสมทบ 3% ออกไปอีก ให้จัดหาพนักงานที่มีทักษะ หรือฝึกอบรมพนักงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในด้านทักษะฝีมือ รวมทั้ง ขอให้ทบทวนและชะลอการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2556 ออกไปก่อน และให้แรงงานที่จะได้รับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ต้องผ่านการอบรมหรือมีการกำหนดคุณสมบัติเพื่อให้เหมาะสมกับค่าจ้าง ตลอดจนให้ยกเลิกการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ให้ภาครัฐดำเนินการจัดหาแรงงานต่างด้าว ลดขั้นตอนและค่าใช้จ่าย โดยไม่ผ่านบริษัทเอกชน และปรับปรุงประสิทธิภาพด้านประกันสังคม โดยเฉพาะคุณภาพรักษาพยาบาล เป็นต้น

นอกจากนั้น มีความต้องการที่เกี่ยวข้องกับส่วนราชการอื่น เช่น ลดภาษีโรงเรือน/ภาษีนำเข้า/ภาษีมูลค่าเพิ่ม/ภาษีเงินได้/ภาษีป้าย/ภาษีเงินได้นิติบุคคลโดยเฉพาะเอสเอ็มอี สนับสนุนเงินทุนแหล่งเงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำระยะยาว เพื่อเสริมสภาพคล่อง ลดราคาค่าไฟฟ้า–ประปาในอัตราพิเศษสำหรับสถานประกอบการเอสเอ็มอี/ลดราคาแก๊สและน้ำมัน และขอให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอีในทุกด้านให้มากยิ่งขึ้น ให้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริง.

ทีมเศรษฐกิจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: