ถอดเจตนารมย์ พ.ร.บ.กสทช. “3จี” เพื่ออนาคตคนไทย

Published ธันวาคม 26, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/313638

17 ธันวาคม 2555, 05:00 น.
BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLz

พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช. – ฐากร ตันฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.

แม้คณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมถึงคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) จะให้ใบอนุญาตแก่เอกชนผู้ชนะการประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบใหม่ 3 จี บนคลื่น 2.1 GHz ไปตั้งแต่เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว

พร้อมๆ กับประกาศจะดำเนินการต่อเนื่องในการให้ใบอนุญาต 4 จี เพื่อเพิ่มแต้มต่อให้แก่การลงทุนของภาคเอกชน เข้ามาแทนที่กิจการโทรคมนาคมในระบบเดิมเก่าคร่ำครึของประเทศไทยที่ใช้มาเป็นเวลานานเต็มทีแล้ว

เนื่องเพราะ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตรวจสอบหลักฐานต่างๆ แล้ว ไม่พบว่าการประมูล 3 จี เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา มีการ “ฮั้ว” กัน ตามที่มีการกล่าวหา ขณะที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีเพราะผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีสิทธิฟ้องร้องต่อศาลก็ตาม

แต่อุปสรรคของคณะกรรมการ  กสทช. และ กทค.ในการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ของตน  เพื่อผลักดันให้ประเทศและประชาชนคนไทย มีโอกาสได้ใช้ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นตามกาลเวลาจากระบบ 2 จี ที่มีข้อจำกัดการให้บริการได้แต่เพียงเสียงสู่ระบบ 3 จี ที่ทรงประสิทธิภาพในการใช้งานมากกว่า ทั้งทางด้านการส่งผ่านข้อมูล ภาพ เสียง และวีดิทัศน์ ที่รวดเร็ว และสมรรถนะที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้โดยไม่ติดขัด ยังคงมีอยู่

โดยเหตุเพราะแกนนำเอ็นจีโอ (องค์กรพัฒนาเอกชนที่ไม่ได้ใช้เงินรัฐ) ซึ่งตั้งกลุ่มใหม่ขึ้นมา และเรียกตัวเองว่า “กลุ่มกรีน” มี นายสุริยะใส กตะศิลา เป็นผู้ประสานงาน ยังคงมีข้อติดใจสงสัยในประเด็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ กทค. ว่าโปร่งใส ชอบธรรมหรือไม่ประการใดในการเปิดประมูล และออกใบอนุญาต 3 จี ให้แก่เอกชน เช่นเดียวกับ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในสายเอ็นจีโอ 40 คน

กลุ่มกรีน ซึ่งยื่นเรื่องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินให้เป็นผู้ร้องต่อศาลปกครองกลางเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้การประมูล 3 จี เป็นโมฆะ หากเห็นว่าคณะกรรมการ กทค.ดำเนินการไม่ถูกต้องตามกฏหมาย แต่ต่อมาศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกไปนั้น ยังคงยืนกรานจะผลักดันให้ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดต่อไป

ในขณะที่กลุ่ม 40 ส.ว.ในสายเอ็นจีโอ มีความเห็นเช่นเดียวกันในประเด็นของอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ กทค. จึงได้ยื่นเรื่องพร้อมข้อเสนอผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความตามข้อบัญญัติเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรอิสระซึ่งมีหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งหมายถึง คณะกรรมการ กสทช. และบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของบรรดาองค์กรอิสระที่จะทำหน้าที่ดังกล่าวซึ่งได้เขียนไว้ในกฎหมายลูกที่ออกตามมาใหม่อีกครั้ง

เมื่อประเด็นการประมูลใบอนุญาต 3 จี ยังคงมีข้อกังขาในเรื่องของข้อกฎหมาย ทีมเศรษฐกิจ จึงรวบรวมเอาบทบัญญัติในมาตราต่างๆ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง มาให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณากันโดยละเอียดว่า กฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากบรรดาผู้ทรงเกียรติทั้งหลายในรัฐสภานั้น

ได้รับการพิจารณามาอย่างรอบคอบและชัดเจนแล้ว หรือยังต้องมีการตีความอันอาจเป็นการขัดขวางการมี และใช้ซึ่งประโยชน์จากระบบ 3 จี ที่สามารถต่อยอดสู่ระบบ 4 จี ได้ในทันที

บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญปี 2550

ในหมวดที่ 3 เรื่อง สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ส่วนที่ 7 ซึ่งว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชนนั้น ระบุไว้ในมาตรา 47 ว่าคลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคมเป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ฉะนั้น ในวรรค 2 จึงกำหนดให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระ ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ตามที่กฎหมายบัญญัติ

ทั้งนี้ โดยในมาตรา 305 (1) กำหนดให้มีคณะกรรมการเฉพาะด้าน เป็นหน่วยย่อยภายในองค์กรที่แยกต่างหากจากกัน ทำหน้าที่กำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกำกับการประกอบกิจการโทรคมนาคม

เมื่อได้มีการตรากฎหมายลูกรองรับบทบัญญัติในมาตรา 47 และ มาตรา 305 (1)  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ขึ้นภายใต้ชื่อ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ตามมาในปี พ.ศ.2553

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จึงถือกำเนิดขึ้นภายใต้หลักการ และเหตุผลที่ระบุไว้ในมาตรา 6 ของหมวดที่ 1 ที่กำหนดให้คณะกรรมการ กสทช.ต้องเป็นผู้มีผลงาน ความรู้ และความเชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ จำนวน 11 คน

BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLz

ในมาตรา 27 กำหนดให้คณะกรรมการชุดดังกล่าว มีอำนาจหน้าที่จัดทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ ตารางกำหนดคลื่นความถี่แห่งชาติ โดยระบุไว้ชัดเจนใน (4) ว่า ให้คณะกรรมการชุดนี้พิจารณาอนุญาต และกำกับดูแลการใช้คลื่นความถี่ และเครื่องวิทยุคมนาคมในการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือในกิจการวิทยุคมนาคม

ทั้งยังให้กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการเกี่ยวกับการอนุญาต เงื่อนไข หรือค่าธรรมเนียมการอนุญาตไว้ใน (7) ด้วย

ให้แยก กสท และ กทค.ออกจากกัน

ในหมวดที่ 2 ของกฎหมายลูก หรือ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 ที่ว่าด้วยการกำกับดูแลการประกอบกิจการอันเป็นบทบัญญัติที่เขียนขึ้นเพื่อรองรับหลักเกณฑ์ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2550 กำหนดให้ต้องมีหน่วยงานเฉพาะด้านเป็นหน่วยย่อยที่แยกต่างหากออกจากกัน (ตามมาตรา 305 (1) แห่งรัฐธรรมนูญปี 2550) นั้น

เขียนไว้ชัดเจนว่าให้แยกการกำกับดูแลระหว่างกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์  ออกจากกิจการโทรคมนา-คม ดังความในมาตรา 35 ส่วนที่ 1 ว่าด้วยคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เรียกโดยย่อว่า กสท ประกอบด้วย กรรมการที่คณะกรรมการ กสทช.แต่งตั้งจากกรรมการ 11 คนใน กสทช.จำนวน 5 คน

เช่นเดียวกันกับมาตรา 38 ส่วนที่ 2 ที่ว่าด้วยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม เรียกโดยย่อว่า กทค. ซึ่งประกอบด้วย กรรมการที่คณะกรรมการ กสทช.แต่งตั้งจำนวน 5 คน

ในมาตรา 40 กำหนดให้คณะกรรมการ กทค.มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการใดๆ แทน กสทช.ตามมาตรา 27 (4), (6), (7), (8), (9), (10), (11), (12), (13), และ (16) ของกฎหมายลูก หรือที่เรียกว่า พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 ในส่วนที่เกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคม และกิจการวิทยุคมนาคม

รวมถึงให้ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่ กสทช.มอบหมายด้วย!

ในส่วนของการกำกับกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ซึ่งบัญญัติอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการ กสท ไว้ในทำนองเดียวกันกับคณะกรรมการ กทค.ในมาตรา 37 และมาตรา 41 ผู้ใดประสงค์จะใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ ต้องได้รับใบอนุญาตตามที่กำหนด ฯลฯ

เมื่อได้มีการพิจารณาความตามที่ได้มีการบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 แล้ว คณะกรรมการ กทค.จึงมีอำนาจหน้าที่ที่จะออกใบอนุญาตให้บรรดาเอกชนผู้ชนะการประมูลทั้ง 3 ค่ายผู้ประกอบการ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลสเน็ทเวอร์ค จำกัด ของ ค่ายเอไอเอส, บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด ของ ค่ายดีแทค และ บริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด ของ ค่ายทรูมูฟ สามารถใช้คลื่นความถี่ในการประกอบกิจการโทรคมนาคมตามเจตนารมณ์ของทั้งสองฝ่ายได้

ฉะนั้น ในประเด็นที่มีการโต้แย้งว่า คณะกรรมการ กทค.ไม่มีอำนาจประกาศรายชื่อผู้ชนะการประมูล รวมถึงไม่มีอำนาจในการออกใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ในระบบ 3 จี บนคลื่น 2.1 GHz ได้ เพราะผู้คัดค้านเห็นว่า อำนาจดังกล่าวเป็นอำนาจของ กสทช.แต่เพียงผู้เดียว จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

ว่ากันตามจริง ที่ผ่านมาคณะกรรมการ กทค.ก็ได้เคยอนุมัติการใช้คลื่นความถี่เพื่อการติดต่อสื่อสารของหน่วยราชการหลายๆ แห่ง โดยไม่ได้เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช.พิจารณาเห็นชอบ หรืออนุมัติด้วยแต่อย่างใด ทั้งนี้ มิใช่ด้วยเหตุเพราะข้อกฎหมายที่บัญญัติไว้เท่านั้น

หากแต่บรรดาคณะกรรมการใน กทค.ทั้ง 5 คน ยังมาจากกรรมการ ซึ่ง กสทช.แต่งตั้งจากกรรมการ กสทช.เป็นสำคัญด้วย

ชี้ชัดๆ อำนาจ กทค.ให้ใบอนุญาต

กรณีที่ยังมีข้อสงสัยว่า บทบัญญัติตรงไหนที่ระบุให้คณะกรรมการ กทค.มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการใดๆ แทน กสทช.นั้น

ทีมเศรษฐกิจ ขอย้อนภาพกลับไปให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณากันในมาตรา 27 ที่ระบุ

BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLz

อำนาจหน้าที่ของ กสทช.ไว้ 25 ประการด้วยกัน และในอำนาจหน้าที่เหล่านี้ มาตรา 40 กำหนดให้คณะกรรมการ กทค.ปฏิบัติการแทน กสทช.ตามมาตรา 27 ได้ 10 ประการด้วยกัน (ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น) ได้แก่

(4) พิจารณาอนุญาต และกำกับดูแลการใช้คลื่นความถี่ และเครื่องวิทยุคมนาคมในการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือในกิจการวิทยุคมนาคม และกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการเกี่ยวกับการอนุญาต เงื่อนไข หรือค่าธรรมเนียมการอนุญาตดังกล่าว

(6) พิจารณาอนุญาต และกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับบริการที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ รวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นธรรม รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการเกี่ยวกับการอนุญาต เงื่อนไข หรือค่าธรรมเนียมการอนุญาตดังกล่าว

(7) พิจารณาอนุญาต และกำกับดูแลการใช้เลขหมายโทรคมนาคม และกำหนดหลัก-เกณฑ์ วิธีการเกี่ยวกับการอนุญาต เงื่อนไข หรือค่าธรรมเนียมการอนุญาตดังกล่าว

(8) กำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการในการใช้ หรือเชื่อมต่อ และหลักเกณฑ์ วิธีการในการกำหนดอัตราค่าใช้ หรือค่าเชื่อมต่อโครงข่ายในการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งในกิจการประเภทเดียวกัน และระหว่างกิจการแต่ละประเภท ให้เป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการ ผู้ให้บริการ และผู้ลงทุน หรือผู้ให้บริการโทรคมนาคม โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ

(9) กำหนดโครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียม และโครงสร้างอัตราค่าบริการในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ให้เป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการ และผู้ให้บริการโดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ

(10) กำหนดมาตรฐาน และลักษณะพึงประสงค์ทางด้านเทคนิคในการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม และในกิจการวิทยุคมนาคม

(11) กำหนดมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

(12) กำหนดมาตรการให้มีการกระจายการบริการด้านโทรคมนาคมให้ทั่วถึง และเท่าเทียมกันตามมาตรา 50 (ให้ กสทช.กำหนดแผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง และบริการเพื่อสังคม ฯลฯ)

(13) คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมิให้ถูกเอาเปรียบจากผู้ประกอบกิจการ

และคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัว และเสรีภาพของบุคคลในการสื่อสารถึงกัน โดยทางโทรคมนาคม และส่งเสริมสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของประชาชนในการเข้าถึง และใช้ประโยชน์คลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม และ…

(16) ติดตาม ตรวจสอบ และให้คำปรึกษา แนะนำการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

หาเหตุขัดขวางกำเนิด 3 จี

เจตจำนงค์ของกฎหมายข้างต้น เขียนไว้ก็เพื่อให้คณะกรรมการ กสทช.ซึ่งมีจำนวนถึง 11 คน สามารถทำงานได้อย่างมีอิสระ และสามารถจะขับเคลื่อนนโยบายภายใต้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ได้อย่างเป็นรูปธรรม ชัดเจน และรวดเร็ว

ขณะที่การแบ่งคณะกรรมการย่อยหรือหน่วยงานย่อยออกเป็น 2 ชุด ได้แก่ คณะกรรมการ กทค. และคณะกรรมการ กสท โดยให้อิสระในการตัดสินใจต่อเรื่องที่รับผิดชอบโดยตรง

แก่คณะกรรมการทั้ง 2 ชุด ก็เนื่องเพราะได้รับบทเรียนจากการทำงานของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เดิมที่ถูกยุบไปตามกฎหมายใหม่ ซึ่งแม้จะมีกรรมการเพียง 7 คน

ในขณะนั้น แต่การทำงานเป็นไปด้วยความยากลำบาก การตัดสินใจในแต่ละครั้งต้องผ่านการถกเถียงกันครั้งแล้วครั้งเล่า จนทำงานไม่ได้ และมีผลให้การขับเคลื่อนนโยบายที่มีต่อกิจการกระจายเสียงก็ดี กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมก็ดี เป็นไปด้วยความล่าช้า

นอกเหนือจากเจตจำนงค์ของกฎหมายแล้ว ทุกฝ่ายต้องไม่ลืมว่า คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรทรงคุณค่าของประเทศชาติและประชาชน จำเป็นจะต้องนำมาจัดสรรให้เกิดประโยชน์เพื่อการเพิ่มโอกาส และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประเทศชาติ และประชาชนทุกหมู่เหล่า อันเป็นการตอบสนองความต้องการใช้งานของทุกภาคอุตสาหกรรม และทุกๆ องคาพยพของสังคมไทย ขณะเดียวกันก็เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลกในทุกๆ รูปแบบและทุกมิติด้วย

แล้วด้วยเหตุผลใดเล่า จึงมีผู้พยายามขัดขวางประโยชน์อันพึงมีพึงได้ของประเทศชาติ และประชาชนคนไทย?!

ทีมเศรษฐกิจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: