“กิตติรัตน์”เปิดแผนงบสมดุล ไม่ก่อหนี้-ไม่มือเติบ-ไม่เหมือนกรีซ

Published ธันวาคม 26, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/312064

10 ธันวาคม 2555, 05:01 น.
BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLz

ความเห็นของหน่วยงานทางด้านเศรษฐกิจหลายสำนัก ทั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภาคเอกชน นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ ล้วนสรุปทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีหน้าตรงกันว่า ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน มาตรการต่างๆ ที่อัดฉีดเข้าไปในระบบเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหา ทั้งฟากยุโรปและสหรัฐอเมริกายังไม่เห็นผลได้ในเร็ววัน

ดังนั้น เศรษฐกิจไทยยังจะไม่สามารถพึ่งพิงเศรษฐกิจโลกได้ โดยเฉพาะการส่งออกการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจึงต้องพึ่งตัวเองหรือการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก ทั้งการบริโภคภายในประเทศ  การลงทุนภาคเอกชนและการใช้จ่าย และการลงทุนของภาครัฐ

ท่ามกลางความท้าทายของนโยบายการคลังค่อนข้างสูง เนื่องจากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐที่ผ่านมาทำได้อย่างล่าช้า และสถิติที่ผ่านมาก็ชัดเจนว่า
การใช้จ่ายภาครัฐทำได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เสมอ

ขณะที่ภาระงบประมาณรายจ่ายที่รออยู่เบื้องหน้าก็ยังมีอยู่ในเกณฑ์สูง โดยเฉพาะรายจ่ายที่มาจากโครงการ “ประชานิยม” ที่ยังต้องใช้งบประมาณสนับสนุนจำนวนมาก ทั้งโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร การคืนภาษีรถยนต์คันแรก การชะลอการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ฯลฯ ซึ่งจะกระทบต่อการจัดเก็บรายได้และหนี้สาธารณะ

หลายฝ่ายถึงกับแสดงความกังวลว่า กระทรวงการคลัง กระเป๋าของประเทศจะอยู่ในภาวะ “ถังแตก”

“ทีมเศรษฐกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ในฐานะที่เป็นรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจ ที่จะมาตอบคำถาม ไขข้อข้องใจ ข้อกังวลของภาระงบประมาณ และทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เปิดวิสัยทัศน์ “การคลังสมดุล”

ตลอดช่วงที่ผ่านมา นักวิชาการหลายฝ่ายต่างแสดงความเป็นห่วงด้านการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล เนื่องจากปีงบประมาณปี 2555 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ลดลงจาก 30% เหลือ 23% ซึ่งส่งผลให้รายได้ของกรมสรรพากรขาดหายไปมากกว่า 100,000 ล้านบาทแล้ว นอกจากนั้น ยังคงยกเว้นการจัดเก็บอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลไว้ได้เหมือนเดิม ทำให้รายได้จากการจัดเก็บภาษีน้ำมันหายไปมากกว่า 150,000 ล้านบาท

“แต่เมื่องบประมาณปี 2555 ซึ่งสิ้นสุดไปแล้วเมื่อสิ้นเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าจะมีรายรับ 1.98 ล้านล้านบาท และรายจ่าย 2.38 ล้านล้านบาท ขาดดุล 400,000 ล้านบาท ผลปรากฏว่า การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลสามารถทำได้ตามเป้าหมายพอดีเป๊ะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมคาดหวังมากที่สุด” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กิตติรัตน์ พูดด้วยความสบายใจ

แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยยังมีความแข็งแกร่งมาก โดยเฉพาะภาคเอกชนที่ยังจ่ายภาษีได้ในระดับที่ดีแม้ว่าจะมีปรับลดภาษีนิติบุคคล ภายใต้อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในปีนี้ที่มีการคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ 5.5% และในปีหน้า 4.5-5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งถือว่าต่ำในความคิดเห็นของผม แต่หากนับรวมอัตราเงินเฟ้อที่ระดับ 3% (Nominal Growth) แล้วเศรษฐกิจมีอัตราการเติบโตสูงถึงปีละ 8% ของจีดีพี ซึ่งถือว่า เพียงพอต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล

ส่วนความท้าทายทางการคลังในระยะต่อไปนั้น นายกิตติรัตน์แสดงจุดยืนว่า ภารกิจของกระทรวงการคลังภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลปัจจุบัน จะไม่มีเป้าหมายจัดเก็บรายได้ให้สูงกว่าเป้าหมายในปริมาณที่มากจนเกินไป ผมบอกกับอธิบดี 3 กรมภาษี คือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ว่าการพิจารณาความดีความชอบแต่ละกรมภาษี คือ การจัดเก็บรายได้ให้มีความพอดี มีอัตราการบวกหรือลบคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด

เพราะวิธีคิดของผมคือ “นโยบายการคลัง” แปลมาจากคำว่า “ความสมดุล ไม่ใช่เกินดุลหรือการขาดดุล” เพราะกระทรวงการคลังบริหารเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีเป้าหมายให้ขาดดุลเป็นจำนวนเงินมากๆ จะทำให้เศรษฐกิจมีความผันผวน ไม่น่าเชื่อถือในสายตาของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ แต่หากเราตั้งเป้าหมายเกินดุลจำนวนมากๆ สภาพคล่องทางการเงินและระบบเศรษฐกิจของประเทศก็ฝืดเคืองได้

“ภารกิจของนโยบายการคลังที่วางไว้ จึงเป็นไปเพื่อนำพางบประมาณของประเทศเข้าสู่งบประมาณสมดุลในอนาคตปี 2560 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างเสถียรภาพทาง
เศรษฐกิจให้แก่ประเทศ และกระจายรายได้ที่กระจุกตัวอยู่ตามหัวเมืองใหญ่ไปถึงกลุ่มคนที่เรียกว่า “รากหญ้า” ของประเทศนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งการใช้จ่ายเงินที่มีอยู่เต็มกระเป๋าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด”

ยันงบปี 56 “มือไม่เติบ–ไม่ก่อหนี้”

ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2556 ที่ต่อเนื่องมาจากปีงบประมาณ 2555 และที่กำลังจะพิจารณางบประมาณปี 2557 ในช่วงนี้ ถือเป็นการเชื่อมรอยต่อของปีงบประมาณที่แล้วกับปีงบประมาณปัจจุบัน เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างภาษีและยังรวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของรัฐบาลอีกด้วย

โดยในปีงบประมาณ 2556 รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายจัดเก็บรายได้ 2.1 ล้านล้านบาท ตั้งเป้ารายจ่าย 2.4 ล้านล้านบาท ยอดการขาดดุลของงบประมาณปีนี้ตั้งเป้าไว้ 300,000
ล้านบาท ซึ่งลดลงจากยอดขาดดุลจากปีที่แล้ว 1 ใน 4 และพยายามลดการขาดดุลให้ได้ 1 ใน 4 ทุกๆ ปี

ขณะที่รายได้ตั้งเป้าจัดเก็บเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 120,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นไม่ถึง 1% เมื่อเทียบกับงบประมาณปีก่อน ภายใต้จีดีพี ณ ราคาปัจจุบัน (Nominal GDP) โตถึง 8% จึงมั่นใจว่า รายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2556 จะได้ตามเป้าหมายอย่างแน่นอน

ขณะที่ปีงบประมาณ 2557 ได้ตั้งเป้าหมายรายจ่าย 2.55 ล้านล้านบาท และตั้งเป้ารายได้ 2.235 ล้านล้านบาท ขาดดุลที่ 225,000 ล้านบาท โดยถือเป็นปีแรกในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาที่รัฐบาลมียอดการขาดดุลต่ำกว่า 3% ของจีดีพี และยืนยันว่าภายใต้การบริหารงานของรัฐบาล การขาดดุลดังกล่าวจะทยอยลดลงเพื่อเข้าสู่งบประมาณสมดุลในที่สุด

เพราะการตั้งเป้าหมายลดการขาดดุลงบประมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนว่ารัฐบาลไม่ได้ใช้เงินอย่างมือเติบหรือมีความเข้าใจแบบผิดๆ ว่า รัฐบาลก่อหนี้เอาไว้ให้ลูกหลานใช้หนี้อย่างมากมาย เพราะยอดหนี้สาธารณะเดือน ต.ค. ที่ผ่านมาอยู่ที่ 41-42% ของจีดีพี หรือประมาณ 4.9 ล้านล้านบาท ขณะนี้มูลค่าจีดีพีของประเทศอยู่ที่ 12 ล้านล้านบาท และก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี

ดังนั้น ประเด็นที่เป็นห่วงกันว่า ยอดหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะขึ้นไปแตะ 60% ของจีดีพี ทำให้ประเทศไทยมีหนี้ท่วมตัวเหมือนกับประเทศกรีซหรือหลายๆ ประเทศในยุโรป จึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะรอยต่อของการปรับโครงสร้างภาษี และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลกำลังส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีความสมดุลมากขึ้นระหว่างการพึ่งพาเศรษฐกิจจากภายนอกกับเศรษฐกิจภายในประเทศ

โดยพิจารณาได้จากผลการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ในเดือน พ.ย.ปีนี้ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเพิ่มขึ้นถึง 33.9% สะท้อนให้เห็นว่า การบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ รวมถึงการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน มีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล เช่น การขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวัน โครงการรับจำนำข้าวที่มีการส่งเงินเข้าไปหมุนเวียนในระบบเพิ่มมากขึ้น ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้น

ยัน “ประชานิยม” ไม่ “ถังแตก”

สำหรับฝั่งของงบประมาณรายจ่ายปี 2556 ซึ่งหลายฝ่ายมีความเป็นห่วงว่า มีโครงการประชานิยมที่รอให้รัฐบาลกันเงินไว้ใช้จ่ายจำนวนมาก จนอาจส่งผลกระทบต่องบประมาณการลงทุนของรัฐบาลได้

นายกิตติรัตน์ ชี้แจงว่า งบประมาณรายจ่ายที่สำคัญ แยกออกเป็น 4 ประเภท คือ 1.งบบุคลากร 2.งบชำระหนี้คืนเงินต้นและดอกเบี้ย 3.งบใช้จ่ายในการบริหารจัดการและกลยุทธ์ทั่วไป และ 4.งบลงทุน

โดยกรณีที่เป็นห่วงกันมากๆ คือ งบใช้จ่ายบริหารจัดการและกลยุทธ์ทั่วไป ซึ่งงบก้อนนี้ เป็นงบประมาณที่รวมเงินที่ต้องใช้ในมาตรการต่างๆ  ของรัฐบาล  เช่นโครงการรถยนต์คันแรก โครงการรับจำนำข้าว การเพิ่มเงินทุนให้แก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอีกแห่งละ 1 ล้านบาท

“ขอยืนยันว่างบที่ได้ใช้จ่ายไปทั้งหมดจะไม่เป็นภาระต่องบประมาณ แต่สิ่งที่เราได้ดำเนินการไปแล้วนั้นยิ่งจะส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจมีการหมุนเวียนกันมากขึ้น ตัวอย่างเช่น โครงการรับจำนำข้าวเมื่อเทียบกับโครงการประกันรายได้เกษตรกรของรัฐบาลชุดที่แล้ว ในปี 2553 ใช้จ่ายเงินไป 61,000 ล้านบาท และปี 2554 ใช้อีก 71,000 ล้านบาท รวม 2 ปี 132,000 ล้านบาท โดยไม่มีข้าวอยู่ในมือรัฐบาลแม้แต่เมล็ดเดียว”

ขณะที่โครงการรับจำนำข้าวในปี 2556 รัฐบาลเตรียมวงเงินไว้ทั้งสิ้น 405,000 ล้านบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้อธิบายในเรื่องนี้ตอนที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า รัฐบาลจะพยายามทำให้โครงการดังกล่าวไม่ขาดทุนอย่างสุดความสามารถ หรือหากมีความเสียหายจะต้องเสียหายน้อยกว่าโครงการประกันรายได้ฯ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ราคาข้าวทั้งในประเทศและต่างประเทศมีราคาสูงขึ้น และสูงกว่าฤดูกาลผลิตปีที่แล้ว

“วงเงินที่ตั้งไว้ 405,000 ล้านบาท ที่นักวิชาการพูดไว้ว่าจะขาดทุนสูง  300,000 ล้านบาท ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้อย่างที่นักวิชาการพูดแน่นอน เพราะยอดเงิน  300,000 ล้านบาท คือวงเงินเกือบทั้งหมดของการรับจำนำข้าว ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ยังมีข้าวอยู่ในมือที่พร้อมจะระบายออกมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ต้องดำเนินการ คือ การระบายข้าวและรับจำนำข้าวไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้สภาพคล่องหรือเงินสดในมือมีการหมุนเวียนตลอดเวลา โดยไม่ให้เกินวงเงิน 405,000 ล้านบาท”

ส่วนโครงการรถยนต์คันแรกที่ตั้งเป้าหมายโครงการไว้ 500,000 คัน ภายในสิ้นปีนี้ รัฐบาลต้องคืนเงินให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์ในโครงการ 30,000 ล้านบาท ผมไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาแต่กลับเป็นเรื่องที่ดี เพราะคนซื้อเขาได้เงินคืนจากเงินภาษีของตัวเองเท่ากับรัฐบาลเก็บเงินภาษีของคนที่ซื้อรถมาก่อนเป็นระยะเวลา 1 ปี แล้วค่อยจ่ายคืนให้ในภายหลัง ดังนั้น ยอดการซื้อรถยนต์ของโครงการนี้จะมี 600,000 คัน หรือ 800,000 คัน ก็ไม่ได้ทำให้รัฐบาลมีภาระหนี้เพิ่มเติม

เร่งเบิกจ่ายงบกระตุ้นเศรษฐกิจ

“สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2556 ผมมีความมั่นใจว่า จีดีพีจะสูงกว่าที่นักวิชาการคาดการณ์ไว้ เพราะรัฐบาลยังมี พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศวงเงิน 350,000 ล้านบาท และพ.ร.บ.ฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในอีก 7 ปีข้างหน้า วงเงิน 2.2 ล้านล้านบาท ที่จะนำมาใช้ในปีหน้าเพื่อรองรับกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในอีก 3–5 ปีข้างหน้า”

ทั้งนี้ การส่งออกที่ชะลอตัวไม่ได้เกิดจากภายในประเทศ แต่เป็นเรื่องของปัจจัยลบในต่างประเทศ เมื่อเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแล้ว ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด โดยมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่ดี สามารถเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านได้ก็จะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตเพิ่มขึ้นไปด้วย เพราะบางประเทศยังมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ เราก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ทั้งในแง่ของวัตถุดิบและแรงงานคน

หากในปีนี้หรือปีหน้าสถานการณ์การส่งออกยังไม่ดีขึ้น ประเทศไทยก็ยังมีอีก 3 ล้อ ที่จะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตต่อไปได้ คือ 1.การบริโภคภายในประเทศที่ดีขึ้น 2.การลงทุนของภาครัฐที่มีมากขึ้น และ 3.ภาคเอกชนมีการใช้จ่ายมากขึ้น

นอกจากนั้น การจัดทำงบประมาณปี 2556 ที่เริ่มใช้มาตั้งแต่เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา และจะใช้ไปจนถึงเดือน ก.ย.ปี 56 และแนวทางต่อเนื่องที่จะดำเนินการไปจนถึงปีงบประมาณปี 2557 ที่จะเริ่มในเดือน ต.ค.56

“รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะเร่งจัดทำกรอบวงเงินและการใช้จ่ายต่างๆ ให้เร็วขึ้นกว่าเดิมอีก 4 เดือน เนื่องจากแม้ว่าในแต่ละปีงบประมาณ จะมีระยะเวลาในการเบิกจ่ายเงินยาวนานถึง 12 เดือนเต็มๆ แต่เมื่อมาถึงกระบวนการใช้จ่ายเงินที่ขาดประสิทธิภาพเอามากๆ ของส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ทำให้วงเงินที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ในแต่ละปีไม่เคยใช้จ่ายได้หมดอย่างเป้าหมายที่วางเอาไว้”

ยกตัวอย่างเช่น ต่อไปจากนี้ การประกาศผู้สนใจเสนอตัวและชี้แจงร่างเงื่อนไขประกวดราคา (ทีโออาร์) ส่วนราชการควรจะต้องดำเนินการให้เสร็จก่อนที่จะนำงบประมาณเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา เพราะเรามองว่า รัฐบาลก็มีรูปแบบการบริหารไม่แตกต่างไปจากบริษัททั่วไป ไม่ใช่ว่าพอถึงเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นเดือนแรกของการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ส่วนราชการก็เพิ่งจะเริ่มทำร่างทีโออาร์ ทำให้ระยะเวลาที่มีอยู่ถูกใช้ไปฟรี 4 เดือนเต็มๆ และกว่าจะเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างหรือประมูล ก็จะใช้ระยะเวลาอีก 4 เดือน กว่าจะได้ผู้ชนะการประมูล รวมเป็น 2 ไตรมาส

กว่าจะเริ่มลงเสาเข็มต้นแรกและมีการเบิกจ่ายเงินงบประมาณจริงๆ ก็เข้าสู่ไตรมาสที่ 4 พอดี ผลก็ปรากฏว่า รัฐบาลมีเงินเหลือจ่ายใช้ไม่หมดในตอนสิ้นปีงบประมาณ ส่วนราชการก็ขอมาตั้งเป็นงบเหลื่อมปีในปีงบประมาณใหม่ ผมก็ขอว่าอย่าเป็นอย่างนั้น หากไม่ทันก็ตั้งเป็นงบลงทุนของปีถัดไปเลย เพราะมันไม่แตกต่างกัน

ห่วงหนี้ ธปท.กระทบฐานะการคลัง

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่นายกิตติรัตน์แสดงความเป็นห่วงและเกรงว่าจะกระทบกับงบประมาณของประเทศ คือ ผลการขาดทุนสะสมของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมองว่า ธปท.ควรจะพยายามควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพและสร้างฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่ง เพราะสถานะที่มั่นคงของ ธปท.จะมีความสำคัญต่อประเทศในอนาคต

ธปท.ไม่มีสิทธิที่จะพิมพ์เงินออกมาเรื่อยๆ หากพิมพ์เงินออกมาก็ไม่ต่างไปจากการทำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณหรือคิวอี ที่จะส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อในอนาคต ซึ่งปัจจุบันยอดการขาดทุนสะสมของ ธปท.จากการออกพันธบัตรทะลุ 500,000 ล้านบาทไปแล้ว ผมขอให้ผู้ว่าการ ธปท.พิจารณาเรื่องนี้ด้วย เพราะหากงบประมาณเข้าสู่ภาวะสมดุล แต่ ธปท.ยังขาดทุนอยู่ต้องรอให้ครบ 1 ล้านล้านบาท แล้วมาบอกกับผมว่า บริหารหนี้ไม่ได้ สุดท้ายกระทรวงการคลังก็ต้องตั้งงบขาดดุลเพื่อนำไปช่วยเหลือ ธปท.อีกใช่หรือไม่

“ผมไม่ชอบไปก้าวก่ายการทำงานของ  ธปท. เพราะที่ผ่านมาผมพูดไปแล้วทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง หรือจะต้องให้ประธานคณะกรรมการและกรรมการ ธปท.ร่วมรับผิดชอบ ซึ่งที่ผ่านมาผมไม่ได้ระบุว่าต้องการให้อัตราดอกเบี้ยต่ำๆ แต่อัตราดอกเบี้ยก็ควรจะสะท้อนกับความเป็นจริง” นายกิตติรัตน์กล่าวทิ้งท้าย.
ทีมเศรษฐกิจ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: