โพล DPURC ชี้ค่าจ้าง 300 ทำ SMEs วิกฤติกว่า 8 แสนราย

Published ธันวาคม 25, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/315630

24 ธันวาคม 2555, 23:45 น.
EyWwB5WU57MYnKOvkDaN9VHt5anyDR1WKeFEuyKxGE9HwwJVTxHRzy

โพล DPURC ชี้ค่าจ้าง 300 กระเทือน SMEs กว่า 8 แสนรายอาการน่าเป็นห่วง ผู้ประกอบการ 62% ระบุกองทุนการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างค่าจ้างโดนใจที่สุด…

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPURC) เปิดเผยผลการศึกษาผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีใน 70 จังหวัดที่จะต้องปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นเป็น 300 บาทในปี 2556 โดยผลสำรวจความพร้อมรับมือกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทในปี 2556 ปรากฏว่า  60.3% ระบุว่าพร้อมแล้ว 39.7% ยังไม่พร้อม

ด้านการคาดการณ์ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อต้นทุนทั้งหมดในการทำธุรกิจในปีหน้า โดยเฉลี่ยแล้วผู้ประกอบการคาดว่า ต้นทุนจะเพิ่มขึ้นประมาณ 23.4% โดยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนค่าแรง 9.1% ต้นทุนค่าวัตถุดิบ 7.1% ต้นทุนค่าขนส่ง  4.4% และต้นทุนอื่นๆ 2.8%

ด้านแนวทางการปรับตัวที่ใช้ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา 55.3% ระบุว่าปรับขึ้นราคาสินค้า 44.8% เลื่อนการจ้างพนักงานเพิ่ม 42.7%  ลดต้นทุนในการทำธุรกิจในส่วนอื่นที่มิใช่ค่าแรง 30.1% จ่ายงานแบบเหมาช่วง (Outsource) 22.8% นำเครื่องจักรมาใช้แทนพนักงาน 12.8% ลดสวัสดิการที่ให้กับพนักงาน 11.7% เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน 10.8% นำแผนการตลาดและการส่งเสริมการขายมาใช้  9.4%  ลดขั้นตอนในการผลิต/การทำธุรกิจ  7.2%  ลดจำนวนพนักงาน  6.7%  เพิ่มจำนวนพนักงาน  และอีก 6.7% ลดงบประมาณในการลงทุนระยะยาว

ด้านแนวทางการปรับตัวในปี 2556  พบว่า  86.6%  ระบุว่า  เลื่อนการจ้างพนักงานเพิ่ม  74.4%  ลดงบประมาณในการลงทุนระยะยาว  65.5%  ลดต้นทุนในการทำธุรกิจในส่วนอื่นที่มิใช่ค่าแรง  62.3%  เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน  56.9%  ปรับขึ้นราคาสินค้า/บริการ  45.6%  ลดจำนวนพนักงาน  44.4%  นำแผนการตลาดและการส่งเสริมการขายมาใช้  41.1%  จ่ายงานแบบเหมาช่วง (Outsource)   39.9%  นำเครื่องจักรมาใช้แทนพนักงาน  38.9%  ลดขั้นตอนในการผลิต/การทำธุรกิจ 32.7%  ลดสวัสดิการที่ให้กับพนักงาน  และอีก 1.1%  การเพิ่มพนักงาน  เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต  ซึ่งจะช่วยให้สามารถลดต้นทุนต่อหน่วย

และจากการสอบถามความเห็นเกี่ยวกับมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั้ง 27 มาตรการ โดยให้เลือกว่า  มาตรการใดจะได้ผลในการบรรเทาผลกระทบมากที่สุด  พบว่า  กลุ่มตัวอย่าง 62.3%  เห็นว่า  การจัดตั้งกองทุนการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นให้ผู้ประกอบการเป็นมาตรการที่ได้ผลดีที่สุด  13.8%  การลดเงินสมทบประกันสังคม  10.4%  การปรับปรุงอัตราการเก็บเงินสมทบสิทธิประโยชน์กองทุนประกันสังคม  9.0%  การนำส่วนต่างค่าจ้างมาหักค่าใช้จ่ายก่อนเสียภาษี  3.2%  การลดภาษีนิติบุคคล  และอีก  1.3%  เป็นมาตรการอื่นๆ  นอกเหนือจากที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

“การที่เอสเอ็มอีถึง 40%  ระบุว่ายังไม่พร้อมรับมือกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ  เป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก  เพราะผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมตัวมาเกือบ 1 ปีเต็ม  ซึ่งจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการกลุ่มนี้  พบว่า  ผู้ประกอบการทราบถึงความจำเป็นในการปรับตัว  แต่ประสบกับข้อจำกัด  เนื่องจากขาดทั้งประสบการณ์และความรู้ที่จำเป็น   ขาดบุคลากรที่จะช่วยในการปรับตัว  ขาดเงินทุนและทรัพยากรอื่นๆ ที่จำเป็น ทำให้ไม่สามารถปรับตัวได้  และจากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม  ในปี 2554  เอสเอ็มอีมีจำนวนประมาณ 2.9 ล้านราย  มีการจ้างงานประมาณ 11 ล้านคน  มีสัดส่วนการผลิตคิดเป็นประมาณ  37% ของจีดีพี  หรือประมาณ  3.8  ล้านล้านบาท  นั่นหมายความว่า  โดยประมาณแล้ว  ตอนนี้มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศประมาณ 8 แสน ถึง 1 ล้านรายที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง  ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการเหล่านี้   ย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจและการจ้างงานรวมของประเทศ  จำเป็นจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐโดยเร็วที่สุด” ดร.เกียรติอนันต์  กล่าว

ดร.เกียรติอนันต์ กล่าวอีกว่า “จริงอยู่ที่ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท จะช่วยให้แรงงานที่ยังมีงานทำอยู่มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  แต่สำหรับแรงงานที่ตกงานอีก 6.4 แสนคนที่ไหลไปยังภาคเกษตร  และอีกจำนวนไม่น้อยที่ออกไปทำงานนอกระบบ  หรือยอมรับค่าแรงที่ต่ำกว่า 300 บาท เพื่อแลกกับการไม่ตกงาน ผลกระทบเหล่านี้ได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่เห็นมาตรการที่ชัดเจนของรัฐว่าจะช่วยเหลือแรงงานเหล่านี้ให้ทั่วถึงได้อย่างไร นอกจากนี้แล้ว  เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการกว่า 62%  ที่เห็นว่า  การจัดตั้งกองทุนการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นให้ผู้ประกอบการเป็นมาตรการที่ได้ผลดีที่สุด  เป็นเพราะมาตรการนี้จะช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการได้อย่างรวดเร็ว  มีขั้นตอนในการดำเนินการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน  และสามารถทำได้อย่างทั่วถึงในระยะเวลาอันสั้น

“การจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างค่าจ้างควรจะทำแบบขั้นบันไดเพื่อให้เกิด soft-landing  โดยเงินชดเชยต่อคนต่อวัน  จะอยู่ที่ประมาณ 75 บาท  มีระยะเวลา 3 ปี  หากในปีแรกรัฐช่วยรับภาระ 75%  และผู้ประกอบการรับภาระ 25% ก็จะใช้งบประมาณประมาณ 7.1 หมื่นล้านบาท  ส่วนในปี 2557 และ 2558  สัดส่วนเงินชดเชยจากภาครัฐสามารถลดลงมาเป็น 50% และ 25% ตามลำดับ งบประมาณที่ต้องใช้ในปี 2557 จะประมาณ 4.8 หมื่นล้านบาท  และลดลงเป็น 2.4 หมื่นล้านบาท  ในปี 2558  รวมแล้วงบประมาณที่ต้องใช้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า  มีจำนวนประมาณ 1.4 แสนล้านบาท  ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่ยอมรับได้  รัฐบาลไม่ควรมองว่า  เงินก้อนนี้เป็นเงินให้เปล่า  เพราะโดยเนื้อแท้แล้ว  เงินก้อนนี้คือการลงทุน  เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน  ที่จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” ดร.เกียรติอนันต์  กล่าว.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: