รับมืออย่างเข้าใจ เมื่อภัยมะเร็งมาเยือน Fight Cancer with Positive Thinking

Published ธันวาคม 22, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/life/307592

21 พฤศจิกายน 2555, 10:00 น.
njpus24ncqkx5e1gw7rdysbiqm27cpxfkzm4oho1ltr

สำหรับเรื่องของความเจ็บป่วยนั้น เชื่อว่าไม่มีใครอยากจะเผชิญ โดยเฉพาะกับโรคมะเร็งซึ่งถือได้ว่าเป็นโรคร้ายแรงมากในความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ ทั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ใครสักคนจะเกิดอาการตกใจ เสียใจ เครียด สับสนระคนปนเปกันไปตั้งแต่เมื่อแรกที่ได้ทราบว่าตนหรือคนที่รักป่วยเป็นโรคนี้ แต่ในปัจจุบันความรู้ความเข้าใจและ (ความก้าวหน้าของ)เทคโนโลยีทางการแพทย์ เกี่ยวกับโรคมะเร็งนั้นได้มีการพัฒนาไปไกลกว่าสมัยก่อนมาก ประกอบกับปัจจุบันคนส่วนใหญ่มีการดูแลเอาใจใส่ตัวเองมากขึ้น ดังนั้นในหลายๆ กรณี ผู้ป่วยจึงได้รับการรักษาตั้งแต่โรคอยู่ในระยะเริ่มต้น จนอาจกล่าวได้ว่ารักษาจนหายขาด และถึงแม้ว่าผู้ป่วยบางรายมีการดำเนินของโรคไปไกลจนไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ ก็ยังมีการรักษาหลายวิธีเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้
เมื่อตกอยู่ในสถานะ “ผู้ป่วยมะเร็งมือใหม่”

นายแพทย์อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์ จากโรงพยาบาลเวชธานี ให้คำแนะนำในการรับมือสำหรับผู้ที่ตกอยู่ในสถานะผู้ป่วยมะเร็งมือใหม่ว่า หากคุณหรือคนที่คุณรักกำลังประสบปัญหานี้อยู่ ขั้นตอนที่ขอแนะนำว่าควรจะทำเป็นขั้นตอนแรกก็คือ การตั้งสติ หลีกเลี่ยงการรับข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ พยายามมองปัญหาตามความเป็นจริง ลำดับต่อไปคือขอรับคำปรึกษาและเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นๆ โดยละเอียด

ทั้งนี้ปัญหาที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งมือใหม่และญาติ คือความไม่รู้หรือมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับตัวโรคที่กำลังเผชิญ ซึ่งการไม่รู้นี้เองเป็นต้นกำเนิดของความกลัว ความท้อแท้สิ้นหวัง การหมดกำลังใจ และการแก้ไขปัญหาที่ผิดไปจากที่ควรจะเป็น ดังนั้นเมื่อทราบแล้วว่าต้องรับมือกับโรคนี้ ให้รีบทำความรู้จักกับมันโดยเร็วและละเอียดที่สุด โดยการรับฟังข้อมูลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งเรื่องสาเหตุ อาการ วิธีการดำเนินของโรค วิธีการรักษา แนวโน้มของผลการรักษา และคำถามอะไรก็ตามที่ไม่แน่ใจหรือสงสัยก็ให้จดบันทึกเอาไว้เพื่อถามให้กระจ่าง อย่าเก็บความคลุมเครือมาคิดเองหรือถามคนอื่นที่ไม่ได้มีความรู้จริง ซึ่งในผู้ป่วยหลายๆ รายเมื่อเข้าใจมะเร็งดีขึ้นความกลัวความกังวลหรือความเศร้ามักจะน้อยลง

นายแพทย์อภิชาติ กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญมากในการต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ คือ “สภาพจิตใจ” เพราะหากสุขภาพจิตแย่ตัวโรคก็จะแย่ลงไปด้วย อย่างไรก็ดีการที่จะห้ามไม่ให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกในด้านลบหรือไม่ให้รู้สึกอะไรเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากอารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมานั้น เป็นปฏิกิริยาตามปกติทั่วไปที่จะเกิดขึ้นกับใครก็ได้เมื่อได้รับทราบข่าวร้ายหรือเกิดการผิดหวัง โดยรายละเอียดและความรุนแรงของอารมณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล รวมถึงการแสดงออกก็อาจไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของคนๆ นั้น

njpus24ncqkx5e1gw7rdysbiqm27cpxfkzm4oho1ltr

รู้เท่าทันการแสดงออกทางอารมณ์และพฤติกรรมของผู้ป่วย

1. ตกใจและปฏิเสธความจริง ผู้ป่วยมักตกใจต่อการที่ทราบว่าตนเป็นโรค โดยมักคิดไปว่าอาจจะรักษาไม่หายและต้องเสียชีวิตในเวลาอันใกล้ อาจมีอาการซึม เครียดมาก นิ่งไป หรือถ้าตกใจมากอาจโวยวาย คุมอารมณ์ไม่ดี ในระยะนี้ผู้ป่วยอาจจะปฏิเสธความจริงว่าไม่ได้เป็นโรคนั้นๆ อาจโทษว่าแพทย์ตรวจผิด ผู้ป่วยจะพยายามหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อลบล้างผลการตรวจและอาจไปปรึกษาแพทย์หลายคนเพื่อให้ยืนยันว่าตนไม่ป่วย

2. กังวล สับสน และโกรธ ผู้ป่วยอาจเริ่มมีความกังวลมาก สับสน หาทางออกไม่ได้ รู้สึกโกรธที่ตนต้องเผชิญกับปัญหานี้อาจโทษว่าเป็นความผิดของผู้อื่น บางรายอาจแสดงวาจาหรือกิริยาที่ก้าวร้าวไม่เหมาะสม มีการต่อต้านการแนะนำของแพทย์ โกรธญาติและคนรอบข้าง

3. ต่อรองเมื่อเริ่มสงบลง ต่อรองว่าตนอาจจะไม่เป็นโรคร้ายแรง มีความหวังว่าจะมีการตรวจละเอียดที่พบว่าตนเป็นโรคที่ไม่อันตรายและรักษาได้ ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มความหวังให้กับตนเองและยืดเวลาก่อนที่จะยอมรับความจริง

4. เศร้าและหมดหวัง ผู้ป่วยจะเริ่มรู้สึกหมดหวัง ท้อแท้และเศร้าเสียใจ เมื่อเริ่มยอมรับความจริง มีความรู้สึกผิด หมดหวัง พูดและทำกิจกรรมต่างๆ น้อยลง แยกตัว เหม่อลอย กินไม่ได้ นอนไม่หลับ อาจมีความรู้สึกอยากตาย หรือคิดที่จะฆ่าตัวตายได้

5. ยอมรับความจริง เป็นระยะต่อมาผู้ป่วยยอมรับความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ป่วยเริ่มปรับตัวต่อการรักษาและการดำเนินชีวิตต่อไป เริ่มรับฟังคำแนะนำและให้ความร่วมมือในการรักษา

ทั้งนี้ ขั้นตอนต่างๆ ไม่จำเป็นที่จะต้องเกิดเรียงกันตามลำดับ สามารถเกิดวนเวียนกันไปมาได้ เวลาที่ใช้ในการผ่านขั้นตอนทางอารมณ์เหล่านี้มาจนถึงขั้นยอมรับความจริงในผู้ป่วยแต่ละรายอาจมากหรือน้อยแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น บุคลิกภาพเดิม รูปแบบการแก้ไขปัญหาในอดีต รวมทั้งปัจจัยจากผู้คนรอบข้าง ที่เป็นได้ทั้งตัวแปรด้านบวกและด้านลบของการแสดงออกทางอารมณ์เหล่านี้ ซึ่งคนรอบข้างสามารถช่วยได้ง่ายๆ คืออยู่กับผู้ป่วยและยอมรับว่าอารมณ์และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ อย่าตกใจหากผู้ป่วยมีปฏิกิริยาที่รุนแรง โดยเฉพาะช่วงที่ไม่สบายตัวจากอาการหรือมีผลข้างเคียงจากการรักษา บางครั้งการเงียบและนั่งฟังให้ผู้ป่วยได้แสดงความรู้สึกของตนเองด้วยท่าทีเข้าใจก็สามารถช่วยผู้ป่วยได้แล้ว ทั้งนี้ก่อนที่คนรอบข้างจะช่วยประคับประคองจิตใจของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ตัวคนรอบข้างเองก็จะต้องมีสภาพจิตใจที่พร้อมก่อนด้วย หากตนเองยังไม่พร้อมก็ไม่ควรรีบเข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วย เพราะจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก ที่สำคัญคนรอบข้างจะต้องมีเวลาพักเพื่อรักษาฟื้นฟูสภาพจิตใจตนเองด้วย หากปัญหาทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นของผู้ป่วยหรือคนรอบข้างรุนแรงมากไม่สามารถแก้ไขด้วยตนเองได้ก็ควรขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์ต่อไป

พึงระลึกเสมอว่าจิตใจก็เป็นสิ่งสำคัญในการรักษา หากเรามีกำลังใจที่ดี อารมณ์ที่ดี ผลของการรักษาก็ย่อมจะดีไปด้วย ดังนั้นเมื่อเริ่มรู้ตัวแล้วว่ากำลังเผชิญปัญหากับโรคมะเร็ง ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพใจของตนเองและคนรอบๆ ข้างไปพร้อมกันกับสุขภาพกายด้วยเสมอ “อย่ายอมให้มะเร็งมาเอาชนะจิตใจของเราได้ครับ” นายแพทย์อภิชาติ กล่าวทิ้งท้าย
คลินิกจิตเวช โรงพยาบาลเวชธานี

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย คลินิกจิตเวช โรงพยาบาลเวชธานี
  • 21 พฤศจิกายน 2555, 10:00 น.
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: