ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

จี้กบอ.ออกคำสั่งท้องถิ่นเปิดพื้นที่ระบายน้ำหลังถูกชาวบ้านต้าน ตุลาคม 4, 2012

http://www.naewna.com/local/24564

วันพุธ ที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2555, 13.52 น.

 

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมชลประทานเร่งระบายน้ำช่วยกรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออกได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำนครนายก และแม่น้ำบางปะกงออกมาคัดค้าน  ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีหนังสือถึงคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ให้ออกเป็นคำสั่ง โดยขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทำงานประสานกับหน่วยงานท้องถิ่นและประชาชน เพื่อให้กรมชลประทานสามารถเดินเครื่องสูบน้ำฝั่งตะวันออกของกทม. ไปออกยังแม่น้ำบางปะกงและแม่น้ำนครนายกได้มากกว่านี้  เพื่อเตรียมพื้นที่ไว้รองรับน้ำฝน ที่จะมาพร้อมกับพายุลูกใหม่ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ได้

ขณะที่สถานการณ์ด้านตะวันตกแม่น้ำท่าจีนนั้น กรมชลประทานเตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ประมาณ 400 เครื่อง เพื่อช่วยเหลือทุกพื้นที่ เช่นเดียวกับพื้นที่ทุ่งเจ้าพระยาทั้งหมด และเตรียมพื้นที่เกษตร หลังเกษตรกรเกี่ยวข้าวเสร็จแล้ว ไว้ใช้รับน้ำ เพื่อหน่วงน้ำก่อนจะปล่อยเข้าสู่ กทม.

 

เกษตรฯเดินหน้า รณรงค์เด็กไทย ดื่มนมโรงเรียน

http://www.naewna.com/local/24484

วันพุธ ที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนในประเทศไทยได้ดำเนินการมาแล้ว 20 ปีนับจากปี 2535 เพื่อพัฒนาร่างกายของนักเรียนให้มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ แข็งแรงและมีน้ำหนัก ส่วนสูงเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข ทั้งยังเป็นการปลูกฝังการดื่มนมในเด็กและเยาวชน ให้พัฒนาร่างกายและสติปัญญา และเพื่อสนับสนุนการใช้น้ำนมดิบในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมของรัฐบาล ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดของเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ด้าน นายสุชาติ  จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน ได้จัดให้เด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับเตรียมประถมจนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้ดื่มนมโรงเรียนเทอมละ 130 วัน ซึ่งโครงการฯนี้สามารถรองรับน้ำนมดิบของเกษตรกรได้วันละ 1,200 ตัน จากน้ำนมดิบที่ผลิตได้ทั่วประเทศถึง 2,800 ตัน/วัน โดยปัจจุบันนมโรงเรียนได้กระจายไปยังโรงเรียนต่างๆ กว่า 40,000 โรงเรียนทั่วประเทศ เด็กนักเรียนกว่า 7,600,000 คน โดยได้จัดสรรสิทธิการจำหน่ายนมให้กับผู้ประกอบการ จำนวน 77 ราย  รวมงบประมาณ 13,000 ล้านบาท ภายใต้ระบบการทำ MOU น้ำนมดิบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม

ทั้งนี้ การดำเนินงานที่ผ่านมา อ.ส.ค. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนได้จัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เด็กนักเรียนสนใจดื่มนมโรงเรียนมากขึ้น อาทิ การปรับเปลี่ยนรูปแบบบรรจุภัณฑ์ การจัดกิจกรรมประกวดคำขวัญ การจัดทำแผ่นพับการ์ตูนสำหรับเด็กและการจัดกิจกรรมประกวดภาพถ่ายหัวข้อ “We enjoy drinking school milk” เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ของความสนุกสนานในการดื่มนมโรงเรียน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากเด็กนักเรียนทั่วประเทศ

 

สภาอุตสาหกรรมจับมือกรมชล นำร่องขยายผลพื้นที่จัดรูปที่ดิน

http://www.naewna.com/local/24483

วันพุธ ที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

นายเอกจิต ไตรภาควาสิน  ผู้อำนวยการ สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน เปิดเผยว่า  จากการหารือระหว่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกับสำนักงานจัดรูปที่ดินกลางเมื่อเร็วๆ นี้  สภาอุตสาหกรรมแสดงความสนใจพัฒนาต่อยอดพื้นที่จัดรูปที่ดิน ร่วมกับสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะโครงการนำร่อง  เพื่อยกระดับรายได้ และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่

ทั้งนี้  มุ่งให้เกษตรกรเพิ่มพูนรายได้จากผลผลิต  โดยเฉพาะข้าวซึ่งเป็นพืชหลักในพื้นที่จัดรูปที่ดินฯ  แทนที่จะขายในรูปข้าวเปลือกซึ่งได้ราคาต่ำ  ก็แปรรูปเป็นข้าวกล้องหรือข้าวขาว ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า  นอกจากนั้น  ของเหลือใช้จากกระบวนการสีข้าวที่ไม่มีมูลค่า เช่น แกลบ อาจนำไปเป็นวัตถุดิบผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ในชุมชนแทน

“เป็นโครงการที่มุ่งใช้ผลผลิตและของเหลือใช้ในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในแง่มูลค่าเพิ่ม และการพึ่งพาตัวเองได้ดีขึ้น ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง เหมือนกับในญี่ปุ่นที่กรรมการสภาอุตสาหกรรมฯ ไปดูมา และตั้งใจพัฒนาเป็นแม่แบบสำหรับเกษตรกรไทยเอง”

นายเอกจิต กล่าวว่า  พื้นที่ที่ใช้เป็นโครงการนำร่อง  เน้นพื้นที่จัดรูปที่ดินฯ ในภาคอีสาน ซึ่งมีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าภาคอื่น โดยกำหนดพื้นที่ขนาด 1,500 ไร่  นอกจากลงทุนติดตั้งโรงสีข้าวชุมชน  รวมทั้งระบบการผลิตกระแสไฟฟ้าจากแกลบแล้ว  ยังวางแผนจัดหาตลาดรองรับสินค้าเกษตรแปรรูปให้เกษตรกรอีกด้วย

พื้นที่ที่สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง พิจารณาเพื่อให้คัดเลือกในเบื้องต้น ได้แก่ พื้นที่จัดรูปที่ดินฯ จ.สกลนคร และ จ.มหาสารคาม

ส่วนการบริหารจัดการโครงการนำร่องดังกล่าว  ยังไม่ได้กำหนดชัดเจน ยังต้องประชุมหารือกันอีก และต้องประสานกับเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อกำหนดแผน และตัดสินใจร่วมกัน  เปิดให้เกษตรกรมีส่วนร่วมกับโครงการตั้งแต่เริ่มต้น และจะสามารถพัฒนาพึ่งพาตัวเองได้ในอนาคต

 

แนะสูตรสู้ดินเค็มอีสาน

http://www.naewna.com/local/24482

วันพุธ ที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

ดร.สุรชัย หมื่นสังข์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 3 นครราชสีมา กรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากรมพัฒนาที่ดิน ได้ดำเนินการแก้ปัญหาดินเค็มซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้วิธีการต่างๆ ทั้งการปรับปรุงบำรุงดิน  การอนุรักษ์ดิน-น้ำ การจัดรูปแปลงนา ปรับพื้นที่ให้มีความสม่ำเสมอ  ทำให้มีการกระจายน้ำไปทั่วแปลงนา  ป้องกันการสะสมเกลือในแปลง ใช้วัสดุปรับปรุงบำรุงดิน เช่น แกลบ  ปุ๋ยคอก  และการใช้พืชปุ๋ยสด (โสนอัฟริกัน) ปลูกในนาข้าว สร้างคันคูระบายน้ำ เพื่อเบนทิศทางการไหลบ่าและควบคุมระดับน้ำ อีกทั้งยังสามารถนำน้ำมาใช้ล้างเกลือในแปลงนาได้

พร้อมกันนี้ยังส่งเสริมเกษตรกรปลูกไม้ยืนต้นโตเร็วบนคันนา ได้แก่ ยูคาลิปตัส เพื่อควบคุมระดับน้ำใต้ดิน ไม่ให้เกลือแพร่ขึ้นมาสู่ผิวดิน เมื่อปลูกข้าวและเก็บเกี่ยวแล้วให้ไถพรวนดิน เพื่อแยกชั้นหน้าดินจากดินระดับล่างที่มีความเค็มค่อนข้างมาก เป็นการตัดหน้าดินไม่ให้ความเค็มขึ้นมาสู่ผิวดินได้ ควบคู่กับการนำเศษฟางข้าวมาคลุมดินไม่ให้เกิดความแห้งแล้งซึ่งเป็นตัวเร่งให้เกลือขึ้นมาสู่ชั้นผิวดิน ที่สำคัญคือการแนะนำให้เกษตรกรใช้พันธุ์ข้าวทนเค็ม และอายุต้นกล้าที่ใช้ปักดำควรจะมีอายุอยู่ที่ระหว่าง 40-45 วัน เพราะถ้าใช้ต้นกล้าที่มีอายุน้อยจะมีความอ่อนแอซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายได้

ผลจากการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ดินเค็มได้รับการฟื้นฟูจนสามารถกลับมาใช้ประโยชน์ได้ เกษตรกรปลูกข้าวได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 30-40 ถังต่อไร่ นอกจากนี้ การปลูกยูคาลิปตัสที่คันนายังสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง โดยเมื่อปลูกได้ 3 ปี สามารถขายเป็นเยื่อกระดาษในราคาเฉลี่ย 200 บาทต่อต้น

 

เล็งยกเครื่องภาคประมง เตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน/“วิมล”หนุนเรือนทูน่าติดตั้งระบบVMS

http://www.naewna.com/local/24481

วันพุธ ที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

ดร.วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงได้ส่งผู้แทนเดินทางไปหารือกับเอกอัครราชทูตถาวรไทยประจำอาเซียน และผู้แทนสำนักเลขาธิการอาเซียน รวมทั้งดูงานด้านการประมงที่ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทำให้ทราบถึงทิศทางทางด้านการประมงในภาพรวมของอาเซียน สามารถนำมาวางแนวการดำเนินงานภาคการประมงไทย อาทิ การจัดตั้งกลไกและแผนงานบูรณาการภาคการประมงแห่งชาติให้สอดรับกับนโยบายของอาเซียน ภายใต้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กรมอาเซียน หอการค้าไทย สมาคมประมงต่างๆ ตลอดจนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง

โดยจะมีการจัดตั้งคณะทำงานติดตามการค้าสินค้าประมงในภูมิภาคเอาเซียน อีกทั้ง จะมีการรวบรวมมาตรฐานและขั้นตอนการดำเนินงานด้านประมง เป็นคู่มือและพัฒนาศักยภาพขั้นตอนการนำเข้า-ส่งออกสำหรับสินค้าผ่านแดน โดยเฉพาะจุดกักกันและตรวจสอบเพื่อความสะดวกรวดเร็ว และจะพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและการขนส่งเพื่อสนับสนุนการค้าสินค้าประมงตลอดสายการผลิตด้วย

ในส่วนของการลงทุน จะพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดหาเงินทุนพัฒนาด้านการประมงและสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ลงทุนประยุกต์เป็นเครื่องมือของอาเซียนได้  นอกจากนี้ ในส่วนของชาวประมง จะดำเนินโครงการสร้างความตระหนักรู้ด้านการเกษตรที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรและเทคโนโลยี เพื่อสร้างความเข้มแข็งและสร้างขีดความสามารถให้เกษตรกรชาวประมง เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558

นอกจากการเจรจาหารือด้านการประมงแล้ว เจ้าหน้าที่ประมงยังได้มีโอกาสไปดูงานที่ท่าเทียบเรือ NIZAM ZACHMAN OCEANIC FISHING PORT ซึ่งมีความทันสมัย ระบบการตรวจสอบได้มาตรฐาน มีความปลอดภัยสูง โดยท่าเทียบเรือดังกล่าวนี้ เรือที่เข้าเทียบท่าส่วนใหญ่จะเป็นเรือประมงทูน่าที่เข้าไปทำประมงในเขตมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งความน่าสนใจของเรือทูน่าเหล่านี้ คือ กว่า 80 % จะมีการติดตั้งระบบ VMS ทำให้สามารถติดตามหรือทราบตำแหน่งบริเวณที่เรือประมงจับปลาได้ โดยข้อมูลจะถูกบันทึกในสมุดปูมเรือ (Fishing logbook) เป็นการช่วยลดการประมงที่ผิดกฎหมาย (IUU Fishing) ที่ได้ผลเป็นอย่างดี และเป็นตัวอย่างที่ดีที่เราจะนำระบบดังกล่าวมาใช้ปรับปรุงกองเรือไทยให้ได้มาตรฐานสามารถส่งออกสินค้าประมงไปจำหน่ายยังตลาดสหภาพยุโรปโดยไม่ขัดต่อกฎระเบียบ IUU

 

เร่งสร้างคันกั้นคลองบางกรวย เกษตรฯตั้งเป้าแล้วเสร็จก่อน10ตุลาคม/สกัดน้ำท่วมนนทบุรี-ฝั่งธนฯ

http://www.naewna.com/local/24480

วันพุธ ที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าการก่อสร้างอาคารชลประทานริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก พร้อม นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ บริเวณปากคลองบางกรวย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ว่า ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีและฝั่งธนบุรีบางส่วนในปีที่ผ่านมา มีสาเหตุสำคัญมาจากปริมาณน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลเข้าสู่คลองบางกรวย และคลองบางบัวทอง ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงได้เร่งรัดดำเนินการปิดปากคลองบางกรวย เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลเข้าสู่คลองบางกรวย ซึ่งเชื่อมกับคลองอ้อมนนท์ และคลองบางกอกน้อย ทำให้น้ำไหลเข้าท่วมพื้นฝั่งธนฯ ซึ่งในการลงพื้นที่ในครั้งนี้เพื่อติดตามความก้าวหน้างานก่อสร้างคันกั้นน้ำชั่วคราวปากคลองบางกรวย โดยกรมชลประทานได้ตั้งงบประมาณดำเนินการจำนวน 20 ล้านบาท ซึ่งมีระยะทางประมาณ 1,100 เมตร เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยในปีนี้ที่อาจจะเกิดขึ้น เนื่องจากจุดตังกล่าวไม่มีคันกั้นน้ำป้องกันน้ำจากเจ้าพระยาไหลเข้าสู่คลองบางกรวย โดยคันกั้นน้ำดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 10 ตุลาคมนี้ ส่วนคันกั้นน้ำถาวรซึ่ง กบอ. ได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 316 ล้านบาทเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ก็จะเร่งรัดดำเนินการตามงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรต่อไป

ขณะเดียวกัน กรมชลประทานยังได้ตั้งงบประมาณในการก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองบางกรวยจำนวน 123 ล้านบาท รวมทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด  3 ลบ.ม /วินาที จำนวน 3 เครื่อง เพื่อสูบน้ำจากคลองบางกรวยออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยากรณีที่ปริมาณน้ำในคลองบางกรวยเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งในส่วนของประตูระบายดังกล่าวจะแล้วเสร็จประมาณเดือนธันวาคม 2556 แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯมั่นใจว่าในปีนี้คันกั้นน้ำชั่วคราวและบ่อก่อสร้างประตูระบายน้ำจะสามารถป้องกันปัญหาน้ำท่วมไหลเข้าพื้นที่นนทบุรีและฝั่งธนบุรีได้ ซึ่งจะมีระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 1,600 เมตร แบ่งเป็น คันกั้นน้ำชั่วคราวระยะทางจากปตร.บางกรวยไปเชื่อมกับปตร.คลองบางไผ่ระยะทาง1,100 เมตร และด้านล่างจากปตร.คลองบางกรวยเชี่อมกับคันกั้นน้ำของจังหวัดนนทบุรีที่มีอยู่แล้วอีกประมาณ 450 เมตร

 

เกษตรสร้างสรรค์ : จากอัลไพน์ถึงที่ดินเคหะฯ

http://www.naewna.com/local/24479

วันพุธ ที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

ที่ดินของการเคหะฯถือเป็นคลังที่ดิน หรือ แลนด์แบงก์ ที่มีจำนวนมาก และกระจายอยู่หลายจังหวัด  ทำให้พ่อค้าในคราบนักการเมืองบางคนหวังเข้าไปตักตวง กอบโกย

เรื่องแรก   มีการเสนอซื้อที่ดินการเคหะฯโครงการเคหะชุมชนหัวหมากประมาณ 100 ตารางวาที่ตกเป็นข่าวอื้อฉาวมาแล้ว   การเคหะฯก็ถูกบีบให้ขาย แม้นจำใจต้องขาย   แต่คนซื้อกลับต่อรองซื้อในราคาถูกกว่ากระทั่งราคาประเมิน   ดีที่ว่าชุมชนแถบนั้นต่อต้านหนักหน่วง    เลยต้องถอยทัพ

ใครๆก็รู้ว่า  พ้นจากทางเข้า-ออก 100 ตารางวา จะนำไปสู่ที่ดินโครงการบ้านจัดสรรไหน และของใคร

เรื่องที่สอง  ทะเลสาบคลองจั่นหน้านิด้า 22 ไร่ แม้ภาพเบื้องหน้าจะบอกว่า เป็นที่ดินของการเคหะฯที่ลงทุนซื้อและมีสิทธิที่จะขาย เพื่อเอาทุนคืน    แต่เบื้องลึก นักการเมืองอยากได้ตัวสั่นทำคอนโดฯราคาแพงอยู่ในน้ำ  วิวทิวทัศน์สวย เพราะอยู่ติดกับสวนสาธารณะกทม.ที่ขอใช้ที่ดินของการเคหะฯไปทำ    แต่เมื่อถูกชุมชนเคหะฯคลองจั่นคัดค้านจนบานปลาย   ไอ้เสือเอามากกว่าวา  เพราะกะเอาทั้ง  22 ไร่   ก็จำต้องถอยไม่เป็นท่า

เรื่องที่สาม   โครงการเคหะฯร่มเกล้า  การเคหะฯประกาศทำโครงการร่วมทุนภาคเอกชนและเปิดการขายล่วงหน้ามีลูกค้ามาทำสัญญาซื้อเต็ม   เพราะทำเลดีมาก   มีข่าวกระเส็นกระสายบีบให้การเคหะฯคืนเงินมัดจำลูกค้า  เพราะนักการเมืองเป็นโรคเบาหวาน  อยากได้ อยากหม่ำ จนเนื้อตัวสั่นเทา

โครงการนี้ เป็นหนึ่งในแผนลงทุนที่เสนอของอนุมัติครม.ด้วย  นี่ก็น่าจะเป็นเหตุหนึ่งว่า ทำไมแผนลงทุนของการเคหะฯไม่ขยับขับเคลื่อนซักที  มีข่าวว่าติดแหง็กอยู่ที่สภาพัฒน์ที่ถูกอ้างแล้วอ้างอีก กลายเป็นจำเลยสังคมโดยไม่รู้เนื้อ รู้ตัว

เรื่องที่สี่  บริเวณร่มเกล้า มีที่ดินของการเคหะฯเหลืออยู่นับพันไร่   บางแปลงยังติดถนนร่มเกล้า-กรุงเทพกรีฑา  นักการเมืองเห็นเข้าก็น้ำลายไหล   เพราะมันข้ามไปทะลุที่ดินตัวเองอีกฟากหนึ่ง

ทำอย่างไรได้ที่ดินแปลงติดถนนตรงนี้ด้วย  เท่ากับกินหลายต่อ  แถมข้าฮอร์สอีกด้วย  รวยครับรวย

ปฏิบัติการง่ายๆแค่หาบริษัทประเมิน 2 รายในก๊วนแก๊งเดียวกัน   ทำการประเมินราคาให้ต่ำ  กว่าความจริง  เสร็จแล้วให้บริษัทนอมินีเข้าซื้อ  ก็เท่านั้นเอง

ยกตัวอย่างแค่นี้ก็เหลือรับประทานแล้ว  ถ้าให้เอกชนที่ไปประมูลแข่งแถวสรงประภา  ร้องประสานเสียงออกมาด้วย     มันก็หึ่งกันไม่จบ  สลบกันอีกนาน

เรื่องเลวทรามอย่างนี้  เกิดได้ยังไงในยุคที่นายกฯยิ่งลักษณ์ประกาศ 1 หน่วยงาน 1 ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น  คำตอบมันก็ไม่ได้พ้นพรรครัฐบาลอย่างเพื่อไทยไปไหน  ประเภทสนิมเกิดแต่เนื้อในตน  ประวัติศาสตร์ยุคนายกฯพี่ชายไม่ได้สะกิดใจยุคนายกฯน้องสาวเลย

เป็นความอาภัพอย่างหนึ่งของการเคหะฯ  ตรงที่คณะกรรมการการเคหะฯใม่ได้หาญกล้าปกป้องผลประโยชน์ขององค์กรอย่างตรงไปตรงมา  กลับปล่อยให้มีการย่ำยีการเคหะฯสนุกมือกรรมการบางคนรู้เรื่องการเคหะฯอย่างดี  น่าจะช่วยสร้างสรรค์ประโยชน์ให้คนหมู่มากได้   กลับนำความรู้ความเชี่ยวชาญไปสยบนักการเมืองมาข่มเหงการเคหะฯด้วยซ้ำ  ถือเป็นโมฆะบุรุษโดยแท้

                ที่ดินการเคหะฯว่าไปก็คล้ายที่ดินสนามกอล์ฟอัลไพน์ของคุณยายเนื่อมที่บริจาคให้วัด แล้วมีคนทุจริตเอาไปเซ็งลี้ทำสนามกอล์ฟ     บางคนระเหเร่ร่อนต่างแดน บางคนต้องทิ้งเก้าอี้มท.1 กระท นหัน  บางคนมีพรรคเล็กๆของตัวเองก็เหมือนไม่มี   ไม่ต้องสาปแช่ง   ใครทำกรรมอะไรย่อมได้ผลอันนั้น

พอใจ สะพรั่งเนตร

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,029 other followers

%d bloggers like this: