ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Archive for ตุลาคม 4th, 2012

http://www.dailynews.co.th/agriculture/158485

วันพุธที่ 3 ตุลาคม 2555 เวลา 00:00 น.

ในแปลงปลูกชมพู่ของเกษตรกรไต้หวันรายหนึ่งจะต้องยอมรับว่ามีการจัดการสวนที่ดีมาก หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่าต้นชมพู่ของสวนแห่งนี้มีอายุต้นได้ 28 ปี เส้นผ่าศูนย์กลางของต้นเฉลี่ย 10-12 นิ้ว มีการควบคุมทรงพุ่มให้ความสูงของต้นเฉลี่ย 3-4 เมตรเท่านั้น ทางด้านสายพันธุ์ที่ปลูกเจ้าของสวนบอกว่านำพันธุ์มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ไม่ได้ระบุประเทศแต่คาดว่าน่าจะนำพันธุ์มาจากประเทศมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย เนื่องจากพันธุ์ชมพู่ที่ผลิตขายส่งในไต้หวันในปัจจุบันนี้จะมีขนาดผลใหญ่, ลักษณะผลเป็นทรงระฆังและผลมีสีชมพูอมแดง เท่าที่ได้ชิมนับได้ว่าอร่อยมาก

นอกจากพันธุ์ชมพู่ที่ได้กล่าวมาแล้ว ที่สวนชมพู่แห่งนี้ยังมีชมพู่อีกสายพันธุ์หนึ่งที่เจ้าของสวนอ้างว่าได้สายพันธุ์มาจากประเทศโปรตุเกส และเป็นพันธุ์ที่เจ้าของหวงมากและยังไม่มีผล ผลิตวางขายในไต้หวัน เจ้าของสวนได้ชมพู่พันธุ์นี้มาปลูกประมาณ 3 ปี และกำลังขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นพันธุ์ชมพู่ที่        มีลักษณะเด่นหลายประการ นอกจากผล จะมีขนาดใหญ่แล้ว ผลจะมีสีแดงสดคล้ายกับชมพู่ทับทิมจันท์ แตกต่างกับพันธุ์ทับทิมจันท์ตรงที่ทรงผลของชมพู่พันธุ์โปรตุเกส ลักษณะผลทรงระฆังและขนาดผลใหญ่มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 200 กรัมต่อผล รสชาติหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย อร่อยมาก เจ้าของสวนจะเรียกชมพู่พันธุ์นี้ว่า “ชมพู่สตรอเบอรี่” แต่จะเปรียบเทียบกับบ้านเราคล้ายกับมีรสชาติของชมพู่มะเหมี่ยวปนเล็กน้อย เจ้าของสวนคาดว่าชมพู่พันธุ์โปรตุเกสนี้จะได้รับความสนใจในตลาดไต้หวันมากในอนาคต เนื่องจากเป็นชมพู่ที่มีเนื้อละเอียด เวลากัดจะไม่รู้สึกปวดฟัน เหมาะสำหรับผู้สูงอายุและวัยรุ่นที่ชอบชมพู่ที่มีรสชาติอมเปรี้ยวเล็กน้อย แต่สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ระบบการจัดจำหน่ายชมพู่ของสวนแห่งนี้มีการขายผ่านทางอินเทอร์เน็ต และชมพู่ทุกเกรดมีตลาดรองรับทั้งหมด นอกจากนั้นจากการเดินสำรวจและสอบถามข้อมูลจากเจ้าของสวนทำให้ทราบถึงเทคโนโลยี  ต่าง ๆ ที่น่าจะนำมาประยุกต์ใช้กับการปลูกชมพู่ในประเทศไทยได้

ช่วงเวลาของการตัดแต่งกิ่งชมพู่ในไต้หวันจะมีการตัดแต่งช่วงระหว่างเดือนกันยายน-เดือนตุลาคม จะออกดอกช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เดือนมีนาคม และผลผลิตจะแก่เก็บขายได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม ในการตัดแต่งต้นชมพู่ทุกปีจะต้องควบคุมความสูงไม่ให้เกิน 4 เมตร แต่ถ้าจะให้ดีควรจะควบคุมให้สูงประมาณ 3 เมตร วิธีการตัดจะไม่ตัดแต่งกิ่งอย่างหนัก (Heavy Pruning) เหมือนกับการตัดแต่งกิ่งมะม่วง การตัดแต่งกิ่งควรจะตัดกิ่งที่อยู่ใต้ใบ ตัดแต่งกิ่งแล้วบริเวณที่ตัดนั้นโดนแสงแดด จะทำให้กิ่งใหม่ที่แตกออกมาจะเป็น 3-4 ยอด จะทำให้จัดการได้ยากมาก รวมถึงควบคุมการออกดอก และติดผลได้ยาก ดังนั้นจะต้องตัดกิ่งที่มีใบบังอยู่

เกษตรกรไต้หวันที่ผู้เขียนได้เข้าไปดูงานในครั้งนี้มีพื้นที่ปลูกชมพู่ประมาณ 10 ไร่เศษ โดยใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 6 เมตร เจ้าของสวนได้แนะนำคุณสมบัติที่สำคัญของเกษตรกรที่จะปลูกชมพู่ให้ประสบความสำเร็จจะต้องเป็นคนช่างสังเกต เมื่อต้นชมพู่มีปัญหาว่าจะขาดปุ๋ยหรือต้นไม่สมบูรณ์ จะแสดงอาการให้เห็นที่ใบก่อน เช่น ใบซีดและไม่สดชื่น เกษตรกรจะต้องดูแลโคนต้นชมพู่ให้สะอาด และ จะต้องมีความรู้ว่ารากฝอยที่มีหน้าที่ดูดน้ำและปุ๋ย รากฝอยของต้นชมพู่จะอยู่ห่างจากทรงพุ่มประมาณ 1 ศอก หรือประมาณ 0.5 เมตร.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

http://www.dailynews.co.th/agriculture/158487

วันพุธที่ 3 ตุลาคม 2555 เวลา 00:00 น.

จากที่แผนพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มปี 2551-2555 กำลังจะสิ้นสุดลง คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) จึงมอบหมายให้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรหรือ สศก. ในฐานะเลขานุการร่วมกับผู้เกี่ยวข้องจัดทำแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ปี 2556-2560 นั้น

นางนารีณัฐ  รุณภัย รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา สศก. ได้จัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นเชิงปฏิบัติการ เรื่อง แผนพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม ปี 2556-2560 เพื่อให้ได้แผนพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 และเป็นแผนพัฒนาที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วมจัดทำและให้การยอมรับ ทั้งจากผู้แทนภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ สถาบันการศึกษา เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้สนใจทั่วไป

สำหรับพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันของประเทศไทยนั้น มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จนปัจจุบันปาล์มน้ำมันกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง โดยมีพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ 4.5 ล้านไร่ ผลผลิตผลปาล์มสด 11.33 ล้านตัน ผลิตเป็นน้ำมันปาล์มดิบได้ 1.93 ล้านตัน มีมูลค่าทางเศรษฐกิจของปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มไม่ต่ำกว่า 64,000 ล้านบาท โดยมีแหล่งผลิตที่สำคัญ คือ ภาคใต้ และมีการปลูกมากที่สุดใน จังหวัดกระบี่ สุราษฎร์ธานี ชุมพร สตูล และ ตรัง ซึ่งจากปัญหาวิกฤติราคาน้ำมันในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนจากพืช กล่าวคือ ส่งเสริมการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ ซึ่งมีส่วนผสมของเอทานอลที่ผลิตจากอ้อยและมันสำปะหลัง และการใช้น้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซลที่ผลิตจากปาล์มน้ำมันร้อยละ 3 และร้อยละ 5 หรือที่เรียกกันว่าน้ำมัน บี 3 และ บี 5 ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม จากที่ประเทศภาคีสมาชิกเขตการค้าเสรีอาเซียนหรือ AFTA มีเป้าหมายที่จะรวมเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 ซึ่งจะทำให้การค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศสมาชิกมีความเสรีมากขึ้นนั้น สำหรับประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ได้กำหนดให้น้ำมันปาล์มเป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหวสูง และทยอยลดภาษีนำเข้าน้ำมันปาล์มลงตามลำดับ จนถึงปี 2550 เหลือร้อยละ 5 และตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 ลดภาษีลงเหลือร้อยละ 0 รวมทั้งเมื่อถึงปี 2558 ประเทศไทยภายใต้ AEC ต้องขจัดอุปสรรคทางการค้าให้หมดไป จึงมีความเป็นไปได้ที่จะนำเข้าน้ำมันปาล์มจากประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียที่มีราคาต่ำกว่าเข้ามาแข่งขันกับน้ำมันปาล์มที่ผลิตได้ภายในประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมัน ที่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย และอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มภายในประเทศทั้งระบบอาจได้รับผลกระทบ โดยราคาน้ำมันปาล์มในประเทศจะต้องลดลงจนใกล้เคียงกับราคาน้ำมันปาล์มของมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย และส่งผลต่อราคาผลปาล์มที่จะต้องลดลงตามไปด้วย

…แผนการพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม จำเป็นต้องมีการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิผลสอดคล้องกับความต้องการบริโภคสำหรับใช้เป็นอาหารและพลังงานทดแทน ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันการผลิตปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์ม และลดอัตราการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ตลอดจนลดภาวะก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไบโอดีเซลทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมันทั้งประเทศให้ได้ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านไร่ ในปี 2555 พร้อมกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตควบคู่กันไปด้วย …

…หลังจากนี้ สศก. จะรวบรวมนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ และจัดทำแผนพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันฯ ให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มให้สอดคล้อง กัน และพัฒนาต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป.

http://www.dailynews.co.th/agriculture/158491

วันพุธที่ 3 ตุลาคม 2555 เวลา 00:00 น.

นายอาจิตร์ สุวานิชวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักชลประทานที่ 4 กรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ดำเนินการปรับปรุงลำคลองลาน และลำคลองปิ่นโต ซึ่งเป็นคลองธรรมชาติสาขาของแม่น้ำปิง ที่อยู่ในพื้นที่ตำบลคลองลานพัฒนา อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ให้สามารถกักเก็บน้ำในลำคลองได้มากขึ้น และระบายน้ำได้เร็วขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากเป็นลำคลองที่ไม่ได้ปรับปรุงมามากกว่า 30 ปี ทำให้สภาพตื้นเขิน วัชพืชและต้นไม้ใหญ่ปกคลุมตลอดลำคลอง รวมทั้งสภาพคันคลองยังต่ำอีกด้วย

“ในช่วงฤดูน้ำหลาก หากมีฝนตกติดต่อกัน 1-2 วัน จะทำให้น้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจของอำเภอคลองลานโดยเฉพาะที่ตลาดชุมชนคลองลานและตลาดชุมชนคลองน้ำไหลทันที และการระบายก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก สร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่า 300-400 ล้านบาท ต่อการเกิดภาวะน้ำท่วมในแต่ละครั้ง  นอกจากนี้ในช่วงหน้าแล้งยังเกิดปัญหาในการส่งน้ำให้เกษตรกรไม่เพียงพออีกด้วย” นายอาจิตร์ กล่าว.

http://www.dailynews.co.th/agriculture/158301

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม 2555 เวลา 00:03 น.

การส่งเสริมระบบสหกรณ์ในโรงเรียน ถือเป็นอีกหนึ่งในภารกิจสำคัญของกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่สอดรับกับการผลักดันสหกรณ์เป็นวาระแห่งชาติ เนื่องจากการปลูกฝังค่านิยมให้กับเยาวชนในเรื่องของหลักการสหกรณ์ที่ถูกต้อง จนนำไปสู่การขยายผลนำไปใช้ปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้เป็นรากฐานในการพัฒนาระบบสหกรณ์ในอนาคต เนื่องจากเด็กนักเรียนเหล่านี้กำลังจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า ถ้าเราเริ่มปลูกฝังความรู้และความดีงามของหลักการสหกรณ์ให้เด็กตั้งแต่วันนี้และให้เขาได้ศึกษาและเรียนรู้ด้วยตนเอง เมื่อโตขึ้นเขาก็จะถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ต่อๆ กันไป ส่งผลให้ระบบสหกรณ์ไทยเกิดการพัฒนาและอยู่คู่กับประเทศไทยไปอีกนานเท่านาน

ดังเช่น สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ที่ให้ความสำคัญกับภารกิจการส่งเสริมกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ตามแนวพระราชดำริ โดยดำเนินการในโรงเรียนเป้าหมาย 4  แห่ง ได้แก่ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านรักไทย โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านนุชเทียน โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านราดเรือ และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอาทรอุทิศ

ว่าที่ ร.ต.ทรงศักดิ์ ภูมิฐานนท์ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก เล่าว่า ที่ผ่านมาสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก ได้น้อมนำพระราชดำริฯของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  มาดำเนินการส่งเสริมระบบสหกรณ์ในโรงเรียน โดยมีกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ  ดังนี้    1.ร้านค้าสหกรณ์โรงเรียน มีเป้าหมายให้ทุกโรงเรียนสามารถปิดบัญชีและประชุมใหญ่ได้ทุกภาคเรียน   2. ทัศนศึกษาดูงาน เพื่อเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ ให้ครูและนักเรียนที่เกี่ยวข้อง 3.การบันทึกรายงานการประชุมและการบันทึกบัญชี เพื่อฝึกทักษะการใช้ภาษาไทยและฝึกความละเอียดรอบคอบในการจัดทำรายรับรายจ่ายประกอบหลักฐานช่วยเตือนความจำด้วยความโปร่งใส 4.ส่งเสริมเด็กบันทึกความดีของนักเรียน โดยมีการจัดประกวดเพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนเป็นคนดีของครอบครัว โรงเรียน และชุมชน

ล่าสุดเมื่อช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา กลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ ได้นำคณะวิทยากรลงพื้นที่ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ ให้นักเรียนในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน ทั้ง 4 แห่ง ผ่านกิจกรรมเสริมสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ จากตุ๊กตาปูนปั้นปลาสเตอร์ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้และมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสหกรณ์มากยิ่งขึ้น เสริมสร้างความรักความสามัคคีในกลุ่มนักเรียน เพราะจะได้วางแผนและทำงานร่วมกัน โดยใช้หลักประชาธิปไตย รู้จักแบ่งปันและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการวางรากฐานระบบสหกรณ์ให้เกิดขึ้นในโรงเรียนและขยายผลสู่ชุมชนต่อไป ซึ่งการจัดกิจกรรมในรูปแบบนี้นักเรียนทุกคนต่างชื่นชอบ ทำให้เกิดความสนใจเป็นพิเศษที่จะเรียนรู้วิชาสหกรณ์มากขึ้น

…นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของปลูกฝังหลักการสหกรณ์ที่เหมาะสมกับวัยของนักเรียน ด้วยการจัดกิจกรรมสร้างสีสันแล้วสอดแทรกความรู้ ทำให้นักเรียนมีความสนใจและอยากจะเรียนรู้ระบบสหกรณ์ด้วยความเต็มใจมากขึ้น.

http://www.dailynews.co.th/agriculture/158295

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม 2555 เวลา 00:00 น.

นายพิภพ  ดำทองสุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์  กล่าวว่า จังหวัดสุรินทร์ ได้ดำเนินการเปิดหมู่บ้านผลิตผ้าไหม(Thai Silk Village) เพื่อการท่องเที่ยว ในรูปแบบโฮมสเตย์ จำนวน 4 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านท่าสว่าง หมู่บ้านนาตรัง หมู่บ้านประทุน และหมู่บ้านหม่อนไหมพัฒนา และจะเร่งดำเนินการส่งเสริมหมู่บ้านอื่นๆ ที่มีการผลิตผ้าไหม ให้เป็นหมู่บ้านผลิตผ้าไหม เพื่อการท่องเที่ยว ในรูปแบบ Home Stay ต่อไปจนครบทั่วทั้งจังหวัดในเวลาระยะอันใกล้นี้

ทั้งนี้การเปิดหมู่บ้านผลิตผ้าไหม เพื่อการท่องเที่ยว ในรูปแบบโฮมสเตย์ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์หลักที่ต้องการมีรายได้จากการเปิดเป็นโฮมสเตย์ แต่ต้องการเปิดรับนักท่องเที่ยว มาเยี่ยมชมกระบวนการผลิตผ้าไหมที่มีการสืบสานภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ และรุ่นปัจจุบันก็ยังได้ทำอยู่ รวมถึงเยี่ยมชมกระบวนการผลิตผ้าไหมซับซ้อน ออกมาเป็นชิ้นงานที่ประณีตสวยงาม และราคายุติธรรม ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดสุรินทร์ เช่น หมู่บ้านหม่อนไหมพัฒนา มี 2-3 ชาติพันธุ์ อาทิ กุย หรือส่วย จะมีการผลิตผ้าไหมย้อมมะเกลือ และมีกระบวนการผลิตซับซ้อน 1 ผืนใช้เวลาย้อมเป็นเดือน เป็นผ้าที่ใช้ไหมอ่อน เส้นเล็ก เมื่อนำไปทอเนื้อผ้าไหมไม่หนา นุ่ม เย็นสบาย.

http://www.dailynews.co.th/agriculture/158296

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม 2555 เวลา 00:00 น.

นายจิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้ปัญหาแจ้งเตือนการตรวจพบสารตกค้างและเชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อนในสินค้าพืชผักและผลไม้ส่งออกของไทย ผ่านระบบแจ้งเตือนภัยเร่งด่วนของสหภาพยุโรป(อียู)มีแนวโน้มลดลงมาก เนื่องจากผู้ประกอบการ/ผู้ส่งออก และเกษตรกรได้ปรับปรุงและพัฒนาระบบการผลิตสินค้าพืชผักส่งออกให้มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัย ภายใต้ระบบมาตรการควบคุมพิเศษบัญชีรายชื่อ(Establishment list : EL)ที่กรมวิชาการเกษตรจัดทำขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องดีสำหรับการส่งออกพืชผักสดของไทยไป อียู

สินค้าที่ได้รับแจ้งเตือนพบสารตกค้าง ได้แก่ คะน้า ถั่วฝักยาว มะเขือพวง และผักกระเฉด  กรมวิชาการเกษตรจึงได้เร่งประสานให้ผู้ประกอบการปรับปรุงแก้ไขแล้ว  ซึ่ง อียู ยอมรับและมีความพึงพอใจในมาตรการแก้ไขปัญหาของไทย ทำให้มีแนวโน้มดีขึ้นมาก ส่วนแนวทางแก้ปัญหาสารตกค้างในสินค้าพืชผักที่วางจำหน่ายในท้องตลาดนั้น กรมวิชาการเกษตรได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรทั้ง 8 เขต และเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการของกรมวิชาการเกษตรสุ่มเก็บตัวอย่างผลผลิตจากแปลงที่ตรวจติดตามและแปลงตรวจต่ออายุมาตรวจวิเคราะห์เพิ่มมาก

“ขณะนี้ตลาดค้าส่งต่างๆ  และผู้ประกอบการได้ให้ความสำคัญและต้องการสินค้าที่ได้รับรองเครื่องหมาย Q จากแหล่งผลิตที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP เพิ่มมากขึ้น เป็นสินค้าที่มีคุณภาพและมีความปลอดภัยซึ่งผู้บริโภคมั่นใจได้ หากเกษตรกรไม่เข้าสู่ระบบ GAP ก็จะเสียโอกาสทางด้านตลาด ทั้งตลาดโมเดิร์นเทรดและตลาดส่งออก” นายจิรากรกล่าว.

http://www.dailynews.co.th/agriculture/158298

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม 2555 เวลา 00:00 น.

โครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขาจังหวัดสระแก้ว-ปราจีนบุรี เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2520 บริเวณพื้นที่ราบเชิงเขาบรรทัดในเขตติดต่อของ 3 จังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดนครราชสีมา และบุรีรัมย์ ต่อมาเมื่อปี 2536 ก็มีการแยกจังหวัดสระแก้ว เพิ่มขึ้นอีก 1 จังหวัด ทำให้พื้นที่โครงการฯ เกี่ยวข้องกับ 4 จังหวัดด้วยพื้นที่ดังกล่าว ในสมัยนั้นมีปัญหาต่อความมั่นคงของประเทศเป็นอย่างมาก กล่าวคือป่าสงวนที่อุดมสมบูรณ์ถูกราษฎรบุกรุกเป็นจำนวนมาก และเป็นพื้นที่สีแดง มีผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์จะกระทำการหรือตั้งฐานจะแยกประเทศตามแนวเขาบรรทัด

นายชวลิต ชูขจร รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบถึง ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่อาศัยในบริเวณนี้ จึงทรงได้พระราชดำริให้มีการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขาขึ้น โดยทรงมีพระราชดำริให้พัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขาจังหวัดสระแก้ว-ปราจีนบุรี ตามพระราชดำริ เป็นแนวทางพัฒนาไว้ 3 ด้าน ประกอบด้วย การพัฒนาด้านจิตใจราษฎร ,การพัฒนาความรู้ด้านประกอบอาชีพ และการจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย โดยกำหนดกรอบแนวคิดการดำเนินงาน โดยยึดแนวพระราชดำริ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

นายสายเมือง วิริยะศิริ ที่ปรึกษาศูนย์ประสานงานโครงการพระราชดำริฯ กล่าวว่า กิจกรรมในพื้นที่โครงการ มี 9 กิจกรรม ประกอบด้วย 1.ระบบชลประทาน เป็นระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบเกื้อกูลกันจากอ่างเก็บน้ำอ่างเก็บน้ำแบบขั้นบันได ที่ทรงพระราชทานจัดสร้างให้เป็นแห่งแรกของประเทศไทย  ชาวบ้านมีการรวมกลุ่มผู้ใช้น้ำ มีส่วนในการบริหารจัดการ ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่  2.ระบบการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อผลิตไฟฟ้าร่วมกับเป็นโครงการเสริมโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากอ่างเก็บน้ำช่องกล่ำบน หากในช่วงที่ไม่มีน้ำเพียงพอ ก็จะผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โซล่าเซลล์ ให้กับราษฎร ในพื้นที่ได้มีไฟฟ้าใช้ 3. กิจกรรมการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและกระบือ  มีกรมปศุสัตว์เป็นเจ้าภาพหลัก โดยได้จัดตั้งธนาคารโค-กระบือ เป็นแห่งแรกของประเทศไทย เพื่อให้นำโค และกระบือจากการบริจาคหรือไถ่ชีวิต มาส่งมอบให้กับเกษตรกรที่ไม่มีเครื่องมือในการทำนา และส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาใช้พลังงานทดแทนจากการใช้เครื่องทุนแรงที่ต้องใช้น้ำมัน 4.กิจกรรมโรงสีข้าวพระราชทาน เป็นแห่งแรกของประเทศไทยและได้พระราชทานให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อประชาชนได้มีข้าวกิน และเป็นแหล่งเก็บข้าวไว้เป็นคลังอาหารรองรับการขาดแคลนอาหารในช่วงวิกฤติต่างๆ 5.ส่วนของพ่อ เป็นพื้นที่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานซื้อไว้เป็นทรัพย์สินของทางราชการ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ใช้เป็นที่ตั้งศูนย์พัฒนาที่ดินจังหวัดสระแก้ว เป็นศูนย์ทดลองการปลูกไม้ผลต่างๆ และการทำแปลงเกษตรสาธิต ศูนย์เรียนรู้การใช้ประโยชน์หญ้าแฝกและอื่นๆ  6.โครงการสหกรณ์คลองน้ำเขียว จำกัด เป็นโครงการตามโครงการพระราชดำริ ที่จะสร้างให้ประชาชนเรียนรู้การทำงานร่วมกัน เป็นที่รวบรวมผู้คนให้มาร่วมกันคิดกันทำและบริหารการตลาด ขณะนี้มีการดำเนินงานที่ก้าวหน้ามีธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน โรงงานผลิตน้ำดื่ม  โดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นแม่งานหลักในการให้คำปรึกษาการดำเนินงาน 7. โครงการศูนย์เพาะเลี้ยงและวิจัยสัตว์น้ำสระแก้ว โดยกรมประมง เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา และศึกษาถ่ายทอดการเลี้ยงปลาให้เกษตรกร มีอาหารเพียงพอ 8 .โรงเรียนกาสรกสิวิทย์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้เป็นสถานที่ผลิตกระบือที่มีความสามารถในการทำเกษตรกรรมได้อย่างดี ให้เกษตรกรได้เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตนเองและการอยู่อย่างพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ และ9.สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ช่องกล่ำบน เป็นโครงการที่ต้องการให้ประชาชนได้อนุรักษ์สัตว์ป่า และสภาพป่าในบริเวณนี้ให้อยู่ในสภาพดี

…โดยสรุป..โครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขาจังหวัดสระแก้ว-ปราจีนบุรี เป็นโครงการที่ต่อเนื่องสอดประสานกันโดยความรับผิดชอบของหน่วยงานต่างๆมีการบูรณาการงานร่วมกัน เพื่อสร้างความอยู่ดีกินดีให้ประชาชน มีน้ำ มีที่ดิน มีป่าที่อุดมสมบูรณ์ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้ผู้คนรักถิ่นฐาน จากความไม่มั่นคงจากภัยลัทธิการปกครอง มาสู่ความมั่นคง โดยการใช้การพัฒนางานการเกษตรกรรม เป็นตัวนำสามารถใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาในพื้นที่อื่นๆของประเทศต่อไป.

http://www.dailynews.co.th/agriculture/158303

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม 2555 เวลา 00:00 น.

ณ ห้องประชุมกรมส่งเสริมการเกษตร ชั้น 5 กรมส่งเสริมการเกษตร นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เป็นประธานมอบโล่และเงินรางวัลแก่วิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับประเทศ ซึ่ง รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนธนาคารชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ รางวัลชนะเลิศอันดับ 2 วิสาหกิจชุมชนเห็ดและผักปลอดสารพิษบ้านหนองหว้า อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา และรางวัลชนะเลิศอันดับ 3 วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง และรางวัลชมเชยอีก 3 รางวัล

นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า วิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับประเทศที่ได้รับรางวัล รวมทั้งวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด ถือว่าเป็นต้นแบบของวิสาหกิจชุมชนที่มีการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ มีความสามารถในการบริหารจัดการสถาบัน รวมทั้งใส่ใจกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้สามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืนต่อไป ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรและหน่วยงานภาคีจะช่วยในการพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สมบูรณ์ สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้แก่วิสาหกิจชุมชนอื่นได้โดยไม่รบกวนการประกอบการตามปกติของวิสาหกิจชุมชน

ด้าน นายอาคม ภาคสุโพธิ์ ผู้จัดการวิสาหกิจชุมชน ธนาคารชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย  กล่าวว่า  ปัจจุบันธนาคารชุมชนตำบลสร้างถ่อน้อย มีทุนบริหารจัดการประมาณ 43 ล้านบาท โดยกิจกรรมหลักคือรับฝากเงิน-ถอนเงินจากสมาชิก  และให้สินเชื่อในด้านกู้เงิน  ซึ่งสินเชื่อส่วนใหญ่จะเป็นการประกอบอาชีพส่งเสริมรายได้  ส่งเสริมให้สมาชิกมีอาชีพ  เพิ่มรายได้ให้กับสมาชิก  และที่สำคัญได้มีการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนในเครือข่าย ขณะนี้มีกลุ่มในเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนที่อยู่ในตำบลทั้งหมด 21 กลุ่ม โดยเราจะเป็นพี่เลี้ยงในการดูแลในการส่งเสริมด้านเงินทุน ด้านความรู้ ด้านต่าง ๆ ตามที่กลุ่มต้องการ ซึ่งเราได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการเกษตรและหน่วยงานภาคีที่เข้ามาให้ความรู้ในเรื่องการบริหารจัดการเรื่องธุรกิจต่าง ๆ และสนับสนุนการจัดอบรมอาชีพแก่สมาชิก โดยมีเจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมการเกษตร ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับเขต จังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ เข้ามาให้การดูแลอย่างต่อเนื่อง.

http://www.dailynews.co.th/agriculture/158161

วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม 2555 เวลา 00:00 น.

สถานีเกษตรหลวงปางดะ เป็นสถานีวิจัยหนึ่งในสี่ของมูลนิธิโครงการหลวงที่มุ่งเน้นดำเนินงานวิจัยและขยายพันธุ์ไม้ผลเขตหนาวและกึ่งหนาว พืชผักและพืชไร่ ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2522 เนื่องจากพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชประสงค์เพื่อช่วยให้ชาวเขามีพื้นที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพให้มีรายได้มั่นคง โดยนำพืชเศรษฐกิจซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดให้เกษตรกรปลูก พร้อมทั้งให้คำแนะนำด้านเทคโนโลยีการผลิต การใช้สารเคมีที่ถูกต้องและปลอดภัย ตลอดจนให้เกษตรกรใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักของการอนุรักษ์ดินและน้ำ

นายวิพัฒน์ ดวงโภชน์ หัวหน้าสถานีเกษตรหลวงปางดะ เล่าว่า สถานีเกษตรหลวงปางดะ ก่อตั้งขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์คือการขยายพันธุ์พืชผัก พืชไร่ ไม้ผลเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างไปจากสถานีเกษตรหลวงอื่นที่ส่วนใหญ่จะก่อตั้งเพื่อแก้ปัญหาของชาวเขา โดยเฉพาะเรื่องลดพื้นที่การปลูกฝิ่นด้วยการปลูกพืชผักเมืองหนาวทดแทน ดังนั้น สถานีเกษตรหลวงปางดะ จึงมีการวิจัยและขยายพันธุ์พืชหลากหลายชนิด นอกจากไม้ผลเมืองหนาว ยังมีไม้ดอกเมืองร้อน ไม้ผลเมืองร้อนและกึ่งร้อน พืชผัก ถั่ว ชา กาแฟ ไม้โตเร็ว ไผ่ต่างถิ่นและแฝก สาเหตุที่มีการขยายพันธุ์พืชเมืองร้อนและกึ่งร้อนได้นั้นเพราะพื้นที่ตั้งของสถานีฯ อยู่ในพื้นที่ไม่สูงมากนัก โดยมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 720 เมตร อุณหภูมิสูงสุดในเดือนเมษายน 35.76 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 12.82 องศาเซลเซียส

สถานีเกษตรหลวงปางดะ มีพื้นที่ทั้งหมด 1,232 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่ใช้ประโยชน์ในการทำแปลงศึกษาวิจัยรวม 804 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือจะคงสภาพป่าไม้เพื่อให้เป็นป่าต้นน้ำลำธาร พื้นที่บริเวณสถานีฯ รวมถึงในบริเวณใกล้เคียงมีสภาพพื้นที่ที่มีความลาดชัน มีป่าที่อุดมสมบูรณ์ ดังนั้น การส่งเสริมให้เกษตรกรและชาวบ้านที่อยู่ในที่นี้ มีการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและไม่บุกรุกป่าไม้ ทางสถานีฯ จึงได้ร่วมมือกับกรมพัฒนาที่ดินจัดรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อแบ่งแยกพื้นที่ทำกินกับพื้นที่ป่าไม้ให้ชัดเจน โดยจัดทำเป็น โมเดลต้นแบบ คือ พื้นที่สูงให้คงไว้เป็นป่าต้นน้ำ ถัดลงมาที่มีความลาดชันให้ปลูกไม้ผล ส่วนพื้นที่ราบให้ปลูกพืชไร่ พืชผัก ซึ่งในส่วนของแปลงไม้ผลที่อยู่ในพื้นที่ลาดชัน กรมพัฒนาที่ดิน ได้เข้ามาส่งเสริมการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ คือ ทำขั้นบันไดดิน และ ปลูกแฝก ขวางทางลาดเท เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน

ผลจากการศึกษาวิจัยของสถานีเกษตรหลวงปางดะ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น สามารถพัฒนาพันธุ์พืช ไม้ผลเมืองหนาวที่สามารถนำมาปลูกในพื้นที่เขตร้อนได้สำเร็จเป็นแห่งแรก โดยเฉพาะ กีวีฟรุต ที่มีการปรับปรุงพันธุ์จนได้พันธุ์ใหม่ที่ปลูกได้ในเขตร้อนหรือพื้นที่ที่ไม่สูงมากนัก ซึ่งสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่อุณหภูมิบนพื้นที่สูงอาจจะร้อนขึ้น ก็ยังคงมีพันธุ์พืชที่สามารถปลูกได้ทดแทน นอกจากนี้ ยังประสบความสำเร็จในการปลูกไม้ผลขนาดเล็ก ได้แก่ องุ่น ที่ให้ผลตอบแทนสูง โดยปกติเกษตรกรทั่วไปจะปลูกองุ่นได้ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 10-15 กิโลกรัม/ต้น แต่ที่สถานีฯ สามารถปลูกแล้วให้ผลผลิตสูงถึง 85 กิโลกรัม/ต้น ทั้งนี้ ทางสถานีฯ ได้ส่งเสริมขยายผลให้เกษตรกรนำไปปลูกทดแทนพืชอื่น เพราะเป็นพืชที่ใช้พื้นที่น้อยแต่ให้ผลตอบแทนสูง โดยมีชาวเขานำไปปลูกในพื้นที่ 2 งาน ประมาณ 40 ต้น สามารถขายสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท

…นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลสำเร็จของงานวิจัยและพัฒนาของสถานีเกษตรหลวงปางดะ หากสนใจสามารถไปเยี่ยมชม ศึกษาดูงานได้ ซึ่งสถานีฯ ตั้งอยู่ที่ 192 หมู่ 10 ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ โทร. 0-5337-8046.

http://www.dailynews.co.th/agriculture/158162

วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม 2555 เวลา 00:00 น.

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ขณะนี้เรื่องการจัดตั้งโครงการนำร่องเพื่อระบบการสำรองข้าวฉุกเฉินในเอเชียตะวันออก (East Asia Emergency Rice Reserve : EAERR) ของประเทศสมาชิกอาเซียนกับประเทศ+3 (สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี) รวมเป็น 13 ประเทศ ในการผลักดันให้เป็นองค์กรถาวร ภายใต้ชื่อว่า ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve (APTERR) นั้นมีความคืบหน้าไปมาก หลังจากที่ประเทศสมาชิกอาเซียน 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย สปป.ลาว และประเทศบวกสาม ได้แก่ ญี่ปุ่น มีการยื่นสัตยาบันสารให้กับสำนักเลขาธิการอาเซียนเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ความตกลง APTERR มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว

โดยล่าสุดประเทศไทยเตรียมที่จะเสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพในการจัดตั้งสำนักเลขานุการ APTERR ในการประชุม AMAF+3 ที่ สปป.ลาว ในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้เพื่อให้การรับรอง หลังจากนั้นไทยสามารถดำเนินการตามขั้นตอนภายในต่อไปได้ทันที ซึ่งขณะนี้ สศก.ได้จัดทำยกร่างกรอบเจรจาต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา คาดว่าน่าจะเสนอได้ในช่วงเดือนตุลาคม จากนั้นจะนำร่างความตกลงประเทศเจ้าภาพเสนอต่อที่ประชุมคณะมนตรีถาวร เพื่อให้แต่ละประเทศนำไปเข้ากระบวนการภายในของแต่ละประเทศ ก่อนที่จะมีการลงนามต่อไป.

http://www.nationmultimedia.com/life/Drive-takes-a-different-spin-30168721.html

Parinyaporn Pajee
The Nation October 28, 2011 12:00 am

Danish director Nicolas Winding Refn steers a Los Angeles crime thriller with his latest movie, and he’s shooting his next one in Bangkok

The film may be called “Drive” but it’s no high-octane action flick of the “Fast and Furious” genre. Danish director Nicolas Winding Refn’s crime drama, which is loosely adapted from James Sallis’ 2005 novel of the same name, picked up the Best Director Award at this year’s Cannes Film Festival.

It’s unusual for a film of this genre to be recognised by the Cannes jury but Refn’s unusual style impressed the judges and landed him the trophy.

American actor Ryan Gosling plays an unnamed Hollywood stuntman known simply as “the Driver” who moonlights as a wheelman for robberies. Things change when he befriends Irene (Carey Mulligan), a woman raising her son alone while her husband is in jail. When her husband is released and has a problem with thugs, the Driver agrees to help him with a robbery, a decision that leads him into a dangerous and life-threatening situation.

“Essentially it’s a love story about a man doing everything to protect the woman he cares for,” says Refn, who is now in Bangkok preparing for his upcoming project “Only God Forgives” that will be shot mainly in the Thai capital.

Refn says he intended “Drive” to be a little like a Grimms’ fairytale with a plot that had the knight, the maiden and the evil king. But at the same time, it had to fit Hollywood’s mythology.

“The story is like a lone gunman comes to town to help the innocent; you know, the American syndrome,” he says.

He started his filmmaking career at home in Denmark then moved to London and on to Hollywood. There he met Gosling, who brought him the “Drive” project.

The actor very much influenced the film and supported Refn to make the film his own way by using his powers in the Hollywood movie community.

“I’m a fetishistic director. I make films that I would like to see even though I don’t understand myself why I want to see them that way,” he says.

An independent project with a low budget, “Drive” offered Refn plenty of opportunities to create distinctive action scenes. Big budget explosions and special effects are replaced by beautifully designed car chases and fights that are shockingly violent but bring to mind the stylised action scenes of yesteryear.

The most memorable scene takes place in an elevator and combines a tender kiss with a brutal fight. Yet it provokes no shock, only sadness.

“Violence is an act of frustration for him [the Driver]. He kisses her to say good bye because he knows what he has to do next will make him to lose her forever. But he has to do because he has to protect her,” he explains.

Refn built a reputation for extreme violence and unique action sequences from his very first film, the Danish release “Pusher” but points out that it is very different from violence, American style.

“But all directions have something interesting in them. I don’t think one thing is better than the other; I think whatever suit the movie is fine,” he says.

“Violence in American movies tends to be more real, straightforward and conventional. There’s no spiritualism involved like there is in Asian movies.

“I personally like Asian films like Korea’s ‘A Bitter Sweet Life’ and ‘Old Boy’,” Refn says. He even pays tribute to “Old Boy” with “Drive”, having Gosling use a hammer in the same manner as the hero of the Korean film.

The Hong Kong movies made in the 1990s by Tsui Hark and John Woo are an influence too, Refn says.

“The violence in Asia is more extreme but there’s a surreal fantasy notion too.”

For now, the director and his family are living in Bangkok. He enjoys travelling and says he feels at home when living abroad.

“Only God Forgives” is about an ex-policeman who believes that he is god and a gangster looking for religion. The gangster will be played by Gosling. Meanwhile he is casting Thai actors and scouting locations around Bangkok before starting to shoot in February.

The idea of making a film in Bangkok came up when he visited the city as a guest of the Bangkok International Film Festival a few years back. He later returned with his family for a vacation.

“While we were living in Denmark, I knew Thailand was the favourite destination of Scandinavians and I really didn’t want to come here,” he recalls.

“Then Bangkok became the city where I wanted to make the film. I find the city very cinematic. Bangkok is a mixture of LA and New York and an endless puzzle. I don’t know how people can figure out the streets,” he says.

Like in “Drive”, most of the night scenes for “Only God Forgives” will be in shot with a US$4 million budget. There’ll be action scenes too but they could feature muay thai rather than car chases.

“I want to show all sides of Bangkok. It’s very important because it gives more roundness to the city,” he says.

Parking spots

_ “Drive” opened in cinemas yesterday. It’s playing at Major Cineplex, including EGV, Paragon and Esplanade, as well as House on RCA.

http://www.nationmultimedia.com/life/Is-your-home-at-risk-30168656.html

THAI FLOOD

The Nation October 27, 2011 12:00 am

Database developed by Chulalongkorn University researchers might help

A computer database that Bangkok residents can use to estimate the risk of flooding at their homes was introduced on Tuesday by Chulalongkorn University.

The Flood Risk Evaluation System for Thailand (Flood_REST) is available on severeal platforms, including desktop computers, Google Earth and as an app on the iPhone, Android and Windows Mobile.

The margin of error for flood level is plus or minus 30cm for homes in most districts of Bangkok, and plus or minus 10cm for Bangkok’s Prawet district and Samut Prakan Province.

Flood_REST’s estimates are based on various data, such as the geographic information system (GIS) mapping and input from government and private agencies.

“It will give homeowners self-assurance, in addition to the information from the government,” says one of the developers, Assoc Prof Phaisal Santithammanont of Chula’s Faculty of Engineering.

The university is trying to get information for Nonthaburi, Pathum Thani, Chacheongsao, Samut Prakan and Samut Sakhon from the Agriculture Ministry for use with Flood_REST, says deputy CU rector Prof Kua Wongbunsin.

“The proposed acquisition would probably cover a four-month period for immediate use,” Kua added.

The Agriculture Ministry spent Bt1.8 billion to develop its database, and the university had offered Bt200 million for access to it, but was turned down.

Kua said the database would be very useful in city planning, and he would propose the Flood_REST solution to the government as an option for permanent use.

ON THE WEB

For more on Flood_REST, visit www.Chula.ac.th/flood_rest.

http://www.nationmultimedia.com/life/Hotel-wet-rates-plus-blow-dryers-30168420.html

SOOPSIP

The Nation

E-mail ntsoopsip
@gmail.com October 25, 2011 12:00 am

Abhisit made a quick getaway to the Maldives, but he

Abhisit made a quick getaway to the Maldives, but he

Weeks ago they told us folks in Bangkok to prepare for possible flooding, but we thought they meant prepare for their next announcement.

So a lot of us are now hastily changing domiciles, including the 3,000 people who were living in the Thammasat University shelter until that got inundated. They’ve been “reshuffled” to Rajamagala Stadium.

Most schools in the affected areas have become sanctuaries, if you can use that word for living in a gymnasium. Those who can afford more comfort are checking into hotels offering disaster discounts.

The Thai Hotels Association lists 31 kindly inns where you can stay for Bt600 to Bt1,200 if you can prove you no longer have a dry home of your own. Bt900 a night is a bargain for the Rembrandt, and the Pinnacle sounds like it must be well above water level.

Chon Buri, Nakhon Nayok and Prachin Buri all have deals on accommodations as well, as does Pattaya, where special long-stay rates are offered on the “Pattaya Grand Sale” Facebook page.

Of course, that’s sea level.

Not a dry eye

Gossip will get your mind off the crisis – almost. The rumour that Yingluck Shinawatra dried her feet at Yanni’s concert was flatly denied, so we found a better one: Abhisit Vejjajiva had a nice vacation in the Maldives.

Yes, he was still surrounded by water in the low-lying resort islands, but it’s not quite the same, is it?

A party source says he did spend a couple of nights there with the family and Abhisit didn’t deny it. Further confirmation came from reliable source Panthongtae “Thaksin’s Little Oak” Shinawatra, who gleefully re-tweeted the rumour.

The Democrats said Abhisit planned this school-break holiday a long time ago, and within hours there were photos on Twitter of him back on the job in Bangkok.

And anyway, the Democrats said, where the hell is Banharn Silapa-archa? Many government big shots have vanished and nobody complains. What are the critics saying – that they miss Abhisit?

http://www.nationmultimedia.com/life/Black-and-White-triumph-30168418.html

THEATRE

Pawit Mahasarinand
Special to The Nation October 25, 2011 12:00 am

Pichet Klunchun foregoes the spotlight to let his troupe shine in Singapore

Short of support in its homeland, the Pichet Klunchun Dance Company was artistinresidence at the justended da:ns festival at Singapore’s Esplanade Theatres on the Bay.

Last month, two weeks into that residency, the troupe tried out a new piece, “Black and White”, before invited guests, and a new phrase was coined: “khon contact improvisation”. The performers just didn’t look comfortable with some of the contemporarydance movements they were testing.

But at the actual performance on the festival’s opening weekend, Pichet seemed to have significantly adjusted his choreography. The movements were more like classical khon, though still experimental in some ways, and the dancers were more at ease.

While the four male dancers shifted back and forth between monkey and demon characters, the choreography allowed them to support one another in their battles.

The spotlight was mainly on them, but Pichet, portraying a demon character, was always prancing around, holding a metal rod, the most wicked of all.

Then he disappeared offstage with a female character who seemed fragile despite her long, sharp nails, and indeed it was only her who reappeared – with his weapon and mask.

In this way “Black and White” showed balance – Pichet’s key word for this work – not only between good and evil but also between traditional and modern.

The 55minute performance featured striking costumes by Anuthep Pojprasert, deft lighting by Asako Miura, and nifty sound by Wu Na, who was onstage as well, playing her quqin.

Miura’s lighting gave the audience a clear look at the movements while adding dramatic tension. Wu’s score helped remind us that we weren’t watching a classical Thai performance.

It’s also noteworthy that the company worked closely with Malaysian Lim How Ngean on this project from the inception. Evidently Lim made sure that “Black and White” could be comprehended and appreciated by fans of both contemporary dance and khon.

Last Wednesday and Thursday, as part of Rasas – the festival’s platform for traditional Asian dance – Pichet watched from the audience as his company gave a khon demonstration in the Esplanade concourse.

From Friday through Sunday they presented short episodes of the Ramakien at the Esplanade Outdoor Theatre. Pichet portrayed Nontuk in one segment.

Both events, attended by hundreds of people, had dance scholar Pornrut Damrhung serving as emcee – speaking in English. And they proved how much respect these dancers have for tradition, no matter how far they venture from it in some works.

Not only did the artistinresidence programme give the Thai company ample time and money to develop its new work, but living and working together for six weeks in Singapore also bolstered comradeship among the members.

We can look forward to their engaging works for years to come, but let’s hope they can secure similar support here in Thailand to premiere their new pieces. Lest we forget, they’re all Thai citizens.

Pichet’s next work is a fresh collaboration with Indonesian and Cambodian dancers as part of Goethe Institut’s Tanzconnexions project, to be presented in Phnom Penh in December.

Next February in Hua Hin and Bangkok, as part of La Fete, he will reunite with French choreographer and dancer Jerome Bel in “Pichet Klunchun and Myself”, which has been touring around the world since 2004 and has brought the Thai dancer international stardom.

BOX

Click for khon

Keep an eye on Pichet at www.PKLifeWork.com and the “Pichet Klunchun Dance Company” Facebook page.

http://www.nationmultimedia.com/life/Flushed-with-fashion-30168417.html

FASHION

Onravee Tangmeesang,
Kupluthai Pungkanon,
Phatarawadee Phataranwik
The Nation October 25, 2011 12:00 am

Elle Fashion Week passes the fur hat for flood relief and then gets on with its dry couture

Floods, yes, but last week it was a case of “the show must go on” for the 13th Elle Fashion Week, during which 16

Thai clothing brands shrugged off rain storms to present their autumnwinter wares in front of CentralWorld.

Event director Kullawit Laosuksri and the models made sure that “Elle for Flood Relief” donation boxes were

circulated before every catwalk show and ended up raising Bt500,000 for the Red Cross over the six days.

DISAYA

Disaya Sorakraikitikul can always be counted on to kick things off with a bang, and this season it was a midnight

fantasy for a collection dubbed “Call of the Winter Moon”.

There were trompe l’oeil effects on chiffon ruffled collars and whimsical bows on blouses, jackets, dresses and

trousers. There were Guipure lace accordionpleats and fluttering heart embroidery on cocktail gowns. Sequins adorned

shimmering pastel velvet for striking molten glamour.

The wintry palette included midnight blue, lilac, mustard, pale pink and forest green. The outfits were accentuated with

charms – fairy logs, rose pigeons, night owls, stars and moons – made of pearlcapped enamel.

HOOK’S

Prapakas Ungsusing offered a “Trinity Maiden” collection that urged women to utilise their dual sweet and strong

character. We saw a metallic robot motif suggesting their more masculine side, but the models also wore wigs of

blonde, grey and mahogany.

The hues varied on chiffon cocktail and evening dresses, but there were also silk and synthetic fabrics, and some of the

clothes were trimmed with silver, gold and copper braids, the shoulders and backs elevated to create more volume.

W HOTELS

W Hotels Curated by Ek Thongprasert contrasted good versus bad – devils dressed as rock stars and haute couture

presented by angels. For the rockers there was leather in sophisticated silhouettes, paintedon tattoos, eagle wings and

black veils.

Then came the feminine “good girls”, though still a little devilish in the details. The 3D skull prints at least looked

cheerful on cocktail dresses in white and grey, alongside lace and pearl embroidery.

Ek is part of W Hotels’ global “next hot designer” programme.

27 FRIDAY

Chanachai Jareeyathana went “Digging for Love” with a tale of a man and woman seeking out their other sides on a

bridge lit with lanterns. To this end, models paraded in posh, classy outfits to which gems and gold clung, or at least

gold, silver and brown glitter.

Lace added femininity to kneelength, sleeveless black dresses. Men wore casual denims and flashy modern suits.

Anyone could tote an oversized militarylike bag or hat.

KAI

Somchai Kaewtong continues to transform traditional Thai prints for a wider global appeal, decorating cocktail dresses,

evening gowns, blouses matched to trousers and kneelength skirts. There were also overcoat jackets in very bright

pink, violet and orange.

Above all, there was clever craftsmanship, with sequins embroidered in the form of flowers and a 3D plating technique.

The shoes he selected to match his outfits had needlelike heels.

KERATINOLOGY

Keratinology by Sanchai proffered womanly readytowear, but had many cocktail dresses and evening gowns. Grey

butterfly graphics were printed on a short, white cocktail dress, and other gowns had popout embroidered flowers and

golden strings inspired by unfurling orchids.

Jirat Sabpisarnkul used plating and origamistyle draping and screens classic lace prints on satin.

NAGARA

Fearless and fierce warriors from Mongolia, Tibet and China stormed the runway – and they weren’t all guys. Both

men and women glittered in beads and lace appliqu



  • Lou: Heya, this really is such an incredible topic to learn about.
  • Anti Aging: What's up, just wanted to mention, I enjoyed this article. It was funny. Keep on posting!
  • ชมพู่: น่ารักอ่ะพีพลอยเดี่ยววางๆจะไปหาน่ะ คิดถึงแม่เกด คิด

หมวดหมู่