“ท้อง” เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่จนได้

Published กันยายน 1, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/chewajit/282849

12 สิงหาคม 2555, 05:00 น.
Pic_282849

 

ที่ลงท้ายไว้ในบทความสัปดาห์ที่แล้ว ที่ผมตัดสินใจต้องใช้ยาปฏิชีวนะรักษา “โรคบิด” ของผมนั้น เกิดคำถาม “สุดยอด” ขึ้นมาแล้วครับจากความสงสัยของแฟนท่านหนึ่ง

แฟนที่ถามมานั้น ท่านเป็นแฟนประจำและก็เป็นผู้หญิงเสียด้วย (ใช้คำว่า “ผู้หญิงเสียด้วย” นี้ เสี่ยงอันตรายนะครับ เพราะบางท่านอาจจะนึกไปถึงว่าผมดูหมิ่นคุณผู้หญิง แต่ความจริงนั้น ตลอดเวลา 28 ปีที่ผ่านมา ผมเคยไปสอนมหาวิทยาลัย สถาบัน และบริษัทห้างร้านต่างๆ เกี่ยวกับการแพทย์ผสมผสานและเรื่องของสุขภาพ ผู้ที่ถามคำถามส่วนมากเป็นผู้ชาย ไม่ค่อยมีผู้หญิงถามเลย)

คำถาม “สุดยอด” ของคุณแฟนท่านนี้ก็คือ ทำไมถึงบอกว่ามีแต่ยาฆ่าเชื้อเท่านั้นที่จะรักษาโรคบิดได้ ยาฆ่าเชื้อหรือยาประเภทปฏิชีวนะนั้นเพิ่งค้นพบกันเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และมาแพร่หลาย คิดค้นยากลุ่มนี้ได้อีกหลายร้อยตัวก็เมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เอง

ส่วนโรคบิดนั้น เราเป็นกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย เป็นกันมาหลายร้อยปีหรือบางทีอาจจะถึงพันๆ ปีด้วยซ้ำ เป็นมาก่อนสมัยที่จะค้นพบยาประเภทปฏิชีวนะ หลายร้อยปีเสียอีก แล้วเมื่อไม่มียารักษาโรคบิด คนเป็นบิดสมัยก่อนมิตายไปเพราะโรคบิดนับเป็นพันเป็นหมื่นคนหรือ ยะ–ยะ– ยะ–ยะ?

อู้ฮู้! คุณพี่เจ้าขา คำถามของคุณพี่เด็ดขาดจริงๆ ผมงงเหมือนไก่ตาแตกไปตั้งนาน

พอตั้งตัวได้ ก็รีบสอบถามท่านผู้รู้หลายท่านเป็นการใหญ่ มีคำตอบซึ่งพอจะฟังได้ดังต่อไปนี้

โรคบิดนั้นมีมาแล้วหลายร้อยหรืออาจจะเป็นพันๆ ปีก็ได้นั้น เป็นความจริงตามตำรายาไทย โรคบิดมีหลายแบบ

คำว่า “หลายแบบ” ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าหลายชนิด เพราะคำว่าชนิดตามแบบแผนของการแพทย์แผนปัจจุบัน หมายถึงชนิดของเชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคบิด อย่างเช่น โรคบิดตามตำราของแพทย์แผนปัจจุบันจะแบ่งโรคบิด เป็นชนิดบิดจากเชื้อกลุ่มบาซิลลัส ซึ่งมีรูปร่างยาวๆ และเชื้อบิดตัวหนึ่งซึ่งอยู่ในกลุ่มตัวยาวๆ นี้ ก็คือ เชื้อชิกา (SHIGA หรือ SHIGELLA) ซึ่งเป็นตัวเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคบิดในมนุษย์และลิง

คำว่า SHIGA นี้ ในวงการแพทย์ตั้งชื่อเชื้อโรคให้เป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบ คือ ศาสตราจารย์ทางชีววิทยาชาวญี่ปุ่นชื่อ คิโยชิ ชิกา อาจารย์ชิกาค้นพบเชื้อโรคบิดตัวนี้เมื่อปี ค.ศ. 1897

แฮะๆ ไม่รู้นะ ผมว่าไม่ค่อยน่าชื่นใจเท่าไหร่นักหรอกที่เอาชื่อคนไปตั้งเป็นชื่อเชื้อโรคน่ะ

อาการของโรคบิดแบบ SHIGELLOSIS นี้ ก็คือโรคบิดจากเชื้อชิเกลลา มักจะเป็นอาการโรคบิดติดต่อจากคนถึงคน คือติดต่อจากการสัมผัส และก็ระบาดไปทั่วจากคนหนึ่งต่อไปอีกคนคนหนึ่ง

ระยะฟักตัวก็เร็วมาก คือประมาณ 1-3 วันเท่านั้น

โรคบิดอีกชนิดหนึ่งตามสูตรการแพทย์แผนปัจจุบันก็คือ บิดชนิด AMEBIC DYSENTERY ซึ่งเป็นบิดเกิดจากเชื้อ AMEBA เชื้อตัวนี้จะเข้าไปอาละวาดในลำไส้ใหญ่ โรคบิดที่ผมกำลังป่วยอยู่นี้ เกิดจากเชื้อตัวนี้เอง

เอาละครับทีนี้ก็มาถึงเรื่องโรคบิดตามแพทย์แผนไทย ซึ่งมีหลายแบบดังที่ผมได้พูดไว้แล้วในตอนต้น

หลายแบบในที่นี้ แพทย์ไทยเราจะเรียกโรคบิดตามอาการมากกว่าตามเชื้อโรค เพราะสมัยก่อนการแพทย์ของไทยเรายังไม่แยกตามหลักวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะเรื่องของชีวเคมี

ที่ว่าเราแบ่งแบบของโรคบิดตามอาการนั้นก็คือ จะมียาหลายตำรับแก้โรคบิดธรรมดาๆ และบิดซึ่งมีอาการหนัก

โรคบิดตามธรรมดา ก็ได้แก่ อาการท้องเดิน ท้องร่วง ปวดท้อง และอาการอื่นๆ เกี่ยวกับท้อง เกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้ แน่นท้อง ปวดท้องพร้อมๆกัน

อาการปวดท้องลงท้องนี้ ถ้าอาการติดต่อกันนานๆ และรุนแรงมากขึ้นก็จะเรียกว่า “ลงแดง”

“ลงแดง” ก็คือ อาการอาเจียนและถ่ายเป็นเลือด

ส่วนการเป็นโรคบิดอีกแบบหนึ่ง ซึ่งคงจะเชื่อว่าเป็นแบบเรื้อรัง และมีอาการหนักก็คือ การถ่ายท้องจากการเป็นบิดธรรมดาๆ การถ่ายท้องในระยะหลังๆนี้ ไม่ใช่ถ่ายธรรมดาๆ แต่จะเป็นการถ่ายแล้วถ่ายอีก เวลาถ่ายก็จะมีอุจจาระออกมานิดเดียว แถมด้วยมีเมือกตามออกมา และบางครั้งก็มีเลือดออกมาด้วย

ที่สำคัญที่สุดก็คือ การถ่ายแล้วถ่ายอีก จะรู้สึกว่าถ่ายแต่ละครั้งไม่หมดท้อง ถ่ายเสร็จประเดี๋ยวเดียวก็ปวดอุจจาระอีก

ที่สำคัญที่สุดทุกครั้งที่ถ่ายจะรู้สึกปวดมวน การปวดมวนนี้ทรมานมาก เพราะปวดแล้วก็ถ่ายไม่ออก ยิ่งปวดยิ่งเบ่ง ยิ่งเบ่งก็ยิ่งปวดมาก ปวดจนกระทั่งต้องบิดตัวไปมา

ก็เลยเรียกว่า “โรคบิด” นี่ไงครับ !!!

เอาละครับ ทีนี้ก็มาถึง คำถามสำคัญอีกข้อหนึ่งที่ว่า สมัยก่อนโน้นเราไม่มียาฆ่าเชื้อโรค และแน่นอนไม่มียาฆ่าเชื้อโรคบิดโดยตรง แล้วเรารอดมาได้อย่างไร

คำตอบข้อนี้ไม่ใช่คำตอบโดยตรงนะครับ แต่เป็นคำตอบที่อาจจะอ้อมค้อมเล็กน้อย คำตอบก็คือ สมัยโน้นเราไม่มียาฆ่าเชื้อโรคโดยตรงก็จริง แต่เรามียารักษาอาการ และเรามีสมุนไพรซึ่งศักดิ์สิทธิ์แก้อาการเกี่ยวกับท้องไส้ชะงัดนัก เช่น ยาระงับอาการท้องอืด ท้องขึ้น ท้องเฟ้อทั้งหลาย ยาแก้ท้องร่วง ท้องเดิน ยาแก้ปวดท้อง (แม้จะแก้ได้ชั่วคราวก็ตาม) เราก็มีมากมายหลายขนาน

สมุนไพรเหล่านี้ เมื่อแก้อาการได้ เราจะรู้สึกสบายขึ้น และเราก็ได้พัก สมัยก่อนใครเป็นบิดก็นอนพักนั่งพักได้ตลอดวัน พอหายปวด หายท้องอืด ท้องเฟ้อ ร่างกายก็สบายขึ้น กินอาหารได้มากขึ้น น้ำหนักเพิ่มขึ้น แม้เชื้อบิดจะยังไม่หมด แต่ร่างกายแข็งแรงขึ้นแน่นอน

เมื่อได้กิน-ได้พัก-ร่างกายแข็งแรงขึ้น ตอนนี้แหละครับ พลังจาก IMMUNE SYSTEM หรือ I.S. ของคุณก็ดีขึ้น

เมื่อ I.S. ดีขึ้น เป็นไปได้ไหมครับ เชื้อโรคบิดซึ่งอ่อนตัวลงมากแล้ว ก็จะถูกทำลายหมดโดย I.S. ของเราเอง

เราก็หายจากโรคบิดด้วยวิธีธรรมชาติๆ นี้แหละ

พอฟังได้ไหมครับ

คราวนี้แหละครับ เราก็จะเริ่มคุยกันด้วยเรื่องการแพทย์ หรือการรักษาโรคบิดด้วยวิธีการแพทย์แบบผสมผสานได้แล้ว

อย่าเพ่อเบื่อนะครับ มีเรื่องสนุกๆ คุยกันได้อีกเยอะเลย ฉบับหน้า.

****************

สาทิส อินทรกำแหง

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย สาทิส อินทรกำแหง
  • 12 สิงหาคม 2555, 05:00 น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: