Daily Archives: กรกฎาคม 3rd, 2012

ดร.ธีรธร ธาราไชย การเป็นผู้ให้ยิ่งใหญ่เสมอ

ดร.ธีรธร ธาราไชย การเป็นผู้ให้ยิ่งใหญ่เสมอ

  • 03 กรกฎาคม 2555 เวลา 08:12 น.

โดย…อณุศรา ทองอุไร

สัปดาห์หน้าวันที่ 12-15 ก.ค.นี้ จะมีงานใหญ่ประจำปีของวิศวกรรมแห่งชาติ ที่ถือว่าเป็นงานประชุมวิชาการประจำปี และยังมีเอกซิบิชันโชว์ทางวิศวกรรมระดับประเทศให้ชมมากมาย เราจึงมีนัดสัมภาษณ์กับชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งคนนี้ ดร.ธีรธร ธาราไชย เพราะเขาเป็นประชาสัมพันธ์ให้กับวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.)และยังเป็นอาจารย์พิเศษที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เติบโตมาในครอบครัวที่มีคุณพ่อและพี่ชายก็ล้วนแต่เป็นวิศวกรทั้งสิ้น ทำให้เขาซึมซับและชอบจึงเลือกเรียนสาขานี้ตามคุณพ่อและพี่ชาย นอกจากเป็นอาจารย์พิเศษแล้วเขายังเป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่อีกด้วย

เขาบอกว่าเนื่องจากปลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาภัยพิบัติอย่างหนักหลายอย่าง ทำให้เนื้อหาการจัดงานในปีนี้มุ่งเน้นให้ความรู้ในเรื่องภัยพิบัติมากขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำท่วมและแผ่นดินไหว ซึ่งไม่แน่ใจว่าปลายปีนี้ประเทศไทยจะเจอเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่อีกหรือไม่ ก็เลยอยากเพิ่มเนื้อหาในส่วนนี้ให้แน่นและแม่นยำเพื่อประชาชนที่เข้ามาชมงานจะได้นำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้จริง

อีกเรื่องที่เน้นเป็นพิเศษก็คือการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในอีก 3 ปีข้างหน้านี้ เพื่อให้วิศวกรของไทยเรามีความพร้อมที่จะไปสู้หรือแข่งขันกับเขาได้ “เรื่องความสามารถไม่ห่วงเลยครับ วิศวกรคนไทยเราฝีมือสู้เขาได้สบายมาก แต่ด้อยเรื่องภาษานี่ล่ะที่เสียเปรียบ อีกเรื่องก็คือเรื่องระเบียบวินัย ซึ่งไทยเราสู้สิงคโปร์ไม่ได้เลยเขาเนี้ยบมาก วินัยเป๊ะๆ เลย จึงต้องให้ข้อมูลในเรื่องนี้กันให้มากว่าเรามีจุดด้อยอย่างไรกันบ้างจะได้ปรับปรุงเตรียมพร้อมให้ทัดเทียมกับต่างประเทศ” เขากล่าวด้วยความห่วงใย

ดร.ธีรธร กล่าวต่อไปว่า ช่วงนี้ทางสมาคมจะพยายามให้ความรู้ในเรื่องการส่งเสริมวิชาชีพ พัฒนาจุดอ่อนจุดแข็งสมาชิกวิศวกรของไทยให้แข็งแกร่งสู้เขาได้ โดยเฉพาะเรื่องปฏิบัติต้องให้มากควบคู่ไปกับเรื่องทฤษฎีเลย “อย่างโครงการที่ทวายของพม่าก็มีวิศวกรไทยไปทำงานกันเยอะ เราก็ต้องพัฒนาให้เก่งยิ่งๆ ขึ้นไป เพราะงานวิศวกรรมคืองานในเรื่องของความปลอดภัย”

แม้จะอยู่ในวัย 30 ปลายๆ ทำงานหลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่เขาพยายามจะแบ่งเวลาให้เสมอก็คือเรื่องงานที่เกี่ยวกับกิจกรรมเพื่อสังคม เพราะอยู่ในวัยหนุ่มยังมีพลังเหลือเฟือ ควรจะอุทิศเวลาให้กับงานส่วนรวมบ้าง ไม่ต้องรอจนแก่ถึงมีเวลาเหลือแล้วคอยทำ ของแบบนี้ยิ่งให้เรายิ่งได้ ได้ประสบการณ์ได้สายสัมพันธ์ที่ดีๆ กลับมา

ส่วนมีหลักการทำงานอย่างไรนั้น เขาบอกว่าต้องมีความซื่อสัตย์ในวิชาชีพ เพราะงานวิศวกรหัวใจสำคัญคือเรื่องของความปลอดภัย มีความซื่อสัตย์ต่องานของเรา ต่อลูกค้าของเรา และตัวเราเอง บางครั้งตัวตายไปแล้วแต่ตึกที่เราสร้างยังอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีจรรยาบรรณในวิชาชีพ ทำงานให้มีความสุขสนุกกับการทำงานไม่เครียดงานก็จะออกมาดี และเมื่อทำเพื่อตนเองประสบความสำเร็จดีแล้ว อย่าลืมทำเพื่อคนอื่น เพื่อสังคมบ้าง คนเราควรเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ไปพร้อมๆ กัน

สำหรับแผนงานในอนาคตเขาอยากจะมีธุรกิจเป็นของตนเอง ทางด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อาจจะไม่ใหญ่โตมาก แต่เป็นโครงการที่ดีมีคุณภาพ มีสภาพแวดล้อมที่ดี ถือว่าเป็นคนหนุ่มที่มีหลักการมีจิตอาสาเพื่อสังคมอย่างน่านิยมอย่างยิ่ง

เปลี่ยนชื่อให้ดัง ให้รวยสวยเก๋ (แบบทิเบต)

เปลี่ยนชื่อให้ดัง ให้รวยสวยเก๋ (แบบทิเบต)

  • 03 กรกฎาคม 2555 เวลา 08:04 น.

โดย…วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

อยากดัง…ทำไม ถึงอยากดัง…อ้าว ก็ช่วยไม่ได้ ก็คนมันอยากจะดัง แต่สำหรับคนที่ไม่ได้เกิดมาดัง ก็ไม่ต้องหวั่นไหว เพราะมีวิธีที่จะทำให้คนไม่ดัง กลายเป็นคนเด่นดังและโดดเด้งแบบไม่เป็นรองใคร ด้วยวิธีเปลี่ยนชื่อในสไตล์แบบทิเบต ศาสตร์ใหม่ไต่โค้งที่เลาะมาไกลจากเทือกเขาอัลไต ก่อนจะข้ามทะเลทรายโกบีจนมาถึงบ้านเรา ใครอยากดังก็ไม่ยาก เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแซ่แน่นอนแล้ว (หรือไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้!?!) ก็สลักไว้ในสามเหลี่ยมพีระมิดคว่ำหงาย โดยสลักไว้แบบซ้อนหรือเกี่ยวไว้กับตัวอักษรในยันต์ดอกบัว…โอม มณีปัทเมหุมอีกที

เรื่องราวฮาวทูจะเป็นเช่นไร ต้องถามต้นตำรับในประเทศไทย “โขมพัสตร์ อรรถยา” อดีตดาราภาพยนตร์รุ่นใหญ่ ที่ปัจจุบันผันตัวเองเป็นกูรูด้านจิตศาสตร์และพลังจากภายใน จากการศึกษาจากสถาบันต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ (Foundation for Training in Universal Energy) อีกทั้งฝึกฝนอย่างเคี่ยวกรำไม่ต่ำกว่า 30 ปี

เมื่อ 3 ปีก่อน มีโอกาสพบอาจารย์ชื่อดังจากทิเบต “เจคอบ” ซึ่งเดินทางมาอบรมเกี่ยวกับพลังทางจิตที่ประเทศไทย โขมพัสตร์ได้เข้าอบรมด้วย จบแล้วถามอาจารย์ซื่อๆ แต่ได้ใจความว่า มีอะไรให้เรียนอีกไหม (เนี่ย)

ไม่ใช่ท้าทายอาจารย์ แต่ก็เรียนมาซะขนาดนี้ จึงอยากรู้อยากเรียนอะไรใหม่ๆ อาจารย์จัดให้ทันที เป็นวิชาเปลี่ยนชื่อ ที่ต้นสายมาจากทิเบต สลักชื่อในยันต์ดอกบัว ซึ่งในทิเบตถือดอกบัวเป็นต้นทางแห่งการหยั่งรู้ตัวตน เพราะเมื่อรู้ตัวแห่งตน ก็ไม่มีอะไรที่จะมาขวางกั้นความปรารถนาได้อีก ที่สำคัญคือพลังจากพีระมิด โดยในยันต์ดอกบัวจำลองดังกล่าว จะมีตัวอักษร “โอม” ที่ทิเบตถือเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ล้อมรอบ กลางยันต์มีรูปพีระมิดซ้อนกัน 2 อัน โดยเป็นสามเหลี่ยมด้านเท่า ที่มีนัยของการทำมุมกับจักรวาล ถือเป็นฐานพลังที่จะส่งผ่านพลังแห่งจักรวาลสู่เจ้าของชื่อ

โขมพัสตร์เล่าถึงขั้นตอนการสลักชื่อว่า หลังจากเปลี่ยนชื่อตามหลักทักษา หรือแก้ไขชื่อจนที่พอใจแล้ว (บางคนชื่อดีถูกหลักอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน) จะทำการเขียนชื่อลงในกรอบสี่เหลี่ยม ที่ฐานสามเหลี่ยมสบกันตรงใจกลาง จากนั้นเขียนความปรารถนาที่ต้องการที่สุดลงไป โดยคำคำนั้นจะต้องเขียนทับลงไปในลักษณะที่ซ้อนหรือร้อยไว้กับชื่อเดิมหรือชื่อที่เปลี่ยนใหม่นั้น เหมือนเป็นตัวอักษรเดียวกัน เช่น ต้องการโชค ก็จะเขียนคำว่า “โชคดี” ทับลงไปบนเส้นสายของตัวอักษรที่เขียนชื่อไว้ หรือต้องการความโด่งดัง เธอก็จะเขียนคำว่า “เด่นดัง” ซ้อนลงไป เป็นต้น

“การเปลี่ยนชื่อหรือแก้ชื่อจากศาสตร์อันศักดิ์สิทธิ์ของทิเบตนี้ เพื่อเป็นแนวทางสู้ชีวิต การเงิน การงาน ความรัก และอื่นใดแห่งความปรารถนาสำเร็จได้อย่างที่หลายคนพิสูจน์มาแล้ว” โขมพัสตร์ กล่าว

หลายคนที่ว่าไม่ใช่ใคร หากเป็นคนเด่นคนดังในวงการบันเทิง ที่พิสูจน์ด้วยความโด่งดังเป็นที่รู้จักของประชาชน ไม่ว่าจะเป็น ภูภูมิ พงศ์ภาณุ (เปลี่ยนนามสกุลใหม่ให้) น้องใหม่ดาวิก้า โฮร์เน (เปลี่ยนชื่อเป็นแบบไทยว่า ดาวิกา) กัน เดอะสตาร์ (เปลี่ยนชื่อเป็น นภัทร) พิธีกรสาวประเภทสองคนดัง นักข่าวบันเทิงช่อง 5 เฮเลน ปวรา ก็มาขอให้ยกเครื่องเรื่องชื่อ รายนี้เขียนคำว่า “รวย” หรือ น้องมิ้นท์ณัฐวรา วงศ์วาสนา และ น้องเนยโชติกา วงศ์วิลาศ เป็นต้น

เยอะแยะมากมายเพียงใด เอาเป็นว่าเด็กในค่ายของ เอ ศุภชัย ใช้บริการของโขมพัสตร์แทบทุกคนก็แล้วกัน

“เด็กของ เอ ศุภชัย เกือบทุกคนมาเปลี่ยนชื่อที่นี่ บางคนไม่ได้เปลี่ยนแต่ปรับเล็กน้อย หรือบางคนชื่อดีอยู่แล้ว ก็ไม่ได้ปรับอะไร แต่ทั้งหมดสลักชื่อลงยันต์ดอกบัว ส่วนใหญ่จะสลักทับด้วยคำว่า ‘เด่นดัง’ เป็นการเอาเคล็ดสำหรับคนบันเทิงที่จะได้เด่นดีมีชื่อเสียง เล่นหนังละครโด่งดังประสบความสำเร็จ” โขมพัสตร์ เล่า

อดีตดาราภาพยนตร์ เล่าว่า เด็กใหม่ได้มาส่วนใหญ่ เอจะพามาด้วยตัวเอง เพื่อให้เธอดูรูปร่างลักษณะประกอบการเปลี่ยนชื่อ เพิ่งมาช่วงหลังที่เริ่มไม่ค่อยได้พามาด้วยตัวเองแล้ว แต่จะใช้วิธีโทรศัพท์มาเล่ารูปพรรณสัณฐาน หรืออุปนิสัยใจคอ วันเวลาเกิด เป็นต้น รวบรวมหลายๆ คนก็ทำพิธีเสียคราวหนึ่ง การเปลี่ยนชื่อนี้ไม่ใช่แค่สลักคำเด่นดังทับชื่อแล้วก็เสร็จ จะให้ยันต์ปะทุพลังขึ้นมาได้ อยู่ที่คนลงยันต์เป็นสำคัญด้วย โดยส่วนตัวของเธอแล้ว จะใช้พลังจักราเพื่อรวมศูนย์และพลังเป็นหนึ่ง เรื่องของจิตศาสตร์ถูกนำมาใช้มาก เพราะการเปลี่ยนชื่อเป็นการใช้จิตในลักษณะของคำสั่งเชิงบังคับ

“เพราะต้องใช้กำลังของจิตเหนี่ยวนำพลังจักรวาล เพื่อส่งผ่านสู่ตัวเจ้าของชื่อ”

การเปลี่ยนชื่อ พิธีกรรมจบลงด้วยการปิดทองที่แผ่นยันต์จำลอง ซึ่งเป็นแผ่นกระดาษแข็งที่ลงลายยันต์และคำ “โอม” สำเร็จไว้แล้ว สะดวกต่อการพกพา หรือในรายที่ไม่ถนัดพก จะยกขึ้นไว้บูชาที่บ้านเป็นสิริมงคลก็ได้ ก่อนจะจากกันไป โขมพัสตร์สรุปเรื่องของเธอเองว่า เป็นเรื่องที่ต้องใช้วิจารณญาณ แต่อย่างน้อยก็เป็นเครื่องสนับสนุนกำลังใจ จากประสบการณ์แล้ว คนที่ได้รับการเปลี่ยนชื่อ หรือทำพิธีสลักชื่อในยันต์ทิเบตนี้ ส่วนใหญ่มีชีวิตที่ดีขึ้น ชีวิตเปลี่ยนไปดี เปลี่ยนไปร่ำรวย ตรงตามตัวอักษรของคำแห่งปรารถนาที่นำมาสลักทับบนชื่อจริง ๆ

อย่าง ใหม่ ดาวิกา เมื่อเปลี่ยนชื่อก็ได้รับบทนางเอกในมาหยารัศมีทันที หรืออย่าง ปวรา ซึ่งฐานะค่อยๆ ขยับขยายขึ้นมาปุ๊บปั๊บ จะเป็นด้วยชื่อหรือไม่ โขมพัสตร์ให้น้ำหนักกับกำลังของใจ ที่เหมือนได้ทะลุด่านของความรู้ตัว หรือความต้องการของตัวเอง ซึ่งเมื่อรู้แท้แก่ใจตนแล้วไม่ว่าใครก็สามารถมุ่งมั่นทุ่มเท จนไปถึงเป้าหมายแห่งความสำเร็จ นอกจาก “เด่นดัง” หรือ “ร่ำรวย” ยังมีคำอื่นๆ ที่นิยม เช่น แข็งแรง ลาภผล เรียนดี ฯลฯ

ปัจจุบันโขมพัสตร์ยังรับเล่นภาพยนตร์อยู่บ้าง ในบทที่เลือกแล้วว่าท้าทายตัวเอง แต่บทบาทหลักคงทุ่มไปที่การศึกษาในศาสตร์ลึกลับ ได้แก่ จิตศาสตร์ และพลังแห่งจิตใต้สำนึก ทุกวันนี้สนุกกับการสอนและทำรายการเคเบิลทีวีของตัวเอง

เอเชียสะดุดพิษยุโรป ส่งออกส่อชะงักยาว

เอเชียสะดุดพิษยุโรป ส่งออกส่อชะงักยาว

  • 03 กรกฎาคม 2555 เวลา 07:30 น.

โดย…นันทิยา วรเพชรายุทธ

แม้จะเจอกับภาวะตลาดหุ้นผันผวน ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ราคาตกต่ำ และมาล่าสุดกับภาวะกระแสทุนต่างชาติที่กำลังหลั่งไหลออกจากหลายประเทศในเอเชีย ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ทว่าทั้งหมดนี้ก็ยังเป็นเพียงผลกระทบของวิกฤตการณ์หนี้ยุโรปแค่ด้าน “ตลาดทุน” ที่ยังถือเป็นเรื่องไกลตัวคนส่วนใหญ่ ที่ไม่ได้มีเงินเย็นไปเก็งกำไรหุ้นกับทองคำ และมองว่าผลกระทบยุโรปยังเป็นเรื่องที่ไกลตัว

ทว่าล่าสุด ผลพวงของวิกฤตหนี้ยุโรปที่อยู่ห่างจากเอเชียไปกว่า 7,000 กิโลเมตร กำลังเริ่มก่อให้เกิดผลกระทบที่น่าวิตกในวงกว้าง เพราะเริ่มสะเทือนไปยังภาคการผลิตและการส่งออกที่ถือกันว่าเป็น “ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง” โดยขยายตัวไปทั่ว 5 บิ๊กเขตเศรษฐกิจแห่งเอเชีย ตั้งแต่ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ซึ่งล้วนแล้วแต่ยังพึ่งพา “การผลิตและการส่งออก” เป็นโมเดลหลักขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

และที่สำคัญ ผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออกในกลุ่มประเทศเอเชีย ยังมีแนวโน้มลุกลามต่อเนื่องไปจนตลอดครึ่งปีหลังในปี 2555 นี้ด้วย

โรงงานผลิตสินค้าราคาถูกของโลกอย่าง “จีน” นับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด แม้จะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา หลังสถานการณ์หนี้ยุโรปทวีความรุนแรงขึ้น ทว่าทางการจีนก็ไม่อาจยื้อแรงฉุดได้ จากการเปิดเผยของธนาคารเอชเอสบีซี พบว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ในเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นมาตรวัดภาคการผลิตที่สำคัญได้หดตัวลดลงมาอยู่ระดับต่ำที่สุดในรอบ 7 เดือน ที่ 48.2 จาก 48.4 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากยอดคำสั่งซื้อใหม่ในเดือน มิ.ย. ที่หดตัวลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ม.ค. จนลงมาอยู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 ปี

หมายความว่า นอกจากจะเป็นตัวเลขการผลิตที่น้อยที่สุดของปีนี้แล้ว การผลิตของจีนยังลดลงติดต่อกันทุกเดือนมาตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2554 ท่ามกลางยอดการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2552

สำนักข่าวบลูมเบิร์กได้รายงานความเห็นของบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่หลายแห่งที่มีฐานการผลิตในจีน อาทิ ไนกี้ แมคโดนัลด์ ไปจนถึงแคเทอพิลลาร์ ส่วนใหญ่ต่างก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศทางเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง อาทิ ไนกี้ ซึ่งเปิดเผยว่า บริษัทมีสินค้าคงค้างอยู่ในจีนมากเกินไป

ปัจจัยลบต่อภาคเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของจีน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบไลต์สวีต ในตลาดไนเมกซ์ สหรัฐ ปรับตัวดิ่งลงทันทีถึง 1.32 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ระดับ 83.64 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในการซื้อขายเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 2 ก.ค. อีกด้วย เนื่องจากจีนเป็นฐานการผลิตสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของโลก จึงอาจส่งผลให้แนวโน้มการใช้น้ำมันลดลงตาม

สถานการณ์ด้านลบของภาคการส่งออกยังขยายวงไปถึงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกันด้วย เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งดัชนีพีเอ็มไอก็เข้าสู่ภาวะหดตัวลง หรือภาวะที่อยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ลงมา โดยพบว่าดัชนีพีเอ็มไอในเดือน มิ.ย. ลงมาอยู่ที่ระดับ 49.9 ท่ามกลางยอดคำสั่งซื้อใหม่ที่ลดลงมาอยู่ที่ 47.5 หรือเป็นการหดตัวลงแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. ทั้งที่เศรษฐกิจเพิ่งจะฟื้นตัวจากสึนามิได้ในไตรมาสแรกของปีนี้ กับจีดีพีที่ขยายตัวได้ 1.2%

ความถดถอยล่าสุดของญี่ปุ่นนั้น นับเป็นสัญญาณต่อเนื่องมาจากช่วงต้นไตรมาส 2 เมื่อตัวเลขผลผลิตภาคโรงงานในเดือน พ.ค. ลดลงมาอยู่ที่ 3.1% เนื่องจากความต้องการสินค้าจากฝั่งยุโรปที่ปรับตัวลดลง และเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง

ทางด้าน “อินเดีย” นั้น มีการเปิดเผยตัวเลขล่าสุดว่าการส่งออกเดือน พ.ค. ปรับตัวลดลงถึง 4.16% มาอยู่ที่ 2.568 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.13 แสนล้านบาท) ท่ามกลางการขาดดุลการค้าที่พุ่งไปถึง 1.63 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.16 แสนล้านบาท) โดยส่วนใหญ่เป็นการขาดดุลจากการนำเข้าพลังงานที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่ตัวเลขการส่งออกในเดือน พ.ค. ของ “ไต้หวัน” นั้น ก็หดตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่สามแล้ว อยู่ที่ 3.04% ขณะที่ทางการไต้หวันเตือนว่าการส่งออกอาจหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ในเดือน มิ.ย. หลังจากที่พบว่ายอดการส่งออกในปีนี้หดตัวลดลงจากปีที่แล้วราว 1.5%

ตัวเลขเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของไต้หวันสอดคล้องกับการเปิดเผยผลสำรวจความเห็นภาคธุรกิจของบรรดาบริษัทขนาดใหญ่ในไต้หวันเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่ต่างมองแนวโน้มว่าจะย่ำแย่ลง โดยระบุว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจคือปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด

สำหรับ “เกาหลีใต้” นั้น แม้จะต่างออกไปตรงที่ยอดการส่งออกเดือน มิ.ย. ปรับตัวสูงขึ้น 1.3% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ทว่าก็เป็นเพราะปัจจัยสนับสนุนหลักจากเงินวอนที่อ่อนค่าลงมาถึง 6% ตลอดช่วง 12 เดือนมานี้

ถึงกระนั้น แนวโน้มของเกาหลีใต้ก็ไม่อาจทัดทานผลกระทบจากวิกฤตการณ์หนี้ยุโรปที่กำลังส่งปัจจัยลบไปทั่วภูมิภาคเอเชียได้ และส่งผลให้รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องปรับลดตัวเลขคาดการณ์การส่งออกของปี 2555 ลงมา “อย่างรุนแรง” อยู่ที่ 3.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 6.7% พร้อมยังได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ลงมาอยู่ที่ระดับ 3.3% จากคาดการณ์เดิมเมื่อ 6 เดือนก่อนที่ 3.7%

ความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้ ยังสะท้อนได้จากการประกาศอัดฉีดงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ภายใต้วงเงิน 8.5 ล้านล้านวอน (ราว 2.35 แสนล้านบาท) เพื่อสร้างภูมิต้านทานจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาในฝั่งตะวันตก และยังมีแนวโน้มสูงด้วยว่าธนาคารกลางเกาหลีใต้ (บีโอเค) อาจตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในระหว่างการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินในวันที่ 12 ก.ค. จากอัตราปัจจุบันที่ 3.25%

แน่นอนว่า การสร้างภูมิต้านทานด้วยการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งทางด้านการเงินหรือการคลังเช่นนี้ อาจจะมีตามมาอีกเป็นระลอกในช่วงครึ่งหลังของปี 2555 เพื่อไม่ให้ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับการจ้างงานและภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ต้องสะดุดหรือผันผวนอย่างหนักไปตามทิศทางของตลาดทุนเช่นที่เห็นมาแล้วตลอดครึ่งแรกของปีนี้

เพราะผลผลิต สินค้า บริการ การจ้างงาน และรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ที่ยังต้องพึ่งการผลิตและส่งออกนั้น ไม่ใช่สิ่งที่สามารถเดิมพันกันได้ง่ายๆ เหมือนการเก็งกำไรในตลาดทุน

โถม’ลงทุน’ต้องกล้าถอย’ประชานิยม’

โถม’ลงทุน’ต้องกล้าถอย’ประชานิยม’

  • 03 กรกฎาคม 2555 เวลา 07:36 น.

โดย…จตุพล สันตะกิจ

บรรยากาศค่ำคืนวันที่ 28 มิ.ย. หลังการเสวนา “โอกาสและอุปสรรคกับอนาคตประเทศไทย” กิตติรัตน์ ณ ระนองรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง จุดประเด็นการออก พ.ร.บ.กู้เงิน 1.62 ล้านล้านบาท ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานประเทศระยะ 7 ปี

จากนั้น “1 ศิษย์ 1 อาจารย์” กิตติรัตน์ และ “ดร.โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) นั่ง “ดื่มด่ำ” พูดคุย “ถักทอฝัน” การสร้างอนาคตประเทศนานนับชั่วโมง

แผนลงทุนสร้างอนาคตประเทศ 2.27 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น 5 ด้าน คือ ขนส่ง พลังงาน สื่อสาร สาธารณูปโภค และอื่นๆ โดยเฉพาะเงินลงทุนอย่างน้อย 1.8 ล้านล้านบาท ถูกทุ่มเทไปกับการลงทุนระบบโลจิสติกส์และการขนส่ง ประกอบด้วย รถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง รถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ สนามบิน ขยายท่าเรือน้ำลึก และโทรศัพท์ 3จี เป็นต้น

ส่วนแผนการหาแหล่งเงินลงทุน เริ่มต้นเดิมทีกำหนดว่าจะมาจากแหล่งเงินงบประมาณ 1,136,371 ล้านบาท เงินรายได้รัฐวิสาหกิจและเงินกู้ 721,528 ล้านบาท และการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน 412,186 ล้านบาท

ทว่า วันนี้แผนที่คิดไว้เปลี่ยนไป การพึ่งพาแหล่งเงินงบประมาณถูก “ตัด” ออกจากแผนการเงิน กลายเป็นการออก พ.ร.บ.กู้เงินไม่น้อยกว่า 1.6-2 ล้านล้านบาท แทน

กิตติรัตน์ ระบุว่า เหตุผลที่ต้องออกเป็น พ.ร.บ.กู้เงิน ว่าต้องการทำให้งบประมาณประจำปีเป็น “งบสมดุล” เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาขาดดุลเรื้อรังจนสร้างความไม่เชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจ

“การกู้เงินนอกงบประมาณเป็นการซุกการขาดดุล แต่ก็เป็นแนวทางหนึ่งในการรวมโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มาพิจารณาพร้อมกันในทีเดียว ไม่ต้องไปซุกไว้ในงบประมาณประจำปีที่ไม่รู้ว่ามีการทำโครงการอะไรบ้าง”

เป็นการยอมรับกันโต้งๆ เลยว่า กิตติรัตน์มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่หาแหล่งเงินลงทุนสร้างประเทศ โดยไม่แตะต้องเงินงบประมาณประจำปี

เมื่อพลิกไปเอกสารงบประมาณประจำปี 2555 และร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2556 ที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว จะพบว่างบประมาณหลักๆ ถูกสูบไปใช้ภารกิจที่เป็นงบประจำในสัดส่วนที่สูงเกือบ 80%

ส่วนงบลงทุนปี 2556 รายจ่ายลงทุนมีจำนวน 448,938.8 ล้านบาท คิดเป็น 18.7% ของวงเงินงบประมาณ จากงบปี 2555 สัดส่วนงบลงทุนอยู่ที่ 18.4% ของงบประมาณ

การดึงงบประมาณปกติมาลงทุน จึงเป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง

ในขณะที่งบหลายแสนล้านบาทถูกทุ่มเทไปกับโครงการประชานิยมต่างๆ เช่น โครงการพักหนี้ดี 3 ปี รัฐบาลต้องชดเชย 3.6 หมื่นล้านบาท โครงการเอสเอ็มแอล 3 หมื่นล้านบาทต่อปี และเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านอีก 8 หมื่นล้านบาท เป็นต้น ต่างเป็นการปั๊มเข้าระบบและเกิดการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น

รัฐบาลตั้งหวังให้ “เงิน” เป็นแรงขับดันเกิดกระบวนการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน

แต่ไม่มีสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่า เหล่านี้สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในภาพรวม ขณะที่หนี้สินครัวเรือนไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่เท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นอีก ซ้ำร้ายกลับทำให้ชาวบ้านอ่อนแอ แบมือขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลเรื่อยไปและไม่มีที่สิ้นสุด ท้ายที่สุดก็ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว

หรือโครงการทำประชาให้ “นิยม” และมีความสุขจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ด 1.5 หมื่นบาท แลกกับการซุกหนี้นอกงบประมาณไว้กับธนาคารของรัฐที่ขณะนี้มีไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาทแล้ว และจะย้อนกลับมาเป็นภาระให้ประเทศต้องชดใช้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

เช่นเดียวกับโครงการรถยนต์คันแรกที่จูงใจให้คนซื้อรถคันแรก หรือ “ปัจจัยที่ 6” แลกกับการคืนเงินแสน รัฐบาลตั้งเป้ามีผู้เข้าโครงการ 5 แสนคน ตั้งงบคืนเงินภาษี 3 หมื่นล้านบาท ในปี 2556

แต่ต้องไม่ลืมว่า คนอย่างน้อย 3-4 แสนคน ไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง เมื่อซื้อรถเงินผ่อนก็ต้องมีภาระการผ่อนชำระหนี้เดือนละไม่ต่ำกว่า 8,000-1 หมื่นบาท สำหรับรถป้ายแดงในเวลา 4-5 ปี ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจบีบรัดจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างมาก อันเป็นผลสะท้อนมาจากนโยบายกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ

ดังนั้น หนทางเดียวที่รัฐบาลจะได้เงินมาลงทุน คือ การกู้และกู้

ไม่มีใครปฏิเสธว่า ยามที่เศรษฐกิจภายนอกปั่นป่วนและบ่ายหน้าเข้าสู่หายนะ การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อ การลงทุนในประเทศ ซึ่งรัฐบาลต้องเป็นหัวเรือใหญ่และยอมสร้างหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับจีดีพี ทำให้ประเทศต้องชดใช้หนี้และดอกเบี้ยไปอีกหลายสิบปี

อย่างไรก็ตาม มีข้อคิดที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญไม่แพ้การ “กล้า” ตัดสินใจลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่นที่กิตติรัตน์ บอกว่า อุปสรรคการลงทุนไม่ได้อยู่ที่การสร้าง แต่เกิดจากการไม่กล้าคิดหรือไม่เข้าใจว่าประเทศมีปัญหา พร้อมระบุว่า สภาพคล่องในระบบที่มีสูงถึง 3.5 ล้านล้านบาท การกู้เงินลงทุนจึงไม่ใช่ปัญหา

แต่อย่าลืมว่า หลายโครงการที่รัฐบาลทุ่มเททรัพยากรลงไป แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ก็มีให้เห็นกันดาษดื่น เช่น เสาโฮปเวลล์ บ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน และสนามบินร้างในจังหวัดต่างๆ ล่าสุดโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ที่สร้างเสร็จแล้วแต่ยังใช้ไม่ได้ เพราะสถานีกลางไม่เสร็จต้องรออีก 2 ปี จึงต้องนำรถไฟมาวิ่งแทนรถไฟฟ้า

ได้ฟังอย่างนี้แล้วน่าอดสู และยังสะท้อนให้เห็นความด้อยประสิทธิภาพของ “ฝ่ายปฏิบัติ”

รัฐบาลจะรับรองได้หรือไม่ว่า จะไม่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้กับโครงการลงทุน 2.27 ล้านล้านบาท และถ้าจัดการไม่ได้ก็น่าห่วงยิ่ง

อีกทั้งหากจำกันได้ วิกฤตหนี้ยุโรปมีจุดเริ่มต้นจากหนี้รัฐบาลกรีซที่ก่อหนี้เพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภครับการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิก กระทั่งฐานะประเทศบักโกรก สิ่งปลูกสร้างที่ลงทุนไปนั้นก็ไม่เกิดผลตอบแทนใดๆ การใช้จ่ายเกินตัวบวกกับพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข่งขันไม่ได้ ที่สุดประเทศก็ล้มละลาย เกิดความวุ่นวายทั้งประเทศ

ที่สำคัญรัฐบาลต้องไม่ลืมการลงทุนพัฒนาคนที่ถือเป็นหัวใจการพัฒนา

แต่ยามนี้กลับถูกละเลยอย่างน่าใจหาย เพราะเดือน พ.ค. ยอดคนตกงานที่จบระดับปริญญาตรีสูง 1.52 แสนคน จากคนว่างงานทั้งหมด 3.59 แสนคน เพิ่มขึ้น 7.7 หมื่นคน เทียบกับเดือน พ.ค.ปีที่แล้ว ในขณะที่รัฐบาลมุ่งเน้นลงทุนอิฐหินปูนทรายและหว่านนโยบายประชานิยมเป็นพื้น

หากรัฐบาลตั้งใจจริงที่จะลงทุนโครงการยักษ์หลายล้านล้านบาท โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาคเพื่อรองรับการเติบโตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมีความจำเป็น คงไม่ใช่แค่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างเดียว แต่ต้องคิดว่าทำอย่างไรให้เพื่อนบ้านมาใช้เส้นทางที่เราลงทุนด้วย

นอกจากนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องคิดคู่ขนานกัน คือ การทบทวนและกล้า “ถอย” โครงการประชานิยมที่กระตุ้นกำลังซื้อแบบฉาบฉวย ไม่สร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างภาระให้กับประเทศระยะยาว

เช่น โครงการรับจำนำข้าวเปลือก 1.5 หมื่นบาท ที่รัฐบาลเป็นเจ้ามือใหญ่แบกซื้อข้าวทั้งประเทศเพื่อรอขายข้าวในโอกาสที่ทั่วโลกไม่มีข้าวขายแล้ว หรือเกิดภัยพิบัติทุกหัวระแหง

แต่นั่นก็ไม่ต่างกับการนำอนาคตของประเทศไปฝากไว้กับ “ฟ้าฝน” ไม่ต่างกับชาวนาในอดีตที่พึ่งฟ้าพลอยฝนคอยความหวัง สุดท้ายก็เหลือแต่ “หนี้กับซังข้าว”

เหล่านี้ล้วนต้องการสะท้อนว่า ได้เวลาที่รัฐบาลต้อง “ถอย” นโยบายประชานิยม หากจะเดินหน้าลงทุนพลิกประเทศตามที่ฝัน

เปิดพยานแก้รธน.ด่านแรก…เพื่อไทยสยิว

เปิดพยานแก้รธน.ด่านแรก…เพื่อไทยสยิว

  • 03 กรกฎาคม 2555 เวลา 07:43 น.

โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

ตลอดทั้งสัปดาห์นี้คงจะไม่มีเรื่องไหนร้อนเท่ากับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยศาลรัฐธรรมนูญเตรียมเปิดบัลลังก์ไต่สวนคำร้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ระหว่างวันที่ 5-6 ก.ค.นี้ เรียกได้ว่าถนนทุกสายมุ่งสู่ศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง

ตามขั้นตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ มีดังนี้

วันที่ 5 ก.ค. ฝ่ายผู้ร้อง ประกอบด้วย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สว.สรรหา วันธงชัย ชำนาญกิจ วิรัตน์ กัลยาศิริ สส.สงขลา วรินทร์ เทียมจรัส อดีต สว.สรรหา และ บวร ยสินทร เครือข่ายราษฎรอาสาปกป้องสถาบัน จะแถลงคดีด้วยวาจาและนำพยานฝ่ายตัวเองมาให้ข้อมูลต่อศาลรัฐธรรมนูญ

วันที่ 6 ก.ค. เป็นคิวของผู้ถูกร้อง ได้แก่ ประธานรัฐสภา คณะรัฐมนตรี สุนัย จุลพงศธร สส.พรรคเพื่อไทย และ ภราดร ปริศนานันทกุล สส.พรรคชาติไทยพัฒนา จะใช้สิทธิแถลงคดีด้วยวาจาและนำพยานมาหักล้างข้อกล่าวหา

ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่พยานของผู้ร้อง ซึ่งล้วนเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับปี 2540 และ 2550 แทบทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็น สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สว.สรรหา อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 2550 ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ อดีต ส.ส.ร.50 สมคิด เลิศไพฑูรย์ อดีต ส.ส.ร.40 และเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 และ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี และประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งรายหลังสุดได้ขอถอนตัวไปแล้ว เพราะไม่ทราบเรื่อง

การเปิดรายชื่อพยานกลุ่มนี้ออกมาได้สร้างความหวั่นไหวให้กับพรรคเพื่อไทยไม่น้อย เพราะพรรคเพื่อไทยได้ปักใจเชื่อแล้วว่า คนกลุ่มนี้จะให้ข้อมูลชี้นำในระหว่างการพิจารณาคำร้องในชั้นศาลให้คล้อยตามว่า กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 ที่ได้พิจารณากันในรัฐสภาเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว จนเป็นเรื่องราวใหญ่โต เข้าข่ายล้มล้างการปกครองตามนัยมาตรา 68 จริง

ที่สำคัญบุคคลเหล่านี้ล้วนมีต้นทุนสูงในด้านการให้ความเห็นทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งสามารถแจกแจงและแสดงให้เห็นถึงจุดบกพร่องของการแก้ไขมาตรา 291 ได้ทั้งระบบ

สุรชัย เป็นบุคคลที่ออกมาเปิดประเด็นให้สังคมทราบถึงเจตนารมณ์มาตรา 68 ว่าประชาชนมีสิทธิในการยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ โดยการอ้างอิงบันทึกการประชุม ส.ส.ร. 2540 และ 2550

ไพบูลย์ ก่อนมาดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในปัจจุบันนั้น ในอดีตเคยนั่งตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

แน่นอนว่า ย่อมเข้าใจกระบวนการรับคำร้องและวิธีการวินิจฉัยคดีเป็นอย่างดี ทำให้เป็นคีย์แมนสำคัญอีกรายที่จะมาย้ำถึงความชอบธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อหักล้างข้อกล่าวหาของผู้ถูกร้องว่า ผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องให้ศาลโดยตรง

สมคิด อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผลงานด้านรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นที่ยอมรับจากสังคมอย่างสูง โดยเคยเป็นผู้ช่วยเลขานุการ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 2540 และเลขานุการ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550

การเข้ามาเป็นหนึ่งในบัญชีพยานของฝ่ายผู้ร้องของอาจารย์สมคิด มีผลต่อการชี้ขาดว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 จะผ่านด่านศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ หลังจากอดีตนายกฯ อานันท์ ได้ขอถอนตัวจากการเป็นพยาน ซึ่งล่าสุดนักวิชาการด้านรัฐธรรมนูญรายนี้ได้ออกแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าวแล้ว

“ในฐานะที่ผมเป็นเลขานุการ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 จำได้ว่า กมธ.ยกร่างได้มีการพูดถึงเจตนารมณ์ในการยกร่างมาตรา 291 โดยไม่ต้องการให้มีการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จึงกำหนดข้อห้ามในการตั้ง ส.ส.ร.เอาไว้ ซึ่งคงต้องไปดูข้อกฎหมายเพื่อไปชี้แจงต่อศาลต่อไป”

ขณะที่ฝ่ายเพื่อไทย ประกอบด้วย

ยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย รับผิดชอบในการให้ข้อมูลว่า เจตนาของพรรคเพื่อไทยต่อการเสนอร่างรัฐธรรมนูญเข้ารัฐสภา ไม่ได้ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นระบอบอื่น

โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภาและรองประธานศาลปกครอง ปัจจุบันเป็นมือกฎหมายสำคัญของพรรคเพื่อไทย ส่วนพิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทยทั้งในทางตรงและทางอ้อม แต่ต้องขึ้นศาลรัฐธรรมนูญในนามตัวแทนของส่วนราชการนิติบัญญัติ มีหน้าที่เป็นฝ่ายธุรการให้กับ กมธ.พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550

เทียบตัวพยานบุคคลแบบตัวต่อตัวแล้ว ต้องยอมรับว่าฝ่ายพรรคเพื่อไทยต้องเกิดความหนักใจแน่นอน เพราะในอดีตเคยมีบทเรียนมาแล้วว่า การให้ข้อมูลของฝ่ายพยานผู้ยื่นฟ้องสามารถเปลี่ยนจากผู้ชนะกลายเป็นผู้แพ้ได้ทันที

เหมือนกับที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ให้น้ำหนักกับข้อมูลของ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และ สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับการออก พ.ร.ก.แปลงสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ที่มีผลต่อการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จนนำมาสู่การยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ 4.6 หมื่นล้านบาท

“นับว่าพยานทั้งสองเป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องภาษีสรรพสามิต เพราะสถิตย์เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิตมาก่อน ส่วนสมเกียรติเป็นผู้ทำงานวิจัย ทั้งส่วนบุคคลและร่วมกับกลุ่มนักวิชาการมาเป็นเวลาถึง 14 ปี มีผลงานวิจัยมากกว่า 100 เรื่อง น่าเชื่อว่าพยานมีความรู้ในการเก็บภาษีสรรพสามิตเป็นอย่างดี…” ส่วนหนึ่งของคำพิพากษาศาลฎีกาฯ วันที่ 26 ก.พ. 2553 แสดงให้เห็นถึงการให้น้ำหนักในความเห็นของพยาน

ดังนั้น อย่าได้แปลกใจว่าทำไมการเดินหมากของพรรคเพื่อไทยในเวลานี้ถึงต้องทำลายความน่าเชื่อถือของพยานฝ่ายผู้ร้องทุกทาง โดยเฉพาะอาจารย์สมคิด ผ่านการใช้ข้อกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงทางอ้อมกับการรัฐประหาร 2549 เนื่องจากต้องการชี้นำสังคมให้เห็นว่า บุคคลเหล่านี้เป็นปฏิปักษ์กับพรรคเพื่อไทย หมายความว่าการให้ข้อมูลย่อมแฝงไปด้วยอคติด้วย

เป็นแผนเดิมที่พรรคเพื่อไทยเคยใช้ต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

‘​โรตี​ส​ไต​ล์พิซ​ซ่า​’​

http://www.dailynews.co.th/article/384/104730

วันอาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน 2553 เวลา 00:00 น.

สารพัดหน้า-ขายแปลก

โรตีมีขายหลากหลาย ปรับปรุงกันไปให้ร่วมสมัยหรือให้แปลกแหวกแนว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับใครจะหาไอเดียได้เด็ดขนาดไหน อาทิ โรตีไส้แกง โรตีไส้  กะเพรา ซึ่งเป็นแบบไทย ๆ หรือจะเป็นโรตีไส้กล้วยหอมราดหน้าด้วยช็อกโก แลต หรือสตรอเบอรี่ นี่ก็มีให้เห็น ส่วนจะ ขายได้-ขายดีแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับทำเล ฝีมือ รวมถึงการตั้งราคา และวันนี้ทีม   “ช่องทางทำกิน” ก็มีโรตีอีกแบบมาให้ลองพิจารณากัน เป็น “โรตีสไตล์พิซซ่า” ที่ก็น่าสนใจ…

วิเชียร ภูรีญาณสวัสดิ์  เจ้าของร้านโรตีพิซซ่า ย่านวัดชมภูเวก สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี เปิดขายมาระยะหนึ่งแล้ว และได้รับการตอบรับจากผู้ซื้อพอสมควรทีเดียว ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า ขายมาได้ 2 เดือนกว่า ซึ่งเท่ากับปีที่แล้วซึ่งก็ขายได้เพียงแค่ 2 เดือน หลังจากนั้นไปบวชอยู่ระยะหนึ่ง เมื่อสึกออกมาก็มาทำขายต่อ

“มาเช่าบ้านในซอยวัดชมพูเวก ซึ่งด้านในเป็นชุมชนมีคนอยู่กันมาก แรก ๆ ก็ขายในบ้าน ซึ่งก็ขายดี เพราะมีคนมาซื้อตลอด ต่อมาก็ออกมาขายข้างนอกบ้าง ซึ่งก็เป็นทำเลซึ่งไม่ไกลจากบ้านมากนัก ซึ่งผลตอบรับก็ดีทีเดียว สำหรับการขายในระยะแรก ๆ เพราะเราเพิ่งมาใหม่ได้ไม่นาน” วิเชียรกล่าว

ก่อนจะเล่าต่อไปว่า ไปดูวิธีทำโรตีมาจากร้านที่นครปฐม และนำมาประยุกต์เป็นสูตรของตนเอง โดยได้ไปจ้างอาบังที่ขายโรตีให้มาสอนวิธีสะบัดแผ่นแป้งโรตี ซึ่งกว่าจะชำนาญก็นานพอสมควร ส่วนที่พลิกแพลงทำเป็น “โรตี พิซซ่า” นั้น เพราะคิดว่าน่าจะแปลกดี ยังไม่มีแพร่หลายทั่วไปในตลาด

อุปกรณ์ขายโรตีนั้น เบื้องต้นลงทุนประมาณ 20,000 กว่าบาทขึ้นไป ซึ่งรวมค่ารถเข็น และอุปกรณ์จิปาถะต่าง ๆ มากมายหลายอย่าง ส่วนวัตถุดิบที่ใช้หลัก ๆ จะเป็นส่วนของแป้ง ไข่ไก่ และส่วนประกอบของหน้าโรตี อาทิ ไส้กรอก ปูอัด หมูหยอง ทูน่า ข้าวโพด ถั่วลันเตาต้ม ไข่เค็ม รวมไปถึงเครื่องโรยหน้า อย่างซอสพริก ซอสมะเขือเทศ มายองเนส ออริกาโน่ และพริกป่น ส่วนนี้ก็เป็นส่วนทุนที่จะต้องลงในแต่ละวัน

วิเชียรบอกว่า ถ้าขายโดยใช้แป้งโรตีประมาณ 100 ลูก จะใช้แป้งสาลีประมาณ 2 กก. นวดกับน้ำตาลทราย 2 ช้อนชา, เกลือ 2 ช้อนชา, นมสด 2 ช้อนโต๊ะ, ไข่ไก่ 2 ฟอง และโซดา 1 ซ้อนโต๊ะ (เพื่อให้แป้งนุ่ม) ซึ่งการนวดแป้งนั้นใช้วิธีการนวดด้วยมือให้เข้ากัน จากนั้นก็ปั้นเป็นลูก ๆ ขนาด 1 กำมือพอดี ๆ และคลุมด้วยผ้าขาวบางไว้ จะนำออกมาใช้ก็เวลาทำขายเท่านั้น ซึ่งใช้วิธีคลุมแป้งแบบนี้ก็ได้ ไม่ต้องหมักแป้งนาน ๆ ให้เสียเวลา

ส่วนหน้าโรตีพิซซ่านั้น หลัก ๆ จะมี 5 หน้า ได้แก่ โรตีพิซซ่า, โรตีพิซซ่าไข่เค็ม, โรตีซอนญ่า, โรตีพิซซ่าทูน่า, โรตีพิซซ่าหมูหยอง ราคาขายอยู่ที่ชุดละ 25-35 บาท

วิธีทำ เริ่มที่เตรียมกระทะ ตั้งน้ำมันพอร้อน จากนั้นนำแป้งมาสะบัดเป็นแผ่น จากนั้นนำลงทอดในกระทะ เตรียมไส้ด้วยการเตรียมภาชนะถ้วย   เล็ก ๆ ถ้าเป็น โรตีพิซซ่า ธรรมดา ไส้ด้านในจะเป็นไส้กรอกและไข่ไก่ตีรวมกัน, โรตีพิซซ่าไข่เค็ม จะเหมือนกับโรตีพิซซ่า แต่ต้องบี้ไข่เค็มส่วนไข่แดง   ลงไปด้วย แล้วตีรวมกัน, โรตีซอนญ่า ไส้จะเป็นส่วนผสมของถั่วลันเตาต้ม-ข้าวโพดต้ม-ปูอัด ตีผสมกับไข่ไก่ สำหรับ โรตีทูน่า มีส่วนผสมของเนื้อปลาทูน่า ถั่วลันเตาต้ม-ข้าวโพดต้ม ตีผสมกับไข่ไก่ และถ้าเป็น โรตีหมูหยอง จะเป็นการทอดแผ่นโรตีกรอบขึ้นมาก่อน เสร็จแล้ว   โรยหน้าด้วยหมูหยอง และแต่งหน้าอีกครั้งด้วยซอส พริกป่น และผงออริกาโน่

เมื่อทอดแผ่นโรตีแล้ว ให้ใส่ไส้ที่ตีรวมไว้แล้วลงไป พับปิดให้เรียบร้อย พลิกไปพลิกมาให้พอสุก หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ได้ประมาณ 16 ชิ้น เติมน้ำมันลงทอดโรตีให้เหลืองกรอบ เสร็จแล้วนำขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน

จากนั้นนำโรตีใส่ภาชนะขาย เรียงให้ดูเรียบร้อย ปรุงรสแต่งหน้าด้วยซอสพริก ซอสมะเขือเทศ มายองเนส ผงออริกาโน่ และพริกป่นตามลำดับ เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย ส่วนโรตีหมูหยองนั้นทำเหมือนกันเพียงแต่ไม่ต้องใส่ไส้ แต่มาโรยหน้าด้วยหมูหยองตอนท้ายก่อนที่เข้าขั้นตอนปรุงรสแต่งหน้า

วิเชียรบอกด้วยว่า ล่าสุดเพิ่งคิดค้น โรตีแหนม อีกสูตรหนึ่ง ซึ่งวิธีทำคล้ายกับโรตีพิซซ่า แต่เปลี่ยนจากไส้กรอกเป็นแหนมแทน และเพิ่มถั่วลันเตาและข้าวโพดลงไปด้วย ส่วนวิธีทำเหมือนกันทุกอย่าง ราคาก็  30 บาท

ใครสนใจ “โรตีพิซซ่า” ของวิเชียร เขาขายทุกวันตั้งแต่เวลาบ่าย 3 โมงเป็นต้นไป โดยร้านอยู่ที่ปากซอยวัดชมภูเวก (ซอยนนทบุรี 33) ย่านสนามบินน้ำ นนทบุรี หมายเลขโทรศัพท์ 08-5226-7124 หาร้านไม่เจอก็ลองโทรฯ ถามไถ่กันดู ซึ่งเจ้าตัวบอกมาด้วยว่า พร้อมจะสอนอาชีพนี้ให้สำหรับคนที่มีความตั้งใจจริง.

สุภารัตน์  ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน

‘​ส้ม​ตำ​เมนู​ใหม่​’​ไอ​เด​ีย​แปลก​ก็​แหวก​ตลาด​

http://www.dailynews.co.th/article/384/104569

วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน 2553 เวลา 00:00 น.

“ส้มตำ” หนึ่งในอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างมากในเมืองไทยนั้น แม้ที่ผ่านมาจะมีการแตกสูตรอย่างหลากหลาย แต่ก็ยังคงมีคนคิดทำสูตรใหม่ ๆ ออกมาอยู่เนือง ๆ รวมถึง “ส้มตำมาม่า” ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลอาชีพการขายส้มตำที่มีสูตรใหม่ ๆ เสนอลูกค้า มาแจกแจงให้ลองพิจารณากัน…

กุ้ง-เพ็ญศรี จันทวงค์ เจ้าของร้าน “ส้มตำใบตอง” เล่าว่า เพิ่งจะเปิดร้านขายส้มตำได้ประมาณ 4 เดือน ตอนแรกก็ทำหน้าที่เป็นแม่บ้านคอยเลี้ยงลูกอยู่บ้านเฉย ๆ แต่หลังจากที่ลูกเริ่มโตเข้าโรงเรียนแล้วก็มีเวลาว่างมากขึ้น อยู่บ้านเฉย ๆ ก็เบื่อ จึงมองหาอาชีพทำ เป็นการหารายได้ช่วยครอบครัวด้วย แล้วก็สรุปที่ขายส้มตำ

การทำส้มตำก็เป็นสิ่งที่ถนัด และก็คิดว่าส้มตำเป็นอาหารที่เป็นที่นิยมของคนทุกเพศทุกวัยทุกสาขาอาชีพ ยังไงก็ขายได้ และขายได้ตลอดทั้งปี น่าจะเป็นอาชีพที่สร้างรายได้เสริมให้ได้ จึงตัดสินใจเช่าหน้าร้านรับส่งไปรษณีย์ เปิดร้านขายส้มตำเล็ก ๆ โดยส้มตำที่อยากทำขายคือมีรสชาติเป็นอีสานบ้านเกิดของตนเอง

“การที่เราจะทำอะไร ก็จะต้องทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด ซึ่งเราเองก็ถนัดในเรื่องการตำส้มตำ เพราะปกติก็มักจะตำกินเองที่บ้านอยู่แล้ว และที่บ้านเคยขายส้มตำมาก่อน อีกทั้งตอนอยู่ต่างจังหวัดก็เคยไปช่วยรุ่นพี่ตำส้มตำขาย ก็พอจะมีฝีมือและเคล็ดลับการตำอยู่บ้าง จึงมาเปิดร้านส้มตำขาย” กุ้งกล่าว

และบอกต่อไปว่า ช่วงที่เปิดร้านแรก ๆ ก็มีลูกค้าน้อย เพราะเป็นร้านที่เปิดใหม่ ลูกค้าไม่กล้าลอง แต่พอหลัง ๆ ก็เริ่มมีลูกค้ามากขึ้น ซึ่งส้มตำยุคนี้มีร้านขายอยู่ทั่วไป ดังนั้น นอกจากเราจะต้องทำให้อร่อย รสชาติแซบถูกใจลูกค้าแล้ว เรายังจะต้องพยายามคิดค้นเมนูส้มตำใหม่ ๆ เพื่อเป็นการดึงดูดลูกค้าด้วย ซึ่งตนเองก็ทำเช่นนี้

อุปกรณ์ในการเปิดร้านขายส้มตำ กุ้งบอกว่า ก็จะเป็นอุปกรณ์เครื่องครัวทั่วไป อย่างพวกมีด เขียง ครก สาก โหลแก้ว จาน ช้อน-ส้อม เป็นต้น

“การลงทุนเปิดร้านส้มตำ ที่ร้านเป็นร้านเล็ก แต่ก็ลงทุนใหม่ ก็ต้องซื้อของใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ใหม่หมด รวมทั้งค่าเช่าร้าน ก็ใช้เงินลงทุนประมาณ 20,000 บาท แต่สำหรับคนที่มีอุปกรณ์เครื่องครัวอยู่บ้างแล้ว ก็คงจะไม่ต้องใช้เงินลงทุนสูงเท่านี้ ส่วนเงินทุนหมุนเวียนที่ร้านใช้วันละประมาณ 1,000 กว่าบาท”

“ส้มตำมาม่า” เป็นหนึ่งในส้มตำเมนูใหม่ของร้านนี้ ซึ่งกุ้งบอกว่าวัตถุดิบและเครื่องปรุงที่ใช้ทำก็ใช้เหมือนที่ทำส้มตำทั่วไป อย่างมะละกอดิบ, กระเทียม, พริกแห้ง, พริกขี้หนู, มะเขือเทศ, ถั่วลิสงคั่ว, ถั่วฝักยาวหั่น, น้ำปลา, กุ้งแห้ง, น้ำมะนาว, น้ำมะขามเปียก, น้ำตาลปี๊บ

ที่เพิ่มขึ้นมาก็คือ เส้นมาม่าลวก, หน่อไม้, ผักดอง, ถั่วงอก, หมูยอ, ผักกระเฉด

ขั้นตอนการทำ ก็เริ่มจากการนำพริกแห้ง พริกสด กระเทียม ใส่ลงไปในครกตำให้พอแตก ใส่น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา น้ำมะนาว น้ำมะขามเปียกลงไป ทำการคลุกเข้าให้เข้ากันจนน้ำตาลปี๊บละลาย จากนั้นก็ใส่พวกมะเขือเทศ ถั่วลิสง ถั่วฝักยาว กุ้งแห้ง แล้วตำให้เข้ากัน ใส่มะละกอที่สับเป็นเส้นลงไปเล็กน้อย ทำการตำเบา ๆ 2-3 ที

ขั้นตอนนี้อย่าตำมากไป เพื่อไม่ให้มะละกอเละเกินไป จากนั้นก็ใส่เส้นมาม่าลวกลงไป ตามด้วยถั่วงอก ผักดอง หน่อไม้ ผักกระเฉด หมูยอ ทั้งหมดหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่ตามลงไปในครก ไม่ต้องตำ เพราะจะทำให้เละไม่น่ารับประทาน แค่ใช้ทัพพีทำการคลุกเคล้าให้เข้ากัน เท่านี้ก็เตรียมแซบได้เลย

ถ้าจะทำส้มตำมาม่า-ปลาร้า ก็ใส่น้ำปลาร้าผสมลงไปด้วย ก็จะได้เป็นส้มตำมาม่า-ปลาร้า แต่ถ้าใส่น้ำปลาร้าจะต้องลดน้ำปลาลง ไม่เช่นนั้นจะทำให้รสชาติส้มตำเค็มเกินไป

ที่ร้านนี้ยังมีเมนู “ส้มตำทะเล” วิธีทำก็คล้ายที่ว่ามา เพียงแต่เปลี่ยนวัตถุดิบจากมาม่าเป็นขนมจีน และใส่กุ้งสดลวก ปลาหมึกสดลวก ลงไปด้วย นอกจากนี้ยังมีเมนู “ส้มตำผักรวม” ซึ่งก็จะใส่เส้นขนมจีน และใส่ผักบุ้งลวก กะหล่ำปลีลวก และผักคันจองลวก ลงไปด้วย

นอกจากเมนูส้มตำทั่วไป อย่างส้มตำไทย ส้มตำปู ส้มตำปลาร้า ส้มตำปู-ปลาร้า ส้มตำผลไม้ ส้มตำซั่ว ส้มตำป่า พอมีเมนูใหม่ ๆ อย่างส้มตำมาม่า ส้มตำทะเล ส้มตำผักรวม และรวมถึงส้มตำแคบหมู เพิ่มเข้ามาให้ลูกค้าได้เลือกแซบอีก ร้านของกุ้งก็มีลูกค้าติดใจมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยราคาขายส้มตำอยู่ที่ครกละ 20-35 บาท

ร้านส้มตำของกุ้ง-เพ็ญศรี อยู่ที่ย่านบางปู จ.สมุทรปราการ เข้าในซอยบางปูนคร ร้านตั้งอยู่หน้าร้านรับส่งไปรษณีย์ข้างโลตัสเอ็กเพรส ร้านเปิดตั้งแต่ 06.00-21.00 น. เบอร์โทรศัพท์คือ 08-6664-8774 ร้านนี้แม้เป็นร้านเล็ก ๆ ไม่ค่อยมีที่นั่ง เน้นขายใส่ถุง แต่มี “ส้มตำเมนูใหม่ ๆ” ก็ทำเงินได้อย่างน่าสนใจไม่น้อย.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน

‘​ขาย​ชุด​สังฆ​ทาน​’​

http://www.dailynews.co.th/article/384/102579

วันอาทิตย์ที่ 20 มิถุนายน 2553 เวลา 00:00 น.

รูปแบบใหม่-ได้ใช้จริง

‘เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ คนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ “ขายเครื่องสังฆภัณฑ์” จึงเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าพิจารณา ซึ่งก็ทำได้หลายรูปแบบ และวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีมาแนะนำกันอีกแบบหนึ่ง.

นะริศธิ์ ชูศรี  เป็นหัวเรือใหญ่ธุรกิจ “ชุดสังฆทานรูปแบบใหม่” ในชื่อ   “สายธารบุญ” ปรับโฉมสังฆทานให้ใช้ประโยชน์ได้จริง โดยเจ้าตัวเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้ว่า เพราะศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงชอบเข้าวัดทำบุญเป็นประจำ ทำให้สังเกตเห็นว่าคนที่ไปทำบุญถวายสังฆทานมักเลือกซื้อชุดสังฆทานที่เป็นถังสีเหลือง ๆ ซึ่งข้าวของเครื่องใช้ที่บรรจุอยู่ภายในนั้นมักใช้ประโยชน์ไม่ได้เต็มที่ บางอย่างหมดอายุ บางอย่างเป็นสิ่งไม่จำเป็น และบางอย่างไม่เหมาะสมกับพระภิกษุสงฆ์ ด้วยความคุ้นเคยกับพระสงฆ์ในวัดจึงสอบถามว่าของแบบไหนจำเป็นกับพระสงฆ์ ของแบบไหนที่พระสงฆ์ใช้ได้ ไม่ขัดกับพระธรรมวินัย และก็กลายเป็นอาชีพ

“มีผู้ใหญ่ที่นับถือแนะนำด้วยว่าให้ทำพวกข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับพระสงฆ์ เช่น ซองแว่นตา ซองช้อนส้อม เป็นต้น ให้ทำไปถวายพระ พระท่านชอบ คนที่เห็นก็ชม ผมก็เกิดปิ้งไอเดีย จึงไปปรึกษากับ คุณวรรณา จันทร์อุดม หรือ ทนายจอย ซึ่งอยู่หมู่บ้านเดียวกัน มาช่วยกันคิด ช่วยกันทำตรงนี้”

หลังจากนั้นก็เริ่มเดินหน้าสานต่อก่อเกิดขึ้นเป็นธุรกิจ มีการเชิญชวนบรรดาแม่บ้านในชุมชนมาร่วม มาช่วยกันออกความเห็นและแบ่งงานกันทำตามความถนัด เป็นการเสริมรายได้จุนเจือครอบครัว ซึ่งเมื่อมีทีมงานเรียบร้อยแล้วขั้นตอนต่อไปคือหาวัตถุดิบ ประเภทผ้า เพื่อนำมาตัดเย็บเป็นของใช้จำเป็นสำหรับพระภิกษุ โดยรูปแบบจะเน้นความเรียบง่ายเป็นหลัก เพราะการทำของใช้เกี่ยวกับพระถ้าทำให้เหมือนของใช้ทั่วไปจะไม่เหมาะ

“ใช้เวลาอยู่นานเหมือนกันกว่าจะมาลงตัวที่ชุดสังฆทานปัจจุบัน ที่ผมให้คำจำกัดความเพื่อให้ลูกค้าจำง่ายคือ สังฆทานอินเทรนด์ สังฆทานรูปแบบใหม่ ไม่มีวันหมดอายุ ไม่มีการนำเครื่องบริโภคมาบรรจุไว้เลย แต่เป็นการรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ โดย ชุดสังฆทานอเนกประสงค์ จะประกอบด้วย กระเป๋าอเนกประสงค์, ซองใส่ช้อนและส้อม, ซองใส่แว่นตา, ผ้ารับประเคน, ผ้าเช็ดปาก, ดอกบัวทอง 3 ดอก ซึ่งทุกชิ้นจะมีกี่ถักไหมเป็นรูปธรรมจักรประดับไว้ เป็นเครื่องหมายบ่งชี้ถึงศาสนาพุทธ”

นะริศธิ์บอกอีกว่า ตอนจะผลิตออกมาก็มีความกังวลเรื่องพระวินัยสงฆ์ หรือขนบประเพณี เกรงว่าจะทำให้พระท่านเกิดกิเลสหรือเปล่า เลยต้องใช้ความระมัดระวังมาก ทั้งรูปแบบและสี ซึ่งผ้าที่นำมาใช้เป็นผ้าคอตตอน 100 เปอร์เซ็นต์ สีเดียวกับจีวร แต่ใช้สีที่เป็นกลาง ๆ ไม่เน้นว่าเป็นพระสายใดสายหนึ่ง

ขั้นตอนการผลิต ก็จะให้คนในชุมชนเป็นผู้เย็บให้ โดยในช่วงแรกก็เกิดปัญหาบ้างเรื่องสีของผ้าที่นำมาเย็บ  เพราะผ้าแต่ละลอตจะมีโทนสีที่แตกต่างกัน ในขณะที่ลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำไม่ได้สีของผ้าตามที่ต้องการ ตามที่เคยซื้อไป จึงแก้ปัญหาด้วยการสั่งให้ทางโรงงานย้อมผ้าให้โดยเฉพาะ เพื่อให้ได้สีผ้าที่สม่ำเสมอ

ตอนที่เริ่มต้นนั้น ลงทุนไม่มาก แค่หลักพัน เพราะยังไม่ทราบว่าจะขายได้มากน้อยแค่ไหน จึงซื้อเศษผ้าปลายไม้มาราว 30 เมตร จากย่านพาหุรัด มาให้กลุ่มแม่บ้านทดลองทำกันดู ก็ตัดกันกระจุยกระจาย เย็บออกมาแล้วเบี้ยวบ้าง ใหญ่-เล็กเกินไปบ้าง ต้องใช้เวลานานกว่า 3 เดือน ผลงานที่น่าพอใจจึงออกมา ซึ่งปัจจุบันการตัดเย็บจะพิถีพิถันและละเอียดเป็นพิเศษ มีการตรวจคุณภาพทุกชิ้น วัตถุดิบที่ใช้ก็แข็งแรงทนทาน

ขั้นตอนที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากระบวนการผลิต คือ การตลาด โดยสังฆภัณฑ์รูปแบบใหม่นี้ระแยะแรกนำไปขายตามหน้าวัดในละแวก ไม่นานผลงานก็เป็นที่รู้จักมากขึ้น มีคนมารับไปขายต่อ โดยราคาขายชุดสังฆทานคือชุดละ 290 บาท นอกจากนี้ ยังมีการผลิต หมอนอิง, หมอนนอน, อาสนะ, ย่าม, สบง รวมถึง ชุดปฏิบัติธรรม ของแม่ชี และฆราวาสทั่วไป

ปัจจุบันธุรกิจรายนี้ ไม่ต้องมีหน้าร้านจำหน่าย เน้นการออกบูธตามสถานที่ราชการ โรงพยาบาล ย่านออฟฟิศ และตอนนี้ก็มีเครือข่าย 10 จังหวัดแล้ว โดยนะริศธิ์บอกว่าธุรกิจนี้กำไรก็แค่พออยู่ได้ เต็มที่ไม่เกิน 30-40% จากราคาขาย แม่บ้านในชุมชนที่มาร่วมกันทำราว 30 คน แต่ละคนก็จะมีรายได้ต่อเดือนประมาณ 8,000-9,000 บาท และจะมีการกันรายได้ส่วนหนึ่งเอาไปทำบุญ พิมพ์หนังสือธรรมะแจก

ชุดสังฆทาน-สังฆภัณฑ์รูปแบบใหม่ “สายธารบุญ” นี้ ทำกันอยู่ที่ ชุมชนอมรพันธ์ ถนนเลียบคูนายกิม ซอย 13 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ ใครสนใจต้องการสั่งซื้อไปใช้ทำบุญ หรือนำไปจำหน่ายต่อ ก็ติดต่อได้ที่ โทร. 08-0453-5639 นี่ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของอาชีพหรือธุรกิจขายเครื่องสังฆภัณฑ์ที่น่าสนใจ.

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน

‘​ซอง​ใส่​มือ​ถือ​’ ​ไอ​เด​ี​ยก​วน​ ๆ ​แต่​ทำ​เงิน​

http://www.dailynews.co.th/article/384/102410

วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2553 เวลา 00:00 น.

ความสำเร็จของสินค้างานแฮนด์เมด นอกจากรูปแบบต้องโดดเด่นสะดุดตาแล้ว การสร้างตราสินค้า หรือสร้างแบรนด์ ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้กัน เพราะจะทำให้ลูกค้าจดจำสินค้าได้ ลูกค้าเกิดความคุ้นเคย และสนใจซื้อสินค้า อย่างเช่นสินค้า “ซองหนังใส่โทรศัพท์มือถือ” ที่ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอ…

“อุทิศ แก้วกาหลง” เจ้าของงานไอเดียชิ้นนี้ เล่าว่า หลังเรียนจบด้านรัฐศาสตร์ก็ไปทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศอยู่พักใหญ่ ต่อมารู้สึกว่าไม่ถนัดกับงานแบบนี้ ชอบงานอิสระ จึงตัดสินใจลาออกมาทำอาชีพค้าขายทั่วไป ก่อนจะหันมาทำโมเดลจำลองตัวการ์ตูนและหุ่นยนต์ขาย จนตอนหลังตลาดมีคู่แข่งอยู่มาก จึงคิดว่าน่าจะลองประดิษฐ์สินค้า ที่เป็นรูปแบบเฉพาะของตนเองขึ้น จึงเริ่มทำพวงกุญแจตัวการ์ตูน โดยระยะแรกทดลองนำไปแจกให้กับเพื่อนฝูงและคนรู้จัก ปรากฏว่าหลายคนชอบ จึงคิดว่าน่าจะพัฒนามาเป็นสินค้าได้ จึงเริ่มทำจริงจังโดยวางจำหน่ายที่บริเวณหน้าห้างบิ๊กซี รามคำแหง ซึ่งเป็นทำเลประจำจนถึงปัจจุบัน

หลังจากทำพวงกุญแจ ต่อมาก็พัฒนามาเป็นตุ๊กตาสำหรับห้อยกับโทรศัพท์มือถือ และ “ซองหนังใส่โทรศัพท์มือถือ” โดยรูปแบบสินค้าจะเน้นที่ “ตัวการ์ตูนหน้าตากวน ๆ สีสันสดใส” เพราะ ตนเองชอบงานในรูปแบบนี้อยู่แล้ว ต่อมาคิดว่าในตลาดสินค้าแฮนด์เมด การลอกเลียนแบบหรือก๊อบปี้มีสูง จึงคิดว่าสินค้าก็น่าจะมี “ยี่ห้อ” เพื่อให้ลูกค้าจดจำได้ จึงใช้ชื่อ “แขกดอย” ซึ่งเป็นคำผวนที่เพื่อนมักชอบเรียกชื่อเล่นของตน

“นอกจากลูกค้าจะจำสินค้าได้ ชื่อนี้ก็ใช้เป็นชื่อที่ทำให้ลูกค้าสนิทกับเราได้มากขึ้น เพราะชื่อสินค้าไปได้ดีกับรูปแบบสินค้าของเราที่เป็นตัวการ์ตูนกวน ๆ ก็ถือว่าได้ประโยชน์จากแบรนด์สองทาง” อุทิศบอก

สำหรับรูปแบบของชิ้นงานในปัจจุบันที่ทำจำหน่ายอยู่นั้น มีอยู่ 3 ชนิดคือ ที่ห้อยโทรศัพท์มือถือ พวงกุญแจ และซองโทรศัพท์มือถือ โดย    ชนิดหลังลูกค้าให้การตอบรับเป็นพิเศษ เพราะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มาก ทั้งใส่โทรศัพท์มือถือ ทั้งใส่เศษสตางค์ รวมถึงใส่ของกระจุกกระจิก ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่น นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ รูปแบบชิ้นงาน    จึงเน้นสีสันฉูดฉาด ส่วนตัวการ์ตูนก็จะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ โดยจุดเด่นอยู่ที่รอยยิ้ม

ทุนเบื้องต้นของงานประเภทนี้ อยู่ที่ประมาณ 1,000 บาทขึ้นไป ส่วน ทุนวัสดุ อยู่ที่ประมาณ 40% จากราคาขาย ส่วนรายได้-ราคาขาย ต่ำสุดชิ้นละ 49 บาท ขึ้นไปจนถึงชิ้นละ 89 บาท ขึ้นกับขนาดและชนิดสินค้า

วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการทำ ประกอบด้วย เข็มกับด้ายสีสันต่าง ๆ, กระดุมสีขนาดต่าง ๆ สำหรับใช้ตกแต่งตัวการ์ตูน, สแตรปเปิ้ล (เครื่องเย็บกระดาษ), ดินสอ, ไม้บรรทัด, คีม, ฝากระป๋อง สำหรับใช้เป็นแม่พิมพ์ร่างแบบ, หนังเทียม สีสันต่าง ๆ, ห่วงสำหรับทำพวงกุญแจและร้อยเชือก, เชือกฝ้ายสำหรับสะพาย และหนังยางมัดผม

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากร่างแบบตัวการ์ตูนที่ออกแบบไว้ลงบนกระดาษแข็ง จากนั้นทำการตัดกระดาษตามแบบที่ร่างไว้เพื่อใช้เป็นแบบในการตัดหนังเทียม เพื่อขึ้นรูปเป็นตัวการ์ตูน นำแบบที่ได้มาทาบลงบนด้านหลังของหนังเทียม จากนั้นทำการลากเส้น และตัดขึ้นรูปตามแบบ ขั้นต่อไปให้นำส่วนประกอบที่ตัดขึ้นรูปไว้มายึดติดด้วยเครื่องยิงกระดาษเพื่อให้ชิ้นงานไม่ขยับขณะทำการเย็บ นำผ้าขาวมารองพื้นตรงบริเวณด้านหลังของหนัง เพื่อปิดบังไม่ให้เห็นรอยเย็บ ทำการเย็บขึ้นรูปเป็นตัวการ์ตูนโดยใช้กระดุมหรือด้ายเย็บเป็นลวดลายต่าง ๆ ตามที่ออกแบบไว้

มีข้อแนะนำคือ ด้ายที่ใช้เย็บเป็นตัวการ์ตูนควรใช้เป็นสีเดียวกับหนังเทียมที่ขึ้นรูปเป็นส่วนลำตัว   และการตัดแผ่นหนังที่จะใช้เป็นส่วนประกอบของซองโทรศัพท์ด้านหน้าและหลังนั้น ด้านหลังต้องวัดเผื่อความยาวจากด้านหน้าประมาณ 4 เซนติเมตร เพื่อที่จะพับเป็นฝาปิดซอง เมื่อได้แล้วให้ทำการกรีดหนังเทียมด้วยคัตเตอร์ที่ด้านหลังของซองโทรศัพท์ เพื่อให้เป็นที่ใส่ห่วงสำหรับร้อย

จากนั้นทำการเย็บประกบแผ่น หนัง และร้อยเชือกสำหรับสะพาย เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ

“รายได้ในปัจจุบัน นอกจากจะมีจากการผลิตสินค้าเพื่อวางขายที่หน้าร้านแล้ว ก็ยังมีรายได้เสริมอีกทางจากการรับผลิตงานตามแบบของลูกค้าที่สั่งทำพิเศษ เพื่อนำไปใช้เป็นของที่ระลึก ของชำร่วย ในงานแต่งงาน หรืองานอื่น ๆ อีกด้วย” เจ้าของงานกล่าว

อุทิศมีทำเลขายชิ้นงานไอเดีย รวมถึง “ซองหนังใส่โทรศัพท์มือถือ” ที่บริเวณด้านหน้าห้างบิ๊กซี สาขารามคำแหง โดยขายประจำทุกวันเวลา 20.00-22.00 น. ใครสนใจก็ลองแวะเวียนไปดูกันได้ หรือหากต้องการติดต่อกับอุทิศก็ติดต่อได้ที่ โทร. 08-5159-1191 หรือที่อีเมล kake252@hotmail.com.

ศิริโรจน์  ศิริแพทย์ : รางาน

‘​ธุรกิจ​นม​ปั่น​’​

http://www.dailynews.co.th/article/384/100733

วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน 2553 เวลา 00:00 น.

เพื่อสุขภาพ…ยังไปได้ดี !!

“นมปั่น” กำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ซึ่งธุรกิจขายนมปั่นในปัจจุบันก็มีการใส่ความคิดสร้างสรรค์ จากนมปั่นธรรมดาก็มีการพัฒนาปรุงแต่งรสชาติให้หลากหลายมากขึ้น และยังมีการแต่งหน้าด้วยท็อปปิ้ง จำพวกขนมต่าง ๆ ให้มีความสวยงามและน่ารับประทานมากขึ้น ธุรกิจนี้เป็นอีกหนึ่ง “ช่องทางทำกิน” ที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่กำลังมองหาอาชีพค้าขายอาหารการกินแนวเพื่อสุขภาพ…

แหม่ม-ชัชฎาภรณ์ แซ่ตั้ง ซึ่งทำธุรกิจเปิดร้านขาย “นมปั่น” มา 3 เดือนกว่า เล่าว่า ที่บ้านจะเปิดร้านทำเหล็ก อลูมิเนียม ปกติก็จะช่วยที่บ้านดูแลร้าน แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบค้าขายก็มักจะหาอาชีพเสริมที่เกี่ยวกับการค้าขายทำไปด้วย ซึ่งก็เคยทำอาหารส่งตามตึก ตามหอพัก จากนั้นก็ลงทุนกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ เปิดร้านอาหารตอนกลางคืน แต่ภายหลังได้ถอนตัวออกมา แล้วก็พยายามมองหาอาชีพอื่น ๆ ลงทุนทำต่อไป

“ได้เจอกับ ธนพล กำพุสิริ เพื่อนรุ่นพี่ที่เขาทำแฟรนไชส์นมปั่น อังเคิล โจ มิกซ์ มิลค์ พอได้พูดคุยแล้วก็ตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์นมปั่น 45,000 บาท มาทำ แต่ก่อนที่จะเปิดร้านนั้นเราจะต้องทำการสำรวจตลาดก่อนเป็นอันดับแรก โดยเราสำรวจดูแล้วว่าย่านที่เราจะเปิดร้านนั้นยังไม่มีร้านที่ขายนมปั่น และที่สำคัญจะต้องดูว่าย่านนั้นเป็นแหล่งชุมชนที่มีความพลุกพล่านด้วย ถึงจะดีสำหรับการเปิดร้านค้าขาย”

แหม่มบอกต่อไปว่า ตอนเปิดร้านใหม่ ๆ ก็จะทำการตลาดให้ร้าน ด้วยการเริ่มจากทำนมปั่นแล้วเดินแจกให้ลูกค้าย่านนั้นชิมฟรีเพื่อเป็นการโปรโมทร้าน ซึ่งก็ได้ผลดีทีเดียว

สำหรับอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องมีในการทำร้านนมปั่นนั้น หลัก ๆ ก็มี… เครื่องปั่น, แก้วพลาสติกใสชนิดแข็งอย่างดี (ขนาด 12 ออนซ์ และ 16 ออนซ์), ถังน้ำแข็ง, หลอด, ขวดโหล เป็นต้น

เครื่องปั่นนั้นแหม่มแนะนำว่า ต้องเลือกซื้อเครื่องปั่นที่เป็นใบมีดไมโคร สำหรับปั่นน้ำแข็งได้โดยเฉพาะ และจะให้ดีควรจะมี 2 เครื่อง ไว้สลับใช้งาน เพราะถ้ามีเครื่องเดียวใช้ปั่นตลอดทั้งวันอาจจะทำให้เครื่องเสียเร็ว

ส่วนวัตถุดิบ หลัก ๆ ก็ประกอบ… นมโคสดแท้รสจืด (ต้องรับสดจากฟาร์มที่มีคุณภาพ), ผงแต่งกลิ่น ซึ่งจะมีหลากหลายกลิ่น อาทิ แคนตาลูป, สตรอเบอรี่, บลูเบอร์รี่, กล้วย ฯลฯ นอกจากนั้นก็จะเป็นพวก ท็อปปิ้งต่าง ๆ สำหรับโรยหน้า เช่น โอริโอ้, โอโจ้, เจลลี่, ฟรุตสลัด ฯลฯ

“นมปั่นจะมีรสชาติอร่อยหรือไม่อร่อยนั้น สำคัญอยู่ที่วัตถุดิบตัวหลัก คือนมโคสด ที่รับมาจากฟาร์ม จะต้องเป็นนมที่สดใหม่ และอีกจุดที่สำคัญยังอยู่ที่เคล็ดลับการนำมาปรุงแต่ง โดยจะเน้นหวานมันและหอม ซึ่งการปรุงก็อาจมีสูตรเฉพาะของแต่ละคน”

ขั้นตอนการปั่นนม จะไม่ใช้น้ำร้อนชงผสมกับผงแต่งกลิ่นก่อน และไม่มีการใช้น้ำเชื่อม เพราะจะทำให้รสชาติของนมปั่นไม่เข็มข้น และละลายเร็วอีกด้วย วิธีการคือจะใช้ระบบปั่นเย็น เพื่อให้ได้รสชาตินมปั่นที่เข้มข้น และน้ำแข็งก็อยู่ได้นานอีกด้วย ทั้งนี้ การทำนมปั่นเริ่มจากใช้แก้วพลาสติกที่ใส่ขายทำการตักน้ำแข็งให้ได้เต็มแก้วพอดี จากนั้นก็นำน้ำแข็งใส่ลงในเครื่องปั่น ใส่ผงแต่งกลิ่นตามที่ลูกค้าสั่งตามลงไป น้ำแข็งที่ใช้เป็นน้ำแข็งหลอดเล็ก ส่วนผงแต่งกลิ่นนั้นถ้าเป็นแก้ว 12 ออนซ์ ก็ใส่ 2 ช้อนชา ถ้าเป็นแก้ว 16 ออนซ์ ใส่ 3 ช้อนชา

ใส่นมข้นหวานเพื่อเพิ่มความหวาน ถ้าต้องการหวานมากก็ใส่มาก ถ้าหวานน้อยก็ใส่น้อยตามต้องการ ใส่นมจืดอีกเล็กน้อยเพื่อเป็นการเพิ่มความมัน สุดท้ายก็ใส่นมสดที่ทำการปรุงแต่งไว้ลงไปให้เต็มพอดีน้ำแข็ง จากนั้นก็ปั่นให้ละเอียดที่สุด เมื่อทำการปั่นจนละเอียดแล้วก็เทใส่แก้ว เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย จะได้นมปั่นพร้อมเสิร์ฟ แต่ถ้าลูกค้าต้องการโรยหน้าเพิ่มด้วยท็อปปิ้งต่าง ๆ ก็โรยตามลูกค้าสั่ง โดยโรย 2 อย่างคิดเพิ่ม 5 บาท

นมปั่นทำได้หลากหลายรสชาติ เช่น โกโก้ โอวัลติน แคนตาลูป สตรอเบอรี่ บลูเบอรี่ เผือก วานิลา กาแฟ ฯลฯ ราคาก็มีตั้งแต่ 20 บาทขึ้นไป แล้วแต่รสชาติ ขนาดแก้ว โดยมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 14-15 บาทขึ้นไป และก็สามารถทำรายได้เพิ่มจากการขายขนมปังเย็น หรือขนมปังปิ้งควบคู่ไปด้วย

ร้านของแหม่มเปิดขายทุกวัน เวลา 09.00-22.30 น. โดยยู่ตรงปากซอยโชคชัย 4 ซอย 37 เบอร์โทรศัพท์ร้านคือ 08-1563-4398 หรือใครต้องการปรึกษาการทำธุรกิจนี้แบบแฟรนไชส์ ก็ติดต่อธนพลได้ที่เบอร์ 08-5557-3738 ทั้งนี้ ถ้าชอบขายอาหารสุขภาพ และมีทำเลดี บางที “ธุรกิจนมปั่น” อาจใช่เลย !!

บดินทร์  ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,212 other followers

%d bloggers like this: