ปฏิวัติการปลูกข้าว แก้ปัญหายากจนด้วยเกษตรอินทรีย์

Published มิถุนายน 25, 2012 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/sunday/240612/58646

24 June 2555

“การปฏิวัติการปลูกข้าว ให้ชาวนาหลุดจากวัฏจักรความยากจน ด้วยการต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิม ให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น” คือแนวคิดของ ชัชวาล เวียร์รา ชายวัยเกษียณในจังหวัดสิงห์บุรี ชาวนาใจดีที่เริ่มปลูกข้าวเมื่อ 8 ปีก่อน และพร้อมถ่ายทอดให้ผู้สนใจแบบหมดเปลือก
ใต้ถุนบ้านเรือนไทยยกพื้นสูงบนพื้นที่ของศูนย์การเรียนรู้พันธุ์ข้าวชุมชนบ้านดักคะนน ต.ธรรมามูล อ.เมืองฯ จ.ชัยนาท แหล่งเรียนรู้การทำเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งการปลูกข้าว เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ปลูกพืชผักสวนครัว ฯลฯ รวมถึงสหกรณ์ที่เป็นคลังอาหารของชาวบ้าน ซึ่งได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทำให้เกิดการพึ่งพาตัวเองอย่างยั่งยืน
ลุงชาวนาใจดีใช้พื้นที่นี้ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ว่าการปฏิวัติการปลูกข้าวของตน เริ่มต้นเมื่อ 8 ปีก่อนจากชายวัยเกษียณที่ถนัดเรื่องช่างกล เห็นว่าไม่มีโรงสีแห่งใดขาดทุนจนต้องปิดโรงงาน แต่ชาวนาที่ขายข้าวให้โรงสีกลับมีหนี้สิน ที่นาก็ต้องเช่า ติดอยู่ในวงจรแห่งความยากจน
ด้วยเหตุนี้เอง การปฏิวัติของชาวนาท่านนี้จึงเริ่มขึ้น ลุงชัชวาลเล่าว่า เริ่มที่การคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวไรซ์เบอรี่ที่ผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างข้าวหอมนิลกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 จากการพัฒนาพันธุ์ข้าวพิเศษ โดยศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีเม็ดเรียวยาว สีม่วงเข้ม เมื่อหุงแล้วเม็ดข้าวมันวาว มีกลิ่นหอมมะลิ นุ่มน่ารับประทาน ตลาดต้องการอย่างมาก
“ปลูกแทบไม่พอขาย ลูกค้าต้องโทร.สั่งจอง หรือไม่ก็มาแย่งกันถึงบ้าน ข้าวเปลือกสายพันธุ์ไรซ์เบอรี่สีม่วง 1 ตัน ปกติจะได้ข้าวสาร 600 กิโลกรัม แต่นำมาบีบอัดจมูกข้าว จะได้รำข้าวเป็นแผ่นบางๆ จำนวน 100 กิโลกรัม ซึ่งเป็นสุดยอดคุณค่าทางอาหาร มีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินอี สังกะสี โฟเลต และสารอาหารอื่นที่มีประโยชน์สูงมาก นำมาเป็นอาหารเสริม ชงดื่มพร้อมเครื่องดื่มมื้อเช้า เช่น น้ำเต้าหู้ หรือเครื่องดื่มมอล์ลสกัดก็ได้” ลุงชัชวาลกล่าว
ลุงชัชวาลบอกด้วยว่า ไม่เพียงแต่มีคุณค่าทางโภชนาการชั้นยอด ยังสร้างรายได้จากรำข้าวที่บีบอัดนี้สูงถึงกิโลกรัมละ 2,000 บาท หรือคิดเป็นมูลค่า 200,000 บาท ในระหว่างการบีบอัดรำข้าวยังมีน้ำมันรำข้าวไหลออกมาอีกประมาณ 8 ลิตร ท้องตลาดซื้อ-ขายกันแคปซูลละ 5 บาท น้ำมันรำข้าว 1 ลิตร บรรจุได้ 1,900 แคปซูล รวมบรรจุได้ 9,500 แคปซูล จำหน่ายได้ 76,000 บาท
สรุปว่าข้าว 1 ตัน ได้รำข้าวบีบอัด 100 กิโลกรัม จำหน่ายได้ 200,000 บาท และน้ำมันรำข้าว 8 ลิตร จำหน่ายได้ 76,000 บาท รวมเป็น 276,000 บาท จากเดิมขายข้าวเปลือกได้ไม่ถึง 20,000 บาทเท่านั้น สำหรับการลงทุนมีเครื่องจักรที่ใช้ในการบีบอัดมูลค่า 200,000 บาท แต่จำหน่ายข้าวเพียงแค่ 2 ครั้ง ก็สามารถคืนทุนได้แล้ว ทุกวันนี้หากลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์รำข้าวหรือน้ำมันรำข้าว จะแถมข้าวกล้องไรซ์เบอรี่ปลอดสารพิษไปรับประทานที่บ้านด้วย
นี่คือการปฏิวัติการเกษตรจากประสบการณ์ตรงตลอด 8 ปีของลุงชัชวาลที่พิสูจน์จนเป็นที่ประจักษ์ พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้นี้ให้กับผู้ที่มีใจรักจริงในอาชีพกระดูกสันหลังของชาติ และต้องการหลุดจากวงจรแบบเดิมๆ
“ผมยินดีหากใครต้องการเรียนรู้ และมุ่งมั่นในการปลูกข้าวกล้องชนิดนี้ มาอยู่ที่บ้าน มาเรียนรู้ตั้งแต่การเตรียมดินดำนา จนกระทั่งการบีบอัดรำข้าวออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ เพราะคิดว่าเราต้องต่อยอดความคิดจากต้นทุนที่มีอยู่ เพิ่มมูลค่าให้มีรายได้มากขึ้น เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น” ลุงชัชวาลกล่าว
เมื่อมีตัวอย่างกรุยทางเป็นต้นแบบที่ดีและยั่งยืนไว้แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ชาวนาผู้สนใจจะนำมาปรับใช้เพิ่มมูลค่าผลผลิตข้าวของตนเองเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แล้วคำกล่าวที่ว่า “ทำนาปรังเหลือแต่ซังกับหนี้ ทำนาทั้งปีเหลือแต่หนี้กับซัง” คงจะไม่มีให้ได้ยินอีกต่อไป.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: