เปิดต้นแบบบริหารจัดการน้ำสากล ค้นหาความสำเร็จประเทศกับความรับผิดชอบสังคม

Published พฤษภาคม 6, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/254812

23 เมษายน 2555, 05:00 น.

Pic_254812

เมื่อ “น้ำ” ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ของโลก การประชุม World Water Forum ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองมาร์กเซย ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า ท้ายที่สุดองค์การสหประชาชาติ (UN) ในฐานะเจ้าภาพ  จะผลักดันให้ประเทศภาคีสมาชิกจากทั่วโลกกว่า 140 ประเทศ  ร่วมกันหาทางออกในหัวข้อที่ตั้งไว้ว่า Time To Solution หรือถึงเวลาหาทางออก เพื่อหลุดพ้นจากปัญหาอันเกิดจากความแปรปรวนอย่างหนักของสภาพดินฟ้าอากาศ ซึ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในทุกปีได้อย่างจริงจังและมากน้อยเพียงใด

ภายใต้ข้อเรียกร้องที่ให้รัฐบาลของทุกประเทศแสวงหาความร่วมมือ  รวมถึงความรู้ เทคโนโลยี และแนวทางการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมจากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับของปัญหาน้ำขึ้นเป็น “วาระแห่งโลก”

ขณะเดียวกันก็เพื่อให้ทุกประเทศต้องจัดทำแผนการดำเนินงานในระดับนโยบายของตน เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำขึ้นอย่างจริงจังอันจะสามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดภัยพิบัติ ทั้งจากการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคที่มีสาเหตุจากภัยแล้งและภัยพิบัติอันเกิดจากอุทกภัยครั้งใหญ่ เช่น ที่ได้เกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย

อุทกภัยที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งนำมาซึ่งความเสียหายใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ  ประชาชน และระบบเศรษฐกิจโดยรวม มีผลทำให้ต้องใช้เวลาและงบประมาณจำนวนมากเพื่อการเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยเช่นเดียวกับอุทกภัยใหญ่ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในปี 2554 ซึ่งจนถึงปัจจุบัน สภาพความเป็นอยู่ของคนไทยโดยทั่วไปก็ยังไม่ดีขึ้น

ขณะที่ภาคการผลิตเพื่อการบริโภคภายในประเทศ  ยังไม่สามารถกลับมาเดินหน้าได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ  แม้รัฐบาลไทยจะอนุมัติวงเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ประชาชนไปแล้วกว่า 120,000 ล้านบาทก็ตาม

สังเกตการณ์กับอีสท์ วอเตอร์

ในฐานะสื่อ ทีมเศรษฐกิจ ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมเดินทางไปกับคณะของผู้บริหาร และกรรมการบอร์ด บริษัท อีสท์ วอเตอร์ จำกัด (มหาชน) ที่มี นายประพันธ์ อัศวอารีย์ เป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เพื่อร่วมสังเกตการณ์และศึกษาแผนการบริหารจัดการน้ำของประเทศภาคีสมาชิกที่ได้มีการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ซึ่งมีตัวแทนจากรัฐบาลและภาคเอกชนเข้าร่วมเสวนากันกว่า 25,000 คนด้วย

และสิ่งที่ได้กลับมาก็คือ การได้รับรู้ถึงความกระตือรือร้นของรัฐบาลและภาคเอกชนจากทุกประเทศต่อความพยายามจะหาแนวทางปฏิบัติร่วมกันเพื่อให้ประเทศต่างๆ สามารถแก้ไขภาวะการขาดแคลนน้ำดิบและภัยแล้งไปพร้อมๆกับความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำ การสร้างสุขอนามัยในการอุปโภค-บริโภคน้ำและการลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะน้ำท่วมหรืออุทกภัยในพื้นที่ต่างๆที่น้ำมีปริมาณมากเกินความสามารถในการจัดเก็บ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังเป็นปัญหาในประเทศไทย

นายบรูโน กราวิทซ์ หัวหน้าแผนกจัดการน้ำและโครงสร้าง ของ บริษัท เอสซีพี หรือ โซซิเอเต้ ดู กานาล เดอ โปรวองซ์ (SCP : Societe du Canal de Provence) ทำหน้าที่เป็นตัวแทน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเอสซีพี ซึ่งจับคู่กับนายประพันธ์ จากอีสท์ วอเตอร์ ในการเข้าร่วมเสนอแนวคิดของการบริหารจัดการน้ำในส่วนที่บริษัททั้ง 2 รับผิดชอบต่อที่ประชุม WWF ครั้งที่ 6

เล่าให้ฟังถึงหลักการสำคัญในการทำงานของเอสซีพี ว่า การจัดหาน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการในการอุปโภค-บริโภคของผู้คนทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส โดยเฉพาะผู้คนที่อยู่ใน 110 เมือง ของแคว้นโปรวองซ์ รวมถึงที่เมืองท่ามาร์กเซย, เมืองท่องเที่ยวอย่าง นีซและคานส์ ซึ่งเป็นสถานที่จัดเทศกาลหนังเมืองคานส์ทุกปีกับพื้นที่เพื่อการเกษตรอีก 800 ตารางกิโลเมตรและภาคเอกชนในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ คือ  เป้าหมายหลักและความท้าทายที่พวกเขาจะปล่อยให้เกิดการขาดแคลนน้ำดิบไม่ได้

แม้ทรัพยากรน้ำทั้งหมดจะมาจากการละลายของหิมะและน้ำแข็งบนเทือกเขาแอลป์ ที่แทบไม่ต้องพึ่งพาปริมาณน้ำฝนเลยก็ตาม  แต่สภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน  อาจทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูร้อนขึ้นได้

เอสซีพีจึงร่วมกับสภาเมืองหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ตั้งแต่การสร้างเขื่อน ฝาย คลองส่งน้ำและวางแนวท่อส่งเชื่อมโยงกับแหล่งน้ำต่างๆอย่างเป็นระบบภายใต้การควบคุมด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ที่สามารถควบคุมปริมาณการไหล และแรงดันของน้ำจากศูนย์ควบคุมกลางผ่านระบบอัตโนมัติที่คอยมอนิเตอร์อยู่ตลอด 24 ชั่วโมง

ระบบควบคุมอัตโนมัตินี้ นอกจากจะทำให้เอสซีพีลดการพึ่งพาคนในการเฝ้าดูทรัพย์สินที่ตนลงทุน รวมถึงการควบคุมการเปิด-ปิดประตูส่งน้ำจากคลองสู่ท่อส่งที่เชื่อมโยงไปในพื้นที่เป้าหมายได้แล้ว

ซอฟต์แวร์ที่เอสซีพีสร้างขึ้นยังสามารถตรวจวัดคุณภาพน้ำ เช่น ค่าออกซิเจน ความเป็นกรดด่าง รวมถึงการปนเปื้อนต่างๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า น้ำดิบและน้ำประปาที่ส่งถึงผู้บริโภค จะเป็นน้ำที่มีคุณภาพดีแน่นอน

ต้นแบบบริษัทบริหารจัดการน้ำ

ระหว่างเอสซีพีซึ่งเป็นบริษัทจัดการน้ำให้แก่พื้นที่ชายฝั่งทะเลตอนใต้ของฝรั่งเศสกับ

อีสท์ วอเตอร์ บริษัทจัดการน้ำให้แก่ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทย ทั้ง 2 มีการจัดการน้ำในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน คือ จัดสรรน้ำดิบจากแหล่งน้ำหลักผ่านท่อส่งขนาดใหญ่ไปสู่ภาคอุตสาหกรรมและการอุปโภค-บริโภคของผู้คน โดยมีการคิดคำนวณราคาค่าน้ำ

สำหรับเอสซีพีซึ่งได้รับสัมปทานจากรัฐบาลฝรั่งเศส ให้ทำหน้าที่จัดสรรน้ำตามความต้องการของผู้ใช้และบริหารงานโดยคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนจากองค์กรส่วนท้องถิ่น กับผู้ถือหุ้นรายย่อยที่มาจากสภาหอการค้า สภาเกษตรและธนาคารพาณิชย์นั้น

มีหน้าที่ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการภายใต้แผนพัฒนาท้องถิ่น ที่บรรจุไว้ด้วยการจัดระบบชลประทานรัฐ การจัดสรรน้ำในปริมาณตามความต้องการและการจัดทำนโยบายเพื่อการตั้งราคาค่าใช้น้ำ

ขณะเดียวกันก็ร่วมกับองค์กรส่วนท้องถิ่นลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สร้างเขื่อน วางโครงสร้างระบบชลประทานที่ประกอบไปด้วย การผลิต กักเก็บ การขนส่งและการจัดสรรน้ำ ตลอดจนถึงการวางโครงข่ายการกระจายน้ำ สร้างสถานีสูบน้ำ บำบัดน้ำเสีย รวมถึงให้มีการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน  ทั้งในการบำรุงรักษา  การสร้างระบบข้อมูลทางธรณีวิทยา การจัดการด้านการเงิน การพาณิชย์ การบริการน้ำและจัดวางระบบการป้องกันน้ำท่วม ขณะเดียวกัน ยังต้องทำการศึกษาวิจัย คุณสมบัติด้านเคมี-ชีวภาพของน้ำไปด้วย

ในช่วงเวลากว่า 50 ปีมานี้  เอสซีพีได้ออกแบบเครื่องมือบริหารจัดการน้ำและดำเนินโครงการจัดการน้ำครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 314,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีประชาชนอยู่อาศัยราว 5 ล้านคน มีท่อส่งน้ำกระจายไปในพื้นที่ต่างๆกว่า 5,000 กิโลเมตร ปัจจุบันสินทรัพย์ของเอสซีพีมีมูลค่าสูงถึง 2,400 ล้านยูโร หรือราว 100,000 ล้านบาท (42 บาท/ ยูโร) แต่มีพนักงานประจำอยู่เพียง 450 คน

ที่สำคัญการบริหารจัดการน้ำภายใต้ระบบอัตโนมัติของเอสซีพีนี้  มีการสูญเสียน้ำระหว่างทางเพียง 16% เท่านั้น  เพราะน้ำจะถูกจัดสรรไปตามความต้องการของชุมชนในพื้นที่ที่เป็นเป้าหมาย  ส่วนที่เหลือจากความต้องการจะถูกส่งกลับเข้าสู่คลอง แหล่งกักเก็บน้ำ หรือแท็งก์น้ำขนาดใหญ่ของเมืองเพื่อรอการป้อนเข้าสู่ชุมชนในพื้นที่เป้าหมายในวันรุ่งขึ้น

วิธีการของ อีสท์ วอเตอร์

ส่วน อีสท์ วอเตอร์ ซึ่งจัดตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2535 หรือ 19 ปีมาแล้ว โดยการประปาส่วนภูมิภาคถือหุ้น 100% ก่อนที่จะมีการเพิ่มทุน 1,000 ล้านบาทเพื่อแปลงสภาพเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้น

อีสท์ วอเตอร์ ได้ลงทุนเพื่อการพัฒนาโครงข่ายท่อส่งน้ำหล่อเลี้ยงปากท้องและเศรษฐกิจในภาคตะวันออกไปแล้วกว่า 6,000 ล้านบาท ทำให้เกิดโครงข่ายท่อส่งน้ำที่มีความยาวกว่า 340 กิโลเมตร เชื่อมต่อแหล่งน้ำสำคัญในภาคตะวันออกอันได้แก่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ดอกกราย คลองใหญ่และประแสร์ ในจังหวัดระยอง
รวมถึงอ่างเก็บน้ำหนองค้อและบางพระ ในจังหวัดชลบุรี ไปจนถึงแม่น้ำบางปะกงเพื่อส่งน้ำดิบและน้ำประปาเพื่อการอุปโภค–บริโภคให้แก่ภาคอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและแหลมฉบัง ตลอดจนถึงชุมชนในภาคตะวันออกด้วยปริมาณ 261 ล้าน ลบ.ม.ในจำนวนนี้ เป็นลูกค้าจากภาคอุตสาหกรรม 65% และเป็นลูกค้าที่ใช้เพื่อการอุปโภค–บริโภค 35% และควบคุมการสูบส่งน้ำทางไกลในระบบรวมศูนย์ ซึ่งส่งข้อมูลตรงเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติงานกลางที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง

ภายใต้ระบบการควบคุมที่ว่านี้ อีสท์ วอเตอร์ สามารถลดปริมาณความสูญเสียในเส้นท่อเดิมที่เคยสูงถึง 20% ลงเหลือเพียงไม่เกิน 3% เป็นผลสำเร็จ

หลังจากประเทศไทยประสบภัยแล้งอย่างรุนแรงและมีผลทำให้น้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำต่างๆซึ่งคิดเป็น 92% ของยอดขายของอีสท์ วอเตอร์ ลดลงถึงจุดอันตรายนั้น  นายประพันธ์เปิดเผยว่าเขาได้วางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำต้นทุนในระยะยาว ด้วยการสร้างแหล่งน้ำสำรองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้จะสร้างแหล่งน้ำสำรองที่ทับมาในจังหวัดระยองที่มีความจุ 32.5 ล้าน ลบ.ม.เพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันก็เฝ้าระวังปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่อย่างใกล้ชิดเพื่อให้สามารถรับมือกับปัญหาการขาด แคลนน้ำจากสภาพดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลันได้อย่างทันท่วงที

“การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา ทำให้อีสท์ วอเตอร์ สามารถสร้างความมั่นคงในการส่งน้ำในช่วงที่เกิดสภาวะแล้งจัด ทั้งยังสามารถตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วง10 ปีหลังเกิดวิกฤติภัยแล้งได้ด้วย”

หลักการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

นอกจากทำหน้าที่ในการจัดสรรน้ำให้แก่ชุมชนเป้าหมายแล้ว ทั้ง อีสท์ วอเตอร์ และ เอสซีพี ยังเป็นบริษัทรับบริหารจัดการน้ำต้นแบบที่สามารถต่อยอดให้กับการบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศได้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐและประชาชนในพื้นที่

เช่นเดียวกับบริษัทบริหารจัดการน้ำของประเทศต่างๆที่เข้าร่วมโชว์ผลงาน และแผนการรับมือกับปัญหาเรื่องน้ำในงาน WWF ซึ่งแต่ละประเทศและบริษัทต่างๆ ล้วนแต่ให้ข้อเสนอการดำเนินงานในหลักการสำคัญ 3 ประการที่ว่าด้วย 1. จัดระบบชลประทาน 2. จัดสรรน้ำในปริมาณตามความต้องการจริง และ 3. จัดทำนโยบายเพื่อการตั้งราคาค่าใช้น้ำร่วมกับองค์กรส่วนท้องถิ่น  ซึ่งจะต้องดำเนินการอย่างบูรณาการกับชุมชนเป็นสำคัญ

การประชุมว่าด้วยเรื่องของน้ำใน WWF ที่ฝรั่งเศสครั้งนี้ ยังทำให้เห็นด้วยว่า ทุกประเทศต่างเห็นตรงกันว่า “น้ำ” ทุกหยดนั้น มีราคาค่างวดและหากไม่มีแผนการบริหารจัดการน้ำที่ดีภายใต้หลักการข้างต้น  ประชาชนในประเทศนั้นๆก็จะต้องเผชิญกับภัยพิบัติ ทั้งจากการขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้และจากภาวะน้ำท่วมที่ไม่สามารถหาที่จัดเก็บได้ เหมือนๆกับที่ประเทศและคนไทยเผชิญมาตลอดช่วงระยะเวลา 10-20 ปีที่ผ่านมา

แม้วันนี้ รัฐบาลของ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะนำเอาแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมภายใต้พระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานไว้ มาใช้เป็นแผนแม่บทในการแก้ปัญหาเร่งด่วน ด้วยการจัดตั้งคณะทำงานขึ้น 2 ชุดที่เรียกว่า คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) เพื่อแปรแผนแม่บทฉบับดังกล่าวให้เป็นแผนปฏิบัติการ

พร้อมให้อำนาจสั่งการแก่หน่วยงานรับผิดชอบ ดำเนินการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะน้ำท่วมหนักเช่นที่เกิดขึ้นอีก ขณะเดียวกันก็ให้มีหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้สามารถนำน้ำทุกหยดมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่สร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติ และประชาชนคนไทย หรือปล่อยให้เกิดการสูญเสียไปอย่างที่เคยเป็นมาก็ตาม

แต่วันนี้สิ่งที่เรายังไม่ได้พูดกันให้ชัดเจนก็คือ  จะสร้างความยั่งยืนให้กับการบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศและความมีส่วนร่วมของประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น รวมถึงการสนับสนุนอย่างแท้จริงจากนักการเมืองในระดับชาติได้อย่างไร

ทำอย่างไร  เราจึงจะทำให้ประชาชนคนไทยรู้คุณค่าของน้ำ ไม่เอาเครื่องสูบน้ำไปลักน้ำจากคลองชลประทานและใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคการผลิตต่อเนื่องถึงภาคเกษตรกรรมและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้ จากปัจจุบันที่เราปล่อยให้น้ำซึ่งเข้ามา 100% ต้องสูญเสีย หรือไหลลงทะเลไปกว่า 60% มีเหลือให้ใช้ได้จริงๆก็เพียง 40% เท่านั้น

ความสำเร็จของการบริหารจัดการน้ำของประเทศไทย  จึงขึ้นอยู่กับหน้าที่พลเมืองดี  ความรับผิดชอบและการมีส่วนร่วมของสังคมเป็นสำคัญ.
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 23 เมษายน 2555, 05:00 น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: