เผย ตลาด แพะ-แกะ ระอุ ทั้งราคาพุ่งและขาดแคลน

Published มีนาคม 16, 2012 by SoClaimon

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091010255&srcday=2012-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 520

เทคโนฯ ปศุสัตว์

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

เผย ตลาด แพะ-แกะ ระอุ ทั้งราคาพุ่งและขาดแคลน

“สร้างคนสร้างชาติด้วยการเลี้ยงแพะ-แกะ”

เป็นหัวข้อการเสวนาที่กลุ่มเกษตรกรพัฒนาแพะ-แกะ จังหวัดสระบุรี ได้ร่วมกับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสระบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จัดขึ้นในงานประกวดแพะ-แกะ สระบุรี ครั้งที่ 4 ขึ้น ณ ลานประกวดโคนม องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี 

สาระสำคัญประเด็นหนึ่งที่มีการพูดกันอย่างกว้างขวางในวงสัมมนาคือ ความต้องการของตลาด ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนส่งให้ในขณะนี้ปริมาณแพะ-แกะ ที่มีการเลี้ยงในประเทศไทยนั้นคาดว่าจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งเห็นได้ในเวลานี้ราคาแพะ-แกะ ที่จำหน่ายในท้องตลาดมีราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปริมาณยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด

โดย คุณเชาวรัตน์ อ่ำโพธิ์ ประธานกลุ่มเกษตรกรพัฒนาแพะ-แกะ จังหวัดสระบุรี กล่าวว่า ในปัจจุบันการเลี้ยงแพะ-แกะ นั้น ได้รับความสนใจจากเกษตรกรและมีการขยายการเลี้ยงทั่วไปทุกภูมิภาคของประเทศ และที่น่าสนใจคือ ราคาแพะ-แกะ ที่เกษตรกรจำหน่ายนั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“แต่สิ่งที่สำคัญที่จะทำให้เกษตรกรสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จนั้นคือ การพัฒนารูปแบบการเลี้ยง ที่จะต้องก้าวไปสู่การเลี้ยงแบบฟาร์มปลอดโรค การที่เกษตรกรสามารถได้รับการรับรองจากกรมปศุสัตว์ว่า เป็นฟาร์มปลอดโรคจะทำให้สามารถส่งแพะ-แกะ ไปจำหน่ายในตลาดหลักอย่างภาคใต้ได้ง่ายมากขึ้น”

“และอนาคตของแพะ-แกะนั้น ที่สำคัญเมื่อประเทศไทยมีการเปิดการค้าเสรีมากขึ้นจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้สามารถส่งออกได้เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น กล่าวได้ว่า แพะ-แกะนั้นเป็นสัตว์ที่มีอนาคตอย่างมาก”

ในส่วนของตลาดต่างประเทศนั้น ผลจากการเปิดการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ คุณเชาวรัตน์ กล่าวเสริมว่า จะเป็นผลดีแก่เกษตรกรอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้สามารถส่งออกได้มากขึ้น เพราะในปัจจุบันความต้องการของตลาดต่างประเทศ อย่างมาเลเซียนั้นมีความต้องการสูงมาก แต่สิ่งที่เกษตรกรต้องทำเพื่อรองรับตลาดต่างประเทศคือ ต้องทำให้เป็นฟาร์มปลอดโรคและมีการรวมกลุ่มกัน เพื่อให้มีจำนวนแพะเพียงพอต่อการส่งออก ทั้งมีชีวิตและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ

“วันนี้ กล่าวได้เลยว่า แพะขาดตลาดเป็นอย่างมาก ซึ่งต่างประเทศนั้นต้องการแพะที่มีชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่มีปริมาณแพะในประเทศเพียงพอที่จะส่งออก จึงเป็นโอกาสดีของเกษตรกรที่จะมองหาอาชีพและการสร้างรายได้ด้วยการเลี้ยงแพะส่งจำหน่าย”

การที่จะทำฟาร์มให้ประสบความสำเร็จนั้น สิ่งสำคัญคือ จะต้องเลี้ยงแพะให้ตรงตามความต้องการของตลาด เช่น แพะเพศผู้จะต้องอ้วน อีกประการคือ ต้องมีการพัฒนาสายพันธุ์ควบคู่ไปกับการตลาด และที่สำคัญอีกประการคือ ต้องมีองค์ความรู้ ซึ่งในส่วนของชมรมนั้น ได้มีการร่วมกับหน่วยงานราชการต่างๆ ในการอบรมให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง”

“ในปีนี้ราคาแกะเนื้อ ซึ่งตลาดใหญ่ที่จะรองรับผลผลิตอยู่ที่โรงแรมต่างๆ ในเขตพัทยา จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวและมีความต้องการบริโภคสูง ราคาแพะเนื้อ ที่เป็นลูกผสมทุกสายพันธุ์ ถ้าส่งเข้าตลาดที่น้ำหนัก 25 กิโลกรัม ขึ้นไป ราคาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 155 บาท ถ้าเป็นเพศเมียที่อายุมากและนำมาขุนอีก 12 สัปดาห์ และไม่ท้อง ชั่งทั้งตัว ราคากิโลกรัม 180 บาท ในส่วนของสายพันธุ์นั้น ถ้าเป็นแพะหย่านม ราคา 5,000-8,000 บาท ส่วนราคาแม่พันธุ์แพะ อยู่ที่ 10,000-15,000 บาท แกะสาวที่หย่านมแล้ว ราคา 3,000 บาท ถ้าเป็นแกะที่ตั้งท้อง ราคาอยู่ที่ 5,000-8,000 บาท ถ้าเป็นแกะพ่อพันธุ์ที่นำเข้า ไม่ว่าแกะเนื้อหรือแกะขน ราคาทั่วไปไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท” ประธานกลุ่มกล่าว

ขณะที่ คุณอิสรมันต์ พิพยานนท์ เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะจากอำเภอเมืองสระบุรี กล่าวว่า สำหรับตลาดใหญ่ของแพะในเวลานี้จะเป็นตลาดของคนมุสลิมในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งต้องการแพะเพื่อนำไปใช้ในพิธีกรรมและความเชื่อต่างๆ ทางศาสนา แต่การจะเลี้ยงแพะเพื่อจำหน่ายในตลาดดังกล่าวนั้น เกษตรกรต้องเลี้ยงแพะให้ได้อายุ 1 ปี และแพะมีความสมบูรณ์ เช่น ตาไม่บอด ขาไม่หัก หูไม่ฉีก เป็นต้น ส่วนแพะตัวเมียต้องเป็นแพะที่ไม่ตั้งท้อง

นายสัตวแพทย์เอกรัฐ พูนศรี นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสระบุรี กล่าวเสริมว่า สำหรับการเลี้ยงแพะ-แกะ ให้ประสบความสำเร็จนั้น สิ่งสำคัญที่เกษตรกรจะต้องให้ความใส่ใจที่สุดคือ การทำให้แพะ-แกะ ที่เลี้ยงปลอดจากโรค โดยเฉพาะโรคแท้งติดต่อ ซึ่งเป็นโรคที่สำคัญ และสร้างความสูญเสียให้กับการเลี้ยงแพะ-แกะ เป็นอย่างมาก

“การเลี้ยงในวันนี้ จะทำแบบอดีตที่เพียงแต่ไล่ต้อนไปตามทุ่งเลี้ยงตามมีตามเกิดไม่ได้แล้ว จะต้องมีการพัฒนารูปแบบการทำฟาร์มแบบพัฒนาและปลอดจากโรคแท้งติดต่อ ซึ่งเกษตรกรที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ต้องมีการจัดการให้ปลอดจากโรค และนำความรู้ทางวิชาการเข้ามาช่วยในการจัดการ โดยปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการเลี้ยงแพะคือ หนึ่ง การจัดการ ซึ่งแพะเป็นสัตว์ที่อ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อม ต้องมีการจัดการให้ดีเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของแพะ สอง การควบคุมป้องกันโรคที่จะต้องกำจัดจากฝูงให้เร็วที่สุด”

“เช่น โรคแท้งติดต่อ ถ้าพบว่า เกิดโรคแล้วไม่กำจัด จะทำให้เกิดการแพร่ระบาดในฝูงอย่างรวดเร็ว โดยจากที่ผ่านมาพบว่าถ้ามีแม่แพะเพียงตัวเดียวเป็นโรค และปล่อยทิ้งไว้ภายใน 6 เดือน จะทำให้โรคแพร่กระจายไปยังแพะตัวอื่นๆ ได้ถึงร้อยละ 70 ของฝูง นอกจากโรคแท้งติดต่อแล้ว ต้องควบคุมเรื่องพยาธิด้วย เพราะเป็นโรคสำคัญที่จะทำให้แพะสูญเสียน้ำหนักและเกิดโรคอื่นๆ ได้ด้วย จึงต้องทำการถ่ายพยาธิให้ครบตามที่กำหนด” นายสัตวแพทย์เอกรัฐ กล่าว

“ผมเชื่อว่า แพะนั้นเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่จะสร้างรายได้ให้อย่างมั่นคงแก่เกษตรกร ซึ่งไม่เหมือนกับสัตว์เศรษฐกิจที่มีปัญหาทั้งด้านตลาดและต้นทุน แต่แพะเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่สามารถขยายพันธุ์ได้เร็วและมีตลาดกว้าง ทั้งในประเทศและส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ”

สุดท้ายคือ การเคลื่อนย้ายที่จะต้องมีการควบคุม โดยก่อนนำแพะเข้าฟาร์มจะต้องมีการเลี้ยงในคอกกักก่อน เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ว่ามีการป่วยเป็นโรคที่สำคัญหรือไม่ ซึ่งในปี 2555 นี้ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสระบุรีมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรพัฒนารูปแบบการทำฟาร์มไปสู่ฟาร์มปลอดโรคให้ได้ไม่ต่ำกว่า 20 ฟาร์ม

นายสัตวแพทย์เอกภพ ทองสวัสดิวงศ์ ปศุสัตว์จังหวัดสระบุรี กล่าวว่า ในวันนี้กล่าวได้ว่า สำหรับอนาคตของแพะ-แกะ นั้นค่อนข้างมั่นใจว่ามีอนาคตดี ในส่วนของแพะ-แกะที่เกษตรกรเลี้ยงนั้นยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด และจะเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ทำรายได้ให้อย่างดีแก่ผู้เลี้ยงได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ซึ่งในส่วนการสนับสนุนนั้น สำนักงานปศุสัตว์สระบุรีได้วางนโยบายการส่งเสริมภายใต้หลักการง่ายๆ คือ เกษตรกรต้องการอะไร สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสระบุรีต้องทำให้อย่างทันที เช่น อยากตรวจโรค หรืออยากส่งแพะไปจำหน่ายในเขตภาคใต้หรือต่างประเทศ จะมีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการช่วยเหลือโดยทันที ดังนั้น ขอให้มั่นใจได้เลยว่าการเลี้ยงแพะ-แกะนั้น จะช่วยทั้งสร้างรายได้และสร้างชาติอย่างแน่นอน

“ในด้านการให้บริการแก่เกษตรกรนั้น ตอนนี้กรมปศุสัตว์ได้มีนโยบายให้มีการจัดตั้งปศุสัตว์ตำบลขึ้น ซึ่งในส่วนของจังหวัดสระบุรีได้มีการดำเนินการแล้ว ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่เกษตรกรได้เพิ่มมากขึ้น” ปศุสัตว์จังหวัดสระบุรีกล่าว

ทั้งหมดนี้คือ อีกหนึ่งข้อมูลที่ได้ชี้ให้เห็นถึงอนาคตของสัตว์เศรษฐกิจอย่างแพะและแกะของประเทศไทย

เปิดใจ อธิบดีกรมปศุสัตว์คนใหม่

กับนโยบายการพัฒนาปศุสัตว์ไทย

นายสัตวแพทย์ทฤษดี ชาวสวนเจริญ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงนโยบายในการดำเนินงานภายหลังเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมปศุสัตว์คนใหม่ว่า ภารกิจของกรมปศุสัตว์นั้น อยู่ภายใต้วิสัยทัศน์ ที่ว่า “เป็นองค์กรนำการปศุสัตว์ไทยสู่ตลาดโลก” ซึ่งประกอบด้วย 4 พันธกิจ คือ วิจัยและพัฒนา ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ป้องกัน ควบคุม และแก้ไขปัญหาโรคสัตว์ กำกับ ดูแล และอำนวยความสะดวกให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

อีกทั้งยังมีนโยบายการทำงาน 3 ความสุข ได้แก่ สร้างความสุขความพึงพอใจแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ สร้างความสุขแก่บุคลากรทุกคน ทุกฝ่าย และสร้างความสงบสุข ความรัก สามัคคี ปรองดอง ให้เกิดในกรมปศุสัตว์ สังคม และประเทศชาติ

ส่วนแผนงานของกรมปศุสัตว์ ในปีงบประมาณ 2555 นั้น ประกอบด้วย 4 ผลผลิต ได้แก่ พัฒนาการผลิตปศุสัตว์ พัฒนาสุขภาพสัตว์ สินค้าเกษตรมีคุณภาพ และเกษตรกรได้รับการส่งเสริม และอีก 1 โครงการ คือ โครงการส่งเสริมอาชีพจังหวัดชายแดนใต้

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงนโยบายด้านสุขภาพสัตว์ว่า จะมีการทำเครื่องหมายและขึ้นทะเบียนสัตว์แห่งชาติ (NID) เพื่อให้สัตว์มีหลักฐานแสดงประวัติที่ชัดเจน สามารถตรวจสอบย้อนกลับระบบความปลอดภัยสินค้าปศุสัตว์ได้ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ประเทศไทยต้องเป็นผู้นำในอาเซียนด้านปศุสัตว์ รวมถึงระบบ NID ระบบการอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์ (e-movement) ต้องพัฒนาเชื่อมต่อกับระบบ NID ให้ได้

นอกจากนี้ จะให้ปศุสัตว์จังหวัด ปศุสัตว์อำเภอ เข้าใจในระบบการทำเครื่องหมายและขึ้นทะเบียนสัตว์ที่ต้องพัฒนาเข้าสู่สากล ส่วนปศุสัตว์ตำบลนั้น จะทำอย่างไร ให้ท้องถิ่นเห็นถึงประโยชน์ที่คุ้มค่าของการมีปศุสัตว์ตำบล และดำเนินการจ้างหรือกำหนดอัตราของท้องถิ่นเอง โดยปศุสัตว์ตำบลต้องทำงานทุกงานของกรมที่ลงถึงท้องถิ่น ทุกกอง/สำนัก ต้องมีส่วนในการสนับสนุนงบประมาณ และติดตามงาน ในเรื่องด่านกักกันสัตว์ กรมให้ความสำคัญกับด่านกักกันสัตว์เป็นพิเศษ เนื่องจากประสิทธิภาพของด่าน ทั้งด้านบุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือ และประสิทธิภาพของการปฏิบัติงาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงระดับการพัฒนาด้านปศุสัตว์ของประเทศ ให้เพิ่มความเข้มงวดสูงสุดในการป้องกันโรคระบาดเข้าประเทศ ทั้งชายแดนและระหว่างประเทศอื่นๆ และพัฒนาคุณภาพการตรวจสอบสินค้าปศุสัตว์ทุกชนิด ทั้งนำเข้า-ส่งออก ให้ได้มาตรฐานรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

ด้านหน่วยควบคุมโรคระบาด จะจัดตั้งหน่วยควบคุมโรคระบาดสัตว์ขึ้น 11 หน่วย ให้ครอบคลุมทุกภาคของประเทศ นโยบายด้านการผลิตสัตว์ เป็นการพัฒนาการผลิตสัตว์ โดยให้มีฟาร์มเครือข่าย สร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการผลิตสัตว์พันธุ์ดีให้เพียงพอ และศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งกองทุน/เงินทุนหมุนเวียนสำหรับผลิตสัตว์เพื่อจำหน่าย ให้มีคลังเสบียงสัตว์สำรองประจำตำบล มีการผลิตหญ้าแห้งเพื่อส่งไปจำหน่ายต่างประเทศ จัดทำโครงการศึกษาพัฒนาอาหารสัตว์ในพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และจัดทำโครงการเร่งรัดผลิตโคเนื้อคุณภาพ 50,000 ตัว (Flagship Project) ซึ่งการพัฒนาด้านการผลิตสัตว์นั้น ต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อพัฒนาองค์ความรู้นโยบายด้านมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ คือมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ ได้แก่ โรงฆ่าสัตว์ โดยเร่งรัดโรงฆ่าสัตว์ที่ยื่นขอรับใบอนุญาตฯ (ฆสจ.1) ให้ได้ใบอนุญาตตั้งโรงฆ่าสัตว์ (ฆสจ.2) เขียงสะอาด โดยจัดให้มีสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์สะอาด (เขียงสะอาด) ทุกอำเภอ ดำเนินคดีกับผู้ประกอบการโรงฆ่าสัตว์และผู้จำหน่ายเนื้อสัตว์ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่เพื่อกำกับดูแลโรงชำแหละเนื้อสัตว์ ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย รวมทั้งดำเนินการเรื่องสารเร่งเนื้อแดง มาตรฐานฟาร์ม สารตกค้าง

ซึ่งปัจจัยแห่งความสำเร็จคือ ต้องสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องอาหารปลอดภัยแก่ผู้บริโภค นโยบายด้านส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ ประกอบด้วย การสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรรายย่อย เพื่อเป็นการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงสัตว์บนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียง พัฒนาระบบการผลิตและการตลาด โดยพัฒนาระบบการผลิตที่สอดคล้องกับศักยภาพในแต่ละพื้นที่ เชื่อมโยงผลผลิตรายชนิด ปศุสัตว์กับตลาดอย่างเป็นระบบ เตรียมความพร้อมรองรับการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 รวมถึงการฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งการจัดการภัยพิบัติด้านปศุสัตว์นั้น แยกเป็นก่อนเกิดภัย คือเตรียมความพร้อม (วิเคราะห์ความเสี่ยงในการเกิดภัยในพื้นที่ จัดเตรียมสถานที่อพยพสัตว์ระดับหมู่บ้าน/ตำบล แหล่งเสบียงสัตว์ จัดหาแหล่งน้ำ/การขนส่งน้ำ) ซักซ้อมแผน แจ้งเตือนภัย และให้ข้อมูลที่สำคัญแก่เกษตรกรเพื่อเตรียมความพร้อมในการเผชิญเหตุในขณะที่เกิดภัย

“ซึ่งกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานเดียวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือสัตว์ในขณะเกิดภัย โดยการดูแลสุขภาพสัตว์ อพยพสัตว์ ป้องกันควบคุมโรคระบาดสัตว์ สนับสนุนเสบียงสัตว์ ให้ของบฯ ภัยพิบัติจากผู้ว่าราชการจังหวัดทันที หากงบฯ ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่เพียงพอ ให้เสนอเรื่องถึงกรมปศุสัตว์ เพื่อขอใช้เงินทดรองราชการในอำนาจของปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 50 ล้านบาท และให้ประเมินผลกระทบ โดยต้องกำหนดคำจำกัดความของ “สัตว์ที่ได้รับผลกระทบ” ให้ชัดเจน เพื่อประเมินค่าชดเชยให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง และหลังเกิดภัย จะต้องฟื้นฟูด้านสุขภาพสัตว์ ด้านอาหารสัตว์ และอาชีพ”

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึง ยุทธศาสตร์รายสินค้าปศุสัตว์ อาทิ โคเนื้อ กระบือ แพะ แกะ โคนม สุกร สัตว์ปีก ว่าต้องเกาะติดสถานการณ์ เพื่อเข้าถึงปัญหาก่อนหน่วยงานอื่น หาแนวทางป้องกันแก้ไขก่อนที่จะเกิดปัญหาในวงกว้าง เช่น โคเนื้อจะหมดประเทศ แพะหาไม่ได้ น้ำนมล้นตลาด รวมกลุ่มเกษตรกรรายย่อยไม่ได้ ไข่แพง ไข่ถูก หมูแพง หมูถูก ผลักดันส่งออก ใครรับผิดชอบ เป็นต้น

ส่วนงานที่สำคัญๆ ในปี 2555 ได้แก่ งานครบรอบ 770 ปี กรมปศุสัตว์ (5 พฤษภาคม 2555) ซึ่งจะจัดกิจกรรมมากมาย คือ ช่วงเช้า ทำบุญตักบาตร ที่กรมปศุสัตว์ ราชเทวี และเดินทางไปพุทธมณฑล เวลา 09.30 น. เพื่อทำพิธีไถ่ชีวิตโค-กระบือ มีพิธีมอบรางวัลต่างๆ อาทิ ข้าราชการดีเด่น หน่วยงานใสสะอาด เกษตรกร/อาสาปศุสัตว์/ปศุสัตว์ตำบลดีเด่น ฯลฯ กิจกรรมแจกพันธุ์พืชอาหารสัตว์ บริการด้านสุขภาพสัตว์ จำหน่ายหนังสือ “7 ทศวรรษ กรมปศุสัตว์” และจัดซุ้มอาหารเลี้ยงผู้ร่วมงาน รวมทั้งจัดหน่วยปศุสัตว์เคลื่อนที่ให้บริการประชาชน เป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี ด้วย

“นอกจากนี้ จะมีการจัดการประชุม FMD Global Conference 2012 ในระหว่าง วันที่ 27-29 มิถุนายน 2555 ที่โรงแรมพลาซ่า แอททินี กรุงเทพฯ เพื่อให้ประเทศสมาชิก FAO และ OIE ได้ประชุมเชิงวิชาการและวางนโยบายการควบคุมโรค FMD ในระดับประเทศ ภูมิภาค และระดับโลก และในระหว่าง วันที่ 15-30 มีนาคม 2555 จะมีการประชุมการประเมินสมรรถนะด้านสัตวแพทย์บริการ (Performance of Veterinary Services: PVS) เพื่อเป็นการสร้างความเข้มแข็งของหน่วยงานสัตวแพทย์บริการของประเทศสมาชิก OIE ให้ได้ระดับมาตรฐานระหว่างประเทศ” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวในที่สุด 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: