ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Archive for มกราคม 7th, 2012

ข้อคิด-ข้อธรรมสู่สาธุชนพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพโลก (ตอน ๗)

  • 05 ธันวาคม 2554 เวลา 06:49 น.

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา : ทราบรายละเอียดจากรายการวิทยุรัฐสภา เรื่อง ศาสนกิจที่หลวงพ่อไปปฏิบัติในอินเดีย อยากได้บทธรรมบรรยายที่แสดง ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เรื่องอนัตตา เพื่อจะได้นำมาศึกษาปฏิบัติ และเพื่อประโยชน์ของทุกๆ คนที่สนใจที่ได้ติดตามธรรมส่องโลกมาโดยตลอด

ด้วยความเคารพยิ่ง

จาก จีระพัฒน์

วิสัชนา :

… ทุกลมหายใจเข้า จึงเปลื้องอารมณ์ออกจากจิต

… ทุกลมหายใจออก จึงเปลื้องอารมณ์ออกจากจิต

… ทุกลมหายใจเข้า จึงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เห็นความไม่ใช่ตัวตน

… ทุกลมหายใจออก จึงพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เห็นความไม่ใช่ตัวตน

ของธรรมทั้งหลาย ทั้งภายนอก ภายใน

การรู้ถึงความจริงดังกล่าว เป็นการรู้ความจริงขั้นสูงสุดตามความเป็นจริงในธรรมชาติ คือ การรู้ว่าในสภาพธรรมทั้งหลายเหล่านี้ หากยึดมั่นถือมั่นย่อมเป็นทุกข์… รู้เหตุแห่งทุกข์ รู้แล้วละ… ละเหตุ คือ ความทะยานอยาก ความยึดมั่นถือมั่น… ทุกข์ทั้งหลายก็ดับสิ้น ณ บัดนั้น

อาตมาเชื่อว่า พระอริยเจ้าทั้งหลายในสมัยพุทธกาลที่เคยพำนักอยู่ในแผ่นดินป่าอิสิปตนมฤคทายวันแห่งนี้ ได้กำหนดรู้ลมหายใจเข้า-รู้ลมหายใจออก และละจากความยึดมั่นยึดถือในสภาพธรรมทั้งหลาย

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

ไตรลักษณ์ในเบญจขันธ์ หลวงปู่ลี จิตธัมโม

  • 04 ธันวาคม 2554 เวลา 08:27 น.

โดย…ภัทระ คำพิทักษ์

ลําดับต่อไปนี้อาตมาจะได้แสดงธรรม เรื่อง ไตรลักษณ์ในเบญจขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ให้ทุกๆ คนตั้งจิตมั่นเป็นสมาธิมองเข้ามาภายในเราก็เห็นจิตเห็นใจของเรา ถ้าดูภายนอกก็ไม่เห็น ก็เห็นแต่อารมณ์ตามไป ทำให้เป็นโอปนยิโกน้อมเข้ามา มันจะเกิด ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ ก็รู้ได้เฉพาะตัว คนอื่นรู้ไม่ได้ เห็นไม่ได้ เห็นหน้าคนอื่นยังมาบอกเล่าว่า ให้เรารู้ว่าความสุขขณะนี้น่ะคนไม่รู้ว่าจะเอาความสุขที่เขาบอกเล่าก็ไม่ได้

นั่นละความสุขมันสัมผัสกันอยู่ที่ใจ

ใจมันจะสุขเพราะใจตัดขาดจากอารมณ์ อารมณ์นั้นมันก็มีอยู่ อารมณ์ดีอารมณ์ร้าย ความดีและร้ายมันก็เกิดมาแต่อดีตก็มี ซึ่งมันแก้ไม่ได้ ปลดไม่ได้ ปล่อยไม่ได้ วางไม่ได้ ทุกข์มาเมื่อใดก็เป็นอารมณ์กวนใจ ทำให้ใจกังวล ใจก็เป็นภาระอยู่กับอารมณ์นั้น ส่วนกายก็มีความแก่นำไป ความเจ็บไข้บีบคั้น ความชราอาศัยสิ่งที่ตามไป แต่อารมณ์ของใจสิ่งที่มันแสวงหาอยู่ว่าจะให้มันเกิดอย่างนั้นให้มันมีอย่างนี้มันไม่มีพอ

เพราะฉะนั้นท่านจึงให้ทำอยู่ในปัจจุบัน อารมณ์ในอดีตมีอยู่ก็ปล่อยไป อารมณ์ในอนาคตซึ่งมีความคิดว่า อนาคตจะไม่รู้ว่าสุขทุกข์จะเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่ได้คิดไปถึงความทุกข์ แต่อยากจะมีความสุขอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็ทุกข์อยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นก็ยังไม่ได้มาปรากฏ เพียงแต่มองภาพพจน์ของคนอื่นว่าคนนั้นเขามีอย่างนั้นเขามีอย่างนี้ เราก็อยากจะมีกับเขาอยากจะเป็นกับเขา แต่ครั้งแล้วสิ่งที่เป็นไปตามใจคิดใจนึก ไม่มีใครสุข ไม่มีใครสมหวัง มันก็มีสมหวังกับความไม่สมหวัง มันมีเป็นคู่กันอยู่ มันจึงไม่มีใครทำความสมหวังให้เกิดขึ้นแก่ตัวได้

สิ่งเหล่านี้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทำคลี่คลายปัญหาต่างๆ ได้ ท่านจึงเป็นโลกวิทูบุคคล

แม้แต่อารมณ์เป็นส่วนหยาบ อารมณ์ส่วนละเอียด พระองค์เอาตัวปัญญานั้นแหละเข้าไปตามรู้ ตามพิจารณาส่วนที่ทำลายได้ก็ทำลายออกไป ส่วนที่ยังทำลายไม่ได้ก็พยายามต่อ สุดท้ายก็เรียกว่าทำเอาจริงเอาจัง ก็ไม่ใช่ใช้เวลาน้อยๆ ใช้เวลานาน ถ้านับแต่การบรรพชาอุปสมบทเข้ามาสู่พระธรรมวินัย ในพระพุทธศาสนา ตั้งใจเอากายกับใจออกมา ไม่ได้เอาสมบัติอะไรออกมา สมบัติภายนอกมีเงินทองข้าวของ ยศฐาบรรดาศักดิ์ก็มีให้ แต่ก็ไม่ได้เอาอะไรมา คิดว่าตัดขาดออกมา ลูกเมียก็ตัดขาดออกมา ก็นึกว่ายังเหลืออยู่เพียงอารมณ์ของใจว่า อยู่ในบ้านในเรือนในยศในครอบครัว ก็มีแต่ทางวุ่นวาย มันใกล้ไฟ เหมือนคนอยู่ใกล้ไฟไม่ร้อนมาก ก็ร้อนน้อย ฉะนั้นเราใกล้กับมลทินเหมือนฝุ่นละออง

ฝุ่นละอองทั้งหลายแหล่นั้นก็ปลิวมาจากทุกทิศทุกทาง อารมณ์ของใจก็ปลิวมาจากทุกทิศทุกทางเรียกว่า จิตไม่มีเวลาจะว่าง ถ้าเรานั่งอยู่ใกล้ นอนอยู่ใกล้ ตื่นขึ้นก็เห็น หลับตาอยู่ก็เห็น อย่างนี้จะเป็นไปในการสั่งสอนหรือสอนใจของตัวเองยาก ดังนั้น พระองค์จึงทำเหมือนว่าให้ตัวเป็นคนยากจน หรือว่าไม่มีสมบัติอะไร กำหนดเอาแต่สมบัติภายในคือ กายกับใจ

กายกับใจนี้ทุกคนได้มา ส่วนสมบัติภายนอกเรามาหากันทีหลัง

แล้วอารมณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมันก็เกิดขึ้นทีหลัง ที่มันเกิดมาแล้ว จริงๆ แล้วก็เรียกว่ามันเป็นผล เป็นผลที่ในส่วนที่ดีคือ เกิดมาก็ได้เป็นคน มีลูก มีหลานอันสมบูรณ์ ไม่พิกลพิการในทางจิต ไม่พิกลพิการในทางกายเรียกว่า เป็นมนุษย์ ผู้สมบูรณ์แบบ แต่ว่าเกิดมาอย่างนี้ก็เรียกว่ามันเป็นโชค เป็นวาสนา เป็นบารมี จึงได้เกิดอย่างนี้ การที่จะเกิดอย่างนี้ได้ มันก็เรียกว่าเราทำศีลของเรามาแล้วคือ ศีลของเรามีมาแล้ว จึงสร้างหัวสร้างขาของเราให้ครบถ้วนเรียกว่า อาการ 5 หัว 1 แขน 2 ขา 2 เทียบกับศีลข้อที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 นั่นเอง

ฉะนั้นการที่ได้เกิดเป็นคนอีกต่อไปนี้ ได้มาเป็นคนก็อาศัยศีลเหล่านี้เอง ไม่มีอย่างอื่นที่จะสร้างคนให้สมบูรณ์ได้

ฉะนั้นการที่เรามารักษาศีลก็เพื่อจะรักษาสมบัติความเป็นคนของเราที่มีมาแล้วคือ เรามีอาการ 5 เราจะไม่ทำลายสมบัติที่เราหามาได้ด้วยยาก ที่เราจะเห็นว่ามันยากมันง่ายนั้น เราเห็นเพื่อนที่เกิดอยู่ในโลกนี้ ทั้งที่เป็นคน ทั้งที่เป็นสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานก็ไม่ใช่ประเภทเดียวกันหลายประเภท แต่เขาเหล่านั้นถ้าพูดแล้วก็มีจิตใจเหมือนกัน แล้วแต่จิตใจนั้นมันไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดเป็นคนเป็นมนุษย์ได้ ก็อาศัยร่างเล็กๆ เป็นมดเป็นปลวกก็อาศัยร่างเล็กๆ นั้นเคลื่อนไหวไปมา เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็แสวงหาสมบัติแสวงหาความเป็นอยู่ แสวงหาความสุข ไม่มีสัตว์ตัวใดที่จะนิ่งอยู่เพราะอาศัยกายเกิดขึ้นแล้ว มันก็ต้องอาศัยอาหาร คนเรายิ่งเป็นผู้เหนือเขาเหล่านั้นคือ แสวงหาความสุขให้เกิดแก่ตัวเองได้

ฉะนั้นว่าสัตว์ทั้งปวงที่เกิดอยู่ในโลกจำนวนมากมายนั้น ไพศาล ตีเสียว่า เขาเหล่านั้นมีความทุกข์ไม่มีทางแก้ตัว

เป็นสุนัขก็นึกว่าตัวเองเป็นสุนัข แล้วจะแก้ตัวในขณะที่เป็นสุนัขนั้นก็แก้ไม่ได้ เป็นมดเป็นปลวกเป็นสัตว์ต่างๆ เนี่ยแก้ตัวไม่ได้

ฉะนั้นพวกเหล่านี้ท่านจึงว่าตกอยู่ในอบายภูมิคือ มันหาความสุขไม่ได้ เมื่อหาความสุขไม่ได้ก็เรียกว่า นรกภูมิ เสวยวิบากอยู่ในนรก เป็นสัตว์เดรัจฉานก็เรียกว่า หาภูมิที่หาความสุขไม่ได้ เพราะปัญญามีน้อย เพียงแต่หาให้กินไปวันๆ ได้กินไปวันๆ เหมือนกัน แล้วก็อาศัยสิ่งที่มากระทบ เขาก็จึงแสวงว่า สัตว์ประเภทหนึ่ง ก็เรียกว่าหลบซ่อนอยู่ในใต้ดินทำรูทำรังพาลูกพาหลาน อย่างปลวกเนี่ยเขาก็ทำจอมปลวกอยู่ มีลูกมีหลานเกิดในที่นั่นเรียกว่า มันเกิดขึ้นมาแล้วก็ต่อสู้กับชีวิต แต่เรามาคิดแล้วว่า เขาพอหรือไม่พอ สุขหรือไม่สุข คิดแล้วมันเทียบกับเราไม่ได้ เรานี้…ทำที่อยู่ก็ทำได้ ทำให้มีความสุขความสบายให้แก่ตัวเองก็ได้เรียกว่า มันแก้ได้

เพราะฉะนั้นการที่เราผ่านขั้นตอนเหล่านี้มา ไม่ได้เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นความอย่างสมบูรณ์ แต่เราก็รักษาสมบัติอันนี้ที่มันได้มาแล้วนี้ ไว้ให้อยู่อย่างเดิมไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปจากนี้ ฉะนั้นจึงเอาอันดับแรกว่าเรารักษาศีล เพื่อให้สมบัติอันนี้ยังเหลือ ยังมี คือจะไม่ให้เปลี่ยนแปลงอันนี้กำหนดเอาความเกิด แต่ทีนี้ด้านจิตใจนั้นเรียกว่า โดยธรรมชาตินั้นแล้วก็เรียกว่า มันไม่หยุดนิ่งคือ มันมีสิ่งที่มากระทบเพราะมันรู้สิ่งที่มากระทบพอใจอาการของจิตก็เป็นอย่างหนึ่งกระทบที่ไม่พอใจก็มีอาการอย่างหนึ่ง หรือจิตมีความปรารถนาในสิ่งใดก็ทำไปตามสิ่งที่คิดที่ปรารถนาในสิ่งนั้น พยายามในสิ่งนั้น แต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นจะเป็นไปในลักษณะที่ให้เกิดความสุขสมบูรณ์ หรือเกิดความสุขในภพในชาติเป็นกุศลกรรม กรรมที่ส่วนเป็นฝ่ายดี ก็ขึ้นอยู่กับปัญญา แต่หากว่าปล่อยตามธรรมชาติแล้วเนี่ย จิตนี่มันก็เกิดอาศัยกิเลสมันเกิดมาร่างกายทั้งหมดก็สร้างกันมาด้วยกิเลส แล้วจิตมีอารมณ์อยู่ ปัจจุบันก็รูปแบบหนึ่งก็โกรธ รูปแบบที่สองก็โลภ รูปแบบที่สามก็หลง

สิ่งเหล่านี้เรียกว่า โลภมูล โทสมูล โมหมูล นี่มันเกิดมาจากความโลภ เกิดก็เกิดมาจากความโลภ เกิดมาจากความโกรธ เกิดมาจากความไม่รู้ ที่ว่ามันไม่รู้เนี่ย เราเกิดมาแล้วว่าเป็นมนุษย์นี่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นความสุขเสียทั้งหมด เพราะเป็นทุกข์เพราะความเกิด ถ้าเกิดขึ้นมาแล้วก็เป็นทุกข์ ทุกข์เพราะรูปก็ไม่เที่ยง เรียกว่า รูปํ อนิจฺจํ รูปไม่เที่ยง เวทนา อนิจฺจา ความปรุงแต่งขึ้นในสิ่งทั้งหลายปรุงแต่งขึ้นมา บางอย่างก็เรียกว่าไม่มีใจครอง เช่น บ้านเรือนก็ไม่มีใจครอง แต่อาศัยปรุงแต่งขึ้นมา อันนี้ก็ไม่เที่ยงวิญญาณํ อนิจจํ วิญญาณคือ ตัวรู้ วิญญาณเรียกว่าตัวรู้

ถ้าพูดในขันธ์ 5 แล้ววิญญาณคือ ตัวรู้ พูดในที่อื่น ก็เรียกว่าจิตใจ ฉะนั้นว่า มาย่นส่วนที่เป็นรูปและไม่เป็นรูปมันก็มีอยู่ 2 คือ รูปก็คงเป็นรูปเหมือนเดิม เหมือนเรานั่งอยู่นี่ก็ยังเรียกว่า เป็นรูปหญิงรูปชายตามสมมติตามบัญญัติเรียกว่า เป็นรูป ส่วนเวทนามันเป็นนาม ตัวตนมันไม่รู้ว่าเป็นยังไง

เวทนาก็มีอยู่ 2 สุขเวทนา สุขตั้งแต่ไม่มีโรคมีภัยเบียดเบียน ก็เรียกว่ามีความสุข เรียกว่าสุขเวทนา ทุกเวทนา เพราะร่างกายนี้มันก็เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง มันก็เกิดทุกข์เกิดสุขสลับกันไปอยู่อย่างนี้ ฉะนั้นว่าสิ่งที่นามนี้แหละ เวทนาก็เป็นนามไม่มีตัวมีตนแต่ทุกข์ได้ ร้องไห้ได้เมื่อเกิดขึ้น สัญญาความจำเรียกว่าความจำ เรียกว่า สิ่งที่เราจำได้ในอดีต เช่น คนแก่ๆ เล่านิทานก็เรียกว่าจำได้ในอดีต เรื่องเก่าๆ จำในอดีต แต่ที่มันเป็นอนิจจาหรืออนิจจังไม่เที่ยงนั้น เมื่อแก่แล้วมันก็จำหลงๆ ลืมๆ ขาดๆ วิ่นๆ เพราะประสาทมันทำงานไม่ค่อยคล่องตัว

มันมีความเสื่อมเหมือนวัตถุอื่นๆ เหมือนบ้านเมื่อปลูกขึ้นมาใหม่ๆ ทุกอย่างก็แข็งแรง ดูสวยงาม เมื่อนานไปๆ แล้วก็เรียกว่า มันก็เสื่อม แต่ส่วนวิญญาณคือความจำเนี่ย บางทีก็จำได้ไม่ได้ เหมือนกับคนแก่จำลูกจำหลานไม่ได้ จากไปเดี๋ยวก็จำไม่ได้ นอกจากจำตัวเขาไม่ได้ จำชื่อเขาก็ไม่ได้ด้วย อันนี้เรียกว่ามันไม่มีอะไรแน่นอน มันเป็นอนิจจังไม่เที่ยง

อย่างนี้สังขารที่ปรุงแต่งขึ้นมาจะเป็นรูปที่มีจิตใจคือ ตัวเราหรือสัตว์ที่มีจิตใจครองอยู่ในร่าง นี่เรียกว่าสังขารเหล่านี้ก็มีอายุกาล เช่น เราทำด้วยไม้ มุงด้วยหญ้าก็มีอายุการใช้งาน แต่เดี๋ยวก็พังก็ทำใหม่ ที่พังมากกว่านั้นแข็งแรง มีเหล็กมีปูนมีก็มีการพัง กำหนดว่า อยู่แน่นอนชั่วกัปชั่วกัลป์ไม่ได้แล้ว นอกจากจะเป็นไป เสื่อมโทรมไปหมดทั้งทุกอย่างแล้วนั้นก็เรียกว่า มันก็ทรุดทีละเล็กละน้อยไปก่อน บางทีก็หลังคารั่ว บางทีก็ปลวกกิน เหล่านี้เป็นต้น

นี่สังขาร แต่ว่าเขาก็ไม่ได้เกิดความทุกข์เสาต้นหนึ่งเมื่อปลวกกินเขาก็ไม่ได้บ่น อะไรพังลงมาเขาก็ไม่ได้บ่นไม่มีตัวรับผิดชอบก็คือ จิตไม่มี แต่มันพังก็พังไป แต่คนที่สร้างก็จะไปยึดถือเอาตรงนั้นว่าบ้านหลังนี้เป็นของเรา ไฟไหม้ก็เป็นทุกข์ ลมพัดพังลงไปก็เป็นทุกข์ ปลวกกิน หรือชำรุดไปตามสภาพกาลเวลา เราเป็นเจ้าของก็เป็นทุกข์

(อ่านต่อฉบับหน้า)

ใครเป็นใครในพระเถระ(บางรูป)ที่มีสมณศักดิ์ใหม่

  • 04 ธันวาคม 2554 เวลา 08:15 น.โดย…สมาน สุดโต

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เลื่อน และสถาปนาสมณศักด์ เนื่องในวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา วันที่ 5 ธ.ค. 2554 จำนวน 93 รูป เป็นพระสงฆ์ไทย 90 รูป และพระสงฆ์จากสาธารณรัฐประชาชนจีน อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ประเทศละ 1 รูป

สำหรับพระสงฆ์ไทย 90 รูปนั้น จะขอยกที่เด่นและมีชื่อเสียงเป็นที่เคารพของประชาชนบางรูปมาเสนอในคอลัมน์นี้ ดังนี้

พระพรหมโมลี (สมศักดิ์ อุปสโม ป.ธ. 9 Ph.D.) ศาสตราจารย์พิเศษ (สาขาภาษาบาลี) เจ้าคณะใหญ่หนกลาง ประธานคณะกรรมการศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม ประธานผู้อำนวยการโครงการฝึกอบรมพระวิปัสสนาจารย์ ในอุปถัมภ์ของโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จชั้นสุพรรณบัฏ ที่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์

ท่านเกิดเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2484 พื้นเพเป็นชาว จ.พระนครศรีอยุธยา อุปสมบทเมื่ออายุ 20 ปี ศึกษาเล่าเรียนธรรมบาลีจนจบชั้นสูงสุด คือเปรียญ 9 ประโยค พ.ศ. 2515 ได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์สอนภาษาบาลีที่สำนักเรียนวัดชนะสงครามติดต่อกันมาหลายปี วิชาที่สอนคือแต่งฉันท์ภาษาบาลีชั้น ป.ธ. 8

สำหรับการแต่งฉันท์นั้น ท่านเคยได้รับคำสรรเสริญจากอาจารย์แย้ม ประพัฒน์ทอง อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญแต่งฉันท์ภาษาบาลีว่าร้ายมาก โดยไปพูดกับผู้ใหญ่ว่าได้ตัวแทนในการสอนฉันท์แล้ว

ท่านหาเวลาไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยมคธ รัฐพิหาร อินเดีย จนจบปริญญาโท พ.ศ. 2519 และปริญญาเอก พ.ศ. 2526 และเข้าอบรมวิปัสสนากรรมฐานที่สำนักมหาสีสยาดอว์ ประเทศพม่า และจะได้รับตำแหน่งอัครมหาบัณฑิตจากประเทศพม่าในเดือน ธ.ค.นี้ด้วย

จากผลงานเป็นที่ประจักษ์ สมณศักดิ์ได้รับเลื่อนขึ้นตลอด จากขั้นสามัญเมื่อ พ.ศ. 2516 จนกระทั่งได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ ที่สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ ปี 2554

ในฐานะประธานคณะกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ เคยให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ ว่า ในอนาคตจะให้วัดพิชยญาติการามที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสเป็นศูนย์ใหญ่แห่งการอบรมวิปัสสนา โดยกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องจะจัดที่วัดนี้ เพราะสร้างศาลาใหญ่รองรับกิจกรรมทุกอย่างของคณะสงฆ์ไว้แล้ว

พระธรรมปัญญาภรณ์ (สุชาติ ธมฺมรตโน ป.ธ.9 พธ.บ.) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะ ที่พระพรหมโมลี

ฐานะและตำแหน่งอื่นๆ ของท่าน คือ เลขานุการแม่กองบาลีสนามหลวง เจ้าคณะภาค 5 กรรมการ ศ.ต.ภ.

ท่านเป็นชาวสุพรรณบุรี ชื่อเดิม สุชาติ นามสกุล สอดสี เกิดที่ ต.วังหว้า อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันเสาร์ที่ 23 ต.ค. 2497 ปีมะเมีย

บรรพชา 5 เม.ย. 2508 วัดเกาะ ต.วังหว้า อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี โดยพระครูวรนาถรังษี วัดเกาะ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ อุปสมบท 4 ก.ค. 2519 วัดพระศรีรัตนศาสดาราม แขวงพระบรมมหาราชวัง โดย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา เป็นพระอุปัชฌาย์ เพราะท่านเป็นนาคหลวง ได้ประโยค 9 เมื่อครั้งเป็นสามเณร และเรียนจบสำเร็จพุทธศาสตรบัณฑิต (พธ.บ.) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ.2527

เป็นเจ้าคณะภาค 5 พ.ศ. 2540

พระธรรมสิทธินายก (ธงชัย สุขญาโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เจ้าคณะภาค 10 และเป็นผู้รับผิดชอบงานพระธรรมทูตสายยุโรปกลุ่มสแกนดิเนเวีย เป็นรองสมเด็จที่พระพรหมสิทธิ

ชื่อเดิม ธงชัย นามสกุล สุขโข เกิดวันที่ 16 ก.พ. 2499 ณ บ้านเลขที่ 19 หมู่ 5 ต.เขาวง อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี อุปสมบท พ.ศ. 2519 ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร วิทยฐานะ จบนักธรรมชั้นเอก เป็นพุทธศาสตรบัณฑิต

สมณศักดิ์นั้น เริ่มเมื่อ พ.ศ. 2530 โดยเป็นพระครูประสิทธิสรคุณ พระครูฐานานุกรมสมเด็จพระพุฒาจารย์ พ.ศ. 2535 เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ ที่พระสุวรรณเจติยาภิบาล พ.ศ. 2544 เป็นพระราชาคณะชั้นราช ที่พระราชธรรมสาร พ.ศ. 2547 เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ที่พระเทพสิริภิมณฑ์ วันที่ 9 มิ.ย. 2549 เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นกรณีพิเศษ ที่พระธรรมสิทธินายก และ พ.ศ. 2554 เป็นรองสมเด็จพระราชาคณะ ที่พระพรหมสิทธิ

ในบรรดาชั้นธรรม 6 รูป พระเทพสิทธิเมธี (เฉลิม พนฺธฺรํสี ป.ธ.5) เจ้าอาวาสวัดจันทารามและเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เลื่อนขึ้นเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่พระธรรมสิทธินายก

ท่านเป็นคน จ.พิจิตร ชื่อเดิม เฉลิม พันธุรังสี อายุ 78 ปี ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2554 แทน พระธรรมสุธี ที่เกษียณอายุ

พระเทพภาวนาวิกรม (เจ้าคุณธงชัย ธมฺมธโช ป.ธ.6) หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดไตรมิตร และประธานมูลนิธิร่มฉัตร เจ้าของโครงการเพชรยอดมงกุฎ พระสงฆ์ชื่อดังที่เพียบพร้อมทั้งวิชาการและวิทยาคม ได้ขึ้นเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่พระธรรมภาวนาวิกรม วิ. ท่านเกิดวันที่ 21 ก.พ. 2496 ที่ อ.พานทอง จ.ชลบุรี

เป็นพระเกจิดังรูปหนึ่งในยุคปัจจุบัน

หลวงพ่อจิ๋ว เป็นเจ้าคุณพระโพธินันทมุนี วิ.

ส่วนพระราชาคณะชั้นสามัญที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญสมใจนักการเมือง และคณะศิษย์ทั้งหลายเป็นอย่างยิ่งคือหลวงพ่อจิ๋ว อายุ 61 ปี แห่งวัดป่าธรรมชาติ จ.ชลบุรี เจ้าอาวาสวัดป่าพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดียเนปาล ประธานสมาคมพุทธไทยภารตะ วัดป่าพุทธคยา ประเทศอินเดีย ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็น พระโพธินันทมุนี วิ. เพราะท่านได้ชื่อว่าเป็นพระอาจารย์ของนักการเมืองในรัฐบาลปัจจุบัน และเป็นที่เคารพนับถือของตระกูลชินวัตรเป็นอย่างยิ่ง

ท่านมีชื่อเดิมว่า พนมศักดิ์ นามสกุล ภักดี เป็นชาว จ.สุรินทร์ เป็นนักบุกเบิกสร้างวัด ทั้งในประเทศไทย อินเดีย และสหรัฐอเมริกา สร้างแล้วให้พระที่ไว้ใจครอบครองและพัฒนาต่อ วัดที่ท่านสร้างจะมีชื่อขึ้นต้นว่าวัดป่าทุกวัด

ความรู้ความสามารถรอบตัว แขกอินเดียที่ว่าแน่ยังยอมมอบตัวเป็นลูกศิษย์หลายคน พร้อมกับถวายชื่อให้ท่านด้วยความเคารพว่า Chota Bhante ท่านสามารถสื่อสารได้ถึง 7 ภาษา ทั้งภาษาอังกฤษและฮินดี มีดีกรี ดร. นำหน้าชื่อหลังจากได้ Ph.D. จากมหาวิทยาลัยสันสกฤต พาราณสี ประเทศอินเดีย

คนในตระกูลชินวัตร โดยเฉพาะ พายัพ ชินวัตร และครอบครัว มาถวายตัวเป็นศิษย์ เมื่อ 30 ปีที่แล้ว ขณะที่ท่านปฏิบัติศาสนกิจที่ดัลลัส สหรัฐอเมริกา จากนั้นก็พาคนในตระกูลชินวัตรหลายคน ล้วนแต่ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันมาปฏิบัติธรรมกับท่านอย่างสม่ำเสมอ

ก่อนที่จะได้เป็นเจ้าคุณ ท่านเป็นพระครูพุทธบาลมาก่อน แล้วได้รับการแต่งตั้งเป็นพระครูปลัดสุวัฒนเมตตาคุณ ฐานานุกรม พระพรหมเมธี กรรมการมหาเถรสมาคม วัดสัมพันธวงศาราม เมื่อเดือน ก.ย. 2554 ที่ผ่านมา

สื่อมวลชนเคยเขียนถึงท่านว่าเป็นพระยอดนักกตัญญู โดยเฉพาะกับโยมแม่ชีคำนวณ โยมมารดาผู้ให้กำเนิด เพราะท่านปฏิบัติและดูโยมแม่ให้มีความสุขกายสุขใจตลอดจนกระทั่งถึงแก่กรรม ได้จัดงานพระราชทานเพลิงศพให้อย่างสมเกียรติ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 เม.ย. 2553 ณ ฌาปนสถานวัดพุทธบูชา อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงคุณธรรมส่วนน้อยของพระเถระบางรูปที่ได้รับการโปรดเกล้า ให้เข้ารับสัญญาบัตร พัดยศ ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย วันที่ 5 ธ.ค. 2554

ข้อธรรมข้อคิดสู่สาธุชนพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพโลก(ตอน๖)

  • 02 ธันวาคม 2554 เวลา 07:03 น.

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา : ทราบรายละเอียดจากรายการวิทยุรัฐสภา เรื่อง ศาสนกิจที่หลวงพ่อไปปฏิบัติในอินเดีย อยากได้บทธรรมบรรยายที่แสดง ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เรื่องอนัตตา เพื่อจะได้นำมาศึกษาปฏิบัติ และ เพื่อประโยชน์ของทุกๆ คนที่สนใจที่ได้ติดตามธรรมส่องโลกมาโดยตลอด

ด้วยความเคารพยิ่ง

จาก จีระพัฒน์

วิสัชนา : บัดนั้น พระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้เข้าถึงความเป็นกฎอนัตตา เมื่อเห็นความจริงว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น เพราะมีความแปรปรวน เปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้สรุปรวมธรรมลงที่ว่า รูปทั้งหลาย เวทนาทั้งหลาย สัญญาทั้งหลาย สังขารทั้งหลาย วิญญาณทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นในส่วนใดก็แล้วแต่ ภายนอก ภายใน ที่ใกล้ ที่ไกล หยาบ ละเอียดประณีต… รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณทั้งหลายล้วน ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา

การเข้าถึงความจริงดังกล่าว จึงเป็นการรู้แจ้งในความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เรียกว่า วิปัสสนา คือความรู้แจ้ง มีปัญญารู้แจ้งความจริงขั้นสูงสุด เป็นการรู้ความจริงเพื่อออกจากความยึดมั่นยึดถือในนามรูปนี้ เพื่อเข้าถึงความจริงว่า สรรพธรรมทั้งหลายนั้นล้วนแล้วแต่เป็นอนัตตา

อ่านต่อฉบับวันจันทร์

ข้อคิดข้อธรรมสู่สาธุชนพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพโลก (ตอน ๕)

  • 01 ธันวาคม 2554 เวลา 07:16 น.

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา : ทราบรายละเอียดจากรายการวิทยุรัฐสภา เรื่อง ศาสนกิจที่หลวงพ่อไปปฏิบัติในอินเดีย อยากได้บทธรรมบรรยายที่แสดง ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เรื่องอนัตตา เพื่อจะได้นำมาศึกษาปฏิบัติ และเพื่อประโยชน์ของทุกๆ คนที่สนใจที่ได้ติดตามธรรมส่องโลกมาโดยตลอด

ด้วยความเคารพยิ่ง

จาก จีระพัฒน์

วิสัชนา : แต่เพราะรูปเป็นอนัตตา รูปจึงเป็นไปเพื่ออาพาธลำบาก สัตว์จึงไม่ได้รูปดังใจหวังว่า รูปจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย

…แม้ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รวมกับรูป เป็นรูป นาม ขันธ์ ๕ ก็เป็นเช่นเดียวกัน คือเป็นอนัตตา… ถ้าเป็นอัตตาแล้ว ย่อมพึงไม่เป็นไปเพื่ออาพาธลำบาก สัตว์ก็ย่อมได้ดังใจหวัง แต่เพราะธรรมเหล่านี้เป็นอนัตตา สัตว์จึงไม่เป็นไปตามใจหวังว่าจงเป็นอย่างนี้เถิด อย่าได้เป็นอย่างนั้นเถิด…”

จะเรียกว่า รูป นาม ขันธ์ ๕ กาย จิต หรือ ชีวิต สุดท้ายก็รวมลงที่ความเป็นอนัตตา ไม่สามารถเป็นไปตามที่เราพึงตั้งจิตปรารถนาได้ว่าให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้… แต่ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ทรุดโทรม แตกดับ ไปเป็นธรรมดา

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักความจริงดังกล่าวเป็นเบื้องต้นแล้ว จึงตรัสถามพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ว่า

“รูปนี้ เที่ยงหรือไม่เที่ยง”

“ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า”

“สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นสุขหรือเป็นทุกข์เล่า”

“เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า”

“สิ่งใดเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดาแล้ว ควรหรือที่จะเห็นว่า เป็นตัวตนของเรา”

“ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า”

 อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

ข้อคิดข้อธรรมสู่สาธุชนพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพโลก (ตอน ๔)

  • 30 พฤศจิกายน 2554 เวลา 05:53 น.

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา : ทราบรายละเอียดจากรายการวิทยุรัฐสภา เรื่อง ศาสนกิจที่หลวงพ่อไปปฏิบัติในอินเดีย อยากได้บทธรรมบรรยายที่แสดง ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เรื่องอนัตตา เพื่อจะได้นำมาศึกษาปฏิบัติ และเพื่อประโยชน์ของทุกๆ คนที่สนใจที่ได้ติดตามธรรมส่องโลกมาโดยตลอด

ด้วยความเคารพยิ่ง

จาก จีระพัฒน์

วิสัชนา : การประกาศกฎอนัตตาของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันนี้ ดุจดังฟ้าผ่าลงกลางชมพูทวีป เพราะในยุคกาลสมัยนั้น ไม่มีศาสดาใด ไม่เคยมีเจ้าศาสนา เจ้าลัทธิใดเลยที่เคยรู้ถึงกฎความจริงนี้ การประกาศกฎอนัตตาดังกล่าว จึงเป็นการลบความเชื่อผิดๆ คือความเชื่อแห่งเทวนิยมทั้งหลาย และความเชื่อในสิ่งลี้ลับของชาวชมพูทวีปทั้งหลาย นี่จึงเป็นการประกาศกฎความจริงของธรรมชาติว่า

สรรพธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นตามเหตุ ตามปัจจัย

… เหตุปัจจัยมีอยู่ ธรรมมีอยู่

… เหตุปัจจัยสิ้นไป ธรรมทั้งหลายย่อมสิ้นไป

อย่างนี้เป็นธรรมดา

กฎอนัตตานี้เป็นกฎธรรมชาติที่มีอยู่แล้ว และเป็นอย่างนี้ ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นหรือไม่ก็ตาม กฎนี้มีอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้ชอบ โดยการประกาศกฎดังกล่าวนี้ด้วยพระองค์เอง

บัดนี้… การฝึก การเรียนรู้ หรือการทำปัญญาให้รู้แจ้งในพระพุทธศาสนานั้น ก็คือการให้เข้าถึงความจริงของความเป็นอนัตตา ด้วยความหมายว่า นามรูปนี้ไม่เที่ยง นามรูปนี้ไม่ใช่ตัวตน เพราะนามรูปนี้เป็นอนัตตา

… การเข้าถึงกฎอนัตตา ทำให้เราละจากความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตน บุคคล เรา เขา เสียได้

… การรู้ถึงความเป็นกฎอนัตตา ทำให้เราละจากความยึดมั่นถือมั่นในรูป นาม ขันธ์ ๕ นี้เสียได้

… การละจากอุปาทานยึดมั่นถือมั่นในรูป นาม ขันธ์ ๕ ได้ นั่นคือ การเข้าไปสู่ความสิ้นทุกข์อย่างแท้จริง

ความสิ้นทุกข์เกิดขึ้น เพราะ เรารู้ว่า ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา… รูปนามนี้ไม่ใช่ของเรา รูปนามนี้ไม่ใช่เรา รูปนามนี้ไม่ใช่ตัวตนของเรา… การเข้าถึงความจริงขั้นสูงสุดนี้ได้ คือ การเข้าถึงที่สุดของความสิ้นทุกข์ คือ พระนิพพานในพระพุทธศาสนานี้ เพราะฉะนั้น นักปฏิบัติ ผู้เจริญภาวนา ผู้อบรมวิปัสสนาญาณ เพ่งรู้ทุกลมเข้า รู้ว่ารูปนี้ไม่ใช่ของเรา รู้ว่ารูปนี้สักเพียงแต่ว่าเป็นเรื่องของความปรุงแต่ง เห็นความปรุงแต่งของรูปนี้ หรือกายนี้ทุกลมเข้า-ลมออก เห็นความเกิด ความดับของกายจิตนี้ ทุกลมเข้าลมออก

เมื่อหายใจเข้า… พึงเห็นกายสังขาร ที่เกิดขึ้นและดับไป

เมื่อหายใจออก… พึงเห็นกายสังขาร ที่เกิดขึ้นและดับไป

เมื่อหายใจเข้า… ก็เห็นจิตสังขาร ที่เกิดขึ้นและดับไป

เมื่อลมหายใจออก… ก็เห็นจิตสังขาร ที่เกิดขึ้นและดับไป

ทุกลมหายใจเข้า ลมหายใจออก… ให้เห็นการเกิดขึ้น และดับไปของกายนี้… และของจิตนี้

ให้ตั้งสติ… ระลึกรู้ไปที่กายนี้ เพื่อเห็นกายนี้มีความปรุงแต่งเกิดขึ้น มีความดับไป… แม้เวทนา อารมณ์ที่ยกสู่จิตที่สื่อจากกายนี้ อารมณ์ก็เกิดขึ้น และดับไป… แม้จิตนี้ที่เป็นความคิด ความนึก ก็ปรุงแต่งให้เกิดขึ้น และดับไป… แม้ธรรมทั้งหลายที่สืบเนื่องจากจิตนี้ ก็มีความเกิดขึ้น มีความดับไปเป็นธรรมดา… รวมแล้ว ธรรมทั้งหลายนั้นไม่เที่ยง ธรรมทั้งหลายนั้นเป็นอนัตตาดังพระสูตร พระอนัตตลักขณสุตตัง ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงขึ้นที่นี่เพื่อโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ยังให้พระปัญจวัคคีย์ถึงซึ่งความเป็นพระอรหันตเจ้า ด้วยความหมายแห่งธรรมว่า

“รูปนี้ เป็นอนัตตา… หากรูปนี้เป็นอัตตาแล้ว รูปนี้ก็ไม่พึงเป็นไปเพื่ออาพาธลำบาก สัตว์ย่อมจะพึงได้ในรูป… หากรูปนี้เป็นอัตตา รูปจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปจงอย่าเป็นอย่างนั้นเลย”

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้ 

ข้อคิด-ข้อธรรมสู่สาธุชนพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพโลก (ตอน๓)

  • 29 พฤศจิกายน 2554 เวลา 05:58 น.

โดย…พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา : ทราบรายละเอียดจากรายการวิทยุรัฐสภา เรื่อง ศาสนกิจที่หลวงพ่อไปปฏิบัติในอินเดีย อยากได้บทธรรมบรรยายที่แสดง ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เรื่องอนัตตา เพื่อจะได้นำมาศึกษาปฏิบัติ และเพื่อประโยชน์ของทุกๆ คนที่สนใจที่ได้ติดตามธรรมส่องโลกมาโดยตลอด

ด้วยความเคารพยิ่ง

จาก จีระพัฒน์

วิสัชนา : ให้เพ่งรู้ในรูปนี้ ทุกลมหายใจเข้า-ออก ให้เพ่งรู้ สักแต่เพียงว่าเป็นธาตุ ธาตุที่ประกอบรวมตัวกัน ไม่ใช่ของยั่งยืน ไม่ได้มีความหมายที่เป็นตัวตน สักแต่เพียงว่าเป็นธาตุ เมื่อจิตดำริ ลมก็ขับเคลื่อน หายใจเข้า-หายใจออก เรียกว่า อสาสะ ปสาสะ เป็นลมหายใจทางจมูก เข้าไปถึงปอด เป็นการหายใจเข้า-หายใจออก ลมหายใจทำให้ธาตุนี้ดำรงอยู่ได้ เมื่อลมนั้นดับสิ้นไป ธาตุนี้ก็ย่อมแตกสลายไปเป็นธรรมดา

ตรงนี้สำคัญ เป็นการแสดงให้เห็นการทำงานที่สัมพันธ์กันระหว่าง ๓ อย่าง คือ (๑) จิต (๒) ลม (๓) กาย… จิต เป็นธาตุรู้ดำริ… เมื่อจิตดำริ ลมขับเคลื่อน หายใจเข้า-หายใจออก… หายใจเข้า-หายใจออก เพื่อเลี้ยงกายนี้ กายก็จะมีความปรุงแต่งเกิดขึ้น… สภาพกายที่ปรุงแต่ง ก็เพราะธาตุปรุงแต่ง… ธาตุปรุงแต่ง ก็เพราะลมเข้าไปเลี้ยง… ลมเข้าไปเลี้ยง ก็เพราะจิตดำริอยู่… จิตอาศัยกาย โดยใช้ลมเข้าไปเลี้ยงเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิต จึงเรียกว่ามีชีวิต… ย้ำอีกครั้งว่า ให้เพ่งรู้อยู่ขณะนี้ ให้รู้เห็นความจริงของสามส่วนสัมพันธ์กันของความมีชีวิต คือ หนึ่ง จิต สอง ลมหายใจเข้าออก และสาม กาย…ถ้าสามสิ่งนี้ไม่สัมพันธ์กันโดยธรรมชาติ ชีวิตนี้ก็แตกสลาย หากสามส่วนนี้แยกออกจากกัน ชีวิตนี้ก็สิ้นไป… สามสิ่งนี้ต้องอยู่ร่วมกัน จึงเรียกว่ามีชีวิต ถ้าสามสิ่งนี้สิ้นไป ชีวิตก็สิ้นไป

… จะเรียกว่า “จิต” นี้เป็นตัวเรา ก็ไม่ใช่

เพราะจิตนี้เป็นสังขารธรรมอันหนึ่ง มีความเกิดความดับเป็นธรรมดา

… จะเรียกว่า “ลม” นี้เป็นตัวเรา ก็ไม่ใช่

เพราะลมนี้เป็นสาธารณะ มีการเคลื่อนเข้า-เคลื่อนออกตามสภาพแห่งจิตที่ดำริ

… จะเรียกว่า “รูป” นี้ เป็นตัวเรา ก็ไม่ใช่

เพราะเมื่อแตกสลาย ก็กลายเป็นดิน-น้ำ-ลม-ไฟ แยกกลับคืนสู่ธาตุ จึงไม่มีส่วนใดเป็นความเป็นตัวตนของเราหลงเหลืออยู่เลย

เมื่อหายใจเข้า จึงให้รู้รูปนี้ที่เป็นกายสังขาร ด้วยสภาพธรรมความปรุงแต่งที่ไม่ใช่ตัวตนของเรา เมื่อหายใจออก ก็ให้เห็นสภาพกายสังขารที่ปรุงแต่ง ที่สักแต่ว่าเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวตนของเรา ฉะนั้น ทุกลมหายใจเข้าออก… ให้เห็นแต่สักว่าเป็นธรรมชาติเท่านั้น ไม่ใช่ตัวตน บุคคล เรา เขา

เมื่อเราเข้าถึง “ความเป็นจริงในธรรมชาติ” ว่า สภาพธรรมทั้งหลายนั้น ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา ก็เห็นความสัมพันธ์ของลมหายใจเข้า-หายใจออก ที่เชื่อมโยงให้จิตกับกายนั้นอยู่ร่วมกัน อยู่ได้สัมพันธ์กัน

ถ้าเรากำหนดรู้อย่างต่อเนื่อง เห็นความจริงทุกลมเข้าลมออกว่า นาม รูป นี้ ไม่ใช่สภาพความเป็นเรา เป็นตัวตนของเราตามที่กล่าว สักเป็นแต่เพียงว่าธาตุ ไม่ใช่ของยั่งยืนแล้ว จิตเราก็จะเกิดการอบรม จิตที่ดำริรู้ชอบจะเกิดปัญญา และปัญญาดังกล่าวนั้นก็คือการเข้าสู่ความเป็นพุทธภาวะ เป็นการรู้ ตื่น เบิกบาน รู้เท่าทันความจริงในธรรมชาติว่า นาม รูป นี้ เป็นเพียงของสมมติ อันเกิดขึ้น ตั้งอยู่และแตกดับ เป็นไปตามเหตุและปัจจัย… ผู้ที่มีความระลึกรู้ชอบดังกล่าว จิตก็จะไม่ฟุ้งซ่าน จิตจะไม่ปรารถนาในความกำหนัดยินดี จิตจะไม่ติดในความรักความชังกับโลกนี้ เพราะเข้าใจความจริงว่า นาม รูป นี้ สักเพียงแต่ว่าเป็นธาตุ ไม่ใช่ของยั่งยืน ว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน

การรู้เห็นความจริงดังกล่าวนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา คือ เห็นจิต เห็นลม เห็นกายที่สัมพันธ์กัน เห็นสักเพียงแต่ว่าเป็นธาตุ เป็นไปตามสภาพธรรมอันเป็นความปรุงแต่ง เคลื่อนไหวไปตามเหตุตามปัจจัย… เหตุปัจจัยมีอยู่ สภาพธรรมเหล่านี้ก็ยังมีอยู่… เหตุปัจจัยสิ้นไป สภาพธรรมนี้ก็สูญสิ้นไปเป็นธรรมดา… เมื่อรู้ในธรรมดังกล่าวทุกลมหายใจเข้าทุกลมหายใจออก ก็จะอยู่ที่จิตที่รู้ ตื่น เบิกบาน และตั้งมั่น… ลมหายใจเข้า จิตตั้งมั่น ลมหายใจออก จิตตั้งมั่น… เป็นจิตที่ตั้งมั่น ที่หยุดความปรุงแต่ง ปราศจากนิวรณ์ธรรมทั้ง ๕ ประการ คือ ธรรมที่เป็นอกุศล… เป็นจิตที่สงบตั้งมั่น ไม่ข้องแวะในการเข้าไปยึดถือว่า รูปนามนี้เป็นตัวตน

… ทุกลมหายใจเข้า พึงรู้ถึงความไม่ใช่ตัวตนของ นาม รูป นี้

… ทุกลมหายใจออก พึงรู้ถึงความไม่ใช่ตัวตนของ นาม รูป นี้

การรู้ถึงความไม่ใช่ตัวตนของ นาม รูป นี้ เรียกเป็นบาลีว่า การเข้าถึงกฎความเป็นอนัตตา… กฎอนัตตา เป็นกฎธรรมชาติ ซึ่งเป็นกฎความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาตินี้ ผู้ที่ตรัสรู้ชอบรู้แจ้งในกฎนี้ คือ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น และพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศหลักธรรมกฎอนัตตาขึ้นที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันแห่งนี้เมื่อปฐมพรรษา เป็นการสั่งสอนอบรมจิตพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ซึ่ง ณ บัดนั้น ได้ถึงซึ่งความเป็นพระอรหันตเจ้า เพราะแจ้งแทงตลอดในธรรมดังกล่าวว่า สัพเพ ธรรมา อนัตตา…

… ธรรมทั้งหลายนั้น ไม่ใช่ตัวตน

… ธรรมทั้งหลายนั้น เป็นไปตามเหตุปัจจัย

… ธรรมทั้งหลายนั้น เป็นไปตามกฎอนัตตา

อ่านต่อพรุ่งนี้

สตีฟ จอบส์ คนต้นแบบ

  • 16 ธันวาคม 2554 เวลา 11:57 น.

แบบอย่างของผู้พลิกโลก ด้วยความคิดสร้างสรรค์

สตีฟ จอบส์ ผู้ก่อตั้งบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์สุดล้ำที่ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของโลกปัจจุบันไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์Macintosh,iMac,iPod,iPhone และ iPad ธุรกิจของเขาทำรายได้มหาศาลและส่งผลกระทบต่อความเป็นไปของโลก ทั้งในแง่ของเศรษฐกิจและเทคโนโลยี  แต่ความสำเร็จของเขาไม่ได้เกิดขึ้นง่ายดาย เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส เช่นในผลิตภัณฑ์ที่เขาได้คิดค้นขึ้น มันสมองและความมานะพยายาม   รวมทั้งวิสัยทัศน์อันกว้างไกล คือ ปัจจัยสำคัญที่นำพาให้เขาประสบความสำเร็จและกลายเป็นบุคคลที่ได้รับการกล่าวถึงและอยากเรียนรู้มากที่สุดคนหนึ่ง

 

“สตีฟ จอบส์ คนต้นแบบ”คือ หนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวของเขาที่หลายคนอยากรู้ ทั้งในแง่ของชีวิตส่วนตัว แนวคิด วิสัยทัศน์อันเป็นเลิศ ความเป็นมาของการก่อตั้งบริษัทแอปเปิลและผลิตภัณฑ์ต่างๆที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนในโลกยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี หลักการบริหารธุรกิจจากบริษัทเล็กๆ จนกระทั่งกลายเป็นบริษัทใหญ่ระดับแสนล้านในปัจจุบัน  รวมไปถึงการก้าวผ่านความผิดพลาดของชีวิตและพลิกกลับสู่ความสำเร็จได้ดังเดิม

“มันไม่ได้มีหลักประกันใดๆว่า การเดินตามรอยทางของคนอื่นแล้วจะต้องประสบความสำเร็จเหมือนเขา แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือ วิถีชีวิตของผู้นำที่สร้างความโดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์ธุรกิจแบบ สตีฟ จอบส์บอกให้โลกรู้ว่าการทำในสิ่งที่คนอื่นบอกว่าเป็นไปไม่ได้นั้น เป็นเรื่องท้าทายและน่าสนุกเพียงไร การทำในสิ่งที่ตัวเองรักและลุ่มหลงอย่างจริงจังนั้น เป็นเรื่องที่อยู่เหนือผลตอบแทนทางวัตถุและสุดท้าย  มันจะนำมาซึ่งความสุขและความภาคภูมิใจ จนความล้มเหลวใดๆที่แม้ทุกคนจะบอกว่ามันใหญ่โต แต่สำหรับคนที่มีสายตาไว้จับจ้องไปยังเป้าหมาย เพียงอย่างเดียวนั้น อุปสรรคใดๆก็จะเป็นได้แค่เพียงเศษก้อนกรวดที่ปลิวมาตกขวางทางเดิน”   จากคำนำผู้เรียบเรียงหนังสือฯ

หากคุณกำลังค้นหาแรงบันดาลใจในการเดินทางสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้  ชีวิต ประสบการณ์และแนวคิดของเขา สตีฟ จอบส์ชายที่ถูกเรียกขานอีกนามหนึ่งว่า“พระเจ้าแห่งโลกเทคโนโลยี” อาจเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้คุณมองเห็นเป้าหมายได้ชัดเจนและก้าวเดินด้วยความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

หาซื้อได้แล้ววันนี้ที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ…

 

สำนักพิมพ์ :  โพสต์บุ๊กส์

ชื่อหนังสือ  :  สตีฟ จอบส์ คนต้นแบบ

รวบรวมโดย: Agalico 2.2

จำนวน       : 168 หน้า

ราคา          : 145 บาท

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ฝ่ายการตลาด

สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์   02-240-3700 ต่อ 1627, 1633 และ 1655

www.postbooksonline.com  และ www.facebook.com/postbooks

ม.ล.พลอยนภัส ลีนุตพงษ์ แม่บ้านไฮเทค

  • 15 ธันวาคม 2554 เวลา 07:34 น.

โดย…ปอย

ช่วงวิกฤตน้ำท่วม “ขวัญ” ม.ล.พลอยนภัส ลีนุตพงษ์ บอกเล่าพร้อมเสียงหัวเราะขันเพื่อนฝูงที่พากันบ่นอุบ เมื่อผู้ดูแลทำความสะอาดบ้านหายหน้าไปพร้อมกับน้องน้ำขอลากลับต่างประเทศกันหมด แต่บ้านของขวัญกลับสะอาดเอี่ยมเรี่ยมไร้ฝุ่น แม้ผู้ช่วยแม่บ้านก็ขอโบกมือลาไปพร้อมๆ คุณน้ำเหมือนกัน

เวิร์กกิงมัมผู้หญิงสวยเก่งอีกหนึ่งคน ม.ล.พลอยนภัส กับตำแหน่งกรรมการบริหาร บริษัท ทีเอช โรโบติกส์ ผู้นำเข้าหุ่นยนต์ทำความสะอาดอัจฉริยะ iRobot หุ่นยนต์ดูดฝุ่นตัวนี้ชื่อว่า “Roomba” นวัตกรรมใหม่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการทำความสะอาด ที่จะทำให้งานบ้านไม่เหน็ดเหนื่อย แถมสนุก

ก็ต้องยกให้เป็นแกดเจ็ตเหมาะกับไลฟ์สไตล์ชีวิตคนเมือง ที่ตอนนี้ขาดทั้งผู้ช่วย ขาดทั้งเวลา เจ้ารูมบ้าตัวนี้เองที่กลายเป็นผู้ช่วยแม่บ้านไฮเทคยุคหลังวิกฤตน้องน้ำ

“หุ่นยนต์ดูดฝุ่นยี่ห้อ iRobot ตัวนี้ ขวัญซื้อมาจากอเมริกาค่ะ เพราะที่บ้านเราเลี้ยงสุนัข 3 ตัว พันธุ์ชิวาวา แจ็กรัสเซลล์ ที่ขนร่วงเยอะ แล้วช่วงหนึ่งลูกชาย ‘น้องธีทัต’ ก็หายใจเหมือนเป็นหอบหืด เดากันว่าต้องเป็นขนสุนัขแน่นอน พอได้เครื่องดูดฝุ่นตัวนี้ทดลองใช้ครั้งแรกปรากฏว่าดูดขนหมาเป็นกระจุกๆ เลย ทั้งที่แม่บ้านเราก็เพิ่งกวาดไปหยกๆ แต่ความที่ขนเล็กๆ ปลิวไปตกตามซอกหลืบเตียง โซฟา แต่รูมบ้ามันจะซอกซอนดูดมุมเล็กมุมน้อยได้ดีมากค่ะ เพราะมีแปรงหมุนสวนทิศทาง จึงดูดฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กได้

แล้วที่ขวัญชอบมากคือ แค่กดมันก็จะวิ่งไปดูดๆ ฝุ่นเอง ไม่เหมือนเครื่องดูดฝุ่นรุ่นเก่าที่ต้องถือกวาดไปตามมุมต่างๆ แต่รูมบ้ามันทำงานเอง ทำเสร็จแล้วมันก็จะวิ่งกลับมาที่แท่นชาร์จ ขวัญแค่เก็บถาดทิ้งแค่นั้นเอง สบายมากเลยค่ะ” ม.ล.พลอยนภัส เล่าให้เห็นภาพหุ่นยนต์กวาดบ้านจอมขยัน

ตอนนี้บ้านสะอาดมาก ขอย้ำอีกครั้ง เมื่อใช้จนมั่นใจ และเพื่อนๆ ที่สนิทในก๊วนบรรดาแม่บ้านที่รักความสะดวกสบาย ชอบความสะอาดสไตล์ทันสมัย ให้ความสนใจบอกกันปากต่อปาก แถมสอบถามเกี่ยวกับ iRobot หุ่นยนต์ดูดฝุ่นอยู่เป็นประจำ และเมื่อสามี “นัท” อภิชาติ ลีนุตพงษ์ ก็ทำงานเกี่ยวกับนำเข้าด้านรถยนต์ค่ายยักษ์ใหญ่ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะซับพอร์ตภรรยาให้เป็นผู้นำเข้าหุ่นยนต์จากค่ายไอโรบอต ถือเป็นการผันตัวสู่การเป็นนักธุรกิจหญิงเต็มรูปแบบ จากอดีตอาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“โชคดีที่เป็นสามีเป็นนักธุรกิจ สมัยเป็นอาจารย์อยู่ต่อหน้าลูกศิษย์ที่ทุกคนก็ต้องฟังเรา งานหนักที่สุดก็คือเตรียมการสอนให้ดีที่สุดเท่านั้น แต่การเป็นนักธุรกิจต้องมองรอบด้านค่ะ อย่างการนำหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรูมบ้ามาวางที่พารากอนเมื่อวันที่ 1 ธ.ค.นี้ ที่ร้านดอทไลฟ์ ขวัญก็มองในฐานะคนช็อปปิ้งวางของขายเยอะๆ ไปเลย ลูกค้าจะได้ตื่นเต้น แต่พี่นัทแนะนำว่าจะต้องเปิดตัวให้คนรู้จักก่อนอื่น เพราะโชว์รูมเราไม่เยอะ ขวัญไม่เครียดและรับฟังค่ะ เพราะพี่นัทเป็นที่ปรึกษาที่ขวัญยอมรับในความคิดของเขามาก

คำพูดที่ว่าสามีภรรยา ทำงานด้วยกันจะมีปัญหา จึงไม่มีปัญหาสำหรับขวัญ เพราะพี่นัทจะไม่ปฏิเสธความคิดเราทันที แต่จะอธิบายเหตุผลก่อน และให้เราเลือกทำด้วยตัวเองค่ะ ซึ่งขวัญก็ใช้วิธีนี้กับพนักงานทุกคน คือจะถามเขาว่าคุณคิดว่าทำดีไหม? ไม่เคยใช้คำว่า ‘ต้อง’ กับทุกคนค่ะ” ม.ล.พลอยนภัส บอกพร้อมใบหน้าเจือรอยยิ้ม

สไตล์การบริหารด้วยความนุ่มนวลใจเย็น ใจกว้าง เน้นการสื่อสารระหว่างพนักงานในองค์กรเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จึงไม่ใช่เรื่องซีเรียสสำหรับบทบาทหลายหน้าที่ของเวิร์กกิงมัมยุคไฮเทค

รบกับ’รา’

  • 14 ธันวาคม 2554 เวลา 10:51 น.

โดย…หนูดี – วนิษา เรซ

ได้เวลากลับเข้าบ้านหลังน้ำท่วมกันแล้วนะคะ ในช่วงนี้ พระเอกรายที่ดังที่สุดที่ใครๆ ก็พูดถึงกันไปทั่วก็คือ “เชื้อรา” นั่นเอง ซึ่งเป็นพระเอกรายที่ทำให้หนูดียังไม่กล้ากลับไปนอนค้างบ้านตัวเอง และต้องรอให้มีการอบฆ่าเชื้ออย่างเป็นกิจจะลักษณะอีกพักใหญ่ กว่าจะยอมเข้าไปอาศัยถาวรอีกครั้ง เวลานี้หนูดีเองก็ยังคงอยู่ในชลบุรีต่อไป จนกว่าจะมั่นใจว่าบ้านมีระดับเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัสในปริมาณปกติ พอที่ร่างกายและระบบภูมิต้านทานของเราจะสู้ไหว

หนูดีเองโชคดีที่มีโรงเรียน จึงทำให้มีผู้ปกครองที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ มากมายที่คอยเข้ามาแนะนำให้ความรู้และช่วยเหลือในกรณีต่างๆ เพราะเรามีเป้าหมายเดียวกันคือ การปกป้องและดูแลเด็กๆ ในโรงเรียนให้ดีที่สุด ดังนั้นในครั้งนี้หนูดีจึงมีผู้ปกครองที่มีความรู้ในการจัดการกับเชื้อโรค เชื้อรา เป็นอย่างดี ที่เข้ามาช่วยดูแลควบคุมกระบวนการอบและรมโรงเรียนวนิษาของเราให้พร้อมกลับมาใช้งานให้ทันกับวันเปิดเทอมในวันที่ 22 ธ.ค. 2554 นี้ค่ะ

สิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่ตอนนี้ หนูดีว่าเป็นข้อมูลที่ดีและมีประโยชน์มาก สมควรนำมาแบ่งปันให้แฟนๆ คอลัมน์ของหนูดีนำไปใช้กับบ้านของตัวเอง ในกรณีที่โดนน้ำท่วมและยังไม่ได้มีการฆ่าเชื้ออย่างเป็นทางการ เพียงแต่ทำความสะอาดตามปกติไปแล้วเท่านั้น

เนื่องจากหนูดีเป็นคนเมืองที่ภูมิต้านทานของตัวเองย่อมโดนพิษโลหะหนัก สารเคมีต่างๆ รวมถึงอนุมูลอิสระในร่างกายทำลายไปไม่มากก็น้อย ทำให้เป็นร่างกายปกติทั่วไปของคนเมืองที่แม้จะไป “ดีทอกซ์” & “คีเลชัน” มาแล้วตามแคมป์ต่างๆ และตามเวลาที่จะอำนวยให้หนีงานไปบ้าง แต่แน่นอนว่าจะเอาร่างกายเปล่าๆ ไปสู้กับเชื้อโรคทั้งที่มองเห็น เช่น เชื้อรา และที่กระจายปะปนในอากาศ เช่น เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส นั้น เป็นเรื่องเสี่ยงที่ไม่คุ้ม เพราะไม่มีวันที่ภูมิต้านทานของเราจะแข็งแรง เพอร์เฟกต์ พอที่จะต้านทานทุกโรคได้แน่นอน อันดับแรก เราจึงควรป้องกันตัวเองให้ดีด้วยถุงมือ ที่คาดปิดปากและจมูก รวมถึงสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ 1 วันก่อนเดินเข้าบ้านตัวเองหลังน้ำท่วม หนูดีโด๊ปวิตามินซีและแอนตี้ออกซิแดนต์เพิ่มขึ้นกว่าปกติ 2-3 เม็ดเลยทีเดียว กันไว้ก่อนค่ะ

เมื่อทำความสะอาดสิ่งที่มองเห็นแล้ว ก็มาถึงสิ่งที่มองไม่เห็น แต่อันตรายน่าดู นั่นคือ การฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ที่ปนเปื้อนมากับช่วงน้ำท่วม เช่น สปอร์ของเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อไวรัส วิธีการที่หนูดีจะแนะนำต่อไปนี้เป็นวิธีที่อันตรายต่อเซลล์ของมนุษย์ เช่นเดียวกับที่มันจะอันตรายกับเซลล์และดีเอ็นเอของเชื้อโรคเช่นกัน ดังนั้นเราจะต้องป้องกันตัวเองอย่างสูง เพื่อไม่ให้ได้รับพิษเหล่านี้นะคะ ใช้พิษฆ่าพิษค่ะ

วิธีแรก เป็นวิธีที่หนูดีเลือกใช้ในบ้านตัวเอง มีความเป็นพิษเบื้องต้นสูง แต่ในความเป็นพิษจึงทำให้ฆ่าเชื้อราได้เกือบ 100% เหมาะกับบ้านที่มีเนื้อที่สวนพอสมควร เพื่อไม่ให้ควันพิษนี้กระจายไปที่เพื่อนบ้านได้ค่ะ วิธีนี้เรียกว่า “โฮม ฟูมิเกชัน” (Home Fumigation) หรือการอบรมบ้านหลังน้ำท่วม สารที่เลือกใช้ฟังดูหลอนเล็กน้อย นั่นก็คือ ฟอร์มาลิน 40% หรือฟอร์มาลดีไฮด์นั่นเอง ผสมกับด่างทับทิม หรือโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนต (KMn04) ค่ะ

วิธีนี้มั่นใจในการทะลุทะลวง ทำลายเชื้อได้มาก แต่เราต้องจัดการ “ซีล” บ้านอย่างดีด้วยการเอาเทป พลาสติก หรือแผ่นไม้มาอุดรอยต่อประตูหน้าต่างให้หมด และเตรียมพร้อมไปค้างที่อื่นสัก 3-5 วันเลยทีเดียว แต่หากคุณเลือกวิธีนี้จะได้บ้านที่กลับมาสะอาด ปราศจากเชื้อราฟุ้งกระจาย ซึ่งหากเรามีเด็ก สัตว์เลี้ยง หรือผู้สูงอายุ หนูดีว่าวิธีนี้คุ้มค่าเวลาที่เราลงทุนไปค่ะ เป็นวิธีที่ใช้ฆ่าเชื้อในห้องแล็บวิทยาศาสตร์ด้วย หนูดีเองแพ้เชื้อรามาก จึงขอเลือกวิธีนี้เป็นวิธีหลัก

ตอนแรกคิดว่าการหาซื้อฟอร์มาลินจะยาก แต่เปล่าเลยค่ะ หาได้ทั่วไป (ไม่อย่างนั้นคนเขาจะหามาน็อกใส่ผัก ใส่ปลาได้ง่ายๆ อย่างไร ว่าไหมคะ) เมื่อซื้อมาแล้วจะมีความเข้มข้น 40% เราต้องนำมาเจือจางเองให้เหลือ 10% โดยการทำวิธีง่ายๆ คือ ผสมฟอร์มาลิน 1 ส่วน น้ำเปล่า 3 ส่วน แล้วนำจานแบนที่เราไม่คิดจะใช้แล้วมา 1 ใบ โรยด่างทับทิมลงไป 1-2 ช้อนชา แล้วเทฟอร์มาลินใส่จนท่วมค่ะ

ขั้นตอนนี้จะเกิดควันคลุ้ง แสบตา และเป็นอันตรายต่อเชื้อรา เชื้อโรค เพราะจะฆ่าเขาตายเรียบไม่เหลือแม้แต่ละอองสปอร์ แต่ในขณะเดียวกันก็จะเป็นอันตรายกับมนุษย์เช่นกัน ดังนั้นผู้ปฏิบัติการนี้ควรเป็นคุณพ่อบ้านโลดค่ะ ใส่เสื้อผ้าปิดหน้าปิดตา คาดปาก ยิ่งใส่แว่นตาว่ายน้ำได้ยิ่งดี เวอร์ไว้ก่อนเพื่อสุขภาพ โดยกันคุณแม่บ้าน เด็กๆ ผู้สูงอายุ และหมาแมวออกไปไว้ที่อื่นชั่วคราว เมื่อเกิดควันปั๊บ ให้มองให้แน่ใจว่ามันคลุ้งขึ้นมาจริงๆ แล้วรีบวิ่งออกประตูบานที่เปิดไว้ ปิดล็อกให้แน่น แล้วทิ้งบ้านไว้เลยแบบนั้น 24 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ

ที่สำคัญ เก็บอาหารออกให้หมด รวมถึงสิ่งที่จะมาสัมผัสหน้าตา ร่างกาย เช่น เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งแปรงแต่งหน้าขนสัตว์ของสาวๆ เพราะว่าหากนำมาใช้จะแสบตาและอาจแพ้ได้ค่ะ วิธีนี้อาจดูเป็นพิษ แต่เมื่อผ่านไป 3-5 วันแล้วคุณกลับมาบ้าน เปิดประตูหน้าต่าง เปิดพัดลมไล่อากาศให้โล่ง คุณก็จะได้บ้านที่สะอาดปราศจากเชื้อโรคกลับมาอีกครั้ง กรุณาเลือกใช้วิธีนี้หากคุณยังคงมีที่พักอื่นชั่วคราวแล้ว ทำก่อนย้ายกลับเข้าบ้านถาวรจะดีที่สุดค่ะ

เชื้อรา ไม่ใช่เรื่องขำๆ อย่าทำเหมือนว่ามองไม่เห็นสปอร์แล้วมันไม่มีอยู่จริง เพราะเมื่อหลายปีก่อนหนูดีได้ยินจากเพื่อนว่า แม่ของคนรู้จักเสียชีวิตด้วยมะเร็งปอด เมื่องานศพผ่านไป เขาก็กลับมาทำความสะอาดบ้าน พอรื้อพรมที่หนานุ่มเป็นนิ้วที่ปูไว้ให้แม่อยู่สบายๆ ในห้องแอร์นั้น ก็พบราฟูเขียวทุกตารางนิ้ว แม้เราจะไม่แน่ใจในนัยสำคัญตรงนี้ แต่เพื่อนคนนั้นก็รื้อพรมทิ้งทั้งบ้านด้วยน้ำตา

หนูดีหลอนรามาเป็นปีแล้วค่ะ เพราะเชื้อรามีผลต่อระบบทางเดินหายใจโดยตรง แค่คิดว่าจะเอาแม่ตัวเองไปเสี่ยงก็หัวใจไม่สบายทันที น้ำลดแล้ว แต่อันตรายยังไม่หมด ดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ

ติดตามหนูดีที่ www.facebook.com/mindbrain และ www.twitter.com/nudi_vanessa

ศิลปะเฉลิมพระเกียรติ

  • 14 ธันวาคม 2554 เวลา 06:25 น.

โดย…มัทรียา

รวมสุดยอดผลงานศิลป์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา อย่างนิทรรศการ “ใต้ร่มพระบารมี 84 พรรษา มหาราชัน” ที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน สิ้นสุดไปแล้ว แต่ยังมีอีก 1 นิทรรศการที่เปิดให้ชมถึงสิ้นปี คือ “จากดวงใจ ถวายพ่อหลวง 84 พรรษา” จัดแสดง ณ อีเวนต์ ฮอลล์ ชั้น 2 ศูนย์การค้า โอ. พี. การ์เด้น ถึงวันที่ 31 ธ.ค.นี้ โดยรวบรวมศิลปินชั้นแนวหน้าของเมืองไทยไว้หลายท่านไม่แพ้กัน

นิทรรศการ “ใต้ร่มพระบารมี 84 พรรษา มหาราชัน” นำเสนอผลงานพระบรมสาทิสลักษณ์ พระราชกรณียกิจ พระราชจริยวัตรอันงดงาม ถ่ายทอดความวิจิตรผ่านงานจิตรกรรม และประติมากรรมอันทรงคุณค่า จำนวน 84 ผลงาน ด้วยฝีมือศิลปินแห่งชาติและศิลปินชื่อดังของไทย อาทิ ศ.ประหยัด พงษ์ดำ ศ.ปรีชา เถาทอง อ.พิชัย นิรันต์ อ.นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน และ อ.ชำเลือง วิเชียรเขตต์

ผลงานชิ้นเด่นที่เหล่าศิลปินได้รังสรรค์ขึ้นเพื่อร่วมเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้แก่ “พระบารมีปกเกล้า” ภาพสีน้ำมันที่ให้อารมณ์ดูนุ่มนวล มีชีวิตชีวา ฝีแปรงของ ปราโมทย์ จันทเสน สื่อถึงการปฏิบัติพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่เหล่าพสกนิกร ภาพ “ในหลวงทรงห่วงใยน้ำท่วม” ฝีมือศิลปินอิสระ สุวิทย์ ใจป้อม สร้างสรรค์จากเทคนิคการใช้เครยองแบบเฉพาะตัว ด้วยการสร้างภาพทับซ้อนหลายชั้น

ผลงาน “ตักบาตรเทโว” ภาพสีอะครีลิกบนผ้าใบที่สื่อถึงชีวิตและความสงบร่มเย็นใต้พระบรมโพธิสมภาร โดย พีระพงษ์ ขุนจิตต์ จิตรกรผู้โดดเด่นด้านการถ่ายทอดองค์ประกอบของภาพได้อย่างละเอียด และชิ้นงานประติมากรรมปั้นหล่อปลาสเตอร์ “น้ำค้างสุวรรณ” โดย ผศ.พิทักษ์ สง่า อาจารย์คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เปรียบเทียบในหลวงกับน้ำค้างยามอรุณรุ่ง ที่ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งที่งดงามบริสุทธิ์หาที่เปรียบมิได้

ผลงาน “ราชาภิเษกสมรส” ภาพวาดสีน้ำมันในโทนสีพาสเทล โดย ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ ศิลปินรุ่นใหม่ที่เคยได้รับเกียรติให้จัดแสดงผลงานร่วมกับแคลิฟอร์เนีย อาร์ต คลับ องค์กรศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ภายในงานยังจัดแสดงภาพชุดพิเศษที่ถ่ายทอดความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้น อาทิ ภาพ “ในหลวงทรงห่วงใยน้ำท่วม” ซึ่งจิตรกรได้วาดภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขณะทรงงาน

“ชูศิษฐ์ วิจารณ์โจรกิจ” ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงาน “ราชาภิเษกสมรส” ด้วยเทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบลินิน ได้กล่าวถึงผลงานว่า “ใช้เวลาวาดนานกว่า 9 เดือน เพราะต้องศึกษาเรื่องของเครื่องประดับ การแต่งกาย อารมณ์ของภาพ ภาพนี้เป็นภาพในประวัติศาสตร์ ในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ผมพยายามวาดให้ใกล้เคียงมากที่สุด ซึ่งข้อมูลก็หายากมาก รูปสมัยก่อนก็มีแต่รูปขาวดำ และไม่มีพระบรมสาทิสลักษณ์ที่ทั้งสองพระองค์ยืนคู่แบบนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมก็อาศัยการผสมผสานจินตนาการให้ภาพออกมางดงามที่สุด ผมทำงานไม่ใช่วาดให้เหมือนแต่ต้องวาดให้รู้สึกล้ำลึกลงไปด้วย การวาดภาพในหลวงมีความยาก กดดันพอสมควร แต่มีความสุขมากกว่า ทุกครั้งที่ได้วาดจะตื้นตัน ปีติ เพราะผมวาดจากความรักความศรัทธาที่ได้เกิดเป็นคนไทยและมีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ พระองค์ท่านเป็นที่รักของคนทั้งแผ่นดิน เราเป็นศิลปินตัวเล็กๆ ที่พยายามถ่ายทอดออกมาให้ดีที่สุด”

“จากดวงใจ ถวายพ่อหลวง 84 พรรษา” นิทรรศการนี้ได้รวบรวมผลงานอันเกี่ยวเนื่องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งล้วนเป็นผลงานของศิลปินไทยชั้นนำกว่า 20 ท่าน อาทิ ผลงานของ อ.ปัญญา เพ็ชรชู อ.นิรันดร์ ไกรสรรัตน์ อ.สุวัฒน์ วรรณมณี อ.สุรเดช แก้วท่าไม้ อ.วัชระ ประยูรคำ อ.วัชระ กล้าค้าขาย อ.เนติกร ชินโย อ.แดง บัวแสน และ อ.ชัชวาล รอดคลองตัน

ผลงานเด่น เช่น ผลงาน “ต้นแบบพระพุทธรูปปางห้ามญาติ” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปประจำวันพระราชสมภพ ฐานด้านหน้ามีสัญลักษณ์รูปกระต่าย ขนาดความสูง 84 เซนติเมตร ซึ่งจะทำการหล่อจากแผ่นทองเหลือง ทองแดง และดีบุก ที่มีการเขียนคำถวายพระพรไว้ เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าถวายในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมพรรษาครบ 84 พรรษา ผลงาน “ประดุจฟ้าโน้มมาสู่ดิน” ภาพประทับใจคนไทยทั้งแผ่นดิน สำริดหล่อ ผลงานของ “วัชระ ประยูรคำ” “งานประติมากรรมนูนต่ำ” ทำจากดินเหนียวญี่ปุ่น ผลงานของ “วิษณุพงษ์ หนูนันท์” “ภาพในหลวง” ผลงานของ “ชัชวาล รอดคลองตัน” และ “ผลงานเด็กๆ จากกิจกรรมเสริมสร้างทักษะศิลปะ” (Art Workshop) เมื่อปี 2553

นิทรรศการ “จากดวงใจ ถวายพ่อหลวง 84 พรรษา” เปิดให้เข้าชมถึงวันที่ 31 ธ.ค. ณ ศูนย์การค้า โอ.พี. การ์เด้น เวลา 10.30-20.00 น. โทร. 02-235-8865

พญ.ศิริวรรณ ตั้งเจริญชัยชนะ อินเทรนด์ยุคนี้ก็แค่ใส่ใจตัวเอง

  • 14 ธันวาคม 2554 เวลา 06:21 น.

โดย…ปอย

ใครจะเชื่อ…รูปร่างเพอร์เฟกต์แบบบาง หุ่นเป๊ะ! แบบนี้คือคุณแม่ลูกสองแล้ว!!! “คุณหมอแวนด้า” พญ.ศิริวรรณ ตั้งเจริญชัยชนะ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและความงาม ผู้ก่อตั้ง Health Avenue Clinic ให้เป็นศูนย์ความงามเฉพาะทางด้านผิวพรรณและรูปร่าง ในรูปแบบไลฟ์สไตล์ สกิน คลินิก เหมาะกับหนุ่มสาวคนยุคนี้ ที่ทุกๆ คนอินเทรนด์ใส่ใจสุขภาพกันเป็นเรื่องใหญ่

คุณหมอแวนด้าใช้ชีวิตในคอนเซปต์ Living Younger Getting Younger ใครคิดว่าหมอคืออาชีพที่วุ่นอยู่กับคนไข้ทั้งวัน แต่คุณหมอบอกว่าขอให้เวลาวุ่นวายอยู่กับลูกสาวตัวน้อยทั้งสองคนเป็นอันดับแรก เพราะคนโต 5 ขวบ คนเล็ก 1 ขวบ 4 เดือนแค่นั้น จึงต้องการคุณแม่มากที่สุด และเวลาที่เหลือจากนั้นจึงเข้าคลินิกความงามสัปดาห์ละ 3 วัน จันทร์พฤหัสบดีเสาร์ คำว่า “หมอไม่มีเวลาว่าง!!!” จึงไม่ใช่ประโยคของคุณหมอแวนด้าสุดเปรี้ยว

“หมอเตรียมตัวฟิตแอนด์เฟิร์มตั้งแต่คลอดน้องออกมาได้ 5 เดือน ก็ออกกำลังกายทันที อาทิตย์ละ 3 วัน หลังคลอดขึ้นมาเพียง 15 กก.เท่านั้น ช่วงตั้งครรภ์น้ำหนักหมอก็เป๊ะๆๆ นะคะ ทำชาร์ตไว้โดยไม่ให้พลาด ซึ่งช่วงตั้งครรภ์น้ำหนักควรขึ้นไม่ต่ำกว่า 12 กก. และไม่เกิน 20 กก. ในช่วงหลังคลอดหมอน้ำหนักแค่ 55 กก. แน่นอนค่ะ หมอในไลน์นี้จึงต้องดูแลตัวเอง แล้วความที่เป็นหมอทำให้วางแผนด้วยตัวเองได้อย่างเข้าใจทฤษฎี และน้ำหนักเวลานี้กากบาทไว้ให้คงที่ค่ะ 47 กก. โดยสัมพันธ์กับส่วนสูง 160 ซม. หมอชอบหุ่นเล็กๆ บางๆ ค่ะ” คุณหมอแวนด้า บอกแล้วออกตัวว่า หมอหลายๆ คนก็คงคิดเป็นสเต็ปๆ แบบนี้

การเลือกกินอาหารโดยกำหนดแคลอรี แน่นอนว่าหลีกเลี่ยงแป้งขัดขาวและน้ำตาล ตัวการทำให้ “แก่!” ควบคู่กับการออกกำลังกาย และเทคโนโลยีความงามยุคนี้ก็มีการใช้บ้างเป็นเครื่องผ่อนแรงได้ดี

“หมอไม่เคยอดอาหารนะคะ แต่ใช้คำว่าคอนโทรลเลือกกินดีกว่าค่ะ ไม่กินแป้งก็ไม่ใช่ว่าร่างกายจะไม่ได้สารอาหารครบ 5 หมู่ ในผักหลายๆ ชนิดก็มีคาร์โบไฮเดรตเช่นกัน สูตรลดน้ำหนักของหมอง่ายๆ ค่ะ คือ บาลานซ์ ‘อินกับเอาต์’ ถ้าใครน้ำหนักไม่อยู่ในระดับที่ตั้งใจเอาไว้ ขอให้ยึดคำว่า ‘กินติดหิว’ เพราะถ้าเมื่อใดที่คุณกินอิ่มทุกมื้อ น้ำหนักคุณก็คงที่ และมีแนวโน้มเพิ่มได้ตลอดเวลาด้วยค่ะ การกินน้อยกว่าที่เราใช้ ควบคู่กับการออกกำลังกาย ใช้ตัวช่วยเผาผลาญจำพวกแอลคาร์นิทีน ร่วมกับเข้าคอร์สทรีตเมนต์ช่วยบ้าง น้ำหนักก็ลดเร็ว และทำให้เราไม่เบื่อ ไม่เสียกำลังใจกับการลดน้ำหนักค่ะ” คุณหมอแวนด้า เผยเคล็ดลับที่ฟังดูก็ไม่ยากเกินไป

การมีกำลังใจในการดูแลตัวเอง คือคีย์เวิร์ดสำคัญที่ทำให้คุณดูดี คุณหมอแวนด้าอธิบายคล่องแคล่ว เพราะแม้การทำงานสำคัญเป็นอันดับสองรองจากครอบครัว แต่ก็ทำด้วยใจรัก โดยหลังเรียนจบแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล คุณหมอแวนด้าเลือกเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ด้านเวชศาสตร์ความงาม Academy of Wellness and Aesthetic Science คุณหมอสมัยนั้นมีไม่ค่อยมากแบบยุคนี้

“ชอบ ชัดเจนมากค่ะ มีความสุข (บอกพร้อมรอยยิ้ม) กับการได้เรียนรู้เรื่องเลเซอร์ โบทอกซ์ ฟิลเลอร์ หมอรู้สึกว่าก็เหมือนคนเรียนไอทีที่สนุกกับการเรียนเรื่องเทคโนโลยีใหม่ๆ หมอตื่นเต้น สนุกทุกครั้งเลยค่ะ เมื่อหมอทำไปแล้วผลลัพธ์คนไข้จะสวยขนาดไหน คนเราวันหนึ่งแก่อยู่แล้วค่ะ แต่ก็มีหลากหลายวิธีนะคะที่ชะลอเวลาได้” คุณหมอแวนด้า บอก

การทำงานที่รักบริหารจัดการคลินิกด้วยตัวเอง ควบคู่กับการดูแลครอบครัวอบอุ่น!!! “คุณหมอแวนด้า” พญ.ศิริวรรณ เป็นผู้หญิงสมบูรณ์พร้อมสรรพอีกหนึ่งคนที่ดูดีทุกวัน ในฐานะเวิร์กกิงมัม คำที่ผู้หญิงหลายคนล้วนอยากทำทั้งสองหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด

โทลล์เวย์

  • 13 ธันวาคม 2554 เวลา 09:19 น.

ถึงเรื่องราวมันอาจจะผ่านไปแล้ว แต่ก็ยังเป็นความทรงจำและประทับใจกับหลายๆ

โดย..ปู โลกเบี้ยว

ถึงเรื่องราวมันอาจจะผ่านไปแล้ว แต่ก็ยังเป็นความทรงจำและประทับใจกับหลายๆ เรื่อง เกี่ยวกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์น้ำท่วมโลก เฮ้ย! น้ำท่วมกรุงเทพฯ บางพื้นที่ก็รอด ในขณะที่บางพื้นที่ก็เอาตัวแทบไม่รอด

ตอนนี้คงจะหายหลอนกันแล้วล่ะ เพราะน้ำมันมาแล้ว ไปแล้ว กำลังฟื้นฟูและเยียวยาจิตใจและบ้านตัวเองอยู่ ในขณะที่มีอีกหลายพื้นที่ยังไม่สามารถดำเนินชีวิตได้แบบเดิมเลย ยังคงต้องทนทุกข์ทรมานกับน้ำเน่าๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรเจ้าน้ำมันจะไปซะทีอ่ะดิ

บ้านเพื่อนปูอยู่ลำลูกกา ต้องอยู่โยงเฝ้าบ้าน ลูก เมีย และแม่ ลี้ภัยไปอยู่จันทบุรีกันหมดแล้ว อยู่เป็นเดือนเสบียงเริ่มหมด เพื่อนๆ ก็ผลัดกันเข้าไปช่วยเหลือ

ก็ไม่ได้ช่วยเหลือเฉพาะเพื่อนกันเท่านั้น เวลาพวกเราเอาข้าวของไปให้ ก็ต้องมีเผื่อเพื่อนบ้านในซอยหมู่บ้านนั้นด้วย แจกจ่ายกันไป แต่การที่จะเอาเสบียงไปให้อ่ะดิ อุปสรรคมันมากมายเหลือเกิน ยิ่งน้ำเริ่มลดยิ่งลำบาก

 

ก็อีตอนที่น้ำท่วมเยอะๆ เราก็เอาเสบียงลงเรือไปตามถนน แต่พอน้ำเริ่มลง เรือไปได้เป็นหย่อมๆ พายไปได้หน่อยก็กลายเป็นพื้นที่แห้งเนินสูงสะพานสูง ถ้าต้องแบกเรือที่มีแต่ข้าวสารอาหารแห้งงี้

เอ้า! ก็ต้องวางแผนการเดินทางกันใหม่อีก สรุปต้องขึ้นโทลล์เวย์แล้วไปหาทางลงเรือ เพื่อเอาเสบียงลงเรือเข้าบ้านอีกทีหนึ่ง ตื่นแต่เช้ามืดอ้อมโลกเพื่อไปหาทางขึ้นโทลล์เวย์

ไม่คิดว่าบนโทลล์เวย์จะมีเรื่องสนุกๆ แปลกๆ อย่างเช่นรถที่จอดๆ หนีน้ำมาน่ะ แทนที่จะมาจอดเฉยๆ ในเมื่อต้องนอนเฝ้ารถอยู่แล้ว ชาวบ้านหัวใสก็เลยนำรถกระบะมาทำเป็นร้านขายของชำเล็กๆ ซะเลยน่ะซิ

มีร้านขายผลไม้ ขายพวงมาลัย ขายอาหารตามสั่งบนโทลล์เวย์ด้วยอ่ะ วินมอเตอร์ไซค์ ป้ายรถเมล์ และรถถังของทหารก็ได้เห็น ในรถถังและใต้รถถังคือค่ายทหารฮ่ะ ทหารเค้ากางเต็นท์นอนกัน ไม่ใช่เฝ้ารถอย่างเดียวนะ มีครอบครัวด้วยอ่ะ ประกอบไปด้วยลูก เมีย และหมา อะไรกันน่ะ… บนโทลล์เวย์

ตามริมข้างทางจะมีรถที่เค้ามาจอดหนีน้ำกันเต็มไปหมด บางคันก็มีคนกินนอนกันบนรถเลย บางคันเจ้าของคงไม่เคยมาดูเลยมั้ง เขรอะเชียว ดูจากกระจกรถที่ฝุ่นหนาเตอะ และใต้รถเต็มไปด้วยขยะ หรือแม้แต่หมาเน่าตายบนโทลล์เวย์อ่ะ

บางคันกระจกแตก มีทั้งกระจกมองข้าง กระจกทางด้านคนขับและคนนั่ง มีอยู่คันหนึ่งล้อรถไม่อยู่แล้วด้วย ไม่รู้ว่าเจ้าของถอดไว้เพราะกลัวคนมาขโมยรถ หรือว่ามีผู้หวังร้ายถอดไปขายก็ไม่รู้นะ

บางคันก็บุบตั้งแต่หัวจรดท้ายเลยก็มี ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเจ้าของรถถึงไม่ใส่ใจกลับมาดูรถบ้างเลย ถ้าเสียหายซะขนาดเนี่ย สู้ปล่อยให้รถจมน้ำอยู่บ้านไม่ดีกว่าเหรอ พอๆ กันเลยอ่ะ หรือว่ารถอยู่นี่แต่ตัวไปอยู่ต่างจังหวัดอยู่ในน้ำมาดูไม่ได้ก็ไม่รู้ น่าสงสารจัง

ตกลงนัดกับเพื่อนไว้ที่ท่าเรือบนถนนวิภาวดีรอให้เพื่อนมารับเสบียง ได้เจอพวกน้าๆ เรือหางยาวรับจ้าง มาจาก จ.นครสวรรค์ เพราะทำนาไม่ได้แล้ว จมอยู่ในน้ำนานแรมเดือน เลยขนเรือขึ้นรถหกล้อมาลงแถวๆ อยุธยา เลาะมาเลยๆ จนถึงดอนเมืองอ่ะ สุดยอด!

ปูเลยสัมภาษณ์ซะเลยว่า ที่ใครๆ เขาว่าค่าเรือแพงมากน่ะ มันยังไงเหรอ? คุณพี่แกบอกว่าแพงที่ไหน ก็หัวละ 50 จนถึงแพงสุดก็หัวละ 250 เพราะต้องเข้าไปในตรอกซอกซอยตามหมู่บ้าน เวลาจะเข้าไปดูบ้านก็ไม่ได้มาคนเดียว บ้านหนึ่งก็ปาเข้าไป 45 คนแล้วอ่ะ มันก็เลยเป็นพัน

คนขับเรือยังชอบโดนหลอกอีกว่าแค่เนี่ยเอง ด้วยความไม่รู้ไม่ใช่คนท้องที่ ก็ขับไป ไกลลลล…เลยอ่ะ พอรู้ทันเลยคิดค่าหัวซะ แล้วที่คิดแพงเพราะว่าไม่ใช่ว่าไปแค่ส่งนะ ต้องไปรอกว่าคุณท่านแกจะเสร็จธุระ ถ่ายรูป อาลัยอาวรณ์ หรือดีไม่ดีก็ต้องเข้าไปช่วยแบกยกข้าวของเฟอร์นิเจอร์หนักๆ ให้คุณท่านอีก “แล้วจะไม่ให้พวกผมเรียกค่าแรงได้ยังไงละคร้าบบ”

ฟังแล้วก็น่าเห็นใจเหมือนกันนะ จากแดนไกลมา ทำนาก็ไม่ได้ ต้องเอาเรือมาหากินกันบนถนนวิภาวดีอ่ะ กินนอนขี้เยี่ยวกันบนเรือนั้นแหละ อึดจริงๆ แต่พวกปูซิอึดกว่า จากถนนวิภาวดีนั่งเรือที่เพื่อนขอยืมเพื่อนบ้านออกมารับของ แท่ดๆๆๆๆ กว่าจะไปถึงลำลูกกา ล่อเข้าไปสองชั่วโมงกว่าได้ เฮ้อ!

พอเอาของลง คุยกะเพื่อนได้หน่อยไม่ไหว มึนเพราะน้ำเน่าแสบจมูก ที่สำคัญห้องน้ำใช้ไม่ได้ ต้องใส่ถุงขว้างเท่านั้นอ่ะ ก็ต้องให้เพื่อนขับเรือกลับมาส่ง ขึ้นโทลล์เวย์

สรุปเสียเวลาทั้งวันตั้งแต่ตีห้ายันหกโมงเย็นกว่าจะกลับถึงบ้านอ่ะ สุดยอด!!!!!

สรสิดา ชานนประภาส์ สานต่อด้วยใจรัก ‘ทองคำ’

  • 13 ธันวาคม 2554 เวลา 09:04 น.

สืบทอดเทคนิคการทำเครื่องประดับทองคำทำมือยุคโบราณ เห็นกันมาแต่เล็กแต่น้อย

โดย…ปอย

สืบทอดเทคนิคการทำเครื่องประดับทองคำทำมือยุคโบราณ เห็นกันมาแต่เล็กแต่น้อย ดีเอ็นเอความเป็นไทยฝังอยู่ในสายเลือด “ยุ้ย” สรสิดา ชานนประภาส์ ทายาทครอบครัวที่มีชื่อเสียงยาวนานในการผลิตทองคำงานฝีมือช่างโบราณ ขอต่อยอดธุรกิจของตระกูลก้าวต่อไปในฐานะเจ้าของเครื่องประดับแบรนด์ “Goldlery” ภูมิใจนำเสนองานทองคำสไตล์เพียวแฮนด์เมด มีความเป็นแฟชั่นมากขึ้น คือความโดดเด่นของแบรนด์ใหม่ที่แตกไลน์ทางธุรกิจโดยการทุ่มเทของตัวเธอเอง โปรเจกต์สำคัญนี้ นักธุรกิจสาวสวยต้องผลักดันแสดงฝีมือให้สุดแรงค่ะ

สรสิดา เติบโตมากับเครื่องทองโบราณแบรนด์เก่าแก่ “บ้านช่างทองไทย” แต่ขอครอบครับร่ำเรียนมาทางคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจเป็นเพราะความชินตาจึงไม่ตื่นเต้น เรียนธุรกิจเพื่อกิจการครอบครัว

แต่ในที่สุดหัวใจก็ร่ำร้องอยากมีเส้นทางของตัวเอง กอปรกับคุณพ่อขอให้เข้าสานต่อธุรกิจทองคำ เครื่องประดับแบรนด์ “Goldlery” จึงเริ่มด้วยความตั้งใจ แม้ไร้ประสบการณ์ และวันนี้กับตำแหน่งผู้บริหาร Brand Director บริษัท สยาม โกลด์ แกลเลอรี่ สรสิดาก็บริหารอย่างมั่นใจเป็นเวลา 2 ปีแล้ว

“ดิฉันเกิดมาในครอบครัวพ่อค้า ถูกเลี้ยงดูปลูกฝังให้เป็นเจ้าของกิจการตัวเอง จึงเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างแบรนด์ของตัวเอง ยุ้ยทำงานในสไตล์จริงจังค่ะ แต่ไม่เครียดมาก มีปัญหาอะไรก็แก้ไขกันไปทีละเปลาะๆ ของรักของหวงที่ใส่ติดตัวมาโดยตลอด แน่นอนค่ะ…คือเครื่องประดับโกลด์เลอรี คอลเลกชัน ที่ยุ้ยตั้งชื่อให้ว่า ‘แพรวา’ มีครบทั้งหมดค่ะ ทั้งสร้อยคอ แหวน สร้อยข้อมือ กำไล และต่างหู” สรสิดา เริ่มต้นบทสนทนา พลางโชว์เครื่องประดับแหวนติดนิ้วและต่างหูคู่โปรดลายแพรวาที่เป็นของรักของหวงชิ้นแรก

“ภาคภูมิใจมากค่ะกับคอลเลกชันนี้ ที่เรามีส่วนในการคิดลวดลายทองคำ โดยให้โจทย์ดีไซเนอร์ไปว่า ขอความเป็นไทยนะคะ นักออกแบบก็นำเสนอลายทอผ้าไหมแพรวาที่มีสมญาราชินีแห่งไหม กับการทอเส้นไหมเล็กๆ ทอเป็นผ้าเนื้อละเอียดและมีสีสันสดใส ซึ่งดิฉันคิดว่าเอกลักษณ์นี้นำมาปรับใช้กับลวดลายการผลิตทองคำได้ โดยนำมาผสมผสานกับเอกลักษณ์เทคนิคการทำทองพันลวดแบบทองคำเพชรบุรี ส่วนสีสันไม่ใช่สีเหลืองทองคำอย่างเดียวนะคะ การลงยาสีฟ้า ขาว ชมพู ทำให้เป็นเครื่องทองคำที่สดใส ลุคทันสมัยขึ้นมาได้

เครื่องทองโบราณประณีตลายละเอียดนะคะ ไม่ใช่ลายตันๆ ทึบๆ อย่างที่หลายคนเข้าใจกันเลย ทองคำถ้าไม่ปรับรูปแบบให้เข้ากับการใช้งานในแต่ละยุคสมัย เครื่องประดับทองคำก็ถูกลืมได้เหมือนกันนะคะ”

สรสิดา เล่าต่อถึงการบุกเบิกธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกเครื่องประดับทองคำให้ฟังว่า รุ่นอากงเป็นชาวเมืองเพชรบุรีที่มีชื่อเสียงเรื่องทองคำโบราณ และเมื่อถึงรุ่นที่สอง คุณพ่อก็พาโยกย้ายมาอยู่วังบูรพา กรุงเทพฯ แต่สไตล์คงเน้นทองช่างสกุลโบราณ

“ทองคำเมืองเพชรจะขึ้นด้วยลวดโปร่งๆ ค่ะ ฟังดูบอบบาง แต่ช่างทองคำสมัยเก่าจะมีเทคนิคทำให้ความอ่อนบางชดช้อยนั้นแข็งแกร่งขึ้นมาได้ อีกสไตล์ที่สาวแฟชั่นนิสตาก็จะสวมใส่ได้สบาย คือทองคำเม็ดกลมๆ รูปลูกสน แหวนรูปสัตว์น่ารักๆ กบ ปู ฝีมือช่างโบราณแต่สไตล์โมเดิร์นมากๆ ล้อไปกับรูปลักษณ์ธรรมชาติ

ดิฉันก็อยากอนุรักษ์ทองคำรูปแบบพวกนี้ไว้ ซึ่งเทคนิค โกลด์เลอรี นำมาใช้คือ การสานเส้นทองคำล้อไปกับไหมแพรวา แล้วลงยาหลากสีสัน ซึ่งเป็นเทคนิคที่ต่อยอดมาจากทองคำเมืองเพชรเช่นเดียวกันค่ะ แหวนวงนี้สาวๆ ใส่ติดนิ้วไปทำงานได้สบายมาก น้ำหนักทองคำ 78 กรัมเท่านั้น ไม่อันตรายค่ะ เล็กๆ เก๋ๆ ค่ะ” สรสิดา กล่าวแล้วโชว์แหวนวงโปรดใส่ติดนิ้วนางซ้าย

ในฐานะนักธุรกิจที่ถึงแม้ว่าร่ำเรียนจบมาด้านอักษรศาสตร์ สรสิดา บอกว่า กลับเป็นข้อดีที่ครอบครัวให้ดูแลเรื่องการส่งออกทันทีที่เรียนจบ รับผิดชอบการดูแลแบบทองคำที่ลูกค้ามีออร์เดอร์เข้ามา จึงได้รู้ว่าสไตล์ไหนโดนใจใคร!!!

“สิงคโปร์ มาเลเซีย ก็ชื่นชอบทองคำค่ะ แต่สไตล์ไทยโบราณลายสวยละเอียดแบบนี้ มีไม่เยอะ ดิฉันได้เห็นสเกทช์แบบทุกๆ ดีไซน์ รู้คุณภาพเพชร พลอย ทองคำ ทุกชนิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ประสบการณ์ด้านนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดิฉันก็สั่งงานดีไซเนอร์ได้อย่างเข้าใจเนื้องานนะคะ เรื่องแบบคือต้นน้ำที่สำคัญเลยค่ะตั้งแต่ ต้นทุนการผลิต ถ้าแบบสวยแต่ผลิตยากก็จะมีค่าใช้จ่ายเสียหายเยอะ”

สรสิดา เล่าต่อว่า ความสุขในการทำธุรกิจวันนี้คือ ทำงานเหมือนไม่ได้ทำงาน เพราะทำจากดีเอ็นเอจากรากเหง้ารุ่นปู่ ส่งต่อคุณพ่อ กระทั่งรุ่นลูก

“ไม่ได้อยากทำงานที่บ้านเลยนะคะ (บอกย้ำพร้อมรอยยิ้ม) แต่สงสัยสายเลือดนักธุรกิจ คำว่า อยากเป็นเจ้าของกิจการรุนแรงมาก และลูกหลานทุกคนในบ้านก็ถูกปลูกฝังเลี้ยงดูกันมาแบบนี้ แล้วผู้หญิงนะคะอยู่กับของสวยๆ งามๆ ก็ไปไหนไม่รอด (หัวเราะ) และจากที่ไม่อยากทำ ตอนนี้ก็ 8 สาขาแล้ว กลายเป็นว่าภายในปีนี้ดิฉันตั้งเป้าไว้ว่าจะขยายให้ได้ 15 สาขา” สรสิดา กล่าวพร้อมรอยยิ้ม

บนวิธีการทำงานในสไตล์จริงจัง แต่ไม่เครียด สรสิดาบอกยิ่งนานวันเธอยิ่งเยือกเย็นกับมอตโตข้อนี้ ที่กำหนดขึ้นเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในวัยทำงานนักธุรกิจหญิงลุคสมาร์ท ไฟแรง

กำลังใจให้สานต่อธุรกิจครอบครัว

1.“ภาพถ่ายครบ 3 คน”

ภาพถ่ายซึ่งน่าจะเก่าเก็บเป็นเครื่องระลึกถึงล้ำค่าแก่ผู้เป็นเจ้าของ เพราะสีสันของรูปถ่ายผู้ชายใบหน้าตี๋รูปหล่ออุ้มเบบี๋น่ารัก และมีผู้หญิงนั่งอยู่ไม่ห่าง เฝ้ามองทารกน้อยด้วยสายตาเปี่ยมรัก

“เพียงภาพเดียวที่มีค่ะ นอกนั้นก็จะเป็นรูปดิฉันกับพ่อ กับแม่ แต่ภาพนี้เรา 3 คน พร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก เด็กน้อยในภาพคือยุ้ย และคุณพ่อพิทักษ์ ส่วนคุณแม่เกษมศิริ เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจตั้งแต่ดิฉันเด็กๆ คุณพ่อเลี้ยงเดี่ยวค่ะ แต่มีช่วงหนึ่งราวๆ 5 ปีเลยทีเดียว คุณพ่อต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศบ่อยๆ ไม่ค่อยได้เลี้ยงดูลูกเท่าไรนัก แต่โชคยังดีค่ะเราเกิดมาในครอบครัวใหญ่ คุณพ่อมีพี่น้อง 9 คน อาเจ็ก อาซิ่ม อาแปะก็เลี้ยงดูยุ้ยมาแทนคุณพ่อคุณแม่” นักธุรกิจคนสวย สรสิดา บอกพร้อมรอยยิ้มบางๆ ก่อนบรรจงหยิบภาพสุดหวงลงกล่องเก็บความทรงจำ

2.หนังสือเปลี่ยนชีวิต “เดอะ ท็อป ซีเคร็ต” มีข้อคิดแนะนำไปทดลองทำ เช่น ความคิดเราคือเจ้านาย คิดอย่างไร เราก็จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เช่น ไปห้างหนึ่งที่หาที่จอดรถยากมากๆ ไม่มีที่จอดรถแน่ๆ แต่ถ้าเราคิดว่ามีที่จอดรถมากมายมหาศาล ไม่น่าเชื่อ มีจริงๆ ค่ะ ฟังแล้วอาจงมงาย แต่คนเขียนเรื่องนี้บอกว่าเราอาจไม่ได้สังเกตจิตลึกซึ้ง และคือตัวควบคุมการกระทำไปถึงระดับจิตใต้สำนึก ชีวิตเป็นเรื่องง่ายๆ ถ้าเราคิดว่ามันง่ายนะคะ

3.ปี่เซี๊ยะหยกชมพู จากเซี่ยงไฮ้ ได้มาวันแรกขายสินค้าได้หลายสิบล้านบาท เฮงๆๆ ค่ะ

4.เปียโน ของขวัญชิ้นใหญ่ที่คุณพ่อซื้อให้ ยุ้ยเติบโตมาแบบไม่เหงาแม้เป็นลูกสาวคนเดียว แต่รุ่นหลานๆ เจเนอเรชันที่ 3 ตระกูลเรามี 20 หลานคนโตอายุ 50 กว่า ส่วนคนเล็กอายุ 19 ปี เพิ่งเอนทรานซ์ติดนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ค่ะ เราเป็นครอบครัวใหญ่จริงๆ ”

5.แหวนที่นิ้วนางซ้าย ไม่มีนัยอะไรพิเศษ เพียงแต่เป็นนิ้วที่ผู้หญิงใส่แหวนได้สวยที่สุด ไม่ถนัดกับการใส่แหวนนิ้วชี้กลาง และมือขวาใส่กำไลแล้ว จะไม่ใส่แหวนก็เท่านั้นค่ะ

‘เอเวอร์ลิน เอช. ลอเดอร์’ มะเร็งพราก(เพียง)ชีวิต

  • 13 ธันวาคม 2554 เวลา 08:49 น.

ช่วงเวลาแห่ง “การให้ แบ่งปันน้ำใจ” จากวิกฤตน้ำที่เพิ่งผ่านพ้นเมืองไทยไปได้ไม่นาน

โดย..ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

ช่วงเวลาแห่ง “การให้ แบ่งปันน้ำใจ” จากวิกฤตน้ำที่เพิ่งผ่านพ้นเมืองไทยไปได้ไม่นาน ในอีกซีกโลกหนึ่งกำลังกล่าวขวัญถึงสุภาพสตรีผู้ให้ด้วยหัวใจเมตตาอย่างแท้จริง ตราบจนวาระสุดท้าย

เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่บ้านในนครนิวยอร์ก เอเวอร์ลิน เอช. ลอเดอร์ เสียชีวิตในวัย 75 ปี โดยมีครอบครัวของเธออยู่เคียงข้าง จากภาวะแทรกซ้อนจากมะเร็งรังไข่ที่ไม่ได้เกิดจากพันธุกรรม

สตรีผู้นี้คือรองประธานบริษัทอาวุโส และหัวหน้าฝ่ายพัฒนาน้ำหอมทั่วโลก กลุ่มบริษัท เอสเต ลอเดอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตและนักการตลาดชั้นนำของโลกด้านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพในการบำรุงผิว ผลิตภัณฑ์แต่งหน้า น้ำหอม และผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีจำหน่ายในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก ภายใต้แบรนด์ต่างๆ ดังต่อไปนี้ เอสเต ลอเดอร์, อรามิส, คลีนิกข์, เพรสคริพทีฟส์, แล็บ ซีรี่ส์, ออริจินส์, แมค, บ็อบบี้ บราวน์, ทอมมี่ ฮิลฟิเกอร์, คีตอง, ลาแมร์, ดอนน่า คาเรน, อเวด้า, โจ มาโลน, บัมเบิ้ล แอนด์ บัมเบิ้ล, ดาร์ฟาง, ไมเคิล คอร์, อเมริกัน บิวตี้, เฟลิร์ต, กู๊ดสกิน แลบส์, กราสรู้ตส์ รีเสิร์ช แลบส์, ฌอน จอห์น, มิสโซนี, เดซี ฟูเอนต์ส, ทอม ฟอร์ด, โคช โอจอน, สแมชบ็อกซ์ และแอร์เมเนจิลโด้ เซนญ่า

กลุ่มบริษัท เอสเต ลอเดอร์ มีความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปของ “เอเวอร์ลิน”

เมื่อคุณจากไป…คุณอยากให้คนอยู่ข้างหลังพูดถึงคุณว่าอย่างไร? สิ่งนี้น่าจะเป็นความหมายสำคัญที่สุดในชีวิต

ประวัติชีวิตอันเป็นตำนาน

“เอเวอร์ลิน” เป็นผู้นำด้านการทำกุศลคนหนึ่งในนครนิวยอร์ก เธอดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการฝ่ายตรวจสอบที่ศูนย์มะเร็งสโลนเค็ตเตอริงอนุสรณ์ นอกจากนี้ยังมีงานองค์กรการกุศลอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ตำแหน่งในคณะกรรมการขององค์กรอนุรักษ์เซ็นทรัลพาร์ค, มูลนิธิเอเวอร์ลินและเลียวนาร์ด ลอเดอร์ ซึ่งได้รับประโยชน์จากแนวทางที่มีการพิจารณาและวางแผนมาเป็นอย่างดี ภายใต้การสนับสนุนของ “ลอเดอร์” รวมถึงองค์กรต่างๆ ที่ไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งทำงานบริการด้านสุขภาพและมนุษยชน, ด้านการศึกษาและโรงเรียนต่างๆ ในเขตชุมชน, ด้านสิ่งแวดล้อม, สวัสดิภาพของผู้หญิง และศิลปะ

ฟาบริซิโอ เฟรดา ประธานและหัวหน้าผู้บริหารกล่าวในนามของบริษัทว่า “เอเวอร์ลิน” เป็นตัวอย่างของหัวใจและวิญญาณที่แข็งแกร่งของกลุ่มบริษัท เอสเต ลอเดอร์ “เธอเป็นผู้สร้างสรรค์คนสำคัญในด้านวิสัยทัศน์ ค่านิยม และวัฒนธรรมขององค์กร สตรีที่มีบุคลิกเป็นคนกระฉับกระเฉง มีความคิดสร้างสรรค์ ฉลาดเฉลียว อบอุ่นน่ารัก ใจกว้าง และมีพรสวรรค์ในการติดต่อกับคนอื่นอย่างเหลือเชื่อ ความกระตือรือร้นของเธอทำให้คนอื่นพลอยมีความแข็งขันกันตามไปด้วย”

ชีวิตของลอเดอร์เป็นเรื่องราวของความสำเร็จของชาวอเมริกัน ที่เห็นได้อย่างชัดเจน เธอเกิดในเวียนนา ประเทศออสเตรีย บิดามารดาของเธออพยพหนีสงครามมาจากยุโรป ในระหว่างที่นาซีเข้ายึดครองประเทศ และในที่สุดก็มาตั้งรกรากอยู่ในสหรัฐอเมริกา เมื่อเรือมาถึงอ่าวนิวยอร์ก มารดาของเธอปลุกเธอให้ลุกขึ้นดูอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ “เอเวอร์ลิน” เล่าว่า คือความจดจำ และได้รับแรงบันดาลใจจากสัญลักษณ์แห่งความหวังนี้ไว้จนตลอดชีวิตของเธอ

ความภูมิใจที่ได้เข้าเล่าเรียนและสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนรัฐบาลของนครนิวยอร์ก และวิทยาลัยฮันเตอร์ (ส่วนหนึ่งของซิตี ยูนิเวอร์ซิตีแห่งนิวยอร์ก) หลังจากได้รับปริญญา เธอไปเป็นครูโรงเรียนรัฐบาลในนครนิวยอร์กเป็นเวลาหลายปี

ขณะเป็นนักศึกษาปี 1 มีคนแนะนำให้เธอรู้จักกับ เลียวนาร์ด เอ. ลอเดอร์ บุตรชายคนโตเจ้าของบริษัทเครื่องสำอางเล็กๆ และทั้งสองได้แต่งงานกันในปี พ.ศ. 2502 และในปีนั้นเองเธอก็เลิกเป็นครูและมาช่วยธุรกิจของครอบครัวสามี ได้ร่วมงานกับแม่สามี เอสเต ลอเดอร์ ในฐานะกรรมการฝ่ายอบรมคนแรกของบริษัท รวมทั้งเป็นกรรมการฝ่ายผลิตภัณฑ์ใหม่ และกรรมการฝ่ายการตลาด

สามีของเธอเล่า… “ในเวลานั้นบริษัทของเราเล็กมาก ในระหว่างชั่วโมงอาหารกลางวัน ที่มีแต่เธอเพียงคนเดียวอยู่ในสำนักงาน คอยรับโทรศัพท์และรับคำสั่งซื้อของลูกค้า โดยเธอก็จะปล่อยให้ผู้ที่โทร.มารอสายก่อน แล้วจึงค่อยยกหูโทรศัพท์และกล่าวว่า “แผนกรับคำสั่งซื้อค่ะ” โดยดัดเสียงเพื่อมิให้มีใครรู้ว่าบริษัทของเรานั้นเล็กจริงๆ” เลียวนาร์ด กล่าว

เอเวอร์ลิน ทำงานอย่างใกล้ชิดกับ เอสเต ลอเดอร์ ทั้งคู่ได้นำน้ำหอม “อรามิส” ออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรก รวมทั้งน้ำหอม “บิวตี้ฟูล” และ “เพลเชอร์ส” ซึ่งเป็นน้ำหอมขายดีที่สุดจากแบรนด์เอสเต ลอเดอร์ จนกลายเป็นบริษัทน้ำหอมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

เมื่อครั้งที่บริษัทเริ่มสร้างสรรค์งานที่ต่อมากลายเป็นคลีนิกข์ในปี พ.ศ. 2511 “เอเวอร์ลิน” เป็นผู้ตั้งชื่อคลีนิกข์ และเป็นคนแรกที่สวมชุดเสื้อกาวน์สีขาวที่ใช้ในห้องปฏิบัติการของคลีนิกข์ ซึ่งกลายเป็นเครื่องแบบพนักงานขายคลีนิกข์ในปัจจุบัน หลังจากที่เธอได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการฝ่ายอบรมคนแรกของแบรนด์นี้

ในปี พ.ศ. 2532 “เอเวอร์ลิน” ได้รับตำแหน่งรองประธานบริษัทอาวุโส และหัวหน้าฝ่ายพัฒนาน้ำหอมทั่วโลก ความชอบทำสวนและรักดอกไม้ของเธอเป็นแรงบันดาลใจให้เธอคิดปรุงน้ำหอมกลิ่นใหม่ๆ จนประสบความสำเร็จสูงสุดทั่วโลก

อุทิศทำงาน ‘ริบบิ้นสีชมพู’

“เอเวอร์ลิน” ยังเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดต่อสาธารณชน ในด้านผลงานของเธอที่ทำให้โลกได้รับรู้เกี่ยวกับสุขภาพของผู้หญิง ความกระตือรือร้นของเธอ เกิดจากการที่เธอเองเป็นโรคมะเร็งเต้านมในระยะแรก ในปี พ.ศ. 2535 เธอได้ร่วมสร้างสรรค์ริบบิ้นสีชมพู ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสัญลักษณ์ของการรณรงค์มะเร็งเต้านมทั่วโลก เธอนี่แหละริเริ่มการรณรงค์ต่อต้านโรคมะเร็งเต้านมของกลุ่มบริษัท เอสเต ลอเดอร์ (BCA) (www.bcacampaign.com)

แต่ละปีการรณรงค์ของบีซีเอ จะระดมทุนผ่านทางแบรนด์ต่างๆ พนักงาน และบริษัทคู่ค้าทั่วโลก เป็นการช่วยกันสนับสนุนการวิจัยเพื่อโรคมะเร็งเต้านม “เอเวอร์ลิน” ได้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อการวิจัยโรคมะเร็งเต้านม (BCRF) ในปี พ.ศ. 2536 เพื่อหาทุนก้อนใหญ่ให้กับนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และยาสำหรับโรคมะเร็งเต้านมทั่วโลก BCRF (www.bcrfcure.com) ระดมทุนได้มากกว่า 350 ล้านเหรียญสหรัฐ (10,500 ล้านบาท) และให้การสนับสนุนนักวิจัย 186 รายทั่วโลก

เฟรดา กล่าวว่า ในเดือน ต.ค. ของทุกปี พนักงานเอสเตฯ ทั่วโลกอุทิศตนอย่างเต็มที่ให้กับการรณรงค์มะเร็งเต้านม “พันธกิจของเอเวอร์ลินได้กลายมาเป็นพันธกิจของเรา ความกระตือรือร้นของเธอกลายมาเป็นความกระตือรือร้นของเรา เธอเป็นกำลังใจให้กับพวกเราทุกคน และเราจะยังคงก้าวเดินต่อไปข้างหน้ากับวิสัยทัศน์ของเธอ เพื่อขจัดมะเร็งเต้านมให้หมดไปจากโลก”

“เอเวอร์ลิน” เป็นช่างภาพที่มีความกระตือรือร้นด้วย และมีการนำผลงานของเธอออกแสดงทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะอเมริกันวิตนีย์, พิพิธภัณฑ์ศิลปะบรูคลิน และพิพิธภัณฑ์วิจิตรศิลป์ในฮูสตัน รวมทั้งสถานพยาบาลชั้นนำทั้งในสหรัฐ และในต่างประเทศ ในเดือน ต.ค. 2545 บริษัท แฮรี เอแบรมส์ ได้พิมพ์หนังสือ An Eye for Beauty ซึ่งเป็นหนังสือรวบรวมภาพถ่ายเล่มที่ 2 ของ เอเวอร์ลิน หลังจากเล่มแรก The Season Observed จัดพิมพ์เป็นครั้งแรกในเดือน ก.ย. ปี 2537

สำหรับหนังสือเล่มที่ 3 ของเธอชื่อ In Great Taste : Fresh, Simple Recipe for Eating and Living มีการจัดพิมพ์ในปี 2549 และเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ก็มีการจัดแสดงผลงานของเธอที่แกกอเซียน แกลเลอรีในกรุงลอนดอน

การก่อตั้งมูลนิธิเพื่อการวิจัยโรคมะเร็งเต้านม ซึ่ง ณ วันนี้ระดมทุนได้ถึง 350 ล้านเหรียญสหรัฐ (10,500 ล้านบาท) และได้ให้การสนับสนุนนักวิจัยร่วม 200 รายทั่วโลก อีกทั้งยังได้ริเริ่มการรณรงค์ต่อต้านมะเร็งเต้านมของ ELC ซึ่งเป็นการริเริ่มงานการกุศลที่ทำกันอย่างกว้างขวางเป็นครั้งแรกของบริษัทเรา โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากพนักงานจำนวนมากทั่วโลก

“งานศพของเธอในนครนิวยอร์กจัดขึ้นแบบเป็นส่วนตัว เอเวอร์ลินพร้อมที่จะช่วยเหลือคนอื่นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่ต้องการให้เธอช่วยเหลือในเรื่องนั้นๆ เช่น ช่วยหาหมอเก่งที่สุด และช่วยดูแลเขายามเจ็บป่วย เธอมีบางอย่างที่พิเศษที่ดูเหมือนจะทำให้คนจำนวนมากซาบซึ้งใจ กับความเพียรพยายามมอบสิ่งดีที่สุดของเธอให้กับทุกคนรอบข้าง” คือสิ่งที่ประธานเลียวนาร์ดกล่าวทิ้งท้ายถึงภรรยาที่ร่วมชีวิตกันมากว่า 52 ปีทองกึ่งศตวรรษ



  • Arlene: I was thinking about if you have a linkedin page. Cheers for the astonishing blog post.
  • Lou: Heya, this really is such an incredible topic to learn about.
  • Anti Aging: What's up, just wanted to mention, I enjoyed this article. It was funny. Keep on posting!

หมวดหมู่