Yearly Archives: 2011

จำต้องคืน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05081011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

ฎีกาชาวบ้าน

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

จำต้องคืน

วันที่ 1 มิถุนายน 2538 คุณโผง ไปขอกู้เงินจากคุณเงือบ 700,000 บาท

คุณเงือบว่า ยินดีให้กู้ แต่เพื่อเป็นหลักประกันแห่งการกู้ คุณโผงต้องนำหนังสือ น.ส.3 ที่ดินแปลงที่ปลูกบ้านอยู่อาศัย เนื้อที่ดิน 5 ไร่เศษของคุณโผง มาให้ยึดไว้จนกว่าจะชำระหนี้หมด

ถ้าผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้นี้ ให้ถือว่าได้ขายที่ดินแปลงนี้ พร้อมบ้านนั้นเป็นการชำระหนี้แทน

คุณเงือบจัดทำ หนังสือสัญญากู้ หนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินและบ้าน พร้อมหนังสือมอบอำนาจ มาให้คุณโผงลงนาม มอบไว้ให้แก่คุณเงือบ

คุณโผงรับเงิน คุณเงือบรับสัญญารวมทั้งหนังสือมอบอำนาจมา แล้วต่างฝ่ายต่างผิวปากจากกันไป

ถึงกำหนดชำระหนี้คุณโผงผิวปาก-ไม่ชำระ

คุณเงือบนำเอาสัญญาซื้อขาย และหนังสือมอบอำนาจ ไปสำนักงานที่ดินจัดการโอนทะเบียนที่ดินนั้นให้คุณเงินผู้พ่อ

คุณเงินรับโอนที่ดินมาแล้ว ฟ้องขับไล่คุณโผงออกจากที่ดิน สู้กันไปจนถึงศาลอุทธรณ์

ส่วนคุณโผงฟ้องคุณเงือบและคุณเงินมั่ง ขอให้ศาลพิพากษาว่า การจดทะเบียนและนิติกรรมขายที่ดินระหว่างคุณโผงกับคุณเงือบเมื่อ วันที่ 9 มีนาคม 2542 เป็นโมฆะ และให้คุณเงือบไปจดทะเบียนโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างคืนแก่ตน

แน่ละคุณเงือบและคุณเงินสองลูกพ่อ หรือ คุณเงินกับคุณเงือบสองพ่อลูกให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้สองพ่อลูกหรือลูกพ่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิที่ดินกลับคืนสู่คุณโผง ถ้าไม่ทำให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของทั้งสอง (และให้คุณเงินชำระหนี้ 700,000 บาท แก่คุณโผง)

คุณเงือบและคุณเงินอุทธรณ์คดี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณสองพ่อลูกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า วันที่ 1 มิถุนายน 2538 คุณโผงกู้เงินจากคุณเงือบ 700,000 บาท มีข้อตกลงว่าหากผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ ให้ถือว่าได้ขายที่ดิน น.ส.3 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้คุณเงือบเป็นการชำระหนี้แทน

ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีจึงเป็นเรื่องนำทรัพย์สินมาตีราคาชำระหนี้เงินกู้ มิใช่เป็นเรื่องการซื้อขายที่ดินกันโดยแท้ตั้งแต่เริ่มแรก

ส่วนที่ว่าข้อตกลงในนามสัญญาเงินกู้นั้นเป็นโมฆะหรือไม่นั้น เห็นว่า ตามบทบัญญัติมาตรา 656 วรรคสอง ข้อตกลงเรื่องการที่ผู้ให้กู้ยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมนั้น หนี้เงินกู้จะระงับไป ต้องคิดเป็นจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้น ในเวลา และ ณ สถานที่ส่งมอบ และหากมีข้อตกลงอย่างใดๆ ขัดกับข้อความดังกล่าวนี้ ย่อมตกเป็นโมฆะ ตามวรรคสาม

ได้ความว่า สัญญาซื้อขายลง วันที่ 9 มีนาคม 2542 คู่สัญญาตกลงซื้อขายในราคา 700,000 บาท โดยบันทึกการประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ประเมินตารางวาละ 130 บาท รวมราคาประเมิน 270,400 บาท

แต่ราคาประเมินเมื่อคราวจดทะเบียนนิติกรรมขายฝาก ก่อนจดทะเบียนซื้อขายเมื่อ วันที่ 9 มีนาคม 2542 ราคาประเมินตารางวาละ 1,000 บาท คิดเป็นเงิน 2,080,000 บาท ยิ่งกว่านั้นราคาประเมินเมื่อคราวนำไปใช้ประกันตัวผู้ต้องหาเมื่อ วันที่ 3 มกราคม 2544 มีราคาตารางวาละ 1,000 บาท

ข้อตกลงในเอกสารสัญญากู้ยืมเงิน จึงเป็นเรื่องที่คุณเงือบผู้ให้กู้ยอมรับเอาที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินกู้ยืม โดยไม่ได้คิดเป็นจำนวนเงินเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้น ในระยะเวลา และ ณ สถานที่ส่งมอบ แต่ให้ยึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่วางประกันเอาชำระหนี้ได้ทันที โดยไม่ต้องคำนวณราคาท้องตลาดกันอีก

ข้อตกลงนี้จึงเป็นโมฆะตาม มาตรา 656 วรรคสาม

ศาลฎีกาพิพากษายืน ให้จดทะเบียนที่ดินคืนแก่คุณโผง

คุณเงินและคุณเงือบ ยืนหน้ามุ่ย ขณะที่คุณโผงหน้าบาน เพราะได้ที่ดินกลับมา

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6852/2553)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 656 ถ้าทำสัญญากู้ยืมเงินกัน และผู้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นแทนจำนวนเงินนั้นไซร้ ท่านให้คิดเป็นหนี้เงินค้างชำระโดยจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นในเวลาและ ณ สถานที่ส่งมอบ

ถ้าทำสัญญากู้ยืมเงินกัน และผู้ให้กู้ยืมยอมรับเอาสิ่งของหรือทรัพย์สินอย่างอื่นเป็นการชำระหนี้แทนเงินที่กู้ยืมไซร้ หนี้อันระงับไปเพราะการชำระเช่นนั้น ท่านให้คิดเป็นจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งสิ่งของหรือทรัพย์สินนั้นในเวลา และ ณ สถานที่ส่งมอบ

ความตกลงกันอย่างใดๆ ขัดกับข้อความดังกล่าวมานี้ ท่านว่าเป็นโมฆะ

ไปดูไร่นาสวนผสมแบบทันสมัย คนวัย 76 ปี ทำสำเร็จได้อย่างไร

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

คนเกษตร

สมชาย นนทฤทธิ์

ไปดูไร่นาสวนผสมแบบทันสมัย คนวัย 76 ปี ทำสำเร็จได้อย่างไร

คนเป็นเกษตรกรที่ประสบผลสำเร็จในอาชีพ ต้องมีปัจจัยหลายอย่างเป็นตัวตั้งที่มั่นคงแข็งแรง ไม่ว่าทุน ที่ดิน การจัดการ ตลอดจนทำเลที่ตั้งเป็นสำคัญ ปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาก็ใช่ว่าจะทำให้เกษตรกรผู้ประกอบการ ทำได้สำเร็จได้ทุกคน แต่ผู้ชายคนนี้มีแนวคิดที่กว้างไกล ประสบการณ์ก็มากหลาย ผสมกับความตั้งใจอันแน่วแน่มั่นใจเกินร้อย จึงพบกับความสำเร็จเกินกว่าอายุวัย

คุณตาประยุทธ ธิพรพันธ์ คนถิ่นนี้เรียกกันว่า “ตายุทธ” วัย 76 ปี บ้านเลขที่ 174 หมู่ที่ 11 ตำบลนิคมคำสร้อย อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ปรับเปลี่ยนที่ดินซึ่งใช้ทำนามาก่อนในเนื้อที่ 12 ไร่ 3 งาน มาเป็นไร่นาสวนผสม ที่ดินแปลงนี้เดิมทีไม่ค่อยราบเรียบ สูงๆ ต่ำๆ จึงเป็นไร่นาหลายแปลง หมดเนื้อที่ไปกับคัน คูนาพอควร เลยต้องจ้างรถไถมาปรับพื้นที่เสียใหม่ จนราบเรียบได้ระดับแนวเดียวกัน การปรับพื้นที่ก็ทำคัน คูรอบพื้นที่ให้มีขนาดกว้างเกือบ 3 เมตร ความสูงเกือบ 1 เมตร แล้วทำคัน คูคั่นกลางทั้งแนวยาวแนวกว้างเพิ่มอีก สรุปแล้วเป็นแปลงนาย่อยเพียง 4 แปลง และสระน้ำ 1 สระ

เมื่อปรับพื้นนาเสร็จมีคู คันนาขนาดใหญ่ ทำให้สามารถใช้ปลูกพืชผลต่างๆ ได้ พืชผลที่ปลูกตามคัน คูนามีหลายชนิด เป็นต้นว่า กล้วยน้ำว้า 60 ต้น มะม่วงพันธุ์ดีหลายพันธุ์ 80 ต้น มะพร้าวน้ำหอม 16 ต้น พุทราจีนสามรส 16 ต้น ฝรั่งแป้นสีทอง 16 ต้น น้อยหน่าหนัง 100 ต้น มะละกอ 40 ต้น ที่ว่างระหว่างต้นไม้ชนิดต่างๆ ก็ปลูกพืชสวนครัว เช่น ข่า ตะไคร้ พริกขี้หนู และอื่นๆ จนเต็มที่ว่าง ภายหลังนำลำไยอีดอมาปลูกแซมน้อยหน่าอีก 16 ต้น

ส่วนที่นาก็ปลูกข้าว ข้าวที่ปลูกมีขาวเหนียว กข 6 และข้าวเจ้าหอมมะลิ 105 นอกจากนี้ ยังทำนาอีก 18 ไร่ อยู่ห่างจากแปลงนี้อีก 10 กว่ากิโลเมตร การทำนาทั้งหมดต้องจ้างแรงงาน เริ่มจากไถ ดำ เก็บเกี่ยวจนขึ้นยุ้งฉาง ผลผลิตจากนาได้ปีละประมาณ 10 ต้นเศษ หลังเก็บเกี่ยวก็จ้างไถปรับพื้นที่นา กลบทับฟางซังตอข้าวในที่นาทั้ง 2 แปลง ตนไม่เคยเผาตอซังข้าวเหมือนชาวนาบางคนที่เผากัน ส่วนฟางก็จะเก็บไว้เพื่อคลุมโคนต้นของไม้ผลที่ปลูก

กิจประจำในแต่ละวันของตายุทธ ตื่นนอนตั้งแต่ตี 4 สวดมนต์ไหว้พระ ทำจิตสมาธิ แผ่จิตเมตตา เสร็จแล้วเป็นภารกิจส่วนตัว แล้วไปตลาดเช้าดื่มเครื่องดื่มประเภทชา กาแฟ โอวัลติล พบปะสังสรรค์เรื่องราวการเกษตร ตลอดจนเหตุการณ์บ้านเมืองกับผู้คนหลายหน้า ประมาณ 6 โมง ก็ขี่จักรยานยนต์คู่ใจไปสวน ซึ่งห่างจากบ้าน 1 กิโลเมตร ตรวจตราไร่นาถากถางถอนหญ้าหรืออื่นๆ จนถึง 8 โมง จึงกลับบ้าน พักผ่อนตามประสาคนสูงอายุ ช่วงสายก็เป็นหน้าที่ของผู้ภรรยาออกไปเก็บผลผลิตไว้กินไว้ขาย เป็นรายได้ที่มีเข้ามาตอบแทนทุกวัน

การบำรุงรักษาพืชผลที่ปลูกไว้ ตายุทธใช้แนวคิดแนวเกษตรอินทรีย์เป็นหลัก ทำน้ำหมักชีวภาพจากหอยเชอรี่ที่จับจากนาและสระน้ำ โดยใช้ถังหมักแบบ 100 ลิตร ทีละหลายถัง การหมักใช้กากน้ำตาลผสมด้วยสารเร่ง พด.2 ของกรมพัฒนาที่ดิน ตายุทธวางถังหมักไว้เป็นจุดรอบพื้นที่ เพื่อสะดวกในการนำไปใช้ ซึ่งหลายครั้งก็แจกจ่ายน้ำหมักให้คนอื่นไปทดลองใช้ดู ผู้ใช้หลายคนเห็นว่ามีประโยชน์ พากันหมักหอยเชอรี่ใช้ตามก็หลายราย

เรื่องระบบน้ำที่ใช้ทำไร่นาสวนผสม ตายุทธพาไปดูลำรางส่งน้ำซึ่งอยู่ทางเหนือของแปลงนา เป็นลำรางไม่ใหญ่นัก กว้างประมาณ 2 เมตร น้ำที่ไหลมาเป็นน้ำจากชลประทานห้วยขี้เหล็ก ทำให้มีน้ำใช้ไม่ขาด หากเกษตรกรทุกรายที่มีลำรางน้ำผ่าน พากันทำการเกษตรแบบตน คิดว่าความเป็นอยู่จะดีขึ้นกว่าการทำนาเพียงอย่างเดียว เพราะตอนเสร็จจากนากว่าจะถึงฤดูทำนาปีต่อไป ก็มีช่วงห่างกันหลายเดือน จึงมีเวลาพอหาประโยชน์ได้ นับว่าเป็นโชคแล้วที่เรามีทางน้ำไหลผ่านที่ดิน

ทางด้านรายได้ ตายุทธบอกว่า เป็นหน้าที่ของภรรยาเป็นผู้รับผิดชอบนั้น จะมีรายได้แบบประจำวันจากผักสวนครัวต่างๆ ที่ปลูกไว้ ทุกวันจะเก็บผักจำพวกข่า ตะไคร้ สะระแหน่ พริกขี้หนู แม้จะขายได้ไม่มากนัก ก็พอเพียงกับค่าใช้จ่ายประจำวัน พืชที่ให้เป็นเงินรายเดือนก็พืชผลต่างๆ ที่เก็บเกี่ยวตามฤดูกาล เช่น มะม่วง มะพร้าวน้ำหอม น้อยหน่า มะละกอ ลำไย ฝรั่ง และอื่นๆ ที่ปลูกไว้ ส่วนรายปีก็คือข้าวที่เก็บในยุ้งจะทยอยขายเป็นแบบข้าวสารบ้างเป็นระยะ นอกจากข้าวเปลือกที่เก็บจากนาแปลงนอก บางปีก็ขายรวดเดียวในช่วงที่เห็นว่ามีราคาที่เหมาะสม นอกนั้นก็เป็นปลาที่เลี้ยงไว้ในสระ มีปลาหลายชนิดคือ ปลาตะเพียน ปลานิล ปลายี่สก และปลาพื้นบ้านต่างๆ ที่เล็ดลอดเข้าไปในสระ จากรายได้ที่เป็นเงิน แล้วรายได้อย่างหนึ่งก็คือ ได้ออกกำลังกายทำให้สุขภาพแข็งแรง จิตใจก็เป็นสุข มีความพึงพอใจในสิ่งที่ทำไป สามารถให้คำแนะนำแก่ผู้ที่สนใจได้อย่างชัดเจนถูกต้อง

และที่เห็นว่าสำคัญกว่าทุกสิ่งที่กล่าวมา คือการที่ได้น้อมนำเอาพระราชดำรัสขององค์ในหลวง มาปฏิบัติและประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม จึงทำให้งานที่ทำมีความสำเร็จและสร้างชีวิตความเป็นอยู่แบบพอเพียง ผู้อ่านท่านใดหากมีโอกาสผ่านไปที่อำเภอนิคมคำสร้อย ประสงค์จะไปเยี่ยมชมตายุทธยินดีจะพาไปชม สวนผสมตายุทธอยู่ในเขตเทศบาล ไป-มาสะดวก หรืออยากติดต่อสอบถามทางโทรศัพท์ได้ที่หมายเลข (042) 638-315 ขอบคุณครับ

โครงการเพาะเลี้ยง “ชะมดเช็ด” บ้านดงเย็น ฟาร์มตัวอย่าง ที่เพาะขยายพันธุ์ได้

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

เทคโนฯ ปศุสัตว์ 

ศุภชัย นิลวานิช

โครงการเพาะเลี้ยง “ชะมดเช็ด” บ้านดงเย็น ฟาร์มตัวอย่าง ที่เพาะขยายพันธุ์ได้

ด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้มีพระราชดำรัสให้ทำการเลี้ยงชะมดเช็ดขึ้นในโครงการฟาร์มตัวอย่างตามราชดำริ บ้านดงเย็น วัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ชะมดเช็ดและเพื่อใช้ประโยชน์จาก “ไขชะมดเช็ด” สืบต่อไปในอนาคต “องค์การสวนสัตว์” เล็งเห็นว่าเป็นพระราชดำรัสที่มีนิมิตหมายอันสำคัญ จึงอาสารับผิดชอบหน้าที่ทางด้านงานวิจัยเกี่ยวกับการเพาะขยายพันธุ์ชะมดเช็ด เพื่อพัฒนาศักยภาพในการทำผลิตภัณฑ์เครื่องหอม และได้ศึกษาวิจัยพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จทางด้านการเพาะขยายพันธุ์ได้แล้วในวันนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ลึกลงไปคือ “สร้างอาชีพให้ราษฎรที่มีฐานะยากจนได้มีงานทำ” นั่นเอง

สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 ได้ร่วมกับ คุณสหัส บุญมาวิวัฒน์ ผู้ช่วยเลขาธิการพระราชวังฝ่ายกิจกรรมพิเศษ ได้สำรวจคัดเลือกพื้นที่บริเวณป่าสงวนแห่งชาติป่าท่าธาร บ้านดงเย็น หมู่ที่ 15 ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ บนเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 300 ไร่ และให้จัดตั้งโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ บ้านดงเย็น ขึ้น

ชะมดเช็ด คือสัตว์ป่าชนิดล่าสุดที่นำเข้ามาวิจัยและทดลองเลี้ยง เหตุผลที่เลือกพื้นที่ป่าท่าธารบ้านดงเย็น เนื่องจากมีความเหมาะสมด้านภูมิประเทศที่เป็นสภาพป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณที่เงียบสงบ คนไม่พลุกพล่าน สภาพอากาศในพื้นที่โครงการส่วนใหญ่ร้อนและแห้งแล้ง อุณหภูมิต่ำสุด ประมาณ 11 องศาเซลเซียส และสูงสุดอยู่ที่ 40 องศาเซลเซียส

โครงการในขั้นเริ่มแรก

ในปัจจุบัน ถือว่าเป็นช่วงที่กระแสความต้องการ “ชะมดเช็ด” มีอยู่มาก ดังนั้น การเพาะเลี้ยงและการขยายพันธุ์ของโครงการเพื่อให้เป็นต้นแบบหรือเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับท่านที่สนใจต้องการเรียนรู้ และสามารถนำไปปฏิบัติด้วยตนเองอย่างถูกต้อง จึงเป็นสิ่งที่สำนักอนุรักษ์ วิจัย และการศึกษา ให้ความสำคัญ

สำนักอนุรักษ์ วิจัย และการศึกษา ซึ่งมี คุณสุเมธ กมลนรนารถ เป็นผู้อำนวยการอยู่ในขณะนี้ ซึ่งมีพันธกิจหลักอยู่ 4 ประการ คือ อนุรักษ์ วิจัย ให้การศึกษา ให้ความรู้พักผ่อนหย่อนใจและนันทนาการกับประชาชน ส่วนพันธกิจที่รับผิดชอบตรงในการอนุรักษ์ วิจัย ให้การศึกษา เป็นหน้าที่ของ น.สพ.ดร. บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พร้อมทีมงานที่รับผิดชอบโครงการงานวิจัยและอนุรักษ์สัตว์ป่า อีกทั้งยังทำหน้าที่ประสานงานกับอุทยานสวนสัตว์ทั่วประเทศ ในการขอความร่วมมืออนุเคราะห์สัตว์ป่าหายากมาวิจัยจนได้ผล

ล่าสุด…ได้รับผิดชอบ “โครงการเลี้ยงชะมดเช็ดตามพระราชดำริบ้านดงเย็น” ซึ่งได้รับงบประมาณจาก สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เมื่อ ปี 2550 และเริ่มลงมือทำอย่างจริงจัง เมื่อปี 2551 โดยเข้าไปขอใช้พื้นที่ในโครงการฟาร์มตัวอย่าง ตามพระราชดำริบ้านดงเย็น ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี

เริ่มแรกในโครงการได้นำสายพันธุ์มาจากสวนสัตว์หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นสวนสัตว์ที่โคราช สงขลา เขาเขียว และเขาดิน รวมพ่อแม่พันธุ์ที่นำมาทดลองในครั้งนั้น 8 คู่ ภายใต้งบประมาณ 700,000 บาท มีระยะเวลาในการดำเนินงาน 1 ปี แต่ติดปัญหาความพร้อมการเบิกจ่าย ทำให้เหลือระยะเวลาทำงานจริงเพียง 8 เดือน

“แรกเริ่มการบันทึกข้อมูลอาจจะติดปัญหาอยู่ที่ความใหม่ของชะมดเช็ด ต้องใช้เวลาในการปรับตัวให้แก่เขาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม ทางด้านการกินอาหาร การปรับตัวให้เข้ากับเพศตรงข้ามที่มาในแต่ละที่ และกับคนเลี้ยงโดยนักศึกษาที่ทำหน้าที่ดูแลและเก็บข้อมูล จนกระทั่งชะมดเช็ดมีสัญชาตญาณกับตัวเองว่าปลอดภัยที่สุด ซึ่งจะสังเกตได้จากลักษณะที่ชะมดไม่เครียด เมื่อร่างกายมีความพร้อม ชะมดเช็ดก็จะเริ่มเข้าสู่การเป็นสัด ตัวผู้จะเริ่มผลิตสเปิร์ม ตัวเมียก็จะผลิตไข่ จากการทดลองปีแรกผสมพันธุ์ได้เพียง 1 คู่ จนกระทั่งวันนี้สามารถผสมพันธุ์ได้แล้วทุกตัว”

คุณหมอบริพัตร กล่าวถึงอุปสรรคในการนำเข้ามาทดลองเลี้ยงในครั้งแรกว่า ในระยะแรกมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง จึงต้องให้เวลาในการปรับตัวของชะมดเช็ดพอสมควร ที่สำคัญชะมดเช็ดเป็นสัตว์ที่ออกหากินในช่วงเวลากลางคืน ดังนั้น การพัฒนาชีวิตของเขาจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและค่อยเป็นค่อยไป

ก่อนเลี้ยงต้องรู้ว่า ชะมดเช็ด คืออะไร

ชะมดเช็ด เป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติทั่วทุกภาคของประเทศไทย ดังนั้น หากถามว่า พื้นที่ใดเหมาะสมต่อการเลี้ยงชะมดเช็ดมากที่สุด คุณหมอบริพัตร กล่าวว่า สภาพพื้นที่และภูมิอากาศประเทศไทยเหมาะสมและเอื้ออำนวยต่อการเลี้ยงชะมดเช็ดทั่วทุกภาค และฟาร์มที่เลี้ยงมากที่สุดในประเทศ คือ “ฟาร์มป้าน้อย” ที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ต้องยอมรับว่าเป็นฟาร์มที่มีประสบการณ์ด้านการเลี้ยงได้เป็นอย่างดี แต่ข้อเสียอยู่ที่ ไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ แม้ว่าจะเลี้ยงมานานถึง 7 ปี ก็ตาม ซึ่งภาพรวมเชิงลึกอาจวิเคราะห์ได้ว่า อนาคตชะมดเช็ดอาจสูญพันธุ์ได้

ดังนั้น การเลี้ยงชะมดเช็ดให้ได้ผลนั้น ควรทำความเข้าใจลักษณะความเป็นอยู่ให้ถ่องแท้ ต้องเข้าใจภาพโดยรวมว่า ชะมดเช็ด คืออะไร ซึ่งคุณหมอบริพัตรให้ความเห็นว่า ชะมดเช็ด เป็นสัตว์ที่ปราดเปรียว มีอิสระในตัวเองสูง จึงทำให้ลักษณะการใช้ชีวิตของชะมดเช็ดมีความระแวดระวังตัวเองสูงขึ้น อีกทั้งลักษณะกลิ่นตัวยังเหม็นมาก อาจส่งผลให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้บางรายเข้าใกล้ไม่ได้ ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเลี้ยงควรศึกษาให้ครบทุกด้านเสียก่อน

“ช่วงเวลาที่ตั้งท้องจนคลอดลูก ชะมดเช็ดจะมีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก มีสัญชาตญาณการเอาตัวรอดโดยการหารังอยู่อย่างมิดชิด ดังนั้น คนเลี้ยงต้องทำโพรงให้อย่างน้อย 2 โพรง เพื่อความปลอดภัยของชะมดเช็ดและลูก ไม่เช่นนั้นชะมดเช็ดจะไม่ผลิตฮอร์โมนเพื่อผสมพันธุ์ และจะไม่ทำการผสมพันธุ์ ท้ายที่สุดก็จะไม่ให้ลูก หรือถ้าคลอดออกมาแล้วเห็นว่ามีอันตรายชะมดเช็ดอาจฆ่าหรือกินลูกตัวเอง โดยเฉพาะชะมดเช็ดเป็นสัตว์ที่มีสัญชาตญาณของนักล่าอยู่แล้ว จึงมีความระมัดระวังตัวมากกว่าสัตว์ชนิดอื่น”

สร้างกรงให้

โดยลอกเลียนแบบธรรมชาติ

ชะมดเช็ดในฐานะที่เป็นสัตว์ป่า จะนำวิธีการเลี้ยงแบบตามอำเภอใจไม่ได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ หาความเหมาะสมต่อการดำรงอยู่ตามธรรมชาติให้ได้ ควรทดลองเลี้ยงพร้อมกับสังเกตพฤติกรรมและผลที่จะได้ เช่น การสร้างกรงเลี้ยงที่ทำขึ้นให้มีขนาดใหญ่กว่าลำตัวเพียง 1×1 เมตร ในความเป็นจริงสัตว์สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่หากสร้างกรงให้ใหญ่กว่านั้นเชื่อว่าชะมดเช็ดก็ให้ไขได้มากกว่ากรงเล็ก เพราะชะมดเช็ดมีสัญชาตญาณว่าตัวเองปลอดภัยจึงไม่ก่อให้เกิดความเครียดตามมา ส่งผลทำให้ไขที่ได้เป็นไปตามธรรมชาติมากขึ้น

“สิ่งที่ต้องสังเกตคือ เมื่อทำกรงเพาะพันธุ์ ขนาด 1×1 เมตร ชะมดเช็ด ยังคงวิ่งวน เกาตัวเอง กัดหางจนขนร่วง ตะกุยกรงจนเล็บขาด นั่นก็แสดงว่าเกิดความเครียดและรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย แต่ถ้าจะเพิ่มขนาดขึ้นเป็น 2×2 เมตร ลักษณะดังกล่าวดีขึ้น ก็ถือว่าทำถูกต้อง แต่ถ้าจะให้ดีมากไปกว่านั้นลองเพิ่มขนาดกรง ให้เป็น 3×6 เมตร ลักษณะลุกลี้ลุกลน เดินวน แสดงให้เห็นถึงความกลัวไม่มีให้เห็นแม้แต่น้อย นั่นแสดงว่าเป็นการสร้างกรงอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าขนาดกรงใหญ่จะเป็นความต้องการของชะมดเช็ดทุกตัว บางตัวอาจจะอยู่ได้โดยไม่เครียดภายในกรง ขนาด 1×1 หรือ 2×2 เมตร ก็ได้ ซึ่งต้องเข้าใจและสังเกตให้ดี”

จากการศึกษาและเก็บข้อมูลของคุณหมอบริพัตร ได้บทสรุปขนาดกรงสำหรับการเพาะขยายพันธุ์ชะมดเช็ด 1 คู่ พบว่า ขนาดกรงควรอยู่ที่ 3x6x3 เมตร

โรงเลี้ยงเพื่อการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ 

สำหรับวิธีการสร้างคอกชะมดเช็ด คุณหมอบริพัตร ได้ให้รายละเอียดว่า ควรมีส่วนประกอบภายในคอกหรือกรงที่ลอกเลียนแบบธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ หรือกอไผ่ เพื่อให้เกิดร่มเงา ภายในกรงควรสร้างโพรงขึ้น 2 โพรง ซึ่งทำด้วยปูนซีเมนต์ ผนังอาจปะด้วยหิน ให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด ความลึกภายในโพรงไม่เกิน 1 ฟุต จากนั้นควรนำท่อนไม้ใจกลางกลวงที่ตายแล้วมาวางไว้ในบริเวณคอกและทำบ่อน้ำไว้ให้ พร้อมกับนำหญ้าหรือฟางมากองไว้ เพื่อให้ชะมดเช็ดคาบไปใช้รองเป็นที่นอนในช่วงคลอดลูก

นอกจากนี้ อาจจะปลูกต้นตะไคร้ โหระพาและหญ้าไว้ให้กินในเวลาที่ชะมดเช็ดต้องการ การสร้างคอกอาจจะก่ออิฐขึ้นมา 1-2 ก้อน ต่อด้วยลวดตาข่ายขึงจนรอบ ระยะความสูงอยู่ที่ประมาณ 3 เมตร ส่วนหลังคามุงด้วยกระเบื้องเพื่อกันแดดและฝนครึ่งหนึ่ง และเปิดโล่งครึ่งหนึ่ง ประตูทางเข้าทำเป็น 2 ชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ชะมดเช็ดกระโดดสวนออกมาได้ ระยะห่างในแต่ละคอก ประมาณ 4 เมตร และต้องมีทิศทางลมโกรกพอสมควร

โรงเลี้ยงเพื่อเก็บไข ควรอยู่ที่ ขนาด 4x12x3 เมตร (กว้างxยาวxสูง) มุงหลังคาด้วยกระเบื้อง ส่วนกรงเลี้ยงทำด้วยไม้ระแนง ขนาด 80x80x60 เซนติเมตร มีประตูยกเลื่อน เปิด-ปิด, ขึ้น-ลง เพื่อให้อาหาร มีภาชนะใส่น้ำบรรจุไว้ 1 ที่ ตรงกลางกรงมี “ไม้โมก” เสียบไว้เพื่อให้ชะมดเช็ดไขที่สามารถดึงออกมาได้ 1 อัน กรงเลี้ยงแบ่งเป็น 2 แถว ตามความยาวของโรงเลี้ยง ทิ้งระยะห่างระหว่างกรง ประมาณ 5 เซนติเมตร เพื่อป้องกันไม่ให้กัดกัน พร้อมทั้งแยกเพศออกจากกันอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ควรสร้างกรงหลบซ่อนไว้ให้ภายในกรงอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญในการให้ไขมากขึ้น เนื่องจากกล่องหลบซ่อนจะทำให้ชะมดเช็ดไม่เครียด

ส่วนกรงเดี่ยว ขนาด 80x80x60 เซนติเมตร จะทำขึ้นในช่วงที่ชะมดเช็ดหย่านมหรือโตจนสามารถแยกออกมาจากแม่ได้แล้วเท่านั้น จากการเก็บตัวเลขผลผลิตไขที่ได้ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับอุทยานฯ ห้วยทราย และฟาร์มของป้าน้อยจะไม่แตกต่างกันเท่าไหร่นัก โดยให้ไขอยู่ที่ประมาณ 0.3-0.6 กรัม/ตัว/วัน

เลือกคู่ ให้ดูว่าเข้ากันได้…

ผสมพันธุ์บางคู่ ให้ลูกถึง 9 ตัว/ปี

การเลี้ยงชะมดเช็ดในโครงการครั้งแรกจะนำตัวผู้ใส่กรงมาวางไว้ใกล้ๆ กับกรงตัวเมีย เพื่อสร้างความคุ้นเคยพร้อมทั้งสังเกตด้วยการแอบดูว่าเข้ากันได้หรือไม่ หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับซึ่งกันและกันก็ปล่อยให้เข้าหากันได้นานๆ หลังจากนั้น ก็เก็บข้อมูลว่าตัวเมียท้องหรือไม่ ถ้ายังไม่ตั้งท้อง ต้องเข้าไปดูรายละเอียดว่าทั้งตัวผู้และตัวเมียมีความสมบูรณ์พันธุ์มากน้อยแค่ไหน เช่น ตัวผู้มีน้ำเชื้อแข็งแรงดีหรือไม่ หรือตัวเมียรังไข่ไม่ทำงาน หรือท่อรังไข่ตันหรือไม่ ช่วงที่ผ่านมาจากการดูประวัติการให้ลูกทั้งตัวผู้และตัวเมียจะไม่ค่อยมีปัญหามากมายนัก

ต้องยอมรับว่า ชะมดเช็ด เป็นสัตว์ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก และไม่จัดอยู่ในหมวดของสัตว์สังคมที่รวมกลุ่มกันออกหากินเป็นฝูง โดยเฉพาะการผสมพันธุ์ที่มีรอบการเป็นสัดกว่า 20 วัน หากเป็นตัวที่ไม่ได้เลือกหรือเข้ากันไม่ได้ จะทำร้ายโดยการกัดกันจนตาย แต่ถ้าตัวผู้ตัวใดที่โดนเลือก ตัวเมียจะยินยอมโดยดุษณี ให้ความปรานีโดยการผสมพันธุ์และอยู่ร่วมกัน ประมาณ 1 เดือนเศษ เพื่อรอการกลับสัดอีกรอบหนึ่ง หลังจากที่ได้ลูกแล้ว ตัวเมียจะไม่ยอมให้ตัวผู้เข้าใกล้โดยเด็ดขาด เพราะกลัวว่าตัวผู้จะกินลูกตัวเอง หรือในกรณีที่ตัวผู้และตัวเมียอยู่ร่วมกัน โดยไม่หวาดระแวงหรือไม่เครียดจนเกินไป ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ทั้งครอบครัวระหว่างพ่อแม่และลูก ซึ่งจะเห็นได้ที่ “สถานีการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าห้วยทราย” อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

ด้วยสัญชาตญาณของสัตว์ป่า ตัวเมียจะอยู่อย่างโดดเดี่ยว อุ้มท้องด้วยความรักและหวงแหนต่อไปตามลำพังประมาณ 80 วัน จนถึงกำหนดวันคลอดลูก พร้อมทั้งประคบประหงมให้นมลูกอยู่ในโพรง หลังจากนั้น ประมาณ 1 สัปดาห์ แม่จะพาลูกออกมาเดินเล่นนอกโพรง จนลูกสามารถกินอาหารได้ในช่วงอายุ 45 วัน ขณะเดียวกันลูกก็จะเรียนรู้การหากินจากแม่ไปด้วย จนอายุได้ 90 วัน ซึ่งเป็นวัยที่เจริญเติบโตอย่างเต็มที่ อีกทั้งมีพัฒนาการที่เร็วจนสามารถเลี้ยงตัวเองได้ จึงแยกออกจากแม่ไปในที่สุด

“ที่นำมาเลี้ยงไว้ 8 ตัว มีแม่ชะมดเช็ดตัวหนึ่งสามารถให้ลูกได้ 3 ครอก/ปี ครอกหนึ่งให้ลูก 3 ตัว ปีหนึ่งเขาให้ลูกได้ 9 ตัว ซึ่งถือว่าให้ลูกมากพอสมควร แต่ถ้าจะให้ดีปีหนึ่งให้ลูกเพียง 2 ครอก หรือ 4-6 ตัว ก็น่าจะพอแล้ว เพราะจะทำให้แม่ไม่โทรมจนเกินไป หรือถ้าจะให้ได้ลูกมากกว่า 9 ตัว ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของแม่ ขณะนี้โครงการสามารถผลิตลูกได้ทั้งหมดกว่า 30 ตัว ซึ่งเป็นลูก รุ่นที่ 1 (F1) ต่อไปก็กำลังทำอยู่ใน รุ่นที่ 2 (F2) นอกจากนี้ กำลังทดลองเลี้ยงอีเห็น เพื่อที่จะนำเข้าไปเลี้ยงในไร่กาแฟอีกส่วนหนึ่ง”

อย่างไรก็ตาม ชะมดเช็ด หรือสัตว์ป่าโดยทั่วไปจะมีลักษณะพิเศษ คือ คนที่เลี้ยงได้คลุกคลีกับชะมดเช็ดอยู่ตลอด สิ่งหนึ่งที่สัตว์ป่าเกิดความคุ้นเคย คือ กลิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ก่อเกิดแห่งความคุ้นเคย แต่ถ้าเมื่อใดที่เปลี่ยนคนเลี้ยง ชะมดเช็ดจะมีปฏิกิริยาเปลี่ยนไป หรือตกใจกลัวมากยิ่งขึ้น ดังนั้น คนที่จะเลี้ยงสัตว์ป่าได้สำเร็จ ต้องเป็นคนที่มีความใจเย็น และเข้าใจสัตว์ป่าได้เป็นอย่างดี

ควรมีการจัดการ

ทางด้านโภชนาการอย่างถูกต้อง

เป็นที่ทราบกันดีว่า ชะมดเช็ด เป็นสัตว์ที่ชอบหากินบนพื้นดินในเวลากลางคืน อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ถือว่าเป็นของโปรดและกินผลไม้บ้างเป็นบางครั้ง ส่วนอีเห็นจะนิยมกินผลไม้เป็นส่วนใหญ่ ชอบหากินบนต้นไม้ อาหารประเภทเนื้อสัตว์จึงรองลงมา ดังนั้น การให้อาหารต้องดูที่ความเหมาะสมว่าควรให้อย่างไร เช่น การให้เนื้อ ไม่ควรให้เฉพาะเนื้ออย่างเดียว ควรผสมกระดูก ขน และหนัง ปนเข้าไปด้วย เพื่อให้เป็นลักษณะการกินแบบลอกเลียนแบบธรรมชาติมากที่สุด

ทางด้านโภชนาการ ในอนาคต คุณหมอบริพัตร ให้มุมมองว่า พัฒนาทางด้านอาหารสำเร็จรูปชะมดเช็ดเป็นสิ่งที่ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นสูตรอาหารชะมดเช็ดไข สูตรอาหารชะมดตั้งท้องหรือเลี้ยงลูก โดยสามารถคิดค้นพัฒนามาจากลักษณะอาหารการกินของชะมดเช็ดตามธรรมชาติ พร้อมกันนั้นต้องเติมธาตุอาหารสัตว์ที่เป็นประโยชน์เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นแคลเซียม แมกนีเซียม และคาร์โบไฮเดรต เมื่อชะมดเช็ดกินเข้าไปสามารถสร้างความสมบูรณ์ให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันก็ส่งผลทำให้ไขที่ออกมามีคุณภาพดีอีกด้วย

ทางด้านการให้อาหาร ที่โครงการได้จัดไว้ให้นั้น คุณหมอบริพัตร ได้ให้รายละเอียดว่า จะให้อาหาร 1 ช่วง คือ ช่วงเวลา 17.00-18.00 น. โดยให้ข้าวสวยผสมโครงไก่ต้มสุกสับละเอียด และให้อาหารเสริม ดังนี้

วันจันทร์และวันพฤหัสบดี ให้ไข่ไก่ หรือไข่นกกระทาผสมกับนมแพะและอาหารแมวสำเร็จรูป

วันอังคาร วันศุกร์ และวันอาทิตย์ ให้เนื้อหมู เนื้อแดง ตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยม หรือเนื้อไก่ ปีก และขนไก่

วันพุธ และวันเสาร์ ให้กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ อาหารแมวสำเร็จรูป และปลาไหล

สำหรับปริมาณในการให้ ขึ้นอยู่ว่าในแต่ละวันชะมดเช็ดกินหมดหรือไม่ ถ้ากินหมดก็เพิ่มปริมาณเข้าไป ถ้ากินเหลือก็ให้ลดจำนวนลง นอกจากนี้ ยังให้อาหารเสริมสมุนไพรจำพวก ตะไคร้หอม ใบโหระพา หรือแม้กระทั่งการให้ไส้เดือน กิ้งก่า จิ้งจก และแมลงต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นการให้ตามธรรมชาติที่ชะมดเช็ดต้องการ อย่างไรก็ตาม การให้อาหารสดที่คนเลี้ยงต้องระมัดระวังคือ โรคหัด ที่เป็นเช่นเดียวกับแมวและพยาธิที่มากับอาหารเนื้อสด ดังนั้น ต้องเรียนรู้วิธีการให้ยาและการดูแลเรื่องหมัดหรือเห็บที่มากับชะมดเช็ดไปด้วย สำหรับการเลี้ยงในโครงการมีโปรแกรมดูแลรักษาทุกๆ 3-6 เดือน ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าโรคหรือพยาธิที่เกิดขึ้นกับสัตว์กินเนื้อมีอะไรบ้าง

ภาวะทางด้านการตลาดไขชะมดเช็ด

ทางด้านราคาไขชะมดเช็ด ณ ปัจจุบัน หากเทียบกับราคาสัตว์เศรษฐกิจโดยทั่วไป จะมีมูลค่าแตกต่างกัน ปริมาณสินค้าและความต้องการสินค้าจะกำหนดในตัวมันเอง ทางด้านราคาไขชะมดเช็ดทราบว่าอยู่ในวงเงินหลักแสนบาทต่อกิโลกรัม ดูแล้วจะเห็นว่าเป็นวงเงินที่มากมาย แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นควรไปดูงบประมาณต้นทุนค่าใชัจ่ายก่อนว่าคุ้มกันหรือไม่ การเลี้ยงในโครงการใช้งบประมาณในการลงทุน 50 บาท/ตัว/วัน ซึ่งก็ได้รับความกรุณาจากโครงการพระราชดำริ ทางด้านอาหารจากฟาร์มแพะ ฟาร์มไก่ และฟาร์มกวาง

สำหรับหน่วยงานราชการอาจจะมีส่วนร่วมทางด้านการจัดงานแสดงสินค้าและประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักในทวีปเอเชีย อเมริกา และยุโรป เพื่อประกาศให้ทราบว่าเรามีสินค้า พร้อมทั้งหาคนซื้อที่แท้จริง ปริมาณความต้องการภายในประเทศทั้งหมด ปริมาณที่ทั่วโลกต้องการ เมื่อทราบตัวเลขความต้องการทั้งหมด ประกอบกับประเทศไทยผลิตไขชะมดเช็ดได้มากที่สุด อีกทั้งยังแบ่งออกเป็นเกรดและกำหนดคุณภาพออกมาให้ได้มาตรฐาน ดังนั้น ถ้าทำได้ดังที่ คุณหมอบริพัตร กล่าวมา เชื่อว่าอนาคตชะมดเช็ดของประเทศไทยคงไปได้ไกลอย่างแน่นอน

และนั่นคือ ภาพโดยรวมทางด้านงานวิจัยชะมดเช็ด ซึ่งคุณหมอบริพัตรและทีมงานของสำนักงานทุกคนภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนช่วยเหลือด้านการเลี้ยงชะมดเช็ดที่ถูกต้องให้กับเกษตรกรไทย

“เช่นเดียวกับชะมดเช็ดที่จำเป็นต้องอนุรักษ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ถ้ามีโอกาสเราก็พร้อมที่จะเปิดเป็นตัวอย่างการเลี้ยงและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับท่านที่สนใจได้เข้ามาศึกษาหาความรู้ หรือถ้ามีโอกาสร่วมกับเอกชนสร้างเป็นฟาร์มสาธิตก็ได้ ส่วนทางด้านการผลิตขายตัวชะมดเช็ดได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับกฎหมายเปิดให้ว่าองค์กรเราทำหรือไม่ ถ้าเปิดให้ สวนสัตว์ก็จะทำหน้าที่เป็นฝ่ายผลิต ส่วนกรมอุทยานฯ จะทำหน้าที่จำหน่ายจ่ายแจกให้กับประชาชนที่สนใจ ส่วนสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ก็เป็นฝ่ายประสานงานทุกๆ ด้านที่เกี่ยวข้องกับชะมดเช็ดอยู่แล้ว โดยมีเป้าหมายและขจัดปัญหาที่มีอยู่ข้างหน้าให้หมดสิ้นไป”

น.สพ.ดร. บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย พร้อมกับหวังไว้ว่า ชะมดเช็ด จะเป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดใหม่และยั่งยืนของประเทศไทยอีกชนิดหนึ่งได้อย่างแน่นอน สำหรับท่านที่สนใจ ติดต่อไปได้ที่ “โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ บ้านดงเย็น” หมู่ที่ 15 ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ หรือท่านสามารถขอคำแนะนำได้ที่ น.สพ.ดร. บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ โทร. (089) 893-1352

หากต้องการรายละเอียดเรื่องชะมดเช็ดเพิ่มเติม โปรดหาซื้อหนังสือ “ครบเครื่องชะมดเช็ด สัตว์เศรษฐกิจชนิดใหม่” จำหน่ายตามร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ หรือ สั่งซื้อได้ที่ โทร. (02) 950-9837, (086) 318-5789

“ทองคำ” แร่ธรรมชาติที่มีชีวิตและจิตวิญญาณ ในสังคมโลกธุรกิจ

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

ภูมิปัญญาท้องถิ่น 

ดร. บุญยงค์ เกศเทศ โทร. (081) 872-7400

“ทองคำ” แร่ธรรมชาติที่มีชีวิตและจิตวิญญาณ ในสังคมโลกธุรกิจ

ปัจจุบันแร่ทองคำกำลังมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ใครๆ ก็อยากมีทองคำไว้ในครอบครอง ทั้งทองแท่ง และทองรูปพรรณที่มีลวดลายหลากหลายรูปแบบตามฝีมือของช่างทองไทยที่สืบสานมรดกศิลปกรรมมาจากบรรพชน

ทองคำที่ใช้เป็นเครื่องประดับแต่ละชิ้น มีสีสันวิจิตรบรรจงแตกต่างกันไปตามความนิยมชมชอบของแต่ละกลุ่มเผ่าชน เป็นต้นว่า ชาวภารต ชอบทองที่มีส่วนผสมของทองแดงมาก สำหรับสาวๆ แต่ละราย เตรียมไปหมั้นหมายหนุ่มรูปงามในดวงใจไว้ครอบครอง แต่สำหรับคนไทยชอบทองที่มีสีสันสุกปลั่ง มีเปอร์เซ็นต์ของเนื้อทองคำมาก มักเรียกกันติดปากว่า “ทองเนื้อเก้า”

ทองเนื้อเก้าเป็นทองบริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ เนื้อจะสุกปลั่ง มีสีเหลืองอมแดง เป็นทองธรรมชาติ บางครั้งเรียกว่า “ทองชมพูนุท” หรือ “ทองเนื้อแท้”

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเหรียญทองกษาปณ์ ไว้ด้วย โดยกำหนดค่าและชื่อของทองคำแต่ละชนิดไว้

ทองทศ มีค่าเท่ากับ 1 ใน 10 ของชั่ง หรือเท่ากับ 8 บาท (1 ชั่ง เท่ากับ 8 บาท)

ทองพิศ มีค่าเท่ากับ 1 ใน 20 ของชั่ง หรือเท่ากับ 4 บาท

ทองพัดสดึงส์ มีค่าเท่ากับ 1 ใน 32 ของชั่ง หรือเท่ากับ 2.50 บาท

“ทองคำ” ยังมีชื่อเรียกย่อยไปอีกหลายลักษณะตามชนิดและประเภทของทอง และอัตราความแตกต่างของส่วนผสม เป็นต้นว่า

กะไหล่ทอง เรียก เศษทองคำที่เหลือจากการตกแต่งทองรูปพรรณ ที่ยังมีเปอร์เซ็นต์ของทองผสมกับโลหะชนิดอื่นอยู่ด้วย เช่น ทองแดง เงิน แม้จะมีเปอร์เซ็นต์ทองปะปนอยู่น้อยก็ตาม

คร่ำทอง เป็นลักษณะการฝังลวดลายด้วยเนื้อทองลงในโลหะ เพื่อเน้นความเด่น โดยวิธีฝังทองไปบนลายเส้นตามลวดลายที่ออกแบบไว้ ทั้งเป็นแบบลอยนูนออกมาเป็นบางส่วน หรือฝังลงไปเสมอเนื้อพื้นของตัวเรือนโลหะนั้นๆ เป็นกระบวนวิธีที่ประณีตวิจิตรบรรจง

ถมทอง เป็นวิธีทำลวดลายที่ขูดขีด หรือเซาะร่องลงบนผิวภาชนะที่ทำจากทองให้เด่นเป็นรูปร่องรอยลึก ลงไปบนพื้นผิวรอบนอกของภาชนะแต่ละชิ้น จากนั้นจึงถมด้วยน้ำยาสีดำลงในร่องรอยที่ขูดไว้ตามผิวภาชนะเหล่านั้นให้เต็ม

ทองกะไหล่ เป็นกระบวนการละลายทองด้วยปรอทให้เป็นของเหลว แล้วเทลงบนโลหะอื่นที่นิยมมักเป็นภาชนะเงิน จากนั้นก็ใช้ความร้อนไล่ปรอทออกไป ทองก็จะติดตรึงอยู่บนโลหะนั้น เป็นวิธีเดียวกันกับการทำถมทอง ซึ่งเรียกว่า “ตะทอง”

ในความเป็นจริงแล้ว ทองคำ เป็นเพียงแร่ธาตุชนิดหนึ่งเหมือนกับแร่ธาตุชนิดอื่นๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่มนุษย์เราไปกำหนดมูลค่าขึ้นมาภายหลัง

ในบ้านเมืองเราแร่ทองคำเข้ามามีบทบาทมากในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีปรากฏในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม เมื่อนางวันทองให้ทองบางสะพานกับพลายงาม ความตอนนั้นมีว่า

จึงเย็บไถ้ใส่ขนมกับส้มลิ้ม ทั้งแช่อิ่มจันอับลูกพลับหวาน

แหวนราคาห้าชั่งทองบางตะพาน ล้วนต้องการเย็บใส่ในไถ้น้อย

ต่อมามีการขุดค้นพบทองคำในแหล่งโบราณคดีหลายแห่ง นอกจากที่บางสะพาน เช่น ที่บริเวณเมืองโบราณศรีมโหสถ อำเภอศรีมโหสถ ตำบลบ่อทอง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองโบราณดงละคร อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก เป็นต้น

ผู้คนที่นับถือพุทธศาสนานิยมนำทองคำมาหล่อเป็นรูปเคารพทางศาสนา ตลอดจนประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับต่างๆ ประเภท แหวน ลูกปัด ต่างหู สร้อยข้อมือ สร้อยคอ เป็นต้น

โดยเฉพาะในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้ขุดค้นพบแหล่งแร่ทองคำที่เมืองกบินทร์บุรี มณฑลปราจีนบุรี ที่ตำบลบางสะพาน เมืองประจวบคีรีขันธ์ ที่เมืองรามัน ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดยะลา ที่ตำบลปงรูซา เมืองระแงะ ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดนราธิวาส และที่อำเภอโต๊ะโมะ จังหวัดนราธิวาส

เมื่อครั้งค้นพบแหล่งแร่ทองคำที่เมืองกบินทร์บุรี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระปรีชากลการ (สำอาง อมาตยกุล) ไปทำบ่อทองที่เมืองกบินทร์บุรี พร้อมกับสร้างโรงเครื่องจักรที่เมืองปราจีนบุรี ทางราชการได้เข้าไปดำเนินการเหมืองทองคำอยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้น มีเอกชนเข้าไปสัมปทานเข้ามาสำรวจและทำเหมืองแร่ แต่มิได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะพิจารณาดูปริมาณแร่ทองคำในพื้นที่ มีไม่มากพอที่จะดำเนินการลงทุนอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม เมื่อพระปรีชากลการ (สำอาง อมาตยกุล) เจ้าเมืองปราจีนบุรี และเป็นผู้ดูแลบ่อทองของรัฐบาลที่เมืองกบินทร์บุรีถูกจับกุม และถูกประหารชีวิตที่เมืองปราจีนบุรี เมื่อวันจันทร์ เดือนยี่ พ.ศ. 2422 ด้วยข้อหายักยอกทองคำของหลวง

เห็นได้ว่า ทองคำ มีอำนาจถึงกับฉุดคร่าชีวิตผู้คนที่หลงใหลในมูลค่ามาตั้งแต่อดีตกาล แม้ปัจจุบันก็ยังได้พบเห็นข่าวคราวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ที่ผู้คนลุ่มหลงจนขาดสติ ในแร่ธาตุมหัศจรรย์นี้ ถึงกับยอมเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เพื่อจะครอบครองเป็นเจ้าของ คงต้องใช้สติสัมปชัญญะตักเตือนด้วยความไม่โง่เขลาเบาปัญญาว่า

“ทองคำก็เป็นเพียงแร่ธาตุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เหมือนแร่ธาตุชนิดอื่นๆ ทำนองเดียวกับเหล็ก ทองแดง ก้อนกรวด หิน ดิน ทราย เท่านั้นเอง อย่าไปลุ่มหลงกันนักเลย”

ILDEX Bangkok 2012 หนุนปศุสัตว์ไทย ก้าวสู่ฝัน “แชมเปี้ยนโลก”

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05113011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

เรื่องเล่าจากสองข้างทาง 

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ILDEX Bangkok 2012 หนุนปศุสัตว์ไทย ก้าวสู่ฝัน “แชมเปี้ยนโลก”

ทุกวันนี้ ต่างชาติให้การยอมรับว่า เมืองไทยเป็นแหล่งผลิตอุตสาหกรรมปศุสัตว์อย่างครบวงจร เริ่มจากอาหารสัตว์สู่อาหารมนุษย์ (From Feed to Meat) เชื่อมโยงตั้งแต่กระบวนการผลิตอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ การฆ่าสัตว์ การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงเก็บรักษา การขนส่งจนถึงมือผู้บริโภค

ปัจจุบันประเทศไทยถือเป็น 1 ใน 10 ผู้ผลิตเนื้อไก่ส่งออกของโลก ในปี 2552 มีปริมาณส่งออกรวม 397,140 ตัน มูลค่า 52,721 ล้านบาท เติบโต 9.5% ในปี 2553 ไทยสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่สดแช่แข็งและไก่แปรรูป 432,216 ตัน มูลค่า 52,223 ล้านบาท และปีนี้ คาดว่าไทยจะสามารถผลักดันการส่งออกเนื้อไก่ให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เกิดจากมันสมองและสองมือของบริษัทเอกชนเป็นหลักแล้ว อีกส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้กับ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด (นีโอ) ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ช่วยกันจัดงาน VIV Asia ในประเทศไทยเป็นประจำอย่างต่อเนื่องทุกๆ 2 ปี การจัดงานดังกล่าวแสดงให้นานาชาติเห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมปศุสัตว์และการเกษตรในภูมิภาคเอเชีย

ที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ อุปกรณ์ฟาร์มและโรงเรือน ทั้งในประเทศและต่างประเทศสนใจออกบู๊ธในงาน VIV Asia กว่า 500 ราย และมียอดผู้เข้าชมงานมากกว่า 30,000 คน การจัดงาน VIV Asia ถือว่าประสบความสำเร็จสูงในระดับนานาชาติ และเป็นงานเดียวที่เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อ-ผู้ขายสามารถขยายเครือข่ายทางธุรกิจได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

“ธีรยุทธ์ ลีลาขจรกิจ” ผู้จัดการโครงการอาวุโส บริษัท เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด (นีโอ) เล่าว่า เนื่องจากปีหน้า เมืองไทยเว้นว่างจากการจัดงาน VIV Asia นีโอจึงเตรียมจัดงาน ILDEX Bangkok 2012 ซึ่งเป็นงานแสดงเทคโนโลยีปศุสัตว์ระดับประเทศ ระหว่าง วันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ 2555 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

“การจัดงาน ILDEX Bangkok 2012″ จะมีพื้นที่การจัดแสดงสินค้าและเทคโนโลยีปศุสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียกว่า 3,000 ตารางเมตร เป็นงานชุมนุมสุดยอดเทคโนโลยีและวิทยาการความรู้ ด้านอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ ส่วนผสมอาหารสัตว์ สารเติมแต่งและสูตรอาหารสัตว์ นอกจากนี้ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย และสมาคมผู้ค้าเวชภัณฑ์สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการแขนงต่างๆ ภายในงาน

คาดว่าการจัดงานครั้งนี้ จะมีผู้แสดงสินค้าจากทั่วโลกจำนวนกว่า 200 ราย เข้าร่วมแสดงเทคโนโลยี และมีตัวแทนเอกชนและเกษตรกรในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ในไทยและต่างประเทศสนใจเข้าชมงานกว่า 5,000 คน เป้าหมายการจัดงานครั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการเทคโนโลยีอุตสาหกรรมปศุสัตว์ที่ทันสมัย เพื่อให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรนำไปใช้ปรับตัว รองรับการเปิดตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 และให้ทันกับการเติบโตของอุตสาหกรรม รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของกฎระเบียบทางการค้าและสุขอนามัยของประเทศไทยและนานาชาติที่ทวีความเข้มงวดเพิ่มมากขึ้น

ILDEX Bangkok 2012 ถือเป็นเวทีพี่เลี้ยงที่จะช่วยแหลือให้อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยปรับตัวอย่างเข้มแข็งและก้าวสู่ตลาดโลกในอนาคต ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น หากใครต้องการเป็นส่วนหนึ่งของงาน ILDEX Bangkok 2012 ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ildex.com หรือ โทร. (02) 203-4241

“ซีหราด” ปาล์มน้ำมันลูกผสมทนแล้ง ต้นเตี้ย ผลผลิตสูง

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05018151054&srcday=2011-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 513

“ซีหราด” ปาล์มน้ำมันลูกผสมทนแล้ง ต้นเตี้ย ผลผลิตสูง

อภิวัฒน์ คำสิงห์

“การปลูกพืชหากเลือกใช้ต้นกล้าพันธุ์ที่ดี ก็ย่อมได้ผลผลิตที่ดีตามไปด้วย โดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นพืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวยืนยาวถึง 25 ปี หรือมากกว่า จึงจำเป็นต้องพิจารณาคัดเลือกต้นกล้าพันธุ์ที่มีคุณภาพเพื่อให้คุ้มค่าต่อการลงทุนมากที่สุดในระยะยาว”

พันธุ์ปาล์มน้ำมันซีหราด เป็นแบบอย่างของความก้าวหน้าในการปรับปรุงพันธุ์ โดยมีการพัฒนาพันธุ์มาเป็นเวลามากกว่า 50 ปี และมีแหล่งต้นกำเนิดของปาล์มน้ำมันในทวีปแอฟริกา โดยองค์กรพัฒนาการเกษตรของรัฐบาลฝรั่งเศส ซึ่งใช้เครือข่ายตลอดจนทีมงานที่เชี่ยวชาญในการวิจัยคัดเลือกและผลิตพันธุ์ ทั้งในแอฟริกา อเมริกาใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งในประเทศไทย ทำให้ได้พันธุ์ปาล์มน้ำมันที่มีคุณภาพและเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่

คุณเทวินทร์ เจริญนนทสิทธิ์ เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ตำบลหนองโรง อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี เป็นบุคคลหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการเลือกพันธุ์ปาล์มที่มีคุณภาพ ผลผลิตที่สูงมาปลูกในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งในปัจจุบันนี้เขาได้เลือกสายพันธุ์ลูกผสมซีหราดมาทดลองปลูก

“เดิมทีผมมีอาชีพทำสวนส้ม แต่ด้วยปัญหาของโรคระบาดที่เกิดกับสวนส้มอย่างรุนแรงเกินที่จะป้องกันและแก้ไขได้ ผมจึงเลิกอาชีพชาวสวนส้ม พื้นที่ก็ปล่อยรกร้างไม่ได้ทำประโยชน์อะไร ผมจึงได้ศึกษาหาพืชที่สามารถมาปลูกทดแทนได้ในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งในช่วงนั้นผมเองมีความสนใจในพืชเศรษฐกิจ 2 ชนิด คือ ปาล์มน้ำมันและยางพารา

ขณะนั้นยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะปลูกพืชอะไรระหว่างปาล์มและยางพารา จนวันหนึ่งได้มีโอกาสไปศึกษาพืช 2 ชนิดนี้อย่างจริงจังที่จังหวัดชลบุรี ทำให้ได้ทราบข้อมูลว่าปาล์มน้ำมันนั้นเป็นพืชที่ต้องการน้ำมากกว่ายางพารา ซึ่งมีความเหมาะกับพื้นที่เดิม เนื่องจากว่าสภาพพื้นที่ดังกล่าวเป็นสวนส้มเก่า มีร่องน้ำล้อมรอบ มีน้ำตลอดปี ผมจึงตัดสินใจปลูกปาล์มน้ำมัน ทั้งๆ ที่ยังมีความรู้ไม่มากนัก แต่อาศัยศึกษา สอบถามเพื่อนเกษตรกร เข้าอบรมตามหน่วยงานราชการ-เอกชน และอ่านจากสื่อต่างๆ จนมีความชำนาญ

ชุดแรกที่ปลูกเป็นสายพันธุ์ลูกผสมเทเนอร่าจากแปลงเพาะของบริษัท สุขสมบูรณ์ น้ำมันปาล์ม จำกัด จำนวน 500 ต้น กินพื้นที่ทั้งหมด 30 ไร่ ปลูกมาได้ระยะหนึ่ง ต้นปาล์มชุดแรกโตได้ที่ ไม่ต้องดูแลอะไรมาก ผมก็เริ่มปลูกชุดที่สองเพิ่ม แต่ครั้งนี้ผมเลือกสายพันธุ์ปาล์มลูกผสมของซีหราด มาทดลองปลูกจำนวน 300 ต้น โดยมีระยะการปลูกห่างกันระหว่างต้น 9 เมตร ระหว่างแถว 7.8 เมตร หลุมลึก 30-40 เซนติเมตร กว้าง 30-40 เซนติเมตร ก่อนปลูกจะใช้อินทรียวัตถุรองก้นหลุม”

หลังจากที่ปลูกลงไปในพื้นที่แล้ว การดูแลต้นปาล์มของคุณเทวินทร์ ในช่วงฤดูแล้งก็จะให้น้ำ 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ แต่ถ้าช่วงฤดูฝนอาจจะไม่ต้องให้เลย เพราะบริเวณพื้นที่ปลูกจะล้อมรอบไปด้วยร่องน้ำ ซึ่งต้นปาล์มนั้นดูดน้ำในร่องไปหล่อเลี้ยงลำต้นเองได้ ส่วนปุ๋ยเคมีก็จะให้ไนโตรเจนและโพแทสเซียม ส่วนอาหารทางใบจะเป็นน้ำหมักชีวภาพ

ในการป้องกันศัตรูทางธรรมชาติที่จะเข้ามาทำลายโดยเฉพาะด้วงเจาะลำต้น ที่มีปัญหาในพื้นที่มาก คุณเทวินทร์มีวิธีการกำจัดโดยใช้ลูกเหม็นใส่ลงไปในกระป๋องและเจาะรู นำไปแขวนไว้ภายในสวน ลูกเหม็นที่อยู่ภายในก็จะส่งกลิ่นเหม็นออกมาซึ่งช่วยไล่แมลงที่เป็นอันตรายต่อปาล์มได้ในระดับหนึ่ง

ขณะนี้ต้นปาล์มซีหราดมีอายุได้ประมาณ 3-4 ปี ออกผลผลิตให้เก็บได้ทุกๆ 15 วัน ซึ่งในแต่ละปีนั้น เขาเก็บผลผลิตออกจำหน่ายได้มากถึง 24.4 ทะลาย/ต้น/ปี น้ำหนักทะลายอยู่ที่ ประมาณ 10-12 กิโลกรัม ซึ่งถือว่ามีขนาดที่พอดีในอายุขนาดนี้ และตั้งแต่ปลูกมาก็ยังไม่พบกับปัญหาอะไรที่รุนแรงเกินกำลังที่จะป้องกันได้ ทะลายปาล์มมีติดต่อกันไม่ขาดต้น และมีความพอใจในสายพันธุ์นี้ และกำลังพิจารณาขยายการปลูกในพื้นที่เพิ่มเติม

พันธุ์ปาล์มซีหราดยังเป็นปาล์มลูกผสมที่สามารถปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ทนต่อความแห้งแล้ง ลักษณะต้นเตี้ย ลำต้นอ้วน เริ่มเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 22 เดือน

แต่ในขณะเดียวกัน ในพื้นที่ยังขาดแคลนพาหะในธรรมชาติที่จะเป็นตัวนำพาเกสรตัวผู้ไปผสมกับเกสรตัวเมียได้ นอกจากนั้น ต้นปาล์มมีการผลิตดอกตัวผู้ออกมาน้อย ส่วนใหญ่มีแต่ดอกตัวเมีย เนื่องจากเป็นพื้นที่มีน้ำมาก ดั้งนั้น ผลผลิตในช่วงต้นๆ จึงมีปริมาณที่น้อย สาเหตุจากทะลายที่ไม่ได้รับการผสมเกสร” คุณเทวินทร์ กล่าว

การผสมเองตามธรรมชาติยังมีปัญหาของการติดผล บางทะลายลีบ เน่า ฟ่อ ไม่มีเม็ด ทำให้เขาต้องอาศัยเทคนิคเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านเข้ามาช่วยผสมเกสรเพื่อให้ได้ผลผลิตที่สูงมากขึ้น

คุณเทวินทร์เรียนรู้เทคนิควิธีการผสมเกสรจาก คุณคเชน พิทักษ์อรรณพ เพื่อนเกษตรกรคนแรกที่นำวิธีการช่วยผสมเกสรให้กับต้นปาล์มมาใช้ในเขตทุ่งรังสิต ซึ่งมีกระบวนการไม่ซับซ้อนมากนัก

คุณคเชน เล่าถึงวิธีการช่วยผสมเกสร โดยเริ่มจากการคัดเลือกเกสรตัวผู้ที่มีความสมบูรณ์เต็มที่พร้อมที่จะผสมเกสรได้ นำมาเคาะใส่กระชอนคั้นกะทิร่อนให้เหลือเฉพาะละอองสีเหลือง นำละอองที่ได้ไปผึ่งไว้ในจานข้าวทั่วไปและนำไปผึ่งให้แห้ง แต่ถ้าอากาศมีความชื้นมาก ให้นำไปใส่ในโถดูดความชื้น ซึ่งด้านล่างโถนั้นจะมีซิลิก้าที่ช่วยดูดความชื้นได้เป็นอย่างดี ปิดฝาตากไว้จนละอองเกสรแห้งสนิท จากนั้นนำมาเก็บไว้ในกระปุกและแช่ในช่องแช่แข็ง ซึ่งจะทำให้ละอองเกสรตัวผู้มีอายุการใช้งานได้นาน

สำหรับวิธีการนำมาใช้ผสมเกสรนั้น ให้ลองนำเกสรที่ได้มาผสมกับแป้งทาตัวทั่วไป ในอัตราส่วน 1 : 8 (ปริมาณขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้) ผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำไปโรยบนช่อเกสรตัวเมียที่พร้อมจะผสม

การช่วยผสมวิธีการนี้ คุณคเชนบอกว่า ทำเพียงครั้งเดียว ซึ่งสามารถทำได้ทุกวัน ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเกสรตัวเมีย แต่ไม่ควรทำในช่วงเวลาที่ฝนตก เพราะจะทำให้เกสรตัวผู้ที่โรยลงไปนั้นถูกน้ำฝนชะล้างทำให้ผสมไม่ติด

เทคนิคการช่วยผสมแบบนี้ เป็นนวัตกรรมที่ง่าย ไม่ซับซ้อน เกษตรกรทั่วๆ ไปทำได้เอง สามารถเพิ่มผลผลิต โดยเฉพาะกับสายพันธุ์ลูกผสมอย่างซีหราด ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีเกสรตัวผู้ช่วยผสมแบบธรรมชาติ เมื่อใช้วิธีการช่วยผสมเข้ามาช่วยก็จะทำให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้นถึง 10 เท่าตัว

นอกจากนี้ ยังได้รับคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ชำนาญการจากซีหราด ว่า เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่มีทะลายดกมากอยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อมาพบกับสภาพที่เหมาะสม จึงมีการผลิตช่อดอกตัวเมียออกมาจำนวนมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ปลูกต้องการ อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นปาล์มมีอายุมากขึ้น จะเริ่มผลิตเกสรตัวผู้มากขึ้น และแนะนำให้ใช้พันธุ์อื่นปลูกบริเวณรอบนอกขอบตามคันคู ไม่ต้องบำรุงรักษามากนักเพื่อผลิตเกสรตัวผู้ แต่ไม่แนะนำให้ปลูกสลับปะปนกันกับพันธุ์ซีหราดที่มีลำต้นเตี้ย อีกวิธีก็คือ คัดเลือกต้นภายในแปลงประมาณ 3-4 ต้น/ต้นปาล์ม 100 ต้น กระจายทั่วทั้งแปลง พร้อมทำเครื่องหมายและตัดแต่งทางใบให้เหลือเฉพาะใบยอดทุก 3-4 เดือน ในช่วงแรกและทุก 6 เดือนหลังจากนั้น เพื่อเร่งให้ผลิตเกสรตัวผู้ โดยจะเริ่มเห็นช่อดอกตัวผู้หลังจากตัดแต่ง ประมาณ 18-20 เดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้นปาล์มมีอายุมากขึ้นหลังจากปีที่ 5 สายพันธุ์ซีหราดจะแสดงลักษณะดีที่เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ในเรื่องลักษณะต้นเตี้ย ผลผลิต และน้ำหนักทะลาย ซึ่งก่อนหน้านั้นเกษตรกรมักไม่เห็นความแตกต่างระหว่างสายพันธุ์ได้ชัดเจน

เกษตรกรที่สนใจเทคนิคและวิธีการช่วยผสมพันธุ์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณคเชน พิทักษ์อรรณพ โทร. (081) 610-4705

ส่วนเกษตรกรชาวสวนปาล์มที่สนใจต้นกล้าพันธุ์และเมล็ดพันธุ์ ติดต่อสอบถามไปได้ที่ บริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) เลขที่ 98 หมู่ที่ 6 ตำบลห้วยยูง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ โทร. (075) 666-075-8, (081) 894-5328, (081) 979-0980 

ข้าวมะลิโกเมนสุรินทร์ และ มะลินิลสุรินทร์ ข้าวทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05022151054&srcday=2011-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 513

เกษตรมหัศจรรย์ ข้าวของพ่อวิถีพอเพียง

อรรถพล ปวัตน์รัตนภูมิ กลุ่มประชาสัมพันธ์ ศูนย์สารสนเทศ กรมการข้าว

ข้าวมะลิโกเมนสุรินทร์ และ มะลินิลสุรินทร์ ข้าวทางเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ

ข้าวเป็นยา กำลังถูกเรียกหาและได้รับความนิยมอย่างมากจากหมู่ผู้บริโภคที่รักสุขภาพ เนื่องจากข้าวเป็นอาหารหลักที่ทุกครัวเรือนใช้รับประทาน ซึ่งในเมล็ดของข้าวเองนั้นก็มีคุณค่าทางโภชนาการที่สูงและเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และหากยิ่งมีการพัฒนาและวิจัยสายพันธุ์ให้ข้าวเป็นอาหารที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพด้วยแล้ว ข้าวก็จะเป็นธัญพืชที่มีคุณค่าและเป็นที่ต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น 

“ผมนั่งคิดอยู่ตลอดเวลาว่า จะทำยังไงให้คนเรานั้นมีสุขภาพและร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ เนื่องจากในปัจจุบัน มีโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งต้นเหตุที่สำคัญก็มาจากอาหารการกิน ที่มีคุณค่าทางด้านอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จนนำไปสู่การคิดหาวิธีให้เกิดการกินเพื่อรักษาสุขภาพ ประกอบกับเดิมทีนั้น ชาวนาในจังหวัดสุรินทร์ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีดำและสีแดงในการปลูก แต่ต่อมาภายหลังมีปัญหาในเรื่องของความบริสุทธิ์ของสายพันธุ์ ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์จึงเก็บรวบรวมพันธุ์ข้าวพื้นเมืองต่างๆ มาปลูกไว้ในศูนย์วิจัยข้าวจำนวนมาก หลายสายพันธุ์ที่เห็นว่ามีศักยภาพ ก็นำไปพัฒนาให้เหมาะสมกับการทำนาในระบบอินทรีย์ เราเริ่มคัดเลือกข้าวจากแปลงแสดงพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ จนในที่สุด เราก็ได้พบกับ มะลิโกเมนสุรินทร์ และมะลินิลสุรินทร์”

คุณรณชัย ช่างศรี นักวิชาการเกษตร ชำนาญการ กลุ่มวิชาการ ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ กรมการข้าว บอกเล่าถึงที่มาของการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองให้เป็นพันธุ์บริสุทธิ์ จนสามารถนำไปปลูกเพื่อการค้าและการบริโภค ภายใต้ชื่อข้าวมะลิโกเมนสุรินทร์ และมะลินิลสุรินทร์ ซึ่งเป็นข้าวเจ้าพันธุ์ต่างสี ที่กำลังได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

มะลิโกเมนสุรินทร์ และมะลินิลสุรินทร์ เกิดจากความร่วมมือระหว่างศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ ศูนย์วิจัยข้าวสกลนคร สำนักวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว คณะเทคโนโลยี และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นข้าวเจ้าหอมต่างสี ซึ่งได้จากการคัดเลือกพันธุ์บริสุทธิ์ข้าวเจ้าต่างสี พันธุ์พื้นเมืองไวต่อช่วงแสง 3 พันธุ์ คือ มะลิแดง เบอร์ 54 มะลิพื้นเมือง (ข้าวแดง) และมะลิดำ เบอร์ 53 จากแปลงแสดงพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ ในปี พ.ศ. 2548 จนได้พันธุ์บริสุทธิ์ จำนวน 12 สายพันธุ์ ได้แก่ กลุ่มที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง จำนวน 5 พันธุ์ คือ มะลิโกเมนสุรินทร์ 1-5 และกลุ่มที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีดำ จำนวน 7 พันธุ์ คือ มะลินิลสุรินทร์ 1-7

ข้าวมะลิโกเมนสุรินทร์ และมะลินิลสุรินทร์ สามารถสนองต่อการเรียกหาของคนรักสุขภาพ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง อีกทั้งยังมีข้อดีทางด้านคุณภาพทางกายภาพ ทางเคมี และคุณภาพการหุงต้มรับประทานดี คือ เป็นข้าวเมล็ดเรียวยาว เปอร์เซ็นต์อะมิโลสต่ำ ข้าวสุกเหนียวนุ่ม และมีกลิ่นหอม จากการตรวจวิเคราะห์ในเมล็ดพบว่า มีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูง ประกอบด้วย สารประกอบฟีโนลิก และแอนโทไซยานิน ที่มีผลทำให้ผิวหนังของเราไม่เหี่ยวแห้งเร็วก่อนวัยอันควร แถมยังช่วยยับยั้งการเกิดมะเร็งและยังออกฤทธิ์ในการขยายเส้นเลือด ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ เส้นเลือดอุดตันในสมองและโรคอัมพาตอีกด้วย

นอกจากนั้น ข้าวกลุ่มนี้ยังเหมาะสำหรับใช้ปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ เพราะมีการใช้ปัจจัยการผลิตต่ำ จึงเป็นทางเลือกสำหรับชาวนาที่ทำนาแบบอินทรีย์ ผลผลิตภายใต้สภาพการปลูกแบบอินทรีย์ จะอยู่ที่ 224-458 กิโลกรัม/ไร่ ความสูง 158-185 เซนติเมตร ออกดอกระหว่าง วันที่ 20-29 ตุลาคม

“มะลิโกเมนสุรินทร์ และมะลินิลสุรินทร์ ตอบสนองต่อปุ๋ยค่อนข้างต่ำ ผลผลิตจะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับการบำรุงดิน ไม่ว่าจะได้ผลผลิต 270 300 หรือ 400 กิโลกรัม/ไร่ มันก็กำไรอยู่แล้ว เพราะต้นทุนต่ำ”

คุณรณชัย บอกกล่าวถึงคุณสมบัติของข้าวมะลิโกเมนสุรินทร์ และมะลินิลสุรินทร์ ที่ได้จากการทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ข้าวสายพันธุ์ดังกล่าวมีความต้องการปุ๋ยเคมีน้อย แต่ปัจจัยของผลผลิตของข้าวสายพันธุ์นี้ ขึ้นอยู่กับแร่ธาตุและอาหารในดิน ดังนั้น การดูแลรักษาและบำรุงดิน จึงจัดว่าเป็นหัวใจสำคัญของการทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งไม่ว่าผลผลิตจะออกมาเท่าไหร่ ผู้ที่ทำนาแบบเกษตรอินทรีย์นั้น ก็มีกำไรเสมอ เนื่องจากมีต้นทุนในการผลิตข้าวที่ต่ำ

คุณรณชัย เล่าให้ฟังอีกว่า การแพร่กระจายพันธุ์ของมะลิโกเมนสุรินทร์ และมะลินิลสุรินทร์นั้น มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 จนในปัจจุบันมีเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ นำตัวอย่างเมล็ดพันธุ์จากศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ ไปปลูกแล้วกว่า 300 ราย/กลุ่ม ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเกษตรกรที่ทำนาเกษตรอินทรีย์ ที่มีการปลูกเชิงการค้า ตัวอย่างเช่น สหกรณ์การเกษตรปราสาท จำกัด เกษตรกรในจังหวัดสกลนคร เกษตรกรในจังหวัดมหาสารคาม เกษตรกรในอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ และเกษตรกรเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกภาคอีสาน ที่จังหวัดยโสธรและร้อยเอ็ด นอกจากนั้น ฤดูนาปี 2554 มีเกษตรกรสนใจนำไปทดลองปลูกในภาคอีสานแล้วจำนวนหลายราย

เกษตรกรผู้ที่สนใจ ติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ เลขที่ 489 ถนนปัทมานนท์ ตำบลในเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ 32000 โทรศัพท์ (044) 511-394 โทรสาร (044) 528-255 หรือ E-mail : srn_rrc@ricethailand.go.th

เชิญไปชมและชิมได้ ในงาน “เกษตรมหัศจรรย์ วันเส้นทางเศรษฐี-เทคโนโลยีชาวบ้าน 2011″ วันที่ 23-27 พฤศจิกายน 2554 ณ ชั้น 4 MCC HALL เดอะมอลล์ บางแค

เห็ดฟางนมสด

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026151054&srcday=2011-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 513

เทคโนโลยีการเกษตร 

องอาจ ตัณฑวณิช ชมรมการจัดการทรัพยากรการเกษตร ongart@yahoo.com 

เห็ดฟางนมสด

เห็ด ในโลกนี้มีจำนวนประมาณ 2,000 ชนิด ที่สามารถกินได้ และคนก็กินกันมาเป็นเวลาช้านานแล้ว เพราะเห็ดมีคุณค่าทางอาหารสูง เนื่องจากมีแคลอรีต่ำแต่มีคาร์โบไฮเดรต เส้นใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุและกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อสุขภาพร่างกาย และเห็ดส่วนหนึ่งในจำนวนนี้ซึ่งไม่มากนักมีสารที่มีประโยชน์ในการป้องกันและรักษาโรคตามตำราการแพทย์แผนตะวันออก และมีการขนานนามเห็ดที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเหล่านี้ว่า “เห็ดทางการแพทย์” ซึ่งเห็ดเหล่านี้มีสารอาหารที่สำคัญ เช่น เบต้ากลูแคน ไกลโคโปรตีน โพลีแซ็กคาไรด์ เป็นต้น สารเหล่านี้สามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกายในการต้านจุลชีพ เชื้อรา และปรับสมดุลความดันโลหิต ลดระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ลดผลข้างเคียงของเคมีบำบัดและการฉายรังสี เมนูการใช้เห็ด 3 อย่าง ในการประกอบอาหาร จึงเป็นเมนูที่คนรักสุขภาพนิยมกินกันเป็นอย่างยิ่ง

เห็ดฟาง เป็นเห็ดที่นิยมกินกันอยู่ในชีวิตประจำวันสำหรับบ้านเรา และมีให้กินกันทุกฤดูกาล คุณสุพจน์ เจริญผล อยู่บ้านโคกสง่า ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เบอร์โทรศัพท์ (088) 553-6507 เจ้าของไอเดียเห็ดฟางนมสด จึงมีความคิดที่จะเพาะเห็ดฟางขายเป็นอาชีพ เดิมทีคุณสุพจน์ไปทำงานในกรุงเทพฯ เป็นเซลส์ขายเครื่องใช้อุปโภคบริโภคก็เคย เป็นผู้รับขนส่งโลจิสติกส์ก็เคย แต่คุณสุพจน์บอกว่าเงินทองที่ได้มาไม่พอใช้จ่าย เพราะในกรุงเทพฯ ไม่ต้องออกจากบ้านก็มีค่าใช้จ่าย ยิ่งออกจากบ้านไม่ต้องพูดถึง คุณสุพจน์บอกว่า ในกรุงเทพฯ ไม่ซื้อก็แค่อากาศหายใจ นอกนั้นซื้อหมด ปี 2552 คุณสุพจน์ก็กลับบ้านมา เพราะคิดได้ว่ารากฐานของครอบครัวคือการเกษตร จึงกลับบ้าน มีโอกาสได้ไปเจอกับ คุณป้าสมบูรณ์ ที่สีคิ้ว ปรมาจารย์ทางด้านเห็ดที่มีความเชี่ยวชาญด้านเห็ดฟาง เพราะว่ามีอาชีพเพาะเห็ดฟางมา 20 กว่าปี ท่านได้ถ่ายทอดวิชาการเพาะเห็ดฟางให้อย่างไม่ปิดบังเลย จึงทำให้คุณสุพจน์มีวันนี้ได้ คุณสุพจน์บอกผมว่ามาถูกทางแล้วที่ยึดอาชีพนี้

โรงเรือนสร้างแบบง่าย

เพื่อประหยัดต้นทุน

บนพื้นที่เพียง 3 งาน ของคุณสุพจน์ ขึ้นโรงเรือนเพาะเห็ดเอาไว้ 3 โรง มีขนาด กว้าง 5.60 เมตร ยาว 7.2 เมตร หลังคามุงด้วยจาก เนื่องจากในฤดูร้อนจะไม่ทำให้อุณหภูมิในโรงเรือนสูงเกินไป ในโรงเรือนแบ่งโต๊ะออกเป็น 3 โต๊ะ กว้างประมาณ 1 เมตร ยาวเกือบตลอดโรงเรือน แต่ก็จะมีพื้นที่ทางเดินสำหรับเก็บเห็ดได้รอบทุกโต๊ะ แต่ละโต๊ะทำชั้นไว้ 4 ชั้น รวมทั้งโรงเรือนเป็น 12 ชั้น โดยเรียกว่า 12 ถาด วัสดุที่ใช้ทำโต๊ะก็ง่ายๆ โดยใช้ไม้กระถินเป็นเสาหลัก และไม้ไผ่เลี้ยงตัดวางห่างๆ ไว้เป็นโต๊ะสำหรับรองรับวัสดุเพาะ โดยมีตาข่ายอวนขึงไว้ตลอดโต๊ะ ความสูงของหลังคา ประมาณ 2.50 เมตร มีประตูเปิดเข้าทางด้านหน้า ส่วนด้านข้างซ้าย-ขวา เป็นช่องเตี้ยๆ ไว้สำหรับเปิดระบายอากาศ นอกจากนี้ ใต้หลังคายังเป็นพลาสติกใสอีกชั้นหนึ่ง เพื่อรักษาอุณหภูมิ โดยมีช่องระบายขนาดใหญ่ประมาณชามข้าว ซึ่งสามารถ เปิด-ปิด ได้ง่ายด้วยการใช้เชือกมัด โดยรวมของโรงเรือนออกแบบให้สามารถเปิดและปิดได้ในการทำงานทุกขั้นตอน และโรงเรือนนี้คุณสุพจน์บอกว่าจำเป็นจะต้องทำอย่างง่ายๆ เพื่อประหยัดต้นทุน โรงเรือนนี้ทำมา 2 ปีกว่าแล้ว ปีหน้าถึงคราวจะต้องรื้อทำใหม่ แต่ก็คุ้มค่าในทางเศรษฐกิจ

วิธีหมักวัสดุสำหรับเพาะเห็ด

สูตรวิธีหมักวัสดุเพาะเห็ดฟางของคุณสุพจน์ จะใช้ฟางปูลงบนพื้น เนื้อที่ประมาณ 10 ตารางเมตร ก่อน โรยปูนขาวให้ทั่วกองฟาง เพื่อป้องกันเชื้อรากับฟาง และเป็นการปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง แล้วจึงนำกากมันสำปะหลัง ซึ่งกากมันสำปะหลังจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ กากเปลือกมันสำปะหลังและกากแป้ง โดยกากเปลือกมันสำปะหลังจะช่วยในการย่อยสลาย ส่วนกากแป้งจะให้ความชื้นในกอง จำนวนกากมันทั้ง 2 อย่าง จะใช้เท่าๆ กัน มีน้ำหนักประมาณ 2.5 ตัน โรยกากมันทั้ง 2 อย่าง บนกองฟาง ประมาณ 700-800 กิโลกรัม ใช้อาหารเสริมของเห็ด ภูไมต์ แร่ถุงเงิน ขี้วัวแห้ง (60 กิโลกรัม) รำอ่อน (1 ถังสี) โรยทับบนกากมัน แล้วนำ อีเอ็ม กับกากน้ำตาล ผสมน้ำ 100 ลิตร รดให้ชุ่ม ทำแบบนี้จนครบ 3 ชั้น คลุมผ้าพลาสติกดำ ทิ้งไว้อย่างน้อยประมาณ 7 วัน เพื่อให้วัสดุเพาะย่อยสลาย วัสดุเพาะเห็ด 1 กอง ใช้ได้สำหรับ 1 โรงเรือน

ทำความสะอาดโรงเรือน

เป็นเรื่องสำคัญ

การทำความสะอาดโรงเรือนที่เพาะเห็ดหลังจากสิ้นสุดการเก็บเห็ดเป็นสิ่งที่สำคัญมาก คุณสุพจน์บอกถึงวิธีทำความสะอาดว่า “ในการลงเชื้อเห็ดใหม่แต่ละครั้ง หลังจากมีการขนวัสดุเพาะเห็ดออกจากโรงเรือนหมดแล้ว ก็จะทำความสะอาดในโรงเรือนทั้งหมดให้เกลี้ยงเกลาที่สุด ในส่วนที่เป็นโต๊ะก็จะใช้แปรงขัดด้วยน้ำเปล่า ห้ามใช้ผงซักฟอกเด็ดขาด เนื่องจากมีโซดาไฟที่ทำลายเชื้อเห็ด ต่อมาจะใช้ไตรโคเดอร์ม่า 20 ซีซี ผสมกับน้ำ 20 ลิตร ใส่เครื่องฉีดพ่นยาแบบสะพายหลังฉีดให้ทั่ว เพื่อแก้ปัญหาราเขียว ราขาว ราเทา และราส้ม ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 วัน แต่ถ้าเป็นกรณีที่เชื้อโรคมีมากก็จะทิ้งไว้นานกว่านั้น ขั้นตอนต่อไปให้เอาฟางมาวางบนโต๊ะ ซึ่ง 1 โรงเรือน จะใช้ประมาณ 4-5 ก้อน หลังจากนั้น จะโรยปูนขาวบนฟางให้ทั่ว แล้วจึงนำวัสดุเพาะที่หมักจนได้ที่แล้วมาโรยให้หมดกอง ปิดโรงเรือนทิ้งไว้ 2 วัน แล้วอบไอน้ำด้วยการต้มน้ำด้วยถัง 200 ลิตร 3 ถังที่ต่อไว้ โดยจะมีท่อที่ต่อไว้ อุณหภูมิที่ใช้ในการอบคือ 65-70 องศา นานประมาณ 4 ชั่วโมง แต่อุณหภูมิที่ได้น้อยกว่าก็ให้ยืดเวลาไปเป็น 5-6 ชั่วโมง ทิ้งไว้ 1 คืน จึงมาเปิดช่องทั้ง 3 ด้าน ระบายออก”

นำก้อนเชื้อเห็ดฟางมาขยี้โรยบนวัสดุเพาะให้ครบทุกชั้น หลังจากนี้ จะปิดโรงเรือนไว้ 4 วัน เมื่อเปิดมาจะพบว่าเส้นใยขาวๆ ของเห็ดจะกระจายไปทั่วโต๊ะ ใช้สายยางรดน้ำรดบนโต๊ะให้ใยยุบลงไป เรียกว่า การตัดใย การทำแบบนี้เพื่อให้เส้นใยจับเป็นเม็ดเร็วขึ้น ช่วงนี้จะเปิดโรงเรือนให้อากาศถ่ายเท เมื่อเห็ดฟางเป็นตุ่มเท่าเมล็ดงา ก็จะเริ่มให้ฮอร์โมน จนตุ่มมีขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียว จะใช้นมสด 1 ช้อนแกง ผสมกับน้ำ 15 ลิตร ใส่เครื่องฉีดพ่นยาแบบสะพายหลังฉีดให้ทั่วในตอนเช้าติดต่อกัน 3 วัน วันที่ 4-5 ก็จะเริ่มเก็บเห็ดได้แล้ว เห็ดจะขึ้นติดต่อกันประมาณ 19 วัน จึงจะรื้อออกและเริ่มต้นทำใหม่อีก ผลผลิตของคุณสุพจน์จะได้ประมาณ 200-350 กิโลกรัม ต่อ 1 โรงเรือน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเชื้อเห็ดและการจัดการในโรงเรือนเป็นสำคัญ ในช่วงหน้าร้อนจะเป็นหน้าที่เห็ดฟางดีให้ผลผลิตดีที่สุด แต่ราคาจะต่ำที่สุด เนื่องจากสภาพอากาศเหมาะสมเป็นใจ ผลผลิตของทุกฟาร์มจึงประดังประเดกันออกมา ทำให้เห็ดมีราคาถูกลง

การตลาด ต้องมาก่อน

การผลิตทางการเกษตร ผมพยายามเน้นให้เกษตรกรทุกคนตั้งสโลแกนไว้เลยว่า “การตลาด ต้องมาก่อน” ถามตัวเองก่อนว่าทำมาแล้ว ขายให้ใคร ขายอย่างไร ขายที่ไหน ขายเมื่อไหร่ เกษตรกรของเรามีข้อด้อยที่ไม่ได้ทำการตลาดก่อนลงมือผลิต แต่นโยบาย “ประชาชนต้องมาก่อน” ต้องระวัง เพราะจะตีความหมายผิดกัน พรรคพวกอยู่ต่างจังหวัด เล่าให้ฟังว่า ไม่สบาย ไปรอหมอตั้งแต่ 6 โมงเช้า หมอมา 9 โมงเช้า เขาก็ไปต่อว่า หาว่าหมอไม่เอาใจใส่คนไข้ มาซะสายโด่ง ไม่สมกับสโลแกน ประชาชนต้องมาก่อนเลย หมอถามว่า ไม่สมกับสโลแกนอย่างไง พรรคพวกบอกว่า หมอต้องมาก่อนตอนเช้าๆ พร้อมตรวจคนไข้ซิ แต่หมอบอกว่า หมอมาทีหลังน่ะถูกแล้ว ประชาชนต้องมารอก่อน ถูกต้องตามสโลแกนเปี๊ยบ ผิดตรงไหน เท็จจริงอยู่ที่คนเล่าน่ะครับ

คุณสุพจน์ก็เป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้าที่มองการตลาดก่อน ในครั้งแรกที่ทำได้ติดต่อให้พ่อค้าที่วิ่งรวบรวมซื้อเห็ดมาเป็นผู้รับซื้อก่อน ตอนแรกให้ราคาดี ทำไปๆ ก็เริ่มกดราคา คุณสุพจน์จึงแก้ปัญหาด้วยการติดต่อแม่ค้าตามตลาดนัด ตลาดสด และร้านอาหารเอง โดยตามตลาดนัดจะเป็นเห็ดคละขนาด ส่งอยู่ในราคากิโลกรัมละ 60 บาท ส่วนร้านอาหารจะใช้เห็ดขนาดใหญ่ที่คัดเป็นพิเศษจะได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 80 บาท คุณสุพจน์กล่าวถึงเรื่องการตลาดว่า “ผมจะไม่จับตลาดใหญ่ แต่จะจับตลาดที่ถึงผู้บริโภคโดยตรง ในรัศมีระยะทางไม่เกิน 20 กิโลเมตร ปัจจุบันในกลุ่มมีเห็นอยู่ จำนวน 4 ราย ต่างคนต่างส่ง ลูกค้าของตนเองอยู่ ในอนาคตคิดว่าจะรวมกันส่งและเพิ่มระบบการจัดการ วางแผนการผลิตให้เหมาะสมกว่าเดิม เพื่อให้ลูกค้ามีเห็ดจำหน่ายได้ตลอดเวลา

ใช้แรงงานในครอบครัว

และลงแขกกันในกลุ่ม

แรงงานเป็นปัญหาในการทำเกษตร ฟาร์มเห็ดของคุณสุพจน์และในกลุ่มไม่ได้จ้างแรงงานภายนอกมาทำงาน ยกเว้นการนำวัสดุเพาะเข้าและออกจากโรงเรือนเท่านั้น แต่ในการทำงานทั่วไปทุกวันจะมีคุณสุพจน์และพ่อกับแม่เท่านั้น ที่ทำงานอยู่ โดยจะเริ่มเก็บเห็ดตอนเช้าจนถึง 9 โมง และจะเริ่มตัดแต่งเห็ด ในเวลาบ่าย 2 โมงของทุกวัน เห็ดฟางนมสดจะถึงมือแม่ค้าและร้านอาหาร แต่ในช่วงที่เห็ดมีจำนวนมาก ก็จะประสานกับคนในกลุ่มเข้ามาช่วย ซึ่งจะเป็นการลงแขกกัน ช่วยกันทำภายในกลุ่ม เพราะแต่ละโรงเรือนผลผลิตจะไม่มากพร้อมๆ กัน จึงมีเวลาเหลือที่จะช่วยกันได้

ผมมีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์คุณสุพจน์ที่บ้าน พบว่า ในพื้นที่ 3 งาน ของคุณสุพจน์ ปลูกของกินได้ ที่เหลือกินแล้วสามารถนำมาขายได้ทั้งนั้น บางวันทำกับข้าว 3 มื้อ ไม่ได้ซื้อของจากนอกบ้านมาเลย เพราะเฉพาะหยิบฉวยเอาในบ้านก็พอกินแล้ว วันนั้นได้มีโอกาสได้ชิมเมนูเห็ดที่บ้านคุณสุพจน์ เห็ดฟางนมสดมีรสชาติดีและกรอบกว่าเห็ดฟางธรรมดาจริงๆ และสีสันของเห็ดฟางจะไม่ดำคล้ำเหมือนกับเห็ดฟางทั่วไป เมื่อจบเรื่องจบราวก็ลากลับ คุณสุพจน์มีใจเอาเห็ดบานและเห็ดโคนน้อย ซึ่งขึ้นในกองเห็ดฟางให้มาครึ่งกิโลกรัม มาถึงบ้านวันรุ่งขึ้นก็ผัดเห็ดฟางกันเป็นที่เอร็ดอร่อย กินไปหมดแล้วจึงนึกขึ้นได้ จะคายออกมาก็ใช่ที เพราะว่าลงไปถึงกระเพาะอาหารแล้ว ได้แต่นึกกลัวอยู่ว่า เขาจะหาว่ารับสินบงสินบนมาแล้วเขียนเชียร์หรือเปล่า รบกวนทีมงานอาร์ต ยังไงๆ ก็อย่าลงรูปคุณสุพจน์ใหญ่กว่าเรื่องเห็ดของเจ้าอื่นล่ะ เกิดจะมีใครไปร้องเรียนสภาฯ พอจะมีข้อแก้ต่างได้ ไอ้ผมน่ะกลัวจริงจริ้ง แต่เรื่องไปถึงขั้นนี้แล้ว ไม่รู้จะทำยังไง ถ้าเกิดตั้งคณะอนุกรรมการสอบกันจริง ขออย่าให้เป็นหมอโชคชัยก็แล้วกัน ช่วงนี้ได้ข่าวว่าท่านไม่ค่อยสบาย เห็นว่าเป็นดีซ่าน ตาเตอผิวพรรณเหลืองไปหมด ขอให้เป็นหมออ้อยก็แล้วกัน เพราะผมชอบเป็นการส่วนตัว จะว่าอคติก็ยอม

ห้องเก็บ-ยืดอายุมะเขือเทศ ไม่ใช้พลังงาน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030151054&srcday=2011-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 513

คิดเป็นเทคโน 

มณีรัตน์ ปัญญพงษ์

ห้องเก็บ-ยืดอายุมะเขือเทศ ไม่ใช้พลังงาน

ผลิตผลทางการเกษตรเก็บเกี่ยว มะเขือเทศ เป็นผลิตผลทางการเกษตรชนิดหนึ่งที่มีลักษณะทางกายภาพที่มีองค์ประกอบของน้ำเป็นส่วนใหญ่ จึงทำให้เกิดปัญหาความเสียหายได้โดยง่าย ทั้งในระหว่างการเก็บเกี่ยวผลิตผล การขนส่ง และการเก็บรักษา ดังนั้น หลังการเก็บเกี่ยวเพื่อให้ผลิตผลคงคุณภาพที่ดีไว้ได้นาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตลาดอยู่ไกลจากแหล่งผลิต จึงต้องมีวิธีการเก็บรักษาที่ดีนั้น สามารถรักษาคุณภาพของผลิตผลให้ยาวนานขึ้น ป้องกันการเน่าเสีย การเหี่ยว และการเสื่อมคุณภาพได้

อย่างที่ทราบกันดีว่า โดยทั่วไปนิยมนำผลิตผลไปเก็บรักษาไว้ในตู้เย็นหรือห้องเย็น เพราะเป็นการเก็บรักษาที่ง่ายและสะดวก แต่วิธีการดังกล่าวต้องเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องพลังงานค่อนข้างสูง อีกทั้งในปัจจุบันโลกกำลังประสบกับปัญหาสภาวะการขาดแคลนพลังงาน

ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ คุณสิเรียม ทองใบใหญ่ และ คุณรัตนาภรณ์ ดิษฐ์ทอง นักศึกษาจากภาควิชาวิศวกรรมการเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ช่วยกันคิดโครงงานทางวิศวกรรมเพื่อการยืดอายุมะเขือเทศแบบไม่ใช้พลังงานขึ้น โดยมี อาจารย์วรินธร ยิ้มย่อง เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ

โครงงานวิศวกรรมนี้เป็นการทดลองสร้างห้องเก็บรักษาผลิตผลเกษตรแบบไม่ใช้พลังงานขึ้นมา เพื่อเป็นการประหยัดพลังงาน เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้ผลิตผลคงคุณภาพที่ผู้บริโภคต้องการ อีกทั้งยังใช้ต้นทุนในการก่อสร้างห้องต่ำ จึงเป็นการช่วยประหยัดพลังงานและค่าใช้จ่าย เพราะไม่ต้องใช้เครื่องจักรหรือพลังงานไฟฟ้าใดๆ และง่ายที่เกษตรกรจะติดตั้งไว้ใช้งานได้เอง

เจ้าของผลงานเปิดเผยว่า สำหรับการสร้างห้องเก็บมะเขือเทศแบบไม่ใช้พลังงาน จะประกอบด้วยอุปกรณ์ดังนี้ อิฐ ทราย ปูน สายยาง ถังน้ำ ไม้ไผ่ ฟางข้าว มะเขือเทศ โดยคัดเลือกให้อยู่ในระยะ Pink-เครื่องวัดสี (Colorimeter) MINOLTA รุ่น CR-10-เครื่องวัดปริมาณน้ำตาลแบบมือถือ 0-32% Brix-เครื่องชั่งดิจิตอล Sartorius รุ่น CP3202S-เครื่องวัดอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ (Thermohygrometer)

ส่วนขั้นตอนการสร้างก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร ลักษณะห้องเป็นพื้นปูด้วยอิฐเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 200×150 เซนติเมตร มีผนัง 2 ชั้น สูง 68 เซนติเมตร ช่องว่างระหว่างผนังทั้งสองกว้าง 7 เซนติเมตร เพื่อบรรจุทรายลงไป หลังคาทำด้วยไม้ไผ่และฟางข้าว น้ำจะหยดจากสายยางไหลผ่านทรายที่อยู่ในช่องว่างระหว่างผนัง โดยกำหนดระดับการไหลของน้ำที่ 75 ลิตร ต่อวัน

การศึกษาการเก็บรักษามะเขือเทศในห้องเก็บรักษาแบบไม่ใช้พลังงาน โดยมีการปล่อยน้ำซึมผ่านผนังทั้ง 4 ด้าน ที่ปริมาณน้ำ 75 ลิตร ต่อวัน เปรียบเทียบกับการเก็บรักษาผลมะเขือเทศในตู้เย็น และที่อุณหภูมิห้อง พบว่า ผลมะเขือเทศที่เก็บรักษาในตู้เย็นและในห้องเก็บรักษาแบบไม่ใช้พลังงานสามารถยืดอายุการเก็บรักษาได้นานถึง 14.00 วัน และ13.63 วันโดยไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

นับว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่เป็นการนำหลักการทางธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อีกทั้งยังไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังงานอย่างไม่จำเป็น ซึ่งเหมาะกับภาวะที่โลกกำลังจะขาดแคลนพลังงาน และหันไปใช้ประโยชน์จากธรรมชาติให้มากที่สุดและสิ้นเปลืองน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

คนรักผัก

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038151054&srcday=2011-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 513

เกษตรกรโรแมนติค

สุมิตรา จันทร์เงา

คนรักผัก

“คนรักผัก” ห่างหายไปจากนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านนานถึง 3 ปีเต็มๆ 

บัดนี้กลับมาอีกครั้งด้วยความรู้สึกสดใหม่กับแรงบันดาลใจล้นเหลือจากเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่กำลังพลิกโฉมหน้าโลกและขยายวงกว้างออกไปทุกขณะ

ตอนตัดสินใจพักการเขียนคอลัมน์ไปนั้น เหตุผลสำคัญมาจากภารกิจการงานอื่นที่รัดตัวจนไม่อาจทุ่มเทให้กับการเขียนหนังสือที่รักได้ แต่เมื่อหลุดพ้นพันธะตรงนั้นมาได้ก็เผชิญกับสภาวะ “ปากกาฝืด” อย่างไม่คาดคิด ถึงขนาดเขียนเรื่องที่เคยหลงใหลไม่ออกเอาเสียดื้อๆ

เป็นสภาวะนิ่งงันอันยาวนานที่กัดกร่อนจิตวิญญาณภายในอย่างน่ากลัว

ไม่แน่ใจว่าใช่ความรู้สึกแบบเดียวกันนี้หรือไม่นะที่ผลักดันให้ “เป้”-ชาติวุฒิ บุณยรักษ์ นักเขียนหนุ่มรุ่นใหม่ อนาคตไกล แถมเป็นมือรางวัลระดับไม่ธรรมดา ตัดสินใจหยิบปืน .22 ม.ม. มาจ่อขมับตัวเอง

ไม่ทราบว่าโชคร้ายหรือโชคดีที่เขายังไม่หมดลมหายใจ!

ฉันไม่เคยรู้จักชาติวุฒิเป็นการส่วนตัวมาก่อน แต่ได้ยินเรื่องราวของเขาบ่อยๆ จากกลุ่มเพื่อนนักเขียนหญิงรุ่นน้องที่สนิทสนมกัน และหนึ่งในนั้นเคยเป็นอดีตคนใกล้หัวใจเขา

ชื่อของชาติวุฒิโผล่เข้ามาในฉากชีวิตอีกครั้ง เมื่อฉันเข้าไปใน “เฟซบุ๊ก” (facebook) เครือข่ายสังคมออนไลน์ยอดนิยมที่เชื่อมมนุษย์ทั้งโลกเข้าหากัน

เขาเป็นเพื่อนของเพื่อนที่ขยายวงออกไปได้ไม่รู้จบ ชื่อและรูปของเขาโผล่เข้ามาบนจอคอมพิวเตอร์ในช่วงจังหวะที่ฉันกำลังคุยกับเพื่อนอีกคนอยู่

ความมหัศจรรย์เหลือเชื่อของเฟซบุ๊กอยู่ตรงนี้เอง มันทลายกำแพงความแปลกหน้าและความเหนียมอายในการทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ที่ไม่รู้ภูมิหลังกันมาก่อนลงไปอย่างสิ้นเชิง

เมื่อคุณเข้าไปอยู่ตรงนั้นจะไม่มีวันโดดเดี่ยว ทันทีที่ลงทะเบียนเข้าใช้ เฟซบุ๊กจะเอาข้อมูลส่วนตัวเบื้องต้นไปจับคู่ให้กับคนที่มีลักษณะรสนิยมใกล้เคียงกัน สถาบันการศึกษาเดียวกัน หรืออยู่ในท้องถิ่นเดียวกัน สมองกลอันชาญฉลาดจะคัดกรองรายชื่อบุคคลที่เหมาะสมน่าสนใจมาให้เลือกคนแล้วคนเล่า

ทันทีที่เราสนใจรับใครสักคนเป็นเพื่อน-Add as a friend ระบบของมันก็จะเชื่อมโยงให้รู้จักคนอื่นต่อๆ ไปไม่สิ้นสุด เหมือนโซ่ที่ร้อยสายต่อกันเป็นข้อยาวเท่าที่เราต้องการแค่ไหนก็ได้ คล้ายกับวงกระเพื่อมของผิวน้ำยามโยนก้อนหินลงไป เพื่อนชิดใกล้จะอยู่วงในสุด คนอื่นๆ จะอยู่ไกลออกไปรายรอบ

วงโคจรของเครือข่ายออนไลน์นี้จะมีเราเป็นศูนย์กลางเสมอ เมื่อรู้จักกันไปแล้วเกิดอาการรำคาญใจอยากจะกำจัดใครออกไปจากวงจรก็แค่บอกระบบให้ลบออกไป ก็เท่านั้น

ไม่มีความจำเป็นต้องเกรงอกเกรงใจเหมือนอยู่ในสังคมที่รู้จักหน้าตา ชื่อเสียงเรียงนามกันดี

คำว่า add, delete, confirm, ignore เป็นคำพื้นฐานในเฟซบุ๊กที่ทุกคนจะต้องคุ้นเคยเป็นอันดี

เฟซบุ๊ก มีระบบช่วยค้นหาเพื่อนและบุคคลที่ต้องการอย่างง่ายดาย เพียงแค่คุณคิดถึงใคร บางคนก็ใส่ชื่อเขาลงไป หากคนๆ นั้นลงทะเบียนไว้ในโลกไซเบอร์ชื่อเดียวกับที่คุณต้องการ คุณก็อาจจะมีโอกาสพบเขาได้ภายในเสี้ยววินาที

ชาติวุฒิ ตอบรับเป็นเพื่อนกับฉันตามคำร้องขอทันทีที่ส่งข้อความไป ทำให้โลกของเราหมุนเข้าใกล้กันขึ้นมาอีก เพราะเราต่างก็ได้สิทธิ์เข้าไปอ่านข้อความต่างๆ บนกำแพงบ้านของแต่ละคนที่ให้อารมณ์แตกต่างกันไปตามสีสันชีวิตของใครคนนั้น

เพื่อนบางคนชอบแปะรูปเอาไว้จนตาลายตั้งแต่แบเบาะจนเหี่ยวยาน บางคนเริ่มต้นวันใหม่ด้วยบทรำพึงรำพันเสมอ แล้วก็รอคอยให้ใครสักคนผ่านเข้ามา “คอมเม้นต์” (comment) อย่างใจจดใจจ่อ บ้างก็บ้าถ่ายรูปทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่กินอาหารเหลือคาอยู่ในจานก็ต้องส่งไปให้เพื่อนดู

หลายคนจริงจังกับเรื่องการเมืองเป็นชีวิตจิตใจ แม้แต่ในวงเพื่อนกลุ่มเดียวกันก็ยังฟาดฟันกันไม่เลิกในเรื่องเหลืองกับแดง แต่บางคนก็เป็นเหลือบทำทีขอเกาะเข้ามาในวงเพื่อนเพื่อหวังประโยชน์ที่จะแอบมาโฆษณาขายของในบ้านเราแบบหน้าด้านๆ

ชุมชนแห่งนี้จึงเป็นศูนย์รวมของคนทุกประเภท ทุกระดับชนชั้นการศึกษา ท่ามกลางความแปลกแยกแตกต่างทางความคิด มีทั้งสาระและไร้สาระไปวันๆ แล้วแต่ว่าใครจะเลือกหยิบสิ่งใดมาบริโภค

ชาติวุฒิ แสดงตัวตนความเป็นนักเขียนเต็มเปี่ยมบนกำแพงบ้านของเขา และมีแฟนคลับตอบรับชื่นชมมากมาย แต่ละวันมีเพื่อนใหม่ๆ ทั้งรุ่นเด็กรุ่นผู้ใหญ่เสนอขอเป็นเพื่อนกับเขาไม่เคยว่างเว้น

เพื่อนนักเขียนรุ่นเดียวกันจำนวนหนึ่งก็ส่งข่าวสื่อสารกับเขาเสมอ แต่ละวันที่ผ่านไปไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่ภาพที่ฉันเห็นผ่านหน้าบ้านเฟซบุ๊กนั้น ชีวิตของชาติวุฒิเปี่ยมล้นไปด้วยสีสัน การสังสรรค์ดื่มกิน สรวลเสเฮฮา

เขาเหมือนจะเสพรสชาติของชีวิตเต็มอิ่มอยู่เสมอ มีใบหน้าที่เปื้อนยิ้มเบิกบาน และขยันสื่อสารกับทุกคนที่ผ่านเข้ามาทักทาย คุยเรื่องสัพเพเหระ รวมไปถึงผลงานเขียนบางเรื่องของเขา

ไม่อยากเชื่อเลยว่า อีกเพียง 2 เดือนต่อมาหลังจากที่เราได้เป็นเพื่อนร่วมสังคมออนไลน์กัน เขาก็ตัดสินใจปลิดชีวิต ด้วยเหตุผลเดียวกับที่ฉันเคยเป็น…ปากกาฝืด

ไม่มีอะไรที่โหดร้ายสำหรับนักเขียนมากไปกว่าการเขียนหนังสือไม่ออกอีกแล้ว

แสนเสียดาย…เสียดายนัก

ข่าวการยิงตัวตายของชาติวุฒิปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ยาวนานนับสัปดาห์แล้วซาไป หลายคนเข้าใจว่าเขาจากโลกนี้ไปแล้ว แต่สุดท้ายมัจจุราชไม่ยอมรับลมหายใจเขา

ฉันเชื่อว่าหลายคนที่ทราบข่าว โดยเฉพาะเพื่อนในเฟซบุ๊กมีอาการนิ่งงันด้วยอารมณ์เดียวกัน

“โลกเสมือน” ที่นำพาผู้คนข้ามโลกและทะลุกำแพงเขตแดนมารู้จักกันนั้นเป็นเช่นนี้เอง ในความเปิดเปลือยของมันซุกซ่อนความลี้ลับเอาไว้ เป็นโลกที่ยากจะเข้าถึงความเป็นไปแท้จริง ยากที่จะรู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นรายรอบตัวเรา ยากที่จะล้วงลึกเห็นถึงความรู้สึกภายใน

ไม่เหมือนกับการสบตาใครสักคนที่สามารถรับรู้อารมณ์ของเขาได้

มันเป็นโลกของตัวอักษรที่ออกมาเต้นยั่วลวงล่อ เป็นโลกของภาพถ่ายที่อาจไม่ใช่ภาพจริง เป็นโลกของคลิปวิดีโอและไฟล์เสียงสารพัดที่ทำให้คนเกิดและตายได้ในเวลาเดียวกัน

เป็นโลกอันยากยิ่งที่จะสัมผัสตัวตนแท้ๆ แม้แต่เราเองในบางขณะอารมณ์ก็ยังปลอมตัวในหมู่คนทั้งโลกอย่างแนบเนียน

ระหว่างที่หลายคนหลั่งน้ำตาให้กับคำอำลาที่กล้าหาญของชาติวุฒิ และรอคอยปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นกับชีวิตเขาอีกครั้ง ฉันก็ค้นพบกับโลกของเกษตรกรพันธุ์ใหม่ที่แนบชิดอยู่กับเครือข่ายสังคมไร้ตัวตนนี้

มันเริ่มมาจากความสนใจคลิกเข้าไปดูข้อเสนอต่างๆ มากมายบนเฟซบุ๊ก กระทั่งหลุดเข้าไปปลูกผักใน “ฟาร์มวิลล์” อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว เพียงไม่นานเสน่ห์ของการทำฟาร์มในโลกเสมือนก็นำพาเตลิดไปไกลกว่าที่คิด

ไม่น่าแปลกใจเลยที่คนทั้งโลก ปริมาณมากกว่าประชากรไทยทั้งประเทศหลงใหลในเกมนี้

การออกแบบเกมอันชาญฉลาด และจำลองความฝันในชีวิตจริงมาให้สัมผัสและเติมเต็มจินตนาการได้ในทุกรูปแบบคือต้นทางความสำเร็จของฟาร์มวิลล์

เป็นเกมคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบมารองรับความฝันของชนชั้นกลางในเมืองใหญ่ที่ใฝ่หาชีวิตในรูปแบบแตกต่างออกไปจากวงจรปกติประจำวัน ฝันถึงพื้นที่กว้างใหญ่ที่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้และลงมือพัฒนามัน สร้างโลกเฉพาะของตัวเองขึ้นมา ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ทำฟาร์ม ฯลฯ

นี่คือความฝันแบบ “เกษตรกรโรแมนติค” อย่างแท้จริง

ถ้ายังจำกันได้ ตอนยุคจัดสรรที่ดินเบิกบานพร้อมโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออกเมื่อ 30-40 ปีก่อน คนเมืองผู้มีฐานะต่างก็มุ่งหน้าสู่ชนบท ออกไปแสวงหาที่ทางสร้างบ้านพักผ่อนในรูปบ้านตากอากาศผสมผสานกับบ้านสวน

บางคนไม่เกรงอกเกรงใจฟ้าดิน ทำแม้กระทั่งเปิดภูเขา ปิดทางน้ำ บุกป่า ฝ่าดง สร้างรีสอร์ตส่วนตัวเพื่อครอบครองเป็นเจ้าของความงามแห่งผืนดิน

ที่ดินจัดสรรพร้อมสวนผลไม้แบ่งเป็นแปลงตามจังหวัดทางภาคเหนือและภาคตะวันออกขายดิบขายดีราวกับเอามาแจกกันฟรีๆ เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง เพชรบูรณ์ ระยอง ตราด จันทบุรี ฯลฯ แน่นขนัดไปด้วยคนจากเมืองหลวงแห่ไปจับจองซื้อขายไม่เว้นแม้แต่ หัวหิน ชะอำ กาญจนบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี อยุธยา สระบุรี โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งทะเลและริมแม่น้ำกลายเป็นทำเลทองอย่างรวดเร็ว

วันนี้ความฝันของทุกชนชั้นมุ่งสู่ถนนมิตรภาพ แย่งชิงกันเป็นสมาชิกประชาคมชาว “เขาใหญ่” ชาติวุฒิ ก็เป็นหนึ่งในนั้น เขาและภรรยาเป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่งแถวปากช่อง โดม วุฒิชัย ก็ชอบไปสิงสู่อยู่บนห้องน้อยในหอคอยสูงที่ใช้เป็นที่เก็บถังน้ำในไร่นักปฏิบัติธรรมผู้มีอันจะกินแถวตีนเขาใหญ่อยู่เสมอ

ความฝันที่จะสร้างอาณาจักรส่วนตนในกำแพงสีเขียวธรรมชาติของบรรดานักเขียนใหญ่น้อยนั้น ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากรูปแบบชีวิตของนักเขียนใหญ่รุ่นพ่อ รุ่นพี่ อย่าง คำสิงห์ ศรีนอก ผู้ปักหลักอยู่ที่ไร่ธารเกษมแถวปากช่องมาไม่ต่ำกว่า 30 ปี หรือแม้แต่ “รงค์ วงษ์สวรรค์ พญาอินทรีผู้โบยบินไปสู่สรวงสวรรค์ชั้นกวี รุจีรัตน์ ก็มีรวงรังอันอบอุ่นอยู่บนดอยบ้านโป่งแยง เชียงใหม่ ขณะที่ ชาติ กอบจิตติ มีอาณาจักรสวนอักษรขนาดมหึมาอยู่ระหว่างรอยต่อ 3 จังหวัดสุดเขตแดนอำเภอปากช่อง

ย่านเขาใหญ่ไม่เพียงเป็นแผ่นดินในฝันเพื่อการสร้างบ้านตากอากาศของบรรดามหาเศรษฐี อย่าง กิตติ ธนากิจอำนวย, ประชา มาลีนนท์, ปิยะ ภิรมย์ภักดี, วิสุทธิ์ โลหิตนาวี, วิกรม กรมดิษฐ์ ฯลฯ เท่านั้น ยามนี้ชุมชนรายรอบเขาใหญ่กลายเป็นสังคมของศิลปิน นักคิด นักเขียนขึ้นแล้ว เมื่อเอ่ยชื่อเจ้าของผืนดินไม่ธรรมดาอย่าง ธีรยุทธ บุญมี, พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ, ดวงตา นันทขว้าง, พิษณุ นิลกลัด, คุณหญิงทิพย์วดี ปราโมช ณ อยุธยา, คัทลียา นุดล, สีกาอ่างแห่งไทยรัฐ เป็นต้น

เขาใหญ่ในวันนี้จึงไม่ใช่แค่อุทยานแห่งชาติแห่งแรกของไทย ไม่ใช่แค่มรดกโลก แต่เป็นบ้านหลังที่ 2 หรือ 3 ของผู้มีอันจะกิน ที่มุ่งมาเสพความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าและความหนาแน่นของโอโซนซึ่งว่ากันว่าสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก กับอีกความฝันหนึ่งของคนชั้นกลางจากกรุงเทพฯ ไปจับจองซื้อผืนดินเพื่อปลูกผัก ผลไม้รอวัยเกษียณ โดยเฉพาะแถบวังน้ำเขียวซึ่งอากาศดี ดินดี ปลูกอะไรก็ขึ้น ทั้งองุ่น สตรอเบอรี่ ผักปลอดสารพิษ ฯลฯ

คนเหล่านี้ฝันถึงอากาศบริสุทธิ์ในย่านเขาใหญ่ สายลมรื่นกับกลุ่มหมอกหลังฝนที่มาวาดภาพให้ภูเขา เสียงนกร้องยามเช้า และความหนาวเย็นยามค่ำคืน มนต์ขลังเช่นนี้คือชนบทไทยหลายถิ่นที่ในอดีตซึ่งแปรเปลี่ยนเป็นเมืองจนแทบไม่เหลือสภาพ มีเพียงร่องรอยเลือนรางให้ถวิลหา

พื้นที่มวกเหล็ก ปากช่อง เขาใหญ่ เขาแผงม้า เรื่อยไปจนถึงวังน้ำเขียว จึงถูกคนนอกพื้นที่เข้าไปจับจองแทบจะทุกตารางนิ้ว ซื้อขายเปลี่ยนมือกันไปหลายรอบ ส่งผลให้ราคาที่ดินทะยานลิ่วจากไร่ละไม่กี่หมื่นบาทสู่หลักแสนบาท และเพียงไม่กี่ปีที่เส้นทางจากเขาใหญ่-วังน้ำเขียวบูมจนแทบระเบิด ราคาที่ดินเปล่ารกร้างธรรมดาก็อวดศักดาความยิ่งใหญ่ทะยานไปถึงไร่ละ 3 ล้านบาท เป็นอย่างน้อย

เกษตรกรชาวบ้านตัวจริงที่บุกเบิกถากถางพื้นที่รกร้างเสื่อมโทรมจนได้ครอบครองเป็นเจ้าของที่ดินมือแรก ต้องถอยร่นห่างออกจากถนน ลึกเข้าสู่ตีนเขา บ้างก็ย้ายไปหาที่ทางแหล่งใหม่เพื่อเริ่มต้นตัดไม้ถางป่าสร้างมูลค่าที่ดินด้วยกระบวนการเดียวกัน รอขายต่อรอบใหม่ วนเวียนเป็นวัฏจักรเช่นนี้

ก็อย่าได้แปลกใจที่พื้นที่ย่านปากช่องถูกน้ำท่วมสูง และน้ำป่าจากเขาใหญ่ไหลบ่าลงมาสู่พื้นราบได้เร็วและแรงขนาดนั้น

ฉันเชื่อว่าความคลั่งไคล้บ้านสวนชนบทมีแต่จะเพิ่มขึ้น และขยายตัวออกไปตามกระแสความนิยมบวกกับการปั้นราคาที่ดินของเซียนมือทอง ที่เป็นนักการตลาดและนักโฆษณามืออาชีพ เพราะมันคือรูปแบบความฝันของชนชั้นกลางที่มีการศึกษา มีรายได้มั่นคงที่กำลังมองหาทางลงจากอาชีพการงานอันร้อยรัดก่อนเกษียณจากงาน

กระนั้นก็ตาม ไม่ใช่ว่าทุกความฝันจะไปไกลได้ถึงปลายทางเสมอ

เมื่อที่ดินบนผืนโลกแทบจะไม่มีอัตรางอกขึ้นใหม่ สวนทางกับจำนวนประชากรที่ยังเกิดไม่หยุด จึงมีคนเพียงไม่กี่หยิบมือเท่านั้นที่สามารถสร้างแปลงผัก ทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ปลูกองุ่น บ่มไวน์ มีคอกม้า สวนผลไม้ ทะเลสาบแสนงาม

ที่เหลือต้องดำรงตนอยู่กับความฝันและอารมณ์สุนทรีย์แบบเกษตรกรโรแมนติคที่ทำฟาร์ม ปลูกพืชไร่ เลี้ยงสัตว์เพียงในจินตนาการ ผ่านโลกของการอ่านหนังสือแนวเกษตรชวนฝันทั้งหลาย

ดังนั้น เมื่อเฟซบุ๊กนำเสนอเกมปลูกผักออนไลน์ขึ้นมา ก็เลยตอบสนองความฝันนี้ได้อย่างถล่มทลาย

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,083 other followers

%d bloggers like this: