‘พลัส’ยันน้ำท่วม1เดือน ไม่กระทบโครงสร้างอาคารสูง

Published ธันวาคม 31, 2011 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/216825

15 พฤศจิกายน 2554, 19:10 น.

BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLz

พลัส แนะวิธีป้องกันอาคารสูงจากน้ำท่วม หวังลดความเสี่ยงอาคารสูง 500 แห่ง มูลค่าแสนล้านทั่วกรุง ชี้ หากน้ำท่วม 1 เดือน ไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอาคาร แต่หากไม่มั่นใจพร้อมส่งวิศวกรลุยตรวจสอบหลังน้ำลดทันที…

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. นายชาญ ศิริรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคารและวิศวกรรม บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีจำนวนอาคารสำนักงานหรืออาคารสูงในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในรวม กว่า 500 อาคาร ซึ่งหากประสบอุทกภัยจะก่อให้เกิดความเสียหายทั้งด้านกายภาพอาคาร และมูลค่าทางธุรกิจประมาณ 1 แสนล้านบาท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เห็นถึงความจำเป็นในการปกป้องอาคารสำนักงานของลูกค้า จึงให้คำปรึกษา ตลอดจนหาแนวทางป้องกันที่คำนึงถึงสภาพและความเสี่ยงของอาคารเป็นสำคัญ ปัจจุบัน บริษัทฯมีลูกค้าที่ให้บริการด้านบริหารอาคารสูงรวม 30 อาคาร รวมพื้นที่รับบริหารประมาณ 1 ล้านตารางเมตร มูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ได้ส่งทีมงานวิศวกรเข้าพบเพื่อหารือและกำหนดแนวทางป้องกันอาคารทั้งอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, อาคารธนาคารกรุงศรีอยุธยา, อาคารทิสโก้ ทาวเวอร์, อาคารวรรณสรณ์, อาคารสิริภิญโญ เป็นต้น

BKQKpJhBMGGYXC7vASLDrbAl5DugmqsGPYnG9LsiMYlRyfP2l2sLz

นายชาญ กล่าวต่อว่า การวางแผนป้องกันอุทกภัย พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จะพิจารณาปัจจัยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับอาคาร ประกอบด้วย 1. ที่ตั้งของอาคาร โดยต้องพิจารณาถึงระดับความสูงของพื้นที่เทียบกับระดับน้ำทะเล และบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง และอาคารอยู่ในแนวคลองระบายน้ำ หรือเป็นจุดน้ำท่วมขังหรือไม่ 2. กายภาพของอาคาร ซึ่งระบบประกอบอาคารที่สำคัญ ได้แก่ ระบบไฟฟ้า, ระบบประปา, ระบบบำบัดน้ำเสียต่างๆ อยู่ในจุดใดของอาคาร ซึ่งเมื่อพิจารณาจากทั้ง 2 ปัจจัยแล้ว ก็จะสามารถประเมินความเสี่ยงของอาคารเพื่อนำมาวางแผนกลยุทธ์ในการป้องกันได้ โดยจะต้องพิจารณาให้ครอบคลุมทั้งการเผชิญน้ำที่อยู่บนผิวดินและน้ำที่มาจากใต้ดิน

โดยจุดที่จะต้องป้องกัน ได้แก่ จุดที่ 1. บริเวณช่องทางเข้า-ออกอาคาร และบริเวณรอบอาคาร จุดที่ 2. ช่องหรือท่อของงานระบบประกอบอาคาร คือ ท่อระบายน้ำ, ช่องลมระบายอากาศ, ท่อระบบไฟฟ้า, ท่อระบบโทรศัพท์ และจุดที่ 3. พื้นที่ที่สามารถเกิดการรั่วซึมได้ คือ บริเวณสวนรอบอาคาร รอยแตกของพื้น และผนังของอาคาร

“การเกิดน้ำท่วมมีผลกระทบต่ออาคารสูงทั้งเรื่องการหยุดชะงักทางธุรกิจและด้านการชำรุด/เสียหายทางกายภาพ (งานโครงสร้างและงานระบบประกอบอาคาร) ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้ จะขึ้นอยู่กับความสูงบวกรวมกับความแรงของน้ำ และระยะเวลาที่น้ำท่วม ดังนั้น หลังน้ำลดจะต้องมีการกำหนดมาตรการฟื้นฟูอาคารเพื่อให้อาคารกลับมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างรวดเร็วที่สุด”

นายชาญ กล่าวอีกว่า มาตรการฟื้นฟูอาคารหลังน้ำลดนั้นต้องกำหนดเป็นแผนการดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอนเริ่มจาก 1. ดำเนินการตรวจสอบด้านกายภาพอาคาร เพื่อวิเคราะห์ถึงงานที่มีความจำเป็นต้องซ่อมแซมเพื่อแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว และงานที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อป้องกันความเสียหายในอนาคต เช่น การสร้างแนวป้องกันที่เหมาะสม 2.ประมาณการระยะเวลาและงบประมาณดำเนินการ 3. การทบทวนแผนบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ต้องมีความต่อเนื่อง

“หากน้ำท่วมเป็นระยะเวลา 1 เดือนตามที่นักวิชาการและหน่วยงานวิชาการต่างๆ ประมาณกันนั้น ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อโครงสร้างของอาคารสูงของกรุงเทพฯ ชั้นใน ยกเว้นอาคารที่อาจมีปัญหาจากงานก่อสร้างครั้งแรกหรือมีการแก้ไข ต่อเติมอาคารอย่างไม่ถูกหลักวิศวกรรม ซึ่งหากเจ้าของอาคารสูงต้องการสร้างความมั่นใจว่าโครงสร้างอาคารยังสมบูรณ์ดีหลังน้ำท่วมหรือไม่นั้น ทางพลัส พร็อพเพอร์ตี้ มีบริการรับตรวจสอบอาคารเพื่อให้ลูกค้าและผู้ใช้อาคารนั้นมั่นใจได้ในความปลอดภัย” นายชาญ กล่าว.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: