‘กิตติรัตน์’ขีดเส้นตาย 45 วัน กู้นิคมอุตสาหกรรม

Published ตุลาคม 24, 2011 by SoClaimon

24 ตุลาคม 2554, 22:31 น.
http://www.thairath.co.th/content/eco/211632

njpus24ncqkx5e1gw7rdysbiqm27cpxfkzm4oho1ltr

“กิตติรัตน์” เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้อง ร่วมระดมสมองกับกลุ่มผู้บริหารและผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วม วางแนวทางฟื้นฟูโรงงานให้กลับมาเดินหน้าผลิตได้ตามปกติภายใน 45 วัน หลังน้ำเริ่มทรงตัว ประสานผู้บริหารทุกนิคมสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมให้แข็งแรง ย้ำรัฐบาลพร้อมช่วยทุกทางทั้งสิทธิประโยชน์ภาษี และอัดฉีดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ระบุรัฐต้องใช้เงินฟื้นฟูและสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานระบบน้ำหลายแสนล้านบาท ยอมรับการส่งออก 2-3 เดือนข้างหน้าติดลบแน่นอน…

เมื่อวันที่ 24ต.ค. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางกอบกู้และฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วม ให้กลับมาดำเนินกิจการและผลิตสินค้าได้ตามปกติโดยเร็ว และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นใจแก่นักลงทุน มีผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม อาทิ นางอรรชกา ศรีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นางอัญชลี ชวนิชย์ นายกสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทย นางมณฑา ประณุทนรพาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ร่วมด้วย สมาชิกนิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัยและผู้เกี่ยวข้อง เช่น นายนิพิฐ อรุณวงษ์ ณ  อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท นวนคร นางกอบกาญจน์ วัฒนะวรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทโตชิบา ไทยแลนด์

นายกิตติรัตน์ แถลงภายหลังการประชุมว่า ภารกิจเร่งด่วนที่ต้องทำขณะนี้คือ การทำให้โรงงานที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่งที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม กลับมาดำเนินการได้ตามปกติโดยเร็ว เพื่อให้แรงงานจำนวนหลายแสนคนได้กลับมามีงานทำ โดยในที่ประชุมได้กำหนดเป้าหมายว่า ภายใน 45 วัน จะต้องฟื้นฟูโรงงานให้กลับมาผลิตได้ตามปกติ โดยจะสูบน้ำออกทันทีที่ระดับทรงตัว หรือเริ่มลดระดับ สิ่งที่ต้องเตรียมการขณะนี้คือ เครื่องมือเครื่องจักรคุณภาพสูงที่จะใช้สูบน้ำออกจากนิคม และหลังน้ำแห้งแล้ว โรงงานต่างๆ ต้องฟื้นฟูซ่อมแซมเพื่อให้เคร่ืองจักรต่างๆ ให้เดินเครื่องได้

และในส่วนของผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมเอง ก็ต้องสร้างระบบป้องกันนิคมไม่ให้เกิดเหตุน้ำท่วมซ้ำขึ้นมาอีก โดยให้ผู้บริหารนิคมทั้งหมดไปออกแบบกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อออกแบบและสร้างระบบป้องกันที่แข็งแรง เพื่อให้ความมั่นใจกับผู้ประกอบการภายในนิคม โดยการดำเนินการทั้งหมดนี้ รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนด้านงบประมาณอย่างเต็มที่ โดยจัดหาสินเชื่อ หรือเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่ในส่วนของภาครัฐเองก็ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดเพื่อป้องกันอย่างถาวรเช่นกัน สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และไม่ให้ระบบเศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก

“รัฐบาลยืนยันจะดูแลผู้ประกอบการ ทั้งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้านต่างๆ ให้สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยจะเสนอ ครม.วันที่ 25 ต.ค.นี้ เพื่อฟื้นฟูโรงงานให้กลับมาโดยเร็วที่สุด รวมทั้งลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดเพื่อป้องกันไ่ม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก ซึ่งการกอบกู้ฟื้นฟูโรงงานต่างๆ และการวางโครงสร้างฟื้นฐานของระบบน้ำนี้ รัฐบาลคงต้องใช้เงินหลายแสนล้านบาท เพื่อให้มีระบบการป้องกันที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นภารกิจของรัฐบาล ดังนั้น การที่เอกชนร้องขอให้รัฐบาลตั้งกองทุนฟื้นฟูนิคมฯ 25,000 ล้านบาทนั้น ผมคิดว่ารัฐบาลต้องใช้เงินในการดูแลช่วยเหลือมากกว่านั้น ซึ่งขณะนี้มีสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศหลายแห่ง เสนอที่จะให้ซอฟท์โลนกับรัฐบาลไทยเพื่อฟื้นฟูประเทศแล้ว”

นายกิตติรัตน์ ยังกล่าวต่อว่า ในส่วนของการฟื้นฟูนิคมอุตสาหกรรมที่จมน้ำอยู่นี้ จะตั้งคณะกรรมการร่วมที่มีตัวแทนจากรัฐและเอกชน 7 ชุด ขึ้นมาดูแลการฟื้นฟูและป้องกัน 7 นิคมอุตสาหกรรม โดยมีตัวแทนจากภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เช่น ตัวแทนจากการนิคมฯ จากสภาอุตฯ และผู้ประกอบการในนิคม นอกจากนี้ จะมีคณะกรรมการชุดใหญ่อีก 1 ชุด มีนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยจะช่วยดูแลประสานงานเพื่อให้การดำเนินการต่างๆ เดินหน้าได้สะดวก ไม่ให้ติดขัด หรือเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน

นายกิตติรัตน์ ยังกล่าวยอมรับว่า โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ที่ถูกน้ำท่วม เป็นผู้ผลิตสินค้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งล้วนเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ ดังนั้น จะมีผลกระทบต่อตัวเลขการส่งออกในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า โดยการส่งออกในช่วงเวลาดังกล่าวจะติดลบแน่นอน แต่สินค้าอุปโภคบริโภคเท่าที่หารือกับผู้ประกอบการ ถือว่ายังไม่ได้ขาดแคลน และหากขาดแคลนก็สามารถสั่งนำเข้ามาได้

“วิกฤติครั้งนี้ใหญ่มาก ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว เราต้องสร้างสิ่งที่ดีกว่าให้เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของระบบจัดการน้ำ ซึ่งถือเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งทำให้ดีทำให้เกิดขึ้นให้ได้ ส่วนตัวเลขการส่งออก ขอให้มองข้าม หรือเลิกดูตัวเลขส่งออกในช่วง 2-3 เดือนนี้ เพราะมีปัญหาแน่ๆ การส่งออกลดลง หรืออาจต้องติดลบแน่นอน แต่เราต้องโดดข้ามปัญหานี้ไปให้ได้”

ด้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรม กล่าวว่า ผลการหารือในร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ข้อสรุปว่า 1.จะต้องเร่งสูบน้ำออกจากนิคมภายใน 10 วัน 2.ซ่อมแซมพื้นที่โรงงานให้กลับมาผลิตได้ภายใน 45 วัน และ 3.ทำระบบป้องกันด้วยการทำทำนบรอบนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งรัฐบาลจะกำหนดให้ทำเป็นระบบ และจัดทำเป็นแผนของประเทศ

“แผนการฟื้นฟูนิคม ขณะนี้คงใช้ไฮเทคโมเดลเป็นต้นแบบในการฟื้นฟู เพราะมีความชัดเจนที่สุด สำหรับงบเพื่อใช้ในการฟื้นฟูนั้นทางรัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนแหล่งเงินกู้ให้ แต่หากนิคมรายใดไม่ไหว ทางรัฐบาลจะเข้าไปซื้อเอง”

ด้านนายนิพิฐ อรุณวงษ์ ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการนิคมอุตสาหกรรมนวนคร กล่าวว่า คาดว่าน้ำจะลดช่วงต้น หรือกลางเดือน พ.ย.นี้ และหลังจากนั้นจะใช้เวลา 45 วัน ในการสูบน้ำ ซ่อมแซมเพื่อสามารถกลับมาดำเนินการผลิตได้ หรือภายในไตรมาส 1 ของปี 2555 อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุด ที่ต้องทำขณะนี้คือ การเรียกความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและความเชื่อมั่นของประเทศไทยให้กลับมาโดยเร็ว โดยรัฐบาลต้องมีแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ หากไม่ทำสิ่งเหล่านี้ การช่วยเหลือซ่อมแซมโรงงานโดยให้ดอกเบี้ยต่ำ และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีคงไม่เพียงพอ เพราะประเทศเพื่อนบ้านจะฉวยโอกาสดึงผู้ลงทุนต่างชาติให้ย้ายฐานการผลิตออกไปจากไทยได้ ดังนั้น เขตนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมดต้องมาหารือและวางแผนการพัฒนาร่วมกัน

“ประเทศไทยต้องมีการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าไม่ทำมีโอกาสสูงที่ผู้ลงทุนต่างชาติจะย้ายไปเวียดนาม อินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย”

นายนิพิฐ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ต้องทำมี 3 ระยะ คือ 1. แผนระยะสั้น เร่งฟื้นฟูพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมให้กลับมาผลิตโดยเร็ว อาจต้องใช้เวลา 45 วัน 2.สร้างแนวป้องกันนิคมอุตสาหกรรมในระยะยาว อาจต้องใช้เวลา 1 ปี และ 3.พัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมให้สามารถป้องกันภัยธรรมชาติทุกรูปแบบ โดยว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศช่วยออกแบบ ซึ่งอาจต้องใช้เวลา 3-4 ปีดำเนินการ

ด้านนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โตชิบา (ไทยแลนด์) ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมบางกระดี กล่าวว่า ผลการหารือครั้งนี้ถือเป็นเรื่องดีในการร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อวางแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างมีบูรณาการ จากการกำหนดแผนกอบกู้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพราะในแง่นักลงทุนไม่ได้คำนึงเพียงให้โรงงานกลับมาผลิตโดยเร็วที่สุด แต่ต้องการความมั่นใจในลักษณะของทั้งประเทศว่ามีวิธีป้องกันจัดการน้ำในอนาคตอย่างไร

ส่วนผลกระทบต่อโรงงานโตชิบานั้น น้ำได้ท่วมโรงงานในบางกระดี ทำให้เหลือการผลิตในโรงงาน จ.นนทบุรี เพียงแห่งเดียว ส่งผลให้ชิ้นส่วนการผลิตบางชนิดขาดแคลน จึงพยายามหาชิ้นส่วนในประเทศเข้ามาทดแทนก่อน หากไม่มีคงนำเข้าจากประเทศใกล้เคียง เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และจีน ซึ่งจะมีผลทำให้ราคาขยับขึ้นบ้าง  อาจจะขอให้รัฐบาลช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้โตชิบายังมีสต๊อกสินค้าอีก 1 เดือน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 24 ตุลาคม 2554, 22:31 น.

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

  • 1 ข่าว
  • ไม่มีรูปภาพที่เกี่ยวข้อง
  • ไม่มีข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้อง
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: