คลังชงแผนรับมือน้ำท่วม ฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน

Published ตุลาคม 22, 2011 by SoClaimon

20 ตุลาคม 2554, 19:18 น.
http://www.thairath.co.th/content/eco/210785

eywwb5wu57mynkouftzqdklhsm8kldz1ygsclcqyu26afkr5vc5mbp

ขุนคลังหวังฟื้นการผลิต เร่งสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและผู้ประกอบการที่ประสบภัยน้ำท่วม เรียกหน่วยงานในตลาดทุนตั้งกองทุนช่วยผู้ประสบภัย ดึงงบ 250 ล้านบาทซื้อเครื่องสูบน้ำเร่งดูดน้ำออกจากนิคมอุตสาหกรรม เผยมาตรการป้องกันน้ำท่วมปีหน้าใช้กลไกประกันภัยกำหนดให้ทุกนิคมฯต้องสร้าง เขื่อนคอนกรีตในระดับสูงกว่าระดับน้ำที่ท่วมในปีนี้ขึ้นอีก 50%…

เมื่อวันที่ 20 ต.ค. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการร่วมประชุมกับหน่วยงานในตลาดทุน ในการจัดตั้งกองทุน“ตลาดทุนร่วมใจ ช่วยภัยน้ำท่วม”ว่า สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งทำขณะนี้คือ การเรียกขวัญและกำลังใจประชาชน และเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ โดยจะเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมให้เร็วที่สุด เพื่อให้โรงงานต่างๆสามารถกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติหรือผลิตสินค้าได้โดย เร็วที่สุด เพราะขณะนี้มีปัญหาขาดแคลนเครื่องมือในการสูบน้ำและเครื่องกั้นน้ำ และเนื่องจากราชการมีขั้นตอนในการเบิกจ่ายที่ล่าช้า ในเบื้องต้นจะอาศัยเงิน 250 ล้านบาทจากกองทุนนี้ โดยจะขอนำเงินส่วนหนึ่งออกมาใช้ก่อนในการซื้อเครื่องสูบน้ำและก่อสร้างคัน กั้นน้ำ

นอกจากนี้ ยังเตรียมหารือกับเลขาสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจ ประกันภัย (คปภ.) ทั้งคนเก่าและใหม่ เพื่อขอให้รับชดเชยความเสียหาย(เคลม)ของโรงงานต่างๆ จากบริษัทประกันเป็นไปด้วยความรวดเร็ว เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถฟื้นการผลิตกลับมาโดยเร็วที่สุด และหลังจากนี้จะกำหนดให้นิคมอุตสาหกรรมทุกแห่งต้องสร้างเขื่อนแบบคอนกรีต อย่างถาวรที่ได้มาตรฐานมีความแข็งแรง และสูงขึ้นอีกอย่างน้อย 50% จากระดับน้ำที่ท่วมในปีนี้ และต้องไม่ใช่เขื่อนดินแบบที่ผ่านมา เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมซ้ำที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง จะไม่ออกเป็นกฎบังคับ แต่จะดำเนินการผ่านกลไกการประกันภัย หากนิคมอุตสาหกรรมใดไม่มีเขื่อนที่ได้มาตรฐานก็จะต้องจ่ายเบี้ยประกันใน อัตราที่สูง และหากผู้ประกอบการไม่มีเงินลงทุนก่อสร้างเขื่อน สามารถจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานระดมเงินจากประชาชนทั่วไป โดยกองทุนเหล่านี้จะมีรายได้จากการเรียกเก็บค่าบริการจากผู้ประกอบการในนิคม อุตสาหกรรม ซึ่งกระทรวงการคลังได้ให้คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์ ร่วมกันหามาตรการจูงใจด้านภาษีสำหรับกองทุนโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว และเตรียมนำเสนอต่อครม.ใน 2 สัปดาห์ข้างหน้า

“ภายในหน้าฝนปีหน้า ทุกนิคมอุตสาหกรรมจะต้องมีเขื่อนป้องกันน้ำท่วมที่แข็งแรง ถ้าไม่ยอมลงทุนสร้างเขื่อน อัตราเบี้ยประกันภัยจะสูงกว่านิคมฯที่มีเขื่อนป้องกัน” นายธีระชัยกล่าว

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างหามาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย(เอสเอ็ มอี)ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม โดยเบื้องต้นอาจออกมาตรการช่วยเหลือในเรื่องเครื่องจักร เพื่อให้การผลิตกลับมาสู่ภาวะปกติโดยเร็ว รวมถึงการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำควบคู่ไปกับการอบรมให้ความรู้ด้านการบริหาร จัดการ เพื่อให้เอสเอ็มอีมีการพัฒนาการบริหารจัดการในระดับผู้บริหารให้มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการยกระดับคนงานเพื่อให้การผลิตกลับมามีศักยภาพเติบโตต่อไป ทั้งนี้หากสรุปแพ็กเกจมาตรการนี้เรียบร้อยแล้ว จะเร่งเสนอให้ครม.พิจารณาโดยเร็วที่สุด

นายธีระชัย ยังกล่าวด้วยว่า รัฐบาลได้มีแนวบริหารแผนแม่บทจัดการน้ำ โดยจะให้ชาวนาทำนา 2 ครั้งต่อปี จากเดิม 2.5 ครั้งต่อปี ทำให้มีนาว่าง 3 เดือน ช่วงระหว่างเดือน ก.ค.-ต.ค. เพื่อใช้พื้นที่นาที่ว่างนี้เป็นพื้นที่รับน้ำได้ประมาณ 2 ล้านไร่ และจะมีการลงทุนยกระดับถนนให้สูงขึ้นและไม่ขวางทางน้ำ เพื่อไม่ให้เส้นทางการขนส่งได้รับผลกระทบ แม้จะเป็นช่วงน้ำหลาก

ด้าน นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียน(บจ.) กล่าวว่า มีบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมจากปัญหาน้ำท่วม 100-150 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ และคลังสินค้า ซึ่งบริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้มีการทำประกันครอบคลุมความเสียหายไว้แล้ว แต่ยังไม่สามารถสรุปตัวเลขความเสียหายทั้งหมดได้ในขณะนี้

อย่างไรก็ตาม ปีหน้าภาคธุรกิจต่างๆจะต้องเผชิญกับโลกที่ชะลอตัว และผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม แต่ปีหน้าจะเป็นปีแรกที่บริษัทจดทะเบียนจะได้รับผลดีจากภาษีนิติบุคคลที่ลด ลงเหลือ 23% โดยการลดภาษีลง 7% จะทำให้บริษัทประหยัดภาษีไปได้ 30,000-60,000 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าจะเพียงพอในการชดเชยจาก 2 ปัจจัยลบดังกล่าว ในส่วนของบริษัท บ้านปู (BANPU) ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเพราะธุรกิจส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศเป็นหลัก มีเพียงคลังสินค้าในจ.ลพบุรี ที่ได้รับความเสียหายแต่ไม่มากนัก

“ปัญหาน้ำท่วมเป็นปัญหาระยะสั้น แต่ต้องมีการแก้ไขปัญหาทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว สำหรับภาพรวมกำไรบริษัทจดทะเบียนปีนี้อาจลดลงเล็กน้อย โดยรายได้ในไตรมาส 4 ปีนี้ไม่น่าเห็นผลกระทบชัด กว่าจะเห็นผลคงจะเป็นปีหน้าช่วงไตรมาส 1-2 แต่เห็นว่ามีปัญหาที่น่าห่วงมากกว่าคือ ภาวะตลาดในเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐฯและยุโรป”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 20 ตุลาคม 2554, 19:18 น.

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

  • ไม่มีข่าวที่เกี่ยวข้อง
  • ไม่มีรูปภาพที่เกี่ยวข้อง
  • ไม่มีข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้อง
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: