ความล้มเหลวกู้วิกฤติน้ำท่วม บทเรียนมหาวิปโยคต้องแก้อย่างยั่งยืน

Published ตุลาคม 17, 2011 by SoClaimon

17 ตุลาคม 2554, 05:00 น.
http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/209728

njpus24ncqkx5e1a6ziudpjr2vb5q1nq3bj7lo3x5ld

หลังจากที่อภิมหาภัยพิบัติ “น้ำท่วมใหญ่” ครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศได้สร้างความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ประชาชนกว่า 2.2 ล้านครัวเรือนต่างกำลังลอยคออย่างไร้จุดหมาย และไร้อนาคต มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่จมไปกับสายน้ำเบื้องต้นทะลักไปกว่า 2 แสนล้านบาท

ทุกฝ่ายต่างโทษกันไปมาว่าเป็นความผิดของใคร!!!

ขณะเดียวกัน ทุกฝ่ายเริ่มตระหนักถึงการรับมือภัยพิบัติในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐบาลชุดใดให้ความสนใจอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการบริหาร จัดการน้ำ ความแม่นยำของการพยากรณ์อากาศ และการเตือนภัยทันท่วงที

ทำให้ประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ในเขตมรสุม แต่กลับไม่เคยมีแผนระดับชาติที่จะรับมือกับวิกฤติน้ำท่วม ไม่มีแม้กระทั่งแผนฉุกเฉินที่จะรับมือกับความโกลาหลของผู้ประสบความเดือดร้อน!!!

njpus24ncqkx5e1a6ziudpjr2vb5q1nq3bj7lo3x5ld

และจนถึงวันนี้ เวลานี้ รัฐบาลยังคงไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการรับมือน้ำเหนือ หรือการระบายน้ำ ไม่มีใครรู้ได้ว่าน้ำที่ทะลักท่วมอยู่ในพื้นที่ต่างๆ จะลดลงได้เมื่อไหร่ รัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือให้น้ำลดลงเร็วกว่านี้ได้อย่างไร

ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินทร ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญภัยพิบัติอันดับต้นๆ ของประเทศไทยให้ความเห็น หากประเทศไทยยังขาดความพร้อมทุกด้านเช่นนี้ และยังไม่มีมาตรการแก้ไขทั้งระยะสั้น และระยะยาวอย่างชัดเจน มหาอุทกภัยครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2563

“ทีมเศรษฐกิจ” ห่วงใยในความเดือดร้อนที่ทุกคนประสบอยู่ และไม่อยากเห็นมหาวิปโยคเช่นนี้ต้องเกิดขึ้นซ้ำซาก จึงขอเป็น 1 ในแนวร่วมแสวงหาแนวทางป้องกันภัยพิบัติอุทกภัยจากนักวิชาการสิ่งแวดล้อม และกรมชลประทาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการน้ำ…ดังนี้

njpus24ncqkx5e1a6ziudpjr2vb5q1nq3bj7lo3x5ldรศ.ดร.อดิศร์

รศ.ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา

คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

“น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ ผมไม่อยากให้เริ่มต้นที่ว่าปีนี้ฝนมากกว่าปีที่ผ่านมา โทษฟ้าโทษฝน ว่าน้ำท่วมทำอะไรไม่ได้ จริงอยู่ที่ว่าปริมาณน้ำฝนในปีนี้อาจจะมาก แต่ถ้าจำกันได้ปีที่น้ำฝนน้อยกว่านี้น้ำก็ยังท่วม”

ดร.อดิศร์ ออกตัวว่าไม่ใช่นักอุทกศาสตร์ แต่เป็นการรวบรวมสถิติ ซึ่งในด้านปริมาณน้ำฝนนั้น หากดูข้อมูลตัดขวางเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีปริมาณน้ำฝนใกล้เคียงหรือมากกว่าเรา แต่เขากลับไม่มีปัญหาน้ำท่วม นอกจากนั้น หากเป็นเพราะน้ำฝนเพิ่มขึ้น 30% คงต้องหาคำตอบว่าทำไมน้ำที่ไหลผ่านแม่น้ำปิงถึงมีปริมาณเพิ่มขึ้น 4 เท่า

สาเหตุน้ำท่วมที่เพิ่มขึ้นทุกปีมองว่ามาจาก 4 เรื่อง ซึ่งล้วนเป็นความล้มเหลวในการบริหารจัดการ!!!

เรื่องแรก คือ การดูแลป่าต้นน้ำซึ่งเป็นพื้นที่ซับน้ำฝนของประเทศ เราปล่อยให้พื้นที่ต้นน้ำกลายเป็นแหล่งทำกินของนายทุนผ่านเกษตรกรที่บุกรุกทำเกษตรในเขตต้นน้ำ เขตป่าสงวน ซึ่งผิดกฎหมาย วันนี้ป่าต้นน้ำ 30 ล้านไร่ เป็นเขาหัวโล้น เป็นไร่ข้าวโพด ปลูกยางพารา ฯลฯ โดยมีพ่อค้าไปรับซื้อของโจรเหล่านี้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน

njpus24ncqkx5e1a6ziudpjr2vb5q1nq3bj7lo3x5ld

“เมื่อไม่มีพื้นที่ซับน้ำผืนแรก สัญญาณคือ น้ำท่วมสลับกับแห้งแล้ง และเมื่อฝนตกหนักจะตามมาด้วยดินถล่ม แต่ทุกครั้งที่น้ำท่วม ทางภาครัฐจะตัดตอนปัญหาโทษที่ฝนที่มากกว่าปกติ โดยไม่กล่าวถึงที่มาที่ไปของน้ำ”

เรื่องที่ 2 คือ ไม่มีการบริหารจัดการทางไหลของน้ำ ปัญหาของบ้านเราคือ ไม่มีทางให้น้ำไหล หรือระบบระบายน้ำที่ชัดเจน เมืองไหนไม่อยากน้ำท่วมก็ทำคันกั้นน้ำสูงๆ และผลักน้ำท่วมไปจังหวัดอื่น ผู้ว่าฯคนไหนเอาน้ำอยู่ก็เป็นฮีโร่ ทำไม่ได้ก็โดนด่า ซึ่งไม่ถูกต้อง ควรขยายพื้นที่พักน้ำ ระบายน้ำ และมีการประสานจากส่วนกลางเพื่อบริหารจัดการน้ำต่อเนื่องในทุกจังหวัด กรมทรัพยากรน้ำและกรมชลประทานไม่ควรจะมองภาพเล็ก หรือหน้าที่ของตัวเองเท่านั้น แต่ควรประสานงานกันมองภาพใหญ่ของน้ำที่เกิดขึ้นทั้งประเทศ วางแนวทางน้ำตั้งแต่ต้นน้ำจนน้ำออกสู่ทะเล

“ในบางประเทศมีเขื่อนไม่มาก แม่น้ำเทมส์ก็ไม่มีเขื่อนมีคันกั้นนำ แต่มีการดูแลระบบระบายน้ำที่ดี มีทางให้น้ำไป ไม่ปล่อยให้คลองตื้นเขิน เครื่องสูบน้ำพร้อมน้ำก็ไม่ท่วม ไม่ใช่มีเครื่องสูบน้ำ 9 เครื่อง ปล่อยให้เสีย 3 เครื่อง การสร้างเขื่อนขุดคลองเชื่อมลุ่มน้ำจะช่วยได้บ้าง เพราะสาเหตุน้ำท่วมมาจากธรรมชาติ 30% แต่อีก 70% คือการจัดการ”

njpus24ncqkx5e1a6ziudpjr2vb5q1nq3bj7lo3x5ld

เรื่องที่ 3 คือ การวางผังเมือง ซึ่งในอดีตเรามองผังเมืองแค่ตัวถนน ตัวหมู่บ้าน โรงงาน ไม่เคยมองทางน้ำไหล ไม่เคยมีเรื่องน้ำอยู่ในหัวใจเลยว่า เมื่อมี ถนนกั้นตรงนี้แล้วจะให้น้ำไหลไปทางไหน พื้นที่อุตสาหกรรมควรอยู่ในที่ลุ่มหรือที่สูง การสร้างหมู่บ้าน หรือโรงงานไปขวางทางน้ำหรือไม่ เมื่อน้ำไม่มีที่ไปก็ต้องท่วมซ้ำซาก

เรื่องสุดท้าย คือ การใช้หลักรัฐศาสตร์ในการบริหาร ซึ่งตอนนี้กลายเป็นทฤษฎีเขื่อนกั้นน้ำ จังหวัดไหนมีพลังทางการเมืองมาก มีอำนาจเงินทุนที่แข็งแกร่ง ก็สามารถสร้างเขื่อนสูงๆ และมีกำลัง ภายในที่จะผลักทิศทางน้ำไม่ให้ไหลเข้าจังหวัดตัวเองได้ ทำให้น้ำท่วมครั้งนี้บางจังหวัดท่วม 4-5 เมตร แต่จังหวัดใกล้เคียงยังทำนากันตามปกติ

การใช้อำนาจเข้ามาแทรกแซงการบริหาร จัดการน้ำไม่ถูกต้อง แต่ควรจะใช้ทฤษฎีเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข น้ำอาจท่วมในทุกพื้นที่ แต่ในปริมาณที่ไม่มาก และระบายน้ำไปได้เร็ว!!!

“ผมเสนอให้แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ฉบับที่ 11 มีการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างแผนรับมือน้ำท่วม ตั้งแต่กรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ ซึ่งต้องเร่งป้องกันและปลูกป่าต้นน้ำ กระทรวงเกษตรและพาณิชย์ดูแลการปลูกพืช หรือการขายพืชผลที่มาจากการรุกที่ป่าไม่ให้เกิดขึ้น ขณะที่กรมทรัพยากรน้ำ กรมชลประทาน ทำหน้าที่พระเอกดูแลการไหลและระบายน้ำ กรมโยธาธิการและผังเมืองจะต้องให้ความสำคัญกับพื้นที่การระบายน้ำ กระทรวงมหาดไทยต้องดูแลการให้อนุญาตการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง และต้องมีแผนระดับจังหวัดรับมือน้ำท่วม กระทรวงคมนาคมจะต้องให้ความสำคัญในการดูแลลำน้ำ และควรจะมีอุโมงค์ ระบายน้ำให้ไหลผ่านถนนไปได้อย่างเพียงพอ โดยทั้งหมดนี้ต้องทำภายใต้แผนการบริหารจัดการน้ำที่ชัดเจนจากส่วนกลางที่สอดคล้องต่อเนื่องกัน”

“คนไทยลืมง่าย แต่น้ำท่วมครั้งนี้ผมไม่อยากให้ลืม แต่อยากเห็นว่าจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงทำงานต่อเนื่อง แก้ปัญหาตั้งแต่ต้นตอ เพื่อให้น้ำท่วมเมืองไทยค่อยๆดีขึ้น ไม่ใช่มีแต่แย่ลง”

njpus24ncqkx5e1a6ziudpjr2vb5q1nq3bj7lo3x5ldนายชูสิทธ์

นายชูสิทธิ์ อภิรัมณีกุล

ผู้เชี่ยวชาญศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งเอเชีย หรือเอดีพีซี

“จากความผิดพลาดในการประเมินน้ำ ทำให้เกิดน้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งต่อจากนี้ กรมชลประทานและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องจะใช้แบบจำลองเก่าๆ ที่ใช้รับมือปัญหาน้ำท่วมแต่ละปีไม่ได้แล้ว ต้องมีการเปลี่ยนแบบจำลองใหม่ โดยคำนึงถึงกรณีที่เหตุการณ์เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้น (Worst Case Scenario)”

หากเกิดน้ำท่วมจะต้องคำนวณได้ว่า น้ำจะไหลเข้าท่วมพื้นที่ ตรอก ซอยไหน และมีระดับน้ำจะสูงมากน้อยเพียงใด โดยแจ้งสถานการณ์ให้ประชาชนทราบผ่านทางเว็บไซต์ที่มีการปรับปรุงข้อมูลแบบทุกนาที (เรียลไทม์) ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีการที่ทำสำเร็จมาแล้ว และยังใช้กันอยู่ในการบริหารจัดการแม่น้ำโขง และในประเทศเวียดนาม

“อย่างไรก็ตาม วิธีการข้างต้นจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อข้อมูลต่างๆของรัฐถูกต้องตรงตามความเป็นจริง จึงต้องมีการสำรวจสภาพลุ่มน้ำและแม่น้ำในประเทศแต่ละสายว่ามีความยาว ความลึก ความกว้าง แต่ละช่วงแต่ละปีเป็นอย่างไร รวมทั้งตัวเลขความจุของเขื่อนว่า ตรงกับสภาพความเป็นจริง ณ ปัจจุบันหรือไม่ เพราะเขื่อนก็มีอายุการใช้งาน ทุกปีที่กักเก็บน้ำ เขื่อนก็จะตื้นเขินขึ้นกว่าเดิม เพราะน้ำจะพัดพาตะกอนลงมาในเขื่อน ทำให้ความจุของเขื่อนลดลงได้”
สำหรับการรับมือของประเทศไทยในระยะสั้นภายใน 5 ปีนี้ จะต้องมุ่งเน้นในสิ่งที่ทำได้ก่อน คือ ศักยภาพในการระบายน้ำด้านปลายแม่น้ำเจ้าพระยาให้สามารถระบายน้ำเหนือได้มากขึ้น โดยการเสริมคันกั้นน้ำของเมืองหลักๆ ทั้งที่ จ.ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพฯ จะช่วยให้แม่น้ำเจ้าพระยารับน้ำได้มากขึ้น รวมทั้งจะต้องเพิ่มช่องทางการระบายน้ำเหนือให้มากขึ้น โดยการผันน้ำออกทางฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา
ยกตัวอย่างวิธีเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของแม่น้ำท่าจีน จะต้องสร้างคันกั้นน้ำอาจจะต้องเว้นระยะห่างจากริมตลิ่งมาอย่างน้อย 1 กม. เพื่อเว้นพื้นที่ไว้เป็นที่รับน้ำ เพิ่มความจุของลำน้ำเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก

ขณะที่การสร้างคันกั้นน้ำของตัวเมือง ไม่ควรปล่อยให้หน่วยงานหรือองค์กรรัฐต่างคนต่างสร้างในเขตรับผิดชอบของตัวเอง แต่จะต้องมีการร่วมมือระหว่างหน่วยงานและระหว่างประชาชน ตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ลงมาว่า หากด้านบนสร้างคันกั้นน้ำสูง 2.5 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ด้านปลายน้ำจะต้องรับน้ำสูงสุดในปริมาณเท่าใด ต้องยกระดับคันกั้นน้ำสูงเท่าใด จึงจะสอดคล้องกับปริมาณการไหลของน้ำตลอดสาย ป้องกันความเสียหายเขตเมืองได้ถาวร

“ต้องเข้าใจว่าน้ำต้องการที่อยู่ ที่พัก เพื่อลดความแรงของน้ำ เปรียบเทียบน้ำในแก้ว ถ้าเทลงพื้นโดยตรงจะไหลแรงมาก แต่ถ้ามีฟองน้ำมาซับไว้แล้วค่อยๆปล่อยเป็นน้ำหยด ความรุนแรงจะลดลง ดังนั้น ในระยะกลางหรือ 5–10 ปีจากนี้ ควรมีการพัฒนาแหล่งพักน้ำเพิ่มขึ้น ทั้งอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและแก้มลิง”

โดยการกันพื้นที่แก้มลิงนั้น อาจเป็นสถานที่ท่องเที่ยว หรือเป็นที่อยู่อาศัย หรือที่ประกอบอาชีพของชาวบ้านในเวลาปกติ แต่จะทำอย่างไรให้ชาวบ้านรับรู้และยอมรับว่า เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก หรือเวลาที่ต้องปล่อยน้ำเข้าไปพักในแก้มลิง จะต้องย้ายออกจากพื้นที่ หลีกทางให้น้ำชั่วคราว

ขณะที่ในระยะยาวต้องมีการสร้างแหล่งเก็บน้ำ เช่น เขื่อนขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น รวมทั้งเร่งสร้างแก้มลิงในลุ่มน้ำเพิ่มขึ้นตั้งแต่ จ.สุโขทัย พิจิตร และพิษณุโลก หมั่นสำรวจสภาพพื้นที่ของแม่น้ำทุกปีด้วย เพื่อให้ได้รับทราบข้อเท็จจริงว่าแม่น้ำแต่ละสายเปลี่ยนแปลงไป มีชาวบ้านรุกล้ำพื้นที่หรือไม่ เพื่อให้การวางแผนรับมือมีประสิทธิภาพ

njpus24ncqkx5e1a6ziudpjr2vb5q1nq3bj7lo3x5ldนายวีระ

วีระ วงศ์แสงนาค

ที่ปรึกษาอธิบดีกรมชลประทาน และอดีตรองอธิบดีฝ่ายบำรุง รักษา กรมชลประทาน

น้ำท่วมประเทศไทยปีนี้คงต้องเรียกว่าเป็นมหันตภัย เพราะปริมาณน้ำมากมายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของชาติที่ต้องจารึกไว้ เกินความคาดหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และยอมรับว่า ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากตัวเลขปริมาณความจุน้ำของเขื่อนที่ใช้งานอยู่ ณ วันนี้ อาจไม่ถูกต้องตามสภาพความเป็นจริง เพราะทุกปีน้ำเหนือเขื่อนที่ไหลลงในอ่างจะพัดพาตะกอนดินต่างๆลงไป ซึ่งเป็นเรื่องที่วิศวกรกรมชลประทานทุกคนทราบดี

แต่โครงการทบทวนศักยภาพประเมินความลึก ความจุของเขื่อน อ่างเก็บน้ำในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้รับความสำคัญไม่ว่าจากรัฐบาลชุดใด ไม่มีการจัดสรรงบประมาณให้ แม้ว่าจะรายงานความจำเป็นให้ทราบ

“การรับมือกับภัยน้ำท่วมของเมืองไทย คงต้องมาทบทวนใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้นเหมือนในต่างประเทศ โดยมีการสรุปเป็นบทเรียน เอาข้อบกพร่องของมาตรการรับมือครั้งที่ผ่านมาปรับปรุงแก้ไขเสียใหม่ มิฉะนั้นการเตรียมตัวรับมือมหันตภัยน้ำท่วมของไทยต่อไปจะไม่มีระบบระเบียบ ขาดแผนรับมือ ขาดมาตรการรับมือที่พร้อมเพรียง”

njpus24ncqkx5e1a6ziudpjr2vb5q1nq3bj7lo3x5ld

ปีนี้เห็นภาพชัดว่า เมื่อน้ำเหนือหลากลงมาถึงภาคกลาง เกิดความตื่นตระหนกไปทั่ว ต่างหาทางเอาตัวรอดป้องกันตัวเอง แห่กันไปซื้อทราย กระสอบทราย ปูน และอิฐบล็อก เมื่อพนังกั้นน้ำและคันกั้นน้ำในพื้นที่ริมแม่น้ำทยอยแตกไปทีละจุด จึงเข้าท่วมเขตชุมชนและเขตเมืองทันที และนี่คือผลพวงของการขาดกระบวนการเตรียมตัว

“แต่การจัดการน้ำไม่ได้ขึ้นอยู่กับกรมชลประทานหน่วยงานเดียว เช่น กรณีที่เกิดขึ้นล่าสุด เขื่อนภูมิพล จ.ตาก ระบายน้ำในอัตราวันละ 40 ล้าน ลบ.ม. ทั้งที่ผมเห็นว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นการปล่อยน้ำที่มากไป แต่ก็ทำอะไรไม่ได้”

นอกจากนั้น ในช่วงที่นโยบายเรื่องน้ำขาดความชัดเจน นโยบายใหม่ของรัฐบาลที่ออกมายังซ้ำเติมปัญหา เช่น การรับจำนำข้าวในราคาสูงที่มาดำเนินการในปีที่น้ำมาก หากจำกันได้ช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา กรมชลฯออกประกาศให้ชาวนาภาคกลางเร่งเกี่ยวข้าว เพราะน้ำเหนือบ่าลงมาภาคกลางแล้ว ในขณะที่น้ำทะเลหนุนต่ำเป็นจังหวะดีที่สุด ที่จะเร่งระบายน้ำลงทะเล แต่ชาวนาไม่ยอมเก็บเกี่ยวข้าว เพราะรอนโยบายรับจำนำข้าวที่ให้ราคาสูง

“ขณะที่นักการเมืองเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้การบริหารจัดการน้ำทำได้ยาก ขณะที่เกือบทุกรัฐบาลขาดความตระหนัก (Awareness) ในเรื่องภัยธรรมชาติ ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นมาแล้วก็แล้วกันไป ไม่มีมาตรการรับมือ ไม่มีใครพูดถึงอีก การแก้ไขปัญหาน้ำเมืองไทยจึงเหมือนไฟไหม้ฟาง”

ส่วนแนวทางแก้ไขจุดบกพร่องของมาตรการรับมือวิกฤติน้ำท่วมรอบนี้ นายวีระกล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ทำงานเรื่องน้ำมาตลอดทั้งชีวิต เห็นว่าเรื่องเร่งด่วน คือจะต้องปรับปรุงคันกั้นน้ำ ซึ่งเปรียบเหมือนป้อมค่ายด่านหน้าในการต่อสู้น้ำ ปกป้องชุมชนเขตเมืองให้รอดพ้นจากภัยน้ำท่วม และยังช่วยเพิ่มความจุลำน้ำ และการระบายน้ำให้ดีขึ้น

njpus24ncqkx5e1a6ziudpjr2vb5q1nq3bj7lo3x5ld

“แนวคันกั้นน้ำในลุ่มแม่น้ำต่างๆของประเทศไทยวันนี้ ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ความสูงคันกั้นน้ำแต่ละตำบลสูงต่ำไม่เท่ากัน เพราะปล่อยให้ท้องถิ่นเป็นคนดูแล สร้างคันกั้นน้ำกันเองตามแต่งบประมาณที่ได้รับจัดสรร ท้องถิ่นใดมีงบประมาณมากก็สร้างคันกั้นน้ำได้ดีหน่อย แต่ถ้าที่ไหนมีงบน้อยก็ทำน้อย จึงมีจุดให้น้ำเล็ดลอดออกมา สร้างความเสียหายได้ตลอดเวลา ถ้าไม่ดำเนินการประวัติศาสตร์อาจจะซ้ำรอยปีนี้ได้”

ในระยะกลางจะต้องมีแผนการบริหารจัดการแม่น้ำแต่ละสายให้ชัดเจน ซึ่งสิ่งแรกที่ต้องทำ คือ การทบทวนศักยภาพในการรับน้ำของลำน้ำทุกสายใหม่ทั้งหมด เพื่อให้รู้สภาพความเป็นจริง จากนั้นจึงควรมาจัดทำปริมาณน้ำท่วมสูงสุดที่แม่น้ำรับได้ (Max Flood) โดยสร้างคันกั้นน้ำให้ห่างจากตลิ่ง เว้นพื้นที่ริมตลิ่งไว้เป็นที่สำหรับน้ำล้น พร้อมๆกับการให้ความรู้แนวทางการบริหารน้ำของรัฐแก่ประชาชน เพื่อการปรับตัวที่สอดคล้องกัน

ขณะที่แก้มลิงตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดพักน้ำที่สำคัญที่สุด จะช่วยชะลอน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่วันนี้ขาดการดูแล ไม่มีแผนการบริหารที่ชัดเจน จนทำให้บึงบอระเพ็ดที่เคยมีพื้นที่กว้างใหญ่ถึงประมาณ 160,000 ไร่ ถูกรุกพื้นที่จนหดหายไปเหลือประมาณ 80,000 ไร่เท่านั้น

และเมื่อแก้มลิงหมดความสามารถช่วยชะลอน้ำ…การหลีกเลี่ยงภาวะน้ำท่วมใหญ่ก็ทำได้ยากขึ้น.
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 17 ตุลาคม 2554, 05:00 น.
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: