จบตำนาน “สตีฟ จ็อบส์” ด้วยโรคมะเร็งตับอ่อน

Published ตุลาคม 12, 2011 by SoClaimon

7 ตุลาคม 2554, 23:35 น.
http://www.thairath.co.th/content/life/207578

njpus24ncqkx5e1a6ziudpjr2vb5q1nq3bj7lo3x5ld

ข่าวการเสียชีวิตของ สตีฟ  จ็อบส์  เจ้าพ่อ แอ้ปเปิ้ล จากโรคมะเร็งตับอ่อน  กลายเป็นข่าวที่สร้างความเศร้าสะเทือนใจให้กับเหล่าสาวกเทคโนโลยี ไม่เว้นแม้แต่ บารัค โอบามา ประธานาธิบดี สหรัฐฯ ที่ยังออกแถลงการณ์ไว้อาลัยบุรุษผู้ทรงอิทธิพลด้านเทคโนโลยีของโลกผู้นี้

หลายคนคุ้นหูกับโรคมะเร็งตับ  แต่สำหรับโรคมะเร็งตับอ่อนนั้น ก็ถือได้ว่าเป็นมะเร็งที่มีความรุนแรงมากชนิดหนึ่ง แต่เป็นมะเร็งที่ไม่ค่อยพบบ่อยนักเป็นมะเร็งของผู้ใหญ่เกิดในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง  สำหรับสาเหตุของการเกิดมะเร็งตับอ่อน  ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของมะเร็งตับอ่อนแต่พบว่าอาจมีปัจจัยเสี่ยงได้ดังนี้
1. ในคนที่สูบบุหรี่จัด มีปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งตับอ่อนมากกว่า
2. ในคนที่มีครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งตับอ่อน มีโอกาสเป็นมะเร็งตับอ่อนได้สูงกว่า
3. ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน มีปัจจัยเสี่ยงสูงกว่า

njpus24ncqkx5e1a6ziudpjr2vb5q1nq3bj7lo3x5ld

อาการและอาการแสดง

อาการของมะเร็งตับอ่อนเมื่อเริ่มเป็นมักไม่มีอาการต่อเมื่อก้อนมะเร็งโตมากขึ้นจะไปกดทับทางเดินน้ำดี ทำให้มีตัวเหลือง ตาเหลือง หรือ ปวดหลังได้ ซึ่งมักเป็นอาการที่พบได้ในโรคทั่วๆไป ไม่ใช่อาการเฉพาะของมะเร็งตับอ่อน  ถ้าโรครุนแรงมากขึ้น อาจมีอาการแน่นท้องจากมีน้ำในท้อง เบื่ออาหาร ผอมลง หรือมีอาการจากการที่โรคแพร่ไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น อาการปวดกระดูกจากการมีโรคแพร่ไปกระดูก เป็นต้น

การตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคและหาระยะของโรค

มะเร็งตับอ่อนเป็นมะเร็งที่วินิจฉัยโรคได้ยากแต่อย่างไรก็ตามจากการ ซักประวัติ อาการ อาการแสดง และการตรวจร่างกาย ถ้าแพทย์สงสัยว่าเป็นโรค ตับอ่อน มักจะทำการตรวจเพิ่มเติม โดยการทำอัลตราซาวด์ หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ดูพยาธิสภาพของตับอ่อน และตับเพราะมะเร็งตับอ่อนกระจายไปตับได้สูง และอาจมีการตรวจเลือดเพื่อตรวจสารที่เรียกว่า ซี อี เอ (CEA) หรือ ซี เอ 19-9 (CA 19-9) ถ้าภาพอัลตราซาวด์ หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ พบมีก้อนเนื้อของตับอ่อนแพทย์มักทำการผ่าตัดเพื่อเอาก้อนเนื้อออก เพื่อการรักษาและเพื่อนำก้อนเนื้อไปตรวจพิสูจน์ทางพยาธิวิทยา (การตัดชิ้นเนื้อจากตับอ่อนก่อนผ่าตัดเพื่อการพิสูจน์ทางการพยาธิวิทยาก่อนการผ่าตัด มักทำไม่ได้เพราะมีอันตรายค่อนข้างสูง) ว่าใช่มะเร็งตับอ่อนหรือไม่ก่อนผ่าตัดแพทย์จะมีการตรวจเลือดเพิ่มเติม ตรวจปัสสาวะ และภาพเอกซเรย์ปอด เพื่อดูสภาพร่างกายผู้ป่วยและดูว่ามีโรคแพร่กระจายไปปอดและตับหรือยังระยะของโรคมะเร็งตับอ่อน  แบ่งได้เป็น 4 ระยะ ดังนี้
ระยะที่ 1  ก้อนมะเร็งลุกลามอยู่ในตับอ่อนหรืออาจเริ่มลุกลามเข้าลำไส้เล็กส่วนที่อยู่ติดกัน
ระยะที่ 2 มะเร็งลุกลามออกนอกตับอ่อนเข้ากระเพาะอาหารและ / หรือม้ามและ / หรือลำไส้ใหญ่
ระยะที่ 3 มะเร็งลุกลามกระจายไปต่อมน้ำเหลืองแล้ว
ระยะที่ 4 มะเร็งลุกลามเข้ากระแสโลหิตแพร่ไปยังอวัยวะที่ไกลออกไปที่พบได้บ่อยคือ ตับ

njpus24ncqkx5e1a6ziudpjr2vb5q1nq3bj7lo3x5ld

การรักษามะเร็งตับอ่อน

วิธีการรักษาที่ใช้รักษามะเร็งตับอ่อนมี 3 วิธี ได้แก่ การผ่าตัด เคมีบำบัดและรังสีรักษา โดยทั่วๆ ไป เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับอ่อนแพทย์จะแบ่งผู้ป่วยเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ทำผ่าตัดได้และกลุ่มที่ทำผ่าตัดไม่ได้

กลุ่มที่ทำผ่าตัดได้ คือ ผู้ป่วยที่โรคยังลุกลามไม่มากและมีสภาพร่างกาย แข็งแรง เมื่อผ่าตัดแล้วแพทย์จะนำก้อนเนื้อไปตรวจพิสูจน์ทางพยาธิวิทยา และถ้ามีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ก็จะมีการรักษาเพิ่มเติมโดย เคมีบำบัด หรือรังสีรักษาร่วมด้วย

กลุ่มที่ทำผ่าตัดไม่ได้ คือ กลุ่มที่โรคลุกลามมากแล้วแต่ยังแข็งแรงมักให้การรักษา โดยเคมีบำบัด ร่วมกับรังสีรักษาแต่ถ้าเป็นผู้ป่วยที่ร่างกายไม่แข็งแรงการรักษาจะเป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการความรุนแรงของมะเร็งตับอ่อน ความรุนแรงของมะเร็งตับอ่อนขึ้นกับหลายปัจจัยที่สำคัญได้แก่
1. ระยะของโรคมะเร็ง  ระยะยิ่งสูงความรุนแรงก็มากขึ้น
2. สภาพร่างกายของผู้ป่วยถ้าร่างกายไม่แข็งแรงก็จะเป็นอุปสรรคต่อการรักษา
3. โรคร่วมอื่นๆ ที่มีผลต่อสุขภาพ เช่น โรคไต หรือโรคเบาหวาน เป็นต้น ……ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการรักษา
4. อายุ ผู้ป่วยสูงอายุมักทนการรักษาได้ไม่ดี

njpus24ncqkx5e1a6ziudpjr2vb5q1nq3bj7lo3x5ld

การติดตามผลการรักษา

เมื่อให้การรักษาครบแล้ว แพทย์จะนัดตรวจติดตามโรคและดูแลผู้ป่วยต่อสม่ำเสมอ โดยภายใน 1-2 ปี หลังครบการรักษามักนัดตรวจทุก 1-2 เดือน ในปีที่ 3-5 หลังการรักษามักนัดตรวจทุก 2-3 เดือน และในปีที่ 5ไปแล้วมักนัดตรวจทุก 6-12 เดือน  ในการมาตรวจทุกครั้ง ควรนำญาติสายตรงหรือผู้ดูแลมาด้วย เพื่อร่วมพูดคุยปรึกษากับแพทย์โดยตรง และถ้ารับประทานยาอะไรอยู่ หรือมีการตรวจเพิ่มเติมจากแพทย์ท่านอื่นๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วย เพื่อจะได้ให้การดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม

การป้องกัน 

เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมาพบแพทย์หรือได้รับการตรวจวินิจฉัยในระยะที่โรคลุกลามแล้ว ดังนั้นการป้องกันไม่ให้เกิดโรคจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด  ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็งต่างๆ เช่น การลดปริมาณ หรืองดเว้นอาหารที่มีส่วนประกอบของสารก่อมะเร็งอยู่  หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ จนทำให้เกิดโรคตับ  ป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซึ่งในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบชนิดบีที่ให้กับผู้ที่ยังไม่มีภูมิต้านทาน  หลีกเลี่ยงการสัก การเจาะหู รวมไปถึงอวัยวะส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ทั้งนี้เนื่องจากอุปกรณ์ที่ใช้อาจจะมีเชื้อไวรัสตับอักเสบที่ปนเปื้อนติดอยู่   หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบทั้งนี้ถ้าตรวจพบว่าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเป็นพาหะอยู่ ก็สามารถฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ให้กับอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งยังไม่มีเชื้อหรือภูมิต้านทานได้   หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น  รวมถึงปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในกรณีที่สงสัยว่าตนเองจะมีปัจจัยเสี่ยงหรือมีอาการที่สงสัยว่าจะเป็น เพื่อให้แพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยและให้การบำบัดรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกได้
โรงพยาบาลเวชธานี
www.vejthani.com

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย โรงพยาบาลเวชธานี
  • 7 ตุลาคม 2554, 23:35 น.
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: