ธปท.ตอบการบ้านรมว.คลังผ่านเว็บฯ แนวทางแก้หนี้กองทุนฟื้นฟู

Published ตุลาคม 7, 2011 by SoClaimon

6 ตุลาคม 2554, 21:36 น.
http://www.thairath.co.th/content/eco/207270

njpus24ncqkx5e1a6ziudpjr2vb5q1nq3bj7lo3x5ld

ธปท.ตีแผ่การตอบโจทย์ การบ้านรมว.คลังใน 3 ข้อ ผ่านเว็บไซต์ธปท.สู่สาธารณชน ทั้งแนวทางการแก้หนี้กองทุนฟื้นฟู และการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่ง พร้อมแจงเหตุผลการเปลี่ยนกรอบเงินเฟ้อเป็นเงินเฟ้อทั่วไปแทนเงินเฟ้อพื้นฐาน

เมื่อวันที่ 6 ต.ค. ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกบทความชี้แจงผ่านเว็บไซต์ธปท.ถึงการตอบโจทย์ การทำนโยบายการเงินของธปท.ที่ได้ตอบให้กับนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ใน 3 เรื่อง คือ 1.กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อในปี 2555 2.แนวทางการแก้ปัญหาภาระหนี้ที่เกี่ยวโยงกับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) และ 3.การจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่ง Sovereign Wealth Fund (SWF) ว่า สำหรับการปรับเป้าหมายเงินเฟ้อ ที่เปลี่ยนจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมาเป็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เฉลี่ยรายปีที่ 3% โดยสามารถเบี่ยงเบนไปจากค่ากลางนี้ได้ไม่เกินบวกลบ 1.5% จากเดิมเป็นรายไตรมาสในการใช้ทำนโยบายการเงินในปี 2555 นั้น มีเหตุผลดังนี้ เนื่องจากการที่ระยะหลังอัตราเงินเฟ้อขยายตัวของราคาในหมวดพลังงานและอาหารสดแตกต่างจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมาก ซึ่งการใช้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเป็นดัชนีเป้าหมายแทนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะช่วยสะท้อนค่าครองชีพของประชาชนได้ดีขึ้น และเนื่องจากเป็นดัชนีที่ครัวเรือนและธุรกิจใช้อ้างอิงในชีวิตประจำวัน จึงเอื้อต่อการสื่อสารง่ายต่อความเข้าใจ และสามารถยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อได้ดีกว่า นอกจากนี้การที่กำหนดระยะเวลาของเป้าหมายให้ยาวขึ้นจากรายไตรมาสเป็นรายปี นอกจากจะสื่อถึงการมองไปข้างหน้ามากขึ้น ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของนโยบายการเงินในการรองรับปัจจัยไม่คาดฝัน (Shock) ต่างๆ และง่ายต่อการสื่อสาร และสอดคล้องกับระยะเวลาที่ใช้ในการส่งผ่านนโยบายการเงินที่ 4-8 ไตรมาส รวมถึงการทบทวนเป้าหมายเงินเฟ้อที่ทำเป็นประจำทุกปีด้วย

ดังนั้นการกำหนดค่ากลางที่ชัดเจนขึ้นในปี 2555 นี้ คือ 3% จะเหมาะสมกว่าในการยึดเหนี่ยวการคาดการณ์เงินเฟ้อ เมื่อเทียบกับการกำหนดเป็นช่วงเป้าหมายที่มีเฉพาะขอบบนและล่าง และการอนุญาตให้อัตราเงินเฟ้อสามารถเบี่ยงเบนไปจากค่ากลางได้ ซึ่งเป็นการรักษาความยืดหยุ่นของการดำเนินนโยบายการเงิน โดยค่ากลางและค่าความเบี่ยงเบนนี้ได้พิจารณาให้มีความสอดคล้องกับประเทศคู่ค้าคู่แข่ง เพื่อป้องกันการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และมีความเหมาะสมกับพื้นฐานเศรษฐกิจไทยระยะปานกลางถึงระยะยาว

ส่วนเรื่องแนวทางการแก้ปัญหาหนี้กองทุนฟื้นฟูฯนั้น ธปท.ได้ชี้แจงว่า ภาระหนี้กองทุนดังกล่าวได้เกิดจากการประกันผู้ฝากเงินและการฟื้นฟูสถาบันการเงินตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในช่วงปี 2540-2541 ที่จำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพและความเชื่อมั่นของประชาชนในช่วงนั้น และมองว่า กองทุนฟื้นฟูฯถือเป็นกลไกของรัฐที่แยกออกต่างหากจากธปท. ดังนั้นคณะกรรมการจึงมีผู้ว่าธปท.เป็นประธาน และมีปลัดกระทรวงการคลัง เป็นคณะกรรมการจัดการกองทุนร่วมด้วย ซึ่งสะท้อนได้ว่าการตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นการตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาร่วมกันระหว่างธปท.กับรัฐบาล ดังนั้นหนี้กองทุนจึงเป็นภาระหนี้สาธารณะที่ภาครัฐต้องเข้ามาดูแล และไม่ใช่ภาระหน้าที่ของธปท. โดยธปท.ยืนยันว่า ความพยายามแก้ปัญหาที่ผ่านมาเป็นแนวทางที่ถูกต้องและสอดคล้องกับหลักสากล คือ ภาคการคลังรับภาระการแก้ไขปัญหา โดยในปี 2551 และ 2554 รัฐบาลได้ออกกม.2 ฉบับเพื่อออกพันธบัตรกู้เงินชดใช้ความเสียหาย ยอดหนี้คงค้าปัจจุบันมี 1.14 ล้านล้านบาท ซึ่งแม้จะเป็นเงินจำนวนมาก แต่ไปดูภาระสุทธิทางการคลังที่เกิดจากการแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงินในต่างประเทศก็อยู่ในระดับสูงเช่นกัน เช่น อินโดนีเชีย สูงเกินกว่า 50 ของจีดีพี ขณะที่ของไทยอยู่ที่ 35% โดยธปท.มองว่า ธนาคารกลางไม่สามารถรับภาระหนี้ดังกล่าวได้ เนื่องจากไม่มีอำนาจเก็บภาษี และที่สำคัญธนาคารกลางพิมพ์เงินออกมาใช้หนี้ไม่ได้ เพราะจะเป็นการผิดวินัยการเงิน กระทบต่อความเชื่อมั่นในการทำหน้าที่ของธนาคารกลาง และส่งผลเสียต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจการเงินของประเทศ

สำหรับการนำส่งกำไรให้กับรัฐของธปท.เพื่อชำระหนี้ดังกล่าว ถือเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่ระบุวัตถุประสงค์การใช้เงินนำส่งนั้นให้ชัดเจน และไม่ถือเป็นการพิมพ์เงินออกมาใช้หนี้ อย่างไรก็ตามธปท.ได้เสนอแนวทางการแก้ไขหนี้ที่เป็นไปได้ไว้ว่า การโอนสินทรัพย์คงเหลือภายหลังการปิดกองทุนฟื้นฟูให้คลังเพื่อชำระหนี้และปรับวิธีบันทึกบัญชีของทุนสำรองเงินตราในการรับรู้ผลกำไรหรือขาดทุนเพื่อลดข้อจำกัดทางบัญชี ซึ่งจะเอื้อต่อการมีเงินนำส่งกำไรเพื่อชำระหนี้ได้มากขึ้น แต่รัฐบาลควรทำความเข้าใจกับสาธารณชนและควรกำหนดระดับขั้นต่ำของบัญชีสำรองพิเศษของทุนสำรองเงินตราที่ต้องมีเหลือไว้ เพื่อให้ทุนสำรองเงินตราคงมีเสถียรภาพ

เรื่องสุดท้าย ธปท.ได้เสนอแนวคิดการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งต่อรมว.คลังว่า 1.รัฐบาลจะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน และต้องมีความพร้อมรองรับทุกด้าน เช่น มีรูปแบบโครงสร้างองค์รวมที่เหมาะสมวางกรอบธรรมาภิบาลที่รัดกุม กำหนดระบบการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนมีบุคลากรที่เชี่ยวชาญ เพื่อให้กองทุนดังกล่าวสามารถบรรลุเป้าหมาย 2.หากจำเป็นต้องจัดสรรเงินจากเงินสำรองระหว่างประเทศออกไปตั้ง รัฐบาลควรออกพันธบัตรขายในตลาด และนำเงินที่ได้มาแลกเงินตราต่างประเทศจากเงินสำรองฯ ซึ่งถือเป็นการรับผิดชอบที่ชัดเจนของรัฐบาล 3.สำหรับทางเลือกอื่น เช่น แก้กม.ธปท. ให้จัดแยกบัญชีย่อยเพื่อให้สามารถจัดสรรเงินจากเงินสำรองฯไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หรือร่วมลงทุนในต่างประเทศตามนโยบายตามรัฐบาลนั้น คณะกรรมการธปท.ไม่เห็นด้วย เนื่องจากมองว่า 1.เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยง ไม่สอดคล้องกับหลักการบริหารเงินสำรอง 2.ธปท.ต้องรับความเสี่ยง แต่ไม่มีอำนาจบริหารจัดการโดยตรง และ 3.มีความห่วงเรื่องการใช้หลักธรรมาภิบาล เพราะแนวทางการบริหารในรูปแบบคณะกรรมการร่วมอาจทำให้ถูกแทรกแซงได้ และการชดเชยความเสียหายของรัฐบาลอาจเป็นไปได้ยาก และ 4.เป็นการสร้างตัวอย่างที่นำไปสู่การแก้กม. เพื่อจุดประสงค์อื่นในอนาคตได้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 6 ตุลาคม 2554, 21:36 น.

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

  • 419 ข่าว
  • ไม่มีรูปภาพที่เกี่ยวข้อง
  • ไม่มีข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้อง
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: