“คมนาคม”ให้สนข.ศึกษาปรับรูปแบบรถไฟฟ้าสายสีชมพู-สีเหลืองใหม่

Published ตุลาคม 7, 2011 by SoClaimon

5 ตุลาคม 2554, 21:40 น.
http://www.thairath.co.th/content/eco/207014

njpus24ncqkx5e1gw7mctw31ickahjhiuia9p6p3dmx

“รมว.คมนาคม” สั่ง สนข.ศึกษาปรับรูปแบบรถไฟฟ้าสายสีชมพู-สีเหลืองใหม่ จากโมโนเรลป็นเฮฟวี่เรลให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน พร้อมยืนยันรถไฟฟ้า10 สายสามารถเซ็นสัญญาภายใน 4 ปี…

เมื่อวันที่ 5 ต.ค. พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมแผนแม่บทการขนส่งทางรถไฟทั่วประเทศว่า ตนได้ให้นโยบายกับสำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร(สนข.)ให้ไปศึกษาและปรับแผนในการดำเนินการโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู เส้นทางแคราย-มีนบุรี ระยะทางกว่า 36 กม. และโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง เส้นทางลาดพร้าว-สำโรง ระยะทาง 30.4 กม.ใหม่ จากเดิมที่มีรูปแบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยว หรือ รถไฟฟ้าขนาดเบา โมโนเรล มาเป็นรถไฟฟ้าขนาดหนัก หรือเฮฟวี่เรล (รถไฟฟ้าในปัจจุบัน) ว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ โดยให้ สนข.ไปศึกษาให้ได้ข้อสรุปภายใน 6 เดือน ทั้งเรื่องงบประมาณที่จะเพิ่มขึ้น ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

รมว.คมนาคม กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ต้องปรับรูปแบบการก่อสร้างจากโมโนเรลมาเป็นเฮฟวี่เรล เนื่องจากมองว่าในเส้นทางถนนแคราย-มีนบุรี และเส้นทางลาดพร้าว-สำโรงนั้น มีปริมาณประชาชนที่จะเดินทางสัญจรจำนวนมาก และเมื่อจะมีการก่อสร้างควรให้มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน นอกจากนั้นในการศึกษา โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีเหลือง เส้นทางลาดพร้าว-สำโรงนั้น หากมีการเปลี่ยนรูปแบบแล้วการก่อสร้างจะเป็นใต้ดินหรือยกระดับบนดิน รูปแบบไหนจะเหมาะมากกว่ากัน

พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า การดำเนินการก่อสร้างในโครงการรถไฟฟ้า จำนวน 10 สายทาง ระยะทางรวมกว่า 464 กม.นั้น จะต้องมีการดำเนินการและลงนามในสัญญาก่อสร้างภายในระยะเวลา 4 ปี หลังจากนี้แน่นอน ส่วนการดำเนินการหลังจากนี้เส้นทางรถไฟฟ้าที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะดำเนินการเป็นลำดับต้นๆ คือ รถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม เส้นทางแบริ่ง-สมุทรปราการ, รถไฟฟ้าสายสีเขียวอ่อน เส้นทางหมอชิต-สะพานใหม่ และหลังจากนั้นจะเป็นรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลืองเป็นลำดับต่อไป

รมว.คมนาคม กล่าวอีกว่า การดำเนินโครงการรถไฟทางคู่ระยะแรก ระหว่างปี 2553-2557 ระยะทางรวม 767 กม. ซึ่งเป็นการก่อสร้างรางรถไฟขนาด 1 เมตร โดยสร้างรางคู่กับรางเดิมที่มีอยู่ คงให้ดำเนินการก่อสร้างต่อไป โดยปัจจุบันความคืบหน้าโครงการแล้วประมาณ 10% ส่วนโครงการระยะที่ 2 และ 3 ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ปี 2558 นั้น จะให้ก่อสร้างเป็นรถไฟทางคู่ขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตรแทน เนื่องจากรางขนาดมาตรฐานจะสามารถรองรับได้ทั้งระบบรถไฟดีเซลสำหรับขนส่ง สินค้า และระบบรถไฟฟ้าความเร็วสูงสำหรับขนส่งผู้โดยสาร ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณ รวมทั้งยังช่วยรองรับการเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและการขนส่งและจราจร (สนข.) ไปศึกษาความเป็นไปได้และให้สรุปภายใน 1 เดือน

สำหรับโครงการรถไฟทางคู่ระยะแรก ประกอบด้วย 5 โครงการ ได้แก่ 1.เส้นทางลพบุรี-นครสวรรค์-ปากน้ำโพ ระยะทาง 118 กม. 2.เส้นทางมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กม. 3.เส้นทางชุมทางถนนจิริ-ขอนแก่น ระยะทาง 185 กม. 4.เส้นทางนครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 165 กม. และ 5.เส้นทางประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กม. ส่วนโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 และ 3 รวมระยะทาง 2,272 กม. เช่น เส้นทางแก่งคอย-บัวใหญ่ ระยะทาง 220 กม. เส้นทางชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 309 กม. เส้นทางปากน้ำโพ-ตะพานหิน ระยะทาง 69 กม. เส้นทางขอนแก่น-หนองคาย ระยะทาง 172 กม. เส้นทางหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 89 กม. เส้นทางชุมพร-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 166 กม. เส้นทางตะพานหิน-เชียงใหม่ ระยะทาง 427 กม. เส้นทางสุราษฎร์ธานี-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 339 กม. เส้นทางคลองสิบเก้า-กบินทร์บุรี ระยะทาง 76 กม.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 5 ตุลาคม 2554, 21:40 น.

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: