ถ่วงดุล เหลิงอำนาจ

Published ตุลาคม 3, 2011 by SoClaimon

2 ตุลาคม 2554, 05:01 น.
http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/205905

njpus24ncqkx5e1gw7ndlyswxvrncru94vdofs5fymh

จี้ฝ่ายตรวจสอบทำการบ้าน “เอกซเรย์” รัฐบาลแม่บุญทุ่ม

เป็นธรรมดาสากลของการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา

เมื่อมีการเลือกตั้งก็ต้องมีทั้งฝ่ายที่ชนะได้เป็นฝ่ายเสียงข้างมาก และฝ่ายที่แพ้ มีสถานะเป็นเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร

ภายใต้หลักการที่ฝ่ายเสียงข้างน้อยต้องเคารพมติเสียงข้างมาก แต่ฝ่ายเสียงข้างมากก็ต้องไม่ละเลยความเห็นของเสียงข้างน้อย

เมื่อตัวแทนเสียงข้างมากได้สิทธิเข้ามาจัดทั้งรัฐบาลบริหารประเทศ ตัวแทนเสียงข้างน้อยก็ต้องเป็นฝ่ายค้าน คอยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

เพื่อให้การทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนโดยส่วนรวม

เพราะในสภาพความเป็นจริงทางการเมืองไม่ใช่ว่า ความเป็นเสียงข้างมาก จะคิดจะตัดสินใจถูกต้องทุกเรื่องเสมอไป

ด้วยเหตุนี้ ฝ่ายเสียงข้างน้อย หรือฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่ใช่ว่าไม่มีความหมายอะไรเสียเลย

ตรงกันข้าม การทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน ถือเป็นหัวใจสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยด้วยซ้ำไป

โดยเฉพาะในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภาทั่วโลก จะต้องมีระบบตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารจากฝ่ายนิติบัญญัติ

ซึ่งก็หมายถึง ส.ส.ฝ่ายค้านในสภาฯเป็นหลัก เพราะ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลที่เป็นเสียงข้างมากนั้น โดยสถานะต้องเป็นฝ่ายที่ต้องสนับสนุนรัฐบาลอยู่แล้ว

ดังนั้น ภารกิจในการตรวจสอบ ถ่วงดุล จึงเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านเต็มๆ

ที่สำคัญ การทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เพื่อให้การดำเนินนโยบายด้านต่างๆและการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนโดยส่วนรวม

ไม่จำเป็นต้องรอเวลาหรือฤกษ์ผานาที

เพราะความเสียหาย ความไม่ถูกต้อง ความไม่เป็นธรรม มันไม่ได้รอเวลา

แต่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดตั้งแต่เริ่มต้นที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ใช้กลไกอำนาจรัฐ และงบประมาณแผ่นดิน

ยิ่งรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่เข้ามาทำงานบริหารประเทศได้เดือนกว่าๆ

พยายามเร่งสปีดสารพัดนโยบายประชานิยม โหมปั่นโครงการออกมาเลี้ยงกระแส โดยไม่ฟังเสียงทัดทานถึงผลกระทบและปัญหาข้างเคียงที่จะตามมา

ไม่ว่าจะเป็นการชะลอเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ทำให้น้ำมันเบนซินและดีเซลถูกลง ชาวบ้านชอบใจ

แต่ก็มีผลกระทบต่อเรื่องการประหยัด และการสนับสนุนพลังงานทดแทน จนต้องปรับราคากันใหม่ วุ่นวายไปหมด

ขณะเดียวกันก็มีข่าวลือหนาหูว่ามีไอ้โม่งบางรายได้ประโยชน์จากการช้อนซื้อหุ้นธุรกิจพลังงานทดแทน ที่ตกวูบลงในห้วงนั้น

เหนืออื่นใด นโยบายชะลอเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันของรัฐบาลจะทำได้ถึงแค่สิ้นปีนี้ พร้อมทั้งจะปล่อยลอยตัวราคาก๊าซเอ็นจีวี และแอลพีจี ในช่วงต้นปีหน้า

ในที่สุดภาระก็จะถูกผลักกลับมาสู่ประชาชน

ตามมาด้วยโครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรก ที่เริ่มเดินหน้าแล้ว โดยจะใช้งบประมาณ 30,000 ล้านบาท จ่ายคืนภาษี

แต่ก็ยังมีปัญหาในรายละเอียดกรณีคืนเงินภาษีไปแล้ว ผู้ซื้อไม่ได้ผ่อนต่อ ปล่อยให้รถถูกยึด ต้องมีการฟ้องร้องให้คืนภาษี ซึ่งจะทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายตามมาแน่นอน

สำหรับโครงการยกเว้นภาษีบ้านหลักแรก ที่กำหนดราคาบ้านจากเดิม 3 ล้านบาท เป็น 5 ล้านบาท ก็ถูกวิจารณ์ว่าไม่ได้มีเป้าหมายช่วยคนจน

ขณะเดียวกัน การดำเนินโครงการยกเว้นภาษี ก็มีผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีอากรเข้ารัฐประมาณ 1,700 ล้านบาท

แถมยังโดนครหาว่าเป็นการเอื้อต่อผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ และที่หนักเลยก็คือถูกโยงว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ทับซ้อนให้ธุรกิจในวงเครือญาติของนายกฯเอง

ถึงขั้นที่ฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบเอาผิดนายกฯยิ่งลักษณ์ เข้าข่ายมีผลประโยชน์ทับซ้อน

ทำให้บริษัทในวงเครือญาติ ได้ประโยชน์จากโครงการ ลดภาษีบ้านหลังแรก

กลายเป็นเรื่องแรกที่ทำให้นายกฯโดนยื่นเรื่อง ตรวจสอบ และอาจเป็นปมที่จะนำไปสู่การยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งต่อไป

ต่อเนื่องมาถึงโครงการรับจำนำข้าว ที่รัฐบาลประกาศเริ่มเดินหน้าตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคมนี้เป็น

ต้นไป โดยตั้งงบประมาณดำเนินการไว้สูงถึง 430,000 ล้านบาท

ท่ามกลางเสียงท้วงติงจากทั้งนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกร และผู้นำฝ่ายค้าน อย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ที่แสดงความเป็นห่วงว่า ช่วงนี้เกิดวิกฤติน้ำท่วม ชาวนาไม่มีข้าวอยู่ในมือ ข้าวเปลือกส่วนใหญ่ ไปอยู่กับโรงสีหมดแล้ว

เกรงว่าการเปิดรับจำนำข้าวในห้วงนี้จะเป็นช่องทางให้เกิดปัญหาการทุจริต

อาจเกิดปัญหาการนำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาเข้าโครงการรับจำนำ มีปัญหาในเรื่องการเก็บรักษาดูแลข้าวในโกดัง ตลอดจนการระบายข้าวที่สุดท้ายต้องขายขาดทุน

แม้มีเสียงทักท้วงทัดทาน แต่รัฐบาลก็ยังประกาศเดินหน้าจะเปิดโครงการรับจำนำตามแผน ไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง โดยอ้างว่ามีมาตรการในการควบคุมดูแลอยู่แล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

นอกจากนี้ ก็มีเรื่องของการกู้ภัยวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ทั่วประเทศ ที่กำลังเป็นปัญหาส่งผลกระทบ ต่อความเดือดร้อนของประชาชนนับแสนนับล้านครอบครัว

เรือกสวนไร่นาล่มจมน้ำหลายล้านไร่ ทรัพย์สิน บ้านเรือน โดนน้ำซัดพังเสียหาย ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นเกือบ 200 ราย

นับเป็นภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้งหนึ่งของประเทศไทย

แน่นอน ในสภาวการณ์เช่นนี้รัฐบาลจำเป็นต้องทุ่มงบประมาณเพื่อให้การช่วยเหลือเฉพาะหน้าในการจัดหาอาหาร น้ำดื่ม เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค

รวมทั้งวางมาตรการในการช่วยเหลือชดเชยความเสียหาย ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติออกมาแล้ว อาทิ

จ่ายเยียวยาให้บ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วม หลังละ 5,000 บาท ชดเชยพื้นที่การเกษตรที่ถูกน้ำท่วมเสียหาย ไร่ละ 2,222 บาท จ่ายชดเชยข้าวที่เก็บเกี่ยวหนีน้ำท่วม ตันละ 1,437 บาท

นอกจากนี้ยังต้องใช้งบประมาณในการฟื้นฟูหลังน้ำลด ทั้งการซ่อมแซมถนน สะพาน สถานที่ราชการ โบราณสถาน วัดวาอาราม ระบบสาธารณูปโภค ประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์

ประเมินแล้วคาดว่าต้องใช้เม็ดเงินงบประมาณหลายหมื่นล้านบาท

ยังไม่รวมไปถึงการวางแผนแก้ไขปัญหาอุทกภัยในระยะยาว ทั้งการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ เขื่อนกันตลิ่ง เพิ่มพื้นที่แก้มลิง ขุดแม่น้ำสายใหม่ ขุดลอกคลอง

ที่ต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการในอนาคตอีกนับแสนล้านบาท

ชัดเจนว่าการขับเคลื่อนโครงการประชานิยมของรัฐบาล รวมถึงการแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำท่วมต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล

ขณะเดียวกันก็มีภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พี่ชายของนายกฯยิ่งลักษณ์ ใช้อำนาจครอบงำการบริหารของรัฐบาล ปรากฏร่องรอยออกมาเป็นระลอก

มีพฤติกรรมทับซ้อนทางอำนาจให้เห็นอยู่ตลอดเวลา

จนกลายเป็นที่จับตาของสังคมเมืองไทยและนานาชาติ มีการตั้งข้อสังเกตจากนักวิเคราะห์ทั้งในและต่างประเทศ แสดงความห่วงใยว่า

สถานการณ์อาจกลับไปสู่พฤติกรรมเดิมๆ ทั้งเรื่องการเมือง และผลประโยชน์ในเชิงทับซ้อน

เพราะโดยธรรมชาติการเมืองเมื่อมีการใช้งบฯจัดซื้อจัดจ้าง ก็มักจะมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง

ยิ่งต้องมีการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมาก ก็ยิ่งมีความสุ่มเสี่ยงที่จะมีการทุจริตคอรัปชัน

พฤติกรรมเหล่านี้ เคยเกิดขึ้นให้เห็นมาแล้วทุกยุคทุกสมัย

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามามีอิทธิพลต่อการใช้อำนาจของรัฐบาลชุดนี้ ก็คงปฏิเสธได้ยากว่าจะไม่มีการผลักดันการใช้อำนาจรัฐเพื่อแก้ปัญหาให้แก่ตัวเอง

โดยเฉพาะการเดินไปสู่ยุทธศาสตร์หลักที่เขาต่อสู้มาโดยตลอด นั่นก็คือ

การได้กลับประเทศไทย โดยไม่ต้องรับโทษทางอาญา และปัดเป่าคดีค้างเก่าที่ยังคาอยู่ในศาล

ซึ่งก็เห็นกันชัดๆว่า มีความเคลื่อนไหวหลายอย่างของรัฐบาลที่สอดคล้องสอดรับกับการเดินไปสู่เป้าหมายยุทธศาสตร์ของ “ทักษิณ”

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขับเคลื่อนเพื่อโละรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยการที่จะตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ การตั้งคณะทำงานตรวจสอบเรื่องการยื่นถวายฎีกาขออภัยโทษให้แก่ “ทักษิณ” การตั้งคณะกรรมการอิสระว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติ

จนทำให้หลายฝ่ายหวั่นว่าจะเกิดพฤติกรรมคอรัปชันทางอำนาจ แทรกแซงหน่วยงานรัฐ และองค์กรอิสระต่างๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้

ท่ามกลางสภาพการณ์ที่รัฐบาล “แม่บุญทุ่ม” ลุยโหมโปรยหว่านโครงการประชานิยม และมีการขับเคลื่อนเชิงรุกเพื่อปลดล็อกโทษให้ “ทักษิณ”

ฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ ควรต้องทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้นในเรื่องการใช้งบประมาณแผ่นดิน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพราะงบประมาณมาจากภาษีประชาชน

รวมทั้งตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ให้เป็นไปตามทำนองคลองธรรม อย่าให้เกิดการเหลิงอำนาจ บีบบังคับหน่วยงานรัฐ แทรกแซงองค์กรอิสระ

ขณะเดียวกัน การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านก็ต้องทำอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่จ้องทำลายฝ่ายตรงข้าม เพื่อชิงอำนาจทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

เพราะต้องไม่ลืมว่า ผู้ตรวจสอบที่แท้จริง คือ ประชาชนเจ้าของประเทศ ที่เฝ้าจับตาติดตามพฤติกรรมนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

ไม่ว่าฝ่ายไหน ถ้าไม่ได้ทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ก็มีสิทธิพัง.

“ทีมการเมือง”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมการเมือง
  • 2 ตุลาคม 2554, 05:01 น.

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

  • 175 ข่าว
  • ไม่มีรูปภาพที่เกี่ยวข้อง
  • ไม่มีข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้อง
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: