‘กรณ์’หนุน3อุตสาหกรรมปักธงรบการค้าภูมิภาคอาเซียน

Published สิงหาคม 8, 2011 by SoClaimon

15 พฤศจิกายน 2553, 18:17 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127207.

Pic_127207

“รมว.คลัง” แนะเอกชนฉวยจังหวะบาทแข็งลงทุนนอก ขณะที่การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 จะเป็นโอกาสประวัติศาสตร์ทางธุรกิจ ชี้ 3 อุตสาหกรรมที่ยังเติบโตได้ดี คือ รถยนต์ สถาบันการเงิน และ การรักษาพยาบาล

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานวันนักการตลาดปี 2010 ซึ่งจัดโดยสมาคมนักการตลาดแห่งประ เทศไทยว่า สนับสนุนให้ผู้ประกอบการฉวยจังหวะที่เงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐปรับค่าแข็ง ขึ้นไปลงทุนต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างการผลิตหรือการขยายตลาดการค้า โดยเน้นขยายการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วย กัน เนื่องจากยังมีช่องทางทางการตลาดอยู่มาก โดยเฉพาะการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุน ทั้งด้านข้อมูลที่ว่า อุตสาหกรรมใดเหมาะสมสำหรับการลงทุนและการคิดยุทธศาสตร์การลงทุน

“การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 ปฏิเสธไม่ได้ที่เป็นโอกาสประวัติศาสตร์ของประเทศสมาชิก รวมถึงไทย ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีข้อจำกัดจากประชากรที่มีฐานเพียง 60 ล้านคน และ เริ่มที่จะเข้าสู่สังคมสูงอายุในอีก 20 ปีข้างหน้า ขณะที่ เงินบาทแข็งค่า การลงทุนในต่างประเทศก็เป็นโอกาสสำคัญ” รมว.คลัง กล่าว

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า มี 3 อุตสาหกรรมหลักที่ยังสามารถขยายตัวได้ดีในประเทศภูมิภาคเอเชียนี้ คือ 1.อุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วยังมีประชากรต่อจำนวนรถยนต์อยู่ในระดับต่ำ กล่าวคือ มีจำนวนรถยนต์ 49 คัน ต่อประชากรในกลุ่มอาเซียน 1,000 คน แต่ประเทศเวียดนามมีจำนวนรถยนต์ 5 คัน ต่อ 1,000 คน ส่วนพม่ามีเพียง 4 คัน ต่อ 1,000 คน ทั้งนี้ ในส่วนประเทศพม่านั้น เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่จะนำมาซึ่งโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่มีอัตราการเติบโตได้ถึง 10 เท่าจากปัจจุบัน

2.อุตสาหกรรมสถาบันการเงินพิจารณาได้จากระดับการกู้ เงิน โดยจำนวนเงินกู้จากสถาบันการเงินในกลุ่มประเทศอาเซียนมีจำนวนเฉลี่ย 1,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน สิงคโปร์ 5,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน ไทย 3,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน และ พม่ามีเพียง 7 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน สะท้อนว่า อุตสาหกรรมนี้ ยังมีการเติบโตได้อีกมาก และ3.อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ดูได้จากจำนวนประชากรต่อจำนวนแพทย์ โดยสิงคโปร์มีแพทย์ 170 คนต่อประชากร 100,000 คน ไทยมีเพียง 31 คนต่อประชากร 100,000 คน และยังมีอีกหลายประเทศที่ยังมีแพทย์ต่อประชากรในระดับต่ำ และ เป็นดัชนีเดียวที่ด้อยและสะท้อนให้เห็นการพัฒนาในแง่การแพทย์ที่สูงได้ อีก

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ความสำคัญต่อการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยระบุถึงมูลค่าการค้าระหว่างประ เทศในกลุ่มอาเซียนที่มีการเติบโตมากกว่า 100% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขณะที่ มีประชากรจำนวนมากถึง 600 ล้านคน ส่วนใหญ่หรือ 67% อยู่ในวัยทำงาน และมีประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปเพียง 5% เท่านั้น และมีเพียงไทยกับสิงคโปร์ที่มีประชากรวัยทำงานสูงสุดในระดับ 72% และ 74% ตามลำดับ ขณะที่ มีอัตราการเกิดใหม่ของประชากรน้อย หมายความว่า ในอีกไม่กี่ปีไทยกับสิงคโปร์จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น

“ที่ผ่านมา เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการค้าระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกันมากนัก ขณะที่ มูลค่าการค้าขายกับกลุ่มประเทศอาเซียนสูงกว่าประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะการค้ากับสหรัฐและอียูรวมกัน แม้แต่การลงทุนในไทยจากอาเซียนยังมีมูลค่ามากกว่าญี่ปุ่นที่เคยลงทุนในไทย สูงสุด” รมว.คลัง กล่าว

สำหรับการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในประเทศ นายกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลก็ยังคงให้การสนับสนุนจาก การพัฒนาลดขั้นตอนทางด้านศุลกากร ซึ่งมีการแก้ไขกฎหมายไปรอบหนึ่งแล้ว และ ต้นปีหน้าจะมีการแก้ไขเพื่อปลดล็อกการค้าขายระหว่างกัน ทั้งนี้ สำหรับตัวชี้วัดความสะดวกทางธุรกิจหนึ่ง คือ ระยะเวลาในการจัดตั้งบริษัท ซึ่งสิงคโปร์ใช้เวลาจัดตั้งเพียง 3 วัน มาเลเซีย 11 วัน ส่วนไทย 32 วัน แม้จะเป็นเวลาไม่นาน แต่ในเชิงธุรกิจถือว่า มีความได้เปรียบเสียเปรียบ ซึ่งจุดนี้ กระทรวงการคลังก็ต้องอำนวยความสะดวกให้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 พฤศจิกายน 2553, 18:17 น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: