กรุงไทยจับมือฮั่วเซ่งเฮงเปิดตัวอีทีเอฟทองคำกองแรกของไทย

Published กรกฎาคม 26, 2011 by SoClaimon

25 กรกฎาคม 2554, 23:40 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189033.

Pic_189033

บลจ.กรุงไทยออกกองทุนรวม ETF ที่อ้างอิงกับทองคำเป็น กองแรกของไทย มั่นใจได้รับความนิยมเพราะซื้อขายง่ายผ่านตลาดหุ้น รับรู้ราคาซื้อขายได้ทันที ขณะที่ผู้ลงทุนยังสามารถรับค่าขายเป็นทองคำแท่งจากห้างทองฮั่วเซ่งเฮงได้ ฟันธงราคาทองโลกยังเป็นขาขึ้น เชื่อราคาสูงสุดปีนี้ แตะ1,650 เหรียญได้ไม่ยาก …

วันที่ 25 ก.ค. นายสมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย เปิดเผยว่าได้เปิดตัวกองทุนเปิดเคแทม โกลด์ อีทีเอฟ แทร็กเกอร์ (KTAM GOLD ETF TRACKER) ซึ่งเป็นกองทุนรวม ETF ที่อ้างอิงผลตอบแทนจากราคาทองคำในตลาดโลก เป็นกองแรกของประเทศไทย เนื่องจากกองทุนนี้ มีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน SPDR Gold Trust ซึ่งเป็นกองทุนอีทีเอฟทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกโดยจะเปิดเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก(ไอพีโอ) ตั้งแต่วันที่ 25-29 ก.ค. มูลค่าโครงการ 3,000 ล้านบาท โดยลงทุนขั้นต่ำได้ตั้งแต่ 10,000บาท หลังจากนั้นจะนำกองทุนนี้เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ โดยจะเริ่มซื้อขายในตลาดได้ตั้งแต่วันที่ 8 ส.ค.เป็นต้นไป โดยใช้ชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์ว่า GLD

สำหรับจุดเด่นของ กองทุน GLD คือผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากราคาหน่วยลงทุน ETF ที่เคลื่อนไหวตามกองทุนรวมหลัก คือSPDR Gold Trust ที่สะท้อนราคาทองคำในตลาดโลก หลังหักค่าใช้จ่ายของกองทุน ขณะที่นักลงทุนจะมีความคล่องตัวในการซื้อขาย เพราะสามารถซื้อขายได้ทันทีตามราคาในกระดานของตลาดหุ้นทำให้สามารถทราบราคาซื้อขายได้ทันที โดยไม่ต้องรอราคาปิดสิ้นวันเหมือนกองทุนรวมทองคำอื่นๆ นอกจากนี้ กองทุนดังกล่าวยังมีบริษัทฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือห้างทองฮั่วเซ่งเฮง ซึ่งมีประสบการณ์และความน่าเชื่อถือในธุรกิจทองคำมากว่า 60ปี เป็นผู้ดูแลสภาพคล่องให้ด้วย

“มั่นใจว่า กองทุน GLD จะได้รับความนิยมและมีการซื้อขายอย่างสม่ำเสมอ เพราะซื้อขายได้เหมือนหุ้น ผ่านโบรกเกอร์ได้ทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายใหญ่หรือรายย่อยก็สามารถซื้อขาย GLD โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อยที่ต้องการหรือสนใจลงทุนในทองคำไม่ต้องรอสะสมเงินให้ครบเพื่อจะซื้อทองคำน้ำหนักเป็นบาท เพราะหลังหน่วยลงทุนเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นแล้ว สามารถซื้อขายขั้นต่ำเพียง 100หน่วย โดยราคาต่อหน่วยประมาณ2บาทกว่าๆ ขึ้นลงล้อตามราคาบาททองคำของไทยเพื่อให้เข้าใจง่าย ทำให้ผู้มีเงินน้อยก็สามารถลงทุนได้ ประกอบกับความต้องการลงทุนทองคำยังมีสูง เพราะมีโอกาสได้ผลตบแทนดี และยังเป็นสินทรัพย์ที่กระจายความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อได้ดี”

ด้านนายธนรัชต์ พสวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ฟิวเจอร์สกล่าวว่า กองทุนนี้ จะเป็นมิติใหม่ที่ช่วยให้ผู้ลงทุนในกองทุนทองคำมีความสะดวก และมีความคล่องตัวในการซื้อขายมากยิ่งขึ้น กว่ากองทุนรวมทองคำในรูปแบบเดิมๆ และที่พิเศษคือผู้ลงทุนที่ซื้อขายกองทุน GLD ผ่านบริษัทฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส ในตลาดหลักทรัพย์ สามารถแจ้งความจำนงกับบริษัท เพื่อรับค่าขายคืนเป็นทองคำแท่ง ความบริสุทธิ์ 96.50% น้ำหนักขั้นต่ำ 50 บาท จากห้างทองฮั่วเซ่งเฮงได้ ซึ่งถือเป็นการอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมจากการรับค่าขายคืนเป็นเงิน

นายธนรัชต์ยังกล่าวว่า คาดว่าการซื้อขายกองทุน GLD คงจะได้รับความนิยมเนื่องจากอ้างอิงกับกองทุนทองคำที่มีขนาดใหญ่ในโลกอย่างกองทุน SPDR ซึ่งเป็นกองทุนที่ให้อัตราผลตอบแทน เฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 19% นับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน SPDR มาในปี2546 ส่วนราคาทองคำในตลาดโลกตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันปรับตัวขึ้นหรือให้ผลตอบแทนแล้ว 12%ซึ่งกองทุนนี้นอกจากฮั่วเซ่งเฮงจะทำหน้าที่เป็นมาร์เก็ตเมกเกอร์หรือสร้างสภาพคล่องให้กับการซื้อขาย คือทำให้ผู้ต้องการซื้อสามารถซื้อหน่วยลงทุนได้และผู้ต้องการขายสามารถขายหน่วยลงทุนได้แล้ว ฮั่วเซ่งเฮงยังได้รับอนุญาติให้ทำหน้าที่เป็น สเปเชียล ซับโบรกเกอร์ คือชเป็นนายหน้าส่งคำสั่งซื้อขาย ETF ได้ เป็นรายแรกและรายเดียวของโบรกเกอร์ที่มาจากฝั่งธุรกิจค้าทองคำ

“ขณะนี้พบว่านักลงทุนยังคงไหลเข้ามาลงทุนในทองคำอย่างคึกคักต่อเนื่อง โดยมูลค่าการซื้อขายทองคำแท่งของนักลงทุนเพียงแค่ 4-5 เดือนแรกปีนี้ มีมูลค่าซื้อขายสูงกว่าทั้งปี53ถึงเท่าตัว โดยมีทั้งนักลงทุนที่เข้ามาซื้อทองคำแท่งเพื่อถือลงทุนระยะยาวและที่ซื้อขายเก็งกำไร หากช่วงไหนราคาทองลงก็จะเข้ามาซื้อและรอขายเมื่อราคาทองโลกปรับขึ้นแรง บางวันช่วงที่ราคาทองขึ้นแรงทำนิวไฮ มีนักลงทุนมาซื้อและขายทองคืนถึงวันละ7,500ล้านบาท ส่วนตลาดสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า(โกลด์ฟิวเจอร์ส) หลังเปิดให้ซื้อขายเพิ่มในช่วงภาคค่ำตั้งแต่วันที่ 20 มิ.ย. ทำให้มูลค่าการซื้อขายของบริษัทเติบโตกว่า 80% ส่วนกองทุน GLDนี้ถือเป็นการเปิดทางเลือกหนึ่งในการลงทุนให้นักลงทุนเพิ่มขึ้นซึ่งมั่นใจว่าน่าจะได้รับความสนใจ”

นายธนรัชต์ ยังให้ความเห็นถึงมุมมองทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกปีนี้ว่า ราคาทองคำยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ทำให้เป็นโอกาสในการลงทุน แต่จะมีแรงเหวี่ยงผันผวนขึ้นลงแรง โดยคาดว่ามีโอกาสได้เห็นราคาสูงสุดที่ 1,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ไม่ยากซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจโลกที่ยังน่ากังวล โดยเฉพาะการแก้ปัญหานี้ของสหรัฐฯ ที่สร้างความกังวลให้นักลงทุนในช่วงนี้ โดยนักลงทุนต้องติดตามการชำระหนี้ของสหรัฐฯ ในวันที่ 2 ส.ค.นี้ หากมีข้อสรุปออกมาไม่ดี รัฐสภาของสหรัฐฯไม่ยอมให้ขยายเพดานหนี้สาธารณะ จนทำให้สหรัฐฯไม่สามารถจ่ายหนี้ที่ครบกำหนดจ่ายในวันที่ 2 ส.ค.ได้ จนเกิดการ Default หรือผิดนัดชำระหนี้จะผลักดันราคาทองคำให้สูงกว่าระดับที่คาดการณ์เอาไว้ เพราะเงินทุนจะไหลเข้ามาถือทองคำมากขึ้นเพราะเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง และปลอดภัย แต่จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ตนยังคาดการณ์ว่าข้อสรุปการชำระหนี้ของสหรัฐฯน่าจะออกมาดี แต่ถึงอย่างไรราคาทองคำก็คงไม่ปรับตัวลงจากเหตุนี้ตราบใดที่ปัญหาวิกฤติหนี้สาธารณะในสหรัฐฯและยุโรปยังไม่คลี่คลาย

ทั้งนี้ราคาทองโลกในตลาดโลก ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ที่ 1,625 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะนักลงทุนยังกังวลเรื่องการชำระหนี้ของสหรัฐฯ ทำให้ราคาซื้อขายทองคำแท่งในประเทศวันที่ 25 ก.ค.ทำนิวไฮอีกครั้ง โดยขายออกที่บาทละ22,800บาท และรับซื้อที่ 22,700บาท ขณะที่มองทิศทางราคาทองคำแท่งในประเทศจะไปสูงสุดของปีนี้อยู่ที่ระดับ 23,300 บาท ภายใต้ค่าเงินบาทอยู่ที่ระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ยังคาดการณ์ ภาพรวมของการลงทุนในทองคำยังมีโอกาสเติบโต เพราะราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นทำนิวไฮมาอย่างต่อเนื่อง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 กรกฎาคม 2554, 23:40 น.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: