ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ภาคเหนือ-กลาง-ตะวันออก-ใต้ มีฝนหนาแน่น ส่วนคลื่นลมในทะเลอันดามัน และอ่าวไทย 2-3 เมตร

วันที่ 27/6/2011

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยวันนี้ (27 มิ.ย.54) เป็นดังนี้

ภาคเหนือ มีฝนทั่วไป ร้อยละ 90 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา น่าน ตาก กำแพงเพชร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศา อุณหภูมิสูงสุด 27-29 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดหนองคาย บึงกาฬ เลย นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ นครราชสีมา และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศา อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี กาญจนบุรี และราชบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศา อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

 ภาคใต้(ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศา อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้(ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนองกระจาย ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 25-28 องศา อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองเกือบทั่วไป ร้อยละ 70 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 27-28 องศา อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

มิถุนายน 27, 2011 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เกษตร, เกษตร-สิ่งแวดล้อม, แนวหน้า | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ตั้งระบบโทรมาตรลุ่มน้ำชี-มูล เตือนภัยน้ำท่วม”ภาคอีสาน” ลดสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน

วันที่ 27/6/2011

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายวีระ วงศ์แสงนาค รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานกำลังดำเนินการติดตั้งระบบโทรมาตรในลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำมูล เพื่อใช้เตือนภัยในภาวะน้ำท่วม เนื่องจากลุ่มน้ำทั้ง 2 แม้จะเป็นลุ่มน้ำขนาดใหญ่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ยังไม่มีระบบเตือนภัยใดๆ เลย เมื่อเกิดอุทกภัยจึงไม่สามารถเตือนภัยให้กับประชาชนรับสถานการณ์ได้ทัน สร้างความเสียหายค่อนข้างรุนแรงอย่างเช่นกรณีน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา

 ทั้งนี้การติดตั้งระบบโทรมาตรในลุ่มน้ำทั้ง 2 แห่งดังกล่าว จะทำให้สามารถติดตามสถานการณ์น้ำได้ตลอดเวลา รู้ทิศทางการไหลของน้ำ ทำให้การพยากรณ์สถานการณ์น้ำมีความแม่นยำสูง และช่วยให้การบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานง่ายขึ้น รวมทั้งยังช่วยให้การเตือนภัยจากสภาพน้ำหลากอย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ ช่วยลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยลุ่มน้ำชีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2555 และลุ่มน้ำมูลจะแล้วเสร็จในปี 2556

 สำหรับลุ่มน้ำชี้ มีพื้นที่ลุ่มน้ำรวมทั้งสิ้น 49,476 ตารางกิโลเมตร โดยมีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขต 12 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อุบลราชธานี นครราชสีมา เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี และศรีสะเกษ โดยมีลุ่มน้ำสาขาที่สำคัญๆ เช่น ลุ่มน้ำลำกระจวน ลำสะพุง ลำพันชาด ลำพะเนียง ลำคันฉู ลำปาวตอนล่าง ลำปาวตอนบน ลำน้ำยัง ลำน้ำชีส่วนที่ 2 ลำน้ำชีส่วนที่ 3 ลำน้ำชีส่วนที่ 4 ลำน้ำชีตอนล่าง ลำน้ำชีตอนบน ลำน้ำพองตอนล่าง ลำน้ำพองตอนบน ลำน้ำเชิญ ห้วยสามหมอ ห้วยสายบาตร น้ำพรม และลุ่มน้ำพวย เป็นต้น

 ส่วนลุ่มน้ำมูล มีพื้นที่ลุ่มน้ำรวมทั้งสิ้น 69,701 ตร.กม. ครอบคลุม 9 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี นครราชสีมา มหาสารคาม ยโสธร ขอนแก่น ร้อยเอ็ด และศรีสะเกษ โดยมีลุ่มน้ำสาขาที่สำคัญๆ จำนวนมาก เช่น ลุ่มน้ำลำสะแทด ลำสา ลำชี ลำพระเพลิง ลำพลับพลา ลำพังชู ลำจักราช ลำตะคอง ลำปลายมาศ ลำปะเทีย ลำนางรอง ลำน้ำมูลส่วนที่ 2 ลำน้ำมูลส่วนที่ 3 ลำน้ำมูลตอนล่าง ลำน้ำมูลตอนบน ลำแซะ ลำโดมน้อย ลำโดมใหญ่ ลำเสียวทับ ลำเสียวน้อย ลำเชิงไกร ลำเตา ลำเซบาย ห้วยสำราญ ห้วยทับทัน ห้วยทา ห้วยขะยุง ห้วยตาคง ห้วยตุงลุง ห้วยแอก และลุ่มน้ำห้วยโพยง เป็นต้น

มิถุนายน 27, 2011 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เกษตร, เกษตร-สิ่งแวดล้อม, แนวหน้า | , , , , , , | ใส่ความเห็น

เดินหน้าปลูกยาง3แสนไร่ สกย.ยกระดับรายได้เกษตรกร/ยันปีหน้าหมดปัญหาขาดแคลนกล้า

วันที่ 27/6/2011

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายวิทย์ ประทักษ์ใจ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) เผยว่า ในปี 2554 นี้ สกย.ได้ดำเนินการจัดหาปัจจัยการผลิตในส่วนต้นยางชำถุง โดยการประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 18 ล้านต้น ต้นละ 18 บาท งบประมาณทั้งสิ้น 324 ล้านบาท แต่ไม่มีผู้ใดเข้าร่วมประมูลตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ดังนั้น สกย.จึงได้ยกเลิกการประกวดราคา และเร่งแก้ปัญหาการจัดหาต้นยางชำถุงและปัจจัยการผลิตอื่นๆ ให้แก่เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อให้ทันในฤดูปลูกนี้ โดยการจัดหาต้นยางชำถุงและรับสมัครผู้ผลิตพันธุ์ยางเอกชนเข้าร่วม พร้อมทำข้อตกลงการจัดหาต้นยางชำถุงตามปริมาณชนิดพันธุ์ที่ระบุ พร้อมทั้งให้จัดประชุมเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อชี้แจงแนวทางการจัดหาต้นยางชำถุง สำหรับปีปลูก 2554 โดยให้เกษตรกร แจ้งความจำนงการจัดหา และรับรองการจัดหาต้นยางชำถุงด้วยความสมัครใจ วิธีใด วิธีหนึ่ง คือ

 แนวทางแรก กรณีที่เกษตรกรมีความประสงค์จะรับต้นยางชำถุงจากแปลงเพาะชำต้นยางชำถุงของเอกชนที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ให้สำนักงานฯออกใบสำคัญรับเงินค่าพันธุ์ยางตามจำนวนที่ได้รับอนุมัติตามโครงการฯ และให้เกษตรกรรับต้นยางชำถุงจากแปลงเพาะชำต้นยางชำถุงของเอกชน หากมีราคาต้นยางชำถุงสูงกว่าที่งบประมาณที่กำหนด ให้เกษตรกรจ่ายสมทบส่วนที่เกิน

 แนวทางที่สอง หากเกษตรกรสามารถจัดหาต้นยางชำถุงได้เอง สกย.จะมีเจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบต้นยางชำถุงให้เป็นไปตามที่กำหนดในประกาศของ สกย. หากถูกต้องตรงกับคุณสมบัติที่กำหนดไว้ จะดำเนินการจ่ายเงินค่าต้นยางชำถุงให้เกษตรกรตามโครงการต่อไป

 ทั้งนี้ สกย. จะแนะนำให้เกษตรกรปลูกยางให้แล้วเสร็จอย่างภายใน วันที่ 31 สิงหาคม 2554 หากเกษตรกรรายใดไม่พร้อมจะปลูกยางในปีนี้ได้ สามารถขอโอนสิทธิ์ไปปลูกในปี 2555 และจะไม่ตัดสิทธิ์เกษตรกรรายนั้นออกจากโครงการ พร้อมทั้งจะพิจารณาอนุมัติให้เกษตรกรรายถัดไปที่มีความประสงค์และพร้อมจะปลูกยางในปีนี้แทน

 “สำหรับในปี 2555 คาดว่า การผลิตยางชำถุงเพื่อรองรับผู้เข้าโครงการ 8 แสนไร่ อีก 27 ล้านต้น บนเนื้อที่ 300,000 ไร่นั้น จะบรรเทาปัญหาการขาดแคลานพันธุ์ยางได้ เนื่องจากแปลงผลิตพันธุ์ยางเอกชนจะมีเวลาเตรียมการในการผลิตกล้ายาง และเกษตรกรก็มีความรู้ ความเข้าใจ และมีความพร้อมมากยิ่งขึ้น” นายวิทย์กล่าว

มิถุนายน 27, 2011 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เกษตร, เกษตร-สิ่งแวดล้อม, แนวหน้า | , , , , , , | ใส่ความเห็น

จัดงาน”ปลูกข้าวปลูกใจเด็ก” อนุรักษ์วัฒนธรรมข้าวไทย

วันที่ 27/6/2011

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวได้จัดงานปลูกข้าวปลูกใจ เด็กไทยรักข้าว ต่อเนื่องมานับตั้งแต่ปี 2549 จนถึงปัจจุบัน เพื่อให้คนไทยโดยเฉพาะเยาวชนไทยในสังคมเมือง ซึ่งห่างไกลจากวิถีชีวิตและสังคมชาวนา ได้รับรู้ถึงความยากลำบากในการปลูกข้าว ทำให้เกิดความเข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าของชาวนาผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ

 นายชัยฤทธิ์กล่าวต่อว่า โดยปีนี้ได้จัดกิจกรรม “ร่วมแรงร่วมใจ เยาวชนรุ่นใหม่พร้อมใจดำนา” ซึ่งมีเด็กนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา จากโรงเรียนไผทอุดมศึกษา และโรงเรียนธัญญสิทธิ์ศิลป์ จำนวนรวม 110 คน ได้มาร่วมเก็บเกี่ยวข้าวจากแปลงที่ได้ปลูกไว้เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ผ่านมา โดยจะเน้นสร้างเสริมความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเก็บเกี่ยวข้าวด้วยเคียว การสีข้าวโดยใช้ครกสีข้าว ครกกระเดื่อง การฝัดข้าวแบบโบราณ การถ่ายทอดความรู้เรื่องวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น และภูมิปัญญาข้าวไทย ในรูปแบบของลานวัฒนธรรมข้าว และ เรียนรู้การแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์และอาหารชนิดต่าง ๆ เช่น มะกะโรนีจากแป้งข้าวเจ้า

 การจัดงานปลูกข้าวปลูกใจเด็กไทยรักข้าว เป็นกิจกรรมหนึ่งภายใต้โครงการส่งเสริมสืบสานอาชีพและวัฒนธรรมการทำนา ซึ่งนอกจากที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานีแล้ว ยังได้กระจายเป้าหมายการดำเนินงานไปในพื้นที่ต่างๆ คือ เขตนิคมการปลูกข้าว 8 แห่ง ได้แก่ อุตรดิตถ์ ยโสธร สุรินทร์ ร้อยเอ็ด นครปฐม สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา และนครศรีธรรมราช ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ อุดรธานี และปัตตานี

มิถุนายน 27, 2011 Posted by | สิ่งแวดล้อม, เกษตร, เกษตร-สิ่งแวดล้อม, แนวหน้า | , , , , , , | ใส่ความเห็น

“เหล่าเซียงเวิง” แฟรนไชส์มันเทศ ชื่อดังของจีน

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 501

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“เหล่าเซียงเวิง” แฟรนไชส์มันเทศ ชื่อดังของจีน

ปัจจุบัน สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประเทศที่ปลูกมันเทศและมีการส่งออกมากที่สุดในโลก จากตัวเลขผลผลิตมันเทศ ในปี พ.ศ. 2552 สาธารณรัฐประชาชนจีนสามารถผลิตมันเทศได้ปริมาณมากถึง 80 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 80 ของผลผลิตมันเทศทั่วโลก สาธารณรัฐประชาชนจีนมีความก้าวหน้าในการพัฒนาทั้งด้านสายพันธุ์ การพัฒนาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ นำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์ ฯลฯ เมื่อย้อนกลับไปสู่อดีตถึงประวัติความเป็นมาของการปลูกมันเทศในสาธารณรัฐประชาชนจีน เริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 16-17 โดยพ่อค้าฝรั่งนำมันเทศเข้ามาปลูกในสมัยราชวงศ์ชิง ในขณะนั้น มันเทศนับเป็นอาหารหลักของคนจีนที่ยากจนในสมัยนั้น และมีพื้นที่ปลูกมากทางตอนใต้ของประเทศจีน ด้วยความยากจนคนจีนเป็นจำนวนมากจะต้องกินมันเทศเป็นอาหารแทนข้าวทั้ง 3 มื้อ ก็มี มาถึงวันนี้มันเทศได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ไปมากและมีการขยายพื้นที่ปลูกในหลายประเทศทั่วโลก และมันเทศไม่ใช่พืชอาหารสำหรับคนยากจนอีกต่อไป

“เหล่าเซียงเหวิง” แฟรนไชส์มันเทศ

ชนะการประกวดเยาวชนสร้างสรรค์ 

คุณธิดารัตน์ วนพฤกษาศิลป์ ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในจีน ณ นครซีอาน ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการจัดงาน “เยาวชนสร้างสรรค์ธุรกิจแห่งนครซีอาน ครั้งที่ 1″ ซึ่งจัดขึ้น เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2552 ณ มหาวิทยาลัยนานาชาติซีอาน มณฑลส่านซี โดยมีสมาพันธ์ยุวชนนครซีอาน สำนักงานสร้างสรรค์ธุรกิจนครซีอานร่วมกันจัดงาน ในงานประกวดเยาวชนสร้างสรรค์ธุรกิจในครั้งนั้นได้มีผู้สมัครลงแข่งขันมากกว่า 6,000 คน และคัดเหลือเพียง 12 คน เพื่อเข้ารอบชิงชนะเลิศ ในการตัดสินรอบชิงชนะเลิศผู้เข้าแข่งขันจะต้องอธิบายผลงานของตน ตอบคำถามและให้กรรมการพิเศษพร้อมกับผู้ชมจากภายนอกเป็นผู้โหวตคะแนนให้ เป็นที่สังเกตว่าเยาวชนที่ได้รับรางวัลที่ 2 คือ คุณซุน กั๋ว ซิ่ว เจ้าของร้านมันเทศเผา หลายคนที่ทราบผลอาจจะดูแล้วทั้งเชยและดูธรรมดามาก แต่ความธรรมดากับไม่ธรรมดา

มันเทศยี่ห้อ “เหล่าเซียงเวิง” โด่งดังในนครซีอาน 

คุณซุน กั๋ว ซิ่ว เติบโตจากหมู่บ้านในชนบท ส่วนตัวเป็นคนที่ชอบกินมันเทศ ก่อนที่คุณซุน กั๋ว ซิ่ว จะมาขายมันเทศเผาได้มีอาชีพเป็นพนักงานนำเข้าและส่งออกแห่งหนึ่ง บ่อยครั้งที่ออกไปทำงานต่างเมือง ก็จะหาซื้อมันเทศเผาในท้องถิ่นนั้นบริโภค เขาค้นพบว่า เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูหนาว แทบทุกเมืองของจีนจะมีรถเข็นมันเทศเผาออกมาขาย จากประสบการณ์พบว่า ผู้ขายหลายรายนำมันเทศมาเผาไม่ถูกสุขอนามัยและรสชาติไม่แน่นอน ในปี พ.ศ. 2550 คุณซุน กั๋ว ซิ่ว ได้ลาออกจากงานในขณะที่มีอายุเพียง 30 ปี และได้เริ่มต้นจากการขายมันเทศเผาด้วยรถเข็นแบบเก่าๆ ข้างถนนในช่วงฤดูหนาว โดยใช้เตาเผาที่ใช้ถ่านแบบรังผึ้งบรรจุในถังน้ำมันเก่า มาถึงปัจจุบันจากการขายด้วยรถเข็นกลายเป็นร้านที่มีการตกแต่งร้านอย่างสวยงามและพัฒนาเทคโนโลยีการเผาหรืออบของไต้หวันที่มีการเผาอย่างสม่ำเสมอ คุณซุน กั๋ว ซิ่ว เดินทางไปศึกษาวิธีการเผาหรืออบด้วยตนเองที่ไต้หวัน

สำหรับคนไต้หวันแล้วนับได้ว่ามีความผูกพันกับมันเทศมานานไม่น้อยกว่า 400 ปี ปัจจุบันไต้หวันได้มีการพัฒนาสายพันธุ์มันเทศให้มีความหลากหลายและมีรสชาติอร่อยมาก ปัจจุบันในวงการเกษตรของไต้หวันจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับงานพัฒนามันเทศมาก พอๆ กับพืชผัก ไม้ผลชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง น้อยหน่า ชมพู่ ข้าวโพดหวาน ฯลฯ นักวิชาการเกษตรไต้หวันได้พยายามพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์มันเทศให้มีความเหมาะสมต่อสภาพดินฟ้าอากาศของไต้หวัน พันธุ์มันเทศที่พัฒนาขึ้นมาว่าเหมาะที่จะปลูกในช่วงฤดูใด สายพันธุ์ที่เหมาะต่อการบริโภคสดหรือนำไปแปรรูปโดยจะแบ่งสายพันธุ์มันเทศออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ มันเทศที่ใช้เพื่อการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นการเผา ต้ม นึ่ง หรือนำไปประกอบอาหารคาวหวาน น้ำมันเทศพร้อมดื่ม มันเทศปั่น มันเทศราดหน้าน้ำแข็งไส ฯลฯ มันเทศที่ใช้ในการบริโภคจะต้องเป็นสายพันธุ์ที่มีรสชาติหวาน เนื้อละเอียดเนียน และไม่มีเสี้ยน สายพันธุ์กลุ่มที่ 2 มันเทศที่รสชาติหวานพอเหมาะ ไม่มากเกินไป เหมาะกับผู้บริโภคที่ไม่ต้องการความหวานมากนัก บริโภคเพื่อสุขภาพ และกลุ่มสุดท้ายคือ มันเทศเพื่อการแปรรูป ซึ่งจะเข้าสู่อุตสาหกรรมแปรรูปโดยเฉพาะ เช่น แปรรูปเป็นมันเทศแช่แข็ง โดยการนำมันเทศสดมาปอกเปลือกเข้าเครื่องตัดให้เป็นแท่งๆ คล้ายกับเฟรนช์ฟรายที่ทำมาจากมันฝรั่ง ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากในไต้หวัน และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของกลุ่มที่นิยมอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด หรือนำไปแปรรูปเป็นแป้งมันเทศที่สามารถนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยว หรือขนมขบเคี้ยว เป็นต้น

สำหรับสีของเนื้อมันเทศที่ปลูกอยู่ในไต้หวันจะมีอยู่หลักๆ 4 สี คือ มันเทศเนื้อสีส้ม สีเหลือง สีม่วง และสีขาว จะมีลูกผสมที่มี 2 สี ก็มี เป็นที่สังเกตว่าสายพันธุ์มันเทศในไต้หวันที่ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมีอยู่มากถึง 57 สายพันธุ์ ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานการเกษตรที่ไต้หวันพบว่า ร้านอาหารบางแห่งได้ใช้มันเทศเป็นเมนูหลัก เช่น ใบมันเทศผัดน้ำมันหอยเสิร์ฟพร้อมกับข้าวสวยที่หุงพร้อมกับเนื้อมันเทศ ปัจจุบันทางชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรได้นำสายพันธุ์มันเทศจากหลายประเทศมาปลูกที่แผนกฟาร์มของชมรม ที่ จังหวัดพิจิตร อาทิ มันเทศเนื้อสีส้มจากประเทศออสเตรเลียและไต้หวัน มันเทศเนื้อสีเหลืองจากประเทศญี่ปุ่นและไต้หวัน และมันเทศเนื้อสีม่วงจากประเทศญี่ปุ่น มันเทศทุกสายพันธุ์ที่ได้กล่าวมานี้สามารถปลูกและจำหน่ายผลผลิตได้แล้ว มีทั้งที่ส่งไปขายห้างสรรพสินค้าในเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป เลม่อนฟาร์ม ฯลฯ ขณะนี้เริ่มมีพ่อค้ามารับซื้อเพื่อส่งออกไปขายยังตลาดต่างประเทศ โดยขายมันเทศจากหน้าฟาร์มได้ถึงกิโลกรัมละ 50 บาท

สำหรับผู้บริโภคในประเทศไทยรู้จักมันเทศญี่ปุ่นกันมากขึ้น สังเกตได้จากงานเกษตรแฟร์ เมื่อช่วงปลายเดือนมกราคม 2554 ที่ผ่านมา ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทางแผนกฟาร์ม ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตรได้ไปออกบู๊ธ และนำมันเทศเนื้อสีเหลืองจากญี่ปุ่นไปขาย ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดียิ่ง

เปิดร้านมันเทศสาขาแรกอย่างเป็นทางการ เมื่อปี พ.ศ. 2550 

คุณซุน กั๋ว ซิ่ว ได้เปิดร้านมันเทศสาขาแรกอย่างเป็นทางการซึ่งเป็นร้านที่ขายเฉพาะผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับมันเทศร้านแรกของนครซีอาน ด้วยพื้นที่เพียง 4 ตารางเมตร และมีพนักงานในร้านเพียง 2 คน เท่านั้น คือตัวเขาและหลานชายก่อนที่เขาจะเปิดร้าน 3 วัน เขาได้แจกมันเทศเผาให้ลูกค้าได้กินฟรีเพื่อศึกษาการตอบสนองของลูกค้าว่าหลังจากบริโภคมันเทศเผาจากร้านไปแล้วจะย้อนกลับมาซื้อในวันเปิดร้านหรือไม่ มีการสอบถามถึงรสชาติจากลูกค้าและปรับปรุงให้ถูกใจมากยิ่งขึ้น หลังจากเปิดร้านยอดขายมันเทศเผาในแต่ละวันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากวันแรกขายได้ 70 หยวน ผ่านไปเพียงครึ่งเดือนยอดขายพุ่งขึ้นสูงกว่า 900 หยวน ต่อวัน เพียงเดือนแรกเดือนเดียวหลังจากเปิดร้าน คุณซุน กั๋ว ซิ่ว มีกำไรจากการขายมันเทศเผาประมาณ 10,000 หยวน (อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ 1 หยวน = 5 บาท)

ช่วงเวลาเริ่มต้นกิจการขายมันเทศเผาเหนื่อยมาก 

คุณซุน กั๋ว ซิ่ว ยอมรับว่า ช่วงเวลาของการเริ่มต้นทำการเปิดร้านขายมันเทศเผาเหนื่อยมาก ทุกวันเขาจะต้องตื่นตั้งแต่ 6 โมงเช้า รีบไปตลาดเพื่อคัดเลือกซื้อหัวมันเทศที่มีคุณภาพดี ช่วงเริ่มต้นธุรกิจ เขายังไม่มีรถเป็นของตนเอง จะต้องซื้อมันเทศใส่กระสอบขึ้นรถเมล์ ต่อมาเมื่อขายมันเทศเผาได้มากขึ้น จึงได้ซื้อรถสามล้อปั่นไปซื้อเองที่ตลาด ร้านแรกมีเตาเผาอยู่เพียง 2 เตา บางวันเผาไม่ทัน หลังจากเปิดร้านแรกได้ 2 เดือน เขาได้ขยายร้าน เปิดสาขาที่ 2 เปิดร้านวันแรกมียอดขายมันเทศเผาไม่ต่ำกว่า 1,000 หยวน ในสาขาที่ 2 มันเทศเผาของคุณซุน กั๋ว ซิ่ว เป็นที่รู้จักกว้างขวางยิ่งขึ้น เขาจึงตัดสินค้าสร้างแบรนด์ร้านมันเทศเผา โดยใช้ชื่อว่า “เหล่าเซียงเวิง” และมีโลโก้เป็นรูปคนแก่ที่ดูซื่อๆ น่ารัก ใจดี และเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

ขยายผลิตภัณฑ์มันเทศให้มีความหลากหลายมากขึ้น 

จากประสบการณ์ของคุณซุน กั๋ว ซิ่ว ทราบดีว่า มันเทศเผาหรืออบนั้นจะขายดีในช่วงหน้าหนาว เขาจึงได้ทดลองสูตรมันเทศแบบใหม่ที่จะรองรับตลาดในช่วงหน้าร้อน เช่น ไอศครีมมันเทศ น้ำแข็งไสมันเทศ น้ำแข็งไสเกล็ดหิมะมันเทศราดนม อีกทั้งยังมีการดัดแปลงมันเทศจากอาหารหวานมาเป็นอาหารคาว อาทิ โจ๊ก ข้าวผัด แกงจืด และยอดมันเทศผัดไฟแดง เป็นต้น นอกเหนือจากมันเทศเผาหรืออบซึ่งเป็นสินค้าหลักของร้านแล้ว ยังมีมันเทศอบชนิดแผ่นและชนิดเส้น มันเทศทอดชนิดกลมและมันเทศเชื่อม เป็นต้น

“เหล่าเซียงเวิง” มีสาขาในนครซีอาน จำนวน 26 สาขา ในปัจจุบัน 

ปัจจุบัน คุณซุน กั๋ว ซิ่ว ได้มีสาขาของร้านเหล่าเซียงวิงในนครซีอาน จำนวน 26 สาขา โดยแต่ละร้านจะมียอดขายเฉลี่ยในแต่ละวันมากกว่า 2,000 หยวน เขายังมีแผนที่จะขยายสาขาเข้าไปยังร้านค้าแนวดิสเคาน์สโตร์ เช่น โลตัส วอลมาร์ท ฯลฯ หรือแม้แต่ตามร้านอาหารและภัตตาคารขนาดใหญ่อีกด้วย ปัจจุบันมีนักธุรกิจหลายรายในจีนมาติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์ เช่น เมืองฉางจื้อในมณฑลซานซี นครซีหนิงในมณฑลชิงไห่ นครอู่ฮั่นในมณฑลหูเป่ย เมืองชิงเต่าในมณฑลซานตง และนครคุนหมิงในมณฑลยูนนาน เป็นต้น คุณซุน กั๋ว ซิ่ว มีแผนที่จะขยายร้านเพิ่มเป็น 40 ร้าน ภายในปี พ.ศ. 2553 และในปี พ.ศ. 2555 จะเพิ่มให้ได้ 500 สาขา และมีแนวคิดที่จะสร้างแบรนด์มันเทศเผา “เหล่าเซียงเวิง”ให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกให้ได้

คุณซุน กั๋ว ซิ่ว นับเป็นตัวอย่างของคนหนุ่มที่ประสบความสำเร็จด้วยการสังเกตสิ่งรอบข้างด้วยความตั้งใจและเดินหน้าอย่างท้าทาย “มันเทศเผา” จากที่หลายคนมองว่าเป็นของที่ไม่น่าจะมีราคาหรือเป็นอาหารสำหรับคนอย่างจน มาถึงวันนี้ไม่ใช่ของธรรมดาเสียแล้ว สามารถสร้างเป็นธุรกิจและเปิดสาขาได้หลายแห่งในนครซีอาน ปัจจุบัน คุณซุน กั๋ว ซิ่ว ได้มีพื้นที่ 42 ไร่ เพื่อปลูกมันเทศพันธุ์พิเศษเพื่อป้อนมันเทศคุณภาพดีให้กับทุกสาขาของร้านเหล่าเซียงเวิง

หนังสือ “การปลูกมันหวานญี่ปุ่นในประเทศไทย” พิมพ์ 4 สี แจกฟรีพร้อมกับ หนังสือ “อาชีพเกษตรกรรม ทำง่ายรายได้งาม เล่มที่ 1 – เล่มที่ 6″ รวม 7 เล่ม จำนวน 588 หน้า เกษตรกรและผู้สนใจเขียนจดหมายสอดแสตมป์มูลค่ารวม 250 บาท (พร้อมระบุชื่อหนังสือ) ส่งมาขอได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/395 ถนนศรีมาลา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 โทร. (056) 613-021, (056) 650-145 และ (081) 886-7398

มิถุนายน 27, 2011 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , | 3 ความเห็น

อาชีวะพิษณุโลก ไอเดียเจ๋ง คิดเคื่องช่วยทำผลไม้แช่อิ่ม ทำเสร็จพร้อมขายใน 10 นาที

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 501

คิดเป็นเทคโนฯ

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

อาชีวะพิษณุโลก ไอเดียเจ๋ง คิดเคื่องช่วยทำผลไม้แช่อิ่ม ทำเสร็จพร้อมขายใน 10 นาที 

มะม่วง เป็นผลไม้ที่ปลูกง่ายและมีการปลูกกันอย่างแพร่หลายทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดพิษณุโลกมีเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงเป็นจำนวนมาก และเมื่อถึงฤดูกาลจะมีผลผลิตมะม่วงออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาต่ำมาก เกษตรกรจึงมีวิธีการในการถนอมอาหารไว้หลายวิธี โดยเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมนำมะม่วงมาดอง แต่ผลไม้ที่ดองนั้นมีราคาต่ำไม่คุ้มกับเวลาและแรงงานที่เสียไป 

แต่ในการที่เกษตรกรนำมะม่วงที่ดองแล้วมาแช่อิ่มแบบที่เป็นภูมิปัญญาเดิมที่เกษตรกรทำกันทั่วไป ต้องใช้ระยะเวลาในการทำเป็นเวลานาน มีขั้นตอนยุ่งยาก ต้องทำซ้ำหลายรอบ จึงจะได้ผลผลิตที่ดีพอ และในการแช่อิ่มแต่ละครั้งจะได้ผลผลิตน้อย ซึ่งผลผลิตที่ได้ออกมาจำหน่ายจึงไม่คุ้มกับระยะเวลา พลังงานเชื้อเพลิง และแรงงานที่เสียไปอีกเช่นกัน

ด้วยหลักการเหตุผลตามข้างต้น จึงเป็นที่มาของการคิดค้น “เครื่องช่วยทำผลไม้แช่อิ่ม” ของนักศึกษาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก ประกอบด้วย คุณธีรศักดิ์ บุตรทอง คุณประกายดาว แก้งทองโต และ คุณภัทราภรณ์ ทองแป้น โดยมี อาจารย์ชวรวย ภู่พุกก์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา โทร. (086) 931-9071

“เราคิดค้นเครื่องช่วยทำผลไม้แช่อิ่มขึ้นมาเพื่อช่วยเกษตรกรในพื้นที่ เพราะว่ามีปัญหาว่า เมื่อเก็บผลผลิตมะม่วงออกจำหน่ายแล้ว จะมีมะม่วงที่ตกเกรดเหลืออยู่ ซึ่งเป็นส่วนที่จำหน่ายไม่ได้ แม้จะได้รับความช่วยเหลือจากจังหวัดพิษณุโลกและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการเข้ามาอบรมการแปรรูปเป็นมะม่วงดอง แต่ก็ประสบปัญหาว่าเกิดการเน่าเสีย ไม่สามารถจำหน่ายได้ จากสิ่งที่เกิดขึ้น จึงกลายมาเป็นแนวคิดในการทำอย่างไร จึงจะช่วยเหลือเกษตรกรเหล่านั้นให้ได้” อาจารย์ชวรวย กล่าว

จากสิ่งที่เกิดขึ้นจึงมีการวิจัยหาวิธีการ โดยใช้หลักการถนอมอาหารเข้ามาช่วย จนได้เครื่องช่วยทำผลไม้แช่อิ่มดังกล่าวขึ้นมา

จุดเด่นของเครื่องช่วยทำผลไม้แช่อิ่มที่นักศึกษาของวิทยาลัยอาชีวะพิษณุโลกคิดค้นขึ้นมานี้ สามารถช่วยลดระยะเวลา ประหยัดพลังงาน และแรงงานที่เสียไปในการทำผลไม้แช่อิ่ม

“โดยที่เครื่องช่วยทำผลไม้แช่อิ่มนี้ จะต้องสามารถแช่อิ่มผลไม้ให้เสร็จภายในครั้งเดียว และใช้ระยะเวลาในการทำผลไม้แช่อิ่มให้สั้นลงกว่าเดิม จนทำให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับในเชิงพาณิชย์” คุณธีรศักดิ์ หนึ่งในนักศึกษาผู้คิดค้นบอก

จากที่ทางคณะผู้คิดค้นได้นำเครื่องช่วยทำผลไม้แช่อิ่มส่งไปให้กลุ่มเกษตรกรผู้แปรรูปผลไม้ในเขตตำบลหินลาด อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลกทดลองใช้ ปรากฏว่า ได้ผลเป็นที่น่าพึงพอใจเป็นอย่างดี เกษตรกรสามารถประหยัดเวลาและมีรายได้เพิ่มมากขึ้น

โดยในวันนี้ เกษตรกรที่แปรรูปมะม่วงจำหน่ายสามารถมีรายได้จากการจำหน่ายมะม่วงแช่อิ่มถึงกิโลกรัมละ 100 บาท จากเดิมหากขายเป็นมะม่วงดิบจะจำหน่ายได้ที่กิโลกรัมละ 3-5 บาท

“เครื่องช่วยทำผลไม้แช่อิ่มนี้ จะช่วยลดระยะเวลาในการทำจากเดิม 45 วัน เหลือเพียง 10 นาที เท่านั้น โดยใช้หลักการออสโมซีส ด้วยการใช้แรงลมอากาศที่อัดเข้าไปเป็นตัวอัดน้ำเชื่อมเข้าสู่เนื้อผลไม้อย่างรวดเร็ว เมื่อครบตามเวลาก็จะได้ผลไม้แช่อิ่มที่สามารถนำไปจำหน่ายได้ และที่สำคัญในขั้นตอนของการทำผลไม้แช่อิ่มจะปราศจากการใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น จึงเป็นอาหารที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค”

และในเวลานี้ได้มีการพัฒนาเครื่องช่วยทำผลไม้แช่อิ่มในระบบอัตโนมัติเป็นผลสำเร็จแล้ว

“เครื่องที่พัฒนาออกมาใหม่นี้ การทำงานง่ายขึ้น เพียงเสียบปลั๊ก กดปุ่มทำงานเท่านั้น ทุกอย่างก็จะเสร็จเรียบร้อยภายในเวลา 10 นาที” คุณธีรศักดิ์ บอกและกล่าวอีกว่า สำหรับเครื่องช่วยทำผลไม้แช่อิ่มนี้ สามารถใช้ได้กับผลไม้ทุกชนิดด้วย โดยผลไม้แช่อิ่มที่ทำด้วยเครื่องดังกล่าว จะมีรสชาติและความกรอบมากขึ้น ช่วยทำให้ผลไม้แช่อิ่มที่ผลิตได้มีรสชาติดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภค

ทั้งหมดนี้คือ อีกผลงานที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อเกษตรกร จากวิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก

เปรียบเทียบขั้นตอนการทำมะม่วงแช่อิ่ม

แบบภูมิปัญญาชาวบ้าน

หั่นมะม่วงเป็นชิ้นตามยาว หนาประมาณ 1 เซนติเมตร แช่ในน้ำปูนใส 2 ชั่วโมง

ผสมน้ำเปล่า 600 กรัม น้ำตาลทราย 400 กรัม นำขึ้นตั้งไฟให้เดือด ตั้งทิ้งไว้สักพักให้เย็น

ล้างมะม่วงที่แช่น้ำปูนใสให้สะอาด ใส่ในโหลแช่อิ่ม เทน้ำเชื่อมใส่ให้ท่วม จากนั้นนำน้ำเปล่าใส่ถุงมัดปากให้แน่น วางทับด้านบนเพื่อไม่ให้มะม่วงลอยขึ้นเหนือผิวน้ำเชื่อม แช่ทิ้งไว้ 1 คืน

วันที่ 2 ให้กรองน้ำเชื่อมออกจากโหลแช่อิ่ม เติมน้ำตาลทรายลงไป 100 กรัม นำขึ้นตั้งไฟให้เดือด แล้วยกลงทิ้งไว้ให้เย็นเทใส่โหลแช่อิ่มเช่นเดิม

วันที่ 3 และ 4 ทำเช่นเดียวกับวันที่ 2 โดยเติมน้ำตาลทรายวันละ 100 กรัม

แยกน้ำเชื่อมออกจากมะม่วง เป็นขั้นตอนสุดท้าย จึงได้มะม่วงแช่อิ่ม

แบบใช้เครื่องช่วยทำผลไม้แช่อิ่ม

หั่นมะม่วงเป็นชิ้นตามยาว หนาประมาณ 1 เซนติเมตร

ผสมน้ำตาลทราย 1,000 กรัม ต่อน้ำเปล่า 250 กรัม นำขึ้นตั้งไฟให้เดือด พักทิ้งไว้ให้เย็น

ใส่มะม่วงลงในโหลแช่อิ่ม เทน้ำเชื่อมใส่ให้ท่วม จากนั้นนำน้ำเปล่าใส่ถุงมัดปากให้แน่นวางทับด้านบนเพื่อไม่ให้มะม่วงลอยขึ้นเหนือผิวน้ำเชื่อม

ยกโหลแช่อิ่มใส่ลงในถังเครื่องช่วยทำผลไม้แช่อิ่มปิดฝาให้แน่น

เติมลม/สูบลม เข้าไปในถังเครื่องช่วยทำผลไม้แช่อิ่ม จนมีแรงดัน 2 บาร์ ทิ้งไว้ 10 นาที

ปล่อยลมทิ้ง แล้วเปิดฝาถังเครื่องช่วยทำผลไม้แช่อิ่ม นำโหลผลไม้แช่อิ่มออกจากถัง

แยกน้ำเชื่อมออกจากมะม่วง จึงจะได้มะม่วงแช่อิ่ม

รถนั่งคนพิการแบบปรับยืนได้ โดยไม่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า

“รถนั่งคนพิการแบบปรับยืนได้ โดยไม่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า” เป็นนวัตกรรมที่จะช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับผู้พิการ ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. กับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ซึ่งมีการออกแบบทางวิศวกรรมให้เหมาะสมกับการใช้งานของผู้พิการ ผู้ใช้งานสามารถปรับยืนได้ด้วยแรงแขนของตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยพลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งส่งผลทำให้ผู้พิการสามารถยืนได้และใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงกับคนปกติ

ทั้งนี้ เพราะมีรายงานทางการแพทย์พบว่า การยืน จะช่วยให้สุขภาพของผู้พิการดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย และยังช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุนจากการที่กระดูกไม่ได้รับน้ำหนัก

ผศ.ดร. บรรยงค์ รุ่งเรืองด้วยบุญ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต บอกว่า กลุ่มผู้พิการที่ใช้ประโยชน์จาก “รถนั่งคนพิการแบบปรับยืนได้ โดยไม่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า” ได้เป็นอย่างดีคือ

กลุ่มคนพิการที่ประสบปัญหาเดินไม่ได้ หรือที่เรียกว่า อัมพาตครึ่งท่อนล่าง แต่ยังมีแรงแขนปกติ

กลุ่มคนพิการหรือผู้ป่วยบางรายที่ต้องทำกายภาพบำบัดในการยืน ซึ่งผู้ดูแลคนพิการหรือคนป่วยสามารถใช้ประโยชน์จากรถเข็นคนพิการแบบปรับยืนได้ โดยไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ที่ช่วยในการยืนอื่นๆ นอกจากนี้ ยังสามารถเข็นเพื่อเปลี่ยนสถานที่ยืนได้

ดร. บรรยงค์ บอกอีกว่า ประโยชน์จากการที่ผู้พิการหรือผู้ป่วยได้จากการยืน สามารถแยกออกเป็น 3 ข้อหลัก ดังนี้คือ

1. ทางด้านสุขภาพกาย การใช้รถเข็นเพื่อช่วยยืนในการทำกายภาพบำบัด โดยการเปลี่ยนอิริยาบถจากการนั่งมาเป็นการยืนเพื่อช่วยลดปัญหาทางสุขภาพของผู้ใช้ เช่น การบรรเทาแรงกดทับที่เกิดขึ้นบริเวณข้อต่อ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดแผลเปื่อย (Decubitus) การทำให้ไตและระบบกระเพาะปัสสาวะทำงานได้ปกติ การเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกโดยป้องกันกระดูกพรุน การเพิ่มระบบการไหลเวียนโลหิตที่ดีกว่า และการปรับปรุงระบบหายใจให้ดีขึ้น เป็นต้น

2. ทางด้านสุขภาพใจและสังคม ทำให้ผู้พิการสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการยืนในชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงกับคนปกติ เช่น การยืนเพื่อหยิบของ หรือการยืนเพื่อติดต่อพูดคุยกับบุคคลอื่น การเข้าสังคมในมุมกว้าง เล่นกีฬาเพื่อสุขภาพที่จำเป็นต้องอยู่ในท่าทางที่ยืน เป็นต้น ทำให้ผู้พิการไม่รู้สึกถึงความแตกต่างมากนักเมื่อเทียบกับคนปกติ ทำให้มีกำลังใจในการดำเนินชีวิตต่อไป

3. ทางด้านเศรษฐกิจ เป็นการเพิ่มและเสริมความสามารถในด้านการประกอบอาชีพ ทำให้ลดภาระการช่วยเหลือจากสังคมและภาครัฐ

สำหรับต้นทุนในการผลิต อยู่ที่ประมาณ 15,000 บาท เท่านั้น

โคมลอยทนไฟ

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มโคมลอย ตั้งอยู่ เลขที่ 44/2 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองตอง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ โทร. (084) 611-1038 มี คุณอัมพร จันทร์ถา เป็นประธานกลุ่ม ได้ดำเนินการผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์โคมลอยจำหน่ายมาตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม 2548 โดยผลิตภัณฑ์โคมลอยกว่าร้อยละ 80 จะส่งไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศในแถบยุโรป เช่น ประเทศเยอรมนี ฮอลแลนด์ และสวีเดน เป็นต้น

แต่ต่อมาได้ประสบปัญหาว่า ประเทศต่างๆ ในยุโรปได้เข้มงวดเรื่องความปลอดภัยของสินค้าที่นำเข้าอย่างมาก ซึ่งโคมลอยเป็นหนึ่งในสินค้าที่มีข้อกำหนดควบคุมความปลอดภัยในการติดไฟ โดยกระดาษที่ใช้ทำโคมต้องมีคุณสมบัติหน่วงไฟ (Flame Retardant) และไม่อนุญาตให้มีส่วนประกอบที่เป็นลวดโลหะในการมัดโครงไม้และในส่วนที่ใช้ร้อยแท่งเชื้อเพลิง ต้องเป็นเชือกทนไฟเท่านั้น

ดังนั้น เพื่อให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคมลอยสามารถส่งออกโคมลอยไปยังตลาดในยุโรปได้ ดร. มาโนช นาคสาขา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยการสนับสนุนของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภาคเหนือ จึงได้ดำเนินการพัฒนากระดาษโคมลอยให้มีคุณสมบัติตามข้อกำหนด

โดยปรับปรุงคุณสมบัติกระดาษให้ทนไฟ ด้วยการชุบกระดาษโคมลอยในสารทนไฟ ประกอบด้วย แอมโมเนียมซัลเฟต และสารส้มด้วยความเข้มข้น 4 เปอร์เซ็นต์มวลต่อปริมาตร ทำให้ได้กระดาษโคมลอยที่ไม่ลามไฟ

สำหรับวัสดุที่จะใช้ทดแทนเส้นลวดโลหะนั้น นักวิจัยได้ศึกษาค้นหาข้อมูลและทดสอบวัสดุต่างๆ ที่น่าจะใช้ทดแทนได้ ซึ่งพบว่าท่อหุ้มสายไฟฟ้าที่ทนความร้อนมีคุณสมบัติตามต้องการ และเหมาะสมที่จะนำมาใช้ทดแทนเส้นลวดโลหะ

จากงานวิจัยที่ได้ดำเนินการขึ้น จึงทำให้ได้ต้นแบบโคมลอยทนไฟ ซึ่งปัจจุบันได้นำต้นแบบโคมลอยทนไฟมอบให้กับทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคมลอยได้นำไปผลิตเพื่อการส่งออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

มิถุนายน 27, 2011 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , | ใส่ความเห็น

ผลิตไฟฟ้าจากขยะและเศษไม้ ผลงานวิจัย ม.แม่โจ้

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 501

คิดเป็นเทคโนฯ

ธงชัย พุ่มพวง

ผลิตไฟฟ้าจากขยะและเศษไม้ ผลงานวิจัย ม.แม่โจ้

ปัญหาจากขยะ เศษไม้ กิ่งไม้ ใบไม้แห้ง เศษเหลือจากอาหาร หรือสิ่งอื่นๆ ที่ไม่ใช้แล้ว ถูกทิ้งขว้างอย่างไร้ราคา เป็นสิ่งที่รังเกียจของสังคมทั่วไป เอกชนหลายรายออกมารับซื้อสิ่งเหลือใช้เหล่านี้เพื่อนำไปปรับปรุง ดัดแปลงให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ จนตั้งชื่ออย่างสวยหรูว่าเป็น “ขยะทองคำ” ส่วนราชการบางแห่งประกาศรับซื้อใบไม้ กิ่งไม้ เพื่อนำไปหมักให้ย่อยสลาย ผสมกับดินและธาตุอาหาร จนกลายเป็นปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ จำหน่ายได้ราคาดี ขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ทำการศึกษาวิจัยการนำขยะ เศษกิ่งไม้ ใบไม้ ให้เป็นเชื้อเพลิง เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า โดยใช้เศษขยะเหล่านี้ร่วมกับน้ำมันไบโอดีเซล ทำให้ลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าครึ่ง

ผศ.ดร. ณัฐวุฒิ ดุษฎี ศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เล่าว่า ได้รับทุนวิจัยจากกองทุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ให้ออกแบบและพัฒนาระบบการผลิตไฟฟ้าโดยใช้แก๊สชีวมวลที่ได้จากสิ่งเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น เศษไม้จากการตัดแต่งกิ่งไม้ผล เช่น กิ่งลำไย มะม่วง ไม้กระถิน ไม้โตเร็ว ถ่านไม้ ซังข้าวโพด หรือแม้แต่ขยะที่ได้จากชุมชน เริ่มต้นจากการเตรียมเชื้อเพลิงที่จะใช้กับเตาเผาชีวมวล ได้แก่ เศษขยะที่รวบรวมไว้ นำมาอัดให้เป็นแท่ง ด้วยการย่อยเป็นเศษเล็กๆ ผสมกับแป้งเปียกและน้ำ อัดเป็นแท่งหรือก้อน ส่วนกิ่งไม้ที่มีขนาดใหญ่จะต้องหั่นหรือสับให้เป็นเศษเล็กที่มีขนาดใส่ลงในเตาเผาชีวมวลได้ หากเป็นซังข้าวโพดสามารถใช้ได้เลย แต่การเผาไหม้จะเร็ว ต้องใช้ปริมาณมาก หลังจากนั้นนำเชื้อเพลิงเหล่านี้ใส่ลงในเตาเผา ความร้อนและควันที่ได้จากการเผา จะผ่านระบบลดอุณหภูมิโดยผ่านน้ำเป็นตัวกลาง ผ่านชุดดักจับฝุ่นทำความสะอาดแก๊สชีวมวล แล้วผ่านไปยังเครื่องยนต์กำเนิดไฟฟ้าที่เป็นเครื่องยนต์ดีเซล ใช้พลังงานเดินเครื่องยนต์จากเชื้อเพลิงคือ น้ำมันไบโอดีเซล 40% ใช้แก๊สชีวมวล 60%

จะเห็นได้ว่า การนำขยะและเศษกิ่งไม้ เป็นวัตถุดิบให้การผลิตแก๊สชีวมวลเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้านี้ ใช้วัตถุดิบ 10 กิโลกรัม เผาได้นาน 1 ชั่วโมง เมื่อนำไปใช้กับเครื่องยนต์ ช่วยประหยัดการใช้น้ำมันดีเซลได้มากถึง 60% ระบบการเผาไหม้เป็นแบบปิด ควันที่เกิดจากการเผาจะกลายเป็นแก๊ส ช่วยลดมลพิษ ไม่มีกลิ่นเหม็น ลดภาวะเรือนกระจก สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 32 กิโลวัตต์ เหมาะสมที่จะนำไปใช้ในพื้นที่ที่เป็นเกาะ พื้นที่ที่ห่างไกล และสามารถนำไปใช้กับอุตสาหกรรมที่ต้องการต้นทุนการผลิตด้านเชื้อเพลิง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยพลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โทร. (053) 875-140, (053) 878-333 หรือ http://www.energy.mju.ac.th 

มิถุนายน 27, 2011 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , | ใส่ความเห็น

เครื่องมือเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันระบบนิวแมติกส์

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 501

คิดเป็นเทคโนฯ

นวลศรี โชตินันทน์

เครื่องมือเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันระบบนิวแมติกส์

ปาล์มน้ำมัน เป็นพืชที่พิเศษกว่าพืชจำพวกไม้ผล สามารถเก็บเกี่ยวได้ตลอดปี แต่การเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับฤดูกาล ว่าจะเก็บเกี่ยวได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าเป็นฤดูฝนที่มีน้ำเพียงพอก็จะได้ผลผลิตมาก ถ้าเป็นหน้าแล้ง อาจจะมีบางช่วงที่ไม่มีผลผลิต แต่ส่วนใหญ่ปาล์มน้ำมันจะทยอยให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ตลอดปี

ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่มีศักยภาพในการผลิตน้ำมันต่อพื้นที่สูงสุด เมื่อเปรียบเทียบกับพืชน้ำมันในกลุ่มพืชที่ให้น้ำมัน 4 ชนิด คือ ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง เรฟซีด และทานตะวัน นอกจากนี้ยังพบว่า น้ำมันปาล์มมีต้นทุนในการผลิตต่ำที่สุด คือ กิโลกรัมละ 10-11.50 บาท จากข้อมูลปี พ.ศ. 2547 พื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกปาล์มน้ำมันในโลกมีค่อนข้างจำกัด ปลูกได้เฉพาะในแอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอเมริกา สำหรับประเทศไทยอยู่ในภูมิภาคที่ได้เปรียบ สามารถปลูกปาล์มน้ำมันได้ดี และยังมีโอกาสขยายพื้นที่ปลูกได้อีกไม่ต่ำกว่า 5 ล้านไร่ เนื่องจากมีพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อีกมาก เช่น พื้นที่นาร้าง พื้นที่รกร้างว่างเปล่า

ปาล์มน้ำมันมีผลเป็นทะลายคล้ายผลจาก ปาล์มน้ำมันทะลายหนึ่งมีน้ำหนักตั้งแต่ 1-60 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับอายุของปาล์ม ปาล์มน้ำมันจะทยอยให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ตลอดปี ผลปาล์มจะแก่หลังจากที่เกสรได้รับการผสมแล้วประมาณ 5-6 เดือน ปาล์มน้ำมันต้นหนึ่งจะมีรอบการเก็บเกี่ยวประมาณ 7-10 วัน คือ ทุกๆ 7-10 วัน จะวนมาเก็บเกี่ยวทะลายปาล์มต้นเดิมอีก ผลปาล์มเมื่อแก่เต็มที่แล้ว เกษตรกรต้องรีบเก็บเกี่ยวโดยเร็วที่สุด มิฉะนั้นจะเกิดกรดภายในผลปาล์ม ซึ่งจะทำให้ผลปาล์มน้ำมันมีคุณภาพด้อยลงและขายได้ในราคาต่ำ

คุณอัคคพล เสนาณรงค์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การเก็บเกี่ยวทะลายปาล์มน้ำมันเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ นอกจากปัจจัยด้านพืชแล้ว เครื่องมือที่ใช้เก็บเกี่ยวก็เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับชาวสวนปาล์ม ปัจจุบันเครื่องมือที่ใช้เก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันสำหรับอายุต้นไม่เกิน 8 ปี เกษตรกรยังคงใช้เสียมด้ามที่เป็นเหล็ก ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 4 กิโลกรัม ผู้เก็บต้องใช้กำลังในการเก็บเกี่ยวมาก และต้องเป็นผู้ที่มีความชำนาญในการเก็บเกี่ยว มิฉะนั้นจะทำให้ผลผลิตเสียหายรวมทั้งต้นปาล์มน้ำมันด้วย เช่น การเกิดบาดแผล ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญต่อต้นพืช เพราะเมื่อเกิดบาดแผลมากขึ้นเท่าใดก็จะทำให้ต้นปาล์มเกิดสภาวะความเครียดมากขึ้น และเกิดกระบวนการหายใจของพืชสูงขึ้น เป็นผลให้พืชชะงักการเจริญเติบโตหรือตายไปในที่สุด เพราะฉะนั้นการเก็บเกี่ยวทะลายปาล์มจึงควรระมัดระวังอย่าให้มีการกระแทกที่รุนแรงหรือให้ทะลายปาล์มบอบช้ำน้อยที่สุด ดังนั้นสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรมจึงได้ออกแบบและพัฒนาเครื่องมือเก็บเกี่ยวระบบนิวแมติกส์เพื่อใช้เก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันแทนเสียมด้ามเหล็กดังกล่าว

คุณยุทธนา เครือหาญชาญพงค์ วิศวกรการเกษตรชำนาญการ กลุ่มวิจัยวิศวกรรมผลิตพืชสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม ผู้เป็นหัวหน้าคณะทำงานออกแบบและพัฒนาเครื่องมือเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันระบบนิวแมติกส์ กล่าวว่า เครื่องมือเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันที่ชาวสวนปาล์มใช้กันทั่วไปมีอยู่ 2 แบบ เสียมด้ามเหล็กกับเคียวด้ามยาว สำหรับเสียมด้ามเหล็กจะใช้เก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มที่มีอายุตั้งแต่เริ่มเก็บเกี่ยวได้จนถึงต้นปาล์มที่มีอายุประมาณ 8 ปี ซึ่งมีความสูงจากพื้นดินขึ้นไปประมาณ 2 เมตร ถ้าสูงมากกว่านี้เกษตรกรจะเปลี่ยนมาใช้เคียวด้ามยาวในการเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันต้นสูง ต้นปาล์มขนาดใหญ่ทะลายปาล์มจะมีน้ำหนักประมาณ 50-60 กิโลกรัม เจ้าของสวนปาล์มจึงต้องจ้างแรงงานในการเก็บเกี่ยว

คุณยุทธนา กล่าวอีกด้วยว่า มีงานวิจัยของอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า การเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันแต่ละครั้งของเกษตรกรที่ใช้เสียมด้ามเหล็กแทงทะลายปาล์ม จะใช้แรงกระแทกประมาณ 50 กิโลกรัม ต่อการแทงทะลายปาล์ม 1 ครั้ง ดังนั้นการเก็บเกี่ยวจึงต้องใช้คนที่แข็งแรงและทำงานได้ช้า เพราะเกิดความเมื่อยล้าในการปฏิบัติงาน นอกจากนั้นยังพบว่า การใช้เสียมด้ามเหล็ก ผลปาล์มบางส่วนเกิดการชอกช้ำและมีบาดแผลเกิดขึ้น ทำให้ผลปาล์มน้ำมันด้อยคุณภาพ ไม่เป็นที่ต้องการของผู้รับซื้อ หรือขายได้ราคาต่ำ

ชาวสวนปาล์มน้ำมันจะมีต้นทุนการผลิตประมาณ 274.11 บาท ต่อไร่ หรือ 1,520 บาท ต่อตัน ในขณะที่มีค่าจ้างในการเก็บเกี่ยวประมาณ 300 บาท ต่อตัน ซึ่งค่าจ้างในการเก็บเกี่ยวประมาณ 20% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด

“เรายังมองอีกด้วยว่า ในอนาคตแรงงานในเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มน้ำมันจะหายากมากขึ้น เพราะแรงงานจากภาคอีสานที่เคยมารับจ้างทางภาคใต้ ได้กลับไปทำสวนยางพาราในภาคอีสานบ้านของต้น เพราะราคายางสูงขึ้น เจ้าของสวนปาล์มอาจจะต้องลงมือเก็บเกี่ยวเอง ซึ่งมีปัญหาต้องใช้กำลังในเก็บเกี่ยวมาก จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่กลุ่มวิจัยเกษตรวิศวกรรมผลิต ได้ออกแบบและพัฒนาเครื่องมือเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันระบบนิวแมติกส์ขึ้นมา” คุณยุทธนา กล่าว

คุณยุทธนา อธิบายว่า คำว่า นิวแมติกส์ มาจากคำว่า นิวโร ซึ่งแปลว่า ลม เป็นการนำลมเข้ามาช่วยในการเก็บเกี่ยวแทนแรงงานคน ซึ่งจะมีกลไกของลมเข้ามาทำให้การเก็บเกี่ยวง่ายขึ้น โดยนำปลายเสียมไปจ่อที่ทะลายปาล์มโดยตรง อุปกรณ์นิวแมติกส์จะทำให้ใบเสียมเกิดการสั่นเคลื่อนที่ขึ้นลง จึงทำให้ตัดทะลายปาล์มได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงานกว่าการเก็บเกี่ยวโดยใช้เสียมเหล็ก

หลังจากการทดสอบเครื่องมือเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันระบบนิวแมติกส์ สามารถเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันได้ดี คุณยุทธนาจึงได้ทดลองเพิ่มใบมีดตัดจาก 1 ใบมีด เป็น 3 ใบมีด ซึ่งใบมีดทั้ง 3 ใบมีดสามารถทำงานได้พร้อมกันในเครื่องปั๊มลม ขนาด 3 แรงม้า ขนาดถังลม 40 ลิตร โดยไม่มีปัญหาแรงดันลมในถังลมมีไม่พอ ผลการทดสอบพบว่า เมื่อเพิ่มจำนวนเสียมนิวแมติกส์เป็น 3 เสียม ซึ่งทำงานได้ถึง 3 คน ในเวลาเดียวกัน ใช้เครื่องกำเนิดลมตัวเดียวกัน และทดสอบเปรียบเทียบกับเสียมด้ามเหล็ก 3 เสียม เสียมนิวแมติกส์ใช้เวลาในการเก็บเกี่ยวต่อทะลายน้อยกว่าคือ เสียมนิวแมติกส์ใช้เวลาเก็บเกี่ยวประมาณ 8 วินาที ต่อทะลาย ในขณะที่เสียมด้ามเหล็กใช้เวลาในการเก็บเกี่ยวประมาณ 12 วินาที ต่อทะลาย สำหรับการเกิดบาดแผลพบว่า เสียมด้ามเหล็กเกิดบาดแผล 80% ในขณะที่เสียมนิวแมติกส์เกิดบาดแผลเพียง 3% และพบว่าการเก็บเกี่ยวโดยใช้เสียมนิวแมติกส์สามารถลดการเกิดบาดแผลได้สูงถึง 92.2%

สำหรับจุดคุ้มทุนของการใช้งานเครื่องมือเก็บเกี่ยวปาล์มน้ำมันแบบนิวแมติกส์ จากการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ของสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม เกษตรกรสามารถเลือกใช้ใบมีดได้ตั้งแต่ 1, 2 และ 3 ใบมีด โดยจุดคุ้มทุนของการใช้ใบมีดอยู่ที่ 16,216 กิโลกรัม ต่อปี ในขณะที่ใช้ใบมีด 2 ใบมีด อยู่ที่ 19,459 กิโลกรัม ต่อปี และใช้ใบมีด 3 ใบมีดตัด จะอยู่ที่ 22,703 กิโลกรัม ต่อปี เมื่อเปรียบเทียบกับผลผลิตต่อไร่ใน 1 ปี ผลผลิตปาล์มน้ำมันสูงถึง 4,950 กิโลกรัม ต่อปี หากเกษตรกรมีพื้นที่มากกว่า 3, 4 และ 5 ไร่ ตามลำดับ การเลือกใช้ใบมีด 1, 2 และ 3 ใบมีด ก็สามารถคุ้มค่าในการลงทุนซื้อเครื่องมือเก็บเกี่ยวปาล์มระบบนิวแมติกส์ไปใช้ในแปลงของตนเอง

“จากงานวิจัยของสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม ถังลม 1 ถัง คอมเพรสเซอร์ เครื่องยนต์ต้นกำลังเบนซิน 5.5 แรงม้า ใบมีดตัด 3 ใบมีด ราคาประมาณ 50,000 บาท ปีหนึ่งเกษตรกรตัดประมาณ 30-40 ครั้ง รอบหนึ่งของการตัด 15-20 วัน 10 ไร่ก็คุ้มแล้ว” คุณยุทธนา กล่าว

หากเกษตรกรสนใจติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร โทร. (02) 579-2757

มิถุนายน 27, 2011 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , | ใส่ความเห็น

หลากหลายลีลาวดี เมืองรถม้า นครลำปาง

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 501

ไม้ดอกไม้ประดับ

อภิวัฒน์ คำสิงห์ E-mail : Techno@matichon.co.th 

หลากหลายลีลาวดี เมืองรถม้า นครลำปาง

“ลีลาวดี หรือ ลั่นทม” เป็นไม้ดอกยืนต้นที่มีท่วงท่าที่สวยงามอ่อนช้อย เหมาะสำหรับปลูกประดับตกแต่งเพิ่มความสวยงาม ซึ่งในอดีตที่ผ่านมานั้นจะนิยมปลูกไว้ในบริเวณพื้นที่วัดและโบราณสถานต่างๆ เท่านั้น เพราะด้วยความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับความหมายของชื่อเดิมคือ “ลั่นทม” ที่คนส่วนใหญ่นั้นเข้าใจว่าคำนี้ มาจากคำว่า “ระทม” ซึ่งหมายถึง ความเศร้าโศก ทุกข์ใจ อันเป็นความหมายที่ไม่ดี ทำให้ลั่นทมในสมัยนั้นไม่เป็นที่นิยมปลูกในบริเวณบ้านหรือที่อยู่อาศัยเลย แต่ในปัจจุบันหลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็นลีลาวดี ชื่อที่มีความหมายเป็นมงคล ก็มีผู้คนหลากหลายให้ความสนใจและหาซื้อไปปลูกประดับเป็นจำนวนมาก 

หลังจากที่เปลี่ยนชื่อใหม่จนเป็นที่คุ้นหูของใครหลายๆ คน ทำให้ในช่วงระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา ไม้ดอกอย่างลีลาวดีจึงเป็นที่รู้จักและตกเป็นที่ต้องการกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น เพราะด้วยความงามของทรงต้น ใบ ที่อ่อนช้อย รวมทั้งดอกที่มีกลิ่นหอมหลากสี อีกทั้งเป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก

ปัจจุบันลีลาวดีถูกนำมาใช้ในการจัดภูมิทัศน์และจัดสวน ทั้งสวนในบ้านั้บริเวณตึก อาคาร รีสอร์ต สถานที่ท่องเที่ยว โรงแรม สวนสาธารณะ เกาะกลางถนน และสิ่งสำคัญที่ทำให้ลีลาวดีขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว คือการขยายตัวของธุรกิจสปา ซึ่งเราจะสังเกตเห็นได้ว่าในสถานประกอบการ สปานั้นนิยมนำดอกลีลาวดีมาเป็นไม้ประดับ เนื่องจากความสวยงามของรูปทรง สีสันและกลิ่นหอมเย็น

ด้วยราคาที่สูงอย่างต่อเนื่องของลีลาวดี ทำให้มีเกษตรกรมืออาชีพและเกษตรกรมือสมัครเล่นจำนวนมากในบ้านเราหันมาปลูกลีลาวดีเพื่อการค้ากันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

คุณมาโนช ลิ่มหุ่น เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจที่แปลงร่างตัวเองมาเป็นเกษตรกรที่หันมาเพาะขยายพันธุ์ลีลาวดีออกจำหน่ายในเขตพื้นที่จังหวัดลำปางและพื้นที่ภาคเหนือเกือบทั้งหมด ซึ่งแต่เดิมนั้น คุณมาโนชเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจประจำอยู่ที่กรุงเทพมหานคร แต่ได้ย้ายมาทำงานประจำอยู่ที่จังหวัดลำปาง ทำให้คุณมาโนชต้องย้ายครอบครัวมาอยู่ที่จังหวัดลำปาง

“หลังจากที่ผมย้ายมาทำงานประจำอยู่ที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ภรรยาของผมที่ย้ายมาด้วยกันช่วงนั้น เขาก็ยังไม่มีอาชีพอะไรทำ นอกเหนือจากการเป็นแม่บ้าน ภรรยาของผมจึงมองหาอาชีพที่ทำแล้วมีความสุขและสามารถแบ่งเบาภาระของผมได้” คุณมาโนช กล่าว

หลงใหลในไม้ดอกไม้ประดับ

เปิดร้านจำหน่าย…สร้างอาชีพ

คุณมาโนชและภรรยาซึ่งเป็นคนที่มีใจรักในธรรมชาติ ชอบปลูกต้นไม้เป็นงานอดิเรก ทำให้ชอบที่จะเพาะเลี้ยงและปลูกต้นไม้จนมีปริมาณที่มาก และด้วยความที่ชอบปลูกต้นไม้บวกกับปริมาณต้นไม้ที่ปลูกไว้นั้น คุณมาโนชและภรรยาจึงตัดสินใจสร้างอาชีพโดยการเปิดร้านจำหน่ายต้นไม้เล็กๆ ให้เป็นอาชีพแก่ภรรยา บริเวณพื้นที่ของห้างบิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ในอำเภอเมือง จังหวัดลำปาง โดยมีชื่อร้านว่า “ร้านป้าแป๊ว” ซึ่งเป็นชื่อของภรรยาคุณมาโนช

ร้านป้าแป๊ว ตั้งอยู่ด้านข้างของห้างบิ๊กซี ซุปเปอร์เซ็นเตอร์ จำหน่ายไม้ดอกไม้ประดับและอุปกรณ์การปลูกต้นไม้ทุกชนิด เริ่มตั้งแต่ต้นไม้ขนาดเล็กไปจนถึงต้นไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งในช่วงนั้นเองไม้ดอกไม้ประดับอย่างลีลาวดีก็กำลังมาแรงเป็นที่นิยมนำไปจัดสวนพอดี

“ในช่วงนั้นลีลาวดีกำลังเป็นที่นิยมนำมาใช้ประดับตกแต่งตามอาคารสำนักงาน โรงแรม สปา เป็นจำนวนมาก ซึ่งร้านของภรรยาผมก็มีจำหน่ายเป็นจำนวนมาก และในขณะนั้น ตัวผมก็มองว่าไม้ดอกอย่างลีลาวดีน่าจะนำมาเพาะขยายพันธุ์ทำเป็นไม้จัดสวนเพิ่มความสวยงามในบริเวณบ้านได้อีกเช่นกัน”

“ขณะเดียวกันที่ภรรยาของผมเปิดร้านจำหน่ายต้นไม้จนมีตลาดพอสมควร ตัวผมเองก็เพาะเลี้ยงไม้ดอกอย่างชวนชมอยู่ที่บ้านจนมีปริมาณมากจนต้องขยายพื้นที่เพาะปลูกมาอยู่ที่สวนที่ตั้งอยู่ที่ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ซึ่งการเพาะขยายพันธุ์ของผมนั้นก็สามารถนำไปจำหน่ายหน้าร้านของตัวเองได้” คุณมาโนช กล่าว

ด้วยกระแสของไม้ดอกไม้ประดับในบ้านเราที่มาไวไปไว ทำให้ไม้ดอกหลายชนิดที่วางจำหน่ายในร้านไม่สามารถจำหน่ายออกไปได้

ดูแลรักษา

เพื่อรอตลาด

จากวิกฤตที่ไม้ดอกไม้ประดับหลายชนิดไม่เป็นที่นิยมของตลาด ทำให้ไม้ดอกไม้ประดับ อย่างชวนชม โป๊ยเซียนที่วางจำหน่ายหน้าร้านของภรรยาคุณมาโนชจำนวนหนึ่งขายไม่ได้ ซึ่งทำให้เป็นภาระของคุณมาโนชที่ต้องเอาไปดูแลและเก็บรักษาไว้ที่สวนเพื่อรอว่าวันหนึ่งต้นไม้เหล่านี้จะกลับมาเป็นที่ต้องการอีกครั้ง

“ผมเริ่มมาบุกเบิกพื้นที่ 25 ไร่ แห่งนี้ ประมาณ 6-7 ปีที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นพื้นที่ในการเพาะขยายต้นชวนชมและเก็บรักษาดูแลต้นไม้ที่จำหน่ายไม่ได้จากร้านของภรรยาผม ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นไม้ดอกไม้ประดับทั่วไป”

“จากไม้ดอกไม้ประดับที่ผมนำมาดูแลเก็บรักษาไว้ในสวนขณะนั้น ไม่มีไม้ดอกชนิดไหนที่จะสามารถนำมาลงเพาะขยายพันธุ์ในพื้นที่ได้ เพราะเนื่องจากว่าพื้นที่ของผมทั้งหมดเป็นดินที่หลากหลาย ทั้งดินเหนียว ดินปนทราย และดินลูกรัง ซึ่งเป็นลักษณะดินที่ไม่ค่อยดี หากขุดลึกลงไปก็จะเจอดินดาน ไม่เหมาะที่จะปลูกไม้ดอกไม้ประดับที่ผมนำมาดูแลรักษา”

แต่ในขณะที่ลีลาวดียังคงเป็นไม้ดอกที่คนยังให้ความสนใจ ประกอบกับตลาดก็ยังมีความต้องการ ซึ่งตัวผมเองมองว่าลีลาวดีน่าจะเป็นไม้ดอกที่เหมาะสมนำมาเพาะขยายพันธุ์ในพื้นที่สวน เพราะตามลักษณะทั่วไปของลีลาวดีเป็นไม้ดอกที่ดูแลไม่ยาก ชอบดินปนทราย ซึ่งเหมาะสมกับพื้นที่ในสวน” คุณมาโนช กล่าว

เก็บสะสม

พร้อมเพาะขยายพันธุ์ 

คุณมาโนชหันมาเพาะขยายพันธุ์ลีลาวดีในพื้นที่โดยใช้ต้นพันธุ์จากต่างประเทศและในประเทศ ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะไปหาซื้อจากสวนต่างๆ ในบ้านเราบ้าง ชาวต่างชาติที่นำมาเพาะขยายพันธุ์จำหน่าย จนในที่สุด คุณมาโนชก็มีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่แตกต่างจากตลาดทั่วๆ ไป

“ผมเริ่มหาซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาทำการศึกษาและผสมพันธุ์ควบคู่กับการดูแลรักษาไม้ดอกไม้ประดับที่จำหน่ายไม่ได้จากร้านของภรรยาที่สวน โดยผมแบ่งพื้นที่ในการศึกษาเพาะปลูกลีลาวดี 15 ไร่ ชวนชม 1 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือผมก็ยังใช้ในการเก็บสะสมและเพาะขยายพันธุ์สับปะรดสีและขุดบ่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ร่วมกับการเลี้ยงห่าน”

“การขยายพันธุ์ลีลาวดีโดยทั่วไปสามารถทำได้หลากหลายวิธี ทั้งปักชำ เสียบยอด เพาะเมล็ด ฯลฯ แต่ที่ผมทำอยู่นั้นจะเป็นการเพาะเมล็ดโดยส่วนใหญ่ เพราะการเพาะด้วยเมล็ดนั้นจะทำให้ผมได้ลีลาวดีลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่ถ้าผมขยายพันธุ์ด้วยวิธีปักชำ เสียบยอดนั้น เราก็ได้สายพันธุ์เดิมๆ ซึ่งจะไม่สามารถไปตีตลาดสู้กับใครได้” คุณมาโนช กล่าว

คุณมาโนชเลือกผลิตลีลาวดีออกสู่ตลาดในรูปแบบของต้นพันธุ์ขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ โดยแต่ละต้นที่ผลิตออกไปนั้นจะทนทานต่อโรคและแมลง สามารถขนย้ายได้ง่าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้คุณมาโนชทำเพื่อตอบสนองให้กับลูกค้าที่สามารถมีกำลังซื้อทุกระดับ

ปัจจุบันนี้ในพื้นที่สวนมีลีลาวดีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งต้นเล็ก ต้นใหญ่ ดอกแดง ดอกเหลือง ฯลฯ ปลูกเรียงรายพร้อมที่จะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก

เปิดตลาดในจังหวัด

เป็นที่รู้จักทั่วภาคเหนือ

คุณมาโนชผลิตต้นลีลาวดีออกจำหน่ายให้กับลูกค้าและพ่อค้าแม่ค้าในจังหวัดลำปาง โดยเริ่มจากหน้าร้านของตัวเองเป็นที่แรก มีลูกค้ามาเลือกซื้อไปตกแต่งบ้าน อาคารสถานที่อยู่เรื่อยๆ ไม่นานก็มีคนรู้จักเพิ่มขึ้นจากการบอกต่อของลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ของภรรยา รวมถึงเพื่อนพ่อค้าแม่ค้าด้วยกันเองด้วย จนไม่นานก็เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้นและทำให้มีลูกค้าจากหลายๆ จังหวัดเข้ามาติดต่อซื้อไปขายและปลูกเองที่บ้าน

ลีลาวดีที่สวนคุณมาโนช มีจำหน่ายหลากสีหลายสายพันธุ์ เริ่มตั้งแต่ราคาหลักสิบจนถึงหลักหมื่น ขายทั้งราคาปลีกและราคาส่ง หากใครต้องการที่จะหาซื้อหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ก็สามารถติดต่อสอบถามไปได้ที่ คุณมาโนช ลิ่มหุ่น โทรศัพท์ (085) 520-7773, (054) 226-575

มิถุนายน 27, 2011 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , | ใส่ความเห็น

ใบยาสูบอัดเป็นแท่ง กำจัดแมลงศัตรูพืช ปลอดภัยต่อเกษตรกรผู้ใช้ ไม่มีสารตกค้างในผลผลิต

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 501

เทคโนโลยีการเกษตร

อภิวัฒน์ คำสิงห์

ใบยาสูบอัดเป็นแท่ง กำจัดแมลงศัตรูพืช ปลอดภัยต่อเกษตรกรผู้ใช้ ไม่มีสารตกค้างในผลผลิต

ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีผลผลิตทางด้านการเกษตรจำนวนมากที่ผลิตขึ้นและสามารถทำรายได้ให้กับประเทศปีหนึ่งๆ เป็นจำนวนเงินมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตด้านพืชไร่ ผัก ผลไม้ ไม้ดอกไม้ประดับ ซึ่งในปัจจุบันนับว่ามีความสำคัญต่อมนุษย์ทั้งในด้านอาหารและเศรษฐกิจ

แต่ในขณะเดียวกัน กระบวนการผลิตต้องประสบปัญหาในเรื่องศัตรูพืชเข้าทำลาย ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเกิดความเสียหาย เกษตรกรจึงต้องหาวิธีการควบคุมและป้องกันมาใช้เพื่อทำให้ประชากรของแมลงศัตรูพืชทางการเกษตรนั้นให้ลดน้อยลง

ในปัจจุบันการควบคุมแมลงศัตรูพืช จะอาศัยหลักการและวิธีการหลากหลาย ทั้งในส่วนของการใช้สารเคมี การใช้เครื่องมือ หรือการใช้สารสกัดจากธรรมชาติ ฯลฯ การรมควันถือเป็นวิธีการกำจัดแมลงวิธีหนึ่งที่ทำให้สารออกฤทธิ์อยู่ในรูปแบบของก๊าซ สามารถสร้างความเสียหายแก่แมลงศัตรูพืช ซึ่งเป็นวิธีที่มีความแน่นอนสูงและถูกนำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย ในปัจจุบันสารที่ใช้ในการรมควันจะทำออกมาในรูปของเหลวหรือของแข็งก่อนนำไปใช้งาน

ดร. อุดมศักดิ์ เลิศสุชาตวนิช อาจารย์คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า มนุษย์เรารู้จักการใช้ประโยชน์จากพืชต่างๆ ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชมาเป็นระยะเวลานาน แต่สิ่งเหล่านี้กลับถูกมองข้าม ขาดการเผยแพร่ และศึกษาอย่างจริงจัง ประกอบกับในปัจจุบันสารเคมีทางการเกษตรหาซื้อได้ง่าย สะดวกต่อการใช้และเห็นผลได้รวดเร็ว แต่เมื่อใช้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน สารเคมีจะส่งผลกระทบต่อมนุษย์ สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อม ทำให้ปัจจุบันมีการให้ความสำคัญในการศึกษาพืชที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงศัตรูพืชกันอย่างกว้างขวาง เพื่อเป็นทางเลือกในการนำไปควบคุมแมลงศัตรูพืชและนำมาทดแทนสารเคมีที่เป็นอันตราย

“ใบยาสูบ (ยาเส้น ยาตั้ง)” เป็นพืชชนิดหนึ่งที่ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย อาจารย์พิเชษฐ์ สืบสายพรหม ดร. อุดมศักดิ์ เลิศสุชาตวนิช และ รศ.ดร. นิพนธ์ ทวีชัย (ผู้สนับสนุนทุนในการวิจัย) อาจารย์คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ศึกษา ทดลอง วิจัยหาขีดความสามารถและประสิทธิภาพของใบยาสูบเพื่อนำมาใช้ในการควบคุมแมลงศัตรูพืช

ทางเลือกใหม่สำหรับเกษตรกร

ใบยาสูบ พืชสมุนไพรที่รู้จักกันมานาน

ดร. อุดมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ยาสูบเป็นพืชที่ได้รับการจัดลำดับทางพฤกษศาสตร์ โดยจัดให้เป็นพืชในวงศ์โซลานซีอี เช่นเดียวกับมะเขือเทศ พริก มันฝรั่งและผักต่างๆ และอยู่ในสกุลนิโคเทียน่า ยาสูบเป็นไม้ล้มลุก ลำต้นตรง ไม่แตกกิ่งก้าน เป็นใบเดี่ยวเรียงตัวสลับเวียนรอบต้น รูปวงรีหรือรูปหอก ขอบใบเรียบ เนื้อบางนุ่ม ผิวมีขน ดอกช่อแบบพานิเคิล กลีบเลี้ยงสีขาว กลีบดอกสีชมพูอ่อน รูปกรวยมี 5 แฉก ลักษณะการปลูกจะเป็นการค้าทั้งหมด

ใบของยาสูบจะมีสารประกอบไนโตรเจนหรือที่เรียกว่า “อัลคาลอยด์” ซึ่งมีสารนิโคตินเป็นส่วนใหญ่ สารนิโคตินจะพบมากในส่วนของใบและก้าน สารนิโคตินในใบยาสูบจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช โดยเฉพาะแมลงในกลุ่มปากเจาะดูด เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ เพลี้ยไก่ฟ้า เพลี้ยแป้ง นอกจากนั้น สารนิโคตินยังเป็นสารที่สลายตัวได้ง่ายจึงไม่มีสารพิษตกค้างในผลผลิต ดินและสภาพแวดล้อม ปลอดภัยต่อเกษตรกรผู้ใช้

“การนำใบยาสูบมาอัดเป็นแท่งเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกในการนำสารนิโคตินไปใช้งานในรูปแบบของการรมควัน อันเนื่องมาจากรูปแบบที่ง่ายต่อการผลิต ใช้ต้นทุนการผลิตต่ำและมีราคาถูก จึงมุ่งเน้นและศึกษาถึงวิธีการผลิตใบยาสูบอัดแท่ง รวมถึงอัตราส่วนที่เหมาะสมในการผสมสำหรับการรมควัน” ดร. อุดมศักดิ์ กล่าว

ใบยาสูบที่จะนำมาเพื่อใช้ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชด้วยวิธีการรมควันนั้น จะทำออกมาในรูปแบบใบยาสูบอัดแท่งแบบแท่งธูปกำยาน ซึ่งกระบวนการและขั้นตอนในการผลิตนั้นง่าย สะดวก ไม่ซับซ้อน เกษตรกรทั่วๆ ไปก็สามารถทำใช้ได้ เพราะด้วยวิธีการทำที่ไม่ยุ่งยาก ต้นทุนในการผลิตที่ต่ำ บวกกับอุปกรณ์และวัสดุที่ใช้ก็สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป

อุปกรณ์และขั้นตอนในการผลิต

อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำใบยาสูบอัดแท่งจะประกอบไปด้วยใบยาสูบสายพันธุ์พื้นเมือง ขุยมะพร้าว ผงจันทน์เหนียวและบล็อคพิมพ์ขึ้นรูปที่ทำจากแผ่นซูเปอร์ลีน

เริ่มต้นของกระบวนการผลิตใบยาสูบอัดแท่ง ขั้นตอนแรกให้นำเศษใบยาสูบมาร่อนกับตะแกรงเพื่อคัดขนาดที่เล็กออกมาและนำไปบดเพื่อให้มีความละเอียดมากขึ้น จากนั้นให้นำขุยมะพร้าวแห้งที่บดมาร่อนกับตะแกรงและนำส่วนที่ร่อนแล้วซึ่งมีความละเอียดมาใช้เป็นส่วนผสม (ขุยมะพร้าวที่นำมาใช้อาจมีความชื้น ควรนำไปตากแดดให้แห้งประมาณ 1-2 วัน) นำใบยาสูบที่ร่อนผสมกับขุยมะพร้าวบดในอัตราส่วน 60 : 40 หรือ 80 : 20 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นนำผงจันทน์เหนียว (เปลือกต้นยางบง) ผสมเพิ่มเข้าไป 10-15 เปอร์เซ็นต์ ในแต่ละอัตราส่วน ซึ่งผงจันทน์เหนียวนั้นจะช่วยให้ใบยาสูบกับขุยมะพร้าวสามารถยึดเกาะกันได้ดีขึ้น และช่วยในการเผาไหม้ของใบยาสูบอัดแท่งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

หลังจากที่นำส่วนผสมแต่ละอัตราส่วนมาผสมกับน้ำให้มีความชื้นที่พอประมาณ (250 ซีซี/100กรัม) จากนั้นนำไปอัดลงในบล็อคพิมพ์ที่เตรียมไว้ เพื่อให้มีลักษณะเป็นกรวย (อาจจะเป็นรูปอื่นๆ ก็ได้ตามลักษณะการใช้งาน) และนำไปตากแดดให้แห้งประมาณ 1-2 วัน ก็สามารถนำมาใช้งานได้

สำหรับการนำไปใช้งานนั้น เกษตรกรสามารถนำไปช่วยกำจัดแมลงศัตรูพืชในโรงเรือนระบบปิด โรงเรือนเก็บรักษาผลผลิตและส่วนขยายพันธุ์ เช่น ท่อนพันธุ์มันสำปะหลัง ซึ่งวิธีใช้นั้นก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วหากจะให้ได้ประสิทธิภาพ ควรจะนำไปใช้กับส่วนขยายพันธุ์โดยวิธีการรมควันในตู้กระจก

วิธีการรมควันนั้นก็ไม่ยาก นำกิ่งพันธุ์ที่จะปลูกเรียงเข้าไปในตู้กระจกหรือภาชนะที่อากาศไม่สามารถเข้าได้ในลักษณะกระโจม (กล่องพลาสติคที่มีฝาปิด หรือภาชนะอื่นๆ ที่ดัดแปลงขึ้น) จากนั้นนำใบยาสูบอัดแท่งแบบแท่งธูปกำยานจุดไฟใส่ลงไปใต้กระโจม ปิดฝาปล่อยไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง

ในการรมควัน จะทำก่อนที่จะนำท่อนพันธุ์ไปใช้ 1 วัน เพลี้ยอ่อนที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ตามตากิ่งก็จะตาย ซึ่งสามารถช่วยในการระบาดของโรคได้อีกทางหนึ่ง

เกษตรกรท่านใดที่สนใจในเทคโนโลยีการเกษตรชิ้นนี้ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เลขที่ 50 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทร. (02) 579-0113 ต่อ 1296 (ดร. อุดมศักดิ์ เลิศสุชาตวนิช)

ต้นยางบง

มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Persea kurzii อยู่ในวงศ์ Lauraceae มีชื่อสามัญที่เรียกทั่วๆ ไปแตกต่างๆ กันไปตามท้องถิ่นในเมืองไทยว่า บงปง มง หมี ยางบง (Yangbong) ต้นยางบงเป็นพันธุ์ไม้ที่น่าสนใจ มีประโยชน์หลายประการ

ต้นยางบง เป็นพันธุ์ไม้ที่ขึ้นได้ง่าย แตกหน่อได้ดี เนื้อไม้เหมาะสำหรับใช้ในการทำเครื่องมือเครื่องใช้และใช้ทำเชื้อเพลิง เปลือกนำไปทำธูป และผสมสารกำมะถันทำยากันยุงได้ ยางใช้อุดรอยรั่วต่างๆ ได้ดี ปัจจุบันต้นยางบงธรรมชาติได้ถูกทำลายลงไปมาก เนื่องจากราษฎรต้องการขูดลอกเปลือกนำไปขาย โดยการตัดโคนต้นบงลงมาเพื่อขูดเปลือก สำหรับต้นยางบงจัดเป็นไม้หวงห้ามประเภท ข. ส่วนเปลือกของต้นยางบงก็เป็นของป่าหวงห้ามด้วย

ลักษณะใบ 

ใบมีขนาดกลางเป็นรูปไข่โคนเรียว ปลายใบแหลม ผลิออกจากกิ่งสลับกัน เนื้อใบหนา แสดงลักษณะอุ้มน้ำมาก มีเส้นใบ 7-11 คู่ ลักษณะดอก-ผล ดอกเป็นช่อออกที่ปลายกิ่งผล กลมเล็กคล้ายผลหว้า มีเยื่อหุ้มผล เมล็ดมีเมล็ดเดี่ยว สามารถผลิตกล้าไม้ได้กล้าเดียวต่อ 1 ผล เส้นผ่าศูนย์กลางของเมล็ดประมาณ 0.4-0.7 เซนติเมตร เปลือกเมล็ดเมื่อแก่ล่อนได้ผิวในมีน้ำมันเล็กน้อย จากการสอบถามทราบว่าเมล็ดที่มีขนาดใหญ่จะได้ต้นบงที่มีลักษณะเปลือกหนากว่าต้นบงที่เกิดจากเมล็ดที่มีขนาดเล็กกว่า เมล็ดจะแก่และร่วงประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน หากไม่เก็บนำไปเพาะจะงอกเองใต้โคนต้น เมล็ดมีชีวิตการงอกสั้นไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน

ถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์

ต้นยางบง เป็นไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง เป็นไม้ที่ไม่ผลัดใบ มีมากในบางจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะในแถบที่มีฝนตกชุกมากๆ แถบจังหวัดมุกดาหาร นครพนม อุบลราชธานี และบางท้องที่ในภาคเหนือ มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นทั่วๆ ไป เช่น บง ยางบง หรือหมี ต้นยางบงขึ้นในป่าดงดิบ ดังนั้น จึงชอบความชื้นมาก ปริมาณน้ำฝนในเขตที่จะปลูก ต้นยางบงควรอยู่ระหว่าง 1,200-2,000 มิลลิเมตร ต่อปี ดินที่ชอบคือ ดินร่วนปนทราย อุ้มน้ำได้ดีและเป็นดินลึก สามารถขึ้นในที่น้ำขังเป็นครั้งคราวในฤดูฝน เช่น ที่นา หรืออาจจะปลูกบนคันนาก็ได้

การขยายพันธุ์

ต้นยางบง เป็นไม้ที่ชอบขึ้นในที่ชื้น และมิได้มีการกระจัดกระจายโดยทั่วไป ดังนั้น การเก็บหาพันธุ์ไม้อาจจะได้จากแหล่งที่ขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคเหนือ โดยเก็บเมล็ดไปเพาะ เมล็ดเมื่อแก่มีสีดำ และร่วง (หากไม่เก็บบนต้น) ประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน เมล็ดที่ร่วงและเก็บไปเพาะเลยโดยไม่มีการเก็บไว้ค้างปี เมล็ดก็จะงอกดี มีเปอร์เซ็นต์การงอกประมาณ 80-90% โดยเมล็ดจะเริ่มงอกหลังจากเพาะแล้วประมาณ 15-30 วัน

การเก็บเมล็ดต้นยางบง มี 2 วิธี คือ

1. เก็บจากต้นโดยตัดช่อผล หรือใช้บันไดพาดโคนต้นช่วยในการเก็บผลขณะที่ผลยังไม่แก่จัดถึงกับร่วงหล่น เมล็ดจะยังมีเนื้อเยื่อหุ้มอยู่ ซึ่งก่อนจะเพาะต้องเอาเนื้อเยื่อออกก่อน

2. เก็บตามโคนต้นที่ร่วงหล่นตามโคนต้นแม่ หรือโคนต้นไม้อื่นที่อยู่ใกล้เคียง หากไม่เก็บเมล็ดที่ร่วงหล่นจะงอก เราสามารถถอนกล้ามาชำลงถุงได้ด้วย

ต้นยางบงขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด เนื่องจากมีเมล็ดขนาดใหญ่ สามารถจะเพาะลงถุงพลาสติคโดยตรงได้ การเพาะเมล็ดควรจะเพาะจากเมล็ดทันที ไม่เกิน 30 วัน

มิถุนายน 27, 2011 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , | ใส่ความเห็น

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,255 other followers

%d bloggers like this: