เปิดใจเจ้าอาวาส วัดธรรมิการามฯ เมื่อธรณีสงฆ์ (อัลไพน์) กลายเป็นเกมการเมือง

Published กุมภาพันธ์ 12, 2011 by SoClaimon

วันที่ 22/9/2009

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

การเมืองคือเรื่องผลประโยชน์ ของนักการเมืองและพวกพ้อง เช่นเดียวกับกรณี นักการเมือง หยิบยกการถอนโฉนดที่ดินธรณีสงฆ์ “สนามกอล์ฟอัลไพน์ และ บ้านจัดสรร ” ขึ้นมาเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง มีรายการ ขุดคุ้ย รื้อฟื้น ตามเช็คบิลฝ่ายตรงข้าม อย่างมันมือโดยไม่ สนว่า ชาวบ้านตา ดำๆ และ ภิกษุสงฆ์ จะได้รับความเดือดร้อนในเกมแห่งอำนาจ มากน้อยเพียงใด

ย้อนอดีต วัดธรรมิการามวรวิหาร อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีเจ้าอาวาสจำนวน 5 รูป นับจากปี พ.ศ. 2465 – 2493 พระครูธรรมาภิวัฒน์ (เป้า) อถิวัฒโน นิโลดม เป็นเจ้าอาวาสปกครองวัด เป็นองค์ที่ 1 เป็นเวลา 29 ปี ต่อมาพระเทพสุทธิโมลี (ปิ่น ปิณินนทริโย) เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 2 ปกครองวัด ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 – 2518 ได้ 27 ปี

ครั้งสมัยที่พระเทพสุทธิโมลี เป็นเจ้าอาวาสปกครองวัด ในปี 2512 นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา และนายพันโทพระชำนาญชาติศักดา เจ้ามรดกที่ ได้ยกที่ดินให้ พระเทพสุทธิโมลี จำนวน 2 แปลง เป็นที่ดิน อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เนื้อที่รวม 924 ไร่ 2 งาน 75 ตารางวา

หลังจากพระเทพสุทธิโมลี มรณภาพลง พระราชญาณดิลก (ชิด กนตสีโล) เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 3 ปกครองวัด จากปี พ.ศ. 2518 – 2522 ได้มรณภาพลง จากนั้น พระราชเมธาภรณ์ (จรัส สุมงคโล เอี่ยมสุวรรณ) เข้ารับตำแหน่งเจ้าอาวาสองค์ที่ 4 ตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 – 2541 ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ภายในวัดธรรมิการาม ฯ

โดยเจ้าอาวาสองค์ที่ 4 มีแนวคิดที่จะปรับปรุง ทำนุบำรุงวัด ซึ่งเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา เพราะวัดได้สร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2466 โดยเจ้าคุณและคุณหญิง ธรรมสาร ผู้ก่อตั้งวัด โดยเจ้าอาวาสองค์ที่ 4 ได้นำที่ดินที่ได้รับบริจาค ของคุณเนื่อม ชำนาญชาติศักดา และนายพันโทพระชำนาญชาติศักดา นำไปขาย เพื่อแลกเป็นปัจจัย จนเกิดกรณีพิพาทที่ธรณีสงฆ์ สนามกอล์ฟ อัลไพน์ และบ้านจัดสรรกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง หลังเจ้าอาวาสองค์ที่ 4 ได้มรณภาพลง

ช่วงปี 2533 ที่นายเสนาะ เทียนทอง เป็น รมช. มหาดไทย ผู้กำกับดูแลกรมที่ดิน มีการโอนที่ดินดัง กล่าวให้มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ช่วยจัดทำผลประโยชน์เพื่อใช้บำรุงวัดธรรมิการาม ฯ แต่มูลนิธิมหามกุฏ ฯ ได้ขายที่ดินต่อให้บริษัทอัลไพน์ฯ ที่มีพรรคพวกนายเสนาะ เป็นผู้ถือหุ้น

ครานั้นบริษัทอัลไพน์ฯ ได้ทำสนามกอล์ฟและหมู่บ้านจัดสรร และขายสนามกอล์ฟให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในปี 2542 ทว่าต่อมาคณะกรรมการกฤษฎีกา วินิจฉัยว่าที่ดินดังกล่าวเป็น “ที่ธรณีสงฆ์” ไม่สามารถซื้อขายได้ และกรมที่ดินได้มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินอัลไพน์ จนเกิดการอุทธรณ์ ต่อนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ ณ ปัจจุบันเป็น หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ครั้งนั้นนายยงยุทธ มีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งของกรมที่ดิน

มหากาพย์ ยังไม่จบเมื่อ นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ได้รื้อฟื้นเรื่องดังกล่าวขึ้นมา และกดดันให้ นายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เพิกถอนคำวินิจฉัยของ นายยงยุทธ อดีตรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย กลายเป็นเรื่องราววุ่นวาย พลิกขั้วกันไปมา

พระครูโอภาสธรรมทัศน์ หรือ “พระอุดมธีรคุณ” ผู้ปกครองวัดธรรมิการาม ฯ เจ้าอาวาสองค์ที่ 5 ซึ่งพระครูโอภาสธรรมทัศน์ ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ และเป็นพระรูปหนึ่งที่ร่วมลงมติเห็นชอบในการ ผาติกรรม (ขายที่ดิน) ทั้ง 2 แปลง ในครั้งนั้น และ เป็นผู้หนึ่งที่ ตกเป็นเหยื่อแห่ง เกมการเมือง ย้อน รำลึกอดีตให้ฟังว่า ก่อนขายที่ดิน หลวงพ่อ (หมายถึงพระราชเมธาภรณ์ ได้จัดให้มีการประชุมคณะสงฆ์ พระลูกวัดของวัดธรรมิการาม ฯ เพื่อขอความเห็นชอบ ลงมติ จะผาติกรรม ที่ได้รับบริจาค จำนวน 2 แปลง นั้นหรือไม่

โดยให้พระลูกวัดยกมือ ตอนนั้นพระครูโอภาสธรรมทัศน์ ดำรงตำแหน่งเป็นรองเจ้าอาวาส และมีพระลูกวัดรวมเป็น 18 รูป ผลการประชุมมี พระลูกวัดเห็นด้วย 14 รูป ไม่เห็นด้วย 4 รูป สุดท้ายเสียงข้างมากให้ ผาติกรรม

“จากนั้น หลวงพ่อ ได้ทำหนังสือถึงผู้อำนวยการมูลนิธิมหามกุฏ ฯ ขอให้ ติดต่อผู้จัดการมรดก โอนที่ดินให้กับมูลนิธิมหามกุฎฯ เพื่อจะได้ดำเนินการผาติกรรม นำปัจจัย มาบำรุงวัด ครั้งนั้นศาลแพ่งมีคำสั่งอนุญาตให้มูลนิธิมหามกุฎฯ เป็นผู้จัดการมรดกของ คุณยายเนื่อม ตามที่ได้ยื่นคำร้อง”

พระครูโอภาสธรรมทัศน์ เล่าว่า ทางมูลนิธิมหามกุฎฯ บอกกับทางวัดว่าทางวัดจะเข้ามาจัดการมากกว่านี้คงไม่ได้ เพราะเจ้าของมรดกได้ทำพินัยกรรม มอบให้ทางมูลนิธิมหามกุฎฯ เป็นผู้ดูแลตามพินัยกรรม ซึ่งเป็นความประสงค์ของเจ้ามรดก คือนางเนื่อม ที่ทำไว้

“หลวงพ่อก็ได้ปรึกษาอาตมาว่า ควรให้ทางมูลนิธิมหามกุฎฯ เป็นผู้ดำเนินการแทนวัด ตามพินัยกรรมที่ได้กำหนด ส่วนการผาติกรรม จะได้ปัจจัยเท่าไร ท่านเองก็ไม่อาจรู้”

พระครูโอภาสธรรมทัศน์ มาทราบภายหลังว่าการผาติกรรมครั้งนั้นได้ปัจจัยเป็นเงิน (ดูสัญญาซื้อขาย) 140 กว่าล้านบาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือเก็บไว้ที่มูลนิธิมหามกุฎฯ 135 ล้านบาท เพื่อความให้แน่ใจ ก่อนผาติกรรม พระครูโอภาสธรรมทัศน์ ก็ได้ย้ำถามหลวงพ่อท่านว่า “หลวงพ่อจะเอาหรือไม่” หลวงพ่อ ตอบโดยให้เหตุผลว่า ที่ผ่านมาที่ดินทั้ง 2 แปลง ทางวัดเก็บค่าเช่าได้เพียง ปีละ 50,000 บาท เมื่อหักภาษีแล้ว เหลือเพียง 40,000 กว่าบาทเท่านั้น บางทีเก็บค่าเช่าได้บ้าง ไม่ได้บ้าง

พระครูโอภาสธรรมทัศน์ เล่าว่า หลวงพ่อบอกกับอาตมาว่า เมื่อขายที่ดิน 2 แปลงนี้แล้ว จะให้มูลนิธิมหามงกุฎฯ นำเงินที่ได้ไปฝากธนาคาร เพื่อเก็บกินดอกเบี้ย สมัยก่อนวัดได้ดอกเบี้ยจากเงินฝากถึงเดือนละ 1 ล้านบาท ปัจจุบันทางวัดได้ดอกเบี้ยเพียงเดือนละไม่กี่สตางค์ เนื่องจากดอกเบี้ยเงินฝากปัจจุบันลดลง เงินที่ได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก ทางวัดได้นำมาพัฒนาสร้างวัตถุถาวรบำรุงพระพุทธศาสนา บำรุงการศึกษาของพระ และปรับปรุงพัฒนาวัดตามที่โยมเห็นอยู่

“ก่อนผาติกรรม ทุกคนบอกว่าถูกต้อง ถูกกฎหมาย แต่เวลาผ่านไป กลับออกมาบอกว่าการผาติกรรมครั้งนั้นไม่ถูกกฎหมาย จะให้อาตมาทำอย่างไร…?”

“อาตมาเห็นว่า ทุกฝ่ายไม่ควรนำการผาติกรรม ที่ดินธรณีสงฆ์ทั้ง 2 แปลงนั้น มาเป็นประเด็นแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมือง อยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน ร่วมกันหาข้อยุติ และไม่ควรคุ้ยเขี่ยเรื่องนี้อีกต่อไป เพราะกระทบต่อพระพุทธศาสนา”

การหยิบยกที่ธรณีสงฆ์ ขึ้นมาเป็นเกมต่อรองทางการเมืองครั้งนี้ ส่งผลให้ ญาติธรรมที่วัดธรรมิการาม ฯ แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งต้องการให้นำที่ดินกลับคืนมา ขณะที่อีกฝ่ายต้องการให้เรื่องยุติ ส่วนลูกหลานตระกูล “ชำนาญชาติศักดา” บอกกับ พระครูโอภาสธรรมทัศน์ว่า เรื่องนี้ไม่ควรปล่อยปะละเลยเพราะเป็นผลประโยชน์ของวัด

“ขณะนี้เรื่องทางโลก ก็วุ่นวายมากพออยู่แล้ว อาตมาเองก็ไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะไม่ใช่กิจของสงฆ์ เมื่อดำเนินการผาติกรรม ตามความประสงค์ของหลวงพ่อ ก็อยากให้เรื่องที่ท่านดำเนินการไปแล้วนั้นจบลง”

“อาตมาอยากจะบอกญาติธรรมว่า ถ้าอาตมาคิด ก็คิดได้ทั้ง 2 อย่าง คือเมื่อรับเงินเขามาแล้วการที่จะเอาที่ดินคืนกลับมาก็จะกลายเป็นว่าเราไม่มีสัจจะ หรืออีกแง่หนึ่งตามที่ญาติธรรมได้เคยบอกอาตมาไว้ว่า ทำไมอาตมาไม่รักษาผลประโยชน์ของวัด ซึ่งเป็นเรื่องที่อาตมาหนักใจ เพราะอาตมาทราบดีว่า หลวงพ่อมีความประสงค์ดีต่อวัด จึงอยากให้พวกญาติโยมตรองดู” พระครูโอภาสธรรมทัศน์ กล่าวทิ้งท้าย

เกมการเมือง กรณี ถอนโฉนดที่ดินอัลไพน์ นอกจากทำให้ชาวบ้านที่ซื้อที่ดินดังกล่าว เดือดเนื้อร้อนใจแล้วยังทำให้ “วัดธรรมิการาม ฯ” และ “ภิกษุสงฆ์” ร้อนรุ่มไปด้วย

ธนกร เกลอแก้ว
SCOOP@NAEWNA.COM

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: