ปัญหาภัยแล้งในภาคอีสาน

Published ธันวาคม 22, 2010 by SoClaimon

วันที่ 27/1/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

จากบทความเรื่อง “ความเข้าใจผิดๆเรื่องฝนแล้งในประเทศไทย” ( สกู๊ปแนวหน้า ฉบับที่ผ่านมา ) ได้แสดงเหตุผลและหลักฐานไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า ภาคอิสานไม่ใช่ภาคที่ฝนแล้งที่สุดในประเทศไทย แต่เป็นภาคกลางที่มีฝนแล้งที่สุด ไม่ว่าจะดูจากปริมาณฝนที่ตกหรือจำนวนวันที่ฝนตก ก็ล้วนยืนยันในข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่กลับมีข้อที่น่าสังเกตว่า เหตุใดภาคอิสานมักเกิดภัยแล้ง(น้ำไม่พอใช้อุปโภคบริโภค)มากกว่าภาคกลาง ซึ่งประเด็นนี้สามารถชี้แจงได้ดังนี้

ประการแรก ภาคอิสานมีภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงและมีแม่น้ำสายหลักที่สำคัญคือ แม่น้ำโขงอยู่ทางขอบด้านตะวันออก แม่น้ำชีทางพื้นที่ตอนบนและแม่น้ำมูลทางพื้นที่ตอนล่างของภาค แต่ทั้งจำนวนแม่น้ำและปริมาณน้ำที่มีนั้นเทียบไม่ได้เลยกับพื้นที่อันกว้างใหญ่และจำนวนประชากรผู้ใช้น้ำที่มีมากกว่าภาคอื่นๆ ขณะที่ภาคกลางมีภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มและมีพื้นที่ (ไม่รวมภาคตะวันออก) ราวครึ่งหนึ่งของภาคอิสานเท่านั้น แต่เป็นที่รวมของแม่น้ำสำคัญหลายสาย ทั้งเจ้าพระยา ท่าจีน และแม่กลอง อีกทั้งแม่น้ำเหล่านี้ยังมีน้ำหล่อเลี้ยงตลอดทั้งปีจากแม่น้ำสาขาต่างๆที่มีจำนวนค่อนข้างมาก แม้ภาคกลางจะมีฝนแล้งแต่ก็ไม่ค่อยเป็นปัญหาถึงขั้นเกิดภัยแล้ง(ขาดแคลนน้ำ) ขณะที่แม่น้ำสาขาของแม่น้ำสายหลักในภาคอิสานมักขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ภัยแล้งจึงตามมาเป็นปัญหาประจำปีของภาคอิสาน

ประการที่สอง พื้นที่ป่าไม้ในภาคอิสานมีน้อยและพื้นที่ป่าไม่ค่อยติดต่อกันเป็นผืนใหญ่ ซึ่งแตกต่างไปจากป่าไม้ทางด้านตะวันตกของประเทศไทย อันเป็นพื้นที่รับน้ำ(Watershed)ของแม่น้ำสายสำคัญในภาคกลาง ที่มีทั้งทุ่งใหญ่นเรศวรและป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งเป็นป่าที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่และมีความอุดมสมบูรณ์อยู่มาก จนได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโก(UNESCO) ให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ และเป็นที่ทราบกันดีว่า ป่าไม้คือแหล่งต้นน้ำลำธาร แม้ฝนจะแล้งบ้างก็ไม่ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำจนถึงขั้นเป็นภัยแล้ง เพราะในแม่น้ำลำคลองยังคงมีน้ำให้ใช้อยู่ นั่นเป็นเพราะป่าไม้เปรียบเสมือนอ่างเก็บน้ำในธรรมชาตินั่นเอง

นอกจากปัจจัยสำคัญทั้งสองประการดังกล่าวแล้ว ยังมีปัจจัยเสริมอื่นๆอีกที่ทำให้ภาคอิสานแห้งแล้ง เช่น ลักษณะพื้นที่และประเภทของเนื้อดิน เป็นต้น ซึ่งล้วนมีส่วนส่งเสริมให้เกิดความแห้งแล้งในภาคอิสานทั้งสิ้น แต่ปัจจัยเหล่านั้นไม่สำคัญมากเท่าปัจจัยทั้งสองประการที่กล่าวมา

จากสภาพดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า ปริมาณฝนไม่ใช่สาเหตุหลักที่แท้จริงของปัญหาภัยแล้งในภาคอิสาน แต่สาเหตุสำคัญที่แท้จริงคือ ปัญหาการไม่สามารถเก็บรักษาน้ำไว้ในพื้นที่ให้พอใช้ในช่วงฤดูแล้ง เพราะทั้งลักษณะภูมิประเทศและป่าไม้ซึ่งเปรียบเสมือนอ่างเก็บน้ำในธรรมชาติไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้หล่อเลี้ยงพื้นที่ในช่วงฤดูแล้งได้อย่างเพียงพอ ดังนั้น การแก้ปัญหาภัยแล้งในภาคอิสานจึงจำเป็นต้องเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหานี้ก่อนเป็นสำคัญ

การสร้างแหล่งเก็บกักน้ำนับเป็นทางการแก้ปัญหาโดยตรงของปัญหาภัยแล้งในภาคอิสาน แต่เรื่อง นี้ก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างอ่อนไหวด้านผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม เพราะโครงการขนาดใหญ่มักถูกต่อต้านโดยนักอนุรักษ์จนรัฐบาลไม่กล้าตัดสินใจ ขณะที่โครงการขนาดเล็กโดยมากจะมีประสิทธิภาพต่ำถึงต่ำมากจนไม่น่าลงทุน ปัญหาภัยแล้งจึงกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่มีผลกระทบทั้งต่อเศรษฐกิจและสังคมของคนอิสานมาช้านาน แต่ถึงอย่างไร ปัญหานี้ก็จะต้องได้รับการเยียวยาต่อไป จะมากจะน้อยก็ต้องแก้ไขกันไป การบรรทุกน้ำไปแจกจ่ายก็เป็นทางแก้ปัญหาทางหนึ่ง ถึงแม้จะเป็นแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ และไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาในระยะยาวแต่ประการใด แต่ถึงกระนั้นก็ยังจำเป็นต้องทำกันต่อไป ขณะเดียวกัน ผู้ที่เกี่ยวข้องก็จะต้องคิดและหาแนวทางแก้ปัญหาอื่นๆที่มีประสิทธิภาพมากกว่าและส่งผลดีในระยะยาวบ้าง มิเช่นนั้น การแก้ปัญหานี้ก็จะไม่มีที่สิ้นสุดอย่างเช่นทุกวันนี้

โดยหลักการพื้นฐานของการแก้ปัญหาความขาดแคลนใดๆนั้น ย่อมมีเพียงสองแนวทางหลักคือ การหาสิ่งนั้นมาเพิ่มและการลดปริมาณการใช้สิ่งนั้น เท่านั้น แต่สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่สามารถใช้แนวทางแรกได้อย่างเต็มที่ดังที่กล่าว แม้การทำฝนเทียมจะเป็นการช่วยเพิ่มปริมาณน้ำได้ แต่การทำฝนเทียมในช่วงฤดูแล้งก็เป็นเรื่องที่ยากจะประสบผล ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องก็ต้องพิจารณานำแนวทางที่สองมาลองใช้ดูบ้างคือ การลดปริมาณความต้องการใช้น้ำในฤดูแล้งลง เช่น การลดกิจกรรมที่ต้องใช้น้ำมากๆ หรือการสร้างงานอาชีพที่ใช้น้ำน้อยๆ เป็นต้น

ปัญหาภัยแล้งในทุกพื้นที่สามารถรู้ได้ล่วงหน้าตั้งแต่ปลายฤดูฝน บางพื้นที่จัดเป็นปัญหาซ้ำซากเพราะเกิดขึ้นแน่นอนทุกปี การแก้ปัญหานี้จึงน่าจะทำได้ดีและมีประสิทธิภาพกว่าการขนน้ำไปแจก เพราะสามารถวางแผนการแก้ปัญหานี้ล่วงหน้าได้นานเป็นเดือนเป็นปี (หลายสิบปี) และแนวทางดังกล่าวก็มีผู้นำมาใช้อยู่แล้วแต่เป็นเพียงบางส่วน ซึ่งปัญหาใหญ่ก็คือ แนวทางนี้ยากจะเห็นผลเป็นรูปธรรมถ้าไม่มีการดำเนินงานแบบบูรณาการเพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย และดูเหมือนจะเกินอำนาจหน้าที่ของกรมชลประทานด้วย ขณะที่นักการเมืองก็คงไม่มีใครสนใจที่จะแก้ปัญหาในแนวทางนี้ เพราะผลที่ได้ยากจะเห็นเป็นรูปธรรม(เหมือนปิดทองหลังพระ) ขณะที่คนของรัฐบาลในระดับจังหวัดที่เกิดภัยแล้งก็ยังคิดได้แค่หาน้ำไปแจกเป็นปีๆไป เพราะเห็นผลงานได้ชัดเจนกว่าการคิดทำโครงการระยะยาว บางทีกระทรวงทรัพยากรน้ำที่หลายฝ่ายพยายามผลักดันอาจจำเป็นต้องเกิดขึ้นมาเพื่อรับหน้าที่นี้โดยตรง

ผศ.สุพจน์ เอี้ยงกุญชร
คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: