“หมัก”ตีหน้าเศร้าออกจอNBT อ้างอยู่เพื่อทำงานให้”เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน”

Published ตุลาคม 4, 2010 by SoClaimon

วันที่ 8/9/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมาย เหตุ:นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ออกรายการ”สนทนาประสาสมัคร”ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที กรมประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2551 โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

“ผมไม่ได้คิดคนเดียว ตัดสินใจคนเดียว บอกเอาล่ะเพื่อรักษาสถานการณ์ก็ต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็มาดูแลกฎหมายฉบับไหน ๆ ลองดู มียาวเป็นศอกเลย เราก็เลือกเอาแค่ 5 ข้อ และก็เอาเฉพาะกรุงเทพมหานครที่ที่เป็นที่เกิดเหตุ นโยบายก็บอกว่าไม่ให้กระทบกระเทือนความเป็นอยู่ การทำมาหากินของประชาชน เรื่องการท่องเที่ยว ตีห้าก็ร่างเสร็จ ผมก็เซ็น หกโมงกว่าก็ส่งไปกรมประชาสัมพันธ์ ทางราชการเขาควรจะประกาศเจ็ดโมงเช้า คนทั้งประเทศฟังพร้อมกัน”

ก็ประกาศภาวะฉุกเฉินไป ผู้คนทั่วไปก็คงคุ้นเคยกับภาวะฉุกเฉิน แปลว่าเหมือนกับว่าทหารเอาปืนใส่มือให้ ถ้าโบราณก็เอาดาบใส่มือเลย ใส่มือปั๊บต้องไปขู่แล้วยิงเลย ถ้าใครไม่นั่นต้องยิงเป็นทำนองอย่างนั้น ถ้าดาบต้องเอาไปเงื้อเลย ถ้าไม่นั่นฟันเลย เขาก็คิดกันอย่างนั้น ทุกอย่างต้องสำเร็จเรียบร้อยเพราะประกาศแล้ว แต่ปรากฏว่าตนต้องอธิบายความให้ผู้คนว่านี่คือความจำเป็น ซึ่งอธิบายความเรื่องอย่างนี้เสร็จ ก็ตั้งกรรมการไว้ดูแลรักษาบ้านเมือง คณะกรรมการเขาก็ประชุมกัน ผู้บัญชาการทหาร (ผบ.ทบ.) เป็นประธาน มีรอง 2 รอง แล้วดำเนินการ ก็ประชุมหารือ ประชุมเกือบ 4 ชั่วโมง พอตกบ่าย ผบ.ทบ.แถลงอธิบายความชี้แจงให้ฟัง ผบ.ทบ.ปกติเป็นคนเงียบ ๆ ขรึม ๆ ไม่ค่อยพูดจาอะไร ต้องตอบคำถามผู้สื่อข่าว

“ท่านทั้งหลายที่ฟัง ผมเสียดายนะเวลาผู้สื่อข่าวพูด เสียงไม่ค่อยเข้าเท่าไร แต่เวลาเสียงเข้าอยู่ตรงที่เกิดเหตุ เสียงชัดเจน ออกมาซักถาม ถามกันรุนแรงครับ ผบ.ทบ. เป็นคนที่ไม่ได้ฝึกซ้อมเรื่องพรรค์นี้ไว้ครับ แต่ก็พูดจาเหมือนกับหลบ ๆ หลีก ๆ ว่าจะต้องยังไง ๆ สุดท้ายก็เข้าใจว่า เรื่องนี้จะปฏิบัติการทันทีอย่างที่เคยทำคงไม่ได้ เราเลือกใช้วิธีจะต้องแยกให้คนออกจากกัน ไม่ให้คนทะเลาะกัน เอาตรงนี้ก่อน ก็กลายเป็นอะไรกัน ผู้คนเขาคิดวิพากษ์วิจารณ์ นี่ทหารไม่อยู่ในคำสั่งของรัฐบาลหรือยังไง ผมฟังแล้วผมก็เข้าใจนะครับ”

ท่านทั้งหลายคงได้ฟังแล้วที่ตนพูดอธิบาย คือต้องรู้ว่าอะไรมันเกิดขึ้น มันเป็นยังไง ต้องให้คนทั้งบ้านทั้งเมืองต้องฉุกคิด ขอยืมคำพระพยอมท่านมาใช้ ต้องฉุกคิดว่ามันอะไร คณะผู้คนพวกนี้เขาเป็นใครมาจากไหน เขามี 5 คน เขาใช้ทีวีปลุกระดมกันมาทั่วประเทศ เป็นเวลายาวนาน พูดจาเอาข้างเดียวอะไรต่าง ๆ เราต้องทบทวนให้ฟัง เขาด่าว่ารัฐบาลเก่า นายกฯ คนเก่ากลับมา กลับมาได้ก็ต้องขึ้นศาล ยังไม่ทันไรก็จัดการ โดน 1 คดี ท่านก็บอกไม่ได้ท่านต้องถอยไปอยู่ข้างนอก และเสร็จแล้วก็เล่าต่อ ไป ๆ มา ๆ จะล่อมาพาดพิงถึงตน ฟังความดุด่าว่ากล่าวตนมีบันทึกหมดเลย เขาเขียนมาเลยใครด่ายังไง ๆ ตนบอกกรุณาเถอะ ขอบพระคุณที่ส่งมาให้ แต่จะไม่เอามาอ่านหรอก อ่านสาดเสียเทเสีย อย่างขึ้นศาลวันไหนก็ต้อง ศาลท่านคงฟังไม่ได้เหมือนกัน มันสุดจะนั่น ด่า ก่นด่า ตนก็ต้องถกเถียงตามประสา เพราะไม่ได้เป็นอย่างนั้น อ่านหนังสือพิมพ์ ตรงนี้ อย่าพูดถึงหนังสือพิมพ์ อย่าไปแตะต้องเขา ตนบอกว่าอ่านแล้วตนต้องมีความเห็น ก็เขามีความเห็นว่ากล่าว ทำไมตนนั่นไมได้

“คือสรุปความเป็นทำนองว่า คนผิดน่ะคือนายสมัคร ไม่ได้เอ่ยเลยคนที่มาทำ มายึดทำเนียบ ที่เข้าไปอยู่ อะไรต่าง ๆ ทำเนียบสกปรก เสียหาย ไม่มีใครว่ากล่าวเลยครับ แต่ว่าคนที่ผิดคือหัวหน้ารัฐบาล มันผิดตั้งแต่ต้นไม่ดูตัวเอง ไม่สำรวจตัวเอง โอ๊ย ออกมา ทุกคนกลายเป็นสูตรท่องกันมาเลยครับ หัวหน้าคนนี้มันเลว เลวยังไง เลวคือยกเขาพระวิหารไปให้ต่างชาติ ทำให้เสียดินแดน ทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง ยังไม่ได้ลงมือทำอะไร เริ่มต้นโครงการทั้งนั้น ยังไม่ได้ทำอะไรเลย สเปกก็ยังไม่ได้ออก โกงแล้ว ว่าทุจริตคดโกง ว่ายกชาติบ้านเมือง ทำให้เสียดินแดน สุดจะดุด่าว่ากล่าว ไอ้ที่พูดปลุกระดมนี่ล่ะครับ มีคนจำนวนหนึ่งไปฟังแล้วเชื่อ แล้วสุดท้ายกลับมา”

แต่ก็อยากจะขอบคุณสื่อ ถ้าไม่ได้สื่อรายงานจะไม่มีทางทราบเลยว่าคน 5 คนเขาคิดอะไรอย่างไร เขาพูดจาอย่างไร พูดออกมาคำก็บอกดี พูดออกมาเอ่อดี คือคนทั้งบ้านเมืองที่มีวิจารณญาณในการฟังอันดีจะรู้ทันทีเลยว่า ที่พูดมาไม่มีเหตุผล ไม่มีเหตุผลไม่ได้ ไม่เจรจาไม่อะไรทั้งสิ้น ต้องออก ออกไปเลือกตั้งกลับมาใหม่ ถ้าคณะนี้กลับมาอีกก็เอาอีก นั่นแหละคือความไม่มีเหตุผล ซึ่งทั้งหมดนี่ไม่มีอะไรจะพูดมากก็อยากจะขอบคุณสื่อทั้งหลาย ว่าตนมองในแง่เอาวิกฤตเป็นโอกาสคือไม่อยากให้รายงานมาก แต่รายงานมาก็เป็นเรื่องดี ได้รู้ว่าคิดอย่างไร ๆ รายงานข่าวผู้คนคิดอย่างไร คนนั้นไม่เห็นด้วยคนนี้ไม่เห็นด้วย พอมองดูบอกกลุ่มนี้ ๆ กลัวประชามติ มีคนกลัวประชามติ ได้รู้เลยใครเป็นใครสำนวนที่เขาพูดกันว่าเขาเรียกว่าไผเป็นไผ

เพราะอะไร วันนั้นนักข่าวบอก ไม่กลัวสงครามกลางเมือง ตนบอกมันจะสงครามกลางเมืองอย่างไร ในเมื่อพวกที่เขาอยู่ทำเนียบเขาบอกเขาอหิงสา เขาไม่มีอาวุธทหาร ตำรวจ ก็ถือแต่โล่ห์ ถือกระบอง ไม่มีอาวุธ แก๊สน้ำตายังไม่กล้าใช้เลย เกิดแก๊สน้ำตาไอ้บ้าที่ไหนยิงออกมาก็กลายเป็นว่ากำลังสอบอยู่รายละเอียด เป็นข่าวเอิกเกริก หนังสือพิมพ์พาดหัวกันใช้แก๊สน้ำตาแล้ว แล้วไปอย่างไร จะจุดเท่าไรก็ไม่ติด ทำอย่างไรเลือดก็ไม่นอง ออกซิบๆก็คงพอมีบ้าง เพราะอย่างนั้นก็บอกว่า ไม่เป็นปัญหาหรอก ตนจะไปอยู่สหประชาชาติทางนี้จะยึดอำนาจ ก็พิจารณาดูแล้วกันว่าสมควรไหม แต่ว่าถ้าตนอยู่แล้วยังเป็นนายกรัฐมนตรี รักษาบ้านเมืองได้มันก็เป็นหน้าตาของประเทศไทยว่าสถานการณ์ใครจะว่าเลวร้าย แต่นายกรัฐมนตรีไปปราศรัยที่สหประชาชาติได้ จะได้คุยกับคุณบัน คี มูน เลขาธิการยูเอ็นตามที่นัดหมายกันไว้ได้ จะได้แวะประชุมฑูตทางยุโรปได้ทำอะไรได้ ก็แปลว่าถ้ามันพออาศัยก็จะไป

“ถ้าเกิดจลาจลมันไปไม่ได้ล่ะครับ แต่มันไม่มีจลาจล ยังไงก็ไม่มีจลาจลครับ เพราะทุกอย่างเข้าที่ จนถึงวันนี้ผู้คนทั้งบ้านทั้งเมืองรู้แล้ว ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างไร”

“ผมรับผิดชอบ ผมพูดเอง อธิบายความเอง และรายการอย่างนี้ล่ะครับ รายการจากปากผม ถึงหูท่านพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ท่านลองใช้วิจารณญาณดูให้ดีแล้วกันว่า สถานการณ์ปัญหาบ้านเมืองเป็นอย่างไร ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ เห็นไหมครับ ไม่มีเหตุ และผู้ที่มาเรียกร้อง เป็นใครที่ไหนอย่างไร ที่ผมอยากให้ท่านตั้งข้อสังเกตคือ คนมีความรู้ มีการศึกษามากมาย ก็ตกลงหันหน้ามาชี้ว่า คนที่ผิดคือสมัคร ผมบอกไม่ได้ ชี้ได้ครับ แต่ว่าผมอธิบายความให้ฟังว่า ผมไม่ใช่อย่างนั้นล่ะครับ ทำไมแล้วคนพวกนี้เป็นยังไง ไม่มีใครไปแตะไปต้อง ไม่มีใครกล้าไปทำอะไร เป็นอะไรมาจากไหนยังไง ถึงได้หันมาเล่นงานรัฐบาล แม้กระทั่งในสภา ก็บอกนายสมัคร มันผิดยังไง มันเลวยังไง พูดไป โอ๊ย สมัครดิ้นบอกตัวไม่ผิด ก็ไม่ผิดนี่ครับ ผมทำงานให้บ้านเมือง ผมไม่มีผลประโยชน์ ผมไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว ถ้าผมพ้นวาระไป แต่เวลานี้มารับหน้าที่อยู่ ถ้าไม่ดูอยู่ตรงนี้ กระโดดลงเรือหนีไป ไม่ได้ล่ะครับ ผมทำไม่ได้เลย เพราะนี่ก็บ้านเมืองของผม”นายสมัคร กล่าว

สำคัญที่สุดสถาบันพระมหากษัตริย์ ตนจะต้องเป็นคนอยู่เฝ้าดูแลเรื่องนี้ เพราะชักสังหรณ์ใจ ชี้หน้าคนโน้นคนนี้ พวกที่ปลุกระดมกันทั้งหลาย ออกปากกันเอิกเกริกเสียอย่างนั้น ผิดปกติ แสดงความจงรักภักดีผิดปกติ เพราะยังไง เพราะไปเหยียบย่ำคนอื่นที่เขาไม่ได้แสดง ไม่ได้ออกมา ถือว่าเหยียบย่ำความรู้สึกของตำรวจ ทหาร ที่เขารักพระเจ้าอยู่หัว เทิดทูนพระเจ้าอยู่หัวด้วยใจ แต่นี่อะไร ปากรักเทิดทูน ใส่เสื้อใส่อะไร เหยียบย่ำ มันกลายเป็นว่าแล้วคนที่เขาไม่ได้แสดงออกอย่างนี้ เขาไม่ได้จงรักภักดีเหรอ เห็นไหม คนที่เขารักพระเจ้าอยู่หัวด้วยใจ รักพระราชวงศ์ด้วยใจมีเท่าไร และคนที่มาพูดจาอย่างนี้ จะไปยกย่องสรรเสริญคนพวกนี้ บอกเขารักและเทิดทูน แล้วคนที่เขาไม่พูด เขาไม่เสียรังวัดแย่เหรอ คนที่เคารพนับถืออยู่ในหัวใจเลย เขาไม่เสียรังวัด เขาไม่ตายเหรอ

“ในเมื่อคนพวกนี้มา และเอาความจงรักภักดีไปเหยียบย่ำคนอื่น ไม่ได้ล่ะครับ ผมถึงสังหรณ์ใจว่า นี่มันเกิดอะไรขึ้น เพราะดูแล้วคนพวกนี้คิดอะไรยังไง คิดอย่างไม่เป็นประชาธิปไตย อยู่ดี ๆ การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดันเสนอความเห็นบอกจะเอา 30 : 70 จะแต่งตั้ง 70 เลือกตั้ง 30 แล้วนี่ประชาธิปไตยอะไรครับ นี่คิดแบบประเทศอะไรครับ ลัทธิอะไรครับ ไม่นั่นไม่โน่นไม่นี่อะไรต่าง ๆ มองลึก ๆ เข้าไป ต้องร้องเอ๊ะ ต้องฉุกคิดว่าคนพวกนี้เป็นยังไง นี่สมมติว่าไปเกิดเห่อเหิม ยกย่องสรรเสริญไปให้ ได้อำนาจรัฐไปโดยอะไรก็ไม่รู้ แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับบ้านเมืองนี้ครับ จะต้องตั้งสภาใหม่หรือไง แล้วมีสภาขึ้นมา และก็ให้เลือกตั้งแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ แต่งตั้ง 70 เปอร์เซ็นต์ บ้านเมืองจะบริหารด้วยอะไรยังไง มันไม่รู้อะไรทั้งสิ้นครับ แต่ว่าคนดีมีความรู้ทั้งหลายไปยกย่องสรรเสริญ ไปส่งเสริม ผมต้องแสดงความประหลาดใจ ในที่สุดคนอย่างผมทำงานมา 7 เดือน โดนเหยียบย่ำ โดนชี้หน้า แล้วรวมความกัน”

ผมแน่ใจว่าทำสิ่งที่ถูกทำงานถวายเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ทำงานให้ดูแลบ้านเมืองทั้งหมด แน่ใจว่าทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่บัดนี้คนพวกหนึ่งจัดการยึดทำเนียบ ทำอะไรต่างๆ เหยียบย่ำ แล้วชักชวนผู้คน โดยใช้โทรทัศน์ปลุกผู้คน ล่อหลอก เสร็จแล้วปรากฏว่าสื่อสารมวลชนที่มีวิจารณญาณอันดี กลับหันมาชี้ที่ว่าไอ้นายกฯ นี่ต้องพิจารณาตัวเอง แม้แต่คนในสภา แม้แต่คนมีวิชาความรู้ ก็บอกนายสมัครไม่พิจารณาตัวเอง นายสมัครมันผิดมาตั้งแต่ต้น ไม่ครับ ตนต้องเถียงเลย แล้วตนไม่ยอมให้ใครทำกับตนอย่างนี้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: