ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ใครจะไปคิดว่า..ที่หนองหญ้าปล้อง เพชรบุรี ปลูกผักเมืองหนาวได้ กันยายน 17, 2010

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 485

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

พานิชย์ ยศปัญญา panit@matichon.co.th

ใครจะไปคิดว่า..ที่หนองหญ้าปล้อง เพชรบุรี ปลูกผักเมืองหนาวได้

หนองหญ้าปล้อง อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียงร้อยกิโลเมตรเศษๆ เท่านั้น ที่นั่นมีอะไรน่าสนใจมากมาย

อำเภอ นี้เคยขึ้นชื่อทางด้านมะม่วงส่งออก ส้มเขียวหวาน แต่ปัจจุบันงานผลิตมีน้อยลง แต่พืชพรรณที่สร้างงานทำเงินอย่างต่อเนื่อง มีมะนาว กล้วยไข่ มะละกอ พืชที่พิเศษก็มี อย่างเงาะ ทุเรียน แต่ไม่มากนัก

เมื่อ ครั้งไปทำข่าวส่งตะวันรีสอร์ท ได้พบเห็นมะแขว่น หรือพริกพราน ซึ่งจริงๆ แล้วไม้ชนิดนี้มีมากที่จังหวัดน่านและจังหวัดภาคเหนืออื่นๆ

ต้นสนสามใบก็โตวันโตคืน

จำ ได้ว่า เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว มีโอกาสตระเวนไปดูงานผลิตมะละกอ ได้ไปอาบน้ำแร่ ซึ่งเขาจัดสถานที่ได้สะอาด ราคาไม่แพง มีให้อาบตลอดปี ตกเย็นในวงสนทนา นอกจากอาหารเลิศรสแล้ว ยังได้ชิมห่อหมกปลาเลอะเทอะ ซึ่งรสชาติผสมผสานอร่อยล้ำลึก

ตั้งแต่นั้นมา หากว่างๆ ไม่ทราบว่าจะไปไหน ก็จะบึ่งรถไปเยี่ยม คุณบุญส่ง พูลพัฒน์ เจ้าของส่งตะวันรีสอร์ท ที่นั่นมีอะไรดึงดูดใจหรือ…ตอบได้เลยว่า เฉพาะทิวทัศน์สองข้างทางก็คุ้มค่าแล้ว เมื่อไปถึงที่นั่น…จะไปทะเลก็ไม่ไกล จะไปภูเขาก็ไปได้

เมื่อไม่นาน มานี้ ได้รับโทรศัพท์จากคุณบุญส่ง ว่ามีอะไรให้ดู เมื่อไปถึงจึงพบว่า มีแปลงปลูกผักเมืองหนาว แทบไม่เชื่อสายตา ว่า ผักบางอย่างจะสามารถปลูกได้ ทั้งปริมาณและคุณภาพ

นักเกษตรขนานแท้

กับพืชพรรณหลากหลาย

ส่ง ตะวันรีสอร์ท อยู่เลขที่ 110 หมู่ที่ 2 ตำบลยางน้ำกลัดเหนือ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี พื้นที่ทั้งหมดมีเพียง 100 ไร่ คุณบุญส่งปัจจุบันเป็นเจ้าหน้าที่เกษตร ของสำนักงานเกษตรอำเภอหนองหญ้าปล้อง

เจ้าของแนะนำพืชพรรณที่ปลูก…มีดังนี้

แรกสุด…ไม่ได้ปลูกอะไรเลย จำนวน 20 ไร่ ต้นไม้ที่มีอยู่เป็นพืชสมุนไพร ไม้หายาก ไม้ป่าที่มีคุณค่า

ต่อมามีไม้ผล พื้นที่ราว 20 ไร่ เน้นหนักไปทางขนุน

ไม้ ดอกไม้ประดับ มีพื้นที่ 30 ไร่ ที่ผ่านมาสร้างรายได้ให้ดีไม่น้อย คือลั่นทม จันทน์ผา ปัจจุบันยังคงมีอยู่ ต้นมีขนาดใหญ่ขึ้น มีนักจัดสวนไปขุดล้อมมาปลูกประดับ

กล้วย เจ้าของสะสมไว้ในพื้นที่ 5 ไร่ มีมากกว่า 50 สายพันธุ์ โดยเฉพาะกล้วยงาช้าง ผลมีขนาดใหญ่ จำนวนผลต่อเครือมีมากกว่าทางภาคกลาง ทั้งนี้คงเป็นเพราะสภาพอากาศเหมาะสมนั่นเอง นอกจากกล้วยงาช้าง คุณบุญส่งยังสะสมกล้วยสายพันธุ์อื่นๆ ที่สามารถปลูกเป็นการค้าได้ รวมทั้งกล้วยท้องถิ่นหายาก

ไผ่ของที่นี่ก็มีหลายสายพันธุ์ ล้วนแล้วแต่เด็ดๆ ทั้งนั้น

พื้นที่ ส่วนหนึ่ง เจ้าของได้สร้างบ้านพัก รวมทั้งจัดภูมิทัศน์กลมกลืนกับธรรมชาติ บางโอกาสมีคนเข้าไปพัก แต่ต้องติดต่อล่วงหน้านิดหนึ่ง เหตุที่สร้างบ้านพักขึ้น เพราะเขตนั้นมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ่อน้ำร้อน ซึ่งมีตลอดปี ส่วนระยะทางจากห่างกรุงเทพฯ เพียง 130 กิโลเมตร เท่านั้น

คุณบุญส่ง บอกว่า กิจกรรมที่ทำอยู่ สร้างรายได้ให้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ต้นไม้ใบหญ้าก็เกื้อกูลซึ่งกันและกัน

พืชผักเมืองหนาว

มาได้อย่างไร

เนื่อง จากเป็นนักเกษตร คุณบุญส่งจะสรรหาสิ่งแปลกใหม่ ที่คาดว่าเป็นประโยชน์ต่อตนเองและชุมชน เข้าไปสะสมไว้ ที่อื่นมี ส่งตะวันรีสอร์ทเป็นต้องมี

มีอยู่ช่วงหนึ่ง นักเกษตรท่านนี้ไปดูงานที่วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา พบว่า ที่นั่นปลูกผักเมืองหนาวได้เป็นเรื่องปกติธรรมดา เขาคิดว่าที่น้ำกลัดเหนือ อากาศคล้ายคลึงกันน่าจะปลูกได้ เขาจึงซื้อเมล็ดพันธุ์ที่วังน้ำเขียวมาปลูก

เจ้าของสถานที่ ให้ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ว่า ที่บริเวณนั้นสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 150 เมตร

อุณหภูมิ เคยต่ำสุด 12 องศาเซลเซียส สูงสุด 38 องศาเซลเซียส โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืนแตกต่างกันมาก บางช่วงต่างกันถึง 10 องศาเซลเซียส ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ต้นไม้ได้พักตัวและเจริญเติบโตเร็ว

“อุณหภูมิต่ำสุด 12 องศา ไม่ได้ต่ำทุกวัน เป็นบางเดือนเท่านั้น” เจ้าของรีสอร์ทบอก

ช่วงที่อากาศหนาวเย็นมากๆ อยู่ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม แน่นอนช่วงร้อนที่สุดคือเดือนเมษายน

แรกทีเดียว ที่นำพันธุ์ผักจากวังน้ำเขียวมาปลูก คุณบุญส่งไม่มั่นใจนัก แต่เวลาผ่านไป ปรากฏว่าผักที่ปลูกได้ผลดี

ผักที่ปลูกได้ผลนั้นมีผักตระกูลผักสลัดทุกสายพันธุ์

อย่างอื่นมีบร็อกโคลี่ กะหล่ำปม มะเขือม่วง ปวยเล้ง และอื่นๆ

ปลูกและดูแล

ให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ

เมล็ดพันธุ์ผักชุดแรกปลูกไปหมดแล้ว ต่อมาคุณบุญส่งได้ซื้อจากบริษัทโดยตรง

อายุของพืชผักที่ปลูก ส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 60-75 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว

ปลูกผักมาหลายรุ่น คุณบุญส่งเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า ปัจจัยสำคัญของการปลูกผักเมืองหนาว คือการปรับปรุงบำรุงดิน

เมื่อเริ่มปลูก มีการเตรียมดิน เหมือนอย่างการปลูกผักทั่วไป แต่เรื่องปุ๋ยมีความสำคัญมาก

“ต้องปรับปรุงดินให้ดินมีชีวิต” คุณบุญส่ง บอก

คุณ บุญส่งแนะนำปุ๋ยหมักชีวภาพอย่างง่าย ประกอบด้วย แกลบดิบใหม่ๆ 3 ส่วน มูลวัว 3 ส่วน และรำ 1 ส่วน หมักไว้ 1 เดือน จากนั้นนำไปใส่ให้กับผักที่ปลูก ปริมาณการใส่ให้นั้น ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน หากดินที่มีอยู่ อินทรียวัตถุสูง ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ให้มาก แต่หากเป็นเขตที่ดินเสื่อมโทรม ใส่ให้มากหน่อยก็ไม่เป็นไร

สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ ฟาง เมื่อปลูกผักลงดิน ต้องใช้ฟางคลุมรักษาความชื้น ช่วยป้องกันวัชพืช

เนื่องจากเป็นผักอายุสั้น ศัตรูที่พบอยู่จึงแทบไม่มี บางคราวพบการแทะเล็มผักบ้าง แต่เจ้าของไม่ได้ใช้สารเคมีแต่อย่างใด

เรื่อง น้ำ สำหรับผักมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ผักขาดน้ำไม่ได้ แต่ปริมาณที่รดให้ ขึ้นอยู่กับสภาพของดินว่ามีความชื้นมากน้อยเพียงใด หากหน้าฝน น้ำอาจจะให้น้อยหน่อย แต่หากเป็นหน้าแล้ง หรือหน้าหนาว อาจจะต้องรดให้ทุกวัน ซึ่งคุณบุญส่งยืนยันว่า ผักที่ตำบลยางน้ำกลัดเหนือ สามารถปลูกได้ทั้งปี ไม่มีเว้นว่าหนาว ร้อน หรือฝน

ตลาดเริ่มให้ความสนใจ

คุณ บุญส่ง บอกว่า ผลผลิตผักที่ปลูกได้ คุณภาพไม่แตกต่างจากที่อื่น อย่างบร็อกโคลี่ ได้ขนาด 2 หัว ต่อ 1 กิโลกรัม ผักสลัดและผักชนิดอื่นๆ ก็ได้ผลดี

ราคาผักที่จำหน่ายได้นั้น อยู่ที่กิโลกรัมละ 60 บาท สูงสุดไม่เกิน 100 บาท เป็นผักอินทรีย์แท้ๆ ไม่มีการใช้สารเคมีแม้แต่หยดเดียว

ผัก ที่คุณบุญส่งปลูก ได้รับความสนใจจากคนภายนอกไม่น้อย ทั้งนี้เพราะเป็นของแปลกใหม่ ทางจังหวัดเพชรบุรีนั้นเป็นทางผ่าน มีร้านรวงมากมาย ร้านอาหารก็มีไม่น้อย

“ตลาดตอนนี้ มีบริษัทญี่ปุ่นเข้ามาพูดคุยด้วย ทางโรงแรมก็เริ่มสนใจ” คุณบุญส่ง บอก

เดิมที หนองหญ้าปล้อง มีชื่อเสียงมากๆ ทางด้านส้มเขียวหวาน มะม่วงส่งออก ปัจจุบันที่ยืนหยัดผลิตและสร้างงานทำเงินได้ดีคือ มะละกอ เกษตรกรบางรายมีรายได้เป็นล้านบาทต่อปีก็มี

ผักเมืองหนาวอย่างบร็อค โคลี่ และชนิดอื่นๆ คงได้รับความสนใจจากผู้ผลิตไม่น้อย เพราะเป็นสิ่งแปลกใหม่ เรื่องนี้คุณบุญส่งบอกว่า ตนเองในฐานะที่เป็นนักเกษตร มีความพร้อมที่จะให้เกษตรกรผู้สนใจเข้าไปดูงาน รวมทั้งเรียนรู้การผลิตอย่างจริงจังโดยไม่ปิดบัง

หากพูดในแง่ช่องทาง การตลาด ผักเมืองหนาวเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง ที่เป็นตัวเลือกให้กับผู้ซื้อ พ่อบ้าน แม่เรือน แทนที่จะซื้อถั่วฝักยาว แตงกวา เมื่อมีผักเมืองหนาว จะช่วยให้อาหารในครัวเรือนอร่อยขึ้นอีกหลายเท่า

ผู้อ่านท่านใดสนใจเกี่ยวกับผักเมืองหนาวที่หนองหญ้าปล้อง ถามได้ตามที่อยู่ หรือโทร. (081) 378-3911

บร็อกโคลี่ (Broccoli)

บร็อกโคลี่ จัดเป็นพืชผักตระกูลกะหล่ำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brassica oleraceae

บร็อก โคลี่เป็นผักที่ปลูกเพื่อบริโภคส่วนของดอกอ่อนและก้าน ส่วนของดอกบร็อกโคลี่จะมีสีเขียว ประกอบด้วย ดอกย่อยขนาดเล็กสีเขียวเป็นจำนวนมาก ที่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ มีลักษณะแน่น แต่ไม่อัดตัวกันแน่น เหมือนดอกกะหล่ำ

บร็อกโคลี่มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนใต้ของยุโรป นำเข้ามาปลูกในเมืองไทยนานแล้ว ส่วนใหญ่ปลูกอยู่ทางภาคเหนือ

บล็อกโคลี่นั้น เป็นผักเพื่อสุขภาพ ที่มีต้นกำเนิดมาจากอิตาลี ตั้งแต่สมัยโรมัน

สาเหตุ ที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มของผักจำพวกกะหล่ำปลี และกะหล่ำดอก เพราะมีส่วนประกอบที่ใกล้เคียงกันทั้งรสชาติและปริมาณเส้นใย รวมทั้งธาตุกำมะถัน ที่มักจะมีอยู่มากในผักที่มีสารอาหารบำรุงสุขภาพ

ใน ทางการแพทย์นั้นมีการวิจัยมาแล้วว่า การรับประทานบล็อกโคลี่เป็นประจำนั้นสามารถช่วยยับยั้งการลุกลาม แถมยังช่วยลดอัตราเสี่ยงการเป็นมะเร็งปอดได้ ทั้งนี้เพราะว่าในบร็อกโคลี่นั้นมีสารที่ชื่อว่า ไอโซธิโอไซยาเนทส์ (Isothiocyanates) ที่มีความสามารถช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งปอดนั่นเอง แถมนอกจากนี้แล้ว บล็อกโคลี่ยังสามารถป้องกันอัตราเสี่ยงการเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะอีกด้วย

บร็อกโคลี่ทำอะไรได้หลายอย่าง เป็นต้นว่าผัดกับหมู กุ้ง ปลาหมึก หรือต้มจิ้มน้ำพริก

 

สวนผักหวานป่า พืชเศรษฐกิจสวนผสม หนึ่งเดียวของเมืองละโว้

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 485

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

นวธร ประจักษ์

สวนผักหวานป่า พืชเศรษฐกิจสวนผสม หนึ่งเดียวของเมืองละโว้

ผัก หวานป่า นับได้ว่าเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง ที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านได้ดี บางปีบางแห่งในช่วงแรกๆ ที่ผักหวานออกใหม่ๆ จะมีราคา 180-200 บาท ต่อกิโลกรัม ทำรายได้ให้ชาวบ้านที่มีอาชีพการหาของป่าขายได้ไม่น้อย

คุณลุง เหรียญทอง ภูหมื่น เกษตรกรตัวจริงของบ้านเขาช่องแคบ ตำบลเขาน้อย อำเภอลำสนธิ จังหวัดลพบุรี ปราชญ์พื้นบ้านที่คนในชุมชนและหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานต่างให้การยอมรับ ในความคิดแบบบูรณาการแบบชาวบ้านของคุณลุงเหรียญทอง

“ครั้งแรกที่ลุง ไปขุดต้นผักหวานมาปลูกในไร่ หลายคนกลับมองว่าลุงบ้า เพี้ยนไปแล้ว มันเป็นไปได้อย่างไรกัน ต้นผักหวานมันเป็นของป่า นำมาปลูกไว้ในบ้าน มันไม่มีทางขึ้น” บทสนทนาครั้งแรกที่คุณลุงเหรียญได้เล่าให้ฟังด้วยความเป็นกันเอง

“ผัก หวานมันเป็นพืชที่อยู่บนเขาในป่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็จะต้องตื่นนอนแต่เช้า รีบออกไปหาเก็บ ซึ่งเป็นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ยาย ลุงคิดว่าเราน่าจะลองนำผักหวานมาปลูกเอาไว้ในไร่จะดีกว่า พอถึงฤดูกาลหน้าผักหวานก็ไม่ต้องเสียเวลาออกไปหาเหมือนกับคนอื่นๆ เขา ในปี 2540 ก็เลยชวนแม่จำเนียร ภรรยาคู่ยาก ชวนกันไปหาขุดต้นผักหวานบนเขานำมาปลูกทดลองดู ปรากฏว่าครั้งแรกขุดมาเกือบ 30 ต้น รอดเพียงไม่กี่ต้น เลยมานั่งคิดทบทวนหาวิธีการใหม่ ลองผิดลองถูกไปหลายวิธีอยู่หลายปี ด้วยความมุ่งมั่นอย่างไม่ย่อท้อในความอันน่าจะเป็น” คุณลุงบอก

ปัจจุบัน คุณลุงกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องผักหวานโดยปริยาย จนกลายเป็นไร่ผักหวานที่สมบูรณ์แบบ กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน โดยสำนักงานปฏิรูปที่ดิน จังหวัดลพบุรี ทำป้ายมาติดตั้งเอาไว้ให้ผู้คนทั่วไปได้เข้ามาชมและศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง

ปัจจุบัน มีต้นผักหวานหลายขนาดไม่ต่ำกว่า 2.000 ต้น ในเนื้อที่จำนวน 3 ไร่ ที่ปลูกแซมกับต้นมะขามเทศของสวนเหรียญทอง

ใน แต่ละปีก็ทำรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้กับคุณลุงเหรียญทองไม่น้อย หลายคนที่กล่าวหาว่าแกบ้า สุดท้าย ก็ต้องมาเรียนรู้จากคุณลุงเหรียญทอง

ผักหวาน มีวิธีการเพาะปลูกขยายพันธุ์อยู่ 4 วิธี

หนึ่ง ขุดทั้งต้นมาปลูกเลย วิธีการนี้ขั้นตอนยุ่งยาก ส่วนใหญ่ต้นผักหวานก็มักจะไม่รอด เนื่องจากต้นผักหวานจะอ่อนไหวในเรื่องรากถูกกระทบกระเทือน ประเด็นสำคัญ จะเป็นการทำลายป่า ทำลายต้นผักหวานโดยไม่รู้ตัว คุณลุงเหรียญแกไม่สนับสนุน

สอง การตอนกิ่ง ให้เลือกกิ่งที่ไม่อ่อนไม่แก่เกินไป ขั้นตอนต่างๆ ก็เหมือนการตอนพืชทั่วๆ ไป คือใช้กาบมะพร้าวเป็นตัวหลัก ห้ามใช้ดินพอก หัวใจสำคัญคืออย่าให้กาบมะพร้าวแห้ง หากพบว่ารากเริ่มงอกก็ตัดลงดินได้เลย อย่าปล่อยรากงอกจนเขียว เพราะต้นผักหวานจะปลูกไม่ขึ้น

สาม ใช้เมล็ด ต้องใช้เมล็ดที่ห่ามๆ เมล็ดสุกใช้ไม่ได้ นำมาตากแดดประมาณชั่วโมง จึงนำเปลือกด้านนอกออก และกะเทาะเอาแต่เมล็ดอ่อนข้างใน ขุดหลุมขนาดกว้างยาว 2 คืบ นำเมล็ดลงปลูกได้เลย รดน้ำพอชุ่ม อย่าให้เปียกชื้นเกินไป จากนั้นก็อดใจรอ ประมาณ 1-2 เดือน เมล็ดถึงจะงอก พองอกมาแล้ว เราต้องทำที่บังแดด เพื่อให้ต้นผักหวานได้เจริญเติบโตอย่างเต็มที่

สี่ ขยายต้นทางราก คือต้นผักหวานที่เราปลูกเอาไว้ในสวน ให้ขุดหารากที่มันเลื้อยขนานไปกับพื้นดิน จากนั้นก็ตัดรากให้ขาดจากต้นแม่ ปล่อยทิ้งเอาไว้ตามธรรมชาติ จากนั้นไม่นานรากบริเวณที่ตัดเอาไว้ ก็จะได้ต้นผักหวานต้นใหม่ขึ้นมา ซึ่งก็จะขึ้นอยู่รอบๆ ต้นผักหวานต้นเดิม ที่เราตัดรากนั่นเอง ที่สำคัญต้องใช้ต้นผักหวานที่โตเต็มที่แล้วมาตัดราก

ผัก หวานป่า เป็นพืชที่ไม่ชอบแสงแดดมากนัก การปลูกควรจะปลูกแซมใกล้ไม้ใหญ่ ที่จะให้ต้นผักหวานได้หลบบังแสงแดดได้บ้าง หากปลูกในที่โล่งๆ ต้นผักหวานก็จะแคระแกร็น ใบก็ออกรีๆ เล็กๆ และจะเป็นสีเหลืองไม่สวยงาม ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ที่สำคัญรสชาติก็ไม่อร่อย

ปัจจุบัน ตลาดผักหวานป่า ยังเป็นที่ต้องการอยู่มาก เนื่องจากหายาก มีจำนวนน้อย ในเรื่องความอร่อยและราคาก็คนละเรื่องกับผักหวานบ้าน ที่สำคัญราคาก็ไม่เคยตก ยกเว้นช่วงท้ายฤดูการเก็บเกี่ยวเดือนเมษายน จะตกประมาณกิโลกรัมละ 100-120 เป็นอย่างต่ำ

ผักหวานป่า จึงเป็นทางเลือกใหม่ของเกษตรกรอีกทางหนึ่ง ที่สามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดี ขั้นตอนการปลูกและการดูแลรักษาก็ไม่ยุ่งยาก ประเด็นสำคัญแมลงศัตรูพืชก็ไม่ค่อยจะรบกวน เหมือนพืชชนิดอื่นๆ ยาฆ่าแมลง สารเคมีอื่นๆ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ จึงเป็นอาชีพหนึ่งที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยไม่ต้องหวังพึ่งสารเคมี ที่มีอันตรายรอบด้าน

รักษ์โลก รักธรรมชาติ โดยการหันมาปลูกผักหวานป่ากันดีกว่า ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคก็จะปลอดภัยกับสารเคมีตกค้าง อันเป็นสาเหตุของโรคภัยนานาประการ คุณลุงเหรียญทอง กล่าวทิ้งท้าย

เกษตรกร รายใดต้องการเรียนรู้เรื่องผักหวานป่า สนใจอยากจะไปดู ไปศึกษาเรียนรู้ หรืออยากได้กิ่งนำไปทดลองปลูก ก็สามารถติดต่อไปได้ที่ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน สวนผักหวานเหรียญทอง โทร. (081) 654-5837

 

อินทผลัมไทย ปลูกง่ายให้ผลเร็วกว่าต่างประเทศ ฝีมือ ศักดิ์ ลำจวน แม่โจ้ 36

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 485

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

ธงชัย พุ่มพวง

อินทผลัมไทย ปลูกง่ายให้ผลเร็วกว่าต่างประเทศ ฝีมือ ศักดิ์ ลำจวน แม่โจ้ 36

อินทผลัม ไทย เป็นผลงานการผสมพันธุ์ที่เป็นฝีมือของเกษตรกรไทย นามว่า คุณศักดิ์ ลำจวน หรือที่ชาวอำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ รู้จักในนามของ โกหลัก เป็นศิษย์เก่าเกษตรแม่โจ้ รุ่นที่ 36 และเพื่อเป็นเกียรติแด่สถาบันการศึกษา จึงได้ตั้งชื่อว่า พันธุ์ KL.1. (แม่โจ้ 36) ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าจะสำเร็จได้สายพันธุ์ที่แน่นอนและคงที่ ได้เคยนำเสนอผลงานในงานพืชสวนโลกราชพฤกษ์ 2549

ผู้เขียนเองได้นำ เสนอไปแล้วตั้งแต่ปีนั้น ทำให้มีเกษตรกรให้ความสนใจสั่งซื้อต้นอินทผลัมไทยไปปลูกทั่วประเทศเป็นจำนวน มาก รวมไปถึงต่างประเทศที่นิยมบริโภค สั่งซื้อไปปลูกรายละไม่ต่ำกว่าหมื่นไร่ เช่น คูเวต ซาอุดีอาระเบีย โอมาน มาเลเซีย สิงคโปร์ ฯลฯ ทั้งนี้ เพราะอินทผลัมไทยพันธุ์นี้ ให้ผลผลิตในระยะเวลาเพียง 3 ปี บางพื้นที่ 1-2 ปี เริ่มให้ผล แต่ในต่างประเทศต้องใช้เวลานานถึง 7 ปี การปลูก ดูแลรักษาเหมือนกับการปลูกปาล์มหรือมะพร้าว โรคแมลงรบกวนน้อย สามารถผลิตแบบพืชปลอดสารพิษ ได้การรับรองจากกรมวิชาการเกษตร ให้ผลดก รสชาติหวานมัน เนื้อมาก เมล็ดเล็ก รับประทานได้ทั้งผลดิบและผลสุก เก็บไว้รับประทานได้นาน เป็นไม้มงคลและไม้ประดับได้สวยงาม มีคุณค่าทางโภชนาการ มีสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ย่อยง่าย ลดอาการท้องผูก ป้องกันมะเร็งช่องท้อง มะเร็งลำไส้ รับประทานเพียงครึ่งชั่วโมงจะรู้สึกอิ่มท้อง มีสรรพคุณทางยาคือ ลดเสมหะในลำคอ แก้เจ็บคอ แก้กระหายน้ำ

จากการติดตามผลการปลูกและการ ติดต่อสอบถามกลับไปยัง คุณศักดิ์ ลำจวน ทำให้ทราบว่า ก่อนที่เกษตรกรจะสั่งซื้อต้นอินทผลัมไปปลูก จะได้รับคำแนะนำวิธีการปลูก การดูแลรักษา และเกษตรกรบางรายเข้าเยี่ยมชมภายในสวน เกษตรกรหลายรายได้โทรศัพท์ติดต่อสอบถามข้อมูลในเรื่องของการจัดการดูแลรักษา เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ เพราะว่ายังไม่มีเอกสารคำแนะนำวิธีการปลูกต้นอินทผลัม แม้แต่ตำราในต่างประเทศก็ยังไม่มี คงมีแต่การปลูกอินทผลัมที่ใช้ในการจัดสวนเท่านั้น บ้านสวนโกหลักจึงได้รวบรวมวิธีการปลูก ขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษา และขั้นตอนต่างๆ การเก็บเกี่ยว จึงขอแนะนำแก่เกษตรกรที่ปลูกไปแล้วและสนใจที่จะปลูกต้นอินทผลัมไทย ดังนี้

ปี แรก ต้นอินทผลัมใช้ระยะปลูก 8×8 เมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักและเปลือกถั่วลิสงแห้ง หลังจากปลูกไปแล้ว 1 เดือน ควรใส่ปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งการแตกยอดและโตเร็ว โดยใช้ปุ๋ย สูตร 27-5-5 หรือ 15-15-15 ใส่เดือนละ 2 ครั้ง ห่างจากโคนต้นประมาณ 1 ศอก ในช่วงฤดูฝนไม่จำเป็นต้องให้น้ำ ในปีแรกอาจจะติดผลหรือออกจั่นบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นตัวผู้ ปีที่สอง เป็นปีที่จะเริ่มให้ผล ควรใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น มูลค้างคาว มูลไก่ ควรใส่ช่วงต้นฝน เมื่อถึงปลายฤดูฝน ประมาณเดือนตุลาคม จะเป็นช่วงที่สะสมอาหาร ควรใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 หากปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ควรใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก อีกครั้งหนึ่ง แล้วหยุดให้น้ำ อินทผลัมจะเริ่มออกดอกตั้งแต่เดือนธันวาคม-มีนาคม ระยะที่เริ่มออกดอกควรช่วยในการผสมเกสรเพื่อจะได้ติดผลดก ดีกว่าปล่อยให้ผสมเองตามธรรมชาติที่ต้องอาศัยลมหรือแมลง ช่วงปีที่สาม ปฏิบัติเช่นเดียวกับปีที่สอง ไม่ควรใช้ปุ๋ยเร่งลำต้น แต่เน้นการใช้ปุ๋ยที่สะสมอาหาร สังเกตทรงต้น กิ่งก้านใบ ควรใช้ไม้ค้ำยันช่วยพยุงก้านใบและทะลายผลที่มีจำนวนมาก น้ำหนักมาก ทำให้ก้านใบโค้งต่ำติดดินหรือหักได้ง่าย ใช้เชือกหรือยางในรถจักรยานยนต์ผูกก้านใบที่มีทะลายอินทผลัมช่วยรับน้ำหนัก และสามารถโยกไปมาตามกระแสลมได้ สำหรับเกษตรกรที่มีพื้นที่จำกัด หรือต้องการปลูกเป็นไม้มงคลที่ให้ผลสีเหลืองทองไว้หน้าบ้าน สามารถปลูกในกระถางหรือเข่งขนาดใหญ่ ก็ให้ผลผลิตได้เช่นกัน

การ ปฏิบัติดูแลรักษาอินทผลัมทั่วไปคือ บางต้นอาจจะมีหน่อแตกออกด้านข้าง ควรขุดออกทิ้งไป เพราะจะเป็นการแย่งอาหารจากต้นแม่ อาจจะนำไปขยายพันธุ์ก็ได้แต่ต้องใช้เวลาเพาะเลี้ยงนานกว่าต้นที่ได้จากการ เพาะเมล็ด ปุ๋ยที่เหมาะสมกับอินทผลัมคือ ปุ๋ยจากมูลไก่ไข่ เพราะมูลไก่มีธาตุอาหารเสริมที่เหลือจากการให้อาหาร เป็นประโยชน์กับต้นอินทผลัม ศัตรูพืชของอินทผลัมคือ ด้วงมะพร้าว หนู ตุ่น และคน ควรหมั่นตรวจดูแลสวนบ่อยครั้ง ต้นที่อายุมากควรตัดใบแก่ด้านล่างออก คล้ายกับการตัดใบของปาล์มน้ำมันหรือปาล์มประดับ เพื่อไม่ให้เป็นที่วางไข่ของด้วงมะพร้าว ควรใช้สารอินทรีย์ชีวภาพราดบริเวณโคนต้นเพื่อกำจัดไข่ด้วงมะพร้าว หากปลูกในพื้นที่ใกล้กับสวนมะพร้าวหรือมีด้วงมะพร้าวระบาด ควรใช้สารเคมีฟูราดานหว่าน ปีละ 2 ครั้ง การป้องกันหนูขึ้นไปกัดกินผล ควรใช้แผ่นสังกะสี กว้างประมาณ 1 เมตร ล้อมรอบลำต้น และอย่าให้ก้านใบติดกับต้นไม้อื่นที่อยู่ใกล้เคียง ที่หนูสามารถเดินผ่านมายังต้นอินทผลัมได้

วิธีช่วยผสมเกสร เกษตรกรบางรายที่ปลูกอินทผลัมไทยพันธุ์ KL.1 หากพบว่ามีต้นเพศเมียมากจะทำให้ได้ผลผลิตมากด้วย มีต้นเพศผู้น้อยจะเป็นการดี แต่ควรช่วยในการผสมพันธุ์ การช่วยผสมพันธุ์ให้กับต้นเพศเมียนั้น ทำได้ง่าย ด้วยการนำถุงพลาสติคใสคลุมที่ช่อเกสรตัวผู้ เขย่าให้เกสรตัวผู้หล่นลงในถุง เกสรตัวผู้จะมีสีขาวขุ่นคล้ายแป้ง จากนั้นนำมาแบ่งลงในถุงเปล่าอีกหนึ่งใบ ตักเกสรตัวผู้ ประมาณ 1 ช้อนกาแฟ ใส่ในถุงใบใหม่ นำไปครอบที่ช่อเกสรตัวเมีย เขย่าให้ละอองเกสรตัวผู้ฟุ้งกระจายไปติดที่ยอดละอองเกสรตัวเมีย ละอองเกสรตัวผู้ที่เหลือนำไปใช้กับต้นตัวเมียอื่นได้อีกเป็นจำนวนมาก ที่เหลือจึงนำไปเก็บไว้ในตู้เย็น สามารถเก็บไว้ได้ประมาณ 1 ปี จากนั้นปล่อยช่อเกสรตัวเมียทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน จะเริ่มติดผลเต็มทั้งช่อเกสร แล้วจะกลายเป็นผลที่เต็มทั้งทะลาย ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 100-200 กิโลกรัม ต่อต้น

การเก็บเกี่ยว เมื่อผลเริ่มออกสี ควรห่อช่อผลทั้งทะลายด้วยกระดาษหนาสีน้ำตาล แล้วใช้กระสอบปุ๋ยเก่าห่อทับอีกชั้นหนึ่ง เพื่อจะได้มีรูระบายอากาศ การห่อผลเป็นการป้องกันน้ำฝน นก หนู แมลง และช่วยให้ผลมีสีสวยงามน่ารับประทาน ในสภาพอากาศร้อนจะทำให้ผลสุกเร็ว พื้นที่อากาศเย็นจะสุกช้าลง ผลอินทผลัมจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน ผลผลิตจะทยอยออกเป็นรุ่นๆ บางปีอากาศแปรปรวนจะทำให้ผลผลิตอินทผลัมออกได้ถึง 2 รุ่น การเก็บเกี่ยวเมื่อผลสุกประมาณ 5% ของทะลาย จึงตัดลงมาเก็บไว้ในตู้เย็น อุณหภูมิประมาณ 8 องศาเซลเซียส ผลจะสุกเองตามธรรมชาติไปเรื่อยๆ บางคนที่บริโภคอินทผลัม มีความเข้าใจว่าผลอินทผลัมต้องผ่านการแปรรูปด้วยการนำไปเชื่อมกับน้ำตาล แต่จากการศึกษาที่บ้านสวนโกหลัก พบว่าผลของอินทผลัมวางไว้ในอากาศปกติ ผลของอินทผลัมจะสุกเองตามธรรมชาติ เนื้อในจะอ่อนนุ่มและหวานมาก วัดความหวานได้ประมาณ 17-18 บริกซ์ ผิวเปลือกนอกของผลเป็นสีใสแยกออกจากเนื้อ หลังจากเก็บผลแล้วไม่ควรนำไปแช่น้ำ เพราะจะทำให้ผลแตก หากต้องการเก็บไว้นานหรือเก็บไว้ขายตลอดทั้งปี ควรเก็บในห้องเย็นที่อุณหภูมิ 0-2 องศาเซียลเซียส ใช้ห้องเย็น ขนาด 4×4 เมตร ต้นทุนประมาณ 300,000 บาท จะทำให้มีผลผลิตอินทผลัมไทยรับประทานและจำหน่ายตลอดทั้งปี ไม่จำเป็นต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศ

ผลพลอยได้จากการปลูกอินทผลัม เป็นผลการวิจัยของประเทศตะวันออกกลาง พบว่า กาบเกสรตัวผู้มีกลิ่นหอมเย็นคล้ายกับยาหอมยาดม สามารถนำมาสกัดเป็นน้ำสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ช่วยกำจัดไขมันในลำไส้ ลดไขมันในเส้นเลือด แต่ที่บ้านสวนโกหลักทดลองสกัดเป็นน้ำด้วยวิธีคล้ายกับการต้มเหล้าแบบพื้น บ้าน แต่อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยได้ส่งผลให้สถาบันการศึกษาวิเคราะห์ผล คาดว่าจะทราบผลเร็วๆ นี้

คุณศักดิ์ ลำจวน ได้บอกส่งท้ายว่า ต้นอินทผลัมเป็นพืชประเภทที่มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่คนละต้นกัน แต่ที่บ้านสวนโกหลักได้พบโดยบังเอิญว่า มีบางต้นที่เพาะเมล็ดแล้วนำไปปลูกกลายเป็นต้นกะเทย ดังนั้น จึงได้ทำการศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้ต้นอินทผลัมกะเทย ทำให้ได้ต้นอินทผลัมที่มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี จะได้สายพันธุ์ที่คงที่ อีกประมาณ 6-7 ปี ได้เป็นอินทผลัมสายพันธุ์ KL.2 ในอนาคต สนใจศึกษาดูงานหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บ้านเลขที่ 37 หมู่ที่ 1 ตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ 50320 โทรศัพท์ (053) 457-081, (089) 855-9569, (081) 582-4444 หรือ http://www.intapalum.com

 

แนะนำเครื่องหยอดข้าวและเครื่องหว่านข้าว เพื่อใช้ในการปลูกข้าวนาน้ำฝน

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 485

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

คิดเป็นเทคโนฯ

สุรเวทย์ กฤษณะเศรณี

แนะนำเครื่องหยอดข้าวและเครื่องหว่านข้าว เพื่อใช้ในการปลูกข้าวนาน้ำฝน

การ ปลูกข้าวในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ เครื่องจักรกลเกษตรมีพร้อมตั้งแต่การเตรียมดิน การอารักขาข้าว การนวดข้าว และการเก็บเกี่ยว ยังขาดแต่เครื่องปลูกข้าวและหว่านข้าว

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องทำการวิจัยและพัฒนาเครื่องหยอดข้าวและเครื่องหว่านข้าว ในสภาพนาน้ำฝน วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบการปลูกข้าวแบบครบวงจรโดยใช้เครื่องจักรกลเกษตร เข้าช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตข้าว เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตและลดอัตราการเสี่ยงเนื่องจากฝนทิ้งช่วงในเขต พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะเขตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งมีพื้นที่การปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 ถึง 10 ล้านไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกข้าวโดยอาศัยน้ำฝน มักจะประสบปัญหาเกี่ยวกับฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง และการกระจายของฝนไม่ดี นอกจากนี้ จากพื้นดินในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้แห้งแล้งขาดความอุดมสมบูรณ์ เกษตรกรขาดแรงงานในการปลูกข้าว เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้วิธีหว่านข้าวแห้งหรือวิธีหยอด วิธีหว่านข้าวแห้งเป็นวิธีที่เกษตรกรใช้มากที่สุด การหว่านข้าวแห้งใช้เมล็ดพันธุ์ไม่แน่นอน การกระจายของเมล็ดข้าวไม่สม่ำเสมอ ทำให้ผลผลิตต่ำ นอกจากนี้ เกษตรกรใช้เมล็ดพันธุ์สูงถึง 20-25 กิโลกรัม ต่อไร่ จากผลออกแบบและพัฒนาการวิจัยของผู้เขียนในสมัยรับราชการเป็นผู้เชี่ยวชาญ ของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

การวิจัยได้เครื่องหยอด และเครื่องหว่านข้าวทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่ เครื่องหยอดข้าว 10 แถว และเครื่องหว่านข้าวใช้รถแทร็กเตอร์เป็นต้นกำลัง และเครื่องหยอดข้าว 4 แถว ใช้รถไถเดินตามเป็นต้นกำลัง ซึ่งนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านได้เคยนำเสนอไปแล้ว จากนั้นผู้เขียนได้ส่งเสริมโรงงานเพื่อผลิตจำหน่ายและได้ปรับปรุงและพัฒนา เครื่องตลอดมา โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร จนได้เครื่องที่สมบูรณ์ มีเกษตรกรจำนวนมากได้ให้ความสนใจและนำไปใช้ และติดต่อขอข้อมูลตลอดมา จึงเห็นสมควรที่นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านได้ลงบทความอีกครั้ง เพื่อให้ผู้สนใจได้ข้อมูลที่สมบูรณ์กว่าเดิม คาดว่าจะมีประโยชน์แก่ผู้สนใจ ซึ่งมีข้อมูลดังนี้

1. เครื่องหยอดข้าวที่พัฒนาแบบ 10 แถว มีข้อมูลจำเพาะ ดังนี้

– ใช้พ่วงกับรถแทร็กเตอร์ 60-75 แรงม้า แบบพ่วง 3 จุด

– หยอดข้าวได้ครั้งละ 10 แถว ระยะระหว่างแถว 25 เซนติเมตร

– ชุดถังหยอดข้าว 2 ชุด ชุดละ 5 แถว

– ความจุของถังใส่ข้าว 50 กิโลกรัม

– อุปกรณ์เปิดร่องแบบจานกลม

– อุปกรณ์กลบร่องแบบใบกลบ

– ปรับอัตราการหยอดได้โดยเปลี่ยนอัตราทดของเฟือง

– ความสามารถการทำงาน 5-6 ไร่ ต่อชั่วโมง

– อัตราเมล็ดพันธุ์ 8-10 กิโลกรัม ต่อไร่ และสามารถปรับได้ถึง 15 กิโลกรัม ต่อไร่ ตามต้องการ

– ราคาประมาณ 40,000-50,000 บาท

2. เครื่องหว่านข้าวพ่วงรถแทร็กเตอร์

– ใช้พ่วงกับรถแทร็กเตอร์ 24-75 แรงม้า แบบพ่วง 3 จุด

– ใช้ติดตั้งบนผาลพรวนจาน เป็นต้นไป

– ความจุของถังใส่ข้าว 50 กิโลกรัม

– อัตราการหว่าน 10 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อมีวัชพืชน้อยบนแปลงที่จะหว่าน

– อัตราการหว่าน 20 กิโลกรัม ต่อไร่ เมื่อจำนวนวัชพืชหนาแน่นบนแปลงที่จะปลูก

– ปรับอัตราการหว่านได้โดยเปลี่ยนอัตราทดของเฟือง

– อัตราเมล็ดพันธุ์สามารถปรับได้ 10-30 กิโลกรัม ต่อไร่ ตามความต้องการของเกษตรกร

– ความสามารถการทำงาน 3-4 ไร่ ต่อชั่วโมง

– ราคาประมาณ 14,000-16,000 บาท

3. เครื่องหยอดข้าวแบบ 4 แถว มีข้อมูลจำเพาะ ดังนี้

– ใช้พ่วงกับรถไถเดินตาม

– หยอดข้าวได้ครั้งละ 4 แถว ระยะระหว่างแถว 25 เซนติเมตร

– ความจุของถังใส่ข้าว 10 กิโลกรัม

– อุปกรณ์เปิดร่องแบบจานกลม

– อุปกรณ์กลบร่องแบบใบกวาด

– อัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ 8-10 กิโลกรัม ต่อไร่

– ความสามารถการทำงาน 1.5-2 ไร่ ต่อชั่วโมง

– ราคาประมาณ 8,000-10,000 บาท

เครื่องหยอดและเครื่องหว่านพ่วงรถแทร็กเตอร์

เหมาะ สมกับเกษตรกรรายใหญ่ มีที่ดิน 500-5,000 ไร่ ส่วนเครื่องหยอดและเครื่องหว่านพ่วงรถไถเดินตาม สำหรับเกษตรกรรายย่อย มีที่ดิน 50-500 ไร่ ขนาดแปลงที่เหมาะสมกับเครื่องหว่านและเครื่องหว่านข้าวใช้รถแทร็กเตอร์เป็น ต้นกำลัง ลักษณะแปลงควรเป็นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า การใช้เครื่องหยอดข้าว 10 แถว และเครื่องหว่านข้าวรถพ่วง รถแทร็กเตอร์นั้นขนาดแปลงไม่ควรต่ำกว่า 2 ไร่ เนื่องจากถ้าหากแปลงเล็กเครื่องทำงานได้ช้าเกี่ยวกับเลี้ยวบ่อย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องต่ำ ส่วนเครื่องหยอดและเครื่องหว่านพ่วงรถไถเดินตาม ขนาดแปลงไม่ควรต่ำกว่า 0.5 ไร่

ผลดีจากการใช้เครื่องหว่านและเครื่องหยอดข้าว

ทำงานได้ รวดเร็วทันฤดูกาล ลดความเสี่ยงในกรณีฝนทิ้งช่วง การใช้เครื่องหยอดและหว่านข้าวทำให้เกษตรกรสามารถปลูกข้าวได้รวดเร็ว เสร็จทันเวลาในช่วงฝนที่เหมาะสม เป็นการลดความเสี่ยงในกรณีฝนทิ้งช่วง โดยเริ่มหยอดข้าวและหว่านข้าว ปลายเดือนเมษายนและไม่ควรเกินเดือนกรกฎาคม เพราะฝนจะตกชุก เครื่องทำงานไม่ได้ ต้นข้าวจะเจริญเติบโตและแข็งแรงทนต่อความแห้งแล้ง และจะเก็บเกี่ยวได้เร็วกว่า โดยจะเก็บเกี่ยวได้ในปลายเดือนตุลาคมหรือเดือนพฤศจิกายน

เวลาการปลูกที่เหมาะสม

เวลา ที่เหมาะสมสำหรับการทำนาโดยใช้เครื่องปลูกข้าว เป็นช่วงเวลาเดียวที่เกษตรกรทั่วไปทำนาหว่าน ผลการศึกษาเวลาการปลูกที่เหมาะสมพบว่าการปลูกในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงปลาย เดือนพฤษภาคมเป็นเวลาการปลูกให้ผลผลิตสูง ถ้าเกษตรกรมีพื้นที่นามากสามารถปลูกได้ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน และถ้าในเดือนพฤษภาคมยังทำนาไม่ทัน ก็สามารถหยอดข้าวและหว่านข้าวด้วยเครื่องได้ในช่วงเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม หากในเดือนกรกฎาคมมีฝนทิ้งช่วง ก็ยังสามารถหยอดข้าวและหว่านข้าวได้ แต่ผลผลิตจะต่ำ เครื่องหยอดข้าวและเครื่องหว่านข้าวเป็นเครื่องขนาดใหญ่สามารถทำงานได้รวด เร็ว และทำงานได้ทันทีเมื่อดินนาแห้ง สามารถเตรียมดินให้เหมาะสมสำหรับใช้เครื่องหยอด ซึ่งเป็นการทำงานที่สามารถแข่งกับเวลาได้

อัตราเมล็ดพันธุ์

อัตรา การใช้เมล็ดพันธุ์ของเครื่องหยอดข้าวและเครื่องหว่านข้าวแตกต่างกัน กล่าวคือ เครื่องหยอดข้าวจะหยอดเป็นแถวกันนั้น ใช้เมล็ดพันธุ์ 8-10 กิโลกรัม ต่อไร่ ก็พอ ส่วนเครื่องหว่านข้าวนั้นจะต้องหว่านเมล็ดข้าวเต็มจำนวนพื้นที่ จึงใช้เมล็ดพันธุ์มากกว่า อาจจะใช้เมล็ดพันธุ์ 15-20 กิโลกรัม ต่อไร่ และบางครั้งเกษตรกรก็จะใช้เมล็ดพันธุ์ถึง 30 กิโลกรัม ต่อไร่ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของวัชพืช ถ้าวัชพืชในพื้นที่ไม่รุนแรงอาจจะใช้เมล็ดพันธุ์ 15-20 กิโลกรัม ต่อไร่ ก็พอ ถ้าในพื้นที่นั้นมีวัชพืชรุนแรงอาจต้องใช้เมล็ดพันธุ์ 25-30 กิโลกรัม ต่อไร่ เพื่อต่อสู้กับต้นวัชพืช สิ่งที่สำคัญเมล็ดพันธุ์ข้าวจะต้องสะอาด ไม่มีระแง้และเศษฟางปะปน ไม่เช่นนั้นจะทำให้ระบบการหยอดและการหว่านทำงานไม่สมบูรณ์

สรุปการ ปลูกข้าวด้วยเครื่องหยอดข้าวและเครื่องหว่านข้าวนั้น จะเป็นวิวัฒนาการการปลูกข้าวในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ และใช้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือในสภาพดินร่วนปนทราย เพื่อเป็นการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตโดยการปลูกได้รวดเร็วทันเวลาในช่วงเวลาฝนที่เหมาะสมเพื่อเป็นการ ลดความเสี่ยงต่อความแห้งแล้งตอนฝนทิ้งช่วง นอกจากนี้ เครื่องหยอดข้าวสามารถใช้หยอดถั่วเหลืองได้อีกด้วย โดยการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้จาก คุณสันธาน นาควัฒนานูกูล สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร โทร. (084) 301-3507 หรืออดีตผู้เชี่ยวชาญกรมวิชาการเกษตร คุณสุรเวทย์ กฤษณะเศรณี โทร. (084) 656-8019 หรือติดต่อโดยตรงกับโรงงานผลิตเครื่องหยอดข้าว โรงงานอนุสรณ์การช่าง จังหวัดลพบุรี โทร. (081) 936-9230 และโรงงานเปี่ยมทองผลิตเครื่องหว่านข้าว จังหวัดลพบุรี โทร. (086) 037-4408 ทั้งสองโรงงานนี้ได้รับการสนับสนุนทางวิชาการจากผู้เขียนและคุณสันธาน นาควัฒนานูกูล

 

วิรัตน์ ละครไทย ปลูกไผ่เลี้ยงแดงทอง 3 ไร่ ได้เงินหลาย (แสน) ที่อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 485

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

สมชาย นนทฤทธิ์

วิรัตน์ ละครไทย ปลูกไผ่เลี้ยงแดงทอง 3 ไร่ ได้เงินหลาย (แสน) ที่อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร

ผู้เขียนพบ คุณวิรัตน์ ละครไทย พระเอกของเรื่องที่ตลาดสดเมืองมุกดาหารในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2553

คุณ วิรัตน์และภรรยานำหน่อไม้จากสวนมาส่งแม่ค้า จึงได้ถามไถ่เรื่องราคาและถิ่นที่อยู่ หน่อไม้ช่วงนั้นขายส่งกิโลกรัมละ 40 บาท หน่อไม้ที่นำมาส่งคุณวิรัตน์จัดเป็นถุง ถุงละ 10 กิโลกรัม ขายขาดตัวถุงละ 400 บาท เอามาขายทีละ 10-20 ถุง จึงแปลกใจมากว่าปลูกไผ่กี่ไร่ คำตอบที่ได้รับคือประมาณ 3 ไร่ เลยตั้งใจไว้ว่าจะต้องตามไปดู แต่ด้วยภาระส่วนตัวมีมาก เลยได้ไปดูช่วงที่เจ้าของหยุดเก็บหน่อขายแล้ว เหตุที่หยุดเก็บหน่อขายเพราะหน่อไม้ธรรมชาติเริ่มมีมาก และที่สำคัญราคาก็ตกตามไปด้วย ช่วงหยุดเก็บหน่อคุณวิรัตน์หันมาผลิตต้นพันธุ์ไว้จำหน่าย เพราะขณะนี้มีผู้สั่งจองไว้มากมาย

ผู้เขียนไปเยี่ยมสวนไผ่คุณวิรัตน์ ในปลายเดือนมิถุนายน 2553 พบปะพูดคุยกันจนทราบประวัติพอสังเขปว่า แต่เดิมเป็นข้าราชการธุรการของศาลจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน มีภรรยาเป็นข้าราชการครู ตัวคุณวิรัตน์ได้ลาออกจากราชการมาแล้วถึง 14 ปี ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 144 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านเป้า อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร หมายเลขโทรศัพท์ (082) 102-7543 เป็นชาวภูไทขนานแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์

หลังลาออกก็ผันตัวเป็นเกษตรกร

อาชีพ อิสระที่เริ่มทำครั้งแรกคือ ปลูกมะขามหวาน 100 ต้น มะขามหวานที่ปลูก ได้แก่ พันธุ์ประกายทอง ศรีชมพู และสีทอง เนื่องจากมีที่ดินค่อนข้างมากถึง 60 ไร่ ทำให้ต้องทำนาซึ่งเป็นงานหลักอีก 40 ไร่ การทำนาต้องจ้างแรงงานแทบทั้งหมด หากบวกลบคูณหารค่าแรงกับผลผลิตที่ได้นับว่าใกล้เคียงกันมาก ดังนั้น จึงหันมองหาช่องทางใหม่อีก ทางใหม่ที่เลือกคือ การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ลงทุนสร้างโรงเลี้ยงไหมไปเกือบสามแสนบาท เลี้ยงไปได้ระยะหนึ่ง ปรากฏว่ามีปัญหาต่างๆ มากมาย จึงจำเป็นต้องยุติ บัดนี้โรงเลี้ยงไหมหลังนั้นยังตระหง่านอยู่ให้เห็น ภายในโรงเลี้ยงใช้เป็นที่เก็บข้าวของแทน ส่วนมะขามหวานก็ให้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง

ชะตาลิขิตให้พบกับไผ่เลี้ยงแดงทอง

คุณ วิรัตน์ เล่าว่า ตนเองมีโอกาสไปธุระที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เมื่อตอนกลางปี 2548 ทราบว่าที่นี่มีศูนย์วิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตั้งอยู่ จึงเข้าไปเยี่ยมชมจนพบกับไผ่เลี้ยงแดงทอง ตนเองสนใจมาก ตัดสินใจซื้อต้นพันธุ์ จำนวน 260 ต้น ราคาต้นพันธุ์ขณะนั้นต้นละ 100 บาท เพราะมีความมั่นใจในผลผลิตแบบเต็มร้อย

เตรียมการปลูก

ที่ จะปลูกอยู่ติดลำห้วยฟากตรงข้ามเป็นภูเขา น้ำในห้วยมีใช้ตลอดปี สภาพของดินสมบูรณ์มาก สภาพผืนดินเอียงลาดต่ำลงลำห้วย จึงจ้างรถแทร็กเตอร์ไถปรับดินและยกร่องตามแนวลาดเอียง ขนาดของร่องกว้างประมาณ 1 เมตร กะหลุมปลูกระหว่างแถว 3 เมตร ระหว่างต้น 2 เมตร ซึ่งพอดีกับต้นพันธุ์ที่ซื้อมา ส่วนหลุมปลูกก็ขุดลึกพอประมาณ รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ปลูกแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2548

หลังปลูก เสร็จก็ไม่ได้ทำอะไรมาก เพราะเป็นหน้าฝน เพียงคอยกำจัดวัชพืชให้เท่านั้น เมื่อหมดฝนก็สูบน้ำจากลำห้วยขึ้นมารดสัปดาห์ละครั้ง ตกถึงเดือนธันวาคมปีเดียวกันไผ่ที่ปลูกไว้ก็เริ่มแตกหน่อ ถึงตอนนี้ยิ่งมีความมั่นใจมากขึ้นจนเกินร้อย หน่อแรกที่ขึ้นมาเท่านิ้วมือบ้างใหญ่กว่าบ้าง พอหน่อที่สองตามมาจะโตกว่าลำแม่ 3-4 เท่า ลักษณะสีของหน่อจะออกแดงเรื่อๆ ตามชื่อที่ว่าแดงทองนั่นเอง ถัดมาอีกจนถึงเดือนเมษายน ปี 2549 สามารถขายหน่อไม้ได้เกินทุน ส่วนปี 2550 ถึงปัจจุบัน ทำกำไรให้คุณวิรัตน์เป็นเงินหลาย (แสน) ทุกปี

เริ่มขยายพันธุ์ปลูกและจำหน่าย

ต้น ปี 2552 เริ่มขยายพันธุ์ปลูกเพิ่มอีก 2 ไร่ จำนวน 470 ต้น มีบางส่วนที่ปลูกระหว่างแถวและต้นเท่ากัน คือ 3 เมตร ทำให้จำนวนต้นต่อไร่ลดลง ปรากฏว่าสู้แบบเดิมไม่ได้ เพราะลำไผ่แทงต้นขึ้นมากเกินไป ไผ่รุ่นสองนี้ให้ผลผลิตหลังปลูกไปแล้ว 3 เดือน ปัจจุบันไผ่แปลงนี้อายุ 11 เดือนแล้ว ผลผลิตเฉลี่ย 20-30 กิโลกรัม ต่อกอ ส่วนแปลงแรก 30-50 กิโลกรัม ต่อกอ

ดูแลรักษาอย่างไร

เป้า หมายหลักคือ การขายหน่อไม้นอกฤดู ซึ่งคุณวิรัตน์เตรียมการดังนี้ พอต้นเดือนธันวาคมให้เริ่มตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง ไผ่แต่ละกออย่าให้มีลำมาก เพียง 5-10 ลำ ต่อกอ ก็พอ การตัดแต่งก็ไม่ยุ่งยากหากทำต่อเนื่องทุกปี ตัดแต่งกิ่งเสร็จใส่ปุ๋ย คือ ปุ๋ยคอก กอละ 2 ปี๊บ ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอผสมกับยูเรียอย่างละเท่าๆ กัน กอละ 1 กิโลกรัม การใส่ปุ๋ยทั้งสองรายการแบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรกเดือนธันวาคม ครั้งที่สองปลายเดือนกุมภาพันธ์ ใส่ปุ๋ยเสร็จให้น้ำเต็มที่ในครั้งแรก ต่อไปสัปดาห์ละครั้ง หลังให้น้ำประมาณ 2 สัปดาห์ ไผ่จะเริ่มออกหน่อ จะมากที่สุดในเดือนมีนาคมและเดือนเมษายน

ผลผลิต ปี 2552-2553

ดัง ที่กล่าวไปแล้วว่า ผลผลิตเฉลี่ยแปลงแรก 30-50 กิโลกรัม ต่อกอ และแปลงใหม่ 20-30 กิโลกรัม ต่อกอ ทำให้คุณวิรัตน์ตัดหน่อไม้ได้วันละ 150-200 กิโลกรัม ต่อวัน ราคาขายในช่วงนั้น จากสวนกิโลกรัมละ 35-40 บาท ขายส่ง 3 กิโลกรัม ต่อ 100 บาท หากไปส่งแม่ค้าที่ตัวเมืองตกกิโลกรัมละ 40 บาท ทำให้คุณวิรัตน์มีรายได้วันละ 4,500-6,000 บาท เฉพาะเดือนมีนาคมและเดือนเมษายน ปีนี้มีรายรับกว่า 300,000 บาท หากรวมค่าต้นพันธุ์ที่จำหน่ายในปีนี้อีก 13,000 ต้น ต้นละ 35 บาท ไม่อยากเอ่ยตัวเลขแล้ว เพราะพื้นที่แค่ 3 ไร่ ทำเงินได้ปีละเกือบล้าน คุณวิรัตน์พูดเปรยๆ ว่า ปลูกไผ่ 3 ไร่ กับปลูกยางพารา 20 ไร่ อะไรดีกว่ากัน สวัสดีครับ

 

บุญเลื่อน พันธุ์งาม ปลูกแตงไทยเสริมรายได้ ปรับพื้นที่เพิ่มธาตุอาหารดิน

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 485

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

มนตรี แสนสุข โทร. (081) 846-7570

บุญเลื่อน พันธุ์งาม ปลูกแตงไทยเสริมรายได้ ปรับพื้นที่เพิ่มธาตุอาหารดิน

“แตงไทยแม่เอ๋ย แตงไทยแม่เอย

แตงไทยเขาใบใหญ่ๆ ปลูกไว้ในไร่ ให้ธาตุอาหารดิน”

แตง ไทย ไม้ผลเถาเลื้อยตระกูลเดียวกันกับฟักแฟง แตงโม ไชโยโห่ฮิ้ว หรืออีกฉายาหนึ่งว่า “แคนตาลูปเมืองไทย” รสชาติหวาน หอม ออกเย็นชื่นใจ คนโบราณชอบรับประทานแตงไทยกับน้ำกะทิ แถมใส่ลอดช่องเข้าไปอีก เป็นได้เจริญของหวานแน่

แตงไทย พืชผลไทยๆ มีปลูกกันมาแต่โบราณแล้ว ปัจจุบันเกษตรกรปลูกแตงไทยเป็นแบบรายได้เสริม ปลูกเพื่อใช้เป็นพืชคลุมดิน หรือขณะที่ปลูกพืชอื่นเป็นพืชหลักในแปลง สาเหตุที่ไม่ค่อยมีใครปลูกแตงไทยเป็นพืชหลัก ก็เพราะความนิยมบริโภคแตงไทยไม่ค่อยมากนัก สู้ปลูกแตงโมเก็บผลขายไม่ได้ เกษตรกรนิยมปลูกแตงไทยเป็นพืชเสริมคลุมดินเท่านั้น

หลายๆ คนบอกว่า ปลูกแตงไทยมีปัญหาเรื่องแมลงด้วง หรือแมลงปีกแข็งที่ชอบมาลุยกัดกินใบอ่อน ทำให้ต้องใช้สารเคมีเข้ามาช่วยป้องกันใบอ่อน ใครขืนใจบุญปล่อยให้ด้วงแมลงปีกแข็งกัดกินใบอ่อนแตงไทย รับรองไม่มีวันจะได้ผลผลิตแตงไทยชัวร์ และหากใช้สารเคมีเข้ามาช่วยเมื่อใด นั่นก็หมายถึงต้นทุนการผลิตที่มีมากขึ้น พอถึงคราวเก็บเกี่ยว ผลผลิตคิดคำนวณรายได้แทบไม่คุ้มกับที่ลงทุนไปเลย แม้จะปลูกไว้เป็นพืชคลุมดินก็ตาม

ในรายที่ปลูกแตงไทยเป็นสัดส่วนมุ่ง สู่การปลูกเพื่อเก็บผลขายเป็นคราวๆ ไป ปัญหาก็อยู่ที่แรกเริ่มเมื่อต้นแตงไทยแตกใบอ่อนออกมาเช่นกัน แต่หากรักษาใบอ่อนได้ก็หมดปัญหาไป หลังเก็บเกี่ยวผลแตงไทยขายไปแล้ว เกษตรกรจะไถต้นแตงไทย ทำเป็นปุ๋ยพืชสดเพิ่มธาตุอาหารในดินได้ดีที่สุด เช่นเดียวกันกับพืชตระกูลถั่วทั่วๆ ไป

คุณบุญเลื่อน พันธุ์งาม เกษตรกรคนเก่งแห่งบ้าน หมู่ที่ 3 ตำบลจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ก็เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่เลือกปลูกแตงไทยเป็นพืชเสริมรายได้ยามพักพื้นที่ทำ นา คุณบุญเลื่อนบอกว่า ปีนี้แล้งมากๆ ทางการให้เกษตรกรพักการทำนาเอาไว้ชั่วคราว รอให้ฝนฟ้ามาตามฤดูกาลเสียก่อนจึงค่อยปลูกข้าวกันใหม่ ในพื้นที่ตำบลจันเสนแห่งนี้เกษตรกรทำนาปลูกข้าวกันปีละ 2-3 ครั้ง อาศัยน้ำจากธรรมชาติและแหล่งน้ำจากชลประทาน การทำนาปลูกข้าวผลผลิตและรายได้ค่อนข้างดี

คุณบุญเลื่อน กล่าวอีกว่า เกษตรกรในพื้นที่มีการรวมกลุ่มจัดตั้งเป็น “ศูนย์ข้าวชุมชน” ขึ้นมา ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์ขยาย ป้อนให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครสวรรค์ และชัยนาท ส่วนหนึ่งก็จำหน่ายแก่เกษตรกรที่ต้องการเมล็ดพันธุ์ข้าวไปปลูก และส่วนหนึ่งก็เก็บไว้บริโภคเอง ข้าวที่ปลูกเป็นข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1

คุณ บุญเลื่อน บอกว่า มาปีนี้ทางการให้เลื่อนการทำนาออกไปเพราะน้ำแล้งมาก เกษตรกรจึงพักนา หันมาปลูกพืชตระกูลถั่วและอื่นๆ บางรายก็ปล่อยที่นาทิ้งไว้เป็นการตากที่นาไปในตัว เพราะที่ผ่านๆ มาผืนนาแทบจะไม่ได้ว่างจากการทำนาปลูกข้าวเลย สำหรับตนเลือกที่จะปลูกแตงไทย เพื่อนบ้านหลายรายเลือกปลูกถั่วเขียวผิวมัน

“ในพื้นที่ 5 ไร่ เริ่มจากไถแล้วก็ตากดินให้แห้ง ทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ จึงไถกลบแล้วยกร่อง หลังร่องกว้าง 2 เมตร เป็นทางเดินระหว่างกลางประมาณ 1 เมตร”

คุณบุญ เลื่อน กล่าวและว่า ขณะไถกลบจะใส่ปุ๋ยอินทรีย์เติมธาตุอาหารให้กับดินเป็นการรองพื้นด้วยปุ๋ย เสียก่อนก็ได้ พอดินแห้งดีพร้อมปลูกพืช ก็ตีหลุมเป็นแถวคู่ ระยะห่าง 1.50×1.50 เมตร ปลูกริมหลังร่อง เว้นช่องกลางเป็นทางเดินเพื่อลากสายยางเข้าไปรดน้ำอย่างทั่วถึงได้ หยอดเมล็ดแตงไทยประมาณ 10 เมล็ด ต่อหลุมปลูก กลบดินพอแน่นแล้วรดน้ำให้ชุ่ม

หลัง หยอดเมล็ดประมาณ 5-10 วัน ต้นกล้าจะงอกขึ้นมา รอจนต้นกล้าแตกใบอ่อน 2 ใบ ใส่ปุ๋ยยูเรียบางๆ ให้ห่างจากต้นพอสมควร ระยะหลังนี้ไม่ต้องใส่ปุ๋ยมาก ใส่เป็นการกระตุ้นให้ต้นกล้าเร่งแตกใบแตกยอดออกมาเท่านั้น ช่วงนี้รดน้ำ 2-3 วันครั้ง พอต้นโตขึ้น ค่อยๆ ห่างน้ำได้เลย

แตงไทยจะเจริญเติบโตเร็ว มาก ปัญหาช่วงที่ต้นกำลังแตกใบอ่อน พบมากที่สุดก็คือแมลงด้วงปีกแข็งหรือแมงเต่าชนิดต่างๆ จะมารุมกัดกินใบอ่อน พืชตระกูลแตง หรือไม้เถาเลื้อยจะเจอแมงเต่า หรือด้วงปีกแข็งต่างๆ ลงทำลาย เกษตรกรจะต้องฉีดยาป้องกันเอาไว้ก่อนเลย ตั้งแต่ต้นกล้างอกจากเมล็ด มิเช่นนั้นใบอ่อนจะถูกกัดกินจนต้นตายในที่สุด ต้องดูแลใบอ่อนไปเรื่อยๆ ฉีดยาคลุม 7-10 วัน ต่อครั้ง จนกระทั่งต้นแตงไทยโต 1 เดือน ใบเป็นใบแก่หมดแล้วจึงหยุดยาได้

แตงไทยเป็นพืชไม้เลื้อยคลุมหน้าดิน เถาจะทอดยอดเลื้อยไปทั่วแปลง พออายุ 1 เดือน ต้นจะเริ่มติดดอกติดผลเล็กๆ ช่วงนี้แมงเต่าไม่สนใจ ไม่มารบกวนแล้ว เกษตรกรควรฉีดฮอร์โมนทางใบ ช่วยให้ต้นสมบูรณ์แข็งแรง ให้ผลผลิตดี มีคุณภาพ ทางดินใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ผสมยูเรีย อัตราส่วน 1:1 ปุ๋ยยูเรียจะเร่งให้ผลโตเร็ว

คุณบุญเลื่อน กล่าวต่อไปอีกว่า ฮอร์โมนนั้นจะทำใช้เองก็ได้ หรือจะหาซื้อมาใส่ก็สะดวก ฉีดฮอร์โมน 10 วันครั้ง ประมาณ 3 ครั้ง ก็เก็บผลผลิตได้ ระยะติดผล ใบแตงไทยจะใหญ่เขียวเข้มแสดงว่าต้นสมบูรณ์เต็มที่ แต่หากใบเหลืองแห้ง แสดงว่าต้นแตงไทยขาดธาตุอาหาร ต้องใส่ปุ๋ยและฉีดฮอร์โมนช่วย ไม่เช่นนั้นจะได้ผลผลิตไม่ดี เสียเวลาปลูกเปล่าๆ

“ปกติแตงไทยใช้เวลา 60 วัน หลังปลูก สามารถเก็บผลผลิตได้แล้ว แต่ที่ทำอยู่ใช้เวลาเพียง 55 วัน เท่านั้น สามารถเก็บผลผลิตแตงไทยรุ่นแรกได้ ทั้งนี้อาจจะมาจากดินที่ปลูกมีธาตุอาหารสมบูรณ์ ทำให้พืชโตไว เก็บผลผลิตได้เร็วก็เป็นได้”

คุณบุญเลื่อน กล่าวและว่า เก็บผลผลิตชุดแรก รุ่นแรกหรือเรียกกันว่า “ตัดมีดแรก” ไปแล้ว ก็จะมีผลผลิตรุ่นต่อๆ ไปทยอยให้ตัดอีก ไม่ได้เก็บผลครั้งเดียวหมดทั้งแปลง มีดแรกตัดได้ 700 กว่ากิโล มีดสองตัดผลได้ 2 ตันกว่า มีดสามได้ 3 ตันกว่า มีดสี่ตัดได้ 2 ตันกว่า และมีดสุดท้ายมีดที่ห้าได้อีกตันกว่า รวมแล้วปลูกแตงไทย 5 ไร่ ได้ผลผลิตราว 7 ตัน เกือบ 8 ตัน ส่งขายตันละ 4,000 บาท มีพ่อค้าเข้ามารับซื้อถึงหน้าสวนเลย

หลังจากตัดผลหมด ไถกลบต้นทำเป็นปุ๋ยพืชสดได้เลย พอไถกลบก็ได้เวลาฝนมา เตรียมทำนารุ่นต่อไป รายได้จากการขายแตงไทยเป็นค่าปุ๋ย ค่ายาและค่าแรงงานในการทำนารุ่นต่อไปสบายๆ

คุณบุญเลื่อน บอกว่า ปลูกแตงไทยไม่ยุ่งยาก ถ้ามีตลาดเข้ามารับซื้อถึงที่ยิ่งสบายใหญ่ แถมทำให้ดินฟื้นจากสภาพเสื่อมโทรม เพิ่มธาตุอาหารในดินได้ดีอีกด้วย ปัญหาของแตงไทยไม่จุกจิกเหมือนกับปัญหาของแตงโม

คุณบุญเลื่อน แนะนำการดูแตงไทยว่า แตงไทยที่สุกแก่จัดดูที่ผล ถ้าผลสีแดงเรื่อๆ แสดงว่ายังแก่ไม่เต็มที่ ต้องให้ผลสีแดงทั้งผลจึงจะแก่จัด เวลารับประทานเลือกผลแก่จัดจะหวาน หอม รสชาติออกหวานเย็นๆ อร่อยมาก รับประทานกับน้ำกะทิ ใช้น้ำตาลปี๊บผสมกะทิสด ใส่เกลือป่นเล็กน้อยพอรสออกเข้มข้น ตัดแตงไทยเป็นชิ้นๆ พอคำ ใส่น้ำกะทิ น้ำแข็งป่น จะใส่ลอดช่องหรือเผือกหอมต้มตัดเป็นชิ้นพอคำเติมลงไปก็ยังไหว สูตรนี้คนโบราณชอบนักแล

คุณบุญเลื่อน บอกว่า พ่อค้าที่เข้ามารับซื้อ เขามักจะบ่มแก๊สแตงไทยระหว่างขนส่ง เขาจะเก็บแตงไทยขึ้นไปเรียงบนรถ แล้วเอาแก๊สห่อกระดาษใส่เป็นชั้นๆ เก็บแตงไทยบ่ายโมงวันนี้ พอบ่ายวันพรุ่งนี้ขายได้ แตงไทยจะสุกเสมอกัน เขาจะไม่เก็บแตงไทยสุกคาต้นเอาไปขาย ถ้าขายไม่ทันจะเสียหายได้

สำหรับ เกษตรกรท่านใดสนใจจะปลูกแตงไทยเสริมพื้นที่ก็ได้ จะปลูกเป็นพืชคลุมดิน ขณะปลูกไม้ผลอื่นๆ ก็ดี แตงไทยเป็นพืชอายุสั้น ใช้เวลา 2 เดือน ก็เก็บผลผลิตได้แล้ว พอเก็บผลหมดให้ไถกลบ ต้นแตงไทยจะเป็นปุ๋ยพืชสดดีที่สุด

 

ฟ้ามุ่ย เลี้ยงอย่างไร หน้าไม่มุ่ย

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 485

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

ไม้ดอกไม้ประดับ

องอาจ ตัณฑวณิช ชมรมกล้วยไม้ดิน ongart04@yahoo.com

ฟ้ามุ่ย เลี้ยงอย่างไร หน้าไม่มุ่ย

ใน บรรดากล้วยไม้สกุลแวนด้า (Venda) พันธุ์แท้ทั้งหมด ฟ้ามุ่ย ถือเป็นราชินีแห่งกล้วยไม้สกุลแวนด้า เนื่องจากมีสีฟ้าอมม่วง ชูช่อยาวระหง ดูเด่นสง่างาม กล้วยไม้พันธุ์แท้ที่มีดอกสีฟ้า ค่อนข้างหายากมากในธรรมชาติ ฟ้ามุ่ยสีฟ้าจึงเป็นไม้ที่ทรงคุณค่าในการพัฒนาพันธุ์กล้วยไม้สกุลแวนด้ามา นักต่อนักแล้ว แวนด้าลูกผสมที่มีสีฟ้าทั้งหมดเป็นลูกผสมที่มีเชื้อสายฟ้ามุ่ยมาทั้งสิ้น ซึ่งอาจมีเลือดฟ้ามุ่ย 50 เปอร์เซ็นต์ 25 เปอร์เซ็นต์ หรือน้อยกว่านั้น แต่สีฟ้าของฟ้ามุ่ยยังทรงอิทธิพลในสีดอกที่ข่มสีอื่นๆ ได้

ลักษณะเด่นประจำพันธุ์ของฟ้ามุ่ย

ต้น ของฟ้ามุ่ยมีขนาดไม่ใหญ่มาก ตั้งลำตรง ใบรูปขอบขนาน กว้าง 1.5-2 เซนติเมตร ยาว 8-15 เซนติเมตร เรียงสลับซ้ายขวา ใบค่อนข้างบางกว่าเมื่อเทียบกับแวนด้าลูกผสมทั่วไป รากมีขนาดใหญ่ เนื่องจากเป็นกล้วยไม้ประเภทรากอากาศ จึงไม่จำเป็นต้องอาศัยเครื่องปลูก การเจริญเติบโตจะเจริญเติบโตทางยอดไปเรื่อยๆ ใบเก่าด้านล่างจะเหี่ยวเฉาไปเมื่อผ่านระยะเวลาหลายปี

ดอกของฟ้ามุ่ย จะมีขนาด 4-5 เซนติเมตร กลีบ 5 กลีบ มีขนาดใหญ่ กางออก ส่วนกลีบปากมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับกลีบอื่น กลีบทั้ง 5 จะมีลายเป็นตาราง ซึ่งสีของตารางจะเข้มกว่าสีพื้น ลายบนกลีบดอกฟ้ามุ่ยเรียกว่าลายตาสมุก (อ่านว่า สะหมุก ความหมายตามพจนานุกรมว่า ภาชนะสานก้นสี่มุมมีฝาครอบสำหรับใส่สิ่งของต่างๆ) ซึ่งคล้ายๆ เป็นตารางสี่เหลี่ยมอยู่ทั่วทั้งกลีบดอก ช่อดอกจะแทงออกจากซอกใบ ยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร ดอกในช่อค่อนข้างโปร่ง จำนวนดอกมีตั้งแต่ 10-15 ดอก โดยปกติดอกของฟ้ามุ่ยจะมีสีฟ้าอมม่วง แต่ในธรรมชาติพบฟ้ามุ่ยดอกสีชมพูอมม่วง ซึ่งนักกล้วยไม้เรียกว่าฟ้ามุ่ยชมพู และฟ้ามุ่ยที่มีดอกสีขาวล้วน ซึ่งนักกล้วยไม้เรียกว่า ฟ้ามุ่ยเผือก ฟ้ามุ่ยที่มีสีสันผิดจากธรรมชาตินี้ ค่อนข้างหายากมาก ในปัจจุบันมีการนำฟ้ามุ่ยเผือกและฟ้ามุ่ยชมพูมาปั่นเนื้อเยื่อ ทำให้มีจำนวนของฟ้ามุ่ยชมพูและฟ้ามุ่ยเผือกเพิ่มขึ้น แต่ยังมีจำนวนไม่มาก สนนราคาจึงยังค่อนข้างแพงอยู่

แหล่งที่อยู่ในธรรมชาติ

แหล่ง ที่พบในธรรมชาติของฟ้ามุ่ย จะพบตามป่าดิบเขาในภาคเหนือ ซึ่งมีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,000 เมตร ขึ้นไป ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน และจังหวัดตาก เนื่องจากฟ้ามุ่ยมีความสวยงามเป็นที่ต้องการของนักปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ในไทย และต่างประเทศ จึงมีการเก็บฟ้ามุ่ยจากป่ามาจำหน่ายให้แก่นักปลูกเลี้ยงเป็นจำนวนมากในสมัย หนึ่ง จนปัจจุบันฟ้ามุ่ยในแหล่งธรรมชาติมีจำนวนลดน้อยถอยลงจนใกล้สูญพันธุ์ ความสวยงามเป็นสิ่งที่หาได้ยาก ไซเตส ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศ มีวัตถุประสงค์ที่จะรักษาพันธุ์พืชและสัตว์ป่า จึงขึ้นทะเบียน ฟ้ามุ่ย ไว้ในบัญชีพืชอนุรักษ์ บัญชี 1 ร่วมกับกล้วยไม้สกุลรองเท้านารี พืชอนุรักษ์ บัญชี 1 หมายถึง ชนิดพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ห้ามทำการค้าระหว่างประเทศโดยเด็ดขาด ทั้งการนำเข้า ส่งออก และนำผ่านชนิด ทั้งนี้ต้นที่จะจำหน่ายไปต่างประเทศจะต้องเป็นต้นที่ได้จากการขยายพันธุ์ เทียมเท่านั้น ทำให้การส่งออกกล้วยไม้ชนิดนี้เป็นไปด้วยความลำบาก แต่ในปี พ.ศ. 2549 มีการประชุมไซเตส ที่จังหวัดเชียงใหม่ กรมวิชาการเกษตร ได้ยื่นขอมติที่ประชุมให้เพิ่มถอนรายชื่อฟ้ามุ่ยออกจาก บัญชี 1 เป็นบัญชี 2 แทน โดยมีเหตุผลว่าฟ้ามุ่ยได้มีการคัดพันธุ์และขยายพันธุ์โดยวิธีขยายพันธุ์ เทียม (ปั่นตา หรือเพาะเมล็ดในห้องปฏิบัติการ) แล้วนำมาปลูกเลี้ยงในประเทศกันอย่างแพร่หลาย จากการถอนออกจากบัญชี 1 มาอยู่บัญชี 2 ทำให้การส่งออกฟ้ามุ่ยไปต่างประเทศสะดวกกว่าแต่ก่อน

คุณ ปริยุตต์ ยุวานนท์ นักกล้วยไม้มือใหม่ เพิ่งเข้ามาปลูกเลี้ยงกล้วยไม้เล่นเป็นงานอดิเรก เมื่อปี พ.ศ. 2545 แต่มีความสามารถในการปลูกเลี้ยงกล้วยไม้สกุลแวนด้า โดยเฉพาะฟ้ามุ่ยซึ่งเป็นกล้วยไม้พันธุ์แท้ที่นักกล้วยไม้โอดโอยกันว่าเลี้ยง ยาก คุณปริยุตต์ เลี้ยงฟ้ามุ่ยเอาไปประกวดได้รางวัลมานักต่อนักแล้ว โดยเฉพาะที่ผ่านมาในงานพืชสวนโลก เมื่อปี 2550 ที่จังหวัดเชียงใหม่

ด้วย ความที่มีเพื่อนรุ่นพี่เป็นนักเลี้ยงกล้วยไม้แวนด้า พบปะเจอะเจอกันบ่อยครั้งที่สวนของเพื่อนรุ่นพี่คนดังกล่าว ก็ได้กล้วยไม้สกุลแวนด้าหลากหลายสีมาปลูกเล่นๆ ที่บ้าน รวมถึงแวนด้าลูกผสมที่มีเลือดฟ้ามุ่ยอยู่ด้วย เลี้ยงไปเลี้ยงมาก็ออกดอกได้ดี เพื่อนรุ่นพี่มาดูถึงกับออกปากว่า เลี้ยงได้ดี ก็เลยแนะนำให้เลี้ยงฟ้ามุ่ยพันธุ์แท้ซะเลย เอามาเลี้ยงครั้งแรก 1 โหล ก็ออกดอกแทบทุกต้น มิหนำซ้ำยังก้านยาวสีดีอีกด้วย เลยโดนยุให้เอาเข้าประกวดในงานประกวดกล้วยไม้ครั้งแรกในงานประกวดกล้วยไม้ ของสมาคมแวนด้าและแอสโคเซนด้าแห่งประเทศไทย ณ โรงเรียนวัดชิโนรส กรุงเทพฯ ซึ่งได้รางวัลที่ 1 และ 3 สำหรับชุดฟ้ามุ่ยพันธุ์แท้ จึงมีกำลังใจที่จะเลี้ยงฟ้ามุ่ยต่อ โดยในปัจจุบันคุณปริยุตต์ได้พัฒนาพันธุ์ฟ้ามุ่ยพันธุ์แท้ของตัวเองขึ้นมาใน สวนกล้วยไม้สากลออร์คิด ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ด้วยการเอาฟ้ามุ่ยต้นที่ชนะการประกวดในแต่ละสนามมาผสมกันเพื่อให้ได้ลูกฟ้า มุ่ยที่ดีกว่า

ปลูกเลี้ยงฟ้ามุ่ยให้ได้ผล

คุณ ปริยุตต์ แนะนำวิธีการเลี้ยงฟ้ามุ่ยตั้งแต่ไม้ยังอยู่ในขวดว่า เมื่อได้ไม้ขวดฟ้ามุ่ยมาแล้วจะวางไว้ในที่โล่ง ไม่ให้แดดส่องถึง ประมาณ 15-30 วัน เพื่อให้ต้นกล้วยไม้ที่อยู่ในขวดเคยชินกับสภาพอากาศในสถานที่ปลูกเลี้ยง หลังจากนั้นจึงนำมาเคาะขวด โดยจะฉีดน้ำล้างวุ้นที่ติดมากับรากให้หมด ในกระบวนการนี้ต้องทำอย่างทะนุถนอมเพื่อไม่ให้รากช้ำ เนื่องจากรากที่เกิดในวุ้นยังมีสภาพนิ่ม ไม่แข็งแรง นำมาวางไว้ในตะกร้าพลาสติคสี่เหลี่ยม แขวนไว้ ประมาณ 15-30 วัน จนมีรากเกิดขึ้นใหม่ ซึ่งจะมีสภาพแข็งแรงกว่ารากที่เกิดขึ้นในขวด ในระหว่างอยู่ในตะกร้าจะให้อยู่ใต้ซาแรน ซึ่งมีการพรางแสงประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากลูกไม้ไม่ต้องการแสงมาก ปุ๋ยและยาที่ใช้ให้เพียงครึ่งหนึ่งของการให้แวนด้าลูกผสมทั่วๆ ไป ปุ๋ยที่ให้จะเป็นปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำ สูตรเสมอ 15-15-15 เท่านั้น เมื่อเห็นว่ารากใหม่เจริญเติบโตจนแข็งแรงดีแล้ว จึงนำมาปลูกเดี่ยวในถ้วยนิ้ว

การย้ายลูกฟ้ามุ่ยจากตะกร้าอนุบาลของคุณปริยุตต์จะใช้ 2 วิธี คือ

วิธี ที่หนึ่ง ถ้าต้องการทำกล้วยไม้ให้ขายเร็วก็จะนำมาใส่ถ้วยนิ้ว โดยใช้โฟมขนาดพอเหมาะกับถ้วย 2 ชิ้น มาหนีบบริเวณโคนต้น แล้วใส่ลงในถ้วยนิ้วพลาสติค แล้วนำไปใส่ในตะแกรงสำหรับใส่ถ้วยนิ้วโดยเฉพาะ ที่ทำวิธีนี้เนื่องจากต้องการทำฟ้ามุ่ยให้ขายได้เร็ว ประมาณ 1 ปี ต้นฟ้ามุ่ยก็จะโตเป็นขนาดไม้นิ้ว สามารถนำไปจำหน่ายได้เลยโดยไม่ต้องรอจนกระทั่งออกดอก ในการหนีบกล้วยไม้นิ้วด้วยโฟมโดยไม่ใช้กาบมะพร้าวเหมือนบางสวน เนื่องจากต้นกล้วยไม้มักจะเน่าในฤดูฝน แต่ทั้งนี้การหนีบด้วยโฟมจะต้องมีสภาพของโรงเรือนที่ปลูกเลี้ยงมีความชื้น เพียงพอ ไม่เช่นนั้นกล้วยไม้จะแห้งและแคระแกร็นเนื่องจากการขาดน้ำ

วิธี ที่สอง ที่คุณปริยุตต์เลือกใช้คือ การนำลูกไม้มาวางไว้บนโต๊ะที่ขึงไว้ด้วยซาแรน ซึ่งนักกล้วยไม้เรียกว่า ดำ คือการวางต้นกล้วยไม้ไว้บนซาแรนเฉยๆ ถึงแม้ตอนวางต้นจะอยู่ในสภาพที่เอน แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วันกล้วยไม้ก็จะตั้งตัวขึ้นตรงได้เอง และรากที่เกิดใหม่จะค่อยๆ ชอนไชไปใต้ซาแรนยึดเกาะเอาไว้ เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1 ปี ก็จะนำลูกไม้ใส่ตะกร้าพลาสติคสี่เหลี่ยม ขนาด 4 นิ้ว นักกล้วยไม้เรียกขั้นตอนนี้ว่าขึ้นกระเช้า วิธีนี้จะทำเฉพาะต้นกล้วยไม้ทำไว้เพื่อขึ้นกระเช้าเอง เพื่อขายเป็นไม้ติดดอก ไม่ได้ทำไว้ขายไม้นิ้ว เนื่องจากการปลูกเลี้ยงในกระถางนิ้วค่อนข้างเปลืองเนื้อที่ ไม่เหมือนการดำไว้ในซาแรนจะใช้พื้นที่น้อยกว่า

การให้น้ำแก่กล้วยไม้ สกุลนี้ จะให้ 2 เวลา คือ เช้า-เย็น เพราะฟ้ามุ่ยต้องการน้ำมาก โดยพื้นฐานกล้วยไม้จะชอบชื้น แต่ไม่ชอบแฉะ น้ำที่ให้ก็ต้องรดจนชุ่มราก ต้นกล้วยไม้จึงจะเจริญเติบโตได้รวดเร็ว ส่วนการให้ปุ๋ยก็จะสลับระหว่างสูตรเสมอ 15-15-15 กับ 15-15-30 ทุกๆ 7 วัน ในอัตราส่วนที่น้อยกว่าการให้ปุ๋ยแวนด้าทั่วๆ ไป ประมาณครึ่งหนึ่ง เมื่อเห็นว่ากล้วยไม้มีสภาพสมบูรณ์เต็มที่ จึงเลิกให้ปุ๋ยสูตรเสมอ หันมาใช้สูตร 15-15-30 เพียงอย่างเดียว หลังจากเลี้ยงกล้วยไม้ในกระเช้าประมาณ 1 ปี ฟ้ามุ่ยจะเริ่มออกดอก ช่วงแรกที่ออกดอกจะมีเพียง 3-4 ดอก แต่สำหรับนักกล้วยไม้ก็พิจารณาฟอร์มดอกหรือสีของดอกได้แล้วว่ากล้วยไม้แต่ละ ต้นมีความสวยงามขนาดไหน

สนนราคาในการจำหน่าย ฟ้ามุ่ยนิ้วราคาขายปลีก ต้นละ 50 บาท ส่วนฟ้ามุ่ยต้นใหญ่ประมาณ 4-5 คู่ใบ จะจำหน่ายในราคาปลีกต้นละ 200 บาท ส่วนต้นติดดอกจะมีราคาตั้งแต่ 300 บาท จนถึง 1,000 บาท แล้วแต่ความสวยของดอก ฟ้ามุ่ยสีบลูมักจะไม่นิยมปั่นตา ส่วนฟ้ามุ่ยชมพูกับฟ้ามุ่ยเผือก กลับใช้การขยายพันธุ์โดยการปั่นตา เพื่อเป็นการเพิ่มปริมาณให้มาก เพราะในการเพาะเมล็ดจำนวนต้นที่ได้ค่อนข้างไม่แน่นอน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสภาพความสมบูรณ์ของฝักและความชำนาญของห้องแล็บ

ฟามุ่ยที่พัฒนาพันธุ์แล้ว

เลี้ยงได้ง่ายกว่า

จาก การที่ฟ้ามุ่ยที่อยู่ในธรรมชาติบนความสูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 1,000 เมตร ซึ่งเมื่อก่อนหน้านี้ 10 ปีที่แล้ว ถ้าเอ่ยถึงฟ้ามุ่ยจะต้องมาจากภาคเหนือ ภาคอื่นๆ เลี้ยงฟ้ามุ่ยอย่าหวังจะเห็นดอก แต่ปัจจุบันทำไมจึงสามารถปลูกเลี้ยงฟ้ามุ่ยให้ออกดอกได้ในระดับความสูงที่ ต่ำกว่าแหล่งที่พบฟ้ามุ่ยในธรรมชาติ อาจจะเป็นเพราะสาเหตุ 2 ประการนี้

1. ฟ้ามุ่ยในปัจจุบันเป็นฟ้ามุ่ยที่ได้รับการผสมพันธุ์มา 5-6 ชั้น ทำให้มียีนปรับตัวตามสภาพแวดล้อมตามโรงเรือนที่ปลูกเลี้ยง โดยค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ จึงทำให้ฟ้ามุ่ยรุ่นหลังสามารถปลูกเลี้ยงได้ง่าย และปลูกได้ทั่วๆ ไปมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

2. การปรับปรุงสภาพแวดล้อมของโรงเรือนให้ใกล้เคียงกับสภาพธรรมชาติ จะทำให้สามารถปลูกเลี้ยงได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแสง ความชื้น อุณหภูมิ แรงลม ซึ่งเราจะสังเกตเห็นได้จากสภาพสวนที่ปลูกเลี้ยงมานาน ความชื้นจะมากกว่าสวนกล้วยไม้ที่ปลูกเลี้ยงใหม่ โดยสังเกตจากต้นมอสส์ ต้นเฟิร์น บริเวณใต้โต๊ะ หรือบนวัสดุปลูก

ฟ้ามุ่ยไม้สวย

ชื่อสกุล Vanda

ชื่อชนิด ฟ้ามุ่ย Vanda coerulea Griff.

ประเภท กล้วยไม้รากอากาศ/เจริญเติบโตทางยอด

ฤดูดอก กรกฎาคม-ธันวาคม

จำนวนดอกในช่อ 10-15 ดอก

วัสดุปลูก ไม่ใช้วัสดุปลูก

แสง รำไร

การขยายพันธุ์ ปั่นตา/เพาะเมล็ด/แยกหน่อ

แหล่งอาศัยในธรรมชาติ ป่าดิบเขาทางภาคเหนือ

แหล่งที่พบในประเทศไทย ตาก เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน

สถานที่ปลูกเลี้ยง ปลูกเลี้ยงได้เฉพาะสถานที่มีความชื้นเหมาะสม

สถานภาพ ใกล้สูญพันธุ์ในธรรมชาติ แต่มีการขยายพันธุ์ในห้องแล็บจำนวนมาก และปลูกเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย

เขตการกระจายพันธุ์ พม่า จีนตอนใต้ อินเดีย

 

กาแฟ จังหวัดเลย เริ่มปลูกกันแล้ว ที่นาด้วง ได้ผลดี

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 485

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการเกษตร

บุญมา ภูผาหมอก

กาแฟ จังหวัดเลย เริ่มปลูกกันแล้ว ที่นาด้วง ได้ผลดี

สมัย เก่าก่อน ภาพของกาแฟ ดูจะไม่ดีนัก ถูกมองว่าเป็นของมึนเมา ยุคใหม่นี้ งานวิจัยหลายครั้งหลายหนพบว่า กาแฟมีประโยชน์ต่อร่างกาย ปัจจุบัน กาแฟ จึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ทั้งในเมืองใหญ่และต่างจังหวัด สังเกตง่ายๆ ปั๊มน้ำมันทุกปั๊มต้องมีซุ้มกาแฟสด

หลักสูตรอบรมอาชีพ ของมติชน มีอบรมกาแฟหลายรูปแบบ อบรมมานานปี แต่ไม่มีทีท่าว่าจะตัน มีแต่คนจะมาเรียนเพิ่มขึ้น

การ ตื่นตัวทางด้านการท่องเที่ยว มีส่วนสำคัญไม่น้อย ที่ทำให้ธุรกิจกาแฟบูม ผู้คนเดินทางมักแวะจิบกาแฟ ทั้งร้อนและเย็น ใครที่ไปท่องเที่ยวส่วนตัว อาจจะซื้อหากันแก้วสองแก้ว ส่วนไปเป็นหมู่คณะว่ากันทีละ 20-30 แก้ว เจ้าของร้านต้องชงจนมือหงิก แต่ก็ชอบเพราะสนุกและได้เงิน

เมื่อกาแฟ ได้รับความนิยม จึงสร้างงานทำเงินเป็นลูกโซ่ นับตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูก ร้านขายปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ผู้ค้ากาแฟคนกลาง เจ้าของร้านกิจการกาแฟ พนักงานเสิร์ฟ ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวที่กินกับกาแฟ

รูปแบบหนึ่งที่ขายกันเป็นล่ำเป็นสันคือ กาแฟกระป๋อง ทุกวันนี้มีหลายยี่ห้อ

แหล่งผลิตกาแฟของบ้านเรานั้น แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ

กลุ่มแรก ปลูกกันทางใต้ ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป สายพันธุ์ที่ปลูกแล้วได้ผลดีคือ กาแฟโรบัสต้า

กลุ่ม ที่สอง ปลูกกันทางภาคเหนือ คือพื้นที่สูงนั่นเอง อย่างพื้นที่เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ดอยมูเซอ จังหวัดตาก รวมทั้งทางเชียงใหม่ เชียงราย

เมืองเลย…

เริ่มสนใจกาแฟอย่างจริงจัง

ใน ยุคเก่าก่อนเมื่อกว่า 50 ปีมาแล้ว ที่จังหวัดเลย พบต้นกาแฟตามสวนหลังบ้าน ปลูกกันบ้านละ 2-3 ต้น ผู้ปลูกมักใช้ใบอ่อนมากินกับลาบ หรือไม่ก็กินเป็นใบเมี่ยง ส่วนผลสุกนั้นชาวบ้านไม่ได้นำมาทำเป็นกาแฟชงแต่อย่างใด มีก็แต่เด็กๆ ที่นำผลสุกมาอมๆ ดูดกินความหวานของเมล็ด แล้วคายทิ้ง เข้าใจว่า พืชชนิดนี้นำเข้ามาจากทางลาว เพราะลาวมีการปลูกกาแฟมาก ลาวรับเทคโนโลยีมาจากฝรั่งอีกทีหนึ่ง เขตที่มีการปลูกกาแฟมากปัจจุบันอยู่ที่แขวงจำปาสัก ผลิตผลสามารถส่งออกทำรายได้ให้ดีมาก

ในยุคใหม่ขึ้นมาหน่อย มีการวิจัยกาแฟอยู่ที่สถานีวิจัยเกษตรที่สูงภูเรือ หน่วยงานของกรมวิชาการเกษตร ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อใหม่แล้ว บริเวณรอบๆ สถานีเหมาะอย่างยิ่งที่จะปลูกกาแฟ แต่ก็มีไม่มากนัก สาเหตุอาจจะเป็นเพราะว่าความนิยมในวงกว้างยังไม่เกิด ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ต่างจากยางพารา ที่คนส่วนใหญ่ปลูก ก็จะทำตามๆ กัน โดยที่รัฐไม่ต้องไปทำอะไรมาก ทุกหย่อมย่าน ลึกไปในซอกหลืบหินผาห่างไกล จะเห็นต้นยางพาราเต็มไปหมด

ที่จังหวัดเลย โดยเฉพาะอำเภอที่อยู่ห่างไกลตัวเมืองไม่มากนัก เช่น ท่าลี่ เชียงคาน ปากชม เกษตรกรมีความก้าวหน้ามาก เขามักจะผลิตสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ อย่าง ยางพารา ที่บ้านกกดู่ เขากรีดยางมานานกว่า 20 ปีแล้ว ก่อนโครงการอีสานเขียวเป็นไหนๆ

ถึง คราวมะขามหวานโด่งดัง เกษตรกรปลูกมะขามหวานกันเป็นการใหญ่ ปรากฏว่าผลผลิตดีมาก แต่การตลาดไม่ดี หลังๆ จึงมีการผสมผสานการผลิตเข้าไป ยางพารานั้นแน่นอนได้รับความนิยมและสร้างรายได้ให้ดี บางหมู่บ้านที่ปลูกยางพารากันมาก ยามมีงานบุญ ล้มวัวกัน 1 ตัว ต่อ 3 หลังคาเรือน

เพราะเกษตรกรมีความก้าวหน้านี่เอง งานผลิตระยะหลังๆ จึงปรับเปลี่ยน ไม่เสี่ยงทำเดี่ยวๆ อย่างสมัยก่อนแล้ว ที่เห็นอยู่คือเกษตรกรปลูกยางพารามักจะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำนา ปลูกปาล์มน้ำมัน และที่ใหม่สดๆ ร้อนๆ คือการปลูกกาแฟ จำนวนที่ปลูกกันทุกวันนี้ น่าจะมากกว่า 1,000 ไร่

นักเกษตรแม่โจ้

ศึกษาและเผยแพร่

ผู้อ่านหลายท่านคงรู้จักเกษตรกรหัวใจเพชรคนนี้กันบ้างแล้ว เขาผู้ที่จะกล่าวถึงคือ คุณเมฆ จันทะมน หรือ “เมฆ เมืองเลย”

คุณ เมฆ เป็นผู้ถ่องแท้เรื่องปาล์มน้ำมัน สิ่งที่เขาได้ความรู้มา เป็นการปฏิบัติจริง ณ แดนใต้ ต่อมาเขานำความรู้ที่ได้ ออกเผยแพร่ความรู้ให้คนท้องถิ่น โดยที่ผลงานออกมาแล้ว เกษตรกรขายผลผลิตได้ ผู้ประกอบการบีบน้ำมันไปจำหน่ายได้ดีที่ปทุมธานีและชลบุรี ผู้ประกอบกิจการบางรายในท้องถิ่นสามารถนำน้ำมันปาล์มไปแปรรูปเป็นไบโอดีเซล เติมรถยนต์วิ่งได้ แต่เนื่องจากราคาน้ำมันดีเซลยังไม่สูงนัก ตรงส่วนนี้จึงยังพัฒนาไม่มาก

เรื่องราวของ กาแฟ คุณเมฆมีประสบการณ์ไม่น้อย สมัยที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เขาเดินทางไปตามดงดอยต่างๆ เมื่อลงไปทางใต้ก็ไปพบเจอโรบัสต้า

จนกระทั่งมาอยู่ท้องถิ่นบ้านเกิด เขาพบว่า กาแฟปลูกได้ดีพอสมควร ในเขตพื้นล่างจังหวัดเลย

คุณ เมฆ เล่าว่า ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน อำเภอนาด้วง จังหวัดเลย สามารถปลูกกาแฟและเก็บผลผลิตมาหลายปีแล้ว พื้นที่บริเวณนั้นมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 300-400 เมตร ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยทั่วไป เมื่อเขาเห็นตัวอย่าง จึงได้นำเมล็ดมาเพาะและปลูกในเขตอำเภอเมือง แรกๆ ตั้งใจว่าจะปลูกเอง แต่เพราะเพื่อนบ้านสนใจ รวมทั้งผู้ที่ปลูกปาล์มน้ำมันสนใจ เขาจึงตอบสนองโดยการนำเมล็ดพันธุ์ชั้นดีจากดอยอินทนนท์มาเพาะเผยแพร่

เพาะปลูกกันอย่างไร

นัก เกษตรจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้อธิบายว่า เมล็ดพันธุ์กาแฟที่ตนเองนำมาเพาะเป็นสายพันธุ์ลูกผสม “อาราบิก้าคาติมอร์” ทนทานต่อโรคราสนิม ให้ผลผลิตสูง ซึ่งจริงๆ แล้ว พื้นที่เหมาะสมในการปลูกกาแฟอาราบิก้า สูงจากระดับน้ำทะเลราว 700 เมตร ในเขตจังหวัดเลย ที่สูงขนาดนี้อยู่ที่อำเภอภูเรือ ด่านซ้าย และนาแห้ว แต่ปัจจัยบางอย่างไม่เพียงพอ เช่น น้ำ รวมทั้งพื้นที่สูงมากๆ เป็นที่ป่าสงวนฯ

ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 700 เมตร จะมีอากาศหนาวเย็นยาวนาน ผลกาแฟสุกช้า ส่งผลทำให้สารคาเฟอีนสะสมในเมล็ดมาก ขายได้ราคาดี

ใน สภาพผืนดินสูงจากระดับน้ำทะเล 300-400 เมตร อาจจะส่งผลให้ผลกาแฟสุกแก่เร็วขึ้น การสะสมของสารกาแฟอาจจะน้อยกว่าบนที่สูง…นี่คือ ข้อเท็จจริงที่คุณเมฆอยากจะเน้นให้ทราบและพิจารณากัน

คุณเมฆ บอกว่า ที่สูงและที่ต่ำ ไม่มีผลต่อผลผลิตต่อไร่ของกาแฟ

คุณ เมฆ อธิบายว่า พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกกาแฟได้ 400 ต้น หลัง 3 ปีไปแล้วเก็บผลผลิตได้ ซึ่งจะได้ราว 600-1,000 กิโลกรัม ต่อไร่ สนนราคาที่ขายได้ กิโลกรัมละ 60-150 บาท

หากเกษตรกรพื้นล่างผลิตกาแฟ ได้ 600 กิโลกรัม ต่อไร่ แล้วขายได้ไม่สูงเท่างานปลูกในที่สูง ขายสักกิโลกรัมละ 80 บาท ก็จะมีรายได้ 48,000 บาท ต่อไร่

หากเกษตรกร พื้นล่างผลิตกาแฟได้ 800 กิโลกรัม ต่อไร่ แล้วขายได้ไม่สูงเท่างานปลูกในที่สูง ขายสักกิโลกรัมละ 100 บาท ก็จะมีรายได้ 80,000 บาท ต่อไร่

คุณเมฆ คิดคำนวณรายได้ต่ำๆ แต่ก็น่าสนใจ เหตุที่คิดราคาไม่สูง เป็นเพราะผลผลิตกาแฟที่ต่ำจะต่างจากที่สูง คือมีสารต่ำกว่า

นัก เกษตรแม่โจ้ให้แนวคิดว่า แถบจังหวัดเลย ไม่เหมาะที่จะปลูกกาแฟเป็นผืนใหญ่ๆ แต่ควรปลูกผสมผสาน ส่วนหนึ่งเป็นพืชแซม รายละ 1-2 ไร่ หากปลูก 2 ไร่ แล้วได้เงินแสน ก็สามารถอยู่ได้ แถมส่งลูกเรียนได้อีกต่างหาก

กรณีการ แซมนั้น สามารถแซมในยางพาราที่ปลูกใหม่ กาแฟเก็บเกี่ยวได้เมื่อปีที่ 3 ปลูกพร้อมยางพารา เมื่อยางพาราอายุ 10 ปี พุ่มใบแน่นทึบ ก็ตัดต้นกาแฟทิ้ง ดังนั้น ผู้ปลูกกาแฟสามารถเก็บผลผลิตได้นาน 7 ปี

พืชอื่นก็ปลูกแซมได้ อย่างสวนมะขามหวาน สวนมะม่วง รวมทั้งพืชยืนต้นอื่นๆ

“ผม นำพันธุ์มาจากอ่างขาง เป็นพันธุ์แท้ต้านทานโรคราสนิม ตอนนี้ที่เลยปลูกได้ผล มีคนมาซื้อผลผลิตผลสดๆ ชั่งขาย กิโลกรัมละ 50 บาท เขานำไปสีแล้วตากแดดอีกทีหนึ่ง เรื่องต้นพันธุ์คนมาซื้อไปปลูกกันมากแล้ว มาจากหนองคาย ที่เลยนี่ก็เยอะ ทางนครไทย พิษณุโลก ผมมองว่าควรปลูกบ้านละไร่สองไร่ ใช้แรงงานในครัวเรือน จะมีรายได้เสริม ซึ่งจริงๆ แล้ว ก็ไม่น้อย”

คุณเมฆ แนะนำ และยังอธิบายอีกว่า

“วิธี การปลูกกาแฟอาราบิก้า ในพื้นที่ที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 700 เมตร ลงมานี้ จะทำให้กาแฟสุกเร็วขึ้น จากการที่มีอากาศหนาวสั้นกว่าที่ระดับน้ำทะเล 700 เมตร ขึ้นไป และจะส่งผลให้มีสารกาแฟลดลงตามไปด้วย แต่ราคาที่พ่อค้ารับซื้อก็ยังสูงกว่าบางสายพันธุ์อยู่ โดยพ่อค้าจะรู้ว่าจะขายกาแฟได้ราคาไหนนั้น เขาจะรู้เมื่อได้คั่วกาแฟให้สุกและได้ลองชงกาแฟชิมดู ก็จะคัดได้ว่า แหล่งกาแฟจากไหน เอาไปส่งที่ตลาดไหน และราคาจะอยู่ที่เท่าใด เป็นต้น การส่งเสริมปลูกกาแฟอาราบิก้าคาติมอร์ ของผมที่เมืองเลยนี้ ผมได้รับเมล็ดพันธุ์จากเพื่อนที่เป็นผู้อำนวยการดอยอ่างข่าง จังหวัดเชียงใหม่ ส่งมาให้เพาะเป็นต้นกล้าส่งเสริมให้เกษตรกรได้ปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจอีกตัว หนึ่ง และสามารถแซมในสวนยางพาราที่ไม่ได้ปลูกพืชอื่นๆ แซมได้ด้วย โดยปลูกพร้อมกับยางพารา พออายุได้ 3 ปี กาแฟจะให้ผลผลิตก่อนยางพารา เก็บผลผลิตกาแฟได้ 7 ปี ยางพาราจะอายุได้ 10 ปี กาแฟก็จะได้ผลผลิตที่น้อยจากการถูกยางพาราบังแสงหมด ก็เปลี่ยนเป็นได้รายได้จากยางพาราต่อไป แต่ถ้าปลูกกลางแจ้งก็จะเก็บผลผลิตกาแฟได้นานถึง 20 ปี ขึ้นกับการดูแลตัดแต่งกิ่งและการจัดการที่ดีด้วย การปลูกกาแฟ จะปลูก ระยะ 2×2 เมตร ได้ 400 ต้น ต่อไร่ โดยจะให้กาแฟมีใบแท้ 6-8 คู่ ก็จะให้เกษตรกรเอาไปปลูกเลย โดยให้ไปปรับตัวทนแล้งในแปลงปลูกเอง เพื่อไม่ให้ต้นกาแฟชะงักการเจริญเติบโตมากเกินไป อายุ 8 ปีขึ้นไป การแต่งกิ่งก็จะทำ 50 เปอร์เซ็นต์ ก่อน โดยแต่งแถวเว้นแถว ปลูกกลางแจ้ง 1-3 ปี ก่อน ให้ผลผลิตก็ควรหาพืชแซมเป็นร่มเงาให้ด้วย เช่น มะละกอ กล้วย”

ผู้สนใจถามไถ่ คุณเมฆ จันทะมน เลขที่ 21 หมู่ที่ 3 ตำบลศรสองรัก อำเภอเมือง จังหวัดเลย 42100 โทร. (081) 964-1298 และ (083) 408-2868

กาแฟ

แหล่ง ปลูกที่เหมาะสมสำหรับกาแฟอาราบิก้าคือ พื้นที่ปลูกตั้งแต่เส้นรุ้ง 17 องศาเหนือ ขึ้นไป มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 700 เมตร ขึ้นไป มีความลาดเอียงไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์

ลักษณะดิน

ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ชั้นดินลึกไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร มีความเป็น กรด-ด่าง 5.5-6.5 และระบายน้ำดี

สภาพภูมิอากาศ

มีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 15-25 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์มากกว่า 60%

แหล่งน้ำ

อาศัย น้ำฝนจากธรรมชาติ ปริมาณน้ำฝนไม่ต่ำกว่า 1,500 มิลลิเมตร ต่อปี มีการกระจายของฝน 5-8 เดือน มีแหล่งน้ำสะอาดและมีปริมาณพอที่จะให้น้ำได้ตลอดช่วงฤดูแล้ง

การปลูก

ต้นกล้าอายุตั้งแต่ 8-12 เดือน หรือมีใบจริงไม่น้อยกว่า 4-5 คู่

วิธีการตัดแต่งกิ่ง

การ ตัดแต่งแบบต้นเดี่ยวของอินเดีย (Indian single stem pruning) หรือการตัดแต่งแบบทรงร่ม (Umbrella) เป็นวิธีการที่ใช้กับกาแฟอาราบิก้าที่ปลูกภายใต้สภาพร่มเงา โดยมีขั้นตอน ดังนี้

1. เมื่อต้นกาแฟเจริญเติบโตจนมีความสูง 90 เซนติเมตร ตัดยอดให้เหลือความสูงเพียง 75 เซนติเมตร

2. เลือกกิ่งแขนงที่ 1 (primary branch) ที่อ่อนแอทิ้ง 1 กิ่ง เพื่อป้องกันยอดฉีกกลาง และต้องคอยตัดยอดที่จะแตกออกมาจากโคนกิ่งแขนงของลำต้นทุกยอดทิ้ง และกิ่งแขนงที่ 1 จะให้ผลผลิต 2-3 ปี ก็จะแตกกิ่งแขนงที่ 2 (Secondary branch) กิ่งแขนงที่ 3 (terriary branch) และกิ่งแขนงที่ 4 (quarternary branch) ให้ผลผลิตช่วง 1-8 ปี

3. เมื่อต้นกาแฟให้ผลผลิตลดลง ต้องปล่อยให้มีการแตกยอดออกมาใหม่ 1 ยอด จากโคนของกิ่งแขนงที่ 1 ที่อยู่สูงสุดหรือถัดลงมา และเมื่อยอดสูงไปถึงระดับ 170 เซนติเมตร ตัดให้เหลือความสูงเพียง 150 เซนติเมตร ตัดกิ่งแขนงที่ 1 ที่อยู่สูงสุดให้เหลือเพียง 1 กิ่ง ซึ่งจะสามารถให้ผลผลิตต่อไปอีก 8-10 ปี

การตัดแต่งแบบหลายลำต้น (Multiple stem pruning system)

วิธี การนี้ใช้กับต้นกาแฟอาราบิก้าที่ปลูกกลางแจ้ง โดยทำให้เกิดต้นกาแฟหลายลำต้น จากโคนต้นที่ถูกตัด แต่คัดเลือกเหลือเพียง 2 ลำต้น ซึ่งมีขั้นตอนปฏิบัติ ดังนี้

1. เมื่อต้นกาแฟสูงถึง 69 เซนติเมตร ให้ตัดยอดให้เหลือความสูงเพียง 53 เซนติเมตร เหนือพื้นดินมียอดแตกออกมาจากข้อโคนกิ่งแขนงที่ 1 จากคู่ที่อยู่บนสุด 2 ยอด จะต้องตัดกิ่งแขนงที่ 1 ทิ้งทั้ง 2 ข้าง

2. ปล่อยให้ยอดทั้ง 2 ยอด เจริญเติบโตขึ้นไปทางด้านบน ในขณะเดียวกันกิ่งแขนงที่ 1 ที่อยู่ต่ำกว่าความสูง 53 เซนติเมตร เริ่มให้ผลผลิต

3. กิ่งแขนงที่ 1 ซึ่งอยู่ต่ำกว่าความสูง 53 เซนติเมตร จะถูกตัดทิ้ง หลังจากที่ให้ผลผลิตแล้ว ในขณะเดียวกันกิ่งแขนงที่ 1 ที่อยู่ระดับล่างๆ ของลำต้นทั้งสองก็เริ่มให้ผลผลิต

4. ต้นกาแฟที่เจริญเป็นลำต้นใหญ่ 2 ลำต้น จะสามารถให้ผลผลิตอีก 2-4 ปี และขณะเดียวกันก็จะเกิดหน่อขึ้นมาเป็นลำต้นใหม่อีกบริเวณโคนต้นกาแฟเดิม ให้ปล่อยหน่อที่แตกใหม่เจริญเป็นต้นใหม่ ตัดให้เหลือเพียง 3 ลำต้น

5. ให้ตัดต้นกาแฟเก่าทั้ง 2 ต้นทิ้ง และเลี้ยงหน่อใหม่ ที่เจริญเป็นต้นใหม่ ซึ่งจะสามารถให้ผลผลิตได้อีก 2-4 ปี แล้วจึงตัดต้นเก่าเพื่อให้แตกต้นใหม่อีก

การให้ปุ๋ย

กาแฟ เป็นพืชที่ต้องการปุ๋ยค่อนข้างสูง โดยเฉพาะช่วงระยะเวลาเริ่มออกดอก ติดผล หากขาดปุ๋ยในช่วงระยะเวลาดังกล่าว ซึ่งเป็นช่วงฤดูแล้ง ความชื้นในดินและในดอกกาแฟน้อย และอุณหภูมิสูง กาแฟจะแสดงอาการเป็นโรคยอดแห้ง (Die back) ไม่เจริญเติบโต และตายในที่สุด

สำหรับธาตุอาหารที่ต้นกาแฟต้องการ มีอยู่ 3 กลุ่ม คือ

– กลุ่มธาตุอาหารหลัก ได้แก่ N P K (Primary nutrients)

– กลุ่มธาตุอาหารรอง ได้แก่ Ca Ng S (secondary nutrients)

– ธาตุอาหารจุลธาตุ ได้แก่ Fe Mn Zn Cu B Mo และ Cl

ระดับความสูง 700-900 เมตร จากระดับน้ำทะเล ควรใส่ปุ๋ยช่วงเดือนพฤษภาคม กรกฎาคม และกันยายน

ระดับความสูง 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล ควรใส่ปุ๋ยช่วงเดือนพฤษภาคม สิงหาคม และตุลาคม

การเก็บเกี่ยว

การ เก็บเกี่ยวมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อคุณภาพของกาแฟ ได้แก่ เนื้อสารกาแฟ (Body) รสชาติ (Flavour) ความเป็นกรด (Acidity) และมีกลิ่นหอม (Aroma) หากเก็บผลที่ยังไม่สุก และช่วงเวลาในการเก็บไม่เหมาะสม นอกจากจะมีผลต่อคุณภาพ และรสชาติแล้ว ยังมีผลทำให้ต้นทุนการผลิต (ค่าแรงงาน) เพิ่มขึ้น

อายุการเก็บเกี่ยว

ผลกาแฟในแต่ละสภาพพื้นที่ปลูกไม่พร้อมกัน

– ระดับความสูง 700-900 เมตร จากระดับน้ำทะเล

อายุการเก็บเกี่ยว (ตั้งแต่ติดผล-ผลสุก) ประมาณ 6 เดือน

– ระดับความสูง 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล

อายุการเก็บเกี่ยว (ตั้งแต่ติดผล-ผลสุก) ประมาณ 9 เดือน

วิธีการเก็บเกี่ยว

การ เก็บทีละผลหรือทั้งช่อ โดยเก็บเฉพาะผลที่สุกในแต่ละช่อ หรือเก็บทั้งช่อก็ได้ หากผลสุกพร้อมกัน เป็นวิธีการที่จะสามารถควบคุมคุณภาพของกาแฟได้ดีที่สุด

ดัชนีการเก็บเกี่ยว

– ควรเก็บผลที่สุก 90-100 เปอร์เซ็นต์ คือ เมื่อผลมีสีแดงเกือบทั้งผล หรือทั่วทั้งผล หรือผลมีสีเหลืองเกือบทั้งผล หรือทั่วทั้งผล (บางสายพันธุ์ ผลสุกจะเป็นสีเหลือง)

– การทดสอบผลสุกพร้อมที่จะเก็บเกี่ยว โดยการปลิดผลกาแฟ แล้วใช้นิ้วบีบผล ถ้าผลสุกเปลือกจะแตกง่ายและเมล็ดกาแฟจะโผล่ออกมา

– การเก็บผลควรจะพิจารณาการสุกของผลบนแต่ละกิ่ง ที่ให้ผลในแต่ละต้น ว่ามีผลสุกมากกว่าร้อยละ 50 ในการเก็บผลผลิตครั้งแรก ซึ่งปกติการเก็บผลกาแฟจะต้องใช้เวลาเก็บประมาณ 2-4 ครั้ง

การแปรรูป

วิธีการแปรรูปมี 2 วิธี ที่นิยมปฏิบัติกัน คือ

1. การทำสารกาแฟโดยวิธีเปียก (Wet Method or Wash Method) เป็นวิธีการที่นิยมกันแพร่หลาย เพราะจะได้สารกาแฟที่มีคุณภาพ รสชาติดีกว่า ราคาสูงกว่าวิธีตากแห้ง (Dry method) โดยมีขั้นตอนในการดำเนินการ 5 ขั้นตอน ดังนี้

1. การปอกเปลือก (Pulping)

โดยการนำผลกาแฟสุกที่เก็บ ได้มาปอกเปลือกนอกทันที โดยเครื่องปอกเปลือก โดยใช้น้ำสะอาดขณะที่เครื่องทำงาน ไม่ควรเก็บผลกาแฟไว้นานหลังการเก็บเกี่ยว เพราะผลกาแฟเหล่านี้จะเกิดการหมัก (fermentation) ขึ้นมา จะทำให้คุณภาพของสารกาแฟ มีรสชาติเสียไป ดังนั้น หลังปอกเปลือกแล้วจึงต้องนำไปขจัดเมือก

2. การกำจัดเมือก (demucilaging)

เมล็ดกาแฟที่ปอกเปลือกนอกออกแล้ว จะมีเมือก (mucilage) ห่อหุ้มเมล็ดอยู่ จะต้องกำจัดออกไป ซึ่งมีวิธีการอยู่ 3 วิธี คือ

2.1 การกำจัดเมือกโดยวิธีการหมักตามธรรมชาติ (Natural Fermentation) เป็นวิธีการที่ปฏิบัติดั้งเดิม โดยนำเมล็ดกาแฟที่ปอกเปลือกออกแล้วมาแช่ในบ่อซีเมนต์ ขนาด 3×1.5×1.2 เมตร มีรูระบายน้ำออกด้านล่าง ใส่เมล็ดกาแฟประมาณ 3/4 ของบ่อ แล้วใส่น้ำให้ท่วมสูงกว่ากาแฟ แล้วคลุมบ่อด้วยผ้าหรือพลาสติคปิดปากบ่อซีเมนต์ ทิ้งไว้ 24-48 ชั่วโมง ในกรณีที่อุณหภูมิต่ำอากาศหนาวเย็น การหมักอาจจะใช้เวลา 48-72 ชั่วโมง จากนั้นปล่อยน้ำทิ้ง แล้วนำเมล็ดมาล้างน้ำให้สะอาด นำเมล็ดมาขัดอีกครั้งในตระกร้าที่ตาถี่ ที่มีปากตะกร้ากว้าง ก้นไม่ลึกมาก เมื่อขัดแล้วเมล็ดกาแฟจะไม่ลื่น แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้งก่อนที่จะนำไปตาก

2.2 การกำจัดเมือกโดยการใช้ด่าง (Treatment with alkali) วิธีนี้จะใช้เวลาประมาณไม่เกิน 1 ชั่วโมง (โรบัสต้า 1 ชั่วโมง 30 นาที) โดยการนำเอาโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ความเข้มข้น 10% โดยใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) 1 กิโลกรัม/น้ำ 10 ลิตร เทลงในบ่อซีเมนต์ที่ใช้หมักเมล็ดกาแฟ หลังจากเทเมล็ดกาแฟ ประมาณ 250-300 กิโลกรัม และเกลี่ยให้เสมอกัน จากนั้นใช้ไม้พายกวนเมล็ดกาแฟเพื่อให้สารละลายกระจายให้ทั่วทั้งบ่อ ประมาณ 30-60 นาที หลังจากทิ้งไว้ 20 นาที แล้วตรวจสอบว่าด่างย่อยเมือกออกหมด หรือหากยังออกไม่หมดให้กวนอีกจนครบ 30 นาที แล้วตรวจสอบอีกครั้ง เมื่อเมือกออกหมดต้องนำเมล็ดกาแฟไปล้างด้วยน้ำสะอาด 3-4 ครั้ง ก่อนนำไปผึ่งแดดให้แห้ง

2.3 การกำจัดเมือกโดยใช้แรงเสียดทาน (Removal fo mucilage by friction) โดยใช้เครื่องปอกเปลือก ชื่อ “Aguapulper” สามารถจะกะเทาะเปลือกนอกและกำจัดเมือกของเมล็ดกาแฟในเวลาเดียวกัน แต่มีข้อเสียคือทำให้เมล็ดเกิดแผล ดังนั้น จึงควรคัดผลกาแฟให้มีขนาดใกล้เคียงกันมากที่สุด เพื่อลดความเสียหายของเมล็ดให้น้อยลง

3. การตากหรือการทำแห้ง (Drying)

หลัง จากเมล็ดกาแฟผ่านการล้างทำความสะอาดแล้ว นำเมล็ดกาแฟมาเทลงบนลานตากที่ทำความสะอาดแล้ว หรือเทลงบนตาข่ายพลาสติคบนแคร่ไม้ไผ่ เกลี่ยเมล็ดกาแฟให้กระจายสม่ำเสมอ ไม่ควรหนาเกิน 4 นิ้ว ควรที่จะเกลี่ยเมล็ดกาแฟวันละ 2-4 ครั้ง จะทำให้เมล็ดแห้งเร็วขึ้น และเวลากลางคืนควรกองเมล็ดเป็นกองๆ และใช้พลาสติคคลุมเพื่อป้องกันน้ำฝนหรือน้ำค้าง ใช้เวลาตาก ประมาณ 710 วัน เมล็ดจะมีความชื้นประมาณ 13%

4. การบรรจุ (Packing)

เมล็ด กาแฟที่ได้ควรเก็บไว้ในรูปของกาแฟกะลา (Parchment Coffee) เพราะจะสามารถรักษาเนื้อกาแฟและป้องกันความชื้นกาแฟได้ดี ควรบรรจุในกระสอบป่านใหม่ และควรกลับด้านในของกระสอบป่านออกมาผึ่งลมก่อนนำไปใช้ เก็บในโรงเก็บที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่อับชื้น หรือมีกลิ่นเหม็น

5. การสีกาแฟกะลา (Hulling)

กาแฟกะลาที่จะนำไปจำหน่ายควรจะสีเพื่อเอากะลาออกด้วยเครื่องสีกะลา จะได้สารกาแฟ (Green Coffee) ที่มีลักษณะผิวสีเขียวอมฟ้า

2. การทำสารกาแฟโดยวิธีแห้ง (Dry method หรือ Natural method)

เป็น วิธีการที่ดำเนินการโดยนำเอาผลกาแฟ (Coffee Cherry) ที่เก็บเกี่ยวมาจากต้นแล้วนำมาตากแดด ประมาณ 15-20 วัน บนลานตากที่สะอาดและได้รับแสงแดดเต็มที่ เกลี่ยให้เสมอทั่วกัน และหมั่นเกลี่ยบ่อยครั้ง เมื่อผลแห้งจะมีเสียงของเปลือกกับเมล็ดกระทบกัน จึงนำมาเข้าเครื่องสีกาแฟ (Hulling) แล้วบรรจุในกระสอบที่สะอาด ข้อเสียของวิธีการนี้คือ สารกาแฟที่ได้จะมีคุณภาพต่ำกว่าการทำสารกาแฟโดยวิธีหมักเปียก

การคัดเกรดและมาตรฐาน

การคัดเกรด

สาร กาแฟ (Green coffee) ที่ผ่านเครื่องสีเอากะลาออกแล้ว จึงนำมาคัดขนาดเพื่อแบ่งเกรด โดยใช้ตะแกรงร่อน ขนาดรู 5.5 มิลลิเมตร เพื่อแยกสารกาแฟที่สมบูรณ์ จากสารกาแฟที่แตกหัก รวมถึงสิ่งเจือปน เมล็ดกาแฟที่มีสีดำ (black bean) ซึ่งเกิดจากเชื้อราบางประเภท

ใช้ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ หรือเครื่องที่ใช้แรงเหวี่ยง (Electronic Coffee Sorting Machine) เพื่อแยกสารกาแฟที่ดีออกจากสารกาแฟที่ไม่สมบูรณ์

มาตรฐานการแบ่งเกรดของสารกาแฟอาราบิก้าของไทย

เกรดของสารกาแฟอาราบิก้า

เกรด A ขนาด ขนาดของเมล็ดตั้งแต่ 5.5 มิลลิเมตร ขึ้นไป

สี สีเขียวอมฟ้า

เมล็ดแตกหัก มีเมล็ดไม่สมบูรณ์ หรือเมล็ดขนาดเล็กกว่า 5.5 มิลลิเมตร ไม่เกินร้อยละ 13

เมล็ดเสีย มีเมล็ดที่เป็นเชื้อราหรือมีสีผิดปกติ ไม่เกินร้อยละ 1.5

ความชื้น ไม่เกินร้อยละ 13

เกรด X – ลักษณะและคุณภาพเหมือน เกรด A ยกเว้นสี ซึ่งจะมีสีแตกต่างไปจากสีเขียวอมฟ้าหรือมีสีน้ำตาลปนแดง

เกรด Y – ลักษณะเมล็ดแตกหัก หรือเมล็ดกลมเล็กๆ (Pea berries) ที่สามารถลอดผ่านตะแกรง ขนาด 12.5 (5.5 มิลลิเมตร)

– มีสีเขียวอมฟ้า สิ่งเจือปน ไม่เกิน 0.5%

– ความชื้น ไม่เกิน 13%

หมายเหตุ ข้อมูลจาก กรมวิชาการเกษตร

 

พฤกษาป่าไม้ชาติ (ต่อ)

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 485

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาป่าไม้ชาติ (ต่อ)

“เจ้าหน้าที่ป่าไม้ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง…”

พระ ราชดำริที่ยึดเป็นทฤษฎีการพัฒนาด้านป่าไม้ โดยปลูกฝังจิตสำนึกแก่ประชาชน เป็นทฤษฎีที่เป็นปรัชญาในด้านการพัฒนาป่าไม้ที่ยิ่งใหญ่โดยแท้ ตามรอยเบื้องพระบาทในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ณ หน่วยงานพัฒนาต้นน้ำทุ่งจ๊อ ในปี พ.ศ. 2519 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริให้มีการปลูกต้นไม้ 3 ชนิด ที่แตกต่างกัน คือ ไม้ผล ไม้โตเร็ว และไม้เศรษฐกิจ เพื่อจะให้เกิดป่าไม้แบบผสมผสาน และสร้างความสมดุลแก่ธรรมชาติอย่างยั่งยืน สามารถตอบสนองความต้องการของรัฐและวิถีประชาในชุมชน ซึ่งมีถึง 16 แนวทาง การปลูกป่า ตามคำพ่อ พอสรุปได้ดังนี้

– ปลูกป่าทดแทนพื้นที่ป่าไม้ที่ถูกบุกรุกแผ้วถางและพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม

– ปลูกตามบริเวณอ่างเก็บน้ำ หรือเหนืออ่างเก็บน้ำ เพื่อเกิดความชุ่มชื้นยาวนาน

– ปลูกป่าบนภูเขาสูง เพื่อป้องกันการพังทลายของดิน รวมทั้งแหล่งต้นน้ำ

– จำแนกสมรรถนะของดินให้เหมาะสม รักษาสภาพป่าไม้ ปลูกไม้ 3 ชนิด

– ในสภาพป่าเต็งรัง ป่าเสื่อมโทรมนั้น ป่าก็จะกลับสภาพคืนได้

– วัชพืชคลุมพื้นที่อยู่อย่าเอาออก เพราะจะช่วยป้องกันการเซาะพังทลายหน้าดิน

– อย่าใช้ยาฆ่าวัชพืชหรือยาฆ่าหญ้า เพราะพิษยาจะตกค้างในดินเป็นเวลานาน

– ก่อนปลูกป่า จำเป็นต้องกำจัดวัชพืช แต่ในป่าเต็งรังในต้นน้ำลำธารไม่ต้องขจัด

– ปลูกป่าเสริมธรรมชาติ เป็นการเพิ่มที่อยู่อาศัยสัตว์ป่า

– ปลูกป่าต้นน้ำลำธาร ป่าก็จะฟื้นฟูและขยายพันธุ์ได้เองตามธรรมชาติ

– ปลูกป่าต้นน้ำลำธาร ไม่ควรให้มีสิ่งปลูกสร้างอะไรทั้งสิ้น

– ปลูกป่าเพื่อให้ราษฎรมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยร่วมกิจกรรมสร้างความเข้าใจความสำคัญ

– ส่งเสริมให้ประชาชนได้เข้าร่วมในกิจกรรมตั้งแต่ต้น และมีส่วนร่วมให้มากที่สุด

– การปลูกป่าธรรมชาติ หรือปลูกป่าต้นน้ำลำธาร ควรศึกษาพันธุ์ไม้ดั้งเดิม แล้วปลูกแซม

– การปลูกป่าควรศึกษาระบบน้ำ ในพื้นที่ภูเขา ควรสร้างฝายแม้ว หรือ Check Dam

– ควรปลูกแฝกเพื่อป้องกันการพังทลาย พร้อมรักษาหน้าดิน สร้าง Top-soil

ซึ่งทุกกิจกรรมแนวทางก็เพื่อป้องกัน รักษาทรัพยากรป่าไม้เพื่อสนองพระราชดำรัส

ผม ได้กล่าวถึงบทบาทเรื่องราว กิจกรรม ของกรมป่าไม้ต่อเนื่องกันมา ด้วยเห็นว่าปัจจุบันนี้หน่วยงานต่างๆ และนโยบายชาติกล่าวถึงกิจกรรมการอนุรักษ์ และรณรงค์ส่งเสริมให้มีการปลูกป่า รักษาอนุรักษ์ป่าไม้ต่อเนื่องอย่างจริงจัง และเห็นผลตามเจตนามุ่งหมาย จึงขอกล่าวต่อเกี่ยวกับเรื่องราวของป่าไม้ชาติ ภายใต้บทบาทของกรมป่าไม้ อีกทั้งบทบาทของบุคลากรในกรมป่าไม้ ซึ่งเป็นจักรกลฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้กิจกรรมต่างๆ หมุนไปตามครรลองแห่งความยั่งยืนของทรัพยากรป่าไม้

จากเอกสาร 111 ปี กรมป่าไม้ 111 ปี กรมป่าไม้ก้าวไกลอย่างมั่นคง ภายใต้ร่มพระบารมี จัดทำโดย กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม พิมพ์ครั้งที่ 1 กันยายน 2550 มีภาพประกอบที่ทรงคุณค่าชวนให้เกิดจิตสำนึกมองเห็นคุณค่าผืนป่าตั้งแต่อดีต และความมุ่งหวังให้ยั่งยืนสู่อนาคต ด้วยได้รับการอนุเคราะห์ภาพจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ด้วยแล้ว เพราะเพียงแต่ภาพกิจกรรมและทิวทัศน์ผืนป่าจากกรมป่าไม้ก็ให้ความร่มรื่นชื่น เย็นด้วยเขียวขจีจากพฤกษาผืนป่า แต่สิ่งที่อยากจะกล่าวถึงเนื้อหาในเอกสารเล่มนี้คือ ข้อคิดต่างๆ ตั้งแต่ บทอาศิรวาท โดย ท่านกวี เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ บทนำ ปฐมบท ป่าไม้…ทรัพยากรของแผ่นดิน ป่าไม้…ก่อตั้งเพื่อความมั่นคง ป่าไม้…เพื่อพัฒนาชาติ ป่าไม้…เส้นทางสู่ความยั่งยืน และมีความมั่นใจในความยั่งยืนกับบทส่งท้ายของกรมป่าไม้ : ก้าวที่ 112 ซึ่งอยากจะสรุปให้ท่านผู้อ่านระลึกถึงคุณค่าของป่า เพราะป่าไม้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ตอบสนองต่อการดำรงชีวิตได้อย่างครบถ้วน และยังมีอิทธิพลต่อการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม มาตั้งแต่อดีตกาล

ใน ปฐมบท…กรมป่าไม้ กล่าวไว้ว่า ป่าไม้เป็นเสมือน “ต้นทุน” ของสินทรัพย์ ที่แปรสภาพจากสินค้ามาเป็นเงินตรา สร้างความมั่นคงให้กับอาณาจักรของไทยในอดีตมาอย่างต่อเนื่อง สินค้าของป่า ทั้งไม้ซุงและสัตว์ป่า กลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ และสร้างความมั่งคั่งอย่างมหาศาลแก่ดินแดนนี้ ความเปลี่ยนแปลงของโลกภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายหลังการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำให้ป่าไม้ถูกทำลายเป็นจำนวนมาก เกินกำลังที่กรมป่าไม้จะปกป้องได้ด้วยอำนาจที่มี ความร่วมมือร่วมใจจากประชาชนทั้งหลาย กลายเป็นส่วนสำคัญในการรักษาและปกป้องผืนป่าให้สัมฤทธิผล ร่วมจรรโลงผืนป่าฟื้นฟูสีเขียวให้กลับมาดังเดิม ป่าไม้…ทรัพย์ของแผ่นดิน เพราะป่าไม้คือของขวัญล้ำค่าที่ได้มาจากธรรมชาติ เป็นหนึ่งในปัจจัย 4 สำหรับการดำรงชีวิตของมนุษย์ จึงเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญมาก จนนำไปสู่การถือสิทธิครอบครอง และแสวงหาประโยชน์จากป่าไม้ทั่วโลก สินค้าหลักของดินแดนอุษาคเนย์ หรือดินแดนสุวรรณภูมินั้นคือ “ของป่า” ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องการของนานาประเทศ ตั้งแต่อาณาจักรสุโขทัยรุ่งเรือง ทั้งไม้หอม กระวาน พริกไทย งาช้าง ช้าง และม้า ล้วนเป็นสินค้าของป่าที่ตลาดต้องการทั้งสิ้น ของป่าเป็นความมั่งคั่งมาตั้งแต่สมัยอยุธยา เพราะเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ มีทำเลที่ตั้งตามภูมิศาสตร์ แบบเกาะที่มีแม่น้ำล้อมรอบ 3 สาย คือ แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้อยุธยากลายเป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญ อุดมไปด้วยพืชพรรณธัญญาหาร เครื่องเทศ ผลผลิตจากป่า จึงมีนิยาม คำว่า “ของป่า” เรียกขานความหมายตามเหตุปัจจัยเกี่ยวข้อง เช่น พงศาวดารจีนเรียก “ของป่า” ว่า ผลิตผลจากธรรมชาติ ที่รู้จักและหาได้จากบ้านเมืองในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ผลงานเขียนเรื่องของสองนคร ของ อาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ อยุธยา เรียกว่า ผลิตผลที่ยังไม่ได้รับการปรุงแต่ง

สินค้าของป่าส่งออกของอยุธยา ที่เป็นสัตว์ป่าและผลิตผลที่ได้จากสัตว์ป่า ได้แก่ ช้าง เสือดาว หมีดำ ลิง นกยูง นกแก้วห้าสี เต่าหกขา ชะมด งาช้าง ฟันช้าง นอแรด เขากวาง หนังกวาง เนื้ออ่อน เอ็นกวาง หนังเสือลาย เขาสัตว์ หนังวัว หนังแรด (ระมาด) หนังแผ่นดิบ มีนกกระเต็น รังนก ขี้ผึ้ง มูลค้างคาว ชะมดเช็ด ชะมดเชียง สำหรับพืชพรรณไม้และสมุนไพรที่จัดเป็นสินค้าของป่าดั้งเดิม ได้แก่ ไม้ฝาง ไม้กฤษณา ไม้สัก ไม้แดง ไม้กะลำภัก ไม้จันทน์หอม ไม้พะยูง ไม้แสม ไม้ซุง Brazil word ยางไม้ เปลือกไม้ เปลือกโกงกาง เปลือกสีเสียด เปลือกสมุลแว้ง แก่นไม้มะเกลือ ไม้กระวานหอม ลูกกระวาน แก่นกรักขี น้ำมันสน ยงสน ยางรัก ยางขนุน หวาย เร่ว ครั่ง รง กำยาน การบูร กานพลู จันทน์ชะมด เมล็ดลูกกระเบา เปลือกปะโลง หอระดาน สมอ ปรง ดีปลี ยาดำ ไต้ แก่นคูน หมาก พริกไทย รัก น้ำมันมะพร้าว รังนก และผลิตผลพืชพรรณต่างๆ เหล่านั้น ก็ยังคงเป็นสินค้าส่งออกมาถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ มาจนถึงการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรก เมื่อ พ.ศ. 2504

ป่าไม้…เพื่อพัฒนาชาติ ป่าไม้แก้ปัญหาเศรษฐกิจ แก้ไขสภาวการณ์ความตกต่ำทางเศรษฐกิจของชาติ หารายได้มาพยุงเศรษฐกิจของประเทศ อาทิ การเปลี่ยนแปลงสัญญา การทำสัมปทานป่าไม้สัก การเปลี่ยนแปลงการเก็บค่าภาคหลวง (ค่าตอ) ไม้สักใหม่ สร้างความเป็นธรรม และทำให้ทางการได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าเดิม เป็นการเพิ่มพูนรายได้ให้กับรัฐ

ป่าไม้…เส้นทางสู่ความยั่งยืน กว่า 50 ปี ที่ประเทศไทยใช้ประโยชน์จากป่าไม้อย่างล้นเกิน จนรัฐบาลต้องหันกลับมาพิจารณาคืนความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ขึ้นมาใหม่อย่าง เป็นระบบ ด้วยการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยนโยบายเกี่ยวกับป่าไม้ ได้รับการบรรจุไว้เป็นส่วนหนึ่งในแผนพัฒนาฯ ฉบับต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญต่อการบริหารจัดการป่าไม้ของประเทศเรื่อยมา ผลการสำรวจพื้นที่ป่าโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2505 เป็นต้นมา พบว่า พื้นที่ป่าไม้ถูกทำลาย เฉลี่ยปีละ 2,700,000 ไร่เศษ จนเป็นที่น่าวิตกว่าป่าไม้เมืองไทยอาจหมดสิ้น ซึ่งการทำลายป่าอย่างมหาศาลนี้ ได้ส่งผลต่อธรรมชาติ จนเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาโลกร้อน ดังที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน รัฐบาลได้ประกาศปิดป่า หรือตรากฎหมายยกเลิกสัมปทานป่าไม้ (ป่าบก) ทั่วประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2532 ซึ่งทำให้พื้นที่ป่าถูกทำลายลดลง แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะบรรเทาวิกฤตภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น

ในปี พ.ศ. 2525-2543 ภายใต้แนวทางที่จัดว่าป่าไม้บนวิถีแห่งวนศาสตร์ชุมชน ภายหลังการใช้แผนพัฒนาฯ ผ่านไป 4 ฉบับ พบว่านโยบายและการดำเนินงานต่างๆ เกี่ยวกับพื้นที่ป่า ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดภาพของการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าได้อย่างเป็น รูปธรรม ด้วยการสร้างความรู้สึกร่วมในความเป็นเจ้าของป่า รัฐบาลได้นำหลักวนศาสตร์ชุมชนหรือป่าชุมชนมาใช้ โดยมุ่งให้ประชาชนได้ตระหนักและเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ดูแลและจัดการป่าไม้ เพื่อประโยชน์ของตนเองและครอบครัว

การพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นเสมือนตาชั่งที่เสมอกันระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ร่วมกัน อย่างเหมาะสมถูกต้อง กรมป่าไม้ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการป่าไม้ ได้น้อมเกล้าฯรับแนวพระราชดำริการจัดการป่าอย่างยั่งยืนที่ทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ พระราชทานแก่กรมป่าไม้ติดต่อกันหลายทศวรรษ ทำให้ป่าไม้มิได้เป็นเพียงพื้นที่ที่เติบโตของพรรณพืชธรรมชาติและสิ่งมี ชีวิตต่างๆ เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ที่รวมความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ไทยไว้อย่างล้นพ้น และยั่งยืนด้วย

กรมป่าไม้ : ก้าวที่ 112 หรือจะกี่ปีต่อๆ ไปนี้ ในยามที่สถานการณ์ที่ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้ที่สมบูรณ์อยู่ไม่มากนัก ความเสื่อมโทรมของป่าไม้เป็นประเด็นสำคัญที่กรมป่าไม้ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าให้กลับคืนความสมบูรณ์ของป่าไม้และทรัพยากรป่าไม้ การให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูเพิ่มพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์นั้น จำเป็นต้องกำหนดกรอบของการมีส่วนร่วมให้ชัดเจน รูปแบบการบริหารจัดการให้เป็นต้นแบบ ในการดูแลป่าไม้ร่วมกัน และมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน ซึ่งรูปแบบของการบริหารป่าไม้ได้ริเริ่มพัฒนาไว้คือ Village Supply Forest ภายใต้แนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ในรูปแบบ “หน่วยจัดการป่าอเนกประโยชน์” (Multiple Use Management) โดยยึดแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นสำคัญ ด้วยสำนึกในพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์ บุคลากรของกรมป่าไม้คงจะทุ่มเท และมุ่งมั่นทำงานเพื่อพลิกฟื้นคืนป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ให้กลับคืนมาสู่ ประเทศ สร้างความสมานฉันท์กับประชาชนเพื่อร่วมปกป้อง ดูแล รักษาผืนป่า และทรัพยากรป่าไม้ พัฒนาและใช้ประโยชน์จากป่าไม้บนพื้นฐานของความพอเพียง เพื่อดำรงไว้ซึ่งความยั่งยืนของป่าไม้สืบไป

ยังมีกิจกรรมต่างๆ ที่ส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดป่าธรรมชาติ ป่าชุมชน เช่น การประกวดป่าชุมชนชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หรือในวันที่ 12 กันยายน 2551 มีพิธีมอบรางวัล “โครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน” ณ กรมป่าไม้ กรุงเทพฯ ภายใต้สโลแกน “กล้ายิ้ม” รวมทั้งมีป่าชุมชนตัวอย่างระดับประเทศ เช่น ป่าชุมชนเขาวง หมู่ที่ 4 ตำบลวังตะเฆ่ อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ มีความร่วมมือกันระหว่างชุมชนกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ สนับสนุนถ่ายทอดความรู้เรื่องป่าชุมชน มีการจัดตั้ง “นครพอเพียง” แก้ปัญหาผู้บุกรุกป่า ส่วนป่าชุมชนตัวอย่างระดับภาค ได้แก่ ภาคเหนือ คือ ป่าชุมชนบ้านแม่หาร หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านกาศ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ป่าชุมชนโนนใหญ่ ตำบลเสียว ตำบลอีเซ อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จังหวัดศรีสะเกษ ภาคกลาง/ภาคตะวันออก ป่าชุมชนพุยาง หมู่ที่ 12 ตำบลทุ่งหลวง อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ภาคใต้ ป่าชุมชนบ้านถ้ำผึ้ง หมู่ที่ 5 ตำบลต้นยวน อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็เชื่อว่าคงจะมีการสืบทอดการอนุรักษ์จากรุ่นสู่รุ่น ร่วมมือกันหลายหมู่บ้าน หลายเครือข่าย ป่าไม้ก็กระจายเขียวขจีแน่นอน

รำวงลูกป่าไม้

เรียบเรียง

กิตติโชติ ผ่านวงษ์

ขับร้อง

วิทยา เจตะภัย, จินตนา จันทร์โส

ล.ป.ม. รูปไม่หล่อ แต่น้ำใจดี (แต่น้ำใจดี)

รับรักกับลูกป่าไม้ (รับรักกับลูกป่าไม้) ขึ้นเหนือล่องใต้คงจะได้ไม้ฟรี

(ช.) โอ้จอมขวัญพี่เอย แต่ปางก่อนนี้เคยคู่กันมา

ได้ พบสบทรวงดวงชะตา (ได้พบสบทรวงดวงชะตา) ปรารถนาผูกพัน เพียงแรกวันเห็นเจ้า โอ้ชีวีนี้เปลี่ยวเปล่า โปรดเถิดนงเยาว์ รับไมตรี (ไมตรีๆๆ)

(ญ.) อย่าอย่ามาเลี้ยวเกี้ยวกัน เพิ่งเจอไม่ถึงวันเกี้ยวทันที เจ้าชู้ดะไปไม่เลือกที่ (เจ้าชู้ดะไปไม่เลือกที่) จะลดเลี้ยวเกี้ยวดี วางท่าทีเสือป่า ได้ฟังคำของพี่ว่า ตั้งท่าจะมารักฟรีฟรี (ฟรีฟรี ฟรีฟรี ฟรีฟรี ฟรีฟรี)

ล.ป.ม. รูปไม่หล่อ แต่น้ำใจดี (แต่น้ำใจดี) รับรักกับลูกป่าไม้ (รับรักกับลูกป่าไม้) ขึ้นเหนือล่องใต้คงจะได้ไม้ฟรี

(ช.) พุทโธ่ จอมขวัญเจ้าเอย เกิดมาพี่มิเคยหลอกนารี ป่าไม้ลูกไพร ชายเช่นพี่ (ป่าไม้ลูกไพร ชายเช่นพี่) ไม่เคยคิดได้ฟรี พี่ต้องมีของหมั้น พี่ปรนเปรอน้องไม่อั้น จะให้ทองหมั้น เนื้อดีดี (ดีดี ดีดี ดีดี ดีดี)

(ญ.) เจอะยอดเศรษฐีลูกไพร อย่าเลยไม่สนใจจะไยดี ให้สัมปทานทำป่าสิ (ให้สัมปทานทำป่าสิ)

(ช.) ป่าสาบเสือพี่มี เธอจะเอาหรือไม่

(ญ) โธ่คุยโวโม้ยิ่งใหญ่ โปรดหลีกไปไกลเสียทันที (ทันที ทันที ทันที)

ล.ป.ม. รูปไม่หล่อ แต่น้ำใจดี (แต่น้ำใจดี) รับรักกับลูกป่าไม้ ขึ้นเหนือล่องใต้คงจะได้ไม้ฟรี

(ช.) อย่าโกรธเลยนะชื่นใจ ถ้าผิดพลั้งไป โปรดปรานี

(ญ.) หากแม้พี่จริงดังวาที (หากแม้พี่จริงดังวาที)

(ช) เกียรติพี่นั้น ก็มีค่าเกินของหมั้น

(พร้อม) มอบดวงใจไว้ให้มั่น รวมจิตผูกพันทุกราตรี (ราตรี ราตรี ราตรี)

ล.ป.ม. รูปไม่หล่อ แต่น้ำใจดี (แต่น้ำใจดี) รับรักกับลูกป่าไม้ (รับรักกับลูกป่าไม้) ขึ้นเหนือล่องใต้ คงจะได้ไม้ฟรี…

โบราณ ว่า ยี่เก เรือเมล์ ตำรวจ ไว้ใจไม่ได้ แต่หลังจากฟังเพลง รำวงลูกป่าไม้ แล้ว ขอเพิ่มคำว่า ป่าไม้ ลิเก เรือเมล์ ตำรวจ รวมแล้วไม่น่าไว้ใจ เพราะ “เพิ่งเจอไม่ถึงวันเกี้ยวทันที เจ้าชู้ดะไปไม่เลือกที่ จะลดเลี้ยวเกี้ยวดี วางท่าทีเสือป่า” เดิมอยากจะใช้เพลงมาร์ชกรมป่าไม้ประกอบ เพราะมีเนื้อหาที่บ่งบอกถึงกิจกรรมกรมป่าไม้ชัดเจน แต่เห็นว่า ถ้า “รับรักกับลูกป่าไม้ ขึ้นเหนือล่องใต้ คงจะได้ไม้ฟรี” จึงขอรับรักกับ “สาวป่าไม้” เผื่อจะได้ไม้ฟรี กลัวแต่เพียงสาวขอสัมปทานทำป่า แม้จะมีปัญญาหาป่าสาบเสือให้ก็ยังดี แต่ถ้าเมื่อไหร่ขอสัมปทานป่าหมามุ่ย หรือเต่าร้างแล้วละก้อ อยากรู้ว่า หนุ่ม ล.ป.ม. จะยังกล้าเจ้าชู้ไม้ป่าหรือเรียบร้อยเป็น “ป่าราบ” จังเลย!

 

ชุ่มฉ่ำ สวยงาม ที่เขาค้อ

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 485

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

ท่องเที่ยวเกษตร

ทรงยศ พุ่มทับทิม songyotpu@hotmail.com

ชุ่มฉ่ำ สวยงาม ที่เขาค้อ

สวัสดี ท่านผู้อ่านเทคโนโลยีชาวบ้าน ขณะนี้ทุกภาคของประเทศฝนตก แต่บางพื้นที่ หรือส่วนมากยังมีน้ำน้อย ความชื้นก็น้อยลงไปด้วย หากติดตามจากพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ปริมาณฝนปีนี้น้อย ก็คงจะต้องบอกท่านว่าจะทำกสิกรรมด้านใดต้องคำนึงถึงปัจจัยการผลิต ที่สำคัญคือ น้ำ หากขาดน้ำ กสิกรรมก็ไม่สมบูรณ์ ผลตอบแทนได้ไม่เต็มที่ ขาดทุนแน่นอน ก็ด้วยความห่วงใยและความปรารถนาดี ในฐานะคนของแผ่นดิน ส่งเสริมอาชีพการเกษตร งานท่องเที่ยวเชิงเกษตรก็เช่นกัน

หากที่ ใดแหล่งใดกันดารนัก เราก็ไม่สามารถจะนำเที่ยวได้ ท่านไปเที่ยวได้ในดินแดนที่สูงของประเทศไทย ส่วนมากจะเป็นที่ชุ่มชื้น ยกตัวอย่าง เช่น บนดอยสูงที่สุดของไทย คือดอยอินทนนท์ หากเราไปเที่ยวช่วงเดือนเมษายน พื้นที่ด้านล่างคือ อำเภอจอมทอง สภาพป่าที่เห็นคือ ป่าดิบแล้ง อากาศร้อน แต่หากเราขึ้นไปช่วงระยะทางประมาณ 3-4 กิโลเมตร สภาพป่าสองข้างทางเริ่มเปลี่ยนไปจากดิบแล้งเป็นป่าดิบชื้น อากาศเย็น ไปจนถึงยอดดอย ระดับความสูงที่ 2,500 กว่าเมตร ท่านจะได้สัมผัสอากาศที่หนาวเย็น ราว 4 องศาเซลเซียส ซึ่งต่างกันมากกับที่ตัวอำเภอจอมทอง กว่า 30 องศาเซลเซียส ท่านก็จะพบกับสภาพความชุ่มชื้น พร้อมหยดน้ำ เราจะพบกับกระแสลมเย็น พืชพวกมอสส์ขึ้นเกาะตามต้นไม้ กลายเป็นป่าดึกดำบรรพ์ นี่แหละที่เขาว่า ยิ่งสูง ยิ่งหนาว ยิ่งสูง ยิ่งมีน้ำ

เฉกเช่นดอยสูงทั่วไปในเขตภาค เหนือ อันที่จริงความชื้นและความหนาวเย็น มักจะเริ่มที่ระดับความสูงราว 500-700 เมตร ขึ้นไป แต่ก็ขึ้นกับสภาพความสมบูรณ์ของป่าไม้ ส่วนมากพื้นที่ดังกล่าวทั่วประเทศจะเป็นที่ตั้งของเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ ในอดีตเราจะเคยเห็นป้าย ป่าสงวนแห่งชาติ แต่ปัจจุบันเห็นมีน้อยแห่ง ถูกบุกรุก รัฐจึงออกเป็น ส.ป.ก. ให้เข้าครอบครองทำกสิกรรม บางแห่งยังเป็นปัญหากันอยู่ระหว่างชาวบ้านกับรัฐ

สำหรับในพื้นที่พิเศษ อย่าง เขาค้อ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าไม้ เขตต่างๆ ตั้งอยู่มากมาย และมีพื้นที่บางส่วนที่ถูกจัดให้ราษฎรเข้าทำกิน อย่างเช่น ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำเข็ก พื้นที่ดังกล่าวได้จากการสู้รบ ในยุทธการผาเมืองเผด็จศึกย้อนหลังไป ประมาณ 30 กว่าปี (หากท่านไปเที่ยวเขาค้อ แวะชมภาพและอ่านเรื่องราวได้ในพิพิธภัณฑ์ทหารผ่านศึก ที่เขาค้อ ครับ) เขาค้อ เป็นอำเภอที่มี 2 เขตพื้นที่ ส่วนมากเป็นภูเขาสูง ตั้งอยู่กลางระหว่างภาคเหนือกับภาคอีสาน บนเทือกเขาเพชรบูรณ์ ที่ต่อเนื่องมาจากอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ในเขตอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก เลยขึ้นไปก็จะเป็นเทือกเขาที่เริ่มมาจากชายแดนลาว ที่อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ลงมาที่ บ่อโพธิ์ เนินเพิ่ม ภูทับเบิก เขาค้อ เป็นเส้นทางที่ชาวไทยภูเขาใช้กันมาตั้งแต่อดีต ดังนั้น พืชพันธุ์ที่ปลูกอยู่ในเขตพื้นที่สูงของจังหวัดเพชรบูรณ์ จึงเป็นพืชเมืองหนาว ส่วนมากเป็นพืชผัก เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักกาดหัว แครอต สตรอเบอรี่ พริก มะเขือ บร็อกโคลี่ กระเทียมต้น ขิง สลัด ผักชีไร่ ส่วนไม้ดอก เช่น กุหลาบ ลำโพง (แตรนางฟ้า) หงส์เหิน เบญจมาศ แอสเตอร์ ดาวเรือง หงอนไก่ เยอร์บีร่า ไฮเดนเยีย ดาวกระจาย บานชื่น บานบุรี ชบาสีสันต่างๆ สร้อยไก่ บัวสวรรค์ บีกั้ง (ดอกกินได้) ไม้ประดับก็มากมาย ส่วนใหญ่เป็นที่รู้จัก เพราะปลูกที่พื้นราบ ส่วนที่นำขึ้นไปปลูกบนเขาค้อ ก็จะมีลำต้นใหญ่ ใบใหญ่ ดอกใหญ่ ตามสภาพดินฟ้าอากาศ เขาค้อก็ยังคงมีอากาศเย็นตลอดปี (หมายถึง ที่ระดับความสูง 800-1,300 เมตร) ที่ตั้งของที่ว่าการอำเภอเขาค้อ จะอยู่ที่ความสูงราว 900-1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล ถือได้ว่าเป็น 1 ใน 3 อำเภอ ที่มีอากาศเย็น (อำเภอน้ำหนาว ที่อุทยานแห่งชาติฯ, อำเภอหล่มเก่า ที่ภูทับเบิก และอำเภอเขาค้อ ที่ตัวอำเภอ ถึงยอดพระตำหนักเขาค้อ) นอกนั้นเป็นอำเภอที่มีอากาศร้อนชื้น และร้อนแห้งแล้ง

ดังได้กล่าวไว้ว่า อำเภอเขาค้อ มี 2 เขต เขตที่ 1 คือเขตพื้นที่อำเภอหล่มสักเดิม คือตำบลทุ่งสมอ ตำบลแคมป์สน และตำบลเข็กน้อย ในเขตนี้พื้นที่ดินจะมีเอกสารสิทธิ (ยกเว้นตำบลเข็กน้อย เขตประชาสงเคราะห์) จะเป็นที่ตั้งของโรงแรม ที่พัก รีสอร์ต บริการนักท่องเที่ยวมากมาย และตั้งอยู่บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (AH16) ที่ผ่านไปยังเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม เส้นทางสายอินโดจีน ที่หลายคนอยากจะเดินทางไปเที่ยวชม โครงการบ้านและที่ดินจัดสรรผุดขึ้นมากมาย ส่วนมากจัดการพื้นที่ได้สวยงามราวกับเมืองสวรรค์ เพื่อดึงดูดนักเดินทาง หรือผู้ที่กำลังมองหาที่พัก บ้านอยู่อาศัยสักหลัง จึงมีผลกระทบให้วิถีชีวิตของเกษตรกรบางส่วนเปลี่ยนไป จากเดิมทำการเกษตร เปลี่ยนเป็นผู้ดูแลที่พัก งานสวนงานดูแลพื้นที่การเกษตร บริการด้านการนำเที่ยว มีรายได้ค่อนข้างมั่นคง ไม่ต้องเสี่ยงกับอาชีพการเกษตร แต่ว่าไปแล้ว การดูแลสวนเกษตร สวนหย่อม ของที่พักแรมในเขตอำเภอเขาค้อ ก็เป็นงานเกษตรอย่างหนึ่งเช่นกัน เพราะต้องทำงานอยู่กับต้นไม้ใบหญ้า รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ก็อีกทางเลือกหนึ่งของคนบนเขาค้อและผู้ที่มาจากต่างถิ่น

ฉบับนี้ เราขอเชิญชวนท่านไปเที่ยวเขาค้อ ช่วงหน้าฝน ปลายฝนต้นหนาวจะเป็นช่วงท่องเที่ยวที่ประทับใจมากที่สุด เนื่องจากจะเข้าสู่ฤดูหนาว ข้าวกำลังจะเกี่ยวสีทองทั่วทั้งขุนเขา ไม้ดอกกำลังเร่งผลิบาน เรามีภาพสวยๆ มาฝากในเล่มนี้ เที่ยวไปชมไป เหนื่อยนักแวะพักดื่มกาแฟยอดดอย ชมธรรมชาติ ที่จุดชมวิวที่สวยที่สุด ตั้งอยู่ด้านหน้าสำนักงานเกษตรอำเภอเขาค้อ ซึ่งเป็นศูนย์ประสานงานโครงการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ติดต่อขอท่องเที่ยว แปลง สวน ไร่นาเกษตรกร กิจกรรมเรามีให้ท่านเลือกหลายเมนูเลยทีเดียว ประเภทท่องไพร ล่องแก่ง ชมสวนไม้ดอก ไม้ผลยืนต้น พืชผัก โดยเฉพาะโปรแกรมใหม่ของเรา คือท่องเที่ยวสวนสมุนไพรแบบครบวงจร งานที่วิสาหกิจชุมชนแม่บ้านสมุนไพร อยากเชิญชวนท่านไปชมลิ้มรสสมุนไพร ที่กินแล้วหนุ่ม สาวขึ้นอีกเยอะ พร้อมที่พักราคากันเอง จัดแบบโฮมสเตย์ กิน เที่ยว นอนพักผ่อนบนเขาค้อ อาหารอร่อย นอนเขาค้อ 1 คืน อายุยืน 1 ปี ช่วงนี้ลูกพลับกำลังออกสู่ท้องตลาด (กรกฎาคม-พฤศจิกายน)

ติดต่อ สำรองที่พัก โปรแกรมการนำเที่ยวเชิงเกษตร ในหลากหลายรูปแบบได้ที่ ศูนย์ประสานงานท่องเที่ยวเชิงเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอเขาค้อ โทร. (056) 725-090 เวลาราชการ หรือติดต่อผู้นำชมได้โดยตรง ที่หมายเลข (089) 245-1411 คุณทรงยศ พุ่มทับทิม ตลอดเวลา ฉบับหน้าพบกันใหม่

สัมมนาไผ่ ครั้งที่ 3 ตอน…สวนไผ่พอเพียง…ที่เชียงคำ…(ลดโลกร้อน)

ณ สวนพอเพียง (ข้างแขวงการทางเชียงคำ) ตำบลฝายกวาง อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา

วันที่ 13-14 พฤศจิกายน 2553

วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2553

เวลา 08.30-12.00 น. – เปิดลงทะเบียน/รับสมัครสมาชิกใหม่ (ครึ่งวัน) พร้อมกันที่สวนพอเพียง

เวลา 12.00-13.00 น. – พักรับประทานอาหารกลางวันรสแซ่บ เต็มที่ (สวนพอเพียง)

เวลา 13.00-17.00 น. – ศึกษาดูงาน/ถ่ายทอดประสบการณ์เรื่องของไผ่ (ปลูก-เก็บเกี่ยว-จำหน่าย)

เวลา 17.00-18.00 น. – รับประทานอาหารเย็นชาวไทลื้อผสมผสานคนเมือง (สวนพอเพียง)

เวลา 18.00 น. – เข้าพักผ่อนในโรงแรม/รีสอร์ต ในบรรยากาศเมืองเหนือ (ถิ่นไทลื้อ) ที่ อำเภอเชียงคำ

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน 2553

เวลา 06.00-08.00 น. – รับประทานอาหารเช้า/โรงแรมที่พัก

เวลา 08.30-12.00 น. – ทัวร์ศึกษาดูงานไผ่/แปลงเครือข่าย 3 แห่ง ในพื้นที่อำเภอเชียงคำ และอำเภอปง/แวะนมัสการวัดพระนั่งดิน และแหล่งท่องเที่ยว อำเภอเชียงคำ

เวลา 12.00-13.00 น. -พักรับประทานอาหารกลางวัน/สวนพอเพียง

เวลา 13.00 น. – เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ไผ่/สินค้าพื้นเมืองชาวไทลื้อ เดินทางกลับ

ค่าใช้จ่าย 2,000 บาท ต่อ 1 ท่าน (ค่าเอกสาร,อาหาร, ที่พักโรงแรม, รถพาไปดูงาน, การจัดการ, ของที่ระลึก)

สมาชิกและผู้สนใจ (รับจำนวนจำกัด เพียง 100 ท่าน รีบสมัครด่วน โอนเงินแล้วจะได้เลขที่นั่ง)

สมัคร โดยโทรศัพท์ติดต่อได้ที่ อาจารย์ทรงยศ พุ่มทับทิม (089) 245-1411 และที่อาจารย์ธนาวุฒิ ดาบเงิน โทร. (089) 931-2684 แล้วโอนเงิน (2,000 บาท ต่อ 1 ท่าน) เข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเพชรบูรณ์ ชื่อบัญชี นายทรงยศ พุ่มทับทิม เลขที่บัญชี 614-0-41357-5 โอนเงินแล้ว กรุณาเก็บใบหลักฐานการโอน หรือใบสลิป ATM มาแสดงตอนลงทะเบียนด้วย ปิดรับสมัคร วันที่พุธที่ 10 พฤศจิกายน 2553

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,116 other followers

%d bloggers like this: