การผลิตสับปะรดอย่างถูกต้องและเหมาะสม

Published มิถุนายน 14, 2010 by SoClaimon

Department Of Agriculture  กรมวิชาการเกษตร.

การผลิตสับปะรดอย่างถูกต้องและเหมาะสม

Good agricultural Practice (GAP) for Pineapple


คุณภาพของสินค้าเป็นสิ่งที่มี ความสำคัญเป็นอย่างมาก        ในการแข่งขันทางการค้าในโลกปัจจุบัน
ขบวนการผลิตที่ดี ย่อมเป็นเครื่องรับประกน ว่าสินค้าที่ผลิตได้  ย่อมมีคุณภาพที่ดี และสม่ำเสมอ ตามมาตร
ฐานที่กำหนดไว้ สินค้าที่มีข้อบกพร่อง  อาจพบได้บ้างแต่มีปริมาณเพียงเล็กน้อยซึ่งจะถูกคัดออก ในขั้นตอน
หลังการผลิตก่อนส่งถึงมือผู้บริโภคการผลิตทางการเกษตร   ที่ถูกต้อง และเหมาะสม คือ แนวทางในการทำ
การเกษตรกรรม เพื่อให้ได้ผลผลิต ที่มีคุณภาพดี  ตรงตามมาตรฐานที่กำหนด   ผลผลิตสูงคุ้มค่าการลงทุน
และขบวนการผลิตจะต้องปลอดภัยต่อเกษตรกร    และผู้บริโภคมีการใช้ทรัพยากรที่เกิดประโยชน์สูงสุดเกิด
ความยั่งยืนทางเกษตรกรรม และไม่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

สับปะรด เป็นสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญชนิดหนึ่งของไทย           เช่นเดียวกับการผลิตสินค้าเกษตร
อื่นๆ การผลิตสับปะรดสดเพื่อใช้ เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมสับปะรดกระป๋อง หรือสำหรับบริโภคสด
ก็ตาม ยังไม่มีขั้นตอนการผลิตที่เป็นมาตรฐาน      ทำให้เกิดผลเสียทั้งในด้านคุณภาพ ของสินค้าที่ผลิตได้ไม่
สม่ำเสมอแน่นอน และต้นทุนการผลิตที่สูง   เนื่องจากมีส่วนที่ต้องคัดทิ้งเกิดขึ้น ในปริมาณมาก

สำหรับ การผลิตสับปะรดของประเทศไทยในปัจจุบันนั้นพบว่ายังมีปัญหาที่สำคัญสามประการ ได้แก่
ปัญหาผลผลิตต่ำ ปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพของผลสับปะรด  โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการตกค้างของสาร
ไนเตรทในผลสับปะรด และการเกิดผลแกนและปัญหาอีกอย่างหนึ่ง คือ ปัญหาการกระจายปริมาณการผลิต
ไม่สม่ำเสมอ

กรม วิชาการเกษตรเชื่อว่า        การปฏิบัติตามเอกสาร       แนวทางการผลิตสับปะรดอย่างถูกต้องและ
เหมาะสมฉบับนี้ในทุกขั้นตอน    จะช่วยให้เกษตรกรสามารถผลิตสับปะรดที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ด้วยต้น
ทุนที่สามารถแข่งขันได้    โดยที่เกษตรกรจะได้ผลผลิตสูงขึ้น สำหรับปัญหาด้านคุณภาพนั้นการใช้ปุ๋ยอย่าง
เหมาะสมตามแนวทางที่ปรากฎในเอกสารจะสามารถช่วย      ลดการตกค้างของสารไนเตรทในผลสับปะรด
และการจัดการสภาพแวดล้อมของแปลงปลูกสับปะรดที่เหมาะสม    จะช่วยแก้ปัญหาการเกิดผลแกนนอกจาก
นั้น การวางแผนการปลูก จะช่วยลดปัญหาความไม่สม่ำเสมอของปริมาณผลผลิตในช่วงต่างๆ ลงได้

นอก จากนั้นแนวทาง     การผลิตสับปะรดอย่างถูกต้องและเหมาะสม    ฉบับนี้ยังเป็นมาตรการหนึ่งที่
กรมวิชาการเกษตร เตรียมขึ้น เพื่อรองรับปัญหาการนำกฎ     หรือระเบียบว่าด้วยการควบคุมความปลอดภัย
ในการผลิต และการบริโภค เช่น ระบบ  Hazard Analysis Critical ControlPoint (HACCP) และ
Sanitary And Phytosanitary    (SPS)        มาใช้เป็นเครื่องมือกรีดกันทางการค้าของสินค้าเกษตร
ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้    โดยการผลิตสับปะรดอย่างถูกต้องและเหมาะสม ร่วมกับระบบการตรวจสอบ
การผลิตในแปลงของเกษตรกร      ซึ่งกำลังจะมีขึ้น จะเป็นส่วนหนึ่งของระบบรับประกันคุณภาพ ของสินค้า
เกษตรของประเทศไทย

ขั้น ตอนการผลิตที่เหมาะสมเพื่อให้ได้วัตถุดิบป้อนโรงงานอุตสาหกรรมสับปะรด กระป๋อง  ต้องคำนึง
และดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้

1. การปลูกพืช

1.1 แหล่งปลูก

การเลือกที่ปลูกควรคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1.1.1 สภาพพื้นที่

  • เป็นพื้นที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 600 เมตร
  • มีความลาดเอียงเล็กน้อย เพื่อไม่ให้น้ำขังแต่ไม่เกิน 3%
  • สำหรับสับปะรดส่งโรงงานควรมีแหล่งปลูกอยู่ใกล้โรงงาน


1.1.2 ลักษณะดิน

  • เป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย มีการระบายน้ำดี
  • ระดับหน้าดินลึก มีอินทรีย์วัตถุพอสมควร
  • มีความเป็นกรดเล็กน้อย ค่าความเป็นกรด – ด่าง (pH) ประมาณ 4.5 – 6.0

1.2 สภาพภูมิอากาศ

สับปะรดเป็นพืชทนแล้งที่ปลูกได้ดีในเขตร้อน ชื้นที่มีปริมาณน้ำฝนอยู่ ระหว่าง 1,000 – 1,500
มิลลิเมตร ต่อปี มีการกระจายสม่ำเสมอ และมีอุณหภูมิระหว่าง 24 – 30 องศาเซลเซียส

1.3 พันธุ์

สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย เป็นสับปะรดเพียงพันธุ์เดียวในปัจจุบัน ที่เหมาะสำหรับส่งโรงงาน แต่สามารถใช้
บริโภคได้ดี สับปะรดพันธุ์อื่นๆ เช่น พันธุ์ภูเก็ต ตราดสีทอง สวี และ นางและ เหมาะสำหรับบริโภคสด เท่านั้น

ลักษณะ ที่ดีของสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย  คือ   ใบจะต้องมีขอบเรียบไม่มีหนามหรือมีหนามเพียงเล็กน้อย
บริเวณปลายใบผลมีตาตื้นไม่เป็นร่องลึก รูปทรงของผลเป็นทรงกระบอกผลมีจุกเพียงจุกเดียว

เมื่อ พบลักษณะที่ไม่ดีเช่น  ใบมีหนามมาก    ตาเป็นร่องลึก    ผลไม่เป็นทรงกระบอกมีหลายจุก ให้ติดต้น
เหล่านั้นเพื่อทำลายทิ้ง ไม่นำส่วนขยายพันธุ์ไปปลูกต่อไป

1.4 วิธีการปลูก

1.4.1 การเตรียมดินปลูก

ทำ การไถดะ 1 ครั้งให้ลึก 20 – 40 เซนติเมตร และไถพรวน 1 – 2 ครั้งขึ้นกับสภาพดิน และเก็บตัวอย่าง
ดินไปวิเคราะห์
สำหรับพื้นที่บุกเบิกใหม่ให้ขุดเอาตอ ไม้      และรากไม้ใหญ่ออกจากแปลงแล้วปรับระดับดิน
ให้มีความลาดเอียเล็กน้อย    (ประมาณ 1 – 3 เปอร์เซ็นต์)  และยกแปลงให้สูง 6 นิ้ว  ทั้งนี้เพื่อช่วยไม่ให้เกิดน้ำขัง
ในกรณีที่ดินมีชั้นดานให้ไถทำลายชั้นดาน    และควรระวังในการไถดินบริเวณที่จอมปลวก  โดยอย่าทำให้ดินจาก
จอมปลวกกระจายออกไปในบริเวณรอบ   ถ้ามีพื้นที่จอมปลวกเพียงเล็กน้อย ให้เว้นบริเวณดังกล่าวไว้
สำหรับพื้น
ที่เก่าที่เคยปลูกสับปะรดมาแล้ว      ควรใช้รถไถสับฟันใบและต้นสับปะรดแล้วทิ้งไว้   2 – 3 เดือน เพื่อให้เศษซาก
ผุพังแล้วจึงไถกลบในขั้นตอนการเตรียมดินยกแปลงให้สูงประมาณ   6 นิ้ว   และระดับของแปลงปลูกควรมีความ
ลาดเอียงประมาณ1 – 3 เปอร์เซ็นต์เพื่อประโยชน์
ในการระบายน้ำที่ สะดวกเช่นเดียวกัน

1.4.2 การปลูก

1.4.2.1 การวางแผนเพื่อกระจายการผลิต

  • วางแผนการผลิตก่อนการปลูกสับปะรด        โดยกำหนดเวลาที่ต้องการเก็บเกี่ยวไว้ล่วงหน้า  แล้วเลือกชนิด
    ของ วัสดุปลูกให้เหมาะสม
  • กำหนดเวลาปลูกให้สามารถเลี่ยงการออกดอกตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในฤดูหนาว
  • ปรึกษาเรื่องระยะเวลาที่ทางโรงงานต้องการผลผลิต
  • รวมกลุ่มการผลิตและวางแผนร่วมกัน

1.4.2.1 วัสดุปุลูก

วัสดุปลูกที่ใช้โดยทั่วไปมีสองชนิด ได้แก่ หน่อและจุก การใช้หน่อปลูก จะบังคับดอกได้เมื่ออายุปลูก    8 – 12
เดือนขึ้นอยู่กับขนาดของหน่อที่ใช้ ในขณะที่การใช้จุก     จะบังคับดอกได้เมื่ออายุปลูกประมาณ      10 – 14 เดือน แต่ไม่ว่าจะใช้หน่อหรือจุกก็ตาม ควรทำการคัดขนาดของวัสดุปลูกให้ได้ขนาดเดียวกันในแปลงปลูกเดียวกัน

เพื่อ หลีกเลี่ยงช่วงที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากใน   เดือนเมษายน – มิถุนายน     ให้ปลูกด้วยจุกหรือหน่อขนาดเล็ก
ในช่วงต้นฝน  สำหรับหน่อสามารถปลูกได้ตลอดปี ยกเว้นช่วงกลางฤดูฝน ที่มีฝนตกชุกเพราะจะทำให้เกิดโรคเน่า
ได้ง่าย

สำหรับ หน่อ สามารถแบ่งขนาดออกเป็นสามขนาด ดังนี้

  • หน่อขนาดใหญ่ น.น. 700 – 900 กรัม
  • หน่อขนาดกลาง น.น. 500 – 700 กรัม
  • หน่อขนาดเล็ก น.น. 300 – 500 กรัม

สำหรับจุกขนาดที่ใช้ได้คือขนาดตั้งแต่ 180 กรัมขึ้นไป

1.4.2.3 จำนวนต้นและระยะปลูก

ควร ปลูกให้ได้จำนวนต้นต่อไร่      8,000 – 12,000        ต้นโดยการปลูกเป็นแถวคู่ และใช้ระยะปลูก
25x50x100 ซม.จะทำให้ปลูกได้จำนวน     8,533 ต้นต่อไร่ ถ้าต้องการปลูกให้ได้จำนวนต้นเพิ่มขึ้นให้ปรับ
ระยะปลูกให้เหมาะสม    โดยคำนึงถึงความสะดวกในการปฏิบัติงานหลังปลูก    และการควบคุมขนาดของผล
สับปะรด

1.4.2.4 การชุบหน่อ

ก่อน ปลูกควรชุบหน่อหรือจุก ด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อราเพื่อป้องกัน โรคต้นเน่า และรากเน่าที่เกิดจาก
เชื้อรา ไฟทอฟธอรา โดยเฉพาะ การปลูกในช่วงกลางฤดูฝน (ดูรายละเอียดการใช้ในข้อ 3.1.1)

2. การดูแลรักษา

2.1 การให้ปุ๋ย

2.1.1 การให้ปุ๋ยต้นปลูก

การ ใส่ปุ๋ยรองพื้น : แนะนำให้ใส่ปุ๋ย 16 – 20 – 0 ต้นละ 15 กรัม  (1 ช้อนแกง)    ข้างต้นปลูก
ในกรณีที่อินทรีย์วัตถุในดินต่ำกว่า 1%     ให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกปริมาณ   1 ตัน       ผสมหินฟอสเฟต
50 – 100 กิโลกรัม / ไร่ โดยโรยเป็นแถวหลังไถแปรตามแนวร่อง ปลูกสับปะรด เพื่อกระตุ้นการออกราก

การ ให้ปุ๋ยทางกาบใบ : แนะนำให้ใส่ปุ๋ยที่มีอัตรา 2:1:3 เช่น 12 – 6 – 15 หรือ13 – 13 – 21 ,
อัตรา 40 กรัม/ต้น ( 3 ช้อนแกง) แบ่งใส่ 2 – 3 ครั้ง ครั้งแรกหลังปลูก 1 – 3 เดือนครั้งต่อๆ ไปห่างกัน 2 – 3
เดือน โดยให้ปุ๋ยบริเวณกาบใบล่างของต้นสับปะรด

การ ให้ปุ๋ยทางใบ : เมื่อพืชได้รับธาตุอาหารไม่เพียงพอแนะนำให้ใส่ปุ๋ยสูตร 23 – 0 – 25 (ยูเรียผสม
โพแทสเซียมซัลเฟต 1:1)      ผสมน้ำความเข้มข้น   5   เปอร์เซ็นต์ ต้นละ  75 มิลลิลิตร/ครั้ง   จำนวน 3 ครั้ง
(โดยวีธีการตักหยอด หรือฉีดพ่น) ในระยะก่อนบังคับดอก 5 วัน และหลังบังคับดอก 20 วัน

2.1.2 การใส่ปุ๋ยต้นตอ (สับปะรดตอ)

การ ใส่ปุ๋ยทางกาบใบเพื่อเร่งหน่อ : ใช้ยูเรีย หรือ แอมโมเนียซัลเฟต 7 – 15 กรัม/ต้น ใส่บริเวณ
กาบใบล่างของต้นตอ เดิมหลังตัดใบแล้ว

การ ให้ปุ๋ยทางกาบใบ : ใช้ 12 – 6 – 15 หรือ 13 – 13 – 21 อัตรา 30 กรัม/ต้น (2 ช้อนแกง) แบ่ง
ใส่ 2 ครั้ง หลังจากเลือกหน่อที่จะเลี้ยงตอแล้วและต่อจากนั้น อีก 4 เดือนใส่อีกครั้งหนึ่ง

การให้ปุ๋ยทางใบ : เมื่อพืชได้รับธาตุอาหารไม่เพียงพอให้ ใส่ปุ๋ยสูตร 23 – 0 – 25 (ยูเรียผสมโพแทส
เซียมซัลเฟต 1:1)     ผสมน้ำความเข้มข้น 5 เปอร์เซ็นต์ ต้นละ 75 มิลลิลิตร/ครั้ง จำนวน 3 ครั้ง    (โดยวิธีการ
ตักหยอดหรือฉีดพ่น) ก่อนบังคับดอก 30 วัน ก่อนบังคับดอก 5 วันและหลังบังคับดอก 20 วัน

2.1.3 การป้องกันการตกค้างของไนเตรท

การ ให้ปุ๋ยไนโตรเจนจะต้องระมัดระวังการตกต้างของไนเตรทในผลสับปะรด เพื่อป้องกัน
ไม่ให้เกิดการตกค้าง ดังกล่าว เกษตรกรควรปฏิบัติดังนี้

  • ใช้ปุ๋ยตามคำแนะนำใน ข้อ 2.1 อย่างเคร่งครัด ไม่ควรใช้ปุ๋ยสูงกว่าอัตราที่แนะนำ
  • ห้ามทำลายจุกสับปะรด
  • งดการให้น้ำก่อนการเก็บเกี่ยวประมาณ 15 – 30 วัน
  • ห้ามใส่ปุ๋ยไนโตรเจนหลังการบังคับดอกแล้ว
  • ในแหล่งที่เคยพบไนเตรทตกค้างในผลสับปะรดสูง     ควรเก็บตัวอย่างใบสับปะรด     ในระยะ
    บังคับดอก เพื่อวิเคราะห์ปริมาณธาตุโมลิบดินั่ม ถ้าความเข้มข้นของธาตุชนิดนี้ต่ำกว่า 1 ส่วนใน
    ล้านส่วน ให้ใช้ธาตุโมลิบดินั่ม อัตรา 5 มิลลิกรัม ต่อ ต้น โดยพ่นทางใบหลังบังคับดอก  ในระยะ
    ดอกแดงหรือ ใช้โพแทสเซียมคลอไรด์อัตรา 5 กรัม K2O       ต่อต้นหลังจากชักนำการออกดอก
    สับปะรดแล้ว 75 วัน

2.2 การให้น้ำ

แม้ สับปะรดเป็นพืชทนแล้ง     และเป็นพืชที่ปลูกในเขตที่มี   ปริมาณฝนค่อนข้าง ต่ำเกษตรกรส่วนใหญ่ปลูก
โดยใช้น้ำฝนธรรมชาติ แต่การให้น้ำสับปะรดจะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น  ขนาดผลมีความสม่ำเสมอขึ้น และได้ขนาด
ตามความต้องการของโรงงาน   โดยเฉพาะสับปะรดหลังหยอดสารบังคับดอกแล้ว    หากขาดน้ำผลสับปะรดจะมี
ขนาดเล็กกว่าปกติมาก และ     ผลจะมีลักษณะหัวแหลมทรงคล้ายเจดีย์     ดังนั้นการให้น้ำสับปะรดอย่างสม่ำเสมอ
ในช่วงฤดูแล้ง โดยเฉพาะช่วงการเจริญเติบโตของต้น   ช่วงหลังการหยอดสารบังคับดอกตลอดจนถึงช่วงก่อนเก็บ
เกี่ยวมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อรักษาขนาด และคุณภาพของผลสับปะรดโดยในช่วง แล้งให้น้ำอัตรา 300 มิลลิลิตร
/ต้น/สัปดาห์ และหยุดให้น้ำก่อนการเก็บเกี่ยว 2- 4 สัปดาห์

2.3 การบังคับดอก

การบังคับดอกสามารถทำได้เมื่อต้นสับปะรดมีน้ำหนัก  ประมาณ    2.5    กิโลกรัม    โดยการใช้เอทธิฟอน
(39.5เปอร์เซ็นต์)         จำนวน  8  มิลลิลิตร     ร่วมกับปุ๋ยยูเรีย      300  กรัม  ผสมน้ำ 20 ลิตร  แล้วหยอดยอด
สับปะรดต้นละ   60 – 75    มิลลิลิตร   หยอด 2 ครั้ง ห่างกัน 4 – 7 วัน หรือ ใช้ถ่านแก๊ส    (แคลเซียมคาร์ไบด์)
ต้นละประมาณ  3 – 5 กรัม (ครึ่งช้อนชา) หยอดลงไปบนยอดแล้วหยอดน้ำตามประมาณ 50 มิลลิลิตร

การบังคับดอกควรทำในช่วงเย็น หรือกลางคืน    หากมีฝนตกลงมาภายใน 2 ชั่วโมง หลังหยอดสารบังคับ
ดอก ควรทำการบังคับซ้ำภายใน 2 – 3 วัน

2.4 สุขลักษณะและอนามัย

  • กำจัดวัชพืชรอบๆ แปลงปลูกสับปะรด (ดูคำแนะนำการใช้สารกำจัดวัชพืชใน ข้อ 3.2)
  • กำจัดเศษวัสดุจากบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้งานแล้ว โดยการฝังดินหรือเผาทำลาย
  • เก็บสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และปุ๋ยเคมีในที่ปลอดภัย และมีกุญแจปิด
  • ทำความสะอาดอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช หลังการใช้งานแล้ว หากเกิดการ
    ชำรุดทำการซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งาน

3. การป้องกันกำจัดศัตรูสับปะรด

3.1 โรคที่สำคัญของสับปะรด

3.1.1 โรครากเน่าหรือต้นเน่า

เกิด จากเชื้อราไฟทอฟธอราจะระบาดมากในช่วงฤดูฝนและระบาดรุนแรงมากเป็นพิเศษ ในพื้นที่ ที่มี
สภาพเป็นด่าง เชื้อจะเข้าทำลายที่ใบ ต้น และผล

การป้องกันกำจัด

  • ปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้ต่ำกว่า 5.5 โดยใช้กำมะถันผง หรือ
    ปุ๋ยที่มีฤทธิ์ตกค้าง เป็นกรด
  • จัดให้มีการระบายน้ำที่ดี
  • ป้องกันและกำจัดโดยใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช โดยจุ่มหน่อพันธุ์ก่อนปลูก และ
    พ่นหลังปลูกแล้วทุก ๆ 2 เดือน ด้วยสารเคมีเมตาแลคซิล อัตรา 20 – 40 กรัม/น้ำ
    20 ลิตร หรือ อีฟอไซด์อลูมินัม ฟอสเอทธิล อลูมินัม หรือ อลูมินัม เอธิลฟอสเฟต
    อัตรา 80 – 100 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
  • ในกรณีที่พบระบาดในแปลง ให้เก็บต้นที่เป็นโรค เผาทำลาย แล้วพ่นสารป้องกัน
    กำจัดโรคพืชดังกล่าว กับต้นบริเวณข้างเคียง

3.1.2 โรคผลแกน

เกิดจากปฏิกิริยาร่วมระหว่างเชื้อแบคทีเรีย เออร์วิเนีย      กับสภาพแวดล้อม     ที่เปลี่ยนแปลงไปจาก
ปกติ ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตของผลสับปะรด โรคนี้จะระบาดในระยะ 7 – 10 วัน ก่อนที่ผลสับปะรด จะ
แก่เก็บเกี่ยวได้

การป้องกันกำจัด

  • เพิ่มอัตราปลูกต่อไร่ให้มากขึ้นเพื่อช่วยรักษาอุณหภูมิในแปลง สับปะรดให้สม่ำเสมอ
  • เพิ่มเปอร์เซ็นต์ความเป็นกรดในผล โดยการใช้ โพแทสเซียมคลอไรด์ หลังการบังคับดอกแล้ว 75 วัน

3.2 การควบคุมวัชพืชในไร่สับปะรด

3.2.1 การควบคุมวัชพืชโดยไม่ใช้สารกำจัดวัชพืช

การเตรียมแปลงควรไถให้ลึก และพรวน 1 – 2 ครั้ง  คราดเก็บเศษซากวัชพืชออกจากแปลง เพื่อกำจัด
วัชพืชยืนต้นหรือวัชพืชข้ามฤดูซึ่งขยายพันธุ์ด้วย ราก เหง้า ไหล ภายหลังปลูกสับปะรด 1 – 2 เดือนเมื่อวัชพืชงอก
แล้วต้องรีบกำจัดโดยใช้จอบดายวัชพืชระหว่างแถวปลูก   ระหว่างต้นสับปะรดภายในแถวปลูกควรใช้มือถอน ควร
กระทำก่อนวัชพืชออกดอกและต้องระวังไม่ให้รากและต้นสับปะรดถูกกระทบกระเทือน

3.2.2 การควบคุมวัชพืชโดยใช้สารกำจัดวัชพืช

การใช้สารกำจัดวัชพืชเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพ มากกว่าการควบคุมวัชพืชโดยการใช้จอบดายแต่
ต้องเลือกใช้สารกำจัดวัชพืชตามชนิดและอัตราที่เหมาะสมกับชนิดวัชพืชและ ปริมาณความหนาแน่นของวัชพืชและ
ช่วงเวลาการเจริญเติบโตของสับปะรดดังแสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 ชนิดสารกำจัดวัชพืช กำหนดการใช้ อัตราและวิธีการใช้สารกำจัดวัชพืชในสับปะรด

กำหนดการใช้
ชนิดสารกำจัด
วัชพืช
อัตราการใช้/
พื้นที่ 1 ไร่
ชนิดวัชพืชที่กำจัดได้
หมายเหตุ
ก่อนปลูก
สับปะรด
ไกลโฟเสท
48% SL
500-600
มิลลิลิตร
หญ้าคา หญ้าแพรก หญ้าชันกาด หญ้าชจรจบดอกเหลือง
แห้วหมู
พ่นก่อนการเตรียมดิน หรือพ่นหลังเตรียมดิน เมื่อมีวัชพืชขึ้นแต่ก่อน
การ ปลูกสับปะรด
พาราควอท
27.6% SL
300-600
มิลลิลิตร
วัชพืชที่งอกจากเมล็ด เช่นหญ้าตีนนก หญ้า
นกสีชมพู หญ้าตีนติด หญ้าดอกแดง สาบแร้ง
สาบกา ผักโขม
พ่นก่อนการปลูก
สับปะรด เมื่อดินมี
ความชื้น ก่อนวัชพืช
งอกหรือวัชพืชเพิ่ง
จะเริ่มงอก มีใบ 4-6ใบ
โบรมาซิล
80%WP+ ไดยูรอน
80%WP
500-600กรัม
500-600กรัม
วัชพืชหลักเป็นประเภท
ใบแคบ เช่น หญ้าตีนนก หญ้าตีนกา หญ้าปากควาย หญ้าขจรจบ หญ้านกสีชมพู
และ วัชพืชใบกว้าง เช่น
ผักยาง ผัก เบี้ยหิน สาบเสือ สาบแร้ง สาบ กา หญ้าบุ้ง
พ่นภายหลังการปลูก
สับปะรด เมื่อดินมี
ความชื้น ก่อนวัชพืช
งอก หรือ วัชพืชเพิ่ง
จะเริ่ม งอกมีใบ 4-6 ใบ
หลังปลูกสับปะรด
โบรมาซิล
80%WP+
อามีทรีน
80%WP
400-500กรัม
วัชพืชประเภทใบแคบ
และใบ กว้างและ กก
เช่นหญ้า ปาก ควาย หญ้าตีนติด หญ้าขจร
จบ แห้วหมู สะอึก
สาบเสือ เถาตอ เชือก
พ่นภายหลังการปลูก
สับปะรดเมื่อดินมี
ความชื้น

หมาย เหตุ

1. การพ่นในพื้นที่ 1 ไร่ ใช้ปริมาณน้ำ 60-80 ลิตร
2. หลีกเลี่ยงการพ่นโดยตรงไปที่ยอดสับปะรด
3. ภายหลัการบังคับดอก ห้ามพ่นสารกำจัดวัชพืชทุกชนิด

4. วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว

4.1 การเกี่ยวและการเก็บรักษา

  • เก็บเกี่ยวผลสับปะรดที่มีความแก่ (สุก) ตามมาตรฐานหลังการบังคับดอก 145-165 วัน
  • ห้ามใช้สารเคมีทุกชนิดเร่งให้สับปะรดสุกก่อนกำหนด
  • คัดทิ้งสับปะรดที่มีผลแกน แดดเผา ขนาดใหญ่หรือเล็กเกิน มาตรฐาน หรือผลที่มีรูปทรงเจดีย์
  • หลังเก็บเกี่ยวควรส่งโรงงานทันที ไม่ควรทิ้งไว้นานจะทำให้สับปะรดสุกเกินไป

4.2 การขนส่ง

  • จัดเรียงผลสับปะรดโดยเอาด้านจุกลงข้างล่าง เพื่อรับน้ำหนักกันช้ำ
  • ป้องกันผลสับปะรดไม่ให้ได้รับอุณหภูมิสูงเกินไป ระหว่างการเก็บเกี่ยวและขนส่ง
  • ใช้ยานพาหนะที่สะอาดและเหมาะสมกับปริมาณสับปะรด

5. การบันทึกข้อมูล

  • ควรมีการบันทึกข้อมูลต่างๆ ในเรื่องการปฏิบัติงาน ราคาผลผลิตการระบาดของโรค การใช้ปุ๋ย และสารเคมี
    ต่าง ๆ วันที่ทำการใส่ปุ๋ยและสารเคมี ชนิดปุ๋ย ผลผลิต    เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการพยากรณ์การผลิตในปีต่อๆ
    ไปตลอดจนใช้เป็นแนวทางการปรับปรุงผลผลิตและคุณของสับปะรด
  • บันทึกสภาพอากาศ เช่น ปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิ ลม พายุ
  • เก็บรวบรวมผลการวิเคราะห์ดิน
Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: