การผลิตทุเรียนอย่างถูกต้องและเหมาะสม

Published มิถุนายน 14, 2010 by SoClaimon

Department Of Agriculture กรมวิชาการเกษตร.

การผลิตทุเรียนอย่างถูกต้องและเหมาะสม

Good Agricultural Practice (GAP) for Durian

1. แหล่งปลูก ที่เหมาะสมสำหรับการผลิตทุเรียนคุณภาพเป็นการค้า

1.1 สภาพพื้นที่ ทุเรียนสามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ในพื้นที่

      • ความสูงจากระดับน้ำทะเล 0-650 เมตร
      • ความลาดเอียง 1-3%
      • พื้นที่ไม่มีน้ำท่วมถึง
        • ดินร่วนปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำดี
        • หน้าดินลึกมากกว่า 50 เซนติเมตร
        • ระดับน้ำใต้ดินลึกมากกว่า 75 เซนติเมตร
        • ความเป็นกรดด่างของดิน 5.5-6.5 1.3 สภาพภูมิอากาศ
          1.3 สภาพภูมิอากาศ

    1.2 ลักษณะดิน

      • พื้นที่ที่อยู่ระหว่างเส้นรุ้ง 15 องศาเหนือ ถึง 17 องศาใต้
      • อุณหภูมิ 10-46 องศาเซลเซียส
      • ปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 2,000 มม.ต่อปี การกระจายตัวของฝนดี มีช่วงแล้ง
        ต่อเนื่อง น้อยกว่า 3 เดือน/ปี
      • ความชื้นสัมพัทธ์มากกว่า 30%

        1.4 แหล่งน้ำ

        • ความต้องการน้ำในการเจริญเติบโต 600-800 ลูกบาศก์เมตร/ทุเรียน 1 ไร่ โดยให้น้ำชล
          ประทานไม่เกิน 3 เดือนต่อปี       ในพื้นที่ที่มีอัตราการระเหยของ น้ำ 4.9-9.5 มม.ต่อวัน
        • น้ำสะอาดไม่มีสารอินทรีย์   และอนินทรีย์ที่เป็นพิษปนเปื้อน เช่น น้ำจากชลประทาน แม่น้ำ
          ลำคลอง
        • ความเป็นกรดด่างของน้ำ 6.0-7.5
        • มีสารละลายเกลือไม่มากกว่า 1,400 มิลลเมตร


2. พันธุ์ปลูก

พันธุ์ทุเรียนที่ปลูกเป็นการค้า มี 4 พันธุ์ ได้แก่

พันธุ์หมอนทอง
 

      • ทรงต้น ทรงฉัตร พุ่มโปร่ง กิ่งแขนงห่าง
      • ใบ ใหญ่ ทรงยาวเรียว ปลายใบเรียวแหลม ยาว
      • ไม่ทนทานต่อโรครากเน่าโคนเน่า
      • ทรงผล ยาว ไหล่ผลกว้าง ก้นผลแหลม พูเห็นชัดเจน เปลือกผลค่อนข้างบาง
      • ขนาดผล ใหญ่ น้ำหนักตั้งแต่ 2.0-4.5 กก.
      • หนาม ทรงปิรามิด ฐานเป็นเหลี่ยม ปลายเรียวแหลมยาว
      • เนื้อ สีเหลืองอ่อน เนื้อหนา กลิ่นน้อย รสหวานจัด
พันธุ์ชะนี
      • ทรงต้น เล็ก เป็นทรงฉัตร พุ่มทึบ แตกกิ่งเป็นระเบียบ กิ่งแขนงถี่
      • ใบ เล็ก ทรงยาวรูปไข่ ปลายใบสั้นสอบแหลม(acuminate-acute)
      • มีความทนทานต่อโรครากเน่าโคนเน่า
      • ทรงผล ทรงกระบอก หรือทรงไข่ ปลายแหลม กลางผลป่อง ก้นผลป้านตัด พูดเห็น
        เด่นชัด ร่องพูไม่ลึก ขั้วผลใหญ่ แข็งแรง
      • ขนาดผล ปานกลางถึงใหญ่ น้ำหนักตั้งแต่ 1.5-4.2 กก.
      • หนาม รูปทรงกระโจม ใหญ่ สั้น และห่าง ฐานกว้าง ขอบหนามทั้งสองโค้งเข้า
      • เนื้อ สีเหลืองเข้ม ไม่ค่อยหนา กลิ่นแรง เนื้อละเอียดและเหนียว รสหวานมัน
พันธุ์ก้านยาว
      • ทรงต้น รูปกรวย กิ่งเจริญออกทางด้านข้างทั้งสองด้าน ขนานกับพื้นดิน กิ่งยาวและ
        มีนิสัยทิ้งกิ่งง่าย
      • ใบใหญ่ ส่วนทางปลายใบกว้างสอบมาทางโคนใบ ปลายใบสอบแหลม
      • ไม่ทนทานต่อโรครากเน่าโคนเน่า
      • ทรงผล กลม หรือทรงลิ้นจี่ ค่อนข้างยาว ไหล่ผลกว้าง เรียวไปทางก้นผล พูไม่เห็น
        เด่นชัดก้านผลยาวเห็นได้ชัด
      • ขนาดผล ปานกลางถึงใหญ่ น้ำหนักตั้งแต่ 1.5-4.4 กก.
      • หนาม เล็ก ถี่ และสั้น ขอบหนามสองข้างโค้งออก (convex)
      • เนื้อ สีเหลือง เนื้อไม่หนา กลิ่นน้อย รสหวานมัน เนื้อละเอียดและเหนียวเมล็ดโต
พันธุ์กระดุมทอง
      • ทรงผล รูปกรวย ฐานกว้าง พุ่มโปร่ง กิ่งแขนงห่าง
      • ใบ ค่อนข้างใหญ่ กว้าง สั้น โคนใบโค้งมน และปลายใบสอบแหลม
      • ไม่ทนทานต่อโรครากเน่าโคนเน่า
      • ทรงผล กลม มีไหล่ผล ด้านขั้วผลค่อนข้างกว้าง เห็นพู ชัดเจน ร่องพูลึกคล้ายผล
        ฟักทอง เปลือกค่อนข้างบาง
      • ขนาดผล เล็ก ถึงปานกลาง น้ำหนักผลตั้งแต่ 1.0-3.5 กก.
      • หนาม เล็ก ถี่และสั้น ขอบหนามสองข้างโค้งเข้า ปลายแหลม
      • เนื้อ สีเหลืองเข้ม เนื้อบาง รสหวานจัด กลิ่นค่อนข้างแรง เนื้อละเอียด ไม่เหนียว
        1. การเลือกต้นพันธุ์

ต้นพันธุ์ดี คือ ต้นพันธุ์ที่ตรงตามพันธุ์ที่ต้องการปลูก   ต้นแข็งแรงและแข็งแกร่ง ต้นตอเป็น
ทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองที่ทนทาน  ต่อการเข้าทำลายของโรครากเน่า       โคนเน่า มีระบบรากดี ไม่ขด
หรืองอ สัดส่วนของรากต่อส่วนของต้นเท่า ๆ กัน   มีใบหนาและเขียวเข้มก่อนนำไปปลูกต้องปล่อย
ให้ต้นพันธุ์ทุเรียนผ่านการเจริญเติบโตในที่โล่งแจ้ง(hardening) ประมาณ 15-30 วัน เมื่อตาย
อดแสดงอาการพร้อมที่จะแตกใบอ่อน ก็นำลงปลูกในพื้นที่ที่เตรียมไว้ได้

3. การปลูก

      1. การเตรียมพื้นที่3.1.1 พื้นที่ดอนที่ไม่เคยปลูกไม้ยืนต้นมาก่อน

      • พื้นที่ที่เหมาะสมเป็นพื้นที่ดอนสูง    ผิวค่อนข้างเรียบ ไม่มีปัญหาน้ำท่วมขัง
      • ถ้าเป็นพื้นที่ดอนที่ผิวไม่เรียบ ไถพรวน ปรับพื้นที่ให้เรียบ และขุดร่องระบาย
        น้ำภายในสวน

      • พื้นที่เป็นดินร่วน   อุดมสมบูรณ์ และระบายน้ำได้ดี    ตอของไม้ยืนต้นเดิม
        ผุสลายได้ง่าย     เมื่อตัดไม้ยืนต้นเดิมออก  ก็วางผังปลูกและปลูกต้นทุเรียน
        ได้เลย โดยไม่ต้องไถพรวน
      • พื้นที่เป็นดินเหนียว โครงสร้างดินเสีย ระบายน้ำไม่ดี ตอของไม้ยืนต้นเดิมผุ
        และสลายตัวยาก เมื่อตัดต้นไม้ยืนต้นเดิมออก ต้องไถพรวน กำจัดวัชพืช และ
        ปรับพื้นที่บ้าง จึงวางผังปลูกและปลูกต้นทุเรียน

3.1.2 พื้นที่ดอนที่เคยปลูกไม้ยืนต้นมาก่อน

3.1.3 พื้นที่ลุ่ม มีน้ำท่วมขังในฤดูฝน

  • พื้นที่มีน้ำท่วมขังไม่มาก  และท่วมขังเป็นช่วงสั้นๆเฉพาะช่วงกลางฤดูฝนวางผัง
    ปลูกนำดินมาเทกอง สูงประมาณ 0.75-1.20 เมตร ตามผังปลูกที่วางไว้และปลูก
    ต้นทุเรียนบนสันกลางของกองดิน
  • พื้นที่มีน้ำท่วมขังมาก      เป็นเวลานานต้องปลูกทุเรียนแบบยกร่องสวนให้มีขนาด
    สันร่องกว้างไม่น้อยกว่า     6 เมตร   ร่องน้ำกว้าง   1.5 เมตร ลึก 1  เมตรมีระบบ
    ระบายน้ำเข้า-ออก เป็นอย่างดี

3.2 การวางผังปลูก

ระบบสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า

3.2.2 ระบบลูกเต๋าห้าจุด เป็นระบบ 2.4.1 และมีอีก 1 ต้นอยู่ตรงกลาง

3.2.3 ระบบแถวกว้างต้นชิด กำหนดให้ระยะระหว่างต้นเป็น 30-50%
ของระยะระหว่างแถว เมื่อวางผังปลูกระบบนี้    ต้องควบคุมทรงพุ่มด้านที่อยู่
ระหว่างต้น ไม่ให้ชายพุ่มประสานกันเกินกว่า    50    เซนติเมตร และทรงพุ่ม
ด้านที่อยู่ระหว่างแถวต้องไม่กีดขวางทางวิ่งของเครื่องจักรกลการเกษตร

2.การปลูกเป็นแถวในแนวระดับตามความสูงของพื้นที่ ในกรณีที่พื้นที่มีความลาดชันมากแต่ถ้าความลาดชันมากกว่า   15%    ต้องทำ คันดิน
ตามแนวระดับ เพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดินก่อนปลูก

3.3 การปลูก

3.3.1 ปลูกแบบเตรียมหลุมปลูก เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ที่ไม่มีการพัฒนาแหล่งน้ำชลประทาน หรือมีน้ำชล
ประทานไม่เพียงพอ
    • ขุดหลุมกว้าง ยาว ลึก ประมาณ 30-80 เซนติเมตร และผสมดินปลูกด้วยหญ้าแห้ง ปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมี และตากดินไว้ระยะหนึ่งจนดินยุบตัวคงที่ เติมดินผสม
      ลงไปอีกจนเต็มหลุมแล้วจึงปลูกต้นทุเรียนบนเนินกลางหลุม
    • กรีดถุงต้นพันธุ์โดยรอบ ให้สูงจากก้นถุงประมาณ 1 นิ้ว
      ตัดดินและรากที่ขด หรือพันตรงก้นถุงออก
    • ขุดหลุม และวางต้นพันธุ์ในหลุม ให้รอยต่อระหว่างต้นพันธุ์
      และต้นตออยู่สูงกว่าระดับดิน
    • กลบดินรอบต้นพันธุ์ และอัดดินให้แน่นและผูกต้นกล้าทุเรียน
      ติดกับไม้หลักป้องกันการโยกของต้นกล้าหลังปลูก
3.3.2 การปลูกแบบนั่งแท่นหรือยกโคก เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ฝนตกชุก หรือในพื้นที่ที่แหล่งน้ำชลประทานได้รับการพัฒนาแล้วเป็นอย่างดี
  • ไม่ต้องขุดหลุมปลูก
  • กรีดถุงปลูก ตัดรากที่ขดและพันตรงก้นถุงออก เช่นเดียวกับการ
    ปลูกในข้อ 3.3.1
        • วางต้นพันธุ์ในตำแหน่งที่กำหนดผังปลูก แล้วขุดดินรอบๆ ต้นพันธุ์
          มากลบจนดินที่กลบอยู่ในระดับเดียวกับผิวดินของต้นพันธุ์ ในลักษณะ
          ลาดเอียงจากต้นพันธุ์ออกไปโดยรอบรัศมีประมาณ 1 เมตรรอบ ต้น
          พันธุ์ ผูกต้นพันธุ์กับไม้ หลักให้แน่น
  • พรวนดิน และขุดดินเข้าหาโคนต้น ปีละ 1-3 ครั้ง เพื่อขยายรัศมี
    ดินรอบต้นจนต้นทุเรียนเริ่มให้ผลผลิตจึงหยุด

3.4 การพรางแสง

          • ใช้ทางมะพร้าว ทางจาก หรือใบเฟิร์นชนิดแข็ง ปักเป็นกระโจมคร่อม
            ต้นทุเรียน หรือใช้ตาข่ายพรางแสงขนาดกว้าง 1.0-1.2 เมตร ยาว 3.0-4.0 เมตร พรางแสงบริเวณด้านข้างของต้นหรือปลูกต้นไม้โตเร็ว
            ด้านตะวันออกและตะวันตก เป็นแนวพรางแสง

4. การตัดแต่งและควบคุมทรงพุ่ม

  • สร้างทรงต้นของทุเรียนให้มีลำต้นเดี่ยว ทรงต้นโปร่ง โครงสร้างต้นแข็งแรง สวยงามสม่ำเสมอทั่วทั้งแปลง เมื่อทุเรียนเริ่มให้ผลผลิตจะมีกิ่งประธานรวม
    12-15 กิ่ง เวียนรอบต้น แต่ละกิ่งห่างกันประมาณ 10-15 เซนติเมตรกิ่ง
    ประธานกิ่งแรกจะอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 1 เมตร
  • กิ่งประธานแต่ละกิ่ง จะมีกิ่งรอง 3-4 กิ่ง
  • กิ่งรองแต่ละกิ่ง จะมีกิ่งแขนงพอประมาณ และไม่บังแสงซึ่งกันและกัน

5. การให้น้ำ

  • ระบบการให้น้ำที่เหมาะสม ได้แก่ ระบบการให้น้ำแบบหัวเหวี่ยงเล็ก ซึ่งใช้ต้นทุนในการติดตั้งในสวนทุเรียนประมาณ 7,000-10,000 บาทต่อไร่
  • ความต้องการน้ำของทุเรียนต้นเล็ก ประมาณ 0.6 เท่าของค่าอัตราการระเหยน้ำ (มม.ต่อวัน) หรือเท่ากับ 23-34 ลิตรต่อต้นต่อวัน เมื่อต้นทุเรียนมีพื้นที่ใต้ทรงพุ่ม
    10 ตารางเมตร

6. การให้ปุ๋ย

  • ปุ๋ยคอก อัตราเป็นบุ้งกี๋ต่อต้น (2.25 กก. = 1 บุ้งกี๋) คิดเป็น 2 เท่าของเส้นผ่าศูนย์
    กลางทรงพุ่ม(เมตร) ต่อการใส่ 1 ปี แบ่งใส่ 2 ครั้งต่อปี
  • ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตราเป็น กก.ต่อต้นต่อปีคิดเป็นเท่ากับเส้น
    ผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม (เมตร) แบ่งใส่ 2-4 ครั้งต่อปี

7. การป้องกันกำจัดศัตรูทุเรียน

7.1 โรคทุเรียนในขณะเป็นทุเรียนต้นเล็ก ได้แก่

7.1.1 โรครากเน่าโคนเน่า เกิดจากเชื้อราไฟทอปธอรา         (Phytophthorapalmivora)
จะระบาดมากในช่วงที่ฝนตกชุกหรือช่วงที่ความชื้นในอากาศค่อนข้างสูงเชื้อเข้า
ทำลายได้ทั้งที่ลำต้น ระบบราก ลำต้นบริเวณคอดินกิ่งใบปลายยอดและผล

วิธีการป้องกันกำจัด

      • หมั่นสำรวจ ตรวจดูต้นทุเรียนเป็นประจำทุกสัปดาห์
      • บำรุงต้นทุเรียนให้แข็งแรงสมบูรณ์ตลอดเวลา
      • ปรับสภาพดินให้มีความเป็นกรดด่างของดิน ประมาณ 6.5
      • ทำร่องระบายน้ำในสวนที่เป็นพื้นที่ต่ำ เพื่อป้องกันน้ำท่วมขังสวน
        และโคนต้นทุเรียน
      • เก็บรวบรวมส่วนต่างๆ ของต้นที่เป็นโรค และร่วงหล่นอยู่ในสวนไป
        เผาทำลาย
      • ลดปริมาณของเชื้อราที่อยู่ในดินโดยใช้เชื้อ ราปฏิปักษ์ไตรโคเดอร์
        มา (Trichoderma harzianum) ที่ผลิตจากเมล็ดข้าวฟ่าง จำนวน
        1 กิโลกรัม มาผสมกับรำข้าว 10 กิโลกรัมและปุ๋ยหมัก 40 กิโลกรัม
        ให้เข้ากัน แล้วนำไปหว่านบริเวณทรงพุ่ม รอบโคนต้นที่มีรากฝอยอยู่
        ในอัตรา 2-3 กิโลกรัมต่อต้นสำหรับต้นทุเรียนอายุ 1-5 ปี และอัตรา
        5 กก.ต่อต้น สำหรับต้นทุเรียนอายุ 5 ปีขึ้นไป
      • พบอาการของโรคเพียงเล็กน้อยที่ลำต้นหรือ กิ่งใหญ่ให้ขูดผิวเปลือก
        บริเวณที่เป็นโรคออก และนำไปเผาทำลาย แล้วทาแผลด้วยปูนแดง
        หรือสารเคมีเมตาแลกซิล 25% WP หรือ 35% SD อัตรา 50-60
        กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร
      • พบอาการรุนแรงที่ลำต้น หรือกิ่งใหญ่ ใช้กรดฟอสฟอรัส 40% ใส่กระ
        บอกฉีด (ไม่ต้องผสมน้ำ)ฉีดเข้าลำต้น หรือกิ่ง ในบริเวณตรงข้ามหรือ
        ส่วนที่เป็นเนื้อไม้ดี ใกล้บริเวณที่เป็นโรค ในอัตรา 20 ซีซีต่อต้น
      • พบอาการโรคที่ระบบราก ใช้สารเคมีเมตาแลกซิล 80% WP อัตรา
        200 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรราดใต้ทรงพุ่มให้ทั่ว พร้อมกับกระตุ้นการ
        เจริญเติบโตของรากใหม่ โดยใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 10-20-30 หรือ 15-
        30-15 หรือ 20-20-20 อัตรา 60 กรัม ผสมรวมกับกรดฮิวมิค 100
        ซีซี ในน้ำ20 ลิตร ราดให้ทั่วใต้ทรงพุ่มแล้วใช้เศษพืชคลุมโคนต้นไว้
        ให้น้ำสม่ำเสมอให้ชื้นอยู่ตลอดเวลาปฏิบัติเช่นนี้สัปดาห์ละครั้ง รวม
        2-3 ครั้ง ติดต่อกัน
      • พบอาการที่ใบ ฉีดพ่นด้วยสารเคมีเมตาแลกซิล อัตรา 30-50 กรัมต่อ
        น้ำ 20 ลิตร หรือสารเคมีอีฟอไซท์ อลูมินั่ม 80% WP อัตรา 30-50
        กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือกรดฟอสฟอรัส อัตรา 50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร
        ให้ทั่วทั้งภายนอกและภายในทรงพุ่ม


7.1.2 โรคราใบติด ระบาดมากในช่วงฤดูฝน และเมื่ออากาศมีความชื้นสูงเชื้อราไร
ซอคโทเนีย(Rhizoctonia sp.) จะทำลายใบ ทำให้ใบไหม้ ลักษณะเหมือนถูกน้ำร้อน
ลวกและจะสังเกตเห็นใบที่เป็นโรคยึดติดกันด้วยเส้นใยของ เชื้อรา

วิธี การป้องกันกำจัด

      • ตัดแต่งกิ่งทุเรียนให้โปร่ง แสงแดดส่องได้ทั่วถึง
      • เก็บรวบรวมใบที่เป็นโรค ที่ร่วงหล่นอยู่ในบริเวณสวนไปเผาทำลาย
      • พบอาการของโรคเพียงเล็กน้อย ให้ตัดและเผาทำลาย
      • ใช้เชื้อราปฏิปักษ์ไตรโคเดอร์มา ควบคุมเชื้อราไรซอคโทเนียในดิน
        โดยใช้อัตรา และปฏิบัติเช่นเดียวกับการปฏิบัติในโรครากเน่าโคนเน่า
      • พบใบถูกทำลาย มากกว่า 10% ของใบทั้งต้น ฉีดพ่นด้วยสารเคมีคาร์
        เบ็นดาซิม 60% WP อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรหรือสารเคมีคอป
        เปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% WP อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

7.1.3 โรคราสีชมพู ระบาดมากในช่วงฤดูฝนโดยเฉพาะต้นทุเรียนที่มีใบแน่นทึบเกินไป
เกิดจากเชื้อราคอร์ทีเซียม (Corticium salmonicolor) ทำลายกิ่ง ทำให้กิ่งแห้งใบเหลือง ร่วง เมื่อเริ่มเข้าทำลายจะพบเส้นใยสีขาวตามกิ่ง เมื่อเชื้อราอายุมากขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีชมพู

วิธี การป้องกันกำจัด

    • ตัดแต่งทรงพุ่มทุเรียนให้โปร่ง
    • หมั่นตรวจดูต้นทุเรียนอย่างสม่ำเสมอ
    • พบกิ่งเป็นโรคเล็กน้อย ตัดและเผาทำลาย
    • เมื่อพบอาการโรคระบาดรุนแรง ฉีดพ่นด้วยสารเคมีคอปเปอร์ออก
      ซีคลอไรด์ 85% WP อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเคมี
      คาร์เบ็นดาซิม 60% WP อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

7.2 แมลงศัตรูทุเรียนในขณะเป็นทุเรียนต้นเล็ก ได้แก่

7.2.1 เพลี้ยไก่แจ้ พบระบาดมากในช่วงที่ทุเรียนแตกใบอ่อน โดยจะดูดกิน
น้ำเลี้ยงจากใบอ่อน ทำให้ใบหงิกงอ ถ้าระบาดมากจะทำให้ใบอ่อนหลุดร่วง และ
ยอดทุเรียนแห้งตาย

วิธีการป้องกันกำจัด

      • อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยไก่แจ้ เพื่อควบคุมปริมาณในธรรมชาติ
        เช่น ด้วงเต่า แมลงช้าง ต่อชนิดต่างๆ และแมงมุม เป็นต้น
      • ติดตั้งกับดักกาวเหนียวสีเหลืองเพื่อล่อตัว เต็มวัย และจับทำลาย
      • กระตุ้นให้ทุเรียนแตกใบอ่อนพร้อมกัน เพื่อลดช่วงการเข้าทำลายของ
        เพลี้ยไก้แจ้ ซึ่งช่วยลดการใช้สารฆ่าแมลงลงได้มาก
      • เมื่อพบยอดถูกทำลายมากกว่า 30% ของทั้งต้น หรือพบยอดที่มีไข่มากกว่า 20%
        ของทั้งต้น ฉีดพ่นด้วยสารฆ่าแมลงตามคำแนะนำในตารางที่ 2

7.2.2 ไรแดง ระบาดมากในช่วงที่อากาศแห้งแล้ง ไรแดงจะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณ
หน้าใบของทุเรียน พบมากตามแนวเส้นกลางใบ ถ้าระบาดรุนแรงมาก จะทำให้ใบร่วง

วิธี การป้องกันกำจัด

      • อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติของไรแดง เพื่อควบคุมปริมาณไรแดงในธรรมชาติ
        เช่น ไรตัวห้ำ แมลงช้าง ด้วงเต่า และแมงมุม เป็นต้น
      • ฉีดพ่นน้ำเข้าไปในทรงพุ่ม เพื่อเพิ่มความชื้นในฤดูแล้ง จะช่วยลดปริมาณ
        ไรแดงลงได้บ้าง
      • เมื่อพบใบแก่ถูกทำลายมากกว่า 25% ของใบทั้งต้น ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลง
        ตามคำแนะนำในตารางที่ 2

การพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลง     สำหรับทุเรียนต้นเล็ก ควรเลือกใช้เครื่องฉีดพ่น
สะพายหลังแบบใช้แรงลม(mistblower) ใช้อัตราการฉีดพ่น 2-3 ลิตรต่อต้น อัตราเนื้อสาร
เคมีบริสุทธิ์ 2-3 กรัมต่อต้น   ฉีดพ่นโดยส่ายหัวฉีดจากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้ายจากยอดสู่
ส่วนล่างของต้น ผู้ฉีดพ่นสารต้องสวมชุดป้องกันสารเคมีให้มิดชิด

ตาราง ที่ 1 การใช้สารป้องกันกำจัดโรคที่สำคัญของทุเรียน

โรค เชื้อสาเหตุ สารป้องกันกำจัดโรค อัตราการใช้ต่อน้ำ 20 ลิตร หมายเหตุ
โรครากเน่า-โคนเน่า Phytophthorapalmivora เมตาแลกซิล25% WP 1,000-1,200 กรัม200 กรัม

30-50 กรัม

ทาแผลที่ต้นหรือกิ่ง ราดใต้ทรงพุ่ม

พ่นให้ทั่วภายในและ
ภายนอกทรงพุ่ม

โรคราใบติด Rhizoctonia sp. คาร์เบ็นดาซิม50% WP

คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 80% WP

10 กรัม50 กรัม พ่นให้ทั่วต้นพ่นให้ทั่วต้น
โรคราสีชมพู Corticiumsalmonicolor คาร์เบ็นดาซิม60% WP

คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% WP

10 กรัม50 กรัม พ่นให้ทั่วต้นพ่นให้ทั่วต้น
โรคแอนแทรกโนส Colletotrichumspp. คาร์เบ็นดาซิม60% WP

เบนโนมิล 50% WP

12 กรัม12 กรัม
โรคผลเน่า Phytophthora palmivora อีฟอไซท์อลูมินั่ม 80% WP 50 กรัม เมื่อโรคระบาดรุนแรง
ให้พ่นที่ผลทุเรียน
และหยุดพ่นก่อนเก็บเกี่ยว
15-20 วัน

ตาราง ที่ 2 การใช้สารฆ่าแมลงศัตรูทุเรียน

แมลงศัตรู สารฆ่าแมลง อัตราการใช้ ต่อน้ำ 20 ลิตร หมายเหตุ
เพลี้ยไก่แจ้ – ไซฮาโลธริน 25% EC– คาร์บาริล 85 % WP

– ไซเปอร์เมททริน 6..25 % EC/

โฟซาโลน 22.5% EC

10 มิลลิลิตร80 กรัม

40 มิลลิกรัม

เมื่อยอด ทุเรียนถูกทำลายมากกว่า 30% ของทั้งต้น

พ่นให้ ทั่ว 2 ครั้ง ห่างกัน

14 วัน

ไรแดง แอฟริกัน – โพรพาร์ไกต์ 30% WP– เฮกซีไทอะซอกซ์ 2% EC 30 กรัม40 มิลลิลิตร พ่นเมื่อ ใบแก่ถูกทำลายมากกว่า 25% ของทั้งต้น หรือพ่น

เมื่อพบ ไข่และตัวอ่อนของไรแดง หลังการใช้สารโพรพาร์ไกต์ ไม่ควรใช้สารนี้เกิน 2 ครั้งต่อปี

เพลี้ยไฟ – ไซฮาโลธริน แอล 2.5% EC/– คาร์โบซัลแฟน 20% EC

– ฟิโปรนิล 5% SC

10 มิลลิลิตร50 มิลลิลิตร

20 มิลลิลิตร

หนอนเจาะเมล็ดทุเรียน – ไซเปอร์เมทริน / โฟซาโลน 6.25% EC/22.5% EC

– ไดอะซินอน 60% EC

– เอ็นโดซัลแฟน 35% EC

40 มิลลิลิตร40 มิลลิลิตร

40 มิลลิลิตร

แหล่งที่ มีการระบาดพ่นทุก 7-10 วัน และงดพ่นก่อน

เก็บ เกี่ยว 7-10 วัน

หนอนเจาะผล – ไซฮาโลธริน แอล 2.5% EC– คลอร์ไพริฟอส 40% EC

– คาร์โบซัลแฟน 20% EC

20 มิลลิลิตร20 มิลลิลิตร

50 มิลลิลิตร

พ่นเมื่อ ผลทุเรียนถูกทำลาย 10% พ่น 3-4 ครั้ง ทุก 20 วัน

งดพ่นก่อน เก็บเกี่ยว


หมายเหตุ
ชนิดสารเข้มข้นต้องละลายน้ำก่อนฉีด

EC เป็นสารละลายเข้มข้น สารออกฤทธิ์  (active ingredient)  ละลายอยู่ในตัวทำ
ละลาย   (solvents)     ผสมเป็นเนื้อเดียวกัน   (homogeneous formulation)
เนื่องจากตัวละลายที่ใช้ไม่ละลายน้ำ จึงต้องผสม    emulsifier   เพื่อช่วยให้กระจาย
ตัวอยู่ในน้ำได้ดี เมื่อผสมน้ำมีลักษณะขาวขุ่น   SC  เป็นของเหลวเข้มข้นสารออกฤทธิ์
ไม่ละลายในน้ำมันหรือในน้ำ ในการผลิตจะผสมสารออกฤทธิ์กับสารพาหะอื่นเช่น  ดิน
(inert clay)WP  เป็นสารผงละเอียด สารออกฤทธิ์ผสมกับ calyและสาร wetting anddispersing agents จากนั้นผ่านกระบวนการ “micronizing process”
ได้สารผงละเอียด เมื่อผสมน้ำจะได้สารละลายแขวนลอย    ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะตกตะกอน
ดังนั้นสารเคมีชนิดนี้ควรผสมน้ำแล้วใช้ทันที   SL    เป็นของเหลวผสมน้ำเนื้อเดียวกัน
สารออกฤทธิ์ละลายน้ำ   หรือแอลกอฮอล์ได้ดีในขบวนการผลิตสารออกฤทธิ์จะถูกบด จน
ละเอียด

7.3 วัชพืชในสวนทุเรียน

วัชพืชที่สำคัญในสวนทุเรียนปลูกใหม่ซึ่งอยู่ช่วงเวลาการเจริญเติบ โตของต้นทุเรียนได้แก่
หญ้าคา หญ้าชันกาดหญ้าขจรจบ หญ้าลูกเห็บ หญ้าตีนนก      และวัชพืชประเภทใบกว้าง
หลายชนิด รวมทั้งพวกวงศ์กก เช่น แห้วหมู เป็นต้น      การป้องกันกำจัดอาจใช้สารกำจัด
วัชพืช เช่น ไกลโฟเสท  48% SL อัตรา 500-600มิลลิลิตร ผสมน้ำ 60-80 ลิตร/ไร่
หรือ กลูโฟซิเนต-แอมโมเนียม48% SL อัตรา 1,000-2,000 มิลลิลิตรผสมน้ำ60-80
ลิตร/ไร่ พ่น 1-2 ครั้ง     พ่นหลังวัชพืชงอกเมื่อวัชพืชมีใบมากที่สุด ถ้าไม่ต้องการใช้สาร
กำจัดวัชพืชควรตัดวัชพืชให้สั้นทุก 1-2 เดือน ด้วยเครื่องตัดหญ้าสะพายหลัง หรือรถตัด
หญ้าแบบเข็น 2 ล้อ  หรือ เครื่องตัดหญ้าพ่วงท้ายแทรกเตอร์สวนทุเรียนอายุหลายปี จะถูก
รบกวนด้วยวัชพืชล้มลุกที่ขยายพันธุ์โดยเมล็ดเป็นส่วนมาก    กำจัดวัชพืช ด้วยการตัดก่อน
เก็บเกี่ยวทุเรียนเพื่อทำลายแหล่งอาศัย  ของโรคแมลงศัตรูทุเรียนที่จะเข้า ทำลายผลทุเรียน
การกำจัดโรคพืชบริเวณขอบโคนต้นภายหลังเก็บเกี่ยว  และตัดแต่งกิ่ง ก่อนใส่ปุ๋ยสารกำจัด
วัชพืชที่อาจนำมาใช้เพื่อทดแทนการตัดได้แก่ พาราควอท 27.6% SL อัตรา 300-600
มิลลิลิตร ผสมน้ำ 60-80   ลิตร/ไร่   หรือ   กลูโฟซิเนต-แอมโมเนียม   15% SL อัตรา
800-1,200 มิลลิลิตร ผสมน้ำ 60-80 ลิตร/ไร่

7.4 การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้องและปลอดภัย

7.4.1 จะต้องทราบชนิดและรายละเอียดของศัตรูพืชที่ต้องการป้องกันกำจัด

        1. เลือกใช้สารให้เหมาะสมกับชนิดของศัตรูพืช สารนั้นต้องมีประสิทธิภาพต่อ
          ศัตรูพืชนั้นโดยเฉพาะ
        2. ใช้สารที่สลายตัวเร็วกับพืชอาหารที่ใกล้เวลาเก็บเกี่ยว
        3. ให้ใช้สารเฉพาะในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น และไม่ควรใช้เกินอัตราที่กำหนด
          ไว้ในฉลากหรือตามคำแนะนำของทางราชการ

7.4.5 ไม่ควรผสมสารเกินกว่า 1     ชนิดขึ้นไปในการพ่นแต่ละครั้ง ยกเว้นในกรณี
ที่ทางราชการแนะนำให้ใช้

7.4.6  ควรพ่นสารเฉพาะเมื่อพบว่ามีศัตรูเข้าทำลายในระดับที่จะเกิดความเสียหายต่อ
ผลผลิตและหากมีการระบาดรุนแรง ก็ให้เพิ่มจำนวนครั้งมากขึ้นได้

7.4.7 การเลือกใช้เครื่องพ่นสารและวิธีการใช้สารจะต้องเหมาะสมกับชนิดของสารและ
ศัตรูพืช

7.4.8 ไม่ควรเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนสารที่ใช้จะสลายตัวถึงระดับปลอดภัย โดยดูจากคำ
แนะนำการเว้นระยะเก็บเกี่ยวหลังการพ่นสารครั้งสุดท้ายในฉลาก

8. การเตรียมความพร้อมต้นทุเรียนสำหรับการออกดอก

8.1 ต้นที่มีสภาพความสมบูรณ์ค่อนข้างพร้อม

คือ ต้นทุเรียนที่มีโครงสร้างของทรงพุ่มค่อนข้างดี ทรงพุ่มเป็นทรงฉัตร มีกิ่งที่ขนาดพอดีเป็น
จำนวนมาก โดยกิ่งนั้นไม่ใหญ่เกินไป   (เส้นผ่าศูนย์กลางของกิ่งมากกว่า 8 นิ้ว)หรือไม่เล็กเกินไป
(เส้นผ่าศูนย์กลางของกิ่งน้อยกว่า 3/4 นิ้ว)      มีปริมาณใบมากและมีใบแก่ที่สมบูรณ์สีเขียวเข้ม
เป็นมันมีวิธีการจัดการ ดังนี้

( การตัดแต่งกิ่ง รีบตัดแต่งกิ่งทันทีภายหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต)

    • ตัดแต่งกิ่งแห้ง กิ่งเป็นโรค กิ่งแขนงด้านในทรงพุ่มที่ไม่ได้รับแสงแดด
      กิ่งน้ำค้าง กิ่งขนาดเล็ก ออก ทำให้ทรงพุ่มโปร่ง
    • ตัดปลายกิ่งที่ชายพุ่มประสานกันกับต้นข้าง เคียง
    • ทารอยตัดด้วยปูนแดง หรือสารเคมีคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์

( การใส่ปุ๋ย ช่วงเวลาเดียวกับการตัดแต่งกิ่งหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต)

    • ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 อัตรา 1-3 กก.ต่อต้น สำหรับดินร่วน
      หรือร่วนปนทราย
    • ปุ๋ยเคมีสูตร   16-20-0 หรือ 20-20-0 อัตรา 1-3 กก.ต่อต้น     สำหรับดินร่วน
      เหนียวหรือร่วนปนทราย
    • ปุ๋ยคอก 20-50 กก.ต่อต้นต่อปี ใส่ในช่วงต้นฤดูฝน

( การให้น้ำ)

      1. ต้นที่มีใบเหลืองเฉพาะบางกิ่ง และกิ่งส่วนที่เหลือมีใบค่อนข้างสมบูรณ์ เนื่องจากมีเชื้อราสาเหตุโรครากเน่าโคนเน่าเข้าทำลาย
      • ถ้ามีฝนทิ้งช่วงเกิน 7 วัน ให้น้ำ 18-30 ลิตรต่อต้นต่อวัน ในภาคตะวันออก
        เมื่อต้นทุเรียนมีพื้นที่ใต้ทรงพุ่ม 10 ตารางเมตร
      • ถ้าฝนตกชุก ขุดร่องระบายออกจากสวน

( การป้องกันกำจัดศัตรูทุเรียน)
ปฏิบัติเช่นเดียวกับการปฏิบัติและการจัดการในช่วงการเจริญเติบโตของทุเรียน

8.2 ต้นที่สภาพค่อนข้างโทรม

ต้นที่มีโครงสร้างทรงพุ่มไม่ค่อยดี มีปริมาณใบน้อย ใบค่อนข้างแห้ง สีใบไม่เขียวเข้ม แนะนำให้
จัดการเป็นพิเศษ โดย

8.2.1 เร่งให้รากเจริญเติบโตและพัฒนาการอย่างรวดเร็ว

ใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 15-30-15 หรือ 10-20-30 หรือ 20-20-20 ที่มีธาตุอาหารรองและธาต
ปริมาณน้อย อัตรา 60 กรัม   ผสมกรดฮิวมิค 100-200 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ราดบริเวณใต
ทรงพุ่มให้ทั่ว ทุก 7 วัน ติดต่อกัน 2-3สัปดาห์ แล้วใช้เศษพืชหรือหญ้าแห้งคลุมโคน หมั่น
รดน้ำให้ชื้นตลอดเวลาการให้น้ำ   ให้ปุ๋ยและป้องกันกำจัดศัตรูทุเรียน ปฏิบัติเช่นเดียวกับต้น
ที่มีความสมบูรณ์ค่อนข้างพร้อม ข้อ 3.1.1

8.3 ต้นที่มีใบเหลือง

เร่งรักษาอาการของโรค

หาก พบอาการของโรคที่ลำต้น ให้ขูดเปลือกบริเวณที่เป็นโรคออกให้หมด และใช้สารเมตาแลกซิล 25%WP
อัตรา 50-60 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร    ทาบริเวณแผล   1-2 ครั้ง     จนกว่าแผลจะแห้งและฉีดพ่นสารแมนโคเซบ หรือสารอีฟอไซด์อลูมินัมอัตรา 30-50กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือกรดฟอสฟอรัส อัตรา 50 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร
ให้ทั่วทรงพุ่มทั้งภายในและภายนอก         เพื่อลดปริมาณเชื้อที่อยู่บนต้นกิ่ง  และใบหากเกิดโรคที่รากใช้สาร
เมทาแลกซิล 25% WP อัตรา 200 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ราดให้ทั่วใต้ทรงพุ่มและใช้ปุ๋ยเกล็ดทางใบ ผสมกับ
กรดฮิวมิค ราดใต้ทรงพุ่มด้วย เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโต และการพัฒนาการของราก

เสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ของต้น

เพื่อ ให้สามารถทนต่อการเข้าทำลายของเชื้อโรค ควรฉีดพ่นอาหารเสริมทางใบสูตร“ทางด่วน” ซึ่งประกอบด้วย

– สารอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเป็นองค์ประกอบหลัก เช่น
ครอปไจแอน( โพลีแซค( มอลตานิค( และ ฟลอริเจน( เป็นต้น
อัตรา 20-30 ซีซี (อาจใช้น้ำตาลกลูโคส หรือเด็กซ์โตรส
600 กรัม)

– กรดฮิวมิค อัตรา 20 ซีซี

– ปุ๋ยเกล็ด สูตร 15-30-15, 20-20-20 หรือ 10-20-30
ที่มีธาตุอาหารรอง และธาตุปริมาณน้อย อัตรา 40-60 กรัม

– สารจับใบ (ในกรณีฉีดพ่นในฤดูฝน)

ส่วน ผสมทั้งหมดรวมกันในน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วต้นทุกๆ 7 วันติดต่อกันนาน 3-4 สัปดาห์

ให้น้ำ ใส่ปุ๋ย และป้องกันกำจัดศัตรูทุเรียน

ปฏิบัติเช่นเดียวกับต้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างพร้อม

8.3.2 ต้นที่มีใบเหลืองเฉพาะใบอ่อน หรือใบเพสลาด แต่ใบแก่มีสีเขียว และอาการปกติ แสดงว่าต้น ทุเรียนขาดธาตุรอง    และธาตุปริมาณน้อยบางชนิดควรฉีดพ่นปุ๋ยทางใบธาตุเหล็ก และ
แมกนีเซียมทุก 7 วัน ติดต่อกัน 3 สัปดาห์

8.3.3 ต้นที่มีใบเหลืองทั่วต้น ใบไม่ค่อยสมบูรณ์ ไม่สดใส แผ่นใบและเส้นกลางใบมีสีเหลือง และอาจมีอาการขาดน้ำร่วมด้วย    เนื่องจากโรครากเน่าโคนเน่าเข้าทำลายระบบรากอาจพบอาการ
ใบเหลืองรุนแรงมาก ถ้ามีการไว้ผลบนต้นมากเกินไป

      • เสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ของต้น
      • ให้น้ำ ปุ๋ย และป้องกันกำจัดศัตรูพืช เช่นเดียวกับต้นที่มีใบเหลือง ลักษณะที่ 1 คือใบเหลืองเฉพาะบางกิ่ง และกิ่งส่วนที่เหลือมีใบค่อนข้างสมบูรณ์
เร่งรักษาอาการของโรค

9. การชักนำการออกดอก

9.1 การให้ปุ๋ย ประมาณ 30-45 วันก่อนออกดอก

            • ปุ๋ยสูตร 8-24-24 หรือ 9-24-24 อัตรา 2-3 กก.ต่อต้น คลุกกับกรดฮิวมิค
              อัตรา 30 ซีซีต่อปุ๋ย 1 กก.

      9.2 การชักนำให้ออกดอก

      • หยุดให้น้ำต้นทุเรียนเพื่อให้มีช่วงแล้งต่อ เนื่องนาน 7-10วันเมื่อต้นทุเรียนมีใบแก่ แข็งแรงและสมบูรณ์ทั้งต้นปลายยอดทุเรียนตั้งชันขึ้น

      9.3 การเพิ่มปริมาณดอก

      • ฉีดพ่นปุ๋ยโปแตสเซียมไนเตรท อัตรา 150-200 กรัม +สารสกัดจากสาหร่ายทะเล อัตรา
        40 ซีซี ในน้ำ 20 ลิตร ให้ทั่วต้นพอเปียก เมื่อเริ่มเห็นตาดอกระยะไข่ปลา

10. การกระตุ้นการพัฒนาการของตาดอก

10.1 ารให้น้ำ อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

  • ปริมาณ 0.75 เท่าของค่าอัตราการระเหยน้ำ   เป็นปริมาตรน้ำ 30-43
    ลิตรต่อต้นต่อวัน ในภาคตะวันออก เมื่อต้นทุเรียนมีพื้นที่ใต้ทรงพุ่ม 10
    ตารางเมตร

10.2 การป้องกันกำจัดศัตรูทุเรียน

โรคที่พบในช่วงการพัฒนาการของดอก ได้แก่โรคแอนแทรกโนส เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum
spp. สามารถเข้าทำลายทั้งใบและดอก ทำให้ดอกเน่าดำแห้ง และร่วงหล่น เมื่อเข้าทำลายใบทำให้ใบ
ไหม้บริเวณขอบใบหรือกลางใบ ต่อมาใบจะแห้งและร่วงหล่น

วิธีการป้องกันกำจัด

  • หมั่นสำรวจตรวจดูสวนทุเรียนเป็นประจำ        เมื่อพบอาการโรคให้ตัดส่วนที่เป็นโรคทิ้งและ
    เผาทำลาย
  • อาการรุนแรงมาก ฉีดพ่นด้วยสารเคมีคาร์เบนดาซิม      60% WP อัตรา 12       กรัมต่อน้ำ
    20 ลิตร หรือสารเคมีเบนโนมิล 50% WP อัตรา 12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

แมลงศัตรู ที่เข้าทำลายขณะที่ต้นทุเรียนกำลังมีการพัฒนาการของดอก ได้แก่ เพลี้ยไฟจะใช้ปาก
เจาะและดูดน้ำเลี้ยงจากดอก เกิดเป็นแผลสีเทาเงินเกือบดำบนดอกทุเรียน หากระบาดรุนแรงทำให้
ดอกแห้งและร่วงได้

วิธีการป้องกันกำจัด

  • อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติไว้ควบคุมปริมาณเพลี้ยไฟตาม ธรรมชาติ ได้แก่ ไรตัวห้ำ และด้วงเต่า
  • ถ้าพบไม่มาก ตัดส่วนที่เพลี้ยไฟทำลายทิ้งไป
  • พ่นด้วยสารฆ่าแมลงตามคำแนะนำในตารางที่ 2

11. การจัดการเพื่อเพิ่มการติดผล

11.1 การตัดแต่งดอก ให้เป็นดอกรุ่นเดียวกันมากที่สุด กระจายอยู่ทั่วต้นในตำแหน่งที่เหมาะสม

  • ตัดดอกที่อยู่ปลายกิ่ง บนกิ่งขนาดเล็กออก
  • ถ้าดอกปริมาณมาก ตัดแต่งไว้เป็นกลุ่มๆ ละ ไม่เกิน 20 ดอก
  • ถ้าดอกหลายรุ่น ตัดแต่งเหลือเฉพาะดอกรุ่นเดียวกันในแต่ละกิ่ง
  • เริ่มตัดแต่งเมื่อดอกมีอายุ 30 วันหลังออกดอก

11.2 การให้ปุ๋ย

  • ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบ แคลเซียม-โบรอน เมื่อดอกมีอายุ 40-45 วัน

11.3 การป้องกันกำจัดศัตรูพืช ปฏิบัติเช่นเดียวกับช่วงการพัฒนาการของดอกระยะแรก

11.4 การให้น้ำ

  • ค่อยๆ ลดการให้น้ำเหลือเป็นปริมาณ     0.25-0.30      เท่าของค่าอัตราการระเหยน้ำ เป็นปริมาตรน้ำ  11-16    ลิตรต่อต้นต่อวัน ในภาคตะวันออก     เมื่อต้นทุเรียนมีพื้นที่
    ใต้ทรงพุ่ม 10 ตารางเมตรเมื่อประมาณ 7 วันก่อนดอกบาน
  • ค่อยๆ เพิ่มการให้น้ำเป็นปริมาตรน้ำ    30-43 ลิตรต่อต้นต่อวัน ในภาคตะวันออก เมื่อ
    ต้นทุเรียนมีพื้นที่ใต้ทรงพุ่ม 10 ตารางเมตร เมื่อผลอ่อนมีอายุ 3 สัปดาห์หลังดอกบาน

11.5 การช่วยผสมเกสร ปฏิบัติงานในเวลากลางคืน

  • ใช้แปรงขนอ่อนผูกติดกับปลายไม้ แตะละอองเกสรของทุเรียนต่างพันธุ์หรือพันธุ์
    เดียวกันแต่ต่างต้น ไปป้ายที่ยอดเกสรตัวเมียที่มีลักษณะกลม สีเหลือง ของอีกพันธุ์ หรืออีกต้นหนึ่ง
  • ช่วยผสมมากกว่า 50% ของปริมาณดอกทั้งต้น

12. การเพิ่มปริมาณและปรับปรุงคุณภาพผลผลิต

12.1 การตัดแต่งผล

  • การตัดแต่งครั้งที่ 1 ตัดแต่งผลที่มีรูปทรงบิดเบี้ยว ผลขนาดเล็ก และผลต่างรุ่นออก ให้เสร็จภายในสัปดาห์ที่ 4 หลังดอกบาน
  • การตัดแต่งครั้งที่ 2 ตัดแต่งผลที่โตช้า ผลขนาดเล็ก ผลที่มีหนามแดงออก เมื่อผล
    อายุ 5-8 สัปดาห์หลังดอกบาน
  • การตัดแต่งครั้งที่ 3 หลังจากตัดแต่งครั้งที่ 2 แล้ว ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ตัดแต่ง
    เฉพาะผลขนาดเล็ก และผลที่มีอาการก้นจีบออก
  • 12.2 การให้ปุ๋ย

      • ปุ๋ยสูตร 12-12-17-2 (2=Mgแมกนีเซียม)    อัตรา 2-3 กก.ต่อต้น ผสมกับกรดฮิวมิค
        อัตรา 30 ซีซี ต่อปุ๋ย 1 กก. เมื่อผลมีอายุ 4-5 สัปดาห์หลังดอกบาน
      • ปุ๋ยสูตร 0-0-50 อัตรา 2-3 กก.ต่อต้น     ผสมกับกรดฮิวมิค อัตรา 30 ซีซี ต่อปุ๋ย 1 กก.
        เมื่อผลมีอายุ 7-9 สัปดาห์หลังดอกบาน

12.3 การให้น้ำ เมื่อผลมีอายุมากกว่า 5 สัปดาห์หลังดอกบาน

  • ปริมาณ 0.85 เท่าของค่าอัตราการระเหยน้ำ หรือเป็นปริมาตรน้ำ 30-48 ลิตรต่อต้น
    ต่อวันในภาคตะวันออก เมื่อต้นทุเรียนมีพื้นที่ใต้ทรงพุ่มเป็น 10 ตารางเมตร

12.4 การควบคุมมิให้ทุเรียนแตกใบอ่อน

  • ใบอ่อนระยะหางปลา (ตาใบเริ่มพัฒนา)       ฉีดพ่นด้วยปุ๋ยโปแตสเซียมไนเตรท
    อัตรา     150-300    กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร    ให้ทั่วต้นพอเปียก เน้นให้ถูกบริเวณตายอด
    จำนวน 1-2 ครั้ง จะสามารถหยุดการเจริญเติบโตของใบอ่อนได้ประมาณ 3สัปดาห์
  • ใบอ่อนเลยระยะหางปลา ฉีดพ่นด้วยสารชะลอการเจริญเติบโตพืช ชนิด มีพิควอท
    คลอไรด์ 1.5% สารออกฤทธิ์ อัตรา 50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร  ร่วมกับอาหารเสริมทางใบ
    ที่มีส่วนผสมของสารอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเป็นองค์ประกอบ หลัก อัตรา 20-30 ซีซี + กรดฮิวมิค อัตรา 20 ซีซี + ปุ๋ยเกล็ดสูตร   10-20-30 หรือ 20-20-20 ที่มีธาตุรองและ
    ธาตุปริมาณน้อย อัตรา 40-60 กรัม   ผสมในน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทั้งต้นเพื่อชะลอ
    การเจริญเติบโตและพัฒนาการของใบอ่อน

12.5 การโยงผลทุเรียน เริ่มโยงผลทุเรียนเมื่อตัดแต่งผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว การโยงผลทุเรียนต้องผูกเชือกโยงกับกิ่งทุเรียนให้เลยตำแหน่งเชื่อมต่อ ระหว่าง
ขั้วผลกับกิ่ง ไปทางด้านปลายยอดของกิ่ง พยายามสอดและดึงเชือกโยงทำมุม
กว้างกับกิ่งแล้วดึงปลายเชือกผูกรั้งกับต้น ให้ตึงพอประมาณเพื่อให้กิ่งสามารถเคลื่อน
ไหวได้บ้าง และกิ่งยกระดับสูงขึ้นเล็กน้อย

12.6 การป้องกันกำจัดศัตรูพืช

12.6.1 แมลงศัตรูที่ทำลายทุเรียนในช่วงการพัฒนาการ ของผลได้แก่

หนอนเจาะผล ทำลายผลทุเรียน   ตั้งแต่ผลอายุ 8 สัปดาห์หลังดอกบาน
จนถึงเก็บเกี่ยว     ทำให้ผลเน่า         และร่วงเนื่องจากเชื้อราเข้าทำลายซ้ำ หากหนอนเจาะกินเข้าไปถึงเนื้อจะทำให้เนื้อเน่าเมื่อผลสุกทำให้ผลมีตำหนิ
ขายไม่ได้ราคา

วิธีการป้องกันกำจัด

      • หมั่นตรวจดูผลทุเรียน เมื่อพบรอยทำลายของหนอน ใช้ไม้หรือลวดแข็งเขี่ย
        ตัวหนอนมาทำลาย
      • ตัดแต่งผลทุเรียนให้เป็นผลเดียว หรือให้กิ่งไม้ขั้นระหว่างผลที่ติดกัน
      • ผลทุเรียนเน่าและร่วงเนื่องจากหนอนทำลายนำ ไปเผาทำลาย หรือฝังดิน
      • ใช้กับดักแสงไฟล่อตัวเต็มวัยมาทำลาย
      • พ่นด้วยสารสกัดสะเดาเมื่อพบตัวเต็มวัยในกับ ดักแสงไฟ 1 ตัว หยุดพ่นก่อนเก็บเกี่ยวผล
        ประมาณ 15 วัน
      • หลังการตัดแต่งครั้งที่ 3 เมื่อพบการทำลาย 10% ต่อต้น พ่นสารฆ่าแมลงตามคำแนะนำ
        ในตารางที่ 2
อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติของหนอนเจาะผล เช่น มวนต่างๆ แตนเบียไข่ มดแดงและแมงมุม เป็นต้น

2 หนอนเจาะเมล็ด จะเจาะไชเข้าไปกัดกินเมล็ด และถ่ายมูลออกมาทำให้เนื้อเปรอะเปื้อน
และเสียหาย หนอนจะอาศัยในผลทุเรียนจนกระทั่งผลแก่  เมื่อหนอนโตเต็มที่หรือถ้าผลร่วง
ก่อน หนอนจะเจาะรูกลม    ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง    5-8 มม.     ออกมาและเข้าดักแด้ในดิน
ผลทุเรียนที่ถูกทำลายส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะที่เมล็ด แข็งแล้ว คือ อายุประมาณ 10 สัปดาห์
หลังดอกบาน

วิธีการป้องกันกำจัด

    • เมล็ดทุเรียนที่ขนย้ายมาจากแหล่งอื่น ต้องแช่เมล็ดด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงนาน
      10 นาที ก่อนนำไปเพาะ
    • ตัดผลที่มีรอยเจาะ และเก็บตัวหนอนไปทำลาย
    • ใช้กับดักแสงไฟสีน้ำเงิน-ดำ ล่อตัวเต็มวัยมาทำลาย
    • ในพื้นที่ ๆ มีการระบาดของหนอนเจาะเมล็ดรุนแรงให้ห่อด้วยถุงพลาสติกโดยเจาะช่อง
      ที่ก้นถุงเพื่อระบายน้ำ
    • ใช้สารสกัดสะเดาฉีดพ่นที่ผล เมื่อพบตัวเต็มวัยในกับดักแสงไฟ 1 ตัว หรือพ่นด้วยสาร
      ฆ่าแมลงตามคำแนะนำในตารางที่ 2

3 เพลี้ยแป้ง ดูดกินน้ำเลี้ยงจากผลตั้งแต ่เริ่มติดผลจนถึงผลโตเต็มที่พร้อมที่จะเก็บ เกี่ยวโดยมี
มดแดงและมดดำช่วยคาบพาไปยังส่วนต่างๆ    ของทุเรียนถ้าเข้าทำลายทุเรียนผล เล็กจะทำให้ผลแคระ
แกร็นไม่เจริญเติบโตแต่ถ้าทำลายทุเรียนผลใหญ่จะทำให้ผิวของผลทุเรียนเสียหาย เนื่องจากเพลี้ยแป้งจะ
ขับน้ำหวานออกมาทำให้ราดำเข้าทำลายซ้ำจึงเห็นร่องรอยของราดำบนผลทั่วไป

วิธีการป้องกันกำจัด

    • อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติไว้ควบคุมเพลี้ยแป้ง ตามธรรมชาติ เช่น แตนเบียน ด้วงเต่า แมลงช้าง
      และต่อหลวง เป็นต้น
    • ตัดผลที่ถูกเพลี้ยแป้งทำลายทิ้งไป
    • ฉีดพ่นน้ำ หรือน้ำผสมไว้ท์ออยล์ บนผลทุเรียนทำให้เพลี้ยแป้งหลุดร่วงจากผล
    • ป้องกันกำจัดมด โดยใช้ผ้าชุบสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงพันไว้ที่กิ่ง   หรือโคนต้น หรือโรย
      สารเคมีคาร์บาริล 85% WP รอบโคนต้น
    • เมื่อตรวจพบผลทุเรียนถูกทำลาย 20% ต่อต้น หลังการตัดแต่งครั้งที่ 3 ฉีดพ่นสารฆ่าแมลง
      ตามคำแนะนำในตารางที่ 2

12.6.2รคที่ทำลายผลทุเรียน ได้แก่

1 โรคผลเน่า เกิดจากเชื้อราไฟทอปธอรา (Phytophthorapalmivora)
สามารถเข้าทำลายตั้งแต่ผลอ่อน จนถึงผลแก่   เชื้อมักเข้าทำลายบริเวณก้นผลทำให้
ผลเน่า และร่วงหล่น

วิธีการป้องกันกำจัด

    • ใช้เชื้อราปฏิปักษ์ไตรโคเดอร์มา ควบคุมเชื้อรา ไฟทอปธอราในดิน
    • ตัดผลเน่า และเก็บรวบรวมไปเผาทำลาย
    • เมื่อพบผลเน่า 1 ผลต่อต้น หรือในสวนที่เป็นโรค รากเน่าโคนเน่ารุนแรง ฉีดพ่น
      สารเคมีอีฟอไซท์ อะลูมินั่ม 80% WP อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ที่ผล และหยุดฉีด
      พ่นก่อนเก็บเกี่ยว 30 วัน

ในการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลง             ควรใช้เครื่องฉีดพ่นแบบใช้แรงลมขนาดใหญ่
(airblast)       ฉีดพ่นสารเคมีในขณะที่ไม่มีลมพัดแรง และอากาศไม่ร้อนจัด ใช้อัตราฉีดพ่น 4-5 ลิตร
ต่อต้น สำหรับต้นทุเรียนที่มีความสูง      5-7 เมตร     และ 6-8   ลิตรต่อต้น      สำหรับความสูง 8-10 เมตรถ้าไม่มีเครื่องฉีดพ่นแบบใช้แรงลมขนาดใหญ่       และจำเป็นต้องใช้เครื่องยนต์ฉีดพ่นแบบแรงดัน
น้ำสูง ต้องตรวจสอบรอยรั่วตามข้อต่อต่างๆ    และซ่อมแซมให้เรียบร้อยก่อนใช้งาน ใช้หัวฉีดแบบกรวย
กลวง ให้ละอองสารเล็กและละเอียด ปรับความดันให้ได้   35-40 บาร์ เมื่อต้นทุเรียนสูง 6-7 เมตร อัตรา
การพ่น 10-12 ลิตรต่อต้น ขนาดรูฉีด 1.0-1.2 มม.   และความดัน 40-45 บาร์ เมื่อต้นทุเรียนสูง 8-10
เมตร ใช้อัตราการพ่น 15-20 ลิตรต่อต้น ขนาดรูฉีด   1.5 มม. เริ่มฉีดพ่นจากทิศทางใต้ลมไปทางเหนือ
ลม จากยอดสู่ส่วนกลาง และล่างของลำต้น   ส่ายหัวฉีดไปมาซ้าย-ขวา ไม่ฉีดพ่นซ้ำจนละอองสารรวมตัว
แล้วไหลลงดิน ผู้ฉีดพ่นควรสวมชุดป้องกันมิดชิด   และยืนห่างจากต้นพอสมควร เพื่อให้ละอองสารแพร่
กระจายได้ดี

13. การเก็บเกี่ยว

13.1 ดัชนีการเก็บเกี่ยว

1.นับอายุผล ตั้งแต่วันดอกบานจนถึงวันเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นประมาณ 90-100 วัน สำหรับพันธุ์กระดุมทอง 105-110 วัน สำหรับพันธุ์ชะนี และ 120-135 วัน สำหรับพันธุ์หมอนทอง
2 สังเกตก้านผล เมื่อผลทุเรียนเริ่มแก่ก้านผลจะแข็งและมีสีเข้มขึ้น เมื่อสัมผัสจะรู้สึกสากมือบริเวณ
ปากปลิงจะบวมโต เห็นรอยต่อชัดเจน   เมื่อจับก้านผลแล้วแกว่งผลทุเรียน จะรู้สึกว่า ก้านผลมีสปริงมากขึ้น
3 สังเกตหนาม ปลายหนามจะแห้ง สีน้ำตาลเข้ม เปราะและหักง่าย หนามกางออก ร่องหนามห่าง เมื่อบีบ
หนามเข้าหากัน จะรู้สึกว่ามีสปริง
4 สังเกตรอยแยกระหว่างพู ผลทุเรียนที่แก่จัด จะสังเกตเห็นรอยแยกบนพูได้อย่างชัดเจนยกเว้นบาง
พันธุ์ที่ลักษณะดังกล่าว ไม่ปรากฎ ชัดเจน เช่นก้านยาว
5 การเคาะเปลือก เมื่อเคาะผลทุเรียนที่แก่จัดจะมีเสียง ดังโปร่งๆ เสียงหนักหรือเบาแตกต่างกันไปขึ้นกับ
พันธุ์ทุเรียน
6 สังเกตสีเนื้อ สีเนื้อทุเรียนจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเหลืองอ่อน หรือเหลืองเข้ม ตามลักษณะประจำของ
แต่ละพันธุ์ และความแก่ที่ต่างกัน
7 การปล่อยให้ผลทุเรียนร่วง ปกติดอกทุเรียนแต่ละรุ่นใน ต้นเดียวกัน จะบานไม่พร้อมกัน(แตกต่างกัน
ไม่เกิน 10 วัน) ดังนั้น, เมื่อมีผลทุเรียนบนต้นเริ่มแก่ สุก     และร่วง ก็เป็นสัญญาณเตือนว่า ทุเรียนที่เหลือบน
ต้นเริ่มแก่ สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว
8 การชิมปลิง เมื่อตัดขั้วผลหรือปลิงของผลทุเรียนแก่จัด จะพบว่ามีน้ำใส ไม่ข้นเหนียวเหมือนในทุเรียน
อ่อน และเมื่อชิมดูจะมีรสหวาน

13.2 วิธีการเก็บเกี่ยว

ใช้มีดคมๆ ตัดก้านผลส่วนที่อยู่เหนือปากปลิง            เพื่อให้ผลหลุดจากต้น และส่งลงมาให้คนที่รออยู่ใต้ต้น ใช้กระสอบป่านตวัดรับผลหรือใช้วิธีโรยเชือกลงมา    วางผลลงในเข่งไม้ไผ่ หรือในพื้นที่ที่เตรียมไว้พยายาม
หลีกเลี่ยงการวางผลทุเรียนบนพื้นดินในสวนโดยตรง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อราที่อยู่ในดิน

14. การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวผลทุเรียนจากต้นแล้ว แยกเป็น 2 ส่วน คือ

14.1 การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวในสวน เมื่อเก็บเกี่ยวผลทุเรียนจากต้นแล้ว ควรปฏิบัติ ดังนี้

14.1.1 คัดแยกผลที่ตกกระแทกพื้น ขั้วหัก หรือมีตำหนิจากโรคและแมลง และการเก็บเกี่ยว
แยกไว้ต่างหาก

14.1.2 ขนย้ายผลทุเรียนไปยังโรงคัดแยกของสวน ด้วยความระมัดระวัง และวางเรียงให้เป็นระเบียบบน
แท่นรองรับสินค้า (pallet) หรือเรียงบนพื้นที่สะอาด
เพื่อรอการขนส่งไปยังโรงคัดบรรจุ

14.2 การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่โรงคัดบรรจุ

14.2.1 คัดเลือกผลผลิตที่ด้อยคุณภาพด้วยสายตา เช่น ทุเรียนอ่อน มีตำหนิ โรคและแมลงเป็นต้น แยกไว้ต่างหาก

14.2.2 คัดขนาดและคัดคุณภาพ ตามมาตรฐานคุณภาพของทุเรียน

14.2.3 ทำความสะอาดผลทุเรียนที่คัดคุณภาพแล้วโดยใช้แรงลมเป่า
เพื่อกำจัดเศษวัสดุและแมลงบางชนิดออกจากผิวผล จากนั้นจุ่มผล
ทุเรียนในสารละลายของสารเคมีเบนโนมิล + กรดฟอส ฟอรัสเพื่อ
ป้องกันโรคผลเน่า

14.2.4 จุ่มผลทุเรียนในสารละลายเอทธิฟอน 1,000-2,000 พีพีเอ็ม หรือจุ่มเฉพาะส่วนก้านผลในสารละลายเอทธิฟอน 10,000พีพีเอ็ม
ในกรณีที่ต้องขนส่งทุเรียนทางอากาศ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน
ก่อนถึงผู้บริโภค เพื่อทำให้ผลทุเรียนสุกเสมอกัน

14.2.5 ผึ่งผลให้แห้งบนแท่นรองรับสินค้า

14.2.6 เมื่อผลทุเรียนแห้งแล้วจึงติดป้ายซื้อสินค้าที่ขั้วผลทุเรียน แล้วจึงบรรจุลงกล่องกระดาษลูกฟูก ขนาดบรรจุ 10กก.ต่อกล่อง แล้วขนย้ายด้วยรถพ่วงสินค้าห้องเย็น ไปยังท่าเรือ หรือท่าอากาศยาน เพื่อจำหน่ายในตลาด
ต่างประเทศ หรือเก็บรักษาที่อุณหภูมิ15 องศาเซลเซียสความชื้นสัมพัทธ์ 85-90% เพื่อรอการขนส่งไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศต่อไป

14.3 การเก็บรักษา

14.3.1 ผลทุเรียนที่เก็บเกี่ยวมาแล้ว สามารถเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ได้นาน 2-9 วันและที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ได้นาน5-12 วัน

14.3.2 เก็บรักษาผลทุเรียนที่อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส ความชื้น
สัมพัทธ์ 85-90% จะเก็บรักษาผลทุเรียนได้นานประมาณ 2 สัปดาห์ ทั้งนี้แล้วแต่ความแก่

14.3.3 ผลทุเรียนดิบจะแสดงอาการสะท้านหนาว (chilling injury) ถ้าเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส โดยผิวผลจะเป็น
สีดำ หรือสีน้ำตาลบริเวณร่องหนาม และแผ่ขยายจนทั่วผล เนื้อไม่สุก
และมีอาการยุบตัวของเนื้อ

15. การขนส่ง

15.1 การขนส่งทุเรียนไปขายยังตลาดต่างประเทศ

  • ขนส่งทางเรือ หรือทางเครื่องบิน ภายใต้อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 85-90% เป็นทุเรียนผลสดแช่เย็น
  • ขนส่งทางเครื่องบิน ภายใต้อุณหภูมิ ลบ 20 องศาเซลเซียส เป็นทุเรียนแช่เยือกแข็งทั้งผล

15.2 การขนส่งทุเรียน จำหน่ายในตลาดภายในประเทศ

  • ขนส่งด้วยรถกระบะสี่ล้อ น้ำหนักบรรทุก 1.2 ตัน และรถบรรทุกหกล้อ น้ำหนักบรรทุก 2.8-6.0 ตัน ไปยังตลาดขายส่งในกรุงเทพมหานคร
  • ผู้ค้าปลีกขนส่งด้วยรถ กระบะสี่ล้อ น้ำหนักบรรทุก 1.2 ตัน ไปยังแหล่ง
    จำหน่ายทั่วประเทศ

16. สุขลักษณะและความสะอาดในการปฏิบัติงาน

กิ่ง และใบทุเรียน ที่รวบรวมได้หลังการตัดแต่งกิ่ง อาจนำมาย่อยให้เป็นชิ้นเล็กๆ โดยใช้เครื่องหั่นย่อย
เศษซากพืช แล้วนำกลับมาเป็นปุ๋ยทุเรียนได้อีก แต่สำหรับกิ่งและใบทุเรียนที่เป็นโรค ควรนำไปทิ้ง หรือ
เผาทำลาย

หลังจากใช้เครื่องมือ/อุปกรณ์ และเครื่องทุ่นแรงแรงประเภท
ต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ควรทำความสะอาด ดูแล และซ่อมบำรุง
ให้เรียบร้อยหากพบว่าชำรุด หรือเสียหาย จากนั้นจึงนำไปเก็บ
ให้เป็นที่ ไม่ทิ้งไว้เกะกะในสวน

ภาชนะบรรจุสารเคมี และวัสดุการเกษตรต่างๆ ที่ใช้ในสวน ต่างเก็บรวบรวม และนำไปทิ้งในสถานที่ที่จัดไว้สำหรับทิ้งภาชนะ
เหล่านี้ ภายในหรือภายนอกสวน

17. การบันทึกข้อมูล

ควรทำการบันทึกข้อมูลการปฏิบัติ การของขั้นตอนการผลิต ที่สามารถนำไป
ใช้ประโยชน์ในการตรวจสอบวิธีการผลิต และติดตามประวัติของผลิตผล
ที่นำออกจำหน่ายได้ เช่น วันเดือนปีของการใส่ปุ๋ย การใช้สารเคมี ชนิดและ
อัตราที่ใช้ การเก็บเกี่ยว การบรรจุ การขนส่ง และชื่อผู้ปฏิบัติงาน   เป็นต้น
ตลอดจนข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: