ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

น้ำมันโลกดิ่งลงเหตุจากความกังวลทางเศรษฐกิจ เมษายน 30, 2010

29 มิถุนายน 2552, 12:30 น.

ผ่านทางน้ำมันโลกดิ่งลงเหตุจากความกังวลทางเศรษฐกิจ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_16110

ราคาน้ำมันดิบที่ซื้อขายในตลาดเอเชียช่วงเช้าวันนี้ ปรับตัวลดลง เนื่องจากนักลงทุนยังมีความวิตกเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก…

วันนี้ (29 มิ.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ราคาน้ำมันดิบไลท์สวีท งวดส่งมอบเดือน ส.ค. ขยับลดลง 70 เซนต์  เคลื่อนไหวอยู่ที่ 68.46 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือน ส.ค. ก็ลดลง 68 เซนต์ ไปยู่ที่บาร์เรลละ 68.24 ดอลลาร์สหรัฐ

นักวิเคราะห์ระบุว่า  ราคาน้ำมันอยู่ภายใต้แรงกดดันจากความวิตกว่า ความต้องการใช้น้ำมันในสหรัฐจะลดลง โดยราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงเมื่อปลายสัปดาห์ก่อนระหว่างการซื้อขายในสหรัฐ หลังจากข้อมูลของทางการที่เปิดเผยเมื่อวันศุกร์  แสดงให้เห็นว่า  การจับจ่ายของผู้บริโภคอเมริกันเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.3 ในเดือน พ.ค. เมื่อเทียบกับเดือน เม.ย. ขณะที่อัตราการออมส่วนบุคคลพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 16 ปี  ซึ่งบ่งชี้ว่า  ผู้บริโภคระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย  ท่ามกลางอัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น  ส่งผลให้ราคาที่อยู่อาศัยดิ่งลง

ทั้ง นี้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา  ส่วนหนึ่งมาจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง  ทำให้น้ำมันมีราคาถูกกว่าสำหรับผู้ซื้อที่ถือเงินสกุลอื่น นอกจากนี้ ความไม่สงบครั้งใหม่ในไนจีเรีย  ซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น เหนือ 71 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล  ระหว่างการซื้อขายเมื่อวันศุกร์.

 

ปธ.บอร์ด กบข.คาดได้เลขาฯใหม่ ส.ค. เมษายน 29, 2010

29 มิถุนายน 2552, 11:27 น.

ผ่านทางปธ.บอร์ด กบข. คาดได้เลขาฯใหม่ ส.ค. – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_16106 นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์

เผยคุณสมบัติจะ ต้องมีความเชี่ยวชาญการบริหารงานการลงทุน สามารถสื่อสารให้เกิดความเข้าใจกับสมาชิกได้ และจะต้องมีธรรมาภิบาลในการบริหารงาน

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการ กบข. กล่าววันนี้ (29 มิ.ย.) ถึงข้อเรียกร้องของสมาชิก กบข.ส่วนหนึ่งที่ขอให้ยกเลิก กบข.ว่า เป็นเรื่องระดับนโยบายที่ต้องมีการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ. กบข. ซึ่งได้มอบหมายให้กรมบัญชีกลาง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศึกษาเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง และหาแนวทางดำเนินการเพื่อให้ระบบกบข. มีการดูแลสมาชิกโดยเฉพาะผู้เกษียณอายุให้ดีที่สุด ซึ่งคงต้องใช้เวลาศึกษาระยะหนึ่งในการระดมความเห็นเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ เกิดประโยชน์สูงสุด

ส่วนความคืบ หน้าการคัดเลือกเลขาธิการ กบข.คนใหม่แทนนายวิสิฐ ตันติสุนทร นายสถิตย์ กล่าวว่า อยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่า จะได้เลขาธิการ กบข. คนใหม่ ภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยคุณสมบัติจะต้องมีความเชี่ยวชาญการบริหารงานการลงทุน สามารถสื่อสารให้เกิดความเข้าใจกับสมาชิกได้ และจะต้องมีธรรมาภิบาลในการบริหารงาน

สำหรับผลการประชุมที่มีการชี้ แจงเรื่องผลการดำเนินงานของ กบข.ในปี 2551 ที่มีผลขาดทุนซึ่งยังไม่เกิดขึ้นจากปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ โดยเป็นการบันทึกมูลค่าตามราคาตลาด จำนวน 20,236 ล้านบาท ซึ่งทำให้ กบข.ขาดทุนสุทธิ ในปี 2551 จำนวน 4,381 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีการรับฟังข้อเสนอแนะต่าง ๆ จากสมาชิก โดยมีองค์กรเครือข่ายสมาชิก กบข.แห่งประเทศไทย สมาพันธ์สมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการแห่งชาติ และองค์กรเครือข่ายสมาชิก กบข.ทุกจังหวัดทั่วประเทศ แจกเอกสารเพื่อขอให้รัฐบาลออกกฎหมายยกเลิก กบข. และคืนเงินให้สมาชิก รวมทั้งกลับไปใช้ระบบบำนาญตามปกติ

 

‘กอร์ปศักดิ์’ของขึ้น ซัดทักษิณ หยุดป่วนชาติ

29 มิถุนายน 2552, 11:20 น.

ผ่านทาง‘กอร์ปศักดิ์’ของขึ้น ซัดทักษิณ หยุดป่วนชาติ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_16104

“กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ” ของขึ้นซัด “ทักษิณ” ช่วยชาติง่ายนิดเดียวเลิกกลัวตาย-หยุดป่วนชาติ สร้างความแตกแยกในประเทศ โวไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ จีดีพีต้องกลับเป็นบวกอย่างแน่นอน

วันนี้ (29 มิ.ย.) นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินวิพากษ์วิจารณ์นโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาทาง เศรษฐกิจได้ว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทำได้หลายวิธี สิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณ เสนอก็เป็นแนวทางหนึ่ง อย่าเพียงแต่นำเสนอ ขอให้เข้ามาช่วย หยุดสร้างความแตกแยกในประเทศ พ.ต.ท.ทักษิณ กังวลเรื่องของตัวเองมาก กลัวว่าจะไปตายในทะเลทราย ซึ่งเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว สามารถกลับเมืองไทยได้ตลอดเวลา พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่คนธรรมดาเป็นอดีตนายกรัฐมนตรีอยู่ในตำแหน่งถึง 6 ปี เป็นอดีตหัวหน้าพรรคการเมือง และขณะนี้ทุกคนก็รู้กันอยู่ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นหัวหน้าพรรคตัวจริง หากเป็นคนธรรมดาคงไม่เป็นปัญหาอะไร การที่มีคนไปฟัง พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินจึงเป็นเรื่องธรรมดา

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะที่กำกับดูแลงานด้านเศรษฐกิจ จะทบทวนการทำงานในส่วนของคณะรัฐมนตรี (ครม.)เศรษฐกิจหรือไม่ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้หมายความว่า ทำวันนี้แล้วพรุ่งนี้จะเบ็ดเสร็จไปหมด ต้องรอดูสักระยะ แม้กระทั่งในต่างประเทศยังมีปัญหา ฉะนั้นไม่ได้หมายความว่า เราไม่ทำงาน แต่ทำกันเต็มที่ และให้ความเชื่อมั่นได้ว่า ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ จีดีพีต้องกลับเป็นบวกอย่างแน่นอน ขณะนี้เงินงบประมาณที่จะเข้าไปดำเนินการในโครงการไทยเข้มแข็งก็มีการดำเนิน การอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชน

เมื่อ ถามถึงกระแสการวิพากษ์วิจารณ์การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า โครงการต่างๆมีความชัดเจน โดยนำเงินที่ระดมได้ ไปสร้างงานให้กับประชาชน ส่วนกรณีข่าวรัฐบาลแย่งเงินฝากของประชาชนกับธนาคาร ยืนยันไม่เป็นความจริง เพราะขณะนี้ธนาคารไม่ปล่อยกู้ สิ่งที่ทำได้คือ ทำตัวเป็นคนกลางหากประชาชนนำเงินไปฝากกับธนาคารจะได้ดอกเบี้ยน้อย แต่ถ้านำเงินมาฝากกับรัฐบาลจะได้ดอกเบี้ยมากกว่า ซึ่งเป็นวิธีการที่รัฐบาลทำตัวเสมือนเป็นผู้กู้เสียเอง ก็ปล่อยเงินไปสร้างงาน ประชาชนจะมีรายได้ เศรษฐกิจจะเดินต่อไปได้.

 

โบรกฯ คาดหุ้นไทยวันนี้วิ่งได้ในกรอบแคบ

29 มิถุนายน 2552, 09:52 น.

ผ่านทางโบรกฯ คาดหุ้นไทยวันนี้วิ่งได้ในกรอบแคบ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

 

สแกนผลงาน 6 เดือน”โอบามาร์ค”

29 มิถุนายน 2552, 05:45 น.

ผ่านทางสแกนผลงาน 6 เดือน”โอบามาร์ค” – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_16059 รัฐบาล  นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ ดูจะเป็นปลื้มกับโพลสำนักต่างๆ ที่ต่างชื่นชมนโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลชุดนี้ ที่เข็นกันออกมาฟื้นฟูเศรษฐกิจชาติที่ได้รับความบอบช้ำในช่วงที่ผ่านมา…

ขณะ ที่รัฐบาล  นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ ดูจะเป็นปลื้มกับโพลสำนักต่างๆ ที่ต่างชื่นชมนโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลชุดนี้ ที่เข็นกันออกมาฟื้นฟูเศรษฐกิจชาติที่ได้รับความบอบช้ำในช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อ “ทีมเศรษฐกิจ” สแกนลงไปดูผลงานรายกระทรวง เรากลับ “จั่วลม” จับต้องได้แต่งานที่ไร้รูปธรรมของรัฐบาลชุดนี้

คลัง : แจกซ้ายล้วงขวา

เริ่มจากกระทรวงการ คลังที่มี นายกรณ์ จาติกวณิช นั่งว่าการ และมี ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ กับ นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ 2 รมช.คลังต่างพรรคร่วมอยู่นั้น แม้ว่ากระทรวงการคลังจะเข็นนโยบายและมาตรการต่างๆออกมามากมาย แต่เมื่อพิจารณากันอย่างถี่ถ้วนแล้วมาตรการเหล่านี้ กลับได้แต่หน้าเค้ก ไล่เรียงมาตั้งแต่ 1. มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยการยกเว้นภาษีวิสาหกิจชุมชนจากเดิม 120,000 บาท เป็น 180,000 บาท 2. มาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กรณีที่ซื้อบ้านใหม่สามารถ นำมาหักภาษีได้ไม่เกิน 300,000 บาท 3. เช็คช่วยชาติ 2,000 บาท 4. หนุนมาตรการเรียนฟรี 15 ปี

ไม่ทันข้ามเดือนก็เสนอต่ออายุ 6 มาตรการ 6 เดือนฝ่าวิกฤติเพื่อคนไทยออกไปอีก 6 เดือน ซึ่งทุกมาตรการเหมือนจะดูดี แต่เมื่อเจอมาตรการ ปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันรับขวัญประชาชนเข้าไป โดยปรับเพิ่มภาษีน้ำมันเบนซินทุกประเภทรวดเดียวเป็น 5 บาท/ลิตร และดีเซลจาก 2.305 บาทต่อลิตร เป็น 3.305 บาท โกยรายได้เข้าคลังเดือนละ 1,917 ล้านบาท หรือปีละ 23,004 ล้านบาท แล้วมาตรการที่เทกระจาดมาให้ก็แทบจะไร้ค่า

ที่ เจ็บปวดที่สุดก็คือขณะที่รัฐบาลเทกระจาดมาตรการต่างๆ กระทรวงการคลังที่เริ่มจะชักหน้าไม่ถึงหลังก็งัดมาตรการปรับขึ้นสารพัดภาษี ออกมาสำทับอีก ทั้งปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตเหล้า เบียร์ และบุหรี่ ดึงรายได้ให้แก่ รัฐบาล 23,850 ล้านบาท ในช่วง 4 เดือนสุดท้ายก่อนสิ้นปีงบประมาณ 52
ยังไม่นับรวมถึงการออกพระราชกำหนด กู้เงินอีก 400,000 ล้าน เพื่อนำไปปิดหีบงบประมาณของรัฐและกระตุ้นเศรษฐกิจระลอกที่ 2 ทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้จาก 40% เพิ่มเป็น 60% ของจีดีพีในปี 2556 เข้าตำรามือหนึ่งจ่ายอีกมือล้วง

คมนาคม : เมกะโปรเจ็กต์ติดหล่ม

ใน ส่วนของกระทรวงคมนาคมที่ในอดีตต้องรับบทหนักขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้าง พื้นฐานนั้น ในรอบระยะ 6 เดือนของ โสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม นั้น กล่าวได้ว่าแม้จะมีความตั้งใจจะผลักดันโครงการเมกะโปรเจ็กต์ต่างๆ ออกมาเพื่อหวังสร้างชื่อ แต่กลับถูกแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลกระตุกเบรกไปซะทุกโครงการ ไล่ดะมาตั้งแต่โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน ขององค์การขนส่ง มวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะสามารถล้างหนี้สะสมกว่า 67,000 ล้านบาทของ ขสมก.ได้ ส่วนการขยายสนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 อีก 73,000  ล้าน  ที่แม้กระทรวงคมนาคมจะปรับปรุงตัดงานบางส่วนมาดำเนินการก่อนด้วยวงเงินลงทุน ราว 12,000 ล้าน แต่สุดท้ายก็ยังค้างเติ่งอยู่แถวสภาพัฒน์

ด้านแผน ฟื้นฟูกิจการรถไฟ (รฟท.) อีกหน่วยงานไดโนเสาร์ที่มีหนี้ท่วมอยู่กว่า 72,000 ล้านบาทนั้น แม้จะผ่านความเห็นชอบจาก ครม.แต่กลับมาสะดุดตอสหภาพรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ก่อหวอดชุมนุม ประท้วงให้รัฐระงับและชะลอแผนฟื้นฟูดังกล่าวเอาไว้ จนยังผลให้แผนพลิกฟื้น กิจการรถไฟยังลูกผีลูกคน

ขณะที่โครงการระบบทางรถไฟยกระดับเชื่อมท่า อากาศยานสุวรรณภูมิหรือ “แอร์พอร์ตลิงค์” ยังต้องเจอโรคเลื่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ล่าสุดก็ทำท่าว่าอาจจะต้องเลื่อนไปเปิดเอาปี 2553 หากแผนฟื้นฟูกิจการรถไฟและการจัดตั้งบริษัทเดินรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงค์ยังไม่ ไปไหน

เช่นเดียวกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ที่ได้มีการปรับเพิ่มเป็น 10 สาย เพื่อให้ครอบคลุม กทม.-ปริมณฑลมากขึ้น แต่ความคืบหน้าที่เห็นในเวลานี้ก็มีเพียงการเปิดซองราคารถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ไปเท่านั้น ส่วนจะเริ่มลงมือจริงเมื่อไหร่ยังไม่มีใครให้คำตอบได้

ผลงานที่พอจะ สร้างเครดิตให้กับกระทรวงคมนาคมได้บ้างก็น่าจะเป็นเรื่องของการย้ายฐานการ บินเส้นทางบินในประเทศของบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) จากสนามบินดอนเมืองกลับมาสนามบินสุวรรณภูมิเท่านั้นที่พอจะเป็นผลงานที่เป็น รูปธรรมที่สุดแล้ว

อุ ตฯ-พลังงาน “ตกซ้ำชั้น”

ผลงานในรอบ 6 เดือนของ ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง นั้นกล่าวได้ว่าหากให้คะแนนต้องถือว่า “สอบตกแบบไม่ต้องให้ซ้ำชั้น” เพราะผลงานที่เป็นรูปธรรมจริงๆ  เท่าที่เห็นมีเพียงการประกาศลดเป้าขอรับส่งเสริมการลงทุนจากนักลงทุนทั่วโลก ผ่านบีโอไอจาก 650,000 ล้านบาท ลงมาเหลือ 400,000 ล้านบาท ซึ่งแม้เจ้าตัวจะขยันออกไปโรดโชว์ต่างประเทศทั้งจีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ก็ไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนใดๆได้

ส่วนเรื่องอื่นๆ อาทิ มาตรการความช่วยเหลือที่ควรจะเทให้แก่ภาคอุตสาหกรรมที่ต่างเผชิญวิกฤติครั้ง ใหญ่ ประกาศเขตควบคุมมลพิษที่ระยอง หรือการขอยืดเวลาชำระหนี้ของเอกชนกับสถาบันการเงิน การขอให้ธนาคารของรัฐผ่อนปรนหลักทรัพย์ค้ำประกันสินเชื่อ และการอัดฉีดสภาพคล่องให้กับเอสเอ็มอี ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่ได้รับการสนองตอบใดๆ จากกระทรวงอุตสาหกรรม

ส่วน งานที่ถือได้ว่าเชิดหน้าชูตาเจ้ากระทรวงที่พอจะมองเห็นในแวดวงข่าวสังคมอยู่ บ้างก็อาทิ การเป็นประธานเปิดงานสัมมนา,  การตรวจเยี่ยมชม โรงงานอุตสาหกรรม, การเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ แม้แต่การจัดงานวันเกิด ที่มีนางแบบสาวสุดเซ็กซี่มาร่วมงาน

เช่นเดียวกับกระทรวงพลังงานที่ มี นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน เป็นอีก 1 รัฐมนตรีที่โลกลืม แม้จะขยันเดินสายเปิดงานสัมมนา เป็นว่าเล่น บางวันเปิดกันติดๆ 2-3 งาน หรือถึงขั้นจะเชื้อเชิญไปเปิดปั๊ม น้ำมัน เปิดปั๊มเอ็นจีวี ติดตั้งหลอดไฟประหยัดไฟตามตลาดสด วัดวาอาราม ส่วนงานระดับนโยบายไม่ว่าจะเรื่องใดที่จำเป็นต้องอาศัยการตัดสินใจนั้น เจ้าตัวเป็นโยนกลองไปได้ซะทุกเรื่อง จนได้รับฉายา “วรรณรัตน์ ถนัดชิ่ง”

อย่าง กรณีการปรับขึ้นราคาแก๊สหุงต้มที่ในภาคขนส่ง แต่ให้ตรึงราคาขายปลีกให้ภาคครัวเรือน เพื่อลดภาระนำเข้าของ ปตท.ที่เจ้าตัวไม่ยอมตัดสินใจใดๆลงไป จนทำเอา ปตท.แบกภาระจนอ่วม ล่าสุดกระทรวงการคลังมีนโยบายจะลอยตัวราคาแก๊สหุงต้ม แต่ต้องให้กระทรวงพลังงานตัดสินใจ แต่ นพ.วรรณรัตน์ก็ยังไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ให้แต่อย่างใด

ผลงานชิ้นโบ แดงที่พอจะหยิบขึ้นมาชื่นชมได้ก็คือการที่ประเทศไทยมีปั๊มอี 85 แล้ว 4 แห่ง เป็นของ ปตท. 2 แห่ง และบริษัทบางจาก 2 แห่งด้วยจำนวนรถที่เพิ่มขึ้นประมาณ 10 คัน กับยอดขายวันละ 300 ลิตร ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าบางจากและ ปตท.คุ้มค่ากับการลงทุนหัวจ่ายอี 85 ไปหัวละ 2-3 ล้านบาทหรือไม่

เกษตร-ไอซีที-ท่องเที่ยวหายเข้ากลีบเมฆ

กระทรวง เกษตรฯภายใต้การกำกับดูแลของ นายธีระ วงศ์สมุทร อดีตอธิบดีกรมชลประทาน สายตรงจากพรรคชาติไทยพัฒนาที่ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งอธิบดีก่อนเกษียณ และ ชาติชาย พุคยาภรณ์ รมช.เกษตรฯซึ่งประชาชนเพิ่งจะรู้ว่าเป็นรัฐมนตรีก็ในวันที่ประกาศลาออกจาก ตำแหน่งเพราะถูกสมาชิกพรรค “อัปเปหิ” นั่นแหละ

ผลงานของกระทรวง เกษตรฯในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมานั้นกล่าวได้ว่า ไม่มีอะไรที่ติดอยู่ในความทรงจำเลยแม้แต่น้อย  ทั้งการทำงานยังเป็นแบบเรื่อยๆ เอื่อยๆของเจ้ากระทรวงที่ไม่รู้มีตัวตนอยู่หรือไม่ ยิ่ง รมช.เกษตรฯคนใหม่ที่เข้ามาแทนนายชาติชาย ซึ่งก่อนจะเข้ามารับตำแหน่งนั้นคุยโอ่มีโปรเจ็กต์ที่ต้องเข้ามาดำเนินการ เป็นพะเรอเกวียน ผ่านมาจะขวบเดือนผู้สื่อข่าวในกระทรวง ยังไม่เคยพบปะหน้าค่าตาว่าเป็นอย่างไร

เช่นเดียวกับกระทรวง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่มี   ร.ต.หญิง  ระนองรักษ์   สุวรรณฉวี   นั่งแท่นเป็นเจ้ากระทรวงอยู่นั้นก็ยังไม่มีนโยบายอะไรที่เป็นรูปธรรมออกมาพอ จะให้จดจำ ที่พอจะคุยโอ่ได้อยู่บ้างก็คือการปิดกั้นหรือบล็อกเว็บไซต์หมิ่นสถาบัน เว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมทั้งหลาย รวมถึงการผลักดันสร้างศูนย์การเรียนรู้ไอซีที ชุมชนให้ครอบคลุมทุกอำเภอ ซึ่งก็แทบจะเป็นงานประจำของราชการอยู่แล้ว

ขณะที่ปัญหาต่างๆไม่ว่า จะเป็นการแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์ เคลื่อนที่ ที่ต้องเร่งดำเนินการให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน 2535 รวมถึงการผลักดันให้คนไทยได้ใช้โทรศัพท์มือถือระบบ 3 จี ทั้งการอัพเกรดโครงข่ายโทรศัพท์มือถือระบบ 1900 เมกะเฮิร์ตซเดิมของบริษัททีโอที และการลงทุนผุดโครงข่าย 3 จีใหม่ที่เจ้าตัวคุยโอ่สามารถจะปรับงบลงทุนลงมาจาก 29,000 ล้านบาทเหลือ 20,000 ล้านบาทนั้น ถึงขณะนี้ยังไม่มีอะไรคืบหน้า

เช่นเดียวกับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่มี ชุมพล ศิลปอาชา สายตรงจากบ้านจรัญสนิทวงศ์คุมบังเหียนอยู่ ในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมาผลงานที่พอจะทำให้ผู้คนนึกออกได้ก็คือการที่ประธานบอร์ด  ททท.ต้องถ่อสังขารลงไปนั่งทำงานแทนผู้ว่าการที่ยังสรรหากันไม่ได้มาหลาย เดือน ส่วนแผนปฏิบัติการด้านการฟื้นฟูท่องเที่ยวหรือการเยียวยาผู้ประกอบการที่ ร้องขอมาก่อนหน้านั้นยังไร้คำตอบ

พาณิชย์ : มือใหม่หัดขับถูกสกัดรอบด้าน

กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การนำของ นางพรทิวา นาคาศัย รมว. พาณิชย์ และ นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ แม้จะถูกมองว่ามือใหม่ หัดขับ แต่หากเทียบฟอร์มและผลงานแล้วกลับเหนือกว่ากระทรวงอื่นๆ

โครงการ ไฮไลต์ที่พอจะคุยโอ่เป็นผลงานได้บ้าง อาทิ โครงการฟ้าสดใสคนไทยยิ้มได้ (บลูสกาย สไมล์ไทยแลนด์) ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ เดือน ก.พ.52 ประกอบด้วยร้านค้าสีฟ้า (บลูช็อป) ศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน (บลูฟาร์ม) ศูนย์จำหน่ายสินค้าอุตสาหกรรม (บลูเอาท์เลต) และบริการสีฟ้า (บลูเซอร์วิส) เช่น แท็กซี่ธงฟ้า (บลูแท็กซี่) โรงแรมสีฟ้า (บลูโฮเทล) ขณะเดียวกันยังได้จัดทำบัตรสีฟ้า (บลูการ์ด) แจกให้กับเครือข่ายธงฟ้า  เช่น ร้านอาหารธงฟ้า แท็กซี่สีฟ้า เพื่อนำไปซื้อสินค้าที่เข้าร่วมโครงการในราคาประหยัด ขณะนี้อยู่ในระหว่างทำโครงการระยะที่ 2 สิ้นสุดเดือน ก.ค. 52 และจะเริ่มระยะที่ 3 เดือน ส.ค.นี้

แต่ในด้านการดูแลราคาสินค้า เกษตรที่แม้จะยังไม่สำเร็จแต่กลับเป็นข่าวฮือฮามากกว่านั่นคือ โครงการระบายสินค้าเกษตรในสต๊อกรัฐบาลทั้งข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ที่ทั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ติดเบรกหัวทิ่มกลายเป็นศึกสายเลือดภายในพรรคร่วมรัฐบาลที่ยังไม่รู้จะออก หมู่หรือจ่าหลังจากนี้

ทั้งหมดนี้คือผลงานอัน “จับต้องได้” ที่ “ทีมเศรษฐกิจ” สแกนกันออกมาให้เห็น แม้ออกจะสวนความรู้สึกของรัฐบาลที่อาจจะตอบโต้ว่าได้ทำให้วิถีชีวิตความเป็น อยู่ของผู้คนดีขึ้น  แต่กระนั้นต้องยอมรับความจริง ว่าวันนี้หนี้สินเฉลี่ยครัวเรือนภาคประชาชนนั้นไม่ได้ลดลงไปแม้แต่น้อยตรง กันข้ามกลับเพิ่มขึ้นไปซะด้วยซ้ำและผลงานที่เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้จริงๆ ในรอบ 6 เดือนนั้น วันนี้ยังไม่ปรากฏ.

ทีมข่าวเศรษฐกิจ

 

เปิดทางคนจนเข้าถึงเงิน-หนุนไมโครไฟแนนซ์

29 มิถุนายน 2552, 05:30 น.

ผ่านทางเปิดทางคนจนเข้าถึงเงิน-หนุนไมโครไฟแนนซ์ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_16058

คลังหนุนแนวคิด  ธปท.ตั้งไมโครไฟแนนซ์  ธนาคารเพื่อสินเชื่อรากหญ้า  เล็งขยายโครงการธนาคารประชาชนสู่แบงก์  ธ.ก.ส.กำหนดเกณฑ์ปล่อยสินเชื่อง่ายกว่า รอคลังเลือก 3 รูปแบบ …

นาย บัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการสายเสถียรภาพ สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า  วัตถุประสงค์ที่  ธปท.มีแนวความคิดผลักดันเรื่องการทำธุรกรรมการเงินระดับฐานราก (ไมโครไฟแนนซ์)  เพื่อเป็นการเพิ่มเติมช่องว่างในการเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่มรายย่อย  ที่ผู้มีรายได้น้อยหรือระดับรากหญ้าในปัจจุบันไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อใน ระบบ สถาบันการเงินได้ โดยการทำธุรกิจการเงินเพื่อกลุ่มรากหญ้านี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่ากระทรวง การคลังจะเลือกทำในลักษณะใดจาก  3  รูปแบบ  1. เปิดโอกาส ให้นักลงทุนต่างชาติที่มีประสบการณ์และศักยภาพเข้ามาขอใบอนุญาตในการทำ ธุรกิจ 2. เปิดให้ธนาคารพาณิชย์ทำธุรกิจร่วมกับบุคคลที่ 3 หรือนักลงทุนต่างชาติที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ 3. เปิดให้ธนาคาร พาณิชย์ลงทุนทำเอง แต่ธุรกิจนี้จะแยกย่อยออกมาจากธนาคารหรืออาจตั้งเป็นบริษัทลูกขึ้นมา

“ธุรกิจ ไมโครไฟแนนซ์นี้ต่างจากการทำธุรกิจ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) รวมทั้งต่างจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน แต่ไมโครไฟแนนซ์จะเน้นให้สินเชื่อ รายย่อยที่มีรายได้น้อยห่างไกลความเจริญและไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบ สถาบันการเงินได้”

นายเกริก วณิกกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบาย สถาบันการเงิน  ธปท. เปิดเผยว่า  แผนการตั้งไมโครไฟแนนซ์ตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะที่ 2 (มาสเตอร์แพลน เฟส 2) ที่ยังไม่สามารถเปิดเผย รายละเอียดทั้งหมดได้ เพราะ ธปท.และคลังต้องพิจารณาให้รอบคอบว่ารูปแบบใดเหมาะสมที่สุด  ที่สำคัญต้องพิจารณาร่วมกันว่าการเปิดให้ต่างชาติมาทำมีข้อเสียหรือผลกระทบ ต่อระบบหรือไม่ ซึ่งการจะเปิดให้ต่างชาติหรือไม่อยู่ที่กระทรวงการคลัง  นอกจากนี้ ต้องดูด้วยว่ามีเงื่อนไขหรือปัจจัยอะไรที่เหมาะสมและเอื้อให้เกิดบริการ ไมโครไฟแนนซ์  เพื่อไม่ให้กระทบต่อระบบ  และต้องให้เกิดประโยชน์  เพียงพอที่จะตอบโจทย์ในการสนองกลุ่มเป้าหมายที่เข้าไม่ถึงบริการการเงิน และกลุ่มที่ยังพึ่งเงินกู้นอกระบบซึ่งต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงมาก

นาย สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังสนับสนุนแนวคิดเรื่องไมโครไฟแนนซ์ เพื่อให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น รวมทั้งเพื่อไม่ให้สินเชื่อนอกระบบเติบโตขึ้นด้วย  เบื้องต้นจะนำร่องจากธนาคารประชาชน  ที่ธนาคารออมสินเปิดให้บริการอยู่  โดยขยายโครงการไปสู่  ธ.ก.ส.เพื่อให้บริการเกษตรกรให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยรูปแบบโครงการ ของ ธ.ก.ส.จะเข้าถึงกลุ่มประชาชนฐานรากมากกว่าโครงการธนาคารประชาชน โดยเกณฑ์การปล่อยกู้จะผ่อนปรนมากกว่าเดิม ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลใช้งบช่วยเหลือประชาชนผ่านโครงการต่างๆอยู่แล้ว รัฐบาลก็อาจช่วยเหลือโครงการนี้หากเกิดความเสียหาย แต่ธนาคารที่ดูแลโครงการต้องแยกบัญชีให้ชัดเจนด้วย เพื่อให้ตรวจสอบได้.

ทีมข่าวเศรษฐกิจ

 

ห้ามหักบัญชีแบงก์ใช้หนี้บัตร

29 มิถุนายน 2552, 05:15 น.

ผ่านทางห้ามหักบัญชีแบงก์ใช้หนี้บัตร – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_16057

สคบ.เตรียมออกประกาศห้ามไม่ให้ธนาคารพาณิชย์หักบัญชีเงินฝาก ของผู้บริโภคเพื่อนำมาชำระหนี้บัตรเครดิต หากยังเป็นกรณีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือยังไม่ มี ข้อยุติใดๆ …

นายนิโรธ เจริญประกอบ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า สคบ.เตรียมออกประกาศห้ามไม่ให้ธนาคารพาณิชย์หักบัญชีเงินฝากของผู้บริโภค เพื่อนำมาชำระหนี้บัตรเครดิต หากยังเป็นกรณีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือยังไม่ มี ข้อยุติใดๆ  เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย สคบ.เนื่องจากธุรกิจบัตรเครดิตเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา ทั้งนี้ สคบ.ได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคจำนวนมากว่าได้รับความเดือดร้อนจากกรณี ที่ธนาคารพาณิชย์หักเงินในบัญชีของผู้ฝากเงินเพื่อชำระหนี้ตามสัญญาบัตร เครดิตโดยไม่ได้แจ้งให้ทราบ ซึ่งถือว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยตั้งแต่ต้นปีถึงเดือน พ.ค.52 พบว่ามีเรื่องร้องเรียนเรื่องธุรกิจบัตรเครดิตมากถึง 217 ราย และมีสาเหตุจากการหักเงินจากบัญชี 7 ราย โดย สคบ.ได้ส่งเรื่องทั้งหมดให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อตรวจสอบรายละเอียดและหาแนวทางช่วยเหลือ

นายนิโรธกล่าวว่า การที่สถาบันการเงินกำหนดข้อตกลงและเงื่อนไขการใช้บัตรเครดิตไว้ในสัญญาและ กำหนดให้ผู้ถือบัตรทำหนังสือยินยอมให้ธนาคารมีอำนาจหักเงินจากบัญชีเงินฝาก ที่ผู้ถือบัตรมีอยู่กับธนาคารมาชำระหนี้บัตรเครดิตในทันที ถือเป็นข้อสัญญาที่มีผลให้คู่สัญญาต้องรับภาระ เกินกว่าที่บุคคลธรรมดาจะสามารถคาดหมายได้ตามปกติ เพราะการไม่ชำระหนี้บัตรเครดิตอาจเกิดได้หลายกรณี โดยที่เจ้าของบัตรไม่มีเจตนาหรือจงใจ เช่น กรณีบัตรสูญหาย บัตรถูกลักขโมย ซึ่งยังไม่ได้พิสูจน์ความรับผิด นอกจากนี้ สคบ.ยังเห็นว่าเป็นการใช้ข้อสัญญาที่เลี่ยงกระบวนการยุติธรรมโดยไม่ไปใช้ สิทธิเรียกร้องทางศาลเพื่อพิสูจน์ความผิดก่อน.

ทีมข่าวเศรษฐกิจ

 

กรรมคนไทยอีกแล้ว ปีหน้าราคาสินค้าพุ่ง

29 มิถุนายน 2552, 05:00 น.

ผ่านทางกรรมคนไทยอีกแล้ว ปีหน้าราคาสินค้าพุ่ง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_16055

กรมการค้าภายในคาด แนวโน้มราคาสินค้าปี 53 ผู้ผลิตสินค้าหลายรายการอาจปรับขึ้นราคาขายเกินกว่าราคาเพดานที่กำหนด เหตุต้นทุนการผลิตสูงขึ้น 3-8% อาทิ นมผง เหล็ก ปูนซีเมนต์ ผงซักฟอก สบู่ แชมพู…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมการค้าภายในคาดการณ์ แนวโน้มราคาสินค้าปี 53 โดยคาดว่า ผู้ผลิตสินค้าหลายรายการอาจปรับขึ้นราคาขายเกินกว่าราคาเพดานที่กรมกำหนด เพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้น 3-8% สินค้าที่คาดว่าจะปรับขึ้นเกินราคาเพดาน เช่น นมผง คาดต้นทุนจะเพิ่มขึ้น 5% เหล็กเพิ่มขึ้น 4-7% ปูนซีเมนต์คาดเพิ่มขึ้น 7-8% ของใช้ประจำวัน เช่น ผงซักฟอก สบู่ แชมพู คาดเพิ่มขึ้น 3-4% ปุ๋ยเคมี เพิ่มขึ้น 5% แบตเตอรี่รถยนต์เพิ่มขึ้น 3% ทั้งนี้ เป็นผลจากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว ทำให้ประชาชนกลับมามีรายได้และความสามารถจับจ่ายใช้สอยได้ตามปกติ ราคาวัตถุดิบนำเข้าสูงขึ้นจากปัจจุบัน 10-15% ที่อัตราแลกเปลี่ยน 34-35 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 65-70เหรียญฯต่อบาร์เรล แต่หากเกิดเหตุรุนแรงหรือเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง อาจทำให้สมมติฐานเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้ ส่วนแนวโน้มราคาสินค้าครึ่งหลังของปีนี้ยังทรงตัว แต่หากปีนี้ราคาสินค้าปรับขึ้นจริง กรมจะยึดหลักการพิจารณาตามราคาต้นทุนแท้จริงที่เปลี่ยนไปรวมถึงเศรษฐกิจและ นโยบายรัฐบาล.

ทีมข่าว เศรษฐกิจ

 

ธปท.เผยธุรกิจไทยทนต่อเหตุร้ายได้เพิ่ม

28 มิถุนายน 2552, 14:30 น.

ผ่านทางธปท.เผยธุรกิจไทยทนต่อเหตุร้ายได้เพิ่ม – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_15926

จากผลศึกษาธุรกิจไทยทนทานต่อสถานการณ์เลวร้ายได้ดีขึ้นเฉลี่ย 3.6 ปี ชี้ ระดับความทนทานต่อศก.ถดถอย ขึ้นอยู่กับความรุนแรง-ยืดเยื้อของวิกฤติรวมถึงทุนสะสม ของบริษัท แนะรบ.ใช้นโยบายการเงิน-การคลัง กระตุ้นศก.และเยียวปัญหา…

วันนี้ (28 มิ.ย) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยสายนโยบายการเงิน ได้ศึกษาความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจหลังจากเกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ พบว่า ความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน จากยอดขายในประเทศและต่างประเทศที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยเฉพาะอัตราทำกำไรของธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออก ปรับลดลงมากกว่ากลุ่มธุรกิจที่ขายตลาดในประเทศเป็นหลัก  ซึ่งเป็นผลจากการหดตัวของการส่งออกที่รุนแรง

นอกจากนี้ ยังส่งผลให้ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจลดลงตามไปด้วย โดยอัตราส่วนรายได้ต่อภาระดอกเบี้ย และอัตราส่วนรายได้ต่อภาระหนี้สินลดลง โดยในไตรมาสที่4 ปี 2551 อัตราส่วนดังกล่าวปรับลดลงค่อนข้างมากที่ 1.3 และ 0.8 เท่า และปรับตัวดีขึ้นบ้างในไตรมาส 1 ปี 2552 มาอยู่ที่ 3.7 และ 1.4 เท่า แต่ยังมีอีกหลายบริษัทที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ และมีอัตราการผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น โดยเฉพาะอัตราการผิดนัดชำระหนี้ 1-3 เดือน

อย่างไรก็ตาม แม้การเงินของภาคธุรกิจจะอ่อนแอจากกำไรที่ลดลง อย่างรวดเร็ว แต่โครงสร้างทางการเงินของภาคธุรกิจไทยที่เข้มแข็ง สะท้อนจากอัตราส่วนหนี้สินที่ต่ำ และสภาพคล่องที่มีอยู่เพียงพอ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติได้ในระดับหนึ่ง

สำหรับการทดสอบภาวะ วิกฤติ พบว่า ภาคธุรกิจไทยมีความทนทานกับสถานการณ์เลวร้ายได้ดีพอสมควร และดีกว่าช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 โดยสามารถทนต่อสถานการณ์เลวร้ายได้นานขึ้น เนื่องจากมีฐานะการเงินที่เข้มแข็งและอัตรากำไรที่สูง ซึ่งจากการทดสอบพบว่า หากบริษัทมีอัตรากำไรติดลบร้อยละ 10  ติดต่อกันทุกปี บริษัทส่วนใหญ่จะประคองตัวให้อยู่รอดจากภาวะขาดทุนได้ประมาณ 3.6 ปี แต่หากกำไรติดลบร้อยละ 20 ระยะเวลาการประคองธุรกิจจะเหลือเพียง 1.7 ปี  ซึ่งหากเทียบกับปี 2542 ระดับความทนทานนานขึ้นจากที่ธุรกิจเคยประคองตัวภายใต้สถานการณ์เดียวกันได้ เพียง 1.8 ปี และ 9 เดือน เท่านั้น

ทั้งนี้ ระดับความทนทานในภาวะเศรษฐกิจถดถอย จะขึ้นอยู่กับขนาดความรุนแรงและความยืดเยื้อของวิกฤติและขึ้นอยู่กับทุนสะสม ของบริษัท  ดังนั้นรัฐบาลจึงควรเยียวปัญหาเพื่อลดระดับความรุนแรง ด้วยการใช้นโยบายการเงินและการคลังเพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินและกระตุ้น เศรษฐกิจ  โดยเฉพาะกระตุ้นความต้องการบริโภคภายในประเทศเพื่อชดเชยรายได้จากภาคการส่ง ออกที่หดตัวลง

 

3 โรงสีโดนบัญชีดำ ห้ามร่วมโครงการจำนำข้าว

28 มิถุนายน 2552, 14:05 น.

ผ่านทาง3 โรงสีโดนบัญชีดำ ห้ามร่วมโครงการจำนำข้าว – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_15947

เหตุเจอพฤติกรรมไม่โปร่งใส ในจังหวัด สุโขทัย พิษณุโลก และนครสวรรค์  เตือนโรงสีและเกษตรกรอย่ามีพฤติกรรมเลียนแบบ เพราะมีมาตรการควมคุมเข้มในแต่ละจังหวัด…

วันนี้ (28 มิ.ย.) นายยรรยง  พวงราช  อธิบดีกรมการค้าภายใน  กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเพิ่มโควต้ารับจำนำข้าวเปลือกนาปรังอีก 2  ล้านตัน  โดยให้แต่ละจังหวัดไปจัดสรร ว่า  ในช่วงที่ผ่านมาหลังจากที่คณะอนุกรรมการตรวจสอบการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ในพื้นที่ต่าง ๆ ยอมรับว่า มีบางโรงสีใน 3 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย พิษณุโลก และนครสวรรค์ มีพฤติกรรมไม่โปร่งใสในการรับจำนำ เช่นมีการเพิ่มปริมาณรับจำนำโดยไม่ผ่านคณะกรรมการจังหวัด และการสวมสิทธิ์โดยมีเกษตรกรใน 3 จังหวัดดังกล่าวเข้าร่วมด้วย อย่างไรก็ตามขณะนี้กรมการค้าภายในได้แจ้งความดำเนินคดีกับโรงสีและเกษตรกร แล้ว

อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวต่อว่า กรมการค้าฯ ได้ขึ้นบัญชีดำห้ามโรงสีดังกล่าวในเขต 3 จังหวัด เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเปลือกกับภาครัฐอีกต่อไป  และหลังจากรัฐบาลเข้มงวดดูแลข้าวเปลือก  ภาพรวมราคาข้าวเปลือกในตลาดปรับตัวสูงขึ้นตันละ 400-500  บาท  ดังนั้น  จึงขอเตือนโรงสีและเกษตรกรอย่ามีพฤติกรรมการสวมสิทธิ์หรือกระทำการใด ๆ ในการทุจริตรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง  เพราะขณะนี้แต่ละจังหวัดมีมาตรการเข้มงวดดูแลการรับจำนำมากขึ้น

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,116 other followers

%d bloggers like this: