Daily Archives: มีนาคม 22nd, 2010

‘วอฟเฟิลฮ่องกง’

‘วอฟเฟิลฮ่องกง’

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > ช่องทางทำกิน > ช่องทางทำกิน > ‘วอฟเฟิลฮ่องกง’.

ใส่สารพัดไส้-ขายฉลุย

“วอฟเฟิลฮ่องกง” มีรสชาติ มีความแตกต่างจากขนมอบทั่วไป จะกรอบนอกนุ่มใน มีหลากหลายไส้ให้ลูกค้าเลือกตามความชอบ ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” จะพาไปทำความรู้จักกับขนมอบทำเงินตัวนี้ เผื่อจะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่กำลังมองหาธุรกิจเล็ก ๆ ที่ไม่ต้องซื้อแฟรนไชส์ ไม่ผูกมัด ไม่มีค่าบริหารจัดการ…

สมเจตน์ ขันธวิเชียร เจ้าของสูตรวอฟเฟิลฮ่องกง เอ้ก อี๊เอ้ก เอ้ก เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจตัวนี้ว่า หลายปีก่อนตนและภรรยาคือ ชไมพร ได้เดินทางไปทำธุรกิจเสื้อผ้าและท่องเที่ยวที่ฮ่องกงอยู่หลายครั้ง ทุกครั้งก็อดไม่ได้ที่จะลิ้มลองขนมวอฟเฟิลที่มีขายอยู่ทั่วไปตามท้องถนน แหล่งชอปปิง ก็มีทั้งที่ถูกปากบ้างไม่ถูกปากบ้าง ซึ่งจุดหนึ่งที่สังเกตเห็นสำหรับขนมชนิดนี้คือ แป้งจะอร่อยเฉพาะตอนที่ทำเสร็จใหม่ ๆ ยังร้อน ๆ ถ้าทิ้งไว้สักพักแป้งจะแข็ง มีรสชาติไม่กลมกล่อม ไม่อร่อยเหมือนตอนยังร้อน ๆ อยู่

“ขนมวอฟเฟิลตัวนี้เป็นขนมพื้นบ้านของฮ่องกง เรียกว่าเค้กไข่ เปรียบบ้านเราก็เหมือนกับขนมครก มีขายอยู่ทั่วไปทุกพื้นที่ ตลาดก็มี ห้างก็มี ขึ้นอยู่กับสูตร ซึ่งแต่ละแห่งจะไม่เหมือนกัน สมัยก่อนการทำยังเป็นเตาที่ใช้ถ่าน ต่อมาเมื่อ 3 ปีที่แล้วก็คิดว่าน่าจะมีใครนำขนมตัว  นี้มาทำขายในเมืองไทยบ้าง ยิ่งไปเจอเครื่องอบวอฟเฟิลรุ่นใหม่ที่มีการ ควบคุมอุณหภูมิใช้ง่าย เลยตัดสินใจซื้อเครื่องอบวอฟ เฟิล เมื่อซื้อเครื่องเขาก็แถมสูตรการทำให้ 2 ใบ เป็นภาษาจีน-กับภาษาอังกฤษ เนื้อหาสูตรเหมือนกัน พอกลับมาก็ลองทำดูแต่ยังไม่ถูกใจ ลองผิดลองถูกอยู่นานจนกระทั่งไปฝึกอบรมโครงการผู้ประกอบการใหม่ของกรม อุตสาหกรรม ซึ่งหนึ่งในผู้ที่เข้าอบรมด้วยกันได้แนะนำแป้งที่มีผู้ผลิตโดยไม่ได้จำหน่าย ในไทย ส่งออกต่างประเทศ 100% จึงลองนำมาใช้”

เจ้าของสูตรบอกต่อไปว่า เมื่อลองนำแป้งดังกล่าวมาทำวอฟเฟิล ตอนแรกก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขสูตรอีกหลายอย่าง จนมาลงตัวที่สูตรปัจจุบันที่รสชาติถูกปากคนไทย โดยสูตรดั้งเดิมของฮ่องกงจะเป็นเนื้อแป้งล้วน ๆ ใส่เฉพาะสีและกลิ่นเท่านั้น อาทิ ช็อกโกแลต วานิลลา สตรอเบอรี่ เป็นต้น

สูตรวอฟเฟิลฮ่องกงที่สมเจตน์ทำจะมีการใส่ไส้เพื่อเพิ่มทางเลือกและรสชาติ ความอร่อยให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น มีทั้ง ไส้แฮม, ไส้กรอก, ข้าวโพด, ลูกเกด, สตรอเบอรี่อบแห้ง, กล้วยตาก, กีวี, ช็อกโกแลตชิพ, อัลมอนด์ โดยมีการออกร้านขาย นำร่องขายที่ตลาดนัดจตุจักร ซึ่งผลตอบรับดีมาก

มาดูกันว่าเจ้าขนมวอฟเฟิลฮ่องกงนี้มีวิธีการทำอย่างไร ?

เริ่มที่อุปกรณ์หลัก ๆ ก็มีเครื่องอบวอฟเฟิลฮ่องกง มีลักษณะเป็นหลุมเล็ก ๆ คล้ายแผงไข่นกกระทา เป็นแผง 30 ลูก กระจายอยู่ในเครื่องอบหกเหลี่ยม ราคาเครื่องละ 12,000 บาท ซึ่งเจ้าของสูตรบอกว่าเครื่องอบตัวนี้นำเข้าจากฮ่องกง, เครื่องตีแป้งปากตะกร้อ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์กระจุกกระจิกอย่างเช่น ที่คีบขนม, ทัพพี, ถ้วยตวงน้ำ, ไม้เกลี่ยขนม, ตะแกรงทรงตั้ง สำหรับไว้ผึ่งขนม และเครื่องมืออื่น ๆ

วัตถุดิบที่ใช้ในการทำก็มี แป้งสำเร็จรูปสูตรพิเศษ, ไข่ไก่, เนยสด, น้ำตาลทราย, นมสด, ผงฟู, นอกจากนี้ก็ยังมี ลูกเกด, ช็อกโกแลตชิพ, อัลมอนด์สไลซ์, ข้าวโพดดิบหั่น, กล้วยตากหั่น, กีวีหั่น, สตรอเบอรี่อบแห้งหั่น และไส้กรอกหั่น ซึ่งเงินลงทุนครั้งแรกสำหรับอุปกรณ์และวัตถุดิบอยู่ที่ประมาณ 30,000 บาท
สมเจตน์บอกว่า วอฟเฟิลจะอร่อยหรือไม่อยู่ที่แป้งเป็นสำคัญขั้นตอนการทำเริ่มจากเตรียมแป้ง สำเร็จสูตรพิเศษและไข่ไก่ เนยสดละลาย น้ำตาลทราย นมสด ผงฟูและเกลืออย่างละนิดหน่อย นำทุกอย่างผสมรวมกันแล้วใช้ตะกร้อตีให้เข้ากันประมาณ 10 นาที สังเกตว่าแป้งเริ่มเหนียวข้น ออกสีเหลืองแก่ ๆ เป็นอันใช้ได้

ต่อไปก็เตรียมทำเป็นวอฟเฟิลกันเลย โดยต้องวอร์มเครื่องอบวอฟเฟิลให้ร้อนเสียก่อน นำไส้ที่ต้องการใส่ในถ้วยตวง ตักแป้งใส่ตามลงไป ใช้ไม้ เกลี่ยคนให้ส่วนผสมแป้งกับไส้เข้ากัน แล้วค่อย ๆ หยอดละเลงลงในหลุมเครื่องอบให้เต็มช่องจนล้นติดเสมอกัน ขั้นตอนนี้ต้องใช้ความชำนาญหน่อยถึงจะทำแผ่นวอฟเฟิลได้สวย ปรับอุณหภูมิเครื่องให้อยู่ที่ 200 องศาเซลเซียส อบประมาณ 3 นาที พลิกซ้าย-ขวาอีก 1 นาที ก็เสร็จเรียบร้อย จากนั้นใช้ไม้เกลี่ยเสียบขนมยกมาวางพาดไว้บนตะแกรง แล้วใช้พัดลมเป่าให้ขนมเย็นอีก 2 นาที เท่านี้ก็พร้อมขาย

ราคาขายวอฟเฟิลฮ่องกง ชิ้นละไม่ต่ำกว่า 29 บาท ทุนวัตถุดิบประมาณ 60% ของราคา ส่วนแป้งสำเร็จรูปสูตรพิเศษ 1 ถุง (2 กก.) ราคา 12 บาท สามารถทำวอฟเฟิลได้ 10 ชิ้น

ใครสนใจ “วอฟเฟิลฮ่องกง” เจ้านี้แหล่งขายอยู่ที่สวนจตุจักร, หน้าโรงหนังสยาม, ซีคอนสแควร์, สมาคมศิษย์เก่าสวนกุหลาบ และซอยละลายทรัพย์ หากต้องการทำธุรกิจติดต่อสอบถามรายละเอียดการซื้อเครื่องอบและแป้งกับ สมเจตน์ ได้ที่ โทร. 08-6376-1636 หรือที่ ชไมพร โทร.08-6386-6346.

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน/ จเร รัตนราตรี : ภาพ

‘ซาลาเปาไส้แกง’

‘ซาลาเปาไส้แกง’

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > ช่องทางทำกิน > ช่องทางทำกิน > ‘ซาลาเปาไส้แกง’.

พลิกแพลงสร้างจุดขาย

“ซาลาเปา” ยุคนี้มีการพัฒนาพลิกแพลงให้แปลกใหม่หลากหลาย ทั้งรูปร่างหน้าตา รวมถึง “ไส้แปลก ๆ” ซึ่งวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” ก็จะเสนอข้อมูลการทำอาชีพขายซาลาเปาที่มีไส้ใหม่ ๆ น่าสนใจ…

ศิริพรรณ อตัญธี อายุ 43 ปี เจ้าของร้าน “บ้านซาลาเปา” ย่านรังสิต ซึ่งทำซาลาเปาขายมากว่า 10 ปี เล่าว่า อาชีพเดิมคือพนักงานออฟฟิศ เมื่อช่วง พ.ศ. 2543 ต้องตกงาน เพราะพิษเศรษฐกิจ ต้อง ออกจากงาน แต่โชคดีที่สามีมีอาชีพเป็นกุ๊กที่ภัตตาคารห้อยเทียนเหลา จึงได้ออกมาทำซาลาเปาขายแบบเล็ก ๆ ที่บ้าน

ระยะแรกเริ่มต้นจาก 3 ไส้ก่อนคือ ซาลาเปาไส้หมูแดง, ซาลาเปาไส้หมูสับ, ซาลาเปาไส้ครีม ทำแล้วนำไปฝากขายตามสถานที่ต่าง ๆ จากนั้นก็พัฒนาอาชีพให้เติบโตมาเรื่อย ๆ จนปัจจุบันซาลาเปาที่ทำขายมีมากกว่า 10 ไส้ ประยุกต์ พัฒนา พลิกแพลงมาเรื่อย ๆ ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป

ซาลาเปาไส้เขียวหวานไก่ไข่เค็ม, ซาลาเปาไส้กะเพราไก่ไข่เค็ม, ซาลาเปาไส้พะแนงหมูไข่เค็ม เป็น 3 ในกว่า 10 ไส้ที่ศิริพรรณทำขายอยู่ และได้รับความนิยมเป็นอย่างดี ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า เพราะคนไทยกินข้าวแกงประจำ จึงคิดทำ ซาลาเปาที่มีรสแกงออกมาขาย ทดลองทำอยู่ไม่นานก็ทำได้ และขายดีด้วย

วิธีทำซาลาเปาไส้แกงต่าง ๆ ศิริพรรณอธิบายว่า ก่อนอื่นก็ต้องเริ่มที่แป้ง ตามสูตรก็เตรียมแป้งสาลี 12  กก., เชื้อ 1 กก.  (เชื้อนี้ต้องเริ่มต้นด้วยการหมักแป้งสาลีประมาณ 2 กำมือกับน้ำพอประมาณ นวดแล้ว ทิ้งไว้ 2-3 วัน เมื่อจะนำมาขึ้นเชื้อใหม่ ให้นวดแป้งสาลีกับน้ำในปริมาณที่ต้องการใช้ แล้วนำมาผสมกับปริมาณแป้งที่จะใช้ในแต่ละวัน เชื้อแป้งนี้อย่าใช้จนหมด ต้องแบ่งบางส่วนไว้ใช้ในคราวต่อไปด้วย เพราะถ้าใช้หมดต้องเสียเวลาหมักแป้งใหม่ ซึ่งอาจทำได้ไม่เหมือนครั้งแรก หรือจะแก้ปัญหาด้วยการไปขอเชื้อจากภัตตาคารที่ขายซาลาเปาก็ได้), น้ำตาลทราย 12  กก., แอมโมเนีย 1 ช้อนชา., ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ., น้ำมัน 3 ช้อนโต๊ะ, นมสด 12  กระป๋อง

ในส่วนของแป้งนี้ วิธีทำคือนวดส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันให้เนียน โดยที่แป้งไม่ติดมือ จากนั้นใส่น้ำประมาณ 12  ถ้วย แล้วนวดจนเนียนอีก 20 นาที จากนั้นค่อย ๆ แบ่งแป้งออกเป็นก้อน ก้อนละ 40 กรัม เตรียมไว้

สำหรับสูตรแป้งที่ว่ามานี้จะทำซาลาเปาได้ประมาณ 30-32 ลูก

ต่อด้วยวิธีการทำ ไส้เริ่มที่ “ซาลาเปาเขียวหวานไก่ไข่เค็ม” มีส่วนผสมของไส้คือ เนื้อไก่สับ 1 กก., พริกแกงเผ็ดเขียวหวาน 2 ช้อนโต๊ะ, กะทิ 1 กล่อง, น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ คลุกให้เข้ากัน ใส่แป้งข้าวโพดลงไปพอประมาณ นวดให้เข้ากันจนเหนียว จากนั้นใส่ใบโหระพาลงไป แล้วค่อยนำไปแบ่งใส่แป้งซาลาเปาที่แผ่เตรียมไว้ ใส่ไข่เค็มสุก (ไข่แดง) ลงไปประมาณ 12  ฟอง

ถัดมา “ซาลาเปาพะแนงหมูไข่เค็ม” มีส่วนผสมคือ เนื้อหมู 1 กก., เครื่องแกงพะแนง 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ, ใบมะกรูดหั่นฝอย ผสมส่วนผสมให้เข้ากัน จากนั้นจึงค่อยนำไปแบ่งใส่แป้งซาลาเปาที่แผ่เตรียมไว้ ใส่ไข่เค็มสุก (ไข่แดง) ลงไปประมาณ 12  ฟอง

ส่วน “ซาลาเปากระเพราหมูไข่เค็ม” ใช้หมูสับ 1 กก., กระเทียมสับ และพริกขี้หนูบด 2 ช้อนโต๊ะ, น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ และใบกะเพราพอประมาณ วิธีทำก็นำส่วนผสมมาคลุกผสมให้ เข้ากัน จากนั้นจึงนำไปแบ่งใส่แป้งซาลาเปาที่แผ่เตรียมไว้ ใส่ไข่เค็มสุก  (ไข่แดง) ลงไปประมาณ 12  ฟอง การห่อแป้งหุ้มไส้ต่าง ๆ นั้น เวลาจะห่อไส้ก็ให้แผ่แป้งออกขนาดประมาณฝ่ามือ ใส่ไส้ลงไปพอประมาณ แล้วจึงห่อแป้งหุ้มให้แน่น จับจีบด้านบนให้สวยงาม แล้ววางบนกระดาษ จากนั้นนำไปนึ่งประมาณ 12-15 นาที

ซาลาเปาทั้ง 3 ไส้นี้ขายได้ในราคาลูกละ 15 บาท โดยมีต้นทุนประมาณ 60-70% ของราคา

สนใจ “ซาลาเปาไส้แกง” ต้องการติดต่อ ศิริพรรณ อตัญธี  ร้านของเธออยู่ที่ 35 ซอยบงกช 30 หมู่ 2 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง  จ.ปทุมธานี 12120 โทร.0-2901-8369, 08-9925-6312 หรือดูใน http://www.bansalapao.com ซึ่งเจ้าของอาชีพขายซาลาเปารายนี้ต้องถือว่าพลิกแพลงได้น่าสนใจไม่น้อย.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน/ จเร รัตนราตรี : ภาพ

‘ข้าวหมาก’ ยุคนี้ก็ยัง ‘สร้างรายได้’

‘ข้าวหมาก’ ยุคนี้ก็ยัง ‘สร้างรายได้’

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > ช่องทางทำกิน > ช่องทางทำกิน > ‘ข้าวหมาก’ ยุคนี้ก็ยัง ‘สร้างรายได้’.

“ข้าวหมาก” อาหารพื้นเมือง อาหารทานเล่นของคนไทยในอดีต ปัจจุบันแม้จะเลือนหายไปบ้าง แต่ก็ยังพอจะมีผู้ที่อนุรักษ์การทำอาหารภูมิปัญญาชาวบ้านชนิดนี้เอาไว้ ซึ่งก็สามารถสร้างรายได้ให้กับคนทำขายได้อย่างน่าทึ่ง แม้ยุคนี้จะมีสารพัดอาหารต่างชาติมาตีตลาดไทย ซึ่งทีม “ช่องทางทำกิน” ก็มีข้อมูลมาเล่าสู่…

กุลิสรา ติณวัฒนานนท์ หรือ หนึ่ง เจ้าของสูตร “ข้าวหมากใบกล้วย” เล่าให้ฟังว่า เริ่มขายข้าวหมากมาได้ประมาณ 3 ปีแล้ว เดิมขายผักปลอดสารพิษ แต่ต้องเลิกขายเพราะมีคนขายเยอะขึ้น พอพี่สะใภ้คือ กฤษดา รุ่งหนองกะดี่ มาชวนให้ไปช่วยขาย ก็ตกลง เพราะกำลังมองหาอาชีพใหม่พอดี  พี่สะใภ้ได้รับการถ่ายทอดสูตรข้าวหมากมาจากป้าซึ่งทำขายมานานหลายสิบปี ต่อมาเลิกทำไปเพราะคนรุ่นใหม่ไม่รู้จักและกินไม่เป็น อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่มีการโปรโมต ตลาดน้ำลัดมะยม ก็ได้ตัดสินใจทำข้าวหมาก รวมถึงข้าวเหนียวตัด ทอดมันหน่อกะลา ใส่เรือพายขาย เพื่อให้เข้าคอนเซปต์ตลาดน้ำ คือการอนุรักษ์และมีของโบราณ ซึ่งก็ขายได้ดี

“จุดประสงค์ที่ทำข้าวหมากขาย ก็มาจากความต้องการที่จะอนุรักษ์อาหารไทยโบราณให้ยังคงอยู่คู่คนไทยและ ประเทศไทย ผลพวงจากการที่ตั้งใจอนุรักษ์อาหารไทย ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์มรดกไทย เห็นถึงความสำคัญตรงจุดนี้ จึงได้คัดเลือกให้ข้าวหมากใบกล้วยได้รับรางวัลอนุรักษ์มรดกไทยในหมวดอาหาร โดยได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี”

หนึ่งเล่าต่อไปว่า จากการที่ได้เข้าไปขายในมหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้รู้ว่าปัจจุบันลูกค้าในกลุ่มนักศึกษาวัยรุ่นมีความรู้ในเรื่องคุณ ประโยชน์ของข้าวหมากมากขึ้น คือ ช่วยบำรุงผิว บำรุงเลือด และสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย และเมื่อความรู้ตรงนี้ถูกเผยแพร่ออกไปก็มีกลุ่มวัยรุ่นที่รักและใส่ใจสุขภาพ หันมากินข้าวหมากกัน

ที่ตลาดน้ำยอดขายข้าวหมากก็ดี โดยขายเฉพาะเสาร์-อาทิตย์ ส่วนวันศุกร์จะเข้าไปขายในมหาวิทยาลัยมหิดล นอกจากนี้ก็จะเป็นลักษณะของการขายส่ง โดยจะมีออร์เดอร์เข้ามาทุกวันเพราะมีลูกค้าที่บอกต่อ ๆ กันไป  อีกทั้งก็จะมีการนำข้าวหมากไปขายแบบออกงานตามเทศกาลต่าง ๆ ด้วย

สำหรับการทำข้าวหมากนั้น วัสดุที่ใช้หลัก ๆ ก็มี… หม้อนึ่งข้าวเหนียว, ถาด, กระด้ง, กะละมัง, เตาแก๊ส, ไม้พาย, กล่องพลาสติก หรือโหลแก้วที่มีฝาปิด, ผ้าขาวบาง ขณะที่ส่วนผสม-วัตถุดิบ ประกอบด้วย… ข้าวเหนียวอย่างดี, น้ำสะอาด อาจเป็นน้ำฝนหรือน้ำบาดาลก็ได้, เชื้อลูกแป้งข้าวหมาก (นำไปบดให้ละเอียด)

เชื้อลูกแป้งนี้หาซื้อได้ตามตลาดสดทั่ว ๆ ไป ถือเป็นปัจจัยหลักสำคัญในการทำข้าวหมาก ลักษณะเป็นก้อนแป้งครึ่งวงกลม สีขาวนวล น้ำหนักเบา เห็นเส้นใยเชื้อเกาะที่แป้ง ส่วนประกอบสำคัญของลูกแป้งมีเครื่องเทศ น้ำ และแป้ง เชื้อลูกแป้งแต่ละเจ้าจะมีสูตรการทำลูกแป้งแตกต่างกันออกไป แต่ ควรเลือกซื้อลูกแป้งที่เพิ่งทำใหม่ ๆ เพราะถ้าเก่าลูกแป้งจะมีเชื้ออื่นที่ไม่ต้องการปะปน ทำให้ข้าวหมากไม่มีคุณภาพ วิธีสังเกตลูกแป้งเก่าคือดูจากสีลูกแป้งจะเริ่มเป็นสีเหลืองออกน้ำตาล บางครั้งอาจเป็นราดำขึ้นเป็นจุด ๆ

ขั้นตอนการทำ “ข้าวหมาก” เริ่มจากนำข้าวเหนียวมาล้าง แล้วแช่น้ำค้างคืน หรือแช่อย่างน้อย ๆ 3 ชั่วโมง เมื่อแช่ข้าวเหนียวได้ที่ดีแล้วก็นำขึ้นให้สะเด็ดน้ำ นำไปนึ่งให้สุกพอดี ตรงนี้สำคัญคืออย่าให้เม็ดข้าวบาน เพราะเมื่อนำไปทำข้าวหมากจะเละ ไม่สวย พอนึ่งข้าวเหนียวได้ที่ดีแล้ว ยกลงจากเตา

เทข้าวเหนียวลงในภาชนะที่แห้งและสะอาด แล้วเกลี่ยให้ทั่ว  สักครู่พลิกกลับเพี่อไม่ให้ข้าวแห้งและแข็งเกินไป  ผึ่งข้าวเหนียวไว้ให้เย็นสนิท แล้วจึงค่อยนำข้าวเหนียวไปล้างด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำปูนใสหลาย ๆ ครั้งจนกว่าจะหมดยาง เมล็ดข้าวจะร่วนไม่ติดกัน  สงขึ้นให้สะเด็ดน้ำ ก่อนจะนำมาเกลี่ยผึ่งให้แห้งอีกครั้ง

ขั้นต่อไป โรยแป้งข้าวหมากที่บดละเอียดแล้วบนข้าวเหนียวให้สม่ำเสมอ โดยใช้อัตราส่วน ลูกแป้ง 1 ลูก ต่อข้าวเหนียว 1 กก. คลุกเคล้าให้เข้ากันเบา ๆ เสร็จแล้วนำไปใส่ในภาชนะที่เตรียมไว้ อย่ากดข้าวให้แน่น เพราะเชื้อจะขึ้นไม่ดี ปิดฝาให้มิดชิด ทิ้งไว้ในที่เย็น ไม่ควรโดนแดด ใช้เวลา 2-3 วัน เพียงเท่านี้ก็จะได้ข้าวหมากที่เมล็ดข้าวนุ่ม หอมหวาน มีน้ำซึมออกมา น่ารับประทาน ห่อด้วยใบกล้วยหรือใบตอง พร้อมขาย

จุดเด่นข้าวหมากสูตรโบราณห่อใบกล้วยคือจะไม่ใส่น้ำตาล แต่ก็จะมีรสชาติหวานกลมกล่อมอร่อยตามธรรมชาติ สำหรับราคาขายเป็นห่อเล็ก ๆ ก็อยู่ที่ห่อละ 5  บาท มีต้นทุนประมาณไม่เกิน 60%

“ข้าวหมาก” ห่อด้วยใบกล้วยเจ้านี้ ถ้าใครสนใจก็ไปหาซื้อ-หาชิมกันได้ตามวันและสถานที่ที่ระบุมาข้างต้น หรือใครต้องการสั่งไปจำหน่ายต่อ ก็ติดต่อกับคุณหนึ่งที่ โทร.08-4671-9275, 08-5551-2935 ได้ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ซึ่งกับการขายข้าวหมาก ในยุคนี้ก็ยังสร้างรายได้น่าสนใจ ถ้ามีทำเลที่เหมาะสม.

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน / จเร รัตนราตรี : ภาพ

‘อาหารเกาหลี’คนไทยฮิต-คนไทยน่าขาย

‘อาหารเกาหลี’คนไทยฮิต-คนไทยน่าขาย

ผ่านทางDaily News Online > โลกสีสวย > ช่องทางทำกิน > ช่องทางทำกิน > ‘อาหารเกาหลี’คนไทยฮิต-คนไทยน่าขาย.

หมู่บ้านต้นแบบ…พิชิตเพลี้ยแป้ง

หมู่บ้านต้นแบบ…พิชิตเพลี้ยแป้ง

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > เกษตรทั่วไทย > หมู่บ้านต้นแบบ…พิชิตเพลี้ยแป้ง.

ปัจจุบันสถานการณ์การระบาดของ  “เพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง” ยังคงสร้างความวิตกให้กับชาวไร่มันสำปะหลังหลายพื้นที่ ถึงแม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะเร่งควบคุมและป้องกันเพื่อจำกัดพื้นที่แพร่ระบาดไม่ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น ปัญหาดังกล่าวก็ยังไม่มี    ทีท่าว่าจะยุติลงง่าย ๆ ล่าสุด กรมส่งเสริมการเกษตร รายงานว่า เพลี้ยแป้งได้แพร่ระบาดสร้างความเสียหายในแหล่งปลูกมันสำปะหลังแล้ว 32 จังหวัด รวมเนื้อที่ไม่น้อยกว่า 8.5 แสนไร่ และมีแนวโน้มขยายตัวรุนแรงเพิ่มขึ้น ถือเป็นปัญหาสำคัญของประเทศที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ก่อนที่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยจะได้รับผลกระทบหนัก และยากเกินเยียวยา

นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จังหวัดนครราชสีมาเป็นแหล่งผลิตมันสำปะหลังแหล่งใหญ่ของไทย โดยมีพื้นปลูกกว่า 1.89 ล้านไร่ กระจายอยู่ใน 32 อำเภอ จากการสำรวจพบว่า มีการระบาดของเพลี้ยแป้งในไร่มันสำปะหลัง จำนวน 138,242 ไร่ แยกเป็นมันสำปะหลังอายุ 1-4 เดือน จำนวน 46,440 ไร่ มันสำปะหลังอายุ 5-8 เดือน 55,196 ไร่ และมันสำปะหลัง อายุมากกว่า 8 เดือน จำนวน 36,606 ไร่ คาดว่าจะทำให้ผลผลิตลดลงจาก 3.8 ตันต่อไร่ เหลือ 3.6 ตันต่อไร่ หรือเมื่อเทียบเป็นพื้นที่ผลผลิตจะลดลงเหลือเพียง 6.8 ล้านตัน

ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตรได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมาเร่งรณรงค์ ส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ป้องกันและกำจัดเพลี้ยแป้งอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายรณรงค์ จำนวน 500 จุด ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้ว 291 จุด

นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในพื้นที่เร่งจัดทำโครงการ “หมู่บ้านมันสำปะหลังต้นแบบ” นำร่อง 32 หมู่บ้าน ใน 32 อำเภอ เพื่อเป็นหมู่บ้านต้นแบบในการบริหารจัดการควบคุม ป้องกัน และกำจัดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลังอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังเป็นกลไกหลักในการ ขับเคลื่อน

กรมส่งเสริมการเกษตรมีแผนสนับสนุนให้หมู่บ้านต้นแบบจัดตั้ง หน่วยเคลื่อนที่เร็วประจำหมู่บ้าน เพื่อทำหน้าที่ควบคุมดูแลและเฝ้าระวังการระบาดของโรคแมลงที่จะเกิดกับพืชใน ชุมชน ทั้งยังให้ความรู้แก่สมาชิกในการป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้ง รวมถึงวิธีการใช้สารเคมีและชีวภัณฑ์ในการฉีดพ่นอย่างถูกวิธีด้วย ขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้ จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการผลิตมันสำปะหลังคุณภาพดี โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ลานมันโรงงานแป้งมันร่วมเป็นที่ปรึกษา ทั้งด้านรับรองผลผลิตให้แก่เกษตรกรตามระบบมาตรฐาน มีการพัฒนาแหล่งผลิตมันสำปะหลังที่มีคุณภาพทั้งหัวสดและต้นพันธุ์ ซึ่งจะเป็นแหล่งศึกษาดูงานของเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังในตำบลได้

สำหรับแนวทางควบคุมป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งในหมู่บ้านต้นแบบ เน้นควบคุมการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์โดยมีคณะกรรมการตั้งด่านกักกันท่อน พันธุ์มันสำปะหลัง ซึ่งก่อนเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์จากแหล่งอื่นมาปลูกในพื้นที่ สมาชิกต้องแจ้งให้กลุ่มทราบ และต้องฉีดพ่นหรือแช่ท่อนพันธุ์ในสารเคมีก่อน เคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ในพื้นที่ก็ต้องแจ้งให้กลุ่มรับทราบเช่นกัน และต้องทำความสะอาดเบื้องต้นก่อนนำไปปลูกด้วย เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยลดการแพร่ระบาดของเพลี้ยแป้งได้

…อนาคตคาดว่า หมู่บ้านต้นแบบจะมีกลุ่มผู้ผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์ดี สะอาด ปลอดโรคและแมลงเพื่อรองรับความต้องการของชาวไร่มันสำปะหลังในพื้นที่และ จังหวัดใกล้เคียง และยังคาดว่า จะมีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีการบริหารจัดการแบบครบวงจรการผลิตและการตลาด เช่น การรับบริการฉีดพ่นสารเคมีและแช่ท่อนพันธุ์ การผลิตและจำหน่ายต้นพันธุ์คุณภาพดี การรับบริการปลูกและเก็บเกี่ยวแบบครบวงจร ตลอดจนการรับซื้อหัวมันสดเพื่อการแปรรูปเป็นอาหารสัตว์

หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการควบคุม ป้องกันและกำจัดเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการเพลี้ยแป้งมันสำปะหลัง กรมส่งเสริมการเกษตร โทร./แฟกซ์ 0-2955-7634.

เดินหน้าโครงการเศรษฐกิจ

เดินหน้าโครงการเศรษฐกิจ

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > เกษตรทั่วไทย > เดินหน้าโครงการเศรษฐกิจ.

พอเพียงในสหกรณ์

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญา ที่เป็นทั้งแนวคิดหลักการ และเป็นแนวทางปฏิบัติตน และองค์กร โดยคำนึงถึงความพอประมาณกับศักยภาพของตนเองและสภาวะแวดล้อม มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกันที่ดี ใช้ความรู้อย่างถูกหลักวิชาการ ควบคู่ไปกับการมีคุณธรรม ซึ่งจะช่วยให้สังคมมีการพัฒนา พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ได้  ตัวอย่างภาคปฏิบัติที่รู้จักกันแพร่หลาย ได้แก่ ทฤษฎีใหม่ ที่ส่งเสริมการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน โดยสร้างความมั่นคงในครัวเรือนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระดับหนึ่งก่อน แล้วค่อยก้าวเข้าสู่การรวมตัวกันทำกิจกรรมต่าง ๆ ในรูปแบบกลุ่ม ชุมชน หรือกลุ่มธุรกิจต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และท้ายสุดเป็นการสร้างความเชื่อมโยงกับธุรกิจขนาดใหญ่ ภาครัฐ หรือองค์กรต่าง ๆ นอกกลุ่ม  เพื่อขยายขอบเขตความร่วมมือในรูปแบบ ต่าง ๆ ไปสู่ระดับประเทศ

“สหกรณ์” เป็นองค์กรรูปแบบหนึ่ง ที่กลุ่มบุคคลรวมตัวกันจัดตั้งโดยวิธีการที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในการแก้ปัญหาความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพ โดยมิได้มุ่งหวังผลกำไร ดำเนินงานโดยยึดหลักการสหกรณ์ แต่เนื่องจากหลักการดังกล่าวให้ความสำคัญและเน้นเรื่องของความเสมอภาค การไม่เอารัดเอาเปรียบในสังคมเป็นหลัก แต่ในด้านของความพอดี พอประมาณ ความมีเหตุผล ไม่ได้กำหนดไว้ในหลักการสหกรณ์ เป็นเหตุให้สหกรณ์ส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญ ก่อให้เกิดการบริหารงานที่ผิดพลาด จนทำให้สหกรณ์หลายแห่งต้องเลิกกิจการ

กรมส่งเสริมสหกรณ์ซึ่งเป็นองค์กรหลักที่มุ่งพัฒนาระบบสหกรณ์ให้มีความเข้ม แข็งเพื่อให้สมาชิกสหกรณ์มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม จึงมีโครงการให้สหกรณ์  และกลุ่มเกษตรกรดำเนินงานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเต็มรูปแบบ เพื่อความมั่นคงยั่งยืนขององค์กรและความผาสุกของมวลสมาชิก

สำหรับแนวทางในการดำเนินงานนั้น จะยึดองค์กรเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการ สร้างกระบวนการเรียนรู้ ใช้คณะกรรมการดำเนินงาน ประธานกลุ่มสมาชิก และวิทยากรกระบวนการหรือผู้นำกลุ่ม รวมทั้งฝ่ายจัดการ เป็นกลไกในการขับเคลื่อน เพื่อสร้างและส่งเสริมให้มีสหกรณ์ที่นำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในองค์กร เป็นต้นแบบ และขยายผลสู่สหกรณ์อื่นตามเป้าหมายที่กำหนด ส่วนในระดับบุคคล จะมีการปรับเปลี่ยนแนวคิดและทัศนคติ เสริมสร้างให้สมาชิกสหกรณ์เกิดวิสัยทัศน์ ปรับแนวคิดจากรอรับการช่วยเหลือมาสู่การพึ่งพาตนเอง ส่งเสริมให้สมาชิกน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการประพฤติ ปฏิบัติตน

ทั้งนี้จากการดำเนินงานโครงการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในสหกรณ์และ กลุ่มเกษตรกร จะทำให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร ทุกระดับ ตั้งแต่สมาชิก คณะกรรมการบริหาร และฝ่ายจัดการ เกิดกระบวนการเรียนรู้เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง โดยมีความรู้ ความเข้าใจและพร้อมที่จะสนับสนุนกิจกรรมเกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงใน มวลหมู่สมาชิกสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาและสร้างคน ที่มีความรู้ความเข้าใจในหลักเศรษฐกิจพอเพียง และ สร้างผู้นำที่จะเป็นแกนหลักในการขับ เคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงจำนวนมากขึ้น

เหล่านี้ถือเป็นกิจกรรมที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ผลักดันและส่งเสริมโดยจะมี การดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และสมาชิกสหกรณ์มีความเข้มแข็งและยืนได้ด้วยตนเอง บนฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง นั่นเอง.

เปิดยุทธศาสตร์สินค้าเกษตร

เปิดยุทธศาสตร์สินค้าเกษตร

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > เกษตรทั่วไทย > เปิดยุทธศาสตร์สินค้าเกษตร.

สร้างเสถียรภาพเกษตรไทย

หลังจากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่งตั้งคณะทำงานติดตามเร่งรัดการจัดทำยุทธศาสตร์สินค้าเกษตร ขณะนี้ยุทธศาสตร์สินค้าเกษตรได้คลอดออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยแบ่งเป็น ยุทธศาสตร์สินค้าเกษตร 21 ยุทธศาสตร์ 26 รายสินค้า ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าวมีความมุ่งหวังที่จะสร้างประสิทธิภาพในด้านการผลิต สินค้าที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างเสถียรภาพด้านราคาสินค้าเกษตรให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตความ เป็นอยู่ที่ดีขึ้น รองรับความเป็นผู้นำที่จะผลิตอาหารเลี้ยงประชากรโลกในอนาคต

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงเรื่องดังกล่่าวว่า ขณะนี้คณะทำงานติดตามเร่งรัดการจัดทำยุทธศาสตร์สินค้าเกษตร ได้พิจารณาเห็นชอบให้มีการจัดทำยุทธศาสตร์รวมทั้งหมด 21 ยุทธศาสตร์ 26 รายสินค้า ซึ่งทั้ง 21 ยุทธศาสตร์ มีทั้งสินค้าที่ได้ดำเนินการแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการ และยังไม่ได้เริ่มดำเนินการ โดยมีการจัดลำดับความสำคัญของยุทธศาสตร์ จากการพิจารณาความสำคัญของแต่ละสินค้าในประเด็นต่าง ๆ เช่น มูลค่าผลผลิต มูลค่าการส่งออก จำนวนครัวเรือนเกษตรกรผู้ผลิต รวมทั้งปัจจัยผลกระทบจากการแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร และการเปิดการค้าเสรี เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้กำหนดหน่วยงานหลัก หน่วยงานรองและผู้ประสานติดตาม การยกร่างยุทธศาสตร์หรือติดตามการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ ซึ่งมีหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบ ประกอบด้วย กรมปศุสัตว์ดูแล 7 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ไก่เนื้อ โคนม สุกร ไก่ไข่ โคเนื้อ กระบือและแพะ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สับปะรดและถั่วเหลือง กรมวิชาการเกษตร 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อยโรงงานและกาแฟ กรมประมง 2 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ กุ้งไทยและปลานิล กรมส่งเสริมการเกษตร 2 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ไม้ผลและกล้วยไม้ กรมการข้าว 1 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ข้าว และกรมหม่อนไหม 1 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ หม่อนไหม

ขณะเดียวกันยังมีการแต่งตั้งคณะทำงานยกร่างยุทธศาสตร์ที่ไม่มีคณะกรรมการ กำกับดูแลโดยตรง มีจำนวน 3 คณะ ได้แก่ คณะทำงานยกร่างยุทธศาสตร์ถั่วเหลือง แพะ และอ้อยโรงงาน เพื่อยกร่างยุทธศาสตร์ดังกล่าว และนำเสนอตามขั้นตอน ต่อไป

ในส่วนของความคืบหน้ายุทธศาสตร์แต่ละสินค้านั้น เลขาฯ อภิชาต เล่าว่า จากจำนวนทั้งหมด 21 ยุทธศาสตร์ขณะนี้ พบว่า ยุทธศาสตร์ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้วจำนวน 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ข้าว ไม้ผล ปาล์มน้ำมัน กาแฟและไก่ไข่  อยู่ระหว่างนำเสนอคณะรัฐมนตรี จำนวน 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ยางพารา สับปะรด ไก่เนื้อ และสุกร อยู่ระหว่างนำเสนอคณะกรรมการนโยบายระดับกระทรวงหรือระดับชาติ จำนวน 9 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หม่อนไหม กล้วยไม้ โคเนื้อ กระบือ แพะ กุ้งไทยและปลานิล และอยู่ระหว่างนำเสนอคณะอนุกรรมการ/ คณะกรรมการที่รับผิดชอบจำนวน 3 ยุทธ ศาสตร์ ได้แก่ยุทธศาสตร์อ้อยโรงงาน ถั่วเหลือง และโคนม

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งติดตามและดำเนินการในแต่ละยุทธศาสตร์ให้แล้ว       เสร็จโดยเร็ว เพื่อจะช่วยให้สามารถกำหนดปริมาณการผลิตตามความต้องการใช้ภายในประเทศทั้ง การบริโภค อุตสาหกรรม รวมถึงการส่งออก และยังผลักดันให้เกิดการเพิ่ม ผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุน ปรับปรุงคุณภาพการผลิตให้มีมาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของตลาด เนื่องจากมาตรการในแต่ละยุทธศาสตร์จะกำหนดรายละเอียดครอบคลุมไปถึงการเพิ่ม มูลค่าผลิตภัณฑ์ การสร้างเสถียรภาพทางราคาและปรับฐานบริหารจัดการ ซึ่งมีการระบุงบประมาณและหน่วยงานรับผิดชอบไว้อย่างชัดเจนเพื่อให้การดำเนิน งานเดินหน้าไปได้อย่างต่อเนื่องมีประสิทธิภาพ

หากยุทธศาสตร์ทั้งหมดที่กระทรวงเกษตรฯ จัดทำขึ้นนี้ประสบความสำเร็จเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ก็พอจะเห็นอนาคตที่สดใสของเกษตรกรไทยรออยู่ไม่ไกล.

ครบรอบ 4 ปีกรมการข้าว

ครบรอบ 4 ปีกรมการข้าว

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > เกษตรทั่วไทย > ครบรอบ 4 ปีกรมการข้าว.

มุ่งพัฒนาต่อไปไม่หยุดยั้ง

16 มีนาคม 2553 เป็นวันสถาปนากรมการข้าว ครบรอบ 4 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากรมการข้าวมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการปลูกข้าวให้ มีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น การพัฒนาพันธุ์ การอนุรักษ์พันธุ์และคุ้มครองพันธุ์ การผลิตเมล็ดพันธุ์ การตรวจสอบรับรองมาตรฐาน ส่งเสริมและสนับสนุนองค์ความรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวนา ตลอดจนการเพิ่มมูลค่าข้าว การส่งเสริมวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น

นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าว กล่าวถึงการดำเนินงานที่ผ่านมาของกรมการข้าวว่า  กรมการข้าว มีเป้าหมายในการผลิตข้าวเพื่อให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของโลก บุคลากรภายในกรมฯ จะต้องมีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่โดยยึดมั่นการดำเนินแนวทางตามพระ ราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเผยแพร่แนวคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้การผลิตข้าวเป็นระบบที่ยั่งยืน เพื่อประโยชน์ของประชาชนทุกคน

ผลการดำเนินงานที่ผ่านมากรมการข้าวได้ดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราช ดำริในภาคต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 78 โครงการ ในส่วนของงานวิจัย มีการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว และรับรองพันธุ์ไปแล้วเช่น กข 12 กข 29 กข 31 กข 33  กข 35 พิษณุโลก 80 สังข์หยดพัทลุง เจ๊กเชย 1 กข 41 กข 43 และข้าวเจ้าพันธุ์ขาวกอเดียว 35 เป็นต้น นอกจากนี้กรมการข้าวสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ชั้นพันธุ์ขยายและจำหน่าย ประกอบด้วยข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ข้าวเหนียวและข้าวหอมมะลิรวมกว่า 3 แสนตัน

นอกจากนี้ ยังดำเนินงานโครงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ดี ได้จัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชน จำนวน 877 ศูนย์ เพื่อส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว พันธุ์ดีสู่ชาวนาอย่างทั่วถึง และฝึกอบรมชาวนารุ่นใหม่ รวม 4 รุ่น รวม 289 คน โดยคัดเลือกชาวนารุ่นใหม่จากลูกหลานชาวนา เพื่อสร้างชาวนารุ่นใหม่ที่มีศักยภาพการผลิตข้าว และสืบทอดการทำนาในอนาคต พร้อมกันนี้ยังได้จัดทำโครงการปลูกข้าวปลูกใจ เด็กไทยรักข้าว โดยมีเยาวชนเข้าร่วมโครงการ ประมาณ 3,000 คน ซึ่งจะทำให้เยาวชนได้รับความรู้และได้ทดลองปฏิบัติจริงด้านการทำนา

นายประเสริฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับก้าวย่างต่อไปในปีที่ 5 ของกรมการข้าว ภารกิจเร่งด่วนที่กรมฯ จะต้องดำเนินการคือ การยุติการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เนื่องจากปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่กลับมาระบาดในรอบ 10 ปี หลังจากที่เคยระบาดครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2543 ได้สร้างความเสียหายต่อผลผลิตข้าวของชาวนาไป จำนวนไม่น้อย ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมการข้าวร่วมกับกรมส่งเสริมการ เกษตร และกรมพัฒนาที่ดิน ดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยตัดวงจรเพลี้ยกระโดดสี น้ำตาล และโรคเขียวเตี้ย และโรคใบหงิกที่มีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นพาหะนำโรค

ดังนั้น จึงขอเชิญชวนชาวนาที่กำลังประสบปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทำลายนาข้าวอยู่ เข้าร่วมโครงการกับกระทรวงเกษตรฯ ในการยินยอม ให้ไถกลบต้นข้าว เพื่อพักนา เป็นการตัดวงจรเพลี้ยกระโดดและอีก 2 โรคที่ตามมา ทั้งนี้ เนื่องจากถ้าท่านไม่ตัดวงจรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และปลูกข้าวต่อเนื่องก็จะยิ่งกระตุ้นให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพิ่มปริมาณมาก ขึ้น เพราะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีวงจรอายุ 30 วัน แต่ข้าวมีอายุ 120 วัน เพลี้ยจึงสามารถขยายปริมาณได้ 3 ครั้งต่อการปลูกข้าว 1 รอบ ที่สำคัญเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะเจาะดูดลำต้นข้าว เป็นการตัดท่อน้ำท่ออาหารที่จะไปเลี้ยงต้นข้าว ทำให้ข้าวลีบ ผลผลิตเสียหาย ขายไม่ได้ราคา แต่ถ้าเกษตรกรเข้าร่วมโครงการยุติการระบาด จะได้รับการไถกลบต้นข้าวให้ พร้อมกับแจกพันธุ์ข้าวต้านทานโรคให้ไปปลูกรอบใหม่ด้วย ที่สำคัญท่านไม่ต้องเสี่ยงกับปัญหาภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้นด้วย เรียกว่าทั้งลดความเสี่ยงและได้ตัดวงจรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลไปได้พร้อมกัน

ท้ายนี้อธิบดีกรมการข้าว ย้ำมาว่า กรมการข้าวยังคงยึดมั่นพัฒนาชาวนาไทยให้มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เพื่อคงไว้ให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตข้าวและส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของ โลก.

ปี 2554 ชาวระนองจะมีแหล่งน้ำ

ปี 2554 ชาวระนองจะมีแหล่งน้ำ

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > เกษตรทั่วไทย > ปี 2554 ชาวระนองจะมีแหล่งน้ำ.

ให้บริหารจัดการ

ภาวะโลกร้อนในปัจจุบันทำให้อากาศทั่วโลกแปรปรวน ฤดูกาลเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม  ฝนตกนอกฤดูกาลมากขึ้น อากาศหนาวจัด หิมะตกหนัก ในขณะนี้อีกหลายพื้นที่ก็ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง   ทำให้การคาดการณ์ปริมาณน้ำฝน น้ำท่าเป็นไปด้วยความอยากลำบาก ไม่สามารถที่จะบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้เช่นกัน เช่นที่จังหวัดระนองซึ่งเป็นจังหวัดที่มีฝนตกชุกมากที่สุดในประเทศ  ไทย เนื่องจากอยู่ติดกับทะเลอันดามัน ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จึงทำให้มีฝนตกนานถึงปีละ 8 เดือน ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศที่มีความลาดชันสูงจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก ในช่วงที่ฝนตกหนักน้ำจะไหลบ่าจากเขาที่อยู่ทิศตะวันออกไปลงสู่พื้นที่ราบทิศ ตะวันตกในเวลาอันรวดเร็วและจะเกิดภาวะน้ำท่วมขึ้นทันที

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จังหวัดระนองจะเกิดปัญหาน้ำท่วมเรื้อรังต่อเนื่องยาว นานตลอดเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเขตพื้นที่อำเภอเมืองระนองเกิดปัญหาน้ำท่วมปีละหลาย ๆ ครั้ง

ในทางตรงกันข้ามเมื่อฤดูฝนผ่านพ้นไป  ภาวะความแห้งแล้งขาดแคลนน้ำก็จะมาเยือนทันที เพราะไม่มีแหล่งที่จะเก็บกักน้ำไว้ ปริมาณน้ำจำนวนมากในฤดูฝนไหลลงทิ้งทะเลทั้งหมด ยิ่งเกิดภาวะโลกร้อน ยิ่งทำให้ภัยจากธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม หรือน้ำแล้งก็จะรุนแรงขึ้นอีกด้วย

เกี่ยวกับเรื่องนี้รับทราบมาว่าทางกรมชลประทาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเรื่องน้ำของประเทศ ได้รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้นในจังหวัดระนองเป็นอย่างดี จึงได้ทำการศึกษาการพัฒนาแหล่งน้ำให้เต็มศักยภาพเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวอย่าง ยั่งยืน และเกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมน้อยที่สุด โดยได้เสนอให้ดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง คือ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองเคียนงาม  โครงการอ่างเก็บน้ำคลองละอุ่น โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวัน โครงการอ่างเก็บน้ำคลองกระบุรี โครงการอ่างเก็บน้ำคลองบางริ้น โครงการอ่างเก็บน้ำคลองกะเปอร์ และโครงการอ่างเก็บน้ำคลองหาดส้มแป้น

ถึงวันนี้กรมชลประทานได้รับอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้างแล้ว 1 โครงการคือ โครงการอ่างเก็บน้ำหาดส้มแป้น บ้านทอนเรียน ตำบลหาดส้มแป้น จังหวัดระนอง โดยจะก่อสร้างเสร็จภายในต้นปี 2554 ใช้งบในการก่อสร้างประมาณ 324 ล้านบาท สามารถ เก็บกักน้ำได้ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร

“เมื่อการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองหาดส้มแป้นแล้วเสร็จ จะทำให้จังหวัดระนอง มีแหล่งน้ำต้นทุนในการส่งน้ำดิบให้กับการประปา เพื่อใช้อุปโภคบริโภค ถึง 1.2 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อเดือน และเพื่อการอุตสาหกรรมอีก 0.8 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำในอนาคตได้ รวมทั้งยังจะเป็นแหล่งกักเก็บน้ำช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูน้ำหลากอีก ด้วย ตลอดจนจะช่วยบรรเทาการปนเปื้อนของตะกอนดินที่เกิดจากการทำเหมืองแร่ดินขาว ด้านเหนือน้ำซึ่งมีความขุ่นและความเป็นกรดสูง” นายชัยพร วุฒิศักดิ์ ผู้อำนวยการโครงการก่อสร้าง 2 สำนักชลประทานที่ 14 กรมชลประทานกล่าว

อีกไม่นานเมื่ออ่างเก็บน้ำหาดส้มแป้นแล้วเสร็จชาวระนองก็คงจะหมดห่วง ในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นช่วงหน้าแล้งหรือว่าหน้าฝนด้วย อ่างเก็บน้ำคือกลไกหนึ่งที่สำคัญในการจัด การเรื่องน้ำเพื่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่สังคมและผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากที่สุดนั่นเอง.

ปลูกมะนาวนอกฤดู

ปลูกมะนาวนอกฤดู

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > เกษตรทั่วไทย > ปลูกมะนาวนอกฤดู.

พันธุ์ตาฮิติในวงบ่อซีเมนต์

ที่แปลงสาธิตการปลูกมะนาวนอกฤดูพันธุ์ตาฮิติ ของมูลนิธิสายใจไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งร่วมกับ นิคมสหกรณ์สวรรคโลก จ.สุโขทัย และสหกรณ์หมู่บ้านสายใจไทยศรีนคร จำกัด ตลอดมามีผู้คนให้ความสนใจเดินทางเข้าไปศึกษาเรียนรู้เพื่อนำมาเพาะปลูกใน พื้นที่ของตนเป็นจำนวนมากอย่างต่อเนื่องตลอดมา โดยเฉพาะในช่วงที่มะนาวมีราคาดี

มะนาวพันธุ์ตาฮิติ เป็นพืชที่ปลูกง่าย ต้านทานต่อโรคทุกชนิดที่เกิดกับมะนาวหรือพืชตระกูลส้ม ให้ผลผลิตทั้งปี โดยไม่ต้องบังคับ โดยจะให้ผลผลิตมากที่สุดในช่วงฤดูฝน  ส่วนการดูแลรักษา เพียงแค่ใส่ปุ๋ยคอกมูลสัตว์ ปีละ 2 ครั้ง และถ้ามีแมลงศัตรูพืชรบกวน ก็จะใช้น้ำหมักที่สกัดจากสมุนไพร ฉีดพ่นโดยไม่ต้องใช้สารเคมีแม้แต่น้อย ไม่ชอบความแห้งแล้ง เมื่อเริ่มออกดอก อีก 5-6 เดือนนับจากนั้น ก็จะสามารถเก็บผลผลิตได้อายุ 5 ปีขึ้นไปต้นใหญ่ จะให้ผลผลิตมากถึง 500 ลูกต่อต้น น้ำหนักประมาณ 12 ลูกต่อ 1 กิโลกรัม

ส่วนการปลูกเพื่อให้มีผลผลิตนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์ ระยะปลูกระหว่างต้น 1.20 เมตร ระยะระหว่างแถว 1.50 เมตร ปลูกแบบแถวคู่แล้วเว้นทางเดิน 2 เมตร พื้นที่ปลูกปรับให้เรียบวางวงบ่อซีเมนต์เป็นเลขคู่เพื่อง่ายต่อการวางระบบ น้ำและคำนวณแรงดันน้ำ ขนาดของวงบ่อซีเมนต์ใช้ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร

ใช้วัสดุปลูกหลัก 3 ชนิด ประกอบด้วย หน้าดิน 3 ส่วน ขี้วัวเก่า 1 ส่วน และเปลือกถั่วเขียว 2 ส่วน ผสมคลุกเคล้ากัน ใส่วัสดุปลูกลงในวงบ่อซีเมนต์ให้พูน เหยียบวัสดุปลูกขอบ ๆ วงบ่อ บริเวณตรงกลางไม่ต้องเหยียบ

หลังจากที่ใส่วัสดุปลูกลงในบ่อซีเมนต์เรียบร้อยแล้ว ขุดเปิดปากหลุมให้มีขนาดเท่ากับขนาดของถุงที่ใช้ชำต้นมะนาว ถอดถุงดำปลูกต้นมะนาวให้พอดีกับระดับดินเดิม กลบดินแล้วใช้เท้าเหยียบรอบ ๆ ต้น เพื่อไม่ให้โยกคลอน ปัก ไม้เป็นหลักกันลมโยกและแนะนำให้ใช้ตอกมัดต้นมะนาวไว้กับหลัก ตอกจะผุเปื่อยหลังจากปลูกไปนานประมาณ 2 เดือนต้นมะนาวตั้งตัวได้แล้วปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ได้ตลอดทั้งปี

การบังคับให้มะนาวออกฤดูแล้งในรุ่นแรกให้ปลูกต้นมะนาวในช่วงเดือนมกราคม ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ในปีเดียวกันบังคับต้นให้ออกดอกได้โดยใช้หลักการเหมือนกับที่ปลูกลงดิน ผลผลิตมะนาวฤดูแล้งจะไปแก่และเก็บผลผลิตขายได้ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนของ ปีถัดไป เท่ากับว่าการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ใช้เวลาปลูกเพียงปีเศษเท่านั้น เกษตรกรสามารถเก็บมะนาวฤดูแล้งขายได้แล้ว

ตัดแต่งกิ่งมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ ทุก ๆ 3 ปี โดยจะเริ่มตัดแต่งกิ่งและปลิดผลทิ้งทั้งหมดในเดือนพฤษภาคม ในช่วงปีที่ 1-2 จะตัดแต่งบ้างแต่ไม่มากนัก ช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม บำรุงต้นและสะสมอาหารเพื่อจะกระตุ้นการออกดอกรุ่นแรกในเดือนสิงหาคมต่อไป.

Kasettuathai@dailynews.co.th

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,212 other followers

%d bloggers like this: