คลังเก็บ

All posts for the day มีนาคม 22nd, 2010

แปรรูปมังคุด เพื่อพัฒนาสู่อุตสาหกรรม

Published มีนาคม 22, 2010 by SoClaimon

ฉบับที่ 11   ประจำเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2551

ผ่านทางจากแฟ้มวิจัย.

ผลิใบ จากแฟ้มวิจัย
พัชรี  ลิมปิษเฐียร

แปรรูปมังคุด เพื่อพัฒนาสู่อุตสาหกรรม

มังคุดเป็นผลไม้ที่มีผู้นิยมบริโภคอย่างแพร่หลาย  ทั้งภายในและต่างประเทศ เนื่องจากรสชาติที่ไม่เหมือนผลไม้ชนิดใด นอกจากนี้ มังคุดยัง
เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง จัดได้ว่าเป็นแหล่งอุดมด้วยวิตามิน เกลือแร่    และส่วนที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอันได้แก่ สารเยื่อใย วิตามินซี
วิตามันเอ  ฟอเลท  แคลเซียม  โพแทสเซียม และแมกนีเซียม   ยังพบอีกว่ามังคุดมีสรรพคุณในการรักษาโรค    เนื่องจากมีสารประกอบที่สำคัญที่มี
ประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น สารประกอบกลุ่มแซนโทนในมังคุด (Garcinia mangostana) ซึ่งเป็นโครงสร้างแกนหลักของสาร Mangostin มีคุณสมบัติ
ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย การอักเสบ  และมะเร็งมีผลการวิจัยทางการแพทย์รายงานว่า  สารในกลุ่มนี้อันได้แก่ Alpha-and beta-mangostins and
garcinone B   มีผลในการยับยั้งต่อเชื้อ Mycobacterium tuberculosis (TB)  และมีรายงานเกี่ยวกับคุณสมบัติการเป็นสารแอนติออกซิแดนซ์  หรือ
คุณสมบัติในการกำจัดอนุมูลอิสระของสารประกอบกลุ่มแซนโทน ซึ่งมีในเนื้อมังคุดโดยมีค่า ORAC (Oxygen radical absorbance capacity) สูงถึง
17,000 ถึง 24,000 ในขณะที่ลูกพรุนมีค่า ORAC เพียง 7,000 ต่อออนซ์เท่านั้น

คุณค่าทางโภชนาการของมังคุด

เนื้อมังคุด  มีคุณค่าทางอาหารสูงโดยเฉพาะโพแทสเซียม  โปรตีน  สารเยื่อใย  วิตามินซี  ฟอสฟอรัส  แคลเซียม  และแมกนีเซียม  จากการ
ตรวจวิเคราะห์พบว่า  ในน้ำมังคุด 100 มิลลิลิตร  ประกอบด้วย  โพแทสเซียมสูงถึง 87.14 มิลลิกรัม    แคลเซียม 34.53 มิลลิกรัม   และแมกนีเซียม
111.22 มิลลิกรัม นอกจากนี้ ในเนื้อมังคุดยังประกอบด้วย

ฟรุกโทส 2.4 เปอร์เซ็นต์ วิตามินซี 7.2 มิลลิกรัม/100 กรัม
ซูโครส 10.0 เปอร์เซ็นต์ วิตามินอี 0.6 IU/100 กรัม
กลูโคส 2.2 เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัส 9.21 มิลลิกรัม/100 กรัม
มอสโทส 0.1 เปอร์เซ็นต์ คอปเปอร์ 0.06 มิลลิกรัม/100 กรัม
แล็กโทส <0.1 เปอร์เซ็นต์ เหล็ก 0.17 มิลลิกรัม/100 กรัม
ความเป็นกรด (pH) 3.52 เปอร์เซ็นต์ แมงกานีส 0.1 มิลลิกรัม/100 กรัม
ความชื้น 80.69 เปอร์เซ็นต์ สังกะสี 0.12 มิลลิกรัม/100 กรัม
โปรตีน 0.5 เปอร์เซ็นต์ วิตามินเอ (B-carotene) 35 IU/100 กรัม
ของแข็งที่ละลายน้ำ 18.8 เปอร์เซ็นต์ วิตามิน บี 1 (Thiamin) 0.08 มิลลิกรัม/100 กรัม
สารเยื่อใย 1.35 เปอร์เซ็นต์ วิตามิน บี 2 (ไรโบเฟลวิน) 0.054 มิลลิกรัม/100 กรัม
(ที่มา : http://www.mangosteen.com/ และ USDA National Nutrient Database for Standard Reference, 2004)

การแปรรูปมังคุด

น้ำส้มสายชูมังคุด
งานวิจัยนี้   เป็นการศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำส้มสายชู  เพื่อสุขภาพจากมังคุด     ด้วยการหมักเนื้อมังคุดด้วยเชื้อ Gluconobacter oxydans
ซึ่งเป็นเชื้อหมักเร็วในระดับอุตสาหกรรม  ภายใต้การควบคุมอุณหภูมิ  จะได้ปริมาณกรดน้ำส้มอยู่ระหว่าง 4 – 5 เปอร์เซ็นต์ ตามมาตรฐานน้ำส้มสายชู
ภายในเวลา 7 วัน คุณภาพน้ำส้มสายชูที่ได้มีสีตามธรรมชาติ มีกลิ่นหอมของกรดน้ำส้ม และมีปริมาณตามมาตรฐานน้ำส้มสายชู และมีกลิ่นของมังคุด
ที่ใช้หมักอยู่ด้วย ใส  ไม่มีหนอนน้ำส้ม สิ่งสกปรก  หรือสิ่งเจือปนอันใด  ไม่มีตะกอนจากตะกอนที่เกิดโดยธรรมชาติของน้ำส้มสายชูหมัก ผลิตภัณฑ์
น้ำส้มสายชูมังคุดเพื่อสุขภาพ   อุดมด้วยโพแทสเซียม 97.8 มิลลิกรัม  แคลเซียม 3.3 มิลลิกรัม   แมกนีเซียม 13.7 ต่อ 100 กรัม  และปริมาณกรด
น้ำส้ม 4.68 เปอร์เซ็นต์

มังคุดไซเดอร์
ไซเดอร์เป็นเครื่องดื่มผลไม้ที่มีแอลกอฮอล์ต่ำ ได้มีการผลิตไซเดอร์แอปเปิ้ลทางการค้า มาเป็นเวลานานนับสิบปีในตลาดต่างประเทศ และมี
แนวโน้มการผลิตเพิ่มขึ้นเมื่อมีการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ต่ำทดแทน แอลกอฮอล์สูงเพิ่มมากขึ้น  เพื่อสุขภาพที่ดีการผลิตไซเดอร์ สามารถ
ผลิตได้ 2 วิธี คือแบบดั้งเดิม  เป็นการผลิตจากการหมักผลไม้ตามธรรมชาติโดยไม่มีการเติมยีสต์   อีกวิธีหนึ่ง คือการหมักผลไม้และเติมยีสต์เข้าไป
เพื่อเร่งปฏิกิริยา  การผลิตไซเดอร์จากมังคุดทำแบบดั้งเดิม คือหมักมังคุดตามธรรมชาติ คุณภาพของไซเดอร์ขึ้นอยู่กับสี ความขุ่น ความเปรี้ยวความ
หวาน  ความขม  ความเค็ม  และกลิ่นรสผลไม้  รวมทั้งกลิ่นรสต่างๆ   ที่เกิดจากการหมักด้วยเชื้อยีสต์   คุณลักษณะเหล่านี้มีผลให้ไซเดอร์เป็นที่นิยม
สำหรับผู้บริโภค  นอกเหนือจากการมีคุณสมบัติที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพไซเดอร์จากน้ำมังคุด มีคุณค่าทางโภชนาการสูงประกอบด้วยโพแทสเซียมสูง
ถึง 871 มิลลิกรัมต่อลิตร

มังคุดสำเร็จรูปชนิดเกล็ด
มังคุดสำเร็จรูปพร้อมดื่มชนิดเกล็ด  เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์จากมังคุด เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการใช้
เนื้อมังคุดบดละเอียดทำการอบแห้งแช่แข็งที่อุณหภูมิต่ำ (Freeze Dry) การทำผลิตภัณฑ์แช่แข็งอบแห้ง จะยังคงคุณค่าทางโภชนาการของมังคุดไว้
อย่างครบถ้วน  ซึ่งประกอบด้วยโพแทสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียม  ในปริมาณสูงเมื่อเปรียบเทียบกับผลไม้ชนิดอื่น รวมทั้งคุณประโยชน์ที่ได้
จากสารเยื่อไย (Fiber)  และคุณค่าที่ได้จากสารประกอบกลุ่มแซนโทนโดยธรรมชาติ  จากเนื้อมังคุดล้วนในปริมาณที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย
ผลิตภัณฑ์มังคุดเกล็ด สามารถชงละลายได้ทั้งน้ำร้อนและน้ำเย็น  ในปริมาณถ้วยละ 2-3 ช้อนชา  ชงดื่มมังคุดเกล็ด 1 ซอง (60 กรัม) ได้คุณค่าครบ
ถ้วนของมุงคุดสด 300 กรัม

ยางมังคุดใช้ประโยชน์ได้
ยางมังคุดเป็นสารสีเหลืองในผลมังคุด ที่จะมีประโยชน์อย่างมาก  ต่ออุตสาหกรรมหลายประเภทในอนาคตอันใกล้นี้ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม
ยาสำหรับโรคมะเร็ง โรคเอดส์ ยาแก้อักเสบ ยาแก้ภูมิแพ้  และยารักษาโรคผิวหนัง   เนื่องจากใช้เป็นวัตถุดิบในการสกัดสารกลุ่มแซนโทนแต่ละชนิด
ที่มีฤทธิ์ทางยาที่แตกต่างกัน     รวมทั้งอุตสาหกรรมพลาสติก    ทั้งนี้ มีรายงานว่า   อนุพันธ์ของสารประกอบกลุ่มแซนโทน    ชนิดเตตระไฮดรอกซี
(tetra-hydroxyxanthone)   เมื่อนำมาผสมกับสารโพลีเอสเตอร์ที่ใช้สำหรับอุตสาหกรรมพลาสติก   สามารถยืดอายุการใช้งานได้หลายเท่า เพราะมี
คุณสมบัติการทนแสงอัลตราไวโอเลต จึงถูกใช้ทดสอบเป็นส่วนประกอบของเซลล์แสงอาทิตย์นอกจากนี้ ยางมังคุดอาจเข้ามามีบทบาทในการใช้เป็น
สารเจือปนในอาหาร   เพราะฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus  ซึ่งเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษได้นักวิจัยได้รายงานว่ายาง
สีเหลืองนี้ประกอบด้วยสารประกอบกลุ่มแซนโทนถึง 75 เปอร์เซ็นต์   พบมากในส่วนเนื้อเปลือกด้านใน  ยางมังคุดละลายได้ดีในสารระเหยชนิดมีพิษ
ได้แก่ เมทานอล และอะซีโตน และละลายได้อย่างช้าในเอทิลแอลกอฮอล์ ขณะนี้ได้มีการสั่งซื้อยางมังคุด จากต่างประเทศแล้ว

สารประกอบกลุ่มแซนโทนในมังคุด
การแปรรูปมังคุด   จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับปริมาณสารประกอบกลุ่มแซนโทนที่มีอยู่    หรือการเพิ่มเติมส่วนของเปลือกมังคุดไปในส่วน
ประกอบ      เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร  สารประกอบกลุ่มแซนโทนมี 43 ชนิด    ที่มีการศึกษาค้นคว้าในปัจจุบัน  ได้แก่  mangosin  mangostenol
mangostenone  A      mangostenone  B  trapezifolixanthone tovophyllin  B  alpha and Beta – mangostins garcinone  B  mangostinone mangostanol  ซึ่งสารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระโครงสร้างแกนหลัก C13 H8 O2   น้ำหมักโมเลกุล 196.19 กรัม/โมล 9H-xanthen-9-one
(IUPAC name)

โครงสร้างแกนหลักของสารประกอบกลุ่มแซนโทน
สารสกัดแมทานอล และสารจากเปลือกผลมังคุด ยับยั้งเอนไซม์โพรทีเอส (HIV-1 protease) ซึ่งจำเป็นต่อวงจรชีวิตของเชื้อ HIV นอกจากนี้
ยังยับยั้งเอนไซม์โทโพไอโซเมอเรส I และII ซึ่งเป็นกระบวนการถ่ายแบบ DNA    เพื่อการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิตโดยเอนไซม์นี้จะคลายเกลียวซูเปอร์
คอยล์ของ DNA เพื่อให้เอนไซม์ชนิดต่างๆ เข้ามาทำการถ่ายแบบต่อไป

สนใจรายละเอียด สอบถามที่กลุ่มวิจัย  และพัฒนาการแปรรูปผลิตผลเกษตร โทร. 0-2940-5468-9

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2525, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

บรรจุภัณฑ์อาหารย่อยสลายทางชีวภาพ

Published มีนาคม 22, 2010 by SoClaimon

ฉบับที่ 11   ประจำเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2551

ผ่านทางจากโต๊ะบอกอ.

ผลิใบ ขยายผล
กองบรรณาธิการ

บรรจุภัณฑ์อาหาร ย่อยสลายทางชีวภาพ

หันไปทางไหน ก็พูดกันถึงแต่เรื่อง “โลกร้อน” เห็นมีการรณรงค์กันอยู่ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ปลูกต้นไม้ ลดการใช้ไฟฟ้า ลดการใช้เครื่องปรับ
อากาศ ลดการใช้ถุงพลาสติกหันมาใช้ถุงผ้าแทน

โดยเฉพาะประการหลังนี้ มีโฆษณาออกมาล้อเลียนเทน้ำอัดลมใส่ถุงผ้าเพื่อสนับสนุนการลดการใช้ถุงพลาสติก เหมือนกับจะบอกว่าวิธีการลด
โลกร้อนด้วยการใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกนะ ฝันไปก่อนเถอะ เพราะถุงพลาสติกเข้ามาสู่วิธีชีวิตของผู้คนในปัจจุบันจนยางที่จะหาวัสดุอื่นมาทดแทน

เว้นเสียแต่ว่ามีคนคิดค้นวัสดุที่มีคุณสมบัติ เช่นเดียวกับพลาสติกคือกันน้ำได้  ใส่ของเหลวได้ มาใช้แทนพลาสติก  รวมไปถึงกล่องโฟมบรรจุ
อาหารที่ผลิตมาแทนถุงพลาสติก และภาชนะพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวแล้วทั้งไป

บรรจุภัณฑ์ที่ทำจากโฟมมีปัญหาเช่นเดียวกับพลาสติกคือไม่ย่อยสลายหรือย่อยสลายยาก ใช้เวลาย่อยสลายนานมาก ปัจจุบันจึงมีการคิดค้น
บรรจุภัณฑ์ที่ใช้บรรจุอาหารที่สามารถย่อยสลายได้ในเวลาอันรวดเร็ว      เรียกว่า “บรรจุภัณฑ์อาหารย่อยสลายทางชีวภาพ” (BPE)  เป็นบรรจุภัณฑ์
อาหารที่มีวัตถุประสงค์นำมาใช้ทดแทนโฟมและพลาสติก

ผู้ที่ผลิตบรรจุภัณฑ์ดังกล่าว ได้แก่ บริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด เป็นบริษัทที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กระทรวงอุตสาหกรรม ถือหุ้นร่วมกับเอกชน

บริษัทนี้ เป็นบริษัทแรกในประเทศไทยที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตบรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารชนิด Biodegradable   ประเภท 1.28 จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BIO) เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2548

ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวทำมาจากเยื่อกระดาษชานอ้อย สีขาว แข็งแรง สามารถใช้กับอาหารทั้งร้อนและเย็นสามารถใช้กับตู้อบและเตาไมโครเวฟ ปลอดภัยจากสารพิษปนเปื้อน ด้วยเยื่อกระดาษที่ผ่านกระบวนการที่ไม่ใช้คลอรีนในการฟอกสี จึงไม่มีสารคลอรีนตกค้าง สามารถย่อยสลายโดยการ
ฝังกลบในดินภายใน 45 วัน

ผลการทดสอบ  การย่อยสลายจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะ และวัสดุแห่งชาติ หรือ MTEC   ผลิตภัณฑ์ในสภาวะคอมโพสต์    อุณหภูมิ 5 – 70 องศาเซลเซียส ความชื้น 45-60%  ความเป็นกรดด่าง pH 6.5 – 8.0 สามารถแตกสลายเป็นชิ้นเล็กๆ จนไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าภายใน 31 วัน

ประโยชน์ที่ได้รับจากบรรจุภัณฑ์อาหารย่อยสลายทางชีวภาพนี้ ถ้ามองในด้านเศรษฐกิจ จะเห็นว่าสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับชานอ้อย จากชาน
อ้อยที่ไม่มีมูลค่า    มาเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่าตันละกว่า 20,000 บาท    เป็นการส่งเสริมให้มีการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร มาทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม
นอกจากนี้ยังลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะมลพิษประเภทโฟม  และพลาสติกที่สำคัญ  คือ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรม บรรจุภัณฑ์
ในตลาดโลกด้วย ถ้ามองด้านสังคม บรรจุภัณฑ์นี้สามารถลดปริมาณขยะประเภทโฟมและพลาสติก ที่ตามสถิติบกว่ามีมากถึงปีละ 4 ล้านตัน เป็นการ
อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม   ลดปัญหาสุขภาพ    และอัตราผู้ป่วยโรคมะเร็ง      ที่มีสาเหตุมาจากสารพิษปนเปื้อนในภาชนะที่ทำมาจากโฟม   และพลาสติก
บรรจุภัณฑ์นี้เหมาะสำหรับสถานศึกษาโรงพยาบาล ร้านอาหาร โรงแรม สายการบิน สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยวนี้จะสามารถ
ลดขยะประเภทโฟมและพลาสติกที่ยากต่อการกำจัดได้มาก

เปรียบเทียบคุณลักษณะของบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายทางชีวภาพ (BPE) กับโฟมและพลาสติก

คุณลักษณะ พลาสติก โฟม BPE
ใช้ได้กับเตาอบและไมโครเวฟ ? x
ย่อยสลายหมดภายในเวลา 45 วัน x x
เก็บได้นาน
กระบวนการผลิตประหยัดพลังงาน x
ไม่มีของเสียจากกระบวนการผลิต x ?
ทนอุณหภูมิได้ตั้งแต่ -40 ถึง 250 องศาเซลเซียส ? x
ทนน้ำร้อน น้ำมันร้อนได้ถึง 120 องศาเซลเซียส ? x
เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม
x
มีสารปนเปื้อนก่อมะเร็ง
x

?  = ไม่แน่ใจ                      x  =  ไม่                  =  ใช่

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2525, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

ข้าวฟ่างสีขาวพันธุ์สุพรรรบุรี 3

Published มีนาคม 22, 2010 by SoClaimon

ฉบับที่ 11   ประจำเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2551

ผ่านทางจากโต๊ะบอกอ.

ผลิใบ จากโต๊ะบอกอ
บรรณาธิการ

ข้าวฟ่างสีขาว พันธุ์สุพรรรบุรี 3

ข้าวฟ่างสายพันธุ์ UT1694 เป็นสายพันธุ์ที่คัดเลือกได้จากคู่ผสม ระหว่างพันธุ์ข้าวฟ่างเมล็ดสีเหลืองต้นเตี้ย ICSV-LV 90502 กับพันธุ์ข้าวฟ่าง
เมล็ดสีขาวเฮกการีหนัก จากการผสมพันธุ์ในปลายฤดูฝน ปี 2537 ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรีลักษณะเด่นให้ผลผลิตเมล็ดเฉลี่ยเท่ากับ 524 กิโลกรัม
ต่อไร่  สูงกว่าพันธุ์เฮกการีหนัก (385 กิโลกรัมต่อไร่)   ประมาณ 36 เปอร์เซ็นต์  มีความสูงต้นเฉลี่ย 156 เซนติเมตร     ซึ่งเตี้ยกว่าพันธุ์เฮกการีหนัก
(247 เซนติเมตร) 91 เซนติเมตร เมล็ดสายพันธุ์ UT1694 เป็นข้าวฟ่างเมล็ดสีขาว ลักษณะเมล็ดรี มีน้ำหนัก 1,000 เมล็ด เท่ากับ 23 กรัม   ลักษณะ
ประจำพันธุ์ของข้าวฟ่างสายพันธุ์ UT1694 เปรียบเทียบกับพันธุ์เฮกการีหนัก

ลักษณะทางพฤษศาสตร์

ลักษณะ
สายพันธุ์ UT1694
พันธุ์เฮกการีหนัก
1.  สีต้นในเมื่อมีโรคแมลงทำลาย
ม่วง
ม่วง
2.  เปลือกหุ้มเมล็ด
ม่วงดำ
ม่วงดำ
3.  สีเมล็ด
ขาวขุ่น
ขาวขุ่น
4.  ลักษณะเมล็ด
รี
รี
5.  ทรงช่อ
ค่อนข้างแน่น
แน่น

ลักษณะทางการเกษตร

ลักษณะ
สายพันธุ์ UT1694
พันธุ์เฮกการีหนัก
1.  ความสูง (ซม.)
165
247
2.  อายุวันดอกบาน
65
66
3.  น้ำหนัก 1,000 เมล็ด
23
27
4.  เปอร์เซ็นต์การนวด
77.1
82
5.  ผลผลิตเมล็ด
524
385
6.  ลักษณะเนื้อในเมล็ด
มีแป้งอ่อนตอนกลาง
สีแป้งอ่อนตอนกลาง

พบกันใหม่ฉบับหน้า
บรรณาธิการ
E-mail : pannee@doa.go.th

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2525, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

มะละกอผลเล็ก “ขอนแก่น 80”

Published มีนาคม 22, 2010 by SoClaimon

ฉบับที่ 10   ประจำเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ผ่านทางจากแฟ้มวิจัย.

ผลิใบ จากแฟ้มวิจัย
วิไล  ปราสาทศรี

มะละกอผลเล็ก “ขอนแก่น 80”

มะละกอเป็นผลไม้ยอดนิยมชนิดหนึ่งของคนทั่วโลก สามารถขึ้นได้ดีในเขตร้อนและกึ่งร้อน รวมทั้งประเทศไทยที่มีสภาพภูมิอากาศเหมาะสม
สามารถปลูกมะละกอคุณภาพดีส่งไปขายต่างประเทศได้  แต่ปริมาณการส่งออกในปัจจุบันไม่มากนัก  ส่วนใหญ่ 90% ใช้บริโภรคภายในประเทศ แต่
ในอนาคตมะละกอน่าจะเป็นผลไม้ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจได้

การปลูกมะละกอของไทย   ประสบปัญหาการระบาดของโรคจุดวงแหวน   เช่นเดียวกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก   นอกจากนี้ยังขาดแคลนพันธุ์ดี
ประกอบกับมะละกอมีความแปรปรวนทางสายพันธุ์สูง และพันธุ์ที่ปลูกเป็นการค้า     เช่น แขกดำ แขกนวล  เป็นมะละกอผลขนาดกลางเหมาะสำหรับ
บริโภคดิบ (ทำส้มตำ) และส่งโรงงานแปรรูป รสชาติอร่อย แต่อ่อนแอต่อโรคจุดวงแหวนมากที่สุด

การปรับปรุงพันธุ์มะละกอ
กรมวิชาการเกษตร  โดยศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตขอนแก่น หรือสถานีทดลองพืชสวนขอนแก่นเดิม     ได้ปรับปรุงพันธุ์
มะละกอที่เหมาะสมสำหรับบริโภคสด และส่งโรงงานแปรรูป   คือ พันธุ์แขกดำศรีสะเกษ   และยังได้ดำเนินโครงการพัฒนาพันธุ์มะละกอทนทานโรค
จุดวงแหวนควบคู่ไปกับการพัฒนามะละกอผลเล็ก  เพื่อรองรับตลาดในอนาคต  มาตั้งแต่ปี 2530    โดยนำพันธุ์ Florida Tolerant ของมหาวิทยาลัย
ฟลอริดา  ที่มีความทนทานต่อโรคจุดวงแหวน มาผสมกับพันธุ์แขกดำที่คนไทยนิยมแต่อ่อนแอต่อโรคมากที่สุด  ได้ลูกผสมหลากหลาย   จึงคัดเลือก
ต่อไปโดยวิธีคัดเลือกพันธุ์ซ้ำถึง 5 รอบ

ในปี 2537 คัดเลือกได้มะละกอ 3 สายพันธุ์  คือ พันธุ์ท่าพระ 1 ท่าพระ 2 และท่าพระ 3  ที่มีความทนทานโรคจุดวงแหวน และมีลักษณะทาง
การเกษตรและคุณภาพดี

มีการทดสอบพันธุ์ในพื้นที่ต่างๆ และแปลงเกษตรกรตั้งแต่ปี 2537-2540  จึงคัดเลือกพันธุ์ท่าพระ 2 เสนอกรมวิชาการเกษตรเป็นพันธุ์แนะนำ
และตั้งชื่อใหม่ว่า “แขกดำท่าพระ” เผยแพร่สู่เกษตรกรไปตั้งแต่ปี 2541

มะละกอแขกดำท่าพระมีลักษณะผลยาวเรียว  เมื่อดิบเนื้อจะกรอบ  ผลสุกมีเนื้อสีเหลืองหวานหอม   มีความทนทานต่อโรคจุดวงแหวนดี เป็น
พันธุ์ที่เหมาะสำหรับกินดิบ (ส้มตำ) กินสุก และส่งโรงงานแปรรูป

สำหรับพันธุ์ท่าพระ 1   ยังมีความแปรปรวนของคุณภาพ  และพันธุ์ท่าพระ 3    เป็นพันธุ์ที่คัดเลือกเป็นมะละกอผลเล็กสำหรับตลาดอนาคต มี
รสชาติหวานอร่อย อย่างไรก็ตาม ขนาดและคุณภาพของผลยังมีความแปรปรวน  และมีความทนทานดรคน้อยกว่าพันธุ์ท่าพระ 1 และท่าพระ 2 จึงทำ
การพัฒนาต่อตั้งแต่ปี 2541-2547 จนคัดได้สายพันธุ์ที่มีขนาดผลเล็ก จำนวน 2 สายพันธุ์ คือ TPL1 และ TPL2

เมื่อปี 2547 – 2549   ทำการทำลองพันธุ์ในพื้นที่ต่างๆ  ตามขั้นตอนการวิจัย และในปี 2547   มีการนำไปให้เกษตรกรที่ปลูกมะละกอส่งออก
ทดลองปลูก และทดสอบตลาดต่างประเทศ

ปี 2550-2551 ทดลองปลูกสายพันธุ์  TPL2 เป็นแปลงขนาดใหญ่เพื่อศึกษาศักยภาพที่จะปลูกเพื่อการค้า

จากมะละกอ 2 พันธุ์
พันธุ์มะละกอที่เป็นฐานพันธุกรรมซึ่งนำมาปรับปรุงพันธุ์เป็นพันธุ์ขอนแก่น 80 นี้ได้มาจากมะละกอ 2 พันธุ์ คือ Florida Tolerant และแขกดำ
ที่มีลักษณะประจำพันธุ์ ดังนี้

–   Florida Tolerant   เป็นมะละกอที่มีดอกตัวผู้และตัวเมียอยู่คนละต้น(Dioecions)  มีผลขนาดเล็กกลม น้ำหนัก 400-700 กรัม  เมื่อสุกมีสี
เหลืองส้ม ผลสุกเก็บเกี่ยวได้ภายใน 5 – 6 เดือน   มีความทนทานต่อโรคจุดวงแหวนดี เป็นพันธุ์ที่พัฒนาโดย Dr.Corover แห่งมหาวิทยาลัยฟลอริดา
ตั้งแต่ปี 2524-2528   ต่อมาในปี 2530 Dr. D.Gonsalves  ที่ปรึกษาโครงการมะละกอของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ได้นำมะละกอพันธุ์ Florida
Tolerant มาให้ทดลองปลูกที่ จ.ขอนแก่น   พบว่า สามารถเจริญให้ผลผลิตดีและมีความทนทานต่อโรคจุดวงแหวนดีมาก  อย่างไรก็ตาม    เนื่องจาก
ลักษณะผลที่กลมเล็ก ทำให้สับเป็นเส้นทำส้มตำลำบาก เมื่อสุกมีสีเหลืองคนไทยไม่ชอบ

–  มะละกอพันธุ์แขกดำ  มีปลูกแพร่หลายในประเทศไทย คนไทยคุ้นเคยนิยมรับประทานทั้งผลดิบและผลสุก เป็นพันธุ์ที่มีทั้งต้น ที่เป็นเพศผู้
ต้นเพศเมีย และต้นสมบูรณ์เพศ (กระเทย)  โดยต้นกระเทยให้ผลยาวเรียว เป็นผลขนาดกลาง 1-1.3 กก. ผลดิบเนื้อแน่นกรอบ ผลสุกมีเนื้อสีแดงส้ม
อย่างไรก็ตาม มะละกอแขกดำมีความอ่อนแอต่อโรคมากที่สุด

ขั้นตอนการผสมและคัดเลือกพันธุ์
วิธีการผสมพันธุ์มะละกอ และคัดเลือกมะละกอพันธุ์ขอนแก่น 80 มีขั้นตอนการดำเนินงานดังต่อไปนี้

1.  การผสมพันธุ์ ในปี 2530-2531 ทำการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างมะละกอแขกดำกับพันธุ์ Florida Tolerant ได้คู่ผสมจำนวนมาก

2.  การคัดเลือกพันธุ์ลูกผสม วัตถุประสงค์แรกเริ่มของโครงการ คือการพัฒนาพันธุ์ให้มีความทนทานต่อโรคจุดวงแหวน  และคัดเลือกผล
ที่มีคุณภาพที่คนไทยนิยม และโดยที่พันธุกรรมการถ่ายทอดลักษณะที่ทนทานต่อโรคจุดวงแหวนเป็นแบบเชิงปริมาณ (quantitative)  ความทนทาน
ต่อโรคจุดวงแหวน  สามารถเพิ่มขึ้นโดยการคัดเลือกพันธุ์ซ้ำ ( recurrant selection)  วิธีการคัดเลือกโดยนำเมล็ดที่ได้จากการผสมพันธุ์มาเพาะเ็ป็น
ต้นกล้าแล้วปลูกเชื้อไวรัสโรคจุดวงแหวนให้ต้นกล้า  คัดเลือกต้นที่มีอาการน้อยที่สุด     นำไปปลูกในแปลงทดลองหรือปลูกต้นกล้าปราศจากโรคใน
แปลงก่อน  แล้วจึงปลูกเชื้อไวรัสจุดวงแหวน ด้วยวิธี Hand inoculation  ใช้ระยะปลูก 2 x 2 เมตร   ปลูกเป็นแถว คู่ผสมละ 2 แถว  แถวละ 10 หลุม
ปลูกหลุมละ 3 ต้น เมื่อมะละกอออกดอกแสดงเพศ คัดต้นสมบูรณ์เพศ (กะเทย) ไว้หลุมละ 1 ต้น  ให้น้ำแบบระบบน้ำหยด มีการดูแลใส่ปุ๋ยคอก ปีละ
2 ครั้ง ปุ๋ยเคมีเดือนละ 1 ครั้ง ครั้งละ 20 กรัม/ต้น  พ่นสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตามความจำเป็น   มีการบันทึกข้อมุลการเกิดโรคจุดวงแหวน และ
ประเมินระดับความรุนแรงของโรค บันทึกข้อมูล น้ำหนักผล  สีของเนื้อผลสุก ความหนาเนื้อ และอื่นๆ  คัดเลือกต้นและเก็บเมล็ดพันธุ์สำหรับการปลูก
และคัดเลือกรอบต่อไป ทำการคัดเลือก 5 รอบ ตั้งแต่ปี 2531-2537 การปลูกทุกขั้นตอนมีการปฏิบัติดูแลเหมือนกัน ทั้ง 5 รอบ

3.  การทดสอบพันธุ์ ปี 2537 – 2540   ทำการทดสอบพันธุ์ที่คัดเลือกได้คือ ท่าพระ 1 ท่าพระ 2 และท่าพระ 3  ในหลายพื้นที่ ทั้งในแปลง
ทดลองของศูนย์วิจัย  สถานีทดลอง และแปลงเกษตรกร  ในจังหวัดต่างๆ        ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ขอนแก่น ศรีสะเกษ หนองคาย
อุดรธานี และหนองบัวลำภู ภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี และภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดชุมพร

4.  การคัดเลือกมะละกอท่าพระ 3 ผลเล็ก จากการคัดเลือกพันธุ์ลูกผสม  ตามวิธีและขั้นตอนที่กำหนด   ส่วนหนึ่งคัดเลือกได้มะละกอ
สายพันธุ์ที่มีผลขนาดเล็กคือ   พันธุ์ท่าพระ 3     แต่ยังมีความแปรปรวนของลักษณะผลและขนาด    จึงมีโครงการคัดพันธุ์มะละกอท่าพระ 3 ตั้งแต่ปี
2541-2547 เพื่อคัดเลือกให้มีผลเล็ก น้ำหนักไม่เกิน 1,000 กรัม

5.  การทดสอบพันธุ์ท่าพระ 3 ผลเล็ก ปี 2547-2549   ทำการทดสอบพันธุ์ท่ารพะ 3 line 1 (TPL1)   และท่าพระ 3 line (TPL2) ในแปลง
ทดลองของศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ   ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตขอนแก่น   และศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิต
อุดรธานี  โดยวิธีการปลูกและดูแลปฏิบัติเช่นเดียวกับที่ดำเนินการที่ ศบป.ขอนแก่น มีการเก็บข้อมูลเพื่อบันทึกการเกิดโรคจุดวงแหวนเดือนละ 1 ครั้ง
เก็บเกี่ยวผลผลิตและบันทึกข้อมูลต่างๆ ตามกำหนดเวลา

6. การทดลองในไร่เกษตรกร ปี 2547  ได้ส่งเมล็ดท่าพระ 3 ให้คุณนนทศักดิ์  เนาวสัยศรี เกษตรกร อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี  ที่มีอาชีพ
ปลูกมะละกอผลเล็กพันธุ์ Sunrise   เพื่อส่งขายต่างประเทศ เกษตรกรได้ปลูกท่าพระ 3  และทดลองส่งผลผลิตไปจำหน่ายตลาดฮ่องกง   พร้อมกับ
มะละกอฮาวาย

7.  การศึกษาศักยภาพการปลูกมะละกอสายพันธุ์ TPL2 เป็นการค้า ปี 2550-2551   ปี 2550 ได้ปลูกมะละกอ TPL2  เป็นแปลงขนาด
ใหญ่พื้นที่ 2 ไร่ (540 ต้น) ที่ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตขอนแก่น (ศบป.ขอนแก่น) วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาศักยภาพของสายพันธุ์
TPL2  ที่จะปลูกเป็นการค้าสำหรับมะละกอกินสุกที่มีผลขนาดเล็ก (table consumption)     และการส่งออกมีวิธีการปลูกและดูแลให้พืชเจริญเติบโต
บันทึกข้อมูลและเก็บผลผลิตวิธีเดียวกับการปลูกในการทดสอบพันธุ์ดังกล่าวมาแล้ว

ทดลองส่งออก
ในฤดูกาลปี 2548 เมื่อมะละกอท่าพระ 3 มีผลผลิตแล้วเกษตรกรได้ทดลองส่งออกไปยังตลาดฮ่องกง พร้อมกับมะละกอฮาวาย เพื่อทดสอบ
การตอบสนองของตลาด ปรากฎผลดังนี้
1.  รสชาติหวานหอม เป็นที่ยอมรับของตลาด
2.  ผลมีขนาดใหญ่เกินไป มีน้ำหนักผล 800-1,200 กรัม ซึ่งลูกค้าในฮ่องกงนิยมมะละกอขนาดเล็ก เช่น พันธุ์ฮาวายหรือซันไรซ์ น้ำหนักผล
ประมาณ 450-600 กรัม แต่ในปัจจุบันผลขนาด 700-900 กรัม กลับเป็นที่นิยมมากขึ้น
3.  ผิวบาง  ไม่คงทนต่อการขนส่งทางไกล  โดยใช้ระยะเวลาเดินทางจากท่าเรือแหลมฉบัง – ตลาดกวางเจา   ประมาณ 8-9 วัน ทำให้ช้ำและ
เสียหายเมื่อถึงตลาดปลายทาง

ลักษณะเด่น
จากผลการศึกษาศักยาภาพการปลูกมะละกอขอนแก่น 80 พบว่า มะละกอสายพันธุ์ TPL2 มีการเจริญเติบโตทั่วไปดีและสม่ำเสมอ  ดอกแรก
บานเมื่ออายุ 74 วัน และติดผลแรกเมื่ออายุ 81 วัน ความสูงเมื่ออายุ 7 เดือน เฉลี่ย 132 ซม. ผลแรกเริ่มสุก เมื่ออายุ 7 เดือน หลังย้ายปลูก มีรูปร่าง
ผลสม่ำเสมอเป็นรูปรี   ส่วนหัวเล็กก้นปล่อง (pear shaped) น้ำหนักผลเฉลี่ย 0.77 กิโลกรัม  ผลสุกเนื้อสีแดงส้ม รสชาติหวานหอม ความหวานเฉลี่ย
13.12 องศาบริกซ์ ผลผลิตเท่ากับ 6,036.8 กก./ไร่
มีความทนทานต่อโรคจุดวงแหวนดี   คือ แสดงอาการเหลืองด่างที่ใบ   แต่ไม่มีอาการที่ผล  นอกจากนี้ ผลมีผิวเป็นมัน เปลือกหนา เนื้อแน่น
และหลังการเก็บเกี่ยวสุกช้ากว่าพันธุ์แขกดำและแขกดำท่าพระ
ผลมีขนาดเล็ก  เหมาะที่จะผ่าและใช้ช้อนตักรับประทานเป็นผลไม้ที่มีรสชาติดีมาก  มีศักยภาพที่จะเป็นพันธุ์แนะนำและส่งเสริมให้เกษตรกร
ปลูกเป็นการค้าได้

ความคาดหวังของนักปรับปรุงพันธุ์
จากการทดสอบพันธุ์มะละกอสายพันธุ์ TPL1  และ TPL2   ร่วมกับพันธุ์แขกดำศรีสะเกษและ Florida Tolerant        พบว่า สายพันธุ์ TPL2
มีคุณภาพดีเด่นใกล้เคียงกับพันธุ์แขกดำศรีสะเกษ  ซึ่งเป็นพันธุ์การค้าในปัจจุบัน แต่เป็นพันธุ์ผลขนาดกลาง  และปัจจุบันทั้งคนไทยและต่างประเทศ
นิยมรับประทานมะละกอสุกผลเล็ก เนื้อสีแดง

ดังนั้น    มะละกอสายพันธุ์ TPL1 และ TPL2   ที่มีความดีเด่นในแง่ความหวานและขนาดของผลที่เล็กกว่า อาจใช้เป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับ
บริโภคสุก สมควรใช้เป็นพันธุ์แนะนำแก่เกษตรกรปลูกเป็นการค้า
ขายในประเทศและเพื่อการส่งออก  และเพื่อความเหมาะสมจึงขอเรียกชื่อ
มะละกอสายพันธุ์ TPL2 ว่า มะละกอพันธุ์ “ขอนแก่น 80”

สนใจมะละกอผลเล็ก “ขอนแก่น 80” ติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตขอนแก่น ตำบลท่าพระ อำเภอเมือง
จังหวัดขอนแก่น โทรศัพท์ 0-4326-1504 และ 0-4326-2380

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2525, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

ค้าปุ๋ยถูกกฎหมาย (ตอนที่ 2)

Published มีนาคม 22, 2010 by SoClaimon

ฉบับที่ 10   ประจำเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ผ่านทางฉีกซอง.

ผลิใบ ฉีกซอง
อังคณา  สุวรรณกูฏ

ค้าปุ๋ยถูกกฎหมาย (ตอนที่ 2)

การขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์

ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า  หรือใบอนุญาตนำเข้าปุ๋ยที่มีความประสงค์จะผลิต หรือนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์   ต้องนำปุ๋ยอินทรีย์
ดังกล่าวมาขอขึ้นทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เสียก่อน  และเมื่อได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนแล้ว     จึงจะผลิตหรือนำเข้าปุ๋ยอินทรีย์นั้นได้ หลัก
เกณฑ์ในการยื่นคำขอใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า กำหนดไว้ดังนี้

(1) ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดที่ไม่เป็นของเหลว จะต้องมีปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด ไม่น้อยกว่าร้อยละ 1.0 ของน้ำหนัก ฟอตเฟตทั้งหมด ไม่น้อยกว่า
ร้อยละ 0.5 ของน้ำหนักและโพแทซทั้งหมด ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 เช่นกันหรือมีปริมาณธาตุอาหารหลักรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 2.0 ของน้ำหนัก
ปริมาณอินทรียวัตถุรับรอง ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนัก  อัตราส่วนของคาร์บอนต่อไนโตรเจน ไม่เกิน 20:1   การย่อยสลายที่สมบูรณ์แล้วไม่
น้อยกว่าร้อยละ 80 ค่าการนำไฟฟ้า ไม่เกิน 10 เดซิซีเมนส์ต่อเมตร ปริมาณเกลือ (โซเดียมคลอไรด์) ไม่เกินร้อยละ 1 โดยน้ำหนัก

ขนาดของปุ๋ย ไม่เกิน 12.5 x 12.5 มิลลิเมตร หิน/กรวด/ทราย  ขนาด 5 มิลลิเมตรขึ้นไป  ไม่เกินร้อยละ 2 ของน้ำหนัก  ความชื้นไม่เกิน
ร้อยละ 30 ของน้ำหนัก ไม่พบพลาสติก แก้ว วัสดุมีคม หรือโลหะอื่นๆ และต้องไม่มีปริมาณสารพิษเกินกว่าทีรัฐมนตรีประกาศกำหนด

(2) ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดที่เป็นของเหลว ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของน้ำหนัก ฟอสเฟตทั้งหมด ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5
ของน้ำหนักและโพแทซทั้งหมด ไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของน้ำหนัก หรือมีปริมาณธาตุอาหารหลักรวมกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ 1.5 ของน้ำหนัก ปริมาณ
อินทรียวัตถุรับรอง ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของน้ำหนัก  อัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน ไม่เกิน 20:1 ค่าการนำไฟฟ้า ไม่เกิน 10 เดซิซีเมนส์ต่อเมตร
ปริมาณเกลือ (โซเดียมคลอไรด์) ไม่เกินร้อยละ 1 โดยน้ำหนัก และไม่พบปริมาณสารพิษเกินกว่าอัตราที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

(3) ปุ๋ยอินทรีย์ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร  ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายว่าด้วยการกักพืช   เนื่องจากมีความเสี่ยงในการนำศัตรูพืช
ติดเข้ามาด้วย

(4) ปุ๋ยอินทรีย์ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรที่นำมาขึ้นทะเบียนและประสงค์จะแบ่งบรรจุ ให้ใช้ผลการวิเคราะห์ปุ๋ยอินทรีย์ฉบับเดียวกันได้เมื่อ
ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์ในคราวเดียวกัน

(5) เครื่องหมายการค้าที่ใช้ในการขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์ ต้องเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนไว้กับกระทรวงพาณิชย์

สำหรับหลักฐานในการขอใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์   คล้ายคลึงกับการขอขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี กล่าวคือประกอบด้วย คำขอขึ้น
ทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์ (ท.อ.1) สำเนาใบอนุญาตนำเข้า  หรือใบอนุญาตผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า    ตัวอย่างฉลากปุ๋ยอินทรีย์และข้อความที่แสดงใน
ฉลากต้นฉบับรายงานผลวิเคราะห์ปุ๋ยอินทรีย์อายุไม่เกิน 6 เดือน  นับตั้งแต่วันที่รายงาน  กรรมวิธีการผลิตโดยย่อ เอกสารกำกับปุ๋ยอินทรีย์ ตัวอย่าง
หรือภาพถ่ายภาชนะหีบห่อบรรจุ ตัวอย่างปุ๋ยอินทรีย์ที่ขอขึ้นทะเบียน อาร์ตเวิร์คซึ่งเหมือนของจริง จำนวน 2 ชุด และเอกสารอื่นๆ (ถ้ามี)

ทั้งนี้สามารถยื่นคำขอได้ที่ฝ่ายปุ๋ยเคมี  ส่วนใบอนุญาตและขึ้นทะเบียน   สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร เช่นเดียวกัน หาก
เอกสารครบถ้วนสมบูรณ์ถูกต้องจะสามารถดำเนินการออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนได้ภายใน 30 วันทำการ  โดยมีอายุ 5 ปี

การขึ้นทะเบียนปุ๋ยชีวภาพ

ผู้ที่ประสงค์จะผลิตปุ๋ยชีวภาพเพื่อการค้า หรือนำเข้าปุ๋ยชีวภาพเพื่อการค้า   จะต้องขอขึ้นทะเบียนปุ๋ยชีวภาพดังกล่าวเสียก่อนเช่นเดียวกับปุ๋ย
อินทรีย์และปุ๋ยเคมี หากไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดตามกฎหมาย โดยมีฐานความผิดเช่นเดียวกันปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์  ซึ่งได้กำหนดหลักเกณฑ์ใน
การขอใบสำคัญขึ้นทะเบียนปุ๋ยชีวภาพไว้ดังนี้

(1) ปุ๋ยชีวภาพที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ สร้างสารประกอบธาตุอาหารพืชไนโตรเจน ได้แก่ ปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม  ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ และปุ๋ย
ชีวภาพสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน  โดยปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียม เป็นแบคทีเรียกลุ่มไรโซเบียมที่ตรึงไนโตรเจนได้ ต้องระบุชื่อวิทยาศาสตร์ และปริมาณ
จุลินทรีย์รับรองแต่ละสกุลขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 10 ยกกำลัง 6 เซลล์ต่อน้ำหนักปุ๋ย 1 กรัม  ส่วนปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์   เป็นแบคทีเรียกลุ่มพีจีพีอาร์ที่ตรึง
ไนโตรเจนเช่นเดียวกัน   ซึ่งต้องระบุชื่อสกุลทางวิทยาศาสตร์  มีปริมาณจุลินทรีย์รับรองรวมทั้งหมดขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 10  ยกกำลัง 6 โคโลนี   หรือ
เซลล์ต่อน้ำหนักปุ๋ย 1 กรัม และต้องระบุปริมาณจุลินทรีย์รับรองแต่ละสกุลด้วย สำหรับปุ๋ยชีวภาพสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน    เป็นแบคทีเรียในกลุ่ม
สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน  ตรึงไนโตรเจนเช่นกัน   ซึ่งต้องระบุชื่อวิทยาศาสตร์ และมีปริมาณจุลินทรีย์รับรองรวมทั้งหมด   ขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 10 ยก
กำลัง 6 โคโลนีหรือเซลล์ต่อนำหนักปุ๋ย 1 กรัม และต้องระบุปริมาณจุลินทรีย์รับรองแต่ละสกุลด้วย

(2) ปุ๋ยชีวภาพอาบัสคูลาไมโคไรซ่า   ประกอบด้วยจุลินทรีย์ดูดซึมธาตุอาหารพืช ประเภทราในกลุ่มอาบัสคูลาไมโคไรซ่า โดยต้องมีปริมาณ
จุลินทรีย์รับรองรวมทั้งหมดขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 25 สปอร์ต่อน้ำหนักปุ๋ย 1 กรัม และต้องระบุปริมาณจุลินทรีย์รับรองแต่ละสกุลด้วย

(3) ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต  ประกอบด้วยจุลินทรีย์ละลายฟอสเฟตประเภทแบคทีเรียหรือรา ต้องระบุสกุลทางวิทยาศาสตร์และมีปริมาณ
จุลินทรีย์รับรองรวมทั้งหมดขั้นต่ำ ประเภทแบคทีเรียไม่น้อยกว่า 10 ยกกำลัง 8 โคโลนี น้ำหนักปุ๋ย 1 กรัม   หรือประเภทราไม่น้อยกว่า10  ยกกำลัง
7 โคโลนีน้ำหนักปุ๋ย 1 กรัม  และต้องระบุปริมาณจุลินทรีย์รับรองแต่ละสกุลด้วยเช่นกัน

(4) ปุ๋ยชีวภาพละลายโพแทสเซียม  ประกอบด้วยจุลินทรีย์ละลายโพแทสเซียมประเภทแบคทีเรีย   ซึ่งต้องระบุชื่อสกุลวิทยาศาสตร์  และมี
ปริมาณจุลินทรีย์รับรองรวมทั้งหมดขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 10 ยกกำลัง 7 โคโลนี  ต่อน้ำหนักปุ๋ย 1 กรัม   และต้องระบุปริมาณจุลินทรีย์รับรองแต่ละสกุล
ด้วย

(5) ปริมาณจุลินทรีย์ที่ผลิตสารเป็นพิษ หรือจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรคต้องไม่เกินกว่าที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

สำหรับหลักเกณฑ์อื่นๆ  ที่นอกเหนือจากนี้เป็นไปเช่นเดียวกับการขึ้นทะเบียนปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า   รวมทั้งเอกสารประกอบการขึ้นทะเบียน
เว้นแต่แบบคำขอและใบอนุญาตนำเข้าและใบอนุญาตผลิตที่เป็นแบบของปุ๋ยชีวภาพเฉพาะ

ทั้งนี้ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยชีวภาพ 1 ฉบับ ใช้ได้กับปุ๋ยชีวภาพ 1 ชื่อการค้าและ 1 เครื่องหมายการค้าเท่านั้น โดยการดำเนินการขอขึ้น
ทะเบียนปุ๋ยชีวภาพเพื่อการค้า หากเอกสารครบถ้วนสมบูรณ์ถูกต้อง จะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันทำการ โดยมีอายุ 5 ปี

สามารถยื่นคำขอได้ที่ฝ่ายปุ๋ยเคมี    ส่วนใบอนุญาตและขึ้นทะเบียน   สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร    ได้เช่นเดียวกับปุ๋ย
ชนิดอื่นๆ

ปุ๋ยเคมีมาตรฐาน

จากที่กล่าวมาข้างต้น  ท่านผู้อ่านคงจะทราบแล้วว่า  การดำเนินการควบคุมปุ๋ยตามกฎหมายฉบับใหม่ค่อนข้างที่จะรัดกุมขึ้นมาก   ครอบคลุม
ชนิดปุ๋ยในปัจจุบันอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ หรือแม้แต่ปุ๋ยเคมีที่ควบคุมมาตั้งแต่แรกเริ่ม

อย่างไรก็ตามยังมีปุ๋ยเคมีประเภทหนึ่ง ที่ระบบการควบคุมไม่ซับซ้อนนัก นั่นคือ ปุ๋ยเคมีมาตรฐาน  โดยใช้วิธีการรับแจ้งปุ๋ยเคมีมาตรฐานแทน ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า หรือใบอนุญาตนำเข้าปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าประสงค์จะผลิต  หรือนำเข้าปุ๋ยเคมีมาตรฐาน ได้รับการยกเว้นไม่
ต้องขอใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีเช่นปุ๋ยเคมีชนิดอื่นๆ

สำหรับการออกหนังสือสำคัญรับแจ้งปุ๋ยเคมีมาตรฐาน 1 ฉบับ   ออกให้กับปุ๋ยเคมีดังกล่าว 1 ชนิด   1 ชื่อการค้า   และ 1 เครื่องหมายการค้า
เท่านั้น (เครื่องหมายที่จดทะเบียนไว้กับกระทรวงพาณิชย์) มีอายุ 5 ปี

เมื่อผู้ได้รับใบอนุญาตประสงค์  จะนำเข้าปุ๋ยเคมีมาตรฐานต้องนำหนังสือสำคัญรับแจ้งปุ๋ยเคมีมาตรฐานไปแสดง   ณ ด่านตรวจพืชที่จะนำเข้า ทั้งนี้หลักฐานประกอบการรับแจ้ง  มีลักษณะเช่นเดียวกับปุ๋ยเคมีประเภทอื่นๆ  เว้นแต่แบบแจ้งปุ๋ยเคมีมาตรฐาน (ป.ฐ.1)      ที่เป็นแบบเฉพาะเท่านั้น ปกติแล้วการดำเนินการออกหนังสือสำคัญรับแจ้งดังกล่าวจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1 วันทำการ หากเอกสารครบถ้วนถูกต้อง

ปุ๋ยเคมีมาตรฐาน หมายถึง ปุ๋ยเคมีที่รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศกำหนดสูตร และปริมาณขั้นต่ำหรือขั้นสูงของ
ธาตุอาหารหรือสารเป็นพิษ และลักษณะจำเป็นอย่างอื่นของปุ๋ยเคมีดังกล่าวแต่ละชนิด
ปัจจุบันได้ประกาศปุ๋ยเคมีมาตรฐานไว้แล้วดังนี้

(1) ปุ๋ยเคมีแอมโมเนียมซัลเฟต  ต้องมีปริมาณธาตุไนโตรเจนทั้งหมด  ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนัก     อยู่ในรูปแอมโมเนียมไนโตรเจน มีลักษณะเป็นเม็ดหรือผลึกหรือเกล็ด ไม่มีการเติมสีหรือปรุงแต่งใดๆ มีความชื่นไม่เกินร้อยละ 3 ของน้ำหนัก

(2) ปุ๋ยเคมียูเรีย ต้องมีปริมาณธาตุไนโตรเจนทั้งหมด  ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 44 ของน้ำหนัก    อยู่ในรูปยูเรียไนโตรเจน มีปริมาณไบยูเร็ตไม่เกิน
ร้อยละ 1.0 ของน้ำหนัก มีลักษณะเป็นเม็ดหรือผลึก ไม่มีการเติมสีหรือปรุงแต่งใดๆ มีความชื่นไม่เกินร้อยละ 3 ของน้ำหนัก

(3) ปุ๋ยเคมีซูเปอร์ฟอสเฟต  ต้องมีปริมาณธาตุฟอสฟอรัสในรูปฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์  ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนัก ลักษณะเป็นเม็ด
หรือผง ไม่มีการเติมสี มีปริมาณสารหนู ไม่เกินร้อยละ 0.5 ของน้ำหนัก และมีความชื้นไม่เกินร้อยละ 9.0 ของน้ำหนัก

(4) ปุ๋ยเคมีดับเบิ้ลซูเปอร์ฟอสเฟต ต้องมีปริมาณธาตุฟอสฟอรัสในรูปฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของน้ำหนัก ลักษณะเป็น
เม็ดหรือผง ไม่มีการเติมสี มีปริมาณสารหนู ไม่เกินร้อยละ 0.5 ของน้ำหนัก และมีความชื้นไม่เกินร้อยละ 9.0 ของน้ำหนัก

(5) ปุ๋ยเคมีทริบเบิ้ลซูเปอร์ฟอสเฟต  ต้องมีปริมาณธาตุฟอสฟอรัสในรูปฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์  ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 45 ของน้ำหนัก ลักษณะ
เป็นเม็ดหรือผง ไม่มีการเติมสี มีปริมาณสารหนู ไม่เกินร้อยละ 0.5 ของน้ำหนัก และมีความชื้นไม่เกินร้อยละ 9.0 ของน้ำหนัก

(6) ปุ๋ยเคมีโพแทสเซียมคลอไรด์  ต้องมีปริมาณธาตุโพแทสเซียมในรูปของโพแทชที่ละลายน้ำ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ของน้ำหนัก  ลักษณะ
เป็นเม็ดหรือเกล็ดหรือผง ไม่มีการเติมสี และมีความชื้นไม่เกินร้อยละ 3.0 ของน้ำหนัก

(7) ปุ๋ยเคมีโพแทสเซียมซัลเฟตไรด์ ต้องมีปริมาณธาตุโพแทสเซียมในรูปของโพแทชที่ละลายน้ำไม่ต่ำกว่าร้อยละ 48 ของน้ำหนัก ลักษณะ
เป็นเม็ดหรือเกล็ดหรือผง ไม่มีการเติมสี และมีความชื้นไม่เกินร้อยละ 3.0 ของน้ำหนัก

อันที่จริงแล้ว  การค้าปุ๋ยแบบถูกฎหมายไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงแต่อย่างใด     ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในวงการปุ๋ยต่างก็จะได้ประโยชน์หาก
ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย  เพราะเมื่อปุ๋ยมีคุณภาพ ผู้ใช้ได้ประโยชน์เต็มที่   ผลผลิตก็จะเพิ่มขึ้น   มีกำไรเพียงพอที่จะนำมาลงทุนพัฒนา
การผลิตในรอบการผลิตต่อๆ ไป กลายเป็นแรงต่อแรงผลักดันให้เติบใหญ่ขึ้น

ในทางกลับกันหากปุ๋ยไม่มีคุณภาพ  เกษตรกรผู้ใช้ก็ไม่ได้ประโยชน์จากปุ๋ยเต็มประสิทธิภาพ  ส่งผลต่อผลผลิต    และทุนที่จะลงในรอบการ
ผลิตต่อไป และผู้ค้าปุ๋ยเองก็จะประสบปัญหาจากการกระทำของตัวท่านเอง มาร่วมกันสร้างสรรค์สังคมเกษตรกันดีกว่า

(ขอบคุณ : คุณศักดิ์เกษม  สุนทรภัทร์ ฝ่ายปุ๋ยเคมี ส่วนใบอนุญาตและทะเบียน สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร/ ข้อมูล)

พบกันใหม่ฉบัยหน้า……….สวัสดี
อังคณา

คำถามฉีกซอง
กองบรรณาธิการจดหมายข่าวผลิใบฯ กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ 10900  e-mail : angkanas@doa.go.th

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2525, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

หัวเชื้อจุลินทรีย์ใช้ทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ และปุ๋ยอินทรีย์น้ำหมัก

Published มีนาคม 22, 2010 by SoClaimon

ฉบับที่ 10   ประจำเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ผ่านทางขอคุยด้วยคน.

ผลิใบ ขอคุยด้วยคน
กองบรรณาธิการ

หัวเชื้อจุลินทรีย์ ใช้ทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ และปุ๋ยอินทรีย์น้ำหมัก

มีผู้สนใจอยากให้ “ผลิใบฯ” เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ และน้ำหมักชีวภาพบ้าง เพื่อจะนำไปทำใช้เองในบ้านหรือใน
ไร่นาของตนเอง “ผลิใบฯ” จึงขอนำข้อมูลจากเว็บไซต์ของสำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เรื่อง หัวเชื้อจุลินทรีย์
ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์ใช้ทำปุ๋ยหมัก    ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ   และปุ๋ยอินทรีย์น้ำหมัก         ซึ่งเขียนโดย ภาวนา  ลิกขนานนท์    วิทยา  ธนานุสนธิ์
และสุปราณี  มั่นหมาย มานำเสนอ ดังนี้

การย่อยสลายวัสดุอินทรีย์เป็นปุ๋ยหมักนั้น   เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นโดยจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ ซึ่งจุลินทรีย์ที่มีบทบาทสำคัญในการย่อยสลาย
วัสดุอินทรีย์เป็นจุลินทรีย์พวกที่ย่อยเซลลูโลส   กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน   กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา        สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร
กรมวิชาการเกษตร   ได้นำจุลินทรีย์ดินที่มีความสามารถในการย่อยสลายวัสดุอินทรีย์   มาช่วยย่อยสลายวัสดุอินทรีย์เหลือใช้      ให้เป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพ ทำให้ได้ปุ๋ยหมักคุณภาพดี  ภายในระยะเวลาที่รวดเร็วยิ่งขึ้น และทำการผลิตให้อยู่ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลาย
วัสดุอินทรีย์ทำปุ๋ยหมัก  โดยผลิตภัณฑ์นี้ประกอบด้วยจุลินทรีย์ประเภทแบคทีเรีย  รา  และแอคติดนมัยซีส จำนวนประมาณ 109 เซลล์ (9 หมื่นล้าน
เซลล์) ต่อกรัมของหัวเชื้อฯ

ปุ๋ยหมัก
ปุ๋ยหมักเป็นผลิตผลสุดท้ายของกระบวนการทำปุ๋ยหมัก  มีลักษณะคล้ายดิน สีน้ำตาล – ดำ   มีกลิ่นคล้ายกลิ่นของดิน ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่าและ
ปราศจากเชื้อโรค นำมาใช้ปรับปรุงโครงสร้างของดิน และให้ธาตุอาหารต่างๆ แก่พืช เช่น N P K  และธาตุอาหารรอง แต่ธาตุอาหารเหล่านั้นมีปริมาณ
น้อยเมื่อเทียบกับปุ๋ยเคมี

การผลิตปุ๋ยหมัก
เนื่องจากจุลินทรีย์ มีบทบาทสำคัญต่อการผลิตปุ๋ยหมัก    ดังนั้น จึงต้องหาทางสนับสนุนกิจกรรมของจุลินทรีย์เหล่านี้    ได้แก่ การนำวัสดุมา
คลุกเคล้ากับตัวเร่งให้เข้ากันมากที่สุด หรือจะใช้การกองแบบใช้วัสดุสลับกับตัวเร่งเป็นชั้นๆ   โดยชั้นแรกวางเรียงเศษพืชที่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วให้
หนาพอสมควร และรดน้ำให้ชุ่มพร้อมเหยียบย่ำให้แน่นจนกองสูงประมาณ 25 ซม.

ต่อจากนั้น ใช้ตัวเร่ง  ได้แก่ ปุ๋ยมูลสิตว์ในอัตราส่วนโดยน้ำหนักของเศษพืชต่อมูลสัตว์ 5 :1  หรือ 10 : 1  และหัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายใน
การทำปุ๋ยหมัก เช่น ไตรโคเดอร์มา (Trichoderma harzianum) สเตรปโตไมซีส (Streptomyces sp.) บาซิลลัส (Bacillus sp.) โรยทับชั้นเศษพืช
ในกรณีที่จะเสริมด้วยปุ๋ยไนโตรเจน  เนื่องจากวัสดุนั้นมีอัตราส่วน C / N กว้างหรือต้องการเร่งเวลาผลิตให้เร็วขึ้นต้องใช้ในอัตราส่วน 100 : 20 : 0.5
ของเศษพืช ปุ๋ยคอก ปุ๋ยเคมี ตามลำดับโดยจะผสมหรือโรยทับบนชั้นปุ๋ยคอกอีกครั้งก็ได้

ทำการวางเรียงสลับชั้นกันดังนี้จนครบ 4 ขั้นตอน  ซึ่งมีความสูงประมาณ 1 เมตร   จึงยุติการกอง   ชั้นบนสุดนั้นต้องโรยด้วยดินหนาประมาณ
2-3 ซม. ทับไว้เพื่อป้องกันน้ำระเหย  ถ้าต้องการโรยปูนขาวหรือขี้เถ้าให้โรยอย่างบางๆ  ก่อนกลบดินเพื่อเป็นการปรับปฏิกิริยากองปุ๋ยให้มีสภาพเป็น
กลาง และทำให้ได้ปุ๋ยหมักที่มีโพแทสเซียมเพิ่มขึ้น

การใช้ปุ๋ยหมัก
พืชผัก ใช้ปุ๋ยหมักคลุมแปลงให้หนาประมาณ 3-8 ซม.  ใช้จอบสับผสมคลุกเคล้าลงในดินให้ลึกประมาณ 10 ซม. หรือมากกว่าถ้าเป็นพืชที่
ลงหัว

ไม้ผลหรือไม้ยืนต้น การเตรียมหลุมปลูกควรขุดหลุมให้ลึก  แล้วใช้ปุ๋ยหมักผสมคลุกเคล้ากับดินที่ขุดจากหลุม  ในอัตราส่วนดิน  2-3 ส่วน
กับปุ๋ยหมัก 1 ส่วน  ใส่กลับลงไปในหลุม สำหรับไม้ผลที่โตแล้ว พรวนดินรอบๆ ต้น  ห่างจากโคนต้นประมาณ 60-90 ซม.  ออกไปจนถึงนอกทรงพุ่ม
ของต้นประมาณ 30 ซม. พรวนดินให้ลึก 5 ซม.

โรยปุ๋ยหมักหนา 2-3 ซม. หรือมากกว่า ใช้จอบผสมคลุกเคล้าให้เข้ากับดินแล้วรดน้ำ หรือขุดร่องรอบๆ ทรงพุ่มของต้นให้ลึกประมาณ 30-45
ซม. ใส่ปุ๋ยหมักลงไปในร่องประมาณ 40-50 กก./ต้น ใช้ดินกลบแล้วรดน้ำ ใส่ปีละครั้งและเมื่อต้นไม้มีขนาดโตขึ้นควรเพิ่มปริมาณปุ๋ยหมักตามขนาด
ของต้นไม้

พืชไร่หรือนาข้าว หว่านปุ๋ยหมักให้ทั่วแปลงแล้วไถหรือคราดกลบ  ในดินที่มีความอุดมสมบูรณืต่ำ ใส่ปีละ 2-3 ตัน/ไร่ ในดินที่มีความอุดม
สมบูรณ์ปานกลาง ใส่ปีละ 1.5-2.5 ตัน/ไร่

พืชอื่นๆ เช่น ไม้ดอกไม้ประดับ ถ้าปลูกเป็นแปลงให้โรยปุ๋ยหมักคลุมแปลงหนา 3-8 ซม. แล้วใช้จอบสับผสมลงดินให้ลึก 10 ซม. ถ้าเ้ป็น
ไม้กระถางใช้ปุ๋ยหมัก 1 ส่วนผสมดิน 2 ส่วน

สำหรับการเตรียมดินเพาะเมล็ดหรือปลูกกล้า  ใช้ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ทราย 1 ส่วน ดินร่วน 2 ส่วน   ถ้าใช้เพาะเมล็ดพืชขนาดเล็ก ให้โรยหรือวาง
เมล็ดบนวัสดุสำหรับเพาะนี้แล้วใช้ปุ๋ยหมักโรยบางๆ ทับลงไปแล้วรดน้ำ

ปัญหาในการทำปุ๋ยหมัก

1. กองปุ๋ยหมักเกิดกลิ่นเหม็น
อาจเนื่องมาจากกองปุ๋ยหมักเปียกหรือแน่นเกินไป แก้ไขโดยให้กลับกองปุ๋ยนั้นเพื่อให้หลวมขึ้น  และเพื่อให้เกิดการถ่ายเทอากาศภายใน
กองปุ๋ย ถ้าเปียกเกินไป ควรกลับกองปุ๋ยและเติมวัตถุดิบแห้งเพิ่มเข้าไป การเกิดกลิ่นเหม็นอาจแสดงว่ามีส่วนของสัตว์อยู่ในกองปุ๋ยนั้น

2. กองปุ๋ยหมักมีกลิ่นแอมโมเนีย
เนื่องจากอาจมีไนโตรเจนมากไป แก้ไขโดยเติมวัตถุดิบที่มีคาร์บอนสูงเพิ่มลงไป เช่น ใบไม้แห้ง ขี้เลื่อย
3. กองปุ๋ยหมักไม่มีการเปลี่ยนแปลง
เนื่องจากกองปุ๋ยหมักแห้งเกินไป แก้ไขโดยเพิ่มปริมาณความชื้นให้กองปุ๋ยในขณะที่มีการกลับกอง ด้วยการให้น้ำ
4. กองปุ๋ยหมักมีความชื้นพอเพียง อุณหภูมิกลางกองปุ๋ยสูงขึ้นแต่ไม่สูงพอที่จะให้เกิดการย่อยสลายอย่างสมบูรณ์
อาจเนื่องมาจากขนาดของกองปุ๋ยเล็กเกินไป  หรือไนโตรเจนในกองปุ๋ยน้อยเกินไป  แก้ไขโดยเพิ่มวัตถุดิบและทำกองปุ๋ยหมักให้ใหญ่ขึ้น
ผสมวัตถุดิบจากกองปุ๋ยเดิมที่อาจย่อยสลายแล้วบางส่วนเข้ากับส่วนผสมของกองปุ๋ยใหม่   แต่ถ้าขนาดของกองปุ๋ยหมักพอเหมาะไม่เล็กเกินไป อาจ
ต้องเติมธาตุไนโตรเจนในรูปของปุ๋ยเคมีหรือมูลสัตว์
5. กองปุ๋ยหมักมีความชื้นพอเหมาะ มีกลิ่นปกติไม่เหม็น มีการย่อยสลายเกิดขึ้น แต่กองปุ๋ยยังคงร้อนไม่พอ
อาจเกิดจากกองปุ๋ยมีไนโตรเจนไม่พอสำหรับกระบวนการย่อยสลาย   แก้ไขโดยผสมวัสดุที่ให้ไนโตรเจน   เช่นมูลสัตว์ ปุ๋ยเคมี หรือเศษ
หญ้าอ่อนๆ ลงในกองปุ๋ย

ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ
ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ  เป็นผลิตผลที่ได้จากการหมักวัสดุอินทรีย์ที่อยู่ในสภาพสดกับน้ำตาล   หรือกากน้ำตาลเป็นของเหลวสีน้ำตาล ธาตุอาการที่ได้
จากพืช จากสัตว์มีปริมาณน้อย เมื่อเทียบกับปุ๋ยเคมีและปุ๋ยหมัก

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำ
ปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากพืช ได้แก่ ผักต่างๆ ผลไม้ วัชพืช ตลอดจนสมุนไพร ในอัตราส่วนของพืช 3 ส่วน กากน้ำตาล 1 ส่วน โดยนำวัสุดมาย่อยหรือสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ หรือบดให้ละเอียด คลุกเคล้ากับกากน้ำตาลให้เข้ากัน
ในระหว่างการคลุกเคล้า อาจเติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์หรือไม่ก็ได้ ถ้าต้องการเติม ให้ใส่หัวเชื้อจุลินทรีย์ฯ 1 ช้อนโต๊ะต่อส่วนผสมทั้งหมด 10 กิโลกรัม เสร็จแล้วบรรจุลงในภาชนะโดยใส่ให้เกือบเต็มปิดฝา เก็บในที่ร่ม อากาศถ่ายเทดี เปิดฝาแล้วคน/กวน ส่วนผสมเพื่อเป็นการให้อากาศทุกวัน

การดูแล : หมั่นคนหรือกวนส่วนผสมเพื่อเป้นการให้อากาศนำของเหลวที่ได้จากการหมักมาใช้กับพืชหลังจากหมักไว้นานประมาณ 7-15 วัน โดยกรองเอาแต่ส่วนของเหลว นำไปผสมน้ำอัตราส่วน 1:500 ถึง 1 :1,000 ฉีดพ่นต้นพืช หรือราดลงดินบริเวณรากพืช

ปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากสัตว์ ได้แก่ เศษปลาเล็กปลาน้อย หอยเชอรี่ เปลือกกุ้ง กระดองปู แมลง เศษชื้นส่วนของสัตว์ ฯลฯ ใช้อัตราส่วนอขงสัตว์ 1 ส่วน กากน้ำตาล 1 ส่วน โดยนำสัตว์หรือชิ้นส่วนของสัตว์มาย่อยหรือสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ หรือบดให้ละเอียดคลุกเคล้ากับกากน้ำตาล ให้เข้ากัน

ในระหว่างการคลุกเคล้า   อาจเติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายวัสดุอินทรีย์หรือไม่ก็ได้  ถ้าต้องการเติม ให้ใส่หัวเชื้อจุลินทรีย์ฯ 1 ช้อนโต๊ะต่อ
ส่วนผสมทั้งหมด 10 กิโลกรัม เสร็จแล้วบรรจุลงในภาชนะโดยใส่ให้เกือบเต็ม ปิดฝา เก็บในที่ร่ม อากาศถ่ายเทดี

การดูแล ขั้นตอนการทำปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากสัตว์   ถ้าอากาศในส่วนผสมไม่พอเพียง จะเกิดกลิ่นเน่าเหม็นง่าย หมั่นคนหรือกวนส่วนผสมเพื่อ
เป็นการให้อากาศทุกวัน

นำของเหลวที่ได้จากการหมักมาใช้กับพืชหลักจากหมักไว้ประมาณ 1 เดือนขึ้นไป    โดยกรองเอาแต่ส่วนของเหลวมาใช้   ผสมน้ำอัตราส่วน
1:500 ถึง 1:1,000 ฉีดพ่นต้นพืชหรือราดลงดิน

ข้อควรระวัง : ถ้าใช้ในอัตราที่เข้มข้นเกินไป อาจเป็นผลเสียต่อพืช

ปุ๋ยอินทรีย์น้ำหมัก
ปุ๋ยอินทรีย์น้ำหมัก  เป็นสารสกัดจากปุ๋ยหมักลักษณะเป็นของเหลว  ซึ่งมีธาตุอาหารพืชที่ละลายน้ำ มีสารประกอบที่เป็นประโยชน์ต่อพืชและ
มีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำหมัก
ทำปุ๋ยหมักจากวัสดุอินทรีย์ต่างๆ  โดยใช้อัตราส่วนวัสดุอินทรีย์ : มูลสัตว์ : ปุ๋ยเคมี N 100 : 10-20 : 0.5  ใส่หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายเพื่อ
การทำปุ๋ยหมักคลุกผสมให้เข้ากัน 1 ถุง (350 กรัม) ต่อวัสดุ 1,000 กก.  เมื่อเป็นปุ๋ยหมักสมบูรณ์ได้ที่แล้ว นำปุ๋ยหมักใส่ถุง (ไนลอน) แล้วแช่ลง
ในน้ำในถัง  อัตราส่วนปุ๋ยหมัก: น้ำ เท่ากับ 1:5-1:8 (โดยปริมาตร)  ถ้าใช้น้ำประปา ตั้งน้ำทิ้งไว้ก่อน 1 คืน ให้คลดรีนระเหยไป  เติมกากน้ำตาล สาร
สกัดจากสาหร่ายหรือยีสต์ลงในน้ำ ให้อากาศโดยปั้มลมขนาดเล็กลงในน้ำ ที่มีถุงใส่ปุ๋ยหมัก ทำการหมักประมาณ 1-7 วัน

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำหมัก
ถ้าจะให้ผลดีที่สุด  ควรใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำหมักที่ได้ทันที (อย่าเก็บไว้นาน)  ก่อนใช้ควรกรอง   นำกากที่เหลือจากการกรองใส่ต้นไม้ ของเหลว
ที่ได้ควรมีกลิ่นคล้ายกลิ่นดิน ใช้กับพืชไม้ดอก พืชผัก ให้ทางดินบริเวณราก หรือโดยการพ่นทางใบสัปดาห์ละครั้ง

การใช้เพื่อป้องกันโรคพืชทางใบ ให้พ่นก่อนที่จะเป็นโรค หรือพ่นเมื่อเริ่มเป็นโรคทุกระยะเวลา 10-14 วัน  เป็นระยะเวลา 1 เดือน การใช้เพื่อ
เพิ่มการเจริญเติบโต  ให้ใช้เดือนละครั้งในฤดูเพาะปลูก  ไม้ยืนต้นพืชสวนให้ในปริมาณมากสม่ำเสมอตลอดฤดูปลูก     โดยใส่ร่วมกับปุ๋ยหมักสำหรับ
สนามหญ้าให้เจือจางอีกเท่าตัว สำหรับพืชที่ปลูกในร่มหรือพืชสวนครัว ใช้แบบปกติ ใช้ในตอนเช้าหรือก่อนค่ำ

สนใจการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ และปุ๋ยอินทรีย์น้ำหมัก ติดต่อสอบถามที่ กลุ่มวิจัยจุลินทรีย์ดิน กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา สำนักวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ 10900 หรือ โทร. 0-2579-0065, 0-2579-7522 ในวันและเวลาราชการ

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2525, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

ข้าวฟ่างสีขาวพันธุ์ “สุพรรณบุรี 2”

Published มีนาคม 22, 2010 by SoClaimon

ฉบับที่ 10   ประจำเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ผ่านทางจากโต๊ะบอกอ.

ผลิใบ จากโต๊ะบอกอ
บรรณาธิการ

ข้าวฟ่างสีขาว พันธุ์ “สุพรรณบุรี 2”

จากโต๊ะบอกอฉบับนี้   มีข่าวผลงานวิจัยจากศูนย์วิจัยพืชไร่ สุพรรณบุรี  สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5  กรมวิชาการเกษตรมาฝาก
เป็นเรื่องของข้าวฟ่างพันธุ์ใหม่  สายพันธุ์ UT1 685   ใช้ชื่อในเบื้องต้นว่า พันธุ์สุพรรณบุรี 2  ข้าวฟ่างพันธุ์สุพรรณบุรี 2  เป็นข้าวฟ่างที่ตัดได้จากการ
ผสมพันธุ์ระหว่างพันธุ์แม่ ICSV – LM90502 กับพันธุ์พ่อ เฮกการีหนัก ในฤดูปลายฝน ปี 2537  ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่สุพรรณบุรี   ลักษณะเด่น ให้ผลผลิต
เมล็ดเฉลี่ย 448 กิโลกรัมต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์เปรียบเทียบ เฮกการีหนัก ร้อยละ 11 โดยพันธุ์เฮกการีหนักให้ผลผลิต 401 กิโลกรัมต่อไร่ มีความสูงต้น
เฉลี่ยเท่ากับ 156 เซนติเมตร เตี้ยกว่าพันธุ์เฮกการีหนัก ซึ่งสูง 244 เซนติเมตร มีน้ำหนัก 1,000 เมล็ด  เท่ากับ 26 กรัม   เท่ากันกับพันธุ์เฮกการีหนัก
ลักษณะประจำพันธุ์ของข้าฟ่าง สายพันธุ์ UT1685 เปรียบเทียบกับพันธุ์เฮกการีหนัก

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลักษณะ
สายพันธุ์ UT1685
พันธุ์เฮกการีหนัก
1.  สีต้นในเมื่อมีโรคแมลงทำลาย
แดง
ม่วง
2.  เปลือกหุ้มเมล็ด
แดง
ม่วงดำ
3.  สีเมล็ด
ขาว
ขาวขุ่น
4.  ลักษณะเมล็ด
กลมแบน
รี
5.  ทรงช่อ
ค่อนข้างแน่น
แน่น

ลักษณะทางการเกษตร

ลักษณะ
สายพันธุ์ UT1685
พันธุ์เฮกการีหนัก
1.  ความสูง (ซม.)
156
244
2.  อายุวันดอกบาน
61
66
3.  น้ำหนัก 1,000 เมล็ด
26
26
4.  เปอร์เซ็นต์การนวด
82
82
5.  ผลผลิตเมล็ด
448
401
6.  ลักษณะเนื้อในเมล็ด
แข็งทั้งเมล็ด
มีแป้งอ่อนกลางเมล็ด

พบกันใหม่ฉบับหน้า
บรรณาธิการ
E-mail : pannee@doa.go.th

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2525, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

การตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมทรงพุ่มลองกอง

Published มีนาคม 22, 2010 by SoClaimon

ฉบับที่ 9   ประจำเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2551

ผ่านทางจากแฟ้มวิจัย.

ผลิใบ จากแฟ้มวิจัย
สุมาลี ศรีแก้ว และคณะ

การตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมทรงพุ่มลองกอง

นอกจากจะคำนึงถึงคุณภาพผลผลิตของไม้ผลแล้ว  การลดต้นทุนนับเป็นสิ่งจำเป็น  ซึ่งการทำให้ทรงพุ่มมีขนาดเล็กลงด้วยการตัดแต่งกิ่งร่วม
กับการควบคุมทรงพุ่มต้น จัดเป็นวิธีการที่เกษตรกรนิยมเลือกใช้เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

การควบคุมต้นไม้ผลให้มีความสูง และขนาดเล็กลง   ส่งผลให้มีจำนวนต้นต่อพื้นที่มากขึ้น  ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการตัดแต่งกิ่ง การดูแลรักษา
และการควบคุมคุณภาพของผลผลิตกระทำได้ง่าย

การจัดทรงต้น (training)  เป็นการจัดโครงสร้างของกิ่งขณะที่ต้นอายุยังน้อย   พร้อมจัดทิศทางการเจริญเติบโตของกิ่งให้มีความแข็งแรง  มี
รูปทรงต้นเป็นไปตามต้องการและอยู่ในตำแหน่งท่รับแสงอย่างทั่วถึง  ส่งผลให้การพัฒนาของต้น ตาดอก การเจริญเติบโตของผล  และคุณภาพของ
ผลดีขึ้น   โดยเฉพาะในต้นลองกองที่เพาะจากเมล็ดมีกิ่งมุมแคบ การออกดอกเป็นกระจุก มีปริมาณมาก จำเป็นต้องมีการควบคุมปริมาณดอกและผล
ให้มีปริมาณที่เหมาะสมกับอายุและความสมบูรณ์ของต้น

ดังนั้น ผู้เขียนและคณะจึงศึกษาหาวิธีการจัดการทรงพุ่มที่เหมาะสมเพื่อให้มีโครงสร้างทรงพุ่มที่ดี กิ่งกระจายทั่วต้น มีความสูงไม่มากนัก เพื่อ
เพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต และเพื่อเป็นสวนต้นแบบของลองกอง

การศึกษาครั้งนี้ดำเนินการทดลองที่ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง ระหว่างปี 2537-2549 โดยปี 2538 ปลูกต้นกล้าลองกองที่เพาะจากเมล็ด ระยะปลูก
8×8 เมตร ตัดแต่งและจัดทรงพุ่มในปี 2539-2540 มีขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้
1.  วางแผนการทดลองแบบ RCB มี 5 ซ้ำ 3 กรรมวิธี คือ
1)  ไม่มีการสร้างทรงพุ่ม จะตัดแต่งตามปกติ
2)  สร้างทรงพุ่มแบบแจกัน โดยตัดยอดลองกองที่ความสูง 80 เซนติเมตร เลือกกิ่ง 5-6 กิ่ง จัดให้กระจายรอบต้น แล้วดึกิ่งล่างทำมุม 30
องศา กับแนวระดับ
3.) สร้างทรงพุ่มแบบพีระมิดแปลง โดยหลังปลูก 2 ปี  เลือกกิ่งแขนงที่มีขนาดและลักษณะแข็งแรง 4-5 กิ่ง  แต่ละกิ่งเลือกให้ห่างกันราว
1 ฟุต แล้วตัดยอดกลางออกใช้วลวดดึงกิ่งแขนงที่เลือกไว้ โดยให้แต่ละกิ่งทำมุม 30 องศากับลำต้น


ภาพที่ 1   ลักษณะทรงพุ่ม       A  แบบปกติ          B  แบบแจกัน        C  แบบพีระมิดแปลง

2.  บันทึกข้อมูลเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้น  ความสูง  และขนาดของทรงพุ่ม วันเริ่มออกดอก  เปอร์เซ็นต์การออกดอกผลผลิตต่อต้น ขนาด
ช่อผล ขนาดผล และคุณภาพของผลทางด้านความหนาเปลือก น้ำหนักเปลือก น้ำหนักเนื้อ  ปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้และข้อมูลสภาพแวดล้อม ได้แก่ ปริมาณน้ำฝน และอุณหภูมิ

ในปีที่ 13  หลังปลูกพบว่าการตัดแต่งกิ่งมีผลทำให้เส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้น ความสูงของต้น และขนาดของทรงพุ่มลดลง เมื่อเปรียบเทียบ
กับต้นไม้ที่ไม่ตัดแต่งกิ่ง  และต้นไม้ที่ตัดแต่งกิ่งทั้งแบบแจกันและแบบพีระมิด   มีอัตราการเพิ่มของความสูง  และขนาดของทรงพุ่มมากกว่าต้นไม้ที่
ไม่ตัดแต่งกิ่ง  ส่วนในเรื่องการออกดอกพบว่าต้นไม้ที่ตัดแต่งกิ่งเริ่มออกดอกในปีที่ 11 (ปี 2547) แต่ช่อดอกร่วงและผลแคระแกร็น  เนื่องจากสภาพ
อากาศที่ค่อนข้างแล้งจัดในช่วงที่ลองกองเริ่มออกดอกจนถึงติดผลอ่อน (ภาพที่ 2)


ภาพที่ 2   ปริมาณน้ำฝน และอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด – ต่ำสุด ของเดือนมกราคม 2547 – ธันวาคม 2549


ภาพที่ 3   ค่าเฉลี่ยของเปอร์เซ็นต์การอกดอกหลังการตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมทรงพุ่มลองกอง

ขณะที่ต้นตัดแต่งกิ่งเริ่มออกดอกในปีที่ 12 ซึ่งในปีที่ 13 (ปี 2549) หลังปลูกต้นที่ไม่ตัดแต่ง ตัดแต่งทรงแจกันและตัดแต่งทรงพีระมิดแปลง
มีเปอร์เซ็นต์การออกดอก และผลผลิตแตกต่างกันทางสถิติ กล่าวคือ ต้นที่ไม่ตัดแต่งกิ่ง ให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อต้น 59.7 กก. ต้นที่ตัดแต่งกิ่งทรงแจกัน
ให้ผลผลิตเฉลี่ยต่อต้น 50.6 กก.  และต้นที่ตัดต่งทรงพีระมิด ให้ผลผลิตเฉลี่ย 45.3 กก. อย่างไรก็ตาม  การตัดแต่งทรงแจกันมีแนวโน้มเพิ่มจำนวน
ผลต่อช่อ  ความยาวช่อผล  น้ำหนักของช่อผล  และน้ำหนักของผลมากกว่า  โดยการตัดแต่งกิ่งไม่ทำให้คุณภาพของผลทั้งภายนอก     และภายใน
แตกต่างกัน

จากผลการศึกษาทดลองสรุปได้ว่า  การตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมทรงพุ่มแบบแจกัน  แบบพีระมิดแปลง  เปรียบเทียบกับการไม่ตัดแต่งกิ่ง โดย
การตัดแต่งกิ่งจัดทรงพุ่มแบบแจกัน ช่วยลดขนาดทรงต้น ชะลอการออกดอก 1 ปี   ในช่วงปีแรกๆ    มีปริมาณการออกดอกและผลผลิตต่ำกว่าปกติ
มีกิ่งล่างต่ำ  และแผ่กว้างทำให้ง่าย และสะดวกในการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ในสวน     ส่งผลเพิ่มจำนวนต้นต่อพื้นที่  ลดต้นทุนการผลิต และสามารถ
ควบคุมคุณภาพของผลผลิตได้ดี

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2525, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

ด้วงงวงขั้วผลส้ม

Published มีนาคม 22, 2010 by SoClaimon

ฉบับที่ 9   ประจำเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2551

ผ่านทางขอคุยด้วยคน.

ผลิใบ ขอคุยด้วยคน
ศิริณี พูนไชยศรี และชลิดา อุณหวุฒิ

ด้วงงวงขั้วผลส้ม

การปฏิบัติงานของกลุ่มงานอนุกรมวิธานแมลง กลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยและพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร นอกจากจะมี
ภารกิจเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยงานอนุกรมวิธาน และดูแลรักษาพิพิทธภัณฑ์แมลงแล้ว ยังมีงานให้บริการตรวจจำแนก วิเคราะห์ ชนิดแมลง ซึ่งเป็นงาน
ที่สำคัญอีกด้านหนึ่งเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอารักขาพืชอื่น

การดำเนินการที่ผ่านมา จะมีบุคคลจากหลากหลายหน่วยงาน  รวมทั้งผู้ที่สนใจเกี่ยวกับแมลงหรือผู้ที่ประสบปัญหาจากแมลง  สอบถามข้อมูล
หรือนำตัวอย่างแมลงเข้ามาขอรับบริการจำแนกชนิด   ด้วยหน้าที่อันสำคัญนี้ทำให้นักวิชาการในกลุ่มงานอนุกรมวิธานแมลง ได้พบเห็นแมลงมากมาย
หลากหลายชนิด ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ ในการเรียนรู้แมลงที่หาจากแหล่งอื่นไม่ได้

การปฏิบัติงานลักษณะนี้ กลุ่มงานอนุกรมวิธานตระหนักอยู่เสมอว่านอกจากจะได้ความรู้และประสบการณ์แล้ว ยังมีส่วนช่วยในการเตือนภัยที่
อาจเกิดจากแมลงภายในประเทศ รวมถึงการเฝ้าระวัง ศัตรูพืชร้ายแรงจากต่างประเทศไม่ให้เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศ

ศัตรูพืชที่ติดมากับสินค้าจากต่างประเทศส่วนมาก จะเป็นระยะไข่หรือตัวอ่อน  ทำให้เกิดปัญหาในการจำแนกชนิด  หลายครั้งกลุ่มงานอนุกรม
วิธานประสบประเด็นปัญหาเคลือบแคลงสงสัยกับศัตรูพืชที่ติดมากับสินค้า  ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงอย่างมากกบศัตรูพืชกักกันของประเทศไทย  หาก
เป็นกรณีนี้จะต้องมีการพิจารณาเพื่อนำไปเข้ากระบวนการศึกษาวิจัยเพื่อวิเคราะห์และเฝ้าระวังต่อไป

กลุ่มงานอนุกรมวิธาน  เคยได้รับตัวอย่างแมลงที่ติดมากับผลส้มนำเข้ามาจากประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย  เมื่อประมาณเดือนกันยายน 2551 โดยพบไข่และหนอนของแมลงชนิดหนึ่งทำลายที่บริเวณรอบขั้วของผลส้ม


ตัวเต็มวัยด้วงงวงขั้วผลส้ม (Fuller Rose Weevil)

จากการตรวจดูผลส้มใต้กล้องจุลทรรศน์  อย่างละเอียดโดยเฉพาะบริเวณขอบขั้วผล      พบกลุ่มไข่สีเหลือง และมีไข่บางฟองเรื่องฟักเป็นตัว
หนอน  ขนาดเล็กมากประมาณ 0.7-1.8 มิลลิเมตร   จึงได้เฝ้าสังเกตเพื่อศึกษาพฤติกรรมของหนอน    พบว่าเมื่อหนอนฟักออกจากไข่ได้ไม่กี่ชั่วโมง
หนอนจะทิ้งตัวออกจากบริเวณขั้วผล  หล่นเกลื่อนบนจานที่ใช้เลี้ยง

ต่อมาไม่นานหนอนเริ่มทยอยตายเนื่องจากไม่มีอาหารกิน กลุ่มไข่และหนอนที่ตรวจพบมีขนาดรูปร่างลักษณะ และพฤติกรรมคล้ายคลึงอย่าง
มากกับไข่และหนอนของด้วงงวงขั้วผลส้ม (Fuller Ros Weevil) Pantomorus cervinus (Boheman) ซึ่งเป็นแมลงศัตรูร้ายแรงด้านกักกันพืชของส้ม
พบแพร่ระบาดในหลายประเทศ   โดยเฉพาะในประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย พบด้วงชนิดนี้แพร่กระจายทั่วทั้งประเทศ และในบางรัฐนับว่าเป็นศัตรูร้าย
แรงมากของส้ม นอกจากประเทศไทยแล้ว ประเทศญี่ปุ่นพิจารณาจัดให้ด้วงชนิดนี้เป็นแมลงศัตรูกักกัน (Quarantine Pest) สำหรับการนำเข้าส้มจาก
ประเทศสหรัฐอเมริกา

จากการตรวจเอกสารพบว่า   ด้วงงวงขั้วผลส้ม Fuller Rose Weevil   หรือ Fuller’s Rose Weevil     เป็นด้วงงวงในอันดับ Coleoptera  วงศ์
Curculionidae     ชื่อวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน  คือ Pantomorus cervinus (Boheman)    ชื่อเดิม (ชื่อพ้อง)  คือ Asynonychus cervinus (Bhheman) เป็นด้วงงวงที่มีขนาดเล็กมาก    พบรายงานครั้งแรกในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา  เมื่อปี ค.ศ. 1879 ซึ่งในครั้งนั้นได้รับรายงานรวมถึงพืช
ที่เข้าทำลาย ได้แก่กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ อาทิ คาเมเลีย เจอราเนียม พริมโรส คาร์เนชั่น อซาเลีย บีโกเนีย ลิลลี่ และกลุ่มไม้ผล เช่น ส้ม พลับ พลัม แอปเปิ้ล พีช แอพริคอท สตรอเบอรี่ ราสเบอรี่ แบลคเบอรี่ เป็นต้น

ด้วงงวงขั้วผลส้ม เป็นด้วงงวงที่มีลำตัวยางประมาณ 6 – 8.5 มิลลิเมตร สีน้ำตาลปนเทาแซมขาว ตารวมเห็นได้ชัดเจน ส่วนของงวง (rostrum)
โค้งลง   ปีกคู่หน้า (elytra)  เชื่อมติดกัน   ทำให้ด้วงงวงชนิดนี้บินไม่ได้ มีวงจรชีวิต 1-2 ชั่วอายุขัย (generation) / ปี สืบพันธุ์โดยไม่ต้องอาศัยเพศ
เพศเมียวางไข่สีเหลืองครั้งละหลายฟอง แต่ละฟองมีขนาด 1 มิลลิเมตร รวมเป็นก้อน (mass) และมีเมือกเหนียวสีขาวปกคลุม

บริเวณที่วางไข่พบได้ตามก้อนหินใกล้ต้นพืช  รอยแตกของเปลือกต้น บริเวณรอบฐานรองดอก (calyx) ตามเศษใบไม้ที่ทับถมกันบางครั้งพบ
ก้อนไข่อุดขวางท่อสปริงเกลอร์ขนาดเล็ก   ทำให้ไม่สามารถปล่อยน้ำตามท่อได้   สำหรับในส้ม    ด้วงงวงขั้วผลส้มชอบที่จะวางไข่บริเวณรอบขั้วผล
มากกว่าบริเวณส่วนใบและกิ่ง

วรจรชีวิตในส้ม  ด้วงงวงขั้วผลสามเพศเมียวางไข่บริเวณใต้ฐานรองดอก ตลอดชีวิตเพศเมียสามารถวางไข่ได้ 200-1,000 ฟอง  ระยะไข่ 2-6
สัปดาห์ จึงฟักออกเป็นตัวหนอน หนอนเมื่อฟักออกจากไข่จะทิ้งตัวจากบริเวณขั้วผลลงสู่ดินและอาศัยกัดกินรากส้มเป็นเวลา 8-10 เดือน


ไข่ด้วงงวงขั้วผลส้ม (Fuller Rose Weevil), ซ้ายสุด หนอนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ๆ , ขวา แตนเบียน Fidiobia citri

หนอนสามารถอยู่ในดินลึกถึง 2 ฟุต หนอนในระยะที่ 3 จะเคลื่อนย้ายขึ้นมาใกล้ผิวดิน และเริ่มสร้างพื้นที่ให้เรียบโดยการหมุนส่วนท้องพร้อม
ปล่อยเมือกจากส่วนกัน (anus) เพื่อเตรียมพร้อมในการเข้าดักแด้ ระยะดักแด้ใช้เวลา 1 ครึ่ง – 2 เดือน  ตัวเต็มวัยที่ออกจากดักแด้จะคลานขึ้นไปยัง
ต้นส้มและเริ่มกัดกินใบ ตาใบ ตัวเต็มวัยมีอายุ 3 – 8 เดือน

ด้วงงวงขั้วส้ม      สามารถทำลายส้มได้ทุกพันธุ์ (citrus spp.)   และยังมีพืชอาศัยอื่นๆ  อีกหลายชนิด   อาทิ พืชผักตระกูลบวบ และฟักทอง
Cucurbita spp.,    สตรเบอรี่; Fragaria ananassa    ถั่ว; Phaseolus spp.,   พืช; Prunus persica,     กุหลาบ; Rosa spp.,   มันฝรั่ง; Solanum
tubersosum,  พืชตระกูลกระถิน; Acacia spp.,  พลับ; Diaspyros kaki,  วอลนัท; Juglans regia,   แอปเปิ้ล; Malus pumila, กล้วย; Musa spp.,
เสาวรส; Passiflora deulis,   อะโวคาโด; Persea Americana,   แอพริคอท; Prunus Americana,   อซาเลีย; Rhododendron spp.,    ราสเบอรี่;
Rubus spp., ลิลี่: Lilium spp., โอ๊ค; Quercus spp., พลัม; Prunus domestica, บิโกเนีย, แบลคเบอรี่, คาร์ดิเนีย, สน และไฮเดรนเยีย

การทำลายพืชของด้วงงวงชนิดนี้  เกิดจากตัวเต็มวัยกัดกินใบและยอดอ่อน   ส่วนหนอนกัดกินทำลายาก ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อพืชได้
มากโดยเฉพาะพืชที่อยู่ในโรงเรือน สำหรับส้ม ต้วเต็มวัยจะกัดกินยอดอ่อนและใบที่ผลิใหม่ในเวลากลางคืน และหลบซ่อนตัวในเวลากลางวัน

ใบที่ถูกทำลายขอบใบ จะแหว่งเว้าคล้ายฟันเลื่อย    หากการทำลายรุนแรงตัวด้วงจะกัดกินจนเหลือแต่เส้นกลางใบ   ส่วนหนอนวัยแรกกัดกิน
ทำลายรากขนอ่อน หนอนวัยที่โตขึ้นกัดกินทำลายรากแขนง มีผลทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต เนื่องจากส้มไม่สามารถลำเลียงน้ำและอาหารขึ้นไป
เลี้ยงต้นได้ การทำลายที่รุนแรงทำให้ต้นส้มตายในที่สุด

เขตการแพร่กระจายพบว่า ด้วงงวงขั้วผลส้มมีแหล่งกำเนิดจากประเทศในแถบอเมริกาใต้และได้เข้าไปในประเทศนิวซีแลนด์และประเทศเครือ
รัฐออสเตรเลีย ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1940 เนื่องจากตัวเต็มวัยและไข่มีขนาดเล็กมากสามารถเล็ดลอดเกาะติดไปกับส่วนต่างๆระหว่างการขนส่งสินค้ายากต่อ
การมองเห็นด้วยตาเปล่า  อีกทั้งยังสามารถรอดชีวิตได้แม้ในสภาพอากาศที่แห้ง    จึงทำให้ปัจจุบันด้วงงวงชนิดนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศสหรัฐ-
อเมริกา และแพร่กระจายไปทั่วโลกทั้งอเมริกาเหนือ ยุโรป ประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน แอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย รวมทั้งหมู่เกาะแปซิฟิก

วิธีการจัดการด้วงงวงขั้วผลส้มต้องใช้หลายๆ วิธีร่วมกัน  ทั้งการติดตามเพื่อประเมินแนวโน้มการระบาด (monitoring) โดยการใช้กับดักติดไว้
บริเวณพื้นดิน หรือการสังเกตลักษณธร่องรอยใบที่ถูกทำลาย  การตรวจดูเพื่อหาก้อนไข่ในบริเวณที่ใบไม้ร่วงหล่น หรือตามผลที่ตกอยู่ใกล้ๆ ต้น รวม
ทั้งตรวจหาบริเวณส่วนของรากฐานของดอก

สำหรับตัวเต็มวัยให้ใช้วิธีการตี หรือเขย่าต้นหรือกิ่งให้ตัวเต็มวัยตกลงเพื่อตรวจนับปริมาณ   ร่วมกับการใช้วิธีกล (mechanical control)  โดย
หาวิธีการป้องกันไม่ให้ตัวเต็มวัยคลานขึ้นมาบนต้น เช่น ตัดแต่ง กิ่งที่อยู่ใกล้พื้นดิน การใช้วัสดุเหนียวโอบรัดรอบต้น  เพื่อดักจับตัวเต็มวัยไม่ให้คลาน
ขึ้นไปบนต้นรวมทั้งการใช้ชีววิธี (biological control) ซึ่งด้วงงวงชนิดนี้มีศัตรูธรรมชาติได้แก่ แตนเบียน; Fidiobia citri ซึ่งเป็นแตนเบียนไข่ สามารถ
เบียนไข่ได้ถึงร้อยละ 50 ของก้อนไข่หนึ่งๆ   มวนเพชรฆาต; Pristhesancus plagipennis,  ไส้เดือนฝอย; Heterothabdits sp. และ Steinernema
carpocapsae และตั๊กแตนตำข้าว     นอกจากนี้ยังมีพวกเชื้อรา Beauveria anisopliae  ที่สามารถกำจัดหนอน  และ Metarhizium anisopliae   ซึ่ง
สามารถกำจัดได้ทั้งหนอนและตัวเต็มวัย


ไข่แมลงที่พบบริเวณขั้วผลส้มที่นำเข้ามาจากประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย (ถ่ายเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2551)

จากข้อมูลทั้งหมดของด้วงงวงเจาะขั้วผลส้ม  จะพบว่าเป็นแมลงที่มีศักยภาพในการทำลายพืชจนอาจเกิดการระบาดได้  ทั้งนี้เพราะหนอนและ
ตัวเต็มวัย  สามารถกัดกินทำลายพืชได้หลากหลายชนิดโดยเฉพาะระยะหนอนที่มีช่วงเวลายาวนานมาก    จึงมีโอกาสทำลายพืชได้ยาวนานจนเกิดผล
เสียหายได้มากเช่นกัน

นอกจากนี้    ยังเป็นด้วงที่มีขนาดเล็กยากต่อการมองเห็นด้วยตาเปล่า   และยังสามารถอาศัยกัดกินทำลายรากพืชที่อยู่ใต้ดินลึกกว่าครึ่งเมตร
ทำให้ไม่มีโอกาสรู้ได้ว่าเกิดการทำลายจากหนอนด้วงชนิดนี้ จนกว่าการทำลายรุนแรงจนเกิดผลเสียหายอย่างมาก     ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถป้องกัน
กำจัดได้ทันเวลา   อีกทั้งยังสามารถขยายพันธุ์ได้โดยไม่ต้องอาศัยเพศ   และเพศเมียยังวางไข่ได้ครั้งละหลายๆ ฟอง  ซึ่งศักยภาพด้านนี้ทำให้ขยาย
พันธุ์แพร่ลูกหลานได้จำนวนมาก

ด้วงงวงชนิดนี้ เป็นศัตรูสำคัญของส้มในประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย เข้าทำลายส้มได้ทุกพันธุ์  แต่ประเทศไทยไม่เคยพบการทำลายของด้วง
ชนิดนี้ไม่ว่าในพืชใดๆ  ดังนั้น   ประเทศไทยจะต้องมีวิธีการเฝ้าระวังด้วงชนิดนี้อย่างจริงจัง   โดยเฉพาะในการตรวจศัตรูพืช ณ จุดนำเข้าสินค้าเกษตร
ต้องเข้มงวดในการตรวจส้มสดที่นำเข้าจากประเทศเครือรัฐออสเตรเลีย

การใช้วิธีการตรวจด้วยตาเปล่าไม่สามารถตรวจพบด้วงงวงชนิดนี้ได้  ต้องย้ำและเน้นว่าต้องใช้แว่นขยายหรือตรวจสอบใต้กล้องจุลทรรศน์เท่า
นั้น หากตรวจพบควรใช้มาตรการสุขอนามัยพืชจัดการกับสินค้าเพื่อกำจัดด้วงงวงชนิดนี้โดยรมด้วยสารรมเมทิลโบรไมด์ หากด้วงชนิดนี้เล็ดลอดเข้ามา
แพร่ระบาดทำลายสวนส้มในประเทศไทยด้วยสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่เหมาะสม  เอื้ออำนวยให้ด้วงชนิดนี้มีชีวิตรอด  เจริญเติบโตได้อย่าง
ถาวรและแพร่กระจาย  จะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจในประเทศได้ในที่สุด  เมื่อถึงเวลานั้นอาจช้าเกิดนไปที่จะหามาตรการจัดการกับแมลง
ชนิดนี้ เหมือนกับบทเรียนในอดีตจากการเข้ามาแพร่ระบอดของผักตบชวาและหอยเชอรี่ในประเทศไทย

ที่มา Smith, D., G. Beatie and R. broadley. 1997. Citrus pests and their natural ememies. Integrated Pest Management in Australia. Department of Primary Industries, State of Queensland. Australia.

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2525, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

ค้าปุ๋ยถูกกฎหมาย (ตอนที่ 1)

Published มีนาคม 22, 2010 by SoClaimon

ฉบับที่ 9   ประจำเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2551

ผ่านทางฉีกซอง.

ผลิใบ ฉีกซอง
อังคณา  สุวรรณกูฏ

ค้าปุ๋ยถูกกฎหมาย (ตอนที่ 1)

ช่วงฤดูเพาะปลูกที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาของความไม่แน่นอนโดยแท้  สมกับคำกล่าวที่ว่า “ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน” ไม่ว่าจะเป็นราคา
น้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจนน่าใจหาย  แล้วสวิงกลับลงมาจนหายใจไม่ทัน   หรือแม้แต่ราคาสินค้าเกษตรอีกหลายชนิดที่พุ่งขึ้นแล้วพุ่งลงตามกันมาติดๆ  เช่น
เดียวกับราคาปุ๋ยที่ราคาพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับปัญหาปุ๋ยปลอม ปุ๋ยด้อยคุณภาพ ก็แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว  หลังจากนั้นไม่นานราคาปุ๋ยก็กลับ
มาสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการเกษตรที่บริหารความเสี่ยงได้ไม่ดีพอ อาจเจ็บตัวจากสต๊อกสินค้าไปตามๆ กัน

เมื่อเดือนตุลาคม 2550 “ฉีกซอง”   ได้นำเสนอเรื่องพระราชบัญญัติปุ๋ยฉบับใหม่    ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518  แก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญัติปุ๋ย(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 พร้อมกับเกริ่นไว้ว่าหลังจากที่พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ต้องมีประกาศต่างๆ ออกมารองรับ
การปฏิบัติงานเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายผ่านไปครบ 1 ปีพอดี “ฉีกซอง” ฉบับเดือนตุลาคม 2551 จึงขอนำรายละเอียดประกาศต่างๆ
ที่เกี่ยวข้อง   เฉพาะในส่วนการค้าปุ๋ยตามกฎหมายฉบับใหม่ มานำเสนอต่อท่านผู้อ่านทุกท่าน    เผื่อจะสนใจเข้าสู่แวดวงของคนค้าปุ๋ย หรือใช้เป็นข้อ
สังเกตสำหรับผู้ที่ต้องใช้ปุ๋ย

นำเข้าและขายปุ๋ย

พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518  แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปุ๋ย (ฉบับที่ 2)  พ.ศ. 2550  ได้ขยายคำนิยามของ  “ปุ๋ย”    ครอบคลุมถึง
อินทรีย์สังเคราะห์และจุลินทรีย์ จากเดิมที่กำหนดไว้เฉพาะสารอินทรีย์และอนินทรีย์เท่านั้น โดยยังคงนิยามเดิมที่รวมทั้งการเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
และทำขึ้น สำหรับใช้เป็นธาตุอาหารพืชได้ไม่ว่าวิธีการใดหรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเพื่อบำรุงความเติบโตของพืช แต่ได้เพิ่มเติมให้หมาย
ถึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีกายภาพ หรือชีวภาพในดินเข้าไปด้วย

สำหรับนิยามคำว่า “ปุ๋ยเคมี” ให้หมายความถึงปุ๋ยที่ได้จากสารอนินทรีย์หรืออินทรียสังเคราะห์ รวมถึงปุ๋ยเชิงเดี่ยว ปุ๋ยเชิงผสม ปุ๋ยเชิงประกอบ
และปุ๋ยอินทรีย์เคมี  แต่ไม่รวมถึงปูนขาว ดินมาร์ล ปูนปลาสเตอร์ ยิปซัม โดโลไมต์  หรือสารอื่นที่รัฐมนตรีกำหนด  โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ตลอดจนสารอนินทรีย์ หรืออินทรีย์ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ หรือทำขึ้นใช้ในการอุตสาหกรรมหรือกิจการอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจา-
นุเบกษา  ซึ่งคำนิยามใหม่นี้ได้เพิ่มเติมปุ๋ยเคมีไม่ให้รวมถึงโดโลไมต์ และสารอนินทรีย์ และสารอินทรีย์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมอื่น  และได้เปิดช่องให้มี
การประกาศเพิ่มเติมได้โดยรัฐมนตรีผู้มีอำนาจตามพระราชบัญญัติฉบับนี้

คำนิยามที่เพิ่มเติมมาใหม่ คือคำนิยามของ “ปุ๋ยชีวภาพ” และ “ปุ๋ยอินทรีย์เคมี” โดย “ปุ๋ยชีวภาพ” หมายถึงปุ๋ยที่ได้จากการนำจุลินทรีย์ที่
มีชีวิตที่สามารถสร้างธาตุอาหาร  หรือช่วยให้ธาตุอาหารเป็นประโยชน์กับพืชมาใช้ในการปรับปรุงบำรุงดินทางชีวภาพ  ทางกายภาพ   หรือทางชีวเคมี
และให้หมายความรวมถึงหัวเชื้อจุลินทรีย์ด้วย

ส่วน “ปุ๋ยอินทรีย์เคมี”  หมายถึง ปุ๋ยที่มีปริมาณธาตุอาหารรับรองแน่นอน  โดยมีปริมาณอินทรียวัตถุตามที่รัฐมนตรีกำหนด   โดยประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษา และปรับปรุงคำนิยามของ “ปุ๋ยอินทรีย์” ให้มีความครอบคลุม และชัดเจนจากปุ๋ยชีวภาพ   โดยหมายถึงปุ๋ยที่ได้หรือทำมาจากวัสดุ
อินทรีย์ ซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธีทำให้ชื้น สับ หมัก บด ร่อน สกัดหรือด้วยวิธีการอื่นและวัสดุอินทรีย์ถูกย่อยสลายสมบูรณ์ด้วยจุลินทรีย์ แต่ไม่ใช่ปุ๋ยเคมี
และปุ๋ยชีวภาพ

ในส่วนของการนำเข้าปุ๋ยตามพระราชบัญญัติฉบับใหม่ ผู้ใดที่ประสงค์จะนำเข้าปุ๋ยเคมี ปุ๋ยชีวภาพ หรือปุ๋ยอินทรีย์ ต้องมีใบอนุญาตตามมาตรา
12 แห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้  และหากไม่มีใบอนุญาตนำเข้าก็จะมีความผิดตามมาตราที่ 57       ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี   หรือปรับไม่เกิน
200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ผู้ที่ขออนุญาตนำเข้าได้ต้องเป็นเจ้าของกิจการมีถิ่นที่อยู่หรือสำนักงานในประเทศไทย ชื่อที่ใช้ประกอบการพาณิชย์ต้องไม่ซ้ำหรือคล้ายคลึง
กับชื่อที่ได้รับการอนุญาตไปแล้วและต้องไม่เป็นผู้ที่ถูกสั่งพักใบอนุญาตหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตยังไม่ครบ 1 ปี รวมทั้งต้องมีสถานที่นำเข้าปุ๋ยและ
สถานที่เก็บปุ๋ย ซึ่งหมายถึงร้านค้าที่ได้รับทะเบียนพาณิชย์ นิติบุคคลที่จดทะเบียนเป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วน ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล นิติบุคคลที่
จดทะเบียนตามกฎหมายอื่น เช่น สหกรณ์ เป็นต้น

ดังนั้น  เอกสารประกอบการขอใบอนุญาตจึงประกอบด้วย  แบบคำขออนุญาตเกี่ยวกับปุ๋ย (อ.ป.1)   เอกสารแสดงการเป็นเจ้าของกิจการ ใบ
อนุญาตประกอบกิจการ กรณีเป็นนิติบุคคลต้องส่งหนังสือรับรองหรือสำเนาหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทแสดงผู้ทีอำนาจทำการ
แทนนิติบุคคลผู้ขอรับใบอนุญาตและวัตถุประสงค์ สำเนาทะเบียนการค้าหรือทะเบียนพาณิชย์ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน ใบสำคัญแสดงประจำตัว
คนต่างด้าว และสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขออนุญาต สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร แผนที่แสดงสถานที่เก็บปุ๋ย และหนังสือมอบอำนาจ

กรณีที่มีการมอบอำนาจ   พร้อมติดอากรแสตมป์   ทั้งนี้เอกสารทุกฉบับจะต้องลงนาม และประทับตรานิติบุคคล ในกรณีที่มีตราประทับ  หาก
เอกสารครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว  ให้ยื่นคำขอได้ที่ฝ่ายปุ๋ยเคมี ส่วนใบอนุญาตและขึ้นทะเบียน สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร ภายในเกษตรกลาง
บางเขน กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์ 0 2579 5536-7  ในวันเวลาราชการ     โดยการพิจารณาออกใบอนุญาตนำเข้าปุ๋ยกรณีไม่มีปัญหาใดจะเสร็จสิ้น
ภายใน 1 วันทำการ ซึ่งผู้นำเข้าปุ๋ยจะต้องยื่นแบบแจ้งการนำเข้าปุ๋ยทุกครั้งก่อนการนำเข้า

กรณีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในใบอนุญาต  เช่น การเปลี่ยนแปลงสถานที่นำเข้าปุ๋ยหรือสถานที่เก็บปุ๋ย  ต้องแจ้งเป็นหนังสือต่อพนักงาน
เจ้าหน้าที่ ณ สถานที่ยื่นคำขอใบอนุญาตในครั้งแรก ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงพร้อมทั้งแนบเอกสารประกอบ ได้แก่ ใบอนุญาตฉบับ
จริง    สำเนาหนังสือรับรองห้างหุ้นส่วนบริษัท ใบทะเบียนพาณิชย์  หรือเอกสารอื่นที่แสดงสถานที่นำเข้าหรือเก็บปุ๋ยแห่งใหม่  สัญญาเช่าหรือหนังสือ
ยินยอมให้ใช้สถานที่ เป็นสถานที่นำเข้าหรือเก็บปุ๋ยแห่งใหม่ และแผนที่แสดงสถานที่เก็บปุ๋ยแห่งใหม่

สำหรับกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตนำเข้าปุ๋ยเสียชีวิต ต้องแจ้งเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ พร้อมใบอนุญาตฉบับจริง ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่
วันที่ผู้รับใบอนุญาตเสียชีวิตและกรณีการขอใบแทนใบอนุญาต เนื่องจากใบอนุญาตสูญหาย ต้องแนบใบบันทึกรับแจ้งความของสถานีตำรวจ หรือใบ
อนุญาตถูกทำลายในสาระสำคัญ ต้องดำเนินการภายใน 15 วันนับจากวันที่สูญหายหรือถูกทำลาย

ส่วนกรณีการขอยกเลิกใบอนุญาต เนื่องจากยกเลิกกิจการจะต้องแจ้งการยกเลิกเป็นหนังสือต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วัน
ที่เลิกกิจการ แต่ต้องก่อนวันที่ใบอนุญาตสิ้นสุด โดยระบุเหตุผลในการขอยกเลิกพร้อมแนบใบอนุญาตฉบับจริง  รวมทั้งต้องจำหน่ายปุ๋ยที่เหลืออยู่ให้
หมดภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันที่เลิกกิจการ หากไม่ดำเนินการจะมีความผิดตามมาตราที่ 59 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 4,000-20,000 บาท

สำหรับผู้ที่ประสงค์จะขายปุ๋ยเคมี ปุ๋ยชีวภาพหรือปุ๋ยอินทรีย์ จะต้องมีใบอนุญาตตามมาตรา 12 เช่นกันและหากไม่มีก็จะมีความผิดตามมาตรา
57 คือระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ คุณสมบัติของผู้ขายปุ๋ยมีลักษณะเช่นเดียวกับผู้นำเข้าปุ๋ย รวมทั้ง
หลักฐานในการประกอบการขออนุญาต การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในใบอนุญาต การขอใบแทน และการยกเลิกใบอนุญาต  ส่วนสถานที่ยื่นคำขอ
นอกจากฝ่ายปุ๋ยเคมี  ส่วนใบอนุญาตและขึ้นทะเบียน สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตรแล้ว     ในต่างจังหวัดสามารถยื่นได้ที่
สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรทั้ง 8 เขต ศูนย์วิจัยฯ ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตในสังกัดกรมวิชาการเกษตรได้ทั่วประเทศ

การออกใบอนุญาตขาย  กรณีที่มีเอกสารครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ภายใน 1 วันทำการ   โดยใบอนุญาตดังกล่าวมีอายุ
1 ปี  และหากประสงค์จะต่ออายุใบอนุญาตต้องดำเนินการล่วงหน้าก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุอย่างน้อย 30 วัน

ผลิตและขึ้นทะเบียนปุ๋ย

เนื่องจากพระราชบัญญัติฉบับใหม่ขยายการครอบคลุมถึงปุ๋ยชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ นอกเหนือจากปุ๋ยเคมีที่กำหนดไว้เดิม ดังนั้นจึงได้กำหนด
การขึ้นทะเบียนและการควบคุมการผลิตปุ๋ยทั้งสองชนิดไปพร้อมกันด้วยการใช้ระบบใบอนุญาต

การผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า ผู้ที่ประสงค์จะผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า จะต้องมีใบอนุญาตผลิตตามมาตรา 12 โดยหากไม่มีใบอนุญาตจะมีความ
ผิดตามมาตรา 57  คือ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท

เช่นเดียวกับใบอนุญาตนำเข้าและใบอนุญาตขาย ผู้ขอใบอนุญาตต้องเป็นเจ้าของกิจการ และมีถิ่นที่อยู่หรือสำนักงานในประเทศไทย  ชื่อใน
การประกอบการพาณิชย์ต้องไม่ซ้ำ หรือคล้ายคลึงกับชื่อที่อนุญาตแล้ว หรือเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างการสั่งพักใบอนุญาตหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตยังไม่
ครบ 1 ปี  รวมทั้งต้องมีสถานที่ผลิตและสถานที่เก็บปุ๋ยเคมี  ซึ่งการขออนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าแบบผสม หรือผลิตโดยตรง   อนุญาตให้ผู้ผลิต
1 ราย ต่อ 1 สถานที่ผลิต

ถ้าเป็นการขออนุญาตผลิตแบบแบ่งบรรจุ  สามารถใช้สถานที่ผลิตของผู้รับใบอนุญาตรายอื่นได้  แต่ต้องมีหลักฐานการยินยอมให้ใช้สถานที่
ผลิตจากผู้ได้รับอนุญาตรายนั้น ส่วนหลักฐานประกอบการขอใบอนุญาตผลิต ประกอบด้วย แบบคำขออนุญาตเกี่ยวกับปุ๋ย (อ.ป.1) เอกสารแสดงการ
เป็นเจ้าของกิจการ ใบอนุญาตประกอบกิจการ  หนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคลแสดงผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคล  สำเนาทะเบียนการค้า/ทะเบียน
พาณิชย์ โดยระบุชนิดของพาณิชยกิจว่า “ผลิตปุ๋ยเคมี”  สำเนาบัตรประชาชนหรือใบสำคัญประจำตัวของคนต่างด้าว และสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขอ
อนุญาต  สำเนาบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร สำเนาใบอนุญาตตั้งโรงงานหรือใบอนุญาตประกอบกิจการจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม  สำเนาหนังสือ
เช่า หรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ 

กรณีไม่เข้าข่ายโรงงานอุตสาหกรรม  ต้องแบบหนังสืออนุญาตให้ผลิต  และเก็บปุ๋ยเคมีจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาพถ่ายอุปกรณ์และ
สถานที่ผลิต แผนที่สถานที่ผลิตและสถานที่เก็บปุ๋ยเคมี หนังสือมอบอำนาจพร้อมติดอากรแสตมป์ เอกสารดังกล่าวข้างต้นจะต้องประทับตรานิติบุคคล
ในกรณีที่มีตราประทับและผู้ขออนุญาตต้องอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบสถานที่ผลิตและอุปกรณ์การผลิต และให้ข้อมูลการผลิตที่ถูกต้องแก่
เจ้าหน้าที่   เพื่อประกอบการออกใบอนุญาต    โดยให้ยื่นคำขออนุญาตได้ที่ฝ่ายปุ๋ยเคมี ส่วนใบอนุญาตและขึ้นทะเบียน   สำนักควบคุมพืชและวัสดุ-
การเกษตร กรมวิชาการเกษตร ในวันและเวลาราชการ เช่นเดียวกับการขออนุญาตนำเข้า

สำหรับการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดในใบอนุญาต การขอใบแทน การยกเลิกใบอนุญาต ดำเนินการคล้ายคลึงกับการอนุญาตนำเข้าและมีฐาน
ความผิดเช่นเดียวกัน ระยะเวลาในการดำเนินการออกใบอนุญาตใช้เวลาประมาณ 16 วันทำการ  และมีอายุ 5 ปี  หากประสงค์จะต่ออายุใบอนุญาตจะ
ต้องยื่นคำขอล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน

การผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า ในมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติฉบับนี้  กำหนดให้ผู้ใดที่มีความประสงค์จะผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า  จะ
ต้องมีใบอนุญาต ถ้าไม่มีใบอนุญาตจะมีความผิดตามกฎหมาย โดยระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ โดย
คุณสมบัติพื้นฐานของผู้ขอรับใบอนุญาตก็เช่นเดียวกับการขออนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า รวมทั้งหลักฐานประกอบการขออนุญาต เว้นแต่ชนิดของ
พาณิชยกิจต้องระบุเป็น “ผลิตปุ๋ยอินทรีย์

ส่วนรายละเอียดและการยื่นคำขอ ตลอดจนวิธีการปฏิบัติในการอนุญาตก็เช่นเดียวกับกับการอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า กรอบเวลาในการ
ดำเนินการออกใบอนุญาตหากข้อมูลมีความครบถ้วนสมบูรณ์ถูกต้อง จะใช้เวลาประมาณ 16 วันทำการ  และใบอนุญาตมีอายุ 5 ปี     ซึ่งหากจะต่อใบ
อนุญาตจะต้องมายื่นคำร้องล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ก่อนวันสิ้นอายุ

การผลิตปุ๋ยชีวภาพเพื่อการค้า จะต้องดำเนินการเช่นเดียวกับการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการค้า  มิเช่นนั้นจะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งระดับ
ความรุนแรงก็เป็นเช่นเดียวกัน ตลอดจนคุณสมบัติของผู้ขอใบอนุญาต หลักฐานประกอบ ยกเว้นต้องระบุชนิดของพาณิชยกิจเป็น “ผลิตปุ๋ยชีวภาพ
การขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียด การขอใบแทน การยกเลิกใบอนุญาต และสถานที่ยื่นคำขอ    ทั้งนี้การดำเนินการออกใบอนุญาตใช้เวลาประมาณ
16 วันทำการ  ใบอนุญาตดังกล่าวมีอายุ 5 ปี หากประสงค์จะต้องอายุใบอนุญาตจะต้องยื่นคำร้องล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน

การขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีพระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าหรือใบอนุญาตนำเข้าปุ๋ยที่มีความประสงค์
จะผลิตหรือนำเข้าปุ๋ยเคมีที่มิใช่ปุ๋ยเคมีมาตรฐานเข้ามาในราชอาณาจักร  จะต้องนำปุ๋ยเคมีชนิดนั้นมาขอขึ้นทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อน เมื่อได้
รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีจึงจะผลิตหรือนำเข้าได้ โดยกำหนดหลักเกณฑ์ในการขอใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีไว้ดังนี้

(1) ปุ๋ยเคมีที่เป็นปุ๋ยเชิงผสมหรือเชิงประกอบ  ซึ่งที่ธาตุอาหารหลัก (N-P-K) ตั้งแต่ 2 ธาตุขึ้นไป    ต้องมีปริมาณธาตุอาหารหลักรวมกันไม่ต่ำ
กว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนัก ปริมาณธาตุอาหารหลักแต่ละชนิดไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3 ของน้ำหนัก และมีความชื้นไม่เกินร้อยละ 3 ของน้ำหนักและมีความ
ชื้นไม่เกินร้อยละ 3 ของน้ำหนักเช่นกัน

(2) ปุ๋ยเคมีเชิงเดี่ยวที่มีธาตุอาหารหลักไม่ถึงร้อยละ 20 ของน้ำหนัก ต้องมีสารประกอบหรือสูตรโครงสร้างแน่นอน และมีความชื้นไม่เกินร้อย
ละ 3 ของน้ำหนัก   ส่วนปุ๋ยเคมีหินฟอสเฟต ต้องมีธาตุอาหารหลักตั้งแต่ร้อยละ 3 ของน้ำหนัก    มีปริมาณฟอตเฟตทั้งหมดไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ของ
น้ำหนัก ความละเอียดไม่ต่ำกว่า 40 เมซ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของน้ำหนัก และมีความชื้นไม่เกินร้อยละ 3 เช่นกัน

(3) ปุ๋ยอินทรีย์เคมี   ต้องมีธาตุอาหารหลักตั้งแต่ 2 ธาตุขึ้นไป       และต้องมีปริมาณธาตุอาหารหลักรวมกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ 12 ของน้ำหนัก
ปริมาณธาตุอาหารหลักแต่ละชนิดต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3 ของน้ำหนัก มีปริมาณอินทรียวัตถุไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของน้ำหนักและความชื้นไม่เกินร้อย
ละ 10 ของน้ำหนัก

(4) ปุ๋ยเคมีที่จะรับขึ้นทะเบียนเป็นปุ๋ยข้าว  สามารถมีไนเตรทไนโตรเจนรวมอยู่กับไนโตรเจนทั้งหมดได้ แต่จะนำไนเตรทไนโตรเจนมานับรวม
กับไนโตรเจนที่จดทะเบียนเป็นสูตรปุ๋ยข้าวตามที่กรมการข้าวแนะนำไม่ได้

(5) ปุ๋ยเคมีที่นำเข้ามาเพื่อขึ้นทะเบียน และประสงค์จะนำปุ๋ยเคมีนั้นไปแบ่งบรรจุ  สามารถใช้ผลการวิเคราะห์ปุ๋ยเคมีฉบับเดียวกันได้เมื่อยื่นคำ
ขอขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีต่อเนื่องในคราวเดียวกัน

(6) เครื่องหมายการค้าที่ใช้ในการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี ต้องเป็นเครื่องหมายการค้าที่ได้รับการจดทะเบียนไว้กับกระทรวงพาณิชย์

(7) ฉลากและข้อความบนฉลากต้องระบุตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด  รวมทั้งระบบข้อความจำเป็นอื่นๆ เช่น “ควรคลุกเคล้าปุ๋ยให้เข้ากันก่อนใช้”
“ไม่แนะนำให้ใช้เป็นปุ๋ยข้าว” “ปุ๋ยเคมีน้ำอาจมีก๊าซเกิดขึ้น และอาจเป็นอันตรายได้ง่าย ควรเปิดด้วยความระมัดระวัง” เป็นต้น

ส่วนเอกสารหลักฐานประกอบการขอขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี  ประกอบด้วย คำขอขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี (ท.ค.1) สำเนาใบอนุญาตนำเข้าปุ๋ย (น.ป.1)
หรือใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า (ผ.ป.1) ตัวอย่างฉลากปุ๋ยเคมีและข้อความที่แสดงในฉลาก ต้นฉบับรายงานผลวิเคราะห์ปุ๋ยเคมีที่มีอายุไม่เกิน
6 เดือน นับตั้งแต่วันที่รายงานผลวิเคราะห์  กรรมวิธีการผลิตของผู้ผลิตโดยย่อ    และกรรมวิธีการแบ่งบรรจุในกรณีที่ผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้าแบบแบ่ง
บรรจุ เอกสารกำกับปุ๋ยเคมี (คำแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมี วิธีใช้ อัตราที่ใช้ ข้อควรระวัง ฯลฯ )   ตัวอย่างหรือภายถ่ายภาชนะหีบห่อบรรจุปุ๋ยเคมี   คำขอละ
1 ชุด ตัวอย่างปุ๋ยเคมีที่ขอขึ้นทะเบียน อาร์ตเวิร์ดซึ่งเหมือนของจริง จำนวน 2 ชุด

โดยให้ยื่นคำขอได้ที่ฝ่ายปุ๋ยเคมี  ส่วนใบอนุญาตและขึ้นทะเบียน สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร  เช่นกันทั้งนี้ หากเอกสารทั้งหมดครบ
ถ้วนถูกต้อง จะสามารถออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีได้ภายใน 10 วันทำการ   (อ่านต่อฉบับหน้า)

พบกันใหม่ฉบัยหน้า……….สวัสดี
อังคณา

คำถามฉีกซอง
กองบรรณาธิการจดหมายข่าวผลิใบฯ กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ 10900  e-mail : angkanas@doa.go.th

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2525, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 5,718 other followers

%d bloggers like this: