สตาร์ฟรุต…สลามัต ดาตัง

Published มีนาคม 22, 2010 by SoClaimon

ฉบับที่ 5   ประจำเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2551

ผ่านทางฉีกซอง.

ผลิใบ ฉีกซอง
อังคณา  สุวรรณกูฏ

สตาร์ฟรุต…สลามัต ดาตัง

ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน “ฉีกซอง” ได้มีโอกาสไปอบรมด้าน  Plant Biosecurity  ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย  ซึ่งสนับสนุนการจัดโดย ATSE
Crawford Fund CABI CNRP ออสเตรเลีย  และกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรของมาเลเซีย  ดังนั้นวิทยากรส่วนใหญ่จึงมาจากออสเตรเลีย ซึ่งได้นำความรู้
และเทคโนโลยีใหม่ๆ    เกี่ยวกับความปลอดภัยทางชีวภาพด้านพืชมาถ่ายทอด ให้กับผู้เข้าอบรม    ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกอาเซียนและประเทศคู่ค้า เช่น อินเดีย
บังคลาเทศ เป็นต้น ได้รับรู้รับทราบ  รวมทั้งเป็นช่องทางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้เข้ารับการอบรมกับคณะวิทยากร  ที่ให้ความสำคัญต่อเรื่องดังกล่าวเป็น
อย่างยิ่ง   โดยพยายามผลักดันในทุกวิถีทาง  เพื่อให้ประเทศต่างๆ   ทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกัน และการรักษาไว้ซึ่งความปลอดภัยทางชีวภาพ
ของพืช

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาที่อบรมในครั้งนี้ค่อนข้างที่จะหลากหลาย และมีประเด็นที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ต้องทยอยนำมา update ให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ
หลายประเด็น แต่คงต้องขอเวลาตั้งตัวสักพัก  เพราะช่วงนี้รู้สึกว่าสอบตกวิชาการบริหารเวลา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารเวลาในการจัดทำต้นฉบับ เพราะต้องได้
รับเสียงเตือนจากบรรณาธิการก่อน จึงจะสามารถลงมือดำเนินการได้

อย่ากระนั้นเลย เพื่อกระตุ้นต่อมอยากรู้ของท่านผู้อ่าน ผู้เขียนจะขอนำส่วนหนึ่งของการอบรมที่เป็นเรื่องค่อนข้างสบายๆ มาเล่าสู่กันฟัง ก่อนที่จะนำเนอเรื่อง
หนักๆ ในโอกาสหน้า  โดยช่วงหนึ่งของการอบรม ผู้จัด(เข้าใจว่าน่าจะเป็นส่วนของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ มาเลเซีย) ได้นำคณะผู้เข้าอบรมไปเยี่ยม
ชมหุบเขาแห่งผลไม้  อีกนัยหนึ่งก็คือสวนผลไม้ขนาดใหญ่ที่กรมวิชาการเกษตรของมาเลเซีย  เข้าไปส่งเสริม    สวนผลไม้ดังกล่าวเป็นสวนที่อยู่ภายใต้การบริหาร
จัดการของรัฐสลังงอ เรียกชื่ออย่างเป็นทางการว่า Selangor Fruits Valley อยู่ห่างจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงครึ่ง สวนดังกล่าวมี
ความสำคัญอย่างไร ทำไมทางมาเลเซียถึงอยากให้ไปเห็นนัก คำเฉลยแสดงอย่างชัดเจนเมื่อได้เดินทางมาถึงสวนดังกล่าว

สลามัต  ดาตัง

คำว่า “สลามัต  ดาตัง” เป็นภาษามาเลย์แปลเป็นไทยว่า “ยินดีต้อนรับ” ข้อความดังกล่าวมักพบเห็นเป็นประจำตามสถานที่ต่างๆ ในมาเลเซียเช่นเดียวกัน
ที่ Selangor Fruits Valley    ก็มีข้อความดังกล่าวปรากฏให้เห็น   หลังจากที่นั่งรถบัสของกรมวิชาการเกษตรมาเลเซียเข้าสู่บริเวณรัฐสลังงอ สองข้างทางเป็นป่า
ร้อนชื้นที่รัฐอนุรักษ์ไว้   เนื่องจากเป็นเส้นทางผ่านภูเขา  ยังมีความอุดมสมบูรณ์สูง   บางช่วงของการเดินทางจึงเห็นฝูงลิงหลายสิบตัวมาแสดงตัวริมทางและออก
อาการดีใจเมื่อมีรถยนต์วิ่งผ่าน ท่าทางคล้ายกับลิงแถวเขาใหญ่และมีป้ายเตือนห้ามให้อาหารลิงอยู่เช่นกัน แต่ก็ไม่ทราบว่าคนที่ผ่านไปมาแถวนั้นจะแอบให้อาหาร
ลิงหรือไม่ ที่น่าเศร้าใจก็คือ พบศพลิงถูกรถชน กลายเป็นลิงข้างถนน ไม่รู้ว่าลิงผิดหรือคนผิดกันแน่

เมื่อเดินทางเข้าสู่เขตของสวนผลไม้รัฐสลังงอ  จะเห็นป้ายขนาดใหญ่ขึ้นว่า Selangor Fruits Valley  และเงาของอาคารอยู่ไหลๆ  แสดงให้เห็นว่าเราเข้า
สู่เขตของสวนผลไม้ดังกล่าว  เพื่อความมั่นใจว่าเป็นสวนผลไม้ของรัฐสลังงอตัวจริง  ต้องสังเกตมะเฟืองยักษ์สีเหลืองตั้งเด่นเป็นสง่าบนเนินเขาที่จัดเป็นส่วนอำนวย
การของสวนผลไม้แห่งนี้  จนชาวคณะอดใจไม่ไหวต้องเข้าไปชักภาพเป็นที่ระลึกกันหลายราย  เพราะพระเอกของสวนแห่งนี้คือมะเฟืองหรือที่เรียกกันว่า Star Fruit
นั่นเอง

รัฐสลังงอของมาเลเซีย   เป็นรัฐที่มีชื่อเสียงทางด้านผลไม้โดยเป็นแหล่งผลิตผลไม้สำคัญหลายชนิด   โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเฟืองดังที่กล่าวถึงในข้างต้น
นอกจากนี้ยังมีผลไม้ที่คล้ายๆ กับเมืองไทย    ไม่ว่จะเป็นขนุน ชมพู่ มังคุด ลองกอง เงาะ ทุเรียน แก้วมังกร ฝรั่ง สับปะรด เป็นต้น       ผลไม้ของรัฐสลังงอนี้ส่งไป
จำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ  สำหรับผู้เขียนแล้วการเยี่ยมชมสวนแห่งนี้     ให้ความรู้สึกประมาณสวนผลไม้ในเขตภาคใต้ผสมบรรยากาศผลไม้ภาคตะวัน
ออกของไทยถ้าหากอากาศจะเย็นๆ   กว่านี้สักนิดและต้นไม้สูงกว่านี้สักหน่อยแต่ด้วยอากาศวันนั้นค่อนข้างร้อน  จึงทำให้ความรู้สึกในการเดินชมสวนตอนเวลาใกล้
เที่ยวไม่ค่อยประทับใจเท่าใดนัก

สวนผลไม้แห่งรัฐ

จากการบรรยายสรุปของเจ้าหน้าที่ประจำสวนผลไม้แห่งนี้  Selangor Fruits Valley   ได้รับการสนับสนุนทางการเงิน   จากกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน
ของมาเลเซีย   และอยู่ภายใต้การควบคุมและดูแลของส่วนงานด้านการเกษตรแห่งรัฐสลังงอ  โดยเริ่มดำเนินการเมื่อหกปีที่แล้ว หรือประมาณปี 2546  มีพื้นที่รวม
ทั้งสิ้นประมาณ 10,000 ไร่  โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน   คือ ส่วนที่ทำเป็นสวนผลไม้เพื่อการค้าโดยเฉพาะ  ซึ่งจะไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าบริเวณดังกล่าว กับ
ส่วนที่ให้บริการการท่องเที่ยวเชิงเกษตรสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป

ในช่วงที่ผู้เขียนเข้าไปเยี่ยมชมนี้   ส่วนที่เป็นส่วนบริการการท่องเที่ยวเชิงเกษตร   อยู่ระหว่างการปรับปรุงอาคารสถานที่ให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยว
ได้โดยมีอาคารที่ทำการ และศาลาที่พักที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วใช้เป็นที่รับรองชั่วคราว ซึ่งเจ้าหน้าที่เล่าว่ายังต้องปรับปรุงอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณ
ทางเข้าที่ติดกับถนนใหญ่   จะทำเป็นร้านค้าจำหน่ายผลผลิตจากสวนให้กับนักท่องเที่ยว  อดไม่ได้ที่เปรียบเทียบกับระบบจัดการท่องเที่ยวในบ้านเรา โดยเฉพาะ
กับการท่องเที่ยวท่องเที่ยวเชิงเกษตร  ที่ดำเนินการโดยเอกชนที่ประสบความสำเร็จในบ้านเราก้าวหน้ากว่าสวนแห่งนี้มาก  แต่เมื่อเปรียบเทียบกับการดำเนินการ
ในส่วนของภาครัฐต่อรัฐจะเห็นว่าที่นี่ได้รับการสนับสนุนที่เห็นเป็นรูปธรรมมากกว่าในบ้านเราที่มักเป็นไปตามกระแสเสียเป็นส่วนใหญ่

ย้อนกลับมาดูการจัดการพื้นที่ในส่วนแห่งนี้ หากเป็นบริเวณที่จัดไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชม  จะปลูกไม้ผลเป็นแปลงขนาดเล็ก เน้นความหลาก
หลายของสายพันธุ์ เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสสัมผัสกับผลไม้หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์พื้นเมือง หรือพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ รวมทั้งเน้นการ
จัดแต่งพื้นที่ให้สวยงามเป็นหลัก  โดยมีไม้ดอกเป็นเพียงไมรองของที่นี่เท่านั้น   ข้อได้เปรียบของพื้นที่สวนแห่งนี้คือ  ลักษณะพื้นที่เป็นเนินเขาและมีที่ราบระหว่าง
หุบเขาคั่นกลาง  และมีแหล่งน้ำธรรมชาติระหว่างหุบเขาที่ได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของสวนดังกล่าว     ดังนั้น จึงมีทิวทัศน์ที่สวยงามเหมาะต่อการ
ถ่ายรูปของนักท่องเที่ยว ซึ่งหากเป็นช่วงฤดูหนาว บรรยากาศน่าจะสวยงามกว่านี้มาก

สำหรับส่วนที่เป็นสวนผลไม้เพื่อการค้า เจ้าหน้าที่ได้แบ่งแยกพื้นที่อย่างชัดเจน  โดยมีด่านกั้นไม่ให้ผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าไป แต่งานนี้เจ้าของสวนพามา
ชมสวนเอง  จึงสามารถฝ่าด่านเข้าไปให้เห็นกับตาได้อย่างสบาย  ซึ่งเจ้าหน้าที่ของสวนเล่าให้ฟังว่าพระเอกของสวนแห่งนี้ก็คือมะเฟือง  ซึ่งปลูกเพื่อการส่งออกไป
จำหน่ายยังต่างประเทศเป็นหลัก  ส่วนผลไม้อื่นๆ ประกอบด้วย  ขนุน ชมพู่ แก้วมังกร เงาะ ลองกอง และสับปะรด เป็นต้น   ตลาดหลักจะเป็นตลาดภายในประเทศ
โดยในอนาคตจะพยายามพัฒนาสายพันธุ์ และเทคโนโลยีการผลิต  เพื่อให้ได้ผลไม้ที่มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด    ซึ่งงานด้านการวิจัยและพัฒนานี้ได้รับ
ความร่วมมือจากกรมวิชาการเกษตรของกระทรวงเกษตรมาเลเซีย  และหน่วยงานที่ชื่อว่า MARDI    ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลกลางที่ทำหน้าที่ในการวิจัยและ
พัฒนาเป็นการเฉพาะ

มะเฟือง-ผลไม้รูปดาว

สำหรับพระเอกของสวนแห่งนี้  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Averrhoa carambola L.  อยู่ในวงศ์ Oxalidaceae มีโครโมโซม 22, 24 คู่  ว่ากันว่าถิ่นกำเนิดเดิม
อยู่ในเขตร้อนของสหกรัฐอเมริกาและแถบอเมริกาใต้ บริเวณประเทศบราซิล ก่อนที่จะมีผู้นำไปปลูกที่ประเทศฟิลิปปินส์ อย่างไรก็ตามบางกระแสก็ว่ามะเฟืองน่าจะ
มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเอเชีย เพราะพบว่ามีชื่อมะเฟืองปรากฏในภาษาสันสกฤต  ในบางพื้นที่ของไทยก็จะเรียกมะเฟืองว่า ส้มเฟือง เนื่องจากมะเฟืองในประเทศส่วนใหญ่
จะมีรสเปรี้ยว

มะเฟืองจัดเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง   สามารถเจริญเติบโตได้ดีในเขตที่มีความชื้นสูง   ต้นมีความสูงประมาณ 6 – 15 เมตร  ขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ กิ่งจะห้อยลง
ใบมีสีเขียว ลักษณะเป็นใบรวมแบบขนนก  มีใบย่อย 5-11 ใบ รูปร่างคล้ายรูปไข่  ขนาดประมาณ 2-5 เซนติเมตร ดอกจะแตกจากซอกก้าน  เป็นพืชผสมข้าม ใบมี
สีชมพูอ่อนจนถึงสีม่วง ดอกมีขนาดเล็ก  เมื่อดอกบานจะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ  กลีบดอก มี 5 กลีบ  ผลมีลักษณะรูปไข่  ร่องกลีบลึกเห็นชัดเจนขนาดผลประมาณ 7-13
เซนติเมตร  ผลอ่อนมีสีเขียวผลแก่จะมีสีเขียวปนเหลืองหรือน้ำตาลมีกลิ่นหอม  เมื่อตัดแนวขวางจะมีลักษณะเป็น รูปดาว 5 แฉก   จึงถูกเรียกว่า Star Fruit ผลมีรส
เปรี้ยวหรือหวาน หรือเปรี้ยวปนหวาน หรือฝาด ขึ้นกับชนิดของพันธุ์

ประโยชน์ของมะเฟืองตามตำรายาโบราณ      มะเฟืองมีสรรพคุณในการแก้ร้อนใน  ดับกระหาย ลดความร้อนภายในร่างกาย ถอนพิษไข้  เป็นยาขับเสมหะ
ป้องกันโรคโลหิตจาง   โรคเลือดออกตามไรฟัน  ช่วยขับปัสสาวะ  และบรรเทาอาการนิ่วในทางเดินปัสสาวะ  สำหรับการวิเคราะห์ผลมะเฟือง พบว่ามีวิตามินเอและ
โพแทสเซียมอยู่มาก และวิตามินซี ผลมะเฟือง 100 กรัม มีน้ำประมาณ 90 กรัม โปรตีน 0.75 กรัม น้ำตาล 3.5-11 กรัม กาก 0.7 กรัม และให้น้ำผลไม้ได้ประมาณ
60-65 เปอร์เซ็นต์

สำหรับการปลูกมะเฟือง   หากปลูกด้วยเมล็ดจะใช้เวลาประมาณ 5-6 ปี  จึงจะติดดอกให้ผลได้ แต่หากเป็นการปลูกด้วยการใช้กิ่งตอนหรือติดตาจะให้ผล
ภายใน 1-2 ปี สำหรับสวนแห่งรัฐสลังงอนี้  ส่วนใหญ่ใช้กิ่งตอนปลูก ระยะปลูกประมาณ 6X6 เมตร พื้นที่ปลูกเป็นเนินเขาเตี้ยๆ  ซึ่งหลังการผสมเกสรแล้วจนถึงเก็บ
เกี่ยวจะใช้เวลาประมาณ 90 – 110 วัน  โดยสวนแห่งนี้จะริดดอกเพื่อไม่ให้ผลดกเกินไป  ซึ่งจะส่งผลต่อขนาดของผล  ก่อนที่จะหุ้มด้วยถุงกระดาษหนังสือพิมพ์หลัง
ดอกบานประมาณ 30 วัน เพื่อป้องกันแมลงวันทอง จากนั้นประมาณ 35-40 วันก็สามารถเก็บเกี่ยวได้  ซึ่งถุงกระดาษดังกล่าวจะทาสีที่ปลายถุงเพื่อเป็นสัญลักษณ์
ว่าจะเก็บเกี่ยวได้เมื่อใด

การดูแลรักษาสวนมะเฟืองของรัฐสลังงอ   ได้รับการรับรองระบบ Global GAP  หรือ EURepGAP เดิม ซึ่งตลาดหลักคือสหภาพยุโรป สำหรับฤดูการผลิต
ที่ผ่านมาส่งออกไปยังสหภาพยุโรปกว่า 10,000 ตัน  โดยใช้วิธีควบคุมอุณหภูมิไว้ที่ 5-10 องศาเซลเซียส  และความชื้นสัมพัทธ์สูง จะสามารถเก็บมะเฟืองได้นาน
ประมาณ 4 สัปดาห์ ซึ่งมะเฟืองที่ส่งไปยังสหภาพยุโรป มักจะใช้เป็นองค์ประกอบของการตกแต่งจานอาหารเป็นหลักส่วนตลาดสหรัฐอเมริกา  ยังไม่สามารถส่งเข้า
ไปได้  แต่อย่าแปลกใจหากพบเห็นมะเฟืองจากมาเลเซียอยู่ในแผ่นดินสหรัฐอเมริกา   เพราะพ่อค้าทุกประเทศทั่วโลกมีลักษณะหนึ่งที่เหมือนกันคือ     หากลูกค้ามี
ความต้องการ พ่อค้าสามารถจัดให้ได้

ในส่วนของการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว  เจ้าหน้าที่ของสวนได้นำคณะเยี่ยมชมโรงคัดบรรจุ  ซึ่งสร้างความแปลกใจให้กับผู้เขียนพอสมควร เพราะจินตนา-
การไปก่อนว่าจะต้องเป็นโรงคัดบรรจุที่ปิดมิดชิด มีระบบการรักษาสุขอนามัยที่ดี แต่สภาพที่เห็นคือ ลักษณะโรงคัดบรรจุเป็นโรงเรือนเปิดโล่ง และตะกร้าใส่ผลผลิต
ที่เก็บมาก็วางอยู่บนพื้นของโรงคัดบรรจุ   จากนั้นพนักงานซึ่งไม่ได้ใส่เครื่องแบบรัดกุม     ใส่ถุงมือหรือหมวกครอบผมอย่างที่เคยเห็นตามโรงคัดบรรจุมาตรฐานใน
ประเทศไทย ก็มาคัดแยกผลมะเฟืองในตะกร้า  แล้วใช้แปรงทำความสะอาดผล   ชั่งน้ำหนักผลติดสติกเกอร์ระบุแหล่งผลิต   และห่อด้วยพลาสติกใส  จัดเรียงไว้ใน
กล่องกระดาษที่รองด้วยฟองน้ำกันกระแทก ปิดฝากล่อง เป็นอันเสร็จกระบวนการ ก่อนลำเลียงไปเก็บในห้องเย็น

สำหรับระบบข้อมูลการผลิตมะเฟืองของสวนแห่งนี้  กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศของมาเลเซียได้เข้ามาสนับสนุน  โดยจัดทำเป็นโครงการนำร่องระบบ
ตรวจสอบย้อนกลับ ด้วยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วย ทำให้สามารถเก็บข้อมูลแปลงผลิตด้วยการบันทึกผ่านเครื่อง PDA หรือโทรศัพท์มือถือ เข้าสู่ฐาน
ข้อมูลกลาง และสามารถเรียกข้อมูลขึ้นมาได้   หากต้องการสืบค้นลักษณะคล้ายๆ  กับโครงการนำร่องระบบตรวจสอบย้อนกลับของประเทศไทย    ซึ่งจะเห็นได้ว่า
ระบบตรวจสอบย้อนกลับเป็นสิ่งจำเป็นในการค้าสินค้าเกษตร และอาการที่หลายๆ    ประเทศให้ความสำคัญ  และลงทุนไปไม่น้อย ประเทศไทยเองคงจะละเลยต่อ
เรื่องดังกล่าวไม่ได้เช่นกัน

การได้เดินทางมาเยี่ยมชม Selangor Fruits Valley ในครั้งนี้   จึงเป็นโอกาสพิเศษอย่างแท้จริง ที่ได้เห็นเบื้องหลังแปลงผลิตมะเฟือง  ผลไม้ขึ้นชื่อของ
มาเลเซีย รวมทั้งระบบการบริหารจัดการและการสนับสนุนของภาครัฐ  สิ่งต่างๆ ที่ได้เรียนรู้จากเพื่อนบ้าน  เป็นการเปิดโลกของเราให้เห็นในอีกแง่มุมที่ต่างออกไป
ท่านผู้อ่านท่านใดที่ตลาดครึ่งปีที่ผ่านมายังไม่ได้ออกเดินทางจากที่ตั้งเลย ผู้เขียนอยากขอเชิญชวนให้ลองหาโอกาสเดินทางสักครั้ง ท่านอาจจะได้ความคิดใหม่ๆ
มาพัฒนางานของตนก็เป็นได้

พบกันใหม่ฉบัยหน้า……….สวัสดี
อังคณา

คำถามฉีกซอง
กองบรรณาธิการจดหมายข่าวผลิใบฯ กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ 10900  e-mail : angkanas@doa.go.th

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

โทรศัพท์ : 0-2561-2525, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: