นำวิถีอาชีพ เกษตรยั่งยืน สังเกตตลาด ก่อนผลิต

Published กุมภาพันธ์ 18, 2010 by SoClaimon

23 กันยายน 2552, 05:00 น.
นำวิถีอาชีพ เกษตรยั่งยืน สังเกตตลาด ก่อนผลิต – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

bkqkpjhbmggyxc7vwqfrdahydieo5mybd18f53j5ch6cp7n8q3foc

ป้าอุทัยและสามีคู่ใจ

คุณป้าอุทัย แนะวิธีทำการเกษตร โดยใช้การตลาดนำการผลิต ซึ่งทำให้สามารถ เก็บผลผลิตขายได้ทุกวันไม่ขาดมือ …

“การตลาดนำการผลิต” นับว่าเป็นหัวใจสำคัญของชาวไร่ ชาวสวน หากใครรู้จักสังเกตแล้วนำมาปรับใช้ นอกจากจะเดินทางสายนี้ได้ยาวนานแล้ว ยังมีผลิตผลออกขายเก็บเงินเข้ากระเป๋าทุกวันไม่ขาดมือ เหมือนกระแสน้ำไหลให้ชุ่มฉ่ำไม่ขาดสาย อย่างเช่น ป้าอุทัย จันทนา เกษตรกรบ้านละหาร อ.ปลวกแดง จ.ระยอง

หลังเก็บผลผลิตจะปลูกถั่วพร้าหรือถั่วดำบำรุงดิน

ป้าอุทัย บอกว่า มีพื้นที่ทั้งหมด 15 ไร่ อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่นี่แรกๆจะมีสภาพที่หลายคนบอกว่า “ตาย” ไม่มีคุณภาพ เวลาฝนตกมากน้ำจะท่วม ส่วนหน้าแล้งน้ำก็มีใช้ไม่พอ จึงขุดบ่อเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ และคิดว่าต้องทำอย่างไร ถึงปลูกพืชผักแล้วได้ผล จึงขอคำปรึกษากับทาง เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งให้คำแนะนำมาว่าให้ ปลูกถั่วพร้าบำรุง นอกจากนี้ เวลาที่หน่วยงานไหนจัดให้ดูงานจะไปตลอด

เมื่อสภาพดินสามารถปลูกพืชผักหมุนเวียนได้ จึงแบ่งปลูกยางพารา 4 ไร่ เพื่ออนาคตจะได้กลายเป็นพืชหลักที่สร้างรายได้ในยามแก่เฒ่า ส่วนที่เหลือจะปลูกพืชผักอายุสั้นผสมผสานกันไป ซึ่งแต่ละชนิดจะมีเนื้อที่ไม่มาก เมื่องานไม่ล้นมือก็ไม่จำเป็นต้องจ้างแรงงานเพิ่ม ซึ่งแบ่งปลูกชะอม หากช่วงไหนราคาถูกจะตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นทิ้งไว้ ปลูกแตงกวา รอเวลาเพียงเดือนเศษก็สามารถเก็บลูกได้

…จากนั้นอีก 15 วัน จะมีถั่วฝักยาวกับบวบหอมให้เก็บต่อ พื้นที่เหลือลงข้าวโพด ซึ่งปลูกไว้ 3 รุ่น ทำให้มีผลผลิตเก็บเรื่อยๆ กับพริกขี้หนูที่ปลูกแซมไว้ โดยผลิตผลทั้งหมดจะนำไปขายเอง ถึงจะได้กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ก็ต้องขายให้เป็นซื่อตรงกับคนซื้อ…

สำหรับการบำรุงดิน จะทำปุ๋ยหมักไว้ใช้เอง ด้วยการเอา ต้นข้าวโพดที่เก็บฝักหมด แล้ว ผสมกับ มูลไก่ วัว กากน้ำตาล รำ และ พงด. ที่ได้จากกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งจะมีทั้งป้องกันเชื้อรา ช่วยย่อยสลาย นำทั้งหมดมาหมักเข้าด้วยกัน หมักได้ที่จะตักใส่กระสอบเก็บไว้ใช้ต่อไป แต่ปุ๋ยเคมีก็ยังต้องใช้อยู่ในปริมาณไม่มาก เพราะหากเราตัดออกไป ผลผลิตก็จะไม่ทันความต้องการของตลาด

ส่วนการใช้ฉีดยา เคมีภัณฑ์ ป้าอุทัย บอกว่า การทำเกษตรต้องเดินสายกลาง หากสภาพดินไม่มีแร่ธาตุ ต้องเติมปุ๋ยเคมีซึ่งเป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการ พร้อมกับจุลินทรีย์ ควบคู่ไป เมื่อดินมีสภาพดีขึ้น มันจะทำหน้าที่ปลดปล่อยธาตุอาหาร ทำให้พืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้ อย่างพวกยาฆ่าแมลงจะใช้ ช่วงแรกๆ ขณะที่ต้นยังเล็ก เพื่อ “ไล่และกำจัด” แมลงศัตรูพืชให้หมด จากนั้นถึงจะหันมาใช้พวก สารชีวภาพ

หลังจากเก็บผลผลิตหมด พื้นที่ส่วนไหนยังไม่ปลูกพืชทำเงิน จะลงพืชตระกูลถั่ว อาทิ ถั่วพร้า ถั่วดำ เป็นการพักหน้าดิน เมื่อใกล้ถึงฤดูปลูกพืชตัวอื่นก็จะไถกลบบำรุงดิน นอกจากจะพักหน้าดินแล้ว ยังเป็นการบำรุงป้องกันไม่ให้ แร่ธาตุต่างๆ หมดไป และในการเลือกว่าจะปลูกพืชชนิดใดต่อนั้น ป้าอุทัย บอกว่า อาศัยประสบการณ์บวกกับความสังเกตว่า พืชผักชนิดใดมีราคาช่วงไหน แค่นี้ก็มีเงินเข้ากระเป๋าทุกวัน

ป้าอุทัยยังบอกอีกว่า วิถีการทำเกษตรจะพบกับอุปสรรคมากมาย โดย เฉพาะการ “ขาดทุน” แต่ให้คิดว่าการทำอาชีพอะไรก็ตาม มีทั้งผิดหวังและสมหวัง ดังนั้น ขอให้รู้จักคิดว่า “ปัญหาที่เกิดขึ้นจะช่วยสอนให้เราเข้มแข็ง อาศัยผิดเป็นครู รู้จักสังเกต” แล้วนำมาปรับใช้เพียงเท่านี้จะทำให้อยู่ในเส้นทางเกษตรได้อีกยาวนาน.

เพ็ญพิชญา เตียว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: