งัดสารพัดมาตรการรับมือภัยแล้ง53

Published กุมภาพันธ์ 12, 2010 by SoClaimon

งัดสารพัดมาตรการ รับมือ ภัยแล้ง53 – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

bkqkpjhbmggyxc7vwtbosdekowbqmaixag7qgjsmquhdthvfm1de1

แนะไม่ควรสูบน้ำเข้าสระ หรือบ่อเก็บกักน้ำของตัวเองโดยเกินความจำเป็น ไม่ควรปลูกข้าวนาปรังในช่วงนี้ หากเดือดร้อนให้ไปขอรถน้ำได้ที่ อบต.และเทศบาล…

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจันทบุรี กล่าวว่า ขอให้ประชาชนและเกษตรกร ควรมีการใช้น้ำอย่างประหยัดไม่ควรสูบน้ำเข้าสระ หรือบ่อเก็บกักน้ำของตัวเองโดยเกินความจำเป็นควรจะสูบน้ำตามความเหมาะสม รวมถึงเกษตรกรไม่ควรปลูกข้าวนาปรังในช่วงนี้ เพราะจะทำให้น้ำที่มีอยู่จะหมดลงโดยเปล่าประโยชน์ในส่วนนี้ประชาชน หรือ เกษตรกรรายใดมีความต้องการน้ำขอให้แจ้งไปที่ อบต. และเทศบาลแต่ละท้องที่ได้ตลอดเวลาหรือถ้ารถน้ำของ อบต.และเทศบาลใดมีไม่เพียงพอสามารถแจ้งมา ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดจะได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไป ให้การช่วยเหลือต่อไป

ด้าน นายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังวัดภูเก็ต กล่าวว่า คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำตามแนวทางพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จ.ภูเก็ต ได้ประชุมสรุปสถานการณ์น้ำอุปโภคบริโภคในพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการจัดทำแผนการใช้น้ำโดยภาพรวมของจังหวัด โดยเฉพาะในห้วง 4 เดือนของฤดูแล้งนี้ ยังคงมีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภค/บริโภคแต่ประชาชนก็ยังคงต้องใช้น้ำอย่าง ประหยัด สำหรับแหล่งน้ำที่สำคัญของ จ.ภูเก็ต มีอยู่ 2 แห่ง คือ แหล่งน้ำบางวาด และบางเหนียวดำ  มีปริมาณความจุของน้ำ รวม 14.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะนี้มีปริมาณน้ำอยู่ 13 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 90% สามารถรองรับปริมาณความต้องการของประชาชนได้

ผู้ว่าราชการ จังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า สำหรับโครงการตามแนวพระราชดำริ ได้นำเสนอไปยังกระทรวงมหาดไทย จากที่ประชุมได้สรุปสถานการณ์น้ำอุปโภคบริโภคในพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการจัดทำแผนการใช้น้ำโดยภาพรวมของจังหวัดโดยได้คัด เลือก โครงการฝายคลองพระแทว พร้อมระบบส่งน้ำ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ แนวทางการดำเนินงานทางปฏิบัติเกี่ยวกับแนวพระราชดำริ ในด้านการอนุรักษ์ พัฒนาและบริหารจัดการน้ำ พร้อมนี้ จะชี้แจงทำความเข้าใจกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้นำชุมชน ในการจัดการน้ำอุปโภคบริโภคในพื้นที่ให้มีความยั่งยืนในอนาคต โดยกำหนดแผนงาน/โครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งแหล่งน้ำชุมชน” สู่การปฏิบัติต่อไป

ด้าน นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจันทบุรี เผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้เกิดขึ้นเร็ว ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บกักน้ำ หรือ เขื่อนต่างในพื้นที่ จ.จันทบุรี เริ่มมีปริมาณน้ำลดน้อยลง ทำให้ประชาชนและเกษตรกรใน 7 อำเภอ ประกอบด้วย อ.โป่งน้ำร้อน อ.สอยดาว อ.ขลุง อ.ท่าใหม่ อ.มะขาม อ.นายายอาม และ อ.แก่งหางแมว เริ่มขาดแคลนน้ำในการนำไปรดพืชผลทางการเกษตร และผลไม้

ขณะที่ นายประหยัด เจริญศรี รอง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า เพื่อเป็นการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ ได้แจ้งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ด้วยการเตรียมข้อมูล การเตรียมการ แผนและผลการดำเนินการ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เพื่อประมวลเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งในภาพรวมของจังหวัด โดยได้เตรียมเครื่องสูบน้ำไว้ 60 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 21 คัน เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยแล้งในพื้นที่ ประชาชนที่ประสบภัยแล้งขอรับการช่วยเหลือผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน พื้นที่ใกล้บ้านตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ จ.มหาสารคาม ยังน่าห่วง อ่างเก็บน้ำทั้ง 17 แห่ง โดยภาพรวมมีปริมาณเก็บกักน้ำเพียง 56.13 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 68.95 ของความจุอ่าง รวม 78 ล้านลูกบาศก์เมตร ในจำนวนนี้มี อ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง พื้นที่ อ.บรบือ และอ.วาปีปทุม อยู่ในขั้นวิกฤติ มีระดับเก็บกักต่ำกว่า ร้อยละ 20 ของความจุอ่าง รวมถึงสถานการณ์น้ำในลำน้ำชีที่ต้องรับน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ที่มีปริมาณน้ำ ต้นทุนในเขื่อนเหลือน้อย แต่ต้องปล่อยน้ำเลี้ยงท้องน้ำในลำน้ำชีเพื่ออุปโภคบริโภค และเพื่อการเกษตรไปยังหลายจังหวัดในภาคอีสาน เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรังอาจจะกระทบภัยแล้งได้ เนื่องจากราคาข้าวสูงเป็นสิ่งจูงใจให้เกษตรกรปลูกข้าวนาปรังเพิ่มขึ้น

นาย วิบูลย์ วงศ์มาศา เกษตรจังหวัดมหาสารคามได้มีการกำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง โดยเฉพาะน้ำในอ่างเก็บน้ำ และในเขื่อนในอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิด พร้อมได้ฝากเตือนถึงเกษตรกรไม่ให้ขยายพื้นที่ในการปลูกข้าวนาปรังเพิ่มเติม แต่แนะนำให้เกษตรกรปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ประเภทพืชไร่ และพืชผัก ที่ให้ผลตอบแทนต่อไร่สูงทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง  ส่วนที่ อ.วาปีปทุม  เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ได้มีการทำบันทึกข้อตกลงกับเกษตรกรก่อนลงมือปลูกข้าวนาปรังนอกเขตชลประทาน กว่า 1,800ไร่ ว่าจะไม่เรียกร้องสิทธิใดๆ หากแปลงนาข้าวได้รับความเสียหายจากภัยแล้ง

ในส่วนของเกษตรกรผู้ เลี้ยงปลาในกระชังเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ที่บริเวณบ้านพังสุขใจ ต.ภูดิน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ กว่า 30 ราย กำลังได้รับความเดือนร้อนอย่างหนัก เพราะปลาที่เลี้ยงไว้ในกระชังได้หลุดออกไปจำนวนมาก หลังจากถูกพายุฤดูร้อนและพายุลูกเห็บพัดเกิดคลื่นสูงกว่า 1.5 เมตรเข้าถล่มกระชังปลาเสียหายคิดเป็นเงินกว่า 2 ล้านบาท จาการเข้าไปตรวจสอบ พบชาวบ้านต่างกำลังช่วยกันซ่อมแซมกระชังปลาของตัวเอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: