ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

เตือนภัย 4 โรค จากแดด-ลมร้อน ดื่มน้ำบรรเทาได้ มีนาคม 30, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/413359

  • 30 มีนาคม 2557, 13:19 น.

Pic_413359

สธ.เตือนภัยจากอากาศร้อน ประชาชนเสี่ยงป่วยและเสียชีวิตจากโรคลมแดดโดยเฉพาะ 4 กลุ่ม ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนอ้วน ผู้ที่มีโรคประจำตัว สัญญาณของโรค คือ ตัวร้อนจัดแต่ไม่มีเหงื่อออก แนะงดกิจกรรมกลางแจ้ง เพิ่มการดื่มน้ำสะอาดสม่ำเสมอทั้งวัน…

นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าสภาพอุณหภูมิของประเทศไทยนับวันยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลต่อสุขภาพเสี่ยงเกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตได้ง่าย เพราะอากาศร้อนจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นมีผลกับการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด เมื่ออุณหภูมิในร่างกายสูงมากจนมีผลกระทบต่อระบบประสาทส่งผลทำให้เสียชีวิตจากอวัยวะต่างๆ ทำงานล้มเหลวได้ โรคที่เกิดจากอากาศร้อนที่พบบ่อยมี 4 โรค ได้แก่ โรคลมแดดหรือฮีทสโตรก (Heat Stroke) โรคเพลียแดด (Heat Exhaustion) โรคตะคริวแดด (Heat Cramps) และผิวหนังไหม้แดด (Sun burn)

โดยโรคที่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตคือโรคลมแดด แม้จะพบไม่ได้บ่อยในประเทศไทยแต่ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงสูงเกิดได้กับทุกคนที่ถูกแดดจัดหรืออยู่ในที่ที่ร้อนจัดเป็นเวลานาน กำชับให้ทุกจังหวัดเร่งให้คำแนะนำความรู้ในการดูแลและป้องกันโรคลมแดดให้แก่ ประชาชน โดยเฉพาะ 4 กลุ่มพิเศษที่ต้องระมัดระวัง เนื่องจากเสี่ยงเกิดโรคนี้ได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่น ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนอ้วน และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังพบได้ในผู้ที่ติดเหล้า นักกีฬา คนงาน เกษตรกร หรือทหารที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน มีรายงานข้อมูลในต่างประเทศ เช่นแถบยุโรป มีผู้เสียชีวิตจากอากาศที่ร้อนจัดปีละหลายพันราย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ส่วนในประเทศไทยข้อมูลในปี 2551 พบผู้ป่วยโรคลมแดด 80 ราย เสียชีวิต 4 ราย และในปี 2552 พบผู้ป่วยโรคลมแดดเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ด้วยสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 32 ราย

ด้านนายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กลุ่มที่มีความเสี่ยงเกิดอาการจากโรคลมแดดได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่น ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และคนอ้วน โดย เด็กเล็กจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกายจากความร้อนได้ง่าย ทำให้การปรับตัวของร่างกายต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้นได้ไม่ดีเท่ากับผู้ใหญ่ และที่สำคัญเด็กเล็กไม่สามารถดูแลตนเองได้ ในกลุ่มผู้สูงอายุมีอยู่ประมาณ 9 ล้านคนกว่าครึ่งจะมีโรคประจำที่สำคัญคือ ระบบหลอดเลือดจากเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่งสภาพอากาศของไทยที่ร้อนชื้นทำให้การระบายความร้อนทางผิวหนังได้น้อย ความร้อนจะสะสมในร่างกายมากขึ้นทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ถ้าไม่แก้ไขจะทำให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเสียไปจนล้มเหลวและเสียชีวิตได้
ส่วนในกลุ่มของคนอ้วนซึ่งขณะนี้มีประมาณ 13 ล้านคน จะมีปัญหาเรื่องการระบายความร้อนออกจากจากร่างกายได้ยาก เนื่องจากมีชั้นไขมันปิดกั้นยิ่งอ้วนมากยิ่งเสี่ยงสูง มีระบบการไหลเวียนเลือดมายังหลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนังเป็นไปได้ไม่ดี และส่วนใหญ่จะมีโรคประจำตัวที่พบบ่อยคือเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูงที่จะส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายอยู่แล้ว

สัญญาณอาการของโรคลมแดดที่สังเกตได้ง่าย ได้แก่ ตัวร้อนจัดแต่ไม่มีเหงื่อ ผิวหนังแดง หัวใจเต้นเร็วและแรง มีอาการทางสมองเช่น เห็นภาพหลอน สับสน หงุดหงิด ชักหรือหมดสติ ภาวะนี้สามารถทำให้เกิดตับและไตวาย กล้ามเนื้อสลายตัว หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ น้ำท่วมปอด เกิดลิ่มเลือดอุดตันในกระแสเลือด และช็อกได้ ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน หากพบผู้ที่มีอาการที่กล่าวมา ให้รีบนำผู้ป่วยเข้าที่ร่มทันที รีบระบายความร้อนออกจากร่างกายให้ตัวเย็นลงโดยเร็ว เช่นการใช้ผ้าชุบน้ำธรรมดาหรือน้ำเย็นเช็ดตัว แช่ตัวในน้ำ ฉีดพรมน้ำแล้วเป่าด้วยลม ประคบน้ำแข็ง ถ้าไม่หมดสติให้จิบน้ำบ่อยๆ และส่งโรงพยาบาลทันที หรือโทร.แจ้งขอความช่วยเหลือที่เบอร์ 1669 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

ด้านนายแพทย์ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ แพทย์ประจำโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า กล่าวว่า ในการป้องกันโรคลมแดด ขอให้พยายามหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดจัด ควรอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่ออกกำลังกายหรือทำงานกลางแดดเป็นเวลานาน เช่น การมุงหลังคาบ้าน ขุดดินกลางแจ้ง เป็นต้น ควรสวมเสื้อผ้าที่โปร่งสบาย สีอ่อน ไม่ทึบ และสามารถระบายอุณหภูมิความร้อนได้ดี เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน สวมแว่นกันแดด สวมหมวกปีกกว้าง ควรดื่มน้ำมากกว่าปกติจากวันละ 1-2 ลิตร เพิ่มเป็นชั่วโมงละ 1 ลิตร เพื่อให้ร่างกายปรับอุณหภูมิให้คงที่ และชดเชยการเสียน้ำในร่างกายจากเหงื่อออก งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดเนื่องจากจะทำให้สูญเสียน้ำจาก ร่างกายมากขึ้น รักษาสุขภาพให้แข็งแรง หมั่นออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที ช่วงเช้าหรือเย็น เพื่อให้ร่างกายเคยชินกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด

“ช่วงนี้อากาศร้อนคนจะกระหายน้ำบ่อย เหงื่อออกมาก เสียน้ำมาก หากจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ไปทำธุระเกิน 1-2 ชั่วโมง ขอให้ดื่มน้ำก่อนออกจากบ้านให้ได้ 2 แก้ว หรือประมาณครึ่งลิตร จะทำให้รู้สึกสบาย ร่างกายทนความร้อนได้นาน” นายแพทย์ฐาปนวงศ์ กล่าว.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 30 มีนาคม 2557, 13:19 น.
 

ปูพรมฉีดวัคซีนคอตีบทั่วอีสาน เผยปีนี้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/413352

  • 30 มีนาคม 2557, 11:20 น.

Pic_413352

กรมควบคุมโรคพบ’คอตีบ’มีโอกาสระบาดซ้ำ สถิติปี 57 ป่วยแล้ว 4 รายเสียชีวิต 1 ราย เร่งปูพรมรายรณรงค์ฉีดทั่วภาคอีสาน 1 มิ.ย.นี้เริ่มนำร่องมุกดาหารที่แรก…

ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกุดโง้ง อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร นายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิด “โครงการนำร่องการรณรงค์ให้วัคซีนป้องกันโรคคอตีบแก่ประชาชนกลุ่มอายุ 20-50 ปี ในพื้นที่ จ.มุกดาหาร” ว่า ปัญหาโรคคอตีบหลายคนมักเข้าใจว่าเกิดในเด็ก แต่จริงๆ เกิดได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรค ซึ่งในปี 2555 เคยมีการระบาดของโรคคอตีบเกิดขึ้นในผู้ใหญ่จากการระบาดในครั้งนั้น ได้มีการตรวจเลือดในประชาชนพบว่า ในกลุ่มอายุ 20-50 ปี บางส่วนมีภูมิคุ้มกันไม่เพียงพอต่อการป้องกันโรคคอตีบ ที่สำคัญในกลุ่มอายุดังกล่าวที่เกิดก่อนปี 2520 ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อน ซึ่งตรงนี้จะมีการติดตามและให้วัคซีนป้องกัน

ประเด็นสำคัญ คือ โรคคอตีบเป็นโรคที่พบการระบาดเป็นช่วงๆ โดยตั้งแต่ปี 2520 ผู้ป่วยโรคคอตีบมีจำนวนลดลงจาก 2,290 ราย เหลือไม่เกินปีละ 10 ราย ในช่วงระหว่างปี 2548-2551 แต่หลังจากปี 2552-2555 จำนวนผู้ป่วยกลับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12-77 ราย โดยในช่วงที่มีการระบาดในปี 2555 มีผู้ป่วยจำนวน 63 ราย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ให้วัคซีนเพื่อควบคุมการระบาดของโรคคอตีบทั้งในเด็กและผู้ใหญ่เป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นผู้ป่วยเริ่มลดลงเหลือ 29 รายในปี 2556 ส่วนปีนี้ข้อมูลการเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ณ วันที่ 13 มีนาคม 2557 มีผู้ป่วยจำนวน 4 รายเสียชีวิต 1 ราย ด้วยสถานการณ์ผู้ป่วยคอตีบที่ไม่แน่นอน และยังมีตัวเลขขึ้นลงตลอด กรมควบคุมโรคเร่งจัดกิจกรรมรณรงค์วัคซีนป้องกันโรคคอตีบแก่ประชาชนอายุ 20-50 ปีทั่วประเทศ

“โดยกิจกรรมนี้จะจัดทำเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา นำร่องที่จังหวัดมุกดาหารก่อน เนื่องจากไม่เคยมีการระบาดของโรคและมีจำนวนประชากรเหมาะสมกับการดำเนินโครงการ คือ 160,000 คน โดยจะให้วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบและบาดทะยักรวมกันในเข็มเดียว และจะดำเนินการต่อไปที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วย เนื่องจากต้นเดือนมีนาคมพบผู้ป่วยคอตีบเกิดในพื้นที่ นอกจากนี้ในวันที่ 1 มิถุนายน จะขยายโครงการทั่วทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยปีนี้ได้ตั้งจำนวนวัคซีนไว้ที่ 10 ล้านโด๊ส ส่วนภาคเหนือ กลาง และใต้ จะเริ่มดำเนินการในปี 2558 ตั้งเป้าให้วัคซีนจำนวน 18 ล้านโด๊ส” นายแพทย์โสภณ กล่าว.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 30 มีนาคม 2557, 11:20 น.
 

คุณภาพอากาศรอบบ่อขยะ วันนี้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/413239

  • 29 มีนาคม 2557, 16:32 น.

Pic_413239

กระทรวงสาธารณสุข เผยผลตรวจคุณภาพอากาศและปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ตำบลแพรกษา วันนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย เร่งประชาสัมพันธ์กลุ่มเสี่ยงสูง เข้ารับการตรวจเลือด ปัสสาวะ ปอดที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ ส่วนพนักงานดับเพลิงที่มาจาก กทม. ให้ตรวจที่โรงพยาบาลในสังกัด กทม. …

นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า วันนี้ (29 มี.ค. 57) วอร์รูมติดตามสถานการณ์มลพิษจากไฟไหม้บ่อขยะที่ ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ สรุปผลการดำเนินงานเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม ขณะนี้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ผลการตรวจคุณภาพอากาศและปริมาณฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ยุติการจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ที่อบต.แพรกษา และที่วัดแพรกษา หากประชาชนเจ็บป่วยสามารถเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลแพรกษา ผลสรุปจากไฟไหม้บ่อขยะจนถึงวันนี้มีผู้เจ็บป่วยรวม 1,328 ราย เกือบทั้งหมดมีอาการแสบคอ แสบจมูก ระคายเคืองตา ตาแดง

นายแพทย์ณรงค์กล่าวว่า ขณะนี้สิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขเร่งดำเนินการคือ การตรวจสุขภาพประชาชนที่สัมผัสมลพิษตามแผนการเฝ้าระวังที่วางไว้ โดยในกลุ่มเสี่ยงสูงสัมผัสมาก แบ่ง 3 ส่วน ได้แก่

1.เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจาก อบต. ทหารจาก จ.ฉะเชิงเทรา และสื่อมวลชน จะตรวจร่างกายอย่างละเอียดที่คลินิกโรคจากการประกอบอาชีพ โรงพยาบาลสมุทรปราการทุกรายจะตรวจเจาะเลือดเพื่อดูการทำงานของตับไต ลักษณะเม็ดเลือด ตรวจปัสสาวะเพื่อดูการทำงานของไต เอกซเรย์ปอดและตรวจสมรรถภาพปอด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ โดยเฉพาะในกลุ่มเจ้าหน้าดับเพลิงจะเพิ่มการตรวจพิเศษ 5 รายการ ได้แก่ สารโลหะหนัก 4 ตัว ได้แก่ ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม แมงกานีส รวมทั้งเบนโซเอไพรีน ซึ่งเป็นสารที่เกิดจากการเผาไหม้ทั้งขยะ บุหรี่ หรือเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงอื่นๆ อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งในระยะยาวโดยจะส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ใช้เวลาตรวจ 2-3 สัปดาห์ ตรวจไปแล้ว 200 คน จึงขอแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในข่ายต้องตรวจสุขภาพโดยละเอียดที่กล่าวมา ไปรับบริการได้ที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ ในวันเวลาราชการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ติดต่อสอบถามได้ที่ 02 173 8488

2.กลุ่มเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกทม. ขอให้ไปรับการตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลในสังกัด กทม.

และ 3.กลุ่มประชาชนโดยรอบบ่อขยะรัศมี 200 เมตร กระทรวงสาธารณสุขได้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่จากโรงพยาบาลบางพลี ทำการตรวจสุขภาพทั้งเจาะเลือด เก็บปัสสาวะส่งตรวจ และเอกซเรย์ปอด ขณะนี้ตรวจไปแล้ว 303 คน

ด้าน นายแพทย์นำพล แดนพิพัฒน์ ประธานวอร์รูมแก้ไขปัญหามลพิษจากไฟไหม้บ่อขยะ ต.แพรกษา กล่าวว่า ในวันนี้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับกรมอนามัย เก็บตัวอย่างน้ำบาดาล 9 ตัวอย่าง น้ำผิวดิน 3 ตัวอย่าง และเก็บตัวอย่างอาหาร 3 ตัวอย่างคือ ผัก ปลา หมูหย็อง จากชุมชนรอบบ่อขยะ เพื่อเฝ้าระวังการปนเปื้อนและสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน และจะประชุมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคจากการประกอบอาชีพร่วมกับกรมควบคุมโรค โรงพยาบาลสมุทรปราการ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อวางแผนตรวจซ้ำเป็นระยะๆ ต่อไป

 

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 29 มีนาคม 2557, 16:32 น.
 

ภัยเงียบ ‘มะเร็งกระดูก’ รู้เร็วรักษาได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/413221

  • 29 มีนาคม 2557, 15:24 น.

Pic_413221

กรมการแพทย์ ชี้ “โรคมะเร็งกระดูก” รู้เร็วรักษาได้ พร้อมสร้างเครือข่ายผู้ป่วยมะเร็งกระดูก เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเข้ารับการรักษาระหว่างผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น…

นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงโครงการ “Lerdsin Sarcoma Day” ว่า มะเร็งกระดูกเป็นโรคร้ายที่เป็นภัยเงียบที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง ในอดีตการรักษามะเร็งกระดูกจะใช้วิธีการตัดอวัยวะเหนือส่วนที่เป็นมะเร็งออก แต่ในปัจจุบันได้นำวิธีให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับการผ่าตัด ทำให้การรักษาได้ผลเป็นที่พอใจ ทำให้อัตราการรอดชีวิตเพิ่มขึ้น

โดยมะเร็งกระดูกแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ 1.มะเร็งกระดูกที่เกิดจากความผิดปกติภายในเซลล์ของเนื้อกระดูกโดยตรง หากตรวจพบในระยะเริ่มต้นสามารถรักษาให้หายขาดได้ 2.มะเร็งกระดูกที่มีต้นกำเนิดจากอวัยวะต่างๆ เช่น ปอด เต้านม ต่อมไทรอยด์ ต่อมลูกหมาก แล้วกระจายไปสู่กระดูก มักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40-50 ปีขึ้นไป ส่วนสาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดมาจากยีนที่ผิดปกติ โดยมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่สำคัญ คือการได้รับรังสีรักษาในการรักษามะเร็งชนิดอื่นในปริมาณค่อนข้างมาก ซึ่งศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ มีความพร้อมในการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งกระดูกอย่างเป็นระบบ ร่วมกับการใช้ระบบ “Osteosarcoma Fast Track” เพื่อเพิ่มความแม่นยำและรวดเร็วในการรักษาให้แก่ผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วขึ้นมาก และมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นมาก

นอกจากนี้ ศูนย์ดังกล่าวยังสร้างเครือข่ายผู้ป่วยโรคมะเร็งกระดูกโดยการจัดทีมพยาบาล ให้ความรู้ ติดตามผลการรักษาทางโทรศัพท์และไปรษณีย์ สำหรับผู้ป่วยที่เดินทางมาโรงพยาบาล ลำบาก เพื่อติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้ป่วยด้วยกันเองให้ได้แลก เปลี่ยนประสบการณ์เข้ารับการรักษา การดำเนินชีวิตภายหลังการรักษาที่ถูกต้อง การเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน ทำให้สังคมรับรู้ว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุข

ด้านนายแพทย์ปิยะ เกียรติเสวี นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ ด้านเวชกรรม สาขาออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลเลิดสิน กล่าว เพิ่มเติมว่า มะเร็งกระดูก ยังไม่พบสาเหตุการเกิดโรค แต่ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเพื่อป้องกันการเกิดโรคด้วยการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ โดยเน้นรับประทานผักและผลไม้ออกกำลังกาย หมั่นตรวจสุขภาพเพื่อหาความผิดปกติของร่างกาย ซึ่งผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ด้วยอาการปวด บวม หรือมีก้อนบริเวณที่เป็นนั้นๆ ซึ่งแยกได้ยากจากอาการปวดกล้ามเนื้อ แต่หากอาการปวดไม่ดีขึ้น หรือมีอาการบวมมากขึ้นหลังจากได้รับการรักษาอย่าง เต็มที่ประมาณ 2-3 สัปดาห์ หรือมีอาการปวดช่วงกลางดึกหลังจากหลับไปแล้ว ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่ชัดเจน เพราะอาการที่กล่าวมามีโอกาสเข้าข่ายมะเร็งกระดูก ซึ่งถ้าหากพบในระยะแรกและได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ผู้ป่วยสามารถหายขาดจากมะเร็งกระดูกได้ นอกจากนี้ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาค ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งกระดูกให้มีชีวิตที่ดีขึ้นโดยบริจาคได้ที่ “กองทุนมะเร็งกระดูก” มูลนิธิโรงพยาบาลเลิดสิน โทร.0-2235-7337

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 29 มีนาคม 2557, 15:24 น.
 

รับบริจาคโลหิต รับมืออุบัติเหตุ ‘สงกรานต์ 57′

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/413201

  • 29 มีนาคม 2557, 14:33 น.

Pic_413201

สภากาชาดไทยจัดโครงการ “แล้งนี้ ไม่แล้งน้ำใจ ด้วยการให้โลหิต” โดยเปิดรับบริจาคโลหิตช่วง “สงกรานต์ 57″ รองรับอุบัติเหตุ

เมื่อวันที่ 29 มี.. 57 พญ.สร้อยสอางค์ พิกุลสด ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย กล่าว่า ในระหว่างวันที่ 8-16 เม.. 57 นี้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์ ได้จัดโครงการ “แล้งนี้ ไม่แล้งน้ำใจ ด้วยการให้โลหิต” เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความจำเป็นของการบริจาคโลหิต เพื่อสำรองช่วงวันหยุดต่อเนื่องเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากช่วงเทศกาลสงกรานต์ค่อนข้างน่าเป็นห่วงเพราะมักเกิดอุบัติเหตุ มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ทำให้มีความต้องการใช้โลหิตอย่างเร่งด่วน

ขณะเดียวกัน ช่วงเวลาดังกล่าว คนในกรุงเทพมหานครต่างก็เดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ทำให้มีผู้บริจาคโลหิตลดลงทั้งนี้ ศูนย์บริการโลหิตฯ จะต้องจัดหาโลหิตให้ได้ตามเป้าหมาย คือวันละ 1,600 – 2,000 ยูนิต และตามมาตรฐานจะต้องมีโลหิตสำรองคงคลังไม่ต่ำกว่าวันละ 3,000 ยูนิต จึงจะเพียงพอสำหรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งหากมีความต้องการโลหิตเร่งด่วนจากอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ขอเชิญประชาชนร่วมบริจาคโลหิตในโครงการได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์ ผู้บริจาคโลหิตจะได้รับเสื้อยืด I LOVE BLOOD DONOR เป็นของที่ระลึกหากมาบริจาค วันจันทร์ พุธ และศุกร์ จะเปิดเวลา 08.00-16.30 วันอังคารและพฤหัสบดี เปิดเวลา 07.30-19.30 .ส่วนวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดสงกรานต์ คือ 13 -16 เม..เปิดเวลา 08.30-15.30 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์และจัดหาผู้บริจาคโลหิต โทร. 0-2256-4300 0-2263-9600-99 ต่อ 1101.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 29 มีนาคม 2557, 14:33 น.
 

จัดทีมแพทย์รับมือ 2 จุดชุมนุมการเมืองวันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/413218

  • 29 มีนาคม 2557, 13:20 น.

Pic_413218

สธ.จัดทีมแผนพร้อมรับมือ 2 เหตุการณ์ ของการเคลื่อนขบวนของกลุ่ม กปปส.และเหตุการณ์หน้า ป.ป.ช. หวั่นอาจมีการปะทะกัน…

เมื่อวันที่ 29 มี..57 นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานประชุมวอร์รูมเพื่อเตรียมแผนรับมือสถานการณ์การเคลื่อนขบวนของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) และเหตุการณ์หน้าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่คาดว่า อาจมีการปะทะกัน โดยการเตรียมการรับมือการเคลื่อนขบวนของมวลชน กปปส.ได้ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ศูนย์เอราวัณสภากาชาดไทย โรงพยาบาลวชิรพยาบาล และกรมการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งพื้นที่ที่กลุ่มมวลชนกปปสมีการเดินขบวนคือตั้งแต่บริเวณสวนลุม จนถึงบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เบื้องต้นทางกรมการแพทย์ได้จัดพื้นที่ดูแล 5 จุด ได้แก่ แยกราชวิถี พญาไท ศรีอยุธยา อนุสาวรีย์และแยกวัดเบญจมบพิตร

นายแพทย์ณรงค์กล่าวว่า จะดูแลในเรื่องของการเจ็บป่วยทั่วไป ที่อาจจะเกิดจากอากาศร้อนส่งผลให้ผู้ชุมนุมเป็นลมได้และหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินรุนแรงได้เตรียมพร้อมอยู่ใน 2ลักษณะ คือ 1.การเตรียมทีมที่จะเข้าไปเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บในพื้นที่ 2.การเตรียมโรงพยาบาลให้มีความพร้อม หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งมีโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ารวมถึงโรงพยาบาลเอกชนก็มีการประสานกัน ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้ทุกโรงพยาบาลแล้วแต่ว่าเหตุจะเกิดขี้นที่ใด

ขณะที่การเตรียมพร้อมเหตุการณ์หน้า ป.ป.ชคาดว่า อาจเกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่ม กปปส.นนทบุรี ร่วมกับกลุ่มชาวนาและกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) กับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้สั่งการให้ทีมโรงพยาบาลนนทบุรี และปทุมธานี เตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่ และหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงสามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกนอกกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีโรงพยาบาลชลบุรี อยุธยา และสมุทรสาคร พร้อมรับมืออยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินที่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อประเมินสถานการณ์ทั้ง 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้อีกด้วยทั้งนี้ หากประชาชนมีเหตุฉุกเฉินสามารถสามารถติดต่อแจ้งเหตุที่ศูนย์แจ้งเหตุฉุกเฉิน ศูนย์เอราวัณ กทม. 1646 ศูนย์นเรนทร ราชวิถี 02-354822.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 29 มีนาคม 2557, 13:20 น.
 

เตือน ‘แคปซูลผงบุก’ อันตราย ตรวจพบเป็นยาปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/412969

  • 28 มีนาคม 2557, 14:16 น.

Pic_412969

อย.เตือนผลิตภัณฑ์ “แคปซูลผงบุก” อันตราย หลังพบหญิงสาวแพ้ยาอย่างรุนแรง เผยผลตรวจวิเคราะห์พบส่วนผสมของยาไซบูทรามีน จัดเป็นยาปลอม ชี้ใช้เลขทะเบียนยาที่ถูกยกเลิกแล้ว เตือนอันตรายถึงชีวิต…

เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 57 ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในฐานะโฆษก อย. เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวหญิงสาวซื้อแคปซูลผงบุกมาบริโภค เพื่อต้องการลดความอ้วน แต่กลับมีอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง มีแผลตามเยื่อบุต่างๆ ผิวหนังหลุดลอกคล้ายถูกไฟไหม้ เข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.สกลนคร แพทย์ระบุว่าเป็นอาการแพ้ยา ซึ่งจากการตรวจสอบโดยศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ พบผลิตภัณฑ์มีส่วนผสมของยาไซบูทรามีนนั้น

ในส่วนของสำนักงาน อย. ได้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์แคปซูลผงบุกอันตรายดังกล่าว พบระบุเลขทะเบียนตำรับยา G 228/47 ซึ่งเป็นเลขทะเบียนยาที่ถูกยกเลิกแล้ว ถือเป็นยาปลอม สำหรับกรณีการตรวจพบยาไซบูทรามีนในผลิตภัณฑ์นั้น ถือว่าผิดกฎหมายเช่นกัน เพราะปัจจุบัน อย. ได้เพิกถอนยาไซบูทรามีนออกจากตลาดแล้ว เนื่องจากข้อมูลการทดลองทางคลินิกชี้ให้เห็นว่า ยาดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งจะเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ นอกจากนี้ ยังมีอาการที่พบบ่อย คือ ทำให้เกิดความดันโลหิตสูงและหัวใจเต้นเร็ว ปากแห้ง ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ และท้องผูก เป็นต้น

รองเลขาธิการ อย. กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อย.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและปราบปรามอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ซึ่ง อย.ได้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดที่เป็นแหล่งขายส่งผลิตภัณฑ์ตามกฎหมายหลายครั้งแล้ว และได้เตือนถึงอันตรายจากการบริโภคผลิตภัณฑ์ผงบุกแคปซูลดังกล่าวมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม การลดน้ำหนัก หรือลดความอ้วน สามารถทำได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้ถูกต้องและครบทั้ง 5 หมู่ ไม่กินจุบกินจิบ หมั่นออกกำลังกายอย่างเหมาะสมต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง รวมถึงการพักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้แจ่มใส นอกจากจะทำให้มีสุขภาพดีแล้ว ยังทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้อย่างยั่งยืนด้วย

นอกจากนี้ ขอให้ผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพใดๆ ที่โฆษณาในลักษณะโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง เพราะล้วนแต่เป็นเรื่องหลอกลวง เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารจะไม่สามารถลดความอ้วนได้ โดยผู้บริโภคควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพจากแหล่งที่เชื่อถือได้ รวมทั้งควรพิจารณาและอ่านฉลากให้ถ้วนถี่เสียก่อน อาทิ ผลิตภัณฑ์อาหาร ต้องแสดงฉลากภาษาไทย ชื่อ/ที่อยู่ผู้ผลิต/นำเข้า เลขสารบบอาหารในกรอบเครื่องหมาย อย. แสดงวัน/เดือน/ปีที่ผลิต หรือวัน/เดือน/ปีที่หมดอายุของผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ยา ฉลากระบุชื่อผลิตภัณฑ์ เลขทะเบียนตำรับยา เช่น ทะเบียนยาเลขที่ 1A 9999/46, ทะเบียนยาเลขที่ G 999/45 ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต ครั้งที่ผลิต ครั้งที่ผลิต วัน/เดือน/ปีที่ผลิต ส่วนประกอบ สรรพคุณ วิธีใช้ คำเตือน ข้อห้ามใช้ ข้อควรระวัง วันสิ้นอายุของยา เป็นต้น

อย่างไรก็ดี หากผู้บริโภคพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่โอ้อวดเกินจริง หรือได้รับอันตรายจากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ขอให้ร้องเรียนที่สายด่วน อย. โทร.1556 หรือ E-mail: 1556@fda.moph.go.th หรือ ตู้ ปณ.1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือร้องเรียนผ่าน Oryor Smart Application หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อ อย. จะดำเนินการปราบปราม และดำเนินคดีตามกฎหมายกับการกระทำผิดต่อไป.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 28 มีนาคม 2557, 14:16 น.
 

‘สสจ.พะเยา’ เตือน ‘เด็ก-ผู้สูงวัย’ ดูแลสุขภาพหน้าร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/412979

  • 28 มีนาคม 2557, 14:12 น.

Pic_412979

“สสจ.พะเยา” เตือนประชาชน ดูแลสุขภาพ และป้องกันโรคที่มักเกิดในช่วงฤดูร้อน ที่อากาศเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ในเรื่องการรับประทานอาหารต้องปรุงสุกและสะอาด…

เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 57 นพ.สุรินทร์ สุมนาพันธ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) พะเยา เปิดเผยว่า เนื่องจากขณะนี้เป็นช่วงเข้าสู่ฤดูร้อน สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง หากประชาชนดูแลรักษาสุขภาพอนามัยไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคอุจจาระร่วง โรคอาหารเป็นพิษ โรคบิด อหิวาตกโรค ไข้รากสาดน้อย หรือโรคไข้ไทฟอยด์ และโรคพิษสุนัขบ้า

ดังนั้น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพะเยาจึงมีความห่วงใยในสุขภาพของประชาชน พร้อมขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพของตนเองในระยะนี้ คือ 1. ดื่มน้ำให้มากขึ้นจากปกติ อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าวันละ 8 แก้ว เนื่องจากหน้าร้อนร่างกายจะสูญเสียเหงื่อมาก ควรหลีกเลี่ยงน้ำหวาน เพราะจะยิ่งทำให้กระหายน้ำมากขึ้น อาจดื่มน้ำผลไม้ หรือน้ำสมุนไพรที่มีรสไม่หวานจัดแทน 2.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากจะทำให้เส้นเลือดขยายตัว ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น อาจทำให้เกิดการขาดน้ำ

นอกจากนี้ ในหน้าร้อนแอลกอฮอล์จะซึมเข้าสู่กระแสโลหิตได้เร็ว ทำให้เมาง่าย และอาจช็อกหมดสติได้ 3.ไม่ควรออกกำลังกายหักโหม หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้ง ซึ่งจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียง่ายขึ้น 4.สวมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ระบายความร้อนได้ง่าย และดูแลความสะอาดของร่างกายไม่ให้เกิดการอับชื้น 5.ใช้ครีมกันแดด เมื่อออกกลางแจ้ง หรือในที่แดดแรงๆ เพื่อป้องกันการเกิดผิวไหม้จากการได้รับแสงแดดมากเกินไป และควรสวมแว่นกันแดดเพื่อปกป้องสายตา

ส่วนข้อ 6.ไม่ควรนอนให้ลม หรือความเย็นโกรกในทันทีที่ออกแดดมา ซึ่งความร้อนจากแดดทำให้เสียเหงื่อ เสียพลัง แต่เมื่อนอนหลับตากความเย็นในขณะเหงื่อออก จะทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ถ้าอุณหภูมิภายนอกยังสูงอยู่ แล้วเหงื่อไม่สามารถระบายออกมาได้ จะมีความร้อนสะสมอยู่ข้างใน ทำให้มีอาการเวียนศีรษะ และอาจทำให้เป็นไข้หวัดได้ 7.รับประทานอาหารปรุงสุกและสะอาด ป้องกันโรคทางเดินอาหารและน้ำ ที่พบบ่อยในช่วงหน้าร้อน และ 8.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวภูมิภาค
  • 28 มีนาคม 2557, 14:12 น.
 

สธ.ยันกระจายอำนาจ ‘เขตบริการสุขภาพ’ ให้บริหารเบ็ดเสร็จด้วยตนเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/412954

  • 28 มีนาคม 2557, 13:08 น.

Pic_412954

ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เดินหน้าแผนปฏิรูปการจัดบริการในรูปแบบของเขตบริการสุขภาพ 12 เขต หลังเปรียบเทียบกับต่างประเทศพบว่าได้ผลดี เบื้องต้นแบ่งการบริหารออกเป็น 3 ชุด กระจายให้ทุกเขตบริหารเบ็ดเสร็จด้วยตนเอง คาดเป็นรูปธรรมภายใน 3 ปี…

เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 57 นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวหลังประชุมผู้บริหารระดับสูงกระทรวงสาธารณสุข ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ประกอบด้วย รองปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข สาธารณสุขนิเทศก์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป เพื่อสรุปผลการศึกษาการดำเนินงานของเขตบริการสุขภาพ ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2556-2560 หลังจากพัฒนามาได้ 1 ปี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบการบริหารจัดการ การดำเนินงานตามรูปแบบที่เหมาะสม และขับเคลื่อนจัดบริการดูแลประชาชนทั่วประเทศต่อไป

นายแพทย์ณรงค์ กล่าวว่า จากการศึกษาประสบการณ์การจัดบริการประชาชนตามรูปแบบเขตบริการสุขภาพของประเทศต่างๆ พบว่า หลายแห่งมีการดำเนินการมาแล้วกว่า 50 ปี เช่น ที่อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ และในเอเชียดำเนินการที่เกาหลีใต้และอินเดีย เชื่อมโยงบริการตั้งแต่ระดับปฐมภูมิจนถึงระดับเชี่ยวชาญ ตามสภาพปัญหาความต้องการของประชาชนในพื้นที่และขยายบริการลงสู่ชุมชน พบว่าได้ผลดี ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการดีขึ้น ไม่มีปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร เช่นที่กรณีของอินเดีย พบว่ามีการใช้ทรัพยากร เทคโนโลยีที่มีอยู่ร่วมกัน เช่น เครื่องเอกซเรย์สนามแม่เหล็กหรือเอ็มอาร์ไอ ใช้การรักษาทางไกลเชื่อมโยงบริการระหว่างโรงพยาบาลแม่ข่ายกับลูกข่าย สามารถควบคุมค่าใช้จ่าย แต่ไม่ลดประสิทธิภาพคุณภาพบริการรักษาพยาบาล ค่ารักษาบางโรคต่ำกว่าประเทศสหรัฐอเมริกาถึงร้อยละ 95 จึงมั่นใจว่าเขตบริการสุขภาพที่กระทรวงสาธารณสุขได้เริ่มดำเนินการมาแล้ว 1 ปี จำนวน 12 เขต แต่ละเขตดูแลกลุ่มจังหวัดประชากรประมาณ 5 ล้านคน เป็นทิศทางที่จะเอื้อให้กระทรวงสาธารณสุขสามารถจัดบริการรักษาพยาบาลประชาชนที่เจ็บป่วยตั้งแต่เล็กๆ น้อยๆ จนถึงขั้นรุนแรงได้เบ็ดเสร็จภายในแต่ละเขตบริการสุขภาพ และเชื่อมโยงการป้องกันโรคลงสู่ชุมชน เพื่อลดจำนวนผู้ป่วย

ทั้งนี้ จากการระดมความคิดเห็นจากประชุมระดับอธิบดี และผู้บริหารทุกคนเห็นด้วยกับหลักการ เนื่องจากจะทำให้ประชาชนได้รับบริการมีคุณภาพทั่วถึงและเท่าเทียมกัน แผนในช่วงแรกนี้กำหนด 5 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2556-2560 ขณะนี้ดำเนินการมาเป็นปีที่ 2 ซึ่งเริ่มเห็นผลดีในบางพื้นที่ โดยเฉพาะการจัดบริการร่วมแบบไร้รอยต่อ สามารถลดปัญหาการขาดแคลนทรัพยากร ทั้งบุคลากร เทคโนโลยีชั้นสูงได้เป็นอย่างดี ผู้ป่วยได้รับบริการเร็วขึ้น ลดการเสียชีวิต เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคไตวาย เป็นต้น แต่บางพื้นที่ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติอยู่บ้าง ดังนั้น มติที่ประชุมจะดำเนินการใน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ให้บริการ (Provider) กลุ่มควบคุมคุณภาพมาตรฐาน (Regulator) และเชื่อมโยงกับกลุ่มการเงินการคลัง (Purchaser) ซึ่งมีอยู่หลายกลุ่มที่รับผิดชอบ

นายแพทย์ณรงค์ กล่าวต่อไปว่า ในการจัดทำแผนการเปลี่ยนแปลงการทำงานให้สอดรับกับเขตบริการสุขภาพ จะใช้รูปแบบของการกระจายอำนาจให้เขตบริการสุขภาพเป็นนิติบุคคล ตามพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น พ.ศ.2542 หรือ พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ.2542 สามารถบริหารจัดการเบ็ดเสร็จ ทั้งเรื่องทรัพยากรบุคคล การเงินการคลัง และอาคารสถานที่ เครื่องมือแพทย์ต่างๆ ในภาคบริการทั้งหมดที่อยู่ในสถานพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และกรมวิชาการ จัดบริการแบบไร้รอยต่อทุกระดับตั้งแต่ขั้นปฐมภูมิจนถึงเชี่ยวชาญ ทั้งภายในจังหวัดและระหว่างจังหวัดภายในเขตบริการเดียวกัน โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยให้ทุกเขตจัดทำแผนการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 3 ปี คือ พ.ศ. 2560 หลังจากนั้นก็จะดำเนินการอย่างสมบูรณ์แบบ

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 28 มีนาคม 2557, 13:08 น.
 

กรมสุขภาพจิตเผยผู้ป่วย ‘ไบโพลาร์’ สูงกว่า 5 หมื่นราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/412958

  • 28 มีนาคม 2557, 12:37 น.

Pic_412958

อธิบดีกรมสุขภาพจิต เผยข้อมูลผู้ป่วยในสังกัด ปี 56 พบ ไบโพลาร์ ถึงกว่า 5 หมื่นราย จากผู้ป่วยทั้งหมดกว่า 1.5 แสนคน ชี้หากได้รับการรักษาถูกวิธีสามารถหายขาดได้ แนะผู้ป่วยและคนรอบข้างหมั่นสังเกตอาการและดูแลสุขภาพอย่างใกล้ชิด…

นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า วันที่30 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันไบโพลาร์โลก (World Bipolar Day) เพื่อให้ตระหนักถึงปัญหา สร้างความรู้ความเข้าใจ ช่วยกันลดตราบาปทางสังคมที่มีต่อโรคนี้ ซึ่ง โรคไบโพลาร์ หรือโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder) เป็นหนึ่งในกลุ่มโรคอารมณ์ผิดปกติที่พบได้บ่อยในทั่วโลก ประมาณ 1-2% และอาจสูงถึง 5% ขณะที่องค์การอนามัยโลกก็ได้ระบุว่า โรคไบโพลาร์ เป็นโรคที่ก่อให้เกิดความสูญเสียเนื่องจากการเจ็บป่วยหรือความพิการ อันดับที่ 6 ของโลก ซึ่งโรคนี้สามารถพบได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชายในอัตราที่เท่ากัน มักเริ่มมีอาการในช่วงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น และมักพบร่วมกับปัญหาสุขภาพจิตหรือภาวะในทางจิตเวชอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นการใช้สารเสพติดภาวะเครียดหรือโรควิตกกังวล อีกทั้งยังพบว่า โรคนี้ทำให้ผู้ป่วยมีอัตราการพยายามฆ่าตัวตายสูงกว่าประชากรทั่วไปอย่างชัดเจน

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า จากรายงานจำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการในสถานพยาบาลสังกัดกรมสุขภาพจิต ประจำปี2556 จำนวน 156,663 ราย พบเป็นผู้ป่วยไบโพลาร์ 52,852ราย หรือประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยที่มารับบริการทั้งหมดทั้งนี้ เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ซึ่งช่วงอายุที่พบมาก 3ลำดับแรก ได้แก่ 45-49 ปี รองลงมา 40-44 ปี และ 50-54 ปีตามลำดับ โดยผู้ป่วยจะมีอารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในลักษณะที่แตกต่างกันคนละขั้ว เหมือนเป็นคนละคน ได้แก่ มาเนีย (Mania) เช่น อารมณ์ครื้นเครงมากกว่าปกติ รู้สึกว่ามีความสุขมาก พูดจามีอารมณ์ขัน คึกคะนอง ความคิดสร้างสรรค์มากมาย มีโครงการต่างๆ เกินตัวเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น รู้สึกคึกคัก มีกำลังวังชา นอนน้อยกว่าปกติ ใช้จ่ายสิ้นเปลือง มีพฤติกรรมการแสดงออกทางเพศมากขึ้น เมื่อถูกขัดใจจะหงุดหงิดฉุนเฉียวอย่างรุนแรงอาละวาดก้าวร้าว และในรายที่มีอาการรุนแรงอาจพบมีอาการหลงผิดหรือประสาทหลอนร่วมด้วย และ/หรือซึมเศร้า(Depression) ได้แก่ รู้สึกเศร้าสร้อย หดหู่ เบื่อหน่าย ท้อแท้มองโลกแง่ลบ จิตใจไม่สดชื่น ไม่สนุกสนานกับสิ่งที่เคยชอบทำ หงุดหงิดง่าย นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร น้ำหนักลดอ่อนเพลีย เชื่องช้า เฉื่อยชาลง หรือกระสับกระส่าย ความคิดอ่านช้าลง ลังเลใจ ไม่มั่นใจในตัวเอง รู้สึกว่าตนเองไม่มีคุณค่าและอาจมีความคิดอยากตาย หรือพยายามทำร้ายตนเองร่วมด้วย ซึ่งอารมณ์ดังกล่าวจะต้องคงอยู่อย่างต่อเนื่องติดต่อกันนานเป็นสัปดาห์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะแสดงอาการในขั้วอารมณ์ใดล้วนจำเป็นต้องได้รับกำลังใจและความเข้าใจจากคนรอบข้างรวมทั้งได้รับการรักษาที่ต่อเนื่อง เพราะไบโพลาร์เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ หากไม่ได้รับการเอาใจใส่ ติดตามดูแลอย่างเหมาะสม

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุของโรคเกิดได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน ตั้งแต่ปัจจัยด้านพันธุกรรม โดยพบว่าเด็กที่เกิดจากพ่อหรือแม่ที่เป็นโรคนี้มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูงกว่าคนทั่วไปถึง 4 เท่า จากการศึกษา พบว่าความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 18, 21, 22 มีความสัมพันธ์กับโรคนี้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมองตลอดจนความเครียดหรือการประสบกับวิกฤติชีวิตรุนแรง การติดยาหรือใช้สารเสพติด รวมทั้งปัญหาบุคลิกภาพ ล้วนมีส่วนส่งผลให้เกิดอาการของโรคนี้ได้ ซึ่งการรักษามีทั้งการรักษาด้วยยา เพื่อควบคุมอาการของผู้ป่วยให้ดีขึ้นโดยเร็วที่สุด ซึ่งจำเป็นที่จะต้องกินยารักษาต่อเนื่อง การให้คำปรึกษาแนะนำหรือจิตบำบัดที่มุ่งเน้นที่การปรับเปลี่ยนความคิด พฤติกรรมและการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ รวมถึงการพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้อื่น เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถจัดการกับปัญหาในชีวิตได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งการให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและครอบครัว ทั้งเรื่องธรรมชาติของโรค ปัจจัยเสี่ยง การรักษา วิธีการป้องกันการกลับเป็นซ้ำ ตลอดจนส่งเสริมให้มีการสื่อสารที่มีคุณภาพในครอบครัว เพื่อเพิ่มความร่วมมือในการรักษา

“ขอแนะนำให้นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลสุขภาพ เช่น ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมคลายเครียด ไม่ใช้ยากระตุ้นหรือสารมึนเมา เช่น เหล้า หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูง ทานยาตามแพทย์สั่ง หมั่นสังเกตอารมณ์และพฤติกรรมของตนเอง เรียนรู้อาการเริ่มแรก และรีบพบแพทย์ก่อนจะมีอาการมาก ไม่หยุดยาเอง ที่สำคัญญาติและคนใกล้ชิดต้องทำความเข้าใจผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะเช่นนี้ ดูแลให้ผู้ป่วยกินยา ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ สังเกตอารมณ์ของผู้ป่วย รีบพาไปพบแพทย์ก่อนจะมีอาการมาก ช่วยควบคุมการใช้จ่ายและพฤติกรรมที่เสี่ยงอันตราย เมื่อผู้ป่วยหาย ก็ให้กำลังใจในการกลับไปเรียนหรือทำงาน และไม่หยุดยาก่อนปรึกษาแพทย์ ทั้งนี้ สามารถขอรับบริการปรึกษาได้ที่ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24ชั่วโมง” อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 28 มีนาคม 2557, 12:37 น.
 

10 ปี คนตายในที่อับอากาศสูง 88% ชี้ก๊าซไข่เน่าทำเสียชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/412950

  • 28 มีนาคม 2557, 11:30 น.

Pic_412950

สธ.เผย 10 ปี มีผู้ได้รับอันตรายจากทำงานในที่อับอากาศ 32 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตถึง 28 ราย สูงถึง 88% ชี้หากสูดก๊าซไข่เน่าที่เข้มข้น 100 พีพีเอ็ม. จะมีอันตรายถึงชีวิต หากไม่มีเครื่องมือให้สังเกตสีของน้ำจะดำเข้มและใช้ไม้กวนน้ำในบ่อให้กลิ่นโชยขึ้นมา…

จากเหตุการณ์ที่คนงานบริษัทรับจ้างเหมาจากเทศบาลนครภูเก็ตในการดูแลระบบท่อบำบัดน้ำเสีย ลงไปทำงานในบ่อพักน้ำเสียที่จังหวัดภูเก็ต หมดสติและเสียชีวิต จำนวน 4 คน เมื่อวานนี้ (26 มีนาคม 2557) นั้น

นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า อันตรายจากการทำงานในที่อับอากาศ (Confined space) เช่น อุโมงค์ ถ้ำ บ่อ หลุม ห้องใต้ดิน ห้องนิรภัย ถังน้ำมัน ถังหมัก ไซโล ท่อ เตา เกิดขึ้นเป็นระยะๆ และมักเสียชีวิตหมู่ เนื่องจากลงไปช่วยคนที่หมดสติที่ก้นบ่อ โดยขาดความรู้และขาดอุปกรณ์ป้องกันตัว สำนักระบาดวิทยารายงานในรอบ 10 ปี ตั้งแต่ปี 2546 – 2556 มีเหตุการณ์ทั้งหมด 9 ครั้ง ผู้ประสบเหตุ 32 ราย เสียชีวิต 28 ราย คิดเป็นอัตราตายสูงถึงร้อยละ 88 ผู้เสียชีวิตมากกว่าร้อยละ 50 เป็นผู้ที่ลงไปช่วยเหลือ กระทรวงสาธารณสุข ได้มอบให้สำนักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค เร่งให้ความรู้และเผยแพร่มาตรการความปลอดภัยในการทำงานในที่อับอากาศแก่สถานประกอบการ และประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในหน้าแล้ง ประชาชนมักจะขุดบ่อลึกเพื่อหาน้ำใต้ดินและเตรียมรองรับน้ำในฤดูฝน

ด้าน นายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สาเหตุการเสียชีวิตในที่อับอากาศที่พบในประเทศส่วนใหญ่มาจาก 2 สาเหตุ คือ 1. ขาดอากาศหายใจ พบประมาณร้อยละ 60 ซึ่งบริเวณบ่อ หลุมที่มีความลึกหรือท่อมักจะมีออกซิเจนน้อย หากต่ำกว่าร้อยละ 20 จะเป็นอันตราย และ 2. สูดก๊าซพิษที่พบบ่อย 3 ชนิด ได้แก่ ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (Hydrogen sulfide) หรือก๊าซไข่เน่า ก๊าซมีเทน และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งก๊าซเหล่านี้มีน้ำหนักมากกว่าก๊าซอื่น จะลอยอยู่ที่ก้นบ่อ โดยเฉพาะก๊าซไข่เน่าที่มีความเข้มข้นสูงถึง 100 พีพีเอ็ม. เมื่อสูดเข้าไปจะทำให้หยุดหายใจ เสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว หรือหากมีความเข้มข้นสูง 66 พีพีเอ็ม. ขึ้นไป ให้ออกจากพื้นที่นั้น

ในการป้องกันอันตรายขณะทำงานในที่อับอากาศ ก่อนจะลงไปทำงานต้องใช้เครื่องมือตรวจวัดปริมาณออกซิเจน สารเคมีอันตราย หรือก๊าซพิษก่อน จัดเตรียมอุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะถังบรรจุออกซิเจนและหน้ากาก ต้องมีผู้ช่วยเหลืออยู่ที่ปากบ่อหรือปากทางอย่างน้อย 1 คน และผู้ควบคุมการทำงาน 1 คน ทั้งหมดจะต้องผ่านการฝึกอบรม ทั้งการกู้ภัยและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเป็นอย่างดี และควรผูกเชือกที่เอวของผู้ปฏิบัติงานไว้ เพื่อให้ผู้ที่อยู่ปากบ่อรู้การเคลื่อนไหวตลอดเวลา หากเห็นว่ามีอาการหรือท่าทางผิดปกติ ต้องรีบนำตัวออกมาทันที กรณีที่เป็นประชาชน ไม่มีเครื่องมือตรวจวัดปริมาณก๊าซ ให้ใช้วิธีการสังเกต หากเป็นบ่อน้ำให้ดูสีและกลิ่น หากมีสีดำเข้ม และให้ใช้ไม้กวนน้ำเพื่อให้ก๊าซไข่เน่าฟุ้งกระจายออกมา หากมีกลิ่นเหม็นรุนแรงเหมือนไข่เน่า ให้สันนิษฐานว่ามีก๊าซไข่เน่าอยู่ ห้ามลงไปเด็ดขาด หากเป็นบ่อน้ำร้างมีเศษขยะ และซากพืช ซากสัตว์จนน้ำมีสีดำเข้มก็ไม่ควรลงไป ประการสำคัญห้ามสูบบุหรี่ในสถานที่อับอากาศ โดยเฉพาะบริเวณบ่อน้ำ ท่อน้ำที่เน่าเสียมาก เนื่องจากอาจมีก๊าซมีเทน หรือก๊าซไวไฟอื่นๆ ที่ทำให้เกิดการระเบิดได้

ในการช่วยเหลือผู้ได้รับอันตรายจากการทำงานในที่อับอากาศ ให้ใช้การดึงเชือกขึ้นมาแทนการลงไป หากลงไปช่วยจะต้องมีอุปกรณ์ป้องกันตัวเองอย่างดี เช่น สวมอุปกรณ์ป้องกันก๊าซพิษ หลังจากนั้นให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยให้นอนราบในที่อากาศถ่ายเทดี หากพบว่าไม่หายใจและหัวใจหยุดเต้น ให้ผายปอดและนวดหัวใจ และรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด หรือโทรแจ้ง 1669

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 28 มีนาคม 2557, 11:30 น.
 

พบป่วยไบโพลาร์เพิ่มชี้ร้อยละ 69 วินิจฉัยโรคผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/412883

  • 28 มีนาคม 2557, 05:15 น.

Pic_412883

ศ.นพ.พิเชฐ อุดมรัตน์ ประธานเครือข่ายโรคไบโพลาร์แห่งเอเชีย (ANBD) กล่าวในการจัดกิจกรรมวิชาการน่ารู้สู่ประชาชน เรื่อง อารมณ์คงที่ ชีวีมีสุข เนื่องในวันไบโพลาร์โลก 30 มี.ค.ของทุกปีซึ่งปีนี้เป็นปีแรก ว่า ทั่วโลกมีการประมาณการณ์ว่ามีผู้ป่วยโรคไบโพลาร์หรือโรคอารมณ์สองขั้วประมาณ 27 ล้านคน ขณะที่ไทยกรมสุขภาพจิตมีการสำรวจระดับชุมชนพบว่าในปี 2546 มีผู้ป่วยราว 6 แสนคน และในปี 2551 มีผู้ป่วยประมาณ 9 แสนคน ซึ่งจะเห็นได้ว่าผู้ป่วยมีแนวโน้มสูงขึ้น และปัจจุบันคาดว่ามีคนไทยป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งปัญหาหนึ่งของโรคไบโพลาร์คือใช้เวลานานในการที่จะวินิจฉัยโรคนานโดยเฉลี่ย 4-5 ปี และยังมีอีกร้อยละ 69 ที่มีการวินิจฉัยผิดว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือโรคจิตแทนที่จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคไบโพลาร์ อย่างไรก็ตาม โรคนี้สามารถรักษาให้หายได้

ด้าน นพ.พิชัย อิฏฐสกุล แพทย์ประจำคลินิกโรคอารมณ์สองขั้ว ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ รพ.รามาธิบดี กล่าวว่า โรคไบโพลาร์จะมีความผิดปกติทางอารมณ์โดยการแสดงออกทางอารมณ์รุนแรงกว่าปกติ ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ให้เป็นปกติได้และส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยอาการของผู้ป่วยจะมีอารมณ์สองขั้ว คือ ช่วงอารมณ์ขึ้นหรืออารมณ์ดีมากๆ ก็จะคึกคัก และช่วงอารมณ์เศร้า ก็จะซึมเศร้า พูดน้อย เป็นต้น ทั้งนี้สาเหตุของการป่วย ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม ส่วนวิธีการรักษาสามารถรักษาได้หลายวิธี เช่น ใช้ไฟฟ้า ซึ่งจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของจิตแพทย์.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการศึกษา
  • 28 มีนาคม 2557, 05:15 น.
 

‘เครือข่ายงดเหล้า’จี้’ทางหลวง’จับจริง’สงกรานต์’ขายเหล้าริมทาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/412901

  • 28 มีนาคม 2557, 03:48 น.

Pic_412901

“เครือข่ายงดเหล้า” จี้ ตร.ทางหลวงจับจริง ขายเหล้าริมทาง-ดื่มบนรถ รับมืออุบัติเหตุ สงกรานต์ ชี้ 90% ดื่มก่อนเกิดเหตุ พบ”เบียร์”ติดอันดับขายดี

วันที่ 27มี.ค. ภก.สงกรานต์  ภาคโชคดี  ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.)พร้อมด้วย เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครือข่ายเฝ้าระวังแอลกอฮอล์กรุงเทพฯ เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ กว่า 30คน เข้ายื่นหนังสือต่อ พล.ต.ต.พงษ์สิทธิ์  แสงเพชร  ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง(ผบก.ทล.)เพื่อเรียกร้องให้บังคับใช้กฎหมาย ตามพ.ร.บ.ทางหลวงพ.ศ. 2535 และพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พ.ศ. 2551 ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ริมทางถนน ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถ เพื่อควบคุมอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์  โดยมีพ.ต.อ. อรรถวุฒิ อ่อนทรัพย์  รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล เป็นผู้รับเรื่องแทน

ภก.สงกรานต์ กล่าวว่า เทศกาลสงกรานต์ ที่มีวันหยุดยาวตั้งแต่ 12-16 เม.ย. ควรมีการเตรียมป้องกัน และรับมืออุบัติเหตุที่มีปัจจัยหลักมาจากการดื่มสุรา ทั้งนี้ข้อมูลช่วง 7 วันอันตราย ปี 2556 จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) พบว่า มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 2,828 ครั้ง เสียชีวิต 321 ราย บาดเจ็บ 3,040 ราย สาเหตุสำคัญ คือ เมาสุรา 39.11%

ขณะเดียวกัน ข้อมูลศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ยังพบว่า เบียร์ เป็นเครื่องดื่มที่บริโภคสูงสุดในช่วงสงกรานต์ รองลงมา คือ สุราขาว และกว่า90% ของผู้บาดเจ็บที่ดื่มก่อนเกิดเหตุมีระดับแอลกอฮอล์ ในเลือดมากกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ เด็กอายุเพียง16ปี ดื่มก่อนเกิดอุบัติเหตุในช่วงสงกรานต์สูงกว่าช่วงปกติถึง 7.6 เท่า และ 82% ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาดื่มได้ด้วยตนเอง แม้มีกฎหมายห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปั๊มน้ำมัน แต่ริมทางหลวง กลับปล่อยให้มีการวางขายได้  ซึ่งทำให้ไม่ลดปัญหาจากการดื่มแล้วขับ

“ขอบคุณที่กรมทางหลวง เคยให้ความร่วมมืออย่างดีในปีก่อนๆและขอให้ทำต่อเนื่อง ทั้งนี้ มาตรการที่สามารถทำได้ คือ 1.บังคับใช้กฎหมาย เพิ่มความเข้มข้นตรวจตราการจำหน่ายสุราริมทาง การดื่มสุราบนรถ และตรวจวัดแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ซึ่งมีทั้ง พ.ร.บ.ทางหลวงพ.ศ.2535 และพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พ.ศ.2551 มาตรา 4 และ 31(7) 2.เร่งประชาสัมพันธ์กฎหมายพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พ.ศ.2551 ให้กว้างขวาง และ 3.นำกฎหมายพ.ร.บ.ทางหลวงพ.ศ.2535 มาบังคับใช้กับผู้ที่ฉวยโอกาสขายสุราริมทางโดยเด็ดขาด เพื่อจำกัดการเข้าถึงสุรา ลดปัญหาจากอุบัติเหตุ จราจรทางบก” ภก.สงกรานต์ กล่าว

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 28 มีนาคม 2557, 03:48 น.
 

สั่งสอบข้อเท็จจริง เด็กปวดท้องที่ รพ.แจ้ห่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/412792

  • 27 มีนาคม 2557, 15:47 น.

Pic_412792

รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข สั่งสอบข้อเท็จจริง กรณีเด็กปวดท้องที่ รพ.แจ้ห่ม เผยไม่ได้เป็นไส้ติ่งอักเสบ แพทย์เตรียมให้กลับบ้านวันนี้…

จากกรณีสื่อมวลชนเสนอภาพข่าวเด็กชายมีอาการปวดท้องรุนแรง หลังจากบิดานำส่งโรงพยาบาลแจ้ห่ม ในเวลา 04.00 น. แต่ห้องฉุกเฉินปิดไฟ และไม่มีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล บิดาจึงขับรถพาไป รพ.ประจำจังหวัด และเรียกร้องให้ รพ.แจ้ห่มรับผิดชอบ นั้น

ความคืบหน้ากรณีดังกล่าว ในวันนี้ (27 มี.ค.2557) นายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้น หากเป็นจริงถือเป็นปัญหาที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขเป็นการด่วน ได้มอบให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำปาง สอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว เพื่อให้ความกระจ่างแก่สาธารณชน และให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนผู้ใช้บริการ เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขมีโรงพยาบาลในสังกัดครอบคลุมทั่วประเทศ  และขณะนี้กระทรวงฯ ได้เร่งพัฒนาคุณภาพระบบบริการสถานบริการทุกระดับ เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน เข้าถึงสะดวก รวดเร็ว และดีทุกครั้ง ทุกที่

ทางด้าน นายแพทย์ศิริชัย ภัทรนุภาพร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำปาง กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่โรงพยาบาลแจ้ห่มเบื้องต้น พบว่า ในวันดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ประกอบด้วยพยาบาล 3 คน ผู้ช่วยเหลือคนไข้ 1 คน และมีแพทย์เวรประจำ 1 คนทุกคืน จากการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดของโรงพยาบาล พบว่า ในเวลา 04.44 น. วันที่ 25 มีนาคม 2557 มีรถยนต์จอดที่หน้าตึก รพ.จริง จากนั้นบิดาได้พาบุตรชายอายุประมาณ 9-10 ปี ไปที่ห้องฉุกเฉิน ขณะนั้นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลปฏิบัติงานอยู่ในห้องเวชระเบียน ที่ตึกอำนวยการ ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับห้องฉุกเฉิน ประมาณ 5 นาทีต่อมา พยาบาลได้ยินเสียงแตรรถ จึงไปให้บริการที่ห้องฉุกเฉิน พบเด็กชายนั่งรอที่เก้าอี้ และแพทย์เวรตรวจรักษาเด็กชายในเวลา 05.01 น. ซักประวัติพบว่า เด็กมีอาการปวดแน่นท้องมา 9 ชั่วโมงก่อนมา รพ. ไม่มีไข้ ชีพจรปกติ มีอาเจียนเป็นเศษอาหารเล็กน้อย ไม่มีอาการถ่ายเหลว แพทย์ได้ฉีดยาลดอาการปวด แนะนำให้รอสังเกตอาการที่ รพ. และวางแผนตรวจทางห้องปฏิบัติการในตอนเช้า เพื่อนำผลมาประกอบการวินิจฉัย แต่บิดาต้องการไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์ลำปาง ทาง รพ.จึงทำเรื่องส่งตัวและส่งประวัติการรักษาผ่านทางระบบออนไลน์ ไปให้ รพ.ศูนย์ลำปาง เพื่อตรวจรักษากับผู้เชี่ยวชาญโดยเร็วต่อไป

ทางด้าน นายแพทย์วรินทร์เทพ เชื้อสำราญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแจ้ห่ม กล่าวว่า โรงพยาบาลแจ้ห่มเป็นโรงพยาบาลชุมชน ขนาด 60 เตียง ในการปฏิบัติงานนอกเวลาช่วงกลางคืน จะใช้เจ้าหน้าที่แพทย์เวร พยาบาลเวร ร่วมกันในการดูแลห้องคลอด ห้องฉุกเฉิน ห้องผ่าตัด ทำให้เมื่อมีผู้ไปรับบริการ ไม่พบเจ้าหน้าที่อยู่ในห้อง จึงอาจเกิดความเข้าใจผิดได้ ซึ่งที่บริเวณหน้าห้องฉุกเฉินจะมีกริ่งให้ผู้ใช้บริการ สามารถกดเรียกเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในส่วนอื่นได้ อย่างไรก็ตาม จะเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ให้ติดตามดูแลผู้ที่เข้ามารับบริการในโรงพยาบาลให้มากขึ้น

นายแพทย์วรินทร์เทพ กล่าวต่อว่า อาการปวดท้อง แน่นท้อง คลื่นไส้อาเจียน เป็นอาการแสดงของโรคทางระบบทางเดินอาหาร ซึ่งมีหลายโรค มีอาการเริ่มต้นคล้ายคลึงกัน เช่น โรคกระเพาะอาหารอักเสบ โรคลำไส้อักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ แพทย์จะวินิจฉัยแยกโรคจากการสังเกตอาการแสดง และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งจากการติดตามสอบถามอาการจากแพทย์ศัลยกรรมเด็กที่ดูแลเด็กชายดังกล่าวที่โรงพยาบาลศูนย์ลำปาง พบว่าป่วยเป็นโรคกระเพาะลำไส้อักเสบ ไม่ใช่ไส้ติ่งอักเสบ และอาการดีขึ้นเป็นลำดับ วันนี้แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 27 มีนาคม 2557, 15:47 น.
 

จัดทีมแพทย์ดูแลม็อบ ห่วง ‘ป.ป.ช.’ มวลชนเผชิญหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/412758

  • 27 มีนาคม 2557, 14:33 น.

Pic_412758

สธ.จัดความพร้อมหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน ดูแลม็อบตั้งแต่วันที่ 27-31 มี.ค. เน้นเฝ้าระวังสำนักงาน ป.ป.ช. หวั่นมวลชน 2 กลุ่มเผชิญหน้าในวันอาทิตย์นี้ ขณะที่ยอดบาดเจ็บรวม 773 ราย เสียชีวิต 23 ราย ยังนอนโรงพยาบาล 4 ราย โดยอยู่ใน กทม. 3 ราย และต่างจังหวัด 1 ราย…

เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 57 ที่โรงพยาบาลสงฆ์ กทม. นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประชุมศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาสาธารณภัยด้านการแพทย์และสาธารณสุขส่วนหน้า กรณีชุมนุมทางการเมือง กระทรวงสาธารณสุข เพื่อติดตามการเตรียมความพร้อมการดูแลสุขภาพผู้ชุมนุมทางการเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

โดยนายแพทย์ณรงค์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้ประเมินสถานการณ์ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ไม่มีผู้บาดเจ็บเพิ่ม อย่างไรก็ดี กระทรวงสาธารณสุขได้วางแผนเตรียมความพร้อมการดูแลผู้ชุมนุมที่จะมีการเดินไปตามพื้นที่ต่างๆ ใน กทม. ตั้งแต่วันที่ 27 – 31 มีนาคม 2557 โดยจัดทีมแพทย์ให้การดูแลทั้งการเจ็บป่วยทั่วไป ในจุดที่ขบวนผ่าน และกรณีการเจ็บป่วยฉุกเฉิน ร่วมกันระหว่างโรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ กทม. โรงพยาบาลรามาธิบดี กาชาด มูลนิธิร่วมกตัญญู และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และเตรียมพร้อมโรงพยาบาลรอบปริมณฑลอีก 9 แห่ง ได้แก่ สระบุรี ราชบุรี สมุทรปราการ พระนครศรีอยุธยา ชลบุรี สมุทรสาคร นครปฐม ฉะเชิงเทรา และสุพรรณบุรี พร้อมเดินทางเข้าปฏิบัติการทันที โดยได้ให้โรงพยาบาลราชวิถี เลิดสิน นพรัตนราชธานี เตรียมเตียงผู้ป่วย คลังเลือด ห้องผ่าตัด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ พร้อมตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับในวันที่ 30-31 มีนาคม 2557 มีจุดต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ ที่สำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งมวลชน 2 กลุ่ม อาจเผชิญหน้ากัน ได้สั่งการให้โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า โรงพยาบาลชุมชนทุกแห่งในจังหวัดนนทบุรี และมูลนิธิต่างๆ จัดเตรียมความพร้อมรับมือ โดยมีโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าเป็นศูนย์บัญชาการ

นายแพทย์ณรงค์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2556 จนถึงวันนี้ (27 มีนาคม 2557) มีผู้บาดเจ็บทั้งหมด 773 ราย โดยอยู่ใน กทม. 730 ราย ต่างจังหวัด 43 ราย เสียชีวิตรวม 23 ราย อยู่ใน กทม. 20 ราย และต่างจังหวัด 3 ราย ขณะนี้ยังมีผู้บาดเจ็บนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลทั้งหมด 4 ราย โดยอยู่ใน กทม. 3 ราย และต่างจังหวัด 1 ราย

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 27 มีนาคม 2557, 14:33 น.