ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

เตือนภัย 4 โรค จากแดด-ลมร้อน ดื่มน้ำบรรเทาได้ มีนาคม 30, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/413359

  • 30 มีนาคม 2557, 13:19 น.

Pic_413359

สธ.เตือนภัยจากอากาศร้อน ประชาชนเสี่ยงป่วยและเสียชีวิตจากโรคลมแดดโดยเฉพาะ 4 กลุ่ม ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ คือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนอ้วน ผู้ที่มีโรคประจำตัว สัญญาณของโรค คือ ตัวร้อนจัดแต่ไม่มีเหงื่อออก แนะงดกิจกรรมกลางแจ้ง เพิ่มการดื่มน้ำสะอาดสม่ำเสมอทั้งวัน…

นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าสภาพอุณหภูมิของประเทศไทยนับวันยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลต่อสุขภาพเสี่ยงเกิดการเจ็บป่วยและเสียชีวิตได้ง่าย เพราะอากาศร้อนจะทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นมีผลกับการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด เมื่ออุณหภูมิในร่างกายสูงมากจนมีผลกระทบต่อระบบประสาทส่งผลทำให้เสียชีวิตจากอวัยวะต่างๆ ทำงานล้มเหลวได้ โรคที่เกิดจากอากาศร้อนที่พบบ่อยมี 4 โรค ได้แก่ โรคลมแดดหรือฮีทสโตรก (Heat Stroke) โรคเพลียแดด (Heat Exhaustion) โรคตะคริวแดด (Heat Cramps) และผิวหนังไหม้แดด (Sun burn)

โดยโรคที่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตคือโรคลมแดด แม้จะพบไม่ได้บ่อยในประเทศไทยแต่ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยงสูงเกิดได้กับทุกคนที่ถูกแดดจัดหรืออยู่ในที่ที่ร้อนจัดเป็นเวลานาน กำชับให้ทุกจังหวัดเร่งให้คำแนะนำความรู้ในการดูแลและป้องกันโรคลมแดดให้แก่ ประชาชน โดยเฉพาะ 4 กลุ่มพิเศษที่ต้องระมัดระวัง เนื่องจากเสี่ยงเกิดโรคนี้ได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่น ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนอ้วน และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ยังพบได้ในผู้ที่ติดเหล้า นักกีฬา คนงาน เกษตรกร หรือทหารที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน มีรายงานข้อมูลในต่างประเทศ เช่นแถบยุโรป มีผู้เสียชีวิตจากอากาศที่ร้อนจัดปีละหลายพันราย ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ส่วนในประเทศไทยข้อมูลในปี 2551 พบผู้ป่วยโรคลมแดด 80 ราย เสียชีวิต 4 ราย และในปี 2552 พบผู้ป่วยโรคลมแดดเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ด้วยสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 32 ราย

ด้านนายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กลุ่มที่มีความเสี่ยงเกิดอาการจากโรคลมแดดได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่น ได้แก่ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และคนอ้วน โดย เด็กเล็กจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกายจากความร้อนได้ง่าย ทำให้การปรับตัวของร่างกายต่ออุณหภูมิที่สูงขึ้นได้ไม่ดีเท่ากับผู้ใหญ่ และที่สำคัญเด็กเล็กไม่สามารถดูแลตนเองได้ ในกลุ่มผู้สูงอายุมีอยู่ประมาณ 9 ล้านคนกว่าครึ่งจะมีโรคประจำที่สำคัญคือ ระบบหลอดเลือดจากเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่งสภาพอากาศของไทยที่ร้อนชื้นทำให้การระบายความร้อนทางผิวหนังได้น้อย ความร้อนจะสะสมในร่างกายมากขึ้นทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ถ้าไม่แก้ไขจะทำให้ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเสียไปจนล้มเหลวและเสียชีวิตได้
ส่วนในกลุ่มของคนอ้วนซึ่งขณะนี้มีประมาณ 13 ล้านคน จะมีปัญหาเรื่องการระบายความร้อนออกจากจากร่างกายได้ยาก เนื่องจากมีชั้นไขมันปิดกั้นยิ่งอ้วนมากยิ่งเสี่ยงสูง มีระบบการไหลเวียนเลือดมายังหลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนังเป็นไปได้ไม่ดี และส่วนใหญ่จะมีโรคประจำตัวที่พบบ่อยคือเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูงที่จะส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายอยู่แล้ว

สัญญาณอาการของโรคลมแดดที่สังเกตได้ง่าย ได้แก่ ตัวร้อนจัดแต่ไม่มีเหงื่อ ผิวหนังแดง หัวใจเต้นเร็วและแรง มีอาการทางสมองเช่น เห็นภาพหลอน สับสน หงุดหงิด ชักหรือหมดสติ ภาวะนี้สามารถทำให้เกิดตับและไตวาย กล้ามเนื้อสลายตัว หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ น้ำท่วมปอด เกิดลิ่มเลือดอุดตันในกระแสเลือด และช็อกได้ ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน หากพบผู้ที่มีอาการที่กล่าวมา ให้รีบนำผู้ป่วยเข้าที่ร่มทันที รีบระบายความร้อนออกจากร่างกายให้ตัวเย็นลงโดยเร็ว เช่นการใช้ผ้าชุบน้ำธรรมดาหรือน้ำเย็นเช็ดตัว แช่ตัวในน้ำ ฉีดพรมน้ำแล้วเป่าด้วยลม ประคบน้ำแข็ง ถ้าไม่หมดสติให้จิบน้ำบ่อยๆ และส่งโรงพยาบาลทันที หรือโทร.แจ้งขอความช่วยเหลือที่เบอร์ 1669 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

ด้านนายแพทย์ฐาปนวงศ์ ตั้งอุไรวรรณ แพทย์ประจำโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า กล่าวว่า ในการป้องกันโรคลมแดด ขอให้พยายามหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดจัด ควรอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ไม่ออกกำลังกายหรือทำงานกลางแดดเป็นเวลานาน เช่น การมุงหลังคาบ้าน ขุดดินกลางแจ้ง เป็นต้น ควรสวมเสื้อผ้าที่โปร่งสบาย สีอ่อน ไม่ทึบ และสามารถระบายอุณหภูมิความร้อนได้ดี เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน สวมแว่นกันแดด สวมหมวกปีกกว้าง ควรดื่มน้ำมากกว่าปกติจากวันละ 1-2 ลิตร เพิ่มเป็นชั่วโมงละ 1 ลิตร เพื่อให้ร่างกายปรับอุณหภูมิให้คงที่ และชดเชยการเสียน้ำในร่างกายจากเหงื่อออก งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดเนื่องจากจะทำให้สูญเสียน้ำจาก ร่างกายมากขึ้น รักษาสุขภาพให้แข็งแรง หมั่นออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที ช่วงเช้าหรือเย็น เพื่อให้ร่างกายเคยชินกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด

“ช่วงนี้อากาศร้อนคนจะกระหายน้ำบ่อย เหงื่อออกมาก เสียน้ำมาก หากจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ไปทำธุระเกิน 1-2 ชั่วโมง ขอให้ดื่มน้ำก่อนออกจากบ้านให้ได้ 2 แก้ว หรือประมาณครึ่งลิตร จะทำให้รู้สึกสบาย ร่างกายทนความร้อนได้นาน” นายแพทย์ฐาปนวงศ์ กล่าว.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 30 มีนาคม 2557, 13:19 น.
 

ปูพรมฉีดวัคซีนคอตีบทั่วอีสาน เผยปีนี้เสียชีวิตแล้ว 1 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/413352

  • 30 มีนาคม 2557, 11:20 น.

Pic_413352

กรมควบคุมโรคพบ’คอตีบ’มีโอกาสระบาดซ้ำ สถิติปี 57 ป่วยแล้ว 4 รายเสียชีวิต 1 ราย เร่งปูพรมรายรณรงค์ฉีดทั่วภาคอีสาน 1 มิ.ย.นี้เริ่มนำร่องมุกดาหารที่แรก…

ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลกุดโง้ง อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร นายแพทย์โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิด “โครงการนำร่องการรณรงค์ให้วัคซีนป้องกันโรคคอตีบแก่ประชาชนกลุ่มอายุ 20-50 ปี ในพื้นที่ จ.มุกดาหาร” ว่า ปัญหาโรคคอตีบหลายคนมักเข้าใจว่าเกิดในเด็ก แต่จริงๆ เกิดได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรค ซึ่งในปี 2555 เคยมีการระบาดของโรคคอตีบเกิดขึ้นในผู้ใหญ่จากการระบาดในครั้งนั้น ได้มีการตรวจเลือดในประชาชนพบว่า ในกลุ่มอายุ 20-50 ปี บางส่วนมีภูมิคุ้มกันไม่เพียงพอต่อการป้องกันโรคคอตีบ ที่สำคัญในกลุ่มอายุดังกล่าวที่เกิดก่อนปี 2520 ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนมาก่อน ซึ่งตรงนี้จะมีการติดตามและให้วัคซีนป้องกัน

ประเด็นสำคัญ คือ โรคคอตีบเป็นโรคที่พบการระบาดเป็นช่วงๆ โดยตั้งแต่ปี 2520 ผู้ป่วยโรคคอตีบมีจำนวนลดลงจาก 2,290 ราย เหลือไม่เกินปีละ 10 ราย ในช่วงระหว่างปี 2548-2551 แต่หลังจากปี 2552-2555 จำนวนผู้ป่วยกลับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 12-77 ราย โดยในช่วงที่มีการระบาดในปี 2555 มีผู้ป่วยจำนวน 63 ราย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้ให้วัคซีนเพื่อควบคุมการระบาดของโรคคอตีบทั้งในเด็กและผู้ใหญ่เป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นผู้ป่วยเริ่มลดลงเหลือ 29 รายในปี 2556 ส่วนปีนี้ข้อมูลการเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ณ วันที่ 13 มีนาคม 2557 มีผู้ป่วยจำนวน 4 รายเสียชีวิต 1 ราย ด้วยสถานการณ์ผู้ป่วยคอตีบที่ไม่แน่นอน และยังมีตัวเลขขึ้นลงตลอด กรมควบคุมโรคเร่งจัดกิจกรรมรณรงค์วัคซีนป้องกันโรคคอตีบแก่ประชาชนอายุ 20-50 ปีทั่วประเทศ

“โดยกิจกรรมนี้จะจัดทำเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา นำร่องที่จังหวัดมุกดาหารก่อน เนื่องจากไม่เคยมีการระบาดของโรคและมีจำนวนประชากรเหมาะสมกับการดำเนินโครงการ คือ 160,000 คน โดยจะให้วัคซีนรวมป้องกันโรคคอตีบและบาดทะยักรวมกันในเข็มเดียว และจะดำเนินการต่อไปที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วย เนื่องจากต้นเดือนมีนาคมพบผู้ป่วยคอตีบเกิดในพื้นที่ นอกจากนี้ในวันที่ 1 มิถุนายน จะขยายโครงการทั่วทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยปีนี้ได้ตั้งจำนวนวัคซีนไว้ที่ 10 ล้านโด๊ส ส่วนภาคเหนือ กลาง และใต้ จะเริ่มดำเนินการในปี 2558 ตั้งเป้าให้วัคซีนจำนวน 18 ล้านโด๊ส” นายแพทย์โสภณ กล่าว.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 30 มีนาคม 2557, 11:20 น.
 

คุณภาพอากาศรอบบ่อขยะ วันนี้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/413239

  • 29 มีนาคม 2557, 16:32 น.

Pic_413239

กระทรวงสาธารณสุข เผยผลตรวจคุณภาพอากาศและปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ตำบลแพรกษา วันนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย เร่งประชาสัมพันธ์กลุ่มเสี่ยงสูง เข้ารับการตรวจเลือด ปัสสาวะ ปอดที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ ส่วนพนักงานดับเพลิงที่มาจาก กทม. ให้ตรวจที่โรงพยาบาลในสังกัด กทม. …

นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า วันนี้ (29 มี.ค. 57) วอร์รูมติดตามสถานการณ์มลพิษจากไฟไหม้บ่อขยะที่ ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ สรุปผลการดำเนินงานเฝ้าระวังสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อม ขณะนี้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ผลการตรวจคุณภาพอากาศและปริมาณฝุ่นขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย โดยกระทรวงสาธารณสุขได้ยุติการจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ที่อบต.แพรกษา และที่วัดแพรกษา หากประชาชนเจ็บป่วยสามารถเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลแพรกษา ผลสรุปจากไฟไหม้บ่อขยะจนถึงวันนี้มีผู้เจ็บป่วยรวม 1,328 ราย เกือบทั้งหมดมีอาการแสบคอ แสบจมูก ระคายเคืองตา ตาแดง

นายแพทย์ณรงค์กล่าวว่า ขณะนี้สิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขเร่งดำเนินการคือ การตรวจสุขภาพประชาชนที่สัมผัสมลพิษตามแผนการเฝ้าระวังที่วางไว้ โดยในกลุ่มเสี่ยงสูงสัมผัสมาก แบ่ง 3 ส่วน ได้แก่

1.เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจาก อบต. ทหารจาก จ.ฉะเชิงเทรา และสื่อมวลชน จะตรวจร่างกายอย่างละเอียดที่คลินิกโรคจากการประกอบอาชีพ โรงพยาบาลสมุทรปราการทุกรายจะตรวจเจาะเลือดเพื่อดูการทำงานของตับไต ลักษณะเม็ดเลือด ตรวจปัสสาวะเพื่อดูการทำงานของไต เอกซเรย์ปอดและตรวจสมรรถภาพปอด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ โดยเฉพาะในกลุ่มเจ้าหน้าดับเพลิงจะเพิ่มการตรวจพิเศษ 5 รายการ ได้แก่ สารโลหะหนัก 4 ตัว ได้แก่ ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม แมงกานีส รวมทั้งเบนโซเอไพรีน ซึ่งเป็นสารที่เกิดจากการเผาไหม้ทั้งขยะ บุหรี่ หรือเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงอื่นๆ อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งในระยะยาวโดยจะส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ใช้เวลาตรวจ 2-3 สัปดาห์ ตรวจไปแล้ว 200 คน จึงขอแนะนำให้ผู้ที่อยู่ในข่ายต้องตรวจสุขภาพโดยละเอียดที่กล่าวมา ไปรับบริการได้ที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ ในวันเวลาราชการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ติดต่อสอบถามได้ที่ 02 173 8488

2.กลุ่มเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกทม. ขอให้ไปรับการตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลในสังกัด กทม.

และ 3.กลุ่มประชาชนโดยรอบบ่อขยะรัศมี 200 เมตร กระทรวงสาธารณสุขได้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่จากโรงพยาบาลบางพลี ทำการตรวจสุขภาพทั้งเจาะเลือด เก็บปัสสาวะส่งตรวจ และเอกซเรย์ปอด ขณะนี้ตรวจไปแล้ว 303 คน

ด้าน นายแพทย์นำพล แดนพิพัฒน์ ประธานวอร์รูมแก้ไขปัญหามลพิษจากไฟไหม้บ่อขยะ ต.แพรกษา กล่าวว่า ในวันนี้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับกรมอนามัย เก็บตัวอย่างน้ำบาดาล 9 ตัวอย่าง น้ำผิวดิน 3 ตัวอย่าง และเก็บตัวอย่างอาหาร 3 ตัวอย่างคือ ผัก ปลา หมูหย็อง จากชุมชนรอบบ่อขยะ เพื่อเฝ้าระวังการปนเปื้อนและสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน และจะประชุมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคจากการประกอบอาชีพร่วมกับกรมควบคุมโรค โรงพยาบาลสมุทรปราการ และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อวางแผนตรวจซ้ำเป็นระยะๆ ต่อไป

 

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 29 มีนาคม 2557, 16:32 น.
 

ภัยเงียบ ‘มะเร็งกระดูก’ รู้เร็วรักษาได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/413221

  • 29 มีนาคม 2557, 15:24 น.

Pic_413221

กรมการแพทย์ ชี้ “โรคมะเร็งกระดูก” รู้เร็วรักษาได้ พร้อมสร้างเครือข่ายผู้ป่วยมะเร็งกระดูก เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเข้ารับการรักษาระหว่างผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น…

นายแพทย์ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวถึงโครงการ “Lerdsin Sarcoma Day” ว่า มะเร็งกระดูกเป็นโรคร้ายที่เป็นภัยเงียบที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง ในอดีตการรักษามะเร็งกระดูกจะใช้วิธีการตัดอวัยวะเหนือส่วนที่เป็นมะเร็งออก แต่ในปัจจุบันได้นำวิธีให้ยาเคมีบำบัดร่วมกับการผ่าตัด ทำให้การรักษาได้ผลเป็นที่พอใจ ทำให้อัตราการรอดชีวิตเพิ่มขึ้น

โดยมะเร็งกระดูกแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ 1.มะเร็งกระดูกที่เกิดจากความผิดปกติภายในเซลล์ของเนื้อกระดูกโดยตรง หากตรวจพบในระยะเริ่มต้นสามารถรักษาให้หายขาดได้ 2.มะเร็งกระดูกที่มีต้นกำเนิดจากอวัยวะต่างๆ เช่น ปอด เต้านม ต่อมไทรอยด์ ต่อมลูกหมาก แล้วกระจายไปสู่กระดูก มักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40-50 ปีขึ้นไป ส่วนสาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดมาจากยีนที่ผิดปกติ โดยมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่สำคัญ คือการได้รับรังสีรักษาในการรักษามะเร็งชนิดอื่นในปริมาณค่อนข้างมาก ซึ่งศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ มีความพร้อมในการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งกระดูกอย่างเป็นระบบ ร่วมกับการใช้ระบบ “Osteosarcoma Fast Track” เพื่อเพิ่มความแม่นยำและรวดเร็วในการรักษาให้แก่ผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วขึ้นมาก และมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นมาก

นอกจากนี้ ศูนย์ดังกล่าวยังสร้างเครือข่ายผู้ป่วยโรคมะเร็งกระดูกโดยการจัดทีมพยาบาล ให้ความรู้ ติดตามผลการรักษาทางโทรศัพท์และไปรษณีย์ สำหรับผู้ป่วยที่เดินทางมาโรงพยาบาล ลำบาก เพื่อติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้ป่วยด้วยกันเองให้ได้แลก เปลี่ยนประสบการณ์เข้ารับการรักษา การดำเนินชีวิตภายหลังการรักษาที่ถูกต้อง การเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน ทำให้สังคมรับรู้ว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นสุข

ด้านนายแพทย์ปิยะ เกียรติเสวี นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ ด้านเวชกรรม สาขาออร์โธปิดิกส์ โรงพยาบาลเลิดสิน กล่าว เพิ่มเติมว่า มะเร็งกระดูก ยังไม่พบสาเหตุการเกิดโรค แต่ประชาชนสามารถดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงเพื่อป้องกันการเกิดโรคด้วยการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ โดยเน้นรับประทานผักและผลไม้ออกกำลังกาย หมั่นตรวจสุขภาพเพื่อหาความผิดปกติของร่างกาย ซึ่งผู้ป่วยมักมาพบแพทย์ด้วยอาการปวด บวม หรือมีก้อนบริเวณที่เป็นนั้นๆ ซึ่งแยกได้ยากจากอาการปวดกล้ามเนื้อ แต่หากอาการปวดไม่ดีขึ้น หรือมีอาการบวมมากขึ้นหลังจากได้รับการรักษาอย่าง เต็มที่ประมาณ 2-3 สัปดาห์ หรือมีอาการปวดช่วงกลางดึกหลังจากหลับไปแล้ว ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่ชัดเจน เพราะอาการที่กล่าวมามีโอกาสเข้าข่ายมะเร็งกระดูก ซึ่งถ้าหากพบในระยะแรกและได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ผู้ป่วยสามารถหายขาดจากมะเร็งกระดูกได้ นอกจากนี้ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาค ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งกระดูกให้มีชีวิตที่ดีขึ้นโดยบริจาคได้ที่ “กองทุนมะเร็งกระดูก” มูลนิธิโรงพยาบาลเลิดสิน โทร.0-2235-7337

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 29 มีนาคม 2557, 15:24 น.
 

รับบริจาคโลหิต รับมืออุบัติเหตุ ‘สงกรานต์ 57′

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/413201

  • 29 มีนาคม 2557, 14:33 น.

Pic_413201

สภากาชาดไทยจัดโครงการ “แล้งนี้ ไม่แล้งน้ำใจ ด้วยการให้โลหิต” โดยเปิดรับบริจาคโลหิตช่วง “สงกรานต์ 57″ รองรับอุบัติเหตุ

เมื่อวันที่ 29 มี.. 57 พญ.สร้อยสอางค์ พิกุลสด ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย กล่าว่า ในระหว่างวันที่ 8-16 เม.. 57 นี้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์ ได้จัดโครงการ “แล้งนี้ ไม่แล้งน้ำใจ ด้วยการให้โลหิต” เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความจำเป็นของการบริจาคโลหิต เพื่อสำรองช่วงวันหยุดต่อเนื่องเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากช่วงเทศกาลสงกรานต์ค่อนข้างน่าเป็นห่วงเพราะมักเกิดอุบัติเหตุ มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ทำให้มีความต้องการใช้โลหิตอย่างเร่งด่วน

ขณะเดียวกัน ช่วงเวลาดังกล่าว คนในกรุงเทพมหานครต่างก็เดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ทำให้มีผู้บริจาคโลหิตลดลงทั้งนี้ ศูนย์บริการโลหิตฯ จะต้องจัดหาโลหิตให้ได้ตามเป้าหมาย คือวันละ 1,600 – 2,000 ยูนิต และตามมาตรฐานจะต้องมีโลหิตสำรองคงคลังไม่ต่ำกว่าวันละ 3,000 ยูนิต จึงจะเพียงพอสำหรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ รวมทั้งหากมีความต้องการโลหิตเร่งด่วนจากอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ขอเชิญประชาชนร่วมบริจาคโลหิตในโครงการได้ที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์ ผู้บริจาคโลหิตจะได้รับเสื้อยืด I LOVE BLOOD DONOR เป็นของที่ระลึกหากมาบริจาค วันจันทร์ พุธ และศุกร์ จะเปิดเวลา 08.00-16.30 วันอังคารและพฤหัสบดี เปิดเวลา 07.30-19.30 .ส่วนวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดสงกรานต์ คือ 13 -16 เม..เปิดเวลา 08.30-15.30 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์และจัดหาผู้บริจาคโลหิต โทร. 0-2256-4300 0-2263-9600-99 ต่อ 1101.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 29 มีนาคม 2557, 14:33 น.
 

จัดทีมแพทย์รับมือ 2 จุดชุมนุมการเมืองวันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/413218

  • 29 มีนาคม 2557, 13:20 น.

Pic_413218

สธ.จัดทีมแผนพร้อมรับมือ 2 เหตุการณ์ ของการเคลื่อนขบวนของกลุ่ม กปปส.และเหตุการณ์หน้า ป.ป.ช. หวั่นอาจมีการปะทะกัน…

เมื่อวันที่ 29 มี..57 นายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานประชุมวอร์รูมเพื่อเตรียมแผนรับมือสถานการณ์การเคลื่อนขบวนของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) และเหตุการณ์หน้าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่คาดว่า อาจมีการปะทะกัน โดยการเตรียมการรับมือการเคลื่อนขบวนของมวลชน กปปส.ได้ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ศูนย์เอราวัณสภากาชาดไทย โรงพยาบาลวชิรพยาบาล และกรมการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งพื้นที่ที่กลุ่มมวลชนกปปสมีการเดินขบวนคือตั้งแต่บริเวณสวนลุม จนถึงบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เบื้องต้นทางกรมการแพทย์ได้จัดพื้นที่ดูแล 5 จุด ได้แก่ แยกราชวิถี พญาไท ศรีอยุธยา อนุสาวรีย์และแยกวัดเบญจมบพิตร

นายแพทย์ณรงค์กล่าวว่า จะดูแลในเรื่องของการเจ็บป่วยทั่วไป ที่อาจจะเกิดจากอากาศร้อนส่งผลให้ผู้ชุมนุมเป็นลมได้และหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินรุนแรงได้เตรียมพร้อมอยู่ใน 2ลักษณะ คือ 1.การเตรียมทีมที่จะเข้าไปเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บในพื้นที่ 2.การเตรียมโรงพยาบาลให้มีความพร้อม หากเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งมีโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ารวมถึงโรงพยาบาลเอกชนก็มีการประสานกัน ซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยได้ทุกโรงพยาบาลแล้วแต่ว่าเหตุจะเกิดขี้นที่ใด

ขณะที่การเตรียมพร้อมเหตุการณ์หน้า ป.ป.ชคาดว่า อาจเกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่ม กปปส.นนทบุรี ร่วมกับกลุ่มชาวนาและกลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (กวป.) กับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้สั่งการให้ทีมโรงพยาบาลนนทบุรี และปทุมธานี เตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่ และหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงสามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกนอกกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีโรงพยาบาลชลบุรี อยุธยา และสมุทรสาคร พร้อมรับมืออยู่แล้ว นอกจากนี้ ยังได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินที่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อประเมินสถานการณ์ทั้ง 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้อีกด้วยทั้งนี้ หากประชาชนมีเหตุฉุกเฉินสามารถสามารถติดต่อแจ้งเหตุที่ศูนย์แจ้งเหตุฉุกเฉิน ศูนย์เอราวัณ กทม. 1646 ศูนย์นเรนทร ราชวิถี 02-354822.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 29 มีนาคม 2557, 13:20 น.
 

เตือน ‘แคปซูลผงบุก’ อันตราย ตรวจพบเป็นยาปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/edu/412969

  • 28 มีนาคม 2557, 14:16 น.

Pic_412969

อย.เตือนผลิตภัณฑ์ “แคปซูลผงบุก” อันตราย หลังพบหญิงสาวแพ้ยาอย่างรุนแรง เผยผลตรวจวิเคราะห์พบส่วนผสมของยาไซบูทรามีน จัดเป็นยาปลอม ชี้ใช้เลขทะเบียนยาที่ถูกยกเลิกแล้ว เตือนอันตรายถึงชีวิต…

เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 57 ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการ คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในฐานะโฆษก อย. เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวหญิงสาวซื้อแคปซูลผงบุกมาบริโภค เพื่อต้องการลดความอ้วน แต่กลับมีอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง มีแผลตามเยื่อบุต่างๆ ผิวหนังหลุดลอกคล้ายถูกไฟไหม้ เข้ารับการรักษาตัวที่ รพ.สกลนคร แพทย์ระบุว่าเป็นอาการแพ้ยา ซึ่งจากการตรวจสอบโดยศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ พบผลิตภัณฑ์มีส่วนผสมของยาไซบูทรามีนนั้น

ในส่วนของสำนักงาน อย. ได้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์แคปซูลผงบุกอันตรายดังกล่าว พบระบุเลขทะเบียนตำรับยา G 228/47 ซึ่งเป็นเลขทะเบียนยาที่ถูกยกเลิกแล้ว ถือเป็นยาปลอม สำหรับกรณีการตรวจพบยาไซบูทรามีนในผลิตภัณฑ์นั้น ถือว่าผิดกฎหมายเช่นกัน เพราะปัจจุบัน อย. ได้เพิกถอนยาไซบูทรามีนออกจากตลาดแล้ว เนื่องจากข้อมูลการทดลองทางคลินิกชี้ให้เห็นว่า ยาดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดและโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งจะเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ นอกจากนี้ ยังมีอาการที่พบบ่อย คือ ทำให้เกิดความดันโลหิตสูงและหัวใจเต้นเร็ว ปากแห้ง ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ และท้องผูก เป็นต้น

รองเลขาธิการ อย. กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อย.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและปราบปรามอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ซึ่ง อย.ได้ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดที่เป็นแหล่งขายส่งผลิตภัณฑ์ตามกฎหมายหลายครั้งแล้ว และได้เตือนถึงอันตรายจากการบริโภคผลิตภัณฑ์ผงบุกแคปซูลดังกล่าวมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม การลดน้ำหนัก หรือลดความอ้วน สามารถทำได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารให้ถูกต้องและครบทั้ง 5 หมู่ ไม่กินจุบกินจิบ หมั่นออกกำลังกายอย่างเหมาะสมต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง รวมถึงการพักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้แจ่มใส นอกจากจะทำให้มีสุขภาพดีแล้ว ยังทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้อย่างยั่งยืนด้วย

นอกจากนี้ ขอให้ผู้บริโภคอย่าหลงเชื่อการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพใดๆ ที่โฆษณาในลักษณะโอ้อวดสรรพคุณเกินจริง เพราะล้วนแต่เป็นเรื่องหลอกลวง เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารจะไม่สามารถลดความอ้วนได้ โดยผู้บริโภคควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพจากแหล่งที่เชื่อถือได้ รวมทั้งควรพิจารณาและอ่านฉลากให้ถ้วนถี่เสียก่อน อาทิ ผลิตภัณฑ์อาหาร ต้องแสดงฉลากภาษาไทย ชื่อ/ที่อยู่ผู้ผลิต/นำเข้า เลขสารบบอาหารในกรอบเครื่องหมาย อย. แสดงวัน/เดือน/ปีที่ผลิต หรือวัน/เดือน/ปีที่หมดอายุของผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ยา ฉลากระบุชื่อผลิตภัณฑ์ เลขทะเบียนตำรับยา เช่น ทะเบียนยาเลขที่ 1A 9999/46, ทะเบียนยาเลขที่ G 999/45 ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต ครั้งที่ผลิต ครั้งที่ผลิต วัน/เดือน/ปีที่ผลิต ส่วนประกอบ สรรพคุณ วิธีใช้ คำเตือน ข้อห้ามใช้ ข้อควรระวัง วันสิ้นอายุของยา เป็นต้น

อย่างไรก็ดี หากผู้บริโภคพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่โอ้อวดเกินจริง หรือได้รับอันตรายจากการใช้ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ขอให้ร้องเรียนที่สายด่วน อย. โทร.1556 หรือ E-mail: 1556@fda.moph.go.th หรือ ตู้ ปณ.1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือร้องเรียนผ่าน Oryor Smart Application หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อ อย. จะดำเนินการปราบปราม และดำเนินคดีตามกฎหมายกับการกระทำผิดต่อไป.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 28 มีนาคม 2557, 14:16 น.