ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

โครงการพระราชดำริปางตอง พา “กล้วยไม้” คืนสู่ป่า พฤษภาคม 22, 2012

http://www.thaipost.net/node/45534

25 September 2554

คนก็มีบ้าน
สัตว์ก็มีบ้าน มีที่อยู่ที่เหมาะสมสำหรับตนเอง เอาสัตว์ป่ามาเลี้ยงที่บ้าน สัตว์เหล่านี้ก็หงอยเหงา เปล่าเปลี่ยว คิดถึงป่าที่เคยเป็นที่อยู่อาศัย
กล้วยไม้ก็เช่นกัน เคยอยู่บนคาคบสูงของไม้ใหญ่ในป่า ถูกคนปีนขึ้นไปเก็บมาขาย แน่นอนว่าความรู้สึกของต้นไม้อาจวัดยาก แต่การนำกล้วยไม้เหล่านี้แยกออกมาเลี้ยงไว้ชื่นชมเป็นส่วนตัว สิ่งที่เห็นชัดก็คือ  กล้วยไม้เหล่านี้จะไม่ค่อยออกดอก เพราะต้องถูกนำมาอยู่แบบผิดที่ผิดทาง ผิดอากาศ ผิดอาหาร ซึ่งแม้จะได้รับการบำรุงด้วยปุ๋ยเคมี แต่ก็ไม่เหมือนกับสารอาหารที่หากินได้ตามธรรมชาติ
นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ตามแนวคิด ท่องเที่ยวหัวใจใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า แนวคิดท่องเที่ยวแบบ 7 Greens ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยพยายามเผยแพร่ให้กับคนทั่วไปได้ตระหนักคือ  ไปที่ไหนอย่าพกพาสิ่งใดมานอกจากความทรงจำ แหล่งท่องเที่ยวถึงจะหลงเหลือความงดงามไว้ให้คนที่มาทีหลังได้ชื่นชม
แม้ยังไม่หมดหน้าฝน และหลายจังหวัดทั่วประเทศกำลังประสบปัญหาน้ำท่วม แต่เมื่อผ่านสถานการณ์เหล่านี้ไป ก็เข้าสู่ช่วงฤดูหนาวอันเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวแล้ว
หากนึกถึงขุนเขา ความหนาวเย็น ผสมผสานไปด้วยทะเลหมอกแล้ว จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตามสมญานามว่า “สวิตเซอร์แลนด์แดนสามหมอก” เป็นสถานที่หนึ่งในดวงใจใครหลายคน เพราะนอกจากจะได้ท่องเที่ยวเมืองปายแล้ว ยังได้มีโอกาสแวะเวียนพระตำหนักปางตอง ศูนย์พัฒนาที่สูงปางตองตามพระราชดำริ อันเป็นแหล่งที่มาของโครงการคืนกล้วยไม้สู่ป่าอีกด้วย
โครงการพัฒนาตามพระราชดำริ จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีอาณาเขตติดต่อสหภาพพม่า มีสภาพพื้นที่เป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ไม้นานาชนิด สภาพภูมิอากาศบนที่สูงหนาวเย็นตลอดปี ราษฎรที่อาศัยอยู่ส่วนใหญ่เป็นชาวพื้นเมืองเรียกว่า ชาวไต หรือไทยใหญ่ ที่เหลือเป็นชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ม้ง มูเซอ ลีซอ และลัวะ  ในอดีตแม่ฮ่องสอนได้เกิดปัญหาหลายประการ ได้แก่ ป่าไม้ถูกทำลาย  มีการทำไร่เลื่อนลอยและปลูกฝิ่นจำนวนมาก ปัญหายาเสพติด
และที่สำคัญคือ ปัญหาชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดน ซึ่งส่งผลกระทบต่อราษฎรและความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ด้วยสาเหตุเหล่านี้ ในปีพุทธศักราช 2522 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริให้กองทัพบก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการพัฒนาอาชีพความเป็นอยู่ของราษฎรเพื่อให้เกิดความมั่นคงในพื้นที่ โดยจัดตั้งเป็นศูนย์บริการและพัฒนาขึ้นแห่งแรก ได้แก่ ศูนย์บริการและพัฒนาลุ่มน้ำปายตามพระราชดำริ ต่อมาในปีพุทธศักราช 2523 ได้พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์แห่งนี้ขึ้นชื่อว่า ศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตองตามพระราชดำริ
ศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตองตามพระราชดำริ มีหน้าที่ในการผลิตและส่งเสริมการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เมืองหนาวให้แก่หมู่บ้านเป้าหมายของโครงการพัฒนาตามพระราชดำริซึ่งตั้งอยู่โดยรอบและใกล้เคียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารของกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ได้เลี้ยงม้าและล่อเพื่อฝึกใช้งานเป็นสัตว์ต่างหรือเป็นพาหนะให้สามารถส่งเสบียงในพื้นที่ทุรกันดารได้อีกด้วย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวพระราชดำริให้ดำเนินงานในโครงการด้วยความเรียบง่าย ไม่ยุ่งยากสลับซับซ้อน ประหยัด และให้ทุกหน่วยงานได้ร่วมคิดร่วมทำเป็นการบริการแบบเบ็ดเสร็จ มุ่งหวังให้เกิดผลประโยชน์สู่ราษฎรมากที่สุด อันจะนำไปสู่ความพอมีพอกินและความกินดีอยู่ดี ซึ่งจะก่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ
ณ ศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตองตามพระราชดำริแห่งนี้คณะทำงานโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ ได้จัดสร้างเรือนประทับแรมปางตองถวายเป็นที่ประทับแรมในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎร และทอดพระเนตรการดำเนินการโครงการฯ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯ มาประทับแรมครั้งแรกเมื่อวันที่ 19-20 กุมภาพันธ์ ปีพุทธศักราช 2524
มาถึงที่นี่ จุดแรกเมื่อผ่านเข้าสู่เขตพระตำหนัก ไม่ควรพลาดการแวะสักการะ “ศาลทหารเสือ” และ “ศาลมหาราช” เพื่อความเป็นสิริมงคล ศาลนี้สร้างขึ้นเพื่อถวายองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่เมื่อ 400 ปีเศษที่ผ่านมาตามบันทึก พระองค์ทรงกรีธาทัพไปตีได้เมือง “หงสาวดี” จากนั้นจะไปตีเมืองตองอูต่อ แต่กองทัพยังไม่พร้อม ขัดสนเสบียงอาหารด้วย จึงต้องยกทัพกลับ เดินทัพกลับมาทาง “ปางตอง” แม่ฮ่องสอน ปาย แม่มาลัย เชียงใหม่ กลับอยุธยา ดังนั้นจึงตั้งเป็นอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกถึงพระองค์ไว้ที่นี่
เมื่อเข้าไปภายในศูนย์บริการพื้นที่สูงปางตองฯ จะพบกับสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก บริเวณโดยรอบๆ ซึ่งเป็นป่าไม้เขตร้อนชื้นและป่าเขาที่มีความชุ่มชื้นตลอดทั้งปี
มีกิจกรรมในคอกแกะ เลี้ยงแกะ ให้อาหารแกะ การตัดขนแกะ การทอผ้าขนแกะด้วยมือ โดยนักท่องเที่ยวสามารถอุ้มแกะถ่ายภาพ หรือไล่ต้อนฝูงแกะได้อย่างสนุกสนาน และยังสามารถชื่นชมความน่ารักของฝูงแกะเกือบร้อยตัวอย่างใกล้ชิดภายในพระตำหนักปางตอง นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์จากขนแกะอย่าง ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่สวยๆ ให้เลือกซื้อกันในราคากันเอง
สำหรับแกะที่นี่ เป็นการเลี้ยงแกะแบบปล่อยให้แกะกินหญ้าตามท้องทุ่ง จะมีการปล่อยในตอนเช้าเวลาประมาณ 09.00 น. เมื่อถึงเวลาตกเย็น จะมีการต้อนแกะเข้าคอกเวลาบ่าย 15.00 น. และได้มีการตัดขนแกะจำหน่าย ซึ่งจะจำหน่ายในฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์
อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือ สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า บนเนื้อที่กว่า 150 ไร่ อยู่ในส่วนดูแลรับผิดชอบของโครงการอนุรักษ์สัตว์ป่า โดยส่วนมากจะเป็นสัตว์ป่าที่หายากใกล้จะสูญพันธุ์ มีทั้งเสือลายเมฆ ไก่ฟ้า นกยูงไทย ชะนี บิตุรงค์ หมีควาย นกเงือก เป็นต้น
ส่วนทางด้านหลังโรงเพาะ แนะนำให้ไปดูปลาสเตอร์เจียน (ไข่ปลาคาเวียร์) ที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในสระใหญ่ จากนั้นเดินต่อไปบนเนินเขา ข้ามสะพานตรงลำธารเล็กๆ ตามบันไดที่ทอดยาวขึ้นไปด้านบน ผ่านซุ้มแมกไม้จะเห็นพระตำหนักปางตอง
ยังมีอีกหลายส่วนที่น่าสนใจ เช่น เรือนเพาะชำกล้าไม้เมืองหนาวที่ชูช่อแข่งกันบานอย่างสวยงาม มีทั้งพันธุ์ไทยแท้และนำเข้าจากต่างประเทศให้ได้ศึกษากันอย่างมากมาย ยังมีแปลงผักปลอดสารพิษหรือผักพื้นเมือง เช่น ผักกาดขาว มะเขือ สตรอเบอรี่ ฯลฯ
ด้านในสุด จะเป็นที่ตั้งของพระตำหนักปางตองซึ่งเป็นที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์ยามเสด็จฯ เยือนแม่ฮ่องสอน เรือนพระตำหนักแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาโดดเด่นมองเห็นได้อย่างชัดเจน รอบบริเวณพระตำหนักร่มรื่นด้วยร่มเงาไม้ใหญ่ ดอกไม้เป็นพวงระย้าส่งกลิ่นหอมคลุ้งอวดผีเสื้อที่บินว่อนอย่างสวยงาม นักท่องเที่ยวสามารถที่จะเดินขึ้นไปชมภูมิทัศน์ด้านบนรอบๆ พระตำหนักได้ ใกล้ๆ บริเวณลานจอดเฮลิคอปเตอร์ เมื่อมองลงมาด้านล่าง จะเห็นทุ่งเลี้ยงแกะได้บรรยากาศไม่ต่างกับชนบทในต่างประเทศ
สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ สอดคล้องกับ “7 Green Concept” ของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ใส่ใจกิจกรรมที่สนุกสนานเพลิดเพลิน โดยผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวร่วมกันประกอบกิจกรรมท่องเที่ยวด้วยความสุข สร้างโอกาสในการรับรู้และประสบการณ์ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมด้วยกัน
สนใจสัมผัสบรรยากาศอันร่มรื่น และเรียนรู้โครงการพัฒนาในพระราชดำริฯ ที่นี่เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. ไม่ต้องเสียค่าเข้าชมหรือขออนุญาต เพียงแต่จะมีทหารเฝ้าตลอดเวลา เพราะศูนย์แห่งนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จะเสด็จฯ มาทรงงานเป็นประจำ จึงให้ทหารจากหน่วยกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ หรือทหารเสือพระราชินี หมุนเวียนกันมาปฏิบัติการ
การเดินทางไปพระตำหนักปางตอง 1.โดยรถส่วนตัว จากตัวเมืองแม่ฮ่องสอนมาทางเดียวกับการเดินทางไปปางอุ๋ง ใช้เส้นทางสายแม่ฮ่องสอน–ปาย (ทางหลวงหมายเลข 1095) ถึงกิโลเมตรที่ 10 (ก่อนถึงเมืองแม่ฮ่องสอน) เลี้ยวซ้ายไปยังบ้านหมอกจำแป่ ตรงขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ก็เจอ หากมาจากอำเภอปาย ใช้เส้นทางจากปาย ผ่านอำเภอปางมะผ้าและอำเภอเมืองฯ ก่อนถึงตัวเมืองแม่ฮ่องสอนประมาณ 17 กิโลเมตร (ผ่านถ้ำปลา) แล้วเลี้ยวขวาเข้าหมู่บ้านหมอกจำแป่
ไปที่เดียวบางทีก็เที่ยวได้ครบเครื่อง มีเรื่องที่เรายังไม่รู้ให้เราได้ศึกษามากมาย โดยเฉพาะโครงการเรือนกล้วยไม้ เข้าไปแล้วไม่อยากออกมาสู่โลกแห่งความจริงอันแสนวุ่นวายอีกเลย
สรณะ รายงาน


 

โมงยามแห่งความสุข “ใจเบา-กายสบาย” โครงการพระราชดำริ“ชั่งหัวมัน”

http://www.thaipost.net/node/44044

28 August 2554

ฝนพรำปรอยๆ พาความฉ่ำเย็นมาให้ เมื่อทริป Lady Journeys ที่คิดขึ้นโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับธนาคารยูโอบี มาถึงโครงการพระราชดำริ “ชั่งหัวมัน” พวกเราได้รับการต้อนรับจากคุณเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย เพื่อฟังบรรยายสรุปความเป็นมา
“คนที่ไปดูได้เห็นว่าเริ่มต้นด้วยไม่มีอะไรเลย แต่ว่าต่อมาภายในวันเดียวทุกคนที่อยู่ในท้องที่นั้นก็เข้าใจว่าต้องช่วยกัน และยิ่งในสมัยนี้ ในระยะนี้ เราต้องร่วมมือกันทำ เพราะถ้าไม่มีการร่วมมือกันก็ไม่ก้าวหน้า ไม่มีความก้าวหน้า ฉะนั้นการที่ท่านได้ทำแล้วมีความก้าวหน้านี้เป็นสิ่งที่ดีมาก หลักการก็อยู่ที่ทุกคนต้องช่วยกันเสียสละ เพื่อให้กิจการในท้องที่ก้าวหน้าไปด้วยดี ก้าวหน้าได้อย่างไรก็ด้วยการช่วยเหลือกัน”
“แต่ก่อนนั้นเคยเห็นว่า กิจการที่ทำ มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งทำ แล้วก็ทำให้ก้าวหน้า แต่อันนี้มันไม่ใช่กลุ่มหนึ่ง มันทั้งหมดรวมกันทำ และมีความก้าวหน้าแน่นอน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ และเป็นสิ่งที่ทำให้มีความหวัง มีความหวังว่าประเทศชาติจะก้าวหน้า ประเทศไทยจะมีความสำเร็จ…”
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2552 ครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปยังโครงการ “ชั่งหัวมัน” ตามพระราชดำริ บ้านหนองคอกไก่ ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี
โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ เป้าหมายต้องการให้เป็นศูนย์รวมพืชเศรษฐกิจของ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี โดยเลือกพันธุ์พืชท้องถิ่นที่ดีที่สุดเข้ามาปลูก โดยให้ภาครัฐกับชาวบ้านร่วมดูแลด้วยกันเพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด เช่น กรมที่ดินได้ให้หมอดินที่มีความชำนาญมาสำรวจพื้นที่เพื่อปรับปรุงดิน ขณะที่ชาวบ้านซึ่งมีความรู้ในการปลูกหน่อไม้ฝรั่งก็เข้ามาร่วมคิดกับทางเกษตรจังหวัด
สำหรับเพาะปลูกพืชเริ่มต้น โดยมีชาวบ้านได้นำมันเทศที่ปลูกมาทูลเกล้าฯ ถวายพระองค์ เมื่อครั้งเสด็จฯ มาที่นี่ แต่เมื่อเสด็จฯ กลับมิได้ทรงนำมันหัวนั้นไปด้วย แต่เมื่อเสด็จฯ กลับมาอีกครั้งทรงพบว่ามันหัวนั้นงอกเป็นต้น จึงมีพระราชดำรัสว่า “มันอยู่ที่ไหนก็งอกได้”
จึงมีพระราชดำริให้จัดเป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชต่างๆ โดยเน้นที่พืชท้องถิ่นของเพชรบุรี และมีพระราชดำริให้ปลูกแปลงทดลองมันเทศ ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการพระราชดำริล่าสุดในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เมื่อกราบบังคมทูลขอพระราชทานชื่อโครงการ พระองค์จึงตรัสว่า ชื่อ “ชั่งหัวมัน” ก็แล้วกัน” ชื่อโครงการชั่งหัวมันถือได้ว่าเป็นชื่อโครงการที่แปลก ชวนให้คิดตีความว่าชื่อนี้มีความหมายอะไร
ถ้าตีความหมายตามสำนวนไทย ชั่งหัวมัน (ช่างหัวมัน) ก็หมายถึง “ไม่ต้องไปสนใจ อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิด ใครจะทำอะไรก็ทำไป เราไม่ต้องไปใส่ใจ”
อย่างไรก็ตาม พื้นที่นี้ยังมีการใช้วิกฤติเป็นโอกาส ด้วยการติดตั้งกังหันลมเพื่อขายให้กับการไฟฟ้าฯ เพราะบริเวณนี้เป็นช่องเขา มีลมพัดผ่าน แม้จะมีความแห้งแล้ง โดยสิ่งที่ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงได้รับคือไฟฟ้าจะไม่ตก เพราะพลังงานสะอาดที่ได้จากกังหันลมส่วนใหญ่มักตั้งอยู่ใกล้กับทะเลที่เป็นต้นทาง ทำให้เวลาจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังชาวบ้านที่ห่างไกลกำลังไฟจะต่ำลง
ยังมีการกล่าวว่า สถานที่แห่งนี้คือ “ไร่ของพ่อ” เป็นการดำเนินการส่วนพระองค์ ที่ทั้งชาวบ้านและหน่วยงานราชการต่างร่วมมือร่วมใจถวายงานแก่พระองค์ ด้วยการนำความรู้เฉพาะด้านที่ตนมีมาร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดเพื่อการพัฒนา เพราะบางอย่างที่ชาวบ้านรู้ แต่นักวิชาการไม่รู้ ไร่แห่งนี้จึงเหมือนแปลงทดลองร่วมกันเพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุด
การปลูกพืชหรือเก็บผลผลิต ต้องมีการวางแผนร่วมกับ “โกลเด้นเพลซ” ซึ่งเป็นผู้รับผักไปขายก่อนทุกครั้งเพื่อวางแผนการปลูกที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภค เพื่อให้ผลผลิตที่ออกมาไม่ตกค้างอยู่ในตลาด
โดยพืชเศรษฐกิจที่ปลูกคือ ชมพู่เพชร ข้าวเจ้าพันธุ์ข้าวขาว ข้าวเจ้าพันธุ์ลีซอ ข้าวหอม ข้าวเหนียวพันธุ์ซิวแม่จันยางนา ยางพารา หน่อไม้ฝรั่ง มันต่อเผือก อ้อยโรงงาน และพืชผักสวนครัวต่าง ๆ
ตอนนี้มีการเก็บผลผลิตออกสู่ตลาด โดยมีชาวบ้านละแวกใกล้เคียงที่มีส่วนช่วยเหลือและเข้ามาเรียนรู้ เพื่อนำความรู้ไปใช้กับพื้นที่ตัวเอง จากเดิมชาวบ้านหลายครอบครัวใช้สารเคมี แต่พอเข้ามาดูในไร่พระเจ้าอยู่หัวแล้วจึงเห็นการทำเกษตรอินทรีย์และการให้น้ำหยด ทำให้เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
โครงการชั่งหัวมัน เป็นการบริหารทรัพยากรแบบบูรณาการโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่ามากที่สุด ขณะเดียวกันก็พยายามเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส และจะเป็นอีกแหล่งเรียนรู้ให้กับประชาชนโดยทั่วไปได้เข้าชมและศึกษาต่อไป
หลังฝนผ่านไป เราเห็นโค้งรุ้งถึงสองโค้งพาดผ่านขอบฟ้า การมาเยี่ยมเยือนโครงการพระราชดำรินี้ ต้องถือว่าเป็นการท่องเที่ยวตามความคิดใหม่ คือ 7 Greens ที่เน้นการเที่ยวไทยหัวใจใหม่ แบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมผสานผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวพร้อมกับการรักษาอัตลักษณ์ชุมชนได้อย่างสมดุล โดยองค์กร กลุ่ม และบุคคลในชุมชนทั้งในเมืองและชนบททุกแห่งซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ด้วยวิธีรับรู้ เข้าใจ และร่วมกันแสดงออกถึงพลังอันยิ่งใหญ่ ต่อการบริหารจัดการ ดูแลรักษาทรัพยากรท่องเที่ยวโดยเลือกใช้วิธีที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง
อิ่มใจ เบาใจ สบายกายอย่างบอกไม่ถูก เมื่อคิดถึงภารกิจงานที่รออยู่ข้างหน้า
คำไหนจะศักดิ์สิทธิ์และทำให้เราปล่อยวางได้เท่ากับ “ชั่งหัวมัน”
/-/-/-/-/-/


 

ตามรอยห้องทรงงาน นาข้าวทดลองของพ่อหลวง ต้นกำเนิดอาชีพเลี้ยงปากท้องคนทั้งประเทศ ธันวาคม 9, 2010

27 กันยายน 2553, 05:45 น.

ผ่านทางตามรอยห้องทรงงาน นาข้าวทดลองของพ่อหลวง ต้นกำเนิดอาชีพเลี้ยงปากท้องคนทั้งประเทศ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_114237

 

เพื่อตามรอยโครงการพระ ราชดำริ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงงานหนักเพื่อประชาชนชาวไทย รายการมายเวย์ เส้นทางอัจฉริยะ ได้ติดตาม “โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา” เยี่ยมชมห้องทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใน โครงการนาข้าวทดลองสวนจิตรลดา ที่เป็นตัวอย่างอันดีในการทำการเกษตร ซึ่ง น.ส.นาฏยา บาลี รองผู้อำนวยการด้านบริหารจัดการ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา กล่าวว่า โครงการนาข้าวทดลอง สวนจิตรลดา เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงคิดค้นให้เป็นแปลงนาทดลองขึ้นเมื่อปี 2504 โดยพระองค์ได้ เสด็จฯไปทรงไถหว่านและทรงเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง

ผู้บริหารโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา กล่าวต่อว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ได้โดยเสด็จประทับร่วมกับพระ ราชบิดาบนรถไถนา “ควายเหล็ก” ด้วย ปัจจุบันนาข้าวทดลองสวนจิตรลดาได้ทำการปลูกข้าวนาสวน ซึ่งเป็นการปลูกข้าวแบบตกกล้า ปักดำเป็นแนวในสภาพดินที่มีน้ำขัง บนพื้นที่ประมาณ 3.6 ไร่ โดยปลูกข้าวพันธุ์หลัก นอกจากนี้ ยังทำการปลูกข้าวไร่ ซึ่งเป็นการปลูกแบบใช้เมล็ดหยอดหลุมให้เป็นแถว

 

บนที่ดอนไม่มีน้ำขัง บนพื้นที่ประมาณ 1.2 ไร่ พันธุ์ข้าวที่นิยมปลูกในหน้าฝนจะเป็นข้าวเหนียวหลายพันธุ์ อาทิ พันธุ์ลืมผัว, พันธุ์ซิวแม่จัน และข้าวเจ้า พันธุ์ปทุมธานี, พันธุ์สุพรรณบุรี ส่วนในช่วงฤดูแล้งจะเป็นการปลูกพืชหมุนเวียนใช้พืชตระกูลถั่วนานาชนิดมาปลูกเพื่อปรับปรุงบำรุงดินหลังจากการเก็บเกี่ยวแล้ว  และเมล็ดพันธุ์ที่ได้ จากการเก็บเกี่ยวจากนาทดลองสวนจิตรลดานี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานให้นำไปประกอบในพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นประจำทุกปี และพระราชทานเมล็ดพันธุ์ข้าวมงคลแจกจ่ายเพื่อเป็นมิ่งขวัญแก่เกษตรกรทั่วทุกภาค

ในโอกาสนี้   อี๊ด   อดีตนักร้องวงฟลาย   พิธีกรรายการ กล่าวว่า ในส่วนตัวรู้สึกปลาบปลื้มแบบหาที่สุดมิได้ที่ได้เข้ามาดูโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ได้มาเห็นการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับว่าคนไทยโชคดีมากที่มีพ่อหลวงที่ทรงมีพระอัจฉริยภาพเปี่ยมล้น และทรงเล็งเห็นความสำคัญของอาชีพชาวนา กระดูกสันหลังของชาติให้ได้ลืมตาอ้าปาก และมีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้มาจนถึงปัจจุบัน.

 

 

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวสตรี
  • 27 กันยายน 2553, 05:45 น.

 

 

สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง ตามพระราชดำริดอยม่อนล้าน จังหวัดเชียงใหม่ กันยายน 17, 2010

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 487

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เก็บมาเล่า

อภิวัฒน์ คำสิงห์

สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง ตามพระราชดำริดอยม่อนล้าน จังหวัดเชียงใหม่

ใน พื้นที่ทุรกันดารตามขุนเขาภาคเหนือ การคมนาคมติดต่อระหว่างหมู่บ้านเป็นไปด้วยความยากลำบาก ราษฎรประสบปัญหาในเรื่องการผลิตทั้งในส่วนของการผลิตเพื่อการเลี้ยงชีพและ การผลิตเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัวที่ไม่สามารถหล่อเลี้ยงให้ดำรง ชีพอยู่ได้ ทำให้ต้องมีการบุกรุกพื้นที่ป่าแห่งใหม่ เพื่อทำเป็นไร่เลื่อนลอยสลับกันไปมาตามแต่ความสมบูรณ์ของดินจะมีอยู่

จาก การบุกรุกทำลายป่าไม้พื้นที่สูง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารสำคัญของภาคเหนือ ยังผลให้เกิดความแห้งแล้ง สภาพแวดล้อมถูกทำลาย ราษฎรที่ประสบปัญหาอยู่แล้วก็ยิ่งได้รับปัญหาพอกพูนมากขึ้น

เพื่อ เป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้มีพระราชดำริ เพื่อให้ราษฎรสามารถดำรงชีพอยู่ในพื้นที่ทำกินเดิมได้อย่างมีความสุข มีอาหารเพียงพอต่อการบริโภคทั้งปี มีความมั่นคงในชีวิตและมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอันมีค่า พึ่งพา และรักษาได้อย่างยั่งยืน

การดำเนินงานโครงการสถานีพัฒนาการ เกษตรที่สูงตามพระราชดำริ เป็นแนวทางหนึ่งในอันที่จะช่วยแก้ไขปัญหาของราษฎรข้างต้น ซึ่งจะมีข้อแตกต่างกับโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ คือเน้นการปลูกพืชมากกว่างานด้านการปศุสัตว์ เนื่องจากในบางพื้นที่ที่จัดตั้งสถานีหรือพื้นที่ที่ราษฎรได้อาศัยทำกินอยู่ นั้นไม่เหมาะสม ปริมาณน้ำใช้ไม่เพียงพอ รวมถึงราษฎรบางส่วนอาจจะมีความชำนาญด้านการปลูกพืชมากกว่า ดังนั้น จึงได้พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงขึ้น โดยมีแนวทางเดียวกันกับฟาร์มตัวอย่าง กล่าวคือ ให้ราษฎรเข้ามามีส่วนในกิจกรรมต่างๆ ของสถานี เพื่อซึมซับความรู้และเกิดทักษะ ทั้งยังได้รับความรู้ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ สำหรับนำไปใช้ในพื้นที่ของตนเองได้อย่างเหมาะสม โดยมีสถานีดำเนินการปัจจุบัน รวม 18 สถานี

ความเป็นมาสถานีพัฒนาการเกษตร

ที่สูงตามพระราชดำริดอยม่อนล้าน

เมื่อ วันที่ 28 มกราคม 2547 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรพื้นที่บริเวณดอยม่อนล้าน ณ จุดความสูง 1,360 เมตร ใกล้บ้านอาแย หมู่ที่ 3 ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

เนื่อง จากพื้นที่ดังกล่าวได้ถูกบุกรุกแผ้วถาง ทำไร่หมุนเวียน เป็นแนวกว้าง ประมาณ 11,000 ไร่ ถ้าไม่มีการบริหารจัดการในการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเหมาะสม พื้นที่ป่าก็จะถูกบุกรุกเกิดความเสียหายเพิ่มมากขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเขตอุทยานแห่งชาติศรีลานนา ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของลุ่มน้ำแม่งัด เป็นสาขาของลุ่มน้ำปิงตอนบนและจะเป็นผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนแม่งัดลดลง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวเชียงใหม่

ลักษณะภูมิประเทศ

สภาพ โดยทั่วไปเป็นภูเขาสูงชัน มีดอยม่อนล้านเป็นยอดเขาสูงที่สุด มีความสูง 1,696 เมตร จากระดับน้ำทะเล และเป็นต้นกำเนิดของน้ำแม่สะลวม น้ำห้วยโก๋น ไหลลงสู่น้ำแม่งัดที่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ดอยม่อนล้านเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่มีชื่อเสียงของอำเภอพร้าว โดยเฉพาะช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกจะมีความสวยงามมาก สำหรับเวลาอื่นเราสามารถมองเห็นดอยหลวงเชียงดาว เขื่อนแม่งัด และตัวอำเภอพร้าว

แหล่งน้ำ

ราษฎรอาศัยน้ำ อุปโภค บริโภค จากน้ำแม่สะลวม น้ำห้วยโก๋น ในหมู่บ้านซึ่งมีน้ำใช้ตลอดปี โดยมีการทำฝายขนาดเล็กและสร้างบ่อเก็บน้ำไว้ใช้ในหมู่บ้าน สำหรับน้ำทางด้านการเกษตรเป็นลักษณะเกษตรน้ำฝน

เศรษฐกิจและสังคม

ชุมชน 3 หมู่บ้าน เป็นราษฎรบนพื้นที่สูงเผ่าอาข่า นับถือศาสนาคริสต์ ศาสนาพุทธ และนับถือผี ฐานะยากจน มีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือน ประมาณ 5,000 บาท ต่อปี ส่วนใหญ่มีอาชีพหลักทำไร่และเลี้ยงสัตว์ ปลูกข้าวไร่ ข้าวโพด งา ขิง กะหล่ำปลี การเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่จะเลี้ยงวัวและเลี้ยงหมู ไก่ เพื่อบริโภค หลังจากฤดูฝนแล้ว บางส่วนทำงานเป็นลูกจ้างรายวันของหน่วยจัดการต้นน้ำแม่สะลวม แต่ส่วนใหญ่ไปรับจ้างใช้แรงงานที่ตัวอำเภอพร้าวและในตัวจังหวัดเชียงใหม่ ทำให้คนในหมู่บ้านส่วนมากมีแต่เด็กและคนชรา

การดำเนินงาน

ได้ ดำเนินการพัฒนาพื้นที่ป่า จำนวน 5,561 ไร่ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการก่อสร้างฝายต้นน้ำลำธารแบบผสมผสาน ปลูกป่าไม้ใช้สอย ป่าไม้ฟืน ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ในพื้นที่ 2,200 ไร่ เพื่อให้สภาพป่ามีความสมบูรณ์ และจากการที่สภาพป่าคืนความสมบูรณ์อีกครั้ง จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวขึ้นมาเยี่ยมชมสถานีเป็นจำนวนมาก (ใน ปี 2551 มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชม จำนวน 6,000 คน) ซึ่งทำให้ราษฎรในพื้นที่และสถานีมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น โดยใน ปี 2551 สถานีมีรายได้จากการท่องเที่ยว จำนวน 175,000 บาท และนอกจากนี้ยังจัดตั้งโครงการกังหันลมผลิตไฟฟ้าเพื่อนำมาใช้ภายในสถานีอีก ด้วย

ประโยชน์ที่ราษฎรได้รับ

จากการเข้ามา ร่วมดำเนินการกับทางสถานีของราษฎร ทำให้ราษฎรมีรายได้ควบคู่กับการได้รับความรู้เพื่อนำกลับไปใช้ในพื้นที่ของ ตนเอง ซึ่งในปัจจุบันได้มีราษฎรเริ่มนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเองแล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่จากสถานีคอยติดตามและให้การดูแลแนะนำ นอกจากนี้ ปัญหาด้านยาเสพติดในพื้นที่ลดลง จนทำให้ไม่ปรากฏการทำผิดกฎหมาย และราษฎรได้ร่วมสนับสนุนในกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่เป็นอย่างดี

ผลการดำเนินงานในภาพรวม

สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ

จาก การดำเนินงานที่ผ่านมาของสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูง ตามพระราชดำริในพื้นที่ต่างๆ ของภาคเหนือเป็นระยะกว่า 7 ปี ยังผลให้ราษฎรในพื้นที่ทุรกันดาร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพี่น้องชาวไทยภูเขา จำนวน 6 เผ่า ได้แก่ เผ่าลีซอ เผ่าม้ง เผ่ามูเซอ เผ่าอาข่า เผ่าลัวะ และเผ่ากะเหรี่ยง ได้มีความรู้ความเข้าใจที่ดีในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรที่เหมาะสมใน พื้นที่ของตน และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้มีข้าวเพียงพอต่อการบริโภค และราษฎรยังมีรายได้ที่มั่นคงและต่อเนื่องตลอดปี ซึ่งเป็นรายได้จากการเข้ามาร่วมกิจกรรมกับสถานีและการผลิตในพื้นที่ของตนเอง ทำให้คุณภาพชีวิตของราษฎรดีขึ้น

โดยจะเห็นได้จากการที่ราษฎรได้ส่ง บุตรหลานเข้าเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตในพื้นที่สูง ในด้านของทรัพยากรธรรมชาติที่เคยถูกทำลายในอดีตได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างต่อ เนื่อง จนเห็นผลชัดเจนเป็นรูปธรรม จากการที่ผืนป่าจำนวนกว่า 200,000 ไร่ ได้รับการดูแลและฟื้นฟูทำให้ปริมาณและคุณภาพน้ำในลำห้วย ซึ่งเป็นสายเลือดหลักหล่อเลี้ยงชีวิตของราษฎรได้รับการฟื้นฟู จนคืนสภาพที่เหมาะสมต่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร สัตว์ป่าที่ไม่เคยพบหรือพบได้น้อยในพื้นที่ก็ได้กลับมาหากินในพื้นที่ เช่น ไก่ป่า นก ฯลฯ

นอกจากนี้ ชีวิตของราษฎรได้รับการพัฒนาจนดีขึ้นมาเป็นลำดับ เช่น การรู้หนังสือภาษาไทย การมีรายได้เสริมนอกภาคเกษตร เช่น งานหัตถกรรมเครื่องเงิน งานผ้าทอมือ ฯลฯ และปัญหายาเสพติด ซึ่งเคยเป็นปัญหาที่สำคัญในพื้นที่ก็ได้รับการดูแลแก้ไขจนปัญหาความรุนแรง ได้บรรเทาลง อีกทั้งราษฎรยังมีส่วนร่วมกับเจ้าหน้าที่ในการเป็นแหล่งข่าวและร่วมกันสกัด กั้นยาเสพติดไม่ให้เข้ามาในชุมชนของตน

จึงอาจกล่าวได้ว่า สถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริที่กระจายอยู่ในทุกพื้นที่ของภาค เหนือเป็นแนวทางการพัฒนาและแก้ไขปัญหาแบบเบ็ดเสร็จ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม คือ การเกษตร และการประกอบอาชีพของราษฎร ตลอดจนแก้ไขปัญหาความมั่นคงของชาติ ทั้งเรื่องยาเสพติด และชนกลุ่มน้อยบนพื้นสูง

หากท่านใดสนใจ ต้องการศึกษาดูงาน หรือสอบถามข้อมูลการท่องเที่ยวของสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริดอย ม่อนล้าน สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) 78 ทำเนียบรัฐบาล ถนนราชดำเนินนอก เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300 โทรศัพท์ (02) 280-6193-99

อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง

อุทยาน แห่งชาติห้วยน้ำดัง มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอแม่แตง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีสภาพป่าและธรรมชาติที่สมบูรณ์ ภูเขาสูงชันสลับซับซ้อน เป็นป่าต้นน้ำลำธาร มีจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามและจุดชมวิวที่สามารถชมบรรยากาศอันร่มรื่น โดยเฉพาะบริเวณห้วยน้ำดัง ที่มีชื่อว่าทะเลหมอกที่งดงามยิ่ง มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทย อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังมียอดดอยที่มีธรรมชาติงดงามอีกหลายแห่ง เช่น ดอยช้าง ดอยสามหมื่น รวมทั้งมีโป่งเดือด ซึ่งเป็นน้ำพุร้อนธรรมชาติ ส่วนการล่องแพในลำน้ำแม่แตงก็เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 782,575 ไร่ หรือ 1,252.12 ตารางกิโลเมตร

อุทยาน แห่งชาติห้วยน้ำดัง ได้ประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติ โดยได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าเชียงดาว และป่าแม่แตงในท้องที่ตำบลเปียงหลวง ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง ตำบลกื้ดช้าง ตำบลป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และป่าแม่ปายฝั่งซ้ายตอนบนในท้องที่ตำบลเวียงเหนือ ตำบลแม่ฮี้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 112 ตอนที่ 33 ก ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2538 มีเนื้อที่ประมาณ 782,575 ไร่ หรือ 1,252.12 ตารางกิโลเมตร นับเป็นอุทยานแห่งชาติ ลำดับที่ 80 ของประเทศ

สภาพ ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาและหุบเขาสลับกัน เป็นแนวยาวขนานกันในแนวเหนือ-ใต้ ของเทือกเขาแดนลาว เทือกเขาถนนธงชัย และเทือกเขาผีปันน้ำ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีที่มีการแทรกดันของหินหนืด และแรงบีบอัดในแนวตะวันออก-ตะวันตก ทำให้พื้นผิวโก่งงอกลายเป็นภูเขาและเทือกเขา และมีหุบเขาที่เกิดจากรอยเลื่อนที่ทรุดต่ำลง รวมทั้งได้มีการสึกกร่อนที่เกิดจากกระบวนการทางฟิสิกส์และทางเคมี ตลอดจนการทับถมของตะกอนน้ำ ทำให้เกิดเป็นที่ราบแคบๆ ระหว่างภูเขาทั้งสองฝั่งของลำน้ำ มีความสูงตั้งแต่ 400-1,962 เมตร จากระดับน้ำทะเล มีภูเขาที่สูงที่สุดคือ ดอยช้าง เป็นป่าต้นน้ำลำธารของลำน้ำสายสำคัญ คือแม่น้ำแตงและแม่น้ำปาย จัดอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำ ตั้งแต่ ชั้น A ถึง ชั้น 1A มีลำห้วยน้อยใหญ่มากมาย ได้แก่ ห้วยเหี้ยะ ห้วยแม่ยะ ห้วยฮ่อม ห้วยน้ำดัง ห้วยแม่สลาหลวง ห้วยโป่ง น้ำงุม ห้วยแม่แพลม ห้วยงู ห้วยแม่เย็นหลวง ห้วยน้อย ห้วยหก ห้วยแม่ฮี้ ห้วยขาน ห้วยแม่ปิง ห้วยแม่จอกหลวง เป็นต้น

แหล่งท่องเที่ยว

การ เดินป่าระยะไกล เป็นกิจกรรมเดินป่าที่จะได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ด้วยเส้นทางเดินเท้าที่ตัดผ่านป่าที่มีทัศนียภาพที่สวยงามตามธรรมชาติ มีโอกาสที่จะได้เรียนรู้วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมของชาวเขาในเส้นทางที่ผ่านทางอุทยานแห่งชาติจัดให้มีกิจกรรมการ เดินป่า 8 เส้นทาง ใช้เวลาในการพักแรม 1 คืน ได้แก่ เส้นทางโป่งเดือด-บ้านสบก๋าย มี 3 เส้นทาง เส้นทางบ้านแม่แสะ-บ้านสบก๋าย มี 2 เส้นทาง เส้นทางถนนทางเข้าอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง กิโลเมตรที่ 5-บ้านสบก๋าย เส้นทางปากทางแม่จอก-บ้านสบก๋าย และเส้นทางดอยช้าง-บ้านสบก๋าย รวมทั้งในบางช่วงของการเดินทางเป็น การขี่ช้างศึกษาธรรมชาติและการล่องแพ ที่ได้สัมผัสเกาะแก่งที่สวยงาม ตื่นเต้น และเร้าใจ

การเดินศึกษา ธรรมชาติ เป็นการเดินศึกษาธรรมชาติตามเส้นทางที่อุทยานแห่งชาติจัดทำไว้ ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง เป็นการเข้าไปสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด พร้อมกับได้รับความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติโดยผ่านโปรแกรมสื่อความหมายธรรมชาติ ในรูปแบบต่างๆ

การขี่จักรยานศึกษาธรรมชาติ เป็นการขี่จักรยานไปตามเส้นทางที่ทอดลัดเลาะไปในพื้นที่ป่าที่สมบูรณ์ไปด้วย พรรณไม้นานาชนิดทั้งสองฟากทาง ผ่านจุดที่น่าสนใจและโดดเด่นทางธรรมชาติ จุดที่ตื่นเต้นและท้าทาย ภายใต้บรรยากาศที่หนาวเย็น

 

‘ทุนนวมินทร์’ ในศูนย์ศึกษาการพัฒนา สิงหาคม 24, 2010

วันเสาร์ ที่ 17 กรกฎาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > ริมไร่ปลายนา > ‘ทุนนวมินทร์’ ในศูนย์ศึกษาการพัฒนา.

นายเฉลิมเกียรติ  แสนวิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เปิดเผยถึง โครงการความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ว่า เป็นผลสืบเนื่องมาจากผู้บริหารของทั้ง 2 สำนักงาน ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นหน่วยงานที่มีองค์ความรู้ด้านการวิจัยที่สามารถนำมาขยายผลต่อยอดได้ และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอัน เนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ที่มีศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 6 ศูนย์ ซึ่งมีองค์ความรู้ที่หลากหลายแตกต่างกันไปตามพื้นที่ โดยองค์ความรู้ของทั้ง 2 หน่วยงาน จะสามารถนำมาเชื่อมโยงให้เกิดประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมได้กว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะกับประชาชนและกลุ่มเกษตรกร

ในการนี้ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการฯ ครั้งที่ 1 ระยะเวลา2 ปี ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2551-3 กรกฎาคม 2553  ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ทาง วช. ได้คัดเลือกผลงานวิจัย รวม 3 เรื่อง ได้แก่ การทำข้าวกล้องงอก การแปรรูปและการทำสิ่งประดิษฐ์จากเศษวัสดุเหลือใช้จากข้าว การเลี้ยงผึ้งชันโรงบ้าน (ผึ้งจิ๋ว) เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และการเลี้ยงหอยหวานแบบครบวงจร (หอยหวานไทยเมนูเด็ดสัญจร) มาถ่ายทอดให้แก่เจ้าหน้าที่และเกษตรกรหมู่บ้านรอบศูนย์ศึกษาการพัฒนาทั้ง 6 ศูนย์ นอกจากนี้ทาง วช. ยังได้สนับสนุน “ทุนนวมินทร์” ให้แก่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวม 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา  จำนวน 2 ทุน และศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 2 ทุน และสนับสนุนทุนวิจัยในงบประมาณปกติให้กับศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อัน เนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่  จำนวน  1  ทุน

ทั้งนี้เพื่อนำองค์ความรู้จากผลการวิจัย และผลการพัฒนาจากผลงานวิจัยในโครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริมาขยายผลอย่างเป็นรูปธรรมที่สามารถนำไปสู่การต่อยอดการ ปฏิบัติ และการถ่ายทอดสู่กลุ่มเป้าหมาย และเพื่อร่วมวิจัยในประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาอาชีพของประชา ชนและปัญหาทางการเกษตรในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

“ที่สำคัญได้ สร้างเครือข่ายและเสริม  สร้างความสัมพันธ์ในการขยายผลการพัฒนาตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว ระหว่าง 2 หน่วยงาน คือ สำนักงาน กปร. และ วช. ในการร่วมนำองค์ความรู้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวแก่ประชาชน ได้ยึดถือปฏิบัติตามรอยเบื้องพระยุคลบาท” นายเฉลิมเกียรติ กล่าว

การถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ผ่านการศึกษาวิจัย ในพื้นที่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนา  อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มาขยายผลสู่ราษฎรเพื่อนำไปปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำวัน และการประกอบอาชีพ นับได้ว่ามีคุณค่าอย่างมากมายมหาศาล อัน จะยังมาซึ่งการเข้าถึงโอกาสใน การพัฒนาวิธีการในการประ กอบอาชีพของราษฎรให้มีความ ก้าวหน้าและเหมาะสมกับความ ต้องการ เพื่อการบริโภคและ มีชีวิตอย่างมีคุณภาพของราษฎรต่อไป.

 

นายกฯ น้อมรับ สนองพระราชเสาวนีย์ เร่งปราบปรามการรุกป่าแก้ปัญหา การถือครองที่ดิน สิงหาคม 16, 2010

วันที่ 12/8/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

ที่ทำเนียบรัฐบาล ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึง พระราชเสาวณีย์ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงเป็นห่วงเรื่องน้ำและป่า ว่า นอกจากโครงการ ที่เป็นการสนองแนวพระราชดำริ และพระราชเสาวนีย์ ตั้งแต่ปีที่แล้วเช่น เรื่องปลูกป่าประการังเทียม

“สิ่งที่ผมคิดว่า จะต้องเข้มงวดกวดขันกันมากขึ้นก็คือ  ปัญหาเรื่องการรุกป่า การตัดต้นไม้รวมถึงปัญหาการเข้ามาถือครองที่ดิน และใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ อันนี้เป็นเรื่อง  ที่รัฐบาลจะเร่งให้หน่วยงานต่างๆดำเนินการต่อไป ส่วนปัญหาเรื่องน้ำก็มี ทั้งปัญหาเฉพาะหน้ากับระยะยาว โครงการไทยเข้มแข็งและโครงการที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ไปทดลอง ในพื้นที่ภาคอีสานบางพื้นที่น่าจะเป็นการช่วยในระยะกลางและระยะยาว  ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มีการติดตามตัวเลขค่อนข้างละเอียดในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำในขณะ นี้ อย่างเช่นในเขื่อนสิริกิติ์ ตอนนี้ดีขึ้นมาก แต่เขื่อนภูมิพลน้ำเพิ่มขึ้นช้ามาก” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

พด.ร่วม”ศูนย์พัฒนาเขาหินซ้อน” จัดงานเฉลิมพระเกียรติพระราชินี

วันที่ 9/8/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ร่วมกับ กรมพัฒนาที่ดิน จัดงานเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเนื่องในวโรกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 78 พรรษา 12 สิงหาคม 2553″ ในระหว่างวันที่ 8-12 สิงหาคม ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยจัดกิจกรรมที่เน้นให้เห็นถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ และเผยแพร่พระเกียรติคุณ และเพื่อรณรงค์ให้คนไทยอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดินและน้ำอย่าง ยั่งยืน

ทั้งนี้นอกจากเป็นการจัดงานเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แล้ว ยังเพื่อป็นการเผยแพร่พระราชกรณียกิจของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และรณรงค์ให้คนไทยอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดินและน้ำอย่างยั่งยืน รวมทั้งประชาสัมพันธ์ผลงานของกรมพัฒนาที่ดินที่ปฏิบัติตามแนวพระราชดำริ ในการป้องกัน แก้ไข และฟื้นฟูพรัพยากรดิน อีกทั้งเพื่อรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยจะเปิดให้ประชาชนขอรับกล้าหญ้าแฝกได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินทุกแห่งทั่ว ประเทศ ตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม เป็นต้นไป

อธิบดีกรมพัฒนาที่ดินกล่าวด้วยว่า สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การจัดพื้นที่ลงนามถวายพระพรและของที่ระลึกสำหรับผู้ลงนามถวายพระพร Mini theater จัดฉายวิดีทัศน์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนาง เจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ นิทรรศการแสดงผลงานของกรมพัฒนาที่ดิน อาทิ โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดินโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ การรณรงค์ปลูกหญ้าแฝก การอนุรักษ์ดินและน้ำฯ