ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

มุ่งสู่แผนฯ 11 กันยายน 17, 2011

ฉบับที่ 11 ประจำเดือน ธันวาคม  พ.ศ. 2553

http://it.doa.go.th/pibai/pibai/n13/v_11-dec/ceaksong.html

ผลิใบ ฉีกซอง
อังคณา  สุวรรณกูฏ

มุ่งสู่แผนฯ 11

          ท่านผู้อ่านที่มีอายุพองาม คงจะยังจำบทเพลงผู้ใหญ่ลีกันได้เป็นอย่างดี เพลงที่ขึ้นต้นว่า “ …พ.ศ. 2504 ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม ชาวบ้านก็มา
ชุนนุม  มาประชุมที่บ้านผ้ใหญ่ลี ต่อไปนี้ผู้ใหญ่ลีจะขอกล่าว   ถึงเรื่องราวที่ได้ประชุมมา ทางการเขาสั่งมาว่า    ให้ชาวนาเลี้ยงเป็ดและสุกร ฝ่ายตาสี
หัวคลอน ถามว่าสุกรนั่นคืออะไร ผู้ใหญ่ลีลุกขึ้นตอบทันใด สุกรนั้นไซร้ คือหมาน้อยธรรมดา…

บทเพลงดังกล่าวได้สะท้อนภาพความเป็นอยู่ และระบบการบริหารจัดการของสังคมไทยในยุคนั้นได้อย่างชัดเจน สังคมไทยในปี พ.ศ. 2504
เป็นจุดเริ่มต้นของการวางรูปแบบนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ         ด้วยการประกาศใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 1 เริ่มจากปี พ.ศ. 2504 ถึงปี พ.ศ. 2509ผ่านไปจนกระทั่งปัจจุบัน  ผลของการพัฒนาประเทศเป็นเช่นไร คงไม่จำเป็นต้องมาอธิบายกันอีกครั้ง
แต่ที่แน่ๆ  ก็คือ ประเทศไทยได้ใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาแล้วจำนวน 10 ฉบับ         โดยปัจจุบันอยู่ในช่วงท้ายของแผนพัฒนาฯ
ฉบับที่ 10 ซึ่งจะสิ้นสุดในปี 2554 ที่จะถึงนี้และในปี 2555 (มองข้ามไปอีก 1 ปี) จะเป็นปีแห่งการเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 11 ซับซ้อนและหวังผลเช่นไร “ฉีกซอง”   ฉบับเดือนธันวาคม 2553    ขอนำท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักพร้อมกัน เตรียมตัวกันข้ามปี เผื่อจะได้
ปรับตัวทันก่อนใคร

ก่อน แผนฯ 11

จะว่าไปแล้วการพัฒนาประเทศไทย  ขึ้นกับเหตุปัจจัยหลายประการด้วยกัน   ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์บ้านเมืองในแต่ละยุคสมัย  สถานการณ์
เศรษฐกิจของโลก   การเปลี่ยนแปลงของกฎกติกาโลก  และความเป็นอยู่ของผู้คนในแต่ละช่วงของแผนพัฒนาฯ ในปี 2504    แผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1   วางแผนการพัฒนาโดยมุ่งพัฒนาทางวัตถุเป็นหลัก   โดยเฉพาะการลงทุนใน สิ่งก่อสร้างขั้นพื้นฐานในรูปแบบของระบบ
คมนาคมและขนส่ง ระบบการชลประทานและพลังงานไฟฟ้า สาธารณูปการ เป็นต้น   เพื่อเป็นฐานในการลงทุนให้กับเอกชน ยังไม่มีมิติทางด้านสังคม
คนยังไม่ใช่ศูนย์กลางของการพัฒนา   การวางแผนทุกอย่างมุ่งจากส่วนกลางลงสู่ส่วนภูมิภาค  ในลักษณะของการสั่งการจากบนลงล่าง เหมือนอย่าง
เพลงผู้ใหญ่ลีที่บอกว่าทางการเขาสั่งมา  แนวทางการพัฒนาในยุคนั้นจึงเป็นเรื่องของทางการ ไม่ใช่เรื่องของชุมชน หรือประชาชนทั่วไป

          เมื่อเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2510-2514)    เริ่มนำมิติทางสังคมเข้ามาบรรจุในแผน  แต่ยังยึดแนวทาง
ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 ขยายขอบเขตของการพัฒนาไปยังพื้นที่ห่างไกลและมีโครงการพัฒนาต่างๆ เกิดขึ้นซึ่งมิใช่ภารกิจเฉพาะของหน่วยงานรัฐ
เช่น โครงการช่วยเหลือชาวนา โครงการเร่งรัดพัฒนาชนบท เป็นต้น   ต่อมาในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2515-2519)
เริ่มบรรจุนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเงินมากขึ้น รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ  โดยรักษาอัตราการขยายตัวของปริมาณเงินตรา  รักษาระดับราคา
สินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ   รักษาเสถียรภาพทางการเงินระหว่างประเทศ    ส่งเสริมการส่งออก    ปรับปรุงโครงสร้างการนำเข้า    โครงสร้างทาง
เศรษฐกิจและยกระดับการผลิต เร่งรัดการส่งออกและทดแทนสินค้านำเข้า  ปรับงบลงทุนในโครงการก่อสร้างมาสนับสนุนการลงทุนเพื่อใช้ประโยชน์
จากโครงการขั้นพื้นฐานที่มีอยู่  รวมทั้งการกระจายรายได้และบริการทางสังคม  โดยลดอัตราการเพิ่มประชากร กระจายบริการเศรษฐกิจและสังคมสู่
ชนบท ปรับปรุงสถาบันและองค์กรทางด้านเกษตรและสินเชื่อ รักษาระดับราคาสินค้าเกษตร

เมื่อเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4  (พ.ศ.2520-2524)   ได้เน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศโดยมุ่งขยายการผลิต
สาขาเกษตร ปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออก  กระจายรายได้และการมีงานทำในภูมิภาค  มาตรการกระตุ้นอุตสาหกรรมที่ซบเซา
รักษาดุลการชำระเงิน และการขาดดุลงบประมาณ   เร่งบูรณะและปรับปรุงการบริหารทรัพยากรหลักของชาติ    รวมทั้งการนำเอาทรัพยากรธรรมชาติ
มาใช้ โดยเฉพาะที่ดิน  แหล่งน้ำ  ป่าไม้และแหล่งแร่ เร่งรัดการปฏิรูปที่ดิน   จัดสรรแหล่งน้ำในประเทศ การอนุรักษ์ทะเลหลวง การสำรวจและพัฒนา
แหล่งพลังงานในอ่าวไทยและภาคใต้ฝั่งตะวันออก

ในแผนฯ 4 นี้  ครอบครัวและชุมชนเริ่มมีส่วนร่วมในการปฏิบัติตามแผน ผ่านระบบสาธารณสุขมูลฐานทำให้ประเทศไทยประสบความสำเร็จใน
การวางแผนครอบครัวและการลดอัตราการเพิ่มของประชากร และในช่วงเวลาดังกล่าวนั่นเอง ประเทศไทยประสบปัญหาภาวะผันผวนทางการเมืองใน
ประเทศและภาวะเศรษฐกิจโลก  ในช่วงต้นของแผน   จึงทำให้ต้องเปลี่ยนจากการวางแผนพัฒนาประเทศในระยะยาวมาสู่การปรับแผนเพื่อแก้ปัญหา
เฉพาะหน้าแทน

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2525-2529)    เป็นช่วงของการฟื้นฟูวิกฤติของประเทศ    มีการปรับโครงสร้างภาค
การผลิตและการบริการให้มีความหลากหลาย โดยเริ่มจัดทำแผนงานแบบมีส่วนร่วมทั้งแผนพัฒนาชนบทยากจนที่เป็นการวางแผนแบบล่างขึ้นบนโดย
ใช้ข้อมูลความจำเป็นพื้นฐาน (จปฐ.)   ในการกำหนดแผนงานโครงการและแผนพัฒนาชายฝั่งตะวันออกที่มีคณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนเป็น
กลไกขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจในเชิงรุก

          ต่อมาในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2530-2534) และแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 7(พ.ศ. 2535-2539) เริ่มกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศไปสู่
การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยบรรจุการพัฒนาวัฒนธรรมทางจิตใจและการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเข้ามาอยู่ในแผน เนื่องจากผลจากการ
พัฒนาที่ผ่านมา   พบว่า ถึงแม้การพัฒนาเศรษฐกิจจะมีความก้าวหน้า    แต่การพัฒนาทางสังคมกลับมีปัญหา     ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
เสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว  การขยายตัวทางเศรษฐกิจมีการพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศเพื่อนำมาผลิตสินค้าส่งออก   ทำให้มีความเสี่ยงเมื่อเกิดวิกฤต
เศรษฐกิจโลก ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและคุณภาพชีวิตของสังคมไทย การพัฒนาจึงไม่มีความยั่งยืน

ดังนั้นในแผนพัฒนาฯ  ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544)   ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการวางแผนจากการดำเนินการในลักษณะจากบนลงล่าง    หรือ
โดยราชการเพื่อประชาชน  ไปสู่ ประชาชนมีส่วนร่วม    เปลี่ยนจุดมุ่งหมายจากการเร่งรัดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  เป็นการยึดคนเป็นศูนย์กลาง
ของการพัฒนา ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ “เศรษฐกิจพอเพียง”   ซึ่งกระบวนการดังกล่าวใช้เวลาในการพัฒนามากกว่า
30 ปีในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพัฒนาประเทศในแนวทางดังกล่าวมาก่อนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 นานมากแล้ว การยึดหลักการพัฒนา
ดังกล่าวต่อเนื่องมาถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549)       ทำให้คนเป็นผู้ตัดสินใจหรือกำหนดทิศทางของการ
พัฒนาที่คำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี   เพื่อพร้อมต่อการรับความเสี่ยงบนพื้นฐานของความรอบรู้ ความรอบคอบ
และคุณธรรม ควบคู่กับการแบ่งปัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  ความร่วมมือปรองดองกันในสังคม  การสร้างสายใยเชื่อมโยงคนในส่วนต่างๆ ของสังคม
สร้างสรรค์พลังในทางบวก นำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน

กระบวนการวางแผนพัฒนาประเทศตามแนวทางดังกล่าว ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาในช่วงของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9   ถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่
10 (พ.ศ. 2550 – 2554)        ซึ่งได้กำหนดวิสัยทัศน์ประเทศไทยมุ่งพัฒนาสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน (Green and Happiness Society)
คนไทยมีคุณธรรมนำความรอบรู้  รู้เท่าทันโลก  ครอบครัวอบอุ่น  ชุมชนเข้มแข็ง  สังคมสันติสุข  เศรษฐกิจมีคุณภาพ  เสถียรภาพ      และเป็นธรรม
สิ่งแวดล้อมมีคุณภาพและทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน      อยู่ภายใต้ระบบบริหารจัดการประเทศที่มีธรรมาภิบาล    ดำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยที่มี
พระมหากษัตริย์เป็นประมุข และอยู่ในประชาคมโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี

แผนฯ 10 สังคมอยู่เย็นเป็นสุข

ในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10    กำหนดพันธกิจพัฒนาคนให้มีคุณภาพพร้อมคุณธรรม และรอบรู้อย่างเท่าทัน   เสริมสร้างเศรษฐกิจให้มีคุณภาพ
เสถียรภาพ และเป็นธรรม รวมทั้งดำรงความหลากหลายทางชีวภาพ และสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติ และคุณภาพสิ่งแวดล้อมตลอด
จนพัฒนาระบบบริหารจัดการประเทศให้เกิดธรรมาภิบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุข  เพื่อให้มีความรอบคอบและ
ระมัดระวังในการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ   กระบวนการจัดทำแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10  ได้ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์บริบทของการ
เปลี่ยนแปลงภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์ทั้งระบบเศรษฐกิจโลก ตลาดการค้า ตลาดทุน  การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เผชิญภาวะโลกร้อน  และการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานเพื่อให้สามารถใช้ความรู้ได้อย่าง
ถูกหลักวิชาการ รวมทั้งวิเคราะห์สถานะทุนของประเทศ  3 ทุน  คือ ทุนทางเศรษฐกิจ ทุนทางสังคม  และทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ  ซึ่งได้ให้ความ
สำคัญต่อการเสริมสร้างความเข้มแข็งของทุนและการนำทุนไปใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเสริมสร้างระบบโครงสร้าง กลไกและกระบวนการ
บริหารพัฒนาประเทศให้อยู่ในหลักธรรมาภิบาลและประชาธิปไตย

วัตถุประสงค์ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10  กำหนดขึ้นเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้คู่คุณธรรม  จริยธรรมอย่างต่อเนื่องที่ขับเคลื่อนด้วยการเชื่อม
โยงบทบาทครอบครัว  สถาบันศาสนาและสถาบันการศึกษา  เสริมสร้างบริการสุขภาพอย่างสมดุล  เพิ่มศักยภาพของชุมชน   เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย
เป็นรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพชีวิต และอนุรักษ์ ฟื้นฟู  ใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน   นำไปสู่การพึ่งตนเอง
และลดปัญหาความยากจนอย่างบูรณาการ   ปรับโครงสร้างการผลิตสู่การเพิ่มคุณค่า (Value Creation)       ของสินค้าและบริการบนฐานความรู้และ
นวัตกรรม รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างสาขาการผลิตเพื่อทำให้มูลค่าการผลิตสูงขึ้น  สร้างภูมิคุ้มกัน (Safety Net) และระบบบริหาร
ความเสี่ยงให้กับภาคการเงิน การคลัง พลังงาน ตลาดปัจจัยการผลิต ตลาดแรงงาน และการลงทุน    สร้างระบบการแข่งขันด้านการค้าและการลงทุน
ให้เป็นธรรม  และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศ     รวมทั้งสร้างกลไกในการกระจายผลประโยชน์จากการพัฒนาสู่ประชาชนในทุกภาคส่วนอย่าง
เป็นธรรม      รวมทั้ง เสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพ        ควบคู่กับการรักษาคุณภาพ
สิ่งแวดล้อมให้เป็นฐานที่มั่นคงของการพัฒนาประเทศ และการดำรงชีวิตของคนไทยทั้งในรุ่นปัจจุบันและอนาคต   รวมทั้งสร้างกลไกในการรักษาผล
ประโยชน์ของชาติอย่างเป็นธรรมและอย่างยั่งยืน   ตลอดจนเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการประเทศสู่ภาครัฐ    ภาคธุรกิจเอกชนและ
ภาคประชาชน  และขยายบทบาทขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น    ควบคู่กับการเสริมสร้างกลไกและกระบวนการมีส่วนร่วมในการ
พัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตยให้เกิดผลในทางปฏิบัติต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

          เป้าหมายการพัฒนาของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10       ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตรกำหนดเป้าหมายด้านเศรษฐกิจโดยปรับโครงสร้าง
เศรษฐกิจให้มีความสมดุลและยั่งยืน ให้สัดส่วนภาคเศรษฐกิจในประเทศต่อภาคการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 75 ภายในปี 2554  สัดส่วน
ภาคการผลิตเกษตร และอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 15   ภายในปี 2554     อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยร้อยละ 3.0 – 3.5 ต่อปี  สัดส่วนหนี้
สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ  ไม่เกินร้อยละ 50 ความยืดหยุ่นการใช้พลังงานเฉลี่ยไม่เกิน 1 : 1   เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน
เป็นร้อยละ 8  รวมทั้งลดสัดส่วนการใช้พลังงานต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลดการใช้น้ำมันในภาคการขนส่งให้เหลือร้อยละ
30 ของการใช้พลังงานทั้งหมด  รายได้ของกลุ่มที่มีรายได้สูงสุดร้อยละ 20  แรกมีสัดส่วนไม่เกิน 10 เท่าของรายได้ของกลุ่มที่มีรายได้ต่ำสุดร้อยละ
20 ภายในปี 2554และสัดส่วนผลผลิตของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40

เป้าหมายการสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม   รักษาความอุดมสมบูรณ์ของฐานทรัพยากร      และความหลากหลายทาง
ชีวภาพ โดยให้มีพื้นที่ป่าไม้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 33  และต้องเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 18 ของพื้นที่ประเทศ    รักษาพื้นที่ทำการเกษตร
ในเขตชลประทานไว้ไม่น้อยกว่า 31 ล้านไร่       และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการดำรงคุณภาพชีวิตที่ดี และไม่เป็นภัย
คุกคามต่อระบบนิเวศ  โดยรักษาคุณภาพน้ำในลุ่มน้ำต่างๆ  และแหล่งน้ำธรรมชาติให้อยู่ในเกณฑ์พอใช้และดี   รวมกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ 85 คุณภาพ
อากาศอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานโดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM10) ต้องมีค่าเฉลี่ย ชั่วโมงไม่เกิน 120 มก. / ลบ.ม. อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอน-
ไดออกไซด์ต่อประชากรลดลงร้อยละ 5 จากปี 2546 คือไม่เกิน 3.5 ตัน/คน/ปี  ควบคุมอัตราการผลิตขยะในเขตเมืองไม่ให้เกิน 1 กก./คน/วัน  และ
ของเสียอันตรายจากชุมชน และอุตสาหกรรมได้รับการจัดการอย่างถูกต้องร้อยละ 80   ของปริมาณของเสียอันตรายทั้งหมด    รวมทั้งให้มีระบบฐาน
ข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพที่สมบูรณ์ระดับประเทศ 1 ระบบ

ผลของการพัฒนาตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10  จะเป็นดังที่หวังหรือไม่   คงจะได้ผลสรุปในปี 2554 ที่กำลังจะมาถึง    แต่หากจะใช้มาตรของ
ความรู้สึกวัด  ท่านผู้อ่านทุกท่านคงมีมาตรวัดอยู่ในใจกันทุกคน ผู้เขียนจึงมิอาจใช้มาตรวัดของตนเองตอบแทนท่านผู้อ่านแต่ละท่านได้อย่างไรก็ตาม
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)        ได้ประเมินผลของการพัฒนาในระยะ 3 ปี ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10
พบว่า  การศึกษายังด้อยคุณภาพ ประชาชนมีพฤติกรรมการดำรงชีวิตที่เสี่ยงต่อการเจ็บป่วย     ถึงแม้ว่าจะมีภูมิคุ้มกันในการดำรงชีวิตมากขึ้นจากการ
ขยายการคุ้มครองทางสังคม  และการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพ  แต่ครอบครัวไทยก็ยังไม่สามารถดูแลสมาชิกได้เต็มศักยภาพ  เนื่องจากเป็น
ครอบครัวเดี่ยวและความสัมพันธ์ในครอบครัวน้อยลง การแพร่ระบาดของยาเสพติดรุนแรงมากขึ้น ผลิตภาพของแรงงานต่ำ  มีแนวโน้มที่จะขาดกำลัง
คนในอนาคตจากโครงสร้างของประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ  ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเพิ่มขึ้น  เศรฐกิจไทยมีภูมิค้มกันด้านการเงินเพิ่มขึ้น มี
การใช้พลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น แต่เศรษฐกิจชุมชนยังไม่เข้มแข็ง  ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ต้องมีการแก้ไขระบบธรรมาภิบาล
ในการบริหารจัดการ การกระจายผลประโยชน์ยังไม่เป็นธรรม และยังมีความเหลื่อมล้ำด้านรายได้สูง

แผนฯ 11 เสมอภาคและเป็นธรรม

ณ ปัจจุบัน ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559)  ยังอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย ท่าน
ผู้อ่านที่สนใจรายละเอียดของร่างดังกล่าว  สามารถเข้าไปหาอ่านได้ที่เว็บไซด์ของ สศช. http://www.nesdb.go.th   หลักการของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11
ยังคงยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  และมุ่งขับเคลื่อนให้เกิดผลในทางปฏิบัติที่ชัดเจนมากขึ้นในทุกระดับ    ยึดคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา
และให้ความสำคัญต่อการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม พัฒนาประเทศสู่ความสมดุลในทุกมิติ โดยยึดวิสัยทัศน์ประเทศไทย
ในปี พ.ศ. 2570 
เป็นเป้าหมาย คือ

คนไทยภาคภูมิในในความเป็นไทย มีมิตรไมตรีบนวิถีแห่งความพอพียง ยึดมั่นในวัฒนธรรมประชาธิปไตย และหลักธรรมาภิบาล การบริการ
สาธารณะขั้นพื้นฐานที่ทั่วถึงมีคุณภาพ สังคมมีความปลอดภัยและมั่นคง  อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ดี เกื้อกลูและเอื้อาทรซึ่งกันและกัน   ระบบการผลิต
เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  มีความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน  อยู่บนฐานเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองและแข่งขันได้ในเวทีโลก     สามารถอยู่ในประชาคม
ภูมิภาคและโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี

ทั้งนี้ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11  ได้กำหนดวิสัยทัศน์ในแผนฯไว้ว่า “สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาค เป็นธรรม และ
มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง
” โดยสร้างความเป็นธรรมในการกระจายรายได้ ควบคู่ไปกับการสร้างสังคมคุณธรรมเพื่อให้คนกินดีอยู่ดี ปลอดภัย
จากอาชญากรรม อุบัติเหตุ ยาเสพติด และอบายมุข คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มีวัฒนธรรมประชาธิปไตย และธรรมาภิบาล พัฒนาฐานการ
ผลิตและการบริการให้เข้มแข็ง และมีเสถียรภาพบนฐานความรู้ และความสร้างสรรค์ของคนไทย ขยายหลักประกัยของสังคมให้ครอบคลุมประชาชน
ทุกคน สร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน   รวมทั้งยารักษาโรคจากสมุนไพรบนฐานทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพ  ตลอดจนปรับ
โครงสร้างสาขาการผลิต และการบริโภคของประเทศให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม   สร้างภูมิคุ้มกันให้เข้มแข็งสามารถป้องกันและรองรับผลกระทบและ
ความเสี่ยงจากวิกฤตเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พัฒนทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ และทักษะ สามารถรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงอย่างมีเหตุผล

          แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11   ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสาตร์ คือ ยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมในสังคม    ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนสู่สังคม
แห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน  ยุทธศาสตร์การสร้างความสมดุลและมั่นคงของอาหารและพลังงาน  ยุทธศาสตร์การสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้
และการสร้างปัจจัยแวดล้อม      ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาค   และยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากร
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรที่สำคัญเห็นจะเป็นยุทธศาสตร์การสร้างความสมดุล และมั่นคงของอาหารและ
พลังงานและยุทธศาตรการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน  รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สร้างเศรษฐกิจฐานความรู้และ
การสร้างปัจจัยแวดล้อมและบางส่วนของยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาค

สำหรับยุทธศาสตร์การสร้างความสมดุลและมั่นคงของอาหารและพลังงานให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นฐานการผลิต
ภาคการเกษตรให้เข้มแข็งและยั่งยืน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภาคการเกษตรและสร้างมูลค่า  สร้างความมั่นคงในอาชีพและรายได้ให้แก่เกษตรกร
สร้างควมมั่นคงด้านอาหารและพลังงานในระดับครัวเรือนและชุมขน  สร้างความมั่นคงด้านพลังงานเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศและความเข้มแข็ง
ภาคเกษตร รวมทั้งปรับระบบบริหารจัดการภาครัฐเพื่อสเริมสร้างความสมดุลด้านอาหารและพลังงาน

ในส่วนของยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน   มุ่งอนุรักษ์   ฟื้นฟู  และสร้างความมั่นคงของฐาน
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ปรับกระบวนทัศน์การพัฒนา และพฤติกรรมการบริโภคสู่สังคมที่มิตรกับสิ่งแวดล้อม    เพิ่มประสิทธิภาพการใช้
ทรัพยากรภาคการผลิตและบริการ   เพื่อนำไปสู่สังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม    จัดการสิ่งแวดล้อมเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน    ยกระดับขีดความ
สามารถในการปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ    เพื่อให้สังคมมีความยืดหยุ่นและมีภูมิคุ้มกัน   รวมทั้งพัฒนาการบริหารจัดการทรัพยากร
ให้มีประสิทธิภาพโปร่งใสและเป็นธรรม

ส่วนยุทธศาสตร์การสร้างเศรษฐกิจฐานความรู้ และการสร้างปัจจัยแวดล้อม  เน้นการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม  พัฒนาภาคบริการ พัฒนากลุ่ม
สินค้าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พัฒนาภาคการค้าและการลงทุน พัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม   พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบ
โลจิกสติกส์ ปฏิรูปกฎหมายเศรษฐกิจ และกฎระเบียบต่างๆ ให้เอื้อประโยชน์ต่อการประกอบธุรกิจอย่างเป็นธรรม

ด้านยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงในภูมิภาค      เป็นการสร้างความพรอมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
การขยายความร่วมมือภายใต้กรอบความร่วมมือต่างๆ    การปรับปรุงและเสริมสร่างความเข้มแข็งของภาคีการพัฒนาตั้งแต่ระดับชุมชนท้องถิ่น สนับ-
สนุนการเปิดการค้าเสรี และวางแนวทางป้องกันผลเสียที่จะเกิดขึ้น           พัฒนาฐานลงทุนสร้างความเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจในภูมิภาคด้านการพัฒนา
ทรัพยากรมนุษย์ การเคลื่อนย้ายแรงงาน และการส่งเสริมแรงงานไทยในต่างประเทศ เสริมสร้างความร่วมมือที่ดีระหว่างประเทศเพื่อการเจริญเติบโต
ทางเศรษฐกิจอย่างมีจริยธรรม ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ป้องกันภัยจากการก่อการร้ายและอาชญากรรม ยาเสพติด ภัยพิบัติ และเชื้อโรค รวม
ทั้งบูรณาการทุกภาคส่วน  เพื่อพัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์การรักษาผลประโยชน์ของชาติทั้งทางบก และทางทะเล

แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ดังกล่าว    จะถูกนำไปถ่ายทอดทิศทาง วัตถุประสงค์ เป้าหมาย ยุทธศาสตร์ของแผน และตัวชี้วัดความสำเร็จลงไปสู่
แผนในระดับต่างๆ ได้แก่ แผนการบริหารราชการแผ่นดิน แผนปฏิบัติราชการ 4 ปี  และแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกระทรวงและกรม แผนพัฒนา
จังหวัด- กลุ่มจังหวัด แผนพัฒนาท้องถิ่น และแผนชุมชน   ผ่านการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนการพัฒนาให้เป็นไปตามแผนการรับรู้  และศึกษา
แผนพัฒนาฯ จึงเป็นเรื่องที่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนจำเป็นที่จะต้องใส่ใจให้ความเห็น    เพราะแผนพัฒนาฯ ดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการกำหนด
ทิศทางการพัฒนาประเทศ เราๆท่านๆในยุคปัจจุบันคงไม่อยากโดนคนรุ่นอนาคตกล่าวสรรเสริญในทางที่ไม่ดีเป็นแน่

โบราณท่านว่า รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม  (ขอบคุณ : สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ/ข้อมูล)

          เตรียมพร้อมพบสิ่งดีๆ ในปีใหม่ที่จะมาถึงโดยพร้อมเพรียงกัน…สวัสดี

     พบกันใหม่ฉบับหน้า……….สวัสดี
อังคณา

คำถามฉีกซอง
กองบรรณาธิการจดหมายข่าวผลิใบฯ กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ 10900  e-mail : asuwannakoot@hotmail.com

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

 

เปิดแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 โจทย์การบ้านรัฐบาลใหม่ รับมือความเสี่ยงประเทศ กรกฎาคม 22, 2011

18 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.

http://www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/186988.

Pic_186988

นับเป็นความประจวบเหมาะของประเทศไทย เมื่อแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) จะเริ่มต้นใช้ในวันที่ 1 ต.ค.2554 นี้ เป็นเวลาไล่เลี่ยและใกล้เคียงกับการเริ่มต้นดำเนินงานบริหารประเทศของคณะรัฐบาลชุดใหม่

การก้าวไปพร้อมกันของแผนพัฒนาชาติกับนโยบายใหม่ของรัฐบาลชุดใหม่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งเป้าหมายทั้งหมดเพื่อไปสู่การพัฒนาประเทศ อำนวยความสุขให้กับประชาชน

การแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง ของทั้งสองส่วนตั้งแต่ช่วงของเริ่มต้น จึงน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ

เพราะในห้วงเวลานี้ พรรคเพื่อไทย ผู้ชนะการเลือกตั้งทั่วประเทศ ก็อยู่ในช่วงของการจัดเตรียมทำร่างนโยบายรัฐบาลเพื่อแถลงต่อรัฐสภาเช่นกัน

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงได้เปิดมุมมองและทรรศนะของ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ต่อวิสัยทัศน์และทิศทางของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 รวมทั้งข้อเสนอแนะ และมุมมองที่มีต่อการจัดทำร่างนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่นี้….

แนวทางร่างนโยบายของรัฐบาล

นายอาคม เริ่มต้นว่า กระบวนการจัดทำร่างนโยบายของรัฐบาลแต่ละชุดจะมีวิธีการแตกต่างกัน เช่นในอดีตของพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ก็มีการจัดทำร่างนโยบายเอง ใช้ภาษาง่ายๆ แบบชาวบ้านเข้าใจง่าย ขณะที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มีร่างนโยบายขึ้นมาและให้ สศช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปช่วยดูร่างและการใช้คำในตอนหลัง

ส่วน “ว่าที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย” เชื่อว่ามีแนวทางคล้ายๆ กับรัฐบาลไทยรักไทยที่จะจัดทำร่างนโยบายรัฐบาลขึ้นมาเอง ในขณะนี้ยังเป็นช่วงของการให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปให้ความเห็นในบางประเด็น

ซึ่งนโยบายหาเสียงจะสามารถทำได้หรือไม่จะต้องคุยกันในรายละเอียดและวิธีการทำ ขณะเดียวกันจะต้องพิจารณาว่าหากต้องใช้งบประมาณ จะใช้เท่าใด ซึ่งต้องมาดูรายละเอียดกัน ซึ่งขณะนี้ยังพูดไม่ได้ แต่สุดท้ายก็ต้องวางนโยบายให้ครบ โดยกลั่นกรองจากแนวทางที่พรรคการเมืองได้หาเสียงไว้กับประชาชน

อย่างไรก็ตาม การจัดทำร่างนโยบายของรัฐบาลหลักๆ จะต้องดู 3 ส่วนประกอบและทำให้สอดคล้องกัน โดยส่วนแรกที่ต้องนำมาใช้ คือ สิ่งที่เป็นนโยบายที่พรรคการเมืองได้หาเสียงไว้ โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วน ที่รัฐบาลชุดใหม่มีความตั้งใจเข้ามาทำ

ส่วนต่อมาที่ต้องดูประกอบ คือ นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ใจความสำคัญที่กำหนดไว้ เช่น การกระจายรายได้ของประชาชน การแก้ปัญหาความยากจน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมภาคการเกษตร การส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

ส่วนที่สามจะต้องดูแผนและยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง คือ แผนพัฒนาชาติ ถ้าเป็นช่วงเวลานี้ก็ต้องพิจารณากรอบการพัฒนาประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า ภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ที่จะใช้เป็นแผนระหว่างปีงบประมาณ 2555-2559 โดยเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2554 นี้ ภายใต้วิสัยทัศน์ “สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยความเสมอภาคและเป็นธรรม และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง”

พร้อมกับมีเป้าหมายหลักของการพัฒนาให้เกิดความอยู่เย็นเป็นสุขและความสงบสุขของสังคมไทย ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมลงและภาพลักษณ์การคอรัปชันดีขึ้น คนไทยมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สถาบันสังคมเข้มแข็งมากขึ้น เศรษฐกิจเติบโตในอัตราเหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับผลิตภาพโดยรวมไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี

เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ของธุรกิจเอสเอ็มอีต่อจีดีพี ไม่ต่ำกว่า 40% และลดปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่คุณภาพสิ่งแวดล้อมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพิ่มพื้นที่ป่าไม้ เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศ

เปิด 6 ยุทธศาสตร์แผนฯ 11

สำหรับยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 มีด้วยกัน 6 ข้อ คือ 1. การสร้างความเป็นธรรมในสังคม ให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานในการสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง ได้รับการบริการทางสังคมที่มีคุณภาพ สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาค

2. การพัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน พัฒนาคุณภาพคนไทยทุกช่วงวัยให้มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง มีความพร้อมทั้งกาย ใจ สติปัญญา และมีจิตสำนึกในคุณธรรมและวัฒนธรรมที่ดีงาม

3. ความเข้มแข็งภาคเกษตร ความมั่นคงของอาหารและพลังงาน ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ที่เป็นฐานการผลิตภาคเกษตรให้เข้มแข็งและสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งสร้างความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ

4. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง เป็นธรรม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยใช้ภูมิปัญญา องค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์

5. การสร้างความเชื่อมโยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม มุ่งเชื่อมโยงมิติการพัฒนาเศรษฐกิจภายในประเทศกับมิติความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาคต่างๆ บนพื้นฐานการพึ่งพาซึ่งกันและกัน และมีภูมิคุ้มกันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก

6. การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ให้เพียงพอต่อการรักษาสมดุลของระบบนิเวศบนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของชุมชน ปรับกระบวนทัศน์การพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเป็นเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ได้พูดถึงปัจจัยที่มีผลต่อความยั่งยืนของเศรษฐกิจว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ถือว่าเป็น หัวใจสำคัญ คือ ทุกภาคส่วนต้องนำเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ มาปรับโครงสร้างการผลิตของประเทศ พร้อมทั้งนำทุนทางวัฒนธรรมมาเชื่อมโยงการท่องเที่ยว รวมทั้งให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์”

ประเมินความเสี่ยงประเทศ

เลขาธิการ สศช. ระบุว่า ได้มีการประเมิน ความเสี่ยงของประเทศไทยในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ล้วนส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ และต้องเผชิญความเสี่ยงที่สำคัญ 5 ประการ คือ

1. การบริหารภาครัฐอ่อนแอ ไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพอำนาจรัฐถูกใช้เพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ความสัมพันธ์ระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชน และระหว่างประชาชนกับประชาชนในบางพื้นที่มีช่องว่างมากขึ้น ประชาชนมีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็น แต่การมีส่วนร่วมตัดสินใจในระดับนโยบายมีน้อย  เจ้าหน้าที่รัฐย่อหย่อนในการปฏิบัติตามหน้าที่ การบังคับใช้กฎหมายไม่จริงจัง การดำเนินงานไม่โปร่งใส เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบ นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมในมิติเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือของต่างชาติที่มีต่อประเทศไทย

2. โครงสร้างทางเศรษฐกิจไม่สามารถรองรับการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน เศรษฐกิจไทยมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและปัจจัยแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนแปลงไป การขยายตัวทาง เศรษฐกิจขึ้นอยู่กับปัจจัยการผลิตดั้งเดิมโดยเฉพาะทุน และแรงงานราคาถูกที่มีผลิตภาพการผลิตต่ำ เป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

“การพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะที่ผ่านมาพึ่งภาคการส่งออกและการลงทุนเป็นหลัก ผลตอบแทนแรงงานในภาคเกษตรมีสัดส่วนต่างเมื่อเทียบกับนอกภาคเกษตร เกษตรกรยังประสบความยากจนและมีปัญหาหนี้สิน ความต้องการใช้พลังงานของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น มีการพึ่งพิงการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศจำนวนมาก”

3. โครงสร้างประชากรที่มีวัยสูงอายุเพิ่มขึ้น ขณะที่ประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานลดลง ประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2568 ขณะที่ประชากรวัยเด็กมีสัดส่วนลดลงต่อเนื่อง ทำให้สัดส่วนประชากรวัยแรงงานลดลงในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11

“อาจกระทบต่อความต้องการแรงงานในระบบเศรษฐกิจในอนาคต การแข่งขันเพื่อแย่งชิงแรงงานจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะแรงงานคุณภาพ ภาครัฐและครัวเรือนจะมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในด้านต่างๆ”

4. ค่านิยมที่ดีงามของไทยเสื่อมถอย สังคมไทยมีความเป็นวัตถุนิยม ให้ความสำคัญกับศีลธรรมและวัฒนธรรมที่ดีงามลดลง มุ่งหารายได้เพื่อสนองความต้องการ การช่วยเหลือเกื้อกูลกันลดลง ความมีน้ำใจไมตรีน้อยลง ต่างแก่งแย่งเอารัดเอาเปรียบกัน ทำให้คนไทยขาดความสามัคคี การเคารพสิทธิผู้อื่น และการยึดถือประโยชน์ส่วนรวม

5. ฐานทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมของประเทศมีแนวโน้มเสื่อมโทรมรุนแรง ขณะที่ภัยพิบัติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง กระทบต่อฐานการผลิตภาคเกษตร ความมั่นคงด้านอาหาร พลังงาน สุขภาวะและคุณภาพชีวิตของประชาชน 6. ประเทศไทยยังคงมีความเสี่ยงด้านความมั่นคง ทั้งที่มาจากปัญหาการก่อความไม่สงบในประเทศ ปัญหาการก่อการร้าย วิกฤติเศรษฐกิจและการแข่งขันด้านต่างๆ ในเวทีระหว่างประเทศ

นำ 5 ปัจจัยสร้างภูมิคุ้มกัน

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ได้ โดยนำภูมิคุ้มกันที่มีอยู่มาใช้ ประกอบด้วย 1. ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักที่ยึดโยงคนในชาติให้เกาะเกี่ยวกันอย่างแน่นแฟ้น เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตของคนในสังคม

2. การพัฒนาประเทศให้อยู่บนฐานความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัย การวิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญสําหรับการพัฒนาประเทศ 3. สังคมไทยมีค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีงาม สามารถยึดโยงคนไทยให้เป็นเอกภาพ 4. ภาคการเกษตรเป็นฐานรายได้หลักและความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ

5. ชุมชนเป็นกลไกที่มีความสามารถในการบริหารจัดการ มีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเชื่อมโยงกันเป็นสังคมสวัสดิการ เป็นพลังหลักในการพัฒนารากฐานของประเทศให้มั่นคง

ส่วนข้อห่วงใยเรื่องการนำแผนไปสู่การปฏิบัตินั้น ตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 มาจนถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ไม่มีข้อห่วงใยเลยว่าแผนจะไม่ถูกนำไปปฏิบัติ

เนื่องจากการเขียนแผนได้ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนมาตั้งแต่แรก และเป็นแผนชี้ทิศทาง ไม่ใช่แผนของราชการเหมือนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1-7

และตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 มาจนถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 ก็ยังยึดหลักและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อการมีส่วนร่วมเกิดขึ้นตั้งแต่มีการเริ่มร่างแผน ภาคประชาชนเข้าใจแผนมากขึ้น ขณะที่ภาคเอกชนก็นำไปใช้กันอย่างเต็มที่

ข้อเสนอแนะพรรคเพื่อไทย

เลขาธิการ สศช. มีมุมมองที่เพิ่มเติมจากนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ที่ฝากให้พิจารณาเพิ่มเติม คือ การป้องกันปัญหาภัยพิบัติ และผลจากการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ ที่เกิดรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นประเด็นต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะภายหลังเกิดภัยสึนามิในประเทศไทย ช่วงปลายปี 2547 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน ได้เกิดภัยพิบัติอีกหลายครั้ง

เช่นในปี 2553-2554 มีเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่หลายครั้งในประเทศไทย จึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องหามาตรการป้องกันน้ำท่วม เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งเป็นความสูญเสียมากมายมหาศาลและเป็นความสูญเสียของมนุษยชาติ

ดังนั้น จะต้องมีการศึกษากันอย่างจริงจังถึงการวางมาตรการลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ต้องดูลึกกันไปถึงความไม่สมดุลของน้ำหรือการก่อสร้างทางน้ำ ผลกระทบจากน้ำทะเลหนุนเข้าสู่เมือง

เช่นเวลานี้ กรุงเทพมหานคร กลายเป็น 1 ในเมืองหลักของโลกในอันดับที่ 7 ที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วม บางเวลาโดนน้ำทะเลหนุนเข้าสู่เมือง บางเวลาถูกน้ำเหนือไหลบ่า และบางเวลาถูกน้ำหลากมาทั้งสองทาง

ทั้งนี้แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการทำโครงการพัฒนา 25 ลุ่มน้ำ แต่ยังไม่ได้มีการปฏิบัติพร้อมกัน ทั้งๆที่ควรทำไปพร้อมกันและถือเป็นแผนระยะยาว

มีตัวอย่างของประเทศญี่ปุ่นมีการวางแผนป้องกันสึนามิไว้ล่วงหน้าถึง 50 ปี ก็ยังเจอกับภัยพิบัตินี้ได้ เนื่องจากคลื่นสึนามิที่เกิดจริงสูงกว่าที่คาดเอาไว้มาก
ที่ลืมไม่ได้เลย คือ การติดตามและก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน ซึ่งมีประเด็นหลากหลายกว่าในอดีตมาก

แต่ก่อนเราพูดกันถึงกฎระเบียบทางการค้า ต่อมาก็พัฒนาเป็นการกีดกันทางการค้าและมีข้อกำหนดเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อีกทั้งยังมีกระแสการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในต่างประเทศ

ขณะที่โครงสร้างเศรษฐกิจประเทศไทยพึ่งพาการส่งออก จึงจำเป็นต้องตามกระแสการเปลี่ยนแปลงต่างๆในโลกให้เท่าทันมากขึ้น.
ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 18 กรกฎาคม 2554, 05:00 น.