ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

UNDP เผยแพร่เศรษฐกิจพอเพียง 166 ประเทศทั่วโลก มิถุนายน 5, 2010

วันเสาร์ ที่ 29 พฤษภาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > ริมไร่ปลายนา > UNDP เผยแพร่เศรษฐกิจพอเพียง 166 ประเทศทั่วโลก.

ศาสตราจารย์ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการอำนวยการประกวดผลงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ 2 ที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีก 5 หน่วยงาน ได้จัดการประกวดผลงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ 2 ขึ้น

เพื่อค้นหาตัวอย่างของภาคประชาชน เอกชน และหน่วยงานภาครัฐที่สามารถน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติจน สำเร็จสามารถเป็นแบบอย่างให้แก่ประชาชนได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมและชัดเจนยิ่งขึ้น ได้เปิดเผยใน โอกาสร่วมประชุมพิจารณาคัดเลือกผู้ชนะเลิศระดับประเทศในการประกวดผลงาน ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงครั้งที่ 2 เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระ ราชทานพระราชดำริปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ให้กับคนไทยมาตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งก็ครบ 11 ปีแล้ว และเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว สหประชาชาติภายใต้โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP) ได้ศึกษาถึงแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และได้ศึกษาถึงชุมชน รวมทั้งองค์กรในประเทศไทย และได้สรุปเป็นเอกสารภาษาอังกฤษเผยแพร่ไปยัง 166 ประเทศทั่วโลก ซึ่งในข้อสังเกตจากรายงานที่เกี่ยวกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พูดไว้ 6 ประการด้วยกันคือ

ประการ ที่ 1 มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับ การขจัดความยากจนได้ ประการที่ 2 เป็นพื้นฐานของการสร้างพลังอำนาจของชุมชน และการพัฒนาศักยภาพชุมชนให้เข้มแข็ง ประการที่ 3 ช่วยยกระดับความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทเอกชน ธุรกิจเอกชน ทำให้พื้นฐานองค์กรมีความมั่นคงขึ้น และนี่คือเหตุผลที่ทำให้โครงการพัฒนาแห่ง สหประชาชาติ (UNDP) ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ ว่า ประเทศอื่นจะนำไปใช้น่าจะเป็นประโยชน์กับบริษัทเอกชน ในการทำให้บริษัทดำเนินธุรกิจในระยะยาว ท่ามกลางบริบทของการแข่งขันทางธุรกิจ ประการที่ 4 เป็นพื้นฐานขององค์กรไม่ว่าจะเป็นองค์ของรัฐหรือเอกชน ที่มีความสำคัญยิ่งต่อการปรับปรุงมาตรฐานของหลักธรรมาภิบาลเข้าไปใช้ประการ ที่ 5 โดยหลักการและพื้นฐาน รัฐบาลสามารถนำ ไปเป็นนโยบายสาธารณะได้ และสามารถปรับนโยบายสาธารณะให้เป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงของประเทศและของโลก ได้ และสุดท้ายประการที่ 6 โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP) ได้ตั้งข้อศึกษาไว้ก็คือ ในการปลูกฝังจิตสำนึกพอเพียง จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนค่านิยมและความคิดของคน เพื่อให้เอื้อต่อการพัฒนาคน

องคมนตรียังได้กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ผู้ที่มีหน้าที่กำหนดนโยบายสาธารณะน่าจะได้ศึกษาถึงปรัชญาของเศรษฐกิจพอ เพียงว่า หลักมียังไง แนวคิดในการสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศชาติ ซึ่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกำหนดไว้ 4 ด้านด้วยกัน คือด้านวัตถุหรือเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านวัฒนธรรม ดังนั้น ในการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้จะสามารถสร้างความเข้มแข็งทั้ง 4 ด้านได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะสามารถสร้างความเข้มแข็งตั้งแต่ในระดับรากหญ้า ระดับขององค์กรธุรกิจเอกชน องค์กรของรัฐ ไปจนถึงระดับประเทศต่อไป

“มีอีกประการหนึ่งซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไป ปรับใช้ได้กับทุกองค์การ ดังเมื่อหลายปีก่อนที่กรมการศาสนา ได้สอบถามไปยังหน่วยงานซึ่งดูแลศาสนาหลัก 5 ศาสนาในประเทศไทย ทุกศาสนาตอบมาเป็นลายลักษณ์อักษรว่า แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตรงกับหลักศาสนาของทั้ง 5 ศาสนา คือ ศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์-ฮินดู และซิกข์ ซึ่งสามารถยกอ้างในคัมภีร์ได้เลย เพราะฉะนั้นปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นไปตามคำสอนของศาสดาทั้ง 5 ศาสนา ซึ่งเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ถ้าปฏิบัติเช่นนี้ได้จะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ครอบครัวและชุมชน” ศาสตราจารย์นายแพทย์เกษม กล่าว

องคมนตรี ยังได้กล่าวเสริมด้วยว่า การประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดการประกวดผลงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาผลการตัดสินการประกวดผลงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียงครั้งที่ 2 ซึ่งขณะนี้ได้คัดเลือกผู้ชนะการประกวดทั้ง 10 ประเภทได้แล้ว และต่อไปจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทำให้สาธารณชนได้รับทราบและนำผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งหมดไปต่อยอดและขยายผล การน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ชัดเจนและแพร่หลาย ตนในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการอำนวยการประกวดฯ และคณะกรรมการการประกวดประเภทต่าง ๆ ได้ร่วมเสนอแนะข้อคิดเห็น สิ่งที่ควรปรับปรุงหรือสิ่งที่ควรเพิ่มเติม สำหรับการประกวดในครั้งต่อไปอีกด้วย ทั้งนี้จะต้องมีการประชุมหารือในเรื่องต่าง ๆ อีกครั้ง

สำหรับ ผู้ที่ชนะเลิศการประกวดระดับประเทศทั้ง 10 ประเภท จะได้รับถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประเภทละ 1 รางวัล รางวัลรองชนะเลิศ จะได้รับถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประเภทละ 4 รางวัล และรางวัลชมเชย จะได้รับโล่เกียรติยศของนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน กปร. สำหรับผลงานที่ผ่านการพิจารณาตามเกณฑ์ตัวชี้วัด จะได้รับเกียรติบัตรจากสำนักงาน กปร. โดยทุกผลงานในการประกวดครั้งนี้จะเผยแพร่ผ่านสื่อต่าง ๆ และทางเว็บไซต์สำนักงาน กปร. http://www.rdpb.go.th เพื่อเป็นการให้ความรู้แก่สาธารณชนต่อไป.

 

จัดค่ายเยาวชนสหกรณ์โรงเรียน ตชด. มิถุนายน 4, 2010

วันเสาร์ ที่ 29 พฤษภาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > จัดค่ายเยาวชนสหกรณ์โรงเรียนตชด..

นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในโอกาสครบรอบ 30 ปี แห่งการทรงงานเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารของสมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้จัดกิจกรรมค่ายเยาวชนสหกรณ์ เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องของสหกรณ์และสามารถนำไป ปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยเยาวชนที่จะเข้ารับการอบรมเป็นนักเรียนซึ่งเป็นคณะกรรมการสหกรณ์ของ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี และเพชรบุรี จำนวน 11 โรงเรียน รวม 110 คน ระหว่างวันที่ 27-31 พฤษภาคม 2553 ณ ค่ายพระรามหก อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

กิจกรรมค่ายเยาวชนสหกรณ์ แบ่งออกเป็นฐานกิจกรรม 4 ฐาน ได้แก่ ฐานที่ 1 การปลูกจิตสำนึกให้ต้นกล้า เป็นการเสริมสร้างความเข้าใจเรื่องของสหกรณ์ สำนึกรักบ้านเกิดและการสืบสานภูมิปัญญาบรรพบุรุษ ฐานที่ 2 เศรษฐกิจพอเพียง เรียนรู้หลักของเศรษฐกิจพอเพียง รู้จักพอประมาณ ทำความเข้าใจอย่างมีเหตุมีผลและการรู้จักแบ่งปัน ฐานที่ 3 พัฒนาศักยภาพ เน้นเสริมสร้างพลังกลุ่ม การบริหารจัดการกลุ่ม การสร้างผู้นำ และการนำระบบสหกรณ์ไปประยุกต์ใช้ในครอบครัว ชุมชนและสังคม ฐานที่ 4 พัฒนาร่างกายและจิตใจ เป็นการแข่งขันกีฬา แสดงความสามารถพิเศษ โชว์การแสดง วาดภาพและการร่วมทำประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งนอกเหนือจากฐานกิจกรรม 4 ฐานนี้แล้ว ยังจัดกิจกรรมศึกษาดูงานเรื่องสหกรณ์กับการอนุรักษ์ธรรมชาติ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทราย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งตลอดระยะเวลาของการจัดทำค่ายเยาวชนสหกรณ์ ได้รับความร่วมมือจากกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนค่ายพระรามหก ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ ส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้และฝึกทักษะให้กับนักเรียน ที่เข้าร่วมกิจกรรมค่ายเยาวชนสหกรณ์ในครั้งนี้

กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมสหกรณ์นัก เรียน ตามแผนพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร ในพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งรับผิดชอบกิจกรรมในแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 วัตถุประสงค์ที่ 4 คือการเสริมสร้างศักยภาพเด็กและเยาวชนทางการอาชีพ ซึ่งทรงเน้นถึงการปลูกฝังให้เยาวชนสามารถช่วยเหลือตนเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และรู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวมโดยใช้หลักการของสหกรณ์ และฝึกให้ทำงานร่วมกันในรูปของสหกรณ์นักเรียน เพื่อให้เด็กสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นระบบ มีแบบแผน มีความรอบรู้สำหรับการดำเนินชีวิตและการมีจิตสำนึกที่ดีต่อส่วนรวม ซึ่งกิจกรรมค่ายเยาวชนสหกรณ์ครั้งนี้เป็นโครงการนำร่อง เพื่อนำผลการดำเนินกิจกรรมไปเป็นแนวทางในการพัฒนากิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียน สำหรับเด็กและเยาวชนในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศต่อไป.

 

แจกข้าวทิพย์มธุปายาส 84,000 กองในงานบุญบั้งไฟ

วันพฤหัสบดี ที่ 27 พฤษภาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > แจกข้าวทิพย์มธุปายาส.

ดร.ศิวาวิทย์ สำเร็จผล ประธานจัดงาน “สืบสานพุทธโบราณ พุทธพิธี ประเพณี บุญ บั้งไฟ” ประจำปี 2553 จ.ร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า ในปี 2553 นี้ งานจะจัดขึ้น ณ วัดไทยสมบูรณ์ประชาสรรค์ ต.พนมไพร อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ชาวไร่ชาวนาเกี่ยวกับวิถีแห่งการเกษตรกรรมจะมี ตั้งแต่วันที่ 27-28 พฤษภาคม 2553 โดยวันที่ 27 พฤษภาคม จะมีขบวนพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจาก 19 ประเทศ พร้อมกับแห่บั้งไฟแสนไปรอบ จ.ร้อยเอ็ด ส่วนวันที่ 28 พฤษภาคม ตรงกับวันวิสาขบูชา จะมีพิธีแจกข้าวทิพย์ มธุปายาส 84,000 กอง พร้อมมีการละเล่น โบราณสืบสานประเพณีพื้นเมือง

“สำหรับการจัดงานประเพณีบุญบั้งไฟ ประจำปี 2553 นั้นนับเป็นการเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทในการทำความดีอีกทางหนึ่ง คือการอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงาม พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวทรงสอนเรื่องฝนหลวง ได้มีพระราชดำรัสถึงบั้งไฟว่าสามารถทำให้เกิดฝนได้ และเป็นพิธีกรรมของเกษตรกรที่ควรแก่การอนุรักษ์ไว้” ดร.ศิวาวิทย์ กล่าว

และนอกเหนือจากการจัดกิจกรรมตามประเพณีแล้ว ปัจจุบันยังได้มีการรวม ตัวของกลุ่มบุคคลเดินตามรอยพระบาทเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง และเมื่อมีโอกาสก็จะน้อมนำหลักการดำเนินชีวิตไปขยายผลสู่ประชาชนที่ขาดโอกาส และเกษตรกรโดยทั่วไปด้วยการเกื้อกูลให้เดินตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการจัดหาปัจจัยเบื้องต้นในการประกอบอาชีพ อาทิ การนำชาวบ้านต.หนองเครือเขา อ.บ้านแพง จ.นครพนม ปล่อยปลาบึก การซื้อพันธุ์ไก่ไข่ให้ชาวบ้านบางกลุ่มใน อ.บ้านม่วงชี จ.นครพนม เพื่อให้มีไข่ไว้บริโภคและขายหารายได้ ขุดสระเลี้ยงปลานิลให้ชาวบ้าน บริจาคโคกระบือ จัดหาพันธุ์พืชพันธุ์ผักให้นักเรียนโรงเรียนต่าง ๆ ในชนบทห่างไกลทั่วประเทศเพื่อปลูกสำหรับใช้เป็นอาหารกลางวันของเด็กนักเรียน โดยกิจกรรมดังกล่าวได้ดำเนินการมาตลอดอย่างต่อเนื่อง

“เนื่องในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา ครบ 7 รอบ นักษัตร 84 พรรษา และ 60 ปี มหามงคลวันบรมราชาภิเษก การดำเนินกิจกรรมเพื่อเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทจะมีอย่างต่อเนื่องใน พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศตลอดทั้งปี 2553 สนใจร่วมกิจกรรมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-2968-9807-8” ดร.ศิวาวิทย์ กล่าว.

 

“ท่องโลกเกษตร”กับคมชัดลึก(2) แวะ”สวนวิชา”ดูไม้ด่างสร้างเงิน มิถุนายน 3, 2010

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม 2553

ผ่านทาง“ท่องโลกเกษตร”กับคมชัดลึก(2) แวะ”สวนวิชา”ดูไม้ด่างสร้างเงิน คมชัดลึก : เกษตร : ข่าวทั่วไป.

คมชัดลึก : ต้อนรับสู่เทศกาลผลไม้ภาคตะวันออกในช่วงฤดูการผลิตปี 2553 นี้กับโครงการท่องโลกเกษตรกับ “คม ชัด ลึก” จัดทริปพิเศษพาผู้สนใจชมและชิมผลไม้สดๆ จากสวนใน จ.ระยอง ระหว่างวันที่ 12-13 มิถุนายนนี้

โดยเริ่มจากการตระเวนดูกิจกรรมของศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบ เอื้องของอาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ อ.ยักษ์ มหาลัยคอกหมู ที่ บ้านมาบเอื้อง ต.หนองบอนแดง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี แหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ อ.ยักษ์ริเริ่มและดำเนินการมากว่า 20 ปี จนประสบผสสำเร็จอย่างที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

ภายในศูนย์จะประกอบด้วยฐานการเรียนรู้ทั้งหมด 9 ฐาน ได้แก่ 1.ฐานคนรักษ์ป่า เพื่อชี้ให้เห็นถึงป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่างตามแนวพระราชดำริ 2.ฐานคนมีน้ำยา เป็นการผลิตน้ำยาอเนกประสงค์สูตรชีวภาพเพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน เช่น น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างห้องน้ำ การผลิตสบู่และแชมพูสระผม เป็นต้น 3.ฐานคนมีไฟ เป็นการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันพืช น้ำมันสัตว์ที่ใช้แล้ว 4.ฐานคนรักษ์สุขภาพ เป็นบริโภคพืชผักปลอดสารพิษ การนวดเพื่อสุขภาพ การประคบด้วยสมุนไพร

5.ฐานคนติดดิน เป็นการปั้นดินให้เป็นบ้านอยู่อาศัย รู้จักวิธีการสร้างบ้านดิน 6.ฐานคนรักษ์แม่โพสพ เป็นการเรียนรู้การทำนาข้าวอินทรีย์เพื่อกู้ชีวิตชาวนาไทยอย่างที่ ม.จ.สิทธิพร กฤดากร บิดาแห่งการเกษตรแผนใหม่กล่าวไว้ว่า “เงินทองของมายา ข้าวปลาซิของจริง” 7.ฐานคนรักษ์แม่ธรณี เป็นการเลี้ยงดินเพื่อให้ดินเลี้ยงพืช แปลงสภาพจากดินเลวให้มีความอุดมสมบูรณ์ 8.ฐานคนเอาถ่าน เป็นการเผาถ่านให้ได้คุณภาพดีและเรียนรู้วิธีการทำน้ำส้มควันไม้ไล่แมลง ศัตรูพืช และ 9.ฐานคนรักษ์น้ำ เพราะน้ำคือปัจจัยพื้นฐานสำคัญสำหรับทุกชีวิตบนโลกใบนี้ โดยแต่ละฐาน อ.ยักษ์จะอธิบายถึงประโยชน์ที่จะได้รับและพาเยี่ยมชมอย่างละเอียดในทุกจุด

จากนั้นจะมุ่งสู่สวนวิชาพันธุ์ไม้ ตั้งอยู่ริมถนนสายชลบุรี-แกลง บริเวณหลัก กม.55 ต.หนองใหญ่ อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี เป็นสวนของคุณวิชา โกมลกิจเกษตร นายกสมาคมไม้ดอกไม้ประดับภาคตะวันออก สวนแห่งนี้มีพื้นที่กว่า 50 ไร่ แบ่งออกเป็นโซนต่างๆ อาทิ โซนไม้ร่ม โซนไม้แดด โซนไม้ลงดิน ฯลฯ รวมพันธุ์ไม้กว่า 600 สายพันธุ์ โดยมีพันธุ์เด่นที่ได้รับความสนใจจากลูกค้า ส่วนใหญ่จะเป็นแก้วกาญจนา สับปะรดสี ลิ้นมังกร หมากปาล์ม

คุณวิชาบอกว่าขณะนี้ปหมากปาล์มและลิ้นมังกรจะได้รับความนิยมมากที่สุด ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานอุตสาหกรรมจะซื้อไปจัดตกแต่งสถานที่ในโรงงาน ขณะนี้ประชาชนทั่วไปช่วงนี้จะเงียบเหงา ไม่เหมือนช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดี ทำให้ผู้คนหันมาสนใจซื้อไม้ดอกไม้ประดับน้อยลง

“ช่วงนี้ไม่มีเลยถ้าเป็นประชาชนทั่วไป ที่เข้ามาซื้อส่วนใหญ่จะเป็นพวกโรงงานอุตสาหกรรม ส่วนต่างประเทศก็มีอินโดนีเซียที่มาหาซื้อพวกลิ้นมังกร แต่ก็น้อย เมื่อเทียบกับ 2-3 ปีที่ผ่านมาซึ่งบูมมากๆ แต่ปัจจุบันรัฐบาลอินโดฯ เขาจำกัดเม็ดเงิน ทำให้สั่งซื้อได้จำนวนไม่มาก” วิชาเผยระหว่างพาเยี่ยมชมไม้ดอกในสวน

เขาเผยอีกว่าสวนแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ด้วยความรักและหลงใหลในไม้ดอกไม้ประดับ หลังจากพ้นเกณฑ์ทหารก็เริ่มต้นเพาะพันธุ์ไม้ขายอย่างจริงจัง จากนั้นก็ริเริ่มพัฒนาสายพันธุ์เอง จนมีความหลากหลายและให้มีความสวยงาม สามารถทนทานต่อโรค แมลงและเลี้ยงง่าย ส่วนการดำเนินการจะทำในลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ก่อหนี้ยืมสินเพื่อมาลงทุน

“ถ้าผมกู้เงินมาทำสวนคงจะใหญ่กว่านี้ แต่ที่ผ่านมาจะทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ขายพันธุ์ไม้ได้เท่าไหร่ก็จะนำมาลงทุนขยายสวนเพิ่ม ไม่เคยคิดที่จะทำแบบอลังการ ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น แล้วมันก็มีความภูมิใจในทุกตารางนิ้วที่เราขยายออกไปมาจากเม็ดเงินที่เป็นผล ผลิตของสวน ชีวิตผมก็มีความสุขที่ได้อยู่กับมันทั้งวัน ถ้าไม่จำเป็นก็จะไม่ออกไปไหน จะขลุกอยู่ในสวนทั้งวัน” วิชากล่าวเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข

นอกเหนือจากการปฏิบัติงานทางด้านเกษตรกรรมแล้ว เขายังอุทิศตนบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมอย่างมากมาย ช่วยเหลือสังคม ชุมชนต่างๆ จนได้รับรางวัลคนดีศรีเมืองชล ปี 2548 สาขาเกษตรกรรมปริญญากิตติมศักดิ์ วิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาพืชศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก และปัจจุบันยังรั้งตำแหน่งนายกสมาคมไม้ดอกไม้ประดับภาคตะวันออกอีกด้วย

นี่เป็นส่วนหนึ่งในโครงการท่องโลกเกษตรกับ “คม ชัด ลึก” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-13 มิถุนายน 2553 ที่จะถึงนี้ ในหลายพื้นที่ของ จ.ชลบุรีและ จ.ระยอง

ลุยสวนผลไม้ 2 วัน 1 คืน ที่ระยอง

เสาร์ที่ 12 มิถุนายน 2553
06.00 น. – พร้อมกันที่อาคารเนชั่น ถ.บางนา-ตราด (กม.4.5)
(รับประทานชา กาแฟ โอวัลติน ปาท่องโก๋ร้อนๆ ก่อนออกเดินทาง)
06.30 น. – เดินทางไปยังศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี
09.00 น. – ถึงศูนย์มาบเอื้อง ฟังบรรยายสรุปจาก อ.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ อ.ยักษ์ มหาลัยคอกหมู
พร้อมเยี่ยมชมกิจกรรมภายในศูนย์
10.30 น. – ออกเดินทางไปยังสวนวิชาพันธุ์ไม้ อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี
11.00 น. – ฟังบรรยายสรุปจากคุณวิชา โกมลกิจเกษตร เจ้าของสวน
12.00 น. – รับประทานอาหารกลางวันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวปลาสามย่าน อ.แกลง จ.ระยอง
13.00 น. – ออกเดินทางไปยังศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำระยอง ต.เพ อ.เมือง จ.ระยอง
14.00 น. – เยี่ยมชมกิจกรรมของศูนย์
16.00 น. – ไหว้สักการะอนุสาวรีย์สุนทรภู่ อ.แกลง จ.ระยอง
18.00 น. – รับประทานอาหารเย็น ณ ร้านตังเก
20.00 น. – เข้าที่พัก ณ โรงแรมระยองสตาร์
อาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน 2553
08.00 น. – รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
09.00 น. – เดินทางไปยังสวนไพบูลย์ ต.นาตาขวัญ อ.เมือง จ.ระยอง
09.30 น. – ฟังบรรยายสรุปจากลุงไพบูลย์ อรัญนารถ พร้อมลิ้มรสผลไม้สดๆ จากสวน
10.30 น. – เดินทางไปยังเรือนเพาะชำหม้อข้าว หม้อแกงลิงของคุณประกิต โพธิ์ศรี
11.00 น. – ถึงเรือนเพาะชำหม้อข้าว หม้อแกงลิง พร้อมเยี่ยมชมขั้นตอนการเพาะชำ
12.00 น. – รับประทานอาหารกลางวัน ณ สวนย่าสน (คนเคยมา) ต้นตำรับอาหารพื้นเมืองระยอง
13.00 น. – เดินทางไปยังตลาดกลางผลไม้ จ.ระยอง
14.00 น. – เลือกซื้อผลไม้และของฝากตามอัธยาศัย
15.00 น. – เดินทางกลับกรุงเทพฯ
18.00 น. – ถึงอาคารเนชั่น ถ.บางนา-ตราด (กม.4.5) โดยสวัสดิภาพ
สนใจสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งโทร.0-2338-3356-7
(ค่า ลงทะเบียน 3,852 บาทต่อท่าน รับเพียง 40 ท่าน)

สุรัตน์ อัตตะ

 

โครงการเปิดทองหลังพระที่ชุมพร มิถุนายน 1, 2010

30 พฤษภาคม 2553, 05:30 น.

ผ่านทางโครงการเปิดทองหลังพระที่ชุมพร – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_86117

ด้าน นอกศาลกรมหลวงชุมพร ที่หาดทรายรี.

ก่อนอื่นต้องบอกให้ทราบ ว่าที่จั่วหัว เรื่องว่า “เปิดทองหลังพระ” นั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่บกพร่องทางการพิสูจน์อักษร “เปิด” เป็น เนื้อหาของเรื่องราวที่จะกล่าวต่อไป

โครงการนี้เป็นโครงการพระ ราชดำริที่ พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยด้านการทำมาหากินด้วยวิธีการต่างๆ ที่จะทำให้ผู้คนอยู่ดี มีสุข แต่โครงการต่างๆที่ทำให้ชาวบ้านได้รับ ผลประโยชน์ไม่ค่อยจะมีการเผยแพร่ให้ผู้คนได้รับรู้ นอกจากชาวบ้านซึ่งได้รับประโยชน์เราจึงเรียกโครงการนี้ว่า “โครงการปิดทองหลังพระ”

พระรูปจำลองเสด็จฯ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์.

พระรูปจำลองเสด็จฯ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์.

ทั้งๆที่โครงการนี้ได้ทำประโยชน์ ให้แก่ชุมชนในเมืองไทยอย่างมหาศาล แต่ผู้คนทั้งหลายยังไม่รู้เลยว่ามาจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแก่พสกนิกร ของพระองค์ท่าน

เมื่อ เป็นเช่นนี้เราจึงมีความเห็นว่าควรจะนำโครงการนี้มาเผยแพร่ จึงขอเปลี่ยน โครงการปิดทอง หลังพระ เป็น “โครงการ เปิด ทองหลังพระ” ด้วย ประการฉะนี้

เรือนไม้ใต้ถุนสูงและกังหันที่ใช้ใน การเกษตร.

เรือนไม้ใต้ถุนสูงและกังหัน ที่ใช้ใน การเกษตร.

โครงการต่างๆนี้มีมากมายโครงการ มี อยู่ทั่วไปทั่วทั้งประเทศ ทำให้เกิดประโยชน์ ด้านการทำมาหากิน เป็นส่วนรวมตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ชุมพร เป็นจังหวัดหนึ่งทางภาคใต้ที่ต้องประสบภัยพิบัติจาก พายุไต้ฝุ่น “เกย์” ที่เกิดขึ้นในอ่าวชุมพร ซึ่งตามปกติจะเกิดในทะเลจีนใต้ แต่เมื่อเกิดขึ้นในจังหวัดชุมพรเมื่อปี 2532 จึงทำความเสียหายอย่างมหาศาลต่อผู้คน บ้านเรือน ทรัพย์สิน  แหล่งทำมาหาเลี้ยงชีพด้านการเกษตร เกิดน้ำท่วมทั่วทั้งจังหวัด ในอุบัติภัยครั้งนั้นทางราชการได้ดำเนินการช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัยอย่าง เข้มแข็งจนคลี่คลายลงบางส่วน

อาหารระดับ 4 ดาว ที่ชุมพร คาบาน่า.

อาหารระดับ 4 ดาว ที่ชุมพร คาบาน่า.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราช ทานความช่วยเหลือเบื้องต้นอย่างเร่งด่วน จนสถานการณ์คลี่คลายลงเป็นปกติ ด้วยการระบายน้ำที่ท่วมขังไหลลงทะเลจนหมดสิ้น

ต่อมาจึงมีโครงการขุด คลองหัววัง-พนังตัก เพื่อเป็นทางระบายน้ำเมื่อเกิดอุทกภัยฝนตกหนักน้ำท่วม แต่การขุดคลองยังไม่เสร็จก็เกิด พายุ “ซีต้า” เมื่อปี 2540 หลังเกิดพายุเกย์ได้ 8 ปี แต่คลองที่ขุดยังไม่สมบูรณ์ ได้ระบายน้ำ ที่ท่วมชุมพรไหลลงทะเลจนแห้งหาย

หมึกแดดเดียว ทอดกรอบ ร้านลุงรมณ์.

หมึกแดดเดียว ทอดกรอบ ร้านลุงรมณ์.

หลังพายุ “ซีต้า” พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว รับสั่งให้ขุดคลองหัววัง-พนังตักอย่างเร่งรีบให้เสร็จภายใน 1 เดือน เมื่อการขุดคลองแล้วเสร็จ พายุ “ลินดา” เข้าถล่มชุมพรอีกครั้ง คลองหัววัง- พนังตักจึงระบายน้ำลงทะเลได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ อุทกภัยในจังหวัดชุมพรไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปจน กระทั่งทุกวันนี้

โครงการ ขุดคลอง หัววัง-พนังตัก ทำให้เกิด แก้มลิงกว้างใหญ่ที่ตำบลหนองใหญ่ ซึ่งมีชุมชนริมหนองใหญ่ ได้ร่วมกันดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจ พอเพียงจนเป็นต้นแบบของชุมชนทั่วไปให้มาเรียนรู้นำไปปฏิบัติกับชุมชนของตน ต่อไป

กุ้งอบเกลือ

กุ้งอบเกลือ

หมึกต้มเค็ม

หมึกต้มเค็ม

รายการครอบจักรวาลได้เดินทางไปชุมพร เมื่อวันที่ 27 เมษายน แวะนอนค้างที่ โรงแรมโกลเด้น บีช คืนหนึ่ง เพราะระยะทางกรุงเทพฯ-ชุมพร ยาวถึง 500 กิโลเมตร ถ้าเดินทางรวดเดียวจะกินเวลาถึงครึ่งวัน จึงแวะพักที่ชะอำเสียก่อนหนึ่งคืน

ปูขุดนึ่ง

ปูขุดนึ่ง

รุ่งขึ้นหลัง อาหารเช้า ที่ประกอบด้วย แกง เผ็ดไก่ใส่หน่อไม้กับหมูเค็มสับ (เมนูเดิมที่ต้องกินทุกครั้ง) ก็เดินทางต่อจนถึง รีสอร์ต “ชุมพร คาบาน่า” ในตอนเย็น เราจะพักที่ ชุมพร คาบาน่า 2 วัน รีสอร์ตแห่งนี้ตั้งอยู่ ริมหาดทุ่งวัวแล่น เริ่มเปิดบริการเมื่อปี 2525 เป็นกระท่อมหลังคามุงจากไม่กี่หลัง แต่การบริการด้านที่พักและอาหารได้ระดับมาตรฐาน 4 ดาว รสชาติอาหารเอร็ดอร่อย ได้รับการแนะนำจากเชลล์ชวนชิม จึงทำให้รีสอร์ต แห่งนี้พัฒนาด้านต่างๆ ทั้งห้องพักและอาหารจนเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ แทบทุกคน
สำหรับตัวผมเองเป็นคนพิถีพิถันเรื่องห้องพักที่ มีแอร์คอนดิชั่นติดตั้งไว้ตำแหน่งที่เป่าตรงมากลางเตียงนอน ซึ่งจะทำให้ เกิดอาการเจ็บป่วยขึ้นมา หรือเกิดอาการไอศกรีมไข่แข็ง เพื่อหลีกเลี่ยงห้องพักแบบนี้ผมจึงล่วงหน้ามาสำรวจห้องพักทุกครั้งก่อนการ เข้าพัก

สำหรับชุมพร คาบาน่า เครื่องปรับอากาศติดตั้งไว้ปลายเตียงนอน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ถูกต้อง แถมห้องน้ำมีฝักบัวต่อสายมาที่หัวฉีด และที่ยอดเยี่ยมก็คือที่นั่งอาบน้ำสำหรับคนสูงอายุ รวมทั้งโถส้วมที่มีราวจับโดยรอบ เป็นการเอื้อแก่คนสูงอายุอย่างมาก

ผู้เขียนกับคุณการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ.

ผู้เขียนกับคุณการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ.

สรุปแล้วจะเห็นได้ว่า รีสอร์ต ชุมพร คาบาน่า มี บริการอย่างยอดเยี่ยมทุกๆด้าน น่าไปพักผ่อนเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อถึง ชุมพรสิ่งแรกที่ผมต้องทำคือเดินทางไปถวายบังคมเสด็จฯ กรมหลวงชุมพร เสด็จเตี่ยของ ทหารเรือที่ศาลกรมหลวงชุมพร หาดทรายรี

ผู้เขียนถ่ายกับเจ้าของร้านลุงรมณ์.

ผู้เขียนถ่ายกับเจ้าของร้าน ลุงรมณ์.

ในตอนเย็นได้ไปกินข้าวเย็นที่ ร้าน “ลุงรมณ์” ซึ่งมีลูกเขยชื่อ ทองเทียม แซ่คู และภรรยา เป็นเจ้าของ ร้าน ร้านนี้อยู่ใกล้ชุมพร คาบาน่า อยู่ติดทะเล ตั้งโต๊ะ ใต้ต้นหูกวางร่มรื่น ลมทะเล พัดแรงไม่ขาดสายทำให้ บรรยากาศเย็นสบาย ท่านผู้ว่าราชจังหวัด คุณการัณย์ ศุภกิจวิเลขการ ซึ่งเป็นบุตรชาย คุณกระจก อดีตนักเรียนวิศวะ จุฬาฯ ซึ่งเป็นเพื่อนของผมมากินด้วย

ป้าย โครงการ และกระท่อมดิน.

ป้าย โครงการ และกระท่อมดิน.

อาหารร้านทองเทียม มีของอร่อยหลายอย่าง โดยเฉพาะ ปูนึ่ง ที่ได้มาจากปูขุดจากรู เนื้อแน่น ปลาหมึกทอดกรอบ ให้กินเป็นออเดิร์ฟ หรือแกล้มเบียร์เย็นๆ ตามด้วย กับข้าวหลักคือ น้ำพริกระกำกับปลาทูน่า ปลาฉลามผัดฉ่า ต้มส้ม ปลากระบอก ปลาหมึกต้มหวาน ต้มเค็ม นอกจากนี้ยังมีของอร่อยที่จาระไนไม่หมดอย่าง ใบเหลียงผัดไข่ ผักเหนาะมีพร้อมทั้งสะตอสด สะตอเผากินกับน้ำพริก อร่อยทุกอย่าง กินกันเหมือนคนตายอดตายอยาก อยากให้แฟนครอบจักรวาลได้มาชิมกันบ้าง เพราะ ร้านที่มีของกินอร่อยอย่างนี้หากินได้ไม่ง่ายนัก ร้านลุงรมณ์ ใกล้ชุมพร คาบาน่า เป็นร้านหนึ่งที่เชลล์ชวนชิมขอการันตีว่ายอดจริงๆจะบอกให้

ปลาฉลามผัดเผ็ด.

ปลาฉลามผัดเผ็ด.

ในวันรุ่งขึ้นได้ไปทำรายการโครงการพระราช ดำริที่หนองใหญ่กับคุณการัณย์ ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดได้ออกอากาศทางรายการครอบจักรวาล ทางช่อง 5 ไปแล้ว

วันรุ่งขึ้นเดินทางไปเกาะพิทักษ์ ซึ่งจะเล่า ให้ฟังในโอกาสต่อไป

เมื่อ เหตุการณ์บ้านเมืองสงบเป็นปกติลงแล้ว จะได้ไปเที่ยวเกาะพิทักษ์ด้วยกันครับ.

ม.ร.ว.ถนัด ศรี สวัสดิวัตน์

 

“ท่องโลกเกษตร”กับคมชัดลึก(1)ดูวิถี”พอเพียง”ที่ศูนย์มาบเอื้อง พฤษภาคม 25, 2010

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม 2553

ผ่านทาง“ท่องโลกเกษตร”กับคมชัดลึก(1)ดูวิถี”พอเพียง”ที่ศูนย์มาบเอื้อง คมชัดลึก : เกษตร : ข่าวทั่วไป.

คมชัดลึก : กว่า 20 ปีที่ อ.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรืออาจารย์ยักษ์ มหาลัยคอกหมู ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ได้เนรมิตพื้นที่แห้งแล้งกันดาร มีสภาพเป็นดินดานจำนวนกว่า 40 ไร่ เป็น “ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง” ที่บ้านมาบเอื้อง ต.หนองบอนแดง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี เมื่อครั้งที่เขายังรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท ในฐานะที่รับราชการใกล้ชิดพระองค์ท่าน ในหน่วยงานสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระ ราชดำริ (กปร.) สำนักนายกรัฐมนตรี

มาถึงวันนี้ “ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง” ได้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ ดูงานและสถานที่ฝึกอบรมสำหรับผู้ที่สนใจในวิถีพอเพียง ทั้งภาครัฐ เอกชน ตลอดจนประชาชนที่สนใจโดยทั่วไป ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว มาแล้วนับหมื่นราย มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศกว่า 60 ศูนย์

“ท่องโลกเกษตร” อาทิตย์นี้จะพาไปดูการทำงานและกิจกรรมของศูนย์ ภายใต้การกมบังเหียนของ อ.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ที่ได้พลิกฟื้นดินดาน ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้กลายเป็นป่าที่สมบูรณ์ อุดมไปด้วยพืชผักและผลไม้นานาชนิดที่ปลูกไว้ภายในศูนย์แห่งนี้

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อ.วิวัฒน์ ศัลยกำธร จึงได้รวบรวมกลุ่มคนในหลายๆ อาชีพที่มีแนวคิด แนวอุดมการณ์ ในการที่จะฟื้นฟูประเทศ โดยการนำแนวคิดเรื่องทฤษฎีใหม่เศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับการทำการเกษตร และการดำรงชีวิตให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งการรณรงค์ให้เกษตรกรเลิกใช้สารเคมี หยุดการพึ่งพาชาติตะวันตก และหันกลับมาพึ่งพาตนเอง โดยใช้เทคโนโลยี และภูมิปัญญาชาวบ้านที่เคยสืบทอดกันมาเพื่อเน้นการทำเกษตรที่ยั่งยืนบนผืน แผ่นดินไทย

จึงได้จัดตั้งเป็น “ชมรมกสิกรรมธรรมชาติ” ขึ้นในปี 2540 ก่อนที่จดทะเบียนเป็น มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2544 โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นการนำโครงการต่างๆ ที่ชมรมได้ดำเนินการมาสานต่อ และเผยแพร่ ขยายให้กว้างไกลยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีเครือข่ายของมูลนิธิกระจายอยู่ทั่วประเทศจำนวน 63 ศูนย์ สำหรับใช้เป็นต้นแบบให้แก่ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อนำไปใช้เป็นแบบ อย่างในการประกอบอาชีพ

ปัจจุบันศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ภายใต้การดูแลและดำเนินการโดยมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ที่มี อ.วิวัฒน์ เป็นประธาน นับเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างครบวงจร มีหลักสูตรการอบรมที่หลากหลาย อาทิ การพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงสู่การพึ่งตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง, การเลี้ยงกุ้งด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ, เทคโนโลยีการผลิตส้มด้วยชีวภาพ, การจัดน้ำเสียและขยะด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ, เทคโนโลยีการผลิตไม้ผลอินทรีย์, การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามแนวพระราชดำริ, เทคนิคการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์สู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง, และหลักสูตรการสร้างป่าชุมชน

ทุกหลักสูตรนั้น อ.วิวัฒน์ บอกว่า เน้นให้เข้าใจถึงปรัชญา หลักการ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม การวิเคราะห์ สังเคราะห์ การสร้างภาวะผู้นำ การปรับเปลี่ยนวิธีคิด การสร้างจิตสำนึกใหม่แบบพึ่งตนเองการเรียนรู้กระแสการเปลี่ยนแปลง และรู้เท่าทัน โดยผู้ที่จะเข้าอบรมในศูนย์แห่งนี้ แต่ละหลักสูตรมีระยะเวลาที่แตกต่างกันไปตั้งแต่หลักสูตรเรียนรู้ 2 วัน 1 คืนถึง 8 วัน 8 คืน หรือจะฝึกจนชำนาญถึง 3 เดือนก็ได้ โดยทุกหลักสูตรเรียนฟรี โดยมีงบประมาณการสนับสนุนจากภาครัฐด้วยจำนวนหนึ่ง

ผลจากความหลากหลายของหลักสูตรนั่นเอง ทำให้เนื้อที่กว่า 40 ไร่ ภายในศูนย์ในปัจจุบัน ได้มีการจัดแบ่งพื้นเป็นสัดส่วน เพื่อให้สอดคล้องในการปฏิบัติของแต่ละหลักสูตรอย่างลงตัว โดยแบ่งเป็นฐานการเรียนรู้ต่างๆ จำนวน 9 ฐานเพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้ฝึกการปฏิบัติจริง อาทิ คนเอาถ่าน คนมีไฟ คนรักษ์ป่า คนมีน้ำยา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีส่วนที่เป็นพื้นที่ป่า 3 อย่างประโยชย์ 4 อย่าง สำหรับปลูกไม้ยืนต้นไว้ใช้สอย ทำบ้าน ทำฟืน ปลูกไม้ผลไว้กิน และพืชผักส่วนครัวไว้ประกอบอาหารและสมุนไพร ซึ่งไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้จะให้ประโยชน์อย่างมหาศาลในการสร้างความสมดุลให้แก่ระบบนิเวศ ซึ่งจะช่วยลดภาวะโลกร้อนนั่นเอง

และในวันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน 2553 นี้ โครงการท่องโลกเกษตรกับ “คม ชัด ลึก” จะพาผู้สนใจเยี่ยมชมศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง โดยมี “อ.วิวัฒน์ ศัลยกำธร” ประธานมูลนิธิให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยายสรุปการดำเนินงาน พร้อมพาเยี่ยมชมกิจกรรมที่น่าสนใจตามจุดต่างๆ

-2 วัน 1 คืนกับคมชัดลึก

เสาร์ที่ 12 มิถุนายน 2553
06.00 น. – พร้อมกันที่อาคารเนชั่นฯ ถ.บางนา-ตราด (กม.4.5)
(รับประทาน ชา กาแฟ โอวัลติน ปาท่องโก๋ ร้อนๆ ก่อนออกเดินทาง)
06.30 น. – เดินทางไปยังศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี
09.00 น. – ถึงศูนย์มาบเอื้อง ฟังบรรยายสรุปจาก อ.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ อ.ยักษ์ มหาลัยคอกหมู
พร้อมเยี่ยมชมกิจกรรมภายในศูนย์
10.30 น. – ออกเดินทางไปยังสวนวิชาพันธุ์ไม้ อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี
11.00 น. – ถึงสวนวิชาพันธุ์ไม้ ฟังบรรยายสรุปจาก วิชา โกมลกิจเกษตร เจ้าของสวน
12.00 น. – รับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านก๋วยเตี๋ยวปลาสามย่าน อ.แกลง จ.ระยอง
13.00 น. – ออกเดินทางไปยังศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำระยอง ต.เพ อ.เมือง จ.ระยอง
14.00 น. – ถึงศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำระยอง เยี่ยมชมกิจกรรมของศูนย์
16.00 น. – ไหว้สักการะอนุสาวรีย์สุนทรภู่ อ.แกลง จ.ระยอง
18.00 น. – รับประทานอาหารเย็น ณ ร้านตังเก แหลมแม่พิมพ์
20.00 น. – เข้าที่พัก ณ โรงแรมระยองสตาร์
อาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน 2553
08.00 น. – รับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม
09.00 น. – เดินทางไปยังสวนลุงไพบูลย์ ต.นาตาขวัญ อ.เมือง จ.ระยอง
09.30 น. – ถึงสวนลุงไพบูลย์ของลุงไพบูลย์ อรัญนารถ พร้อมลิ้มรสผลไม้สดๆ จากสวน
10.30 น. – เดินทางไปยังเรือนเพาะชำหม้อข้าว หม้อแกงลิงของ ประกิต โพธิ์ศรี
11.00 น. – ถึงเรือนเพาะชำหม้อข้าว หม้อแกงลิง พร้อมเยี่ยมชมขั้นตอนการเพาะชำ
12.00 น. – รับประทานอาหารกลางวัน ณ สวนย่าสน (คนเคยมา) ต้นตำรับอาหารพื้นเมืองระยอง
13.00 น. – เดินทางไปยังตลาดกลางผลไม้ จ.ระยอง
14.00 น. – เลือกซื้อผลไม้และของฝากตามอัธยาศัย
15.00 น. – เดินทางกลับกรุงเทพฯ
18.00 น. – ถึงอาคารเนชั่นฯ ถ.บางนา-ตราด (กม.4.5) โดยสวัสดิภาพ
สนใจสอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งโทร.0-2338-3356-7, 08-9497-5500
(ค่าลงทะเบียน 3,852 บาท/ท่าน รับเพียง 40 ท่าน)

สุรัตน์ อัตตะ

 

ส่งเสริมความรู้ผู้นำสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 21 พฤษภาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > ส่งเสริมความรู้ผู้นำสหกรณ์.

นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ผู้นำสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในภาคเกษตร เป็นกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทสำคัญต่อการ สร้างความเข้มแข็งให้องค์กรและสถาบันที่ ตนเองสังกัด กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงเห็นควรให้ผู้นำสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร มีโอกาสได้เพิ่มพูนความรู้เพื่อนำไปปรับปรุงแนวทางการดำเนินงานแก่ตนเองและ สถาบันของตนเองให้มีประสิทธิภาพ จึงได้จัดทำโครงการพัฒนาความรู้ บทบาทหน้าที่ของผู้นำสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร ระหว่างวันที่ 10-13 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมาโดยนำผู้แทนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2553 และผู้นำ สหกรณ์ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกรทั่วไปรวม 310 คน เข้ารับการอบรมเพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ในการพัฒนาตนเอง ปรับปรุงวิถีชีวิตของชุมชน ตลอดจนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ระหว่างกัน

“กลุ่มคนที่เป็นตัวจักรสำคัญที่จะมีบทบาทในการขับเคลื่อนสหกรณ์ ได้แก่ ผู้นำสหกรณ์ ภายใต้การสนับสนุนของสมาชิกสหกรณ์ในฐานะเจ้าของ ดังนั้น โครงการนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้นำสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร ได้ศึกษาแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการบริหารงาน บริหารองค์กร ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาธุรกิจและการบริหารงานขององค์กรได้อย่างมี ประสิทธิภาพ โดยนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้กับองค์กรของตนเอง” นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว.

 

เด็กไทยหัวใจเกษตร….กำลังผลที่สำคัญ

วันอังคาร ที่ 25 พฤษภาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > เกษตรทั่วไทย > เด็กไทยหัวใจเกษตร….กำลังผลที่สำคัญ.

ประเทศไทย นับว่ามีความพร้อมที่สุดสำหรับการทำเกษตรกรรมทั้งในด้านสภาพแวดล้อม ภูมิประเทศและภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ เพียงแต่วันนี้แหล่งความรู้จากรุ่นปู่ย่าตายายกำลังลบเลือนหายไปเนื่องจาก ขาดกำลังพลหรือ “กลุ่มเด็กรุ่นใหม่” และการที่ไทยเราจะก้าวขึ้นสู่เส้นทางการเป็นครัวของโลกได้อย่างที่วาดหวัง ไว้นั้น ในวันนี้ต้องเริ่มปูพรมแหล่งความรู้ทั้งด้านวิทยาการสมัยใหม่และฟื้น ภูมิปัญญาพื้นบ้านควบคู่ ลงลึกไปยัง “ยุวเกษตรกร” ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่ สมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชประสงค์ให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องสหกรณ์ รู้จักคิดวางแผนควบคู่กับการทำกิจกรรมด้านเกษตรภายในโรงเรียน ซึ่งนอกจากสร้างพื้นฐานอาชีพเกษตรแล้ว ยังมีผลิตผลที่ได้จากกิจกรรมส่งเข้าโครงการอาหารกลางวันอีกด้วย เพื่อสนองพระราชดำริ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัท ฟาร์มแชนแนล (ประเทศไทย) จำกัด จึงจัดโครงการเพื่อเฟ้นหาเด็กไทยหัวใจเกษตร (My Little Farm) ขึ้น

อนันต์ ภู่สิทธิกุล อธิบดีกรมตรวจบัญชี บอกว่า การพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็งนั้น โรงเรียนนับว่ามีความสำคัญมากนอกจากจะพัฒนาแหล่งผลิตเกษตรกรรุ่นใหม่ ยังเป็นแรงผลักดันให้พ่อแม่ที่อยู่ในชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของการคิดแยก แยะ เพื่อนำไปสู่การสร้างระบบเงินออมทางเศรษฐกิจ ซึ่งเด็กจะเป็นตัวเชื่อมโยงครอบครัว ส่งผลทำให้เกิดกลไก การรวมกลุ่ม กองทุนหมู่บ้าน วิสาหกิจชุมชน หรือกลุ่มสหกรณ์ชุมชนที่เข้มแข็ง สำหรับเป้าหมายของโครงการเด็กไทยหัวใจเกษตรนั้น นอกจากฝึกให้เด็กรู้จักการวางแผน บริหาร จัดการพื้นที่ทำกินให้เหมาะสมในแต่ละฤดูแล้ว ยังเป็นการฝึกฝนให้เด็กได้เรียนรู้การทำบัญชี ต้นทุน ซึ่งโรงเรียนจะมีบทบาทต่อการสร้างธุรกิจในรูปแบบของสหกรณ์ ที่สามารถวางมาตรฐานต้นทุนการผลิต ผลกำไรได้อย่างแม่นยำ

สำหรับโครงการดังกล่าวที่ผ่านมานั้นมีโรงเรียนสมัครเข้ามาทั้งหมด 89 แห่ง และผ่านการคัดเลือกทั้งหมด 10 แห่ง คือ โรงเรียนบ้านวังเตย จ.อุทัยธานี โรงเรียนบ้านเขาไม้แก้ว จ.ปราจีนบุรี โรงเรียนบุแกรงวิทยาคม จ.สุรินทร์ โรงเรียนบ้านตระกาศขอนแก่น จ.ศรีสะเกษ โรงเรียนหนองหลวงศึกษา จ.สกลนคร โรงเรียนบ้านเหล่า (รัฐราษฎร์บำรุง) จ.แพร่ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์แม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน โรงเรียนวัดสุทธาวาส จ.สุราษฎร์ธานี โรงเรียนทุ่งหว้าวรวิทย์ จ.สตูล และโรงเรียนสามร้อยยอดวิทยาคม จ.ประจวบคีรีขันธ์ เด็ก ๆ กลุ่มนี้ได้เข้าไปเรียนรู้ร่วมกันในบริเวณพื้นที่ กันตนามูฟวี่ทาวน์ ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม ที่ทีมงานได้จัดเตรียมพื้นที่ไว้ ให้เด็ก ๆ ทีมงานละ 1 ไร่ สำหรับลงมือปฏิบัติตามโครงการให้ออกมาเป็นรูปธรรม มีโอกาสคิด คำนวณ วางแผน และบริหารบัญชีต้นทุน ซึ่งก่อนที่จะมีผลผลิตนำออกขายตลาดหลายชนิด ทั้งพืช ผัก ปลา ไก่ ซึ่งยึด หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การทำเกษตรผสมผสาน ใน องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นแนวทางลอง ไปสัมผัสกับความคิดของพวกเขาเหล่านี้ กันดู…

ด.ญ.ศรีไพร วาชยะ จากโรงเรียนบ้านตระกาศขอนแก่น จ.ศรีสะเกษ ที่ได้เสนอโครงการเกษตรอินทรีย์ น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งโดยหลักก็คือที่โรงเรียนจะนำเศษวัสดุ มูลสัตว์มาใช้ในการปลูกพืช ซึ่งผลผลิตที่ได้จากโครงการจะส่งขายผ่านสหกรณ์

ด.ญ.พัชราภร พึ่งแก้ว จากโรงเรียนบ้านเหล่า (รัฐราษฎร์บำรุง) จ.แพร่ ทำโครงการเกษตรแบบผสมผสาน น้อมนำ เอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ ตามแผนที่วางไว้อย่างการนำจักรยานสูบน้ำฉีด แกนกลางพื้นที่จะปลูกผักกินใบ คัน ดินปลูกพืชผักสวนครัวกันแมลงเข้ามารบกวน ซึ่งผลผลิตอย่าง ถั่วงอก ผักบุ้ง ที่มีผลผลิต ออกมาจำหน่ายทุกอาทิตย์

…ต่อจากนี้ พวกเขาจะเป็นกำลังพลทางการเกษตรที่สืบทอดเจตนารมณ์และภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ สืบไป.

 

สานต่อแนวพระราชดำริขยายผลงานศึกษาวิจัยสู่ราษฏร พฤษภาคม 17, 2010

วันศุกร์ ที่ 30 เมษายน 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > เกษตรทั่วไทย > สานต่อแนวพระราชดำริ.

นายเฉลิมเกียรติ แสนวิเศษ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กปร.ได้จัดการประชุม คณะกรรมการบริหารโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น โดยมีนายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี เป็น ประธานการประชุมฯ พร้อมด้วย นายสวัสดิ์ วัฒนายากร องคมนตรี ประธานอนุกรรมการวิชาการโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมถึงผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ทั้ง 6 ศูนย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 60 คนเข้าร่วมประชุมเมื่อวันก่อน

การประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราช ดำริ มีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ทั้ง 6 ศูนย์ ประกอบด้วย ด้านศึกษาทดลองวิจัย การขยายผลและการประชาสัมพันธ์ ตัวชี้วัดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ การประเมินผลงานขยายผลศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ และความร่วมมือกับหน่วยงาน ต่าง ๆ ในการให้ความรู้แก่ราษฎรและพัฒนาศักยภาพในการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการ พัฒนาฯ ให้เป็นรูปธรรมชัดเจน ตลอดจนเพื่อกำหนดกรอบแนวทางในการดำเนินงานในระยะต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมและสร้างเครือข่ายในการขยายผลไปสู่ราษฎร ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยระยะเวลาที่ผ่านมาเกือบ 3 ทศวรรษ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ได้ดำเนินงานสนองพระราชดำริมาอย่างต่อเนื่อง มีผลงานต่าง ๆ มากมาย โดยในการศึกษา ทดลอง วิจัย ทั้งด้านเกษตรกรรม ปศุสัตว์ ประมง การพัฒนาและอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า การพัฒนาป่าไม้และแหล่งน้ำ การปรับปรุงและบำรุงดิน การพัฒนาและควบคุมโรคติดต่อ และการพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคม มีผลงานวิจัยจำนวนทั้งสิ้น 971 เรื่อง แล้วเสร็จจำนวน 834 เรื่อง และอยู่ระหว่างการดำเนินงานอีก 137 เรื่อง พร้อมกันนี้ได้นำผลงานวิจัยไปขยายผลสู่ประชาชน จำนวน 136 เรื่อง และจัดเป็นหลักสูตรการฝึกอบรมจำนวน 98 หลักสูตร อีกทั้งได้จัดพิมพ์เป็นคู่มือแจกจ่ายเกษตรกรอีก จำนวน 125 เรื่อง

สำหรับการขยายผลสำเร็จของศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ในปี 2552 มีผู้เข้าอบรมจำนวนทั้งสิ้น 19,606 คน มีเกษตรกรและกลุ่มอาชีพเป็นเครือข่ายศูนย์เรียนรู้ถึง 177 ราย/กลุ่ม อีกทั้งมีผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงานและชมศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ถึง 1,063,307 คน นอกจากนี้ ยังได้ส่งเสริมองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรในหมู่บ้านรอบศูนย์ถึง 107 หมู่บ้าน พร้อมกับได้ขยายผลออกไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต. และเทศบาล) โดยการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ทั้ง 6 ศูนย์ มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,500 คน ส่งผลให้การดำเนินงาน และการขยายผลของศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ทั้ง 6 ศูนย์ มีทิศทางที่ชัดเจนไปสู่ราษฎรกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเต็มศักยภาพยิ่งขึ้น

เพื่อให้การขับเคลื่อนศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ในระยะต่อไป สามารถสนองพระราชดำริได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เป็นไปตามแผนแม่บทของศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ โดยมุ่งไปสู่การทำหน้าที่เป็นแหล่งองค์ความรู้ ขยายผลไปสู่ประชาชนอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานการบริหารจัดการที่ดี นำไปสู่วิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง จึงได้ดำเนินการสนองพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เกี่ยวกับปุ๋ยเคมี โดยให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ดำเนินการจัด ทำแปลงสาธิตการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับดินและพืช ทั้งนี้ เพื่อจะเป็นต้นแบบให้ราษฎรนำไปใช้ในพื้นที่ของ เกษตรกรต่อไป

และเพื่อให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ เป็นแหล่งเรียนรู้และการผลิตข้าวครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการปลูกจนกระทั่งถึงการจัดจำหน่ายในรูปแบบข้าวถุง การเป็นแหล่งข้าวพันธุ์ดี (สต๊อก พันธุ์ข้าว) หรือพันธุ์ข้าวที่เป็นเอกลักษณ์ ของศูนย์ และด้านพลังงานทดแทน จึงได้มีการดำเนินการ ใน 2 ลักษณะ คือ การนำพลังงานธรรมชาติ และการนำพืชพลังงานมาใช้ เพื่อสนองพระราชดำริ ในการพัฒนาคนให้สามารถดำรงชีวิตแบบพออยู่พอกินและพึ่งพาตนเองได้ ตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ และเพื่อส่งเสริมและผลักดันการเผยแพร่องค์ความรู้ในด้านต่าง ๆ ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ในลักษณะพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต เป็นศูนย์กลางในการเรียนรู้จากแนวพระราชดำริไปสู่การปฏิบัติที่ประชาชน สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

และสามารถขยายผลสำเร็จศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ไปสู่จังหวัดใกล้เคียงและจังหวัดอื่น ๆ ในภูมิภาคได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อประชาชน สังคม และประเทศชาติต่อไป.

kasettuathai@dailynews.co.th

 

เกษตรกรดีเด่นด้านปศุสัตว์

วันพุธ ที่ 12 พฤษภาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > ดินดีสมเป็นนาสวน > เกษตรกรดีเด่นด้านปศุสัตว์.

การคัดเลือกเกษตรกรด้านปศุสัตว์ ซึ่งจะเข้ารับพระราชทานโล่รางวัล ในพระราชพิธีพืชมงคลจรด พระนังคัลแรกนาขวัญ ในวันที่ 13 พฤษภาคม ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง

สำหรับสาขาอาชีพเลี้ยงสัตว์ คือ นาย ธนศักดิ์ คำด่าง อายุ 53 ปี การศึกษาปริญญาโท (ปฐพีวิทยา) ประเทศญี่ปุ่น อยู่บ้านเลขที่ 209 หมู่ที่ 4 ตำบลโพธิ์ตาก อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม

เขามีความคิดริเริ่มและความพยายามฟันฝ่าอุปสรรคจากจุดเริ่มต้นปี พ.ศ. 2534 เริ่มเลี้ยงโคเนื้อ 170 ตัว แต่ด้วยเพราะขาดความรู้ ข้อมูลข่าวสาร ที่ปรึกษาองค์ความรู้และภาคีที่เกี่ยวข้อง ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาในปี พ.ศ. 2537 นายธนศักดิ์ จึงได้ปรับระบบการเกษตรของตนเองเข้าสู่การเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยการขุดบ่อเลี้ยงปลา ทำนาปลอดสารพิษ เลี้ยงสุกร เป็ดเทศ และไก่ไข่บนบ่อปลา ปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล บทเรียนที่ได้จากการเลี้ยงโคเนื้อทำให้ นายธนศักดิ์ ได้ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากเอกสารผู้รู้ ตลอดจนภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการผลิตทั้งด้านปศุสัตว์และการเกษตรภายในฟาร์มของตนเอง และจากความเป็นคนช่างสังเกตพบว่าเนื้อของไก่งวงเมื่อนำมาปรุงเป็นอาหารจะมี รสชาติดี ถูกปาก และยังมีการเลี้ยงกันน้อยมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงเกิดความสนใจที่จะเลี้ยงเป็นอาชีพ ต่อมาได้มีโอกาสร่วมทีมวิจัย “โครงการพัฒนาเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความยากจน” ผลจากการวิจัยพบว่ามีปศุสัตว์ 4 ชนิด คือ แพะ หมูหลุม ไก่งวง และโคเนื้อ สามารถแก้ปัญหาความยากจนของเกษตรกรได้ จากนั้นนายธนศักดิ์ จึงได้เรียบเรียงประสบการณ์ ความรู้ ตลอดจนวิเคราะห์ศักยภาพของตนเองและได้ตัดสินใจเลือกชนิดปศุสัตว์ที่เหมาะสม คือ ไก่งวง ด้วยไก่งวงเป็นสัตว์ที่มีจุดที่น่าสนใจ คือ เลี้ยงยาก เนื้อมีรสดี ไม่มีผู้แข่งขัน และเข้าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงเริ่มทำการเลี้ยงไก่งวง ในปี พ.ศ. 2547 โดยเริ่มจากพ่อพันธุ์ 7 ตัว แม่พันธุ์ 20 ตัว ทำการขายและพัฒนาการผลิตเป็นพ่อแม่พันธุ์ ในปี พ.ศ. 2548 ผลิตไก่งวงเพื่อเลี้ยงขุนจำหน่าย ปี พ.ศ. 2549 พัฒนาสายพันธุ์ไก่งวง โดยการคัดเลือกไก่เป็นพ่อแม่พันธุ์ 237 ตัว พ.ศ. 2550 มีพ่อแม่พันธุ์ รวม 300 ตัว และในปี พ.ศ. 2551-2552 เพิ่มแม่พันธุ์เป็น 370 ตัว สามารถผลิตไก่พันธุ์และไก่ขุนได้ ปีละ 10,000 ตัว ได้ขยายการผลิตโดยการสร้างเครือข่ายผู้เลี้ยงไก่งวงในจังหวัดนครพนมและ จังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป

นายธนศักดิ์ ยังได้สร้างตลาดด้วยการขยายเครือข่ายผู้ผลิตและกลุ่มผู้ซื้อและบริโภค โดยการสร้างเครือข่ายผู้เลี้ยงไก่งวงและกระตุ้นการบริโภคเนื้อไก่งวงในชุมชน ผ่านวัฒนธรรมพื้นบ้าน อาทิ งานบุญต่าง ๆ ทั้งประชาสัมพันธ์การบริโภคและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ไก่งวงด้วยวิธีการ จำหน่ายเป็นเนื้อไก่งวงปรุงสุกพร้อมรับประทานให้แก่ร้านอาหารและหน่วย งานราชการในพื้นที่จังหวัดนครพนม เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ผู้บริโภค ทำให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ

…ทั้งยังได้รับการคัดเลือกจากอำเภอเมืองนครพนม จัดตั้งให้เป็นศูนย์เรียนรู้ ในเรื่องการจัดการฟาร์มและขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอีกด้วย.

 

พลิกฟื้นนาร้างคืนนาดีให้เกษตรกรชายแดนใต้

วันพุธ ที่ 05 พฤษภาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > ดินดีสมเป็นนาสวน > พลิกฟื้นนาร้างคืนนาดี.

ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ของไทย ยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่รอการเยียวยาแก้ไขอย่างเร่งด่วน เนื่องด้วยเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงชีวิตที่ไม่ปกติสุข หรือแม้กระทั่งการประกอบอาชีพก็ค่อนข้างลำบาก ดังนั้น รัฐบาลจึงได้กำหนดแผนพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วยจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลาและสตูล ขึ้นมา โดยวางกรอบงานระยะยาวไว้ 4 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2552-2555 มุ่งเน้นนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และวิถีมุสลิมเป็นแนวทางในการวางแผนการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาความไม่สงบและเร่งรัดพัฒนาพื้นที่พิเศษจังหวัดชาย แดนใต้ ยกระดับรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยจาก 64,000 บาทต่อปี เป็นไม่ต่ำกว่า 120,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี และเพิ่มมูลค่าการผลิตภาคการเกษตรประมาณปีละ 10,600 ล้านบาท

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการพัฒนาภาคเกษตรภายใต้แผนการพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่ง นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า แผนพัฒนาพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดชายแดนใต้ในส่วนที่กระทรวงเกษตรฯรับผิดชอบนั้นมีทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ โดยเฉพาะด้านพืชนั้น ได้เน้นเรื่องการฟื้นฟูนาร้างเพื่อปลูกข้าว เป้าหมาย 2 แสนไร่ เนื่องจากที่ผ่านมาการปลูกข้าวในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่เพียงพอต่อการบริโภคในท้องถิ่น เพราะมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น พื้นที่ที่เหมาะสมในการทำนามีน้อย พื้นที่บางส่วนเป็นดินเปรี้ยวและดินเค็มทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ ประกอบกับเกษตรกรหันไปปลูกพืชเศรษฐกิจตัวอื่นที่ให้ผลตอบแทน สูงกว่า

นอกจากนี้ ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่มีอย่างต่อเนื่อง ทำ ให้เกษตรกรไม่สามารถปลูกข้าวได้อย่างเต็ม ที่ เกษตรกรจำนวนมากได้ปล่อยที่นาให้ รกร้างว่างเปล่าและหันไปประกอบอาชีพอื่นแทน ส่งผลให้มีการสั่งซื้อข้าวจากจังหวัดอื่นมาบริโภคปีละไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท

ดังนั้น เพื่อเป็นการฟื้นฟูนาข้าวที่ถูกทิ้งร้างในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ทั้ง 5 จังหวัด ให้กลับมาเป็นแหล่งอาหารอย่างยั่งยืน สามารถบริโภคได้อย่างพอเพียงในครัวเรือน กระทรวงเกษตรฯ จึงได้จัดให้มี โครงการฟื้นฟูนาร้างเพื่อการปลูกข้าว ขึ้น โดยมีเป้าหมายดำเนินการใน 696 หมู่บ้าน ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรเข้าร่วม 912 ราย พื้นที่ 4,064 ไร่

สำหรับรูปแบบการดำเนินงาน ของโครงการฟื้นฟูนาร้างเพื่อการปลูกข้าวนั้น เป็นการบูรณาการระหว่างกรมการข้าว กรมพัฒนาที่ดิน และกรมส่งเสริมการเกษตร โดยกรมพัฒนาที่ดินรับหน้าที่ปรับสภาพพื้นที่นาร้างให้มีความเหมาะสมสามารถทำ การปลูกข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนกรมการข้าวให้การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวจำนวน 15 กก.ต่อไร่ และปุ๋ยเคมี 20 กก.ต่อไร่ ให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ พร้อมกันนี้กรมการข้าวจะร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตรในการถ่ายทอด เทคโนโลยีการปลูกข้าวที่เหมาะสมให้กับเกษตรกรต่อไป

“กระทรวงเกษตรฯ มีความมุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะสามารถพลิกฟื้นผืนนาที่เคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของพื้นที่ชายแดนใต้ ให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง เพื่อให้เกษตรกรสามารถทำนาควบคู่กับการประกอบอาชีพอื่นได้อย่างยั่งยืน นำมาซึ่งการสร้างรายได้ที่มั่นคงต่อไปในอนาคต” นายธีระ กล่าว

นอกจากโครงการฟื้นฟูนาร้างเพื่อการปลูกข้าวแล้ว กระทรวงเกษตรฯ ยังได้ทำโครงการฟื้นฟูนาร้างเพื่อปลูกปาล์มน้ำมันขึ้นด้วย ซึ่งก็แล้วแต่ความสมัครใจของเกษตรกรในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าต้องการจะปรับเปลี่ยนพื้นที่ทิ้งร้างเพื่อประโยชน์ใน การปลูกพืชชนิดใดนั่นเอง.

 

เกาะข่าวเกษตร วันที่ 8 พฤษภาคม 2553

วันเสาร์ ที่ 08 พฤษภาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > เกาะข่าวเกษตร > เกาะข่าวเกษตร วันที่ 8 พฤษภาคม 2553.

เกาะข่าวเกษตรประจำฉบับวันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ** นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันอังคารที่ 27 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้รับทราบรายงานผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและด้านสังคมของ โครงการฝายหัวนา ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ พร้อมทั้งอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมชลประทาน ดำเนินการพัฒนาโครงการก่อสร้างฝายหัวนา อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ ต่อไปให้แล้วเสร็จ จากที่โครงการดังกล่าวได้ชะงักไป

** นายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำโครงการหนึ่งสหกรณ์หนึ่งโรงปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งเป็นโครงการที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์การ เกษตรทั่วประเทศ โดยจะนำร่องประมาณ 200 สหกรณ์ โดยขณะนี้ได้ดำเนินการคัดเลือกสหกรณ์ที่จะเข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีสหกรณ์สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก คาดว่าภายในระยะเวลา 2-3 เดือนจะสามารถขยายผลได้ไม่ต่ำกว่า 200 สหกรณ์ทั่วประเทศ

** ซึ่งคาดว่าจะ สามารถลดต้นทุน การผลิตของเกษตรกรลงได้ร้อยละ 10-40

** กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินโครงการ ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงชุมชน โดยให้เกษตรกรเข้ามาเรียนรู้และเพิ่มทักษะอาชีพการเกษตรร่วมกันในลักษณะนำทำ นำพา ภายใต้การทำเกษตรตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจากการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้ฯ เริ่มตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบันได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2553 กระทรวงเกษตรฯ ตั้งเป้าการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชนไว้ 854 ศูนย์ แบ่งเป็นศูนย์หลัก จำนวน 654 ศูนย์และศูนย์เรียนรู้ในโรงเรียนจำนวน 200 ศูนย์ **

kasetnews@dailynews.co.th

 

เกาะข่าวเกษตร วันที่ 3 พฤษภาคม 2553

วันจันทร์ ที่ 03 พฤษภาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > เกาะข่าวเกษตร > เกาะข่าวเกษตร วันที่ 3 พฤษภาคม 2553.

เกาะข่าวเกษตรประจำวันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ** 5 พฤษภาคม นี้เป็น วันสถาปนากรม ปศุสัตว์ครบรอบ 68 ปี มีพิธีการ และกิจกรรมต่าง ๆ ที่น่าสนใจมากมาย นอกจากนี้วันที่ 5 พฤษภาคมของทุกปี ยังเป็น วันอาสาปศุสัตว์ อีกด้วย สำหรับปีนี้กิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การจำหน่ายสินค้าราคาถูกไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่ เนื้อหมู และอื่น ๆ อีกมากมาย ส่วนนิทรรศการมีเรื่อง โรคพิษสุนัขบ้า โรคไข้หวัดนก อาหารปลอดภัย โครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ฯลฯ ที่สำคัญมีการให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ผ่าตัด ทำหมันสุนัขและแมว ฟรี

** กรมปศุสัตว์เดิมชื่อ “กรมปศุสัตว์และสัตว์พาหนะ” ได้มีพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งขึ้น เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2481 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กรมการปศุสัตว์” และเปลี่ยนเป็น “กรมปศุสัตว์” ตามลำดับ

** ปี 2553 นี้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) มีแผนเร่งส่งเสริมขยายพื้นที่ นิคมการเกษตรพืชอาหารและพืชพลังงานเพิ่มเติม โดยมีเป้าหมายสินค้าพืช 4 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน โดยคัดเลือกนิคมการเกษตร 7 นิคม ประกอบด้วย นิคมการเกษตรข้าว จ.ฉะเชิงเทรา นิคมการเกษตรข้าว จ.สุพรรณบุรี นิคมการเกษตรข้าวหอมมะลิ จ.ร้อยเอ็ด นิคมการเกษตรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จ.ตาก นิคมการเกษตรมันสำปะหลัง จ.จันทบุรี นิคมการเกษตรข้าว จ.นครศรีธรรมราช และนิคมการเกษตรปาล์มน้ำมัน จ.นครศรีธรรมราช พื้นที่เป้าหมายไม่น้อยกว่า 110,000 ไร่

** ทิศทางการขยายและพัฒนาพื้นที่นิคมการเกษตร เน้นให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ โดยจะส่งเสริมวิธีคิดและการบริหารจัดการแบบผสมผสานตามแนว ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งการผลิตเพื่อบริโภค และเพื่อเพิ่มผลผลิตรองรับตลาด นอกจากนั้นยังมุ่งพัฒนาการพึ่งพาตลาดด้วยการใช้ตลาดนำการผลิต (คอนแทรค ฟาร์มมิ่ง) และสร้างระบบการบริหารจัดการผลผลิตครบวงจร พร้อมสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์เพื่อผลิต สินค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด มีการส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า พัฒนาธุรกิจรวบรวมผลผลิตเชื่อมโยงเข้าสู่อุตสาหกรรมการเกษตรและพลังงาน ตลอดจนสนับสนุนระบบการขนส่งสินค้าให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย.

“ดงข้าว”
farmdaily@dailynews.co.th

 

กลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่น…

วันอังคาร ที่ 04 พฤษภาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > นานาสารพัน > กลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่น….

ผลการคัดเลือกกลุ่มยุวเกษตรกรและที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่น ประจำปี 2553 ของกรมส่งเสริมการเกษตร ปรากฏว่า กลุ่มยุวเกษตรกรและที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกรตำบลลำพญา โรงเรียนสถาพรวิทยา อ.บางเลน จ.นครปฐม ได้รับรางวัลที่ 1 ระดับประเทศ โดยจะเข้ารับพระราชทานโล่รางวัล ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้

กลุ่มยุวเกษตรกรตำบลลำพญา มี คำขวัญประจำกลุ่มคือ “สุขใจในวิถีพอเพียง” ใช้หลักปรัชญาในการทำงานว่า “อยู่อย่างพอเพียง” เป็นการดำเนินกิจกรรมที่มีประโยชน์ในการวางรากฐานการพัฒนาชีวิตของสมาชิก มุ่งเน้นให้นักเรียนที่เป็นสมาชิกได้เรียนรู้พร้อมกับการปฏิบัติ งานเพื่อให้เกิดทักษะกระบวนการที่จะนำไปประกอบอาชีพการเกษตรในอนาคตและมีราย ได้ในระหว่างเรียน พร้อมทั้งพัฒนาให้เป็นผู้นำด้านการเกษตรในอนาคตด้วย โดยกลุ่มยุวเกษตรกรตำบล ลำพญา โรงเรียนสถาพรวิทยา มีสมาชิก 37 คน คณะกรรมการที่ปรึกษา 16 คน ครูที่ปรึกษา 2 คน มีผลการดำเนินงานที่น่าสนใจ เช่น 1.แปลงสาธิตปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 1 ไร่ เป็นแปลงสาธิตเกษตรแบบประณีต เพื่อให้สมาชิกได้เรียนรู้ว่า พื้นที่ 1 ไร่ สามารถทำรายได้ประมาณ 100,000 บาท/ปี โดยมีรายได้จากการจำหน่ายพันธุ์กบ พันธุ์แมลงดา พันธุ์กล้วย ผักปลอดสารพิษพืชสมุนไพร เห็ดฟาง และพันธุ์ไผ่หวาน 2.พิพิธภัณฑ์กล้วยเฉลิมพระเกียรติ เพื่อรวบรวมพันธุ์กล้วยในประเทศไทย ทั้งชนิดบริโภค กล้วยประดับ กล้วยป่า มากกว่า 100 สายพันธุ์ เป็นแหล่งศึกษา อบรม ดูงาน และเป็นรายได้ของกลุ่ม 3.พิพิธภัณฑ์วิถีชาวนาไทย เพื่อให้สมาชิกได้เรียนรู้วิถีชีวิตการเกษตรในอดีต ทราบถึงความยากลำบากในการประกอบอาชีพการเกษตรเรียนรู้เครื่องมือที่ใช้ในการ เกษตร 4.การทดลองเพาะเลี้ยงแมลงดานา เพื่อให้สมาชิกได้ร่วมกันศึกษาการเพาะเลี้ยงแมลงดานาให้สามารถเป็นสัตว์ เศรษฐกิจได้ในอนาคต 5.การเลี้ยงเป็ดบาบารีและเป็ดเทศ 6.การเพาะเห็ดฟาง เนื่องจากรอบโรงเรียนมีการทำนาจึงมีวัสดุเพาะเห็ดจำนวนมาก 7.การเลี้ยงกบคอนโด จำนวน 400 ตัว 8.การเลี้ยงกบในบ่อ ดิน จำนวน 800 ตัว 9.การเลี้ยงกบในกระชัง จำนวน 1,000 ตัว 10.การปลูกผักแบบไร้ดิน 11.การปลูกผักปลอดสารพิษ 12.การปลูกพืชสมุนไพร 13.การปลูกไผ่หวาน 14.ธนาคารพอเพียง เพื่อให้สมาชิกรู้จักการออมและการบริหารเงินที่ได้จากการทำโครงการ นอกจากกิจกรรมรวมของกลุ่มแล้ว สมาชิกยังมีกิจกรรมส่วนบุคคล ได้แก่ การรับจ้างสวนกล้วยไม้ ขายผัก ผลไม้ที่ตลาดน้ำ และการช่วยผู้ปกครองประกอบอาชีพด้านการเกษตรด้วย

นอกจากนั้น กลุ่มยุวเกษตรกรฯกลุ่มนี้ ยังได้พัฒนาสมาชิก ให้รู้จักหน้าที่ การช่วยเหลือ สังคม การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์โดยร่วมปลูกต้นไม้ในที่สาธารณะให้ชุมชนน่า อยู่ โดยยึดหลักวิถีพอเพียงประกอบการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มในการเรียนรู้ของกลุ่ม ยุวเกษตรกรตำบลลำพญา โรงเรียนสถาพรวิทยา ยังมีคติประจำใจของสมาชิกทุกคน ได้แก่ “เราเรียนรู้ด้วยการฝึกหัด เราปฏิบัติเพื่องานการศึกษา หาเลี้ยงชีพเพื่อชีวิตวัฒนา ใช้วิชาบริการงานสังคม” จากที่กล่าวมา จึงส่งผลให้ กลุ่มยุวเกษตรกรฯกลุ่มนี้ ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลที่ 1 ระดับประเทศ

ผู้สนใจศึกษาดูงาน ติดต่อประสานงานได้ที่ สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 2 จังหวัดราชบุรี โทร. 0-3220-1568, 0-3221-1922 หรือ โรงเรียนสถาพรวิทยา โทร. 08-1944-8133.

 

กสก.แนะทำแผนพัฒนาการฯตามความต้องการของเกษตรกร

วันเสาร์ ที่ 15 พฤษภาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > กสก.แนะทำแผนพัฒนาการฯ.

นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่ ในการส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรโดยผ่านกลไกหลักของ “ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล (ศบกต.) ซึ่งมีคณะกรรมการบริหารศูนย์เป็นผู้บริหารจัดการ ในการนี้จึงได้กำหนดให้ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล (ศบกต.) จัดทำแผนพัฒนาการเกษตรระดับตำบลและบูรณาการเข้าสู่แผนพัฒนาท้องถิ่นสามปี เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาชุมชนทางด้านการเกษตร ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกรในการมุ่งสร้างรายได้ให้ มีความมั่นคงและความยั่งยืนของอาชีพ เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากแหล่งต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดแนวทางพัฒนาด้านส่งเสริมการเกษตรในระดับพื้นที่ ซึ่งมีขั้นตอนและแนวทางในการจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรระดับตำบล ดังนี้

1. ศึกษานโยบายทิศทางการพัฒนา และสำรวจข้อมูลพื้นฐาน เช่น ต้องพิจารณานโยบายทิศทางการพัฒนาด้านการเกษตรจากแผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่ม จังหวัด แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นอกจากนั้นยังต้องสำรวจศักยภาพ โอกาส สภาพปัญหา และความต้องการด้านการเกษตรของประชาชนในท้องถิ่น โดยวิเคราะห์กลั่นกรองจากแผนพัฒนาหมู่บ้านและชุมชน ข้อมูลพื้นฐาน บัญชีครัวเรือน ฯลฯ 2. การ วิเคราะห์ข้อมูลจากสภาพ แวดล้อมเพื่อหาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภัยคุกคาม นอกจากนั้นยังต้องวิเคราะห์แนวโน้มด้านการเกษตรเพื่อเป็นข้อมูลดำเนินการให้ บรรลุเป้าหมายที่ต้องการในอนาคต 3. การกำหนดกิจกรรมต้องเป็นโครงการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่น แสดงให้เห็นถึงบทบาทความรับผิดชอบของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างชัดเจนไม่ซ้ำ ซ้อน ดำเนินการตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงเป็นโครงการเชิงสร้างสรรค์ อาทิ การใช้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าและบริการ ความจำเป็นของโครงการ หากไม่ดำเนินการจะเกิดความเสียหาย ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของโครงการ ทั้งด้านเทคนิคงบประมาณ ระยะเวลาการวิเคราะห์ผลทางลบ และ 4. การจัดแผนพัฒนาการเกษตรระดับตำบลและการเสนอแผน รูปแบบแผนพัฒนาการเกษตรระดับตำบล ใช้เหมือนปีที่ผ่านมา เสนอคณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น อปท.และส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจัดเก็บไว้ใช้เป็นประโยชน์ใน ศบกต.

นายอรรถ อินทลักษณ์ กล่าวต่อว่า ถือเป็นขั้นตอนและแนวทางในการจัดทำแผนพัฒนาเกษตรระดับตำบล ที่คณะกรรมการบริหารศูนย์ฯ นำมาพิจารณาเพื่อจัดทำแผนฯ ให้ตรงกับความต้องการของท้องถิ่น และเกิดประโยชน์สูงสุดกับเกษตรกรสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวและท้องถิ่น อย่างยั่งยืน.