ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

เมษายน 2, 2012

รับผิดชอบสังคมแบบเศรษฐกิจพอเพียง – ทิศทางเกษตร

http://www.dailynews.co.th/agriculture/20089

วันจันทร์ที่ 2 เมษายน 2555 เวลา 00:00 น.

ความรับผิดชอบต่อสังคมของธุรกิจนั้น หมายถึง การดำเนินธุรกิจภายใต้หลักจริยธรรมและการกำกับดูแลกิจการที่ดีควบคู่ไปกับการใส่ใจรักษาสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน

ทองทิพพา วิริยะพันธุ์ อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่เข้ามาทำหน้าที่ในการศึกษาแนวทางการจัดทำโครงการรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจแบบเศรษฐกิจพอเพียงเปิดเผยว่า การจัดทำโครงการดังกล่าวปัจจุบันมีมากขึ้นแต่ส่วนใหญ่จะเน้นไปในด้านเพื่อการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ขององค์กร ฉะนั้นเพื่อให้โครงการเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างยั่งยืนจึงได้เสนอแนวคิดการดำเนินโครงการแบบบูรณาการด้วยการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในโครงการ แก่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เพื่อร่วมหาแนวทางการดำเนินโครงการที่มีความเป็นไปได้ ก็พบว่าสามารถดำเนินการโดยใช้หมู่บ้านซับผุด อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ดำเนินโครงการเป็นการนำร่องได้

ขั้นต้นเข้าไปสอบถามความต้องการของชุมชนว่าต้องการอะไรบ้างหากจะมีการพัฒนาซึ่งเป็นการดำเนินงานตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชี้แนะที่ว่า ถ้าจะพัฒนาชุมชนจะต้องศึกษาพื้นที่เดิมของชุมชน แล้วพัฒนาตามความต้องการของคนในชุมชน ได้ข้อสรุปว่าชาวชุมชนมีความต้องการน้ำ เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านอุปโภค บริโภค และทำการเกษตรโดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง

จากนั้นสำรวจพื้นที่เพื่อหาแหล่งน้ำต้นทุนก็พบว่า มีน้ำตกที่ห่างจากชุมชนประมาณ 1 กิโลเมตร มีการศึกษาแนวระบบส่งน้ำซึ่งมีระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตรแล้วนำข้อมูลทั้งหมดปรึกษากับบริษัทเอกชนที่สนใจจะทำโครงการ เพื่อชุมชนตามรูปแบบดังกล่าวก็ได้รับการสนองตอบทุกประการโดยทางบริษัทเอกชนได้สนับสนุนอุปกรณ์พร้อมบุคลากรด้านวิศวกรรมลงพื้นที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำแก่ชาวชุมชนในการจัดการด้านกายภาพเรื่องการวางระบบท่อส่งน้ำจากน้ำตกสู่ชุมชนและแปลงเพาะปลูกของเกษตรกร โดยใช้แรงงานของชาวชุมชนทั้งหมด และประสบความสำเร็จด้วยดี น้ำไหลแรงและมีต่อเนื่องทุกฤดูกาลทำให้สามารถเพาะปลูกได้เพิ่มมากขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาขบวนการผลิตและการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าในผลผลิต ยังมาซึ่งรายได้ของชาวชุมชนมากขึ้นกว่าเดิมเป็นทับทวี

“เมื่อโครงการแรกผ่านไป ชุมชนยังต้องการการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ด้าน ต่อจากนี้จะเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ การพัฒนาบุคคลตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีการพัฒนาการเพาะปลูกอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและตรงตามความต้องการของตลาด  ขณะเดียวกันทางมูลนิธิชัยพัฒนาร่วมกับภาคเอกชน สนับสนุนถังน้ำขนาดใหญ่เพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงหน้าแล้ง” อาจารย์ทองทิพพา กล่าว

กิจกรรมตอบแทนสังคมในรูปแบบนี้จะไม่ใช่ของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นการบูรณาการความร่วมมือ ที่น้อมนำพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า ให้จัดการความร่วมมือในเชิงบูรณาการ ไม่ช่วยเหลือด้วยการสนับสนุนงบประมาณแต่จะให้เป็นของเพื่อใช้ประโยชน์ตามที่ชุมชนต้องการ การดำเนินการและบริหารจัดการทำโดยชุมชนเอง เป็นการให้ที่ยั่งยืน เหมือนกับสอนให้หาปลา ไม่ใช่เอาปลาไปให้ประชาชนก็จะมีปลาบริโภคตลอดไปเพราะมีความรู้ความสามารถในการหา

“ขณะนี้ได้มีการขยายองค์ความรู้และความร่วมมือไปยังหมู่บ้านอื่น ๆ รอบ ๆ ชุมชนซับผุด โดยมีหมู่บ้านใกล้เคียง ประกอบด้วยหมู่บ้านโคกพรม ซับตะแบก โดยหมู่บ้านซับผุดเป็นแกนกลาง ซึ่งจะทำให้ความแข็งแรงของชุมชนแบบพึ่งพาตนเองได้ขยายออกไปในวงกว้างมากยิ่งขึ้น เมื่อระบบนี้มีมากสังคมไทยก็จะมีความเข้มแข็งด้วยชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ด้วยตัวของตนเอง” อาจารย์ทองทิพพากล่าว.

มีนาคม 24, 2012

ดูงาน โครงการตามพระราชดำริ ป่าดงนาทาม อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (ตอนที่ 1)

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054150355&srcday=2012-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 523

เศรษฐกิจพอเพียง

วสันต์ สุขสุวรรณ

ดูงาน โครงการตามพระราชดำริ ป่าดงนาทาม อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (ตอนที่ 1)

สถาบันเกษตราธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาง รุ่นที่ 53 ขึ้น เมื่อวันที่ 23 มกราคม ถึง วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 มีผู้เข้ารับการฝึกอบรม จากสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมหม่อนไหม สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 111 คน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผู้บริหารระดับต้น ให้เข้าใจบทบาทตนเอง มีภาวะผู้นำที่มีความรู้ ความสามารถและทักษะในด้านการบริหารอย่างถูกต้อง เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวะที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีความเชี่ยวชาญในงานทั้งในทางกว้างและลึก สำหรับการก้าวสู่การเป็นผู้บริหารในระดับนโยบาย สามารถขับเคลื่อนนโยบาย ยุทธศาสตร์ สร้างและนำการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในหน่วยงานได้อย่างจริงจัง สามารถยกระดับองค์กรให้มีขีดสมรรถนะด้านการจัดการสูง มีความเชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ทางการบริหารจัดการ โดยมีแนวคิดพื้นฐานเรื่องการบริการที่เป็นเลิศ และการบริหารการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้การบริหารราชการมีความยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพโปร่งใส ตรวจสอบได้ สามารถนำประเทศให้ก้าวสู่การแข่งขันระดับสากลทั้งในปัจจุบันและอนาคต

นอกจากนี้ การฝึกอบรมหลักสูตรดังกล่าวยังมุ่งเน้นในการเพิ่มพูนทักษะในการสร้างแรงจูงใจและพัฒนาประสิทธิภาพทีมงานและองค์กรได้ อีกทั้งสร้างเครือข่ายและพันธมิตร เพื่อเพิ่มพลังในการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การฝึกอบรม แบ่งเป็น 4 ช่วง คือ ช่วงแรก ปฐมนิเทศ ณ สวนนงนุช จังหวัดชลบุรี ช่วงที่สองการบรรยายและฝึกปฏิบัติ ณ โรงแรมเอบีนา เฮาส์ กรุงเทพฯ ช่วงที่สาม ศึกษาดูงาน ณ จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และ สปป. ลาว และช่วงที่สี่ เป็นการปัจฉิมนิเทศ นำเสนอผลงานและประเมินผลการฝึกอบรม

ผู้เขียนเป็น 1 ใน 111 คน ที่เข้ารับการฝึกอบรม จากการศึกษาดูงาน ในช่วงวันที่ 14-17 กุมภาพันธ์ 2555 ณ จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และ สปป. ลาว เห็นว่าการศึกษาดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศูนย์อำนวยการประสานงานโครงการป่าดงนาทาม อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี มีสาระที่ควรค่าที่พี่น้องเกษตรกรจะได้รับทราบในวงกว้างเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ได้ตามความเหมาะสม เพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรเอง จึงขออนุญาตนำมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

โครงการป่าดงนาทาม

อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

โครงการป่าดงนาทาม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มี พันเอกธเนศ วงศ์ชอุ่ม เป็นหัวหน้าโครงการ มีหน้าที่วางแผน อำนวยการ ประสานกับส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาอาชีพ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการรักษาความมั่นคงปลอดภัย

ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต ได้จัดตั้งโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ กรมทหารราบที่ 6 ค่ายสรรพสิทธิ์ประสงค์ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี

ในโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงแห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาดูงานของเกษตรกรและผู้ที่สนใจ แบ่งการเรียนรู้ เป็นฐานด้านต่างๆ ได้แก่ น้ำส้มควันไม้จากเตาเศรษฐกิจ ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์อย่างง่าย การเพาะเห็ดด้วยขอนไม้ น้ำยาอเนกประสงค์ ฮอร์โมนผลไม้ อิฐบล็อกดินประสาน บ้านตัวอย่างเพื่อขยายผลการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในครัวเรือนเกษตรกร จึงขอนำเสนอขั้นตอนและวิธีการในการผลิตทำน้ำส้มควันไม้ รายละเอียดดังนี้

การทำน้ำส้มควันไม้

วัสดุอุปกรณ์

1. ถัง 200 ลิตร (ถังแกลลอนน้ำมัน)

2. ท่อซีเมนต์ใยหิน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว ยาว 1 เมตร (ความยาวของเส้นผ่าศูนย์กลางอาจเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม)

3. กระบอกไม้ไผ่ สำหรับเป็นท่อของการไหลของน้ำส้มควันไม้ ยาวประมาณ 3-5 เมตร ตามความเหมาะสม

4. ไม้ที่จะเผาถ่าน ควรเป็นกิ่งไม้ที่ไม่ใหญ่มาก และเป็นไม้ที่มีความหมาด คือเป็นไม้ที่ตัดทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ หรือมากกว่า เนื่องจากไม้ที่ตัดสดใหม่จะเผาใช้เวลานานกว่า

ขั้นตอน/วิธีทำ

1. นำถัง 200 ลิตร มาเจาะขอบถังให้ฝาถังเปิดได้ แล้วเจาะรูข้างหน้า 20×20 เซนติเมตร ส่วนก้นถังเจาะรูวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 4 นิ้ว สำหรับใส่ข้องอ

2. ตั้งเตาให้ด้านหน้าถังแหงนขึ้นเล็กน้อย เพื่อให้ระบายน้ำออก ด้านหลังยังไม่ต้องปิด แล้วเทดินเหนียวประคองด้านหน้าเตาพอประมาณ เพื่อไม่ให้เตาขยับเขยื้อน

3. ประกอบข้องอใยหิน 90 องศา โดยให้ด้านที่ใหญ่ที่สุดสวมเข้าไปในช่องที่เจาะไว้ ในด้านท้ายของตัวเตา และสวมท่อใยหินขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเดียวกันกับข้องอที่ประกอบไว้ท้ายเตา

4. ปิดผนังเตาด้านหลัง โดยให้ผนังเตาห่างจากข้องอประมาณ 10-15 เซนติเมตร

5. นำดินเหนียวประสานรอยรั่วให้หมด เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศเข้าไปข้างในและป้องกันไม่ให้เกิดการลุกติดไฟ

6. นำดินเหนียวหรือดินทรายที่เตรียมไว้เทลงให้เต็มด้านข้างและด้านหลังในช่องว่างระหว่างเตากับผนังเตาด้านหลังพอประมาณทั้ง 3 ด้าน เพื่อเป็นฉนวนกันไฟให้กับตัวเตา และไม่ให้ความร้อนระเหยออกไป โดยเว้นช่องฝาหน้าเตาเอาไว้เพื่อปิด/เปิด

7. นำกระเบื้องหรือสังกะสีหรือแผ่นไม้เก่ามากั้นดินด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมทั้งปิดเสาค้ำยันด้านละ 2 ท่อน

8. ตัดไม้เพื่อทำเป็นหมอนหนุนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 นิ้ว ยาว 20-25 เซนติเมตร จำนวน 3 ท่อน วางขวางด้านล่างของตัวเตา โดยมีระยะห่างเท่ากัน เพื่อให้มีการไหลเวียนของลมร้อนภายในเตา

9. การคัดเลือกไม้เข้าเตาถ่าน จะมีการจัดแยกกลุ่มของขนาดไม้เป็น 3 กลุ่ม คือ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ โดยเรียงไม้ขนาดเล็กไว้ด้านล่างของเตา ทับไม้หมอนไว้ ไม้ท่อนใหญ่ไว้ด้านบน เนื่องจากอุณหภูมิในเตาขณะเผาถ่านไม่เท่ากัน โดยอุณหภูมิด้านล่างสุดของเตาจะต่ำ และอุณหภูมิด้านล่าง-บนจะสูงกว่าอุณหภูมิท้ายเตา

10. เมื่อเรียงไม้เสร็จแล้วให้ปิดฝาเตาถังด้านหน้า โดยให้ช่องที่เจาะไว้อยู่ด้านล่างของตัวเตาถัง แล้วนำดินมาประสานขอบถังและฝาถัง เพื่อไม่ให้อากาศเข้าไปในถัง เพราะถ้าอากาศเข้าไปในเตาจะทำให้ถ่านไหม้จนหมด

11. การเข้าสู่ขั้นตอนการเผาถ่าน จะเริ่มจุดไฟหน้าเตาเพื่อให้ความร้อนแก่เตา โดยจุดบริเวณช่องจุดไฟที่อิฐก้อนแรก โดยเชื้อเพลิงที่นำมาจุดควรเป็นเชื้อเพลิงแห้ง เช่น เศษไม้ เศษหญ้า หรือโฟม เป็นต้น

12. ใส่เชื้อเพลิงทีละน้อยเพื่อลดความร้อน จะกระจายเข้าไปในเตาเพื่อไล่อากาศเย็นและความชื้นที่อยู่ในเตา โดยใช้เวลาประมาณ 2-4 ชั่วโมง

13. เมื่อไล่ความชื้นในเตาแล้วอุณหภูมิจะสูงขึ้น จนทำให้เนื้อไม้ในเตารักษาอุณหภูมิในเตาได้เอง โดยไม่ต้องใส่เชื้อเพลิงเข้าไปอีก โดยสังเกตจากควันที่ออกมาจากปากปล่องด้านหลังจะพุ่งแรงกว่าปกติ เรียกว่า “ควันบ้า” มีสีขาวขุ่น ช่วงนี้สามารถหรี่ไฟหน้าเตาลงได้ครึ่งหนึ่ง

14. หลังจากนั้น ประมาณ 1 ชั่วโมง หรือสังเกตสีควันที่ปากปล่อง ถ้าเป็นสีขาวอมเหลืองและมีกลิ่นฉุนแสบจมูก ให้หรี่ไฟลงอีก ช่วงนี้เริ่มเก็บน้ำส้มควันไม้ โดยใช้ท่อไม้ไผ่ที่เจาะรูไว้ตลอดทั้งลำ โดยนำขวดน้ำผูกลวดแขวนรองน้ำส้มควันไม้ตรงจุดที่เจาะรูไว้ จะสามารถเก็บน้ำส้มควันไม้ได้ประมาณ 3-4 เดือน เมื่อน้ำที่หยดมามีลักษณะเป็นยางเหนียวและมีสีดำ ให้หยุดเก็บ

15. ผลผลิตถ่านที่ได้จากเตาถัง 200 ลิตร ประมาณ 20-22 กิโลกรัม มีคุณภาพสูง และเตาเผาสามารถเผาได้ประมาณ 100-150 ครั้ง หรือประมาณ 2-3 ปี (ขึ้นอยู่กับความถี่ของการใช้งาน) โดยนำถ่านที่ได้ใส่ถุงหรือกระสอบ แล้วนำไปเก็บที่ไม่มีความชื้น ไม่มีความร้อนสูงเกินไป รวมทั้งไม่มีแสงแดดส่อง หรืออากาศถ่ายเทสะดวก

การทำน้ำส้มควันไม้ให้บริสุทธิ์ สามารถทำได้ 3 วิธี คือ

1. ปล่อยให้ตกตะกอน โดยนำน้ำส้มควันไม้มาเก็บในถังทรงสูง มีความสูงมากกว่าความกว้างประมาณ 3 เท่า และทิ้งให้ตกตะกอน ประมาณ 90 วัน น้ำส้มควันไม้ก็จะตกตะกอนแบ่งเป็น 3 ชั้น ชั้นบนสุดจะเป็นน้ำมันใส (light oil) ชั้นกลางเป็นของเหลวสีชา คือ น้ำส้มควันไม้ และชั้นล่างสุดจะเป็นของเหลวข้นสีดำคือน้ำมันดิบ หากนำผงถ่านมาผสมประมาณ 5% โดยน้ำหนัก ผงถ่านจะดูดซับทั้งน้ำมันใสและน้ำมันดิบให้ตกตะกอนลงสู่ชั้นล่างสุดในเวลาที่เร็วขึ้น ประมาณ 45 วัน แต่ทั้งนี้อาจมีสารบางตัวที่เป็นประโยชน์ออกไปบ้างและค่า ph หรือค่าความเป็นกรดเป็นด่างอาจเปลี่ยนไป

เมื่อปล่อยให้น้ำส้มควันไม้ตกตะกอนจนครบกำหนด ใช้ระยะเวลา 3 เดือน แล้วจึงนำน้ำส้มควันไม้มากรองอีกครั้งด้วยผ้ากรอง แล้วจึงนำมาใช้ประโยชน์

2. การกรอง โดยใช้ผ้ากรองหรือถังถ่านกรองที่ใช้ผงถ่านกัมมันต์ (Activated charcoal) ซึ่งคุณสมบัติแตกต่างกันไป เพราะถ่านกัมมันต์จะลดความเป็นกรดของน้ำส้มควันไม้

3. การกลั่น โดยกลั่นได้ทั้งในความดันบรรยากาศ และกลั่นแบบลดความดัน รวมทั้งกลั่นแบบลำดับส่วนเพื่อแยกเฉพาะสารใดสารหนึ่งในน้ำส้มควันไม้มาใช้ประโยชน์ ส่วนมากมักใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยา

อย่างไรก็ตาม ทั้งการกรองและการกลั่นต้องทำหลังจากการตกตะกอนแล้วเท่านั้น เนื่องจากต้องรอให้เกิดปฏิกิริยาในน้ำส้มควันไม้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ก่อน

ประโยชน์ของน้ำส้มควันไม้

1. ใช้ในครัวเรือน

ความเข้มข้น 100% – รักษาแผลสด น้ำร้อนและไฟลวก น้ำกัดเท้า เชื้อราที่ผิวหนัง

ผสมน้ำ 20 เท่า – ราดฆ่าปลวกและมด

ผสมน้ำ 50 เท่า – ป้องกันปลวก มด และสัตว์ต่างๆ เช่น ตะขาบ แมงป่อง ฯลฯ

ผสมน้ำ 100 เท่า – ดับกลิ่นในห้องน้ำ ครัว และบริเวณชื้นแฉะ ดับกลิ่น

2. ใช้ในการเกษตร

ผสมน้ำ 20 เท่า – ใช้พ่นลงดินก่อนการเพาะปลูก 10 วัน ฆ่าเชื้อราโรคโคนเน่า

ผสมน้ำ 50 เท่า – พ่นลงดิน ป้องกันเชื้อจุลินทรีย์ที่เข้าทำลายพืช

ผสมน้ำ 200 เท่า – ฉีดพ่นที่ใบ ช่วยขับไล่แมลง กำจัดเชื้อรา และกระตุ้นความต้านทานโรคของพืช

ผสมน้ำ 500 เท่า – ฉีดพ่น 15 วัน หลังติดผล ช่วยให้ผลโตขึ้น ฉีดพ่นก่อนเก็บ 20 วัน

ผสมน้ำ 1,000 เท่า – ผสมสารจับใบป้องกันหนอนแมลง

3. ใช้ในปศุสัตว์

ผสมน้ำ 100 เท่า – ลดกลิ่นและแมลงในคอกสัตว์

ใช้ผสมอาหารสัตว์ – ยับยั้งการเกิดแก๊สในกระเพาะ ป้องกันและรักษาอาการท้องเสีย เพิ่มปริมาณน้ำนม ลดกลิ่นมูลสัตว์ ปรับปรุงคุณภาพเนื้อสัตว์ให้รสดี

เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ทราบรายละเอียดตามฐานการเรียนรู้ด้านอื่นด้วย จึงขอนำเสนออีกตอนในฉบับหน้านะครับ จะว่าด้วยเรื่องการทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ การเพาะถั่วงอก และการทำน้ำยาล้างจาน

ขอขอบคุณ พันเอกธเนศ วงศ์ชอุ่ม หัวหน้าโครงการ และ จ่าสิบเอกจิระศักดิ์ มาลี เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ โครงการป่าดงนาทาม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โทร. (045) 323-417 ที่กรุณาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร ในครั้งนี้ครับ

มิถุนายน 23, 2011

นพค.11ปฏิบัติ “เศรษฐกิจพอเพียง” สร้างศูนย์ต้นแบบนำความรู้สู่ชุมชน

22 มิถุนายน 2554, 05:00 น.
นพค.11ปฏิบัติ “เศรษฐกิจพอเพียง” สร้างศูนย์ต้นแบบนำความรู้สู่ชุมชน.

Pic_179236

ดร.นันทนา นันทวโรภาส นำนักศึกษาปริญญาเอกดูงานของ นพค.11 จ.กาญจนบุรี.

เศรษฐกิจพอเพียง…ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ที่น้อมนำมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมนั้น จำเป็นต้องมีความตั้งใจ ตั้งมั่น เพื่อให้เกิดความสำเร็จ…ดังเช่น หน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ 11 (นพค.11) สังกัดหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (นทพ.) กองบัญชาการกองทัพไทย ตั้งอยู่ที่ ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี มี พันเอกนพดล ปิ่นทอง เป็นผู้บังคับหน่วย ได้ดำเนินการจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง” โดยมุ่งหวังให้เป็นต้นแบบในการยึดถือเพื่อประกอบอาชีพตามวิถีพอเพียงของชาวบ้านในพื้นที่

พ.อ.นพดล ปิ่นทองพ.อ.นพดล ปิ่นทอง

พ.อ.นพดล ปิ่นทอง บอกว่า… ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ตั้งอยู่ในเนื้อที่ 3 ไร่เศษ บริเวณหน้าที่ทำการหน่วยถูกจัดแบ่งพื้นที่อย่างเป็นระบบตามหลัก…เกษตรทฤษฎีใหม่ มาดำเนินการปลูกพืชผักสวนครัว ทำนาข้าวและขุดบ่อเลี้ยงปลาแล้ว ยังเจียดที่ส่วนหนึ่งทำบ่อหมักปุ๋ยชีวภาพ โดยใช้ เศษหญ้า เศษไม้ และมูลสัตว์ผสมด้วยสารเร่งเพื่อการย่อยสลายการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพ เพื่อใช้เองภายในหน่วย การผลิตน้ำส้มควันไม้ สร้างโรงงานปุ๋ยอัดเม็ด ส่วนพืชที่ปลูกในแปลง เป็นพืชผักสวนครัว เช่น พริก มะเขือ ข้าวโพด สะเดา นาข้าว มีบ่อจำนวน 2 บ่อ สำหรับเลี้ยงปลากินพืช จำพวก ปลานิล ปลาไน ปลาดุก ปลาตะเพียน โดยทาง หน่วย นพค.11 ผสมเทียมแล้วเพาะพันธุ์เอง และยังเพิ่มเติม โครงการพลังงานทดแทน โดยใช้กังหันปั่นเป็นพลังงานไฟฟ้า และ จักรยานปั่นรดน้ำต้นไม้แทนแรงงานคน

“ผลผลิตที่ได้ส่วนใหญ่จะนำมาประกอบอาหารเลี้ยงกำลังพลในหน่วย ไม่ต้องซื้อ จะได้ประหยัดงบประมาณ แล้วเราก็ได้รับประทานพืชผักปลอดสารพิษด้วย หากเหลือก็จะขายบ้างแต่ไม่มากนัก ตอนนี้รายได้จากการขาย ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 2,000-3,000 บาท ซึ่งเงินที่ได้ก็จะนำมาเป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจกรรมของศูนย์ นับเป็นอีกก้าวของการพัฒนาในการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายในหน่วย และชาวบ้านในพื้นที่ยังได้มาดูงานแล้วนำไปใช้ได้เองอีกด้วย” พ.อ.นพดลกล่าว

อนันต์ เดชอนันตชาติอนันต์ เดชอนันตชาติ

ผลงานนี้ยังได้ขยายออกไปสู่ชุมชนและผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว โดยการทำสวนเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจรในพื้นที่ ต.ลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ที่ชื่อว่า “โยโกะ ริเวอร์แคว รีสอร์ท” ของ นายอนันต์ เดชอนันตชาติ บอกว่า จากการไปดูงานของ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง จึงนำมาดำเนินการทำแบบรอบคอบ ไม่รีบร้อน ค่อยเป็นค่อยไป พร้อมกับได้แบ่ง พื้นที่จำนวน 10 ไร่ ทำสวนผักปลอดสารพิษ ซึ่งพืชผักที่ปลูกส่วนใหญ่จะเน้นผักพื้นบ้านและผลไม้หลายชนิด อาทิ ผักหวานป่า ผักหวานบ้าน ถั่วฝักยาว แตงกวา ผักบุ้ง ตำลึง กล้วยน้ำว้า แก้วมังกร ฟาร์มเห็ดโคนญี่ปุ่น มะละกอ ฯลฯ

“พืชผักที่ใช้เป็นเมนูอาหารให้บริการแขกที่มาพักเป็น ผักปลอดสารพิษ 100% ซึ่งเป็นผลงานของพนักงานและชาวบ้านที่อยู่ละแวกใกล้เคียงมาเพาะปลูก ตลอดจนการดูแลรักษา โดยจะว่าจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ 6,000-7,000 บาท และยังมีส่วนแบ่งรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตให้กับทางรีสอร์ทอีกด้วย ซึ่งแต่ละคนมีรายได้เพิ่มเดือนละ ไม่ต่ำกว่า 7,000 บาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าพืชผักที่ปลูกให้ผลผลิตดีมาก ก็มีรายได้มาก แต่ถ้าดูแลไม่ดีผักเสียหายให้ผลผลิตน้อย รายได้ย่อมลดลง แต่เงินเดือนก็ยังได้ตามปกติ” นายอนันต์กล่าว

สวนเกษตรปลอดสารพิษผลิตอาหารปลอดภัย.สวนเกษตรปลอดสารพิษผลิตอาหารปลอดภัย.

ใครสนใจไปศึกษาดูงานของ ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง หรือลองแวะไปสัมผัสสวนเกษตรในรีสอร์ทอิงธรรมชาติ “โยโกะ ริเวอร์แคว รีสอร์ท” กริ๊งกร๊างหาอนันต์ 0-3459-1414, 08-1611-0087 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ.
ไชยรัตน์ ส้มฉุน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน
  • 22 มิถุนายน 2554, 05:00 น.

มีนาคม 10, 2011

‘ดร.สุเมธ’ จี้รัฐคุมยักษ์ค้าปลีก หวั่นรายย่อยตาย

9 มีนาคม 2554, 20:00 น.

ผ่านทาง\’ดร.สุเมธ\’ จี้รัฐคุมยักษ์ค้าปลีก หวั่นรายย่อยตาย – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_154690

 

สุเมธ หนุนเดินหน้าเศรษฐกิจพอเพียง จี้รัฐคุมยักษ์ค้าปลีก หวั่นรายย่อยตาย ห่วงปัญหาของแพง แนะชาวบ้านปรับตัวรับมือ

เมื่อวันที่ 9 มี.ค. นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เปิดเผยระหว่างการบรรยายพิเศษหัวข้อ ธุรกิจพอเพียงเติมกำไรได้ยั่งยืน ในงานสัมมนาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกับการบริหารธุรกิจ จัดโดยคณะกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง หอการค้าไทย ว่า แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงสอนให้ทุกส่วนทำธุรกิจร่วมกันได้ ไม่แข่งขันเหมือนปลาใหญ่กินปลาเล็ก หรือให้รายใหญ่ขายสินค้าตัดราคาจนรายเล็กอยู่ไม่ได้ เหมือนธุรกิจค้าปลีกที่กำลังเกิดปัญหารายใหญ่ขายแข่งขันกับร้านค้าส่ง ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว รายย่อย ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรม

นอกจากนี้ เศรษฐกิจพอเพียงยังเป็นหลักการดำเนินธุรกิจให้เติบโต มีกำไรอย่างยั่งยืน ไม่ใช่มุ่งกำไรสูงสุด แต่ไร้ความแน่นอน เพราะหากมัวแต่กระตุ้นให้เกิดการบริโภคเกินพอดี จะทำให้ทรัพยากร และอาหารไม่เพียงพอ เหมือนที่โลกกำลังเผชิญกับการขยายตัวของประชากรโลกสูงกว่าปริมาณอาหารถึง 1.5 เท่า และนับวันยิ่งรุนแรงขึ้น อีกทั้งยังสอนให้พึ่งพาตัวเอง และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด เหมือนงบประมาณของรัฐบาล หากตั้งมาแล้วใช้ประโยชน์ได้ 100% ถือว่าเกิดประโยชน์ได้อีกมาก

“ตอนนี้ประชาชนวิตกกังวลกับปัญหาข้าวของราคาแพง แต่ทุกคนต้องวางแผนรับมือให้ดี และต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทุกคนจึงควรตรวจสอบตัวเอง ดูความเหมาะสม สินค้าชิ้นไหนแพงมีเยอะแล้วไม่จำเป็น ก็ลดการบริโภค ให้เกิดความสมดุล ส่วนนโยบายการขึ้นค่าแรงของรัฐ ควรดูให้เหมาะสม หากจำเป็นก็ต้องปรับขึ้น ส่วนปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลน มาจากภาคพลังงานแย่งใช้กับภาคบริโภค รัฐบาลจึงต้องบริหารจัดการให้ดี ดูปริมาณการใช้ให้เหมาะสมทั้ง 2 ส่วน” นายสุเมธ กล่าว.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 มีนาคม 2554, 20:00 น.

 

มกราคม 19, 2011

ลดต้นทุนจากคอกหมู สู่นาข้าว หมักมูล…ไล่เพลี้ยแป้ง เพิ่มฮอร์โมน

17 ธันวาคม 2553, 05:00 น.

ผ่านทางลดต้นทุนจากคอกหมู สู่นาข้าว หมักมูล…ไล่เพลี้ยแป้ง เพิ่มฮอร์โมน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_134605

 

มูลสุกรตากแห้งนำมาอบรมการทำน้ำหมักกับเพื่อนบ้าน.มูลสุกรตากแห้งนำมาอบรมการทำน้ำหมักกับเพื่อนบ้าน.

เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในปี 2554 อีกทั้งพัฒนาภาคการเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางทฤษฎีใหม่ มาจัดตั้ง ศูนย์ เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงเครือข่ายชุมชน จำนวน 84 แห่ง ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

…โดยคัดเลือกชุมชนที่มุ่งเน้นการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างมีคุณภาพ ปลูกพืชปลอดภัยไร้สารพิษ ต้นทุนต่ำ มาเป็น ต้นแบบ และ โรงเรียนรู้คิดรู้ทำ ชุมชนแห่งการเรียนรู้บ้านวังแดง ม.11 ต.วังแดง  อ.ตรอน  จ.อุตรดิตถ์  คือหนึ่งในจำนวนนี้

นายวินัย เครือตรีประดิษฐ์ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส.นายวินัย เครือตรีประดิษฐ์ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส.

นายวินัย เครือตรีประดิษฐ์ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. เผยกับ “ทำได้ ไม่จน” ว่า…ชุมชนแห่งการเรียนรู้นี้ก่อตั้งขึ้นมา เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ประสบปัญหาการทำกิน มีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง ราคาขายต่ำ  ทำให้ได้กำไรน้อย  ไม่พอชำระ หนี้ สิ่งเหล่านี้หลังชาวบ้านมาร่วมกันคิด ถึงรู้ว่าสาเหตุเกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจในการปลูกพืชชนิดต่างๆขาดแบบอย่างที่ถูกต้อง ขาด “ปราชญ์ชาวบ้าน”

ฉะนี้…ธ.ก.ส.จึงแนะนำให้รวมกลุ่มกันจัดตั้งโรงเรียนแห่งนี้ขึ้น พร้อมทั้งพาเกษตรกรที่ประสบปัญหาไปดูงาน อย่างการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์จากดิน (ดิน ระเบิด) การเลี้ยงหมูหลุม ที่ไม่ใช้อาหารสำเร็จเลี้ยง แต่จะใช้น้ำยาดองซึ่งศูนย์ผลิตเอง ปลาดุกบ่อยาง ผักปลอดสารพิษ ถ่านอิวาตะ เพื่อให้รู้แนวทางลด ละ เลิก

นายจีรเดช เลิศพันธุ์นายจีรเดช เลิศพันธุ์

…นายจีรเดช เลิศพันธุ์ เกษตรกรบ้านเลขที่ 112/3 หมู่ 7 ต.หาดสองแคว หนึ่งในเกษตรกรที่เข้าร่วมกลุ่ม บอกว่า มีพื้นที่ทำนา 20 ไร่ แต่ระยะหลังผลผลิตที่ได้หลังนำไปขายแล้วยอดเงินไม่ เพียงพอกับการใช้จ่าย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีต้นทุนการผลิตสูง จึงไปอบรมการทำ “น้ำหมักมูลสุกร” และน้ำหมักชีวภาพที่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่

สำหรับคุณประโยชน์  ในนาที่เริ่มต้นครั้งแรกจะใช้เพื่อการย่อยสลายฟาง ซึ่งชาวบ้านแถวนี้จะใช้วิธีเกี่ยว จะเหลือตอซัง บางบ้านหน้านี้จะมีคนมาซื้อฟาง จะเหลือตอ เราก็จัดการย่อยสลาย แต่ถ้าเป็นหน้าฝนเกี่ยวในช่วงฝน ฟางจะไม่สามารถขายหรือเผาได้ จึงใช้ตัวนี้ช่วยในการย่อยสลาย

แปลงนาปลอดสาร.แปลงนาปลอดสาร.

ส่วนกรรมวิธีการหมักนั้นแสนจะง่าย   ใช้ เงินทุนไม่สูง   ซึ่งเริ่มแรกหลังจากได้มูลหมูที่กินหัวอาหาร 100 เปอร์เซ็นต์ และตากแห้งแล้วอัตราส่วน 10 กก.บรรจุในผ้าลี่ หากไม่มีสามารถใช้ถุงปุ๋ยเจาะรู/น้ำ 100 ลิตร ใส่ถัง ปิดฝาให้ สนิททิ้งไว้ 48 ชม. เมื่อสีที่ ออกมาเป็นสีเหลือง หากต้องการความเข้มข้นควรหมักให้นานขึ้น หลังได้น้ำหมักกรรมวิธีการใช้ หากเป็นนาข้าวอายุไม่ถึง 20 วัน จะใช้ 1 ส่วน/น้ำ 20 ส่วน ถ้าข้าวเกิน 20 วันหรือเกิน 1 เดือน จะใช้ 1 ส่วน/น้ำ 10 ส่วน จะมีประโยชน์เป็นฮอร์โมนทางดินและใบ
…หรือจะนำไปใช้รวมกับ (น้ำกลั่นสมุนไพร) ไล่แมลง เพลี้ยแป้ง นอกจากนาข้าวยังสามารถนำไปใช้ ในแปลงมันสำปะหลัง ใช้แช่เมล็ดพันธุ์ข้าว ก่อนที่จะนำไปหว่านเพื่อช่วยเร่งรากให้งอกเร็วและแข็งแรงขึ้น จากที่เคยมีต้นทุนค่าเคมีประมาณ 20,000 บาท หลังใช้น้ำหมักมูลสุกรเหลือเพียง 2,000 บาท นอกจากสุขภาพดี ยังหาคนจ้างฉีดง่ายกว่าการใช้เคมี…

เกษตรกรพื้นที่ใดสนใจที่จะปรับเปลี่ยนวิถีแนวทาง ที่นอกจากช่วยลดต้นทุน ยังมีเงินเหลือใช้ อย่างสบายๆ สามารถกริ๊งกร๊างสอบถามกันได้ที่ โทร.08-5605-3980, 0-2280-0180 ต่อ 2981–2 ในวันและเวลาที่เหมาะสม.

 

เพ็ญพิชญา เตียว

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 17 ธันวาคม 2553, 05:00 น.

 

ธันวาคม 29, 2010

ทหารราบเมืองกรุง..ผลิตไบโอดีเซล นำเศรษฐกิจพอเพียง..สู่ความมั่นคง

29 ธันวาคม 2553, 05:05 น.

ผ่านทางทหารราบเมืองกรุง..ผลิตไบโอดีเซล นำเศรษฐกิจพอเพียง..สู่ความมั่นคง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_137578

 

เครื่องผลิตน้ำมันไบโอดีเซล.

สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) มีมติให้ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ได้รับ รางวัลชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงประจำปี 2553 อันเป็นรางวัลใน ระดับประเทศ

กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ได้ น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียง มาปฏิบัติใช้สร้างรายได้ให้กับกำลังพล ทั้งยังเป็น แหล่งเรียนรู้ ให้กับชุมชนใกล้เคียง…โดยใน หน่วยจะมีอยู่ 5 กองร้อย ในทุกกองร้อยจะต้องมีหนึ่งโครงการ มีวิทยากรอุปกรณ์สอนให้ โดยกองร้อยที่ 1 ปลูกหญ้าแฝกและสบู่ดำ กองร้อยที่ 2 สอนการเลี้ยงไก่ไข่ ไก่เนื้อเลี้ยงกบ กองร้อยที่ 3 เพาะเห็ดนางฟ้า กองร้อยที่ 4 เลี้ยงหมูป่า และกองร้อยที่ 5 เลี้ยงปลาในกระชัง

พ.ท.จักรชัย ศรีคชาพ.ท.จักรชัย ศรีคชา

พ.ท.จักรชัย ศรีคชา ผบ.ร.11 พัน. 2 รอ. เผยกับสื่อมวลชนว่า…หน่วยทหารของเราเป็นเหล่าทหารราบที่อยู่เมืองกรุง จึงมีต้นทุนด้านการพลังงานสูง นอกจากจะเน้นเหล่าทหารในสังกัดให้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กับชีวิตครอบครัวประจำวันแล้ว ยังได้รับความร่วมมือจาก กรมการพลังงานทหาร ให้ผลิตพลังงานใช้ในส่วนรวม ด้วยการมอบ เครื่องผลิตน้ำมันไบโอดีเซล ให้กับหน่วยงาน

ซึ่ง…พวกเราได้นำมาใช้ประโยชน์ในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลทั้ง 2 ระบบ คือ จากน้ำมันพืชบริสุทธิ์ซึ่งนำมาใช้ได้เลย กับ น้ำมันพืชที่ใช้แล้ว ซึ่งต้องผ่านกระบวนการต่างๆตามขั้นตอนแยกสิ่งเจือปนออกเนื่องจากในน้ำมันพืชนั้นอาจมีน้ำ หรือสารที่ไม่ต้องการปะปนมา…อันจะมีผลต่อการทำปฏิกิริยาต่อเครื่องยนต์

กระบวนการผลิตจาก วัตถุดิบน้ำมันพืชใช้แล้ว จะต้องนำไปต้มเพื่อระเหยน้ำที่อุณหภูมิ สูงกว่า 100 องศาเซลเซียส เพื่อให้มีความใสไม่ขุ่นข้น แล้ว ตั้งทิ้งไว้รอให้แยกชั้น ดึงเอาแต่ชั้นใสไปเข้าถังพักน้ำมันดี

สำหรับส่วนล่างที่เป็นตะกอน ให้นำมาปฏิบัติในขั้นตอนต่อไป ด้วยการผสมน้ำเล็กน้อยประมาณ 10 ถึง 15% แล้วต้มที่อุณหภูมิ 100 ถึง 120 องศาเซลเซียส ให้เดือดอยู่ที่ 100 องศาเซลเซียสขึ้นไปประมาณ 15 นาที จากนั้น ทิ้งไว้ให้แยกชั้นอีก 1-2 วัน แล้ว นำส่วนที่ใสมารวมในถังน้ำมันดี…แล้วเอาน้ำมันส่วนที่ใสมาทำปฏิกิริยาทางเคมี เพื่อเข้าสู่การเป็นไบโอดีเซล

 

การผลิตไบโอดีเซลจากเศษของเหลือใช้ของน้ำมันพืช มีข้อดีคือ ประหยัดการต้มเชื้อเพลิง เพราะใช้การตั้งทิ้งไว้แล้วแยกน้ำมันส่วนที่ใสไปรอทำปฏิกิริยา แต่ก่อนทำปฏิกิริยา ควรทำการไทเทรตก่อน เพราะน้ำมันอาจยังไม่สะอาดดีพอ

สำหรับวัตถุดิบในการผลิตหรือน้ำมันพืชที่ใช้แล้วนั้น บางส่วนได้รับบริจาคหรือไปรับซื้อจากโรงเรียน และภาคเอกชนต่างๆ สามารถผลิต น้ำมันไบโอดีเซลได้ 2,500 ลิตรต่อเดือน หรือ ประมาณวันละ 100-105 ลิตร ขายในราคาลิตรละ 23 บาท โดยมีการแจกจุลินทรีย์ ให้ฟรี…ซึ่งทางหน่วยไม่ได้หวังกำไร นอกจากขายสมาชิกแล้ว ส่วนที่เหลือยังจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไปอีกด้วย

พ.ท.จักรชัย ศรีคชา บอกต่ออีกว่า…ดำเนินแนวทางตาม…ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ ใช้ในหน่วยได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจาก โครงการผลิตไบโอดีเซล…ยังได้จัดตั้งธนาคารขยะ โครงการส่งเสริมอาชีพไม้ดอก ไม้ประดับชุมชนเพชราวุธ เป็นแม่บ้านของกำลังพล ทำให้มีรายได้เพิ่มเป็นหลักหมื่นบาทต่อเดือนต่อราย ปัจจุบันมีจำนวน แผงค้าทั้งหมด 110 แผง

 

และ…หน่วยยังรับผิดชอบในการนำวิทยากรไปให้ความรู้ในชุมชนต่างๆ จำนวน 174 ชุมชน ใน เขตบางเขน และ หลักสี่ สร้างอาชีพให้มีรายได้เพิ่ม…เพื่อนำสู่ ความมั่นคงของชาติ…!!

โดย…สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม บรมราชกุมารี จะพระราชทานรางวัลนี้ในต้นปีหน้า (2554)….ถือเป็น หน่วยงานของกองทัพหน่วยงานแรก ที่ได้รับพระราชทานรางวัลอันทรงเกียรติ…แห่งปี. 

วารุธ เหลาโชติ

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย วารุธ เหลาโชติ
  • 29 ธันวาคม 2553, 05:05 น.

 

ตุลาคม 8, 2010

ผ่าทางออกวิกฤติเศรษฐกิจ แนะคนไทยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

วันที่ 29/1/2009

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

จากภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจที่ลุกลามทั่วโลก ส่งผลให้ไทยเผชิญกับภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจอย่างอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยหลุดบ่วงดังกล่าวมาได้ เนื่องจากนับจากปี 2549 เป็นต้นมารัฐบาลได้น้อมนำและยึดแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นยุทธศาสตร์ สำคัญในการพัฒนาประเทศ ตลอดจนปลุกจำสำนึกคนไทยให้นำไปเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ โดยเฉพาะรัฐบาลได้ยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเปรียบเสมือนรากแก้วของประเทศ โดยนำการทำเกษตรตามแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทฤษฏีใหม่ในพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นทางเลือกที่สำคัญสำหรับเกษตรกรรายย่อย ภายใต้พื้นฐานกรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืนและสมดุลในทุกมิติทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ทำให้ประเทศสามารถหลุดพ้นวิกฤติการดังกล่าวมาได้

นายจรัลธาดา กรรณสูต ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การทำเกษตรในรูปแบบเกษตรทฤษฎีใหม่หรือเกษตรผสมผสานหรือเกษตรพอเพียงที่ขับ เคลื่อน โดยเกษตรกรที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ชาวบ้านเป็นการทำการเกษตรที่สอด คล้องกับสภาพพื้นที่ มีต้นทุนต่ำและรักษาระบบนิเวศน์ นำไปสู่การพึ่งพาตนเองที่ดีที่สุด โดยเราให้ปราชญ์ชาวบ้านเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรรายย่อย ตลอดจนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในลักษณะให้ชาวบ้านสอนชาวบ้านด้วยกันเองซึ่ง กระทรวงเกษตรฯเห็นว่าเป็นวิธีที่จะทำให้เกิดความเข้าใจนำไปปฎิบัติจริงได้ ง่ายขึ้น

ทั้งนี้สำหรับรูปแบบเกษตรทฤษฎีใหม่หรือเกษตรผสมผสาน ระหว่างมีการอบรมด้านอาชีพเกษตรให้กับประชาชนที่สนใจแล้ว ยังจะมีการสอดแทรกแนวทางการดำรงชีวิตบนพื้นฐานพอเพียงซึ่งน่าจะเป็นแนวทาง หนึ่งในการลดความขัดแย้งในสังคมอีกด้วย โดยในปี 2550 กระทรวงเกษตรฯ ได้เริ่มทดลองการทำงานในรูปแบบที่กระทรวงเกษตรฯเข้าไปสนับสนุนศูนย์ปราชญ์ ชาวบ้านจำนวนหนึ่งให้ทำการอบรมเกษตรกรรายย่อย

โดยกระทรวงเกษตรฯได้จัดงบประมาณ 60 ล้านให้กับศูนย์ปราชญ์จำนวน 40 ศูนย์ให้ทำการอบรมเกษตรกรรายย่อยจำนวน 20,000 คน ซึ่งผลดำเนินงานปรากฏว่าเกษตรกรมีความพึงพอใจในการอบรมอย่างมาก ดั้งนั้นในปี 2552 กระทรวงเกษตรฯจึงได้ขยายจำนวนศูนย์ปราชญ์ชาวบ้านเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีศูนย์ปราชญ์ทั่วประเทศ 186 ศูนย์ และหากเกษตรกรพึงพอใจกระทรวงเกษตรฯ ก็มีแผนที่จะขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามความต้องการของเกษตรกรในท้องถิ่น

ดังนั้น จึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สำนักงานกระทรวงเกษตรฯคาดหวังว่าเป็นที่ พึ่งให้เกษตกรและประชาชนในยุคภาวะเศรษฐกิจทดถอยในปัจจุบันและเป็นกลไกสำคัญ ในนำพาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเปรียบเสมือนรากแก้วของประเทศให้มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองและนำพาตนเองรวมทั้งครอบครัว ให้บรรเทาและหลุดพ้นจากความยากจนได้ในอนาคต

กันยายน 30, 2010

เร่งอบรมอาสาสมัครเกษตร สร้างแบบอย่างศก.พอเพียง

วันที่ 27/9/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นางปาริชาติ ศรีวิพัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า ได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ดำเนินการจัดอบรมอาสาสมัครเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้อาสาสมัครเกษตรมีความรู้ความเข้าใจหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สามารถปฏิบัติตนเป็นตัวอย่าง แก่เกษตรกรในชุมชนได้ รวมทั้งเพื่อให้มีความเข้าใจหลักการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดองในการร่วมกันพัฒนาการเกษตรของชุมชนให้มีความ มั่นคงยั่งยืน โดยปัจจุบัน ทั่วประเทศมีอาสาสมัครเกษตรกว่า 200,000 คน เพื่อเป็นเครือข่าย ในการช่วยเหลือปฏิบัติงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งงานของชุมชนที่เกี่ยวข้อง กับการพัฒนาการเกษตร และมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ความรู้ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และประชาสัมพันธ์งานนโยบายในรูปแบบของอาสาสมัครเกษตรประเภทต่างๆ

สำหรับ การดำเนินการจัดอบรมอาสาสมัครเกษตรตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงนี้ กำหนดจัดเป็น 4 รุ่น ใน 4 ภูมิภาค โดยอบรมอาสาสมัครเกษตรและเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบระดับจังหวัด รุ่นละ 250 คน รวมผู้เข้ารับการอบรมตามหลักสูตรนี้ทั้งหมด 1,000 คน

ทั้ง นี้ อาสาสมัครเกษตรถือเป็นผู้ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาการเกษตรของประเทศ เพราะนอกจากเป็นผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญ เฉพาะสาขาอาชีพทางด้านการเกษตรแล้ว ยังเป็นบุคคลที่มีจิตอาสาที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาการเกษตรของประเทศ มีบทบาทสำคัญในการนำข้อมูลข่าวสาร และบริการจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร

กันยายน 17, 2010

คำศิลป์ วิเศษดี ประธาน อบต.เขวาไร่ จังหวัดมหาสารคาม สร้างครอบครัว สร้างชีวิต ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 487

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เศรษฐกิจพอเพียง

วศพล มาลาม

คำศิลป์ วิเศษดี ประธาน อบต.เขวาไร่ จังหวัดมหาสารคาม สร้างครอบครัว สร้างชีวิต ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง

กิน อยู่อย่างพอเพียง ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ และอดทน เป็นคำสั้นๆ ง่ายๆ แต่ยิ่งใหญ่ในความหมายที่ลึกซึ้งและกินใจ หากผู้ใดที่ได้ทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ และนำไปปฏิบัติได้อย่างจริงจัง จะทำให้ผู้นั้นพบกับความสำเร็จ ความสุข และหลุดพ้นไปจากความยากจน ที่ซ้ำซากจำเจ ที่ยึดอำนาจไปจากประชาชนคนรากหญ้ามาเป็นระยะเวลานานแสนนาน ยากจะหลุดพ้นไปได้

การที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา ใช่ว่าจะได้มาเพียงชั่วข้ามคืน จะไม่เหมือนการทำความชั่ว ทำได้เพียงแค่วันเดียวเห็นผล จากคนดีกลายเป็นคนเลวได้ในชั่วพริบตา แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ผู้ที่ยึดมั่นอยู่กับความถูกต้องและความดีงาม ผลที่จะเกิดขึ้นก็ย่อมจะเป็นบทสรุปที่ดีงามสมเหตุสมผล บางคนสู้ทำความดีมาเกือบชั่วชีวิต กว่าจะมีความสำเร็จ หลายคนก็ใช้เวลาเพียงไม่นานนักก็พบกับความสมหวัง ดังเช่นครอบครัวของ คุณคำศิลป์ คุณจันทร์เพ็ญ วิเศษดี ที่เริ่มต้นชีวิตคู่มาด้วยเศษเงินค่าทำขวัญจำนวนไม่ถึง 5,000 บาท นำมาลงทุนประกอบสัมมาอาชีพ ด้วยความมานะ อดทน จนสร้างฐานะได้ค่อนข้างจะมั่นคง ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมท้องถิ่นอย่างมีหน้ามีตาตามสมควร

“เอ้า! จะบอกให้ฟังตรงๆ เลยว่า ที่มาได้อยู่อย่างทุกวันนี้ ก็เริ่มต้นมาจากเงินค่าผูกแขน (ทำขวัญ) วันแต่งงานประมาณ 4,900 กว่าบาท มาลงทุน แล้วก็ค่อยๆ อดทนทำไป ได้ทีละอย่าง สองอย่าง เก็บเล็กผสมน้อย ค่อยเป็นค่อยไป จนเกิดเป็นงานที่หลากหลายจนทำไม่หวาดไหวอย่างที่เห็นอยู่นี่แหละ” เป็นคำพูดเปิดประเด็นของ คุณจันทร์เพ็ญ วิเศษดี อยู่บ้านเลขที่ 22 หมู่ที่ 9 ตำบลเขวาไร่ อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม ที่หันมาเริ่มต้นเปิดโปงความเป็นมาของการดำเนินชีวิตให้ผมได้รับฟัง ในวันที่มีโอกาสไปสัมภาษณ์พูดคุยช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2553 ที่ผ่านมา

เวลา นั้น คุณคำศิลป์ ผู้เป็นสามีไม่อยู่บ้าน ต้องไปเป็นเกียรติรับใช้ชาวบ้าน ในงานถวายห้องน้ำ ห้องสุขา ที่มีผู้สร้างแล้วถวายให้กับวัดประจำหมู่บ้าน ทราบมาว่า ปัจจุบันคุณคำศิลป์เองยังมีหน้าที่จะต้องดูแลและรับใช้ประชาชนในตำแหน่ง ประธาน อบต.เขวาไร่ อยู่อีกด้วย

จากภาระหน้าที่ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นงานบ้าน งานวัด คุณคำศิลป์จึงต้องคอยไปสนับสนุน ดูแลเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยอยู่ทุกงานไป

คุณ จันทร์เพ็ญ เริ่มใช้ความคิดลำดับความเป็นมาให้ฟังต่อไปว่า เธอเองกับสามีเป็นคนอยู่คนละหมู่บ้าน แต่ตำบลเดียวกัน ได้แต่งงานกันมาเมื่อปี พ.ศ. 2534 หลังจากแต่งงาน คุณคำศิลป์ก็ย้ายสำมะโนครัวเข้ามาอยู่ที่บ้านภรรยา

คุณจันทร์เพ็ญเอง มีพี่น้องท้องมารดาเดียวกัน 6 คน ซึ่งทุกคนก็แยกย้ายไปมีครอบครัวและทำมาหากินยังท้องถิ่นอื่นกันหมด ที่บ้านเดิมจึงมีครอบครัวของคุณคำศิลป์และคุณจันทร์เพ็ญที่คอยเป็นหลักและ เป็นผู้เลี้ยงดูบุพการีของเธอ ซึ่งมีอายุจะย่างเข้า 90 ปี ในอีกไม่ช้า

อยู่ กินไปๆ มาๆ จนมีลูกถึง 3 คน ลูกๆ กำลังอยู่ในวัยเรียน คนโตชื่อ น้องอุ้ม กนกวรรณ วิเศษดี กำลังเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คนรองชื่อ วิษณุ วิเศษดี (ส้วม) อยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ส่วนคนสุดท้องชื่อ น้องออม หรือ ออมทรัพย์ วิเศษดี คนนี้จะเลื่อนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในปีถัดไป

การ ดำเนินชีวิตของคุณคำศิลป์กับคุณจันทร์เพ็ญ ถ้าจะเปรียบง่ายๆ ก็คล้ายๆ กับรถไถกับน้ำมันดีเซล ยังไงยังงั้น เนื่องจากว่าเมื่อก่อนหน้านั้น คุณจันทร์เพ็ญยังไม่ได้แต่งงาน เธอต้องทนตรากตรำทำงานอยู่อย่างโดดเดี่ยว ทั้งงานบ้าน งานไร่ ไถนา ปลูกข้าวเลี้ยงพ่อที่แก่ชรามาเพียงลำพัง อาศัยที่เธอเป็นคนขยัน มีความทรหด อดทน ทำงานอย่างไม่เคยมีวันหยุด ลืมวันเวลาแม้แต่จะเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ดี แม้จะมีเรี่ยวแรงและกำลังใจของนักสู้ชีวิตที่เต็มเปี่ยม แต่ก็เป็นเพียงคนเดียว ผลที่ได้รับจึงอยู่ได้ตามอัตภาพและสมเหตุสมผล จวบจนได้แต่งงานอยู่กินกับคุณคำศิลป์ ที่มีอุปนิสัยที่สอดคล้องตรงกัน คุณคำศิลป์เองก็ขยัน เหล้า บุหรี่ นารี การพนัน และอบายมุขทั้งหลายไม่แตะต้อง เมื่อรถไถมาได้เติมน้ำมัน ทุกอย่างจึงไปได้โลด

ปรับปรุงผืนนา 30 ไร่

ปลูกข้าวขาย-เลี้ยงชาวโลก

ผืน นากว่า 30 ไร่ ที่เป็นมรดกตกทอดมาจากครอบครัวและยังเป็นอาชีพดั้งเดิมที่ทั้งสองสามีภรรยา ต้องสานงานต่อ โดยไม่มีใครต้องบังคับ คือการทำนาปลูกข้าว ก่อนหน้านี้คุณจันทร์เพ็ญบอกว่า ทำนาไม่เคยได้ขายข้าว อย่างเก่งก็เพียงแค่ได้เก็บไว้กินผ่านไปปีๆ เนื่องจากที่นาค่อนข้างเป็นที่ลุ่มๆ ดอนๆ ลำพังตัวคนเดียวไม่มีกำลังพอที่จะปรับปรุง แต่เมื่อได้สามี ความคิดดีๆ สองคนมารวมกัน การพัฒนาอาชีพทำนาจึงได้ริเริ่มขึ้น จากการปรับปรุงพื้นที่จากลุ่มๆ ดอนๆ ให้สม่ำเสมอราบเรียบ มีน้ำขังได้สม่ำเสมอ ทำนาได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย อาศัยน้ำจากลำห้วยข้างๆ ที่นาช่วยบ้าง จากสระน้ำที่ขุดใช้เองอีกบางส่วน หลักๆ ก็ได้อาศัยน้ำฝน ผลผลิตที่ได้จากที่พอเก็บไว้กินภายในครอบครัว ก็ได้เพิ่มมากขึ้นจนเหลือขาย คุณจันทร์เพ็ญเล่าว่า หลังจากปรับผืนนาจนเข้าที่ ก็คิดปรับวิธีการผลิตใหม่ เดิมเคยปลูกข้าวเหนียวเพียงชนิดเดียว ก็ปรับเปลี่ยนมาปลูกข้าว 2 อย่าง คือ ครึ่งหนึ่งปลูกข้าวเหนียว อีกครึ่งหนึ่งไว้ปลูกข้าวเจ้า ดินนาเดิมเป็นดินทรายไม่ค่อยอุ้มน้ำ หนำซ้ำยังขาดอินทรียวัตถุจนดินแน่นแข็ง ประกอบกับดั้งเดิมเคยใส่ปุ๋ยเคมีอย่างเดียวมาเป็นเวลานาน ก็หันมาใส่ปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยชีวภาพควบคู่กันไป จะใส่ปุ๋ยคอกทุกๆ ปีในช่วงหลังฤดูเก็บเกี่ยวและก่อนปักดำทำให้ดินดีขึ้นเป็นลำดับ ในปีที่ผ่านมาฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล แม้จะมีทิ้งช่วงบ้างแต่ไม่ถึงกับเสียหายจากที่ใช้เงินทุนร่วม 50,000 บาท ในการทำนา ผลปรากฏว่าเมื่อนำข้าวส่วนหนึ่งไปขาย เหลือกำไรร่วมแสนบาท เงินส่วนนี้เป็นรายได้ส่วนหนึ่งก็ต้องเก็บไว้ใช้เมื่อถึงคราวจำเป็น คุณจันทร์เพ็ญกล่าวด้วยความภูมิใจ

เลี้ยงวัวเนื้อและหมูขุนเป็นเงินออมสิน

เงิน ทำขวัญ (ผูกข้อมือ) ที่ได้ประมาณ 4,900 บาท คุณจันทร์เพ็ญบอกว่า ได้นำเงินส่วนหนึ่งไปหาซื้อแม่วัวมา 1 ตัว ในราคา 4,500 บาท นำมาเลี้ยงควบคู่กับการทำนา ส่วนคุณคำศิลป์ผู้เป็นสามีก็ออกค้าขาย อาศัยว่าได้นำรถมอเตอร์ไซค์เก่าๆ ติดตัวมาจากบ้านเดิม 1 คัน ก็ได้นำเงินทุนที่ยังพอเหลืออยู่ นำไปซื้อของชำและพืชผัก ผลไม้จากตลาด นำมาแบ่งใส่ถุงพลาสติคบรรจุเข่งใส่ท้ายรถวิ่งเร่ขายไปตามหมู่บ้านในช่วง เช้าๆ คุณคำศิลป์เองเริ่มงานตั้งแต่ตี 4 ไปตลาดนำของไปเร่ขาย ส่วนคุณจันทร์เพ็ญต้องแยกย้ายไปที่นา คุณคำศิลป์ขายของหมด สดบ้าง เชื่อบ้าง กลับเข้าบ้านทำธุระเสร็จก็ออกไปช่วยกันทำนา ในช่วงที่มีลูกเล็กๆ ทั้งสองต้องทำงานอย่างหนัก จนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ทำมาอย่างนี้หลายปี จนมีเงินเก็บออมได้ก้อนหนึ่งเป็นกำไร นำเงินส่วนนี้ไปซื้อรถกระบะมาค้าขายต่อ พอได้กำไรมากพอก็ได้ก่อสร้างบ้าน จนมีหลักฐานที่มั่นคง แม่วัวที่ซื้อมาโชคดีคลอดลูกออกมาเร็วกว่าที่ตั้งใจ เพราะว่าไปได้แม่วัวที่กำลังอุ้มท้องมาแล้วหลายเดือน ทั้งสองอดทนทำนาควบคู่การค้าขาย ขยับขยายไปเลี้ยงวัวขุนจนมีลูกวัวขนาดพอจะขายได้ถึง 6 ตัว ตกลงใจขายวัวยกชุด 6 ตัว ในราคาเหมาๆ ได้เงิน 45,000 บาท แต่ก็ยังเหลือวัวแม่พันธุ์เก็บไว้เลี้ยงอยู่อีกส่วนหนึ่ง เงินที่ได้จากการขายวัวนำไปซื้อโรงสีขนาดเล็ก ขนาด 1 ลูกหิน ซื้อมาในราคา 40,000 บาท บอกว่า ซื้อโรงสีมาไว้สีข้าวตัวเอง และบริการสีข้าวฟรีให้กับชาวบ้านแลกกับรำที่ออกมา มีเวลาก็จะเริ่มไปรับข้าวเปลือกจากยุ้งฉางเพื่อนบ้าน แล้วนำมาสี เสร็จสรรพก็นำกลับไปส่งถึงที่ ให้บริการฟรีๆ ไปทั่วทั้งหมู่บ้าน จากนั้นก็ได้ไปหาซื้อลูกหมูมาอีก 2 ตัว คุณจันทร์เพ็ญบอกว่า หาลูกหมูชนิดที่ราคาถูกๆ เพราะเจ้าของทอดทิ้ง อาศัยว่ามาเลี้ยงดูแลดี มีรำและหัวอาหารให้กินเต็มที่ ไม่นานก็อ้วนท้วนสมบูรณ์ พอโตได้ขนาด จากหมูที่คนอื่นเห็นว่าเป็นหมูขี้โรค 2 ตัว แทบไม่มีราคา กลับมาผันเป็นเงินได้ถึง 7,000 กว่าบาท จากนั้นก็ได้นำเงินส่วนนี้ไปขยับขยายหาซื้อแม่พันธุ์หมูมาเลี้ยงเพิ่มเติม ติดต่อหมูพ่อพันธุ์มาผสม ได้ลูกหมูมาเลี้ยงขายเป็นชุดๆ คุณจันทร์เพ็ญบอกว่า กำไรจากการเลี้ยงหมู อาจดูไม่มากนัก แต่ก็เหมือนเป็นกระปุกออมสิน เพิ่มคุณค่าและมูลค่าจากพืชผัก และเศษอาหารให้เป็นเงินได้ ถ้าหากผลิตลูกหมูได้เองกำไรก็จะเพิ่มขึ้น อย่างน้อยๆ ก็ลดต้นทุนส่วนที่เป็นค่าลูกหมูประมาณ 1,000 บาท เมื่อดูคร่าวๆ แล้วจากการลงทุนเริ่มเลี้ยงหมูไปจนถึงหมูโตได้ขนาดจับขายคือ น้ำหนัก 80-100 กิโลกรัม จะใช้เงินลงทุนเป็นค่าหัวอาหาร รำข้าวประมาณ 2,000 กว่าบาท พอจับขายได้กำไรตัวละประมาณร่วม 2,000 บาท ใน 1 ปี จะขายได้ 2 รอบ ครอบครัวนี้จะมีรายได้จากการเลี้ยงหมูประมาณปีละ 60,000-70,000 บาท ซึ่งเป็นเงินส่วนที่เก็บออมสำหรับครอบครัวอีกก้อนหนึ่ง

ด้วยกำลังกาย กำลังสมอง ของสองสามีภรรยากับบรรดาลูกๆ ที่ได้ช่วยเบาแรงบ้างเป็นบางโอกาส ทำให้การงานมีความคืบหน้าไปเป็นลำดับอย่างไม่รีบเร่งแต่สม่ำเสมอ ถึงวันนี้ครอบครัววิเศษดีโดยมีคุณคำศิลป์เป็นเสาหลัก คุณจันทร์เพ็ญเป็นที่ปักยึด ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามฐานะ ด้วยทรัพย์สินพร้อมแปรสภาพเป็นเงินตราคือ แม่พันธุ์หมู 2 ตัว หมูขุนพร้อมขายกว่า 10 ตัว ลูกหมูอีก 2 คอก มีวัวเนื้ออีกร่วมๆ 10 ตัว พร้อมพ่อวัวพันธุ์ดีสำหรับผสมพันธุ์ เรียกได้ว่ามูลค่าทรัพย์สินที่อยู่รายรอบตัว เมื่อแปรสภาพก็จะมีมูลค่ากว่าแสนบาท ซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวนี้ก็เป็นผลพวงมาจากเงินลงทุนไม่ถึง 5,000 บาท บวกกับความคิดริเริ่มความตั้งใจ ความอดทน ขยัน ประหยัด ของทั้งสองสามีภรรยาคู่นี้นั่นเอง

เพาะเห็ดบด เลี้ยงแมงสะดิ้ง อีกอาชีพเสริมสร้างเงิน

นอก จากอาชีพหลักคือทำนา ทำไร่ ควบคู่ไปกับการเลี้ยงสัตว์ที่มีงานจุกจิกมากมายมาให้ทำแล้ว คุณจันทร์เพ็ญกล่าวว่า ยังพอมีเวลาเหลือบ้างบางส่วน จึงต้องมองหางานใหม่ๆ เข้ามาทำเพื่ออุดช่องว่างดังกล่าว ที่ผ่านมาได้ทดลองทำมาแล้วหลายอย่างจนถึงวันนี้ก็มีการเพาะเห็ดบด เลี้ยงไหม เลี้ยงแมงสะดิ้ง เป็นงานเสริม โดยเฉพาะการเพาะเห็ดบด ปัจจุบันทำได้ไม่ยุ่งยากนัก อาศัยหาซื้อก้อนเชื้อเห็ดมาจากฟาร์มใหญ่ในราคาก้อนละ 6 บาท บริการส่งถึงที่ ส่วนที่เป็นโรงเรือน เจ้าของที่ต้องเตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ เช่น ตาข่ายพรางแสง พลาสติคใส เสา คานไม้ไผ่ เอาไว้เตรียมพร้อม พอก้อนเชื้อเห็ดมาส่ง เจ้าหน้าที่ฟาร์มก็จะลงมือสร้างโรงเรือนและวางเรียงก้อนเชื้อเห็ดให้เสร็จ สรรพ ปัจจุบันที่ว่างบริเวณหน้าบ้านได้สร้างโรงเรือนเพาะเห็ดเอาไว้ 2 โรง บรรจุเชื้อเห็ดได้ราวๆ 3,500 ก้อน ลงทุนไปทั้งหมดราวๆ 30,000 บาท หลังจากที่เชื้อเห็ดเดินเต็มถุงแล้วก็เปิดดอก รดน้ำให้ชุ่มวันละ 3 เวลา ประมาณ 5 วัน ดอกเห็ดเริ่มงอก เก็บขายได้หลังจากงอก 2 วัน ระยะนี้ดอกเห็ดกำลังตูม ชาวบ้านเรียกระยะปากปลิง จะมีรสชาติหวาน กรอบ ตลาดชอบ ขายได้ราคาดีมาก คุณจันทร์เพ็ญและสามีจะต้องตื่นเก็บเห็ดส่งขายในตลาดตัวอำเภอตั้งแต่เช้ามืด เห็ดตูมส่งขายกิโลกรัมละ 60 บาท ในแต่ละวันจะเก็บเห็ดขายได้ประมาณ 8-15 กิโลกรัม ส่วนดอกเห็ดที่บานแล้วจะมีพ่อค้ามารับซื้อไปเร่ขายตามหมู่บ้านอีกต่อหนึ่ง คุณคำศิลป์กล่าวว่า ได้เก็บเห็ดขายมาแล้วร่วม 3 เดือน คืนทุนไปแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนแรกๆ และยังไม่มีทีท่าว่าเห็ดจะมีปริมาณลดลงแต่อย่างใด เข้าใจว่าคงจะเก็บขายได้ต่อไปอีกนานกว่า 3 เดือน เรียกได้ว่าอาชีพเพาะเห็ดบดก็สร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ไม่น้อยเช่นเดียว กัน

สำหรับการเพาะเลี้ยงแมงสะดิ้งซึ่งเป็นแมลงกลุ่มเดียวกันกับ จิ้งหรีด เพียงแต่มีขนาดตัวเล็กกว่า จริงๆ แล้วคุณจันทร์เพ็ญบอกว่า เคยเลี้ยงจิ้งหรีดมาแล้วก่อนหน้านี้ แต่พอมีแมงสะดิ้งเข้ามา เห็นว่าตลาดนิยม เลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์ได้เร็ว จึงได้เปลี่ยนมาเลี้ยงแมงสะดิ้งแทน โดยใช้บ่อวง ขนาด 80 เซนติเมตร เป็นที่เลี้ยง อาหารใช้อาหารปลาดุก หรือหัวอาหารไก่ไข่ ผสมรำโรยไว้ในบ่อ ให้น้ำด้วยสำลีชุบน้ำวางเอาไว้ ใช้รังไข่ไก่วางไว้เป็นที่วางไข่ หลังจากออกไข่เลี้ยงไว้ 25 วัน ก็จับขายได้ โดยเฉลี่ยจะขายได้ในราคากิโลกรัมละ 300-400 บาท (ตักขายช้อนแกงละ 4 บาท)

วิธีปรุงแมงสะดิ้ง

1. นำแมงสะดิ้งไปล้างให้สะอาด

2. หั่นใบมะกรูด หั่นตะไคร้เป็นแผ่นบางๆ

3. นำไปคั่วให้แห้ง เติมรสด้วยเกลือหรือผงรสดี ถ้ามีซอสใส่ด้วยจะมีรสกลมกล่อม ตักใส่จานหรือแช่ตู้เย็น

รับ ประทานเป็นอาหารว่าง โปรตีนเสริม ในระยะที่กำลังมีไข่อยู่เต็มท้องจะได้รสชาติมันๆ เค็มๆ อร่อยอย่างยิ่ง รายได้จากการขายแมงสะดิ้ง คุณจันทร์เพ็ญบอกว่า อาจจะไม่เป็นกิจจะลักษณะ แต่ก็พอได้กินได้ขาย ตลอดจนแจกจ่ายให้ญาติพี่น้องที่เดินทางมาเยี่ยมเยือน เป็นของฝากของกำนัล ถ้ามีมากตลาดไม่มีปัญหา ที่ผ่านมามักจะมีพวกพ่อค้าเข้ามาสอบถามรับซื้อเป็นประจำจนโตไม่ทันขาย

ปลูกอ้อยโรงงาน ทำไร่มันสำปะหลัง ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

หลายกิจกรรมใหม่ใช้เวลาว่างในไร่นา

คุณ คำศิลป์ กล่าวเพิ่มเติมมาว่า นอกจากจะมีงานให้ทำอยู่อย่างหลากหลายแล้ว ก็ยังไม่เป็นที่พอใจ ในปีที่ผ่านมาจึงได้ไปเสาะหาท่อนพันธุ์อ้อยมาปลูกเอาไว้ประมาณ 2 ไร่ และคิดเอาไว้ว่าถ้าได้ผลดี ก็จะใช้ทั้งหมดเป็นท่อนพันธุ์ขยายพื้นที่ปลูก ส่วนดินที่ยังพอมีว่างอยู่บ้างก็ได้ทดลองปลูกมันสำปะหลังเอาไว้อีก และกันที่ส่วนหนึ่งไว้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมประมาณ 1 งานเศษๆ และทราบมาว่าเรื่องงานทอผ้าลวดลายต่างๆ คุณจันทร์เพ็ญนั้นมีฝีมือดีไม่แพ้คนอื่นๆ เนื่องจากว่าอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและแกะลวดลายการทอผ้านี้ คุณจันทร์เพ็ญได้เรียนรู้ซึมซับมาจากผู้เป็นแม่มาตั้งแต่สมัยเด็กๆ จนโตเป็นผู้ใหญ่ เมื่อผู้เป็นแม่ล่วงลับไป คุณจันทร์เพ็ญก็ได้สืบสานงานเรื่องนี้มาอย่างสม่ำเสมอตราบที่ยังพอมีเวลา เรียกได้ว่า ทุกเวลานาทีของสองสามีภรรยาคู่นี้ แทบจะไม่มีเวลาได้ว่างเว้นให้ได้ท่องเที่ยว ยกเว้นเวลานอนหลับ จำเป็นต้องจัดสรรเวลาให้เหมาะสมและลงตัวกับสถานการณ์ ทั้งงานในไร่นา บ่ายมาทำงานบ้าน รวมทั้งงานส่วนรวมของท้องถิ่น ซึ่งในระยะหลังๆ คุณคำศิลป์ผู้เป็นสามีต้องมีหน้าที่ต้องทำงานนอกบ้าน ในตำแหน่งประธาน อบต. ภาระการงานในบ้านและไร่นาส่วนใหญ่จึงต้องตกหนักไปที่คุณจันทร์เพ็ญผู้เป็น ภรรยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณจันทร์เพ็ญเองเคยทำงานในไร่นาอย่างหนักมาตั้งแต่ยังเด็กจนโต ความแข็งแรง แข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตใจจึงมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม อย่างไรก็ดี ถึงวันนี้คุณจันทร์เพ็ญบอกว่า อายุได้ล่วงเลยไปกว่า 40 ปีแล้ว สังขารร่างกายก็เริ่มจะซบเซา ไม่เหมือนเก่าก่อน ในปีที่ผ่านมา คุณจันทร์เพ็ญเกือบเอาชีวิตไม่รอดมาแล้วครั้งหนึ่ง ด้วยอาการปวดท้อง หน้ามืดอย่างรุนแรง หมอบอกว่าเกิดจากนิ่วในไตอุดตันท่อนำปัสสาวะ และได้รักษาจนมีอาการดีขึ้นแต่อยู่ได้ไม่นาน โรคเบาหวานก็เข้ามาเยือน แต่ก็ได้รักษา ควบคุมอาหาร จนอยู่ในอาการปกติ จนสามารถใช้ชีวิตทำงานได้ต่อไป แม้จะไม่ได้เต็มที่ดั่งเดิมก็ตามที หลายปีผ่านไป ผลจากการทำงานอย่างหนัก ประกอบกับการอดออม ครอบครัวนี้ก็มีเงินเหลือเก็บ ส่วนหนึ่งนำไปซื้อรถไถเดินตาม และสร้างที่อยู่อาศัยให้มีความสะดวกสบายได้ตามอัตภาพ

ดำเนินกิจกรรมสอดคล้อง

กับวิถีชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง

การ ดำเนินชีวิตของสองสามีภรรยา คุณคำศิลป์ คุณจันทร์เพ็ญ วิเศษดี จริงๆ แล้วทั้งสองใช้วิธีการปฏิบัติโดยไม่ยึดหลักการใดๆ มาเป็นแนวทาง หากแต่อาศัยภูมิปัญญาและสามัญสำนึกของพื้นฐานความต้องการความเจริญก้าวหน้า ในการทำมาหาเลี้ยงชีพ ตลอดจนความฝักใฝ่ในความดีและความถูกต้องชอบธรรมของสุจริตชนเป็นที่ตั้ง จนสามารถก่อร่างสร้างตัวขึ้นไปเป็นขั้นบันไดตามลำดับ แต่ถ้าหากมองให้ดีๆ ก็จะพบว่าได้สอดคล้องกับหลักการดำเนินชีวิตบนเส้นทางเศรษฐกิจพอเพียงขององค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานแนวทางลงมาสู่ปวงชนชาวไทย เพื่อให้หลุดพ้นไปจากความทุกข์ ความยากจน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงดังกล่าว เป็นปรัชญาที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชี้ถึงแนวทางการดำรงชีพด้วย ความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล รวมทั้งความจำเป็นที่ต้องมีภูมิคุ้มกันในตัวเองที่ดีพอสมควร และที่สำคัญที่สุดต้องมีก็คือ การมีคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต มีความรอบรู้ที่เหมาะสม มีการดำเนินชีวิตด้วยความอดทน มีความมานะพากเพียร ดังคำกล่าว “เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง” ซึ่งเป็นวิธีแห่งความพอเพียงนั่นเอง

ก้าวสู่ตำแหน่งประธาน อบต.เขวาไร่

อีกบทบาทของการรับใช้ชาวบ้าน

หลัง จากผ่านการใช้ชีวิตครอบครัวมาได้ระยะหนึ่ง ด้วยความอดทน ตลอดจนความมีระเบียบวินัย รวมทั้งจิตใจที่เด็ดเดี่ยวของสองสามีภรรยา คุณคำศิลป์ คุณจันทร์เพ็ญ ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเป็นลำดับ คุณคำศิลป์ผู้เป็นสามีก็ได้มีโอกาสเสนอตัวไปเพื่อรับใช้ชาวบ้านในนามสมาชิก สภาองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อบต.) ซึ่งคุณคำศิลป์ก็ได้รับการเลือกตั้งเข้าไปด้วยคะแนนที่ท่วมท้น เมื่อปี พ.ศ. 2548-2552 เป็นสมัยแรก ด้วยผลงานที่เกิดจากการตั้งใจทำหน้าที่อย่างจริงจังและเสมอต้นเสมอปลาย เมื่อหมดสมัยวาระแรก คุณคำศิลป์ก็ยังได้รับเลือกตั้งเข้าไปอีกเป็นสมัยที่สองด้วยคะแนนเสียงที่ ท่วมท้นเช่นเดิม เมื่อเดือนมีนาคม 2553-ปัจจุบัน การที่ได้รับเลือกตั้งเข้าไปอีกสมัยทำให้คุณคำศิลป์ได้รับความไว้วางใจให้ ดำรงตำแหน่งเป็นประธาน อบต. พ่วงอีกตำแหน่ง การที่ได้มีโอกาสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธาน อบต. ของคุณคำศิลป์ วิเศษดี โดยมีคุณจันทร์เพ็ญ ผู้เป็นภรรยา คอยให้การสนับสนุนจะยังสามารถที่จะเป็นความหวังที่พอพึ่งพิงได้ของประชาชน ชาวตำบลเขวาไร่อยู่หรือไม่ เรื่องนี้คงต้องคอยจับตาดู และให้เวลาเพื่อพิสูจน์ผลงาน แต่ก็เชื่อแน่ว่าตราบใดที่จิตใจของทัพหน้าอย่างคุณคำศิลป์และทัพหลังที่คอย เป็นกำลังใจอย่างคุณจันทร์เพ็ญ วิเศษดี ยังมีความเข้มแข็ง มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ดูแลชาวบ้านด้วยความเสมอภาค ไม่แบ่งแยกเป็นสองฝักสองฝ่าย และมีความเป็นธรรมอยู่ในจิตใจแล้ว คุณคำศิลป์ วิเศษดี ก็จะเป็นอีกหนึ่งของนักการเมืองระดับท้องถิ่นที่มีคุณภาพ พร้อมจะนำพาท้องถิ่นและประชาชนก้าวไปสู่ความเจริญก้าวหน้าต่อไปอย่างไม่หยุด ยั้ง และอาจจะเป็นอีกหนึ่งความหวังของคนไทยที่จะได้มีรายชื่อของคุณคำศิลป์ วิเศษดี เป็นอีกหนึ่งของรายชื่อ สส. ที่ได้จารึกไว้ในสภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทย ใครจะไปรู้?

ท่านใดสนใจแวะเยี่ยมเยือน ติดต่อสอบถามได้ที่โทร. (082) 845-5487 ได้ทุกเวลาครับ

ตำรวจเกษตรพอเพียง ตามแนวทางทฤษฎีใหม่

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 486

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เศรษฐกิจพอเพียง

สิริพร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

ตำรวจเกษตรพอเพียง ตามแนวทางทฤษฎีใหม่

เปลี่ยน จากการโบกรถ เขียนใบสั่ง มาจับจอบจับเสียมพรวนดินปลูกผัก เป็นอีกมุมหนึ่งของตำรวจจราจร ที่นอกเหนือจากการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรบนท้องถนน และตั้งด่านกวดขันวินัยจราจร ตามที่หลายคนคุ้นตา ซึ่งเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์หลังจากออกเวรของตำรวจ สน.คู่ขนานลอยฟ้า

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการครองชีพ สูงขึ้น แต่ข้าราชการตำรวจยังคงมีรายได้น้อย เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในครอบครัวและเป็นขวัญกำลังใจแก่ตำรวจชั้น ประทวน ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง จึงเกิดเป็น “โครงการตำรวจเกษตรตามรอยพ่อหลวงอยู่อย่างพอเพียง” ขึ้น นอกจากจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนแล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่สามารถพัฒนาบุคลากร ส่งเสริมอาชีพให้กับตำรวจผู้ปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

จากพื้นที่ว่าง เปล่าไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ บนเนื้อที่กว่า 2 ไร่ ด้านหลัง สน.คู่ขนานลอยฟ้า กลับมาเขียวขจี ดูมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง จากการปรับปรุงฟื้นฟูอย่างเต็มกำลังของ พ.ต.อ.วีระวิทย์ วัจนะพุกกะ ผกก.1 (สายตรวจ) บก.จร. ที่เห็นว่าโครงการดังกล่าวเคยทำเมื่อหลายปีมาแล้ว และได้เลิกไป เมื่อได้มาดำรงตำแหน่งเป็นผู้กำกับการ จึงต้องการให้พื้นที่ว่างเปล่าด้านหลังสถานีตำรวจสามารถใช้ประโยชน์ได้ ประกอบกับผู้บังคับบัญชาได้ให้แนวความคิดว่าควรจะทำอะไรที่เป็นสวัสดิการและ เป็นกิจกรรมร่วมกันของตำรวจเพื่อให้เกิดความสามัคคีในหน่วยงาน ลดภาระค่าใช้จ่าย จึงได้มีการปรับปรุงพื้นที่ใหม่ทั้งหมด โดยนำทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาใช้ในการบริหารโครงการ โดยนำตำรวจ สน.คู่ขนานลอยฟ้า ที่มีกว่า 100 นาย ใช้เวลาว่างหลังเวลาราชการ มารับผิดชอบในแต่ละส่วน เช่น บ่อปลา แปลงผัก เล้าไก่ ผลผลิตที่ได้จะนำมาเป็นอาหารกลางวันของข้าราชการตำรวจ แต่หากมีผลผลิตมากก็จะนำมาแจกจ่ายประชาชนที่มาติดต่อราชการ เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างตำรวจกับประชาชนว่ามีความห่วงใย อย่าง “ไข่จราจร ขับรถดี มีวินัย”

โดยโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนเป็น อย่างดีจากทาง พล.ต.ต.สุพร พันธุ์เสื่อ พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล พล.ต.ต.วิมล เปาอินทร์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต.อุทัยวรรณ แก้วสอาด ผบก.จร. ที่เป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูง ที่คอยให้คำแนะนำและให้การสนับสนุนให้เกิดโครงการนี้ขึ้นมา เพราะเห็นถึงความเป็นอยู่ของผู้ใต้บังคับบัญชา ให้มีความเป็นอยู่แบบพอเพียงและพึ่งตนเอง

พ.ต.อ.วีระวิทย์ กล่าวว่า โครงการนี้มีมาได้ 2 เดือนแล้ว โดยผู้บังคับบัญชาได้ให้ความสนใจด้านสวัสดิการ ความเป็นอยู่ของผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นอย่างดี และได้ให้คำแนะนำ สนับสนุนโครงการนี้มาโดยตลอด ส่วนผู้ใต้บังคับบัญชาเองก็ได้ให้ความร่วมมือในโครงการนี้เช่นกัน

บน พื้นที่ว่าง เนื้อที่ 2 ไร่ ประกอบด้วย แปลงผักสวนครัว อาทิ คะน้า ซึ่งเป็นพืชผักที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ดูแลง่าย เก็บกินได้ทุกวัน เพราะทางผู้ดูแลมีการวางแผนการปลูก สามารถเก็บกินได้ทุกวัน ปลูกไว้ 2 แปลง ผักบุ้ง เป็นผักที่ปลูกง่าย ดูแลง่ายเช่นกัน ที่สำคัญเป็นแปลงผักที่ปลอดสารพิษ เพราะใช้ปุ๋ยจากธรรมชาติ คือจากมูลวัว และมูลไก่ไข่ที่เลี้ยงไว้ เป็นการลดต้นทุนการซื้อปุ๋ยได้อีกทาง นอกจากนี้ ยังปลูกถั่วฝักยาว บวบ ข้าวโพด แค และโหระพา ส่วนไม้ผลเลือกปลูกมะละกอ เพราะสามารถกินได้ทั้งสุกและดิบ ปลูกไว้ 1 แปลง ในเนื้อที่ 2 ไร่ จะแบ่งพื้นที่บ่อน้ำอยู่ 2 บ่อ จึงได้นำปลาดุก ปลาสวาย ปลานิล และปลาตะเพียน กว่า 3,000 ตัว มาปล่อยเลี้ยงด้วยกัน จะสังเกตได้ว่า เมื่อเดินผ่านบ่อเลี้ยงปลาเข้าไป จะพบฟาร์มไก่ไข่ที่มีอยู่กว่า 30 ตัว เป็นไก่รุ่นที่นำมาเลี้ยงอีก 1-2 เดือน ก็สามารถออกไข่ได้แล้ว เพราะทางเรายังไม่เก่งเรื่องเทคนิคการผลิตหรือการฟักไข่ ถัดจากโรงเลี้ยงไก่มาเล็กน้อยมีบ่อเลี้ยงปลาดุกและบ่อเลี้ยงกบ ที่ลงกว่า 1,000 ตัว ใกล้กันก็มีคอกวัว โรงเพาะเห็ด และโรงเลี้ยงไก่พื้นบ้าน ที่มีกว่า 50 ตัว

ด้าน พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รอง ผบช.น. กล่าวว่า โครงการตำรวจเกษตรตามรอยพ่อหลวงอยู่อย่างพอเพียง เป็นโครงการที่ทำให้ข้าราชการตำรวจได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์มาทำการ เกษตร ส่งผลให้เกิดความสามัคคีในหน่วยงาน และยังด้านเศรษฐกิจ เพราะหากมีผลผลิตมากก็สามารถนำออกขายในท้องตลาดเพื่อนำเงินมาหมุนเวียนใน โครงการได้อีก

“วันนี้ได้มาเห็นโครงการแล้วรู้สึกดีใจ โครงการนี้เคยทำมาก่อน บางยุคผู้บริหารสถานีตำรวจอาจจะละเลยไปบ้าง แต่พอโครงการนี้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็ดีใจ หากตำรวจหน่วยไหนมีพื้นที่ก็น่าจะทำการเกษตรเช่นนี้ได้ ไม่เฉพาะตำรวจจราจร แต่ตำรวจทั้งประเทศก็น่าจะมีการส่งเสริมด้านสวัสดิการให้กับตำรวจ อย่างน้อยก็มีอาหารกลางวัน อาหารเย็นรับประทานร่วมกัน” พล.ต.ต.ภาณุ กล่าว

ด้าน ด.ต.มานพ ชูทวี ผบ.หมู่ งานจราจร รับผิดชอบด้านเปรียบเทียบปรับ เล่าถึงหน้าที่ในการดูแลงานเกษตรว่า มีหน้าที่หลักคือ การดูแลเรือนเพาะเห็ด ไก่ไข่ และไก่พื้นบ้าน รวมทั้งช่วยเพื่อนตำรวจดูแลทั่วๆ ไปด้วย หากมีเวลามากพอ แม้ว่าจะเป็นคนต่างจังหวัด พื้นเพเป็นคนหาดใหญ่ แต่ก็ไม่สามารถนำประสบการณ์ที่บ้านมาประยุกต์ใช้ได้เลย เพราะที่บ้านส่วนใหญ่มักจะทำสวนยาง จึงต้องหาความรู้จากอินเตอร์เน็ต และหนังสือเกี่ยวกับการเกษตร รวมทั้งมีผู้มาให้ข้อมูลบ้าง ซึ่งการมาทำงานเกษตรในโครงการนี้ เกิดขึ้นด้วยความสมัครใจ แม้จะมีผู้ร่วมดูแลโครงการเพียงไม่กี่คน ก็จะยังคงดูแลแปลงเกษตรผืนนี้ต่อไป

นอก จากโครงการนี้จะมีอาหารไว้สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ยังได้มีแนวคิด แจกไข่ให้กับผู้ที่มาเสียค่าปรับจราจร ซึ่งเป็นไข่จราจรที่เขียนระบุบไว้ชัดเจนว่า “ไข่จราจร ขับรถดี มีวินัย” เพื่อเป็นการเตือนสติให้ผู้ใช้รถควรจะขับให้มีวินัยจราจร เพื่อลดอุบัติเหตุ ที่อาจเกิดขึ้นกับตนเองและผู้อื่น

โครงการตำรวจเกษตรตามรอยพ่อ หลวงอยู่อย่างพอเพียง เป็นอีกโครงการที่น่าชื่นชมและควรจะได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง หากประชาชนที่มาติดต่อราชการที่ สน.คู่ขนานลอยฟ้า มีเวลาว่างพอก็สามารถเยี่ยมชมแปลงเกษตรเพื่อเป็นกำลังใจให้กับตำรวจผู้ ปฏิบัติได้อีกด้วย

พอเพียง 1 งาน สวนหลังบ้าน ที่ร้อยเอ็ด

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 483

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เศรษฐกิจพอเพียง

วัชรินทร์ เขจรวงศ์

พอเพียง 1 งาน สวนหลังบ้าน ที่ร้อยเอ็ด

วันนี้ คุณพีระวัฒน์ สังข์น้อย เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด นำเยี่ยมชมสวนหลังบ้าน พอเพียง 1 งาน สวนหลังบ้าน เพื่อการเกษตร พอมีพอกินน้อมนำ “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการ ดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด นานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความ เปลี่ยนแปลง มีหลักพิจารณาดังนี้ กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัยและวิกฤติ เพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของการพัฒนา

คุณพีระวัฒน์ สังข์น้อย เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด เล่าว่า จังหวัดร้อยเอ็ดมี 20 อำเภอ 192 ตำบล 2,468 หมู่บ้าน ประชากรกว่า 1.3 ล้านคน สำนักงานเกษตรอำเภอ ดูแลงานส่งเสริมการเกษตร ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล โครงการ 1 ไร่ แก้จน หรือความพอเพียง 1 งาน สวนหลังบ้าน เป็นการจัดรูปแบบไร่นาวนผสมตามแนวพระราชดำริ ให้ย่อขนาดเล็กลง “สวนหลังบ้าน” ต้นตำรับของแท้วันนี้ เริ่มต้นที่หลังบ้านพัก “เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด” ถนนแจ้งสนิท อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด งานง่ายแก้จน ช่วยคนปลดหนี้ เพียง 1 งาน

เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า พื้นที่เพียงเล็กน้อยอย่าให้สูญเปล่า สร้างประโยชน์อย่างเต็มที่ รั้วต้องกินได้ มีฟักแฟง บวบงู บวบเหลี่ยม น้ำเต้า ยอดตำลึง ทางเข้าสวนหลังบ้านสวยงามด้วยซุ้มกะทกรก ยอดเป็นอาหาร ลวก ต้ม จิ้มน้ำพริก เข้าไปภายในสวน มะละกอกำลังให้ผลผลิต ทั้งกินสุก ผลสด มีไว้ตลอดทั้งปี ข้างๆ ร่องสวนปลูกตะไคร้ ข่า ชะอม มะรุม กล้วย ปกติในสวนนี้จะมีบ่อน้ำ ขนาด 10-15 ตารางเมตร สร้างโรงเรือน เลี้ยงไก่ไข่ 30-40 ตัว ไข่ทุกวัน อย่างน้อย 12 ฟอง เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของเกษตรกร เกษตรแบบอย่างที่แท้จริง โครงการสวนหลังบ้าน 1 ไร่ แก้จน

คุณนิพนธ์ พละชัย เกษตรอำเภออาจสามารถ นำไปสร้างสรรค์เป็นผลงานที่เป็นแบบอย่างของคนอำเภออาจสามารถ เป็นสำนักงานเกษตรอำเภอดีเด่น ปี 2553 สำนักงานเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นหนึ่งในเรื่องของความพอเพียง เกษตรกรไม่ได้ซื้ออาหารมากิน แต่เกษตรกรได้ขายผลผลิตที่เหลือกิน เกิดรายได้ ลดรายจ่าย ท่านพ่อเมือง ธวัชชัย ฟักอังกูร ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ขยายโครงการตามพระราชดำริ หรือโครงการเศรษฐกิจพอเพียงให้ครบทุกตำบล ขยายให้ครบทุกหมู่บ้าน เพื่อความ “ผาสุกของประชาชน”

คุณพีระวัฒน์ สังข์น้อย กล่าวย้ำแนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียง” ปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าคุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน คำนิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะพร้อมๆ กัน ดังนี้

1. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ

2. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ

3. การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ

1. เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ

2. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีความอดทน มีความพากเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิตแนวทางปฏิบัติ/ผลที่คาดว่าจะได้รับ จากการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมสิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี

เกษตรกร หรือหน่วยงานใด ต้องการดำเนินกิจกรรม หรือศึกษาแนวทาง โทร. (043) 569-005 ครับ สำนักงานเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ยินดีต้อนรับครับ

กันยายน 10, 2010

วีระ สวนไผ่ ขุดสมบัติแบบพอเพียง ที่หนองบัว นครสวรรค์

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 479

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เศรษฐกิจพอเพียง

ธนภัทร ภคสกุลวงศ์ : tanapat919@gmail.com

วีระ สวนไผ่ ขุดสมบัติแบบพอเพียง ที่หนองบัว นครสวรรค์

เมื่อ เอ่ยถึงความแห้งแล้งแล้ว ไม่เคยปราณีใคร แม้แต่ที่ หมู่ที่ 14 บ้านวังมะเดื่อ ตำบลหนองกลับ อำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ก็ไม่ต่างจากหมู่บ้านอื่นๆ จะมีน้ำหลากมาบ้างเป็นบางเวลาในช่วงหน้าฝน แต่เมื่อตรวจสอบสถิติในรอบหลายปีที่ผ่านมาก็จะแห้งแล้งอย่างแสนสาหัส

แต่ ก็มีเกษตรกรท่านหนึ่งที่หนีความยากจนและความแห้งแล้งยิ่งกว่านี้ จาก อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น เมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมา คือ คุณวีระ สวนไผ่ เกษตรกรยอดนักสู้ วัย 51 ปี กับ คุณบังอร สวนไผ่ ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากวัยใกล้เคียงกัน ไปปักหลักสู้ชีวิตที่นี่ จนทำให้หลุดพ้นจากวงจรหนี้สินที่พอกพูนมานาน ทำให้ไม่เดือดร้อนเหมือนเมื่อก่อน มีเงินส่วนหนึ่งพอที่จะเก็บไว้เป็นทุนสำรอง อีกส่วนหนึ่งก็ใช้ในการส่งบุตร-ธิดา อีก 2 คน ได้ร่ำเรียนโดยไม่เดือดร้อน

คุณ วีระ บอกว่า เมื่อกว่า 15 ปีที่ผ่านมา ก็ได้ทำนาเหมือนเกษตรกรทั่วไป ในพื้นที่ 60 ไร่ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ อันมีสาเหตุมาจากความไม่แน่นอนของธรรมชาติ อาทิ น้ำท่วม ฝนแล้ง โรคแมลงระบาด ต้นทุนการผลิตสูง และราคาผลผลิตไม่แน่นอน ในที่สุดก็มาถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต เมื่อนำข้าวไปขายที่โรงสีแห่งหนึ่ง ในช่วงบ่ายได้ราคาเกวียนละ 3,200 บาท ในขณะที่เพื่อนเกษตรกรรายอื่นนำข้าวไปขายในช่วงเช้า ได้ราคาเกวียนละ 3,500 บาท ทางโรงสีบอกว่า ถ้าไม่ขายในราคานี้ ก็ให้ขนข้าวกลับไปก่อน นี่เป็นวิธีการซื้อข้าวแบบกดราคา การขนข้าวกลับยิ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิตให้สูงขึ้น เพราะผีถึงป่าช้าไม่เผาก็ต้องฝังมันเป็นอย่างนี้เอง นี่จึงเป็นคำถามที่มีคำตอบอยู่ในตัวของมันเอง

ต่อมาจึงได้หาปรับ ทุกข์กับคุณบังอร ภรรยาคู่ใจว่า ขืนเรายังทำนาอยู่อย่างนี้ก็คงต้องตกเป็นเบี้ยล่างเขาเรื่อยไป จึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนมาทำการเกษตรแบบพอเพียง ตามแนวพระราชดำริของในหลวง โดยลดพื้นที่เหลือเพียง 16 ไร่ แล้วใช้แรงงานในครอบครัวเพียงอย่างเดียว ทุกตารางนิ้วของพื้นที่นี้จะต้องใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการทำนา 8 ไร่ งาดำหลังนา 1 ไร่ มะนาว 3 ไร่ ฝรั่ง 1 ไร่ ผักสวนครัว 2 งาน บ่อเก็บน้ำและเลี้ยงปลา 2 บ่อ บ่อละ 1 ไร่ และอีก 2 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัย วัสดุที่ใช้ไปเพื่อการเจริญเติบโตของพืชก็จะเน้นอินทรียวัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด เศษซากพืชก็ปล่อยให้ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ จึงทำให้ได้ผลผลิตที่ปลอดภัยจากสารเคมี

ทุกกิจกรรมที่ทำในพื้นที่ดัง กล่าว จะใช้การตลาดในพื้นที่เป็นตัวนำการผลิต เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก็จะช่วยกันนำไปขายตามจุดต่างๆ ที่เป็นขาประจำหรือตลาดนัด เมื่อก่อนใช้รถจักรยานยนต์ในการนำผลผลิตไปขาย จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุ จึงได้รวบรวมเงินจำนวนหนึ่งไปซื้อรถยนต์กระบะมือสองมาใช้แทน ทำให้สามารถขยายตลาดผลผลิตไปได้กว้างขวางมากขึ้น ช่วงใดที่ผลผลิตมีจำนวนมากและมีราคาดี ก็จะมีแม่ค้าไปรับซื้อถึงสวน ส่วนในช่วงหน้าแล้งของทุกปี ผลมะนาวก็จะสามารถสร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำ จะขายในราคาลูกละ 4 บาท ในขณะที่รายอื่นขายราคาลูก 5 บาท ในพื้นที่ดังกล่าวจะใช้ปลูกพืชที่หลากหลายแบบพึ่งพาอาศัยกัน ส่วนหน้าฝนก็ได้ผลผลิตหลากชนิดออกมาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผักพื้นบ้าน ทำให้มีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตได้เกือบทุกวัน ระหว่าง 500-1,000 บาท

ทาง ด้าน คุณสุริยัน ชมพูมิ่ง เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรประจำตำบลหนองกลับ กล่าวว่า คุณวีระ เป็นเกษตรกรชั้นนำที่มีความขยัน กล้าที่จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนวิธีการผลิตไปทำในสิ่งที่ดีกว่า จนสามารถเป็นจุดถ่ายทอดความรู้ด้านเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงของตำบลและอำเภอได้ เป็นแหล่งเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของเยาวชนและเกษตรกรทั่วไป มีเกษตรกรบางรายไปศึกษาดูงานและจำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง ก็ทำได้ดีระดับหนึ่ง คุณวีระก็ยังไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้ ยังได้ทดลองนำต้นผักหวานป่าไปปลูกแซมในสวน ประกอบกับทาง อบต.หนองกลับ ก็ได้ให้การสนับสนุนอีกทางหนึ่งด้วย

คุณมาโนชน์ มีชื่น เกษตรอำเภอหนองบัว กล่าวว่า สวนของคุณวีระเป็นอีกหนึ่งตังอย่างของการทำการเกษตรแบบพอเพียง ที่ดูผิวเผินอาจจะมองไม่เห็นคุณค่า ว่าแท้ที่จริงแล้วจะมีรายได้จริงหรือไม่ คุณวีระก็ได้ภรรยาทำบัญชีครัวเรือน จึงทำให้ทราบรายรับ-รายจ่าย ในแต่ละเดือนที่แท้จริง จึงทำให้ทราบว่า รายจ่ายส่วนใดที่ไม่จำเป็น ก็ได้มีการปรับลดลงมา นี่เป็นหัวใจสำคัญของการประกอบอาชีพทุกประเภท การปลูกพืชที่หลากหลายทำให้ระบบนิเวศวิทยาดีขึ้น โรคแมลงลดน้อยลง ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง เมื่อต้นทุนการผลิตต่ำมากเท่าใด นั่นหมายถึงกำไรที่เพิ่มขึ้น

หากสนใจสอบถามข้อมูลจาก คุณวีระ สวนไผ่ โดยตรง โทร. (087) 195-1785

สิงหาคม 29, 2010

คอสหม๊ะ แลแมแน จบปริญญาตรีอาชีพเกษตรแบบพอเพียง

วันพฤหัสบดี ที่ 15 กรกฎาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > เกษตรทั่วไทย > คอสหม๊ะ แลแมแน จบปริญญาตรี.

นายโกวิทย์ แพ่งวานิชย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) เปิดเผยว่า จากการประกวดผลงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดโดย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับ มูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงบประมาณ กระทรวงมหาดไทย กองทัพไทย และสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนั้น บัดนี้คณะอนุกรรมการฯทุกประเภทได้คัดเลือกผู้ชนะเลิศระดับประเทศเรียบร้อย แล้ว

จากการร่วมคัดเลือกผู้เข้าประกวด ทั่วประเทศ คณะอนุกรรมการคัดเลือกการประกวดผลงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประเภทประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและกันดาร ซึ่งตนเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการฯ โดยมี คุณศรีนิตย์ บุญทอง ที่ปรึกษา สำนักงาน กปร. เป็นประธานอนุกรรมการฯ นั้น ผู้ชนะเลิศได้รับรางวัลถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้แก่ นางคอสหม๊ะ แลแมแนเลขที่ 125 หมู่ 1 บ้านยะออ ตำบลจะแนะ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส

“พื้นที่ที่คุณคอสหม๊ะอาศัยอยู่นั้น ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ซึ่งมีผลต่อชีวิตและทรัพย์สิน วิถีชีวิตลำบาก ห่างไกลจากตัวเมือง และประสบ ปัญหาน้ำท่วมทุกปี แต่คุณคอสหม๊ะกลับไม่ย่อท้อ มีความเด็ดเดี่ยว เข้มแข็ง ยึดหลักไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ใช้จ่ายอย่างรอบคอบ มีการวางแผนประกอบอาชีพใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ โดยปักจักร ผ้าคลุมผม ผ้าละหมาด ซึ่งเป็นสินค้าในท้องถิ่น มีแนวทางในการใช้ชีวิตที่ดี คือ รู้จักทำตัวเองให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ซื่อสัตย์เสียสละ เชื่อมั่นศรัทธาในหลักเศรษฐกิจพอเพียง จึงได้ยึดถือและปฏิบัติ จนประสบผลสำเร็จในการใช้ชีวิตและดำรงชีพในทุกวันนี้” นายโกวิทย์ รองเลขาธิการ กปร. กล่าว

รองเลขาธิการ กปร. เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในการประกวดผลงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ได้จัดขึ้นครั้งที่ 2 นี้ ได้กำหนดการประกวดประเภทประชาชนในพื้นที่ห่างไกลและกันดาร เพื่อต้องการค้นหาบุคคลที่มีภูมิลำเนาอยู่ในท้องถิ่นทุรกันดาร ห่างไกลความเจริญ แต่สามารถดำเนินชีวิตภายใต้แนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างมีความสุข และเพื่อต้องการสนับสนุนคนดีให้มีกำลังใจทำดีแก่สังคมส่วนรวมต่อไป

ทางด้านนางคอสหม๊ะ เปิดเผยว่า ตนเองจบการศึกษาระดับปริญญาตรีแต่มาประกอบอาชีพเกษตรกรรมเพราะมีใจรัก และได้นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิต ทั้งชีวิตประจำวันและการประกอบธุรกิจ ยึดหลักความพอดี คือ พออยู่ พอกิน พอใช้ ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ใช้จ่ายอย่างประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย มีการออมและทำบัญชีครัวเรือน

นอกจากนี้ยังมีการทำอาชีพเสริม คือ ปักผ้าโพกศีรษะ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยเข้าไปเรียนรู้จากผู้สูงอายุ พอทำได้จึงชวนเพื่อนบ้านมารวมเป็นกลุ่ม เพื่อทำเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ โดยตอนนี้สมาชิกมีอยู่ประมาณ 28 คน ทุกคนต่างมีรายได้ ประมาณ 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน การมีรายได้เพิ่มขึ้นทำให้สมาชิกในครอบครัวมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นด้วย นอกจากกลุ่มปักจักรแล้ว ก็มีการรวมกลุ่มทำขนม กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ และกลุ่ม เย็บผ้า

“การนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน จะทำให้ไม่เกิดความโลภ ความหลง รู้จักประมาณตนให้พอดี พอใจในสิ่งที่มีอยู่ รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปันซึ่งกันและกัน หากคนไทยทุกคนนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปประยุกต์ใช้ จะทำให้ประเทศมีความ ร่มเย็นสงบสุข จึงอยากให้คนไทยทุก ๆ คนยึดหลักตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติใช้ แล้วทุกคนจะประสบความสำเร็จ” นางคอสหม๊ะ กล่าว

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ผู้ได้รับรางวัลการประกวดผลงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ 2 แต่ละประเภทได้ที่ http://www.rdpb.go.th.

‘หมู่บ้านจักสานเข่ง’ชนะเลิศชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงปี 53

วันศุกร์ ที่ 09 กรกฎาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > เกษตรทั่วไทย > ‘หมู่บ้านจักสานเข่ง’.

บ้านดอกบัว “หมู่บ้านจักสานเข่ง” หมู่ที่ 4 ต.บ้านตุ่น อ.เมือง จ.พะเยา ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศรับถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประเภทชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง จากการประกวดผลงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ ๒ ซึ่งจัดโดย สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ร่วมกับ มูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงบประมาณ กระทรวงมหาดไทย กองทัพไทย และสถาบันวิจัยและพัฒนาประเทศตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

วิถีชีวิตคนในชุมชนบ้านดอกบัว จะอยู่กับแบบเรียบง่าย เป็นระบบเครือญาติ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ทุกครัวเรือนรู้จักกันหมด อาชีพส่วนใหญ่ ทำนาปลูกข้าว ปลูกข้าวญี่ปุ่น เพื่อ ส่งจำหน่ายประเทศญี่ปุ่น ทำการเกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์ รับจ้าง มีการรวมกลุ่มของคนในชุมชนเพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การสานเข่ง สานสุ่มไก่ การจักสานจากผักตบชวา การเลี้ยงสัตว์ และการปลูกหญ้า เป็นต้น

ทุกครอบครัวในชุมชนบ้านดอกบัวดำเนินชีวิตตามวัฒนธรรม ประเพณี และความเชื่อที่ไม่ต่างจากคนล้านนาทั่วไป รักความสนุกสนาน ปัจจุบันคนในชุมชนได้น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติในหมู่บ้าน จากการที่ในชุมชนมีต้นไผ่ที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการสร้างรายได้ ได้ไม่ยากนัก ดังนั้นชุมชนจึงเห็นความสำคัญของต้นไผ่จึงได้มีการปลูกเพิ่มขึ้น โดยนอกฤดูการทำนาชุมชนได้รวมกลุ่มทำกิจกรรม โดยการนำวัสดุอุปกรณ์ที่มีในหมู่บ้านมาใช้ประโยชน์ นำเอาลำไผ่มาจักสาน ทำเป็นสุ่มไก่ เข่ง เพื่อ เพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี นับเป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านดอกบัวได้เป็นอย่างดีทำให้ ชุมชนมีความเข้มแข็ง เป็นชุมชนพึ่งตนเอง นอกจากนี้ทุกครัวเรือนมีวิธีการในการลดรายจ่ายให้แก่ครอบครัวโดยหันมาปลูก ผักสวนครัว ผักปลอดสารพิษ เลี้ยงไก่พื้นเมือง เพื่อบริโภคเนื้อและไข่ เลี้ยงปลาไว้กินเมื่อเหลือจากการบริโภค มีการแบ่งปันให้เพื่อนบ้านและเมื่อแบ่งปันกันพอแล้วจึงนำไปจำหน่ายเพื่อนำ รายได้มาใช้สอยในเรื่องของเครื่องอุปโภคของครัวเรือน ซึ่งเป็นไปตามหลักและแนวทางปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง

ไม่เพียงแต่ความเข้มแข็งของชุมชนในเรื่องของการแบ่งปัน การหารายได้ที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้ว ชุมชนบ้านดอกบัวยังมีความโดดเด่นในเรื่องของ การเลี้ยงวัว และโคขุน โคพันธุ์พื้นเมือง ทั้งแบบครัวเรือนและรวมกลุ่ม ทำให้มีมูลวัวเป็นจำนวนมาก จึงได้นำมาผลิตเป็นแก๊สชีวภาพ เพื่อ ใช้ประโยชน์ด้านการหุงต้ม ภายในครัวเรือน ซึ่งสามารถ ลดรายจ่ายของครัวเรือนได้เดือนละไม่น้อยกว่า 300 บาท ทุกครัวเรือนในหมู่บ้านแห่งนี้จะใช้แก๊สชีวภาพจากมูลวัวแทบทุกครัวเรือน นอกจากนี้ยังมีการทำจุลินทรีย์จากหน่อกล้วย ผลิตปุ๋ยชีวภาพเอง ไว้เป็นวัสดุบำรุงดินสำหรับใช้ในการเกษตรกรรมทุกครัวเรือน

ปัจจุบันชุมชนบ้านดอกบัวได้ขยายกลุ่มที่ใหญ่มากขึ้น มีสมาชิกเป็นจำนวนมาก มีการระดมเงินออม และขยายกลุ่มเพื่อการผลิตไปในชุมชนอื่น ๆ และมีเครือข่ายในหมู่บ้านและ ตำบลที่ใกล้เคียง จนสินค้าที่ผลิตเป็นที่ยอมรับและส่งขายไปในหลายพื้นที่และการันตีด้วยสินค้า โอทอป ของจังหวัดพะเยา ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดพะเยาและเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วไปควบคู่ กับการเลี้ยงโคของคนในชุมชน ได้มีการปลูกหญ้าแพงโกล่า สำหรับใช้เป็นอาหารของโค และจำหน่ายให้กับเกษตรกรชุมชนอื่น ๆ ในส่วนที่เหลือ ทำให้มีรายได้เข้าชุมชนเพิ่มขึ้นปีหนึ่ง ๆ เป็นจำนวนไม่น้อย

ผลิตภัณฑ์จักสานไม่เพียงแต่ใช้ต้นไผ่เท่านั้น ชุมชนยังได้นำผักตบชวามาจักสาน เป็นอาชีพเสริม ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายบริเวณกว๊านพะเยา มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและสวยงาม ที่สำคัญเป็นการช่วยกำจัดผักตบชวาปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับจังหวัดของกว๊าน พะเยาได้อย่างดี อีกทั้งช่วยในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้แก่สังคมส่วนรวม นอกจากนี้ชุมชนยังได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมายเช่น การทำฝายแฝก การปลูกป่าชุมชน ตลอดทั้งการสร้าง แหล่งเรียนรู้จากภูมิปัญญาของชุมชน โดยการเลี้ยงด้วงปีกแข็ง (กว่าง) แมลงที่มีผลอย่างเป็นนัยสำคัญต่อระบบนิเวศของพื้นที่ ในรูปแบบเชิงอนุรักษ์ และการปลูกพืชกินแมลง เพื่อเป็น ตัวช่วยในการป้องกันแมลงศัตรูพืชแทนการใช้สารเคมี

“บ้านดอกบัว” จึงนับว่าเป็นชุมชนต้นแบบที่ชุมชนอื่น ๆ ในประเทศควรศึกษาเพื่อนำความรู้ที่ได้จากชุมชนบ้านดอกบัวไปต่อยอดและขยายผล ในพื้นที่ชุมชนอื่นต่อไป.

สิงหาคม 27, 2010

“ธีระ”ย้ำแผนสนับสนุนชุมชน ทำเกษตรทฤษฎีใหม่ยึดพอเพียง

วันที่ 27/8/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้ดำเนินโครงการพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับเกษตรกร สามารถประกอบอาชีพโดยเน้นการพึ่งพาตนเอง และภูมิปัญญาในแต่ละชุมชน ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาการรวมกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง เพื่อสามารถดำเนินการผลิต การตลาด รวมทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในชุมชนที่สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น บนพื้นฐานกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ก่อให้เกิดความยั่งยืนในอาชีพ

โครงการ ดังกล่าว จะดำเนินการในลักษณะของการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ปราชญ์ชาวบ้านและศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงชุมชน โดยคัดเลือกเกษตรกรที่มีศักยภาพมาเป็นเกษตรกรต้นแบบในการถ่ายทอดความรู้และ ประสบการณ์ให้กับเกษตรกรรายอื่นต่อไป ทั้งนี้ ตั้งแต่เริ่มโครงการปี 2550 จนถึงปัจจุบันถือว่าประสบความสำเร็จเนื่องจากมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน มาก ที่สำคัญเกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการประกอบอาชีพเกษตร โดยหันมาทำเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ และดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพิ่มขึ้น

ตัวอย่าง เช่น นายผาย สร้อยสระกลาง เกษตรกรที่เคยประสบความล้มเหลวในอาชีพเพราะทำเกษตรเชิงเดี่ยว แต่สามารถพลิกกลับมามีชีวิตที่ดีขึ้นเพราะน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้า มาใช้ในการทำการเกษตร จนประสบความสำเร็จ และได้รับการคัดเลือกจากกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็นปราชญ์เกษตรแห่งแผ่นดิน สาขาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวและประสบการณ์การทำเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ให้เกษตรกรราย อื่นได้นำไปเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป

« Newer PostsOlder Posts »

The Silver is the New Black Theme. บลอกที่ WordPress.com .