เศรษฐกิจพอเพียง ในทศวรรษหน้า – ทิศทางเกษตร

http://www.dailynews.co.th/agriculture/119644

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน 2555 เวลา 00:00 น.

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางการพัฒนาประเทศที่เป็นประโยชน์ ไม่เฉพาะแต่คนไทยและประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อความสุขและความอยู่รอดของมวลมนุษยชาติในขณะที่โลกประสบกับปัญหาภาวะโลกร้อน อันเนื่องจากการบริโภคจนเกินพอดี ซึ่งได้รับการกระตุ้นจากเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ที่ตั้งอยู่บนฐานความเชื่อที่ผิดตามเศรษฐศาสตร์และกระแสหลัก

ที่ว่า “ความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนของมนุษย์เป็นการกระทำที่มีเหตุผล และการแข่งขันจะนำไปสู่ความก้าวหน้า” จึงทำให้คนเราพยายามที่จะแข่งขันกันสร้างความก้าวหน้าทางวัตถุและกระตุ้นการบริโภคอย่างขาดสติ คนจำนวนมากในโลกจึงมีชีวิตอยู่ด้วยความยากลำบาก ขณะที่ทรัพยากรที่สำคัญของโลกถูกใช้และลดลงอย่างรวดเร็วสำหรับประเทศไทย เป็นที่ยอมรับว่าการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยังไม่ก้าวหน้าอย่างที่ควร

และเพื่อเป็นการหาแนวทางแก้ไขและป้องกันไม่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและพัฒนามากไปกว่านี้ ล่าสุดทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. ได้จัดการสัมมนาขึ้นในหัวข้อ “ทศวรรษต่อไปของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง” โดยร่วมกับภาคภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ วิทยาลัยการจัดการมหิดล สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กรมพัฒนาชุมชน สถาบันไทยพัฒน์ กรมราชทัณฑ์ สถาบันการจัดการเพื่อชนบทและสังคม และมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกันจัดขึ้น

โดยมีเป้าหมายเพื่อมุ่งหวังที่จะทบทวนถึงผลสำเร็จและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในช่วงเวลากว่าหนึ่งทศวรรษของการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนร่วมกันในทศวรรษหน้าต่อไป ซึ่งก็คือตั้งแต่ พ.ศ. 2556 ถึง พ.ศ. 2565

โดยมี ศาสตราจารย์ นพ.ประเวศวะสี ปาฐกถาในหัวข้อ “เศรษฐกิจพอเพียงกับอนาคตของมนุษยชาติ” การบรรยายในหัวข้อ “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียง ความสำเร็จ อุปสรรค และความคาดหวังในทศวรรษหน้า” โดยวิทยาการผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคส่วนต่าง ๆ มาร่วมบรรยาย อาทิ ม.ล.จิรพันธุ์ ทวีวงศ์ รองเลขาธิการ กปร. ในฐานะตัวแทนภาครัฐ ส่วนตัวแทนจากสถาบันการศึกษา ผศ.ดร.ธันวา จิตต์สงวน รองอธิการบดี ม.เกษตรศาสตร์, ภาคธุรกิจ โดยรองศาสตราจารย์ ดร.สุขสรรค์ กันตะบุตร ผอ. ศูนย์พัฒนาภาวะผู้นำอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยมหิดล, ภาคประชาคม โดยนายบาล บุญก้ำ ผู้ใหญ่บ้านชุมชนบ้านดอกบัว จ.พะเยา, ภาคการเมืองท้องถิ่น โดยนายณรงค์ ทาสิงห์คำ นายกเทศมนตรี ต.สันผักหวาน จ.เชียงใหม่, และภาคศาสนาวัฒนธรรม โดยนายวรเดช อมรวรพิพัฒน์ จากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ศาสตราจารย์ นพ. ประเวศ วะสี กล่าวว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่เรื่องล้าสมัย หรือเป็นเรื่องโบราณที่มีแต่ความยากจน แต่เป็นปรัชญาที่มีความลึกซึ้ง จริง ๆ คือ เป็นธรรมะที่ควรจะขยายไปทั่วโลก เป็นอนาคตของมนุษยชาติ และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็เกิดขึ้นจากพระปรีชาสามารถซึ่งแท้ที่จริงแล้วเป็นเรื่องน่าแปลก เพราะเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องเศรษฐกิจสมดุลเป็นเรื่องลึกซึ้งที่มีชาวบ้านทำอยู่แล้ว หากแต่ปกติพระมหากษัตริย์ก็อยู่ห่างไกลชาวบ้าน อยู่สุดยอดของสังคม ก็ไม่น่าจะเข้าใจเรื่องนี้

“ตามที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรบ่อยครั้ง พระองค์ทรงใช้ความคิด ช่างสังเกต ตลอดจนทรงมีพระปรีชาสามารถ มีความลึกซึ้ง ก็เป็นที่อัศจรรย์ที่จับเรื่องนี้ได้ ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกและเป็นเรื่องที่ดี เพราะหากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมาจับเรื่องนี้ด้วยพระองค์เอง ก็นับว่าเป็นเรื่องยาก เพราะการที่จะคุ้นเคยในเรื่องเก่า ๆ การที่จะเปลี่ยนความคิด การที่จะเห็นนั้นเป็นเรื่องยาก เรื่องของชาวบ้านที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนำขึ้นนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก จึงนับว่าคนไทยเราโชคดีที่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้” ศาสตราจารย์ นพ.ประเวศ วะสี กล่าว

ด้าน ม.ล.จิรพันธุ์ ทวีวงศ์ รองเลขาธิการ กปร. ตัวแทนภาคราชการกล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้มีเป้าหมายมุ่งระดมความรู้และความคิดเห็นเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าว โดยที่มีความพยายามในการนำเสนอตัวแบบของสังคม ที่จะทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีความร่มเย็นเป็นสุข มีความพยายามในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ดำเนินตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งธุรกิจเองก็มีศักยภาพมากพอที่จะช่วยให้เกิดการพัฒนาประเทศตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงได้.

tidtangkaset@dailynew.co.th

จทบ.น่านเปิดศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

จทบ.น่านเปิดศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

จทบ.น่านเปิดศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงให้กำลังพล ครอบครัว และนักเรียนวิวัฒน์พลเมือง

               7มิ.ย.2555 ที่ค่ายสุริยพงษ์ จังหวัดทหารน่านจังหวัดน่าน พล.ต.ชีวัน โหละบุตร ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกน่าน เป็นประธานเปิดศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โครงการทำการเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง จังหวัดทหารบกน่าน โดยน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ในเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยบูรณาการองค์ความรู้และความร่วมมือเพื่อพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

สำหรับการเปิดศูนย์การเรียนรู้ครั้งนี้ เพื่อใช้เป็นต้นแบบการดำเนินโครงการ และเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้และวิธีปฏิบัติการทำการเกษตรทฤษฏีใหม่ ให้หน่วยทหาร กำลังพล และครอบครัว รวมถึง ผู้ที่เข้ามาบำบัดยาเสพติดในหน่วยทหาร โรงเรียนวิวัฒน์พลเมือง ได้มาเรียนรู้ พัฒนาเป็นอาชีพเสริม แก่กำลังพลและครอบครัว ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โดยดำเนินการสาธิตทางการเกษตร ดำเนินโครงการต่าง ๆ 9 โครงการ อาทิการเพราะเห็ดนางฟ้า การเลี้ยงกบ การเลี้ยงหมูป่า การทำปุ๋ยไส้เดือน การปลูกผักปลอดสารพิษ การเลี้ยงปลา การเลี้ยงไก่พื้นบ้าน เลี้ยงเป็ดเนื้อ การทำปุ๋ยหมักชีวภาพ ผลิต EM โดยนำผลกำไรที่ได้จากดำเนินการจัดตั้งเป็นกองทุนต่างๆ เพื่อมาพัฒนาคุณภาพชีวิต ของทหารกองประจำการ และนำมาตั้งกองทุนสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือกำลังพลในด้านต่างๆ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพ พัฒนาองค์ความรู้ ของผู้ปฏิบัติประจำศูนย์ เพื่อเผยแพร่แก่ประชาชนผู้สนใจต่อไป

………..

(หมายเหตุ : ภาพจากแฟ้มข่าว)

เปิดประสบการณ์เกษตรกรดีเด่น แนะประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงประกอบอาชีพช่วยพึ่งพาตัวเองได้

http://www.naewna.com/local/9331

วันพฤหัสบดี ที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2555, 06.00 น.

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า หมอดินอาสาเป็นเกษตรกรที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาที่ดินในชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ เป็นผู้ที่อาสาช่วยงานเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดินซึ่งกรมพัฒนาที่ดินได้จัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นเครือข่ายปฏิบัติงานด้านการพัฒนาที่ดินในพื้นที่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด ซึ่งมีมากกว่า 82,000 คน เพื่อให้ช่วยปรับปรุงดูแลและรักษาทรัพยากรดินในท้องถิ่นของตนเอง พร้อมทั้งเผยแพร่องค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ ด้านการพัฒนาที่ดินให้กับเกษตรกรในชุมชน โดยทุกๆ ปี หมอดินอาสาจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติสาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยในปี 2555 คือ นายสุเทพ เพ็งแจ้ง หมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน หมู่ที่ 3 ต.เขาทราย อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร

ทั้งนี้ นายสุเทพ เป็นเกษตรกรอีกคนหนึ่งที่เข้ามาสมัครเป็นหมอดินอาสาด้วยสาเหตุที่ดินทำกินมีปัญหา โดยเริ่มต้นได้สมัครเข้าร่วมโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่กับทางสำนักงานเกษตรจังหวัดพิจิตร หลังเข้ารับการอบรมได้นำความรู้หลักการเกษตรทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ในพื้นที่ทำการเกษตรของตน เริ่มจากการขุดสระกักเก็บน้ำและปรับพื้นที่ทำสวนผสมผสาน แต่เนื่องจากดินที่นำมาปรับพื้นที่เป็นดินใต้สระน้ำ ซึ่งมีอินทรียวัตถุต่ำ เมื่อปลูกผักและไม้ผลต่างๆ จึงไม่เจริญเติบโตและได้ผลผลิตไม่ดีเท่าที่ควร จึงได้รับคำแนะนำจากผู้ใหญ่บ้าน ให้เป็นตัวแทนของหมู่บ้านในการเข้ารับการฝึกอบรมเป็นหมอดินอาสากับสถานีพัฒนาที่ดินพิจิตร ทำให้ได้รับความรู้ในการปรับปรุงดินที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ พร้อมทั้งวิธีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพไว้ใช้เอง จนสามารถนำความรู้มาปรับปรุงดินให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ลดต้นทุนจากการซื้อปุ๋ยเคมีและสารเคมีปราบศัตรูพืช ทำให้สามารถลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และแสดงให้เห็นได้ว่าการเข้าใจประยุกต์ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการดำเนินชีวิตประจำวันและประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามแบบทฤษฎีใหม่ก็สามารถพึ่งพาตนเอง และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขได้เช่นกัน

หลังจากประสบความสำเร็จ หมอดินสุเทพได้นำพื้นที่ของตนเองจัดเป็นศูนย์เรียนรู้และสถานที่ฝึกอบรมด้านการพัฒนาที่ดิน จัดสาธิตการผลิตปุ๋ยหมัก สารไล่แมลง การผลิตจุลินทรีย์ป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าจากสารเร่ง พด.ต่างๆ สาธิตการปลูกและใช้หญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ทั้งนี้เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจการทำเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงของหมอดินสุเทพ เพ็งแจ้ง หรือสนใจเข้าเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ สามารถติดต่อได้ที่ 92/1 หมู่ที่ 3 ต.เขาทราย อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร โทร.08-2394-6892

รายงานพิเศษ : หลักพุทธศาสนาและเศรษฐกิจพอเพียง ในแนวคิด“เศรษฐกิจสีเขียว”เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

http://www.naewna.com/local/9329

วันพฤหัสบดี ที่ 07 มิถุนายน พ.ศ. 2555, 06.00 น.

สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ จัดการสัมมนาโครงการเวทีสาธารณะ: Rio+20 สู่สังคมไทย “Rio+20: เศรษฐกิจสีเขียวเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดย อ.สุปราณี จงดีไพศาล ผอ.ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สกว. กล่าวว่า ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่สุดโต่งทำให้สังคมโลกต้องหันกลับมาทบทวนวิถีการพัฒนาที่ยั่งยืน และมองหาอนาคตที่เราต้องการ ซึ่งในวันที่ 20-22 มิถุนายนนี้จะมีการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน (Rio+20) ที่กรุงริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เพื่อร่วมกันให้คำมั่นต่อการดำเนินงานด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกครั้ง และระบุความท้าทายที่เกิดขึ้นใหม่ โดยมีหัวข้อหลัก 2 เรื่อง คือ เศรษฐกิจสีเขียวในบริบทการพัฒนาที่ยั่งยืนและการขจัดความยากจน และกรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นจะต้องตอบสนองความต้องการของคนในรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ส่งผลให้ลดทอนความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นต่อๆ ไป และจะต้องมีความสมดุลของกระบวนการพัฒนาที่เรียกว่า 3 เสาหลัก คือ เสาด้านเศรษฐกิจ เสาด้านสังคม และเสาด้านสิ่งแวดล้อม ที่จะต้องพัฒนาไปพร้อมกันโดยไม่ขัดแย้งกัน อย่างไรก็ตามแนวคิดนี้ยังมีข้อถกเถียงโต้แย้งกันอยู่มากทั้งในเวทีการเจรจาและแวดวงวิชาการ โดยมีแนวโน้มว่าแต่ละประเทศจะต้องกำหนดยุทธศาสตร์นโยบายเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวเอง จึงเป็นการบ้านว่าไทยจะต้องมากำหนดแนวทางเศรษฐกิจสีเขียวของเราเอง

ด้าน นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กล่าวถึงการเจรจาเอกสารผลลัพธ์ซึ่งขณะนี้คณะผู้แทนไทยกำลังร่วมเจรจาอยู่ที่มหานครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ซึ่งหวังว่าจะมีความคืบหน้ามากขึ้นก่อนที่จะเริ่มการประชุม Rio+20 ในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ส่วนการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการประชุม Rio+20 นั้น ทางสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ช่วยกันทำงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อการเข้าร่วมเจรจาของคณะผู้แทนไทย และให้ข้อมูลที่มีค่าแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนดำเนินการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยได้ให้ความร่วมมืออย่างแข็งขันแก่องค์การสหประชาชาติเพื่อผลักดันประเทศสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ไทยจะต้องเตรียมความพร้อมในด้านเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมและมีบทบาทในกรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตามคาดเดาได้ว่าการประชุม Rio+20 จะมีความคืบหน้าล่าช้าเพราะมีเรื่องที่ต้องพิจารณาจำนวนมาก

ขณะที่ ศาสตราภิธาน ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ซึ่งร่วมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “กรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” กล่าวถึงพัฒนาการของการที่ยั่งยืน แนวคิดของกรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศในสาขาต่างๆ และกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกรอบในเชิงจิตใจจากภูมิปัญญาตะวันออก พร้อมทั้งเสนอข้อคิดเห็นไว้ 8 ประการ คือ (1) องค์กรกำกับดูแลการพัฒนาที่ยั่งยืน การเปลี่ยนจากคณะกรรมการมาเป็นคณะมนตรีควรศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ว่ามีข้อดีและข้อบกพร่องอย่างไร และควรจัดตั้งในลักษณะใด (2) ปรับปรุงองค์กรที่มีอยู่ ต้องรู้ว่าข้อจำกัดคืออะไร คำตัดสินหรือมติขององค์กรเป็นเพียงข้อเสนอแนะหรือมีผลผูกพันทางกฎหมาย โดยเพิ่มความเข้มแข็งและการบูรณาการของ 3 เสาหลัก รวมถึงปรับปรุงบทบาทของสถาบัน และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ (3) การประสานงานระหว่างองค์การชำนาญพิเศษทั้งหลาย ยกระดับการปรับปรุงองค์กรและการทำงานควบคู่กัน แต่ปัญหาคือไม่มีใครมีอำนาจและขาดงบประมาณ 4. การปรับปรุงความเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศกับการพัฒนาที่ยั่งยืน 5. การปรับปรุงความเชื่อมโยงขององค์กรส่วนภูมิภาคกับการพัฒนาที่ยั่งยืน 6.ยกระดับ Rio+20 ให้เป็นองค์กรระดับโลก โดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและธรรมาภิบาลในการดำเนินงาน 7.การประสานกับองค์กรภูมิภาค และ 8.การสร้างระบอบกฎหมายระหว่างประเทศและกรอบเชิงสถาบันของภูมิภาค โดยสร้างความสนใจและสร้างกรอบเชิงสถาบันเฉพาะเรื่อง

สำหรับกรอบเชิงสถาบันระหว่างประเทศกับกรอบเชิงจิตใจนั้น กล่าวได้ว่าภูมิปัญญาแห่งตะวันออกฝึกฝนอบรมให้คนมีสติทุกขณะ ดังเช่นพุทธศาสนาที่ใช้ “ทางสายกลาง” เป็นหลักในการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นที่ยอมรับของตะวันตก เป็นความเด็ดขาดในการควบคุมกิเลส ให้รู้จักพอ เติบโตอย่างพอเพียงตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และไม่เบียดเบียนคนรุ่นใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและไม่ขัดกับระบบทุนนิยม จึงเป็นกรอบที่ทำให้การพัฒนาที่ยั่งยืนสามารถเป็นจริงได้

ในช่วงท้ายของการปาฐกถาพิเศษ ศาสตราภิธาน ดร.สุรเกียรติ์ได้ฝากข้อคิดเพิ่มเติมเกี่ยวกับทางเลือกของกรอบภายนอกขององค์กรว่าควรเป็นอย่างไร กรอบภายในประเทศควรเป็นเช่นไร สร้างวินัยตนเองให้มีความพอเพียง สร้างบทบาทของภาคประชาสังคม มีการฝึกอบรมระดับรากหญ้า และองค์กรต่างๆ จะเข้ามาช่วยเหลืออย่างไร รวมถึงกรอบภายในจิตใจและนอกจิตใจควรจะเดินคู่ขนานไปด้วยกันหรือจะบูรณาการร่วมกัน

การสัมมนาครั้งนี้ยังมีการเปิดตัวหนังสือจับกระแส Rio+20 สู่สังคมไทย และการบรรยายพิเศษหัวข้อ “การพัฒนาที่ยั่งยืนแนวพุทธ กับเศรษฐกิจสีเขียว” โดยท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์ เสถียรไทย ประธานมูลนิธิธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สรุปได้ว่าแม้จะมีความพยายามในการสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนมาตลอด แต่ก็ยังไม่ค่อยจะบรรลุผล เนื่องจากปัญหาของการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืนในบริบทของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมี 3 ประเด็นหลักที่สำคัญคือ ความเสื่อมโทรมอย่างต่อเนื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การขาดความเป็นธรรมในการเข้าถึงและใช้ทรัพยากร และการบริโภคทรัพยากรเกินความสามารถที่ธรรมชาติจะรองรับได้ ซึ่งล้วนมีรากเหง้ามาจากความโลภหรือความต้องการที่ไม่มีวันพอในจิตใจคน

แนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมองว่าความโลภเป็นสิ่งที่แก้ไม่ได้ จำเป็นต้องกำกับโดยใช้กฎหมาย กฎระเบียบ เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ การสร้างแรงจูงใจด้านราคา และใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแก้ปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้มองปัญหาให้ลึกซึ้งว่าแท้จริงแล้วรากเหง้าของปัญหามาจากการขาดความพัฒนาทางศีลธรรมและปัญญา การพัฒนาจิตใจซึ่งเป็นภูมิปัญญาตะวันออกโดยเฉพาะแนวพุทธมองว่ามนุษย์แก้ไขได้ พัฒนาได้ ทำให้ความโลภลดลงได้ โดยยกตัวอย่างการประยุกต์วิถีพุทธที่พระพรหมคุณาภรณ์เสนอในการพัฒนามนุษย์ ประกอบด้วย การพัฒนาพฤติกรรม การพัฒนาจิตใจและปัญญา ดังเช่นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิปัญญาตะวันออกที่มีคุณสมบัติสำคัญ คือ ความมีเหตุผล ความพอเพียง และการมีคุณธรรมบวกปัญญา

“หลักธรรมทางพุทธศาสนาที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ในบริบทของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ศีล 5 ซึ่งใช้เป็นหลักประกันสิทธิมนุษยชนและสิทธิของสัตว์ การคุ้มครองเด็กและสตรี การมีเสรีภาพทางสื่อและข้อมูลข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริง และการบริโภคที่ไม่เกินเลย รวมถึงมรรค 8 ในอริยสัจ 4 ที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีพชอบ)  สัมมากัมมันตะ (การกระทำชอบ) สัมมาสติ (มีสติรู้ตัวตลอด) สัมมาทิฏฐิ (มีปัญญาเห็นชอบ) และการใช้หลักโยนิโสมนสิการเพื่อป้องกันการบริโภคที่เกิน การพัฒนาที่ยั่งยืนแนวพุทธไม่ขัดกับเศรษฐกิจสีเขียวที่วางอยู่บนพื้นฐานของการมีธรรมาภิบาล เพียงแต่ต้องมีการบูรณาการเรื่องการพัฒนาจิตใจเข้าไป เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างบรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้ได้” ท่านผู้หญิง ดร.สุธาวัลย์ กล่าวสรุป

เศรษฐกิจพอเพียง…ภูมิคุ้มกันเกษตรกร

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/262697 

24 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

เศรษฐกิจพอเพียง…ปรัชญาตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว  ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะเกษตรกรไทยได้นำไปประยุกต์ใช้ในการครองชีพที่ดีมั่นคงและยั่งยืน ถือเป็น ภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็งจะช่วยให้อยู่รอดได้อย่างมั่นคงในการก้าวย่างเข้าสู่เวทีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี (AEC) ในปี 2558

คุณวิทยา อธิปอนันต์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า… กรมส่งเสริมการเกษตรได้ตระหนักถึงคุณประโยชน์ จึงขยายผลและขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่เกษตรกรทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งให้เกษตรกรได้รับการเรียนรู้แนวทางการจัดการฟาร์ม ในรูปแบบ… ไร่นาสวนผสม เกษตรผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรอินทรีย์ และวนเกษตร หรือเกษตรเลียนแบบป่า…

…ขณะเดียวกัน ยังมุ่งพัฒนาเกษตรกรให้สามารถประยุกต์ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในฟาร์มของตนเองได้ตามศักยภาพ โดยมีการจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง” ไปแล้ว 882 ศูนย์ ใน 882 อำเภอ พร้อมทั้งจัดกระบวนการเรียนรู้ในแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแก่เกษตรกรศูนย์ละไม่ต่ำกว่า 20 รายต่อปี รวมๆแล้วปีละประมาณ 17,520 ราย

ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในแต่ละอำเภอ คัดเลือกจากแปลงเกษตรกรที่ดำเนินการในลักษณะไร่นาสวนผสม คือต้องมีกิจกรรม 2 อย่างขึ้นไป ทั้งพืช ปศุสัตว์ และประมง ซึ่งศูนย์จะเป็นแหล่งถ่ายทอด กระบวนการเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่เกษตรกรในพื้นที่

นายถนอม เหล็กศรี เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2554 สาขาไร่นาสวนผสม เลขที่ 99 หมู่ 2 ตำบลหนองทัพไทย อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด เล่าว่า…เริ่มทำการเกษตร ปี 2551 จากสภาพแรงงานคืนถิ่น โดยพัฒนาพื้นที่ทำไร่นาสวนผสมตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่และยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีการจัดวางผังฟาร์มเป็นสัดส่วน ใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม และเกื้อกูลกันหลากหลายกิจกรรม อาทิ ทำนา เลี้ยงปลา ปลูกพืชผักสวนครัว ผลไม้ ไม้ยืนต้น พืชสมุนไพร เลี้ยงไก่ไข่ เป็ดไข่ สุกร เพาะเห็ด เพาะพันธุ์ปลาและพันธุ์กบ…

“…การทำไร่นาสวนผสมตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงดีกว่าทำเกษตรเชิงเดี่ยว เพราะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นหลายช่องทาง มีทั้งรายได้ รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี ลดความเสี่ยงในเรื่องตลาดและราคาขายผลผลิต ทำให้มีอาหารบริโภคอย่างเพียงพอ พออยู่ พอกิน มีเงินออม สร้างครอบครัวอบอุ่น…”

“…เศรษฐกิจพอเพียงจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีและความมั่นคงในชีวิตเกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการยึด หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถแข่งขันและอยู่รอดได้… เมื่อไทยก้าวไปร่วม AEC…!!!…” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรสรุปในตอนท้าย.

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 24 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

โครงการส่งเสริมสร้างสรรค์การเรียนรู้เกษตร ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนบ้านสะอาด

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092010555&srcday=2012-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 526

เศรษฐกิจพอเพียง

สิริพร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

โครงการส่งเสริมสร้างสรรค์การเรียนรู้เกษตร ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนบ้านสะอาด

“พวกเราทำเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยทำอย่างต่อเนื่องมานานแล้ว เลี้ยงไก่ไข่ 200 ตัว เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ เลี้ยงหมู ปลูกผักต่างๆ ผักคะน้า ผักกาด กวางตุ้ง บวบต่างๆ ทำเป็นซุ้ม พื้นที่ 2-3 ไร่ เด็กนักเรียนทุกชั้นจะมีส่วนร่วม เป็นชุมนุมตามความพอใจ จะแบ่งเวลากันทำ ผอ. จะมาดูตั้งแต่ ตี 3 ถึง ตี 4 คุณครูจะมาดูตั้งแต่ ตี 4-6 โมง ส่วนเด็กนักเรียนมาดูแลตั้งแต่ 6 โมง จนถึง 7 โมงเช้า ก่อนเข้าเรียน เราแบ่งเวลากันเพราะน้ำไม่พอ เราทำเป็นท่อส้วมเปิดน้ำรอไว้ ใช้สายยางในการรดน้ำ เพราะไม่มีแหล่งน้ำ ช่วงแล้ง ใช้น้ำผ่านทางท่อจากประปาของโรงเรียน โดยต้องใช้น้ำหลังจากที่โรงเรียนไม่ได้ใช้แล้ว” อาจารย์สุพรรณ พันธะไชย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสะอาด ตำบลสะอาด อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด กล่าว

การให้ความสำคัญในการสอนทั้งทฤษฎีและปฏิบัติทางด้านการเกษตร ก็เพราะเป็นตัวอย่างทางด้านอาชีพให้กับเด็กนักเรียน ซึ่งจะต้องเรียนรู้เรื่องอาชีพ เพื่อเป็นต้นทุนให้เขาได้ไปต่อยอดเมื่อเรียนจบออกไปแล้ว เป็นโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ได้ศึกษาหาความรู้ พ่อแม่ ผู้ปกครอง สามารถมาเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ ในการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ได้จากศูนย์การเรียนรู้ที่โรงเรียน อย่างเช่น การเลี้ยงหมูป่า พ่อ-แม่พันธุ์ ทางโรงเรียนก็จะเป็นคนที่ออกทุน ซื้อพ่อ-แม่พันธุ์มาเลี้ยง โดยให้นักเรียนทุกระดับชั้นได้มีส่วนร่วมในการเลี้ยงดู การให้อาหาร เพื่อเป็นการฝึกปฏิบัติจริง เพราะหากหมูป่าตกลูกจะแบ่งให้นักเรียนไปเลี้ยงที่บ้าน เพื่อนำไปขยายพันธุ์ต่อ เมื่อโตและขยายพันธุ์ได้แล้วค่อยนำต้นทุนกลับคืนมาให้รุ่นน้องๆ ต่อไปเรื่อยๆ เด็กๆ จะได้มีความรับผิดชอบในการดูแลหมูป่า เป็นการฝึกความรับผิดชอบ และยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับครอบครัวอีกทาง

ผอ. โรงเรียนบ้านสะอาด กล่าวว่า เด็กๆ จะมีความสุขมากเมื่อได้เรียนรู้การทำการเกษตร และสามารถสร้างรายได้เกี่ยวกับการนำผลผลิตไปจำหน่าย เด็กนักเรียนกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ทางบ้านมีอาชีพเกษตรกรรม โรงเรียนจึงได้พยายามนำเทคนิคการปลูกพืชแบบใหม่ๆ เข้ามาสอน และเน้นการสอนในเรื่องของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้นักเรียนได้เข้าถึง เข้าใจ และนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นอาชีพได้

ในพื้นที่ของโรงเรียน สามารถแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ คือ พื้นที่ปลูกผัก ที่จะจัดให้เป็นบล็อกๆ เพื่อให้นักเรียนแต่ละชั้นเรียนได้มาดูและแบ่งกลุ่มรับผิดชอบ ในการปลูกผักสวนครัว เช่น กวางตุ้ง คะน้า ผักกาดหอม ผักชี ผักบุ้ง ซึ่งผักสวนครัวนี้มีอายุเก็บเกี่ยว 40-45 วัน

พื้นที่อีกส่วนของโรงเรียนจัดทำเป็นโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งจะซื้อไก่ไข่รุ่นๆ มาเลี้ยงอีก 2-3 เดือน ไก่ก็จะออกไข่ให้ผลผลิต โดยจะให้นักเรียน ชั้น ป.5 และ ป.6 ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาให้น้ำ ให้อาหาร ซึ่งนักเรียนแต่ละคนเวลาเข้าไปปฏิบัติงานจะต้องสวมถุงมือ หน้ากาก และสวมชุดคลุม เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่จะเข้ามาติดในไก่ โดยก่อนที่จะให้อาหารจะต้องมีการชั่งน้ำหนักของทุกวัน เพื่อดูอัตราการแลกเนื้อของไก่ไข่ที่ได้ให้อาหารไป เมื่อครบกำหนดจะต้องฉีดวัคซีน ทางครูผู้สอนจะเป็นผู้ที่สอนและให้คำแนะนำกับนักเรียน ซึ่งจะต้องจับคู่กันลงมือฉีดวัคซีนให้กับไก่ทุกตัวที่อยู่ในฟาร์มเลี้ยงไก่ หลังจากผลผลิต (ไข่ไก่) ออกมาแล้ว ก็จะมีนักเรียนอีกชั้นปีเป็นคนเก็บไข่ไก่ จะทำอย่างนี้สลับกันไปเป็นรุ่นๆ ปัจจุบันได้ผลผลิตไข่ไก่วันละกว่า 150 ฟอง แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 เก็บผลผลิตไว้ จัดทำโครงการอาหารกลางวัน และส่วนที่ 2 จะนำผลผลิตไปจำหน่ายในตลาดชุมชน เพื่อนำรายได้มาเป็นทุนในการทำโครงการเกษตรต่อไป

การเลี้ยงปลาทางโรงเรียนจัดสร้างเป็นบ่อซีเมนต์ เพราะดูแลง่าย และไม่ยุ่งยาก เป็นบ่อให้นักเรียนได้ศึกษาเรียนรู้ในการได้เลี้ยงปลาดุก โดยจะแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน เพื่อผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาดูแลให้อาหารปลา หลังจากโตเต็มที่จะนำผลผลิตปลามาเป็นโครงการอาหารกลางวัน และนำไปจำหน่าย สำหรับพื้นที่ของโรงเรียนจะมีบ่อดินขนาดใหญ่ อยู่ 1 บ่อ ซึ่งทางโรงเรียนขุดไว้เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้ง โดยไม่ปล่อยให้บ่อนั้นว่างเปล่า ทางโรงเรียนได้นำพันธุ์ปลาชนิดต่างๆ มาปล่อยเลี้ยงไว้

โรงเรียนไหนสนใจโครงการ สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (043) 662-092-3 หรือ (081) 873-5608 ในวันและเวลาราชการเท่านั้น

ดูงานโครงการตามพระราชดำริ ป่าดงนาทาม อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (ตอนจบ)

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05032010455&srcday=2012-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 524

เศรษฐกิจพอเพียง

วสันต์ สุขสุวรรณ

ดูงาน โครงการตามพระราชดำริ ป่าดงนาทาม อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (ตอนจบ)

สถาบันเกษตราธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดฝึกอบรมหลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับกลาง รุ่นที่ 53 ขึ้น เมื่อวันที่ 23 มกราคม ถึง วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2555 มีผู้เข้ารับการฝึกอบรม จากสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมหม่อนไหม สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จำนวน 111 คน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผู้บริหารระดับต้น ให้เข้าใจบทบาทตนเอง มีภาวะผู้นำที่มีความรู้ ความสามารถ และทักษะในด้านการบริหารอย่างถูกต้อง เหมาะสมและสอดคลองกับสภาวะที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีความเชี่ยวชาญในงานทั้งในทางกว้างและลึก สำหรับการก้าวสู่การเป็นผู้บริหารในระดับนโยบาย สามารถขับเคลื่อนนโยบาย ยุทธศาสตร์ สร้างและนำการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในหน่วยงานได้อย่างจริงจัง สามารถยกระดับองค์กรให้มีขีดสมรรถนะด้านการจัดการสูง มีความเชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ทางการบริหารจัดการ โดยมีแนวคิดพื้นฐานเรื่องการบริการที่เป็นเลิศ และการบริหารการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้การบริหารราชการมีความยืดหยุ่นมีประสิทธิภาพโปร่งใส ตรวจสอบได้ สามารถนำประเทศให้ก้าวสู่การแข่งขันระดับสากล ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

นอกจากนี้ การฝึกอบรมหลักสูตรดังกล่าว ยังมุ่งเน้นการเพิ่มพูนทักษะในการสร้างแรงจูงใจและพัฒนาประสิทธิภาพทีมงานและองค์กรได้ อีกทั้งสร้างเครือข่ายและพันธมิตร เพื่อเพิ่มพลังในการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การฝึกอบรม แบ่งเป็น 4 ช่วง คือ ช่วงแรก ปฐมนิเทศ ณ สวนนงนุช จังหวัดชลบุรี ช่วงที่สอง การบรรยายและฝึกปฏิบัติ ณ โรงแรมเอบีนา เฮาส์ กรุงเทพฯ ช่วงที่สาม ศึกษาดูงาน ณ จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และ สปป. ลาว และช่วงที่สี่ เป็นการปัจฉิมนิเทศ นำเสนอผลงานและประเมินผลการฝึกอบรม

ผู้เขียนเป็น 1 ใน 111 คน ที่เข้ารับการฝึกอบรม จากการศึกษาดูงาน ในช่วง วันที่ 14-17 กุมภาพันธ์ 2555 ณ จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และ สปป. ลาว เห็นว่าการศึกษาดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศูนย์อำนวยการประสานงานโครงการป่าดงนาทาม อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี มีสาระที่ควรค่าที่พี่น้องเกษตรกรจะได้รับทราบในวงกว้าง เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ได้ตามความเหมาะสม เพื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรเอง จึงขออนุญาตนำมาเล่าสู่กันฟังนะครับ

โครงการ ป่าดงนาทาม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

โครงการป่าดงนาทาม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มี พันเอกธเนศ วงศ์ชอุ่ม เป็นหัวหน้าโครงการ มีหน้าที่วางแผนอำนวยการ ประสานกับส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาอาชีพ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการรักษาความมั่นคงปลอดภัย

ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้จัดตั้งโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ กรมทหารราบที่ 6 ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ในโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงแห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาดูงานของเกษตรกรและผู้ที่สนใจ แบ่งการเรียนรู้ เป็นฐานด้านต่างๆ ดังนี้ น้ำส้มควันไม้จากเตาเศรษฐกิจ ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์อย่างง่าย การเพาะเห็ดด้วยขอนไม้ น้ำยาอเนกประสงค์ ฮอร์โมนผลไม้ อิฐบล็อกดินประสาน บ้านตัวอย่าง

ฉบับที่แล้ว นำเสนอการทำน้ำส้มควันไม้ ส่วนฉบับนี้ขอนำเสนอเรื่องการทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ การเพาะถั่วงอก และการทำน้ำยาล้างจาน รายละเอียดมีดังนี้

การทำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์

วัสดุ

1. มูลสัตว์ (ทุกชนิด) 1 ส่วน

2. แกลบดิบ 1 ส่วน

3. รำละเอียด 1 ส่วน

4. อีเอ็ม 1-2 ช้อนโต๊ะ

5. กากน้ำตาล 1-2 ช้อนโต๊ะ

6. น้ำสะอาด 10 ลิตร หรือ 1 ถัง

วิธีทำ 

ขั้นที่ 1 เตรียม อีเอ็ม/กากน้ำตาล/น้ำสะอาด ผสมไว้ในถัง อัตราส่วน 1/1/1,000 คือ น้ำ 10 ลิตร เติม อีเอ็ม ลง 1 ช้อนโต๊ะ และกากน้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ

ขั้นที่ 2 นำมูลสัตว์-รำละเอียด ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน

ขั้นที่ 3 เอาแกลบดิบทั้งหมดลงในน้ำที่ขยาย อีเอ็ม ในขั้นที่ 1 จุ่มให้เปียก แล้วเอาแกลบออก สลัดน้ำที่หยดในแกลบออกพอประมาณ นำมาคลุกใส่ในส่วนผสมระหว่างมูลสัตว์และแกลบดิบ คลุกส่วนผสมทั้ง 3 ส่วน ให้เข้ากัน จะได้ความชื้น 50% พอดี

ขั้นที่ 4 เอาส่วนผสมบรรจุลงในกระสอบปุ๋ย โดยบรรจุลงไป 3/4 ของกระสอบปุ๋ย ไม่ต้องกดให้แน่น และเลือกใช้กระสอบปุ๋ยชนิดที่มีการระบายอากาศได้ดีรอบด้าน และนำไปวางลงในที่มีฟางรองเพื่อการระบายอากาศในส่วนล่าง พลิกกลับกระสอบในวันที่ 2, 3, 4 เพื่อเอาด้านบนและด้านข้างลงล่างอยู่ 3 วัน ในวันที่ 4 และ 5 อุณหภูมิก็จะปกติ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

ขั้นที่ 5 ให้เก็บรักษาปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ที่แห้งแล้วในที่ไม่โดนแดด โดนฝน ไม่เก็บในที่มีความชื้น สามารถเก็บไว้ใช้ประโยชน์ได้นานประมาณ 1 ปี ถ้าไม่โดนความชื้น

การนำปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ไปใช้

1. การใช้ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์กับการปลูกพืชผัก

1.1 ใช้รองพื้นกับแปลงปลูก โดยการผสมกับหญ้า ฟาง ซากอินทรียวัตถุทุกชนิด ใช้ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ทับในปริมาณ 1-2 กำมือ ต่อ 1 ตารางเมตร รดด้วยน้ำที่ขยาย อีเอ็ม (อีเอ็ม/กากน้ำตาล/น้ำสะอาด ในอัตราส่วน 1/1/1,000) ใช้จอบสับให้ส่วนผสมเข้ากันกับดิน ทิ้งให้ อีเอ็ม ขยายปรับความสมดุลของดิน 7 วัน จึงนำพืชมาปลูก

1.2 โรยปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ที่แปลงปลูกพืชผัก (อย่าโรยชิดโคนต้น) ในปริมาณ 1-2 กำมือ/1 ตารางเมตร หรือโรยรอบทรงพุ่มของต้นพืชที่ปลูก คลุมทับด้วยเศษฟางแห้ง หญ้าแห้ง เพื่อเป็นการขยายเชื้อของ อีเอ็ม

1.3 การปลูกพืชที่เก็บผลในระยะสั้น ประมาณ 60 วัน ไม่ควรใช้ปุ๋ยหมักฯ ฟาง ควรใช้ปุ๋ยหมักฯ มูลสัตว์ หรือปุ๋ยคอกหมัก จะให้ผลรวดเร็วทันความต้องการมากกว่า การใช้ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์แต่ละครั้ง ควรใช้ทีละน้อย และควรใช้บ่อยๆ (รดด้วยน้ำจุลินทรีย์ขยาย 1/1/1,000 ทุกๆ วัน) พืชจะงามทันใจตามความต้องการ

2. การใช้ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์กับการปลูกไม้ผล

2.1 ใช้รองก้นหลุมไม้ยืนต้น ขุดหลุม ขนาด 60x60x60 เซนติเมตร ใช้เศษฟาง หญ้าแห้ง กิ่งไม้ มูลสัตว์ ซากวัตถุอินทรีย์อื่นๆ รองก้นหลุม โดยปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ 1-2 กำมือ ผสมกับดินเป็นชั้นๆ ชั้นละประมาณ 10-15 เซนติเมตร รดด้วยน้ำที่ขยาย อีเอ็ม (อีเอ็ม/กากน้ำตาล/น้ำสะอาด ในอัตราส่วน 1/1/1,000) ใช้จอบสับให้ส่วนผสมเข้ากันกับดิน กลางหลุมใช้ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ผสมกับหน้ากองดินให้สูงขึ้น ประมาณ 30 เซนติเมตร คลุมด้วยฟางแห้งและหญ้าแห้ง รดด้วยน้ำที่ขยาย อีเอ็ม ทิ้งให้ อีเอ็ม ที่ขยายปรับความสมดุลของดิน 15 วัน จึงนำต้นไม้มาปลูก

2.2 ใช้ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์กับไม้ยืนต้นที่ปลูกไว้แล้ว หลังจากการเก็บเกี่ยวการผลิตหรือต้นฤดูฝน เริ่มใช้ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์โดยหว่านรอบๆ ทรงพุ่มของไม้ผล ในอัตราส่วน 1-2 กำมือ/ตารางเมตร ห้ามโรยปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ชิดติดกับโคนต้นไม้ จะทำให้ต้นไม้ตายได้ถ้าต้นยังเล็ก และควรใช้หญ้าแห้งหรือฟางแห้งคลุมไว้อีกชั้นหนึ่ง แล้วรดด้วยน้ำที่ขยาย อีเอ็ม การใช้ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์กับไม้ผล ให้ใช้ปีละ 2-3 ครั้ง เช่น หลังการเก็บเกี่ยวของไม้ผลแต่ละประเภท

3. การใช้ อีเอ็ม ในนาข้าว-พืชไร่ : หว่านปุ๋ยหมักจุลินทรีย์หลังจากเก็บเกี่ยวข้าว หรือก่อนปักดำ อย่างน้อย 1-2 เดือน ในอัตราส่วน 100 กิโลกรัม/1 ไร่ ขยาย อีเอ็ม ฉีดพ่นน้ำ 200 ลิตร/อีเอ็ม 1 แก้ว/กากน้ำตาล 1 แก้ว ให้ อีเอ็ม ขยายสู่เส้นฟาง-หญ้า เพื่อปรับค่าความเป็นกรด เป็นด่าง ต่อไปคือการรีไซเคิลของธรรมชาตินั่นเอง

หมายเหตุ การใช้ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ทุกครั้ง จะได้รับผลดี 100% ก็ต่อเมื่อรดด้วยน้ำที่ขยาย อีเอ็ม (อีเอ็ม/กากน้ำตาล/น้ำสะอาด ในอัตราส่วน 1/1/1,000) รดทันทีหลังที่ใส่ปุ๋ยหมักฯ ทุกครั้ง และให้ฉีดพ่นที่ใบ จุลินทรีย์สามารถตรึงไนโตรเจนในอากาศเข้าทางใบของพืชได้ แต่ห้ามใช้ในระยะที่ไม้ผลดอกกำลังบาน (ดอกยังไม่บานฉีดพ่นได้) อีเอ็ม ที่ใช้ขยาย รด-ฉีดพ่นพืช ห้ามหมักเกิน 24 ชั่วโมง และควรฉีดพ่นก่อนพืชออกดอกอย่างน้อย 3-8 เดือน อย่างต่อเนื่องเดือนละ 1 ครั้ง

วิธีเพาะถั่วงอก

อุปกรณ์

1. ถังพลาสติกมีฝาปิด ขนาด 30 ลิตร เจาะรูเพื่อระบายน้ำและอากาศ ที่ก้นถังให้ทั่ว 1 ใบ

2. กระสอบป่าน ตัดเป็นรูปวงกลมแล้ว ขนาดเท่ากับก้นถัง จำนวน 6 แผ่น

3. ตะแกรงพลาสติก ความห่าง ขนาด 2-3 มิลลิเมตร ตัดเป็นรูปวงกลมเท่ากระสอบป่าน จำนวน 6 แผ่น

4. เมล็ดถั่วเขียว จำนวน 3 ขีด (แช่ด้วยน้ำสะอาด 1 ลิตร เติมจุลินทรีย์ 1 ช้อนโต๊ะ ไว้ประมาณ 8-12 ชั่วโมง หรือ 1 คืน)

5. ใช้วิธีแช่ด้วยน้ำอุ่นๆ ประมาณ 15-30 นาที

วิธีการเพาะ 

1. วางกระสอบป่าน 1 แผ่น รองก้นถัง

2. วางตะแกรงพลาสติก 1 แผ่น ลงทับบนกระสอบป่าน

3. โรยเมล็ดถั่วเขียวที่แช่ไว้แล้วให้เต็มแผ่นตะแกรงพลาสติก ในลักษณะให้เรียงเม็ดอย่าให้ทับซ้อน ทำเป็นชั้นๆ จำนวน 5 ชั้น (ใน 1 ถัง ไม่ควรให้เกิน 5 ชั้น เพราะเวลาถั่วงอกงอกขึ้น จะงอกขึ้นด้านบน จะทำให้อัดกันแน่น ทำให้ถั่วงอกช้ำ ไม่สวยงาม และเน่าเปื่อยได้)

4. นำกระสอบป่านแผ่นที่ 6 ปิดทับด้านบนแล้วปิดทับด้วยตะแกรงพลาสติกแผ่นสุดท้าย เพื่อเก็บความชื้นด้านบนและป้องกันเวลารดน้ำไม่ให้เกิดความบอบช้ำต่อถั่วงอกที่กำลังงอกขึ้นมา

5. รดน้ำให้ชุ่ม ปิดฝา แล้วนำไปเก็บไว้ในที่ร่ม ไม่ให้ถูกแสงแดด

วิธีการรดน้ำ

1. ใช้บัวรดน้ำ รดน้ำวันละ 3-4 ครั้ง เป็นอย่างน้อย (หากมีเวลา สามารถรดน้ำได้ทุกๆ 2 ชั่วโมง หรือเวลาเช้า เที่ยง เย็น และก่อนเข้านอน)

2. ใช้ระบบน้ำหยด (วิธีนี้ไม่ใช้ฝาถังพลาสติกปิด จะใช้กระสอบป่านขนาดกว้างกว่าปากถังปิดด้านบนของถังแทน โดยเมื่อทำขั้นตอนสุดท้ายรดน้ำให้ชุ่มแล้วนำถุงน้ำเกลือเก่าที่ใช้แล้ว ล้างทำความสะอาด นำมาบรรจุน้ำแขวนไว้เหนือถังสูงพอประมาณเพื่อทำเป็นระบบน้ำหยด 1-2 หยด ต่อนาที หยดใส่ตรงกลางกระสอบป่านที่ปิดทับปากถัง (1 วัน หรือ 24 ชั่วโมง ใช้น้ำ 1,000 ซีซี) และคอยสังเกตอย่าให้แฉะเกินไป จะทำให้ชั้นล่างเน่าเปื่อยได้)

การเก็บ

หลังจากเพาะแล้วครบ 4 วัน สามารถนำมารับประทานหรือปรุงเป็นอาหารได้

วิธีการเก็บ 

1. เก็บแบบไม่มีรากถั่วงอกติด โดยยกขึ้นมาทีละชั้น ใช้มีดตัดเอาเฉพาะส่วนบนติดกับตะแกรง

2. เก็บแบบมีรากถั่วงอกติด โดยยกขึ้นมาทีละชั้น แล้วจับแผ่นกระสอบป่านและตะแกรงพลาสติก ฉีกออกจากกัน ซึ่งส่วนรากที่ไม่ต้องการรับประทานจะติดอยู่กับกระสอบป่าน ส่วนที่ต้องการรับประทานจะติดอยู่กับตะแกรงพลาสติก ให้ใช้มือถอนออกจากตะแกรง นำมาล้างให้สะอาดปรุงเป็นอาหารได้

หมายเหตุ

1. อุปกรณ์เมื่อใช้แล้ว ล้างทำความสะอาด ตากแดดให้แห้ง สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

2. ทำ 1 ถัง 5 ชั้น จะได้ถั่วงอก ประมาณ 1.5-2 กิโลเมตร โดยใช้เมล็ดถั่วเขียว ประมาณ 3 ขีด

วิธีการทำน้ำยาล้างจาน

ส่วนประกอบ

1. สารทำให้เกิดฟอง (เอ็น 70) จำนวน 1 กิโลกรัม

2. สารทำให้สะอาด (เอฟ 24) จำนวน 1 กิโลกรัม

3. น้ำสะอาด (18 ขวดน้ำอัดลม ขนาดขวดลิตร) จำนวน 18 ลิตร

4. เกลือ จำนวน 1 กิโลกรัม

5. สารกันเสีย จำนวน 5 ซีซี

6. หัวเชื้อน้ำหอม จำนวน 5 ซีซี

7. สีผสมอาหาร (สีเหลืองอ่อน) จำนวน 1 ซอง

อุปกรณ์

ถังสีก้นเรียบ ขนาด 20 ลิตร จำนวน 1 ใบ

ไม้พาย จำนวน 1 ด้าม

วิธีทำ

1. นำน้ำสะอาด 2 ลิตร มาต้มให้เดือด ใส่เกลือลงไป 1 กิโลกรัม เสร็จแล้วตั้งพักไว้ให้เย็น

2. นำสารทำให้เกิดฟอง (เอ็น 70) มาคนให้เข้ากัน ขณะคนให้คนไปทิศทางเดียวกัน ประมาณ 15-20 นาที ส่วนผสมที่ได้จะมีลักษณะเป็นครีมสีขาวนวล

3. เติมสารทำให้สะอาด (เอฟ 24) ลงไปทีละน้อย คนให้เข้ากัน ประมาณ 5-10 นาที

4. ค่อยๆ เติมน้ำทีละ 1 ลิตร ลงไปในถัง จำนวน 18 ลิตร คนให้เข้ากัน

5. ใส่น้ำเกลือที่เหลือ (1 ลิตร) ลงไปเพื่อปรับความเข้มข้น

6. ใส่สารกันเสียและหัวเชื้อน้ำหอมลงไปในขั้นตอนสุดท้าย

7. ใส่สีผสมอาหารที่เตรียมไว้ลงไปคนให้เข้ากันเพื่อมีสีสันที่สวยงาม ทิ้งไว้ประมาณ 7-8 ชั่วโมง รอให้ฟองยุบ เสร็จแล้วบรรจุใส่ขวดที่เตรียมไว้ แล้วจึงนำไปใช้

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณ ผู้ให้ข้อมูลเพื่อนำมาบอกกล่าวพี่น้องเกษตรกรอีกครั้งหนึ่ง พันเอกธเนศ วงศ์ชอุ่ม หัวหน้าโครงการ และ จ่าสิบเอกจิระศักดิ์ มาลี เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ โครงการป่าดงนาทาม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โทร. (045) 323-417

?????????????????????????..

ภาพประกอบ อยู่ในกล่อง นาทาม

1. เกษตรกรชมการเพาะถั่วงอก

2. ดินประสานสร้างบ้านดิน

3. นักบริหารพัฒนาการเกษตรระดับกลาง ฟังการบรรยาย

4. วิทยากรสาธิตการทำปุ๋ยหมัก

5. สาธิตการเพาะเห็ดจากขอนไม้

6. อธิบายการทำน้ำยาล้างจาน