ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

จัดอันดับซีอีโอหญิง…รายได้มหาศาลที่สุดในโลก สิงหาคม 27, 2013

http://www.thairath.co.th/content/eco/365833

  • 26 สิงหาคม 2556, 14:00 น.

Pic_365833

Safra Catz

สำนักข่าวการเงินชื่อดังของโลกอย่าง Bloomberg เปิดเผยอันดับผู้บริหารหญิงผู้ทำรายได้สูงสุดในช่วงปี 2012-2013 โดยส่วนใหญ่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในบริษัทชั้นนำที่มีชื่อเสียงและคนทั่วไปรู้จัก

Carol MeyrowitzCarol Meyrowitz

อันดับที่ 5 Carol Meyrowitz

Carol Meyrowitz เป็นชื่อของผู้หญิงมีความสามารถที่ทำให้เสื้อผ้าราคาประหยัดครองใจคนหลายระดับตามห้างสรรพสินค้าทั่วสหรัฐฯ จึงไม่น่าแปลกใจที่ตัวเลขรายได้ของผู้หญิงคนนี้จะสูงถึง 21 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเท่ากับ 684 ล้านบาท

Sharen TurneySharen Turney


อับดับที่ 4 Sharen Turney

แม้อายุจะก้าวสู่วัย 55 ปีแล้ว แต่รูปลักษณ์อันเปรี้ยวจี๊ดของประธานกรรมการและผู้บริหารแบรนด์สินค้าเอาใจผู้หญิงทั่วโลกอย่าง Victoria’s Secret ที่มีชื่อว่า Sharen Turney ยังคงโดดเด่นและเป็นที่จับตามองอยู่เสมอ เพราะความสามารถการันตีด้วยตัวเลขรายได้ในปีที่ผ่านมามากถึง 25 ล้านดอลลาสหรัฐฯ คิดเป็นเงินไทยเท่ากับ 817 ล้านบาท

Irene RosenfeldIrene Rosenfeld

อันดับที่ 3 Irene Rosenfeld

ท่าทางคล่องแคล่ว ดวงตามั่นใจ สร้างบุคลิกให้กับหญิงเก่งวัย 60 ปีนามว่า Irene Blecker Rosenfeld ซีอีโอบริษัทผลิตภัณฑ์อาหาร Mondelez International  ซึ่งสิ่งที่ใครหลายคนรู้จักผู้หญิงคนนี้คงเป็นจำนวนรายได้มากกว่า 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 917 ล้านบาท

Marissa MayerMarissa Mayer


อันดับที่ 2 Marissa Mayer

ด้วยวัยเพียง 38 ปี ทำให้ทั่วโลกตื่นตะลึงเป็นความสามารถของ Marissa Mayer ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานและผู้บริหารเว็บไซต์ชื่อดังระดับโลกอย่าง Yahoo! โดยเธอผู้นี้สามารถคว้าอันดับ 2 ของผู้หญิงเก่งมีรายได้มากที่สุดในโลกด้วยจำนวนเงิน 36 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบเท่ากับ 1,160 ล้านบาท

Safra CatzSafra Catz

อันดับที่ 1 Safra Catz

ปรบมือให้กับรองผู้บริหารและหัวหน้าที่ปรึกษาด้านการเงินหญิงเชื้อสายอิสราเอลวัย 51 ปีของบริษัท Oracle บริษัทเกี่ยวกับซอฟต์แวร์และคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา โดยในปีที่ผ่านมา Safra Catz ทำรายได้ 51ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,640 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขรายได้ที่มากที่สุดของซีอีโอหญิงทั่วโลก

ยังมีผู้บริหารหญิงอีกหลายคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ อย่าง Indra Nooyi จาก PepsiCo ที่รั้งอันดับ 13 ของชาร์ตหญิงเก่งระดับโลกด้วยรายได้เฉียด 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ Rosalind Brewer ผู้คุมบังเหียนห้าง Wal-Mart ทั่วสหรัฐฯ ที่ติดอันดับที่ 12 ซึ่งทำเงินไปได้ 14 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 26 สิงหาคม 2556, 14:00 น.
 
 

Success Story : ความฝัน ชีวิต ที่ลิขิตด้วยตัวเอง กรกฎาคม 18, 2013

http://www.thairath.co.th/content/eco/357310

  • 16 กรกฎาคม 2556, 10:25 น.

Pic_357310

มีคนกล่าวไว้ เราสามารถแบ่งผู้คนได้เป็น 2 ประเภท หนึ่งคือคนที่ก้าวข้ามความสำเร็จ สองคือคนที่จมอยู่กับความล้มเหลว เมื่อพิจารณาคนทั้งสองประเภท พวกเขาล้วนมีความปรารถนาไม่ต่างกัน ทุกคนมี “ความฝัน” ที่อยากให้เป็นจริง ทุกคนมี “เป้าหมาย” ที่ต้องไปให้ถึง ทุกคนมี “ความสำเร็จ” ที่อยากไขว่คว้า อย่างไรก็ตามสิ่งที่แบ่งแยกพวกเขาให้ต่างกัน คือ ความกล้าที่จะคิดต่างและทำอย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนความอดทน มุ่งมั่น ทำจนสำเร็จ

คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมีมากมาย เรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่คุณจะได้รู้จักเขาในพื้นที่กระดาษนี้ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ หนุ่มวิศกรเมืองหลวงที่หนีความศิวิไลซ์เลือกใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติริมเขา ป่าไม้ และทิ้งหมวกวิศกรมาถือจอบขุดดินเพาะฟาร์มเห็ด 17 ปี!

ธนากิจ ชินกิจการ เจ้าของโฮมสเตย์และฟาร์มเห็ดบ้านหัวน้ำ ชื่อนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อเรื่องราวของเขาได้ถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์โฆษณาชิ้นหนึ่ง มีผู้คนเดินทางไปโฮมสเตย์ของเขาเพื่อสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติและอยากรู้จักตัวตนของเขา แน่นอน Marketeer เป็นหนึ่งในนั้น ที่สำคัญเราต้องรู้จักแบบ Exclusive กว่าใครๆ

ความสำเร็จเริ่มต้นที่การไม่ตั้งกรอบความสำเร็จ

Marketeer ลัดฟ้าไปจังหวัดน่าน ท่ามกลางอากาศที่สดชื่น จากสนามบินน่าน เราโดยสารกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ลัดเลาะไปตามเส้นทางคดเคี้ยวเพื่อไปต่อที่อำเภอปัว ผ่านทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม ก่อนขึ้นเนินเขาสุดลาดชัน แต่ดูจะไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ ในที่สุดก็เดินทางไปถึงที่หมาย ธนากิจ หรือ “พี่อู้” ยืนต้อนรับอยู่ด้านใน หลังจากทักทายพอหอมปากหอมคอ พระเอกร่างเล็กแต่หัวใจใหญ่อย่างเขาก็ไม่ทำให้เราผิดหวังตั้งแต่ออกตัวประโยคแรก

“คุยเรื่องความสำเร็จน่ะหรือ? ตอบตรงๆ ผมไม่เคยคิดว่าผมประสบความสำเร็จ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ผมคิดว่าผมทำอะไรสำเร็จแล้ว ช่วงเวลาที่เรามัวแต่ภาคภูมิใจความสำเร็จ เราอาจจะหยุดพัฒนาหรือชะลอที่จะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผมจึงเลือกที่จะทำในสิ่งที่ผมอยากจะทำ และทำไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุด” การไม่ตั้งกรอบความสำเร็จ คือสิ่งที่เขาบอกเรา

กล้าที่จะฝันและทำอย่างแตกต่าง

เป็นธรรมดาที่ชีวิตคนเรามักต้องมี 2 สิ่งที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ หนึ่งคือสิ่งที่เราต้องทำ หรือสองสิ่งที่เราอยากจะทำ
ธนากิจเองเช่นกัน แม้ตัวเขารู้ดีว่าหัวใจต้องการอะไร แต่ก็ต้องเลือกที่ต้องทำในสิ่งที่ต้องทำก่อน หลังจากที่เรียนจบวิศวะโยธา เขาก็ยึดในสายอาชีพวิศวกรมาโดยตลอด รับเหมาก่อสร้างทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยในช่วงหลังที่เขาเน้นรับงานต่างจังหวัดและมีโอกาสได้ท่องเที่ยวไปที่ต่างๆ มากขึ้น

“ผมทำงานก่อสร้างก็วนเวียนอยู่กับตัวเลข อยู่กับตึกอาคารอากาศร้อนๆ ในตัวเมือง เจอความวุ่นวายเต็มไปหมด ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่คนเราทุกคนต้องเจอและต้องยอมรับผ่านไปให้ได้ ผมเชื่อว่าทุกคนที่ใช้ชีวิตเป็นคนกรุงต่างมีความสุขทุกครั้งที่ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัด หลายคนก็มีความฝันที่จะใช้ชีวิตในชนบท บางคนก็ซื้อบ้านพักตากอากาศเก็บไว้ยามพักผ่อน ผมเองก็เหมือนกัน มีความฝันว่าสักวันหนึ่งเราเองก็อยากหนีความวุ่นวายไปใช้ชีวิตที่ที่มีแต่ธรรมชาติป่าเขา เงียบสงบ”

แน่นอน ใครๆ ต่างมีความฝันเช่นนี้ทุกคน ไม่แปลกที่ใครต่อใครจะเฝ้าฝันพรรณนาอยากมีชีวิตบนภูเขาท่ามกลางแมกไม้ธรรมชาติในตอนบั้นปลายชีวิต….แต่ไม่ใช่เขา

“คนส่วนใหญ่มองเรื่องแบบนี้ตอนแก่ แต่ผมไม่อยากรอจนถึงตอนนั้น ในเมื่อเรามองเห็นเป้าหมายความสุขของเราตอนนี้แล้วทำไมถึงไม่รีบไขว่คว้าเอาไว้”

“ผมไม่ใช่นักธุรกิจ ผมเป็นนักผจญภัย”

ค่อยๆ ทำงานจนเก็บเงินได้ก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง เขาก็เริ่มตระเวนหาที่ดินต่างจังหวัด ด้วยพื้นฐานที่เป็นคนชอบลุยๆ ชอบเที่ยวป่าเขา ข้างกายเขาจึงมีรถกระบะคู่ใจไว้ลุยสนามโหดๆ เสมอ หรือไม่เจอทางแคบๆ ก็มีมอเตอร์ไซค์ไว้ลุยซอกแซก เรียกได้ว่าไปไหนก็ได้ไม่มียั่น

“ตอนหลังที่รับงานต่างจังหวัดเยอะขึ้น มันก็เหมือนกับได้สำรวจที่ดินทำเลต่างๆ ไปในตัว ทั้งทำงานทั้งเที่ยวแล้วก็ศึกษาที่ดินไปเรื่อยๆ ก็มีทำเลมากมายที่ไปดูเอง หรือมีคนแนะนำที่สวยๆ แต่เราก็ยังไม่ถูกใจเท่าไหร่ จนวันหนึ่งมีคนแนะนำให้ไปดูที่ดินแปลงนี้ ผมมาเห็นที่นี่แค่แวบแรกก็ตกลงซื้อทันที นอกจากที่สวยแล้ว ผมมีความรู้สึกว่าที่นี่แหละที่เราอยากจะอยู่ตลอดไปไม่ใช่แค่ซื้อมาเก็บไว้เฉยๆ ก็เริ่มซื้อจากที่ราบ 7 ไร่ก่อน ตอนอายุ 30 พอดี”

อายุ 30 คือรอยต่อ Turning Point ครั้งสำคัญ พอได้ที่ดินแล้ว ถ้าเป็นคนอื่นคือยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีก็อาจจะเก็บไว้ก่อน แต่เขาเดินหน้าเปลี่ยนชีวิตตนเองทันที ตามคอนเซปต์ “ลุยไว้ก่อน” ด้วยความตั้งใจอยากจะใช้ชีวิตที่นี่ให้ได้ จากวิศวกรจึงกลายเป็นเกษตรกรโดยปริยาย โปรเจกต์แรกของเขาเริ่มต้นจากการปลูกข้าว ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัด เป็นสิ่งที่เริ่มต้นเรียนรู้ใหม่เช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้เรียนทฤษฎี แต่เรียนจากการปฏิบัติโดยตรง และผลลัพธ์คือ…

“ไม่รุ่งครับ (หัวเราะ) คือก็ยอมรับว่าสิ่งที่ผมทำก็ไม่ได้ศึกษาตำรา ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ถูกเลย แต่ผมเป็นคนแบบนี้ คือถ้าอยากทำอะไรก็ต้องลองทำ ผมเชื่อว่าความเจ็บปวดนั่นแหละที่เป็นครูเราดีที่สุด ทำนาไม่รุ่งแต่ผมก็ไม่หยุด หาสาเหตุและแก้ไข ข้อดีอย่างหนึ่งคือผมชอบเรื่องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และถึงเรามาอยู่ต่างจังหวัด แต่ก็ไม่ทิ้งเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสาร ผมก็เสิร์ชหาข้อมูลผ่านกูเกิลทุกครั้งที่มีปัญหา เรียนรู้ด้วยตนเอง ในที่สุดก็ทำนาได้ผล แม้ไม่ถึงกับกำไรอะไร แต่ก็มีกินได้ไม่ต้องซื้อใคร ที่สำคัญคือมีกำลังใจอยากทำอย่างอื่นต่อไป”

หลังจากนั้นเขาก็มีโปรเจกต์ใหม่ “เพาะฟาร์มเห็ดขาย” ซึ่งก็เหมือนเดิม พระเอกของเราเริ่มต้นจากศูนย์อีกครั้ง เที่ยวเสาะแสวงหาข้อมูลลองผิดลองถูก และเริ่มทำด้วยตัวเอง คราวนี้ดูเหมือนเขาคิดการใหญ่มากขึ้น แผนของเขาคือการเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ให้กับตลาดเห็ดในภาคกลาง ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงและตลาดใหญ่มักบีบราคาที่ไม่คุ้มต่อต้นทุนทั้งการผลิตและขนส่ง ทำให้เขาต้องเปลี่ยนกลยุทธ์จากแมสเป็นพรีเมียม ย่อส่วนจากใหญ่เป็นเล็กลงแต่ควบคุมโปรดักชั่นให้ดียิ่งขึ้นเพื่อแข่งขันได้

“การเรียนรู้และปรับตัวเป็นคีย์ซักเซสของผม แต่ก่อนผมเป็นคนชอบคิดชอบทำอะไรใหญ่ๆ บางครั้งสิ่งที่เราตั้งใจก็ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป เมื่อเราต้องการอยู่รอดก็จำเป็นที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ อย่างของผมพอทำเรื่องใหญ่ก็มักจะมีปัญหาทุกที (หัวเราะ) ช่วงหลังผมคิดใหม่ ทำช่องทางให้พอดีกับตัวซึ่งก็อยู่รอดและมีความสุขได้ ไม่เครียด ค่อยๆ คิดค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ”

หลังจากที่ธุรกิจฟาร์มเห็ดเริ่มอยู่ตัว เขาก็เริ่มมองหาความท้าทายอื่นๆ ด้วยทำเลที่ตั้งที่สวยงามเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำบ้านพัก หรือโฮมสเตย์ คราวนี้จึงได้โอกาสงัดความรู้ด้านวิศวะมาใช้อีกครั้ง ด้วยการออกแบบสไตล์รีสอร์ต มีความเป็น Loft เข้ากับบรรยากาศธรรมชาติ

“ผมทำแบบพอเพียงกับกำลังทุนของตัวเอง ถามว่าทำเพื่ออะไร จริงๆ ผมไม่คิดว่าตัวเองจะร่ำรวยจากการมาอยู่ใช้ชีวิตที่นี่อยู่แล้ว ผมใช้ชีวิตที่นี่มานานก็อยากจะให้คนอื่นได้มาเห็นมาสัมผัสบรรยากาศดีๆ บ้าง ก็เลยลองทำโฮมสเตย์ดู ซึ่งผมก็รู้จักกับกลุ่มก๊วนออกทริปมอเตอร์ไซค์ พวกเขาก็ชอบมาพักผ่อน และที่นี่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์เพราะยังสด ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก ก็เลยเป็นจุดขายเฉพาะกลุ่ม นักท่องเที่ยวที่ชอบความสันโดษ เงียบๆ ก็จะมาที่นี่กันเยอะ และก็มีครัวเล็กๆ รองรับแขก ซึ่งผมชอบทำกาแฟก็อาสาเป็น Barista ด้วยตนเอง (ยิ้ม)”

Work Smart,Gain More

สิ่งที่พี่อู้ ธนากิจบอกกับเรา แม้จะไม่ได้ถ่ายทอดเป็นคำพูด แต่เราก็เห็นได้ด้วยผลงานที่เขาทำ ความฝันที่เขารังสรรค์ขึ้นจะเป็นจริงไม่ได้ถ้าเขาไม่ได้ลงมือทำ เราใช้เวลาเดินพูดคุยสบายๆ กับเขา แม้ว่าจะดูเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน แต่เขาก็ไม่ปริปากเอ่ยคำล้าออกมา ตรงกันข้ามเขาดูมีความสุขและยิ้มชี้ดูสิ่งต่างๆ ที่เขาทำ ชี้ดูเห็ดที่ค่อยๆ ผลิบานด้วยความภาคภูมิใจ

ใช้ชีวิตคนเดียวมาโดยตลอด เหงาบ้างหรือไม่ เขาตอบว่าไม่ พร้อมชี้ให้ดูเพื่อนของเขา…รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ สีเทาหน้าตาดุดันจอดอยู่ ด้วยรูปร่างที่ใหญ่โตกว่ารถกระบะทั่วไป ดูคล้ายม้าศึกที่กำลังหมอบรอนายบัญชาการ บนรถมีลูกน้องกำลังลำเลียงบรรทุกเห็ดเต็มคันรถ

“เหงาได้อย่างไร นี่ไงเพื่อนผม เพราะเราลุยด้วยกันมาตลอด นี่ก็เตรียมจะลุยกันอีกรอบ” เขายิ้มพร้อมเข้าไปคุมงานสั่งลูกน้องใกล้ชิดขึ้น ด้วยรูปแบบการทำงานจึงทำให้เขาเป็นคนสนใจรถเป็นพิเศษ เราจึงคุยกับเขาเรื่องรถคู่ใจมากขึ้น

“ผมอยู่ที่นี่มาเกือบ 20 ปี รถกับผมนี่เป็นเหมือนกับเพื่อนซี้ ด้วยรูปแบบทั้งชีวิตและงานของผมมันต้องลุยตลอด ที่ผ่านมาผมใช้มาหลายรุ่นมาก พอมาเจอฟอร์ด เรนเจอร์นี่บอกเลยว่า โดนใจจริงๆ เจอห้วยเจอน้ำก็ไม่กลัว ลุยน้ำลึกได้ 80 เซนติเมตร ทุกวันต้องบรรทุกของหนักๆ เต็มคันรถ ฟอร์ด เรนเจอร์นี่บรรทุก 1 ตันก็เอาอยู่แบบสบายๆ กลายเป็นเพื่อนใหม่ที่ผมไว้ใจไม่งอแงและพร้อมจะลุยกับผมที่สุด”

Work Smart, Gain More ไม่ใช่แค่แกร่งอย่างเดียว ต้องฉลาดด้วย เขาบอกว่ารถของเขาไม่ใช่แค่พาหนะ แต่เป็นพาร์ตเนอร์ธุรกิจที่สำคัญทีเดียว ทั้งการประหยัดน้ำมันที่เป็นพื้นฐานแรกเรื่องโลจิสติกส์ที่เขายืนยันตั้งแต่ลองใช้กระบะมานี่คือที่สุดแล้ว และเรื่องระบบด้านความปลอดภัย ซึ่งด้วยความแข็งแกร่งที่เหนือกว่า ไม่ว่าจะขึ้นเขาหรือลงห้วยก็ไม่มีปัญหาสำหรับฟอร์ด เรนเจอร์

ฟอร์ด เรนเจอร์ ชนะทุกอุปสรรค

“ผมยกตัวอย่างว่ารถคันนี้มีระบบช่วงล่างและการทรงตัวที่ดี รวมทั้งระบบควบคุมเรื่องความปลอดภัย ฟอร์ดมีระบบล็อกเฟืองท้าย (Limited Slip) สำหรับป้องกันล้อหมุนฟรี ซึ่งจำเป็นมากๆ เวลาขึ้นเขาหรือลงเขา อีกทั้งระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพถนนและเส้นทางออฟโรด ไม่ว่าจะเจอทางแบบไหน ลื่นหรือลาดชันแค่ไหน ผมก็ลุยต่อได้”

“ผมมองว่ารถที่ดีแค่แข็งแกร่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องฉลาดด้วย ต้องมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบสนองเราได้ ซึ่งผมชอบอีกอย่างคือระบบอัตโนมัติต่างๆ เช่น ไฟหน้าอัตโนมัติในยามกลางคืน หรือระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติตอนฝนตก คือมันเป็นรายละเอียดเล็กน้อยๆ ที่ทำให้เราสะดวกขึ้น มีความสุขเหมือนอยู่กับเพื่อนที่รู้ใจ รวมๆ แล้วประทับใจมากๆ ถ้าใครถามผม ผมก็จะแนะนำรถฟอร์ดให้ใช้ จากประสบการณ์จริงเราประทับใจ”

“ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจ ผมเป็นนักผจญภัยมากกว่า ผมมีความสุขเสมอที่ได้ก้าวข้ามชนะทุกอุปสรรค และฟอร์ด เรนเจอร์ก็ช่วยให้ผมก้าวข้ามไปได้ง่ายขึ้น เราจึงเป็นคู่หูกันได้”

ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม ที่พักที่แสนสบายกับเมนูเห็ดหลากหลายที่สดอร่อย นับเป็นอีกทริปที่พิเศษสำหรับ Marketeer พี่อู้
ของเราอาสาพาเราไปเที่ยวจังหวัดน่าน ที่สำคัญให้เราได้ลองสัมผัสสมรรถนะการลงเขาของฟอร์ด เรนเจอร์ พร้อมกับลีลาการเข้าโค้งลาดชัน เห็นเจ้าตัวขับอย่างสนุกสนานระหว่างที่พาเราเที่ยวชมจังหวัดน่าน ไม่แปลกเลยว่าทำไมเขาจึงมีความสุขอยู่ที่นี่และตั้งใจอยู่ที่นี่ไปตลอด

นี่สิถึงเรียกว่า  Work Smart, Gain More ฟอร์ด เรนเจอร์ ชนะทุกอุปสรรค

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 16 กรกฎาคม 2556, 10:25 น.
 

Success Story : เจาะทริคธุรกิจเครื่องมืออุตสาหกรรม ฉบับ ‘ซี.อาร์. กรุ๊ป’ กรกฎาคม 12, 2013

http://www.thairath.co.th/content/eco/356389

  • 11 กรกฎาคม 2556, 09:00 น.

Pic_356389

…ปั๊มน้ำและเครื่องยนต์ที่เน้นใช้กับเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม เรารู้ว่ามี เคยเห็นร้านจำหน่าย แต่เชื่อว่าหลายคนคงไม่รู้ว่า การทำธุรกิจประเภทนี้ให้ก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าวงการนั้นไม่ง่าย แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้…Success Story วันนี้มีคำตอบ

C.R.Group ผู้นำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องมืออุตสาหกรรมและครัวเรือนรายใหญ่ของเมืองไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 36 ปีที่แล้ว โดย นายเชาว์ลิต กิจพลากร

อิงกมล กิจพลากร ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซี.อาร์. กรุ๊ป ทายาทรุ่น 2 เธอเพิ่งเข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัวเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว เธอเผยกับไทยรัฐออนไลน์ว่า

ย้อนไปเมื่อประมาณ 36 ปีที่แล้ว ธุรกิจนี้เริ่มจากคุณพ่อ (เชาว์ลิต กิจพลากร) เป็นผู้บุกเบิกโดยเริ่มจากใช้ตึกอาคารพาณิชย์ ย่านพระราม 9 เปิดเป็นหน้าร้านขายสินค้าประเภทเครื่องมือการเกษตร ปั๊มน้ำ เครื่องยนต์ แต่ด้วยความที่ท่านเป็นคนไม่อยู่นิ่ง ประกอบกับว่าท่านเป็นคนที่อยากรู้เรื่องอะไรก็ตามท่านต้องรู้ให้จริง อีกทั้งท่านยังชอบที่จะเป็นผู้ริเริ่มสิ่งใหม่ๆ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ ดังนั้น ธุรกิจที่คุณพ่อเริ่มจากเล็กๆ เมื่อถูกพัฒนาต่อยอดอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลให้ธุรกิจของคุณพ่อเติบโตอย่างรวดเร็ว

“ยุคแรกเริ่ม ร้านเราใช้อาคารพาณิชย์ เปิดเป็นร้านจำหน่ายอุปกรณ์ทางการเกษตรเล็กๆ ที่ไม่มีแม้กระทั่งโกดังเก็บของ ทว่าในด้านยอดขาย กลับตรงกันข้าม คุณพ่อสามารถสร้างฐานลูกค้าได้อย่างอย่างกว้างขวาง กระจายอยู่ทั่วประเทศ” ทายาทรุ่น 2 กล่าว

สานต่อธุรกิจไม่ง่าย….แต่ทำได้เพราะเรียนรู้

อิงกมล เล่าต่อไปว่า ตั้งแต่สมัยเด็กลูกๆ มีหน้าที่เรียนอย่างเดียว พอเรียนจบก็ออกไปทำงานตามที่ต่างๆเพื่อหาประสบการณ์ กระทั่งถึงเวลาหนึ่ง เมื่อต้องกลับมารับช่วงต่อจากคุณพ่อ ทำให้เธอต้องกลับมาศึกษาระบบการทำงานในบริษัทใหม่อย่างละเอียดอีกครั้ง

“แม้จะเป็นธุรกิจของครอบครัว แต่พอต้องเข้ามาทำงานจริงๆ ก็ต้องมาเริ่มศึกษาระบบต่างๆ ของธุรกิจใหม่ทั้งหมด เนื่องจากว่าเราไม่ได้เตรียมตัว หรือศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้าง การทำธุรกิจมาก่อน ซึ่งจริงๆ คุณพ่อก็มีการวางแผนว่าจะมอบหมายให้ลูกๆ เมื่อเข้ามาบริหารงานอยู่บ้าง แต่การวางแผนกับการทำงานจริงมันอาจจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่วางแผนไว้ 100%”

ปัจจุบัน อิงกมล ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างประเทศ รวมทั้งมีส่วนช่วยในด้านการคัดเลือกสินค้า ลงพื้นที่สำรวจตลาดอีกด้วย

โดยสินค้าหลักของบริษัทฯ ประกอบด้วย เครื่องปั๊มน้ำสำหรับใช้ในภาคเกษตร, เครื่องพ่นยา/ปุ๋ย, ปั๊มแบบจุ่ม หรือปั๊มไดโว่ที่อยู่ในน้ำ, เครื่องปั่นไฟ เป็นต้น โดยรวมมีมากกว่า 1,000 รายการ 100 ชนิด โดยแบ่งเป็นเครื่องมืออุปกรณ์เกษตร เครื่องมืออุตสาหกรรม และครัวเรือน

 

หัวใจตลาด คือการสื่อสารอย่างซื่อสัตย์
…จุดแข็งของ ซี.อาร์.กรุ๊ป คือการสื่อสารกับลูกค้าแบบตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ จริงใจกับลูกค้า …

“สินค้า ในตลาดอาจมีให้เลือกหลากหลาย คนซื้ออาจจะเลือกจากราคาที่บางคนจะเน้นถูกไว้ก่อน ขณะที่ในมุมของคนขายอย่างเรา ในการทำธุรกิจ ก่อนอื่นต้องถามตัวเองก่อนว่า ถ้าเป็นเราๆ อยากได้ของแบบไหน และคุณภาพกับราคาต้องไปกันได้ และในฐานะที่เราเป็นคนขาย จึงรู้อยู่แล้วว่าสินค้าแต่ละตัวมีคุณสมบัติอย่างไร ฉะนั้นสินค้าดีหรือไม่ดีเราจะบอกกับลูกค้าตรงๆ”

ขณะที่ การคัดเลือกสินค้าเข้ามาแต่ละชนิด อันดับแรกต้องคำนึงถึงความพอใจลูกค้า ว่าเขาต้องการอะไร แบบไหน นอกจากนี้ในเรื่องของบริการก็ต้องให้ความสำคัญ ทั้งด้านการบริการก่อนและหลังการขายอีกด้วย

 

โชคดีที่คู่แข่ง กับมิตรเป็นคนๆ เดียวกัน
ในภาวะที่หลายธุรกิจต้องฟาดฟันในตลาดอย่างดุเดือดเพื่อชิงความได้เปรียบ หรือตัวเลขยอดขายกำไร ทว่าในวงการอุปกรณ์อุตสาหกรรมในมุมของ ทายาท ซี.อาร์. กรุ๊ป เธอกล่าวว่า

“การแข่งขันในตลาดของวงการนี้จะแตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ ตรงที่คู่แข่งคือมิตรร่วมค้า ซึ่งคู่แข่งเราบางรายเขาก็เป็นลูกค้าที่มาซื้อสินค้าจากเราไปด้วยเช่นกัน โดยรวมๆ แล้วเรียกว่าเป็นพันธมิตรธุรกิจกันน่าจะเหมาะสมกว่า เพราะการแข่งขันไม่มีการฟาดฟันดุเดือด ทว่าเป็นไปในรูปลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย เช่น การเปิดข้อมูลสินค้าให้รับรู้ระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายบริษัท ที่พยายามหลีกเลี่ยงการแข่งขันแบบฟาดฟันกันเอง เป็นต้นว่าตั้งราคาขายตัดกันเอง อย่างนี้เป็นต้น

 

แก้ปัญหา…ด้วยการให้เวลา

ใครบ้างทำธุรกิจแล้วไม่มีอุปสรรค “ปัญหาอุปสรรคมีเข้ามาบ้าง อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ ทั่วโลกต้องเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจที่เป็นช่วงขาลง จุดนี้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโดยตรง ทำให้ยอดจำหน่ายสินค้าชะลอตัวลง แต่การชะลอตัวดังกล่าวก็ยังไม่ถึงขั้นส่งผลให้บริษัทขาดทุนจนอยู่ไม่ได้ เพราะผลกระทบนี้อาจทำให้ยอดจำหน่ายนิ่งอยู่กับที่ แต่ขึ้นชื่อว่าทำธุรกิจ คำว่า ‘นิ่ง’ มีความหมายเดียวกันกับคำว่า ‘ถอย’ บริษัทตกอยู่ในสภาวะยอดขายนิ่งอยู่กับที่นานเกือบปี แต่ด้วยความที่บริษัทฯ มีฐานการเติบโตที่อย่างค่อยเป็นค่อยไปจนมีรากฐานที่มั่นคง ฉะนั้น ในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา ยอดจำหน่ายไม่เคลื่อนไหว จึงไม่ส่งผลกระทบอะไรมากนัก”

ขณะเดียวกัน ในภาวะที่ยอดขายอยู่ในอาการสงบ ในระหว่างนี้ บริษัทฯ จึงใช้โอกาสนี้ลุกขึ้นมาทำแบรนด์ ทำแพ็กเกจจิ้งขึ้นใหม่อย่างจริงจัง เพื่อให้สินค้าดูน่าใช้ยิ่งขึ้น เพราะคิดว่า ปัจจุบันสินค้าคุณภาพดีอย่างเดียวไม่พอ แพ็กเกจจิ้งต้องดีด้วย

 

หมุดหมายในใจการทำธุรกิจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข

แนวทางการทำธุรกิจของ อิงกมล เธอบอกว่าแนวทางส่วนตัวเธอจะยึดหลักภายในสู่ภายนอก นั่นหมายความว่า ถ้าอยากให้ข้างนอกเป็นอย่างไร ก็ต้องเริ่มจากภายในก่อน เป็นต้นว่าต้องพัฒนา/ปรับปรุง จุดไหนอย่างไรบ้าง อีกทั้ง ธุรกิจต้องมีการพัฒนา และเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

“เป้าหมายการทำธุรกิจ เราไม่เคยกำหนดที่ตัวเลขต้องได้เท่านั้นเท่านี้ เพราะความสำเร็จในความรู้สึกไม่ได้ขึ้นอยู่กับมูลค่ากำไรที่ได้ แต่ความสำเร็จคือความพึงพอใจจากลูกค้ามากกว่า”

 

สยายปีก เปิดโรงงานประกอบชิ้นส่วนตามโปรเจกต์

ปัจจุบัน ซี.อาร์. กรุ๊ป มีสำนักงานใหญ่ พร้อมโรงงานสำหรับประกอบตามโปรเจกต์ขึ้นที่ อ.ศาลายา จ.นครปฐม

“ที่โรงงานนี้จะไม่ใช่โรงงานผลิต แต่จะเน้นรับประกอบตามโปรเจกต์เท่านั้น โดยจะนำชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆ ที่ทางบริษัทฯเป็นผู้นำเข้า เอามาประกอบเป็นสินค้าใหม่ขึ้นมาอีกที เช่น รถแทรกเตอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบเครื่องยนต์ ซึ่งพวกนี้ทางโรงงานจะประกอบขึ้นตามออเดอร์เท่านั้น จึงจะไม่มีขายที่หน้าร้าน”

ข้อมูลธุรกิจ

C.R.Group ผู้นำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องมืออุตสาหกรรมและครัวเรือนรายใหญ่ของเมืองไทย มีดีลเลอร์มากกว่า 1,000 ราย

แบรนด์หลักๆ ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ (ปั๊มน้ำ) CARARI, PENTAX, HCP, KIKAWA เครื่องปั่นไฟ SINCRO, DAISHIN มอเตอร์ LAFERT, AEG, FIRZT เครื่องพ่นยา DAIMOND, APACHE, KAIYO เป็นต้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 11 กรกฎาคม 2556, 09:00 น.
 

เรื่องเล่าความสำเร็จ : ‘เซ็ปเป้’ความสำเร็จ จากคนไม่หยุดคิด มิถุนายน 3, 2013

http://www.thairath.co.th/content/eco/348009

30 พฤษภาคม 2556, 12:30 น.
Pic_348009

….”ถ้ามีอะไรสักอย่างที่กินแล้วดูดีก็คงจะขายดี”….จากความคิดนี้ ตีตลาดเครื่องดื่มสุขภาพกระเจิดกระเจิง ด้วยตัวเลขทางสถิติล่าสุด เพียง 1 นาที มียอดขาย 99 ขวด นั่นหมายความว่า 1 ปี มียอดขายแล้วกว่า 52 ล้านขวด….เขาทำได้อย่างไร เรื่องเล่าความสำเร็จวันนี้มีคำตอบ….

จุดเริ่มเครื่องดื่มสุขภาพ

นายอดิศักดิ์ รักอริยะพงศ์ (ก้อง) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทรัพย์อนันต์ เยนเนอรัลฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแนวใหม่ เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์ เล่าว่า บริษัททรัพย์อนันต์ คือธุรกิจเดิมของครอบครัว ที่บุกเบิกมาสมัยคุณพ่อ-คุณแม่ (คุณอนันต์-คุณสมนึก รักอริยะพงศ์) เป็นธุรกิจทำขนม จำพวกครองแครง คุกกี้ ส่งขายตามร้านโชห่วยทั่วประเทศ

ทำขนมขายอยู่ดีๆ ทำไมกลายเป็นเครื่องดื่มไปได้….CEO หนุ่มเล่าว่า “ด้วยความที่ทางบ้านทำธุรกิจขายขนมส่งร้านโชห่วย วันหนึ่งคุณพ่อผมท่านได้ไปคุยกับเซลส์ขายน้ำผลไม้ ท่านจึงเกิดไอเดียอยากจะทำน้ำผลไม้บรรจุขวดขึ้นมาบ้าง….นั่นคือจุดเปลี่ยนของทรัพย์อนันต์ครั้งสำคัญ

พ่อคิด-ลูกเพิ่ม

“ขณะที่คุณพ่อกำลังเริ่มทำธุรกิจน้ำผลไม้ จังหวะเดียวกันนี้เองที่ผมเรียนจบจากญี่ปุ่น และเพิ่งกลับมาเมืองไทยได้ไม่นาน พ่อผมท่านก็บอกว่า ตอนนี้ท่านกำลังมีโปรเจกต์นี้นะ ในใจผมคิดว่า…ถ้าเป็นน้ำผลไม้ธรรมดา มันต้องไปสู้กับเจ้าอื่นในตลาด แล้วเราเป็นแค่เจ้าเล็กๆ หน้าใหม่อีกต่างหาก จะไปสู้กับยักษ์ใหญ่ในตลาดก็คงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเพื่อจะฉีกออกมาเราก็ต้องมีความแตกต่าง แล้วเผอิญผมเคยไปสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องวุ้นมะพร้าวมาก่อนหน้า มันก็เลยได้ไอเดียตอนนั้นว่า ถ้าจะขายน้ำผลไม้เราต้องแตกต่างด้วยการนำวุ้นมะพร้าวเข้ามาเป็นส่วนผสมอยู่ในน้ำผลไม้ด้วย จากนั้นพอได้ไอเดียผมก็ลองทำออกมาชิมกันดูก่อน ปรากฏว่า เฮ้ย! อร่อยนะ เราก็เลยเริ่มจากตรงนั้น ..”

แจ้งเกิดโมกุ โมกุ

ตอนขายครั้งแรกหน้าตาของน้ำผลไม้ช่วงทดลองเพียงแค่บรรจุขวดธรรมดา ไม่มียี่ห้อ ไม่มีอะไรน่าสนใจด้วยรูปลักษณ์ ทว่าขายดี…..หลังจากนั้นไม่นาน ผู้บริหารหนุ่ม จึงคิดว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ น้ำผลไม้นี้ควรที่จะมียี่ห้อ มีชื่อ มีฉลากที่ดูสวยงามกว่านี้ ดังนั้นน้ำผลไม้ดังกล่าวจึงได้ชื่อเป็นทางการว่า โมกุ โมกุ นับแต่นั้นเป็นต้นมา…

….โมกุ โมกุ ถูกกระจายออกไปพร้อมกับขนมที่ทำอยู่เดิม ปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก การันตีได้จาก วันหนึ่งพบว่ามีน้ำผลไม้ผสมวุ้นมะพร้าวเช่นเดียวกันกับโมกุ โมกุ ผุดขึ้นมาวางจำหน่ายกลายเป็นคู่แข่งกันในตลาดในเวลาต่อมา

ภูมิใจในสิ่งที่ถูกมากกว่ายอดขาย

…กระทบไหม “ยอมรับว่ากระทบพอสมควร ถึงขนาดที่ช่วงหนึ่ง โมกุ โมกุ ต้องหยุดชั่วคราว โดยเหตุผลของการหยุดนั้นเพื่อที่เราจะทบทวน และหาจุดขายใหม่ๆ ที่แตกต่างออกไป ในที่สุดพอมาวางตลาดใหม่ คราวนี้เราปรับตัวเองด้วยการเพิ่มคุณค่าที่แท้จริงลงไปในน้ำผลไม้  ส่วนประกอบแท้จริงใส่ได้กี่เปอร์เซ็นต์ คุณค่าที่เขาจะได้รับเท่าไหร่ แม้ว่าการทำแบบนี้จะส่งผลให้โมกุ โมกุ มีต้นทุนที่สูงขึ้น จนต้องขยับราคาขายให้สูงกว่าแบรนด์อื่นเล็กน้อยก็ตาม แต่เราสบายใจที่จะทำให้ถูกต้อง และตรงไปตรงมา แม้ว่ายอดขายอาจไม่กระฉูดเท่าเดิมก็ตาม อย่างน้อยเราก็ภูมิใจว่าเราทำในสิ่งที่ถูกต้องไม่ได้เอาเปรียบผู้บริโภคแน่นอน”

เซ็ปเป้ บุกยุโรป

เครื่องดื่มเซ็ปเป้….เริ่มจากน้ำส้ม น้ำลิ้นจี่ น้ำสตรอเบอรี่ ฯลฯ เพิ่มรสชาติออกมาเรื่อยๆ กระทั่งเวลาต่อมาจึงได้แตกไลน์เป็น น้ำว่านหางจระเข้ ทว่าสินค้าตัวนี้ในเมืองไทยผลตอบรับไม่ดีนัก แต่ในร้ายยังมีดี เมื่อสินค้าดันไปเข้าตาชาวต่างชาติอย่างจังจนสามารถส่งออกต่างประเทศ กระทั่งกลายเป็นรายได้หลักของบริษัท และปัจจุบันมีโรงงานผลิตสินค้าตัวนี้อยู่ที่ยุโรป ประเทศสโลวาเกีย อย่างเป็นทางการ

“จากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ธุรกิจส่งออกหลายรายชะลอตัว แต่วิกฤติไม่ได้หมายความว่าจะขายอะไรไม่ได้เลย ในขณะที่คนหนึ่งวิกฤติ อาจเป็นช่องทางให้อีกคนหนึ่งก็ได้ คนเราทุกคนมีช่องเสมอ อย่างผมๆ คิดว่า ถ้าสินค้าเราดีจริง ก็น่าจะมีคนซื้ออยู่แล้ว ส่วนการไปเปิดตลาดยุโรปทำมาประมาณปีกว่าถือว่าผลตอบรับดี แม้จะไม่เปรี้ยงปร้าง ทว่าก็อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจแล้วสำหรับการได้เริ่มต้นทำธุรกิจ อีกทั้งการไปมีฐานผลิตที่นั่น จะทำให้สินค้าเรามีความสดใหม่กว่าการผลิตในประเทศ แล้วต้องเสียเวลาตั้งแต่ออเดอร์ ผลิต ขนส่ง ซึ่งกินเวลามากพอสมควร เพราะผมเชื่อว่า ของกินมันต้องสดใหม่ ทั้งรสชาติ สารอาหารยังได้ครบถ้วนสมบูรณ์กว่าของเก่าอยู่แล้ว”

เลือก “ทำ” ในสิ่งที่ไม่มีใครทำ!

…หลังเซ็ปเป้ ปล่อยน้ำผลไม้ผสมวุ้นมะพร้าว และน้ำว่านหางจระเข้ ลำดับต่อมา เซ็ปเป้ได้เปิดตัว เครื่องดื่มบิวติ ดริ้งค์ ตัวนี้เองที่กลายเป็นสินค้าขายดี จนเริ่มมีคนรู้จักเซ็ปเป้มาจนถึงทุกวันนี้

“ภาพรวมเราเน้นสินค้าเพื่อสุขภาพ ภายใต้แนวคิดที่ว่า เราต้องการเป็นตัวเลือกใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค คือ เราชอบที่จะเป็นคนที่ทำอะไรที่ไม่มีใครทำกัน หรือยังไม่ได้ทำ เพื่อจะเป็นตัวเลือกใหม่ๆ มาตอบโจทย์ผู้บริโภค อย่างเช่นตัวบิวติดริ้งค์ตัวนี้ ที่มีแรงบันดาลใจจากความคิดว่า เราจะทำอะไรที่มันดื่มแล้วเห็นผลดี คือ ถ้ามีอะไรที่กินแล้วสวย กินแล้วผอม หรือว่ากินแล้วขาว พวกนี้มันน่าจะโดนใจตลาดมากที่สุด ผมก็เลยโยนโจทย์นี้ให้กับฝ่ายพัฒนาสินค้าบริษัทไปหามาว่ามีอะไรบ้างไหมที่จะสามารถตอบโจทย์พวกนี้ได้ ซึ่งทางฝ่ายวิจัยก็บอกว่า ควรใส่คอลลาเจน เพราะจะได้คุณค่าเกี่ยวกับผิวพรรณ ส่วนไฟเบอร์ก็จะช่วยเรื่องของระบบขับถ่าย บวกกับแอลคาร์นิทีนที่ช่วยเผาผลาญไขมัน หรือใส่กลูต้าไธโอนช่วยปรับเม็ดสีของผิว ป้องกันยูวี เราจึงคิดต่อยอดจุดนี้ออกมา เป็นบิวติดริ้งค์…ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่มีใครคิดทำเครื่องดื่มที่ผสมคอลลาเจน ไฟเบอร์ ฯลฯ แต่พอเราทำออกมา มันก็เริ่มเป็นกระแสเครื่องดื่มประเภทเดียวกันออกมามีมากขึ้น”

เทคนิคการตลาดสไตล์เซ็ปเป้

“ผมคงบอกสูตรสำเร็จในการทำการตลาดที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาอาจเป็นเพราะผมฟลุกก็ได้ เพราะการตลาดผมว่ามันไม่มีสูตรสำเร็จ ถ้าสินค้าคิดออกมาแล้วตรงใจผู้บริโภคผมว่า แบบนี้มีสิทธิ์เกิด สินค้าสร้างมูลค่า คุณค่าให้ผู้บริโภคได้มีสิทธิ์เกิด ถ้าสินค้ามีนวัตกรรมแต่ไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภค สินค้านั้นก็ไม่มีความหมาย มันเป็นแค่อะไรที่ใหม่แต่ไม่มีประโยชน์ คือ เราต้องเอานวัตกรรมรวมกับประโยชน์มาเป็นที่ตั้ง จากนั้น ขึ้นอยู่กับการส่งสารถึงผู้บริโภคถ้าตลาดรับรู้ได้ สินค้าตัวนั้นก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้”

“ตลอด 10 ปี ผมเริ่มต้นจากการเป็นนักขาย พอมาถึงตอนนี้ผมเข้าสู่ยุคการสร้างแบรนด์ สมัยก่อนผมไม่สนใจชื่อแบร์นด์สักเท่าไหร่ อย่างชื่อยี่ห้อเซ็ปเป้ ยุคแรกๆ ทำออกมาตัวเล็กมาก เอาเป็นว่าคนที่เคยกินยี่ห้อนี้เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่เขากินไปน่ะยี่ห้ออะไร คือพอผมบอกใครว่า ผมทำยี่ห้อเซ็ปเป้บิวติดริ้งค์ ปรากฏว่าไม่มีใครรู้จัก ทั้งที่ขายดีมาก แต่พอบอกว่าขวดสามเหลี่ยม มีรูปดอกไม้ เขาถึงนึกออกว่า เขากินเครื่องดื่มนี้ประจำ คือ คนกินเยอะ ทว่าไม่มีใครจดจำชื่อแบรนด์ได้ เพราะก่อนหน้านี้เราไม่ได้เน้นเรื่องแบรนดิ้ง เราเน้นขายอย่างเดียว ปัจจุบันเราเริ่มที่จะมุ่งเน้นการสร้างชื่อแบรนด์เพื่อให้คนรู้จักมากขึ้น ด้วยการโปรโมตแบรนด์เซ็ปเป้มากขึ้น เพื่อให้คนเห็นโลโก้เราปุ๊บ เขารู้จักทันที เฉกเช่นกับแบรนด์ใหญ่ๆ ระดับโลกอย่างไนกี้ที่ใครเห็นโลโก้ เขาสามารถรับรู้ได้ทันทีว่านี้คือแบรนด์อะไร และนี่คือความฝันของนักการตลาด”


คีย์ซัคเซสของเซ็ปเป้

“อยู่ที่การไม่หยุดคิด การได้พัฒนาอะไรใหม่ๆ ได้พัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ ทำให้ผู้บริโภคมีชีวิตที่ดีขึ้น คิดถึงลูกค้าเป็นที่ตั้งมากกว่ากำไร แม้ว่ากำไรจะเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อน แต่ไม่ใช่สิ่งสำคัญอันดับแรก เพราะอันดับแรก คือประโยชน์ของผู้บริโภค ขณะเดียวกันตัวสินค้าก็ต้องตอบโจทย์ด้วย หรือหากในแง่ของการบริหาร ก็ต้องทำให้พนักงานเราทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แล้วสิ่งเหล่านี้เมื่อโยงกันกันมันจะเชื่อมเราไปสู่ความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน”

ปัจจุบัน สินค้าบริษัทฯ มีอยู่  6 แบรนด์ ได้แก่  เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์, เซ็ปเป้ สมา-ที ดริ้งค์, เซ็ปเป้ ฟอร์วันเดย์, โมกุ โมกุ, เซนต์แอนนา และเพรียว (คอฟฟี่,คลอโรฟิลล์) โดยส่งออกแล้วประมาณ 50 ประเทศ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 30 พฤษภาคม 2556, 12:30 น.
 

เราดูแลลูกค้าทุกคนเหมือนญาติมิตร…สิ่งที่ ‘หอแว่น’ ยึดมั่นตลอดมาและจะตลอดไป!! พฤษภาคม 7, 2013

http://www.thairath.co.th/content/eco/338340

2 พฤษภาคม 2556, 08:00 น.
Pic_338340

สายตาเป็นสิ่งที่สำคัญกับทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจนขนาดไหน บางคนบอกสายตาคือหน้าต่างของหัวใจ ดังนั้น ดวงตาคือสิ่งที่ทุกคนต้องรักษาให้ดีที่สุด พูดถึงเรื่องดวงตาขนาดนี้ คงไม่ต้องบอกว่า วันนี้ Success Story จะพาไปรู้จักกับร้านแว่นตาของคนไทยที่ประสบความสำเร็จไปไกล ถือเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย ร้านที่เรากำลังพูดถึงคือ “หอแว่น” หรือ “Better Vision” วันนี้เป็นโอกาสดีที่ ไทยรัฐออนไลน์ได้พูดคุยกับ “ภาคี ประจักษ์ธรรม” กรรมการผู้จัดการ บริษัท หอแว่นกรุ๊ป จำกัด

จุดเริ่มต้นของ หอแว่น

หอแว่น เริ่มต้นจากคุณพ่อและคุณลุงเป็นผู้ก่อตั้ง โดยร้านแรกอยู่ถนนเจริญกรุง เพราะสมัยก่อนแหล่งท่องเที่ยวที่ใช้จับจ่ายใช้สอยจะอยู่ที่เวิ้งนครเขษมและวังบูรพา ช่วงประมาณปี 2500 ร้านที่ 2 เราเปิดที่ย่านวังบูรพา และร้านที่ 3 เราเริ่มมาเปิดที่ศูนย์การค้าเพลินจิต ซึ่งเป็นศูนย์การค้าแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งผมมาบริหารต่อช่วงปี 1991 โดยขณะนั้น หอแว่นมีอยู่ประมาณ 10 แห่ง และยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงงานผลิตเลนส์ รวมถึงธุรกิจค้าส่งด้วย ร้านสมัยก่อนที่จะเข้าห้างสรรพสินค้า จึงจะต้องเป็นร้านห้องแถว โดยที่ข้างล่างเปิดเป็นหน้าร้าน ส่วนข้างบนทำเป็นออฟฟิศ ส่วนร้านที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าช่วงที่ผมเข้ามาทำก็จะเป็นร้านในสยามเซ็นเตอร์ ซึ่งร้านค้าในศูนย์การค้าสมัยนั้น ค่อนข้างประสบความสำเร็จ เพราะศูนย์การค้าถือเป็นตัวกรองกลุ่มคน ซึ่งเป็นกลุ่มพรีเมียร์ให้ในขั้นต้น ซึ่งหอแว่นสมัยแรกเราได้ลูกค้าต่างชาติที่เข้ามาทำงานในเมืองไทยเยอะมาก เพราะเรามีมาตรฐานการตรวจวัดสายตาในระดับเดียวกับร้านค้าในต่างประเทศ เพราะหอแว่นเป็นโรงงานผลิตเลนส์ ซึ่งเป็นธุรกิจค้าส่งจึงได้ไปร่วมงานต่างๆ เลยได้มีโอกาสเรียนรู้จากคู่ค้าต่างประเทศ

ที่มาของชื่อ หอแว่น และ Better Vision เริ่มต้นจากอะไร

คุณพ่อเป็นคนตั้ง ตั้งแต่ 48 ปีที่แล้ว ส่วนชื่อภาษาอังกฤษคุณพ่อก็มีความคิดที่ต่างจากคนอื่น เพราะไม่ใช้ชื่อหอแว่นที่เป็นภาษาอังกฤษ แต่ตั้งชื่อ Better Vision ซึ่งชื่อนี้มาจากสโลแกนกรอบแว่นตายี่ห้อหนึ่งคือ Better Vision For Better Living ซึ่งแปลง่ายๆว่าถ้าสายตาดีก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี


เคล็ดลับในการปั้นแบรนด์หอแว่น

ร้านแว่นตาเป็นเรื่องของสินค้าและบริการ บริการที่ผมพูดถึงคือ บริการตรวจวัดสายตาต้องประกอบกับเรื่องการเทียบแว่นตาให้ลูกค้าใช้บริการได้ดีพวกนี้เป็นความรู้ที่ใช้ศิลปะ และความชำนาญเป็นประสบการณ์ในการวัดสายตา ซึ่งหอแว่นมีเครื่องมือมากมายที่จะช่วยวัดสายตาให้ถูกต้องแต่การวัดสายตาได้และการให้ลูกค้าใส่สบาย ก็ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เรายังต้องปรับแว่นตาให้เหมาะกับพฤติกรรมของลูกค้า โดยเฉพาะขณะนี้เลนส์แว่นตามีความหลากหลายและพัฒนาให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละบุคลิกแต่ละแบบ โดยเราต้องเลือกให้ตรงกับวิถีชีวิตของลูกค้าแต่ละคน ซึ่งหากเราหาจุดนี้ได้จะทำให้ลูกค้าใช้งานได้สบายและชื่นชอบมากขึ้น ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักที่ทำให้หอแว่นอยู่มาถึง 48 ปี และลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำแล้วซ้ำอีก ส่วนการตั้งราคาเรามีมาตรฐานในการตั้งราคาสินค้า โดยคัดเลือกสินค้าที่ดีเหมาะกับราคา เราไม่ได้ทำให้สินค้าเราถูกที่สุด แต่ราคาเมื่อเทียบกับคุณภาพแล้วเหมาะสม

เมื่อวันที่หอแว่นโกอินเตอร์

หอแว่นเป็นบริษัทค้าปลีกแห่งแรกที่ไม่ใช่อาหารที่ได้ขยายสาขาไปต่างประเทศ โดยหอแว่นได้เข้าไป 2 ประเทศก่อน คือ สิงคโปร์และมาเลเซีย เพราะก่อนหน้านี้เ มื่อเกือบ 10 ปีไ ด้มีโอกาสไปเทคโอเวอร์เชนสโตร์ ซึ่งถือเป็นเชนสโตร์ที่มีการดำเนินการที่ดีและสามารถตอบปัญหาเรื่องกฎหมายต่างๆ ได้กระจ่างด้วย โดยหลังจากเข้าไปเทคโอเวอร์แล้ว เราก็เข้าไปดำเนินการมาแล้วประมาณ 7-8 ปี ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดี

การเตรียมรับเออีซีของหอแว่น

ผมเตรียมบ้างแล้ว เพราะผมมีร้านที่สิงคโปร์และมาเลเซีย ผมรู้อยู่แล้วว่าอะไรเป็นอะไร จริงๆ เออีซีเป็นเพียงความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น แต่ยังไม่เหมือนยุโรปสินค้าเข้าออกอาจจะไม่มีภาษี อันนี้เป็นส่วนหนึ่ง แต่ผมเป็นห่วงเรื่องคนมากกว่าเพราะคนไทย เพราะเท่าที่ผมสัมผัสคนในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เรามองว่าสติปัญาของคนไทยไม่ได้ด้อยกว่าประเทศใดๆ เลย เพียงแต่เราขาดโอกาสในการพูดภาษาอังกฤษ ดังนั้น เขาจะมีโอกาสในการพัฒนาตัวเองโอกาสในการติดต่อประเทศต่างๆ เพราะเขาเก่งภาษามากกว่าไทยเท่านั้น

ปัญหาและอุปสรรค

ปัญหาก็มาจากคุณภาพพนักงานเรามองว่าจะทำอย่างไรให้พนักงานมีคุณภาพในอย่างที่เราต้องการ เพราะเราเปิด 10 แห่ง 20 แห่งเรายังพอควบคุมคนได้ แต่ถ้าเราเปิด 40-50 แห่ง เราเริ่มควบคุมคนไม่ได้แล้ว เราเลยต้องกลับมาดูตัวเองว่าเราจะควบคุมอย่างไรซึ่งตอนนี้เราทำได้แล้ว เพราะเรามีการเทรนด์นิ่งพนังานเป็นของเราเอง ปัญหาที่ 2 คือ การควบคุม ซึ่งตอนนี้ผมก็แก้ปัญหาได้แล้ว และผมว่าธุรกิจค้าปลีก ไม่ว่าจะขายอะไร ก็ต้องเจอปัญหานี้หมด ปัญหาที่ 3 ที่เจอในปัจจุบัน คือ ค่าเช่าศูนย์การค้าที่ราคาสูงมาก  ค่าเช่าสูงผมเจอที่สิงคโปร์ค่าเช่าสูงมากสูงกว่าเมืองไทย แต่ก่อน 5 เท่าเดี๋ยวนี้เหลือ 4 เท่า มาเลเซียเมื่อก่อนสูงกว่าไทย แต่เดี๋ยวนี้เรียกว่าเท่ากันแล้ว ค่าเช่าอันนี้ผมพูดถึงศูนย์การค้าแบบเดียวกันเทียบกัน ซึ่งค่าเช่าก็ทำให้กระทบถึงโครงสร้างราคาสินค้าที่เราไม่อยากจะเปลี่ยน เพราะถ้าเปลี่ยนราคาจะกระทบถึงผู้บริโภค ส่วนค่าแรงของพนักงาน ผมว่าตรงนี้ไม่เป็นอุปสรรคเท่าไหร่นัก เพราะถือว่าเป็นไปตามเศรษฐกิจ

การบริหารคนขององค์กร

เราต้องไปศึกษาว่าเขาทำงานกันอย่างไร เราก็เอาระบบระเบียบอย่างสายการบังคับบัญชามาใช้ ซึ่งหอแว่นก้าวมาจากธุรกิจครอบครัวญาติพี่น้องเต็มไปหมด แล้วลูกน้องจะฟังใคร เราก็ต้องรวบสายบังคับบัญชามาคนที่อยู่ในตำแหน่งเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์สั่งได้ใครไม่ได้อยู่ในตำแหน่งก็สั่งไม่ได้ กว่าจะปรับเปลี่ยนได้ก็ใช้เวลานานเช่นกัน ส่วนระบบการพัฒนาบุคลากรก็เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าพัฒนาช้า รายได้ก็เติบโตช้า พนักงานก็จะไม่อยู่กับเรา เพราะทุกคนก็หวังว่าอยากทำงานทำเงินได้มากขึ้น เพราะเพื่อนๆ เขาไปกันแล้ว เรายังย่ำอยู่กับที่ เขาก็ไม่อยู่กับเรา ทุกอย่างเป็นการแข่งขันไปหมด ซึ่งพนักงานของหอแว่นประมาณ 40% ถือว่าเป็นพนักงานที่ทำงานกับเรามามากกว่า 10 ปี ซึ่งคนกลุ่มนี้ถือเป็นบุคลากรพื้นฐานของเรา เขารู้ว่าเราทำงานกันอย่างไร เวลาผมบริหารงานผมจะบริหารเหมือนเป็นครอบครัวใหญ่ ถ้านอกเหนือจากเรื่องงานเราเหมือนเป็นพี่น้องกัน ผมกันเองกับลูกน้องทุกคน แต่ถ้าเป็นเรื่องงาน คำสั่งคือคำสั่ง แต่คำสั่งของผมจะไปพร้อมกับวัตถุประสงค์ทั้งหมด ผมจะต้องบอกว่าเหตุผลที่เขาต้องทำอย่างนี้เป็นเพราะอะไร ทำแล้วจะได้ประโยชน์อะไรกลับมา เพราะฉะนั้นผมค่อนข้างจะโปร่งใสในการทำงาน

ภาพรวมตลาดแว่นตาเป็นอย่างไร 

สายตาเป็นไปกับวิถีชีวิต ถ้าผมมองที่สิงคโปร์คนที่ต้องการใช้แว่นตามีมากถึง 80% มาเลเซียมีมากถึง 50% ของผู้บริโภคทั้งหมด ถ้าประเทศไทยคนในเมืองอย่างกรุงเทพฯ คนที่ต้องการใช้แว่นตามีไม่ต่ำกว่า 50% เพราะวิถีชีวิตคนกรุงเทพฯ ต้องใช้คอมพิวเตอร์ อ่านหนังสือ และเล่นสมาร์ทโฟน ดังนั้น ก็ต้องการสายตาตลอดเวลา ซึ่งคนที่มีสายตาสั้นการชดเชยได้คือ การเพ่งทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนักขึ้น เพื่อที่จะทำให้เห็นชัดขึ้น การเพ่งก็ไม่ต่างจากเวลาเดินแล้วเหมือนคนแบกน้ำหนัก ถ้าไม่แบกก็จะสบายกว่าแบกแล้วจะเหนื่อยกว่า มาจนถึงจุดหนึ่งเราก็ต้องวางถ้าบางคนเกิดมามีสายตามัวๆ โลกนี้ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง ฉันก็ไม่รู้การที่มาใส่แว่นก็ทำให้รู้ว่า โลกนี้สดใสขนาดไหน ไม่ว่าคนจะปวดหัวเป็นไมเกร นหรืออะไรก็แล้วแต่ พอมาใส่แว่นแล้วหาย เขาก็จะเรียนรู้ว่าแว่นตาช่วยอะไรเขาบ้าง และตลาดแว่นตาก็โตทุกปี เพราะยังเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา การที่กำลังพัฒนาหมายความว่า คนที่เปลี่ยนวิถีชีวิตและอัตราคนเกิดใหม่ยังเยอะอยู่ เมื่อวิถีชีวิตเป็นอย่างนี้มันก็ต้องการใช้แว่นตา ผมคิดว่าโตปีละประมาณ 7-8% อย่างน้อย

การใส่คอนแท็กเลนส์กับแว่นตา สิ่งไหนมีข้อดีและข้อเสียมากกว่ากัน

แว่นตาเป็นสิ่งพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาสายตา ไม่มีอะไรใส่เข้าตาง่ายต่อการใช้งานและไม่มีปัญหา ยกเว้นคุณได้เลนส์มาผิดเบอร์ก็ถือว่าใช้การได้ไม่ดี ส่วนคอนแท็กเลนส์ปัจจุบันได้พัฒนามาจนกระทั่งดีมาก ถ้าเราใช้งานตามที่เขาแนะนำคือ ต้องล้างทุกวัน ถ้าเลนส์ที่ใช้ได้ 1 เดือน 1 เดือนก็ควรจะทิ้ง และใช้คอนแท็กเลนส์ที่ผ่าน อย.เท่านั้น อย่างน้อยก็ได้มาตรฐาน เพราะ อย.เป็นตัวแทนผู้บริโภค ที่จะไปตรวจเช็ก ตรวจสอบมาตรฐานของสินค้า ที่ผู้บริโภคต้องใช้เข้าไปอยู่ในร่างกายเรา ถ้าเป็นคอนแท็กเลนส์ในกลุ่มนี้ก็ถือว่าใช้งานได้ดี ยกเว้นการใช้งานผิดวิธีไม่ค่อยล้าง ล้างไม่สะอาดอุปกรณ์ที่ใส่สกปรก แต่การใช้คอนแท็กเลนส์ถ้าใช้ไปนานๆ และใช้มากกว่า 10 ปีขึ้นไป จะพบว่าตาเราล้า เพราะคอนแท็กเลนส์แตะอยู่ในลูกตา เพราะเขาใช้ทุกวันตื่นมาก็ใส่กลับบ้านก็ถอดถ้าใช้งานอย่างนั้นส่วนใหญ่มากกว่า 10 ปีจะเร่ิมล้า ล้าหมายความว่า พอใส่แล้วจะรู้สึกไม่สบายตาเหมือนเดิม ซึ่งเหมือนมีพลาสเตอร์ปิดแผลปิดบนเนื้อทุกวัน ก็จะทำให้เนื้อเปลื่อย แต่คอนแท็กเลนส์เขาพัฒนามาดีมาก จนกระทั่งต้องใช้เวลานานมากถึงจะเห็นผลว่ามันเกิดอะไรขึ้น ซึ่งหากถึงจุดนั้นเขาต้องกลับมาใช้แว่นตาเหมือนเดิม ซึ่งของหอแว่นที่มีประสบการณ์สูงจะรู้แต่ไม่กล้าบอกลูกค้าแต่จะแนะนำให้ลูกค้าไปพบหมอให้หมอเป็นคนพูดสุดท้ายก็ต้องกลับมาใช้แว่นตา เพื่อพักการใช้คอนแท็กเลนส์ช่วงหนึ่งเพื่อพักสายตาซึ่งสักพักอาจจะกลับมาใส่ได้อีก

ฝากถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์

หอแว่นทำธุรกิจมายาวนานเป็นบริษัทแว่นตาอันหนึ่งที่ยาวนานที่สุดในไทย เราอยู่มาได้เพราะเราดูแลลูกค้าด้วยจรรยาบรรณ พนักงานเรามีความรู้ ความสามารถที่ดี เพียงพอที่จะให้คำแนะนำ เวลาเราเทรนด์พนักงาน ผมจะบอกลูกน้องตลอดเลยว่า ให้ดูแลลูกค้าเหมือนญาติมิตร มีจรรยาบรรณ มีความจริงใจในการแนะนำ หากไม่ต้องใส่แว่นคือไม่ต้องใส่ แต่ถ้าใส่แล้วควรจะใส่อย่างไรสินค้ามีทั้งราคาถูกและราคาแพง แต่สินค้าที่ราคาสูงก็พัฒนามาเพื่อเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์แบบหนึ่งวิถีชีวิตแบบหนึ่งที่เขาต้องการใช้แบบนั้นไม่ใช่มันแพง เพราะแพงเว่อร์แต่การที่ราคาแพงก็มีเหตุผล ดังนั้น พนักงานของเราจะพยายามหาที่เหมาะสม

ส่วนเรื่องคอนแท็กเลนส์ ผมอยากเตือนน้องๆ วัยรุ่นทั้งหลาย โดยเฉพาะสาวๆ ที่ชอบใช้คอนแท็กเลนส์บิ๊กอาย และไปซื้อสินค้าที่ไม่ผ่าน อย. จะอันตรายมาก ตาคุณมีแค่คู่เดียว ถ้าเป็นอะไรไปซ่อมไม่ได้ ซึ่งโทษคือ 1.สินค้านั้นมีมาตรฐานขนาดไหน ไม่รู้แล้วต้องใส่ลงไปในตาคอนแท็กส์เลนส์ ถ้าทำไม่ดีขอบมันคมนะ และความสกปรกผมไม่รู้ว่าเวลาเขาขายอยู่ในตลาดอนามัยขนาดไหน และที่ผมได้ยินมา ช็อกกว่านั้นอีกคือ แลกกันใส่ แลกกันใส่คือ เหมือนกับคุณเอาแปรงสีฟันแลกกันใช้อะ คุณยังไม่กล้าเลย นี่ใส่เข้าไปในตา อันนี้ผมเปรียบให้เห็นภาพเนี่ย เขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ซึ่งผมบอกได้ว่ามันอันตรายมาก และคนขายมีความรู้ขนาดไหนผมไม่ทราบ แต่ของผมกว่าจะขายได้ต้องอบรม เทรนด์ และสอบ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 2 พฤษภาคม 2556, 08:00 น.
 

‘ต้องกล้าที่จะลงทุน!’ เทคนิคของ’แปซิฟิคเฮลธ์แคร์กรุ๊ป’ผู้นำธุรกิจเวชภัณฑ์ เมษายน 25, 2013

http://www.thairath.co.th/content/eco/339572

19 เมษายน 2556, 16:42 น.
Pic_339572

ความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์ผ่าตัด MiniSURE (มินิชัวร์)สำหรับผ่าตัดผู้ป่วยโรคพังผืดกดรัดเส้นประสาทข้อมือ ของบริษัทเซอร์จิคอล อินโนเวชั่น เฮลธ์แคร์ จำกัด ซึ่งได้รับรางวัล 2013 Frost & Sullivan Thailand New Product Innovation Award ไปหมาดๆ เป็นเครื่องการรันตีความสำเร็จ โดยผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของอุปกรณ์ชิ้นนี้คือ คุณประเสริฐ ไวยาวัจมัยกรรมการผู้จัดการใหญ่ แปซิฟิค เฮลธ์แคร์ กรุ๊ป และการร่วมมือของนพ.สุนทร วงษ์ศิริ จากคณะแพทยศาสตร์ ทั้งนี้ยังได้มีการจดสิทธิบัตรนวัตกรรมชิ้นนี้ในประเทศไทย อมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นแล้วด้วย

ทำความรู้จักกับ บริษัท เซอร์จิคอล อินโนเวชั่น เฮลธ์แคร์ จำกัด จุดเริ่มต้นของการสร้างผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์ผ่าตัด MiniSURE (มินิชัวร์) โดยบริษัทดังกล่าวเริ่มก่อตั้งขึ้นในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2555 เป็นบริษัทลูกของ กลุ่มบริษัท แปซิฟิค เฮลธ์แคร์หนึ่งในบริษัทชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเน้นการให้บริการด้านเวชภัณฑ์ครบวงจร ได้แก่ เภสัชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ครอบคลุมงานบริการทุกด้าน โดยวัตถุประสงค์จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยที่เกี่ยวกับนวัตกรรมทางการแพทย์ในประเทศไทยให้ไปสู่ตลาดโลก โดยอาศัยพื้นฐานความถนัดในงานบริการด้านเวชภัณฑ์ครบวงจรและเครือข่ายที่มีอยู่ในหลากหลายประเทศเพื่อผลักดันนวัตกรรมไทยไปสู่ระดับสากล

ล้วงลับความสำเร็จกับ คุณประเสริฐ และ นพ.สุนทร ที่ช่วยกันคิดค้นอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งอาจจะเป็นการเริ่มต้นที่มีความสำคัญกับธุรกิจในด้านเวชภัณฑ์ของเมืองไทย เพราะเป็นการจุดประกายเรื่องการลงทุนทางธุรกิจผลิตเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ ทุกวันนี้ประเทศไทยเองได้นำเข้าสินค้าเหล่านี้ในจำนวนปริมาณที่มากและมีราคาแพง การลุกขึ้นมาผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์เองสำหรับผู้ประกอบการในไทยจะช่วยให้โรงพยาบาลต่างๆ ในประเทศลดการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ที่มีราคาสูง พร้อมกับเป็นแนวทางให้นักลงทุนใส่ใจร่วมคิดค้น พัฒนา ต่อยอดความรู้ด้านเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ที่เป็นประโยชน์มหาศาล ในสิ่งที่ตามมาคือการใช้เครื่องมือแพทย์ที่ถูกลงจะทำให้ประชาชนมีค่าใช้จ่ายการรักษาสุขภาพที่ประหยัดมากขึ้น

คุณประเสริฐ บอกว่า ในปัจจุบันธุรกิจด้านพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์นั้นมีหน่วยงานรัฐมาช่วย แต่สิ่งสำคัญเหล่านี้คือ ภาคเอกชนที่จะเข้ามาสู่ธุรกิจด้านการพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ต้องกล้าที่จะลงทุนและมุ่งสู่ตลาดโลก เช่น เราตั้งใจจะจดสิทธิบัตรที่มีราคาเป็นล้าน โดยที่ยังไม่ได้อะไรเลยนอกจากกระดาษ ยังไม่รวมถึงเรื่องการลงทุนต่างๆ อีกด้วย ถ้ากล้าลงทุนแล้วก็ต้องไปให้สุด คนอาจจะกลัวเรื่องการลงทุนเยอะ แต่เอกชนของไทยไม่กล้าไปลงทุนให้สุดจึงเป็นปัญหา บางคนจะเอาเงินไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์แทน ซึ่งใครจะกล้าเอาเงินมาลงทุนในเรื่องของนวัตกรรม แต่เราไม่คิดแบบนั้น เพราะเราเชื่อว่าถ้าเราไม่ทำแต่คนเอาไปจดลิขสิทธิ์ต่างประเทศก็จะทำให้เราเสียโอกาสเต็มไปหมด วันนี้เราตัดสินใจถ้างานนี้มันเกิด ก็จะมีนักลงทุนไทยเอางานนวัตกรรมไทยไปต่างประเทศ เราไม่ได้หวังจะเป็นผู้นำแต่เราก็หวังจะเป็นผู้จุดประกายในด้านนี้

“ในวันนี้เมืองไทยต้องยอมรับว่างบเหล่านี้มีการวิจัยน้อยมาก ถ้าเราไม่มาช่วยรัฐบาล ไม่มาสร้างความเป็นฮีโร่เลย ก็จะไม่มีเอกชนรายอื่นมารับต่อ วันนี้มีเงินเท่าไหร่ใส่ตลาดหุ้นหมด ทำไมจะต้องมาลงทุนเครื่องมือแบบนี้ ยังไม่รู้อีกต่างหากว่าจะดีหรือไม่ ถ้าเราช่วยกันและกัน จะเป็นโมเดลสร้างให้คนมาสนใจลงทุนในเรื่องเครื่องมือแพทย์”

คุณประเสริฐ ย้ำว่าธุรกิจนี้เรารู้ดีและมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้วที่จะทำให้ไปได้ไกลในตลาดโลก แต่ประเด็นก็คือ เราไม่มีความกังวลเพราะเราทำตลาดมานานในด้านต่างประเทศ เราพร้อมจะต่อยอดธุรกิจนี้ ถ้าไม่ลงทุนก่อนในที่สุดก็จะโดนขโมยไปเป็นของคนชาติอื่น เราก็ได้รางวัลหลายรางวัลมากจากนวัตกรรมนี้ที่เป็นเครื่องการันตีให้เห็นถึงคุณภาพ

ด้าน นพ.สุนทร กล่าวสำทับถึงงานส่วนด้านวิชาการว่า ในแง่ของภาควิชาการงานนวัตกรรมก็ได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย พอรัฐบาลมาช่วยแบบนี้ทางฝั่งเอกชนเห็นแล้วก็จะมีความกล้าในการลงทุนเต็มที่ ทำให้ทุกอย่างเกิดการต่อเนื่องจนประสบผลสำเร็จ รางวัลที่ได้รับมาจำนวนมากที่เกิดขึ้นได้ก็เพราะรัฐและเอกชนร่วมมือกัน โดยในด้านของรัฐบาลก็มีการสนับสนุนที่พอควรระดับหนึ่ง บางอย่างก็ภาครัฐบาลก็ประกอบไปด้วยข้อเยอะแยะ การนำเสนอผลงานมาก่อนเลยไม่ค่อยมี แต่เอกชนมาช่วยก็เลยไปได้

“ผมรู้ว่าในแง่ปัจจุบันเราจะเล็งเห็นว่ารัฐสนับสนุนด้านนวัตกรรมมากขึ้น เพราะไม่อยากเห็นว่าฝรั่งเอาไป ภาครัฐเริ่มใส่เงินมาปูทางเรื่องของนวัตกรรม และมีคุณค่าสูงมาก รัฐบาลเริ่มปูเงินมาให้เห็นแล้ว ธุรกิจนั้นเหมือนสองข้างที่ต้องมีทั้งภาครัฐและเอกชน ตอนนี้เหมือนความรู้ทางด้านการแพทย์เราก้าวไปเร็วและถือว่าเป็นการค้นพบใหม่ๆ รัฐจะช่วยผลักดันถือว่ามีความสำคัญมากและเอกชนต้องมาช่วย” นายแพทย์สุนทร กล่าวทิ้งทาย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 19 เมษายน 2556, 16:42 น.
 

ความสำเร็จระดับโลก จากจุดเริ่มต้นง่ายที่สุดในโลก ของ ‘Index Creative Village’ เมษายน 18, 2013

http://www.thairath.co.th/content/eco/338339

18 เมษายน 2556, 08:00 น.
Pic_338339

งานอีเวนต์ในปัจจุบันเชื่อว่ามีความสำคัญต่อธุรกิจค่อนข้างมากเพราะไม่ว่าจะเปิดตัวสินค้าใหม่ เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ของแบรนด์คนใหม่ เปิดตัวผู้บริหารใหม่ ฯลฯ ส่วนใหญ่จะใช้การจัดเป็นงานอีเวนต์แทบทั้งสิ้น เกริ่นมาซะขนาดนี้หลายคนคงจับทางได้แล้วว่าวันนี้ Success Story เราจะพาไปรู้จักกับเจ้าพ่องานอีเวนต์ที่ไม่ได้สร้างชื่อเสียงเพียงแต่ในประเทศเท่านั้นเขาผู้นี้ยังโกอินเตอร์สร้างเอกลักษณ์ของคนไทยให้ทั่วโลกได้รู้จักโดยผ่านศาลาไทยในงานเวิลด์ เอ็กซ์โป 2010 ณ เซียงไฮ้ ประเทศจีน และเขาผู้นี้เพิ่งประกาศแต่งงานกับเจ้าของรายการสุดฮิต วู้ดดี้ มิลินทจินดาอีกด้วย ผู้ชายที่เรากำลังพูดถึงคือ “เกรียงไกร กาญจนะโภคิน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน)

จุดเริ่มต้นของอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ

จุดเริ่มต้นง่ายมากที่สุดในโลกเพราะเริ่มต้นจากความชอบของตัวเองที่ชอบทำงานทางด้านครีเอทีฟ ตอนนั้นได้ทำรายการทีวีและรายการเกี่ยวกับคอนเสิร์ตก็เริ่มรู้สึกว่าใช่ตัวเรามากที่สุด ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีบริษัทใดในเมืองไทยทำธุรกิจแบบนี้และตอนนั้นก็มีทางเลือกอยู่ 2 ทางว่าจะเรียนต่อหรือทำธุรกิจ และก็ตัดสินใจทำธุรกิจช่วงอายุประมาณ 26 ปี เพราะอยากเป็นคนที่ทำงานทางด้านนี้ และตอนที่เริ่มต้นก็ไม่ได้คิดอะไรเลยไม่ได้อยากเป็นนักธุรกิจไม่ได้อยากเป็นเถ้าแก่ อะไรทั้งสิ้นแต่เพราะรักทางด้านนี้จริงๆ

เงินทุนเริ่มต้นก่อตั้งธุรกิจ

เงินทุนที่เริ่มต้นคือ 60,000 บาท แต่การเริ่มต้นธุรกิจของผมต้องบอกว่าโชคดีไม่มีล้มลุกคลุกคลาน ชีวิตไม่มีดราม่าเลยเพราะเราเริ่มต้นจากทีละเล็กทีละน้อยเหมือนเหรียญที่เราสะสมลงไปทุกวัน เริ่มต้นก็ทำเองทุกอย่าง เพราะเป็นคนที่ทำเองได้ด้วยมือไม่ได้เป็นคนคิดอย่างเดียว อีกอย่างผมไม่ได้มองว่าสิ่งที่ผมทำอยู่เป็นธุรกิจเราเพียงแต่ต้องการทำงานที่เราชอบพอมีคนเห็นมีคนชื่นชอบก็มีการจ้างงานต่อ ผมเรียนรู้จากบริษัทเล็กๆ คนน้อยๆ ว่าเราจะบริหารยังไงเติบโตมาทีละนิดทีละน้อยไม่ใช่เริ่มจากบริษัทใหญ่เลย

ที่มาของชื่ออินเด็กซ์ครีเอทีฟ ที่ไม่ได้ทำเฟอร์นิเจอร์

ที่มาของชื่อง่ายมากเพราะเป็นคนที่ไม่ค่อยได้สนใจอะไรพวกนี้วันหนึ่งน้องจบมาจากเมืองนอกก็มีหนังสือโปรโมช่ั่นเอเจนซี่ก็ชื่ออะไรดีคิดไม่ออกไปเปิดหนังสือเป็นไดเร็กตอรี่ของโปรโมชั่นเอเจนซี่พอเปิดๆ ดูก็มีแต่ชื่อฝรั่งเลยไปเปิดหน้าแรกคือหน้าดัชนี Index ผมเลยบอกเอาชื่อนี้จบ ง่ายมากชื่อไม่ต้องคิดเยอะง่ายๆ แต่เราก็ได้ลองเทสต์แล้วนะว่าจำง่าย ยามเรียกได้ เพราะถ้ายามเรียกได้คนอื่นเรียกได้หมด และตอนนั้นอินเด็กซ์เฟอร์นิเจอร์ก็ยังไม่มาในเมืองไทยแต่เขาบอกว่าเขามีมา 40 กว่าปีแล้วแต่เราไม่เคยได้ยิน ซึ่งทุกวันนี้ก็ทำให้คนสับสนแต่ก็สนุกดีเพราะเวลาไปพูดคนก็จะเข้าใจว่าเป็นอินเด็กซ์เฟอร์นิเจอร์ก็งงไปพอเจอเราไปก็อ้าวอินเด็กซ์ครีเอทีฟวิลเลจ อ้าวทำหมู่บ้านงงเข้าไปอีกชีวิต (หัวเราะ)

เราทำอย่างไรให้คนรู้จักอินเด็กซ์ครีเอทีฟได้ถูกต้อง

ผมว่าถ้าคนที่ไม่รู้จักผมก็แปลว่าเขาไม่ได้อยู่ในวงการนี้ เลยคิดว่าไม่เป็นไรเพราะธุรกิจผมไม่ได้แมส ธุรกิจเราเป็นธุรกิจบริการพิเศษ ซึ่งเป็นบริการที่คนควรจะรู้จักในประมาณหนึ่งก็เพียงพอแล้ว

ปัญหาและอุปสรรค

อุปสรรคมีทุกวันแม้ผมจะไม่มีดราม่าในการทำธุรกิจคือล้มลุกคลุกคลานแต่อุปสรรคที่เกิดขึ้นจะมีเป็นสเต็ปบายสเต็ปมาเรื่อยๆ เพราะผมเป็นคนวาดฝันอะไรเล็กๆ เตี้ยๆ ถ้าคิดความฝันก็คิดความฝันว่าเป็นก้อนเมฆที่เราเขียนเองแล้วเอื้อมถึงและก็ก้าวต่อไป เอื้อมถึงแล้วก็ก้าวต่อไปมันจึงกลายมาเป็นความมั่นคง ซึ่งคนทั่วไปจะบอกว่าสปีดธุรกิจของเราเร็วมากแต่เป็นความเร็วบนความมั่นคงจึงมาถึงจุดนี้ หลายคนบอกอินเด็กซ์ครีเอทีฟไปเปิดธุรกิจที่ม่าและเวียดนามเร็ว แต่เรารู้สึกไม่ได้เร็วเพราะเป็นสิ่งที่เราวางอยู่ในแผนอยู่แล้วว่าจะก้าวไปแบบนี้ และโดยส่วนตัวผมเป็นคนที่ไม่ได้ดิ้นรนอะไรมากนักและผมไม่ได้มองเรื่องผลตอบแทนมาเป็นอันดับหนึ่งเพราะหากคนเรามองผลตอบแทนเป็นอันดับหนึ่งเราจะมุ่งเอากำไรเพียงอย่างเดียว แม้กระทั่งทุกวันนี้ผมก็ยังไม่ได้คิดเรื่องผลตอบแทนว่าจะเป็นอย่างไรผมเพียงแค่ต้องการทำงานของผมให้ดีที่สุดและเดี๋ยวทุกอย่างก็จะดีตามไปเอง

ก้าวแรกสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

การเริ่มต้นไปเออีซีของอินเด็กซ์ครีเอทีฟเริ่มจากไปดูตลาดก่อนเราไปดูว่าตลาดเวียดนามเป็นอย่างไรพม่าเป็นอย่างไรตั้งแต่ยังไม่เปิดประเทศ เพราะผมคิดว่าตามศักยภาพของประเทศไทยด้วยภูมิศาสตร์ไทยจะอยู่ตรงกลางมีพม่าที่มีขนาดเศรษฐกิจในอนาคตคงจะใหญ่โตมโหฬาร มีเวียดนามที่เศรษฐกิจดีวันดีคืนถ้าเราเชื่อมโยงตรงนี้ได้ ลามกับกัมพูชาคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ คิดดังนั้นผมจึงไปดูตลาดและในที่สุดเราก็ได้ทำธุรกิจร่วมกันกับ 2 ประเทศนี้

การบริหารคนขององค์กร

อินเด็กซ์ครีเอทีฟเราเน้นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรมาก เราต้องการส่งเสริมให้คนในองค์กรมีวิธีการคิดที่ไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ต้องเอาสิ่งที่ดีกว่าออกมาเสมอ เพราะถ้าคนเราพอใจในส่ิงที่ตัวเองมีอยู่มันจะไม่พัฒนา เพราะโลกเราขณะนี้พัฒนาไปเร็วมาก แต่เราไม่ได้บอกว่าต้องไม่พอใจกับทุกอย่าง บางครั้งเราอาจจะต้องพอใจกับเรื่องการใช้ชีวิต แต่เราอย่างพอใจในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์เพราะถ้าเราพอใจแล้วโทรศัพท์มือถือคงไม่มีรุ่นใหม่ออกมาทุกปี ดังนั้นพอโลกเปลี่ยนเร็วเราก็จำเป็นต้องพัฒนาตรงนี้ให้มันดีขึ้น และอีกอย่างที่อินเด็กซ์ครีเอทีฟพยายามทำกับบุคลากรคือทำให้เขามีความสุขมากที่สุดจริงๆ และอินเด็กซ์เองก็เพิ่งจะได้รางวัล จาก สสส.ว่าเป็นองค์กรต้นแบบแห่งความสุข เราพยายามออกแบบออฟฟิศให้พนักงานรู้สึกว่าอยู่สบายทั้งๆ ที่ต้นทุนแพงมากเพราะรถทุกคันของคนทุกคนจะต้องมีที่จอดรถในร่ม อาคารต้องสูงเพื่อให้รู้สึกโปร่งสบายมีที่ออกกำลังมีที่ให้นั่งผ่อนคลาย เราทำแบบนี้เพราะเรารู้สึกว่าพนักงานน่าจะมีความสุขในการทำงาน

นิยามความเป็นอินเด็กซ์ครีเอทีฟ

วันนี้อินเด็กซ์ครีเอทีฟเราก้าวข้ามคำว่าอีเวนต์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่ยังเป็นซิกส์เนเจอร์ของบริษัทเป็นสิ่งที่ทุกครั้งที่พูดถึงอินเด็กซ์ครีเอทีฟคนจะนึกถึงอีเวนต์เป็นอันดับแรกแต่จริงๆ เราเป็นบริษัทที่เน้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างธุรกิจมากกว่าแต่ถ้าถาม ณ วันนี้คำนิยามที่คนทั่วๆ ไปเขามองเราไม่ใช่เรามองตัวเองคือเป็นบริษัทที่มีอะไรใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา ปีนี้ทำนี่ไปแล้วเดี๋ยวปีโน่นก็มีนั่น นี่ตลอดเวลาเราถึงไม่ค่อยคุยเรื่องเก่าๆ เราจะคุยเรื่องใหม่ๆ เสมอเราจะไม่คุยเรื่องผลประกอบการแต่เราจะคุยว่าเรากำลังจะมีโปรเจกต์อะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นในปีหน้าหรือกำลังจะเกิดขึ้นมากกว่า

ฝากถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์

ฝากบอกว่าขณะนี้อินเด็กซ์ ครีเอทีฟขยายธุรกิจเยอะมากอยากได้คนเก่งๆ มาช่วยกันทำงานไม่ใช่สิ่งที่ผมฝันแต่เป็นสิ่งที่ทุกคนฝันมาทำให้เป็นจริงที่นี่ ซึ่งเรารับคนเพิ่มเยอะโดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศที่เราต้องการบุก.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 18 เมษายน 2556, 08:00 น.
 

โฉมใหม่ ‘ปุ้มปุ้ย’ รีเฟรชแบรนด์มากกว่าแค่ปลากระป๋อง เมษายน 7, 2013

http://www.thairath.co.th/content/eco/332116

4 เมษายน 2556, 08:00 น.
Pic_332116

ด้วยวัยเพียง 35 ปี “ไกรเสริม โตทับเที่ยง” ทายาทธุรกิจรุ่น 2 บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตปลากระป๋อง “ปุ้มปุ้ย” ได้รับความไว้วางใจจากครอบครัวให้นั่งเก้าอี้ “ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด”  นับเป็นภารกิจท้าทายยิ่ง ในการพาแบรนด์ที่เก่าแก่ และแข็งแรงอยู่แล้วให้ก้าวต่อไปได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม  ผ่านกลยุทธ์เสริมความสดใส ขยายหาตลาดใหม่ และอยู่ในใจลูกค้าเสมอ …

ไกรเสริมเข้ามารับไม้ต่อตั้งแต่ 4-5 ปีที่แล้ว ประกอบกับมีวัยเพียง 30 กลางๆ  ซึ่งอาจดูว่าน้อยไปเมื่อเทียบกับภารกิจที่ต้องรับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคลุกคลีช่วยงานครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก และเริ่มต้นเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานระดับปฏิบัติการ  ทำให้เข้าใจวงจรและยุทธจักรธุรกิจปลากระป๋องเป็นอย่างดี  โดยเฉพาะเห็นภาพใหญ่ที่ว่า จำเป็นที่ธุรกิจนี้ ต้องเปลี่ยนจุดยืน หลีกหนีการแข่งขันขายถูก โดยพาแบรนด์ก้าวข้ามภาพปลากระป๋องเป็นแค่เมนูแก้หิว ราคาถูก หรืออย่างที่บางคนมักใช้คำพูดที่ว่า “ปลากระป๋องเป็นอาหารที่กินกันตาย”

แนวคิดนี้ ไกรเสริม สะท้อนให้เห็นภาพว่า ตลาดปลากระป๋องส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ปลาในซอสมะเขือเทศ มูลค่าตลาดสูงกว่า 4,000-5,000 ล้านบาท  มีการแข่งขันรุนแรงมาก  คู่แข่ง 3-4 รายล้วนแต่เป็นเจ้าใหญ่ๆ สุดท้ายลงเอยด้วยการตัดราคาขายถูก ดังนั้น แบรนด์ปุ้มปุ้ยพยายามจะฉีกหนี เน้นทำตลาดในกลุ่มประเภท “ปลากระป๋องปรุงรส”  แม้มูลค่าตลาดจะเล็กกว่า รวมราว 1,000 ล้านบาท แต่สามารถขายได้ในมูลค่าสูง ที่สำคัญ ปุ้มปุ้ยถือเป็นเจ้าตลาดนี้ ครองสัดส่วนกว่า 90%

“เรามีสัดส่วนประมาณ 20% จากตลาดรวมธุรกิจปลากระป๋องทั้งหมด แต่กลุ่มปลากระป๋องปรุงรส เราครองสัดส่วนตลาดถึง 90% ดังนั้น จุดยืนเราชัดที่จะไม่ได้เน้นทำกลุ่มปลาในซอสมะเขือเทศ  เพราะการแข่งขันสูง  มุ่งขายตัดราคากันอย่างเดียว  แต่หันมาเน้นพัฒนาตลาดปลาปรุงรส เพิ่มความหลากหลายของสินค้า ปัจจุบันมีกว่า 30 รายการ” ทายาทปลายิ้ม รุ่น 2 กล่าว

รีเฟรชแบรนด์เติมความสดใสกระตุ้นตลาด

แนวคิดในการต่อยอดธุรกิจนั้น  หนุ่มรุ่นใหม่ เลือกที่จะรักษาพื้นฐานความแข็งแกร่งของแบรนด์  แล้วเพิ่มเติมความสดใสเข้าไป  ส่งเสริมให้แบรนด์มีความกระชุ่มกระชวย  ขยายเข้าหาลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ได้มากยิ่งขึ้น

“เรามีแบรนด์ที่แข็งแรงอยู่แล้ว อายุยาวนานกว่า 35 ปี  โลโก้ปลายิ้มมีน้ำลาย 3 หยด ใครๆ ก็จำได้ ผมจึงไม่อยากใช้คำว่าเราจะ Re-Branding เพียงแต่เราได้ทำการ Refreshing Brand หรือทำให้แบรนด์มันดูสดใส อ่อนวัยขึ้น เข้าถึงลูกค้าได้หลากหลายมากขึ้น” เขาบอก

แนวทางรีเฟรชแบรนด์  จะทำควบคู่กันไปในหลายๆ ด้าน  ทั้งออกสินค้าใหม่ๆ ภายใต้ร่มเงาของปุ้มปุ้ย  ไม่ได้ยึดติดว่า ต้องเป็นแค่ปลากระป๋องเท่านั้น ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จอย่างชัดเจน คือ “หอยลายกระป๋อง” ที่ช่วยให้ขยายฐานลูกค้า ไปสู่กลุ่มอื่นๆ ทั้งใช้เป็นอาหารในงานจัดเลี้ยง  งานปาร์ตี้  กลุ่มแม่บ้านนำไปพลิกแพลงเป็นเมนูอื่นๆ  กลุ่มคนรักสุขภาพ อีกทั้ง ได้ต่อยอดนำหอยลายเป็นสินค้ารูปแบบสแน็ค เหมาะกับกลุ่มวัยรุ่น เป็นต้น

“ทุกวันนี้ ผู้ผลิตทุกราย ก็เห็นตรงกันว่า ต้องหันมาฉีกผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ เพราะผู้เล่นทุกคนเห็นตรงกันว่า ปลาในซอสมะเขือเทศ แข่งกันแค่ด้านราคาเท่านั้น  สุดท้ายก็เจ็บตัวกันหมด  และผู้บริโภคก็ไม่เลือก  ในส่วนของเรา ก็ปรับตัวมาก่อน  โดยเฉพาะ “หอยลายกระป๋อง” ซึ่งเราทำมานานแล้ว และยังไม่มีผู้ผลิตเจ้าอื่นทำได้  เพราะวิธีการผลิต  แหล่งวัตถุดิบ และขั้นตอนค่อนข้างยาก  ทำให้เราสามารถครองตลาดในกลุ่มนี้ และพยายามต่อยอดออกไป เช่น นำมาทำเป็นสแน็ค ซึ่งเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่กว้างกว่า ไปได้ทุกกลุ่มตั้งแต่วัยรุ่น ผู้ใหญ่ แม่บ้าน วงเหล้า ฯลฯ” ไกรเสริม เสริม

และช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ได้เพิ่มกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่อง  เช่น การทำแคมเปญ เปิดฝาลุ้นโชค  โดยบันทึกตัวเลข 1- 9 ไว้ใต้ฝากระป๋องทุกชนิด แล้วให้ผู้บริโภคนำเลขมาเรียงให้ตรงกับเลขลอตเตอรี่ที่ออกในแต่ละงวด  ออกกิจการให้ลูกค้าได้สัมผัสรสชาติอาหารจริงๆ ไปออกบูธตามสำนักงานต่างๆ หรือโครงการ “บุญคุณภาพ” โดยให้คนชราบ้านบางแค นำผลิตภัณฑ์ปุ้มปุ้ยจัดเป็นชุดสำหรับใส่บาตร รายได้ทั้งหมดมอบแก่การกุศล

นอกจากนั้น ปรับปรุงบรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ ไม่ยึดติดว่าต้องเป็นกระป๋องเหล็กเท่านั้น  ที่ผ่านมา มีสินค้าบางตัวเป็นบรรจุภัณฑ์แบบซองแล้ว  และในปีนี้ (2556) จะเพิ่มบรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่ผู้บริโภคสามารถเปิดฝา แล้วใส่ไมโครเวฟอุ่นกินได้ทันที  ช่วยตอบไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ แถมประโยชน์อีกด้าน ช่วยลดต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งของบรรจุภัณฑ์แบบกระป๋องเหล็กที่ค่อนข้างสูง

“เมื่อก่อนปลากระป๋องต้องมีกระดาษห่อ  เวลาจะเปิดฝาก็ต้องใช้ที่เปิด ยุ่งยากมาก” ทายาทรุ่น 2 เล่าอย่างอารมณ์ดี พร้อมแสดงท่าทางเปิดฝากระป๋องประกอบ แล้วอธิบายต่อว่า “เราก็มีการพัฒนามาเป็นฝาเปิดแบบดึงในปัจจุบัน  ซึ่งต่อไป ผมกำลังจะออกบรรจุภัณฑ์ที่เก็บได้ในอุณหภูมิปกติ นานกว่า 2 ปี สามารถเอาเข้าไมโครเวฟอุ่นกินได้ทันที ไม่ต้องเทจากกระป๋องใส่จานเข้าเวฟฯ  นี่เป็นตัวอย่างว่า ทั้งหมดเราพยายามคิดสินค้า หรือกิจกรรมเพื่อมาตอบไลฟ์สไตล์คนในยุคปัจจุบัน ขยายฐานลูกค้า  สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ เกี่ยวกับปุ้มปุ้ย ให้ลูกค้าจดจำเราว่า ไม่ได้เป็นแค่ปลากระป๋องที่จะกินก็เฉพาะตอนสิ้นคิด หรือแค่แก้หิวเท่านั้น” ไกรเสริม กล่าว

ฝันปั้นแบรนด์ “ปุ้มปุ้ย”สัญลักษณ์คู่ความอร่อย

สิ่งที่ไกรเสริม พยายามตอกย้ำอยู่เสมอในระหว่างให้สัมภาษณ์ คือ ต้องการพาแบรนด์ก้าวข้ามจากแค่เป็นอาหารปลากระป๋อง  โดยเป้าหมายที่วางไว้ อยากจะให้แบรนด์ “ปุ้มปุ้ย” เป็นสัญลักษณ์ของอาหารทะเลแปรรููปทุกชนิดที่อร่อย และมีคุณภาพ นอกจากนั้น  ฝันของนักธุรกิจหนุ่มอยากจะพาแบรนด์ระดับประเทศให้ก้าวสู่แบรนด์ระดับโลก

“ปุ้มปุ้ย มีสัญลักษณ์เป็นรูปปลายิ้ม น้ำลาย 3 หยด คำว่า “ปุ้มปุ้ย” มาจากภาษาจีนคือ “ปุ้ย ปุ๊ย” แปลว่า อุดมสมบูรณ์ อ้วนๆ กลมๆ น่ารักๆ  คุณพ่อ (สุธรรม โตทับเที่ยง) เป็นคนคิดขึ้น  ซึ่งผมเชื่อว่า  คนไทยทุกคนคงรู้จัก มันถือเป็นแผนสร้างแบรนด์ ทำตลาดระดับสุดยอดของคุณพ่อ ที่ผมจะต้องรักษาไว้และเสริมความแข็งแรง  ผ่านการแตกไลน์สินค้าและขยายฐานลูกค้า  ส่วนในต่างประเทศ ที่ผ่านมา เราใช้ชื่อว่า “Smiling Fish”  จนเป็นที่จดจำของลูกค้าต่างประเทศได้ดีเช่นกัน   แต่หลังจากนี้ ผมจะเน้นใช้คำว่า “PumPui” (ปุ้มปุ้ย) มากยิ่งขึ้น  ให้ต่างชาติเรียกกันจนติดปาก เหมือนกับที่เราเรียกแบรนด์จากเกาหลี หรือญี่ปุ่น เช่น ซัมซุง โตโยต้า ฯลฯ จนติดปาก ทั้งที่ไม่รู้ว่าความหมายคืออะไร  แต่รู้สึกได้ถึงตัวตนของแบรนด์นั้นๆ” ไกรเสริม  กล่าว

ในส่วนผลประกอบการของบริษัทฯ ปีที่แล้ว (2555)  ตลาดในประเทศอยู่ที่ 1,200 ล้านบาท ต่างประเทศประมาณ ​150 ล้านบาท  ส่วนเป้าผลประกอบการปีนี้ (2556)  คาดจะเติบโตประมาณ  12% หรือประมาณ  1,400 ล้านบาท ขณะที่เป้าในอีก 5 ปีข้างหน้า  ต้องการให้ถึง ปีละ 2,000 ล้านบาท

แม้ปัจจุบันกิจกรรมของบริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) ยังคงบริหารรูปแบบ “ธุรกิจครอบครัว” แต่ด้วยการผสมผสานระหว่างการนำประสบการณ์ของคนรุ่นเก๋าคอยประคับประคอง บวกเข้ากับไอเดียและไฟของคุณรุ่นใหม่   โฉมใหม่ของแบรนด์ “ปุ้มปุ้ย” ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว  …

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 4 เมษายน 2556, 08:00 น.
 

‘ถ้าไม่มีพนักงาน บริษัทไม่มีวันเดินได้…’ เคล็ดลับสำคัญที่นำ ‘มาลี’ สู่อ้อมกอดแห่งความสำเร็จ มีนาคม 22, 2013

http://www.thairath.co.th/content/eco/333620

21 มีนาคม 2556, 08:00 น.
Pic_333620

ตลาดน้ำผลไม้เพื่อสุขภาพในประเทศไทยมีมากมายหลายแบรนด์มีทั้งที่เกิดใหม่และอยู่ในตลาดมายาวนาน ซึ่งแบรนด์ที่ทุกคนคงได้ยินและคุ้นหูคงจะหนีไม่พ้นแบรนด์มาลี ที่ไม่ว่าจะในตลาดน้ำผลไม้หรือเครื่องกระป๋องแบรนด์นี้ก็ถือเป็นผู้นำตลาดเลยทีเดียว วันนี้ Success Story จะพาไปรู้จักกับจุดเริ่มต้นของแบรนด์และการก้าวสู่ความสำเร็จผ่านผู้บริหารสาวรุ่นใหม่ไฟแรง “แจง-รุ่งฉัตร บุญรัตน์” ผู้อำนวยการใหญ่สายธุรกิจ ตลาดผลิตภัณฑ์ บริษัท มาลีสามพราน จำกัด (มหาชน) ทายาทรุ่นที่ 2

จุดเริ่มต้นของมาลี

เมื่อ 40 กว่าปีก่อนมาลีเป็นธุรกิจครอบครัวของอีกครอบครัวหนึ่ง ซึ่งเมื่อประมาณ 15-16 ปีที่ผ่านมา คุณฉัตรชัย บุญรัตน์ ประธานกรรมการบริษัทฯ ปัจจุบันรู้สึกอยากมีแบรนด์ใหม่ที่มาช่วยทำให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นกว่าแบรนด์เดิมที่อยู่คือ บริษัท เกษตรอุตสาหกรรม ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าเกษตรที่เน้นคือสับปะรดกระป๋อง ซึ่งก็มาเจอบริษัทมาลี และคิดว่าเหตุผลที่คุณพ่อ (ฉัตรชัย) เข้าซื้อมาลีแทนที่จะเป็นการปั้นแบรนด์ของตัวเองให้ประสบความสำเร็จคงเพราะการปั้นแบรนด์ตัวเองอาจจะยาก และขณะนั้นมาลีเองก็เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว จึงน่าจะเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า ซึ่งพอซื้อแบรนด์มาลีมาคุณพ่อค่อนข้างจะปล่อยปละละเลย ไม่ได้ดูแลเองแต่จะจ้างพวกที่เป็นมืออาชีพมาช่วยบริหารก็อาจจะเห็นว่ามาลีเงียบๆ ไปบ้างช่วงก่อนหน้านี้ แต่พอระยะหลังที่ผ่านมาช่วง 5-6 ปี คุณพ่อเริ่มกลับมาบริหารเองก็ปรับใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่แต่เรื่องแบรนด์เพียงอย่างเดียว


การปั้นแบรนด์ตามแบบฉบับมาลี

มาลีเป็นแบรนด์ที่คนเชื่อในด้านคุณภาพ และยังไม่เคยเจออะไรที่ร้ายแรง เป็นแบรนด์เก่าแก่อยู่คู่คนไทย ชื่อก็ชื่อไทย ซึ่งเมื่อ 5 ปีที่แล้วเราสำรวจแบรนด์ว่าผู้บริโภคมองว่ามาลีเป็นอย่างไร ซึ่งคำตอบที่ได้มาคือเราแก่มาก เปรียบเทียบเราเหมือนเป็นผู้หญิงอายุ 60 ปี แต่สิ่งที่เราได้มามากกว่าความแก่คือผู้บริโภคเห็นว่าเรามีความอ่อนโยน ดูแลสุขภาพเขาจนรู้สึกว่าเหมือนเป็นแม่ เราเลยนำตรงนี้มาเป็นจุดแข็ง

ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารงาน

เมื่อ 5 ปีที่แล้วคนติดภาพมาลีว่าเป็นผู้หญิงอายุ 60 แต่เราจะทำอย่างไรเพื่อบอกผู้บริโภคว่าเรายังไม่แก่นะ เราอยากให้เด็กรุ่นใหม่มาดื่มเรามากขึ้น ซึ่งปัญหาในการแก้ความเข้าใจและภาพลักษณ์แบรนด์ที่มีอยู่ยากกว่าการปั้นแบรนด์ใหม่ขึ้นมา และทำให้ภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่เป็นในแบบฉบับที่เราต้องการ แต่ถ้าถามว่า 5 ปีที่ผ่านมามาลีทำได้มั้ย โดยส่วนตัวแล้วก็ดีเพราะคนรุ่นเด็กลงก็เริ่มเปิดรับมาลีมากขึ้น

คู่แข่งต้องมีแน่นอนอยู่แล้ว และไม่ใช่แค่กลุ่มน้ำผลไม้เหมือนกันเพียงอย่างเดียวด้วย แต่คู่แข่งของมาลีคือน้ำทุกชนิดที่วางอยู่บนชั้นวางสินค้า เพราะเวลาคนกระหายน้ำแล้วเข้าไปในร้านสะดวกซื้อ คนที่คิดว่าอยากจะดื่มน้ำอะไรมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะไปดูกันที่หน้าตู้น้ำเลยว่าอยากดื่มน้ำอะไร เพราะฉะนั้นการแข่งขันตลาดน้ำจึงสูงมาก ซึ่งมาลีก็พยายามที่จะทำให้ผู้บริโภคเลือกเราเป็นแบรนด์แรก แต่ปัจจุบันผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อกันที่ราคามากกว่า และขณะนี้ก็ยังไม่มีแบรนด์ใดที่ทำเรื่องแบรนด์ได้ชัดเจนด้วย

มาลีโกอินเตอร์

ในตลาดต่างประเทศมาลีก็มีไปวางจำหน่ายค่อนข้างเยอะเหมือนกัน แต่อาจจะไม่ถึงกับยุโรปหรืออเมริกา เพราะว่าเขาคงมองว่าเราด้อยกว่าเขา เหมือนถ้าเราจะนำของที่ประเทศที่ด้อยกว่าเราเข้ามาก็อาจจะมีความเข้าใจเรื่องแบรนด์ ที่จะมองว่าคุณภาพถึงหรือเปล่า แต่ที่มาลีส่งออกได้เยอะๆ ก็จะมี จีน ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ ประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด ซึ่งยุโรป กับอเมริกา เราก็อยากไปแต่คงเป็นในอนาคตอันไกลหน่อย

เตรียมรับมือเออีซีตามแบบฉบับมาลี

จริงๆ มันเป็นกระบวนการที่ต้องเริ่มกันมาก่อน ไม่ใช่เริ่มปี 2558 ซึ่งสิ่งที่มาลีเตรียมพร้อม เช่น เรื่องแรงงาน ค่าแรง เราอาจจะสู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ และก็เป็นตัวที่ทำให้ต้นทุนสินค้าของเราสูง ดังนั้นในส่วนของโรงงานมาลีเองก็ได้ติดตั้งเครื่องทำงานอัตโนมัติในหลายๆ ส่วนที่จะช่วยลดต้นทุนของสินค้าได้ ส่วนการมองตลาดที่เราจะเข้าไปรุกก็อาจจะต้องสำรวจตลาดก่อนว่า ผู้บริโภคของประเทศที่เราจะไปรุกเป็นคนแบบใด ชอบอะไรอย่างไร ซึ่งจริงๆ ประเทศเพื่อนบ้านอาจจะชอบกินหวานกว่าคนไทยก็เป็นได้ ซึ่งในการทดสอบนี้มาลีได้เริ่มทำไปแล้ว

การบริหารคนขององค์กร

ต้องบอกก่อนว่าเรื่องคนเป็นเรื่องอันดับ 1 ที่คุณพ่อให้ความสำคัญ เป็นคนที่ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องจบมาจากเมืองนอก แต่ขอให้มีใจรักแบรนด์และซื่อสัตย์ เพราะเรื่องอื่นๆ เราสอนกันได้ แต่ถ้าบุคลากรที่เข้ามาแล้วไม่มีใจจะสอนเรื่องใจไม่ได้ ซึ่งตอนที่ปรับองค์กรเมื่อ 5 ปีที่แล้วคุณพ่อจะเน้นเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเวลาคนมาสมัครเราจะคัดกรองมาในระดับหนึ่ง เพราะคนที่อยู่กับเรามานานเคยบอกว่าที่มาลีไม่เหมือนที่อื่นคือเราอยู่กันแบบครอบครัว เหมือนเป็นพี่เป็นน้องกัน คุยกันได้ทุกเรื่อง ปรึกษากันได้ ไม่จำเป็นต้องหัวหน้าคุยกับหัวหน้า ลูกน้องคุยกับลูกน้อง และเราก็มีการช่วยเหลือกันดี ไม่ต้องมีชั้นเยอะทำให้การทำงานอาจจะเร็วและเป็นกันเอง เพราะฉะนั้นเราจะรู้ทุกปัญหา เขาจะกล้าบอก

ถ้ามองความสำเร็จของมาลีวันนี้เกิดจากอะไร

เรื่องคน ถ้าเราไม่มีคนบริษัทก็ไม่เดิน หรือถ้าเรามีคนที่ไม่ตรงกับที่เราต้องการให้เป็นมันก็คงไม่ได้เดินมาในทิศทางที่ถูกต้อง บริษัทก่อนที่จะมากำไรเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ไม่เคยมีโบนัสเลย ขึ้นเงินเดือนบางปีก็ไม่ได้ขึ้น แต่ทุกคนก็อยู่เพราะรักบริษัทจริงๆ ถามว่าตรงนี้เป็นจุดสำคัญที่ทำให้เราประสบความสำเร็จหรือไม่ จริงๆ จะไปจากเรานานแล้วก็ได้แต่ก็อยู่สู้กันมาจนทุกวันนี้เริ่มดี เราก็เริ่มกลับมาดูแล เมื่อก่อนหลังคาลานจอดรถก็ไม่มี ไม่มีเงินทำให้รู้นะว่ารถร้อน พอเราเริ่มมีสิ่งแรกที่เราทำให้คือดูแลพนักงานคนที่อยู่มีใจจะสู้ไปกับเรา


ฝากถึงผู้อ่าน

ฝากมาลี อยากให้คนรุ่นใหม่เข้ามาดูแลสุขภาพตัวเอง คือคนไทยจริงๆ เทรนด์ก็พูดมา 5-6 ปีแล้วว่าให้ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น แต่ในตลาดจริงๆ ก็ยังไม่รีเฟล็กซ์ขนาดนั้น แต่จริงๆ เป็นสิ่งที่สำคัญนะ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 21 มีนาคม 2556, 08:00 น.
 

นั่งคุยเรื่องการลงทุน กับหนุ่มหล่อไม่ทิ้งแถว ‘ณิชฌาน หรเวชกุล’ พี่ชายซุป’ตาร์ดัง ‘นิชคุณ’ มีนาคม 15, 2013

http://www.thairath.co.th/content/eco/332209

14 มีนาคม 2556, 08:00 น.
Pic_332209

หากพูดถึงนักร้องเกาหลีสายเลือดไทยอย่าง นิชคุณ หรเวชกุล แล้ว เชื่อว่าทุกคนคงรู้จักกันดีเป็นอย่างยิ่ง แต่วันนี้ Success Story ไม่ได้พาไปรู้จักการใช้เงินของนิชคุณ แต่เราจะพาไปทำความรู้จักกับพี่ชายสุดหล่ออย่าง “ณิชฌาน หรเวชกุล” ถึงสไตล์การใช้เงินว่าพี่ชายคนดังจะมีสไตล์การใช้เงินอย่างไร

ฌาน เล่าถึงการใช้เงินให้เราฟังว่า เงินที่หามาได้จะแบ่งเป็นส่วน โดยส่วนหนึ่งจะต้องเก็บไว้จ่ายค่าประกันรายปีที่แม่ซื้อไว้ให้ในช่วงแรก แต่พอเราทำงานเราก็ต้องใช้คืน (หัวเราะ) แต่ก็แอบคิดนะว่าเอ๊ะตอนที่แม่ซื้อให้ผมแม่ถามผมหรือยัง (หัวเราะ) แต่ก็ดีแล้วครับ เพราะช่วงที่แม่ซื้อให้เหมือนเป็นช่วงโปรโมชั่นที่ดีแม่เลยซื้อไว้ให้ก่อน สำหรับเงินส่วนที่เหลือก็จะหมดไปกับการกิน เพราะผมเป็นคนชอบกินและกินบ่อย ซึ่งอาหารที่ชอบส่วนใหญ่จะเป็นอาหารฝรั่งแต่ไม่ค่อยได้ทานบ่อย

ฌาน เล่าให้ฟังต่อว่า การใช้เงินในแต่ละวันของตัวเองนั้นจะอยู่ประมาณ 300-500 บาท เพราะโดยส่วนตัวไม่ได้เป็นคนชอบช็อปปิ้ง แต่ถ้าจะหมดกับการช็อปปิ้งก็จะหมดกับค่ากางเกงยีนส์และรองเท้ามากกว่า ส่วนเสื้อผ้าโดยส่วนตัวจะเป็นคนชอบใส่เสื้อยืด ดังนั้นเวลาเจอที่ถูกใจก็จะซื้อครั้งละหลายๆตัว  สำหรับเครื่องประดับก็ไม่มีอะไรมากเพราะที่ใส่ประจำอย่างแหวนกับนาฬิกาก็ไม่ค่อยได้เปลี่ยนอยู่แล้ว

ส่วนการลงทุนนั้น ฌาน เล่าวว่า ตอนนี้เก็บเงินอยากไปเล่นหุ้นเหมือนกัน เพราะมีลูกพี่ลูกน้องเล่นอยู่ เลยคิดว่าจะให้เขาช่วยเล่นให้หน่อย ส่วนเรื่องการลงทุนอย่างอื่น เช่น ทองคำ กับอสังหาริมทรัพย์นั้นตอนนี้ยังไม่สนใจ

ทั้งนี้ ผลงานของฌานที่อยากฝากให้ชมคือ ตอนนี้มีถ่ายหนังของอินโดนีเซีย แต่ไม่แน่ใจว่าจะมาเมืองไทยเมื่อไหร่ คาดว่าคนไทยได้ดูแน่นอน ยังไงฝากติดตามด้วยนะครับ ส่วนเรื่องละครคงต้องขึ้นอยู่กับผู้จัดการส่วนตัวว่าจะว่าอย่างไร

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 14 มีนาคม 2556, 08:00 น.
 

เปิดความลับ ‘โอ บอง แปง’ ตัวแทนความสำเร็จ ท่ามกลางวิกฤตการณ์ ‘ฟองสบู่’ มีนาคม 7, 2013

http://www.thairath.co.th/content/eco/330774

7 มีนาคม 2556, 08:00 น.
Pic_330774

หากคุณเป็นคนชอบเบเกอรี่  ขนมปัง  กาแฟ  และคุณเป็นคนชื่นชอบการรักษาสุขภาพ คงจะรู้จักร้านเบเกอรี่เพื่อสุขภาพอย่าง “โอ บอง แปง” หรือที่หลายๆ คนล้อชื่อไปเป็น “อุบลพรรณ” นั่นเอง วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ Success Story ได้เข้ามาล้วง แงะ แกะ เกา ถึงการเริ่มต้นธุรกิจของโอ บอง แปง ที่เรียกว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียวเพราะยุคฟองสบู่แตกที่หลายธุรกิจล้มระเนระนาดไม่เป็นท่า แต่โอ บอง แปง กลับเข้ามาเปิดธุรกิจแฟรนไชน์และขยาย 3 สาขาภายในปีเดียว คนที่จะมาถ่ายทอดถึงความสำเร็จและเคล็ดลับในการยืนหยัดอย่างมั่นคงของโอ บอง แปง ในวันนี้คือ “นุจรี เมฆประเสริฐวิทย์” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการสื่อสาร

จุดเริ่มต้นของโอ บอง แปง (ในต่างแดน)

โอ บอง แปง ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1978 ที่เมืองบอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา โดย “หลุยส์ เคน” ซึ่งได้แนวคิดการอบขนมใหม่สดแบบฝรั่งเศสและลักษณะของคาเฟ่เทอเรส ที่นำเสนอความหลากหลายของสินค้าต่างๆ โดยให้ความสำคัญในเรื่องความใหม่ สด และด้วยเสน่ห์ของกลิ่นหอมของขนมปังที่อบใหม่บวกกับความประทับใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ทำให้หลุยส์ เคน เกิดความชอบและอยากทำร้านเบเกอรี่แบบนี้บ้าง เขาจึงกลับไปที่อเมริกาและไปเปิดร้านที่บอสตัน

ธุรกิจแตกขยายบินไกลข้ามทวีปมาไทย

โอ บอง แปง ที่เมืองไทยเริ่มต้นเมื่อปี 2540 ช่วงฟองสบู่แตก ซึ่งช่วงเมื่อ 16 ปีก่อนคนไทยยังไม่ค่อยรู้จักแซนด์วิชมากนัก แต่โอ บอง แปง มีวาไรตี้ที่มากกว่าแซนด์วิชธรรมดา ดังนั้นพอมาที่เมืองไทยโอ บอง แปงสาขาแรกที่เกิดจึงเป็นสาขาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่อาคารสินธร เพราะสมัยก่อนการรู้จักอาหารตะวันตกยังไม่เป็นที่แพร่หลายเท่าใดนัก จึงคิดว่าหากจะเปิดโอ บอง แปง จึงควรที่จะไปที่ที่มีคนรู้จักก่อน เพราะกล่มคนทำงานด้านธุรกิจ ผู้บริหารน่าจะมีประสบการณ์จากต่างประเทศมาพอสมควร จึงคิดว่าน่าจะเปิดรับอาหารของโอ บอง แปง ได้ง่ายซึ่งก็ถือเป็นความคิดที่ถูกเพราะได้รับผลตอบรับที่ดี หลังจากเปิดสาขาแรกแล้วโอ บอง แปง ก็เริ่มมองตลาดต่อๆ ไปซึ่งก็เป็นตลาดพนักงานออฟฟิศ ซึ่งขณะนั้นออฟฟิศของเมืองไทยจะมีแต่ร้านอาหารฟู้ดคอร์ดเท่านั้น ยังไม่มีธุรกิจดีเทลที่เข้าไปซึ่งโอ บอง แปง ถือเป็นแบรนด์แรกที่เข้าไปซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ดี

ฝ่าวิกฤติฟองสบู่แตกตามแบบฉบับโอ บอง แปง วิกฤติคือโอกาส

ช่วงปี 2540 ที่หลายคนมองว่าเป็นช่วงวิกฤติทางการเงิน แต่เหตุผลที่โอ บอง แปง เข้ามาจริงๆ อาจจะเป็นเพราะจังหวะของเจ้าของที่ซื้อแฟรนไชส์มาได้เซตทุกๆ อย่างไว้หมดแล้วว่าจะเป็นช่วงเวลานี้ ซึ่งโดยส่วนตัวก็มองว่าเป็นสิ่งที่ดีเพราะโอ บอง แปง เกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤติเพราะทำให้เราเติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะถ้าสาขาแรกที่อาคารสินธรไม่ประสบความสำเร็จจริงๆ เจ้าของไม่มั่นใจจริงๆ โอ บอง แปง ก็คงจะหายไปจากเมืองไทยแล้ว แต่ปรากฏว่าพอเปิดสาขาแรกแล้วประสบความสำเร็จมาก ได้รับผลตอบรับที่ดีจากทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งในปีวิกฤติฟองสบู่แตกโอ บอง แปง สามารถขยายสาขาได้ประมาณ 3-4 สาขา  ซึ่งการที่ทำให้โอ บอง แปง ประสบความสำเร็จต้องเริ่มจากการมองตลาดก่อนว่าอาหารตะวันตกลักษณะนี้ หากจะเปิดที่เมืองไทยก็ควรจะเปิดในจุดที่มีคนรู้จักก่อนค่อยๆ ลองตลาดดูว่าเป็นอย่างไรเมื่อได้รับผลตอบรับดีก็ค่อยเริ่มขยายสาขาไปเรื่อยๆ


ความสำคัญของทำเลที่ตั้ง

ทั้งนี้ การประสบความสำเร็จก็อาจจะเกี่ยวเนื่องในเรื่องของการเลือกพื้นที่ด้วยว่า ขณะที่โอ บอง แปง มาเปิดที่เมืองไทยคนไทยยังไม่รู้จักถ้าเราจะทำให้เป็นที่รู้จักเราควรที่จะเขาไปตรงในจุดที่มีคนรู้จักเราก่อนและค่อยๆ ขยายสาขาออกไป  ซึ่งในช่วงแรกๆ โอ บอง แปง จะเลือกพื้นที่เป็นสำนักงานออฟฟิศเพราะขณะนั้นตลาดธุรกิจออฟฟิศยังไม่มีรีเทล โอ บอง แปง จึงเป็นเจ้าแรกๆ ที่เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นอาคารสินธร, อาคารเอสซีบี, ออซีซั่นเพลส ฯลฯ ซึ่งได้รับผลตอบรับดีมาก พอผ่านไปเรื่อยๆ ธุรกิจออฟฟิศเริ่มมีคู่แข่งที่เป็นรีเทลเยอะขึ้น โอ บอง แปง ก็เริ่มหาที่ไปใหม่ซึ่งเราก็มองเป็นกลุ่มห้างสรรพสินค้าจนถึงขณะนี้เรามองไปยังกลุ่มของโรงพยาบาล

เคล็ดลับการปั้นแบรนด์

เริ่มจากภายในองค์กรก่อนโดยเฉพาะเรื่องคุณภาพของสินค้าที่เราเน้นเป็นหลัก เพราะฉะนั้นเหตุผลที่ทำให้โอ บอง แปง ต้องขายแพง เพราะคุณภาพที่เราการันตีได้ว่าเราใช้วัตถุดิบที่ดี ส่วนความอร่อยถ้ามองในแง่คุณภาพความอร่อยสำคัญมากเพราะหากรสชาติไม่ทำให้ลูกค้าติดใจก็คงจะอยู่ไม่ได้ เรื่องต่อไปเป็นเรื่องของความสดถ้าขายไม่หมดเราจะทิ้งทันที ดังนั้นจึงลืมเรื่องสารกันบูดไปได้เลย ซึ่งทั้ง 3 อย่างที่กล่าวมาเป็นจุดเริ่มต้นการปั้นแบรนด์จากภายในก่อน จากนั้นจึงเป็นการเลือกทำเลที่ตั้งให้ถูกต้องกับกลุ่มลูกค้าของโอ บอง แปง และเราก็จะต้องจัดบรรยากาศร้านให้ดูอบอุ่นเป็นกันเอง เพื่อเป็นการตอบสนองไลฟ์สไตล์คนปัจจุบันที่ต้องการสถานที่นั่งคุยกับเพื่อน นั่งเล่นอินเทอร์เน็ต ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ถือเป็นความสำคัญมากในการปั้นแบรนด์ให้ประสบความสำเร็จ

ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ

ถ้ามองตลาด ณ เวลานี้ น่าจะเป็นเรื่องของคนทำงาน เพราะตลาดเมืองไทยขณะนี้เจอเรื่องขาดแคลนแรงงานค่อนข้างมาก ซึ่งองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ตลาดแรงงานขาดแคลนคือเรื่องค่าแรงที่ทำให้เกิดการแย่งแรงงานกันสูง แต่เมื่อ 2-3 ปีก่อนที่เศรษฐกิจไม่ดีปัญหาที่เจอคือเรื่องต้นทุนวัตถุดิบซึ่งวัตถุดิบสูงขึ้นทุกปี เราก็พยายามดึงไว้เท่าที่จะทำได้จนถึงวันที่ไม่ไหวเราก็ต้องขอปรับบ้างแต่การปรับของเราก็ไม่เกิน 5% ส่วนในเรื่องของการเทรนด์นิ่งพนักงานไม่น่าจะมีปัญหาเพราะเรามีทีมเทรนด์นิ่งน้องๆ อยู่แล้ว ในเรื่องการให้บริการหรือเซอร์วิสต่างๆ ซึ่งพอมีปัญหาตรงไหนเราก็จะพยายามแก้ไปเป็นจุดๆ ต้องค่อยๆ ทำ

การบริหารคนขององค์กร

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องนโยบายของผู้บริหารโอ บอง แปง คือการ พัฒนาคน พนักงานทุกคนที่มาทำงานกับโอ บอง แปง จะต้องถูกเทรนด์หมด เทรนด์ให้ความรู้ทุกอย่างจนกว่าจะพร้อมทดลองทำงานจนมั่นใจมาทำงานถึงที่ร้าน เราจะมีระบบของหัวหน้างานซึ่งหัวหน้างานก็ต้องได้รับการเทรนด์มาอย่างดีว่าจะสามารถดูแลน้องๆ ในร้านได้อย่างไร จิตวิทยาในการดูแลทำงานเป็นทีมทำอย่างไรให้เด็กรู้สึกอบอุ่นว่ามาทำงานที่นี่แล้วพี่ๆ ดูแล รู้สึกมีความสนุก อันนี้คือระดับของการสร้างความสัมพันธ์ในองค์กร ในแต่ละกลุ่มกันเอง และนอกเหนือจากที่เราสร้างความสัมพันธ์ในองค์กรแล้วก็มีเรื่องรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานความสะอาด คุณภาพอาหาร การให้บริการ พวกนี้จะมีการประเมินผลทั้งหมด ซึ่งเด็กๆ จะรู้สึกตื่นเต้นที่จะต้องแข่งขันกัน ต้องทำงานให้ออกมาให้ดีที่สุด เพราะถ้าเขาได้คะแนน ยอดขายเข้าเป้าเขาจะได้รางวัล และโอ บอง แปง ยังมีการจัดกิจกรรมสตาร์ปาร์ตี้ทุกปีให้น้องๆ มาสนุกสนานให้เต็มที่มีการจัดการแข่งขันไม่ว่าจะเป็นของพนักงานหน้าร้านหรือพนักงานโรงงานอบขนมปัง ซึ่งรางวัลที่เราให้เหมือนเป็นการทำดีก็จะได้รับรางวัลซึ่งองค์กรควรจะมีตรงนี้เพราะถือเป็นสิ่งสำคัญในเรื่องกำลังใจของคนทำงาน

การแตกไลน์ธุรกิจในอนาคต

ที่มองน่าจะเป็นเรื่องของวาไรตี้อาหารที่จะต้องพัฒนาให้มากขึ้น มากกว่าการแตกไลน์ อนาคตเคยมองถึงขั้นว่าการเติบโตในอาเซียนในเรื่องของธุรกิจที่เออีซีกำลังมา ความพร้อมของโอ บอง แปง ไทยมี ไม่ว่าจะเป็นตลาดมาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือพม่า ที่กำลังโตอนาคตก็เป็นไปได้ที่โอ บอง แปง ไทยจะไปอยู่ที่นั่น ซึ่งขณะนี้ทางผู้ใหญ่กำลังอยู่ระหว่างการเริ่มต้นคุยเริ่มต้นมองอนาคตกับประเทศแม่ที่อเมริกาด้วยว่าตลาดตรงนี้น่าจะเป็นธุรกิจแบบไหนซึ่งไม่แน่ในอนาคตอาจจะมีโอ บอง แปง ตรงใดตรงหนึ่งในเอเชียที่ผ่านการบริหารจากทางไทยก็เป็นได้ ซึ่งยังเป็นเรื่องของอนาคต

ฝากถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์

ตอนนี้กระแสเรื่องสุขภาพมาแรงผู้อ่านต้องหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เลือกทานอาหารที่ดีที่สำคัญต้องออกกำลังกาย เพราะตอนนี้เราเจอเราไปทานอาหารนอกบ้านเราเจออะไรหลายๆ อย่างบั่นทอนสุขภาพพอสมควร เพราะฉะนั้นอยากให้หันมาดูแลตัวเองมากขึ้นเพราะขณะนี้เทรนด์สุขภาพค่อนข้างมาแรง และมันสามารถทำให้เรามีความสุข สุขกาย สุขใจไม่ต้องป่วยออดๆ แอดๆ ต้องไปหาหมอบ่อยๆ ดูแลตัวเองทั้งเรื่องอาหารการกินและสุขภาพต้องเน้นการเล่นกีฬาเพราะมันจะเมนเทรนด์ร่างกายให้คุณได้ดีมาก คิดว่าหันมามองเรื่องสุขภาพกันให้เยอะๆ คนไทยจะได้ไม่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อยๆ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 7 มีนาคม 2556, 08:00 น.
 

การศึกษาสำหรับลูก คือการลงทุนที่ดีที่สุด…จากใจเจ้าหญิงในบทบาทแม่ ของ ‘แหม่ม-คัทลียา’ กุมภาพันธ์ 28, 2013

http://www.thairath.co.th/content/eco/329272

28 กุมภาพันธ์ 2556, 08:00 น.
Pic_329272

เจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิงไทย หากพูดถึงฉายานี้หลายคนคงนึกถึงนางเอกสาวลูกครึ่งที่มีพี่ชายหล่อดีกรีพระเอกเช่นเดียวกัน เธอผู้นี้คือ แหม่ม-คัทลียา กระจ่างเนตร ที่ขณะนี้ได้ผันตัวเองไปเป็นคนเบื้องหลังเพื่อที่จะได้มีเวลาดูแลลูกๆทั้ง 3 คนอย่างเต็มที่ วันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ Success Story ได้มีโอกาสได้พูดคุยถึงแนวทางการบริหารเงินเพื่อวางรากฐานให้ชีวิตของลูกๆของเธอ

แหม่ม เล่าถึงการใช้เงินให้เราฟังว่า การใช้เงินของแหม่มเปลี่ยนไปเยอะมาก สมัยก่อนเราตัวคนเดียวเราหาเงินได้เยอะแค่ไหนก็อยู่ที่เรา จะซื้อรถ ซื้อบ้าน สร้างบ้าน ซื้อเพชร เพ้ออะไรไปเรื่อยแล้วเราก็เก็บส่วนหนึ่งฝากแบงก์บ้าง เล่นหุ้นบ้างก็แล้วแต่เรา แต่พอมีลูกการใช้เงินก็เปลี่ยนไป เราต้องไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแล้ว อะไรที่อยากได้ก็ต้องเอาของเก่ามาใช้ ไม่ใช่ว่าอยากจะซื้อเพชร อยากจะฟุ่มเฟือยไม่ได้เพราะแหม่ม กับบีบี๋ เราตกลงกันไว้ว่าถ้าเราอยากให้ลูกมีคุณภาพชีวิตที่ดี เราก็ต้องช่วยกันสร้างไว้ให้เขา อย่างน้อยก็เรื่องการศึกษาที่เราจะส่งเขาให้ดีที่สุดเพราะการศึกษาถือเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดสำหรับเด็กๆ

แหม่ม เล่าต่อว่า การเก็บออมโดยส่วนตัวแล้วค่อนข้างทำยากหน่อย เพราะมีลูก 3 คน ค่าใช้จ่ายจะสูง แต่แหม่มก็มีหลักการง่ายๆ อยู่แล้วว่าเราต้องขยันหาเยอะๆ ใช้น้อยๆ เราต้องแบ่งสัดส่วนให้ชัดเจน สมมติเราหามาได้ 100 ถ้าโชคดีก็ใช้ 60 แล้วแบ่งเก็บ 40 แต่ครอบครัวแหม่มก็ถือว่าโชคดี เพราะทั้งแหม่มและบีบี๋ เป็นคนชอบทำงานก็ช่วยกันหาเงิน แต่บีบี๋จะหาเงินเก่งกว่า

ส่วนการลงทุน แหม่ม เล่าว่า คนที่เก่งกว่าแหม่มคือสามี ซึ่งสามีจะค่อนข้างเก่งในเรื่องของการจัดสรรระบบการเงินและหาเงินต่างๆ ส่วนแหม่มจะดูแลเรื่องทั่วไป เช่น ค่าใช้จ่ายในบ้าน ของใช้ในบ้าน ซึ่งการหาเงินในประเทศไทยก็เหนื่อยหน่อย อย่างจะเล่นหุ้นก็ต้องเดาเอาว่าหุ้นตัวไหนตก ตัวไหนควรช้อนซื้อ ตัวไหนควรขาย ตัวไหนควรเก็บ แต่ ณ ขณะนี้สิ่งที่แหม่มทำคือบริษัทที่ทำเกี่ยวกับด้านบันเทิง ส่วนบีบี๋ก็มีรีสอร์ตที่ทำอยู่แล้ว และเราก็มีไปซื้อที่ที่เชียงรายเพราะอยากทำฟาร์มปลูกผักปลูกข้าว เลี้ยงวัว เลี้ยงไก่ ซึ่งเราก็ไม่ได้มีพื้นฐานนะแต่ว่าบีบี๋เป็นคนชอบอะไรทางนี้มาก แล้วเขาก็เป็นคนที่ชอบศึกษา คือคนเราถ้าจะอยากรู้อะไรก็ต้องศึกษาค้นคว้า อ่านหนังสือเยอะๆ ค้นหาข้อมูลเยอะๆ บวกกับชอบอยู่แล้วเขาก็จะสนใจหาข้อมูล ก็เลยอยากจะทำฟาร์มและเปิดร้านอาหารที่เชียงราย เพราะเรารู้สึกว่าเชียงใหม่คงเต็มมากแล้ว เราเลยลองไปขยายที่เชียงรายและเราก็ชอบความเงียบสงบ แต่ก็เป็นที่ที่คนชอบมาเที่ยวเพราะอากาศดี เลยอยากจะทำร้านอาหารและคิดว่าวัตถุดิบทั้งหมดที่เกิดขึ้นในฟาร์มเรา  ก็เอามาใช้ในร้านอาหาร ซึ่งถือเป็นจุดขายของร้านด้วย เพราะผักก็เป็นผักปลอดสารพิษ ไก่ก็เป็นไก่วิ่งเล่นได้ตามสบาย แข็งแรง ข้าวเราก็ปลูกเอง เพราะเราเชื่อว่าคนไทยเริ่มที่จะเป็นห่วงสุขภาพมากขึ้นคำนึงถึงสุขภาพมากขึ้น อะไรที่เป็นประเภทเพื่อสุขภาพ ปลอดสารพิษ ออร์แกนิกอะไรต่างๆ มันก็น่าจะสำเร็จ

ทั้งนี้ สำหรับผลงานของแหม่มที่อยากฝากให้แฟนๆ ได้ติดตามคือ สาระแนชาแนล ที่ฉายทางช่องเคเบิลทีวี ซึ่งน่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางของคนดูที่อยากจะคลายเครียด อยากได้รับความบันเทิง ไม่ต้องคิดมากดูแล้วเพลินดูแล้วยิ้ม หัวเราะมีความสุข ก็ดูสาระแนชาแนล  และร้านข้าวมันไก่ฮ่องเต้ หัวหิน ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับตลาดฉัตรชัย ติดกับพิซซ่าคอมปานี และในอนาคตอันใกล้นี้กำลังหาทำเลเพื่อมาเปิดสาขาในกรุงเทพฯ ด้วย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 28 กุมภาพันธ์ 2556, 08:00 น.
 

มีวันนี้เพราะของแปลก!! ‘กีโต้’ รองเท้า+คีย์บอร์ด สัญชาติไทยล้านเปอร์เซ็นต์ กุมภาพันธ์ 22, 2013

http://www.thairath.co.th/content/eco/327912

21 กุมภาพันธ์ 2556, 08:00 น.
Pic_327912

หากพูดถึงตลาดรองเท้าในเมืองไทยเชื่อว่าหลายๆ คนคงยอมรับในเรื่องฝีมือ เพราะขนาดแบรนด์ของต่างชาติยี่ห้อดังๆ อย่าง ฟิตฟลอปยังต้องใช้ช่างฝีมือไทยในการผลิต ซึ่งไทยเองก็ไม่ได้เพียงแต่รับผลิตให้กับแบรนด์ดังๆ เท่านั้นแต่ไทยยังมีแบรนด์ของตัวเองที่ผลิตและจำหน่ายไปยังต่างประเทศอีกด้วยเหมือนร้องเท้าแนวใหม่ที่ใช้เอกลักษณ์ของเทคโนโลยีมาเป็นไอเดียรังสรรค์อย่างรองเท้าคีย์บอร์ดของแบรนด์กีโต้ ซึ่งถือเป็นแบรนด์ของคนไทยแท้ 100% วันนี้ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่ Success Story ได้มีโอกาสพูดคุยกับหนุ่มไฟแรงทายาทรุ่นที่ 2 ของรองเท้ากีโต้ อย่าง “ไพศาล กิจกำจาย”  เลขากรรมการผู้จัดการ บริษัท กีโต้ (ประเทศไทย) จำกัด

จุดเริ่มต้นของรองเท้ากีโต้

ถ้ายุคคุณพ่อคงเริ่มจากอยากจะค้าขายเพื่อมีเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว เริ่มต้นอาจจะเริ่มตั้งแต่เป็นพนักงานในร้านค้าก่อนจากนั้นจึงเริ่มหาช่องทางหาของมาขายเองและคงเริ่มเห็นว่ารองเท้าขายดีน่าจะมีตลาดเลยไปซื้อรองเท้ามาขาย โดยช่วงแรกก็เป็นการซื้อมาจากร้านขายส่งเพื่อไปส่งร้านค้าปลีกซึ่งก็ทำมาอยู่หลายปีและคงจะขายดีมากจนโรงงานที่เรารับมาผลิตและส่งให้ไม่ทันที่เราจะขาย เพราะเราอาจจะมีลูกค้าอยู่ในมือเยอะหรือช่วงนั้นลูกค้าขายดีคือส่งให้เขาแล้วโรงงานผลิตให้ในสิ่งที่เราต้องการไม่ทันก็คงจะเป็นจุดประกายว่าคงต้องมีโรงงานเองแล้วไม่ต้องไปพึ่งคนอื่นเพราะถ้าไม่มีโรงงานที่จะสามารถกำหนดชะตาชีวิตของตนเองได้ก็คงลำบากก็เลยต้องเริ่มคิดที่จะตั้งโรงงาน ซึ่งช่วงที่ตั้งโรงงานก็ยังไม่มีความรู้เรื่องการผลิตรองเท้าเท่าไหร่แต่อาศัยคูพักลักจำมากกว่า

จากกิเลนสู่กีโต้

สมัยแรกๆ เราเริ่มจากชื่อกิเลน ซึ่งเป็นสัตว์ในตำนานของจีนหน้าตาจะคล้ายๆ สิงห์ เพราะคนสมัยเก่ารุ่นพ่อรุ่นอาม่าคงจะยังไม่รู้จักภาษาไทยมากเท่าไหร่พอเห็นอะไรก็เอามาเป็นยี่ห้อก่อนพอคำว่ากิเลนเริ่มขายไปสักพักซึ่งผมไม่แน่ใจว่ากี่ปีและอาจจะรู้สึกว่าชื่อเริ่มเชย เพราะถ้าเราต้องการสร้างแบรนด์ให้เติบโตไปในอนาคตชื่อเป็นสิ่งสำคัญเลยมีความคิดที่จะต้องพัฒนาปรับปรุงชื่อสินค้าให้ดูดีมากขึ้น ประจวบเหมาะกับช่วงนั้นไปเจอคำฝรั่งสมัยใหม่อย่างคำว่า ล็อตโต้ และลองมาพ้องกับคำว่ากิเลนคือชื่อเดิม เลยกลายมาเป็น “กีโต้” หรือเปล่า  เพราะผู้ใหญ่หลายคนก็เล่าให้ฟังหลายแบบ หรือช่วงนั้นเป็นช่วงกระแสญี่ปุ่นมาแรงเลยลองนำชื่อกิเลนมาผันดู เพราะต้องบอกเลยว่าช่วงที่กระแสญี่ปุ่นมาแรงในไทยอะไรที่เป็นของญี่ปุ่นคนไทยก็รู้สึกอยากใช้รู้สึกดูมีคุณค่า และพอนำมากิเลนมาผันเป็นกีโต้แล้วทำให้ฟังเหมือนญี่ปุ่นซึ่งตรงนี้อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นชื่อกีโต้ก็เป็นได้

ปัญหาและอุปสรรค์ในการสร้างแบรนด์

ช่วงแรกปัญหาอาจจะไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องแบรนด์เท่าไหร่เพราะเรายังไม่ได้โปรโมต จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ประมาณปี 2001 กีโต้เพิ่งเริ่มจะมีโฆษณาแต่ก่อนหน้านั้นเราก็ขายแบรนด์กีโต้มาสักพักแล้วเกือบ 10 ปี แต่คนไทยทั่วไปถือว่ายังไม่รู้จักเลย ทั้งๆ ที่เราขายดีจนมีรายได้มาสร้างโรงงาน ซึ่งคนเริ่มจะมารู้จักกีโต้จากการที่เราเริ่มทำสื่อโฆษณาน่าจะประมาณปี 2000 หรือ 2001 ที่คนเริ่มรู้จักก็เลยคิดว่าสมัยนั้นที่เขามีแบรนด์ก็เพื่อที่จะเอาสินค้าเอาตราสินค้าไปติดไว้ที่ตัวสินค้าเท่านั้นไม่ได้คิดที่จะโปรโมตอะไรทั้งสิ้น เพราะการทำสินค้าต้องมีแบรนด์ตัวเองไม่เช่นนั้นก็ต้องกลัวเรื่องลิขสิทธิ์ที่จะไปโดนคนอื่นฟ้องร้องเรื่องก๊อบปี้เขาหรือเขามาก๊อบปี้เรา  ซึ่งการลงสื่อครั้งแรกเราก็ถือว่าประสบความสำเร็จเลยนะเพราะจากคนที่ไม่เคยรู้จักกีโต้ไม่รู้ว่าจะไปหาซื้อได้ที่ไหน ทั้งๆ ที่มีวางอยู่ทุกที่ทั้งตามท้องถนนทั้งตามร้านค้า แต่สมัยนั้นอาจจะยังไม่ค่อยมีห้างเท่าไหร่แต่คนยังพูดเลยว่าไปซื้อได้ที่ไหนหรือว่าวางขายตรงไหนจนกระทั่งมีโฆษณาคนถึงจะรู้จักและเห็นสินค้ามากขึ้น

ภาวะค่าแรงพุ่ง

การขึ้นค่าแรงค่อนข้างเป็นปัญหาทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 40% หากเทียบความเป็นต้นทุนของรองเท้า เพราะค่าแรงเป็นส่วนหนึ่งของตัวสินค้า หากถามว่าเป็นปัญหาหรือไม่ถือว่าเป็นปัญหา ซึ่งตอนแรกกีโต้จ้างอยู่ที่ 215 พอมาเป็น 300 ก็ปรับขึ้น 40% ถ้าถามว่ากระทบหรือไม่ก็กระทบนะ ทำให้ต้นทุนเราหลายๆ ส่วนเพิ่มมากขึ้นเราก็ต้องคุยกับลูกค้า และสินค้าบางตัวอาจจะไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้ เพราะลูกค้าบอกว่าต้องขายราคา 99 หรือ 199 บาทเท่านั้น จึงจะขายได้และเท่าที่ผมสัมผัสอย่างสินค้าที่ต้นทุนราคาถูกๆ ประมาณ 60 บาท เราส่งให้ร้านค้าขายในราคา 99 บาท ร้านค้าโอเคเพราะมีกำไรคู่ละเกือบ 40 บาท แต่พอค่าแรงเพิ่มต้นทุนเพิ่มเราจะปรับราคาต้นทุนเป็น 65-70 บาท ร้านค้าจะรู้สึกไม่โอเค เพราะเขาจะเหลือกำไรน้อยลงเขาจะรับไม่ได้และจะไม่ซื้อสินค้าตัวนี้ไปขายแต่จะหาสินค้าอื่นที่ราคาถูกกว่าไปขายแทนในราคาเดิม เพราะร้านค้าจะบอกว่าหากปรับเป็น 109 บาทจะไม่ใช่ราคาขายแม้เราจะพยายามบอกแล้วว่าการปรับไม่ใช่ปรับเพราะตัวเราแต่ปรับเพราะต้นทุนขึ้นและสินค้าทุกอย่างขึ้นจริงๆไม่ใช่ขึ้นแต่รองเท้า เราเชื่อว่าผู้บริโภครับได้ แต่ความรู้สึกของร้านค้าบอกคนขายรับได้แต่ความรู้สึกคนซื้ออาจจะไม่ใช่ แต่ไม่ได้หมายความว่าขายไม่ได้นะยังคงขายได้เหมือนเดิมแต่อาจจะไม่ได้เร็วและจำนวนมากเหมือนที่ผ่านมา  ซึ่งบางทีพอมันไม่สามารถไปได้แล้วจริงๆ เราก็ต้องคอยพลิกแพงรูปแบบสินค้า พัฒนาสินค้าให้อยู่ในราคาที่ลูกค้ารับได้

แก้ปัญหาค่าแรงตามสไตล์คนรุ่นใหม่

เราต้องพยายามพัฒนาอย่างไรก็ได้ให้ตัวสินค้าคงรูปแบบความสวยงามและความแข็งแรงเหมือนเดิม แต่อาจจะลดเรื่องการประดับตัวสินค้าทำให้สวยแบบเรียบๆ เพราะบางทีการสวยแบบเรียบๆ อยู่ได้ยาวกว่าการสวยแบบใส่สีใส่ไข่เยอะๆ เราพยายามทำให้เรียบแต่ยังดูมีคุณค่าอยู่ สินค้าแบรนด์เนมที่เราเห็นถ้าเราสังเกตุส่วนใหญ่จะเป็นแบบเรียบๆ ทั้งนั้น เพื่อให้ต้นทุนอยู่ตรงนั้นได้ เพราะร้านค้าที่จะรับราคาสูงขึ้นค่อนข้างยากอาจจะมีบางตัวราคาสามารถปรับขึ้นได้จริงบางร้านค้าบางสถานที่ อย่างถ้าเป็นขายในพลาซ่าหรือในห้างลูกค้ารับได้เพราะถือเป็นลูกค้าคนละเกรดแต่ถ้าเป็นร้านค้าทั่วไป ข้างถนน หรือแบกะดิน ราคาถือเป็นปัจจัยสำคัญ

ดีไซน์แปลกจนขายดี

ถ้าเราบอกว่าราคาถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้สินค้าขายได้ รูปแบบสินค้าที่แหวกแนวก็เป็นปัจจัยที่จะทำให้เราสามารถวางสินค้าที่แตกต่างจากแบรนด์อื่น ส่วนหนึ่งจะบอกว่าราคาไม่สามารถขายได้ราคาเดิมเพราะต้นทุนสูงขึ้นเราก็ต้องทำสินค้าที่มันแตกต่างจากเดิมเพื่อสร้างความแตกต่างพอแตกต่างมูลค่าเพิ่มของสินค้าก็ตามมา ซึ่งสินค้าที่ทำให้กีโต้มีชื่อเสียงคือรองเท้าคีย์บอร์ดโดยตอนแรกเราทำสินค้าออกมา ณ รุ่นนั้นยังไม่ได้เป็นคีย์บอร์ดซะทีเดียวอาจจะเป็นสินค้ามีช่องๆ อะไรอยู่ที่ตัวพื้นที่เราเหยียบ พอเราเริ่มดูแล้วว่ารูปแบบมันสวยนะเราอยากจะหยิบมาโฆษณาสินค้าทางทีวีเราก็เรียกเอเจนซี่เข้ามาคุยและให้เอเจนซี่ช่วยหาไอเดียที่จะพรีเซ้นต์ตัวสินค้าว่าจะทำอย่างไรให้ขายได้ดีขายได้เยอะ ณ ช่วงเวลาที่เราออนแอร์ หลายๆ เจ้าก็พูดหลายๆ อย่างแต่มีอยู่เจ้าหนึ่งบอกว่าดูแล้วเป็นปุ่มๆ เป็นสี่เหลี่ยมๆ ดูแล้วคล้ายๆคีย์บอร์ดซึ่งช่วงนั้นกระแสไอทีก็กำลังมา เลยบอกงั้นเราลองมาทำคีย์บอร์ดจริงๆ ดูสิเลยให้ทีมงานพัฒนาทำแม่พิมพ์ ทำโมและจำลองออกมาดูว่าถ้าเป็นรองเท้าคีย์บอร์ดแล้วการใส่งานจริงการใช้งานจริงจะได้หรือไม่ ซึ่งพอทำออกมาแล้วคนก็ยอมรับว่าสวยและใช้งานได้จริง เลยทำออกมาและจ้างเอเจนซี่โปรโมตก็ถือว่าเป็นการตอบรับที่ค่อนข้างดี ซึ่งไม่ใช่แค่การตอบรับในการขายสินค้าก็ดีทั้งในแง่ของภาพลักษณ์ของบริษัทที่มีสินค้าแปลกใหม่ออกมาในตลาดอีกด้วย

การแตกไลน์ของกีโต้ในอนาคต

ตอนนี้หากพูดถึงเรื่องแตกไลน์ยังไม่ได้แตกไลน์ขนาดนั้น แต่ตอนนี้เราแค่แตกตัวสินค้าออกมา คนอาจจะมองว่ากีโต้เป็นรองเท้าแตะถ้าเป็นภาพลักษณ์จริงๆ เพราะสิ่งที่เราสื่อออกไปทางสื่อหลายๆ ส่วนเป็นรองเท้าแตะซะส่วนใหญ่บางคนยังไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่ากีโต้มีรองเท้าแทบจะทุกเซ็กเม้นท์ ทั้งรองเท้าแตะ รองเท้าเด็กแรกเกิด รองเท้าเด็กอ่อน รองเท้าระดับผู้ใหญ่ที่ใส่เดินในที่ทำงานก็มี รองเท้าผ้าใบลำลองที่ใส่เดินเที่ยวหรือใส่ในที่ทำงาน รองเท้ากีฬากีโต้ก็มีแต่ผมเชื่อว่าหลายคนยังไม่ทราบว่ามี เราพยายามทำให้ครอบคลุมและค่อยๆ โปรโมตไปแต่ละส่วนหลายๆ ช่องทางอยู่ที่ว่า ณ เวลาไหนเหมาะสมมากกว่าท่ีจะโปรโมตตัวสินค้าแต่ละตัว

การบริหารคนขององค์กร

กีโต้เราโตกันมาแบบครอบครัว ตั้งแต่สมัยเริ่มทำยังไม่ค่อยมีเงินทำอะไรให้เป็นกิจจะลักษณะ ซึ่งปัจจุบันก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่แม้จะเริ่มเป็นรูปแบบบริษัทมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม ซึ่งแบบครอบครัวของกีโต้คือใกล้ชิดกับพนักงานทั้งในออฟฟิศทั้งในโรงงานถือว่าใกล้ชิดกันมาก ผมว่าหลายๆ บริษัทฯ อาจจะไม่ใกล้ชิดขนาดนี้ผู้บริหารก็อาจจะแค่เข้ามาประชุม แต่นี่ผู้บริหารเข้ามานั่งดูรายละเอียดเองสั่งงานเองก็ถือว่าใกล้ชิดผมก็รู้สึกว่าพนักงานก็น่าจะรู้สึกว่าทำแล้วสบายใจใกล้ชิด

 


ฝากถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์

อยากให้หันมามองสินค้าไทยมากขึ้น เพราะผมยอมรับว่าคนไทยพยายามจะมองแบรนด์นอกเป็นหลัก ต้องยอมรับว่าแบรนด์นอกดูดีกว่าแบรนด์ไทยเพราะบางทีเราไปเมืองนอกเราเห็นเมคอินไทยแลนด์เราก็ไม่อยากซื้อกลับมา อยากให้มองว่าแบรนด์ไทยไม่ใช่ไม่ดีนะ แต่ว่าภาพลักษณ์อาจจะไม่ได้เท่าแบรนด์นอกก็จริง แต่สินค้าความมีคุณภาพฝีมือคนไทยถือว่าดี ซึ่งกีโต้ถือเป็นแบรนด์ไทยที่ส่งออกแทบจะทุกทวีปที่มีคนอยู่.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 21 กุมภาพันธ์ 2556, 08:00 น.
 

‘ใครว่าขี้เหนียว เขาเรียกรู้จักใช้ต่างหาก’!! สไตล์ใช้เงินแบบหนูหิ่น ‘รุ้ง-ลาวัลย์’ อาสาเล่าให้ฟัง กุมภาพันธ์ 7, 2013

http://www.thairath.co.th/content/eco/325050

7 กุมภาพันธ์ 2556, 08:00 น.
Pic_325050

“หนูหิ่น” เมืองไทย หากพูดถึงชื่อนี้คงมีแต่คนนึกถึงผู้หญิงคนนี้แน่นอน รุ้ง-ลาวัลย์ โทนะหงษา  นักแสดงสาวมากความสามารถที่หาตัวจับยากวันนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ Success Story ได้มีโอกาสล้วงลึกถึงแนวคิดการใช้เงินและเก็บออมของสาวผู้มากความสามารถให้ชาวไทยรัฐออนไลน์ได้ฟังกัน

รุ้ง เล่าว่า การใช้เงินในชีวิตประจำวันคนรอบตัวส่วนใหญ่จะบอกว่ารุ้งเป็นคนขี้เหนียว แต่จริงๆ รุ้งไม่ได้ขี้เหนียวนะแค่เป็นคนรู้จักใช้เงินเพราะเงินทุกบาทที่เราหามาได้มาจากหยาดเหงื่อแรงงานของตัวเองไม่ได้มีใครมาให้เฉยๆ ดังนั้น เวลาจะใช้อะไรรุ้งก็จะคิดเยอะนิดนึง แต่ถ้าของบางอย่างที่เห็นแล้วถูกใจเลยก็เป็นคนใจร้อนซื้อเลยเช่นเดียวกัน

ส่วนเรื่องของแบรนด์เนม รุ้ง บอกเลยว่า ไม่กล้าใช้! เพราะเวลาถือกลัวคนคิดว่าเราถือของปลอมหรือเปล่า (หัวเราะ) และอีกอย่างรุ้งคิดว่าของแบรนด์เนมแพงเกินตัว ประกอบกับรุ้งชอบถือของที่รู้สึกว่าเก๋ๆมากกว่า

“ของที่ซื้อแบบไม่คิดสำหรับรุ้งคือรถ เพราะเหมือนเป็นสิ่งที่นานๆ ซื้อทีถ้าเห็นแล้วชอบก็จะจองเลยจะไม่ค่อยมานั่งหาข้อมูลอะไรเยอะแยะเพราะเราไม่ได้เป็นคนแบบนั้น ส่วนอะไรที่ไม่น่าคิดเราจะคิดเยอะมากเช่นเสื้อผ้าตัวละ 59 บาท ซึ่งดูๆ ก็คิดว่าสวยดีนะแต่ก็คิดว่าฉันจะเอาไปใส่ในงานไหนดีฉันจะใส่อะไร เขาก็ด่าว่า 59 บาทจะคิดอะไรนักหนา ซึ่งถ้าอย่างเสื้อผ้าถ้าไม่ซื้อก็คือไม่ซื้อเลยแต่ถ้าเวลาที่ต้องซื้อก็ซื้อเพราะว่าต้องไปงานโชว์ตัวโน่นนี่”

รุ้ง เล่าต่อว่า การเก็บออมของรุ้งโดยส่วนตัวจะไม่ค่อยมีระเบียบในการเก็บเงินเพราะคนที่มีระเบียบในการเก็บเงินจริงๆ คือคนที่ทำบัญชีและจดทุกอย่าง แต่รุ้งจะเป็นคนที่รู้ว่าเราได้มาเท่านี้เราควรจะเก็บเท่าไหร่ ซึ่งเวลาแบ่งเก็บกับแบ่งใช้ รุ้งจะเก็บประมาณ 70% และอีก 30% คือเงินสำหรับใช้จ่ายของเรา

สำหรับการลงทุน รุ้ง เล่าวว่า โดยส่วนตัวเป็นคนที่กลัวการลงทุนมาก ส่วนใหญ่จะเก็บเป็นเงินสดมากกว่า แต่ตอนนี้ก็เริ่มมีนำเงินไปลงทุนเช่าที่แล้วปล่อยให้คนอื่นเช่าอีกทอดหนึ่ง ถ้าถามว่าเสี่ยงหรือไม่บอกได้เลยว่าเสี่ยง แต่เราต้องดูทำเลดีๆ ก่อน ซึ่งตอนนี้ที่ทำอยู่ก็ถือว่าโอเค และที่ตัดสินใจเลือกลงทุนสิ่งนี้ เพราะคนที่มาชวนคือคนที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้อยู่แล้ว และเขาก็บอกเราว่าทำอย่างนี้แล้วความเสี่ยงน้อย อย่างเวลามีคนไปทำร้านอาหารแล้วมาชวน รุ้งจะบอกว่าเฮ้ยฉันไม่ได้ชอบกินอาหารแกดูสาระร่างฉันหน่อยถ้าฉันอ้วนท้วนค่อยมาชวน เพราะรุ้งมองว่าถ้าเราไม่ถนัดด้านไหนเราก็ไม่กล้าทำอย่างบางคนจะเปิดร้านเสื้อก็มาชวนเราก็จะบอกว่าฉันไม่ใช่คนชอบแต่งตัวนะ

ผลงานที่สาวรุ้ง-ลาวัลย์ อยากฝากให้แฟนๆ ติดตามคือ ละครซิทคอมเณรจ๋า เวลา 11 โมง ทุกวันเสาร์ ละครยัยบุญกับหมอทึ่ม ทางช่อง 3 มีเป็นนักแสดงรับเชิญในซิทคอมผู้กองเจ้าเสน่ห์ ทางช่อง 3 รวมถึงรายการ 5 4 3 2 โชว์ด้วย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 7 กุมภาพันธ์ 2556, 08:00 น.
 

“รักและเอาใจ” จุดไคลแมกซ์ความสำเร็จของ Blue Elephant ร้านอาหารระดับโลกโดยคนไทย มกราคม 31, 2013

http://www.thairath.co.th/content/eco/323558

31 มกราคม 2556, 08:00 น.
Pic_323558

ครัวไทยสู่ครัวโลกหากพูดเช่นนี้คงไม่ผิดนักสำหรับร้านอาหารไทยที่ไปไกลทั่วโลก อย่าง “Blue Elephant” ซึ่งโดยชื่อแล้วคนไทยอาจจะยังไม่คุ้นเคยนักแต่สำหรับฝรั่งหรือนักท่องเที่ยวเชื่อได้เลยว่าร้านอาหารแห่งนี้มีชื่อเสียงอย่างมาก วันนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ Success Story ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับ เชฟนูรอ โซ๊ะมณี-สเต็ปเป้ ต้นตำหรับอาหารไทยอันเลื่องชื่อที่สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก

จุดเริ่มต้น

ร้านบลูเอเลเฟ่นท์ เริ่มต้นเมื่อประมาณ 32 ปีที่แล้วที่กรุงบรัสเซล ประเทศเบลเยียม ด้วยความที่สามีประกอบกิจการค้าขายและมีลูกค้ามาเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ จึงมีโอกาสโชว์ฝีไม้ลายมือในการทำอาหารไทยให้ลูกค้าและเพื่อนสามีไทยทานจนติดใจ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่เปิดร้านอาหารเล็กๆ ซึ่งตอนแรกก็คิดว่าจะทำแค่สนุกๆ จึงเริ่มต้นที่ 40 โต๊ะซึ่งหลังจากเปิดครั้งแรกผ่านไปประมาณ 6 เดือน คนแน่ทำให้โต๊ะไม่พอนั่งจึงต้องขยายเพิ่มเป็น 120 โต๊ะก็ประสบความสำเร็จขายดีมากจึงตัดสินใจขยายสาขาที่ 2 ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และหลังจากนั้นก็ขยายไปที่กรุงโคเปนเฮเก้น ประเทศเดนมาร์ก และกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ที่มาของช้างสีน้ำเงิน

ที่มาของชื่อต้องยกเครดิตให้กับ คุณสามี คาร์ล สเต็ปเป้ เพราะความที่เป็นคนอาร์ตๆ และพี่เคยเล่าเรื่องช้างเผือกซึ่งเป็นช้างคู่บารมีของพระมหากษัตริย์และเป็นช้างนำโชคให้กับประเทศไทย แต่จะให้ชื่อร้านช้างเผือกแกก็ไม่โอเค เลยตกลงเอาสัญลักษณ์เป็นช้าง ส่วนสีน้ำเงินมาจากสีพื้นของธงชาติไทย

เคล็ดลับในการปั้นแบรนด์

ไม่มีอะไรมากเพียงแต่เราต้องทำด้วยใจจริงๆ และรักในการที่จะทำซึ่งโดยส่วนตัวเป็นคนชอบทำอาหารและชอบเอาใจคนอยู่แล้วจึงทำออกมาได้ดี แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็จะต้องรวมถึงการที่มีทีมเวิร์กที่ดีด้วยถึงจะทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จได้

การดูแลการบริหารจัดการแต่ละสาขาทั่วโลก

เรื่องสูตรอาหารพี่จะเป็นคนดูแลเอง ส่วนพวกเครื่องแกเราจะมีโรงงานผลิตเครื่องแกงในประเทศไทยเพื่อส่งออกไปยังสาขาทั่วโลก จึงทำให้รสชาติอาหารไม่เพี้ยนจากกันมากนัก ซึ่งเชฟที่จะประจำแต่ละสาขาก็จะต้องมาเทรนด์งานกับพี่ก่อน ส่วนเรื่องการตลาดหรือแฟรนไซน์ก็จะมีสามีช่วยดูแล ซึ่งเราจะติดต่อสื่อสารกับผู้จัดการแต่ละสาขาหรือเชฟแต่ละสาขาผ่านอีเมล์ ประชุม ซึ่งพี่ก็ต้องเดินทางไปดูแลอยู่ตลอด

ปัญหาและอุปสรรค์ในการทำร้านอาหาร

การดูแลเชฟการคอนโทรเชฟ คุณภาพอาหาร การให้บริการ ซึ่งในเรื่องเชฟเราต้องคอยดูแลเหมือนลูกอ่อนเลยเพราะเวลาออกเมนูอะไรใหม่ๆ บางครั้งเขาก็จะไม่โอเคจนเราต้องลงมือทำเองให้เขาดูก่อนเพราะถ้าเราทำไม่เป็นแล้วเราจะบอกเขาได้อย่างไรว่าควรทำอย่างไรบ้าง ซึ่งการแก้ปัญหาเรื่องเชฟ เราจะต้องเทรนด์นิ่งและมีการประชุมกันทุกเดือน ซึ่งเชฟของทางร้านจะถูกดึงตัวไปที่อื่นเยอะเหมือนกันเราก็ต้องพยายามเทรนด์คนใหม่ๆ เข้ามา ถ้าถามว่าเหนื่อยมั้ยกับการเทรนด์คนใหม่พี่ตอบได้เลยว่าเหนื่อยแต่พี่จะคิดว่ามันเป็นวัฏจักรของชีวิตอย่าไปเครียด เพราะไม่มีเชฟคนนี้ร้านอาหารเราก็จะต้องยังอยู่ต่อไปเราก็ต้องทดแทนด้วยการเทรนด์คนใหม่ขึ้นมาแทน

การบริหารคนสไตล์บลูอีเลฟเฟ่นท์

การดูแลคนจะต้องมีทั้งพระเดชและพระคุณ บลูอีเลฟเฟ่นท์จะเราจะเลี้ยงลูกน้องเหมือนเป็นญาติไม่ใช่เลี้ยงเหมือนคุณนายกับลูกน้อง เวลากินข้าวก็กินด้วยกันประชุมก็ประชุมด้วยกันเวลามีอะไรก็ปรึกษากันเพราะคนไทยไม่ชอบให้ใครมากดขี่ ดังนั้น เราจึงต้องใช้การสอนโดยการแนะนำเราต้องให้เกียรติเขาเหมือนทีมเวิร์กไม่ใช่เราจะสั่งอย่างเดียว

เมื่อถึงวันที่ร้านอาหารแตกไลน์ธุรกิจ

จุดเริ่มต้นของการขยายธุรกิจจริงๆ ก็เป็นการสร้างเพื่อสนับสนุนงานร้านอาหารที่เป็นธุรกิจหลัก ซึ่งธุรกิจที่บลูอีเลฟเฟ่นท์แตกไลน์มีทั้ง โรงงานผลิตเครื่องแกงเพื่อส่งออกไปยังสาขาต่างๆ ของบลูอีเลฟเฟ่นท์ทั่วโลก และมีการเปิดโรงเรียนสอนทำอาหารซึ่งในช่วงแรกเป็นการฝึกเชฟเพื่อไปประจำสาขาในต่างประเทศ แต่หลังจากนั้นก็มีคนภายนอกสนใจติดต่อขอมาเรียนบ้างจึงเริ่มเปิดหลักสูตรสอนทำอาหาร ซึ่งคงยังไม่ถึงกับเรียกว่าโรงเรียนเลยทีเดียวเพราะไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น แต่ในอนาคตก็อยากจะขยายให้ใหญ่เหมือนกัน

สาขาที่ 12 ของร้านช้างสีน้ำเงิน

ถ้าถามขณะนี้คิดว่าจะทำสิ่ง ที่มีอยู่ให้ดีก่อน แต่ถ้าถามว่าประเทศที่มองไว้และหากมีโอกาสจะไปคือประเทศไหนบอกได้เลยว่าอยาก ไปเมืองจีน เพราะลูกค้าที่เมืองจีนมาเรียนทำอาหารกับทางร้านค่อนข้างเยอะ จึงคิดว่าเมืองจีนก็น่าจะเป็นโอกาสโตอีกสาขาของบลูอีเลฟเฟ่นท์

ฝากถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์

อยากให้คนไทยมาชิมอาหารที่บลูอีเลฟเฟ่นท์กันเยอะๆ เพราะเมนูร้านช้างไม่ได้แพงอย่างที่คิด และร้านช้างไม่ใช่ร้านที่หยิ่ง คุณมากินอาหารแค่จานเดียวเราก็ยินดีต้อนรับ ยิ่งคนไทยมาเยอะๆ พี่ยิ่งดีใจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 31 มกราคม 2556, 08:00 น.