ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

จัดอันดับซีอีโอหญิง…รายได้มหาศาลที่สุดในโลก สิงหาคม 27, 2013

http://www.thairath.co.th/content/eco/365833

  • 26 สิงหาคม 2556, 14:00 น.

Pic_365833

Safra Catz

สำนักข่าวการเงินชื่อดังของโลกอย่าง Bloomberg เปิดเผยอันดับผู้บริหารหญิงผู้ทำรายได้สูงสุดในช่วงปี 2012-2013 โดยส่วนใหญ่ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในบริษัทชั้นนำที่มีชื่อเสียงและคนทั่วไปรู้จัก

Carol MeyrowitzCarol Meyrowitz

อันดับที่ 5 Carol Meyrowitz

Carol Meyrowitz เป็นชื่อของผู้หญิงมีความสามารถที่ทำให้เสื้อผ้าราคาประหยัดครองใจคนหลายระดับตามห้างสรรพสินค้าทั่วสหรัฐฯ จึงไม่น่าแปลกใจที่ตัวเลขรายได้ของผู้หญิงคนนี้จะสูงถึง 21 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเท่ากับ 684 ล้านบาท

Sharen TurneySharen Turney


อับดับที่ 4 Sharen Turney

แม้อายุจะก้าวสู่วัย 55 ปีแล้ว แต่รูปลักษณ์อันเปรี้ยวจี๊ดของประธานกรรมการและผู้บริหารแบรนด์สินค้าเอาใจผู้หญิงทั่วโลกอย่าง Victoria’s Secret ที่มีชื่อว่า Sharen Turney ยังคงโดดเด่นและเป็นที่จับตามองอยู่เสมอ เพราะความสามารถการันตีด้วยตัวเลขรายได้ในปีที่ผ่านมามากถึง 25 ล้านดอลลาสหรัฐฯ คิดเป็นเงินไทยเท่ากับ 817 ล้านบาท

Irene RosenfeldIrene Rosenfeld

อันดับที่ 3 Irene Rosenfeld

ท่าทางคล่องแคล่ว ดวงตามั่นใจ สร้างบุคลิกให้กับหญิงเก่งวัย 60 ปีนามว่า Irene Blecker Rosenfeld ซีอีโอบริษัทผลิตภัณฑ์อาหาร Mondelez International  ซึ่งสิ่งที่ใครหลายคนรู้จักผู้หญิงคนนี้คงเป็นจำนวนรายได้มากกว่า 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 917 ล้านบาท

Marissa MayerMarissa Mayer


อันดับที่ 2 Marissa Mayer

ด้วยวัยเพียง 38 ปี ทำให้ทั่วโลกตื่นตะลึงเป็นความสามารถของ Marissa Mayer ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานและผู้บริหารเว็บไซต์ชื่อดังระดับโลกอย่าง Yahoo! โดยเธอผู้นี้สามารถคว้าอันดับ 2 ของผู้หญิงเก่งมีรายได้มากที่สุดในโลกด้วยจำนวนเงิน 36 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เทียบเท่ากับ 1,160 ล้านบาท

Safra CatzSafra Catz

อันดับที่ 1 Safra Catz

ปรบมือให้กับรองผู้บริหารและหัวหน้าที่ปรึกษาด้านการเงินหญิงเชื้อสายอิสราเอลวัย 51 ปีของบริษัท Oracle บริษัทเกี่ยวกับซอฟต์แวร์และคอมพิวเตอร์ที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา โดยในปีที่ผ่านมา Safra Catz ทำรายได้ 51ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,640 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขรายได้ที่มากที่สุดของซีอีโอหญิงทั่วโลก

ยังมีผู้บริหารหญิงอีกหลายคนที่ไม่พูดถึงไม่ได้ อย่าง Indra Nooyi จาก PepsiCo ที่รั้งอันดับ 13 ของชาร์ตหญิงเก่งระดับโลกด้วยรายได้เฉียด 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ Rosalind Brewer ผู้คุมบังเหียนห้าง Wal-Mart ทั่วสหรัฐฯ ที่ติดอันดับที่ 12 ซึ่งทำเงินไปได้ 14 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 26 สิงหาคม 2556, 14:00 น.
 
 

Success Story : ความฝัน ชีวิต ที่ลิขิตด้วยตัวเอง กรกฎาคม 18, 2013

http://www.thairath.co.th/content/eco/357310

  • 16 กรกฎาคม 2556, 10:25 น.

Pic_357310

มีคนกล่าวไว้ เราสามารถแบ่งผู้คนได้เป็น 2 ประเภท หนึ่งคือคนที่ก้าวข้ามความสำเร็จ สองคือคนที่จมอยู่กับความล้มเหลว เมื่อพิจารณาคนทั้งสองประเภท พวกเขาล้วนมีความปรารถนาไม่ต่างกัน ทุกคนมี “ความฝัน” ที่อยากให้เป็นจริง ทุกคนมี “เป้าหมาย” ที่ต้องไปให้ถึง ทุกคนมี “ความสำเร็จ” ที่อยากไขว่คว้า อย่างไรก็ตามสิ่งที่แบ่งแยกพวกเขาให้ต่างกัน คือ ความกล้าที่จะคิดต่างและทำอย่างสร้างสรรค์ ตลอดจนความอดทน มุ่งมั่น ทำจนสำเร็จ

คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมีมากมาย เรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่คุณจะได้รู้จักเขาในพื้นที่กระดาษนี้ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ หนุ่มวิศกรเมืองหลวงที่หนีความศิวิไลซ์เลือกใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติริมเขา ป่าไม้ และทิ้งหมวกวิศกรมาถือจอบขุดดินเพาะฟาร์มเห็ด 17 ปี!

ธนากิจ ชินกิจการ เจ้าของโฮมสเตย์และฟาร์มเห็ดบ้านหัวน้ำ ชื่อนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อเรื่องราวของเขาได้ถูกถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์โฆษณาชิ้นหนึ่ง มีผู้คนเดินทางไปโฮมสเตย์ของเขาเพื่อสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติและอยากรู้จักตัวตนของเขา แน่นอน Marketeer เป็นหนึ่งในนั้น ที่สำคัญเราต้องรู้จักแบบ Exclusive กว่าใครๆ

ความสำเร็จเริ่มต้นที่การไม่ตั้งกรอบความสำเร็จ

Marketeer ลัดฟ้าไปจังหวัดน่าน ท่ามกลางอากาศที่สดชื่น จากสนามบินน่าน เราโดยสารกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ลัดเลาะไปตามเส้นทางคดเคี้ยวเพื่อไปต่อที่อำเภอปัว ผ่านทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม ก่อนขึ้นเนินเขาสุดลาดชัน แต่ดูจะไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่ ในที่สุดก็เดินทางไปถึงที่หมาย ธนากิจ หรือ “พี่อู้” ยืนต้อนรับอยู่ด้านใน หลังจากทักทายพอหอมปากหอมคอ พระเอกร่างเล็กแต่หัวใจใหญ่อย่างเขาก็ไม่ทำให้เราผิดหวังตั้งแต่ออกตัวประโยคแรก

“คุยเรื่องความสำเร็จน่ะหรือ? ตอบตรงๆ ผมไม่เคยคิดว่าผมประสบความสำเร็จ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ผมคิดว่าผมทำอะไรสำเร็จแล้ว ช่วงเวลาที่เรามัวแต่ภาคภูมิใจความสำเร็จ เราอาจจะหยุดพัฒนาหรือชะลอที่จะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผมจึงเลือกที่จะทำในสิ่งที่ผมอยากจะทำ และทำไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุด” การไม่ตั้งกรอบความสำเร็จ คือสิ่งที่เขาบอกเรา

กล้าที่จะฝันและทำอย่างแตกต่าง

เป็นธรรมดาที่ชีวิตคนเรามักต้องมี 2 สิ่งที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ หนึ่งคือสิ่งที่เราต้องทำ หรือสองสิ่งที่เราอยากจะทำ
ธนากิจเองเช่นกัน แม้ตัวเขารู้ดีว่าหัวใจต้องการอะไร แต่ก็ต้องเลือกที่ต้องทำในสิ่งที่ต้องทำก่อน หลังจากที่เรียนจบวิศวะโยธา เขาก็ยึดในสายอาชีพวิศวกรมาโดยตลอด รับเหมาก่อสร้างทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยในช่วงหลังที่เขาเน้นรับงานต่างจังหวัดและมีโอกาสได้ท่องเที่ยวไปที่ต่างๆ มากขึ้น

“ผมทำงานก่อสร้างก็วนเวียนอยู่กับตัวเลข อยู่กับตึกอาคารอากาศร้อนๆ ในตัวเมือง เจอความวุ่นวายเต็มไปหมด ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่คนเราทุกคนต้องเจอและต้องยอมรับผ่านไปให้ได้ ผมเชื่อว่าทุกคนที่ใช้ชีวิตเป็นคนกรุงต่างมีความสุขทุกครั้งที่ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัด หลายคนก็มีความฝันที่จะใช้ชีวิตในชนบท บางคนก็ซื้อบ้านพักตากอากาศเก็บไว้ยามพักผ่อน ผมเองก็เหมือนกัน มีความฝันว่าสักวันหนึ่งเราเองก็อยากหนีความวุ่นวายไปใช้ชีวิตที่ที่มีแต่ธรรมชาติป่าเขา เงียบสงบ”

แน่นอน ใครๆ ต่างมีความฝันเช่นนี้ทุกคน ไม่แปลกที่ใครต่อใครจะเฝ้าฝันพรรณนาอยากมีชีวิตบนภูเขาท่ามกลางแมกไม้ธรรมชาติในตอนบั้นปลายชีวิต….แต่ไม่ใช่เขา

“คนส่วนใหญ่มองเรื่องแบบนี้ตอนแก่ แต่ผมไม่อยากรอจนถึงตอนนั้น ในเมื่อเรามองเห็นเป้าหมายความสุขของเราตอนนี้แล้วทำไมถึงไม่รีบไขว่คว้าเอาไว้”

“ผมไม่ใช่นักธุรกิจ ผมเป็นนักผจญภัย”

ค่อยๆ ทำงานจนเก็บเงินได้ก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง เขาก็เริ่มตระเวนหาที่ดินต่างจังหวัด ด้วยพื้นฐานที่เป็นคนชอบลุยๆ ชอบเที่ยวป่าเขา ข้างกายเขาจึงมีรถกระบะคู่ใจไว้ลุยสนามโหดๆ เสมอ หรือไม่เจอทางแคบๆ ก็มีมอเตอร์ไซค์ไว้ลุยซอกแซก เรียกได้ว่าไปไหนก็ได้ไม่มียั่น

“ตอนหลังที่รับงานต่างจังหวัดเยอะขึ้น มันก็เหมือนกับได้สำรวจที่ดินทำเลต่างๆ ไปในตัว ทั้งทำงานทั้งเที่ยวแล้วก็ศึกษาที่ดินไปเรื่อยๆ ก็มีทำเลมากมายที่ไปดูเอง หรือมีคนแนะนำที่สวยๆ แต่เราก็ยังไม่ถูกใจเท่าไหร่ จนวันหนึ่งมีคนแนะนำให้ไปดูที่ดินแปลงนี้ ผมมาเห็นที่นี่แค่แวบแรกก็ตกลงซื้อทันที นอกจากที่สวยแล้ว ผมมีความรู้สึกว่าที่นี่แหละที่เราอยากจะอยู่ตลอดไปไม่ใช่แค่ซื้อมาเก็บไว้เฉยๆ ก็เริ่มซื้อจากที่ราบ 7 ไร่ก่อน ตอนอายุ 30 พอดี”

อายุ 30 คือรอยต่อ Turning Point ครั้งสำคัญ พอได้ที่ดินแล้ว ถ้าเป็นคนอื่นคือยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีก็อาจจะเก็บไว้ก่อน แต่เขาเดินหน้าเปลี่ยนชีวิตตนเองทันที ตามคอนเซปต์ “ลุยไว้ก่อน” ด้วยความตั้งใจอยากจะใช้ชีวิตที่นี่ให้ได้ จากวิศวกรจึงกลายเป็นเกษตรกรโดยปริยาย โปรเจกต์แรกของเขาเริ่มต้นจากการปลูกข้าว ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัด เป็นสิ่งที่เริ่มต้นเรียนรู้ใหม่เช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้เรียนทฤษฎี แต่เรียนจากการปฏิบัติโดยตรง และผลลัพธ์คือ…

“ไม่รุ่งครับ (หัวเราะ) คือก็ยอมรับว่าสิ่งที่ผมทำก็ไม่ได้ศึกษาตำรา ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ถูกเลย แต่ผมเป็นคนแบบนี้ คือถ้าอยากทำอะไรก็ต้องลองทำ ผมเชื่อว่าความเจ็บปวดนั่นแหละที่เป็นครูเราดีที่สุด ทำนาไม่รุ่งแต่ผมก็ไม่หยุด หาสาเหตุและแก้ไข ข้อดีอย่างหนึ่งคือผมชอบเรื่องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และถึงเรามาอยู่ต่างจังหวัด แต่ก็ไม่ทิ้งเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสาร ผมก็เสิร์ชหาข้อมูลผ่านกูเกิลทุกครั้งที่มีปัญหา เรียนรู้ด้วยตนเอง ในที่สุดก็ทำนาได้ผล แม้ไม่ถึงกับกำไรอะไร แต่ก็มีกินได้ไม่ต้องซื้อใคร ที่สำคัญคือมีกำลังใจอยากทำอย่างอื่นต่อไป”

หลังจากนั้นเขาก็มีโปรเจกต์ใหม่ “เพาะฟาร์มเห็ดขาย” ซึ่งก็เหมือนเดิม พระเอกของเราเริ่มต้นจากศูนย์อีกครั้ง เที่ยวเสาะแสวงหาข้อมูลลองผิดลองถูก และเริ่มทำด้วยตัวเอง คราวนี้ดูเหมือนเขาคิดการใหญ่มากขึ้น แผนของเขาคือการเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ให้กับตลาดเห็ดในภาคกลาง ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงและตลาดใหญ่มักบีบราคาที่ไม่คุ้มต่อต้นทุนทั้งการผลิตและขนส่ง ทำให้เขาต้องเปลี่ยนกลยุทธ์จากแมสเป็นพรีเมียม ย่อส่วนจากใหญ่เป็นเล็กลงแต่ควบคุมโปรดักชั่นให้ดียิ่งขึ้นเพื่อแข่งขันได้

“การเรียนรู้และปรับตัวเป็นคีย์ซักเซสของผม แต่ก่อนผมเป็นคนชอบคิดชอบทำอะไรใหญ่ๆ บางครั้งสิ่งที่เราตั้งใจก็ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป เมื่อเราต้องการอยู่รอดก็จำเป็นที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ อย่างของผมพอทำเรื่องใหญ่ก็มักจะมีปัญหาทุกที (หัวเราะ) ช่วงหลังผมคิดใหม่ ทำช่องทางให้พอดีกับตัวซึ่งก็อยู่รอดและมีความสุขได้ ไม่เครียด ค่อยๆ คิดค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ”

หลังจากที่ธุรกิจฟาร์มเห็ดเริ่มอยู่ตัว เขาก็เริ่มมองหาความท้าทายอื่นๆ ด้วยทำเลที่ตั้งที่สวยงามเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำบ้านพัก หรือโฮมสเตย์ คราวนี้จึงได้โอกาสงัดความรู้ด้านวิศวะมาใช้อีกครั้ง ด้วยการออกแบบสไตล์รีสอร์ต มีความเป็น Loft เข้ากับบรรยากาศธรรมชาติ

“ผมทำแบบพอเพียงกับกำลังทุนของตัวเอง ถามว่าทำเพื่ออะไร จริงๆ ผมไม่คิดว่าตัวเองจะร่ำรวยจากการมาอยู่ใช้ชีวิตที่นี่อยู่แล้ว ผมใช้ชีวิตที่นี่มานานก็อยากจะให้คนอื่นได้มาเห็นมาสัมผัสบรรยากาศดีๆ บ้าง ก็เลยลองทำโฮมสเตย์ดู ซึ่งผมก็รู้จักกับกลุ่มก๊วนออกทริปมอเตอร์ไซค์ พวกเขาก็ชอบมาพักผ่อน และที่นี่ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์เพราะยังสด ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก ก็เลยเป็นจุดขายเฉพาะกลุ่ม นักท่องเที่ยวที่ชอบความสันโดษ เงียบๆ ก็จะมาที่นี่กันเยอะ และก็มีครัวเล็กๆ รองรับแขก ซึ่งผมชอบทำกาแฟก็อาสาเป็น Barista ด้วยตนเอง (ยิ้ม)”

Work Smart,Gain More

สิ่งที่พี่อู้ ธนากิจบอกกับเรา แม้จะไม่ได้ถ่ายทอดเป็นคำพูด แต่เราก็เห็นได้ด้วยผลงานที่เขาทำ ความฝันที่เขารังสรรค์ขึ้นจะเป็นจริงไม่ได้ถ้าเขาไม่ได้ลงมือทำ เราใช้เวลาเดินพูดคุยสบายๆ กับเขา แม้ว่าจะดูเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน แต่เขาก็ไม่ปริปากเอ่ยคำล้าออกมา ตรงกันข้ามเขาดูมีความสุขและยิ้มชี้ดูสิ่งต่างๆ ที่เขาทำ ชี้ดูเห็ดที่ค่อยๆ ผลิบานด้วยความภาคภูมิใจ

ใช้ชีวิตคนเดียวมาโดยตลอด เหงาบ้างหรือไม่ เขาตอบว่าไม่ พร้อมชี้ให้ดูเพื่อนของเขา…รถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ สีเทาหน้าตาดุดันจอดอยู่ ด้วยรูปร่างที่ใหญ่โตกว่ารถกระบะทั่วไป ดูคล้ายม้าศึกที่กำลังหมอบรอนายบัญชาการ บนรถมีลูกน้องกำลังลำเลียงบรรทุกเห็ดเต็มคันรถ

“เหงาได้อย่างไร นี่ไงเพื่อนผม เพราะเราลุยด้วยกันมาตลอด นี่ก็เตรียมจะลุยกันอีกรอบ” เขายิ้มพร้อมเข้าไปคุมงานสั่งลูกน้องใกล้ชิดขึ้น ด้วยรูปแบบการทำงานจึงทำให้เขาเป็นคนสนใจรถเป็นพิเศษ เราจึงคุยกับเขาเรื่องรถคู่ใจมากขึ้น

“ผมอยู่ที่นี่มาเกือบ 20 ปี รถกับผมนี่เป็นเหมือนกับเพื่อนซี้ ด้วยรูปแบบทั้งชีวิตและงานของผมมันต้องลุยตลอด ที่ผ่านมาผมใช้มาหลายรุ่นมาก พอมาเจอฟอร์ด เรนเจอร์นี่บอกเลยว่า โดนใจจริงๆ เจอห้วยเจอน้ำก็ไม่กลัว ลุยน้ำลึกได้ 80 เซนติเมตร ทุกวันต้องบรรทุกของหนักๆ เต็มคันรถ ฟอร์ด เรนเจอร์นี่บรรทุก 1 ตันก็เอาอยู่แบบสบายๆ กลายเป็นเพื่อนใหม่ที่ผมไว้ใจไม่งอแงและพร้อมจะลุยกับผมที่สุด”

Work Smart, Gain More ไม่ใช่แค่แกร่งอย่างเดียว ต้องฉลาดด้วย เขาบอกว่ารถของเขาไม่ใช่แค่พาหนะ แต่เป็นพาร์ตเนอร์ธุรกิจที่สำคัญทีเดียว ทั้งการประหยัดน้ำมันที่เป็นพื้นฐานแรกเรื่องโลจิสติกส์ที่เขายืนยันตั้งแต่ลองใช้กระบะมานี่คือที่สุดแล้ว และเรื่องระบบด้านความปลอดภัย ซึ่งด้วยความแข็งแกร่งที่เหนือกว่า ไม่ว่าจะขึ้นเขาหรือลงห้วยก็ไม่มีปัญหาสำหรับฟอร์ด เรนเจอร์

ฟอร์ด เรนเจอร์ ชนะทุกอุปสรรค

“ผมยกตัวอย่างว่ารถคันนี้มีระบบช่วงล่างและการทรงตัวที่ดี รวมทั้งระบบควบคุมเรื่องความปลอดภัย ฟอร์ดมีระบบล็อกเฟืองท้าย (Limited Slip) สำหรับป้องกันล้อหมุนฟรี ซึ่งจำเป็นมากๆ เวลาขึ้นเขาหรือลงเขา อีกทั้งระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพถนนและเส้นทางออฟโรด ไม่ว่าจะเจอทางแบบไหน ลื่นหรือลาดชันแค่ไหน ผมก็ลุยต่อได้”

“ผมมองว่ารถที่ดีแค่แข็งแกร่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องฉลาดด้วย ต้องมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ตอบสนองเราได้ ซึ่งผมชอบอีกอย่างคือระบบอัตโนมัติต่างๆ เช่น ไฟหน้าอัตโนมัติในยามกลางคืน หรือระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติตอนฝนตก คือมันเป็นรายละเอียดเล็กน้อยๆ ที่ทำให้เราสะดวกขึ้น มีความสุขเหมือนอยู่กับเพื่อนที่รู้ใจ รวมๆ แล้วประทับใจมากๆ ถ้าใครถามผม ผมก็จะแนะนำรถฟอร์ดให้ใช้ จากประสบการณ์จริงเราประทับใจ”

“ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจ ผมเป็นนักผจญภัยมากกว่า ผมมีความสุขเสมอที่ได้ก้าวข้ามชนะทุกอุปสรรค และฟอร์ด เรนเจอร์ก็ช่วยให้ผมก้าวข้ามไปได้ง่ายขึ้น เราจึงเป็นคู่หูกันได้”

ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงาม ที่พักที่แสนสบายกับเมนูเห็ดหลากหลายที่สดอร่อย นับเป็นอีกทริปที่พิเศษสำหรับ Marketeer พี่อู้
ของเราอาสาพาเราไปเที่ยวจังหวัดน่าน ที่สำคัญให้เราได้ลองสัมผัสสมรรถนะการลงเขาของฟอร์ด เรนเจอร์ พร้อมกับลีลาการเข้าโค้งลาดชัน เห็นเจ้าตัวขับอย่างสนุกสนานระหว่างที่พาเราเที่ยวชมจังหวัดน่าน ไม่แปลกเลยว่าทำไมเขาจึงมีความสุขอยู่ที่นี่และตั้งใจอยู่ที่นี่ไปตลอด

นี่สิถึงเรียกว่า  Work Smart, Gain More ฟอร์ด เรนเจอร์ ชนะทุกอุปสรรค

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 16 กรกฎาคม 2556, 10:25 น.
 

Success Story : เจาะทริคธุรกิจเครื่องมืออุตสาหกรรม ฉบับ ‘ซี.อาร์. กรุ๊ป’ กรกฎาคม 12, 2013

http://www.thairath.co.th/content/eco/356389

  • 11 กรกฎาคม 2556, 09:00 น.

Pic_356389

…ปั๊มน้ำและเครื่องยนต์ที่เน้นใช้กับเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม เรารู้ว่ามี เคยเห็นร้านจำหน่าย แต่เชื่อว่าหลายคนคงไม่รู้ว่า การทำธุรกิจประเภทนี้ให้ก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าวงการนั้นไม่ง่าย แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้…Success Story วันนี้มีคำตอบ

C.R.Group ผู้นำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องมืออุตสาหกรรมและครัวเรือนรายใหญ่ของเมืองไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 36 ปีที่แล้ว โดย นายเชาว์ลิต กิจพลากร

อิงกมล กิจพลากร ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซี.อาร์. กรุ๊ป ทายาทรุ่น 2 เธอเพิ่งเข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัวเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว เธอเผยกับไทยรัฐออนไลน์ว่า

ย้อนไปเมื่อประมาณ 36 ปีที่แล้ว ธุรกิจนี้เริ่มจากคุณพ่อ (เชาว์ลิต กิจพลากร) เป็นผู้บุกเบิกโดยเริ่มจากใช้ตึกอาคารพาณิชย์ ย่านพระราม 9 เปิดเป็นหน้าร้านขายสินค้าประเภทเครื่องมือการเกษตร ปั๊มน้ำ เครื่องยนต์ แต่ด้วยความที่ท่านเป็นคนไม่อยู่นิ่ง ประกอบกับว่าท่านเป็นคนที่อยากรู้เรื่องอะไรก็ตามท่านต้องรู้ให้จริง อีกทั้งท่านยังชอบที่จะเป็นผู้ริเริ่มสิ่งใหม่ๆ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ ดังนั้น ธุรกิจที่คุณพ่อเริ่มจากเล็กๆ เมื่อถูกพัฒนาต่อยอดอย่างไม่หยุดยั้ง ส่งผลให้ธุรกิจของคุณพ่อเติบโตอย่างรวดเร็ว

“ยุคแรกเริ่ม ร้านเราใช้อาคารพาณิชย์ เปิดเป็นร้านจำหน่ายอุปกรณ์ทางการเกษตรเล็กๆ ที่ไม่มีแม้กระทั่งโกดังเก็บของ ทว่าในด้านยอดขาย กลับตรงกันข้าม คุณพ่อสามารถสร้างฐานลูกค้าได้อย่างอย่างกว้างขวาง กระจายอยู่ทั่วประเทศ” ทายาทรุ่น 2 กล่าว

สานต่อธุรกิจไม่ง่าย….แต่ทำได้เพราะเรียนรู้

อิงกมล เล่าต่อไปว่า ตั้งแต่สมัยเด็กลูกๆ มีหน้าที่เรียนอย่างเดียว พอเรียนจบก็ออกไปทำงานตามที่ต่างๆเพื่อหาประสบการณ์ กระทั่งถึงเวลาหนึ่ง เมื่อต้องกลับมารับช่วงต่อจากคุณพ่อ ทำให้เธอต้องกลับมาศึกษาระบบการทำงานในบริษัทใหม่อย่างละเอียดอีกครั้ง

“แม้จะเป็นธุรกิจของครอบครัว แต่พอต้องเข้ามาทำงานจริงๆ ก็ต้องมาเริ่มศึกษาระบบต่างๆ ของธุรกิจใหม่ทั้งหมด เนื่องจากว่าเราไม่ได้เตรียมตัว หรือศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้าง การทำธุรกิจมาก่อน ซึ่งจริงๆ คุณพ่อก็มีการวางแผนว่าจะมอบหมายให้ลูกๆ เมื่อเข้ามาบริหารงานอยู่บ้าง แต่การวางแผนกับการทำงานจริงมันอาจจะไม่ได้เป็นไปอย่างที่วางแผนไว้ 100%”

ปัจจุบัน อิงกมล ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างประเทศ รวมทั้งมีส่วนช่วยในด้านการคัดเลือกสินค้า ลงพื้นที่สำรวจตลาดอีกด้วย

โดยสินค้าหลักของบริษัทฯ ประกอบด้วย เครื่องปั๊มน้ำสำหรับใช้ในภาคเกษตร, เครื่องพ่นยา/ปุ๋ย, ปั๊มแบบจุ่ม หรือปั๊มไดโว่ที่อยู่ในน้ำ, เครื่องปั่นไฟ เป็นต้น โดยรวมมีมากกว่า 1,000 รายการ 100 ชนิด โดยแบ่งเป็นเครื่องมืออุปกรณ์เกษตร เครื่องมืออุตสาหกรรม และครัวเรือน

 

หัวใจตลาด คือการสื่อสารอย่างซื่อสัตย์
…จุดแข็งของ ซี.อาร์.กรุ๊ป คือการสื่อสารกับลูกค้าแบบตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ จริงใจกับลูกค้า …

“สินค้า ในตลาดอาจมีให้เลือกหลากหลาย คนซื้ออาจจะเลือกจากราคาที่บางคนจะเน้นถูกไว้ก่อน ขณะที่ในมุมของคนขายอย่างเรา ในการทำธุรกิจ ก่อนอื่นต้องถามตัวเองก่อนว่า ถ้าเป็นเราๆ อยากได้ของแบบไหน และคุณภาพกับราคาต้องไปกันได้ และในฐานะที่เราเป็นคนขาย จึงรู้อยู่แล้วว่าสินค้าแต่ละตัวมีคุณสมบัติอย่างไร ฉะนั้นสินค้าดีหรือไม่ดีเราจะบอกกับลูกค้าตรงๆ”

ขณะที่ การคัดเลือกสินค้าเข้ามาแต่ละชนิด อันดับแรกต้องคำนึงถึงความพอใจลูกค้า ว่าเขาต้องการอะไร แบบไหน นอกจากนี้ในเรื่องของบริการก็ต้องให้ความสำคัญ ทั้งด้านการบริการก่อนและหลังการขายอีกด้วย

 

โชคดีที่คู่แข่ง กับมิตรเป็นคนๆ เดียวกัน
ในภาวะที่หลายธุรกิจต้องฟาดฟันในตลาดอย่างดุเดือดเพื่อชิงความได้เปรียบ หรือตัวเลขยอดขายกำไร ทว่าในวงการอุปกรณ์อุตสาหกรรมในมุมของ ทายาท ซี.อาร์. กรุ๊ป เธอกล่าวว่า

“การแข่งขันในตลาดของวงการนี้จะแตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ ตรงที่คู่แข่งคือมิตรร่วมค้า ซึ่งคู่แข่งเราบางรายเขาก็เป็นลูกค้าที่มาซื้อสินค้าจากเราไปด้วยเช่นกัน โดยรวมๆ แล้วเรียกว่าเป็นพันธมิตรธุรกิจกันน่าจะเหมาะสมกว่า เพราะการแข่งขันไม่มีการฟาดฟันดุเดือด ทว่าเป็นไปในรูปลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย เช่น การเปิดข้อมูลสินค้าให้รับรู้ระหว่างกัน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายบริษัท ที่พยายามหลีกเลี่ยงการแข่งขันแบบฟาดฟันกันเอง เป็นต้นว่าตั้งราคาขายตัดกันเอง อย่างนี้เป็นต้น

 

แก้ปัญหา…ด้วยการให้เวลา

ใครบ้างทำธุรกิจแล้วไม่มีอุปสรรค “ปัญหาอุปสรรคมีเข้ามาบ้าง อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ ทั่วโลกต้องเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจที่เป็นช่วงขาลง จุดนี้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโดยตรง ทำให้ยอดจำหน่ายสินค้าชะลอตัวลง แต่การชะลอตัวดังกล่าวก็ยังไม่ถึงขั้นส่งผลให้บริษัทขาดทุนจนอยู่ไม่ได้ เพราะผลกระทบนี้อาจทำให้ยอดจำหน่ายนิ่งอยู่กับที่ แต่ขึ้นชื่อว่าทำธุรกิจ คำว่า ‘นิ่ง’ มีความหมายเดียวกันกับคำว่า ‘ถอย’ บริษัทตกอยู่ในสภาวะยอดขายนิ่งอยู่กับที่นานเกือบปี แต่ด้วยความที่บริษัทฯ มีฐานการเติบโตที่อย่างค่อยเป็นค่อยไปจนมีรากฐานที่มั่นคง ฉะนั้น ในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา ยอดจำหน่ายไม่เคลื่อนไหว จึงไม่ส่งผลกระทบอะไรมากนัก”

ขณะเดียวกัน ในภาวะที่ยอดขายอยู่ในอาการสงบ ในระหว่างนี้ บริษัทฯ จึงใช้โอกาสนี้ลุกขึ้นมาทำแบรนด์ ทำแพ็กเกจจิ้งขึ้นใหม่อย่างจริงจัง เพื่อให้สินค้าดูน่าใช้ยิ่งขึ้น เพราะคิดว่า ปัจจุบันสินค้าคุณภาพดีอย่างเดียวไม่พอ แพ็กเกจจิ้งต้องดีด้วย

 

หมุดหมายในใจการทำธุรกิจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข

แนวทางการทำธุรกิจของ อิงกมล เธอบอกว่าแนวทางส่วนตัวเธอจะยึดหลักภายในสู่ภายนอก นั่นหมายความว่า ถ้าอยากให้ข้างนอกเป็นอย่างไร ก็ต้องเริ่มจากภายในก่อน เป็นต้นว่าต้องพัฒนา/ปรับปรุง จุดไหนอย่างไรบ้าง อีกทั้ง ธุรกิจต้องมีการพัฒนา และเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา

“เป้าหมายการทำธุรกิจ เราไม่เคยกำหนดที่ตัวเลขต้องได้เท่านั้นเท่านี้ เพราะความสำเร็จในความรู้สึกไม่ได้ขึ้นอยู่กับมูลค่ากำไรที่ได้ แต่ความสำเร็จคือความพึงพอใจจากลูกค้ามากกว่า”

 

สยายปีก เปิดโรงงานประกอบชิ้นส่วนตามโปรเจกต์

ปัจจุบัน ซี.อาร์. กรุ๊ป มีสำนักงานใหญ่ พร้อมโรงงานสำหรับประกอบตามโปรเจกต์ขึ้นที่ อ.ศาลายา จ.นครปฐม

“ที่โรงงานนี้จะไม่ใช่โรงงานผลิต แต่จะเน้นรับประกอบตามโปรเจกต์เท่านั้น โดยจะนำชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆ ที่ทางบริษัทฯเป็นผู้นำเข้า เอามาประกอบเป็นสินค้าใหม่ขึ้นมาอีกที เช่น รถแทรกเตอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบเครื่องยนต์ ซึ่งพวกนี้ทางโรงงานจะประกอบขึ้นตามออเดอร์เท่านั้น จึงจะไม่มีขายที่หน้าร้าน”

ข้อมูลธุรกิจ

C.R.Group ผู้นำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องมืออุตสาหกรรมและครัวเรือนรายใหญ่ของเมืองไทย มีดีลเลอร์มากกว่า 1,000 ราย

แบรนด์หลักๆ ได้แก่ เครื่องสูบน้ำ (ปั๊มน้ำ) CARARI, PENTAX, HCP, KIKAWA เครื่องปั่นไฟ SINCRO, DAISHIN มอเตอร์ LAFERT, AEG, FIRZT เครื่องพ่นยา DAIMOND, APACHE, KAIYO เป็นต้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 11 กรกฎาคม 2556, 09:00 น.
 

เรื่องเล่าความสำเร็จ : ‘เซ็ปเป้’ความสำเร็จ จากคนไม่หยุดคิด มิถุนายน 3, 2013

http://www.thairath.co.th/content/eco/348009

30 พฤษภาคม 2556, 12:30 น.
Pic_348009

….”ถ้ามีอะไรสักอย่างที่กินแล้วดูดีก็คงจะขายดี”….จากความคิดนี้ ตีตลาดเครื่องดื่มสุขภาพกระเจิดกระเจิง ด้วยตัวเลขทางสถิติล่าสุด เพียง 1 นาที มียอดขาย 99 ขวด นั่นหมายความว่า 1 ปี มียอดขายแล้วกว่า 52 ล้านขวด….เขาทำได้อย่างไร เรื่องเล่าความสำเร็จวันนี้มีคำตอบ….

จุดเริ่มเครื่องดื่มสุขภาพ

นายอดิศักดิ์ รักอริยะพงศ์ (ก้อง) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทรัพย์อนันต์ เยนเนอรัลฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแนวใหม่ เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์ เล่าว่า บริษัททรัพย์อนันต์ คือธุรกิจเดิมของครอบครัว ที่บุกเบิกมาสมัยคุณพ่อ-คุณแม่ (คุณอนันต์-คุณสมนึก รักอริยะพงศ์) เป็นธุรกิจทำขนม จำพวกครองแครง คุกกี้ ส่งขายตามร้านโชห่วยทั่วประเทศ

ทำขนมขายอยู่ดีๆ ทำไมกลายเป็นเครื่องดื่มไปได้….CEO หนุ่มเล่าว่า “ด้วยความที่ทางบ้านทำธุรกิจขายขนมส่งร้านโชห่วย วันหนึ่งคุณพ่อผมท่านได้ไปคุยกับเซลส์ขายน้ำผลไม้ ท่านจึงเกิดไอเดียอยากจะทำน้ำผลไม้บรรจุขวดขึ้นมาบ้าง….นั่นคือจุดเปลี่ยนของทรัพย์อนันต์ครั้งสำคัญ

พ่อคิด-ลูกเพิ่ม

“ขณะที่คุณพ่อกำลังเริ่มทำธุรกิจน้ำผลไม้ จังหวะเดียวกันนี้เองที่ผมเรียนจบจากญี่ปุ่น และเพิ่งกลับมาเมืองไทยได้ไม่นาน พ่อผมท่านก็บอกว่า ตอนนี้ท่านกำลังมีโปรเจกต์นี้นะ ในใจผมคิดว่า…ถ้าเป็นน้ำผลไม้ธรรมดา มันต้องไปสู้กับเจ้าอื่นในตลาด แล้วเราเป็นแค่เจ้าเล็กๆ หน้าใหม่อีกต่างหาก จะไปสู้กับยักษ์ใหญ่ในตลาดก็คงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นเพื่อจะฉีกออกมาเราก็ต้องมีความแตกต่าง แล้วเผอิญผมเคยไปสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องวุ้นมะพร้าวมาก่อนหน้า มันก็เลยได้ไอเดียตอนนั้นว่า ถ้าจะขายน้ำผลไม้เราต้องแตกต่างด้วยการนำวุ้นมะพร้าวเข้ามาเป็นส่วนผสมอยู่ในน้ำผลไม้ด้วย จากนั้นพอได้ไอเดียผมก็ลองทำออกมาชิมกันดูก่อน ปรากฏว่า เฮ้ย! อร่อยนะ เราก็เลยเริ่มจากตรงนั้น ..”

แจ้งเกิดโมกุ โมกุ

ตอนขายครั้งแรกหน้าตาของน้ำผลไม้ช่วงทดลองเพียงแค่บรรจุขวดธรรมดา ไม่มียี่ห้อ ไม่มีอะไรน่าสนใจด้วยรูปลักษณ์ ทว่าขายดี…..หลังจากนั้นไม่นาน ผู้บริหารหนุ่ม จึงคิดว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ น้ำผลไม้นี้ควรที่จะมียี่ห้อ มีชื่อ มีฉลากที่ดูสวยงามกว่านี้ ดังนั้นน้ำผลไม้ดังกล่าวจึงได้ชื่อเป็นทางการว่า โมกุ โมกุ นับแต่นั้นเป็นต้นมา…

….โมกุ โมกุ ถูกกระจายออกไปพร้อมกับขนมที่ทำอยู่เดิม ปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก การันตีได้จาก วันหนึ่งพบว่ามีน้ำผลไม้ผสมวุ้นมะพร้าวเช่นเดียวกันกับโมกุ โมกุ ผุดขึ้นมาวางจำหน่ายกลายเป็นคู่แข่งกันในตลาดในเวลาต่อมา

ภูมิใจในสิ่งที่ถูกมากกว่ายอดขาย

…กระทบไหม “ยอมรับว่ากระทบพอสมควร ถึงขนาดที่ช่วงหนึ่ง โมกุ โมกุ ต้องหยุดชั่วคราว โดยเหตุผลของการหยุดนั้นเพื่อที่เราจะทบทวน และหาจุดขายใหม่ๆ ที่แตกต่างออกไป ในที่สุดพอมาวางตลาดใหม่ คราวนี้เราปรับตัวเองด้วยการเพิ่มคุณค่าที่แท้จริงลงไปในน้ำผลไม้  ส่วนประกอบแท้จริงใส่ได้กี่เปอร์เซ็นต์ คุณค่าที่เขาจะได้รับเท่าไหร่ แม้ว่าการทำแบบนี้จะส่งผลให้โมกุ โมกุ มีต้นทุนที่สูงขึ้น จนต้องขยับราคาขายให้สูงกว่าแบรนด์อื่นเล็กน้อยก็ตาม แต่เราสบายใจที่จะทำให้ถูกต้อง และตรงไปตรงมา แม้ว่ายอดขายอาจไม่กระฉูดเท่าเดิมก็ตาม อย่างน้อยเราก็ภูมิใจว่าเราทำในสิ่งที่ถูกต้องไม่ได้เอาเปรียบผู้บริโภคแน่นอน”

เซ็ปเป้ บุกยุโรป

เครื่องดื่มเซ็ปเป้….เริ่มจากน้ำส้ม น้ำลิ้นจี่ น้ำสตรอเบอรี่ ฯลฯ เพิ่มรสชาติออกมาเรื่อยๆ กระทั่งเวลาต่อมาจึงได้แตกไลน์เป็น น้ำว่านหางจระเข้ ทว่าสินค้าตัวนี้ในเมืองไทยผลตอบรับไม่ดีนัก แต่ในร้ายยังมีดี เมื่อสินค้าดันไปเข้าตาชาวต่างชาติอย่างจังจนสามารถส่งออกต่างประเทศ กระทั่งกลายเป็นรายได้หลักของบริษัท และปัจจุบันมีโรงงานผลิตสินค้าตัวนี้อยู่ที่ยุโรป ประเทศสโลวาเกีย อย่างเป็นทางการ

“จากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ธุรกิจส่งออกหลายรายชะลอตัว แต่วิกฤติไม่ได้หมายความว่าจะขายอะไรไม่ได้เลย ในขณะที่คนหนึ่งวิกฤติ อาจเป็นช่องทางให้อีกคนหนึ่งก็ได้ คนเราทุกคนมีช่องเสมอ อย่างผมๆ คิดว่า ถ้าสินค้าเราดีจริง ก็น่าจะมีคนซื้ออยู่แล้ว ส่วนการไปเปิดตลาดยุโรปทำมาประมาณปีกว่าถือว่าผลตอบรับดี แม้จะไม่เปรี้ยงปร้าง ทว่าก็อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจแล้วสำหรับการได้เริ่มต้นทำธุรกิจ อีกทั้งการไปมีฐานผลิตที่นั่น จะทำให้สินค้าเรามีความสดใหม่กว่าการผลิตในประเทศ แล้วต้องเสียเวลาตั้งแต่ออเดอร์ ผลิต ขนส่ง ซึ่งกินเวลามากพอสมควร เพราะผมเชื่อว่า ของกินมันต้องสดใหม่ ทั้งรสชาติ สารอาหารยังได้ครบถ้วนสมบูรณ์กว่าของเก่าอยู่แล้ว”

เลือก “ทำ” ในสิ่งที่ไม่มีใครทำ!

…หลังเซ็ปเป้ ปล่อยน้ำผลไม้ผสมวุ้นมะพร้าว และน้ำว่านหางจระเข้ ลำดับต่อมา เซ็ปเป้ได้เปิดตัว เครื่องดื่มบิวติ ดริ้งค์ ตัวนี้เองที่กลายเป็นสินค้าขายดี จนเริ่มมีคนรู้จักเซ็ปเป้มาจนถึงทุกวันนี้

“ภาพรวมเราเน้นสินค้าเพื่อสุขภาพ ภายใต้แนวคิดที่ว่า เราต้องการเป็นตัวเลือกใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค คือ เราชอบที่จะเป็นคนที่ทำอะไรที่ไม่มีใครทำกัน หรือยังไม่ได้ทำ เพื่อจะเป็นตัวเลือกใหม่ๆ มาตอบโจทย์ผู้บริโภค อย่างเช่นตัวบิวติดริ้งค์ตัวนี้ ที่มีแรงบันดาลใจจากความคิดว่า เราจะทำอะไรที่มันดื่มแล้วเห็นผลดี คือ ถ้ามีอะไรที่กินแล้วสวย กินแล้วผอม หรือว่ากินแล้วขาว พวกนี้มันน่าจะโดนใจตลาดมากที่สุด ผมก็เลยโยนโจทย์นี้ให้กับฝ่ายพัฒนาสินค้าบริษัทไปหามาว่ามีอะไรบ้างไหมที่จะสามารถตอบโจทย์พวกนี้ได้ ซึ่งทางฝ่ายวิจัยก็บอกว่า ควรใส่คอลลาเจน เพราะจะได้คุณค่าเกี่ยวกับผิวพรรณ ส่วนไฟเบอร์ก็จะช่วยเรื่องของระบบขับถ่าย บวกกับแอลคาร์นิทีนที่ช่วยเผาผลาญไขมัน หรือใส่กลูต้าไธโอนช่วยปรับเม็ดสีของผิว ป้องกันยูวี เราจึงคิดต่อยอดจุดนี้ออกมา เป็นบิวติดริ้งค์…ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่มีใครคิดทำเครื่องดื่มที่ผสมคอลลาเจน ไฟเบอร์ ฯลฯ แต่พอเราทำออกมา มันก็เริ่มเป็นกระแสเครื่องดื่มประเภทเดียวกันออกมามีมากขึ้น”

เทคนิคการตลาดสไตล์เซ็ปเป้

“ผมคงบอกสูตรสำเร็จในการทำการตลาดที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาอาจเป็นเพราะผมฟลุกก็ได้ เพราะการตลาดผมว่ามันไม่มีสูตรสำเร็จ ถ้าสินค้าคิดออกมาแล้วตรงใจผู้บริโภคผมว่า แบบนี้มีสิทธิ์เกิด สินค้าสร้างมูลค่า คุณค่าให้ผู้บริโภคได้มีสิทธิ์เกิด ถ้าสินค้ามีนวัตกรรมแต่ไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภค สินค้านั้นก็ไม่มีความหมาย มันเป็นแค่อะไรที่ใหม่แต่ไม่มีประโยชน์ คือ เราต้องเอานวัตกรรมรวมกับประโยชน์มาเป็นที่ตั้ง จากนั้น ขึ้นอยู่กับการส่งสารถึงผู้บริโภคถ้าตลาดรับรู้ได้ สินค้าตัวนั้นก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้”

“ตลอด 10 ปี ผมเริ่มต้นจากการเป็นนักขาย พอมาถึงตอนนี้ผมเข้าสู่ยุคการสร้างแบรนด์ สมัยก่อนผมไม่สนใจชื่อแบร์นด์สักเท่าไหร่ อย่างชื่อยี่ห้อเซ็ปเป้ ยุคแรกๆ ทำออกมาตัวเล็กมาก เอาเป็นว่าคนที่เคยกินยี่ห้อนี้เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่เขากินไปน่ะยี่ห้ออะไร คือพอผมบอกใครว่า ผมทำยี่ห้อเซ็ปเป้บิวติดริ้งค์ ปรากฏว่าไม่มีใครรู้จัก ทั้งที่ขายดีมาก แต่พอบอกว่าขวดสามเหลี่ยม มีรูปดอกไม้ เขาถึงนึกออกว่า เขากินเครื่องดื่มนี้ประจำ คือ คนกินเยอะ ทว่าไม่มีใครจดจำชื่อแบรนด์ได้ เพราะก่อนหน้านี้เราไม่ได้เน้นเรื่องแบรนดิ้ง เราเน้นขายอย่างเดียว ปัจจุบันเราเริ่มที่จะมุ่งเน้นการสร้างชื่อแบรนด์เพื่อให้คนรู้จักมากขึ้น ด้วยการโปรโมตแบรนด์เซ็ปเป้มากขึ้น เพื่อให้คนเห็นโลโก้เราปุ๊บ เขารู้จักทันที เฉกเช่นกับแบรนด์ใหญ่ๆ ระดับโลกอย่างไนกี้ที่ใครเห็นโลโก้ เขาสามารถรับรู้ได้ทันทีว่านี้คือแบรนด์อะไร และนี่คือความฝันของนักการตลาด”


คีย์ซัคเซสของเซ็ปเป้

“อยู่ที่การไม่หยุดคิด การได้พัฒนาอะไรใหม่ๆ ได้พัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ ทำให้ผู้บริโภคมีชีวิตที่ดีขึ้น คิดถึงลูกค้าเป็นที่ตั้งมากกว่ากำไร แม้ว่ากำไรจะเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นปัจจัยขับเคลื่อน แต่ไม่ใช่สิ่งสำคัญอันดับแรก เพราะอันดับแรก คือประโยชน์ของผู้บริโภค ขณะเดียวกันตัวสินค้าก็ต้องตอบโจทย์ด้วย หรือหากในแง่ของการบริหาร ก็ต้องทำให้พนักงานเราทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แล้วสิ่งเหล่านี้เมื่อโยงกันกันมันจะเชื่อมเราไปสู่ความสำเร็จได้อย่างยั่งยืน”

ปัจจุบัน สินค้าบริษัทฯ มีอยู่  6 แบรนด์ ได้แก่  เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์, เซ็ปเป้ สมา-ที ดริ้งค์, เซ็ปเป้ ฟอร์วันเดย์, โมกุ โมกุ, เซนต์แอนนา และเพรียว (คอฟฟี่,คลอโรฟิลล์) โดยส่งออกแล้วประมาณ 50 ประเทศ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 30 พฤษภาคม 2556, 12:30 น.
 

เราดูแลลูกค้าทุกคนเหมือนญาติมิตร…สิ่งที่ ‘หอแว่น’ ยึดมั่นตลอดมาและจะตลอดไป!! พฤษภาคม 7, 2013

http://www.thairath.co.th/content/eco/338340

2 พฤษภาคม 2556, 08:00 น.
Pic_338340

สายตาเป็นสิ่งที่สำคัญกับทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจนขนาดไหน บางคนบอกสายตาคือหน้าต่างของหัวใจ ดังนั้น ดวงตาคือสิ่งที่ทุกคนต้องรักษาให้ดีที่สุด พูดถึงเรื่องดวงตาขนาดนี้ คงไม่ต้องบอกว่า วันนี้ Success Story จะพาไปรู้จักกับร้านแว่นตาของคนไทยที่ประสบความสำเร็จไปไกล ถือเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย ร้านที่เรากำลังพูดถึงคือ “หอแว่น” หรือ “Better Vision” วันนี้เป็นโอกาสดีที่ ไทยรัฐออนไลน์ได้พูดคุยกับ “ภาคี ประจักษ์ธรรม” กรรมการผู้จัดการ บริษัท หอแว่นกรุ๊ป จำกัด

จุดเริ่มต้นของ หอแว่น

หอแว่น เริ่มต้นจากคุณพ่อและคุณลุงเป็นผู้ก่อตั้ง โดยร้านแรกอยู่ถนนเจริญกรุง เพราะสมัยก่อนแหล่งท่องเที่ยวที่ใช้จับจ่ายใช้สอยจะอยู่ที่เวิ้งนครเขษมและวังบูรพา ช่วงประมาณปี 2500 ร้านที่ 2 เราเปิดที่ย่านวังบูรพา และร้านที่ 3 เราเริ่มมาเปิดที่ศูนย์การค้าเพลินจิต ซึ่งเป็นศูนย์การค้าแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งผมมาบริหารต่อช่วงปี 1991 โดยขณะนั้น หอแว่นมีอยู่ประมาณ 10 แห่ง และยังมีธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงงานผลิตเลนส์ รวมถึงธุรกิจค้าส่งด้วย ร้านสมัยก่อนที่จะเข้าห้างสรรพสินค้า จึงจะต้องเป็นร้านห้องแถว โดยที่ข้างล่างเปิดเป็นหน้าร้าน ส่วนข้างบนทำเป็นออฟฟิศ ส่วนร้านที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าช่วงที่ผมเข้ามาทำก็จะเป็นร้านในสยามเซ็นเตอร์ ซึ่งร้านค้าในศูนย์การค้าสมัยนั้น ค่อนข้างประสบความสำเร็จ เพราะศูนย์การค้าถือเป็นตัวกรองกลุ่มคน ซึ่งเป็นกลุ่มพรีเมียร์ให้ในขั้นต้น ซึ่งหอแว่นสมัยแรกเราได้ลูกค้าต่างชาติที่เข้ามาทำงานในเมืองไทยเยอะมาก เพราะเรามีมาตรฐานการตรวจวัดสายตาในระดับเดียวกับร้านค้าในต่างประเทศ เพราะหอแว่นเป็นโรงงานผลิตเลนส์ ซึ่งเป็นธุรกิจค้าส่งจึงได้ไปร่วมงานต่างๆ เลยได้มีโอกาสเรียนรู้จากคู่ค้าต่างประเทศ

ที่มาของชื่อ หอแว่น และ Better Vision เริ่มต้นจากอะไร

คุณพ่อเป็นคนตั้ง ตั้งแต่ 48 ปีที่แล้ว ส่วนชื่อภาษาอังกฤษคุณพ่อก็มีความคิดที่ต่างจากคนอื่น เพราะไม่ใช้ชื่อหอแว่นที่เป็นภาษาอังกฤษ แต่ตั้งชื่อ Better Vision ซึ่งชื่อนี้มาจากสโลแกนกรอบแว่นตายี่ห้อหนึ่งคือ Better Vision For Better Living ซึ่งแปลง่ายๆว่าถ้าสายตาดีก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี


เคล็ดลับในการปั้นแบรนด์หอแว่น

ร้านแว่นตาเป็นเรื่องของสินค้าและบริการ บริการที่ผมพูดถึงคือ บริการตรวจวัดสายตาต้องประกอบกับเรื่องการเทียบแว่นตาให้ลูกค้าใช้บริการได้ดีพวกนี้เป็นความรู้ที่ใช้ศิลปะ และความชำนาญเป็นประสบการณ์ในการวัดสายตา ซึ่งหอแว่นมีเครื่องมือมากมายที่จะช่วยวัดสายตาให้ถูกต้องแต่การวัดสายตาได้และการให้ลูกค้าใส่สบาย ก็ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เรายังต้องปรับแว่นตาให้เหมาะกับพฤติกรรมของลูกค้า โดยเฉพาะขณะนี้เลนส์แว่นตามีความหลากหลายและพัฒนาให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละบุคลิกแต่ละแบบ โดยเราต้องเลือกให้ตรงกับวิถีชีวิตของลูกค้าแต่ละคน ซึ่งหากเราหาจุดนี้ได้จะทำให้ลูกค้าใช้งานได้สบายและชื่นชอบมากขึ้น ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักที่ทำให้หอแว่นอยู่มาถึง 48 ปี และลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำแล้วซ้ำอีก ส่วนการตั้งราคาเรามีมาตรฐานในการตั้งราคาสินค้า โดยคัดเลือกสินค้าที่ดีเหมาะกับราคา เราไม่ได้ทำให้สินค้าเราถูกที่สุด แต่ราคาเมื่อเทียบกับคุณภาพแล้วเหมาะสม

เมื่อวันที่หอแว่นโกอินเตอร์

หอแว่นเป็นบริษัทค้าปลีกแห่งแรกที่ไม่ใช่อาหารที่ได้ขยายสาขาไปต่างประเทศ โดยหอแว่นได้เข้าไป 2 ประเทศก่อน คือ สิงคโปร์และมาเลเซีย เพราะก่อนหน้านี้เ มื่อเกือบ 10 ปีไ ด้มีโอกาสไปเทคโอเวอร์เชนสโตร์ ซึ่งถือเป็นเชนสโตร์ที่มีการดำเนินการที่ดีและสามารถตอบปัญหาเรื่องกฎหมายต่างๆ ได้กระจ่างด้วย โดยหลังจากเข้าไปเทคโอเวอร์แล้ว เราก็เข้าไปดำเนินการมาแล้วประมาณ 7-8 ปี ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดี

การเตรียมรับเออีซีของหอแว่น

ผมเตรียมบ้างแล้ว เพราะผมมีร้านที่สิงคโปร์และมาเลเซีย ผมรู้อยู่แล้วว่าอะไรเป็นอะไร จริงๆ เออีซีเป็นเพียงความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น แต่ยังไม่เหมือนยุโรปสินค้าเข้าออกอาจจะไม่มีภาษี อันนี้เป็นส่วนหนึ่ง แต่ผมเป็นห่วงเรื่องคนมากกว่าเพราะคนไทย เพราะเท่าที่ผมสัมผัสคนในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งถือเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เรามองว่าสติปัญาของคนไทยไม่ได้ด้อยกว่าประเทศใดๆ เลย เพียงแต่เราขาดโอกาสในการพูดภาษาอังกฤษ ดังนั้น เขาจะมีโอกาสในการพัฒนาตัวเองโอกาสในการติดต่อประเทศต่างๆ เพราะเขาเก่งภาษามากกว่าไทยเท่านั้น

ปัญหาและอุปสรรค

ปัญหาก็มาจากคุณภาพพนักงานเรามองว่าจะทำอย่างไรให้พนักงานมีคุณภาพในอย่างที่เราต้องการ เพราะเราเปิด 10 แห่ง 20 แห่งเรายังพอควบคุมคนได้ แต่ถ้าเราเปิด 40-50 แห่ง เราเริ่มควบคุมคนไม่ได้แล้ว เราเลยต้องกลับมาดูตัวเองว่าเราจะควบคุมอย่างไรซึ่งตอนนี้เราทำได้แล้ว เพราะเรามีการเทรนด์นิ่งพนังานเป็นของเราเอง ปัญหาที่ 2 คือ การควบคุม ซึ่งตอนนี้ผมก็แก้ปัญหาได้แล้ว และผมว่าธุรกิจค้าปลีก ไม่ว่าจะขายอะไร ก็ต้องเจอปัญหานี้หมด ปัญหาที่ 3 ที่เจอในปัจจุบัน คือ ค่าเช่าศูนย์การค้าที่ราคาสูงมาก  ค่าเช่าสูงผมเจอที่สิงคโปร์ค่าเช่าสูงมากสูงกว่าเมืองไทย แต่ก่อน 5 เท่าเดี๋ยวนี้เหลือ 4 เท่า มาเลเซียเมื่อก่อนสูงกว่าไทย แต่เดี๋ยวนี้เรียกว่าเท่ากันแล้ว ค่าเช่าอันนี้ผมพูดถึงศูนย์การค้าแบบเดียวกันเทียบกัน ซึ่งค่าเช่าก็ทำให้กระทบถึงโครงสร้างราคาสินค้าที่เราไม่อยากจะเปลี่ยน เพราะถ้าเปลี่ยนราคาจะกระทบถึงผู้บริโภค ส่วนค่าแรงของพนักงาน ผมว่าตรงนี้ไม่เป็นอุปสรรคเท่าไหร่นัก เพราะถือว่าเป็นไปตามเศรษฐกิจ

การบริหารคนขององค์กร

เราต้องไปศึกษาว่าเขาทำงานกันอย่างไร เราก็เอาระบบระเบียบอย่างสายการบังคับบัญชามาใช้ ซึ่งหอแว่นก้าวมาจากธุรกิจครอบครัวญาติพี่น้องเต็มไปหมด แล้วลูกน้องจะฟังใคร เราก็ต้องรวบสายบังคับบัญชามาคนที่อยู่ในตำแหน่งเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์สั่งได้ใครไม่ได้อยู่ในตำแหน่งก็สั่งไม่ได้ กว่าจะปรับเปลี่ยนได้ก็ใช้เวลานานเช่นกัน ส่วนระบบการพัฒนาบุคลากรก็เป็นสิ่งสำคัญ ถ้าพัฒนาช้า รายได้ก็เติบโตช้า พนักงานก็จะไม่อยู่กับเรา เพราะทุกคนก็หวังว่าอยากทำงานทำเงินได้มากขึ้น เพราะเพื่อนๆ เขาไปกันแล้ว เรายังย่ำอยู่กับที่ เขาก็ไม่อยู่กับเรา ทุกอย่างเป็นการแข่งขันไปหมด ซึ่งพนักงานของหอแว่นประมาณ 40% ถือว่าเป็นพนักงานที่ทำงานกับเรามามากกว่า 10 ปี ซึ่งคนกลุ่มนี้ถือเป็นบุคลากรพื้นฐานของเรา เขารู้ว่าเราทำงานกันอย่างไร เวลาผมบริหารงานผมจะบริหารเหมือนเป็นครอบครัวใหญ่ ถ้านอกเหนือจากเรื่องงานเราเหมือนเป็นพี่น้องกัน ผมกันเองกับลูกน้องทุกคน แต่ถ้าเป็นเรื่องงาน คำสั่งคือคำสั่ง แต่คำสั่งของผมจะไปพร้อมกับวัตถุประสงค์ทั้งหมด ผมจะต้องบอกว่าเหตุผลที่เขาต้องทำอย่างนี้เป็นเพราะอะไร ทำแล้วจะได้ประโยชน์อะไรกลับมา เพราะฉะนั้นผมค่อนข้างจะโปร่งใสในการทำงาน

ภาพรวมตลาดแว่นตาเป็นอย่างไร 

สายตาเป็นไปกับวิถีชีวิต ถ้าผมมองที่สิงคโปร์คนที่ต้องการใช้แว่นตามีมากถึง 80% มาเลเซียมีมากถึง 50% ของผู้บริโภคทั้งหมด ถ้าประเทศไทยคนในเมืองอย่างกรุงเทพฯ คนที่ต้องการใช้แว่นตามีไม่ต่ำกว่า 50% เพราะวิถีชีวิตคนกรุงเทพฯ ต้องใช้คอมพิวเตอร์ อ่านหนังสือ และเล่นสมาร์ทโฟน ดังนั้น ก็ต้องการสายตาตลอดเวลา ซึ่งคนที่มีสายตาสั้นการชดเชยได้คือ การเพ่งทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนักขึ้น เพื่อที่จะทำให้เห็นชัดขึ้น การเพ่งก็ไม่ต่างจากเวลาเดินแล้วเหมือนคนแบกน้ำหนัก ถ้าไม่แบกก็จะสบายกว่าแบกแล้วจะเหนื่อยกว่า มาจนถึงจุดหนึ่งเราก็ต้องวางถ้าบางคนเกิดมามีสายตามัวๆ โลกนี้ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง ฉันก็ไม่รู้การที่มาใส่แว่นก็ทำให้รู้ว่า โลกนี้สดใสขนาดไหน ไม่ว่าคนจะปวดหัวเป็นไมเกร นหรืออะไรก็แล้วแต่ พอมาใส่แว่นแล้วหาย เขาก็จะเรียนรู้ว่าแว่นตาช่วยอะไรเขาบ้าง และตลาดแว่นตาก็โตทุกปี เพราะยังเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา การที่กำลังพัฒนาหมายความว่า คนที่เปลี่ยนวิถีชีวิตและอัตราคนเกิดใหม่ยังเยอะอยู่ เมื่อวิถีชีวิตเป็นอย่างนี้มันก็ต้องการใช้แว่นตา ผมคิดว่าโตปีละประมาณ 7-8% อย่างน้อย

การใส่คอนแท็กเลนส์กับแว่นตา สิ่งไหนมีข้อดีและข้อเสียมากกว่ากัน

แว่นตาเป็นสิ่งพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาสายตา ไม่มีอะไรใส่เข้าตาง่ายต่อการใช้งานและไม่มีปัญหา ยกเว้นคุณได้เลนส์มาผิดเบอร์ก็ถือว่าใช้การได้ไม่ดี ส่วนคอนแท็กเลนส์ปัจจุบันได้พัฒนามาจนกระทั่งดีมาก ถ้าเราใช้งานตามที่เขาแนะนำคือ ต้องล้างทุกวัน ถ้าเลนส์ที่ใช้ได้ 1 เดือน 1 เดือนก็ควรจะทิ้ง และใช้คอนแท็กเลนส์ที่ผ่าน อย.เท่านั้น อย่างน้อยก็ได้มาตรฐาน เพราะ อย.เป็นตัวแทนผู้บริโภค ที่จะไปตรวจเช็ก ตรวจสอบมาตรฐานของสินค้า ที่ผู้บริโภคต้องใช้เข้าไปอยู่ในร่างกายเรา ถ้าเป็นคอนแท็กเลนส์ในกลุ่มนี้ก็ถือว่าใช้งานได้ดี ยกเว้นการใช้งานผิดวิธีไม่ค่อยล้าง ล้างไม่สะอาดอุปกรณ์ที่ใส่สกปรก แต่การใช้คอนแท็กเลนส์ถ้าใช้ไปนานๆ และใช้มากกว่า 10 ปีขึ้นไป จะพบว่าตาเราล้า เพราะคอนแท็กเลนส์แตะอยู่ในลูกตา เพราะเขาใช้ทุกวันตื่นมาก็ใส่กลับบ้านก็ถอดถ้าใช้งานอย่างนั้นส่วนใหญ่มากกว่า 10 ปีจะเร่ิมล้า ล้าหมายความว่า พอใส่แล้วจะรู้สึกไม่สบายตาเหมือนเดิม ซึ่งเหมือนมีพลาสเตอร์ปิดแผลปิดบนเนื้อทุกวัน ก็จะทำให้เนื้อเปลื่อย แต่คอนแท็กเลนส์เขาพัฒนามาดีมาก จนกระทั่งต้องใช้เวลานานมากถึงจะเห็นผลว่ามันเกิดอะไรขึ้น ซึ่งหากถึงจุดนั้นเขาต้องกลับมาใช้แว่นตาเหมือนเดิม ซึ่งของหอแว่นที่มีประสบการณ์สูงจะรู้แต่ไม่กล้าบอกลูกค้าแต่จะแนะนำให้ลูกค้าไปพบหมอให้หมอเป็นคนพูดสุดท้ายก็ต้องกลับมาใช้แว่นตา เพื่อพักการใช้คอนแท็กเลนส์ช่วงหนึ่งเพื่อพักสายตาซึ่งสักพักอาจจะกลับมาใส่ได้อีก

ฝากถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์

หอแว่นทำธุรกิจมายาวนานเป็นบริษัทแว่นตาอันหนึ่งที่ยาวนานที่สุดในไทย เราอยู่มาได้เพราะเราดูแลลูกค้าด้วยจรรยาบรรณ พนักงานเรามีความรู้ ความสามารถที่ดี เพียงพอที่จะให้คำแนะนำ เวลาเราเทรนด์พนักงาน ผมจะบอกลูกน้องตลอดเลยว่า ให้ดูแลลูกค้าเหมือนญาติมิตร มีจรรยาบรรณ มีความจริงใจในการแนะนำ หากไม่ต้องใส่แว่นคือไม่ต้องใส่ แต่ถ้าใส่แล้วควรจะใส่อย่างไรสินค้ามีทั้งราคาถูกและราคาแพง แต่สินค้าที่ราคาสูงก็พัฒนามาเพื่อเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์แบบหนึ่งวิถีชีวิตแบบหนึ่งที่เขาต้องการใช้แบบนั้นไม่ใช่มันแพง เพราะแพงเว่อร์แต่การที่ราคาแพงก็มีเหตุผล ดังนั้น พนักงานของเราจะพยายามหาที่เหมาะสม

ส่วนเรื่องคอนแท็กเลนส์ ผมอยากเตือนน้องๆ วัยรุ่นทั้งหลาย โดยเฉพาะสาวๆ ที่ชอบใช้คอนแท็กเลนส์บิ๊กอาย และไปซื้อสินค้าที่ไม่ผ่าน อย. จะอันตรายมาก ตาคุณมีแค่คู่เดียว ถ้าเป็นอะไรไปซ่อมไม่ได้ ซึ่งโทษคือ 1.สินค้านั้นมีมาตรฐานขนาดไหน ไม่รู้แล้วต้องใส่ลงไปในตาคอนแท็กส์เลนส์ ถ้าทำไม่ดีขอบมันคมนะ และความสกปรกผมไม่รู้ว่าเวลาเขาขายอยู่ในตลาดอนามัยขนาดไหน และที่ผมได้ยินมา ช็อกกว่านั้นอีกคือ แลกกันใส่ แลกกันใส่คือ เหมือนกับคุณเอาแปรงสีฟันแลกกันใช้อะ คุณยังไม่กล้าเลย นี่ใส่เข้าไปในตา อันนี้ผมเปรียบให้เห็นภาพเนี่ย เขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ซึ่งผมบอกได้ว่ามันอันตรายมาก และคนขายมีความรู้ขนาดไหนผมไม่ทราบ แต่ของผมกว่าจะขายได้ต้องอบรม เทรนด์ และสอบ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 2 พฤษภาคม 2556, 08:00 น.
 

‘ต้องกล้าที่จะลงทุน!’ เทคนิคของ’แปซิฟิคเฮลธ์แคร์กรุ๊ป’ผู้นำธุรกิจเวชภัณฑ์ เมษายน 25, 2013

http://www.thairath.co.th/content/eco/339572

19 เมษายน 2556, 16:42 น.
Pic_339572

ความสำเร็จของผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์ผ่าตัด MiniSURE (มินิชัวร์)สำหรับผ่าตัดผู้ป่วยโรคพังผืดกดรัดเส้นประสาทข้อมือ ของบริษัทเซอร์จิคอล อินโนเวชั่น เฮลธ์แคร์ จำกัด ซึ่งได้รับรางวัล 2013 Frost & Sullivan Thailand New Product Innovation Award ไปหมาดๆ เป็นเครื่องการรันตีความสำเร็จ โดยผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของอุปกรณ์ชิ้นนี้คือ คุณประเสริฐ ไวยาวัจมัยกรรมการผู้จัดการใหญ่ แปซิฟิค เฮลธ์แคร์ กรุ๊ป และการร่วมมือของนพ.สุนทร วงษ์ศิริ จากคณะแพทยศาสตร์ ทั้งนี้ยังได้มีการจดสิทธิบัตรนวัตกรรมชิ้นนี้ในประเทศไทย อมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นแล้วด้วย

ทำความรู้จักกับ บริษัท เซอร์จิคอล อินโนเวชั่น เฮลธ์แคร์ จำกัด จุดเริ่มต้นของการสร้างผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์ผ่าตัด MiniSURE (มินิชัวร์) โดยบริษัทดังกล่าวเริ่มก่อตั้งขึ้นในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2555 เป็นบริษัทลูกของ กลุ่มบริษัท แปซิฟิค เฮลธ์แคร์หนึ่งในบริษัทชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเน้นการให้บริการด้านเวชภัณฑ์ครบวงจร ได้แก่ เภสัชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ครอบคลุมงานบริการทุกด้าน โดยวัตถุประสงค์จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยที่เกี่ยวกับนวัตกรรมทางการแพทย์ในประเทศไทยให้ไปสู่ตลาดโลก โดยอาศัยพื้นฐานความถนัดในงานบริการด้านเวชภัณฑ์ครบวงจรและเครือข่ายที่มีอยู่ในหลากหลายประเทศเพื่อผลักดันนวัตกรรมไทยไปสู่ระดับสากล

ล้วงลับความสำเร็จกับ คุณประเสริฐ และ นพ.สุนทร ที่ช่วยกันคิดค้นอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งอาจจะเป็นการเริ่มต้นที่มีความสำคัญกับธุรกิจในด้านเวชภัณฑ์ของเมืองไทย เพราะเป็นการจุดประกายเรื่องการลงทุนทางธุรกิจผลิตเพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศ ทุกวันนี้ประเทศไทยเองได้นำเข้าสินค้าเหล่านี้ในจำนวนปริมาณที่มากและมีราคาแพง การลุกขึ้นมาผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์เองสำหรับผู้ประกอบการในไทยจะช่วยให้โรงพยาบาลต่างๆ ในประเทศลดการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ที่มีราคาสูง พร้อมกับเป็นแนวทางให้นักลงทุนใส่ใจร่วมคิดค้น พัฒนา ต่อยอดความรู้ด้านเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ที่เป็นประโยชน์มหาศาล ในสิ่งที่ตามมาคือการใช้เครื่องมือแพทย์ที่ถูกลงจะทำให้ประชาชนมีค่าใช้จ่ายการรักษาสุขภาพที่ประหยัดมากขึ้น

คุณประเสริฐ บอกว่า ในปัจจุบันธุรกิจด้านพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์นั้นมีหน่วยงานรัฐมาช่วย แต่สิ่งสำคัญเหล่านี้คือ ภาคเอกชนที่จะเข้ามาสู่ธุรกิจด้านการพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ต้องกล้าที่จะลงทุนและมุ่งสู่ตลาดโลก เช่น เราตั้งใจจะจดสิทธิบัตรที่มีราคาเป็นล้าน โดยที่ยังไม่ได้อะไรเลยนอกจากกระดาษ ยังไม่รวมถึงเรื่องการลงทุนต่างๆ อีกด้วย ถ้ากล้าลงทุนแล้วก็ต้องไปให้สุด คนอาจจะกลัวเรื่องการลงทุนเยอะ แต่เอกชนของไทยไม่กล้าไปลงทุนให้สุดจึงเป็นปัญหา บางคนจะเอาเงินไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์แทน ซึ่งใครจะกล้าเอาเงินมาลงทุนในเรื่องของนวัตกรรม แต่เราไม่คิดแบบนั้น เพราะเราเชื่อว่าถ้าเราไม่ทำแต่คนเอาไปจดลิขสิทธิ์ต่างประเทศก็จะทำให้เราเสียโอกาสเต็มไปหมด วันนี้เราตัดสินใจถ้างานนี้มันเกิด ก็จะมีนักลงทุนไทยเอางานนวัตกรรมไทยไปต่างประเทศ เราไม่ได้หวังจะเป็นผู้นำแต่เราก็หวังจะเป็นผู้จุดประกายในด้านนี้

“ในวันนี้เมืองไทยต้องยอมรับว่างบเหล่านี้มีการวิจัยน้อยมาก ถ้าเราไม่มาช่วยรัฐบาล ไม่มาสร้างความเป็นฮีโร่เลย ก็จะไม่มีเอกชนรายอื่นมารับต่อ วันนี้มีเงินเท่าไหร่ใส่ตลาดหุ้นหมด ทำไมจะต้องมาลงทุนเครื่องมือแบบนี้ ยังไม่รู้อีกต่างหากว่าจะดีหรือไม่ ถ้าเราช่วยกันและกัน จะเป็นโมเดลสร้างให้คนมาสนใจลงทุนในเรื่องเครื่องมือแพทย์”

คุณประเสริฐ ย้ำว่าธุรกิจนี้เรารู้ดีและมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้วที่จะทำให้ไปได้ไกลในตลาดโลก แต่ประเด็นก็คือ เราไม่มีความกังวลเพราะเราทำตลาดมานานในด้านต่างประเทศ เราพร้อมจะต่อยอดธุรกิจนี้ ถ้าไม่ลงทุนก่อนในที่สุดก็จะโดนขโมยไปเป็นของคนชาติอื่น เราก็ได้รางวัลหลายรางวัลมากจากนวัตกรรมนี้ที่เป็นเครื่องการันตีให้เห็นถึงคุณภาพ

ด้าน นพ.สุนทร กล่าวสำทับถึงงานส่วนด้านวิชาการว่า ในแง่ของภาควิชาการงานนวัตกรรมก็ได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัย พอรัฐบาลมาช่วยแบบนี้ทางฝั่งเอกชนเห็นแล้วก็จะมีความกล้าในการลงทุนเต็มที่ ทำให้ทุกอย่างเกิดการต่อเนื่องจนประสบผลสำเร็จ รางวัลที่ได้รับมาจำนวนมากที่เกิดขึ้นได้ก็เพราะรัฐและเอกชนร่วมมือกัน โดยในด้านของรัฐบาลก็มีการสนับสนุนที่พอควรระดับหนึ่ง บางอย่างก็ภาครัฐบาลก็ประกอบไปด้วยข้อเยอะแยะ การนำเสนอผลงานมาก่อนเลยไม่ค่อยมี แต่เอกชนมาช่วยก็เลยไปได้

“ผมรู้ว่าในแง่ปัจจุบันเราจะเล็งเห็นว่ารัฐสนับสนุนด้านนวัตกรรมมากขึ้น เพราะไม่อยากเห็นว่าฝรั่งเอาไป ภาครัฐเริ่มใส่เงินมาปูทางเรื่องของนวัตกรรม และมีคุณค่าสูงมาก รัฐบาลเริ่มปูเงินมาให้เห็นแล้ว ธุรกิจนั้นเหมือนสองข้างที่ต้องมีทั้งภาครัฐและเอกชน ตอนนี้เหมือนความรู้ทางด้านการแพทย์เราก้าวไปเร็วและถือว่าเป็นการค้นพบใหม่ๆ รัฐจะช่วยผลักดันถือว่ามีความสำคัญมากและเอกชนต้องมาช่วย” นายแพทย์สุนทร กล่าวทิ้งทาย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 19 เมษายน 2556, 16:42 น.
 

ความสำเร็จระดับโลก จากจุดเริ่มต้นง่ายที่สุดในโลก ของ ‘Index Creative Village’ เมษายน 18, 2013

http://www.thairath.co.th/content/eco/338339

18 เมษายน 2556, 08:00 น.
Pic_338339

งานอีเวนต์ในปัจจุบันเชื่อว่ามีความสำคัญต่อธุรกิจค่อนข้างมากเพราะไม่ว่าจะเปิดตัวสินค้าใหม่ เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ของแบรนด์คนใหม่ เปิดตัวผู้บริหารใหม่ ฯลฯ ส่วนใหญ่จะใช้การจัดเป็นงานอีเวนต์แทบทั้งสิ้น เกริ่นมาซะขนาดนี้หลายคนคงจับทางได้แล้วว่าวันนี้ Success Story เราจะพาไปรู้จักกับเจ้าพ่องานอีเวนต์ที่ไม่ได้สร้างชื่อเสียงเพียงแต่ในประเทศเท่านั้นเขาผู้นี้ยังโกอินเตอร์สร้างเอกลักษณ์ของคนไทยให้ทั่วโลกได้รู้จักโดยผ่านศาลาไทยในงานเวิลด์ เอ็กซ์โป 2010 ณ เซียงไฮ้ ประเทศจีน และเขาผู้นี้เพิ่งประกาศแต่งงานกับเจ้าของรายการสุดฮิต วู้ดดี้ มิลินทจินดาอีกด้วย ผู้ชายที่เรากำลังพูดถึงคือ “เกรียงไกร กาญจนะโภคิน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน)

จุดเริ่มต้นของอินเด็กซ์ ครีเอทีฟ

จุดเริ่มต้นง่ายมากที่สุดในโลกเพราะเริ่มต้นจากความชอบของตัวเองที่ชอบทำงานทางด้านครีเอทีฟ ตอนนั้นได้ทำรายการทีวีและรายการเกี่ยวกับคอนเสิร์ตก็เริ่มรู้สึกว่าใช่ตัวเรามากที่สุด ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีบริษัทใดในเมืองไทยทำธุรกิจแบบนี้และตอนนั้นก็มีทางเลือกอยู่ 2 ทางว่าจะเรียนต่อหรือทำธุรกิจ และก็ตัดสินใจทำธุรกิจช่วงอายุประมาณ 26 ปี เพราะอยากเป็นคนที่ทำงานทางด้านนี้ และตอนที่เริ่มต้นก็ไม่ได้คิดอะไรเลยไม่ได้อยากเป็นนักธุรกิจไม่ได้อยากเป็นเถ้าแก่ อะไรทั้งสิ้นแต่เพราะรักทางด้านนี้จริงๆ

เงินทุนเริ่มต้นก่อตั้งธุรกิจ

เงินทุนที่เริ่มต้นคือ 60,000 บาท แต่การเริ่มต้นธุรกิจของผมต้องบอกว่าโชคดีไม่มีล้มลุกคลุกคลาน ชีวิตไม่มีดราม่าเลยเพราะเราเริ่มต้นจากทีละเล็กทีละน้อยเหมือนเหรียญที่เราสะสมลงไปทุกวัน เริ่มต้นก็ทำเองทุกอย่าง เพราะเป็นคนที่ทำเองได้ด้วยมือไม่ได้เป็นคนคิดอย่างเดียว อีกอย่างผมไม่ได้มองว่าสิ่งที่ผมทำอยู่เป็นธุรกิจเราเพียงแต่ต้องการทำงานที่เราชอบพอมีคนเห็นมีคนชื่นชอบก็มีการจ้างงานต่อ ผมเรียนรู้จากบริษัทเล็กๆ คนน้อยๆ ว่าเราจะบริหารยังไงเติบโตมาทีละนิดทีละน้อยไม่ใช่เริ่มจากบริษัทใหญ่เลย

ที่มาของชื่ออินเด็กซ์ครีเอทีฟ ที่ไม่ได้ทำเฟอร์นิเจอร์

ที่มาของชื่อง่ายมากเพราะเป็นคนที่ไม่ค่อยได้สนใจอะไรพวกนี้วันหนึ่งน้องจบมาจากเมืองนอกก็มีหนังสือโปรโมช่ั่นเอเจนซี่ก็ชื่ออะไรดีคิดไม่ออกไปเปิดหนังสือเป็นไดเร็กตอรี่ของโปรโมชั่นเอเจนซี่พอเปิดๆ ดูก็มีแต่ชื่อฝรั่งเลยไปเปิดหน้าแรกคือหน้าดัชนี Index ผมเลยบอกเอาชื่อนี้จบ ง่ายมากชื่อไม่ต้องคิดเยอะง่ายๆ แต่เราก็ได้ลองเทสต์แล้วนะว่าจำง่าย ยามเรียกได้ เพราะถ้ายามเรียกได้คนอื่นเรียกได้หมด และตอนนั้นอินเด็กซ์เฟอร์นิเจอร์ก็ยังไม่มาในเมืองไทยแต่เขาบอกว่าเขามีมา 40 กว่าปีแล้วแต่เราไม่เคยได้ยิน ซึ่งทุกวันนี้ก็ทำให้คนสับสนแต่ก็สนุกดีเพราะเวลาไปพูดคนก็จะเข้าใจว่าเป็นอินเด็กซ์เฟอร์นิเจอร์ก็งงไปพอเจอเราไปก็อ้าวอินเด็กซ์ครีเอทีฟวิลเลจ อ้าวทำหมู่บ้านงงเข้าไปอีกชีวิต (หัวเราะ)

เราทำอย่างไรให้คนรู้จักอินเด็กซ์ครีเอทีฟได้ถูกต้อง

ผมว่าถ้าคนที่ไม่รู้จักผมก็แปลว่าเขาไม่ได้อยู่ในวงการนี้ เลยคิดว่าไม่เป็นไรเพราะธุรกิจผมไม่ได้แมส ธุรกิจเราเป็นธุรกิจบริการพิเศษ ซึ่งเป็นบริการที่คนควรจะรู้จักในประมาณหนึ่งก็เพียงพอแล้ว

ปัญหาและอุปสรรค

อุปสรรคมีทุกวันแม้ผมจะไม่มีดราม่าในการทำธุรกิจคือล้มลุกคลุกคลานแต่อุปสรรคที่เกิดขึ้นจะมีเป็นสเต็ปบายสเต็ปมาเรื่อยๆ เพราะผมเป็นคนวาดฝันอะไรเล็กๆ เตี้ยๆ ถ้าคิดความฝันก็คิดความฝันว่าเป็นก้อนเมฆที่เราเขียนเองแล้วเอื้อมถึงและก็ก้าวต่อไป เอื้อมถึงแล้วก็ก้าวต่อไปมันจึงกลายมาเป็นความมั่นคง ซึ่งคนทั่วไปจะบอกว่าสปีดธุรกิจของเราเร็วมากแต่เป็นความเร็วบนความมั่นคงจึงมาถึงจุดนี้ หลายคนบอกอินเด็กซ์ครีเอทีฟไปเปิดธุรกิจที่ม่าและเวียดนามเร็ว แต่เรารู้สึกไม่ได้เร็วเพราะเป็นสิ่งที่เราวางอยู่ในแผนอยู่แล้วว่าจะก้าวไปแบบนี้ และโดยส่วนตัวผมเป็นคนที่ไม่ได้ดิ้นรนอะไรมากนักและผมไม่ได้มองเรื่องผลตอบแทนมาเป็นอันดับหนึ่งเพราะหากคนเรามองผลตอบแทนเป็นอันดับหนึ่งเราจะมุ่งเอากำไรเพียงอย่างเดียว แม้กระทั่งทุกวันนี้ผมก็ยังไม่ได้คิดเรื่องผลตอบแทนว่าจะเป็นอย่างไรผมเพียงแค่ต้องการทำงานของผมให้ดีที่สุดและเดี๋ยวทุกอย่างก็จะดีตามไปเอง

ก้าวแรกสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

การเริ่มต้นไปเออีซีของอินเด็กซ์ครีเอทีฟเริ่มจากไปดูตลาดก่อนเราไปดูว่าตลาดเวียดนามเป็นอย่างไรพม่าเป็นอย่างไรตั้งแต่ยังไม่เปิดประเทศ เพราะผมคิดว่าตามศักยภาพของประเทศไทยด้วยภูมิศาสตร์ไทยจะอยู่ตรงกลางมีพม่าที่มีขนาดเศรษฐกิจในอนาคตคงจะใหญ่โตมโหฬาร มีเวียดนามที่เศรษฐกิจดีวันดีคืนถ้าเราเชื่อมโยงตรงนี้ได้ ลามกับกัมพูชาคงไม่ใช่เรื่องใหญ่ คิดดังนั้นผมจึงไปดูตลาดและในที่สุดเราก็ได้ทำธุรกิจร่วมกันกับ 2 ประเทศนี้

การบริหารคนขององค์กร

อินเด็กซ์ครีเอทีฟเราเน้นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรมาก เราต้องการส่งเสริมให้คนในองค์กรมีวิธีการคิดที่ไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ต้องเอาสิ่งที่ดีกว่าออกมาเสมอ เพราะถ้าคนเราพอใจในส่ิงที่ตัวเองมีอยู่มันจะไม่พัฒนา เพราะโลกเราขณะนี้พัฒนาไปเร็วมาก แต่เราไม่ได้บอกว่าต้องไม่พอใจกับทุกอย่าง บางครั้งเราอาจจะต้องพอใจกับเรื่องการใช้ชีวิต แต่เราอย่างพอใจในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์เพราะถ้าเราพอใจแล้วโทรศัพท์มือถือคงไม่มีรุ่นใหม่ออกมาทุกปี ดังนั้นพอโลกเปลี่ยนเร็วเราก็จำเป็นต้องพัฒนาตรงนี้ให้มันดีขึ้น และอีกอย่างที่อินเด็กซ์ครีเอทีฟพยายามทำกับบุคลากรคือทำให้เขามีความสุขมากที่สุดจริงๆ และอินเด็กซ์เองก็เพิ่งจะได้รางวัล จาก สสส.ว่าเป็นองค์กรต้นแบบแห่งความสุข เราพยายามออกแบบออฟฟิศให้พนักงานรู้สึกว่าอยู่สบายทั้งๆ ที่ต้นทุนแพงมากเพราะรถทุกคันของคนทุกคนจะต้องมีที่จอดรถในร่ม อาคารต้องสูงเพื่อให้รู้สึกโปร่งสบายมีที่ออกกำลังมีที่ให้นั่งผ่อนคลาย เราทำแบบนี้เพราะเรารู้สึกว่าพนักงานน่าจะมีความสุขในการทำงาน

นิยามความเป็นอินเด็กซ์ครีเอทีฟ

วันนี้อินเด็กซ์ครีเอทีฟเราก้าวข้ามคำว่าอีเวนต์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่ยังเป็นซิกส์เนเจอร์ของบริษัทเป็นสิ่งที่ทุกครั้งที่พูดถึงอินเด็กซ์ครีเอทีฟคนจะนึกถึงอีเวนต์เป็นอันดับแรกแต่จริงๆ เราเป็นบริษัทที่เน้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างธุรกิจมากกว่าแต่ถ้าถาม ณ วันนี้คำนิยามที่คนทั่วๆ ไปเขามองเราไม่ใช่เรามองตัวเองคือเป็นบริษัทที่มีอะไรใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา ปีนี้ทำนี่ไปแล้วเดี๋ยวปีโน่นก็มีนั่น นี่ตลอดเวลาเราถึงไม่ค่อยคุยเรื่องเก่าๆ เราจะคุยเรื่องใหม่ๆ เสมอเราจะไม่คุยเรื่องผลประกอบการแต่เราจะคุยว่าเรากำลังจะมีโปรเจกต์อะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นในปีหน้าหรือกำลังจะเกิดขึ้นมากกว่า

ฝากถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์

ฝากบอกว่าขณะนี้อินเด็กซ์ ครีเอทีฟขยายธุรกิจเยอะมากอยากได้คนเก่งๆ มาช่วยกันทำงานไม่ใช่สิ่งที่ผมฝันแต่เป็นสิ่งที่ทุกคนฝันมาทำให้เป็นจริงที่นี่ ซึ่งเรารับคนเพิ่มเยอะโดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศที่เราต้องการบุก.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 18 เมษายน 2556, 08:00 น.