ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ข้าวพันธุ์’กข.47’ต้านเพลี้ยกระโดด

ข้าวพันธุ์’กข.47’ต้านเพลี้ยกระโดด

กรมการข้าวช่วยชาวนาลดต้นทุน ชูพันธุ์ ‘กข.47′ ต้านเพลี้ยกระโดด : โดย … สุรัตน์ อัตตะ

          การจัดงานวันข้าวและชาวนาสกลนคร ควบคู่กับรณรงค์และสาธิตการงดเผาตอซังและฟางข้าว ประจำปี 2555 ของกรมการข้าว นอกจากเชิดชูเกียรติชาวนาในฐานะผู้ผลิตข้าวหล่อเลี้ยงชาวไทยมาอย่างยาวนานแล้ว ยังส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต ด้วยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และใช้พันธุ์ข้าวต้านโรคแมลงและให้ผลผลิตต่อไร่สูงเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวในงานวันข้าวและชาวนาสกลนครว่าในปีนี้ ได้บูรณาการจัดงานวันรณรงค์และสาธิตการงดเผาตอซังและฟางข้าวเข้าไว้ด้วยกัน แบ่งเป็นกิจกรรมการถ่ายทอดความรู้และสาธิตการปลูกข้าวด้วยวิธีต่างๆ เพื่อแนะนำทางเลือกที่เหมาะสมแก่ชาวนา การใช้จุลินทรีย์ย่อยตอซังและฟางข้าวในแปลงนาหลังการเก็บเกี่ยว ทดแทนการเผาตอซัง ซึ่งจะช่วยให้ดินแปลงนามีอินทรียวัตถุ ธาตุอาหารและจุลินทรีย์ที่เหมาะสมเป็นประโยชน์ต่อต้นข้าวสูงขึ้น ส่งผลให้ชาวนาปลูกข้าวได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง

“เรื่องพันธุ์ข้าวกรมการข้าวได้มีการปรับปรุงพันธุ์ข้าวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพันธุ์ข้าวที่จะแก้ปัญหาเพี๊ยะกระโดดสีน้ำตาล ให้ผลผลิตสูงและมีความต้องการของตลาด ปกติกรมการข้าวมีการรับรองปีละ 2-4 สายพันธุ์อยู่แล้ว อย่างกรณีพันธุ์ที่ต้านเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่เราได้รับรองไปแล้วคือพันธุ์ กข.47 เป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมของผู้บริโภคและต้านทานเพลี้ยกระโดดได้ดี” อธิบดีกรมการข้าวกล่าว

สำหรับข้าวเจ้าพันธุ์ กข.47 นั้นได้จากการผสม 3 ทางระหว่าง CNT85059-27-1-3-2 สุพรรณบุรี 60 และ RP217-635-8 ที่สถานีทดลองข้าวชัยนาท ในฤดูนาปี 2539 โดยคณะกรรมการพิจารณาพันธุ์กรมการข้าว มีมติรับรองพันธุ์ ชื่อ กข.47 เพื่อนแนะนำให้เกษตรกรปลูก เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553 ข้าวพันธุ์นี้ เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง หว่านน้ำตมมีอายุ 104-107 วัน และ 112 วัน หากใช้วิธีปักดำ

มีลักษณะกอตั้ง ความสูง 90-100 เซนติเมตร ลำต้นแข็งมาก ใบสีเขียว มุมใบธง กว้างปานกลาง รวงยาว 30.0 เซนติเมตร ค่อนข้างแน่น คอรวงโผล่เล็กน้อย ข้างเปลือกสีฟาง ยาว 10.4 มิลลิเมตร กว้าง 2.52 มิลลิเมตร หนา 2.08 มิลลิเมตร ข้าวกล่องรูปร่างเรียว ยาว 7.94 มิลลิเมตร กว้าง 2.13 มิลลิเมตร หนา 1.81 มิลลิเมตร ข้าวสารยาว 7.76 มิลลิเมตร กว้าง 2.05 มิลลิเมตร มีอะมิโลสสูง (26.81%) ให้ผลผลิตเฉลี่ย 793 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวเมื่อหุงสุกมีลักษณะสีขาวนวลไม่เลื่อมมัน ค่อนข้างร่วนและแข็ง เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทาน ภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งเป็นทางเลือกของเกษตรกรในการป้องกันการแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และโรคไหม้ได้เป็นอย่างดี

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงานวันข้าวและชาวนาสกลนคร ประจำปี 2555 ว่าข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญต่อประเทศและสังคมไทยอย่างมาก โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกข้าวถึง 61 ล้านไร่ สามารถผลิตข้าวเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ และยังเหลือพอที่จะส่งออกได้ปีละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าการส่งออกประมาณ 2 แสนล้านบาท

          “วันนี้ต้องยอมรับว่าชาวนาไทยส่วนหนึ่งยังไปติดอยู่กับการใช้สารเคมีกับการปุ๋ยเคมี แต่เราก็ไม่ปฏิเสธความจริงว่าจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 100% คงเป็นไปได้ยากก็เพียงลดปุ๋ยเคมีแล้วมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในสัดส่วนที่มากขึ้นรวมทั้งการใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืช ศัตรูพืช สิ่งเหล่านี้เชื่อว่าจะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรได้” สมศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย

———-

(หมายเหตุ : กรมการข้าวช่วยชาวนาลดต้นทุน ชูพันธุ์ ‘กข.47′ ต้านเพลี้ยกระโดด : โดย … สุรัตน์ อัตตะ)

———-

มิถุนายน 29, 2012 Posted by | คมชัดลึก, เกษตร_ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ก.ค.55 ระวังเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

http://www.dailynews.co.th/agriculture/119650

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน 2555 เวลา 00:00 น.

รายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการเตรียมการป้องกันการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่คาดว่าอาจจะเกิดการระบาดขึ้นได้อีกในช่วงเดือนกรกฎาคม 2555 นั้นซึ่งเป็นช่วงที่ข้าวนาปีมีการเจริญเติบโตสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้จัดประชุมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวง ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมชลประทาน ทั้งจากหน่วยงานส่วนกลางและภูมิภาค ขึ้นเพื่อวางกรอบแนวทางการป้องกันการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในพื้นที่ จังหวัดอ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี ชัยนาท อุทัยธานี นครสวรรค์ กำแพงเพชร และพิจิตร

โดยทุกหน่วยงานจะมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันและทำพร้อมกันอย่างเป็นระบบ เนื่องจากหากดำเนินการเฉพาะพื้นที่ จะทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเกิดการเคลื่อนย้ายและกระจายตัวระบาดไปยังพื้นที่ใหม่ได้

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในช่วงนี้ได้ลดลงมากแล้ว เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ได้ทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว แต่เกษตรกรก็เริ่มปลูกข้าวนาปีแล้ว ดังนั้น จึงยังต้องมีการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การระบาดในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และมีการป้องกันกำจัดในช่วงที่ยังมีการระบาดที่ไม่รุนแรงด้วย เพื่อเป็นการตัดวงจรชีวิตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

ทั้งนี้กรมการข้าวจะให้คำแนะนำพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมและต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลแก่เกษตรกร กรมวิชาการเกษตรจะรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมีที่ถูกต้องเพื่อให้เกษตรกรรู้ถึงประโยชน์และโทษของการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและให้คำแนะนำร้านค้าจำหน่ายสารเคมีให้จำหน่ายสารเคมีที่ถูกต้องแก่เกษตรกร นอกจากนี้ยังได้กำชับให้หน่วยงานในจังหวัดได้นำข้อมูลการปลูกข้าว เช่น พันธุ์ข้าวที่ปลูก ช่วงระยะเวลาการปลูก – การเก็บเกี่ยว พื้นที่ตั้งแปลงปลูกข้าว เป็นต้น

ซึ่งขณะนี้ทุกฝ่ายได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลไว้แล้ว และมั่นใจว่าเมื่อได้มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบตามที่ได้มีการหารือกันไว้แล้ว ก็จะไม่เกิดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างรุนแรงเหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา.

มิถุนายน 20, 2012 Posted by | เกษตร, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ป้องกันเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

http://www.dailynews.co.th/agriculture/118490

วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน 2555 เวลา 00:00 น.

รายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการเตรียมการป้องกันการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่คาดว่าอาจจะเกิดการระบาดขึ้นได้อีกในช่วงเดือนกรกฎาคม 2555 ว่า ขณะนี้เป็นช่วงที่ข้าวนาปีมีการเจริญเติบโตสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้จัดประชุมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวง ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมชลประทาน ทั้งจากหน่วยงานส่วนกลางและภูมิภาค ขึ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา เพื่อวางกรอบแนวทางการป้องกันการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 2 , 18 ได้แก่ จังหวัดอ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี ชัยนาท อุทัยธานี นครสวรรค์ กำแพงเพชร และพิจิตร

โดยทุกหน่วยงานจะมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันและทำพร้อมกันอย่างเป็นระบบ เนื่องจากหากดำเนินการเฉพาะพื้นที่ จะทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเกิดการเคลื่อนย้ายและกระจายตัวระบาดไปยังพื้นที่ใหม่ได้    อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในช่วงนี้ได้ลดลงมากแล้ว เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ได้ทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว แต่เกษตรกรก็เริ่มปลูกข้าวนาปีแล้ว ดังนั้น จึงยังต้องมีการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การระบาดในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และมีการป้องกันกำจัดในช่วงที่ยังมีการระบาดที่ไม่รุนแรงด้วย เพื่อเป็นการตัดวงจรชีวิตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

ทั้งนี้การดำเนินงานจะดำเนินการร่วมกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น.

มิถุนายน 9, 2012 Posted by | เกษตร, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ตัวอย่าง…ป้องกันเพลี้ยกระโดดได้อย่างชะงัด – เกษตรทั่วไทย

http://www.dailynews.co.th/agriculture/113332

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

ขณะนี้ยังคงพบการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ชาวนาควรจะหมั่นตรวจสอบแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะถ้าพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลต้องรีบกำจัดทันที หรือถ้ามีการระบาดมากถึงระดับที่จำเป็นต้องใช้สารเคมีควรปฏิบัติตามคำแนะนำ โดยถ้าเป็นช่วงข้าวอายุน้อยกว่า 40 วัน ควรงดใช้สารเคมี เนื่องจากช่วงดังกล่าวเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นตัวเต็มวัยชนิดปีกยาว จึงทำให้การใช้สารเคมีในการควบคุมไม่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งมีผลกระทบต่อมวลเขียวดูดไข่ซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติที่คอยควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า สิ่งที่กรมการข้าวตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญและเชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้เป็นอย่างดีคือ การจัดระบบการปลูกข้าวควบคู่กับการใช้สารธรรมชาติทดแทนสารเคมี ซึ่งวันนี้มีตัวอย่าง โรงเรียนชาวนาตำบลองครักษ์ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ที่ใช้วิธีธรรมชาติในการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวจงกล ปิ่นเกตุ ผู้อำนวยการโรงเรียนชาวนาตำบลองครักษ์ เล่าว่า โรงเรียนชาวนาแห่งนี้เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มเกษตรกรที่ประกอบอาชีพทำนา และมีเกษตรกรอาชีพทำสวน ทำไร่บางส่วน รวมทั้งสิ้น 60 ราย ซึ่งในโรงเรียนแห่งนี้จะมีหลักสูตรการสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นการทำการเกษตรที่ลดต้นทุนการผลิต ด้วยการผลิตสารอินทรีย์น้ำหมักชีวภาพ จากสมุนไพรเพื่อใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งแต่เดิมก่อนที่จะมีโรงเรียนชาวนา เกษตรกรส่วนใหญ่จะประสบปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทำลายผลผลิตข้าวอย่างมาก อีกทั้งมีต้นทุนการผลิตสูงโดยเฉพาะค่าเมล็ดพันธุ์ข้าว ค่าปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ใช้เป็นประจำและมีแนวโน้มราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แต่หลังจากมีโรงเรียนชาวนาที่มุ่งเน้นให้สมาชิกผลิตสารชีวภาพไว้ใช้เอง โดยใช้วัตถุดิบที่หาง่ายในท้องถิ่น ได้แก่พืชสมุนไพรไทย เช่น สะเดา บอระเพ็ด ยาสูบ ฟ้าทะลายโจร หนอนตายหยาก มาเป็นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชสำหรับฉีดพ่นแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลไม่ให้เข้ามาทำลายผลผลิตข้าวได้เท่านั้น ยังช่วยให้ต้นทุนการผลิตลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้มีรายได้และความมั่นคงในอาชีพมากขึ้น ทั้งนี้ การทำนาด้วยวิธีการนี้ต้องอาศัยความขยันและความเอาใจใส่ของเกษตรกรอย่างมาก เนื่องจากต้องฉีดพ่นสารชีวภาพอย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง แต่รับรองว่าได้ผลดีเกินคาด

สำหรับสารชีวภาพที่โรงเรียนแห่งนี้มีด้วยกันหลายสูตร ซึ่งวันนี้ทางคุณจงกล แนะนำสูตรง่าย ๆ มา 1 สูตร ได้แก่ สารป้องกันเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจากสะเดา วิธีทำเริ่มจากนำสะเดาป่นจำนวน 1 กิโลกรัม ผสมกับน้ำจำนวน 10 ลิตร และน้ำยาจับใบ จำนวน 100 ซีซี  (น้ำยาล้างจานอเนกประสงค์) ซึ่งทางโรงเรียนได้คิดสูตรขึ้นมาเองโดยทำน้ำยาล้างจานจากน้ำมะเฟือง เกลือ ขี้เถ้าผสมกัน หากเกษตรกรสนใจสามารถใช้น้ำยาอเนกประสงค์ทั่วไปได้เช่นกัน โดยหมักส่วนผสมทั้ง 3 อย่างข้างต้นไว้เพียง 1 คืนก็สามารถนำไปฉีดพ่นในแปลงนาได้ แนะนำให้ฉีดช่วงเช้าหรือเย็นเท่านั้นอย่าฉีดช่วงที่แสงแดดจัด สามารถฉีดพ่นได้ตลอดช่วงอายุข้าว โดยเน้นให้ฉีดตั้งแต่ข้าวอายุน้อย ๆ เป็นการคลุมไว้เลย เนื่องจากสารชีวภาพนี้จะไปยับยั้งการแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและศัตรูข้าว แต่จะไม่ทำร้ายศัตรูธรรมชาติที่เป็นประโยชน์ อีกทั้งไม่เป็นโทษกับผู้ใช้และผู้บริโภคด้วย

ผลการทดลองใช้สารชีวภาพในแปลงนาเปรียบเทียบกับแปลงนาใกล้เคียงที่ใช้สารเคมี พบว่าแปลงนาชีวภาพไม่ได้รับความเสียหายจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ตามปกติ แต่ในแปลงนาที่ใช้สารเคมี เมื่อเวลาฉีดพ่นสารเคมีเพลี้ยจะหายไปแต่หลังจากกลิ่นสารเคมีหายไปเพลี้ยจะกลับมาระบาดหนักทำลายผลผลิตเสียหายหมด
เกษตรกรท่านใดสนใจวิธีการกำจัดศัตรูข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยชีววิธี หรือหลักสูตรการทำการเกษตรแบบลดต้นทุนสามารถติดต่อไปได้ที่โรงเรียนชาวนาตำบลองครักษ์ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง หรือ โทร. 08-6124-4754.

พฤษภาคม 8, 2012 Posted by | เกษตร, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

ระบบปลูกข้าว ทางรอดจากเพลี้ยกระโดด – นานาสารพัน

http://www.dailynews.co.th/agriculture/53170

วันอังคารที่ 24 เมษายน 2555 เวลา 00:00 น.

ที่ผ่านมาประเทศไทยประสบกับภาวะ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ระบาดทำลายผลผลิตอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งภัยพิบัติต่างก็เป็นอุปสรรคต่อการปลูกข้าวของชาวนาไทย ซึ่งการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะชาวนาผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียต่อเรื่องนี้โดยตรง  ซึ่งในเรื่องนี้ นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว บอกว่า  กรมการข้าว รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่างก็ให้ความสำคัญกับการป้องกันกำจัดศัตรูข้าวตัวร้ายอย่างเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมาโดยตลอด เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดรุนแรงและแพร่ขยายพื้นที่ไปเรื่อย ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลต่อรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาเท่านั้น ยังส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารด้วย …

แม้ว่ากระทรวงเกษตรฯ จะ รณรงค์ส่งเสริมให้ชาวนาเข้าสู่ระบบปลูกข้าว อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง และมีการพักดินเพื่อตัดวงจรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างยั่งยืน แต่ก็ยังไม่เป็นผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากชาวนามีสิ่งจูงใจในการปลูกข้าวให้ได้มากที่สุดเพื่อเข้าสู่โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ประกอบกับปลายปีที่ผ่านมา นาข้าวจำนวนมากถูกน้ำท่วมเสียหาย ชาวนาจึงต้องเร่งปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิตมาทดแทนข้าวที่สูญเสียไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงยืนยันว่าระบบปลูกข้าวคือทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ตลอดจนปัญหาภัยพิบัติทั้งน้ำท่วมและฝนแล้งได้ด้วย

จากการที่ท่านอธิบดีฯ ได้ไปพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระดับโลกที่ประจำอยู่ที่ สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ หรือ IRRI พวกเขายืนยันว่าวิธีการกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลให้สัมฤทธิ์ผลมีองค์ประกอบหลักอยู่ไม่กี่ประการ คือ การจัดระบบปลูกข้าว โดยรอบของการปลูกข้าวนั้นควรจัดให้พื้นที่ละแวกเดียวกัน 2-3 หมื่นไร่ ปลูกข้าวพร้อมกันและเก็บเกี่ยวพร้อมกัน เนื่องจากถ้าแปลงหนึ่งปลูกและเก็บเกี่ยวข้าว ในขณะที่อีกแปลงใกล้เคียงกันยังไม่เก็บเกี่ยว เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะย้ายแปลง ทำให้ปัญหาลุกลามขยายพื้นที่ไปเรื่อยไม่สิ้นสุด

นอกจากนี้ ควรจะปลูกข้าวแค่เพียงปีละ 2 หน แล้วพักดินหรือปลูกพืชตระกูลถั่วคั่น เป็นการตัดวงจรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้อย่างดี ทั้งนี้กรมการข้าวได้ร่วมมือกับกรมชลประทาน ในการกำหนดยุทธศาสตร์จัดระบบปลูกข้าวในพื้นที่โครงการชลประทานจำนวน 16 โครงการ โดยส่งเสริมให้ชาวนาปลูกข้าวรอบเดียวกันในพื้นที่นับแสนไร่ที่มีระบบส่งน้ำ เพื่อเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรรายอื่น

อีกปัจจัยหนึ่งคือเรื่องของพันธุ์ข้าว โดยเฉพาะการปลูกข้าวพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งที่ผ่านมากรมฯ พยายามส่งเสริมให้ชาวนาปลูกข้าวพันธุ์รับรอง แต่ต้องยอมรับว่าด้วยสภาวะที่มีแรงจูงใจในการที่รัฐบาลรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของชาวนาทำให้การเพิ่มผลผลิตให้ได้มากที่สุดเป็นสิ่งที่ชาวนาให้ความสำคัญ มากกว่าการคำนึงถึงพันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพ จึงส่งผลให้สถานการณ์เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลยังคงแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้

การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ไม่เหมาะสม ก็เป็นสิ่งกระตุ้นให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลลุกลามมากขึ้น โดยสารเคมีที่กรมการข้าว ไม่แนะนำให้ใช้ในนาข้าวมีอยู่ 37 ชนิด เนื่องจากสารเคมีเหล่านี้ไม่เพียงแต่ไม่สามารถกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่กลับไปทำลายศัตรูธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศในแปลงนา เมื่อศัตรูธรรมชาติ อย่างเช่น มวนเขียวดูดไข่ถูกกำจัดไป นอกจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะไม่ถูกกำจัดไปด้วยวิธีธรรมชาติแต่กลับเจริญเติบโตดีขึ้นด้วย ชาวนาก็จะต้องใช้สารเคมีเพิ่มขึ้นไปอีก ดังจะเห็นได้จากต้นทุนการผลิตส่วนใหญ่ของชาวนากว่า 35% อยู่ที่สารเคมีและปุ๋ยเคมีเป็นหลัก นอกจากนี้ การใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มากเกินไป ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่เอื้ออำนวยให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพิ่มปริมาณ และทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 300 บาทต่อไร่

“ชาวนา” ต้องปรับตัวและนำหลักวิชาการ เทคโนโลยี นโยบาย ตลอดจนมาตรการของภาครัฐไปปฏิบัติ เชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ…ท่านอธิบดีฝากบอกมาอย่างนี้ แต่คงต้องรอคำตอบจากชาวนาทั้งหลายว่า จะทำตามคำแนะนำของภาครัฐหรือไม่.

เมษายน 25, 2012 Posted by | เกษตร, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

เตือนเกษตรกรระวังโรคใบหงิกต้นข้าว จากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

http://www.thairath.co.th/content/edu/246858

20 มีนาคม 2555, 13:22 น.

Pic_246858

เกษตรชัยนาทเตือนระวังโรคใบหงิกต้นข้าว เกิดจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นพาหะของโรค แนะปลูกข้าวพันธุ์ที่ต้านทาน และไม่ปลูกข้าวหนาแน่นจนเกินไป…

เมื่อวันที่ 20 มี.ค. นายสมศักดิ์ วรรณะ เกษตรจังหวัดชัยนาท เปิดเผยว่า สำหรับโรคใบหงิกต้นข้าว เป็นโรคที่ทำให้ผลผลิตข้าวลดลงอย่างมาก ต้นข้าวที่เป็นโรคนี้จะเตี้ย แคระแกร็นไม่ออกรวงหรือหดสั้น ใบธงบิดม้วนงอ หากระบาดมากจะทําให้เกิดผลผลิตข้าวเสียหายอย่างรุนแรง ซึ่งเกิดจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นพาหะของโรค

ทั้งนี้ วงจรชีวิตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลนั้น ระยะไข่ 7-8 วัน ตัวอ่อน 16-17 วัน ตัวเต็มวัย 14 วัน การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเกิดจากเกษตรกรใช้พันธุ์ข้าวที่ไม่ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และใช้อัตราเมล็ดพันธุ์มากเกิน 20 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งการปลูกอย่างหนาแน่น จะส่งผลให้สภาพแวดล้อมในนาข้าวไม่เหมาะสมกับเจริญเติบโต กอปรกับเกษตรกรบางรายมักจะใช้ปุ๋ยเคมีที่ผิดสูตร ผิดอัตราและช่วงระยะเวลาของการใช้ปุ๋ยแต่ละชนิด โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยยูเรียมากเกินไป และใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชผิดชนิดและผิดวิธี โดยเฉพาะสารกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ เช่น แอลฟาไซเพอร์มิทริน ไซเพอร์มิทริน ไซแฮโลทริน เดคาเมทริน เอสเฟนแวเลอเรตเพอร์มิทริน ไตรอะโซฟอส ไซยาโนเฟนฟอส ไอโซซาไทออน ไฟริดาเฟนไทออน ควินาลฟอสเตตระคลอร์วินฟอส และสารอะบาเม็กติน เป็นต้น ซึ่งจะทําให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลต้านทานต่อสารเคมี และมีปริมาณการแพร่ระบาดมากยิ่งขึ้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวภูมิภาค
  • 20 มีนาคม 2555, 13:22 น.

มีนาคม 20, 2012 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

มิติใหม่…ข้าวต้านเพลี้ยกระโดด

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/241705

29 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.

ปัญหาข้าวไทย…มักจะ มีปัญหาซ้ำซาก ได้รับความระทมจากรุ่นสู่รุ่นนานนับศตวรรษต่อศตวรรษ ไม่ว่าจะเป็นราคาตก ผลผลิตต่ำ ฯลฯ…ล่าสุดมหาอุทกภัยเล่นซะอ่วมอรทัย

อย่างพื้นที่ภาคกลาง ที่ว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ปลูกข้าวได้หลายๆรุ่น ในช่วงติดต่อกันของปี ก็มี ปัญหาตามติดมาเช่นกันคือ เป็นสาเหตุในการสะสมของโรคและแมลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ซึ่งดูดกินน้ำเลี้ยงช่วงกำลังออกรวงจนเมล็ดลีบกลายเป็นผลพวงพ่วงปัญหาถาถมแก่ชาวนาในยามนี้

แม้ว่า…เมื่อปีที่ผ่านมา (2554) ไทยเราจะส่งออกข้าวมากถึง 10.5 ล้านตัน โดยแบ่งเป็นข้าวขาวมากที่สุดถึง 7 ล้านก็ตามที อุปสรรคที่เกิดขึ้นต่างพยายามฟันฝ่าเพื่อให้ทะลุทะลวง มุ่งหวังที่จะให้ผลผลิตข้าวของตนนั้นดี มีราคา เพื่อจะได้ปลดหนี้ปลดสินที่พอกพูนอยู่ในวังวนล่วงลุด้วยดี

นางนงนุช สว่างศรี อายุ 35 ปี ปลูกข้าวที่ตำบลกระเสียว อำเภอสามชุก สุพรรณบุรี ถือเป็นชาวนารุ่นใหม่ที่จัดอยู่ในเกษตรกรชุดหัวไวใจสู้ เล่าว่า…ปัจจุบันได้มีการระบาดของโรคแมลงในนาข้าวเยอะมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลนั้นเป็นปัญหาใหญ่ และสำคัญมากแก่ชาวนา

…แม้ที่ผ่านมาจะมีวิธีการทั้งป้องกันและกำจัดเพลี้ยกระโดด โดยใช้สารเคมีฉีดพ่นหลายครั้งก็เอาไม่อยู่ ทำให้นาข้าวของชาวนาได้รับความเสียหายอย่างหนักเป็นบริเวณกว้าง อย่างที่สามชุกก็ประสบปัญหากว่า 2 แสน 5 หมื่นไร่ กับอีกหลายพื้นที่ก็ไม่ได้ข้าวเลย

เมื่อวิธีการใช้สารเคมีไม่ได้ผล ก็พยายามหาปัจจัยอื่นคือพันธุ์ จึงได้เสาะแสวงหาพันธุ์ข้าวที่สามารถตอบโจทย์ให้กับชาวนาได้ คือ “ต้องต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล” ซึ่งได้เฟ้นและวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายๆพันธุ์กระทั่งพบว่าในความเหมาะสมที่…ข้าวพันธุ์ ซีพี 111

นายวิชัย พูนพิริยะทรัพย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร กล่าวว่า…จากสถานการณ์ที่ประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลความต้องการบริโภคข้าวขาวสูงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นักวิชาการ กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร จึงได้ทำการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวขาว เพื่อรองรับความต้องการแก่ผู้บริโภคในตลาดโลก…

สิ่งแรกที่ตอบโจทย์ชาวนาได้…คือต้านทานเพลี้ยทำให้ลดการใช้สารเคมี รวงใหญ่ที่ให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการแก่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มปริมาณข้าวคุณภาพดี ใช้ในการส่งออกข้าวขาวของประเทศไทยไปยังตลาดโลกให้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยให้ชื่อว่า…ข้าวพันธุ์ ซีพี 111

โดย…มั่นใจว่าข้าวพันธุ์นี้ จะสร้างความหวังใหม่ให้กับเกษตรกร..!!!

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 29 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.

มีนาคม 13, 2012 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ใช้เชื้อราทำลายเพลี้ยกระโดด แปลงนาปลอดภัยไร้้เคมีฆ่าแมลง

11 สิงหาคม 2554, 05:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/edu/193014.

Pic_193014

นายศักดิ์ดา บุญสังวาลย์ นักวิชาการส่งเสริมเกษตรชำนาญการ ศูนย์บริหารศัตรูพืช กรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า พื้นที่ปลูกข้าวที่ได้รับความเสียหาย จากการเข้าทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในเขต อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยการนำของ ผู้ใหญ่จันทร์เจ้า โพธิ์สุทธิ์ ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรของหลายหน่วยงาน หลังจากที่ได้รับการ สนับสนุนเชื้อบิวเวอร์เรียมาแจกจ่ายให้ โดยมีนักวิชาการเข้ามาให้คำแนะนำวิธีการใช้และดูแลติดตาม ผลอย่างใกล้ชิด เมื่อใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียลงในแปลง นาเพียง 3 วันก็พบว่า เชื้อราได้ทำลายเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในแปลงนาจนสังเกตเห็นตัวเพลี้ยตายลอยเป็นแพอยู่เหนือน้ำเป็นจำนวนมาก

หลังจากนั้น นักวิชาการได้แนะนำถึงวิธีการฟื้นฟูต้นข้าวด้วยการให้ธาตุอาหารทางใบเพื่อเร่งการเจริญเติบโตจนต้นข้าวสามารถกลับมาเจริญเติบโตและให้ผลผลิตจนเก็บเกี่ยวได้ นอกจากจะช่วย ลดค่าใช้จ่ายค่าสารเคมีกำจัดแมลงศัตรูพืชแล้ว การใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียยังไม่เป็นอันตรายต่อเกษตรกรผู้ใช้ ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ทำลายแมลงศัตรูธรรมชาติในนาข้าวด้วย สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเชื้อราบิวเวอร์เรียได้ที่ศูนย์บริหารศัตรูพืช 08-1882-7235, 0-2592-4096, 0-2592- 4481 ในเวลาราชการ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 11 สิงหาคม 2554, 05:30 น.

สิงหาคม 11, 2011 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

กรมข้าวเตือนระวังเพลี้ยกระโดด หวั่นสร้างความเสียหายเหมือนปีก่อน

31 มีนาคม 2554, 05:15 น.

กรมข้าวเตือนระวังเพลี้ยกระโดด หวั่นสร้างความเสียหายเหมือนปีก่อน.

Pic_160073

 

นายประเสริฐ โกศัลวิตร  อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากการเฝ้าติด ตามสถานการณ์ของศูนย์ ปฏิบัติการกรมการข้าว พบว่า ขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นครปฐม  สุพรรณบุรี  ชัยนาท  สิงห์บุรี  และนครนายก  รวมทั้งพื้นที่ปลูกข้าวในเขตภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง เริ่มมีการระบาดของฝูงเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอีกทั้งยังพบว่าพื้นที่ปลูกข้าวบางแห่ง อาทิ เขตอำเภอ สองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ต้นข้าวเป็นโรคใบหงิก

ดังนั้น เพื่อเป็นการควบคุมไม่ให้การระบาดของเพลี้ยดังกล่าวขยายวงกว้าง  รุนแรงเหมือนในรอบปีที่ผ่านมา  กรมการข้าวขอแนะนำว่า  หากระยะข้าวแตกกอ  อายุไม่เกิน 40 วัน  หากพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  ที่ส่วนใหญ่เป็นชนิดปีกยาว  ให้งดใช้สารเคมีใดๆ  หรือถ้าพบตัวอ่อนแมลงควรใช้สารตามคำแนะนำของกรมการข้าว กรณีที่พบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในแปลงนาในระยะข้าวแตกกอเต็มที่ถึงระยะออกรวงมากกว่า 10 ตัว/ต้น  ควรเร่งระบายน้ำออกจากแปลงให้อยู่ในสภาพดินเปียก  วิธีดังกล่าวช่วยลดจำนวนเพลี้ยกระโดดได้ ส่วนพื้นที่ยังไม่มีการปลูกข้าวให้ชะลอไปก่อน พร้อมทั้งเปลี่ยนพันธุ์ต้านทาน อาทิ กข 31 กข 41 กข 29 พิษณุโลก 2 สุพรรณบุรี 1 และชัยนาท 1

สำหรับเกษตรกรที่มีข้อสงสัย สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หน่วยงานของกรมการข้าวใกล้บ้าน ศูนย์บริการชาวนา 50 แห่งทั่วประเทศ โทร. 0-2561-3220 ในวันและเวลาราชการ.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเกษตร
  • 31 มีนาคม 2554, 05:15 น.

 

เมษายน 4, 2011 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , | ใส่ความเห็น

การจัดการเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างยั่งยืน

ฉบับที่ 3 ประจำเดือน เมษายน  พ.ศ. 2553

ผ่านทางรายงาน.

ผลิใบ รายงาน
นวลศรี  โชตินันทน์

การจัดการเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างยั่งยืน

เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นแมลงศัตรูข้าวประเภทปากดูด  อยู่ในอันดับโฮม็อพเทอร่า  แมลงที่อยู่ในอันดับนี้ ได้แก่ แมลงประเภทเพลี้ยต่างๆ
เช่น เพลี้ยกระโดด  เพลี้ยจักจั่น  แมลงหวีขาว  เพลี้ยแป้ง เป็นต้น    เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีความเฉพาะเจาะจงต่อพืชอาหารเพียงชนิดเดียวคือข้าว
เท่านั้น ทั้งระยะตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์ท่อน้ำ  ท่ออาหารบริเวณโคนต้นข้าวเหนือน้ำ ต ้นข้าวจะแสดงอาการ  ใบเหลืองเหี่ยว
แห้งตายเป็นหย่อมๆ  เรียกว่า อาการฮ็อพเพอร์เบิร์น     นอกจากนี้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลยังเป็นแมลงพาหะน้ำเชื้อโรคไวรัส    ซึ่งเป็นสาเหตุของโรค
ใบหงิก หรือโรคจู๋

นายสุเทพ  สหายา   นักกีฏวิทยาชำนาญการพิเศษ  กลุ่มกีฏและสัตววิทยา   สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช  กรมวิชาการเกษตร  กล่าวว่า
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเกิดการระบาดรุนแรงหลายประเทศในเอเชีย เช่น จีน เวียดนาม  อินเดีย ฟิลิปปินส์  กัมพูชา  ลาว มาเลเซีย และไทย สำหรับ
ประเทศไทยนั้น  กรมส่งเสริมการเกษตรได้รายงานเมื่อวันที่  24  ธันวาคม 2552  ว่ามีการระบาดมากกว่า 13 จังหวัด พื้นที่ความเสียหายมากกว่า  2
ล้านไร่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช  ทำการทดสอบหาสารที่มีประสิทธิภาพ
ในการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล “กลุ่มกีฏและสัตววิทยาได้นำสารที่เคยแนะนำในการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าวซึ่งเกิด
อย่างรุนแรงเมื่อประมาณเกือบสิบปีมาแล้ว   นำมาทดสอบทั้งรูปแบบสารเดี่ยวที่เพิ่มอัตราการใช้แล้ว กับการผสมสาร 2 ชนิด ที่มีกลไกการออกฤทธิ์
แตกต่างกันและผสมสารฆ่าแมลงกับสารเสริมประสิทธิภาพมาทำการทดสอบในสภาพรุนแรงเช่นปัจจุบัน”

การระบาดรุนแรงในปัจจุบัน  เรียกว่า เป็นการระบาดมากกว่าระดับเศรษฐกิจ (Economic threshold) โดยทดสอบในแปลงข้าวที่มีการระบาด
อยู่ในระดับ 100-200 ตัวต่อกอ ผลพบว่าทุกวิธีการไม่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่ระบาดในปัจจุบัน  ดังนั้น วิธีที่จะลด
ความรุนแรงของการระบาดที่เหมาะสมที่สุดในระยะวิกฤตนี้  คือ การเว้นการปลูกข้าวในช่วงนี้เพื่อเป็นการตัดวงจรชีวิตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและ
การปลูกข้าวในฤดูกาลถัดไป เกษตรกรต้องดูแลเอาใจใส่แปลงให้เข้มข้นมากกว่าปกติ

สาเหตุการระบาด มีหลายปัจจัยด้วยกัน คือ

1.  มีการปลูกข้าวตลอดทั้งปีโดยไม่พักดิน  ปัจจุบันในเขตชลประทานมีการทำนา  6-7 ครั้ง/2 ปี  ซึ่งข้าวมีอายุประมาณ  110-120 วัน ทำให้
ไม่มีการพักดิน  ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีแหล่งพืชอาหารตลอดปี  ทำให้เพลี้ยมีวงจรชีวิตต่อเนื่องหลายชั่วอายุในช่วงเวลาเดียวกัน     ส่งผลให้
ลูกหลานของเพลี้ยพัฒนาความต้นทานต่อสารฆ่าแมลง  ทำให้การพ่นสารไม่ได้ประสิทธิผลเท่าที่ควร

2.  การปลูกข้าวพันธุ์ไม่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เพลี้ยระบาด  ดังนั้นชาวนาต้องเลือกปลูกข้าวพันธุ์ต้านทานต่อ
การทำลายของโรคและแมลง  ซึ่งจะทำให้ลดปัญหาของศัตรูข้าวตั้งแต่ต้น แต่ปัญหาก็คือ ชาวนาชอบปลูกพันธุ์ข้าวที่พ่อค้าให้ราคาดี  ซึ่งไม่ต้านทาน
ต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล   นอกจากนี้การใช้พันธุ์ข้าวที่ไม่ใช่พันธุ์ที่ทางราชการแนะนำ  อาจไม่ใช่พันธุ์บริสุทธิ์อาจมีการปลอมปน    อีกประการหนึ่ง
ก็คือ  การปลูกข้าวพันธุ์เดียวกันเป็นพื้นที่บริเวณกว้าง เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เพลี้ยปรับตัวเข้าทำลายได้

3.  การใช้สารเคมีบางชนิดอาจทำให้เกิดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพิ่มขึ้น     เช่น การใช้สารเคมีกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์หรือ
กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตบางชนิดป้องกันกำจัดแมลงชนิดอื่น เช่น หนอนกอ อาจทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลซึ่งอาจมีอยู่เพียงเล็กน้อยเพิ่มการระบาด
มากขึ้นได้  และอาจมีสาเหตุเกิดจากสารบางชนิดไปทำลายตัวห้ำตัวเบียนของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

สาเหตุการใช้สารป้องกันกำจัดไม่ได้ผล ประกอบด้วยหลายปัจจัย คือ

1.  การหว่านข้าวที่หนาแน่นเกินไป  ทำให้การพ่นสารไม่ทั่วถึง เนื่องจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะอยู่ที่บริเวณโคนต้น  ถ้าต้นข้าวแน่นเกินไป
จะทำให้สารที่พ่นไปไม่ถูกตัวเพลี้ย โดยเฉพาะการใช้เครื่องยนต์พ่นสารชนิดใช้แรงลมจะมีปัญหามาก  เนื่องจากส่วนใหญ่สารจะถูกแรงลมตกลงส่วน
บนต้นข้าวมากกว่าส่วนล่าง  ดังนั้นชาวนาควรเลือกเครื่องพ่นสารที่สามารถกดหัวฉีดให้ละอองสารลงให้ถูกโคนต้นข้าว

2.  การใช้ที่ไม่มีประสิทธิภาพ   ปัจจุบันสารเคมีแบ่งกลุ่มตามกลไกการออกฤทธิ์    ซึ่งจะมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น     สำหรับสารเคมีที่มี
ประสิทธิภาพในช่วงการระบาดที่ยังไม่รุนแรง ได้แก่กลุ่มนีโอนิโตนอยด์  เช่นไดโนทีฟูแรนด์ ไทอะมีโทแซม คลอไทอะนิดิน อิมิดาคลอพริด เป็นต้น
กลุ่มฟินิลไพราโซล เช่น อิทิโพร์ล กลุ่มคาร์บาเมท  เช่น ฟีโนบูคาร์บ ไอโซโพรคาร์บ   คาร์โบซัลแฟน กลุ่มสารยับยั้งการสร้างไคติน หรือยับยั้งการ
ลอกคราบของแมลง เช่น บูโพรเฟซีน (ใช้ได้เฉพาะตัวอ่อน)  กลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์  เช่น อีโทเฟนพร็อก (เป็นสารเพียงชนิดเดียวในกลุ่มไพรี-
ทรอยด์ที่ยังแนะนำให้ใช้ในนาข้าว)  และสารผสม  2  กลุ่มกลไกการออกฤทธิ์  เช่น บูโพรเฟซิน + ไอโซโพรคาร์บ

จากข้อมูลหลายๆ  ประเทศ พบว่าการปล่อยให้เพลี้ยกระโดด สีน้ำตาลระบาดรุนแรงเป็นร้อยตัวต่อกอ  การใช้สารเคมีจะไม่ได้ผล ดังนั้นหลัง
จากที่มีการงดปลูกข้าวอย่างน้อย  2 เดือนแล้ว การปลูกข้าวในฤดูกาลหน้า  ต้องมีวิธีการจัดการเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลโดยวิธีผสมผสาน ดังนี้

ขั้นแรก เลือกพันธุ์ข้าวที่มีความต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และไม่ควรปลูกข้าวพันธุ์เดียวกันเป็นพื้นที่บริเวณกว้าง เพื่อลดโอกาสที่
เพลี้ยจะปรับตัวไม่ง่าย

ขั้นที่สอง ต้องทำการสำรวจแปลงนาทุกสัปดาห์หลังจากข้าวงอก   ถ้าพบจำนวนตัวอ่อนของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  แต่ยังไม่ถึง  10 ตัวต่อ
กอให้ใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่งในกลุ่มนิโอนิโคตินอยด์ดังกล่าวข้างต้น

ถ้าเริ่มพบมากกว่า 10 ตัวต่อกอ ให้ใช้สารบูโพรเฟซีน  หรือสารชนิดใดชนิดหนึ่งในกลุ่มคาร์บาเมท ดังกล่าวข้างต้น กรณีที่รุ่นแรงมากขึ้นควร
ใช้สารบูโพรเฟซีนผสมกับคาบาร์เมทชนิดใดชนิดหนึ่ง  โดยให้ใช้อัตราเดียวกับการพ่นสารเดี่ยว โดยไม่ต้องลดปริมาณเนื่องจากจะทำให้เพลี้ยรุ่นลูก
หลานพัฒนาความต้านทานได้  ข้อสำคัญ คือ ไม่ควรปล่อยให้การระบาดรุนแรง  เพราะการป้องกันกำจัดจะไม่ได้ผลเนื่องจากการระบาดรุนแรงจะทำ
ให้มีเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทุกระยะในแปลงนาช่วงเวลาเดียวกัน เช่น ระยะไข่ ระยะตัวอ่อนทุกวัย รวมทั้งระยะตัวเต็มวัย  ทำให้การใช้สารควบคุมได้
เพียงระยะสั้นๆ   หลังจากพ่นสาร 3 หรือ 5 วัน  ก็จะพบตัวอ่อนที่เพิ่งฟักออกมาอีกทำให้ต้องพ่นสารบ่อยครั้ง     ซึ่งนอกจากจะไม่ได้ผลแล้ว  ยังเปิด
โอกาสให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสร้างความต้านทานต่อสารเคมี  ดังเช่นที่พบในปัจจุบัน

สำหรับระยะยาวชาวนาควรใช้ระบบการปลูกพืชเข้าช่วยด้วย โดยปลูกข้าวไม่เกิน 2 ครั้งต่อปี ช่วงเวลาที่เหลืออาจเว้นการปลูกเพื่อพักดินหรือ
ปลูกพืชตระกูลอื่นสลับ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวโพดหวาน หรือพืชปรับปรุงดิน เช่น ถั่วพร้าหรือปอเทือง เป็นต้น “แม้ว่าการปลูก
พืชอื่นอาจได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าการทำนา  แต่เป็นการตัดวงจรชีวิตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  รวมทั้งศัตรูข้าวชนิดอื่น ๆ   เช่นโรค แมลงชนิด
อื่น หรือข้าววัชพืชเป็นต้น ซึ่งจะส่งผลให้ในฤดูถัดไป  อาจลดต้นทุนในการป้องกันกำจัดศัตรูข้าว และลดต้นทุนค่าปุ๋ยไนโตรเจนได้  ในกรณีการปลูก
พืชตระกูลถั่วสลับ ทำให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของการปลูกพืชสลับจะใกล้เคียงกับการทำนาอย่างเดียว   นอกจากนี้ยังเป็นการจัดการเพลี้ยกระโดด
สีน้ำตาลอย่างยั่งยืนอีกด้วย”

ในขณะที่ข้าวราคาตกต่ำ  เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลกำลังระบาดอย่างไม่หยุดยั้ง    เกษตรกรจะฉุกคิดและหันมาใช้วิธีการทำนาแบบสลับกับพืช
อื่นที่ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าการทำนาในช่วงระยะหนึ่ง  ลงทุนน้อยได้ผลตอบแทนน้อย  ก็คงจะดีกว่าลงทุนมากแต่ได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าลองหันมา
ใช้วิธีการปลูกพืชสลับนาตามที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำดูบ้างเป็นไร

สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ กลุ่มกีฏและสัตววิทยา   สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช   กรมวิชาการเกษตร
โทร.0-2579-5583    ได้ในวัน เวลา ราชการ

 

กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทรศัพท์ : 0-2561-2825, 0-2940-6864
โทรสาร : 0-2579-4406

ธันวาคม 20, 2010 Posted by | 2551-2560, กรมวิชาการเกษตร-กสิกรรม, จดหมายข่าวผลิใบ | , | ใส่ความเห็น

เตือนภัยหนาวกระทบนาข้าว ระวังต้นแคระ เพลี้ยกระโดดบุก

4 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

ผ่านทางเตือนภัยหนาวกระทบนาข้าว ระวังต้นแคระ เพลี้ยกระโดดบุก – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_124092

 

นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายพื้นที่อากาศเริ่มเย็นลง มีผลกับพันธุ์ข้าวที่มีความอ่อนแอต่อสภาพอากาศหนาวเย็น ซึ่งได้แก่ พันธุ์พิษณุโลก 2 ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับข้าวทุกระยะ ดังนั้น เกษตรกรจึงควรหมั่นตรวจแปลงนาเพื่อสังเกตความผิดปกติของแปลงข้าว เป็นการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ อาการของต้นข้าวกระทบหนาว หากเกิดในช่วงระยะกล้าจะส่งผลทำให้ต้นข้าวชะงักการเจริญเติบโต แคระแกร็น ใบเหลือง และตายลง หากเกิดในระยะออกดอกหรือระยะผสมเกสร จะทำให้การผสมไม่ติดและเกิดเมล็ดลีบมาก

ทั้งนี้ หากเกษตรกรสังเกตพบอาการดังกล่าว ช่วงนี้ควรชะลอการใส่ปุ๋ยจนกว่าอุณหภูมิจะสูงอยู่ในระดับปกติ เนื่องจากข้าวจะไม่ตอบสนองต่อปุ๋ยในภาวะอากาศหนาวเย็นเมื่ออุณหภูมิปรับสูงขึ้นตั้งแต่ 20 องศาเซลเซียสขึ้นไปแล้วข้าวจึงจะมีการเจริญเติบโตและตอบสนองต่อปุ๋ยได้ดี นอกจากนี้ ในบางพื้นที่ซึ่งเริ่มเตรียมปลูกข้าวในขณะนี้ควรติดตามสภาพ อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้พันธุ์ข้าวพิษณุโลก 2 โดยสามารถใช้พันธุ์อื่นอย่างเช่น กข 29 (ชัยนาท 80) กข 31 (ปทุมธานี 80) ที่สามารถทนสภาพอากาศหนาวได้ดีกว่า

สำหรับเกษตรกรที่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการชาวนา 50 แห่งใกล้บ้าน หรือศูนย์ อำนวยการควบคุมกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2561-3220 หรือ e-mail : bph@ricethailand.go.th

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 4 พฤศจิกายน 2553, 05:00 น.

 

ธันวาคม 1, 2010 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

เปิดลงทะเบียนชาวนาขอรับพันธุ์ข้าว

7 มิถุนายน 2553, 15:00 น.

ผ่านทางเปิดลงทะเบียนชาวนาขอรับพันธุ์ข้าว – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_87972

นับแต่วันนี้ – 16 มิ.ย.53 ขอให้ชาวนามาลงทะเบียนขอรับพันธุ์ข้าวปลูกต้านทานโรคเพลี้ยกระโดดได้ ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง…

นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า นับแต่วันนี้ – 16 มิ.ย.53 ขอให้ชาวนามาลงทะเบียนขอรับพันธุ์ข้าวปลูกต้านทานโรคเพลี้ยกระโดดได้ ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่งเป็นการด่วน แต่มีกฎกติกาว่าชาวนาที่จะมีสิทธิได้รับการช่วยเหลือในคราวนี้ จะต้องไม่เคยเข้าโครงการไถกลบของกรมพัฒนาที่ดิน หรือได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐมาก่อน จากผลกระทบเรื่องโรคเพลี้ยกระโดดจึงจะมีสิทธิได้รับพันธุ์ข้าวปลูกต้านทาน โรคเพลี้ยกระโดดดังกล่าว อีกทั้งต้องยังไม่ได้ลงมือเพาะปลูกข้าวไปแล้วด้วย ซึ่งโครงการนี้จะแจกพร้อมๆ กันในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเพลี้ยกระโดดทั่วประเทศ อีกด้วย

มิถุนายน 8, 2010 Posted by | คำแนะนำด้านพืช, เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

ตัดวงจรเพลี้ยกระโดด หนุนไถกลบเว้นวรรคทำนา

6 พฤษภาคม 2553, 05:00 น.

ผ่านทางตัดวงจรเพลี้ยกระโดด หนุนไถกลบเว้นวรรคทำนา – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_81066

นายอรรถ อินทลักษณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการข้าวและกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมมือกันแนะนำให้ เกษตรกรไถกลบเว้นวรรคการทำนาเพื่อตัดวงจรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล โรคเขียวเตี้ย และโรคใบหงิก เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ จะมีการไถนาให้ฟรี เมื่อไถนาและพักการทำนาเป็นเวลา 1 เดือนแล้วจะมีการจ่ายเงินชดเชยให้ไร่ละ 2,280 บาท ได้รับการพักชำระหนี้ของ ธ.ก.ส.เป็นเวลา 1 ปี พร้อมแจกพันธุ์ข้าวที่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลให้ฟรีไร่ละ 15 กิโลกรัม

“ศูนย์ ปฏิบัติการโครงการช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อแก้ไขปัญหาโดยการตัดวงจรเพลี้ย กระโดดสีน้ำตาลมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ 11,140 ราย พื้นที่ 197,478 ไร่ และผ่านการประชาคมแล้ว 7,839 ราย พื้นที่ 136,290 ไร่ โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดจะแจ้งรายชื่อเกษตรกรที่ผ่านการประชาคมให้สำนักงาน พัฒนาที่ดินจังหวัด ดำเนินการไถกลบหลังจากที่เกษตรกรพักดินแล้ว 1 เดือน จะดำเนินการตรวจสอบมีการพักนาจริงหรือไม่ แล้วแจ้งให้ทาง ธ.ก.ส. จ่ายเงิน ส่วนกรมการข้าวจะแจกพันธุ์ข้าวพิษณุโลก 2 สุพรรณบุรี 3 กข 29 กข 31 และ กข 4 ให้กับเกษตรกร” นายอรรถกล่าว.

พฤษภาคม 6, 2010 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น