ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ข้าวพันธุ์’กข.47’ต้านเพลี้ยกระโดด มิถุนายน 29, 2012

ข้าวพันธุ์’กข.47’ต้านเพลี้ยกระโดด

กรมการข้าวช่วยชาวนาลดต้นทุน ชูพันธุ์ ‘กข.47′ ต้านเพลี้ยกระโดด : โดย … สุรัตน์ อัตตะ

          การจัดงานวันข้าวและชาวนาสกลนคร ควบคู่กับรณรงค์และสาธิตการงดเผาตอซังและฟางข้าว ประจำปี 2555 ของกรมการข้าว นอกจากเชิดชูเกียรติชาวนาในฐานะผู้ผลิตข้าวหล่อเลี้ยงชาวไทยมาอย่างยาวนานแล้ว ยังส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต ด้วยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และใช้พันธุ์ข้าวต้านโรคแมลงและให้ผลผลิตต่อไร่สูงเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวในงานวันข้าวและชาวนาสกลนครว่าในปีนี้ ได้บูรณาการจัดงานวันรณรงค์และสาธิตการงดเผาตอซังและฟางข้าวเข้าไว้ด้วยกัน แบ่งเป็นกิจกรรมการถ่ายทอดความรู้และสาธิตการปลูกข้าวด้วยวิธีต่างๆ เพื่อแนะนำทางเลือกที่เหมาะสมแก่ชาวนา การใช้จุลินทรีย์ย่อยตอซังและฟางข้าวในแปลงนาหลังการเก็บเกี่ยว ทดแทนการเผาตอซัง ซึ่งจะช่วยให้ดินแปลงนามีอินทรียวัตถุ ธาตุอาหารและจุลินทรีย์ที่เหมาะสมเป็นประโยชน์ต่อต้นข้าวสูงขึ้น ส่งผลให้ชาวนาปลูกข้าวได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง

“เรื่องพันธุ์ข้าวกรมการข้าวได้มีการปรับปรุงพันธุ์ข้าวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพันธุ์ข้าวที่จะแก้ปัญหาเพี๊ยะกระโดดสีน้ำตาล ให้ผลผลิตสูงและมีความต้องการของตลาด ปกติกรมการข้าวมีการรับรองปีละ 2-4 สายพันธุ์อยู่แล้ว อย่างกรณีพันธุ์ที่ต้านเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่เราได้รับรองไปแล้วคือพันธุ์ กข.47 เป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมของผู้บริโภคและต้านทานเพลี้ยกระโดดได้ดี” อธิบดีกรมการข้าวกล่าว

สำหรับข้าวเจ้าพันธุ์ กข.47 นั้นได้จากการผสม 3 ทางระหว่าง CNT85059-27-1-3-2 สุพรรณบุรี 60 และ RP217-635-8 ที่สถานีทดลองข้าวชัยนาท ในฤดูนาปี 2539 โดยคณะกรรมการพิจารณาพันธุ์กรมการข้าว มีมติรับรองพันธุ์ ชื่อ กข.47 เพื่อนแนะนำให้เกษตรกรปลูก เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553 ข้าวพันธุ์นี้ เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง หว่านน้ำตมมีอายุ 104-107 วัน และ 112 วัน หากใช้วิธีปักดำ

มีลักษณะกอตั้ง ความสูง 90-100 เซนติเมตร ลำต้นแข็งมาก ใบสีเขียว มุมใบธง กว้างปานกลาง รวงยาว 30.0 เซนติเมตร ค่อนข้างแน่น คอรวงโผล่เล็กน้อย ข้างเปลือกสีฟาง ยาว 10.4 มิลลิเมตร กว้าง 2.52 มิลลิเมตร หนา 2.08 มิลลิเมตร ข้าวกล่องรูปร่างเรียว ยาว 7.94 มิลลิเมตร กว้าง 2.13 มิลลิเมตร หนา 1.81 มิลลิเมตร ข้าวสารยาว 7.76 มิลลิเมตร กว้าง 2.05 มิลลิเมตร มีอะมิโลสสูง (26.81%) ให้ผลผลิตเฉลี่ย 793 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวเมื่อหุงสุกมีลักษณะสีขาวนวลไม่เลื่อมมัน ค่อนข้างร่วนและแข็ง เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทาน ภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งเป็นทางเลือกของเกษตรกรในการป้องกันการแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และโรคไหม้ได้เป็นอย่างดี

สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงานวันข้าวและชาวนาสกลนคร ประจำปี 2555 ว่าข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญต่อประเทศและสังคมไทยอย่างมาก โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวกว่า 4.6 ล้านครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกข้าวถึง 61 ล้านไร่ สามารถผลิตข้าวเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ และยังเหลือพอที่จะส่งออกได้ปีละไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าการส่งออกประมาณ 2 แสนล้านบาท

          “วันนี้ต้องยอมรับว่าชาวนาไทยส่วนหนึ่งยังไปติดอยู่กับการใช้สารเคมีกับการปุ๋ยเคมี แต่เราก็ไม่ปฏิเสธความจริงว่าจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 100% คงเป็นไปได้ยากก็เพียงลดปุ๋ยเคมีแล้วมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในสัดส่วนที่มากขึ้นรวมทั้งการใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืช ศัตรูพืช สิ่งเหล่านี้เชื่อว่าจะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรได้” สมศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย

———-

(หมายเหตุ : กรมการข้าวช่วยชาวนาลดต้นทุน ชูพันธุ์ ‘กข.47′ ต้านเพลี้ยกระโดด : โดย … สุรัตน์ อัตตะ)

———-

 

ก.ค.55 ระวังเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล มิถุนายน 20, 2012

http://www.dailynews.co.th/agriculture/119650

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน 2555 เวลา 00:00 น.

รายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการเตรียมการป้องกันการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่คาดว่าอาจจะเกิดการระบาดขึ้นได้อีกในช่วงเดือนกรกฎาคม 2555 นั้นซึ่งเป็นช่วงที่ข้าวนาปีมีการเจริญเติบโตสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้จัดประชุมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวง ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมชลประทาน ทั้งจากหน่วยงานส่วนกลางและภูมิภาค ขึ้นเพื่อวางกรอบแนวทางการป้องกันการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในพื้นที่ จังหวัดอ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี ชัยนาท อุทัยธานี นครสวรรค์ กำแพงเพชร และพิจิตร

โดยทุกหน่วยงานจะมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันและทำพร้อมกันอย่างเป็นระบบ เนื่องจากหากดำเนินการเฉพาะพื้นที่ จะทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเกิดการเคลื่อนย้ายและกระจายตัวระบาดไปยังพื้นที่ใหม่ได้

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในช่วงนี้ได้ลดลงมากแล้ว เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ได้ทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว แต่เกษตรกรก็เริ่มปลูกข้าวนาปีแล้ว ดังนั้น จึงยังต้องมีการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การระบาดในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และมีการป้องกันกำจัดในช่วงที่ยังมีการระบาดที่ไม่รุนแรงด้วย เพื่อเป็นการตัดวงจรชีวิตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

ทั้งนี้กรมการข้าวจะให้คำแนะนำพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมและต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลแก่เกษตรกร กรมวิชาการเกษตรจะรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมีที่ถูกต้องเพื่อให้เกษตรกรรู้ถึงประโยชน์และโทษของการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและให้คำแนะนำร้านค้าจำหน่ายสารเคมีให้จำหน่ายสารเคมีที่ถูกต้องแก่เกษตรกร นอกจากนี้ยังได้กำชับให้หน่วยงานในจังหวัดได้นำข้อมูลการปลูกข้าว เช่น พันธุ์ข้าวที่ปลูก ช่วงระยะเวลาการปลูก – การเก็บเกี่ยว พื้นที่ตั้งแปลงปลูกข้าว เป็นต้น

ซึ่งขณะนี้ทุกฝ่ายได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลไว้แล้ว และมั่นใจว่าเมื่อได้มีการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบตามที่ได้มีการหารือกันไว้แล้ว ก็จะไม่เกิดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างรุนแรงเหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา.

 

ป้องกันเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล มิถุนายน 9, 2012

http://www.dailynews.co.th/agriculture/118490

วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน 2555 เวลา 00:00 น.

รายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการเตรียมการป้องกันการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่คาดว่าอาจจะเกิดการระบาดขึ้นได้อีกในช่วงเดือนกรกฎาคม 2555 ว่า ขณะนี้เป็นช่วงที่ข้าวนาปีมีการเจริญเติบโตสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้จัดประชุมเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวง ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมชลประทาน ทั้งจากหน่วยงานส่วนกลางและภูมิภาค ขึ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา เพื่อวางกรอบแนวทางการป้องกันการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในพื้นที่เขตตรวจราชการที่ 2 , 18 ได้แก่ จังหวัดอ่างทอง สิงห์บุรี ลพบุรี ชัยนาท อุทัยธานี นครสวรรค์ กำแพงเพชร และพิจิตร

โดยทุกหน่วยงานจะมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันและทำพร้อมกันอย่างเป็นระบบ เนื่องจากหากดำเนินการเฉพาะพื้นที่ จะทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเกิดการเคลื่อนย้ายและกระจายตัวระบาดไปยังพื้นที่ใหม่ได้    อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในช่วงนี้ได้ลดลงมากแล้ว เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ได้ทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้ว แต่เกษตรกรก็เริ่มปลูกข้าวนาปีแล้ว ดังนั้น จึงยังต้องมีการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การระบาดในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และมีการป้องกันกำจัดในช่วงที่ยังมีการระบาดที่ไม่รุนแรงด้วย เพื่อเป็นการตัดวงจรชีวิตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

ทั้งนี้การดำเนินงานจะดำเนินการร่วมกับองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น.

 

ตัวอย่าง…ป้องกันเพลี้ยกระโดดได้อย่างชะงัด – เกษตรทั่วไทย พฤษภาคม 8, 2012

http://www.dailynews.co.th/agriculture/113332

วันอังคารที่ 8 พฤษภาคม 2555 เวลา 00:00 น.

ขณะนี้ยังคงพบการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ชาวนาควรจะหมั่นตรวจสอบแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะถ้าพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลต้องรีบกำจัดทันที หรือถ้ามีการระบาดมากถึงระดับที่จำเป็นต้องใช้สารเคมีควรปฏิบัติตามคำแนะนำ โดยถ้าเป็นช่วงข้าวอายุน้อยกว่า 40 วัน ควรงดใช้สารเคมี เนื่องจากช่วงดังกล่าวเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นตัวเต็มวัยชนิดปีกยาว จึงทำให้การใช้สารเคมีในการควบคุมไม่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งมีผลกระทบต่อมวลเขียวดูดไข่ซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติที่คอยควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า สิ่งที่กรมการข้าวตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญและเชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้เป็นอย่างดีคือ การจัดระบบการปลูกข้าวควบคู่กับการใช้สารธรรมชาติทดแทนสารเคมี ซึ่งวันนี้มีตัวอย่าง โรงเรียนชาวนาตำบลองครักษ์ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ที่ใช้วิธีธรรมชาติในการป้องกันกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาวจงกล ปิ่นเกตุ ผู้อำนวยการโรงเรียนชาวนาตำบลองครักษ์ เล่าว่า โรงเรียนชาวนาแห่งนี้เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มเกษตรกรที่ประกอบอาชีพทำนา และมีเกษตรกรอาชีพทำสวน ทำไร่บางส่วน รวมทั้งสิ้น 60 ราย ซึ่งในโรงเรียนแห่งนี้จะมีหลักสูตรการสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งเน้นการทำการเกษตรที่ลดต้นทุนการผลิต ด้วยการผลิตสารอินทรีย์น้ำหมักชีวภาพ จากสมุนไพรเพื่อใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งแต่เดิมก่อนที่จะมีโรงเรียนชาวนา เกษตรกรส่วนใหญ่จะประสบปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทำลายผลผลิตข้าวอย่างมาก อีกทั้งมีต้นทุนการผลิตสูงโดยเฉพาะค่าเมล็ดพันธุ์ข้าว ค่าปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ใช้เป็นประจำและมีแนวโน้มราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แต่หลังจากมีโรงเรียนชาวนาที่มุ่งเน้นให้สมาชิกผลิตสารชีวภาพไว้ใช้เอง โดยใช้วัตถุดิบที่หาง่ายในท้องถิ่น ได้แก่พืชสมุนไพรไทย เช่น สะเดา บอระเพ็ด ยาสูบ ฟ้าทะลายโจร หนอนตายหยาก มาเป็นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชสำหรับฉีดพ่นแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลไม่ให้เข้ามาทำลายผลผลิตข้าวได้เท่านั้น ยังช่วยให้ต้นทุนการผลิตลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้มีรายได้และความมั่นคงในอาชีพมากขึ้น ทั้งนี้ การทำนาด้วยวิธีการนี้ต้องอาศัยความขยันและความเอาใจใส่ของเกษตรกรอย่างมาก เนื่องจากต้องฉีดพ่นสารชีวภาพอย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง แต่รับรองว่าได้ผลดีเกินคาด

สำหรับสารชีวภาพที่โรงเรียนแห่งนี้มีด้วยกันหลายสูตร ซึ่งวันนี้ทางคุณจงกล แนะนำสูตรง่าย ๆ มา 1 สูตร ได้แก่ สารป้องกันเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจากสะเดา วิธีทำเริ่มจากนำสะเดาป่นจำนวน 1 กิโลกรัม ผสมกับน้ำจำนวน 10 ลิตร และน้ำยาจับใบ จำนวน 100 ซีซี  (น้ำยาล้างจานอเนกประสงค์) ซึ่งทางโรงเรียนได้คิดสูตรขึ้นมาเองโดยทำน้ำยาล้างจานจากน้ำมะเฟือง เกลือ ขี้เถ้าผสมกัน หากเกษตรกรสนใจสามารถใช้น้ำยาอเนกประสงค์ทั่วไปได้เช่นกัน โดยหมักส่วนผสมทั้ง 3 อย่างข้างต้นไว้เพียง 1 คืนก็สามารถนำไปฉีดพ่นในแปลงนาได้ แนะนำให้ฉีดช่วงเช้าหรือเย็นเท่านั้นอย่าฉีดช่วงที่แสงแดดจัด สามารถฉีดพ่นได้ตลอดช่วงอายุข้าว โดยเน้นให้ฉีดตั้งแต่ข้าวอายุน้อย ๆ เป็นการคลุมไว้เลย เนื่องจากสารชีวภาพนี้จะไปยับยั้งการแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและศัตรูข้าว แต่จะไม่ทำร้ายศัตรูธรรมชาติที่เป็นประโยชน์ อีกทั้งไม่เป็นโทษกับผู้ใช้และผู้บริโภคด้วย

ผลการทดลองใช้สารชีวภาพในแปลงนาเปรียบเทียบกับแปลงนาใกล้เคียงที่ใช้สารเคมี พบว่าแปลงนาชีวภาพไม่ได้รับความเสียหายจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ตามปกติ แต่ในแปลงนาที่ใช้สารเคมี เมื่อเวลาฉีดพ่นสารเคมีเพลี้ยจะหายไปแต่หลังจากกลิ่นสารเคมีหายไปเพลี้ยจะกลับมาระบาดหนักทำลายผลผลิตเสียหายหมด
เกษตรกรท่านใดสนใจวิธีการกำจัดศัตรูข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยชีววิธี หรือหลักสูตรการทำการเกษตรแบบลดต้นทุนสามารถติดต่อไปได้ที่โรงเรียนชาวนาตำบลองครักษ์ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง หรือ โทร. 08-6124-4754.

 

ระบบปลูกข้าว ทางรอดจากเพลี้ยกระโดด – นานาสารพัน เมษายน 25, 2012

http://www.dailynews.co.th/agriculture/53170

วันอังคารที่ 24 เมษายน 2555 เวลา 00:00 น.

ที่ผ่านมาประเทศไทยประสบกับภาวะ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ระบาดทำลายผลผลิตอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งภัยพิบัติต่างก็เป็นอุปสรรคต่อการปลูกข้าวของชาวนาไทย ซึ่งการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะชาวนาผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียต่อเรื่องนี้โดยตรง  ซึ่งในเรื่องนี้ นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ อธิบดีกรมการข้าว บอกว่า  กรมการข้าว รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่างก็ให้ความสำคัญกับการป้องกันกำจัดศัตรูข้าวตัวร้ายอย่างเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมาโดยตลอด เนื่องจากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดรุนแรงและแพร่ขยายพื้นที่ไปเรื่อย ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลต่อรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาเท่านั้น ยังส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารด้วย …

แม้ว่ากระทรวงเกษตรฯ จะ รณรงค์ส่งเสริมให้ชาวนาเข้าสู่ระบบปลูกข้าว อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง และมีการพักดินเพื่อตัดวงจรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอย่างยั่งยืน แต่ก็ยังไม่เป็นผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากชาวนามีสิ่งจูงใจในการปลูกข้าวให้ได้มากที่สุดเพื่อเข้าสู่โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ประกอบกับปลายปีที่ผ่านมา นาข้าวจำนวนมากถูกน้ำท่วมเสียหาย ชาวนาจึงต้องเร่งปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิตมาทดแทนข้าวที่สูญเสียไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงยืนยันว่าระบบปลูกข้าวคือทางออกที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ตลอดจนปัญหาภัยพิบัติทั้งน้ำท่วมและฝนแล้งได้ด้วย

จากการที่ท่านอธิบดีฯ ได้ไปพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระดับโลกที่ประจำอยู่ที่ สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ หรือ IRRI พวกเขายืนยันว่าวิธีการกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลให้สัมฤทธิ์ผลมีองค์ประกอบหลักอยู่ไม่กี่ประการ คือ การจัดระบบปลูกข้าว โดยรอบของการปลูกข้าวนั้นควรจัดให้พื้นที่ละแวกเดียวกัน 2-3 หมื่นไร่ ปลูกข้าวพร้อมกันและเก็บเกี่ยวพร้อมกัน เนื่องจากถ้าแปลงหนึ่งปลูกและเก็บเกี่ยวข้าว ในขณะที่อีกแปลงใกล้เคียงกันยังไม่เก็บเกี่ยว เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะย้ายแปลง ทำให้ปัญหาลุกลามขยายพื้นที่ไปเรื่อยไม่สิ้นสุด

นอกจากนี้ ควรจะปลูกข้าวแค่เพียงปีละ 2 หน แล้วพักดินหรือปลูกพืชตระกูลถั่วคั่น เป็นการตัดวงจรเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้อย่างดี ทั้งนี้กรมการข้าวได้ร่วมมือกับกรมชลประทาน ในการกำหนดยุทธศาสตร์จัดระบบปลูกข้าวในพื้นที่โครงการชลประทานจำนวน 16 โครงการ โดยส่งเสริมให้ชาวนาปลูกข้าวรอบเดียวกันในพื้นที่นับแสนไร่ที่มีระบบส่งน้ำ เพื่อเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรรายอื่น

อีกปัจจัยหนึ่งคือเรื่องของพันธุ์ข้าว โดยเฉพาะการปลูกข้าวพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งที่ผ่านมากรมฯ พยายามส่งเสริมให้ชาวนาปลูกข้าวพันธุ์รับรอง แต่ต้องยอมรับว่าด้วยสภาวะที่มีแรงจูงใจในการที่รัฐบาลรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของชาวนาทำให้การเพิ่มผลผลิตให้ได้มากที่สุดเป็นสิ่งที่ชาวนาให้ความสำคัญ มากกว่าการคำนึงถึงพันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพ จึงส่งผลให้สถานการณ์เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลยังคงแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้

การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ไม่เหมาะสม ก็เป็นสิ่งกระตุ้นให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลลุกลามมากขึ้น โดยสารเคมีที่กรมการข้าว ไม่แนะนำให้ใช้ในนาข้าวมีอยู่ 37 ชนิด เนื่องจากสารเคมีเหล่านี้ไม่เพียงแต่ไม่สามารถกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่กลับไปทำลายศัตรูธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศในแปลงนา เมื่อศัตรูธรรมชาติ อย่างเช่น มวนเขียวดูดไข่ถูกกำจัดไป นอกจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะไม่ถูกกำจัดไปด้วยวิธีธรรมชาติแต่กลับเจริญเติบโตดีขึ้นด้วย ชาวนาก็จะต้องใช้สารเคมีเพิ่มขึ้นไปอีก ดังจะเห็นได้จากต้นทุนการผลิตส่วนใหญ่ของชาวนากว่า 35% อยู่ที่สารเคมีและปุ๋ยเคมีเป็นหลัก นอกจากนี้ การใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มากเกินไป ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่เอื้ออำนวยให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพิ่มปริมาณ และทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 300 บาทต่อไร่

“ชาวนา” ต้องปรับตัวและนำหลักวิชาการ เทคโนโลยี นโยบาย ตลอดจนมาตรการของภาครัฐไปปฏิบัติ เชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ…ท่านอธิบดีฝากบอกมาอย่างนี้ แต่คงต้องรอคำตอบจากชาวนาทั้งหลายว่า จะทำตามคำแนะนำของภาครัฐหรือไม่.

 

เตือนเกษตรกรระวังโรคใบหงิกต้นข้าว จากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล มีนาคม 20, 2012

http://www.thairath.co.th/content/edu/246858

20 มีนาคม 2555, 13:22 น.

Pic_246858

เกษตรชัยนาทเตือนระวังโรคใบหงิกต้นข้าว เกิดจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นพาหะของโรค แนะปลูกข้าวพันธุ์ที่ต้านทาน และไม่ปลูกข้าวหนาแน่นจนเกินไป…

เมื่อวันที่ 20 มี.ค. นายสมศักดิ์ วรรณะ เกษตรจังหวัดชัยนาท เปิดเผยว่า สำหรับโรคใบหงิกต้นข้าว เป็นโรคที่ทำให้ผลผลิตข้าวลดลงอย่างมาก ต้นข้าวที่เป็นโรคนี้จะเตี้ย แคระแกร็นไม่ออกรวงหรือหดสั้น ใบธงบิดม้วนงอ หากระบาดมากจะทําให้เกิดผลผลิตข้าวเสียหายอย่างรุนแรง ซึ่งเกิดจากเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเป็นพาหะของโรค

ทั้งนี้ วงจรชีวิตของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลนั้น ระยะไข่ 7-8 วัน ตัวอ่อน 16-17 วัน ตัวเต็มวัย 14 วัน การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเกิดจากเกษตรกรใช้พันธุ์ข้าวที่ไม่ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และใช้อัตราเมล็ดพันธุ์มากเกิน 20 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งการปลูกอย่างหนาแน่น จะส่งผลให้สภาพแวดล้อมในนาข้าวไม่เหมาะสมกับเจริญเติบโต กอปรกับเกษตรกรบางรายมักจะใช้ปุ๋ยเคมีที่ผิดสูตร ผิดอัตราและช่วงระยะเวลาของการใช้ปุ๋ยแต่ละชนิด โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยยูเรียมากเกินไป และใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชผิดชนิดและผิดวิธี โดยเฉพาะสารกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ เช่น แอลฟาไซเพอร์มิทริน ไซเพอร์มิทริน ไซแฮโลทริน เดคาเมทริน เอสเฟนแวเลอเรตเพอร์มิทริน ไตรอะโซฟอส ไซยาโนเฟนฟอส ไอโซซาไทออน ไฟริดาเฟนไทออน ควินาลฟอสเตตระคลอร์วินฟอส และสารอะบาเม็กติน เป็นต้น ซึ่งจะทําให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลต้านทานต่อสารเคมี และมีปริมาณการแพร่ระบาดมากยิ่งขึ้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวภูมิภาค
  • 20 มีนาคม 2555, 13:22 น.
 

มิติใหม่…ข้าวต้านเพลี้ยกระโดด มีนาคม 13, 2012

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/241705

29 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.

ปัญหาข้าวไทย…มักจะ มีปัญหาซ้ำซาก ได้รับความระทมจากรุ่นสู่รุ่นนานนับศตวรรษต่อศตวรรษ ไม่ว่าจะเป็นราคาตก ผลผลิตต่ำ ฯลฯ…ล่าสุดมหาอุทกภัยเล่นซะอ่วมอรทัย

อย่างพื้นที่ภาคกลาง ที่ว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ปลูกข้าวได้หลายๆรุ่น ในช่วงติดต่อกันของปี ก็มี ปัญหาตามติดมาเช่นกันคือ เป็นสาเหตุในการสะสมของโรคและแมลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ซึ่งดูดกินน้ำเลี้ยงช่วงกำลังออกรวงจนเมล็ดลีบกลายเป็นผลพวงพ่วงปัญหาถาถมแก่ชาวนาในยามนี้

แม้ว่า…เมื่อปีที่ผ่านมา (2554) ไทยเราจะส่งออกข้าวมากถึง 10.5 ล้านตัน โดยแบ่งเป็นข้าวขาวมากที่สุดถึง 7 ล้านก็ตามที อุปสรรคที่เกิดขึ้นต่างพยายามฟันฝ่าเพื่อให้ทะลุทะลวง มุ่งหวังที่จะให้ผลผลิตข้าวของตนนั้นดี มีราคา เพื่อจะได้ปลดหนี้ปลดสินที่พอกพูนอยู่ในวังวนล่วงลุด้วยดี

นางนงนุช สว่างศรี อายุ 35 ปี ปลูกข้าวที่ตำบลกระเสียว อำเภอสามชุก สุพรรณบุรี ถือเป็นชาวนารุ่นใหม่ที่จัดอยู่ในเกษตรกรชุดหัวไวใจสู้ เล่าว่า…ปัจจุบันได้มีการระบาดของโรคแมลงในนาข้าวเยอะมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลนั้นเป็นปัญหาใหญ่ และสำคัญมากแก่ชาวนา

…แม้ที่ผ่านมาจะมีวิธีการทั้งป้องกันและกำจัดเพลี้ยกระโดด โดยใช้สารเคมีฉีดพ่นหลายครั้งก็เอาไม่อยู่ ทำให้นาข้าวของชาวนาได้รับความเสียหายอย่างหนักเป็นบริเวณกว้าง อย่างที่สามชุกก็ประสบปัญหากว่า 2 แสน 5 หมื่นไร่ กับอีกหลายพื้นที่ก็ไม่ได้ข้าวเลย

เมื่อวิธีการใช้สารเคมีไม่ได้ผล ก็พยายามหาปัจจัยอื่นคือพันธุ์ จึงได้เสาะแสวงหาพันธุ์ข้าวที่สามารถตอบโจทย์ให้กับชาวนาได้ คือ “ต้องต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล” ซึ่งได้เฟ้นและวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายๆพันธุ์กระทั่งพบว่าในความเหมาะสมที่…ข้าวพันธุ์ ซีพี 111

นายวิชัย พูนพิริยะทรัพย์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร กล่าวว่า…จากสถานการณ์ที่ประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลความต้องการบริโภคข้าวขาวสูงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นักวิชาการ กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร จึงได้ทำการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวขาว เพื่อรองรับความต้องการแก่ผู้บริโภคในตลาดโลก…

สิ่งแรกที่ตอบโจทย์ชาวนาได้…คือต้านทานเพลี้ยทำให้ลดการใช้สารเคมี รวงใหญ่ที่ให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการแก่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มปริมาณข้าวคุณภาพดี ใช้ในการส่งออกข้าวขาวของประเทศไทยไปยังตลาดโลกให้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต โดยให้ชื่อว่า…ข้าวพันธุ์ ซีพี 111

โดย…มั่นใจว่าข้าวพันธุ์นี้ จะสร้างความหวังใหม่ให้กับเกษตรกร..!!!

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 29 กุมภาพันธ์ 2555, 05:00 น.