ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

อมตะฟาร์ม หนึ่งฟาร์มแพะคุณภาพ ที่สูงเนิน กันยายน 20, 2013

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108010856&srcday=2013-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 556

เทคโนโลยีปศุสัตว์ 

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

อมตะฟาร์ม หนึ่งฟาร์มแพะคุณภาพ ที่สูงเนิน

การพัฒนาระบบการเลี้ยงเพื่อก้าวสู่ฟาร์มเลี้ยงแพะตัวอย่างที่มีมาตรฐาน ทั้งด้านการจัดการและการป้องกันโรค ถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่ อาจารย์สถาพร ศิริพัฒน์ อาจารย์สาระภาษาต่างประเทศ โรงเรียนสูงเนิน และเกษตรกรเจ้าของ อมตะฟาร์ม ตั้งอยู่ เลขที่ 293 หมู่ที่ 1 ตำบลสูงเนิน อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา โทร. (086) 245-8482, (085) 459-0907 ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ได้ก้าวเข้ามาสู่อาชีพการเลี้ยงแพะ

จากการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ และขอรับคำแนะนำจากผู้ชำนาญการทั้งในส่วนราชการต่างๆ และเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ รวมถึงการเข้ารับการฝึกอบรมต่างๆ อย่างต่อเนื่องมา 5 ปี นับตั้งแต่ทำฟาร์มครั้งแรก ค่อยๆ ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง ในวันนี้ถือได้ว่า อมตะฟาร์ม สามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จดั่งเป้าหมายที่วางไว้

อมตะฟาร์ม ได้ยกระดับฟาร์มของตนเอง ให้ก้าวขึ้นมาสู่ฟาร์มตัวอย่างในระดับแนวหน้า กลายเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงแพะ ทั้งเนื้อ นม และกึ่งเนื้อกึ่งนม พร้อมเปิดกว้างให้ผู้สนใจได้เข้ามาเรียนรู้ศึกษาด้วยตนเอง

“ผมถือว่าเมื่อทำแล้วต้องพัฒนา และต้องไปถึงเป้าหมายที่ดีที่สุด เพราะอาศัยจากประสบการณ์ของตนเองที่เข้ามาสู่อาชีพการเลี้ยงแพะด้วยความเข้าใจที่ไม่ถ่องแท้ ไม่เห็นถึงความสำคัญของการทำให้ฟาร์มมีมาตรฐาน มีระบบต่างๆ ที่ดี แต่ด้วยประสบการณ์ได้เป็นบทเรียนสอนให้เราเข้าใจ ช่วงหลายปีมานี้ ผมจึงพัฒนาฟาร์มมาอย่างต่อเนื่อง” อาจารย์สถาพร กล่าว

แต่ด้วย คำว่า ทำฟาร์มต้องมีคุณภาพ ได้กลายเป็นแรงผลักดันทำให้เกิดการพัฒนาแบบก้าวกระโดด ตั้งระบบโรงเรือน ระบบการเลี้ยง การจัดการด้านอาหาร การป้องกันรักษาโรคต่างๆ รวมถึงสายพันธุ์แพะที่เลี้ยงในฟาร์ม

การทำฟาร์มคุณภาพที่มีมาตรฐาน อาจารย์สถาพร ศิริพัฒน์ บอกว่า จะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ก้าวเดินในอาชีพนี้ได้อย่างยั่งยืน

หากตีความจากคำพูดของอาจารย์สถาพรแล้ว นั่นหมายความว่า อาชีพการเลี้ยงแพะ จะไม่ประสบความสำเร็จหากเกษตรกรไม่ได้เริ่มต้นหรือทำให้เกิดการพัฒนาในฟาร์มของตนเองอย่างมีมาตรฐาน

ทั้งนี้ กิจกรรมการเลี้ยงแพะภายในฟาร์มของ อมตะฟาร์ม จะประกอบด้วยการเลี้ยงแพะขุน และการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกสายพันธุ์ดีจำหน่าย

พัฒนาระบบคอก

อาหาร และการป้องกันโรค

จากข้อมูลที่ถ่ายทอดจากอาจารย์สถาพรได้ทำให้เห็นถึงการพัฒนาระบบการเลี้ยงของฟาร์มแห่งนี้อย่างชัดเจน นับตั้งแต่โรงเรือนที่เลี้ยงและพื้นที่ฟาร์มโดยรอบ

“เพราะการมีโรงเรือนที่ดีนั้น จะส่งผลอย่างยิ่งที่ทำให้แพะของเรามีสุขภาพดี ดังนั้น จึงต้องมีการสร้างโรงเรือนที่ถูกสุขลักษณะ มีการถ่ายเทอากาศดี มีที่ป้องกันลมฝนดี สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องใส่ใจ และช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการเจ็บป่วยในแพะ”

สำหรับภายในโรงเรือน อาจารย์สถาพรยังได้แบ่งคอกเลี้ยงออกเป็นคอกแพะในรุ่นต่างๆ อย่างชัดเจน ทำให้ง่ายต่อการจัดการ คอกคลอด คอกแม่พันธุ์ คอกแพะรุ่น คอกแพะขุน เป็นต้น เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการ

ในขณะที่ด้านอาหาร ได้มีการจัดระบบการให้อาหารใหม่ทั้งหมด รวมถึงชนิดของอาหารที่นำมาใช้ในฟาร์ม ทั้งนี้เพราะมองว่า การเลี้ยงแพะให้สมบูรณ์นั้นจะส่งผลโดยตรงต่อการให้ผลผลิต อัตราการเจริญเติบโต

“เมื่อก่อนเราเน้นแค่หญ้าธรรมชาติกับกระถินเป็นหลัก แต่วันนี้ผมพัฒนาในเรื่องการให้อาหารข้น อาหารเสริมต่างๆ อาหารหยาบ อย่างการทำแปลงปลูกหญ้าแพงโกล่า รวมถึงระบบการให้อาหารในแพะรุ่นต่างๆ”

ด้วยระบบการจัดการที่ปรับใหม่ดังกล่าว ได้ส่งผลให้แพะในฟาร์มมีความสมบูรณ์ มีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี สามารถให้ผลตอบแทนได้อย่างคุ้มค่า

อีกส่วนที่สำคัญคือ ระบบการจัดการป้องกันโรคต่างๆ อาจารย์สถาพร บอกว่า ได้วางระบบการป้องกันโรคตามโปรแกรมที่ทางราชการแนะนำอย่างเต็มระบบ ส่งผลให้แพะมีความสมบูรณ์ แข็งแรง

“ทุกวันนี้ เรามีโปรแกรมการจัดการ ทั้งวัคซีน การตรวจเลือด การป้องกันโรคต่างๆ อย่างเข้มข้น ตั้งแต่ลูกแพะไปจนถึงแม่พันธุ์ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันไว้ก่อน เพราะผมมองในเรื่องการรักษาเป็นมาตรการสุดท้าย”

“แต่ก่อนผมก็คงเหมือนกับเกษตรกรอีกจำนวนไม่น้อยที่ละเลยในเรื่องนี้ไป ทั้งๆ เป็นสิ่งจำเป็นและต้องทำ แต่มาในวันนี้ผมได้ทำและจะขยายสิ่งที่ทำนี้ไปเป็นข้อแนะนำให้กับเกษตรกรที่สนใจ ทั้งที่ทำฟาร์มอยู่แล้ว และกำลังจะก้าวมาสู่อาชีพนี้”

อีกสิ่งที่ฟาร์มแห่งนี้กำลังดำเนินการคือ การขอมาตรฐานฟาร์มจากกรมปศุสัตว์ ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบ คาดว่าอีกไม่นาน

สายพันธุ์พัฒนา

สุดท้าย ทำนมแพะจำหน่าย

ด้านการพัฒนาสายพันธุ์ จากจุดเริ่มต้นที่ทำฟาร์มด้วยการขุนแพะจำหน่ายเพียงอย่างเดียว ตอนนี้เป้าหมายได้ขยับสูงขึ้น สิ่งที่อาจารย์สถาพรได้วางเป้าหมายไว้คือ การเป็นฟาร์มผลิตสายพันธุ์แพะคุณภาพ ได้มาตรฐาน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาจารย์สถาพร จึงซุ่มเก็บสายพันธุ์แพะดีๆ และปลอดโรค ซึ่งมาจากทั้งสายพันธุ์ในประเทศและสายพันธุ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ

“ผมตั้งเป้าไว้ให้ อมตะฟาร์ม เป็นฟาร์มผลิตสายพันธุ์ที่ครบวงจร ทั้งแพะเนื้อ แพะนม และแพะกึ่งเนื้อกึ่งนม”

“ตอนนี้เรามีสายพันธุ์แพะเนื้อที่ดี มีคุณภาพ อย่างพันธุ์บอร์หลายตัว ไม่ว่าแพะที่ชื่อแพรวา เพชรทอง ดอลล่าร์ ปิ่นทอง ล้วนแต่เป็นสายพันธุ์บอร์ที่นำเข้ามาเลี้ยงและกำลังจะให้ลูกในเร็วๆ นี้ รวมถึงการสร้างกลุ่มสายพันธุ์แพะนม อย่างซาแนนขึ้น โดยมองที่ซาแนนเลือด 75-80 เป็นหลัก และในเร็วๆ นี้ จะมีการนำเข้าแพะพันธุ์บอร์และซาแนนเลือด 100 เข้ามาเลี้ยงในฟาร์มอีกด้วย”

“เรื่องสายพันธุ์นี้ ผมตั้งเป็นหลักของฟาร์มเลยว่า ตัวไหนให้ผลไม่ดี เราคัดออกหมด เหลือแต่ตัวดีๆ เด่นๆ เรียกว่าคุณภาพต้องมาก่อน อย่างพ่อพันธุ์เด่นๆ ประมาณ 6 ตัว และแม่พันธุ์ลูกผสมบอร์ซาแนนและบอร์พันธุ์แท้ เพื่อให้ผู้สนใจสามารถตัดสินใจได้ง่ายในการเลือกซื้อไปเลี้ยง” อาจารย์สถาพร กล่าว

จากข้อมูลส่วนหนึ่งที่ได้รับทราบจากอาจารย์สถาพรคือ ราคาซื้อ-ขาย แพะพันธุ์ การกำหนดราคานั้นขึ้นอยู่กับสายเลือดสูงหรือไม่ ขนาด และเพศ คือสิ่งที่เป็นปัจจัยในการกำหนดราคา

“เมื่อก่อนตอนเริ่มต้นเลี้ยงใหม่ๆ ผมก็คิดแต่เรื่องปริมาณก่อน เอาจำนวนตัวให้มากเข้าไว้ แต่พอเลี้ยงแล้วรู้สึกเลย เพราะไปซื้อของไม่มีคุณภาพ ไม่ผ่านการตรวจเลือด เลี้ยงแล้วเรามีปัญหา ดังนั้น การซื้อของคุณภาพในราคาที่สูงหน่อยจะเป็นผลดีและทำให้เราประสบความสำเร็จ”

ทั้งนี้ อาจารย์สถาพร ได้สะท้อนถึงปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในการเลี้ยงแพะนมของเกษตรกรว่า มีปัญหาแม่แพะให้น้ำนมน้อยลง ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากที่มีปริมาณของแพะนมน้อยลง ดังนั้น การที่จะเลี้ยงแพะนมให้ได้ผลดีนั้น ต้องมาจากแม่แพะที่ดี

“ผมเลยตั้งใจจะสร้างฝูงแม่แพะซาแนนที่เลือดสูงไว้ เพื่อใช้เป็นฐานในการผลิต เพราะอีก 2 ปี ผมจะปลดเกษียณ และจะเพิ่มกิจกรรมในฟาร์มด้วยการรีดน้ำนมขายด้วย จึงอยากตั้งฐานไว้ก่อน เพื่อรองรับอนาคต” อาจารย์สถาพร กล่าว

มุ่งสู่การเปิดศูนย์กลางเรียนรู้

“ตอนนี้ถ้ามองในแง่ความสนใจของเกษตรกรแล้ว แพะถือว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ทุกคนกำลังมอง ด้วยการเลี้ยงที่ต้นทุนต่ำกว่าสัตว์เศรษฐกิจอื่นๆ และให้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ จึงทำให้เกษตรกรได้หันมาศึกษาการเลี้ยงมากขึ้น”

“อย่างเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนนี้ถือว่าตื่นตัวกันมาก มีเกษตรกรจากหลายจังหวัดเข้ามาเยี่ยมชมฟาร์ม โดยล่าสุดมีกลุ่มพัฒนาชาติไทยได้ประสานมาในการจัดฝึกอบรมการเลี้ยงให้กับสมาชิก”

“ในมุมมองของผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่งในการสร้างให้ภาคอีสานเป็นแหล่งผลิตแพะเพื่อส่งให้กับทางใต้ เพราะมีศักยภาพหลายอย่าง อีกทั้งจากที่ผมได้พูดคุยกับผู้ค้าแพะทางใต้ เขาบอกว่า ถ้าทางอีสานสามารถผลิตแพะได้จำนวนมากพอตามที่ต้องการ และสามารถรวบรวมนำมาไว้ในจุดเดียวกันได้ เขาจะเอารถบรรทุกขึ้นมารับซื้อถึงที่เลย” อาจารย์สถาพร กล่าว

อาจารย์สถาพร กล่าวต่อไป ดังนั้น เป้าหมายหนึ่งของฟาร์มคือ การเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงแพะ โดยจะมีการประสานร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์อำเภอในการจัดหลักสูตรอบรมให้กับผู้สนใจ ทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติ

การอบรมจะใช้เวลาประมาณ 2 วัน ซึ่งผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับองค์ความรู้ที่สามารถนำไปทำฟาร์มได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

“หลักสูตรการอบรมนี้ เราเปิดกว้างให้กับทุกคนที่สนใจ เพราะผมเองนั้นก็เริ่มต้นมาจากศูนย์ และค่อยพัฒนามา ดังนั้น เมื่อมีโอกาสจึงอยากจะช่วยให้ผู้ที่จะมาเริ่มต้นได้รับองค์ความรู้และแนวทางที่ถูกต้อง” อาจารย์สถาพร กล่าว

ทั้งหมดนี้คือ อีกก้าวของการพัฒนาที่เกิดขึ้นที่ฟาร์มแห่งนี้ อมตะฟาร์ม แห่งสูงเนิน

จัดใหญ่ “เกษตรกรรู้ทัน ป้องกันวิกฤติประมงฯ หวังแก้ปัญหากุ้งตายด่วน

คุณศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญในตลาดโลก เพราะนอกจากจะมีผลผลิตทางการประมงที่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคในประเทศแล้ว ยังเป็นสินค้าส่งออกเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้แก่ประชากรของโลกอีกด้วย

“ผลผลิตในภาครวมของการทำประมงทั้งจากการเพาะเลี้ยงและการจับจากธรรมชาติ สามารถทำรายได้ให้แก่ประเทศปีละกว่า 200,000 ล้านบาท โดยเฉพาะอุตสาหกรรมกุ้งสดแช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป นับว่าเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญที่สุดในกลุ่มสินค้าประมงของไทย สามารถสร้างรายได้จากการส่งออกกว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือปีละกว่า 100,000 ล้านบาท”

“แต่จากสถานการณ์ ปัญหากุ้งตายด่วน (Early Mortality Syndrome : EMS) ที่ระบาดอย่างหนักมาตั้งแต่ ปี 2555 โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากภาคตะวันออก ทางกรมประมงในฐานะหน่วยงานภาครัฐ จึงต้องเร่งสร้างความรู้ ความเข้าใจ แก่ผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมกุ้งทั้งระบบ ตั้งแต่การเพาะเลี้ยงไปจนถึงการส่งออก จึงได้จัดนิทรรศการ “เกษตรกรรู้ทัน ป้องกันวิกฤติประมง สร้างความมั่นคงด้านอาหาร” ขึ้น” คุณศิริวัฒน์ กล่าว

คุณศิริวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการจัดนิทรรศการ “เกษตรกรรู้ทัน ป้องกันวิกฤติประมง สร้างความมั่นคงด้านอาหาร” จะมีขึ้นที่ โรงแรม เคพี แกรนด์ จังหวัดจันทบุรี ระหว่าง วันที่ 1-3 สิงหาคม 2556 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคการเพาะเลี้ยง ภาคการผลิต และภาคการส่งออก ซึ่งกรมประมงหวังว่าการจัดนิทรรศการดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการช่วยบรรเทาปัญหากุ้งตายด่วนได้

โดยกิจกรรมที่น่าสนใจ แบ่งออกเป็นโซนต่างๆ คือ โซนที่ 1 เทิดไท้องค์ราชา นักพัฒนาประมงไทย โซนที่ 2 ประมงไทย สร้างเศรษฐกิจไกลก้าวหน้า โซนที่ 3 วิกฤติประมงไทย เกษตรกรร่วมใจป้องกัน โซนที่ 4 อนาคตเกษตรก้าวไกล ประมงไทยพัฒนา โซนที่ 5 จัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัดให้มีการบรรยายให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมงาน ในหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ หัวข้อ “ติดอาวุธ สู้ภัย อีเอ็มเอส” โดย : ดร. พุทธ ส่องแสงจินดา/หัวข้อ “อีเอ็มเอส มาจากไหน” โดย : ดร. สถาพร ดิเรกบุษราคม/อนาคตกุ้งไทย ปลอดภัย ยั่งยืน” โดย : น.สพ. สุรศักดิ์ ดิลกเกียรติ ฯลฯ

 

นำร่องศึกษา “เหี้ย” ที่ กำแพงแสน ธันวาคม 30, 2012

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05085010955&srcday=2012-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 534

เทคโนโลยีปศุสัตว์ 

องอาจ ตัณฑวณิช

นำร่องศึกษา “เหี้ย” ที่ กำแพงแสน

ไดโนเสาร์ เมื่อประมาณหลายล้านปีก่อนถือเป็นบรรพบุรุษของผม ในปัจจุบันตระกูลของผมนี้เหลืออยู่จำนวนหลายสิบชนิดในทวีปเอเชีย แอฟริกา และออสเตรเลีย ชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือ มังกรโคโมโด (Varanus komodoensis) อาศัยอยู่บนหมู่เกาะโคโมโด ประเทศอินโดนีเซีย ในประเทศไทยพบสกุลพี่น้องของผมจำนวนเพียง 4 ชนิด

1. เหี้ย (Varanus salvator) คือตัวผมนี่แหละ ลักษณะรูปร่างของผมคล้ายกิ้งก่าขนาดยักษ์ มีความยาวได้ถึง 3 เมตร ขนาดใหญ่รองจากมังกรโคโมโด มีลิ้นสองแฉกคล้ายงู ใช้สำหรับรับกลิ่น มีลายดอกสีเหลืองพาดขวางทางยาว แหล่งอาศัยตามธรรมชาติมักจะอยู่บริเวณใกล้แหล่งน้ำจืดหรือน้ำเค็ม ว่ายน้ำเก่งและดำน้ำได้นาน ลักษณะนิสัยของผมมักจะตื่นตกใจง่ายเมื่อเจอศัตรู โดยเฉพาะคน และมักจะหนีลงน้ำไปได้อย่างรวดเร็ว ชอบกินของเน่าเปื่อย เศษซากอาหารซากสัตว์ แต่ถ้าไม่มีซากสัตว์ก็จะกินสัตว์เป็นๆ เช่น ไก่ เป็ด หรือปลาที่เลี้ยงไว้ ไม่กินพิซซ่ากับแฮมเบอร์เกอร์ เพราะมันเป็นอาหารขยะ

2. ตะกวด หรือ แลน (Varanus bengalensis nebulosus) ตะกวดจะมีสีน้ำตาลทั้งตัว แต่ลำตัวของผมเป็นสีดำ มีลายดอกสีเหลืองเรียงอยู่อย่างมีระเบียบ รูปร่างลักษณะอาจจะดูคล้ายกัน แต่รูจมูกของตะกวดอยู่ห่างจากปลายปากมาก ซึ่งแตกต่างกับผมซึ่งมีรูจมูกอยู่ปลายปาก ทำให้ผมสามารถอยู่ในน้ำได้นานมาก เพราะไม่ต้องโผล่ขึ้นมาหายใจ เพียงแค่โผล่ปลายหัวขึ้นมาก็สามารถหายใจได้ ผมจึงมีแหล่งอาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำ ส่วนตะกวดนั้นอาศัยอยู่บนที่ดอน ตะกวดจะใช้ปากขุดคุ้ยอาหารซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกแมลงต่างๆ และสัตว์ขนาดเล็กๆ จมูกจึงต้องอยู่ห่างจากปลายปากออกมาตามหลักการของการวิวัฒนาการของสัตว์ตามสภาพแวดล้อม พบเห็นได้ไม่ยากนัก

3. เห่าช้าง (Varanus rudicollis) โดยชื่อ เห่าช้าง อาจได้มาจากเสียงขู่ศัตรู ซึ่งฟังดูคล้ายเสียงขู่ของงูเห่า ชาวบ้านเชื่อกันว่าน้ำลายมีพิษเนื่องจากมีเชื้อโรคมาก หากถูกกัดจะเป็นอันตรายถึงตายได้ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด ลักษณะของเห่าช้างตัวจะเล็กกว่าผม โดยมีความยาว ประมาณ 1.3 เมตร ผิวมีสีดำเข้ม มีลายเลือนไม่ชัดเจน แหล่งอาศัยอยู่ในป่าค่อนข้างทึบ หากินบนพื้นดิน แต่สามารถปีนต้นไม้ได้เก่ง พบตามป่าในภาคใต้ของประเทศไทยและพม่า หมู่เกาะสุมาตรา บอร์เนียว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ แต่ก็มีรายงานพบที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมาด้วย อาหารในแหล่งธรรมชาติ คือ ไก่ นก ปลา กบ เขียด กินได้ทั้งของสดและของเน่า เห่าช้างเป็นสัตว์ที่พบเห็นได้ยาก

4. ตุ๊ดตู่ (Varanus dumerilii) เป็นสัตว์ที่มีขนาดเล็กที่สุดในกลุ่มนี้ ซึ่งโตเต็มที่จะมีขนาดยาว 50-120 เซนติเมตร ตอนที่มีขนาดเล็กตั้งแต่คอจนถึงปลายปากจะมีสีส้มจนถึงสีแดง เมื่อมีขนาดใหญ่ขึ้น สีจะค่อยๆ จางลง ลำตัวมีควั่นสีเหลืองตั้งแต่คอจนถึงปลายหาง เป็นสัตว์ที่มีนิสัยเชื่องช้า อาศัยในป่าดิบชื้นทางภาคใต้ และมาเลเซีย รวมถึงเกาะสุมาตรา พบเห็นได้ยาก

จะเห็นได้ว่าพวกพี่น้องของผมที่มีอยู่ในประเทศไทยทั้ง 4 ชนิด มีชนิดเดียวที่ผูกพันกับคนมากที่สุดก็คือ ผม หรือวอรานัส เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม จึงมักตั้งบ้านเรือนใกล้แหล่งน้ำเพื่อการใช้ทรัพยากรน้ำ ทำการเพาะปลูก ทำมาหากิน ผมก็เช่นกัน แหล่งอาศัยธรรมชาติคือ ใกล้แหล่งน้ำ จึงมักพบเห็นตัวผมบ่อยมากกว่าชนิดอื่นๆ และผมมีบทบาทในการรักษาสิ่งแวดล้อมเพราะมีหน้าที่กำจัดซากเหมือนอีแร้งที่คนรังเกียจ

ผมเป็นสัตว์ที่ว่ายน้ำและดำน้ำได้เก่ง ชอบที่จะเล่นน้ำ และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ในกรุงเทพมหานครก็ยังพบเห็นอยู่บ่อยๆ ซึ่งมักจะอยู่ตามสวนสาธารณะหรือสถานที่ราชการขนาดใหญ่ที่มีคูน้ำ เช่น สวนลุมพินี สวนสัตว์เขาดิน หรือแถวสภาฯ และทำเนียบรัฐบาล ซึ่งผมมักผ่านไปแวะเที่ยวอยู่เสมอ ครั้งแรกๆ ที่ไป คนบางกลุ่มรังเกียจและแสดงอาการโกรธแค้น แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งยินดีต้อนรับ หัวเราะเหมือนสะใจอะไรสักอย่าง พอไปคราวหลังอะไรก็เปลี่ยนไป คนที่เคยยินดีต้อนรับกลับรังเกียจ คนที่แสดงอาการรังเกียจกลับยินดีต้อนรับ ผมงงไปหมดแล้ว คนนี้เข้าใจยากจริงๆ

เวลาที่คุณผ่านตามสถานที่ลุ่มน้ำ มักพบเห็นตัวผมอยู่เสมอ บางคนเขาถือเหมือนกันว่าถ้าไปไหนแล้วเจอตัวผม แล้วธุระปะปังที่จะไปทำก็จะไม่สำเร็จ ไม่รู้จะรังเกียจอะไรตัวผมนักหนา เรื่องของผมมีเขียนในหนังสืออ่านเล่นเรื่องหนึ่ง ชื่อ “เหี้ยห่าสารพัดสัตว์” ของ ท่านมุ้ย หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล อ่านแล้วรู้ได้เลยว่า ผมเป็นสัตว์ที่สงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่เกเรเกตุงกับใคร อยากรู้ก็ต้องไปหาอ่านเอาเอง หนังสือเล่มนี้ของผมก็หายไปเสียแล้ว ไม่รู้ตัวไหนเอาไป จะไปโทษเพื่อนๆ มันอีกก็กระไรอยู่ เพราะมันจะขโมยไปทำไม มันอ่านหนังสือไม่เป็น มีผมอ่านเป็นตัวเดียว จริงแล้วผมเกิดแถบกำแพงแสนนี่เอง พ่อแม่ผมอยู่ไหนก็ไม่รู้ พอผมจำความได้ก็อยู่ที่นี่แล้ว พอเริ่มหนุ่มขึ้นวันหนึ่งก็มี อาจารย์สมโภชน์ ทับเจริญ มาเชิญเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังปัจจุบันที่คุณเห็นนี้

ลืมบอกไปครับ บ้านผมปัจจุบันอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม นี้เอง จากกรุงเทพฯ มาถึงบ้านผมไม่ไกล ตอนเย็นๆ มีคนอุ้มลูกจูงหลานมาชมผมเพียบไปหมด ยังกับเป็นดารา ในชีวิตผมไม่เคยคิดว่าจะมีคนมาสนใจผมเยอะขนาดนี้ คนที่มาดูผมทั้งหมดเขาแสดงท่าทีตื่นเต้นและเอ็นดูผมทุกคน ไม่เหมือนคนแถวทำเนียบ เดี๋ยวรักเดี๋ยวชัง

ทำไม ถึงเลือกเลี้ยงผม 

ผมได้ยินอาจารย์สมโภชน์ ตอบคำถามมาเป็นร้อยครั้งแล้วว่า ทำไมถึงเลือกเลี้ยงผม ตัวอื่นๆ มีตั้งเยอะตั้งแยะไม่คิดเลี้ยง ว่าเริ่มจากอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คนปัจจุบัน รศ. วุฒิชัย กปิลกาญจน์ คิดว่าวันนี้พวกผม หรือตัววอรานัส ซึ่งภาษาไทยดั้งเดิมพวกคุณชอบเรียกผมว่าเหี้ยนั้น มีอยู่ในประเทศไทยจำนวนมาก ทั้งยังมีหลายคนเห็นว่าผมเป็นสัตว์อัปมงคลในความคิดของคนไทย พวกผมจึงเพิ่มจำนวนมากมาย เพราะคนรังเกียจไม่อยากไปยุ่ง หาว่าผมก่อให้เกิดความเสียหายในวงการเกษตร โดยเฉพาะการปศุสัตว์ การประมง กุ้ง ปลา รวมทั้งหมูในเล้าถ้าออกลูก ก็จะขึ้นไปกินในเล้า เกิดอยากจะฆ่าพวกผมก็ทำไม่ได้ เพราะผมเป็นสัตว์สงวนตามอนุสัญญาไซเตสและตามกฎหมายของประเทศไทยด้วย

ผมจึงเป็นสัตว์ป่าที่ได้รับการคุ้มครอง จึงมีแนวคิดว่าจะนำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจ ทำให้เกิดบ้านที่เลี้ยงพวกผมขึ้นมาจริงๆ เพื่อศึกษาให้รู้ว่าพอจะมีแนวทางหรือไม่ โดยเริ่มโครงการมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2554 การสร้างบ้านของผมขึ้นมานี้เป็นการจำลองรูปแบบต่างๆ ออกมาให้เหมือนกับธรรมชาติ และจัดเป็นสถานที่เพื่อให้คนเข้ามาดูได้ง่าย

ปู่ ย่า ตา ยาย สอนว่า ผมเป็นสัตว์อัปมงคล

อาจารย์สมโภชน์ท่านรักผมมาก ท่านเล่าให้ใครต่อใครฟังว่า ในประเทศไทยนี้มีความรู้จากปู่ย่าตายาย สอนหลาน พ่อแม่สอนลูกให้มองเห็นว่าพวกผมเป็นสัตว์ที่อัปมงคล เป็นสัตว์ที่น่ารังเกียจ เป็นสัตว์ที่อันตรายอย่าเข้าใกล้ ทำให้ลูกหลานของไทยมองว่าผมเป็นสัตว์อัปมงคล แต่ฟาร์มนี้ก็สร้างขึ้นเพื่อให้ปู่ย่าตายายพาลูกหลานมาดู อาจจะทำให้เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ ว่าสัตว์ชนิดนี้ไม่ได้เป็นสัตว์ที่อัปมงคลอะไร พ่อแม่พาลูกมาดู ช่วงเวลาเย็นพวกผมจะออกมากินอาหาร เสร็จแล้วก็นอนเล่นใต้ต้นไม้เต็มไปหมด มีคนมาดูจำนวนมาก ทำให้พวกผมไม่กลัวคนแล้ว

ทุกวัน พวกผมจะแยกย้ายกันกลับที่พัก เพราะพวกผมเป็นสัตว์หากินกลางวันและนอนหลับกลางคืนเหมือนคน สรุปแล้วมี 2 ประเด็น ที่ผมเหมือนคน คืออาศัยอยู่บริเวณที่ลุ่มน้ำ และหากินกลางวัน นอนกลางคืน

เมื่ออาจารย์สมโภชน์เลี้ยงดูพวกผมมาตั้งหลายเดือน ก็ทราบว่าผมไม่ใช่สัตว์นักล่า ผมเป็นสัตว์เก็บขยะ ทำงานสุขาภิบาล แต่ที่เกิดความวุ่นวายขึ้นในสังคมเกษตรโดยเฉพาะปศุสัตว์และประมง ก็เพราะผมถูกรุกล้ำที่อยู่อาศัย ผมอยู่ในที่ดินที่คุณมาสร้างที่อยู่อาศัยมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่พวกคุณเอาป่ามาทำเป็นเมือง ผมไม่มีที่อยู่ก็ต้องมาอยู่กับพวกคุณ เมื่อคุณทำเป็นที่อยู่อาศัย ซากสัตว์ที่ตายก็ถูกเผาถูกทิ้ง ทำให้พื้นที่สะอาด ผมไม่มีอะไรจะกิน คุณเลี้ยงอะไรไว้ ผมหิว ผมก็ขอแบ่งกินบ้าง ก็ผมเลี้ยงเองไม่เป็นนี่นา คุณก็เลยเห็นว่าผมเป็นหัวขโมย

โครงการการศึกษา 5 ปี

ผมได้ฟังอาจารย์สมโภชน์พูด แล้วมาเล่าต่อให้พวกคุณฟังว่า โครงการนี้จะใช้เวลาศึกษา 5 ปี ใน 5 ปีนี้ ต้องศึกษาตั้งแต่เริ่มต้นนำพวกผมเข้ามาเป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ เข้ามาเลี้ยงอยู่ที่นี่ ให้พ่อแม่พันธุ์อย่างพวกผมได้ปรับตัว มีการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติ ผมเป็นสัตว์ที่กินอาหาร ผสมพันธุ์ นอนบนบก ไม่เหมือนจระเข้ ซึ่งลากของกินบนบกลงไปกินในน้ำ ผมกินและขับถ่ายบนบก น้ำมีเอาไว้ให้ผมอาบ เพื่อทำให้เย็นสบายเท่านั้น และมีไว้สำหรับหลบภัย พวกผมผสมพันธุ์กันในช่วงกลางวัน กลางคืนนอน เช้าแดดออกผมก็เริ่มผสมพันธุ์กันแล้ว พฤติกรรมของผมจะเปลี่ยนคู่ไปเรื่อยๆ ไม่มีคู่ถาวร ผู้หญิง 1 ตัว มีโอกาสเลือกให้ผู้ชายผสมได้ 2-3 ตัว และผู้ชายก็มีโอกาสเลือกผู้หญิงได้หลายตัวเช่นกัน ในคราวที่เป็นสัดคราวเดียว

ฟังตอนนี้คุณจะรู้สึกว่าเหมือนกับพวกคุณบางคนเช่นกัน แต่พวกผู้ชายเองต้องมีการต่อสู้กันเพื่อที่จะบอกว่าตัวเองแข็งแรงกว่าตัวอื่น ในฤดูผสมพันธุ์จะมีผู้หญิงมานอนรออยู่ พวกผู้ชายก็จะรุมเข้าไป 3-4 ตัว แต่ตัวที่เคยแพ้ตัวอื่นจะไม่เข้าใกล้ผู้หญิงถ้ามีตัวชนะอยู่ ตัวที่แพ้ก็จะมีโอกาสผสมพันธุ์น้อยมาก ถือว่าเป็นแพ้คัดออก ซึ่งเป็นการคัดพันธุ์ตามธรรมชาติ และการที่พวกผมฟัดกันเองเป็นการต่อสู้กันเพื่อที่จะให้ได้ชัยชนะเพื่อผสมกับผู้หญิงนี้ จะไม่มีการกัดกันให้มีบาดแผล ผมจะใช้วิธีของมวยปล้ำผสมกับยูโด ไม่ใช้ปากกัด เวลาต่อสู้จะใช้การโอบกอดกันเหมือนนักเต้นรำ แล้วจะกระทืบขาแต่ละข้าง แล้วเอาน้ำหนักตัวเองเหวี่ยงคู่ต่อสู้ให้ลงไปนอนกับพื้นเหมือนมวยปล้ำ ตัวที่ถูกเหวี่ยงไปหงายท้องยังไม่ถือว่าแพ้ แต่ถ้าถูกเหวี่ยงลงไปแล้วถูกขึ้นคร่อมขี่หลัง แล้วคู่ต่อสู้หยุดนิ่งอึดใจหนึ่ง เหมือนมวยปล้ำที่นับ 1, 2, 3 จะถือว่าแพ้

แต่พวกผมไม่มีกรรมการ ต้องนับกันเอง แล้วตัวแพ้ก็จะวิ่งหนีไป และจะจำไว้ว่าเคยแพ้แล้ว พอเจอผู้หญิงตัวนี้ก็ไม่มายุ่ง การผสมพันธุ์ของพวกผมใช้เวลานานพอสมควร พอตัวผู้ชายทับข้างบนตัวผู้หญิงก็จะกระดกก้นให้ เหมือนจิ้งจกในบ้านที่ผสมพันธุ์กัน เป็นท่าเบสิกที่เรียกว่า จระเข้กบดาน แต่พวกคุณรู้หรือไม่ว่า ผู้ชายอย่างผมนี้นอกจากมีลิ้นสองแฉกแล้ว ยังมีอวัยวะเพศ 2 อัน ส่วนตัวเมียก็จะมีช่องคลอด 2 รู อิจฉาละซี ทีนี้รู้แล้วใช่ไหมว่าพวกผมเหนือกว่าพวกคุณตรงไหน

มาถึงตอนฉากไคลแม็กซ์แล้ว เหมือนละครน้ำเน่าตอนสองทุ่ม ที่ตอนดอกโศกรู้แล้วว่าผู้หญิงอีกคนที่ชอบพระเอกเหมือนเธอ ก็คือแม่แท้ๆ ของเธอ สถานีก็จะจบละครเอาไว้แค่นี้เพื่อให้ติดตามชมในตอนต่อไป เรื่องของคนเป็นฉันใด เรื่องของผมก็เป็นฉันนั้น ถ้าอย่างนั้นคงต้องขอให้ติดตามภาคสองในตอนต่อไป (ฉบับหน้า)

 

แพะ สร้างชีวิต ที่บ้านท่าแพใต้สามัคคี ตุลาคม 7, 2012

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05085010755&srcday=2012-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 530

เทคโนโลยีปศุสัตว์ 

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

แพะ สร้างชีวิต ที่บ้านท่าแพใต้สามัคคี

จากจุดเริ่มต้น ในปี 2548 เมื่อกระแสความสนใจเกี่ยวกับอาชีพการเลี้ยงแพะเนื้อได้แพร่กระจายไปในพื้นที่ของหมู่บ้านท่าแพใต้สามัคคี ตำบลท่าแพ อำเภอท่าแพ จังหวัดสตูล ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานปศุสัตว์อำเภอท่าแพ และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูล จึงทำให้เกิดการรวมกลุ่มกันขึ้นเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะบ้านท่าแพใต้สามัคคี โดยมีสมาชิกเริ่มต้น 15 ราย

ก้าวเดินแห่งการพัฒนาในอาชีพของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะบ้านท่าแพใต้สามัคคี มีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับการคัดเลือกจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลให้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มวลสมาชิกต่างได้รวมใจกันดำเนินการในรูปกลุ่มอย่างจริงจัง จนเกิดความเข้มแข็ง ก้าวสู่ความสำเร็จ

วันนี้ได้กลายเป็นกลุ่มเกษตรกรดีเด่นของจังหวัดสตูล เป็นแบบอย่างให้กลุ่มเกษตรกรอื่นๆ ได้เข้ามาศึกษาดูงาน นำองค์ความรู้ต่างๆ ที่ดำเนินการกันอยู่ภายในกลุ่มไปพัฒนาอาชีพการเลี้ยงสัตว์ให้มีความยั่งยืน

ด้วยความร่วมมือทุ่มเทกันอย่างเต็มที่ให้กับการดำเนินงานของกลุ่ม และการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะ ในวันนี้ทางกลุ่มได้มีการจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน ในนาม วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะบ้านท่าแพใต้สามัคคี โดยมีสถานที่ตั้งอยู่ เลขที่ 46/1 บ้านท่าแพใต้ หมู่ที่ 5 ตำบลท่าแพ อำเภอท่าแพ จังหวัดสตูล

ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะบ้านท่าแพใต้สามัคคี มีสมาชิกทั้งสิ้น 18 คน จำนวนแพะ 139 ตัว แบ่งเป็น พ่อพันธุ์ 13 ตัว แม่พันธุ์ 75 ตัว และแพะรุ่น ลูกแพะ 51 ตัว

ปัจจุบันมี พลฯ สาบู เตบสัน โทร. (082) 282-6014 เป็นประธานกลุ่ม

วันนี้ การเลี้ยงแพะ คือสิ่งที่สามารถสร้างทั้งรายได้ สร้างความมั่นคง นำมาซึ่งความสุขให้กับชีวิตสมาชิกในกลุ่มเกษตรกรแห่งนี้

จุดสำคัญที่ทำให้การดำเนินงานของกลุ่มสามารถก้าวมาสู่ความสำเร็จได้นั้น มีคำตอบจากประธานกลุ่มกล่าว สิ่งสำคัญคือ ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงแพะ

“โดยสมาชิกแต่ละคนจะได้เข้ารับการอบรมเกี่ยวกับการจัดการการเลี้ยงแพะ การดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด รวมถึงการเข้าโรงเรียนปศุสัตว์ ซึ่งจะมีการอบรมให้ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับการจัดการด้านต่างๆ เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์”

อีกสิ่งที่ประธานกลุ่มบอกว่า ใส่ใจเป็นอย่างมากคือ การสร้างองค์ความรู้ให้กับสมาชิก อย่างการจะซื้อแพะมาเลี้ยงเพิ่มนั้น ไม่ใช่ว่าจะซื้อมาเลี้ยงกันเลย แต่สมาชิกต้องมีการวิเคราะห์ศักยภาพของตนเองก่อนว่า มีความพร้อม มีเวลา และมีพื้นที่ปลูกพืชอาหารสัตว์ ปริมาณพืชอาหารสัตว์ที่มีอยู่และเสบียงสำรองมีเพียงพอกับปริมาณแพะที่จะเพิ่มหรือไม่ เป็นต้น”

ในขณะด้านการบริหารจัดการกลุ่มนั้น กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะบ้านท่าแพใต้สามัคคี จะเน้นการบริหารจัดการกลุ่ม บนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลัก มุ่งเน้นถึงการพัฒนาอาชีพการเลี้ยงแพะให้มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ ให้สมาชิกได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการเลี้ยงแพะ รวมถึงการสร้างความสามัคคี ความเข้มแข็งของกลุ่มและชุมชน

ทั้งนี้ จะมีการจัดประชุมประจำเดือน เดือนละ 1 ครั้ง ในทุกวันที่ 4 ของเดือน ณ ที่ทำการกลุ่ม เพื่อชี้แจงการดำเนินงานของกลุ่ม การฝากเงินสัจจะ การเก็บเงินค่าคอกแพะ การรายงานข้อมูลแพะของสมาชิก การแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงแพะจากการเข้ารับการฝึกอบรม รวมถึงการรับทราบปัญหาเกี่ยวกับการเลี้ยงแพะของสมาชิกในกลุ่ม

“การดำเนินงานของกลุ่มเราจะมีระเบียบที่สมาชิกต้องปฏิบัติ เช่น การเข้ามาเป็นสมาชิกได้นั้น จะต้องมีการเลี้ยงแพะเป็นของตนเองอย่างน้อย 1 ตัว ไม่เป็นคนที่เคยถูกขับออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์กลุ่มอื่น และในการประชุม หากสมาชิกคนใดขาดประชุมเกิน 3 เดือน จะเสียสิทธิ์ในการกู้ยืมเงินของกลุ่มในอนาคต”

“โดยสมาชิกจะมีสิทธิ์กู้ยืมเงินได้เท่าๆ กัน คือ ไม่เกินครั้งละ 5,000 บาท ต่อคน รวมถึงจะต้องมีการบริจาคเงินให้กับกลุ่มด้วย โดยในกรณีที่จำหน่ายแพะ สมาชิกต้องบริจาคเงินกับทางกลุ่มตัวละ 50 บาท ซึ่งเงินส่วนนี้จะนำไปใช้หมุนเวียนภายในกลุ่ม” ประธานกลุ่มกล่าว

ในส่วนของคณะกรรมการก็เช่นกัน จะมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน เช่น ฝ่ายตลาด ประชาสัมพันธ์ ตรวจสอบ ปฏิคม เป็นต้น

ด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทอย่างต่อเนื่องจนมีผลงานดีเด่น จึงทำให้ได้รับการคัดเลือกเข้ารับรางวัลต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง จากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น รางวัลกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์ดีเด่นระดับเขต รางวัลกรรมการหมู่บ้านยอดเยี่ยม 2 ปีซ้อน

“แต่สิ่งที่ภูมิใจ คือ ความสามัคคีเกิดขึ้นในหมู่บ้าน ถือเป็นสิ่งที่ชาวบ้านภูมิใจมากกว่าการได้รับรางวัล เพราะเราจะมีการช่วยเหลือกันโดยตลอด อย่างการเลี้ยงแพะ ถ้ามีสมาชิกจะต่อเติมหรือสร้างคอกแพะเพิ่ม เราจะลงแขกกันไปช่วยกันทำในวันเดียวเสร็จ ได้ทั้งความสามัคคีและการประหยัดค่าใช้จ่าย” ประธานกลุ่ม กล่าว

และจากความสำเร็จที่เกิดขึ้น ได้เป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะมีการขยายการเลี้ยงแพะออกไปให้มากขึ้น โดยมีกลุ่มเยาวชนในพื้นที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการส่งเสริม

“ตอนนี้เยาวชนในหมู่บ้านได้ให้ความสนใจการเลี้ยงแพะกันมากขึ้น มีการเข้ามาศึกษาเรียนรู้กันต่อเนื่อง ซึ่งเราก็วางเป้าที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อเยาวชนทุกคนที่เป็นลูกหลานในหมู่บ้าน โดยเปิดให้เยาวชนที่สนใจเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของทางกลุ่ม” ประธานกลุ่ม กล่าว

เน้นรวมกันขาย

ตลาดต้องการเยอะ

การเลี้ยงแพะของสมาชิก จะมีทั้งการปล่อยเลี้ยงในสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมัน รวมถึงการผูกล่ามไว้ในบริเวณพื้นที่เลี้ยง โดยจะมีการจัดการดูแลตามหลักวิชาการที่ได้รับการถ่ายทอดมา เช่น การถ่ายพยาธิ การทำวัคซีนป้องกันโรคระบาดต่างๆ

โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น ทางกลุ่มได้รับการสนับสนุนด้านความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการจัดการแพะจากเจ้าหน้าที่ของสำนักงานปศุสัตว์ในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง และได้มีการนำมาปรับใช้จนประสบความสำเร็จ เช่น การใช้สิ่งเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่มาทำอาหารหมัก การใช้สมุนไพรในการเลี้ยงแพะ รวมถึงการตั้งธนาคารมูลแพะในหมู่บ้าน เป็นต้น

โดยในการเลี้ยงนั้นจะใช้เวลาประมาณ 4 เดือน จะสามารถนำออกจำหน่ายได้ โดยขนาดแพะที่ตลาดในพื้นที่ต้องการมาก อยู่ที่น้ำหนักประมาณ 10-12 กิโลกรัม ต่อตัว ซึ่งในวันนี้ปริมาณแพะที่เลี้ยงนั้น ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญทางศาสนา

โดยราคาจำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 200 บาท ทั้งเพศผู้และเพศเมีย ส่วนแม่พันธุ์จำหน่ายตัวละ 3,000 บาท

ในส่วนของการตลาด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างรายได้ ทางกลุ่มจะเน้นการเชื่อมโยงด้านการตลาดทั้งกับเกษตรกรภายในกลุ่ม และเกษตรกรทั่วไปในพื้นที่ เพื่อสร้างเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะในจังหวัดสตูล โดยเมื่อมีแพะที่พร้อมจำหน่ายตามจำนวนที่สมาชิกของกลุ่มได้แจ้งมายังกลุ่มได้รับทราบ จะมีการประชาสัมพันธ์ออกไปให้กับเครือข่ายตลาดได้รับรู้ โดยราคาที่จำหน่ายนั้น ทางกลุ่มจะเป็นผู้กำหนดราคาไว้เป็นราคากลาง

“ส่วนมากไม่พอขาย พอเราประกาศออกไปว่ามีแพะจำหน่าย คนซื้อจะติดต่อเข้ามาทันทีเลย ซึ่งตอนนี้คนที่มาซื้อแพะส่วนใหญ่จะเป็นชาวบ้านในพื้นที่เป็นส่วนใหญ่” ประธานกลุ่มกล่าว

นอกเหนือจากการจำหน่ายแพะมีชีวิตแล้ว ทางกลุ่มยังมีการจำหน่ายมูลแพะ เพื่อนำไปใช้เป็นปุ๋ยคอกให้กับพืชเศรษฐกิจต่างๆ

“ในเขตตำบลท่าแพ มีการปลูกข้าวโพดหวานกันมาก เราก็มีการติดต่อกับทางกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดให้นำมูลแพะไปใช้กับต้นข้าวโพด ซึ่งมีทั้งแบบการแลกเปลี่ยนกัน โดยคนเลี้ยงแพะไปตัดต้นข้าวโพดสดมาเป็นอาหารเสริมให้กับแพะ และนำมูลไปให้กับคนปลูกข้าวโพดเพื่อใช้เป็นปุ๋ย รวมถึงการจำหน่าย ราคากระสอบละ 25 บาท” ประธานกลุ่มกล่าว

ใช้สมุนไพรเป็นยารักษาโรคสัตว์

การเลี้ยงแพะของสมาชิกในแต่ละเดือนจะมีการเจ็บป่วยของแพะที่จะต้องจำเป็นรักษาเบื้องต้น แพะที่มีสุขภาพไม่ดีจำเป็นต้องได้รับการบำรุงและถ่ายพยาธิ ก่อนที่จะแจ้งให้สำนักงานปศุสัตว์อำเภอท่าแพเข้ามาดูแล ซึ่งยาที่ใช้ในการรักษานั้นทางกลุ่มจะได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานปศุสัตว์อำเภอท่าแพ และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสตูลในรูปของกองทุนยาสัตว์ และยังได้มีการจัดตั้งอาสาปศุสัตว์ขึ้นเพื่อช่วยดูแลอีกทางหนึ่งด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ในการจัดการดูแลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยของแพะที่เลี้ยงนั้น ยังมีการนำภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยเฉพาะในเรื่องของสมุนไพรเข้ามาช่วยในการรักษาด้วย ซึ่งสามารถประสบผลสำเร็จได้อย่างน่าพึงพอใจ สำหรับสมุนไพรที่นิยมใช้ในการรักษาโรคสัตว์ของทางกลุ่ม ประกอบด้วย

ละมุดดิบ หรือที่ภาษาถิ่นเรียกว่า ลูกซาหวา และฝรั่ง ใช้แก้ท้องร่วง ด้วยการให้กินผลและใบสด

ตะไคร้หอม ใช้ไล่ยุงและแมลง ด้วยการทุบให้กลิ่นออกมาหรือการเผา

ฟ้าทลายโจร ใช้ถ่ายพยาธิ ด้วยการบดละลายน้ำให้แพะกินประมาณครึ่งแก้ว

ใบยอและใบหมุย ใช้แก้ไข้ ด้วยการเผารมควันให้แพะที่นอนป่วย

บอระเพ็ดแช่น้ำปัสสาวะ ใช้บำรุงกำลัง ด้วยการนำบอระเพ็ดมาทุบพอแหลก แช่รวมกับน้ำปัสสาวะ 1 คืน ให้แพะกินครั้งละ 1 แก้ว

ตะไคร้ผสมเกลือ ใช้รักษาพยาธิในกระเพาะ ด้วยการนำตะไคร้มาทุบ เติมน้ำพอท่วมตะไคร้ ผสมกับเกลือ ดองไว้ประมาณ 10 วัน ให้แพะกินติดต่อกันนานประมาณ 5 วัน

ว่านหางจระเข้ ใบสาบเสือ ใช้รักษาแผลสด เช่น การนำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือก แล้วนำไปปิดทับแผลสด

ใบสะระแหน่ ใบกะเพรา ใช้แก้ท้องอืด ไม่กินหญ้า ด้วยการนำทุกอย่างมาตำรวมกันให้ละเอียดพอประมาณ เติมน้ำ 1 ลิตร กรองเอาแต่น้ำ กรอกให้แพะกินประมาณ 1 แก้ว

ยาสูบ ใช้รักษาอาการเจ็บตา น้ำตาไหล ตาบวม ด้วยการนำยาสูบมาผสมน้ำพอหมาดๆ นำไปเช็ดให้น้ำเข้าตา อย่างน้อย 3 วัน

ลูกและใบแก้มหูหมอ ใช้รักษาฝี ด้วยการนำลูกและใบแก้มหูหมอมาให้แพะกินสด สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

ทั้งหมดนี้ อีกเรื่องราวความสำเร็จของกลุ่มเกษตรกรของจังหวัดสตูลแห่งนี้…กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ บ้านท่าแพใต้สามัคคี 

 

ชัชวาล วงศ์รา คนเก่ง…เลี้ยงไก่ อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ มิถุนายน 24, 2012

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05090010655&srcday=2012-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 528

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชัชวาล วงศ์รา คนเก่ง…เลี้ยงไก่ อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ

ปัจจุบัน ไก่พื้นบ้านได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นมาก เป็นเพราะไก่พื้นบ้านมีเนื้อ รสชาติอร่อยและเนื้อแน่น เป็นที่ถูกปากของผู้บริโภคทั่วไป จนมีแนวโน้มว่าปริมาณไก่บ้านอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค เพราะเกษตรกรส่วนมากเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ จะเลี้ยงไก่พื้นบ้านแบบหลังบ้าน เป็นการเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ ขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจัง ทั้งอาหาร การป้องกันโรคและที่อยู่อาศัย ตลอดจนสภาพแวดล้อมโดยรอบ จึงส่งผลให้เกิดความสูญเสีย ทั้งนี้สาเหตุดังกล่าวอาจเป็นเพราะเกษตรกรหรือชาวบ้านเลี้ยงไก่พื้นบ้านสำหรับไว้ใช้บริโภคในครัวเรือนเท่านั้น

แต่ถ้าเกษตรกรหรือชาวบ้านที่สนใจการเลี้ยงไก่พื้นบ้านแบบอาชีพ ควรปรับใช้เทคนิคการเลี้ยงแบบโรงเรือนมาผสมผสานกับการเลี้ยงแบบพื้นบ้าน พร้อมกับการเพิ่มคุณภาพไก่ด้วยการปรับปรุงพันธุ์ลูกผสมระหว่างไก่บ้านกับไก่พันธุ์แท้ เอาใจใส่ดูแลการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบที่สมบูรณ์และครบวงจร ย่อมส่งผลทำให้จำนวนไก่บ้านที่จะออกสู่ตลาดมีปริมาณที่สูง มีคุณภาพ และได้ราคาตามที่ต้องการอย่างแน่นอน

คุณชัชวาล วงศ์รา ชายหนุ่มแห่งตำบลท่ากูบ อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ เป็นอีกคนที่มีความสนใจเรื่องการเลี้ยงไก่พื้นบ้าน เหตุผลประการหนึ่งที่เป็นมูลเหตุของความสนใจนั้นมาจากที่เขาเห็นว่าไก่ที่ซื้อตามตลาดมีราคาเกินความเป็นจริง อันเกิดมาจากการควบคุมราคาตามกลไกตลาดของพ่อค้า และคิดว่าหากวันหนึ่งมีโอกาสที่ทำฟาร์มไก่ หากชาวบ้านเดือดร้อน มีความต้องการไก่ไว้บริโภค เขาจะต้องช่วยเหลือได้

เริ่มจาก เป็นอาสาปศุสัตว์ ประจำหมู่บ้าน

ความสนใจของเขาไม่ได้เพียงหาพันธุ์ไก่มาเลี้ยง แต่เขาศึกษาหาความรู้จากตำราเอกสารทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องไก่ ตลอดจนเติมข้อมูลเพิ่มขึ้นให้กว้างและลึกลงไปด้วยการศึกษาจากอินเตอร์เน็ต

ภายหลังที่ศึกษาทฤษฎีจนเป็นที่เข้าใจแล้ว เขาได้ลงมือปฏิบัติด้วยการสมัครไปเป็นอาสาปศุสัตว์ประจำหมู่บ้านเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ชาวบ้านที่มีความเดือดร้อนด้านสัตว์เลี้ยงต่างๆ พร้อมกับถือโอกาสนี้เรียนรู้การเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะไก่ควบคู่กันไป

เมื่อความรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติได้ซึมซับเข้าไปในตัวเขาระดับหนึ่ง ทำให้คุณชัชวาลเริ่มมีความมั่นใจขึ้น พร้อมที่จะสร้างสิ่งที่ต้องการจะทำ 2 อย่าง คือการจัดทำฟาร์มเลี้ยงไก่ที่ได้มาตรฐานเพื่อจำหน่าย และฟาร์มมาตรฐานนี้จะต้องเป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงไก่ที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบเพื่อให้คนที่สนใจทั่วไปเข้ามาศึกษาหาความรู้ต่อไป

มุ่งมั่นทำฟาร์มตามแบบมาตรฐาน

จนได้รับรางวัลดีเด่น นำไปสู่เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ตำบล

การทำงานด้านอาสาปศุสัตว์ประจำหมู่บ้าน ทำให้คุณชัชวาลได้เรียนรู้วิธี แนวทางการป้องกันโรคต่างๆ ของสัตว์ทุกชนิด ว่าควรทำอย่างไร รวมถึงไปรับความรู้ด้านการตลาดที่จะสอนให้รู้ถึงการจำแนกชนิดพันธุ์ ตลอดจนข้อแนะนำการเลี้ยงอย่างไร จึงจะได้ไก่ที่มีขนาดตามที่ตลาดต้องการ และภายหลังจากที่ได้รับรางวัลฟาร์มดีเด่นและคุณชัชวาลได้มีโอกาสเข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ตำบลในเวลาต่อมา

“ระหว่างที่ทำงานเป็นปศุสัตว์ประจำหมู่บ้าน ซึ่งขณะนั้นมีฟาร์มเป็นของตัวเองแล้ว ได้จัดระบบฟาร์มให้ถูกต้องตามมาตรฐาน ต่อจากนั้นได้ส่งฟาร์มของตัวเองไปประกวดทางด้านฟาร์มปลอดโรค และได้รางวัลชนะเลิศของจังหวัด ส่วนอีกรางวัลเป็นรองชนะเลิศที่เขต 3 พร้อมกันนั้นยังได้รับตำแหน่งอาสาปศุสัตว์ดีเด่นของจังหวัดชัยภูมิ จนในที่สุดชีวิตก็ได้เดินทางมาสมความตั้งใจ เมื่อผมได้ถูกเลือกให้มาทำงานที่ตัวเองรัก คือ ได้เป็นเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ เมื่อ 3 ปีที่แล้ว” คุณชัชวาล เล่า

จัดแบ่งเนื้อที่เลี้ยงไก่หลายชนิด

อย่างเป็นสัดส่วน

บนเนื้อที่กว่า 80 ไร่ ของบ้านเลขที่ 9 หมู่ที่ 7 ตำบลท่ากูบ อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ และเป็นผืนดินที่ทำกินของครอบครัววงศ์รา เพื่อใช้ทำการเกษตรกรรมและปลูกพืชเศรษฐกิจหลายชนิด คุณชัชวาลได้จัดแบ่งเนื้อที่ประมาณกว่า 2 ไร่ เพื่อจัดสร้างเป็นฟาร์มไก่ โดยมีการจัดแบ่งประเภทไก่ที่เลี้ยงไว้ในฟาร์ม ได้แก่ ไก่ไข่ ไก่เนื้อ และไก่ชน รวมไปถึงเป็ด และไก่แจ้พันธุ์สวยงามที่เพิ่งเริ่ม

“ไก่ที่เลี้ยงเป็นไก่พื้นเมืองที่เป็นลูกผสมระหว่างพ่อพันธุ์ที่เป็นไก่ชนประดู่หางดำ และที่เจริญเติบโตดีคือ พันธุ์พม่า และลูกผสมไก่ไทย ส่วนไก่ชนเป็นพันธุ์พม่า มีจำนวน 60 ตัว และเป็นไก่รุ่น ถ้าเป็นไก่ไข่มีแม่พันธุ์ 5 ตัว พ่อพันธุ์ 1 ตัว และมีลูกผสมอีก 50 กว่าตัว” เจ้าของฟาร์มให้รายละเอียด

หลักในการคัดเลือกพันธุ์ไก่ คุณชัชวาลบอกว่า ต้องดูเป็นพันธุ์ที่มีน้ำหนักดีเมื่อโตเต็มที่ และควรโตเร็วด้วย อย่างไก่ไข่จะใช้เป็นพันธุ์ประดู่หางดำและเรดที่ใช้สำหรับเป็นแม่พันธุ์ไข่ โดยใช้ประโยชน์ตั้งแต่ใช้ไข่ไว้บริโภคในบ้าน นำออกไปขาย แล้วยังผลิตเป็นลูกไก่ในเวลาเดียวกัน พันธุ์ดังกล่าวถือว่าเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตจากไข่ดีมาก

ต้องเอาใจใส่อย่างเต็มที่

หมั่นดูแลอย่างใกล้ชิด เน้นฉีดวัคซีนป้องกันโรค

ทางด้านข้อยุ่งยากและปัญหาจากการเลี้ยงไก่ เจ้าของฟาร์มอธิบายว่า เมื่อฝนตกไม่สามารถหาสถานที่ให้ไก่ไว้กกลูกไก่ เพราะที่บ้านยังไม่มีไฟฟ้า จึงต้องสร้างเป็นคอกไก่ขนาดเล็กในลักษณะของการอนุบาลเพื่อแก้ปัญหา สำหรับสภาพอากาศตลอดจนสภาวะทางธรรมชาติไม่ค่อยส่งผลต่อการเลี้ยงไก่ มีแต่ที่ผ่านมาเมื่อมีลูกเห็บตกจะต้องรีบต้อนไก่เข้าเล้าทันที

“ประการต่อมาเป็นเรื่องของวัคซีนที่มีขั้นตอนยุ่งยากพอสมควร ซึ่งมีความจำเป็นต้องฉีดให้ครบทุกตัวเมื่อถึงเวลาที่กำหนด ไม่ควรฉีดเฉพาะตัวที่เป็นโรคเท่านั้น ควรทำก่อนที่จะเป็นโรค เพราะเป็นการป้องกันในระยะยาว

เริ่มหยอดวัคซีนที่อายุ 7 วันก่อน เพื่อเป็นการป้องกันโรคอหิวาตกโรค ต่อมาเมื่ออายุ 15 วัน ฉีดวัคซีนเพื่อป้องโรคฝีดาษที่จะเกิดขึ้นที่ปีกไก่ จากนั้นพออายุได้ 21 วัน จะฉีดเข้ากล้ามเนื้อเพื่อป้องกันโรคอหิวาตกโรคอีกครั้ง” คุณชัชวาล เผย

ทำเป็นศูนย์เรียนรู้การเลี้ยงไก่

ส่งเสริมให้หันมาช่วยกันอนุรักษ์

นอกจากจะเลี้ยงไก่ในแง่ธุรกิจที่ทำรายได้ให้กับคุณชัชวาลแล้ว เขายังได้ทำเป็นศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการต่างๆ ในการเลี้ยงไก่ทุกชนิด ทุกประเภทอย่างละเอียด เป็นสถานที่เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคที่เกี่ยวกับไก่และการป้องกันอย่างถูกวิธี ทั้งนี้เพื่อบุคคลทั่วไปเข้าชมเพื่อศึกษาหาความรู้ ทั้งการใช้ในการประกอบอาชีพ หรือเพื่อการศึกษา

“ต้องการให้รู้เรื่องการทำวัคซีน ขั้นตอนและวิธีการผลิตอาหารไก่ เพื่อทำให้ไก่เจริญเติบโตเร็วอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนการใช้สมุนไพรในไก่พื้นเมือง แล้วยังให้ความรู้เกี่ยวกับกลไกของตลาดขายส่งไก่

มีกลุ่มต่างๆ เข้ามาเยี่ยมเยียนดูงานเรื่อยๆ ส่วนมากจะเป็นกลุ่มเกษตรกรที่ทางกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีการกระตุ้นให้เลี้ยงไก่พื้นเมือง นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเกษตรกรที่เป็นเครือข่ายโดยการจัดตั้งอีก 30 กว่าราย หมุนเวียนมาเข้าชมตลอดเวลา” คุณชัชวาล บอก

นอกจากการเลี้ยงไก่พื้นบ้านแล้ว ทางชัชวาลฟาร์มยังมีการเลี้ยงเป็ดด้วย ซึ่งเป็นพันธุ์บาบารี และเป็นพันธุ์เนื้อ ปัจจุบันมีลูกเป็ดที่เลี้ยงประมาณ 70 ตัว คุณชัชวาล เผยว่า เพิ่งเลี้ยงมาได้ประมาณ 7 ปี ส่วนเหตุผลที่เลี้ยงเป็ดด้วยนั้น คุณชัชวาล บอกว่า เพราะต้องการกระตุ้นตลาดในกลุ่มคนที่ชอบเลี้ยงเป็ด โดยมีการจัดระบบการเลี้ยงที่ถูกต้องเพื่อให้เป็นต้นแบบสำหรับผู้เลี้ยงหน้าใหม่

เมื่อก่อนแบกไก่ไปขาย

เดี๋ยวนี้รอขายที่บ้าน

ในอดีตที่ผ่านมา เมื่อต้องการขายไก่ คุณชัชวาลจะต้องใส่ชะลอมแบกไปส่งขาย ซึ่งจะขายได้หรือไม่ หรือจะได้ในราคาเท่าไรไม่สามารถกำหนดได้แน่นอน แต่หลังจากมีการจัดทำเป็นฟาร์มที่ได้มาตรฐาน สร้างคุณภาพให้กับไก่ทุกตัว จึงทำให้เป็นที่รู้จักจากคนทั่วไปถึงคุณภาพไก่ที่ฟาร์มแห่งนี้ ดังนั้น จึงมีพ่อค้าหรือคนที่สนใจไก่เดินทางเข้ามาซื้อด้วยตัวเองโดยการสั่งจองไว้ก่อนล่วงหน้า

“เมื่อก่อนจับไก่ใส่เข่งประมาณ 20 ตัว ไปเสนอขายพ่อค้าที่อำเภอจัตุรัส ในราคากิโลกรัมละ 50-60 บาท ไม่มีใครซื้อ จึงต้องตระเวนขายไปที่อื่นเรื่อยๆ หากถูกกดราคาก็จำเป็นต้องขาย

หลังจากทำเป็นฟาร์ม พร้อมกับนำระบบการเลี้ยงไก่ที่มีคุณภาพเข้ามาใช้บริหารภายในฟาร์ม ทำให้คุณภาพไก่ที่เลี้ยงมีความสมบูรณ์ แข็งแรง ปลอดภัย ทำให้ผลที่ตามมาคือได้ทั้งคุณภาพและปริมาณ สิ่งเหล่านี้ทำให้หลายคน รวมถึงพ่อค้าไก่ที่รู้ ได้เดินทางมาซื้อไก่เองที่ฟาร์ม โดยจะติดต่อมาก่อนเพื่อสอบถามรายละเอียดและสั่งจอง จากนั้นจึงมารับแล้วชำระเงิน” คุณชัชวาล กล่าว

เจ้าของฟาร์มกล่าวต่ออีกว่า สัดส่วนการขายไก่ที่ฟาร์ม ส่วนใหญ่แล้วพ่อค้านิยมมาซื้อไก่เนื้อมากกว่า เพราะมีความสมบูรณ์มากทั้งขนาดและรูปร่าง มีผิวสวยหลังจากถอนขนออก อย่างไรก็ตาม ไก่ไข่และไก่ชนมีปริมาณการขายรองลงมา

“ไก่จะมีน้ำหนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม ต่อตัว เมื่อเลี้ยงมาประมาณ 4 เดือน ซึ่งเป็นข้อดีตรงที่สามารถจำกัดเวลาการเลี้ยงได้ เช่น ถ้าต้องขายรุ่นนี้ ที่เลี้ยงมา 4 เดือน จำนวน 60 ตัว ทั้งนี้สามารถกำหนดเป็นรุ่นที่ต้องการขายได้

ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 85 บาท ต่อกิโลกรัมของไก่เนื้อ ถ้าชำแหละขายกิโลกรัมละ 150 บาท ส่วนไก่ชนจะคัดขนาดและสายพันธุ์ก่อน โดยปกติขายตัวละ 500-600 บาท สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มาซื้อไก่มีอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นเกษตรกรภายในหมู่บ้าน อีกกลุ่มเป็นพ่อค้าที่อำเภอจัตุรัส” คุณชัชวาล อธิบายเพิ่ม

และยังบอกต่ออีกว่า ถ้าเป็นลูกค้าไก่ชนจะเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบมาซื้อ ที่นิยมเป็นไก่ในวัย 8 เดือน เพราะอยู่ในช่วงไก่รุ่น จำนวนไก่ที่ซื้อกันไปแต่ละครั้งไม่มีความแน่นอน บางคนซื้อ 1-2 ตัว บางคนซื้อครั้งละ 6-7 ตัว ทั้งนี้แล้วแต่ความพอใจ

คุณชัชวาลเผยถึงเทคนิคการเลือกซื้อไก่ชนแต่ละครั้งว่า ผู้ซื้อจะต้องประกบคู่ไก่ก่อนตัดสินใจ โดยจะพิจารณาจากความแข็งแรง ปราดเปรียว และทรหด อย่างไรก็ตาม พันธุ์ที่นิยมกันในแถบนี้จะมีพันธุ์ม้าล่อ ป่าก๋อย หรือไทยลูกผสม ซึ่งพันธุ์ดังกล่าวทางคุณชัชวาลใช้วิธีดูข้อดี และข้อด้อยของแต่ละสายพันธุ์ แล้วมีการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ต่อไป

“เดิมไปขอไก่ชนที่ถูกปลดระวางจากสังเวียนไก่จากเพื่อนร่วมงานที่นิยมไก่ชน เพื่อนำมาใช้ทำพ่อพันธุ์ ส่วนแม่พันธุ์ใช้วิธีคัดเลือกในฟาร์มที่มีลักษณะเด่นคือ มีความสวย ให้ลูกดก ดูแล้วเฉลียวฉลาด มีน้ำหนักประมาณ 2.5-2.7 กิโลกรัม ต่อตัว ส่วนอายุของพ่อพันธุ์ที่ไม่สามารถนำมาทำพันธุ์ต่อได้อีก จะอยู่ในช่วงหลังปีที่ 4 ไปแล้ว” คุณชัชวาล บอก

คำว่าดูให้เป็นแม่พันธุ์เฉลียวฉลาดนั้นสำหรับคนทั่วไปอาจนึกไม่ออก คุณชัชวาลได้อธิบายว่า ต้องดูจากตอนช่วงเล็กๆ ขณะที่ลูกไก่ออกหากินคุ้ยเขี่ยอาหารตามพื้น หากตัวใดแยกออกมาหากินเองโดยไม่ยอมเข้าไปรวมในกลุ่ม แสดงว่าตัวนั้นมีความฉลาดที่จะหาอาหารเองตามลำพัง

สำหรับไก่ไข่นั้นจะจำหน่ายเป็นลูกไก่ในราคาตัวละ 25-30 บาท เป็นพันธุ์โรสแมรี่ อายุไก่ที่ปล่อยไปขายเพื่อใช้เป็นไก่ไข่ จะอายุราว 9 เดือน ซึ่งถือเป็นช่วงไก่รุ่น

ย้ำ…ช่วยกันเลี้ยงไก่พื้นบ้าน

เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์

ความที่เป็นคนสนใจเรื่องไก่พื้นเมือง และต้องการอนุรักษ์พันธุ์ไก่ไว้ให้มีการศึกษากัน พร้อมกับต้องการให้มีการขยายวงกว้างออกไปทุกที่ ทุกแห่ง ทั่วประเทศ ดังนั้น คุณชัชวาลจึงมีเป้าหมายว่าต้องการสร้างเครือข่ายการเลี้ยงไก่พื้นเมืองเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในลักษณะแพร่กระจาย อีกทั้งยังสามารถช่วยสกัดและป้องกันการเกิดโรคร้ายแรงต่างๆ ที่จะเกิดกับไก่ไม่ให้สูญพันธุ์ไปเร็ว

“เป็นโครงการที่คิดและอยู่ระหว่างลงมือทำ คือเป็นฟาร์มสาธิต เพื่อเป็นการกำหนดขอบเขตที่อยู่อาศัยของไก่ ให้ปลอดภัยจากโรค ซึ่งโรคที่ต้องให้ความสำคัญมากคือ โรคนิวคาสเซิล หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า โรคกลีหรือโรคห่า เป็นโรคที่เกี่ยวกับหลอดลมอักเสบ ซึ่งสาเหตุของโรคเกิดจากเชื้อไวรัส ถ้าเกิดโรคระบาดขึ้น อัตราการตายจะสูงมาก บางครั้งอาจตายทั้งหมด

การควบคุมให้ไก่อยู่ในวงจำกัดจะสามารถควบคุมโรคดังกล่าวได้ การปล่อยให้ไก่อยู่ตามจุดต่างๆ กระจัดกระจายไปเป็นวงกว้างจะยากต่อการฉีดวัคซีนเพื่อควบคุมโรคได้ทุกตัว ดังนั้น สรุปง่ายๆ สำหรับฟาร์มสาธิตที่นอกจากจะทำให้ได้มาตรฐานแล้ว จะต้องฉีดวัคซีนในไก่ทุกตัวเมื่อถึงตามกำหนดและต้องสร้างโรงเรือนที่ปลอดภัยด้วย” เจ้าของฟาร์มย้ำ

นอกจากเป้าหมายในเรื่องการทำเป็นฟาร์มสาธิตแล้ว ในอนาคตคุณชัชวาลยังมีแผนที่จะขยายพันธุ์ไก่พื้นบ้านเพิ่มขึ้นอีกทั้งคุณภาพและปริมาณ

ในปัจจุบันชัชวาลฟาร์มมีโรงเลี้ยงไก่จำนวน 4 โรงเรือน ซึ่งแต่ละโรงเรือนจะแยกรุ่นของไก่ และกำลังก่อสร้างใหม่เพื่อใช้เป็นสถานที่เลี้ยงไก่แจ้พันธุ์สวยงามอีก คุณชัชวาล แนะนำว่า การสร้างโรงเรือนควรใช้หญ้าแฝกมุงหลังคาแทนการใช้สังกะสี เนื่องจากความร้อนอาจทำให้เป็นปัญหาต่อการฟักไข่ เพราะจะฟักไม่ออก

คุณชัชวาล วงศ์รา ถือเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่ทำในสิ่งที่ชอบ และรักในสิ่งที่ทำ ถึงแม้เขาจะไม่ได้เรียนจบในระดับสูง ถึงแม้เขาจะอายุเลยวัยเบญจเพสมาเพียง 5 ปี ก็ตาม แต่การที่เขาเลือกเดินตามความฝันตัวเองด้วยการใช้ผืนดินบ้านเกิดเป็นทุนต่อยอดความฝัน เพื่อหารายได้และพัฒนาให้เจริญก้าวหน้า แทนการมุ่งหน้าเข้าเมืองใหญ่เพื่อทำงานหาเลี้ยงชีพเหมือนเด็กหนุ่มคนอื่นที่ละทิ้งบ้านเกิด นับเป็นความคิดที่ดีและถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของคนในสังคมในประเทศนี้

ท่านผู้อ่านที่สนใจอยากทราบรายละเอียดการเลี้ยงไก่พื้นบ้าน ลองโทรศัพท์ไปขอคำแนะนำจาก คุณชัชวาล วงศ์รา ที่หมายเลขโทรศัพท์ (089) 232-8329, (081) 070-8017

ขอบคุณข้อมูล – http://www.baanmaha.com

เลี้ยงไก่พื้นบ้าน ให้ประสบความสำเร็จ

เมื่อ ไก่พื้นบ้าน ไม่ได้เป็นเพียง ไก่พื้นบ้าน ที่ได้รับความนิยมแบบบ้านๆ อีกต่อไป การเลี้ยงไก่พื้นบ้านเพื่อรองรับแนวโน้มความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นสิ่งที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกควรศึกษา ส่วนหนึ่งเพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น และสามารถเพิ่มผลผลิตออกสู่ตลาดได้ โดยเฉพาะเมื่อประยุกต์วิธีการเลี้ยงไก่แบบโรงเรือนมาใช้กับการเลี้ยงไก่พื้นบ้านด้วยแล้ว เกษตรกรสามารถควบคุมทั้งคุณภาพและปริมาณได้อย่างแน่นอน

ข้อดีและข้อเสียในการเลี้ยงไก่พื้นบ้าน

1. ข้อดีของไก่พื้นบ้าน

1.1 หาอาหารเก่ง สามารถเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติได้ ทำให้ประหยัดค่าอาหารได้มาก

1.2 ทนต่อสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศได้เป็นอย่างดี

1.3 ทนต่อโรคพยาธิได้ดีกว่าไก่พันธุ์อื่นๆ

1.4 มีความสามารถในการเลี้ยงลูกได้เก่ง

1.5 เนื้อของไก่พื้นบ้านมีรสชาติถูกปากคนไทยมากกว่าเนื้อของไก่ที่ผลิตเป็นอาหารโดยเฉพาะ

2. ข้อเสียของไก่พื้นบ้าน

2.1 โตช้า ใช้เวลาเลี้ยงนานกว่าไก่ทางการค้ามาก

2.2 ให้ไข่น้อย ปีหนึ่งๆ ให้ไข่เฉลี่ยประมาณ 40-50 ฟอง ต่อปี โดยจะให้ไข่เป็นชุด ชุดละ 7-15 ฟอง

2.3 เมื่อไข่ครบชุดแล้ว ไก่พื้นบ้านมีนิสัยชอบฟักไข่ โดยจะฟักไข่ประมาณ 21 วัน ไข่จะออกเป็นลูกเจี๊ยบ และจะเลี้ยงลูกเจี๊ยบต่อไปอีกประมาณ 2 เดือน จึงจะเริ่มกลับมาให้ไข่ใหม่อีก

พันธุ์และการผสมพันธุ์ไก่

ไก่พื้นบ้านที่เลี้ยงกันอยู่ในปัจจุบัน มีความแตกต่างกันออกไปในเรื่องของพันธุ์ และสายพันธุ์ตามสภาพท้องที่ต่างกัน แต่อย่างไรก็ดี มักจะมีวัตถุประสงค์การเลี้ยงที่เหมือนๆ กันคือ เลี้ยงเพื่อเอาไข่และเนื้อ โดยปล่อยให้ไก่เหล่านั้นหาอาหารกินเองตามธรรมชาติ มีการเสริมอาหารให้บ้างเล็กน้อย ไก่พื้นบ้านเหล่านี้มีสีต่างๆ กัน แต่ที่นิยมเลี้ยงกันมากและตลาดต้องการคือ ไก่ที่มีผิวหนังสีเหลืองและสีขนดำ

การปรับปรุงพันธุ์ไก่พื้นบ้าน

จากสภาพการเลี้ยงที่ปล่อยตามธรรมชาติ และขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ทำให้การที่จะนำไก่พันธุ์ดีเข้าไปเผยแพร่ เพี่อขจัดข้อเสียของไก่พื้นบ้านดังที่กล่าวมาแล้วเป็นไปได้ยาก เนื่องจากไก่พันธุ์ดีนั้นๆ ต้องการการดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ ถ้าเอามาเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร ฉะนั้น การที่จะส่งเสริมให้มีการเลี้ยงไก่พันธุ์แท้ในสภาพการเลี้ยงดูแบบนี้ค่อนข้างจะลำบาก อย่างไรก็ตาม ยังมีหนทางที่จะปรับปรุงไก่พื้นบ้านให้ได้ผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้นโดยการคงสภาพข้อดีของไก่พื้นบ้านไว้ และในขณะเดียวกันก็แก้ไขข้อเสียของไก่พื้นบ้านโดยการหาลักษณะที่ดีเด่นของไก่พันธุ์อื่นเข้ามาแทน การปรับปรุงลักษณะเช่นนี้สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างไก่พันธุ์พื้นบ้านกับไก่พันธุ์แท้ที่มีลักษณะที่เราต้องการ

เรือนโรงไก่

เรือนโรงไก่สามารถทำเป็นเเบบง่ายๆ ได้ โดยอาศัยวัสดุที่มีในท้องถิ่น เช่น ไม้ไผ่หรือไม้รวก เป็นต้น ขนาดของโรงเรือนก็ขึ้นอยู่กับจำนวนไก่ที่จะเลี้ยง และขึ้นอยู่กับบริเวณพื้นที่ใต้ถุนบ้านหรือบริเวณลานบ้าน เกษตรกรบางราย สร้างเรือนโรงดังกล่าวไว้สำหรับเลี้ยงไก่ แต่ก็มีเกษตรกรอีกจำนวนมากที่ยังเลี้ยงโดยการปล่อยให้ไก่เกาะคอนนอนตามใต้ถุนบ้าน หรือตามต้นไม้ ซึ่งการเลี้ยงเช่นนี้ทำให้การดูแลรักษาทำได้ลำบาก ก่อให้เกิดความสูญเสียมากพอสมควร

การสร้างเรือนโรงไก่จะมีจุดประสงค์หลักๆ ดังนี้ คือ

1. ใช้เป็นที่กกลูกไก่แทนแม่ไก่

2. ให้ไก่หลบพักผ่อนในช่วงกลางคืน

3. เป็นที่ให้อาหารและน้ำในช่วงภาวะอากาศแปรปราน เช่น ฝนตกหนัก

4. ใช้เป็นที่ขังไก่เพื่อทำวัคซีน

5. ใช้เป็นที่ขังไก่เพื่อให้ยาหรือยาปฏิชีวนะป้องกันรักษาโรค

อาหาร และการให้อาหาร

ปกติแล้วการเลี้ยงไก่พื้นบ้านมักจะปล่อยให้ไก่หาอาหารกินเองตามมีตามเกิด หรือตามธรรมชาติ โดยที่ผู้เลี้ยงอาจมีการให้อาหารเพิ่มเติมบ้างในช่วงตอนเช้าหรือตอนเย็น อาหารที่ให้ก็เป็นพวกข้าวเปลือก ปลายข้าว หรือข้าวโพด เป็นต้น จากสภาพการเลี้ยงดูแบบนี้ทำให้ความสมบูรณ์ของไก่ผันแปรไปตามสภาพดินฟ้าอากาศ คือ ในช่วงฤดูฝน ไก่จะมีอาหารค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากได้รับทั้งเมล็ดวัชพืชและหนอนแมลงในปริมาณมาก ซึ่งอาหารทั้งสองชนิดนี้เป็นแหล่งของวิตามินและโปรตีนที่สำคัญตามธรรมชาติ ทำให้ไก่ในฤดูกาลนี้มีการเจริญเติบโตและความแข็งแรงมากกว่าไก่ในฤดูอื่นๆ

ส่วนในฤดูเก็บเกี่ยวและนวดข้าว ไก่ก็มีโอกาสที่จะได้รับเศษอาหารที่ตกหล่นมาก ทำให้ไก่มีสภาพร่างกายอ้วนท้วนสมบูรณ์พอสมควร ส่วนในฤดูแล้งมักจะประสบปัญหาไก่ขาดแคลนอาหารตามธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องน้ำซึ่งมักจะขาดอยู่เสมอ จำเป็นต้องเตรียมไว้ให้ไก่ด้วย

 

ไทยบราห์มัน ฝันที่เป็นจริงของบรีดเดอร์ไทย (ตอนจบ) กรกฎาคม 26, 2011

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086150754&srcday=2011-07-15&search=no.

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 507

เทคโนโลยีปศุสัตว์

ทุยโทน ท้ายทุ่ง

ไทยบราห์มัน ฝันที่เป็นจริงของบรีดเดอร์ไทย (ตอนจบ)

สวัสดีครับ ตอนที่แล้วเราทำความเข้าใจพื้นฐานการพัฒนาวัวบราห์มันทั้งต่างประเทศและในประเทศไทยกันไปแล้ว ฉบับนี้ขอพาท่านไปดูฟาร์มไทยบราห์มันใน 4 จังหวัด ทั่วประเทศ ไปดูแนวคิดและการจัดการของบรีดเดอร์ (นักปรับปรุงพันธุ์) ที่เลี้ยงทั้งไทยบราห์มันเลือด 100 และวัวบราห์มันลูกผสม (วัว F) กันครับ

ในวงการไทยบราห์มันน้อยคนนักที่ไม่รู้จัก “จำเนียรฟาร์ม”

บ้านเลขที่ 233 หมู่ที่ 10 ตำบลท่าขมิ้น อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร ที่ตั้งของจำเนียรฟาร์ม หรือ JN ฟาร์ม ที่ คุณจำเนียร ชุ่มมั่น เป็นเจ้าของ คุณจำเนียรเลี้ยงวัวมากว่า 20 ปีแล้ว เพราะความแตกต่างด้านรูปร่าง และการเจริญเติบโตของบราห์มันพันธุ์แท้หรือบราห์มัน 100 กับวัวลูกผสม คุณจำเนียร จึงจริงจังกับบราห์มัน 100 มาเป็นปีที่ 12 ทุกวันนี้จำเนียรฟาร์มมีบราห์มัน 100 ที่มีรางวัลพ่วงท้ายจากหลายสนาม อย่าง Miss JN 27/1 ได้รางวัล Reserve Junior สนามมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และ Miss JN 320/1 Calf Champion งานบึงสามพัน และ Reserve Calf Champion งานโคเนื้อแห่งชาติ ปี 2553 MISS JN 33/1 ชนะเลิศอันดับที่ 1 ประเภทลูกโคอายุ 12-14 เดือน งานแสดงนิทรรศการและประกวดโค มทส. ครั้งที่ 7 เมื่อเดือนมกราคม 2554 ที่ผ่านมา ส่วนอีกหลายตัวก็จะโด่งดังในอนาคตอันใกล้นี้

ทำวัวเฟรมกลาง หนา ยาว ลึก

โบ๊ทกับแดง และการจัดการแบบจำเนียรฟาร์ม

ทุกวันที่จำเนียรฟาร์ม ช่วงเช้าจะปล่อยวัวลงแปลงหญ้า พื้นที่ 70 ไร่ ที่ปลูกหญ้าพันธุ์แพงโกล่า ช่วงเย็นเมื่อวัวกลับเข้าคอกแล้วจะมีหญ้าตัดมาเสริมให้อีกครั้ง คุณจำเนียร บอกว่า “วัวแม่พันธุ์จะไม่ให้อาหารข้นเลย แต่สำหรับวัวที่เตรียมประกวดหรือพ่อพันธุ์อาจจะมีการเสริมรำข้าวบ้างแต่ไม่มากนัก เป็นเรื่องที่อยากบอกเกษตรกรผู้เลี้ยงวัวทุกคนว่า ต้องลดต้นทุนลง การจัดการเรื่องอาหารเป็นสิ่งสำคัญ หญ้าเป็นอาหารที่เหมาะกับวัวอยู่แล้ว อาหารข้นอาจจะจำเป็นแต่ก็ไม่เท่ากับหญ้า ใครจะเลี้ยงวัวต้องจัดการเรื่องหญ้าให้ดี ช่วงไหนมีหญ้าสมบูรณ์ ช่วงไหนขาดแคลน ช่วงไหนต้องตุนหญ้า ตุนฟาง ช่วงไหนนำออกมาใช้ เรื่องเหล่านี้ต้องสังเกตเรียนรู้ตลอดเวลา” คนในวงการไทยบราห์มันรู้ดีว่า บราห์มัน 100 จากจำเนียรฟาร์มมีดีที่ความยาวและสูง เป้าหมายต่อไปของการบรีด คุณจำเนียร บอกว่า “ที่ผ่านมาการแก้ทาง แก้ทรง ผมทำได้กว่า 80% แล้ว ถือว่าพอใจ แต่เมื่อเอาวัวไปลงสนามประกวด จะพบว่า วัวของผมแพ้เรื่องความใหญ่ ฉะนั้น ต่อไปผมจะบรีดให้มีกล้ามเนื้อมากขึ้น สะโพกใหญ่ขึ้น ให้จุกล้ามเนื้อได้มาก ส่วนแม่พันธุ์ที่สูงยาวต้องดึงเฟรมลง ทำให้ได้วัวเฟรมกลางที่มีกล้ามเนื้อมาก ทั้งหนา ยาว และลึก” ส่วนการเลือกใช้พ่อพันธุ์นั้น คุณจำเนียร บอกว่า “ตอนนี้ผมใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์ต่างประเทศ แม่พันธุ์ของเราด้อยตรงไหน อย่างแม่ท้ายตก ต้องแก้ด้วยพ่อพันธุ์ที่ขาตรง ท้ายยก เป็นต้น”

ฟาร์มเล็กได้เปรียบกว่า-รวมตัวเป็นคลัสเตอร์

ข้อคิดที่น่าสนใจอีกเรื่องจากคุณจำเนียรคือ “พวกเราเป็นฟาร์มเล็กๆ ต้องค่อยๆ เดิน แต่ในความเล็กผมมองว่าเป็นความได้เปรียบ แม้เราไม่มีเงิน 100 ล้าน แต่เราเลี้ยงวัวเอง บรีดเอง ไม่รู้ก็ถาม ทุกอย่างเกิดจากเราเอง สักวันจะต้องสำเร็จและเมื่อสำเร็จแล้วต้องถ่ายทอดให้คนอื่นด้วย” เมื่อคิดจะเลี้ยงวัวหลายคนจะคิดว่า เลี้ยงแล้วเมื่อไหร่จะขายได้ ขายได้กำไรเท่าไหร่ คุณจำเนียร มีคำตอบครับ “จุดคุ้มทุนในการเลี้ยงวัวสำหรับผม ต้องเลี้ยงให้ได้ 5 ปีขึ้นไป เพื่อเป็นการสะสมทุน สะสมประสบการณ์ เลี้ยงด้วยใจรัก เลี้ยงเพื่อการพัฒนา อย่าให้ผลประโยชน์มาก่อน จะเลี้ยงวัวไม่สำเร็จ เพราะการเลี้ยงวัวมีอุปสรรคเยอะ จะทำให้ท้อเร็ว ผู้เลี้ยงวัวรายใหม่จะต้องเลี้ยงให้อยู่รอดเป็นเกณฑ์ ไม่ใช่ตั้งใจเลี้ยงเลือด 100 ก่อนหรือหวังผลประโยชน์ก่อน อย่างนั้นจะไม่สำเร็จ” คุณจำเนียร เล่าต่อไป “6 ปีที่แล้ว JN ฟาร์ม เริ่มเป็นที่รู้จัก ผมก็ขายวัวให้คนที่เชื่อมั่น JN ฟาร์ม ผมแนะนำเพื่อนๆ ให้มาดูฟาร์มของผม เอาเรื่องราคาบราห์มัน 100 ที่สูงกว่าวัวลูกผสมทั่วไปมาเป็นแรงจูงใจเปลี่ยนมุมมองการเลี้ยงวัวเสียใหม่ หลังจากนั้น จึงจัดตั้งเป็นกลุ่ม มีสมาชิก 6 ราย ทั้งในจังหวัดพิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ มาร่วมเดินไปพร้อมๆ กัน ทั้งในเรื่องความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ การบรีด การตลาด” กลายเป็นเครือข่ายวิสาหกิจหรือคลัสเตอร์ (Cluster) ที่ใครหลายคนให้ความสนใจในตอนนี้ครับ หากใครสนใจ คุณจำเนียร ยินดีพูดคุย ติดต่อไปได้ที่ โทร. (087) 194-2933

“เหล่าเนตรฟาร์ม” วัวไล่ทุ่งจะหมดไป

ต้องปรับสายเลือดให้สูงขึ้น โดยใช้พื้นที่เลี้ยงจำกัด

ที่ เหล่าเนตรฟาร์ม เลขที่ 502/7 หมู่ที่ 10 ตำบลนครสวรรค์ตก อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ คุณนิคม เหล่าเนตร อดีตอาจารย์ที่ทำเรื่องวัวบราห์มันอย่างจริงจังหลังจากเกษียณ คุณนิคม บอกว่า “เลี้ยงวัวแบบเลี้ยงๆ เลิกๆ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2527 จนเมื่อ ปี 2538 มีวัวฝูงใหญ่ 70-80 ตัว ที่มีทั้งลูกผสมฮินดูบราซิลและลูกผสมบราห์มัน จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จึงตัดสินใจขายวัวทั้งฝูงเอาเงินไปซื้อบราห์มันเลือด 100 เข้าฟาร์ม” คุณนิคม มองว่า “อนาคตที่ดินจะราคาสูงขึ้น พืชต่างๆ จะราคาแพงขึ้น พื้นที่จะถูกปิดกั้นไม่สะดวกสำหรับการเลี้ยงวัวไล่ทุ่งอีกแล้ว วัวของผมปล่อยไปก็ไปกินพืชไร่ของชาวบ้าน ต้องตามไปจ่ายเงินเป็นประจำ จึงมองว่าต้องพัฒนาพันธุ์วัว พัฒนาสายเลือดให้สูงขึ้น เพื่อให้ขายได้ราคาดี โดยใช้พื้นที่เลี้ยงที่มีอย่างจำกัด” แม่วัวบราห์มัน 100 ทั้งหมดในเหล่าเนตรฟาร์ม คุณนิคม ใช้การผสมเทียมทั้งหมด โดยใช้หลักในการบรีดจากประสบการณ์ที่ผ่านมา “ผมเคยมีพ่อพันธุ์ที่มีชีสมีลึงค์ยาวหย่อนยานทำให้มีปัญหาถูกหญ้าบาดเป็นแผลแล้วรักษายาก การบรีดวัวของผมจึงมีหลักว่าต้องการเน้นให้ได้ลูกที่มีชีสสั้น” ตอนนี้คุณนิคมเลือกใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์ต่างประเทศ ในช่วงแรกของการสร้างบราห์มัน 100 คุณนิคม บอกว่า ต้องการเน้นบรีดให้ได้วัวที่มีช่วงยาวเอาไว้ก่อน แล้วในรุ่นต่อๆ ไปจะแก้ให้มีช่วงลึกและความจุของลำตัวเพิ่มมากขึ้น

วัว F จากออสเตรเลียนบราห์มัน

เหมือนหลายฟาร์มที่ผมเคยไปพูดคุยด้วย ที่เหล่าเนตรฟาร์ม ก็มีการสร้างวัว F เอาไว้เป็นรายได้หมุนเวียน “ตอนนี้มีแม่วัว F จดทะเบียนแล้ว 10 ตัว ส่วนใหญ่เป็นวัวสาวที่กำลังเตรียมพร้อมเพื่อการผสมเทียม” ผมตั้งใจจะทำวัว F เพื่อเป็นรายได้หมุนเวียนเข้ามาในฟาร์ม จะทำวัว F ไปเรื่อยๆ หากมีคนมาขอซื้อวัว F แล้วตกลงราคากันได้ก็พร้อมจะปล่อยออกไป ส่วนลูกที่ออกมาเป็นตัวผู้ ก็จะขายออกไปทั้งหมด” ในส่วนพ่อพันธุ์สำหรับทำวัว F คุณนิคม เลือกใช้พ่อพันธุ์หลายตัว ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ “ผมหาน้ำเชื้อที่ต้องการมาเก็บไว้ หากแม่วัวตัวไหนพร้อมผมก็จะโทร.เรียกเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์มาผสมให้ทันที” คุณนิคม เล่าให้ฟัง ตอนนี้เหล่าเนตรฟาร์มได้ลูกวัว F2 ออกมาแล้ว 1 ตัว เป็นลูกของแม่วัวออสเตรเลียนบราห์มัน “แม่วัวตัวนี้ผมซื้อต่อมาจากหน่วยงานทหาร เป็นวัวออสเตรเลียนบราห์มันพันธุ์แท้ ที่นำเข้ามาในช่วงวัวพลาสติกที่เป็นข่าวใหญ่โตเมื่อหลายปีที่ผ่านมา แต่ไม่มีใบประวัติประจำตัว พยายามค้นหาจากหน่วยงานที่เป็นเจ้าของก็หาไม่ได้ ผมจึงต้องจดทะเบียนเป็นวัว F1 กับสมาคมส่งเสริมฯ” คุณนิคม เล่าให้ฟัง สนใจโทร.ไปคุยกับคุณนิคมได้ ที่ เบอร์โทร. (089) 703-2147

“ขุนเขาฟาร์ม” ทิ้งเมืองกรุงมาสร้างฝัน

บ้านเลขที่ 6/1 หมู่ที่ 2 ตำบลวังกระแจะ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี คือที่ตั้งของ ขุนเขาฟาร์ม บนพื้นที่ 30 ไร่ ที่มีทั้งแปลงหญ้าธรรมชาติและแปลงหญ้าอาหารสัตว์ เจ้าของขุนเขาฟาร์ม คุณสันติ เหลาโชติ บัณฑิตด้านคอมพิวเตอร์ คุณสันติเล่าว่า “เรียนจบทางด้านคอมพิวเตอร์ แล้วเปิดร้านอินเตอร์เน็ตอยู่ในกรุงเทพฯ รายได้ดีทีเดียว แต่ช่วงปี 2549 คุณพ่อเกษียณราชการจึงไปสร้างบ้าน สร้างสวน ที่กาญจนบุรี ซึ่งมีพื้นที่กว้าง คุณพ่ออยากเลี้ยงวัว ผมจึงสนใจด้วย และได้ไปเข้าอบรมเรื่องการเลี้ยงวัวเนื้อ ที่คาวบอยแลนด์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน พออบรมเสร็จผมเริ่มต้นเลี้ยงวัวเลยครับ”

มุ่งมั่นสร้างวัวไม่มีเขา พิคเมนต์เข้ม 

คุณสันติ เริ่มเลี้ยงวัว เมื่อ พ.ศ. 2550 โดยเริ่มจากวัวลูกผสมไทยใหญ่ จนเมื่อปีที่ผ่านมาได้ซื้อวัวบราห์มันเลือด 100 จากกรมปศุสัตว์มา 4 แม่ “ผมซื้อเลือด100 ราคาตัวละ 27,000 บาท ที่ตัดสินใจซื้อ เพราะมองเรื่องตลาด เรื่องราคา รวมถึงเรื่องการเลี้ยงดู พันธุ์ประวัติที่เป็นทางการมีมาตรฐาน ส่วนแม่วัวลูกผสมที่มีอยู่ผมก็ใช้เป็นแม่พันธุ์พื้นฐานสำหรับสร้างวัว F ต่อไป ฟาร์มและวัวของผมจดทะเบียนกับสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงโคพันธุ์บราห์มัน” วัวทั้งหมดของคุณสันติจะปล่อยรวมกันในแปลงหญ้าและให้อาหารข้นเสริมตอนเย็น “ยอมรับว่า วัวเลือด 100 หากินเก่งมาก ไม่ค่อยเดิน ก้มหน้ากินอย่างเดียว วัวเลือด 100 กินหญ้ากินอาหารเท่ากับวัวลูกผสม แต่เลือด 100 โตเร็วกว่า อ้วนเร็วกว่าวัวลูกผสม” คุณสันติ เล่าให้ฟัง คุณสันติวางแนวทางการบรีดวัวไว้ว่า “ผมว่าสามารถใช้ทั้งพ่อพันธุ์ในประเทศและจากต่างประเทศมาแก้ทางได้ทั้งนั้น ที่ผมเน้นคือ เรื่องของสีมากกว่า ผมอยากได้วัวที่มีสีเข้ม ที่สำคัญผมอยากสร้างวัวที่ไม่มีเขามาแต่กำเนิด (Polled) ไม่อยากมาสูญเขาอีกให้เปลืองเวลา จึงใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์ไม่มีเขาตั้งแต่เกิดมาใส่แม่พื้นฐาน เพื่อสร้างวัว F ตอนนี้ได้ F2 มาแล้ว ถูกใจมากทั้งเรื่องโครงสร้างและสี”

มุมมองเรื่องของ วัว F

มุมมองของคุณสันติเกี่ยวกับการเลี้ยงวัวบราห์มันทั้งเลือด 100 และวัว F เป็นข้อคิดให้แก่เกษตรกรรายใหม่ที่กำลังสนใจเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี “ผมมองว่าตอนนี้ในวงการเลี้ยงวัวบ้านเรากำลังตื่นตัวเรื่องการจดทะเบียน เพราะเกษตรกรอย่างเราเข้าถึงเรื่องการจดทะเบียนได้ง่ายขึ้น และต่อไปในอนาคตน่าจะสะดวกมากกว่านี้ ซึ่งเป็นผลดีในการยกระดับวงการบราห์มันในเมืองไทยให้มีมาตรฐานสากล ส่วนเรื่องของวัว F ผมมองว่าเหมาะกับเกษตรกรรายย่อยที่มีใจรักจริงๆ เพราะต้องใช้เวลา ใช้ความรู้ความเข้าใจพอสมควร วัว F ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการเงินด่วน เพราะใช้เวลามาก ส่วนวัวบราห์มันเลือด 100 ผมมองว่าดีกว่าวัวลูกผสมทั้งเรื่องของโครงสร้าง การเจริญเติบโต แต่ปัญหาคือ ราคาแพงจึงไม่เหมาะกับเกษตรกรที่เงินไม่พร้อม” ใครสนใจอยากคุยกับคุณสันติ โทร. (084) 344-5777

สร้างวัวไซซ์ใหญ่ ทำในแบบที่เราพร้อม

เลี้ยงและบรีดเลือดร้อย สไตล์ “NK ฟาร์ม”

ไปชมฟาร์ม เนื้อที่ 20 ไร่ ที่บ้านเลขที่ 30 หมู่ที่ 3 บ้านหนองขาม ตำบลเกาะหลัก อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ตั้งของ NK ฟาร์ม ที่ คุณนุกูล กลิ่นนาคธนกร เป็นเจ้าของ คุณนุกูล บอกว่า เคยเลี้ยงวัวมาก่อน จึงผูกพัน เมื่อพร้อมจึงเริ่มต้นกับวัวบราห์มัน 100 ปัจจุบัน NK ฟาร์ม มีแม่พันธุ์เลือด 100 และแม่วัวลูกผสมที่พร้อมทำวัว F NK ฟาร์ม จดทะเบียนกับสมาคมผู้บำรุงพันธุ์โคบราห์มันแห่งประเทศไทย

ใช้พ่อพันธุ์นอกปูพื้นปรับไซซ์ให้ใหญ่ขึ้น

ผสมจริง แก้ผสมเทียมไม่ติด

คุณนุกูล เล่าว่า “เลือกซื้อแม่วัวเลือด 100 เข้าฟาร์ม โดยดูจากลักษณะที่มีหนังหนา กระดูกข้อขาใหญ่ รูปร่างเป็นทรงสี่เหลี่ยม ท้ายไม่หัก ซื้อมาในระยะวัวรุ่น ราคาตั้งแต่ตัวละ 60,000-120,000 บาท” ส่วนแนวทางการบรีดของคุณนุกูลนั้นจะใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์บราห์มันสายนอกเข้ามาปูพื้นฐาน “ผมชอบพ่อพันธุ์นอกที่เป็นพ่อพันธุ์ไซซ์ใหญ่ ผมจึงตระเวนหาซื้อน้ำเชื้อพ่อพันธุ์เก่าๆ มาเก็บเอาไว้ เพื่อสร้างวัวรุ่นใหม่ ของ NK ฟาร์ม ให้มีไซซ์ใหญ่เป็นพื้นฐานครับ น้ำเชื้อจากพ่อพันธุ์ตัวหนึ่งผมจะใส่ให้แม่พันธุ์เป็นชุดๆ ชุดละ 5-6 แม่ แล้วมองหาจุดเด่น จุดด้อย จากลูกวัวที่ได้แต่ละตัว หลังจากนั้น จึงจะใช้พ่อพันธุ์สายอื่นๆ เข้ามาแก้ทาง แก้จุดด้อยเป็นรายตัวอีกที” คุณนุกูล บอกว่า ที่ NK ฟาร์ม จะใช้ผสมเทียมเป็นส่วนใหญ่ แต่ยังมีปัญหาแม่พันธุ์บางตัวที่ผสมไม่ติด จึงใช้พ่อพันธุ์เลือด 100 ผสมจริง เป็นการแก้ปัญหา “พ่อพันธุ์ที่ใช้คุมฝูง คือ Mr. HT 524 ซึ่งเป็นลูกของพ่อพันธุ์บราห์มันระดับโลก”

เลือกทางเดินเอง

ไม่ใช้อาหารสำเร็จรูป-พัฒนา วัว F

คุณนุกูล เล่าว่า “ผมพยายามบรีดโดยเลือกทางของผมเอง ไม่ทำอะไรตามใคร เพราะเข้าใจพื้นฐานของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างด้านการเงิน สภาพดินฟ้าอากาศ อาหารวัวก็ต่างกัน ผมจึงไม่หวังให้วัวของผมสวยและใหญ่แบบของฟาร์มนั้นฟาร์มนี้ ที่ผ่านมาลูกวัวที่ได้มีโครงสร้างใหญ่ขึ้นก็จริง แต่ติดปัญหาที่กระดูกยังเล็ก ขาเล็ก จึงต้องแก้ไขกันต่อไป” เรื่องของอาหารวัว คุณนุกูล บอกว่า “ทดลองให้อาหารมาหลายอย่าง ตั้งแต่ต้นสับปะรดสับแล้วหมัก ปรากฏว่าวัวท้องเสียไม่หยุดและผอมลงเรื่อยๆ จึงเปลี่ยนเป็นรำผสมกับกากปาล์ม รำผสมกับกากมะพร้าวก็ยังไม่เหมาะ จนมาลงเอยที่กากถั่วเหลืองที่เหลือจากการคั้นน้ำเต้าหู้ ตอนเช้าก่อนปล่อยจะให้ต้นข้าวโพดหมัก 120 กิโลกรัม กากถั่วเหลือง 100 กิโลกรัม และเกลือ 1 กิโลกรัม (อัตราส่วนโดยประมาณ เลี้ยงแม่พันธุ์ 21 ตัว และพ่อพันธุ์ 1 ตัว) หลังจากอาหารเช้าจะปล่อยให้กินหญ้าในสวนมะพร้าว ส่วนตอนเย็นจะตัดหญ้าที่ปลูกไว้มาให้กินอีกครั้ง หญ้าที่ปลูกไว้มีทั้งพันธุ์อาระฟัด เนเปียร์ กินนี และไต้หวัน ปลูกไว้ประมาณ 17 ไร่ ส่วนหน้าแล้งจะเสริมฟางให้ด้วย” ส่วนแม่พันธุ์ลูกผสมกว่า 20 แม่ ได้เตรียมพัฒนา วัว F โดยใช้ทั้งการผสมเทียมกับน้ำเชื้อพ่อพันธุ์นอกที่มีเก็บไว้ และใช้ Mr. HT 524 ผสมจริง ตอนนี้ NK ฟาร์มได้ วัว F1 ออกมาแล้วหลายตัว ใครสนใจติดต่อกับ คุณนุกูล ได้ที่ โทร. (081) 942-2340

เป็นอย่างไรบ้างครับ เรื่องของไทยบราห์มันทั้ง 2 ตอน ที่ผมนำเสนอคงมีประโยชน์ไม่น้อยสำหรับคนที่มีใจรักวัวพันธุ์นี้ ถ้ารักจริงและมีความพร้อมก็โดดลงมาสู่ยุทธจักรไทยบราห์มันได้เลย สำหรับผมฉบับนี้สวัสดีครับ

 

ไทยบราห์มัน ฝันที่เป็นจริงของบรีดเดอร์ไทย (ตอนที่ 1)

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05089010754&srcday=2011-07-01&search=no.

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 506

เทคโนโลยีปศุสัตว์ 

ทุยโทน ท้ายทุ่ง

ไทยบราห์มัน ฝันที่เป็นจริงของบรีดเดอร์ไทย (ตอนที่ 1)

สวัสดีครับ เป็นที่รู้กันมานานว่าวัวพันธุ์บราห์มัน วัวเนื้อเขตร้อนที่นิยมเลี้ยงกันทั่วโลกนั้น ประเทศไทยของเรานำวัวพันธุ์นี้มาเลี้ยงนานกว่า 40 ปี วันนี้วัวบราห์มันและบรีดเดอร์ (นักปรับปรุงพันธุ์) รวมทั้งผู้คนในวงการบราห์มันเมืองไทยพัฒนาไปอย่างไร เรามีคำตอบมาให้ครับ

วัวพันธุ์บราห์มัน

วัวบราห์มัน มีแหล่งกำเนิดใน 2 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย ที่ได้คัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์วัวบราห์มันจากวัวสายพันธุ์เอเชีย โดยที่สหรัฐอเมริกานั้นเกิดจากการนำวัวพันธุ์ซีบูเข้าประเทศราว พ.ศ. 2397 หรือเกือบ 150 ปีมาแล้ว มาผสมข้ามพันธุ์กันระหว่างพันธุ์ซีบู 3 สาย ได้แก่ เกอร์นาลอร์ กริสนะแวเลย์ และกูเจอราท ซึ่งนำเข้ามาจากอินเดีย จนในที่สุด พ.ศ. 2467 หรือกว่า 80 ปีที่แล้ว ก็มีการจัดตั้งสมาคมผู้ปรับปรุงพันธุ์วัวบราห์มันขึ้นที่รัฐเท็กซัส และได้มีการกระจายประชากรไปทั่วประเทศและนอกประเทศสหรัฐอเมริกามากกว่า 63 ประเทศ ในปี พ.ศ. 2467 ที่สหรัฐอเมริกาได้จัดตั้งสมาคมผู้เลี้ยงวัวอเมริกันบราห์มัน (American Brahman Breeders Association-ABBA)

เลขาธิการคนแรกของสมาคม ABBA เสนอชื่อวัวที่ปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาใหม่นี้ว่า “อเมริกันบราห์มัน” และได้รับการยอมรับเป็นชื่อของวัวพันธุ์นี้ มีการจัดทำสมุดทะเบียนพันธุ์ประวัติ (Herd book) เพื่อบันทึกประวัติสายพันธุ์ของวัวบราห์มันขึ้นเพื่อรักษามาตรฐานพันธุ์ วัวบราห์มันจึงกลายเป็นพันธุ์วัวเนื้อพันธุ์แท้พันธุ์แรกที่ปรับปรุงขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนของประเทศออสเตรเลียนั้นก็ได้มีการผสมข้ามพันธุ์ไปมาระหว่างวัวที่นำเข้าซึ่งมีเลือดซีบูเหมือนกัน จนในปี พ.ศ. 2489 หรือเกือบ 60 ปีมาแล้ว ได้มีการจัดตั้งสมาคมผู้ปรับปรุงพันธุ์วัวบราห์มันขึ้นด้วยการสนับสนุนจากนักปรับปรุงพันธุ์จากสหรัฐอเมริกา

วัวที่เอาตัวรอดได้

อาศัยพืชอาหารที่มีคุณภาพต่ำที่สุด

ลักษณะของวัวบราห์มันจะมีรูปร่างไม่ใหญ่ไม่เล็ก ตัวผู้มีน้ำหนักเฉลี่ย 850 กิโลกรัม ตัวเมียมีน้ำหนักเฉลี่ย 550 กิโลกรัม มีน้ำหนักแรกเกิดต่ำเฉลี่ยประมาณ 28 กิโลกรัม ทำให้ไม่มีปัญหาคลอดยาก เชิงกรานดี ทำให้ลูกที่เกิดไม่ฟกช้ำดำเขียว มีผลดีต่อการเจริญเติบโตหลังคลอดเป็นอย่างมาก วัวบราห์มันอารมณ์ดี เลี้ยงง่าย ไม่กัดและไม่ดุร้าย รักคนเลี้ยง เนื่องจากมีเชื้อสายมาจากวัวซีบู ทำให้วัวบราห์มันเป็นนักเดินทน เนื่องจากกระดูกที่ใหญ่และแข็งแรง ในสภาพที่ทุรกันดารวัวบราห์มันก็สามารถเอาตัวรอดได้โดยอาศัยพืชอาหารที่มีคุณภาพต่ำที่สุด ขณะที่วัวเนื้อพันธุ์ยุโรปและลูกผสมอื่นๆ ตายลงโดยสิ้นเชิง วัวบราห์มันเมื่อเลี้ยงเป็นวัวขุนจะโตได้วันละประมาณ 1 กิโลกรัม ด้วยอาหารข้นที่มีโปรตีนไม่น้อยกว่า 16% และเมื่อผสมข้ามกับวัวเลือดยุโรปพันธุ์ใดๆ ไม่ว่าจะเป็นลิมูซีน ชาร์โรเล่ส์ ซิมเมนทอล เป็นต้น ก็จะได้ลูกที่โตได้วันละ 1.3 กิโลกรัม ในอาหารที่มีโปรตีนมากกว่า 16% จึงใช้เป็นวัวพื้นฐานในการผสมข้ามพันธุ์ได้ดีเยี่ยม เพราะจะทำให้ลูกผสมที่เกิดขึ้นมีความดีเด่นเพิ่มขึ้นครับ

บราห์มันในประเทศไทย

จากมุมมองของนักวิชาการด้านปศุสัตว์ของไทยที่เห็นว่าการนำเข้าวัวอเมริกันบราห์มันสายเลือดดี เพื่อใช้ขยายพันธุ์เป็นพันธุ์แท้หรือเพื่อปรับปรุงพันธุ์วัวพื้นเมืองหรือเพื่อใช้ประโยชน์ในการผสมข้ามกับวัวพันธุ์อื่น เป็นการลงทุนที่ช่วยย่นระยะเวลาการปรับปรุงพันธุ์วัวอย่างดี เพราะกว่าที่จะได้เป็นวัวอเมริกันบราห์มันที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ต้องใช้เวลาผสมและคัดเลือกพันธุ์สืบต่อเนื่องกันมานับร้อยปี กรมปศุสัตว์ั้จึงได้นำวัวพันธุ์อเมริกันบราห์มันเข้ามาเลี้ยงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2497คัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์มาตลอด มีการเก็บข้อมูลพันธุ์ประวัติั้ลักษณะการเจริญเติบโตและความสมบูรณ์พันธุ์

หลังจากปี พ.ศ. 2538ได้คัดเลือกพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์ ผลจากการปรับปรุงคัดเลือกพันธุ์ดังกล่าวจึงถูกเรียกว่า”วัวพันธุ์ไทยบราห์มัน”วัวเพศผู้บางส่วนใช้สำหรับปรับปรุงพันธุ์วัวพื้นเมืองและลูกผสมพื้นเมืองของเกษตรกรั้ซึ่งวัวดังกล่าวนี้มีลักษณะรูปร่างภายนอกเหมือนกับวัวพันธุ์อเมริกันบราห์มัน และมีอัตราการเจริญเติบโตั้ความสมบูรณ์พันธุ์ใกล้เคียงกับวัวในรุ่นปู่ั้ย่าที่นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกาแต่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมของประเทศไทยมากกว่า

สมาคมที่เกี่ยวข้อง

เป็นเวลากว่า 50 ปีแล้วครับ ที่วัวบราห์มันถูกนำเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทย ตลอดจนความนิยมของเกษตรกรไทย ทำให้วัวบราห์มันเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วและกระจายไปทั่วประเทศ จึงได้เกิดการรวมตัวขึ้นเป็นสมาคมต่างๆ เพื่อรองรับการพัฒนาวัวพันธุ์บราห์มันในบ้านเรา สมาคมที่เป็นที่รู้จักในแวดวงผู้นิยมวัวบราห์มัน ตัวอย่างเช่น

สมาคมผู้เลี้ยงโคบราห์มัน (สผบ.) “Brahman Breeders Association” (BBA) ตั้งอยู่ที่ อาคารบริการวิชาการแก่ชุมชน

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ก่อตั้งมาตั้งแต่ วันที่ 3 ตุลาคม 2534 เพื่อรองรับการเติบโตของกิจการเลี้ยงวัวบราห์มัน เช่น การจดทะเบียนพันธุ์ประวัติ การสนับสนุนด้านวิชาการ และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

สมาคมผู้บำรุงพันธุ์โคบราห์มันแห่งประเทศไทยั้(ส.บ.ท.) “Thai Brahman Breeders Association” (TBBA) ก่อตั้งโดยกรมปศุสัตว์ ร่วมมือกับภาคเอกชน สำนักงานอยู่ที่ เลขที่ 69/1 กองบำรุงพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์ ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ โทรศัพท์/แฟกซ์ (02) 653-4922 เปิดรับจดทะเบียนฟาร์ม จดทะเบียนพันธุ์ประวัติวัวบราห์มันและวัวลูกผสมบราห์มัน

สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงโคพันธุ์บราห์มัน (Brahman Breeding Facilitate Association (BBFA) ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 130/74 หมู่ที่ 12 ซอยชัยพฤกษ์ 1 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี รับจดทะเบียนฟาร์ม จดทะเบียนพันธุ์ประวัติวัวบราห์มันและวัวลูกผสมบราห์มัน

ลูกวัวบราห์มันพันธุ์แท้ที่เกิดในประเทศไทยและนำมาจดทะเบียนกับสมาคมต่างๆ จะเรียกว่าวัว “ไทยบราห์มัน”

วัวเอฟ (วัว F)

นอกจากวัวไทยบราห์มันพันธุ์แท้จะเป็นที่ยอมรับในแวดวงคนนิยมวัวบราห์มันแล้ว วัวลูกผสมบราห์มัน หรือ วัวเอฟ (F) ที่ทำการไล่ระดับสายเลือดไทยบราห์มันให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ได้รับความสนใจจากเกษตรกรเป็นจำนวนมากติดต่อกันมาหลายปี การสร้างวัวเอฟ (F) คือ รูปแบบของการพัฒนาพันธุ์จากวัวพันธุ์เมืองหรือลูกผสมไปสู่วัวไทยบราห์มันเลือดร้อยหรือพันธุ์แท้ โดยต้องผสมพันธุ์ไป 5 รุ่น หรือ เอฟ 5 หลักการสร้างวัวเอฟ เริ่มต้นจากใช้วัวที่เป็นลูกผสมซีบู ที่ดูด้วยตาแล้วรู้ว่าเป็นวัวลูกผสม ไม่ใช่วัวไทยหรือวัวพื้นเมืองแท้ๆ ไม่ว่าจะเป็นวัวลูกผสมบราห์มัน ฮินดูบราซิล เรดซินดี้ ซาฮีวาล ก็ได้ ขอให้เป็นวัวลูกผสม จะมีเลือดอะไรกี่เปอร์เซ็นต์ก็แล้วแต่ มาเริ่มต้นกันใหม่ที่ F1 ส่วนแม่วัวไทยพื้นเมืองแท้ๆ นั้นต้องผสมกับบราห์มันก่อน เมื่อได้ลูกเพศเมียที่ออกมาก็จด F1 การระบุระดับสายเลือดบราห์มันของวัวเอฟมีหลักการคิดคำนวณง่ายๆ คือ ใช้เลือดพ่อ+เลือดแม่ แล้วหารด้วย 2 สามารถระบุได้ดังตาราง

การจดทะเบียนวัวลูกผสมบราห์มัน F1-F4

การไล่ระดับสายเลือดไทยบราห์มันให้สูงขึ้นเรื่อยๆ หรือการสร้างวัวเอฟ (F) นั้น จะต้องจดทะเบียนวัวกับสมาคมต่างๆ เพื่อรับรองสถานภาพและสายพันธุ์วัวซึ่งแต่ละสมาคมจะมีกฎเกณฑ์ ระเบียบต่างๆ ที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่าง กฎการจดทะเบียนวัวเอฟ (F) ของสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงโคพันธุ์บราห์มัน (BBFA) มีดังนี้

1. สมาคมถือว่า “วัวลูกผสมบราห์มันทุกตัวในประเทศไทยคือ F1 ขอให้ดูเป็นลูกผสมบราห์มันจริง ไม่ใช่เป็นวัวไทยหรือวัวไทยใหญ่หรือลูกผสมวัวยุโรป ถึงไม่รู้ประวัติพ่อ แม่ สมาคมก็ขึ้นทะเบียนเป็น F1 ให้

2. ในกรณีที่วัวแม่พันธุ์เป็นพื้นเมือง 100% เมื่อผสมพันธุ์กับพ่อพันธุ์ที่ได้จดทะเบียนกับสมาคมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการผสมจริงหรือผสมเทียมั้ลูกเพศเมียที่เกิดมาจะจดทะเบียนเป็น F1 ได้ และจะเป็น F1 ที่มีประวัติทางฝ่ายพ่อเต็มสายั้ซึ่งจะต่างจาก ข้อ 1 ที่จะไม่มีประวัติทางฝ่ายพ่อเลยั้

3. สำหรับ F2-F4 ต้องมีหลักฐานทางพ่อครบถ้วนั้ตัวแม่ก็ต้องจดทะเบียนกับสมาคมแล้ว ไม่ว่าจะเลือด 50% เลือด 75% เลือด 87.5% หรือที่คิดว่าเป็นพันธุ์แท้แต่ไม่มีใบพันธุ์ประวัติ ถ้าจะเริ่มต้นจดทะเบียนต้องจดทะเบียนเป็น F1 ทั้งหมด และเมื่อผสมพันธุ์กับพ่อพันธุ์ที่ได้จดทะเบียนกับสมาคมแล้วั้ไม่ว่าจะเป็นการใช้พ่อพันธุ์ผสมจริงหรือผสมเทียม ลูกเพศเมียที่เกิดมาจะจดทะเบียนเป็น F2

4. ทางสมาคมรับจดทะเบียน F1-F4 เฉพาะลูกเพศเมียเท่านั้น ลูกเพศผู้จะรับจดทะเบียนเมื่อเป็น F5

สนามประกวด

เมื่อมีผู้คนสนใจมากขึ้น บรีดเดอร์มากขึ้น วัวไทยบราห์มันทั้งพันธุ์แท้และลูกผสมมีมากขึ้น ก็เกิดการประชันขันแข่งตามมา ในประเทศไทยของเรามีงานประกวดวัวไทยบราห์มันทั้งพันธุ์แท้และลูกผสมหลายงานครับ งานประกวดที่เป็นที่ยอมรับของผู้คนในวงการก็อย่างเช่น

งาน P.C. BLOOBLINE จังหวัดหนองบัวลำภู

งานเกษตรแฟร์และประกวดโคเนื้อ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

งานโคเนื้อเกษตรกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม

งานประเพณีประกวดโคเนื้อ โคนมและโคสวยงาม อำเภอปราณบุรีั้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

งานโคเนื้อเชียงรายั้จังหวัดเชียงราย

งานแสดงนิทรรศการและประกวดโคมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา

งานประกวดโคเนื้อบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์

งานกระบือและโคเนื้อแห่งชาติ จังหวัดนครราชสีมา

งานประกวดและแสดงพันธุ์โค ภาคตะวันออก จังหวัดชลบุรี เป็นต้น

ทุกงานประกวดที่กล่าวมา จะมีทั้งฟาร์มเล็ก ฟาร์มใหญ่ บรีดเดอร์มือใหม่ มือเก่า มือกลางเก่ากลางใหม่ หรือมือที่เห็นแล้วไม่มอง (ฮา) พาวัวมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง แสดงให้เห็นถึงความสนใจต่อวัวไทยบราห์มันที่มีความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ฉบับหน้าผมจะมาว่ากันต่อในเรื่องวัวไทยบราห์มัน แล้วพาไปเยี่ยมชมฟาร์มวัวไทยบราห์มันทั้งพันธุ์แท้และลูกผสมทั่วประเทศ อย่าลืมติดตามกันต่อครับ

เอกสารอ้างอิง

http://www.vet.ku.ac.th/library-homepage/db_directory/ruminant/lg_rum/cattle/cattle_braman.htm

http://www.rakbankerd.com/agriculture/open.php?id=

http://www.ftamonitoring.org/fta%20relatedtopics/FTArelated044.asp

http://www.dld.go.th/breeding/b/Ready/logistic_thaibeef.html

http://www.thaicattle.org

http://www.shillapark.com.au

รุ่น เอฟ 1/ระดับสายเลือดบราห์มัน (%)/แม่ 0 %/พ่อ 100 %-ลูกตัวเมีย 50%

รุ่น เอฟ 2/ระดับสายเลือดบราห์มัน (%)/แม่ 50 %/พ่อ 100 %-ลูกตัวเมีย 75%

รุ่น เอฟ 3/ระดับสายเลือดบราห์มัน (%)/แม่ 75 %/พ่อ 100 %-ลูกตัวเมีย 87.5%

รุ่น เอฟ 4/ระดับสายเลือดบราห์มัน (%)/แม่ 87.5 %/พ่อ 100 %-ลูกตัวเมีย 93.75%

รุ่น เอฟ 5/ระดับสายเลือดบราห์มัน (%)/แม่ 93.75 %/พ่อ 100 %-ลูกตัวเมีย 96.85%

ลูกที่เกิดในชั่วที่ 5 หรือ เอฟ 5 ให้ถือว่าเป็นวัวไทยบราห์มันพันธุ์แท้

 

กว่าจะเป็น KU Beef เนื้อนุ่ม จากโคหนุ่ม ไขมันน้อย (ตอนที่ 1) กรกฎาคม 25, 2011

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05088010654&srcday=2011-06-01&search=no.

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 504

เทคโนโลยีปศุสัตว์

อาจารย์เปล่งสุรีย์ เที่ยงน้อย หลักสูตรเทคโนโลยีการอาหาร มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี

กว่าจะเป็น KU Beef เนื้อนุ่ม จากโคหนุ่ม ไขมันน้อย (ตอนที่ 1)

หลายท่านคงเคยจะได้ยินชื่อ โคพันธุ์กำแพงแสน และอีกหลายท่านคงจะเคยได้ลิ้มรสชาติเนื้อโคขุนคุณภาพดี ที่มีตรา เคยู บีฟ (KU Beef) การันตี ฉบับนี้จะพาท่านไปค้นหากันว่า กว่าจะมาเป็น KU Beef เนื้อนุ่ม จากโคหนุ่ม ไขมันน้อย ผ่านกรรมวิธียุ่งยากสักแค่ไหน ตามมาเลยค่ะ

โคพันธุ์กำแพงแสน

จุดเริ่มต้นการพัฒนาพันธุ์โคเนื้อกำแพงแสนมีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2512 โดย ศ.ดร. จรัญ จันทลักขณา หัวหน้าโครงการโคเนื้อ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยได้ทดสอบสั่งน้ำเชื้อแช่แข็งพันธุ์โค พันธุ์ต่างๆ มาผสมกับแม่โคพื้นเมือง สรุปว่า โคที่มีสายเลือดพื้นเมือง 25 เปอร์เซ็นต์ บราห์มัน 25 เปอร์เซ็นต์ ชาร์โรเล่ส์ 50 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสมที่สุด มีลักษณะคือ โตเร็ว เลี้ยงง่าย และเนื้อคุณภาพดี เรียกว่าโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน จากจุดเริ่มต้นก่อให้เกิดการจัดตั้งสมาคมโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสนและสหกรณ์โคเนื้อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้น

ลักษณะประจำพันธุ์ของโคพันธุ์กำแพงแสน จะมีรูปทรงลำตัวยาวและกว้าง ความลึกของลำตัวสมดุลกับส่วนต่างๆ ของร่างกาย แนวสันหลังตรงไปจนถึงโคนหาง แนวพื้นท้องค่อนข้างเป็นเส้นตรง อกใหญ่ พื้นอกกว้าง ส่วนอก ไหล่หนาเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อเด่นชัด บริเวณหลังและไหล่เต็ม ลำตัวสันหลังกว้าง มีกล้ามเนื้อหนาเต็มและสม่ำเสมอ โดยค่อยๆ ลดขนาดลงไปสู่บริเวณสะโพกอย่างสมดุล กล้ามเนื้อสะโพกยาวและลึก กล้ามเนื้อลูกมะพร้าวนูนเด่นชัดเจน กีบขนาดพอเหมาะ เชื่อง แต่สดชื่นแจ่มใส ไม่ดุร้าย ไม่เปรียว สีครีมถึงเหลืองอ่อน ขนสั้นเรียบเป็นมัน จมูกและปากกว้าง ขากรรไกรแข็งแรง ปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศร้อนได้ดี

ผลิตโคกำแพงแสน มากว่า 9 ปี

ไปดูผู้ผลิตโคกำแพงแสน ไปกันที่ บ้านเลขที่ 279/1 หมู่ที่ 11 ตำบลลุ่มสุ่ม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ที่คอกโคของ คุณปัญญา ชัยธรรม ที่ผลิตโคกำแพงแสนมานานกว่า 9 ปีแล้ว คุณปัญญาเป็นหมอผสมเทียมที่ผ่านการอบรมการผสมเทียมจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน โคที่คุณปัญญาเลี้ยงไว้มีทั้งพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์ลูกผสมบราห์มัน กระทั่งปี 2546 คุณปัญญาได้มีโอกาสไปฝึกอบรมการเลี้ยงโคเนื้อเพื่อธุรกิจที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน เกิดความสนใจและคิดเริ่มต้นผลิตโคพันธุ์กำแพงแสนอย่างจริงจัง และลงมือทำเรื่อยมา ถึงปัจจุบันคุณปัญญาเป็นสมาชิกของสมาคมผู้เลี้ยงโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสนด้วย

คุณปัญญา เล่าให้ฟังว่า เมื่อคิดจะจริงจังกับการสร้างโคพันธุ์กำแพงแสน ขั้นตอนเริ่มต้นจากการคัดเลือกแม่โคพันธุ์พื้นเมืองที่มีลักษณะดี คือ มีลำตัวยาว ลึก เนื้อดีอ้วน ท้ายไม่หัก กินเก่ง คลอดง่าย ให้ลูกดี เก็บเอาไว้ใช้เป็นแม่พันธุ์ แล้วนำน้ำเชื้อพ่อพันธุ์บราห์มัน 100 เปอร์เซ็นต์ ของกรมปศุสัตว์มาผสมเทียม ซึ่งจะได้โคลูกผสมสายเลือด 50 เปอร์เซ็นต์ พื้นเมือง อีก 50 เปอร์เซ็นต์ บราห์มัน จากนั้นลูกที่ได้ก็จะผสมด้วยน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ 100 เปอร์เซ็นต์ ลูกที่ออกมาจะมีสายเลือด 25 เปอร์เซ็นต์ พื้นเมือง 25 เปอร์เซ็นต์ บราห์มัน 50 เปอร์เซ็นต์ ชาร์โรเล่ส์ เป็นโคพันธุ์กำแพงแสน ขอจดทะเบียนรับรองพันธุ์จากสมาคมโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน ให้เป็นโคพันธุ์กำแพงแสน ในระดับ D1

โค 60 ตัว ในแปลงหญ้า 100 ไร่

คุณปัญญา บอกว่า เมื่อได้โคพันธุ์กำแพงแสน D1 เพศเมียแล้ว จะนำน้ำเชื้อพ่อพันธุ์กำแพงแสนมาผสม ลูกที่ได้จะสามารถจดทะเบียนเป็นโคพันธุ์กำแพงแสน ในระดับ D2 ได้

“ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา กรมปศุสัตว์มีน้ำเชื้อวัวพ่อพันธุ์กำแพงแสนเอาไว้ให้บริการผสมเทียมกับวัวของเกษตรกร”

ตอนนี้ทั้งคอกของคุณปัญญามีโคอยู่ 60 ตัว เป็นโคแม่พันธุ์ 30 ตัว ที่เตรียมเอาไว้ผลิตโคกำแพงแสน D1 และ D2 ต่อไป โคทั้งหมดของคุณปัญญาจะเลี้ยงปล่อยรวมกันในพื้นที่แปลงหญ้าชายเขา เนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ ที่ปลูกหญ้าพันธุ์กินนีสีม่วงเอาไว้ คุณปัญญา บอกว่า แม้ว่าที่นี่จะแห้งแล้งมาก แต่แปลงหญ้าที่ไม่มีระบบการให้น้ำแปลงนี้ก็สามารถอยู่ได้โดยที่โคไม่ขาดแคลนหญ้า เป็นความเหมาะสมของขนาดแปลงหญ้ากับจำนวนโคที่ทางวิชาการแนะนำไว้ว่า พื้นที่แปลงหญ้า ประมาณ 1 ไร่ ต่อโค 1 ตัว

D1, D2 มีตลาดแน่นอน

เมื่อเลี้ยง D1 และ D2 มาได้ประมาณ 1 ปี 3 เดือน ก็พร้อมที่จะขายออกไป โดยจะมีพ่อค้าประจำมาซื้อตัวผู้ไปขุนต่อ ส่วนตัวเมียที่มีลักษณะดีจะเก็บเอาไว้พัฒนาพันธุ์ต่อไป คุณปัญญา ให้ข้อมูลว่า โดยหลักการแล้วโคขุนพันธุ์กำแพงแสนจะต้องเชือดในขณะที่อายุไม่เกิน 2 ปี เพื่อให้ได้คุณภาพเนื้อที่ดีตรงตามพันธุ์ คนที่ซื้อโคกำแพงแสน D1 และ D2 ของคุณปัญญาไปขุนต่อ ก็จะใช้เวลาขุนไม่นานนัก

“ข้อดีของวัวพันธุ์กำแพงแสนรุ่น D1 กับ D2 คือ เมื่อมีการสร้างพันธุ์ใหม่จากการเอาวัวพันธุ์ดั้งเดิมั้2ั้พันธุ์ หรือมากกว่ามารวมกันั้ลูกที่เกิดมาจะมีลักษณะทางเศรษฐกิจ เช่น อัตราการเจริญเติบโตั้และน้ำหนักเมื่อหย่านมมีความผันแปรน้อยมาก เพราะลักษณะเหล่านี้ถูกควบคุมด้วยยีนหลายคู่”

คุณปัญญา เล่าให้ฟังต่อไปว่า ลูกโคพันธุ์กำแพงแสน รุ่น D1 กับ D2 ที่ผลิตได้ จะมีลักษณะลำตัวยาว มีกล้ามเนื้อมาก หนังหลวมพอสมควร จมูกและปากกว้าง ซึ่งเป็นลักษณะที่ดีของโคพันธุ์นี้ โคกำแพงแสน D1 กับ D2 ที่เลี้ยงแบบปล่อยในทุ่งหญ้าจะกินเก่ง มักไม่ค่อยเดิน ไม่เลือกกินหญ้า พ่อค้าที่มาซื้อไปขายต่อในตลาดโคขุนจะชอบพันธุ์กำแพงแสน D1 กับ D2 มาก ถือว่าเหมาะสมกับการทำเป็นโคขุน เพราะเนื้อดี ขุนน้ำหนักขึ้นได้ง่าย เป็นที่ต้องการในวงการโคขุนบ้านเรา

“แหนบทองฟาร์ม” ในหมู่บ้าน

ตำนาน “นายฮ้อยที่ราบสูง”

พาท่านไปทางอีสาน เพื่อพบกับพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโคพันธุ์กำแพงแสน ที่ บ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านเก่า อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ที่ตั้งของแหนบทองฟาร์ม ที่มี ดร. ยุทธนา พันธุ์กมลศิลป์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี และคุณพ่อคือ อดีตกำนัน ประเสริฐ พันธุ์กมลศิลป์ เป็นเจ้าของฟาร์ม ดร. ยุทธนา เล่าว่า “พี่น้องในหมู่บ้านแถวนี้เดิมมีอาชีพที่เกี่ยวข้องกับวัว ควาย ที่คนอีสานเรียกกันว่า นายฮ้อย คนแถวนี้จึงมีความผูกพันกับวัว ควาย เป็นทุนเดิม”

“หลังจากที่เจ็บตัวมาจากวัวหู เมื่อ 10 กว่าปีก่อน จึงเลิกสนใจการเลี้ยงวัว หันไปจับธุรกิจอื่น จนกระทั่ง ดร. ยุทธนา มากระตุ้นความคิดให้อยากเลี้ยงวัวอีกครั้งด้วยการพาไปดูงานด้านการเลี้ยงวัวเกือบทั่วประเทศ ในที่สุดก็ตัดสินใจมาเลี้ยงวัวพันธุ์กำแพงแสน เพราะตอนนั้นลูกชายกำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ซึ่งใกล้สมาคมโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน ใกล้แหล่งวิชาการ จึงทำให้มั่นใจเลือกเลี้ยงวัวพันธุ์นี้”

ผลิตได้ถึง D2

หลังจากที่เริ่มเอาจริงเอาจังกับการเลี้ยงโคพันธุ์กำแพงแสน คุณประเสริฐ จึงได้จดทะเบียนฟาร์มกับสมาคมโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน โดยใช้ชื่อ “ฟาร์มแหนบทอง” ในการจดทะเบียน จากนั้นจึงซื้อแม่พันธุ์ไทยใหญ่เข้ามา 7 ตัว แล้วผสมเทียมโดยใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์ชาร์โรเล่ส์สายกรมปศุสัตว์ จนได้ลูกโคเพศเมียออกมา จึงนำไปจดทะเบียนกับสมาคมได้เป็นโคพันธุ์กำแพงแสน D1 ส่วนลูกโคตัวผู้จะขายต่อไปยังฟาร์มที่ขุนโคพันธุ์กำแพงแสนต่อไป

“จดทะเบียนฟาร์มมา 4 ปี ตอนนี้เรามีวัวพันธุ์กำแพงแสน D1 จำนวน 6 แม่ และมีแม่วัว รุ่น D2 จำนวน 1 ตัว ตัวที่มีลักษณะดีเราจะเลือกเก็บเอาไว้เป็นแม่พันธุ์ ส่วนตัวไหนที่มีลักษณะไม่ตรงตามหลักวิชาการ เราก็จำเป็นต้องขายออกไป เรามีแปลงหญ้าประมาณ 40 ไร่ ที่เป็นหญ้าธรรมชาติ ทุกวันเราจะปล่อยวัวทั้งหมดลงแปลงหญ้า โดยในช่วงเช้า ประมาณ 6-10 โมงเช้า เราจะปล่อยวัวลงแปลงหญ้าให้วัวกินเต็มที่ หลังจากนั้น เวลา 10 โมง จะต้อนวัวกลับเข้าคอกให้วัวมานอนเคี้ยวเอื้องในคอกที่ร่มเย็นสบายกว่า จากนั้นบ่าย 3 โมง จึงจะปล่อยวัวลงกินหญ้าในแปลงอีกรอบ วิธีนี้จะทำให้วัวอ้วนกว่าการปล่อยให้วัวอยู่ในทุ่งทั้งวัน ส่วนอาหารเสริมจะให้อาหารเสริมที่หาได้ง่ายในพื้นที่ เช่น มันบด”

กลุ่มผู้เลี้ยงโคพันธุ์กำแพงแสน บ้านวังโป่ง

หลังจากมุ่งมั่นกับการสร้างโคพันธุ์กำแพงแสนมาระยะหนึ่ง คุณประเสริฐ จึงได้รวบรวมชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงที่สนใจการเลี้ยงโคพันธุ์กำแพงแสนเหมือนกันมารวมกลุ่ม ตั้งชื่อว่า “กลุ่มผู้เลี้ยงโคพันธุ์กำแพงแสน บ้านวังโป่ง” โดยมีคุณประเสริฐ เป็นประธานกลุ่ม มีสมาชิกกว่า 10 คน มีการแนะนำสร้างโคพันธุ์กำแพงแสนให้แก่สมาชิก โดยให้ซื้อแม่โคไทยใหญ่มาผสมเทียม แล้วจดทะเบียนกับสมาคม โดยใช้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์ชาร์โรเล่ส์สายกรมปศุสัตว์ จากนั้นจดทะเบียนลูกตัวเมียที่ได้ เป็น D1

“ตอนนี้สมาชิกในกลุ่มของเรามีวัวแม่พันธุ์กำแพงแสน D1 มากกว่า 10 ตัวแล้ว ส่วนวัวตัวผู้ก็มีตลาดโคขุนรองรับ ถือว่ากลุ่มของเรากำลังเดินไปข้างหน้าได้อย่างดี ตอนนี้เราหวังที่จะขยายจำนวนสมาชิกออกไปอีก เพื่อเพิ่มอาชีพให้กับเกษตรกร ตามแนวความคิดของผมที่ว่า เลี้ยงวัว 2 ตัว สามารถหลีกหนีจากความยากจนได้ เราจึงหวังเพิ่มจำนวนสมาชิกกลุ่มให้มากขึ้นเรื่อยๆ” คุณประเสริฐ กล่าว

เป้าหมายของแหนบทองฟาร์ม

ดร. ยุทธนา เล่าถึงเป้าหมายในอนาคตของแหนบทองฟาร์มว่า “เรามองว่าเป้าหมายในระยะสั้นเอาไว้ว่า หลังจากเราได้วัวกำแพงแสนรุ่น D3-D4 แล้ว เราหวังที่จะทำวัวขุนเอง เพราะสำรวจไปรอบๆ พื้นที่แล้ว วัตถุดิบที่ใช้ขุนอย่าง ข้าวโพด มัน กระถิน มีจำนวนมากในพื้นที่ ส่วนเป้าหมายระยะยาวในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องมีแม่พันธุ์กำแพงแสนไม่น้อยกว่า 30 ตัว ที่สำคัญหวังที่จะสร้างฟาร์มอินทรีย์ หรือ Organic farm”

เมื่อถามถึงความกังวลในลักษณะทางพันธุกรรมที่แปรปรวนของโคพันธุ์กำแพงแสน ดร. ยุทธนา บอกว่า “เราสนใจในเรื่องเนื้อเป็นหลัก เพราะวัวกำแพงแสนให้เนื้อดี ให้เนื้อมาก เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี มีตลาดรองรับ จึงเป็นวัวพันธุ์ที่เลือกเลี้ยง ส่วนเรื่องสีหรือลักษณะพันธุกรรมอื่นๆ เราไม่กังวล ซึ่งสมาคมดูแลดีมาก และเกษตรกรอย่างเราก็มั่นใจในอนาคตของวัวพันธุ์กำแพงแสนว่าจะมีความมั่นคง เพราะมีหน่วยงานทางวิชาการรองรับอยู่”

ดร. ยุทธนา ฝากถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงโคว่า “การเลี้ยงวัวต้องไม่หวังรวย เลี้ยงด้วยใจไปก่อน ค่อยเป็นค่อยไปและที่สำคัญหากฟาร์มของเรายังไม่ใหญ่จะต้องเลี้ยงวัวเอง อย่าจ้างคนอื่นมาเลี้ยง วัวของเราจะได้อย่างใจเหมือนกับที่ฟาร์มแหนบทองกำลังทำอยู่”

นี่เป็นเพียงเรื่องเรียกน้ำย่อยที่นำมาฝากกันนะคะ ไว้ฉบับหน้าจะพาทุกท่านไปรู้ไปเห็นขั้นตอนต่อจากนี้ว่า โคจะถูกพาไปที่ไหน และถูกทำอะไรบ้าง ติดตามกันต่อไปค่ะ