ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

มก. คิดสารเร่งข้าวอนุพันธ์ใหม่ ช่วยชาวนาเพิ่มผลผลิต กันยายน 20, 2013

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063150756&srcday=2013-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 555

เทคโนโลยีการเกษตร 

มก. คิดสารเร่งข้าวอนุพันธ์ใหม่ ช่วยชาวนาเพิ่มผลผลิต

ข้าว เป็นอาหารประจำวันของคนกว่าครึ่งโลก 3,000 กว่าล้านคน โดยเอเชียเป็นทวีปหนึ่งที่ปลูกข้าวได้มากที่สุดในโลก ถึงร้อยละ 90 โดยมีจีนและอินเดีย เป็น 2 ประเทศ ที่ถือเป็นแหล่งผลิตข้าวที่ใหญ่ที่สุด ผลิตได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณข้าวทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่จะใช้บริโภคในประเทศ โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการส่งออกข้าวเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ข้าวจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำรายได้มหาศาลให้กับประเทศ

รศ. ดร. วีรชัย พุทธวงศ์ หัวหน้าทีมวิจัย จากภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เปิดเผยว่า มีการวิจัยและพัฒนาสารเร่งการเจริญเติบโตของข้าวอนุพันธ์กลุ่มใหม่ขึ้นสำเร็จ โดยสังเคราะห์และดัดแปลงโมเลกุลของสารกลุ่มบราสสิโนสเตอรอยด์ (Brassinosteroids ; BR) ที่ได้จากธรรมชาติและมีโครงสร้างทางเคมีซับซ้อนมาก และเป็นสารที่ออกฤทธิ์ส่งเสริมการยืดตัวของเนื้อเยื่อบริเวณกิ่งก้านของต้นข้าว ที่เป็นส่วนเพิ่มองศาใบในการเพิ่มการสังเคราะห์แสง ส่งผลให้ต้นข้าวสามารถผลิตคาร์โบไฮเดรตได้มากขึ้นกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

นอกจากนี้ ยังพบว่า สารกลุ่มนี้ยังสามารถยับยั้งเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิดที่สามารถทำให้เกิดโรคพืชในข้าวได้ อีกทั้งยังค้นพบแนวทางสังเคราะห์ที่ง่าย เร็วและลดต้นทุนการผลิต และสังเคราะห์สารที่สามารถเพิ่มการออกฤทธิ์ที่ดี ตามลำดับ

การเพิ่มผลผลิตข้าวที่เกษตรกรสามารถทำได้ในทางการเกษตรนั้น สามารถทำได้โดยอาศัยเทคโนโลยีทางการเพาะปลูกและการดูแลรักษา ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี สามารถเพิ่มผลผลิตข้าวโดยใช้วิทยาศาสตร์เข้าช่วย เช่น การเร่งผลผลิตโดยใช้ฮอร์โมนพืช ซึ่งสามารถเพิ่มผลผลิตได้จริงมากถึง 20-40 เปอร์เซ็นต์ โดยปัจจุบันมีการพัฒนาการผลิตสูตรฮอร์โมนเพื่อใช้ในการเพิ่มผลผลิตข้าวออกมาจำหน่ายแพร่หลายอย่างมาก ซึ่งมีทั้งฮอร์โมนที่เป็นสารสังเคราะห์ และฮอร์โมนที่ได้จากธรรมชาติ

ฮอร์โมนพืชเป็นสารเคมีภายในพืช ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเจริญของพืช ไม่เพียงแต่การเจริญของพืชทั้งต้นเท่านั้น หากแต่ยังเกี่ยวข้องกับการเจริญของพืชแต่ละส่วนด้วย ในปัจจุบันทราบกันดีแล้วว่า ฮอร์โมนพืชมีทั้งชนิดที่กระตุ้นการเจริญเติบโต และระงับการเจริญเติบโต ฮอร์โมนพืชที่พบในปัจจุบันคือ ออกซิน (Auxin) จิบเบอเรลลิน (Gibberellin) ไซโตไคนิน (Cytokinin) กรดแอบซิสิก (Abscisic Acid) หรือ ABA และ เอทีลีน (Ethylene) ซึ่งมีสภาพเป็นก๊าซ

การเพิ่มผลผลิตข้าว สามารถใช้ฮอร์โมนดังกล่าวข้างต้นได้ ซึ่งให้ผลผลิตที่แตกต่างกันไป ขึ้นกับสูตรการใช้ แต่ที่นิยมที่สุดในต่างประเทศ และได้นำมาใช้บ้างแล้วในประเทศไทยคือ ฮอร์โมนจากธรรมชาติ ในกลุ่มบราสสิโนสเตอรอยด์ ซึ่งสกัดได้ปริมาณน้อยมากจากละอองเรณูของดอกฟักทอง คือจาก 1 กิโลกรัมแห้งของละอองเกสร สามารถสกัดให้ฮอร์โมนตัวนี้เพียง 40 ไมโครกรัม หมายความว่า หากต้องการสารบราสสิโนไลด์ 1 กรัม ต้องใช้ละอองเกสรฟักทองแห้งถึง 25 ตัน ผู้วิจัยจึงสังเคราะห์เลียนแบบสารนี้ขึ้นมาในห้องปฏิบัติการ เพื่อลดข้อจำกัดของวิธีการสกัดจากธรรมชาติ แต่โครงสร้างทางเคมีมีความซับซ้อนมากและมีสารลักษณะที่คล้ายกันหลายๆ ตัวในสารกลุ่มเดียวกัน ซึ่งมีเพียงบางตัวเท่านั้นที่ออกฤทธิ์ส่งเสริมการยืดตัวของเนื้อเยื่อบริเวณกิ่งก้านของต้นข้าว ที่เป็นส่วนเพิ่มองศาใบในการเพิ่มการสังเคราะห์แสง ตามลำดับ

นอกจากนี้ ยังพบว่า สารกลุ่มนี้ยังสามารถยับยั้งเชื้อราและแบคทีเรียบางชนิดที่สามารถทำให้เกิดโรคพืชได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องศึกษาสารกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น โดยการค้นหาแนวทางสังเคราะห์ที่ง่าย เร็ว และลดต้นทุนการผลิต และสังเคราะห์สารที่สามารถเพิ่มการออกฤทธิ์ที่ดี ตามลำดับ

อนุพันธ์ของบราสสิโนสเตอรอยด์ที่มีการออกฤทธิ์ส่งเสริมการยืดตัวของเนื้อเยื่อบริเวณกิ่งก้านของต้นข้าวที่ดีที่สุด ได้แก่ บราสสิโนไลด์ (Brassinolide) และยังมี 24-อีพิบราสสิโนไลด์ (24-epirassinolide) ที่ให้ผลใกล้เคียงกัน ขณะที่ 28-โฮโมบราสสิโนไลด์ (28-homorassinolide) มีฤทธิ์ดังกล่าวน้อยที่สุด แต่เมื่อคำนึงวิธีการสังเคราะห์ที่ง่าย เร็ว และต้นทุนการผลิตต่ำ พบว่า การสังเคราะห์ 28-โฮโมบราสสิโนไลด์ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด โดยคณะผู้วิจัยศึกษา ค้นคว้า ทดลอง จนพบปฏิกิริยาในการสังเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพมาก ให้ปริมาณสารผลิตภัณฑ์สูงและต้นทุนการผลิตต่ำ นอกจากนี้ คณะผู้วิจัยยังสามารถเพิ่มฤทธิ์ส่งเสริมการยืดตัวของเนื้อเยื่อบริเวณกิ่งก้านของต้นข้าวของตัวนี้ได้ โดยดัดแปลงอนุพันธ์และสูตรการใช้งานจริง

จากการทดลองในแปลงข้าวในกลุ่มสมาชิกโดยการสนับสนุนของนักวิชาการเกษตรของกลุ่ม ซิโต้ พบว่า ต้นข้าวออกรวงมากขึ้น เมื่อคำนวณผลผลิตต่อแปลงพบว่า เพิ่มขึ้นกว่า 40 เปอร์เซ็นต์

และนี่คืออีกหนึ่งเทคโนโลยี ที่นักวิทยาศาสตร์ไทยกำลังคิดค้นพัฒนา โดย อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับ โครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (Industrial Technology Assistant Program) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และ บริษัทซิโต้ เคมีคัล ประเทศไทย จำกัด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ รศ.ดร. วีรชัย พุทธวงศ์ โทรศัพท์ (089) 701-2540 

 

ชาวแก่งกระจาน เพชรบุรี ปลูกผักกูด ผลิตผลการเกษตร ส่งรีสอร์ตและตลาดสด

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05024010756&srcday=2013-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 554

เทคโนโลยีการเกษตร 

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชาวแก่งกระจาน เพชรบุรี ปลูกผักกูด ผลิตผลการเกษตร ส่งรีสอร์ตและตลาดสด

แทบจะไม่น่าเชื่อว่าพืชที่อยู่ในตระกูลเฟิน อย่าง “ผักกูด” จะสามารถนำมาปรุงอาหารกินได้ด้วยการนำยอดอ่อน ช่ออ่อน มแกงกับปลาเนื้อน้ำจืด เช่น ปลาช่อน หรือลวกจิ้มน้ำพริกชนิดต่างๆ ยำผักกูด ผักกูดผัดน้ำมันหอย แกงกะทิกับปลาย่าง ลวกกะทิ และที่ดูน่าอัศจรรย์ไปกว่านั้นคือ ยังมีสรรพคุณแก้ไข้ตัวร้อน พิษอักเสบ บำรุงสายตา บำรุงโลหิต ความดันโลหิตสูง

โดยธรรมชาติของผักกูดที่มีลักษณะเหมือนเฟินคือ ชอบขึ้นอยู่ที่ริมน้ำ แต่ไม่ชอบน้ำท่วมขัง มีใบเป็นแผงรูปขนนกคู่ขนานกัน ขณะที่ใบยังอ่อนปลายยอดม้วนงอแบบก้นหอย ตรงส่วนยอดอ่อน คือส่วนที่นำมาใช้ประกอบอาหาร มีสปอร์ซึ่งอยู่ด้านหลังใบที่แก่จัดทำให้แพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยการแตกกอใหม่

นอกจากนั้น ยังเป็นผักที่บ่งบอกถึงคุณภาพและความปลอดภัยของสภาวะแวดล้อม กล่าวคือ บริเวณไหนอากาศไม่ดี ดินไม่บริสุทธิ์ หรือมีสารเคมีเจือปนอยู่ ผักกูดจะไม่ยอมขึ้นหรือแตกต้นใหม่เด็ดขาด อีกทั้งยังเป็นผักที่มีสารเบต้าแคโรทีนและธาตุเหล็กในตัวสูง ดังนั้น เมื่อกินแล้วจึงได้ประโยชน์มากมายดังที่กล่าวข้างต้น

ปัจจุบันความนิยมกินผักกูดยังมีอยู่ในวงจำกัด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผักชนิดนี้จะเจริญเติบโตดีและสมบูรณ์เฉพาะบริเวณที่ชื้นริมน้ำ อีกทั้งแหล่งปลูกควรเป็นดินทรายถึง 70 เปอร์เซ็นต์ รวมไปถึงด้านการขนส่งที่จะต้องเก็บความชื้นอย่างดีเพื่อให้ผักมีสภาพสมบูรณ์ สด ใหม่เมื่อถึงมือลูกค้า ฉะนั้น น้อยคนนักที่จะรู้จักและเคยกินผักชนิดนี้เหมือนเช่นผักอื่น จึงทำให้มักไม่ค่อยพบตามตลาดทั่วไป

อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดยเฉพาะริมแม่น้ำเพชรบุรีเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ชาวบ้านหันมายึดอาชีพปลูกผักกูดจำหน่าย อาจเป็นเพราะความที่อยู่ใกล้แม่น้ำเพชรบุรีแล้วดินยังมีคุณสมบัติที่เหมาะสม จึงทำให้สามารถปลูกผักกูดได้เป็นอย่างดี

อย่างกรณีของสามี-ภรรยาคู่นี้ คือ คุณพูนผล ศรีสุขแก้ว และ คุณธนพร (ภรรยา) อยู่บ้านเลขที่ 14 หมู่ที่ 6 ตำบลแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โทรศัพท์ (081) 433-8310 อดีตเคยปลูกมะนาวสร้างรายได้ จนเวลาต่อมาเส้นทางการปลูกมะนาวดูจะไม่ราบรื่น เนื่องจากมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งทั้ง 2 คน ไม่อาจแบกรับภาระเหล่านั้นได้อีกต่อไป จนต้องเปลี่ยนมาเริ่มชีวิตเกษตรกรรมใหม่ด้วยการปลูกผักกูด

จุดเริ่มต้นปลูก

คุณพูนผล ผู้เป็นสามีบอกว่า ความจริงตอนแรกปลูกมะนาวเป็นรายได้ ต่อมาภายหลังมีปัญหาการปลูกหลายอย่าง ทั้งต้นทุน ค่าแรง และโรค จึงเลิกปลูกมะนาว แล้วไม่นานพบว่าเพื่อนบ้านมีการปลูกผักกูดกัน เลยโค่นมะนาว แล้วหันมาปลูกผักกูดเป็นรายได้หลัก

“เริ่มมาทำเกษตรด้วยการปลูกมะนาว ช่วงแรกถือเป็นไม้ผลที่สร้างรายได้ดี พอต่อมาจำนวนคนปลูกมากขึ้น การแข่งขันสูง ต้นทุนค่าวัตถุดิบเพิ่มขึ้นตลอด ค่าแรงเพิ่ม การใช้ปุ๋ยเคมีต้องเพิ่มตาม จึงมีผลทำให้ดินเสีย ที่สำคัญสุขภาพไม่ปลอดภัย แล้วพอนำไปขาย มีกำไรเล็กน้อย ไม่คุ้ม ทำไม่ไหว”

คุณธนพร บอกถึงความเป็นมาที่นำมาสู่การปลูกผักกูดเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้เมื่อ 7 ปีก่อนว่า เธอและครอบครัวชอบกินผักกูด เวลาต้องการบริโภคจะต้องไปหาซื้อตามตลาด ต่อมาเห็นว่าถ้าปลูกเองแทนการซื้อจะประหยัดค่าใช้จ่าย จึงตั้งใจปลูกผักชนิดนี้ไว้เพื่อกินในครัวเรือน

“เห็นว่าเพื่อนบ้านปลูกกันไม่ยาก เลยหามาปลูกไว้ โดยเรียนรู้วิธีการปลูกและการดูแลจากเพื่อนบ้านที่ปลูกแล้วประสบความสำเร็จมาก่อน พอนานไปผักกูดมีการแตกพันธุ์ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ทำให้กินไม่ทัน เลยเก็บไปขายตามร้านอาหาร และตลาดนัด”

คุณธนพรบอกว่า สมัยก่อนมีชาวบ้านไปเก็บผักชนิดนี้ที่ขึ้นเองตามริมน้ำแล้วนำไปขายที่ตลาดสด ราคากำละ 5 บาท เป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ ไม่มีชื่อพันธุ์

ภายหลังที่คุณพูนผลได้พาเดินชมแปลงปลูกผักกูด คุณพูนผลเล่าว่า ได้ช่วยกับภรรยาปลูกผักกูดในพื้นที่ 5 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมด 20 ไร่ พร้อมกับปลูกพืชชนิดอื่น อาทิ เงาะโรงเรียน ทุเรียน กล้วยเล็บมือนาง และปาล์มน้ำมัน จำนวน 300 กว่าต้น ซึ่งปาล์มที่ปลูกมี 2 รุ่น รุ่นแรกมีอายุปีกว่า อีกรุ่นได้ 6 เดือน คุณพูนผลบอกว่า คงต้องรออีกสัก 2 ปี จึงจะมีรายได้จากปาล์ม ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าราคาดีแค่ไหน

“กล้วยเล็บมือนาง ไม่ได้มีประโยชน์แค่การบังร่มเงาให้แก่ผักกูดเท่านั้น แต่ยังสร้างรายได้โดยนำผลผลิตไปขาย กิโลกรัมละ 8-10 บาท ถึงแม้ราคาขายดูจะไม่มากนัก แต่ยังถือว่านำไปเป็นค่าน้ำได้

เงาะโรงเรียน ปลูกไว้ประมาณ 30 ต้น เมื่อก่อนคิดว่าจะปลูกเงาะเป็นหลัก แต่ภายหลังเปลี่ยนใจ เลยโค่นไปหลายต้น ทั้งนี้เนื่องจากรายได้จากเงาะมีเพียงปีละครั้งเท่านั้น ส่วนการเก็บผักกูดขายมีรายได้ทุกวัน” คุณพูนผลบอก

จากการลองชิมเงาะโรงเรียนพบว่า มีเปลือกบาง และรสชาติหวานใช้ได้ แต่น่าสังเกตว่าขนาดจะไม่ใหญ่ เนื่องจากเป็นการปลูกไปตามธรรมชาติ

“เมื่อมาทำผักกูดกลับพบว่าไม่มีความยุ่งยากเหมือนการปลูกมะนาวเลย ตั้งแต่เริ่มทำแปลงก็ไม่ต้องปรับดินมากนัก เพียงแค่ถากถางหญ้าและวัชพืชอื่นออกให้หมดก่อน แล้วจึงนำต้นมาปลูก พอปลูกตามจำนวนที่ต้องการแล้ว จากนั้นได้นำกล้วยเล็บมือนางมาลงเป็นแถวเป็นแนว แต่ไม่แน่นมากเพื่อให้ใบกล้วยบังแสงให้แก่ต้นผักกูดบ้าง” เจ้าของสวนให้รายละเอียดเพิ่ม

การใช้ปุ๋ย

ด้านการดูแลบำรุงรักษา คุณธนพรบอกว่า เนื่องจากมีการปลูกผักกูดจำนวนมาก จึงมีการใช้ปุ๋ยยูเรียเดือนละครั้ง ครั้งละ 1 กระสอบ (50 กิโลกรัม) นอกจากนั้น ยังใช้ปุ๋ยหมัก จากขี้ไก่ ขี้วัว จะใส่ครั้งละ 10 กว่าตัน โดยเทใส่ในพื้นที่ทั้งหมดเพื่อให้พืชชนิดอื่นได้ประโยชน์ด้วย ใช้วิธีหว่านแล้วพ่นน้ำตาม

“เนื่องจากเป็นผักที่ต้องใช้ยอดขาย ดังนั้น ถ้าช่วงใดที่ยอดแตกช้า จะเน้นใช้ปุ๋ยยูเรียเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ยอดแตกออกมา พอได้เวลา 7 วัน ให้หลัง ยอดจะแตกออกมาทันที”

ส่วนเคมี คุณธนพรเปิดเผยว่า อาจต้องใช้บ้างกรณีที่จำเป็นเพื่อป้องกันเชื้อราหรือป้องกันแมลงและหนอน เช่น ไตรโคเดอร์ม่าใช้กันเชื้อราขี้ไก่ตามราก และบิวเวอร์เรีย แต่ทั้งนี้ยาที่ใช้เป็นการทำเองตามแนวทางการแนะนำของเกษตรอำเภอ

ศัตรูพืชที่ทำให้เกิดความเสียหาย

คุณธนพร บอกว่า ตั้งแต่ปลูกผักกูดมา แมลงศัตรูพืชที่พบแล้วมักสร้างความเสียหาย เช่น เพลี้ยไฟ ซึ่งจะเจอเฉพาะในช่วงหน้าแล้ง ได้แก้ไขปัญหาด้วยการใช้ยาแลนเนท เป็นการผสมใช้แบบอ่อนมาก ในอัตราส่วน น้ำ 200 ลิตร ต่อยา 2 ช้อนโต๊ะ หรือประมาณ 10-20 ซีซี ถือเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าการใช้พ่นในถั่วหรือแตง

“อย่าง บิวเวอร์เรีย ผสมกับน้ำ ในอัตรา 4 ถุง ต่อน้ำ 200 ลิตร แล้วใช้ฉีดพ่นป้องกันเพลี้ยไฟและหนอน ส่วนไตรโคเดอร์ม่า ผสมกับน้ำ ในอัตรา 4 ถุง ต่อน้ำ 200 ลิตร แล้วใช้ฉีดพ่นป้องกันเชื้อรา เมื่อมีการฉีดยาป้องกันเพลี้ยในแถวไหนกลุ่มไหนแล้วจะยังไม่เก็บทันที จะต้องปล่อยทิ้งไว้สัก 4 วัน จึงจะเก็บ และการฉีดพ่นยา จะทำปีละ 1-2 ครั้ง เท่านั้น แต่ถ้าหากไม่เกิดการแพร่ระบาดจะไม่ฉีดยาเลย”

ระบบน้ำใช้สปริงเกลอร์ โดยวางระยะห่างกว้าง 4 เมตร ยาว 4 เมตร ปล่อยน้ำวันเว้นวัน ครั้งละ 1 ชั่วโมง เปิดครั้งหนึ่งจำนวน 30 หัว แต่ละแปลงจะเปิดน้ำทิ้งไว้สัก 1 ชั่วโมง แล้วย้ายไปทีละแปลง วนไปจนครบ

การเก็บผลผลิตเพื่อจำหน่าย

คุณธนพร ให้รายละเอียดการทำงานว่า โดยปกติคุณธนพรและสามีจะทำงานเป็นหลักเพียง 2 คน เท่านั้น ปกติถ้าใช้เวลาเก็บ 1 ชั่วโมง ได้ผักกูด 10 กิโลกรัม วันใดต้องเก็บถึง 70 กิโลกรัม จะเริ่มตั้งแต่เช้า แต่ถ้าเก็บสัก 30 กิโลกรัม จะเริ่มเก็บในช่วงบ่ายไปจนถึงสัก 4 โมงเย็น หรือหากลูกค้าต้องการทันทีก็สามารถเก็บให้ได้ แต่ควรมีสปริงเกลอร์ฉีดพ่นให้น้ำตลอด

“หลังเก็บจากต้นแล้ว ให้มัดเป็นมัด แล้วนำไปแช่น้ำทันที แช่สักครู่ประมาณ 5 นาที ห้ามแช่นานเกินไป เพราะผักจะสุกมีสีแดง จากนั้นให้นำขึ้นมาวางเรียงกัน ใช้ผ้าชุบน้ำบิดพอหมาดคลุมผักกูดที่วางเรียงกันไว้รอลูกค้ามารับ แต่ถ้าวางไว้โดยไม่คลุมผ้า ผักจะเหี่ยวแล้วขายไม่ได้”

คุณธนพรอธิบายต่อว่า แต่ละต้นที่เก็บยอดอ่อนที่ใช้งานออกไปแล้ว ยอดที่อยู่ติดกันซึ่งมีลักษณะโค้งงอจะเป็นยอดที่จะสามารถเก็บได้ในครั้งต่อไปอีกราว 3-4 วัน ดังนั้น ผักกูดแต่ละยอดในแต่ละต้นจะเก็บเว้นระยะเวลา 3-4 วัน แต่ไม่ควรเลยวันที่ 5 เพราะจะบาน

“แต่ละต้นจะมีใบ จำนวน 5 ใบ ถ้าพบใบแก่หลายใบ เช่น มีจำนวนถึง 10 ใบ ควรตัดหรือหักทิ้งเสีย โดยไม่ต้องขนไปทิ้งที่อื่น แต่ให้ทิ้งไว้ที่บริเวณนั้นเพื่อใช้คลุมความชื้นและเป็นปุ๋ย การตัดใบแก่ออกเพื่อปล่อยให้ยอดอ่อนที่กำลังโตเจริญได้อย่างรวดเร็ว มีบางคนไม่ยอมหักใบแก่ทิ้ง จึงทำให้ยอดแตกช้าและมีขนาดเล็ก”

คุณธนพร บอกต่ออีกว่า ผักกูดขยายพันธุ์ด้วยการดึงต้นอ่อนที่เธอเรียกว่าลูกที่แทงขึ้นมาจากพื้น ข้างต้นแม่ออกด้วยความระมัดระวัง แล้วสามารถนำต้นอ่อนไปปลูกได้เลย ผักกูดเป็นพืชที่ตายยาก ที่สำคัญขอให้มีน้ำแล้วอย่าไปโดนแดดจัด

นอกจากนั้น ยังเพิ่มเติมด้วยว่า ควรมีการดูแลเอาใจใส่บริเวณที่ปลูก ต้องคอยหมั่นเดินดูแล้วดึงเศษวัชพืชทิ้ง แต่ห้ามใช้มีดฟัน เพราะอาจไปโดนต้นอ่อนที่กำลังแตกออกมา ทั้งนี้ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มปลูกจนกระทั่งสามารถเก็บยอดไปขายได้ กินเวลาประมาณไม่เกิน 6 เดือน

คุณธนพรบอกว่า ผักชนิดนี้สามารถปลูกได้ในหลายพื้นที่ แต่สิ่งสำคัญควรให้น้ำอย่างเต็มที่และควรหาร่มเงาให้ด้วย ส่วนความสมบูรณ์ของดินที่มีความเหมาะนั้นควรเป็นบริเวณพื้นที่เป็นดินทรายสัก 70 เปอร์เซ็นต์ และช่วงหน้าฝนเป็นช่วงที่มีผักกูดมาก เมื่อผักกูดถูกฝนจะแตกยอดอ่อนกันอย่างสะพรั่ง เพราะเป็นช่วงที่มีความชื้นในอากาศสูงมาก ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผักชนิดนี้

เก็บแล้วนำไปขาย

ใคร ที่ไหนบ้าง

เจ้าของสวนผักกูดอธิบายถึงวิธีการเก็บผักกูดไปขายว่า แค่เด็ดยอดที่มีความยาวจากปลายถึงตำแหน่งที่จะตัด ประมาณ 30-40 เซนติเมตร จะเก็บทุกวัน และภายในสัปดาห์หนึ่งต้องมีผักกูดส่งให้ลูกค้าประมาณ 250 กิโลกรัม เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าวันละ ประมาณ 30 กิโลกรัม

“ราคาจำหน่ายจากสวนไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง อย่างปีหนึ่งๆ ราคาจะทรงเท่าเดิม ประมาณ 40-50 บาท ต่อกิโลกรัม แต่อาจมีการปรับขึ้นบ้างในช่วงอากาศหนาว เพราะผักจะแตกยอดช้ามาก ส่วนราคาจำหน่ายของแม่ค้าประมาณ 80-100 บาท ต่อกิโลกรัม”

สำหรับตลาดจำหน่ายผักกูดของคุณธนพรมีด้วยกัน จำนวน 3 แหล่ง คือ ร้านอาหารในรีสอร์ต แม่ค้าในตลาดสด และแม่ค้าจากกรุงเทพฯ ซึ่งรวมทั้งหมดไม่ต่ำกว่าสัปดาห์ละ 250 กิโลกรัม หรือเดือนละไม่ต่ำกว่า 1 ตัน และจะมีรายได้ถึงเดือนละ 40,000 บาท

“อย่างเมื่อก่อนยังมีผลผลิตน้อย ไม่กล้ารับมาก ก็แค่ส่งละแวกแถวแก่งกระจานเท่านั้น แต่ภายหลังที่ได้มีการขยายพื้นที่ปลูกแล้วสามารถเพิ่มจำนวนต้นขึ้นมาอีก จึงเริ่มรับยอดสั่งจากแม่ค้าด้านนอก ถ้าคราวใดที่แม่ค้าต้องการจำนวนมากและเกินขีดกำลังการผลิตที่ทำได้ อาจต้องร่วมกับชาวบ้านที่ปลูกรายอื่นด้วย”

ปัจจุบัน คุณธนพรไม่ได้เป็นเพียงผู้ปลูกผักกูดรายหนึ่งในอีกกว่า 10 ราย ในพื้นที่แก่งกระจานเท่านั้น คุณธนพรยังทำหน้าที่เป็นหมอดินอาสา แล้วยังเป็นเกษตรกรที่ขอการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ปี 2554 ซึ่งเป็นการรับรองโดยสถานีพัฒนาที่ดินเพชรบุรี สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 10 กรมพัฒนาที่ดิน

เจ้าของสวนผักกูดเปิดเผยอาหารที่ร้านในรีสอร์ตที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเพชรบุรี นำผักกูดไปใช้ปรุงเป็นเมนูยอดฮิตของลูกค้า ทำให้ติดใจสั่งกันเป็นประจำ เช่น แกงส้ม ผัดน้ำมันหอย ยำผักกูด หรือแม้แต่กินดิบคู่กับน้ำพริกชนิดต่างๆ

“อย่างผักกูด 1 กิโลกรัม สามารถนำไปทำอาหารขายได้หลายประเภท เช่น ผัดน้ำมันหอย ราคา จานละ 100 บาท ยำผักกูด จานละ 150 บาท หรืออย่างแกงส้มผักกูด หม้อละ 150 บาท”

เป็นอย่างไร…แค่เมนูตัวอย่างก็ทำให้น้ำลายไหลแล้ว อยากจะบอกว่า เมนูเด็ดอย่างนี้ถ้าจะเอาสเต๊กมาแลกคงไม่ยอมแน่

ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วว่าเจ้าผักชนิดนี้ให้ประโยชน์ทั้งคนปลูกและคนกิน แต่ดูเหมือนแผงผักตามตลาดจะหาผักกูดเจอได้น้อยมาก ดังนั้น หากใครสนใจต้องการปลูกเพื่อให้แพร่ขยายทั่วไป ลองโทรศัพท์ไปพูดคุยกับคุณธนพร ได้ที่ (081) 433-8310 คุณธนพรบอกว่า ยินดีให้คำแนะนำการปลูกสำหรับผู้ที่สนใจจริง

ผักกูด

ผักกูด มีธาตุเหล็กและเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยให้ไม่อ่อนเพลียหรือซีดง่าย บำรุงสายตา เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

ผักกูด เป็นเฟินชนิดหนึ่ง ชอบขึ้นตามริมน้ำที่มีความชื้นสูง แต่มีแสงแดดส่องถึง หรือที่ร่มรำไร ต้นสูงได้ถึง 1 เมตร มีใบประกอบแบบขนนก 2-3 ชั้น ยาวประมาณ 1 เมตร กว้าง 50 เซนติเมตร พบกระจายอยู่ทั่วทุกภาค

ผักกูด มีลักษณะเด่นตรงที่มีความไวเป็นพิเศษต่อสารเคมีและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง จึงเป็นพืชที่ช่วยสะท้อนความผันแปรของระบบคุณภาพดินและระบบนิเวศ สารเคมีที่ตกค้างอยู่ในสภาพแวดล้อมจึงส่งผลกระทบต่อผักกูดโดยตรง

ประโยชน์ทางอาหาร

ผักกูด มีธาตุเหล็กและเบต้าแคโรทีนสูง ซึ่งหากกินร่วมกับเนื้อสัตว์จะทำให้เกิดการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี ช่วยให้ไม่อ่อนเพลียหรือซีดง่าย บำรุงสายตา เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน โดยนำใบอ่อน ยอดอ่อน นำไปทำยำผักกูด หรือลวกจิ้มน้ำพริก ใส่ในแกงส้ม ผัด แกงเลียง

คุณค่าทางยา

มีรสเย็น แก้ไข้ตัวร้อน ถอนพิษไข้ แก้พิษอักเสบ

การขยายพันธุ์

ใช้ต้นอ่อนที่แยกออกมาจากต้นแม่ ส่วนปลายรากที่โผล่พ้นดินขึ้นมาจะเจริญเป็นต้นอ่อน สามารถแยกมาปลูกได้ แต่โดยปกติผักกูดจะขยายพันธุ์ด้วยสปอร์

การเตรียมพื้นที่ปลูก 

ใช้ดินร่วนปนทราย อยู่ใกล้แหล่งน้ำ หรือมีการจัดการน้ำที่ดี เหมาะที่จะปลูกร่วมกับพืชชนิดอื่น ในลักษณะพืชคลุมดิน ควรปลูกในช่วงฤดูฝน โดยขุดดินยกร่องเป็นแถวยาว ลึกประมาณ 20 เซนติเมตร นำต้นพันธุ์ลงปลูก ให้มีระยะห่างระหว่างต้น และระหว่างแถว 20×50 เซนติเมตร รดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ

หลังจากปลูกได้ประมาณ 6 เดือน จะแตกยอดให้เก็บเกี่ยวได้ และหลังตัดยอดประมาณ 3 วัน จะแตกยอดใหม่ให้เก็บอีก ดังนั้น หากมีพื้นที่ปลูกมากสามารถหมุนเวียนเก็บยอดได้ทุกวัน ประมาณ 10 กิโลกรัม ต่อไร่

ขอบคุณข้อมูลจาก ไทยเกษตรศาสตร์

 

บังคับ “กล้วย” แทงเครือกลางลำต้น จัดการง่าย ผลผลิตงาม ลดต้นทุน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052010756&srcday=2013-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 554

เทคโนโลยีการเกษตร 

สุจิตรา ราชจันทร์

บังคับ “กล้วย” แทงเครือกลางลำต้น จัดการง่าย ผลผลิตงาม ลดต้นทุน

คงจะไม่มีใครปฏิเสธว่า “กล้วย” เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญกับการดำรงชีวิต โดยเฉพาะผลกล้วย ทั้งผลกล้วยดิบ และผลกล้วยสุก สามารถนำไปประกอบอาหาร ทั้งอาหารคาวและหวาน หรือแปรรูปได้สารพัด กล้วยเศรษฐกิจเป็นที่ต้องการของตลาดหลักๆ ได้แก่ กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไข่ ซึ่งทั้ง 3 พันธุ์นี้ ล้วนแล้วแต่มีลำต้นสูงใหญ่ ไม่ต่ำกว่า 2 เมตร บางต้นสูงถึง 3.5 เมตร ทำให้ยากต่อการจัดการหรือการเก็บเกี่ยวผลผลิต และอาจเจอปัญหาต้นโค่นล้มเพราะรับน้ำหนักเครือไม่ไหว ทำให้เกิดผลกล้วยเสียหายได้

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มีวิธีจัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้อย่างอยู่หมัด ด้วยการบังคับให้กล้วยตกเครือกลางลำต้นเพื่อง่ายต่อการจัดการดูแล การเก็บเกี่ยวผลผลิต และลดต้นทุนค่าใช้จ่าย

คุณนิคม วงศ์นันตา นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ จากสำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และทีมงาน ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการบังคับให้กล้วยตกเครือกลางลำต้นมากว่า 3 ปี จนประสบความสำเร็จ

“เราได้ทำการศึกษาช่วงเวลาของการเกิดปลีกล้วยด้วยการสังเกตลักษณะการเจริญเติบโตพื้นฐาน คือเมื่อกล้วยมีอายุประมาณ 6-8 เดือน กล้วยจะมีลำต้นขนาดใหญ่พร้อมที่จะออกปลี โดยที่ต้นแม่จะตกเครือกล้วยก่อนต้นลูก ต้นหลาน ไล่เลียงกันไป และที่สำคัญคือ การสังเกต “ใบธง” ของกล้วยซึ่งบ่งชี้ระยะของการออกปลีในแกนกลางลำต้น ซึ่งศึกษาด้วยการผ่าลำต้น จึงพบว่า ระยะที่พอเหมาะในการเจาะลำต้นเพื่อบังคับให้กล้วยตกเครือนั้น คือระยะที่ใบธง (ใบยอดสุดท้ายของกล้วยซึ่งมีขนาดสั้นและเล็กมาก) ชูก้านใบขึ้นสู่ท้องฟ้า มีลักษณะม้วนหลวมๆ ไม่แน่นเกินไป ไม่คลี่เกินไป นั่นคือระยะพอเหมาะที่จะเจาะลำต้นบังคับให้กล้วยตกเครือกลางลำต้นในระดับความสูง 1.5 เมตร ซึ่งเป็นความสูงระดับพอดีในการจัดการดูแลกล้วย การเก็บเกี่ยวผลผลิต”

ขั้นตอนการบังคับให้กล้วยตกเครือกลางลำต้น 

- อันดับแรกให้ดูต้นที่สมบูรณ์ มีอายุ 6-8 เดือน (นับจากการปลูกใหม่หรือแทงหน่อใหม่)

- สังเกต “ใบธง” ของกล้วยต้นนั้นๆ ว่าต้องม้วนแบบหลวมๆ ไม่แน่นและไม่คลี่เกินไป

- วัดความสูงจากพื้นดินขึ้นไป 1.5 เมตร ทำเครื่องหมายกว้าง 9 เซนติเมตร สูง 15 เซนติเมตร เพื่อเตรียมเจาะ โดยเลือกเจาะด้านนอกกอฝั่งตรงข้ามของต้นแม่

- ลงมือเจาะลำต้นกล้วยด้วยมีดปลายแหลม ในตำแหน่งที่ทำสัญลักษณ์ไว้ โดยค่อยๆ กรีดลงไปทีละชั้นของกาบกล้วยจนถึงแกนกลางลำต้นกล้วย แล้วตัดแกนกลางและดึงออก

- นำแผ่นพลาสติกที่เตรียมไว้ตอกตรงส่วนบนสุดของช่องที่เจาะ

- พ่นยากันราให้ทั่วบริเวณที่มีรอยเจาะ

เป็นอันเสร็จขั้นตอนการเจาะลำต้นเพื่อให้กล้วยตกเครือ หลังจากนั้น อีกประมาณ 1-2 สัปดาห์ จะเห็นว่ากล้วยจะค่อยๆ แทงเครือออกทางช่องที่เจาะเอาไว้ ก็สามารถดูแล รักษาเครือกล้วยต่อไปจนได้ระยะเวลาเก็บเกี่ยว ถ้าเป็นกล้วยไข่ก็ใช้เวลาประมาณ 30-45 วัน กล้วยหอม 40-60 วัน กล้วยน้ำว้า 80-120 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้โดยง่าย

การบังคับกล้วยออกเครือกลางลำต้นเป็นอีกวิธี หรือเป็นอีกทางเลือกที่เกษตรกรสามารถนำมาใช้เพื่อการดูแลจัดการกล้วยได้สะดวกยิ่งขึ้น ป้องกันการโค่นล้มของลำต้น ลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหาย ไม่ต้องมีไม้ค้ำลดค่าใช้จ่าย เกษตรกรที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณนิคม วงศ์นันตา สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โทรศัพท์ (081) 951-5287

 

หน่อไม้ฝรั่งไทย กระจายไกลไปทั่วโลกด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060010756&srcday=2013-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 554

หน่อไม้ฝรั่งไทย กระจายไกลไปทั่วโลกด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช 

วรนัฐ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา และ ดร. วรรณา สนั่นพานิชกุล

เทคโนโลยีการเกษตร

หน่อไม้ฝรั่ง (Asparagus) เป็นพืชผักที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกรอย่างมากในปัจจุบัน เพราะเป็นผักที่มีราคาดี มีความต้องการในตลาดสูง เป็นผักอายุยืน เก็บผลผลิตได้ตลอดปี สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ประกอบกับผลผลิตส่วนใหญ่ถูกส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ประเทศคู่ค้าสำคัญที่รับซื้อผลผลิตจากประเทศไทยคือ ประเทศญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และไต้หวัน คิดเป็นปริมาณถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณการส่งออกทั้งหมดในแต่ละปี และมูลค่าการส่งออก ประมาณ 500 ล้านบาท จึงทำให้พื้นที่ปลูกหน่อไม้ฝรั่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน พื้นที่ปลูกที่สำคัญอยู่บริเวณจังหวัดนครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี กาญจนบุรี และจังหวัดเพชรบูรณ์

ประเทศไทยเริ่มทดลองปลูกหน่อไม้ฝรั่งครั้งแรก เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2489 ที่สถานีกสิกรรมอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ โดยนำเมล็ดพันธุ์มาจากประเทศออสเตรเลีย ในระยะต่อมาได้มีการปรับปรุงวิธีการปลูก การดูแลรักษา รวมทั้งพัฒนาระบบการตลาดให้เข้มแข็งขึ้น จนกระทั่งปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกหน่อไม้ฝรั่งมากกว่า 10,000 ไร่

การปลูกหน่อไม้ฝรั่งในประเทศไทยรูปแบบหนึ่ง จะใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมการค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งพอยกตัวอย่างได้หลายสายพันธุ์ เช่น พันธุ์แมรีวอชิงตัน เป็นสายพันธุ์แรกที่นำเข้ามาปลูกในประเทศไทย พันธุ์แคลิฟอร์เนีย 309 และ พันธุ์ยูซี 157 พันธุ์บร็อคอิมพรู๊ฟ และพันธุ์บร็อคอิมพีเรียล เป็นต้น

เมล็ดพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งมีราคาค่อนข้างแพง น้ำหนักประมาณ 1 ปอนด์ หรือประมาณ 0.45 กิโลกรัม ราคาประมาณ 10,000 บาท เพาะปลูกได้ประมาณ 2-3 ไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงเลือกใช้วิธีเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติไปปลูก แต่ผลผลิตที่ได้จะมีมาตรฐานต่ำ คุณภาพไม่สม่ำเสมอ หรือแม้การใช้เมล็ดพันธุ์ลูกผสมนำเข้าจากต่างประเทศก็ตาม ก็ให้ผลผลิตมาตรฐานต่ำกว่าการปลูกหน่อไม้ฝรั่งด้วยต้นพันธุ์ที่ผลิตด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ซึ่งเป็นวิธีการขยายพันธุ์พืชด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับว่า ต้นพืชที่ผลิตด้วยวิธีการดังกล่าวทุกๆ ต้น จะมีพันธุกรรมเหมือนกับต้นแม่พันธุ์ดีที่คัดเลือกมาผลิต และเมื่อนำไปปลูกในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของต้นหน่อไม้ฝรั่ง จะทำให้ผลผลิตที่เก็บได้ในแต่ละวันหรือแต่ละช่วงเวลา มีมาตรฐานใกล้เคียงกัน ซึ่งทำให้เกษตรกรบรรลุเป้าหมายที่สำคัญคือ ได้หน่อไม้ฝรั่งคุณภาพดีจำนวนมากอยู่เสมอ เกษตรกรจึงมีรายได้ต่อหน่วยพื้นที่ที่ปลูกสูงกว่า และมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าการปลูกโดยใช้ต้นพันธุ์จากเมล็ดมาปลูก

ขยายพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช

ในระยะแรกความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหน่อไม้ฝรั่งได้รับมาจากหน่วยงานวิชาการต่างๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีบุคลากรที่มีความรู้และผลงานวิชาการให้ศึกษาจำนวนมาก ต่อมาประมาณ ปี พ.ศ. 2540 ได้มีหน่วยงานนำเอาความรู้ดังกล่าวมาประยุกต์และพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรคือ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสามารถผลิตต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช และนำไปทดลองปลูกในแปลงของเกษตรกร ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ทำให้เกิดการยอมรับในการใช้ต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งที่ผลิตด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

พบเกษตรกรหัวไว ใจสู้

เกษตรกรรายหนึ่งที่ขอกล่าวถึงเนื่องจากเป็นผู้ที่ทำให้การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหน่อไม้ฝรั่งเป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างกว้างขวาง คือ คุณโสภณ อารยธรรม ชาวดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี คุณโสภณได้รับต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของกรมส่งเสริมการเกษตรไปทดลองปลูก เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2542 จำนวนประมาณ 5,000 ต้น (2 เบอร์) ช่วงเวลานั้นทั้งตัวนักวิชาการ ผู้ผลิต และเกษตรกร ร่วมกันเฝ้ารอถึงผลที่จะเกิดในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร เนื่องจากเป็นการปลูกหน่อไม้ฝรั่งจากต้นพันธุ์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแปลงแรก ในพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ เรียกว่ารอลุ้นกัน ประมาณ 1 ปี ดูตั้งแต่ลักษณะการเจริญเติบโตจนถึงการให้ผลผลิต ว่ามีผลเป็นที่น่าพอใจหรือไม่ เมื่อได้รับคำตอบว่า พอใจอย่างมาก การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหน่อไม้ฝรั่งก็ขยายตัวและได้รับการยอมรับมาจนถึงทุกวันนี้

ยังมีเกษตรกรหัวก้าวหน้า

ประมาณปลายปี พ.ศ. 2554 เกษตรกรผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่งอีกรายหนึ่งคือ คุณอนันทพงษ์ สารีคำ ชาวหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ชมรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง จึงเกิดแรงบันดาลใจให้โทร.ไปหา คุณโสภณ และทำให้ตัดสินใจหันมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งจากต้นพันธุ์เนื้อเยื่อโดยไม่ลังเล คุณอนันทพงษ์ จึงเป็นผู้บุกเบิกนำต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของศูนย์ขยายพันธุ์พืชสยามมาปลูกในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และเป็นต้นแบบกระตุ้นให้เกษตรกรรายอื่นๆ หันมาใช้ต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกันอย่างมาก

การผลิตต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช มีกระบวนการทำงานพอสรุปเป็นขั้นตอนสำคัญได้ 3 ขั้นตอน ดังนี้

1. การคัดเลือกต้นแม่พันธุ์ดี ขั้นตอนนี้มีความสำคัญมากที่สุดขั้นตอนหนึ่ง ทั้งนี้ เพราะการผลิตต้นพันธุ์วิธีนี้จำเป็นที่จะต้องคัดเลือกหาต้นแม่พันธุ์ดีที่เป็นนางงามหรือเป็นแชมป์โลกที่สามารถให้ผลผลิตตรงตามมาตรฐานการผลิต ซึ่งวิธีการเสาะหาจำเป็นต้องได้รับการร่วมมือจากเกษตรกรผู้ปลูก ต้องใช้เวลาหลายปี และต้องหมั่นสังเกตหาแม่พันธุ์ที่แข็งแรง โตเร็ว ให้ผลผลิตดี มีมาตรฐานสูง

2. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เมื่อคัดเลือกได้แม่พันธุ์หน่อไม้ฝรั่งที่ดีแล้ว ก็ต้องนำมาเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ให้ได้จำนวนมาก โดยใช้วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ซึ่งเป็นงานทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสูตรอาหารและการเลือกใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช รวมไปถึงการจัดการสภาพแวดล้อม เช่น แสง อุณหภูมิ และความชื้น อย่างเหมาะสม ขั้นตอนที่ยุ่งยากบ้างก็คือ การชักนำรากให้หน่อไม้ฝรั่งเกิดรากก่อนนำไปอนุบาลให้เป็นต้นพันธุ์ที่แข็งแรง ซึ่งก็พบว่า พันธุกรรมของแม่พันธุ์หน่อไม้ฝรั่งก็เป็นปัจจัยต่อความยากง่ายในการเกิดรากของหน่อไม้ฝรั่ง ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมของต้นแม่พันธุ์หน่อไม้ฝรั่ง และการบริหารจัดการที่ดีมีมาตรฐานของระบบการผลิตงานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช

3. การปลูกต้นพันธุ์ ต้นพันธุ์ดีที่ผลิตได้ เมื่อนำไปปลูกในแปลงปลูกที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของหน่อไม้ฝรั่ง ก็จะมีการเจริญเติบโตที่ดี ให้ผลผลิตที่มีมาตรฐานสูงเหมือนต้นแม่พันธุ์ดีที่คัดเลือกมาทุกประการ

ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจเคยรู้จักศูนย์ขยายพันธุ์พืชสยาม ว่าเป็นผู้ผลิตกุหลาบจิ๋ว หรือเบบี้โรส ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชมาแล้ว ในเวลาเดียวกันทางศูนย์ก็มิได้หยุดนิ่งแต่เพียงไม้ดอก เช่น กุหลาบจิ๋ว หรือกล้วยไม้เท่านั้น ศูนย์ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนางานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยไปควบคู่กันด้วย และโดยเฉพาะหน่อไม้ฝรั่ง ซึ่งเกษตรกรมีความต้องการใช้ต้นพันธุ์ที่มีมาตรฐานสูงมาก จากการที่ศูนย์มีประสบการณ์ทดลองปลูกหน่อไม้ฝรั่งในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงราย และจังหวัดเชียงใหม่ มาก่อน ประมาณปี พ.ศ. 2549 และ พ.ศ. 2551 ตามลำดับ

ข้อมูลการสังเกตเบื้องต้นพบว่า หน่อไม้ฝรั่ง สามารถเจริญเติบโตและเก็บผลผลิตได้ตามปกติ ประมาณปลายปี พ.ศ. 2554 ศูนย์จึงได้ผลิตต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งพันธุ์ดีจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และปลูกทดสอบสายพันธุ์ในพื้นที่เล็กๆ ของศูนย์ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์ของการจัดทำแปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่งแปลงดังกล่าว 2 ประการ คือ

1. เป็นแปลงแม่พันธุ์ สำหรับผลิตและคัดเลือกหน่อพันธุ์ดีส่งให้แก่ห้องแล็บเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เพื่อใช้ผลิตต้นพันธุ์การค้าที่ได้มาตรฐานเพื่อจำหน่ายแก่ผู้สนใจปลูกเลี้ยงต่อไป

2. เป็นแปลงศึกษาและเรียนรู้ เพื่อเพิ่มประสบการณ์การปลูกหน่อไม้ฝรั่งเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อสายพันธุ์ต่างๆ ที่ศูนย์ได้ผลิตขึ้นมาทั้งในปัจจุบันและที่จะมีต่อไป

ในอนาคตต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งที่ผลิตด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชของศูนย์มีมาตรฐานการผลิตเป็นที่ยอมรับ เนื่องจาก

1. การคัดเลือกแม่พันธุ์ แม่พันธุ์หน่อไม้ฝรั่งของศูนย์เป็นแม่พันธุ์ที่ผ่านการคัดเลือกลักษณะดีเด่นทางการเกษตรมาเป็นเวลานาน ก่อนนำมาเข้าสู่กระบวนการผลิตต้นพันธุ์พืช ผ่านการเก็บผลผลิตส่งไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและไต้หวัน เป็นเวลานานกว่า 10 ปี ได้รับการยอมรับจากเกษตรกรผู้ปลูกและผู้เยี่ยมชมดูงาน ศูนย์จึงนำหน่อไม้ฝรั่งดังกล่าวมาผลิตเป็น ต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพร้อมปลูก เพื่อจำหน่ายแก่เกษตรกรและผู้สนใจปลูกในปัจจุบัน

2. การผลิตต้นพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เนื่องจากศูนย์มีแปลงทดลองปลูกหน่อไม้ฝรั่งเป็นของศูนย์เอง ทำให้สามารถคัดเลือกและนำหน่อพันธุ์ดีรุ่นใหม่ๆ ของแต่ละเบอร์ส่งเข้าผลิตเป็นต้นหน่อไม้ฝรั่งรุ่นลูกรุ่นหลานทยอยออกปลูกในสภาพธรรมชาติได้อย่างต่อเนื่อง มิได้ใช้หน่อต้นแม่พันธุ์จำนวนน้อยแล้วผลิตต้นพันธุ์เป็นจำนวนมากๆ โดยมิได้มีการเปลี่ยนหน่อแม่พันธุ์ใหม่

3. ต้นพันธุ์ที่ผลิตได้ ต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งที่ผลิตด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของศูนย์ได้บุกเบิกไปในกลุ่มผู้ปลูกภาคเหนือเป็นกลุ่มแรก โดยเฉพาะได้รับการยอมรับจากเกษตรกรในพื้นที่ปลูกหน่อไม้ฝรั่งอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นอย่างมาก ซึ่งผู้ปลูกได้พบถึงความแตกต่างของปริมาณและคุณภาพของหน่อไม้ฝรั่งที่ผลิตได้อย่างชัดเจน จึงหันมาใช้ต้นพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกันมากขึ้น

เกษตรกรหรือผู้สนใจปลูกหน่อไม้ฝรั่งท่านใด สามารถศึกษาดูตัวอย่างแปลงที่ปลูกด้วยต้นพันธุ์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ ที่อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ หรือหากสนใจต้นพันธุ์ (Asparagus tissue culture) ติดต่อมาที่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชสยาม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โทร. (086) 084-6362 และ (089) 677-4489 และ e-mail: wannathai@yahoo.com

 

ช้อย สองเมือง ปลูกลิ้นจี่ ในดงมะม่วงนอกฤดู ที่ โป่งตาลอง โคราช กันยายน 17, 2013

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05020160656&srcday=2013-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 553

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ช้อย สองเมือง ปลูกลิ้นจี่ ในดงมะม่วงนอกฤดู ที่ โป่งตาลอง โคราช

ปัจจุบัน แหล่งปลูกลิ้นจี่ในประเทศไทยไม่ได้มีเฉพาะทางภาคเหนือตอนบนที่มีอากาศหนาวเย็นเหมาะแก่การปลูกเท่านั้น แต่ยังสามารถกระจายพันธุ์ไปปลูกในบริเวณอื่นบางแห่งทั่วประเทศที่มีสภาพอากาศตอบสนองต่อการปลูก อย่างแถบพื้นที่ภาคกลางที่ราบต่ำ แถวอำเภออัมพวา และอำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม จนมีพันธุ์ที่คุ้นชื่อกันคือ พันธุ์ค่อม (ค่อมลำเจียก) กะโหลกใบยาว สำเภาแก้ว เป็นต้น 

นอกจากนี้แล้ว ยังสามารถปลูกลิ้นจี่ในภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดเลย นครพนม หนองคาย เป็นต้น อาทิ ลิ้นจี่พันธุ์นครพนม 1 (นพ. 1) ถือเป็นสายพันธุ์ที่ได้จากการกลายพันธุ์โดยวิธีการเพาะเมล็ด มีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่สถานีทดลองพืชสวนนครพนม (ศวพ. นครพนม)

ส่วนทางภาคตะวันออก มีจังหวัดที่ปลูกลิ้นจี่ ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี และภาคตะวันตก ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี แต่ก็ไม่มากนัก

อาจารย์ประทีป กุณาศล ที่ปรึกษานิตยสารเล่มนี้ เปรยกับ คุณพานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ว่าได้ไปพบและทดลองชิมลิ้นจี่พันธุ์หนึ่งในงานแสดงผลไม้ โดยเจ้าของสวนบอกว่า เป็นลิ้นจี่ที่มีผลขนาดโต เนื้อแห้ง รสหวาน ที่สำคัญสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจำหน่ายสร้างรายได้ก่อนเทศกาลสงกรานต์

เมื่อสบโอกาส คุณพานิชย์ จึงได้ชักชวนท่านที่ปรึกษาไปพิสูจน์ลิ้นจี่พันธุ์นี้ ที่ “สวนอัมรินทร์” ตั้งอยู่เลขที่ 126 หมู่ที่ 2 ตำบลโป่งตาลอง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เจ้าของสวนคือ คุณช้อย สองเมือง โทรศัพท์ (081) 878-4117 และ (086) 251-7081

จากประสบการณ์ปลูกพืชไร่

สู่…การเปลี่ยนมาเดินบนเส้นทางไม้ผล

คุณช้อย สองเมือง นับเป็นเกษตรกรนักคิดที่ชอบเปลี่ยนแปลงอาชีพตัวเอง เส้นทางอาชีพเกษตรกรรมของเขาผ่านมาแล้วทั้งการปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง หรือแม้แต่มะม่วง กระทั่งเขาได้เรียนรู้การปลูกมะม่วงนอกฤดูจนสามารถทำและประสบความสำเร็จคนหนึ่งเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ด้วยความคิดที่ว่า หากทำสำเร็จจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้นอีก และเป็นรายได้ที่ดีกว่าการรอให้มะม่วงออกตามฤดู เนื่องจากทุกคนทำเหมือนกัน ผลผลิตจึงล้นตลาดทำให้ราคาตก

คุณช้อย เล่าว่ากว่าจะประสบความสำเร็จต้องใช้เวลานานเกือบ 10 ปี ด้วยการศึกษาทดลองด้วยตัวเอง ต้องผจญกับปัญหาทั้งความรู้ ความชำนาญด้านสารเคมีที่ใช้ทำ ต้องดิ้นรนทำด้วยตัวเอง ลองผิดลองถูก แล้วยังขาดคนชี้แนะแนวทางที่ถูกต้อง อันเนื่องมาจากพื้นที่อาศัยสมัยนั้นยังเป็นป่า การเดินทางเข้ามาของหน่วยงานราชการจึงมีความลำบาก

ปัจจุบัน คุณช้อย เลิกทำมะม่วงนอกฤดูแล้ว เนื่องจากมองเห็นว่ามีเกษตรกรหลายรายหันมาทำกันมาก แล้วเกษตรกรเหล่านั้นทวีความเข้มข้นในการใช้สารเคมีมากขึ้น พร้อมกับเล็งเห็นว่าถ้าทอดเวลาไปนานเท่าไร อาจยิ่งเพิ่มต้นทุนมากขึ้นเรื่อย ทั้งนี้ เพราะกรรมวิธีในการปลูกจะทวีความเข้มข้นขึ้นไปตามลำดับ ทั้งต้นทุนการห่อผลและอื่นๆ

“กระทั่งก่อนเลิกทำมะม่วงนอกฤดูสัก 4 ปี มีสัญญาณบอกเหตุแล้วว่า ต้นทุนต้องขยับขึ้นมาอีก 40 เปอร์เซ็นต์ แต่หากคนปลูกเกิดความผิดพลาด อาจสร้างความเสียหายได้ จนขณะนี้ชาวบ้านหลายคนบ่นว่าอยู่ในสภาพย่ำแย่กัน”

ย้อนเส้นทางลิ้นจี่พันธุ์นี้ 

คุณช้อย ย้อนให้ฟังว่า ไปพบลิ้นจี่พันธุ์นี้ แต่ขณะนั้นยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นพันธุ์อะไรแน่ และถูกปลูกอยู่ในพื้นที่บ้านเพื่อนเพียงต้นเดียวในอำเภอปากช่อง ระหว่างที่คุณช้อย ไปสอนการทำมะม่วงนอกฤดู ช่วงนั้นลิ้นจี่พันธุ์นี้ปลูกมาก่อนแล้ว 2 ปี เป็นต้นลิ้นจี่ที่เพื่อนได้มาจากคนรู้จักอีกทอดหนึ่ง ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นพันธุ์อะไร

คุณช้อย เผยว่า ตกใจเมื่อเห็นผลผลิต เพราะแปลกตรงขนาดผลใหญ่ มีรสชาติดี และผลผลิตสุกเก็บได้ในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งไม่เคยพบเห็นที่ใดมาก่อน เท่าที่ทราบมีเพียงพันธุ์ค่อมอัมพวาเท่านั้นที่จะมีผลแก่ในช่วงเวลานั้น ดังนั้น คุณช้อย จึงขอตอนกิ่งพันธุ์มา จำนวน 1 กิ่ง แล้วนำมาปลูกในสวนมะม่วง

ทดลองนำพันธุ์อื่นมาปลูกเทียบ

แต่ปรากฏพันธุ์ที่ได้มาดีกว่ามาก

จากข้อสังเกตหลายประการ ที่คุณช้อยคิดว่าลิ้นจี่พันธุ์นี้แตกต่างจากพันธุ์อื่นที่เขารู้จัก ฉะนั้น เพื่อเป็นการหาข้อมูลมายืนยัน คุณช้อย จึงตัดสินใจนำพันธุ์ลิ้นจี่อื่น อาทิ ฮงฮวย จักรพรรดิ ค่อม กิมเจง และอีกหลายพันธุ์ รวมถึงพันธุ์ที่ได้มาจากเพื่อนนำมาปลูกร่วมกันด้วย ทั้งนี้ เพื่อนำมาปลูกเปรียบเทียบว่าพันธุ์ใดที่เหมาะกับสภาพพื้นที่และสภาพภูมิอากาศในบริเวณนี้มากที่สุด

ในช่วง 2 ปีแรก คุณช้อยได้ตอนกิ่งจากต้นลิ้นจี่ต้นเดียวที่ได้มา จนได้กิ่งตอนจำนวนหนึ่ง จากนั้นนำมาปลูกเพื่อตรวจสอบดูการเจริญเติบโต การออกดอกติดผล และความทนทานต่อศัตรูพืช โดยใช้ระยะปลูก 6×6 เมตร ไม่นานจึงพบว่า ลิ้นจี่พันธุ์นี้เจริญเติบโต พร้อมทั้งทนทานต่อศัตรูพืชได้ดีมาก ทั้งๆ ที่ปลูกในสวนมะม่วง

“ปรากฏว่าพันธุ์ค่อมกับพันธุ์ที่นำมา ออกผลผลิตพร้อมกันทุกปี แล้วไม่เคยเว้นปี ส่วนพันธุ์อื่นได้บ้างไม่ได้บ้าง โดยเฉพาะจักรพรรดิที่ออกยากมาก ที่ผ่านมาเคยให้ผลดกมากในปีที่มีอากาศหนาวจัดครั้งนั้นเพียงครั้งเดียว จนในที่สุดพันธุ์ที่เคยปลูกเปรียบเทียบได้โค่นไปหมดแล้ว จะเหลือไว้แต่ค่อมกับจักรพรรดิเท่านั้น เพื่อไว้ดูเล่นและให้คนมาเที่ยวสวนได้ชิมเปรียบเทียบ”

เมื่อหาข้อสรุปได้แล้ว จากนั้นคุณช้อยจึงเดินหน้าขยายพันธุ์ที่ได้มาให้มีจำนวนมากแทนการปรับปรุงคุณภาพพันธุ์ จนปัจจุบัน คุณช้อย ปลูกลิ้นจี่รุ่นนั้นไว้ จำนวน 200 ต้น และขณะนี้เริ่มปลูกเพิ่มขึ้นอีกรุ่น เป็นรุ่นที่สอง ในเนื้อที่กว่า 20 ไร่ หรือ ประมาณ 600 ต้น (1 ไร่ ปลูกได้ 30 ต้น) พร้อมกับได้วางระบบน้ำเรียบร้อยแล้วเพื่อเตรียมตัวรองรับผลผลิตที่จะออกได้ในปีหน้า

การปลูกลิ้นจี่ของคุณช้อยคงทำไปในแนวทางเดียวกับการปลูกมะม่วงนอกฤดูอย่างที่ผ่านมา ด้วยการพยายามค้นคว้าหาข้อมูลวิธีการปลูกที่เหมาะสมถูกต้องด้วยตัวเอง ทั้งการศึกษาจากตำราเอกสาร สอบถามจากแหล่งผู้แทนจำหน่ายปุ๋ยและยา จนกระทั่งคุณช้อยได้มีโอกาสพบกับ รองศาสตราจารย์วิจิตร วังใน ซึ่งเป็นผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการลิ้นจี่มาเป็นเวลานาน และยังให้ความกรุณาชี้แนะและคำปรึกษาหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งแนวทางวิชาการและการปฏิบัติจริง

อาจารย์ประทีป ถามคุณช้อยว่า เคยเห็นพันธุ์นครพนม 1 หรือไม่ คุณช้อยบอกว่าเคยได้ยินแต่ชื่อจากชาวสวนที่เคยซื้อกิ่งพันธุ์ของเขาไปปลูก แต่ยังไม่เคยเห็นผลจริง

“เท่าที่ทราบมีหลายคนบอกว่า พันธุ์นี้คล้ายกับนครพนม 1 มาก แม้แต่ชาวสวนลิ้นจี่แถบจันทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกลิ้นจี่ ได้ชิมนครพนม 1 เปรียบเทียบกับพันธุ์นี้แล้ว ต่างให้ข้อมูลว่า ทั้ง 2 พันธุ์ มีความใกล้เคียงกันมาก ทั้งทางทรงต้น และรูปร่างของผล แต่ชาวสวนที่มีโอกาสได้ชิมบอกว่า ลิ้นจี่ที่ปลูกในสวนอัมรินทร์มีขนาดผลใหญ่กว่า และมีรสชาติหวานหอมกว่า” คุณช้อย กล่าว

จุดเด่น

เก็บผลผลิตได้ก่อนสงกรานต์

สำหรับการให้ผลผลิตลิ้นจี่พันธุ์นี้ เจ้าของสวนให้รายละเอียดว่า จะออกดอกติดผล และสามารถให้ผลผลิต ประมาณ 2 กิโลกรัม ต่อต้น ในช่วงปีที่ 3 โดยจะออกดอกปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม ผลแก่เก็บเกี่ยวได้ก่อนลิ้นจี่ทางภาคเหนือของไทย 2 เดือน และก่อนลิ้นจี่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน 3 เดือน (จีนเก็บเกี่ยวปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม)

ระยะเวลาจากการแทงช่อดอกถึงผลแก่เก็บเกี่ยวได้ 135 วัน จากการแทงช่อดอกถึงดอกบาน ใช้เวลา 20 วัน จากดอกบานถึงติดผล 15 วัน และจากติดผลถึงเวลาเก็บเกี่ยวผล 90 วัน

“โดยปกติดอกจะออกประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม แล้วจะเริ่มเก็บผลผลิตตั้งแต่เดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนเมษายน แต่จะหมดก่อนสงกรานต์ ไม่มีเทคนิคอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่จะเน้นการให้น้ำและปุ๋ยในช่วงที่แทงช่อดอก ส่วนวิธีอื่นที่เคยทำ อย่างเช่น ใช้สาหร่ายพ่น 3 ครั้ง ก่อนดอกออก หรือเป็นช่วงหลังหนาวก่อนเข้าร้อน จะเป็นการฉีดเพื่อกระตุ้น”

คุณช้อย บอกว่า เคยมีการทำบันทึกข้อมูลไว้ หากน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ได้จำนวนผล 25-27 ผล ส่วนขนาดเมล็ดถือว่าปานกลาง ยังไม่จัดว่าเล็ก และมีความหวานประมาณ 18 บริกซ์

คุณช้อย บอกว่า ด้านผลผลิต อย่างปีที่แล้ว (2555) ซึ่งถือว่ามีอากาศดี จะได้ผลผลิตเฉลี่ย ต้นละ 50 กิโลกรัม ในเนื้อที่ 4 ไร่ มีจำนวน 120 ต้น มีรายได้แล้ว 1 ล้านบาท

ในเวลา 3 ปี ที่ผ่านมา การจำหน่ายผลผลิตลิ้นจี่ของสวนอัมรินทร์มีด้วยกัน 2 ส่วน คือ การจำหน่ายให้แก่ลูกค้าประจำที่มารับถึงสวน โดยลูกค้ากลุ่มนี้มีทั้งหน้าเก่าและใหม่ กับอีกส่วนนำไปส่งห้างสรรพสินค้าใหญ่ ทั้งนี้ ทั้ง 2 ส่วน กำหนดราคาจำหน่ายไว้เท่ากันคือ กิโลกรัมละ 200 บาท นอกจากนั้น ยังมีการจำหน่ายกิ่งพันธุ์ ในราคา กิ่งละ 500 บาท

“แต่ปีนี้ (2556) ได้ผลผลิตน้อย ซึ่งเหลือเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ จึงงดส่งห้าง แต่มีจำนวนเพียงพอเพื่อส่งให้ลูกค้าประจำที่สั่งกันมาตลอด”

คุณช้อย เผยว่า ลิ้นจี่ปลูกง่ายกว่ามะม่วงมาก แถมยังลงทุนน้อย เพียง 10 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ปัญหาด้านศัตรูและโรคพืชพบน้อยมาก การใช้เงินลงทุนปลูกลิ้นจี่และลำไยพอกัน แต่ถือว่าลิ้นจี่เป็นไม้ผลที่ลงทุนปลูกน้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้

อาจารย์ประทีป กล่าวว่า คุณสมบัติของดินในบริเวณนี้มีแคลเซียมสูง และมีค่า pH สูงกว่าที่นครพนม อีกทั้งยังมีความสูง 500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ปัจจัยเหล่านี้จึงมีผลทำให้เนื้อลิ้นจี่แห้ง แข็ง กรอบ และมีรสชาติหวาน ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่เจอเช่นนี้

อาจารย์ประทีป บอกอีกว่า จากประสบการณ์มีความคล้ายกับ พันธุ์นครพนม 1 มาก ทั้งลักษณะและรสชาติ ทั้งนี้สันนิษฐานอาจมีโอกาสกลายพันธุ์จากตาหรือกิ่ง และเมื่อเทียบเคียงแล้วอาจคล้ายกับการกลายพันธุ์ของมะม่วงน้ำดอกไม้เบอร์ 4 ที่ถูกคัดเลือกจากมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ออกเป็นทะวายหลายต้น หรือแม้แต่องุ่นในบ้านเราก็มีการกลายพันธุ์เช่นกัน เพราะพืชสวนมักจะมีปรากฏการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่แปลก

การควั่นกิ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้กิ่งมีการเก็บสะสมอาหารมากขึ้น นอกจากนั้นแล้ว ยังเป็นวิธีหนึ่งที่ยับยั้งการแตกใบอ่อน ซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมการออกดอกของลิ้นจี่ได้ระยะใบที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการควั่นกิ่งควรอยู่ในระยะใบแก่ แต่สำหรับลิ้นจี่พันธุ์นี้คุณช้อยบอกว่าไม่จำเป็นต้องควั่นกิ่งผลผลิตก็สามารถออกได้ดี อันนี้เคยมีการทดลองมาแล้ว โดยมีการใช้เลื่อย ใช้มีด หรือปล่อยไม่ต้องควั่น ผลออกมาว่าไม่แตกต่างกันเลย

“อย่างไรก็ตาม ลิ้นจี่พันธุ์นี้สามารถออกดอกติดผลง่าย แม้ว่าจะถูกกระทบจากอุณหภูมิเย็นที่ 20-25 องศาเซลเซียส แล้วยังออกดอกได้ทั่วทั้งต้น อีกทั้งมีผลขนาดโต เนื้อแน่นแล้วไม่แฉะ แม้จะมีฝนในช่วงเก็บเกี่ยว”

ท้ายสุด เจ้าของสวนอัมรินทร์ บอกว่า ถึงแม้พันธุ์ลิ้นจี่ที่ปลูกอยู่นี้อาจจะยังหาที่มาไม่ได้แน่ชัด และมีความเป็นไปได้อย่างที่อาจารย์ประทีปบอกว่าคล้ายกับพันธุ์นครพนม 1 (นพ.1) มาก แต่เมื่อนำมาปลูกได้ผลประการใด ก็จะบอกไปตามข้อมูลจริงที่พบ

ถือว่าเป็นพืชที่เกษตรกรปลูกแล้วต้นทุนไม่สูง รายได้ดี ทั้งนี้ อาจจะเป็นเพราะสภาพแวดล้อมเหมาะสม ผู้สนใจปลูกต้องศึกษาพื้นที่สวนของตนเองก่อน ว่าเหมาะสมมากน้อยเพียงใด

สนใจ ชมภาพเพิ่มเติมได้ ที่ http://www.Amaringarden.com

?????

บรรยายภาพ

LY-001 อาจารย์ประทีป กุณาศล (ขวา) ระหว่างสนทนากับ คุณช้อย สองเมือง

LY-002 เนื้อในของลิ้นจี่

LY-003 มีต้นพันธุ์จำหน่าย

LY-004 คุณช้อย สองเมือง กับคุณบังอร (ภรรยา)

LY-005 ผลผลิตดกมาก

LY-006 ต้นไม่สูง ก็ให้ผลผลิตได้

LY-007 เปรียบเทียบผลผลิตกับไข่ไก่

Ly-008 ผลสวยๆ อย่างนี้ มีปลูก ที่ โป่งตาลอง โคราช

Ly-009 สภาพทั่วไปของโป่งตาลอง ปลูกมะม่วงนอกฤดู แต่คุณช้อย ทำเงินจากลิ้นจี่

 

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ แอนด์ ข้าวสินเหล็ก อินทรีย์ 300 ไร่ กลางทุ่งสิงห์บุรี อาจารย์ชัชวาลย์ เวียร์ร่า…นำเสนอ

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05024010656&srcday=2013-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 552

เทคโนโลยีการเกษตร

บุญมา ภูผาหมอก

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ แอนด์ ข้าวสินเหล็ก อินทรีย์ 300 ไร่ กลางทุ่งสิงห์บุรี อาจารย์ชัชวาลย์ เวียร์ร่า…นำเสนอ

ไรซ์เบอร์รี่ เป็นข้าวที่ได้รับการพูดถึงไม่น้อย ในระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา เพราะว่ากันว่าเป็นข้าวเพื่อสุขภาพ มีคุณค่าทางอาหารสูง กินเข้าไปในร่างกายแล้ว ช่วยป้องกันและรักษาโรคบางโรค ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ร่างกายมีความแข็งแรง 

ไรซ์เบอร์รี่เขาดีจริง แต่กรรมวิธีการผลิตต้องดีด้วย งานปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ที่สิงห์บุรี เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมาก เกษตรกรรายเดียวทำได้ปริมาณค่อนข้างมาก คือ 300 ไร่เศษ ขั้นตอนการผลิตก็อินทรีย์ล้วนๆ ตั้งแต่การปลูก เก็บเกี่ยว แปรรูป เกษตรกรที่ว่า ชื่อ อาจารย์ชัชวาลย์ เวียร์ร่า อยู่บ้านเลขที่ 121 หมู่ที่ 5 ตำบลบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี

สาเหตุที่ได้ไปดูแปลงปลูกข้าวของอาจารย์ชัชวาลย์ เริ่มต้นจาก พี่หลี คุณณิชกมล จิรภาไพศาล ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายโฆษณา บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) รู้จักกับ พี่ตุ๋ย ซึ่งทำงานอยู่ในแวดวงโฆษณา พี่ตุ๋ยไปทำงานการเกษตรอยู่จังหวัดเพชรบูรณ์ พี่ตุ๋ยเป็นลูกศิษย์อาจารย์ชัชวาลย์ ไปเรียนรู้การปลูกข้าวที่สิงห์บุรี…ช่วงนี้ไปดูงานผลิตของอาจารย์ก่อน ต่อไปจะไปเยี่ยมชมแปลงของลูกศิษย์ ซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเทคโนโลยีชาวบ้าน

ปลูก ไรซ์เบอร์รี่ มา 9 ปี

เดินทางออกจากกรุงเทพฯ 9 โมงเศษๆ ไปถึงบางน้ำเชี่ยวเกือบ 11 โมง เนื่องจากเจ้าของบ้านติดพูดคุยกับผู้มาเยือนอีกกลุ่มหนึ่ง จึงต้องรอ ขณะเดียวกันอาหารเที่ยงก็พร้อมแล้ว

เลยต้องจำใจกินข้าวก่อนทำงาน อาหารเที่ยงมีข้าวไรซ์เบอร์รี่หุงผสมกับข้าวสินเหล็ก กับข้าวประกอบไปด้วย ปลาช่อนนาทอด แกงส้ม ปลาทูทอด น้ำพริก และชะอมทอด ของหวานมี กะละแม อิ่มอร่อยมาก จนง่วงนอน แต่ก็ต้องฝืนพูดคุย ให้คุ้มกับเวลาและค่าข้าว

อาจารย์ชัชวาลย์เล่าว่า มามีครอบครัวที่บางน้ำเชี่ยวเมื่อ 9 ปีที่แล้ว ตอนนั้นอายุ 61 ปี ปัจจุบันอายุ 70 ปี อาจารย์บอกว่า มีประสบการณ์งานเกษตรมาบ้าง เพราะบรรพบุรุษมีที่นาอยู่คลองสิบสาม รังสิต

“คุณปู่เป็นอังกฤษ คุณย่าเป็นเยอรมัน มีเชื้อสายโปรตุเกสเข้ามา มีญาติอยู่สิงคโปร์ จริงๆ แล้วผมอยู่กรุงเทพฯ ติดตามพ่อมีอาชีพทำไม้ อยู่จังหวัดไหนก็ไปเรียน ลำปาง พิษณุโลก สุดท้ายเรียนวัดสุทธิ ที่กรุงเทพฯ ที่บ้านมีนา คลองสิบสาม รังสิต ปิดเทอมไปช่วยเขาทำนา จบมาทางเครื่องยนต์ มารู้ความจริงเกษตรกรมีเครื่องจักร แต่ยากจนไม่มีเงินซ่อม ทำข้าวให้คนกิน ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ แสดงว่ามีความล้มเหลวทางการเกษตรเกิดขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการเปลี่ยนพันธุ์ข้าว เมื่อก่อนโรงสีคลองสิบสอง ไปซื้อข้าว เกวียนละ 380-450 บาท เป็นข้าวนาปี เราไม่รู้จักข้าวนาปรัง ชาวนาเก็บข้าวไว้ขายเดือน 12…เรามาคิด ชาวนาทำไมจน แต่โรงสี ร้านเคมีรวย โรงสี 1,477 โรง ชาวนาอยากเป็นตัวของตัวเองแต่ไม่มีใครส่งเสริม…ผมทำนา 9 ปี ไม่มีใครมาส่งเสริม…มาที่นี่เมื่อ 9 ปี ราคาล้มลุกคลุกคลาน การทำนา ใช้เวลาปีกับ 15 วัน ทำได้ 3 ครั้ง ผมมาที่นี่ผมทำไรซ์เบอร์รี่เลย ที่เริ่มก็มีแนวคิดจะขายให้ใคร ข้าวนี้เป็นข้าวโภชนาการรักษาคนได้ เป็นจุดเด่น มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่คนเป็นกันมาก เราต้องทำข้าวอินทรีย์ ทำสิ่งแวดล้อมให้ดีที่สุด เริ่มทำชาวบ้านไม่รู้จัก เขาถามว่า ข้าวจมน้ำหรือไรถึงดำหมด จะไปขายใคร ปีแรกทำ 7 ไร่ เขากลัวกระเด็นไปปนเปื้อนนาเขา” อาจารย์เล่า

เมล็ดพันธุ์ จุดเริ่มต้นที่ดี

เมื่อเริ่มต้นปลูกข้าว อาจารย์ชัชวาลย์ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ ต่อมาเพิ่มข้าวสินเหล็กอีกสายพันธุ์หนึ่ง

อาจารย์แนะนำว่า เมื่อเริ่มต้นการทำนา ต้องดูเรื่องสายพันธุ์ข้าว หากเริ่มต้นด้วยสายพันธุ์ที่ดี จะช่วยให้การทำนาประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

พันธุ์ข้าวที่ดี ต้องมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ พันธุ์ข้าวมีความคงทนแข็งแรง อาจารย์ได้พันธุ์ข้าวมาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จำนวน 1 ถัง จากนั้นมาคัดเลือก ได้เมล็ดข้าวตามลักษณะที่ต้องการ จำนวน 4 กิโลกรัม แต่ก็เพียงพอ สำหรับปลูกในที่นา 7 ไร่

“พันธุ์ต้องมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ มีอะไรปลอมปนมาหรือเปล่า สิ่งที่ปนมาคือข้าวพันธุ์ใดบ้าง ความงอกเท่าไหร่ เรื่องพันธุกรรมข้าวสำคัญ ผมทำไรซ์เบอร์รี่และสินเหล็กเป็นหลัก จำนวน 318 ไร่ ผมทำผลผลิตได้ 1,300-1,400 กิโลกรัม ต่อไร่ พันธุกรรมของพืชอย่าให้เครียดจะเกิดความอ่อนแอ ผมศึกษาคัดพันธุ์ มีความทนทาน ขนาดแล้งน้ำเป็นเดือนยังไม่เหี่ยวเฉา เก็บที่แปลงทำพันธุ์เอง” อาจารย์ให้แง่คิด

แนวทางการทำนานั้น ที่พบเห็นอยู่ คือนาหว่านและนาดำ

การทำนาหว่าน…บางท้องที่เกษตรกรใช้พันธุ์ข้าว 25 กิโลกรัม ต่อไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ขนาดนี้ นอกจากสิ้นเปลืองแล้ว เวลาต้นข้าวเจริญเติบโต ต้องใช้ปัจจัยการผลิตมาก ต้นข้าวอยู่รวมกันหนาแน่น เกิดความอ่อนแอต่อโรคและแมลง ผลผลิตจึงได้ไม่ดีเท่าที่ควร อาจารย์เคยมีประสบการณ์ในการหว่านข้าว ใช้ 3 กิโลกรัม ต่อไร่ ซึ่งยังมากอยู่ จริงๆ แล้วน่าจะ 2.5 กิโลกรัม ต่อไร่

สำหรับนาดำ…อาจารย์ชัชวาลย์ ดำโดยใช้ข้าวต้นเดียว ระยะระหว่างต้นระหว่างแถว 30 เซนติเมตร ปรากฏว่าข้าวแข็งแรง แตกกอดี เมื่อปลูกลงไปจำนวน 1 ต้น การแตกกออาจจะมีมากกว่า 30 ต้น ต่อกอ ขณะเดียวกัน หากต้องการปลูกข้าวไว้ทำพันธุ์ ใช้ระยะระหว่างต้นระหว่างแถว 50 เซนติเมตร จะทำให้ข้าวแข็งแรง มีผลต่อพันธุกรรม ซึ่งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อาจารย์ทำพันธุ์ไว้ใช้เอง ส่วนหนึ่งเผยแพร่ให้คนที่สนใจ

“ผมดำห่าง 40 เซนติเมตร ดำต้นเดียว ศึกษาจากข้าว 1 ต้น สามารถแตกกอได้ตรงแสงแดดพอ รวมทั้งมีลมพัดผ่าน บางครั้งพบว่าแตกกอได้ 60 ต้น จากข้าวต้นเดียว จึงปรับปรุงที่นาให้แสงแดดส่องได้พอ มาสรุปตอนหลัง ระยะปลูก 30 เซนติเมตร ปลูกข้าวต้นเดียว ให้ข้าวได้แสงแดดเท่ากันจะแตกกอดี ระยะปลูกจึงสำคัญ ปลูกระบบด้วยข้าวต้นเดียว ได้ผลผลิตมากกว่านาหว่าน ในพื้นที่เท่ากัน นาหว่านใช้ 25 กิโลกรัม ต่อไร่ ถ้าเราไม่เผาฟางเกิดอินทรียวัตถุ มีการอุ้มความชื้นในดิน ไม่ต้องกลัวแล้ง” อาจารย์บอกวิธีการหว่านและปักดำ

นาอินทรีย์แท้ๆ

ใช้จุลินทรีย์จากหน่อกล้วย

อาจารย์ชัชวาลย์ทำนาอินทรีย์แท้ๆ ไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ได้ใช้สารเคมี ขณะเดียวกันอุปกรณ์การเกษตรก็มีพร้อม ไม่ได้ใช้ร่วมกับนาไม่อินทรีย์ อุปกรณ์มีตั้งแต่รถเตรียมดิน เครื่องเกี่ยวข้าว รวมทั้งโรงสีเล็กๆ ที่อยู่ติดกับบ้าน

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การทำนาอินทรีย์ประสบความสำเร็จ คือการทำจุลินทรีย์หน่อกล้วยเพื่อเตรียมและปรับปรุงบำรุงดิน รวมทั้งฮอร์โมนไข่

วัสดุอุปกรณ์การทำจุลินทรีย์หน่อกล้วย ประกอบด้วย ไส้ของหน่อกล้วย ที่ได้จากหน่อหนุ่มสาว ลอกกาบออก ให้เหลือเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-6 นิ้ว ตัดเป็นท่อนยาว 50 เซนติเมตร ทุบให้ช้ำ อย่างอื่นมี กลูโคส 1 กระป๋อง (ราว 450 กรัม) น้ำส้มสายชู 1 ขวด (ราว 750 ซีซี) ขัณฑสกร 2 ช้อนโต๊ะ แป้งข้าวหมาก 6 ก้อน นมเปรี้ยว 1 ขวดเล็ก นำสิ่งที่แนะนำมาใส่รวมกันในถัง 200 ลิตร จากนั้นเติมน้ำให้เต็ม นำไปวางไว้กลางแดด ใช้หินที่เป็นก้อนๆ ซึ่งเขาใช้ถมเป็นเขื่อนกันดินพัง หุ้มด้วยตาข่าย วางลงไปยังถัง 5-7 วัน ดูที่หินเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง แสดงว่าจุลินทรีย์เริ่มทำงาน สามารถนำออกใช้งานได้

อัตราที่แนะนำ 5 ลิตร ต่อไร่ หรือจะมากกว่านี้ก็ได้ มีมากใช้มาก มีน้อยใช้น้อย เริ่มใช้เมื่อมีการเตรียมดิน โดยเทลงแปลงนา หรือจุดปล่อยน้ำเข้า จะช่วยย่อยสลายฟางข้าว ไม่ต้องเผา จากนั้นเติมลงไปในนา 10 วันครั้ง

หมายเหตุ อาจารย์ไม่แนะนำให้ใช้กากน้ำตาล

ส่วนฮอร์โมนไข่ วัสดุอุปกรณ์ ประกอบด้วย ไข่อินทรีย์ที่มีเชื้อ หมายถึงเกิดจากการผสมพันธุ์ของตัวผู้และตัวเมีย จำนวน 4 ฟอง น้ำจุลินทรีย์ 5 ลิตร น้ำผึ้งแท้ 100 ซีซี กลูโคส 450 กรัม หากเป็นฤดูหนาวเติมน้ำมะพร้าว สังกะสีและแมงกานีสลงไปด้วย (มีจำหน่ายตามร้านวัสดุอุปกรณ์การเกษตร) ผสมแล้วใช้ได้เลย หากเหลือเก็บไว้ใช้ได้นาน อัตราที่แนะนำ ใช้ 1 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร ฉีดพ่นให้ต้นข้าวทุก 10 วัน

แมลงศัตรู มีบ้าง

การทำนาอินทรีย์ มีปัญหาเรื่องโรคและแมลงบ้าง แต่เพราะมีระยะของต้นข้าวที่พอเหมาะ ทำให้ต้นข้าวใบตั้งแข็งแรง แมลงบางตัว เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จึงเพียงมาอาศัยอยู่เท่านั้น การทำลายแทบไม่พบเห็น

ข้อคิดที่น่าสนใจอย่างหนึ่งนั้น อาจารย์แนะนำว่า แมลงชอบมาทำลายต้นข้าวช่วงเดือนมืด ดังนั้น จะใช้กับดักกาวเหนียวดักจับแมลง

“แมลงบางชนิดมีประโยชน์ เกษตรกรไปกำจัดหมด เมื่อมีแมลงศัตรูพืชมา ต้องมีตัวห้ำตัวเบียน เดือนมืดโจรมา ผมใช้ฟิวเจอร์บอร์ดทาด้วยกาวดักแมลง เดือนมืดแมลงมา ข้างขึ้นไม่มา คนเกิดข้างขึ้นฉลาดกว่าคนเกิดข้างแรม พืชเกิดข้างขึ้น เติบโตดีกว่าข้างแรม โบราณถือเป็นตำนาน ทำนาข้าวต้องทำข้างขึ้นครับ ปลูกพืช ปลูกบ้าน ทำงานมงคลข้างขึ้น ผมทำอะไรเน้นข้างขึ้น…ควรให้เกษตรกรรู้เรื่องการใช้ปัจจัยการผลิต ผมไม่ให้เข้าเลยยูเรีย ตัวอย่าง คนเหนือกินอาหารอย่าง คนภาคกลางกินอาหารอย่าง เพราะฉะนั้น เอ็นพีเค ไม่ใช่อาหารสำเร็จ ไม่รู้ว่าพืชขาดอะไร เกษตรกรรู้ เอ็นพีเค ว่าต้องใส่ ขาดไม่ได้ ถามว่าทำไมขาดไม่ได้เพราะว่าในตลาดมีขาย แนะนำกันไว้อย่างนี้ ในแปลงนาอินทรีย์ของเราไม่ใช้เคมีเลย เราใช้จุลินทรีย์ น้ำร้อนเพราะดูดซับแสงแต่ดินต้องเย็น ไม่ว่าฤดูกาลไหน ไม่เห็นรากพืชเราเป็นสีน้ำตาล เราเห็นรากสีขาวแตกฝอยเป็นเส้น ไม่มีการเจ็บป่วยทางราก รากกระจายรอบต้นเยอะมาก อายุข้าว 1 เดือน ถอนไม่ขึ้น ผมบอกเกษตรกรให้ทำนาดำ เกษตรกรจะลดต้นทุนได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ครับ กำไร 50 เปอร์เซ็นต์ อยู่ได้แล้วครับ นาที่ใส่ปุ๋ยเคมี 30-40 ปี ดินเป็นกรด ถ้านำดินไปสังเคราะห์นั่นแหละเป็นโรงงานปุ๋ย” เป็นแง่คิดในการทำนาหลายๆ เรื่อง

เริ่มแรกไม่มีใครซื้อ

ไรซ์เบอร์รี่ และสินเหล็ก

ปัจจุบันไม่พอขาย

อาจารย์ชัชวาลย์เริ่มทำตลาดข้าวไรซ์เบอร์รี่ใกล้ๆ บ้านคือ วัดหลวงพ่อจรัญ

แรกๆ ไม่มีคนซื้อ แต่ทุกวันนี้ ผลผลิตไม่พอจำหน่าย ลูกค้าต่างประเทศก็สนใจ

“ผมมองดูคนเจ็บป่วย เราทำมาไม่รู้ขายให้ใคร…เอาไปหุง คนจะบอกว่าข้าวกล้องหอมนิลรู้จัก เราบอกว่าไรซ์เบอร์รี่ เขาบอกไม่มีหรอกอย่าโกหกเลย…หน้าอย่างนี้หรือชาวนา ให้ดูมือก็แล้ว เราต้องยกเท้าให้ดู ไม่มีคนซื้อ ครั้งแรกขายกิโลกรัมละ 60 บาท ไม่มีคนซื้อ ขายไม่ออก ขายวันหนึ่งได้ 200-300 บาท มีผู้หญิงคนหนึ่งมาซื้อ เขาบอกถุงละ 5 กิโลกรัม หนักไป ให้แบ่งถุงละ 1 กิโลกรัม มีถุงหิ้ว ก็แบ่งให้ ก็เอาไป 6 กิโลกรัม รุ่งขึ้นถอยรถเก๋งมาจอดรถซื้อไป ทุกวันนี้ยังเป็นลูกค้าผมอยู่ เมื่อไม่นานมานี้ก็ไปส่ง…อีกตัวอย่างหนึ่ง เจ้าของ จ.เจริญชัยแทรกเตอร์ เมียตาเจ่าป่วยหนัก เอาข้าวไปกินอยู่ได้ถึงทุกวันนี้ ตาเจ่าไม่เป็นไรแต่ตายก่อนเมีย ทั้งๆ ที่เมียป่วยเป็นโรค เจ้านี้สั่ง 15 กิโลกรัม ต่อเดือน…ครั้งแรกขาย 60 บาท ตอนนี้ 110 บาท ครับผม ทำ 3 ครั้ง ต่อปี ได้ผลผลิตประมาณ 1,500 ตัน ต่อปี คนจะซื้อมีส่งไป เป็นอัมพฤกษ์เราส่งไปรษณีย์ไปให้เกาะพะงัน สมุยบ้าง นครศรีธรรมราช ปัตตานี ผมกินเองมาตลอด ผมตอนนี้อายุ 70 ปี จะมาง่วงนอนอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไม่มี กลางวันผมทำงาน บางทีไปเป็นวิทยากรอยู่บนเวที 8 ชั่วโมง ขับรถไปต่ออีกเวทีหนึ่ง เดินทางกลางคืน ไม่มีพฤติกรรมเหนื่อยล้าเหมือนคนอื่นเขา ออกงานกลับมาถึงบ้านสว่างทำงานต่อไม่ได้หยุด งานของเราหนักไหม ไม่หนักเพราะเราไม่เครียด”

อาจารย์เล่าและบอกต่ออีกว่า

“เมื่อก่อนฝนตั้งเค้าผมเป็นภูมิแพ้ ปัจจุบันไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง ผมไม่เป็นอะไรเลย ไปนาไม่ใส่หมวก ขับรถตีนา ขับรถเกี่ยวเอง บางทีทำจนสว่างไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ ไม่ได้ไปเที่ยว ใช้แรงงานน้อยมาก มีคนมาฝึกงานช่วย ผมกับภรรยาเป็นหลัก…การทำพืชปลอดภัย บั้นปลายที่ได้คือผู้บริโภค ต้องเข้าใจ รถเกี่ยวต้องมีเอง โรงสีต้องมีเอง อย่าให้เกิดการปนเปื้อน ต้องผลิตอาหารพืชใช้เอง อย่าไปเอาอาหารพืชที่ขายตามท้องตลาด ที่เขาบรรจุขวดมาใช้ พนักงานขายไม่กล้าเอานิ้วจุ่มใส่ปาก แสดงว่าไม่ปลอดภัย…ผมว่าให้เกษตรกรพึ่งตนเองให้มากที่สุด เรื่องการตลาด ถามว่าสำคัญไหม ไม่สำคัญครับ คนในประเทศไทยป่วยกันเท่าไหร่ ถ้าเราทำอาหารให้คุ้มครองได้ ต้องซื่อตรง ทำข้าวมีคุณภาพ ไม่ต้องกลัวเรื่องการตลาดจะไม่มีครับ มีคนพิการเอาข้าวผมไปขายเดือนละครึ่งตัน เขาไม่มีขาเดิน เขายังขายได้เลย เขาเรียนปริญญาโท อนาคตเขาจะเป็นแหล่งรวบรวมอาหาร จำหน่ายให้คนเป็นอัมพฤกษ์ คนโทร. มาสั่ง 1 กิโลกรัม ก็ส่ง ค่าส่งและอีเอ็มเอส 75 บาท ผลิตแบบสุญญากาศส่ง”

น้ำมันรำข้าว

เพิ่มรายได้ดี

น้ำมันรำข้าว เป็นการนำเอาสิ่งที่เหลือมาแปรรูป สร้างรายได้ดี

น้ำมันรำข้าว ได้จากรำอ่อนกับจมูกข้าว

บางคนทำไม่ได้ เหม็นหืน เพราะข้าวและรำเก็บไว้นานเกินไป

เวลาจะทำ จะต้องเอาออกมาทำทันทีทันใด

อาจารย์อธิบายว่า ข้าวไรซ์เบอร์รี่ 1,000 กิโลกรัม (ข้าวเปลือก) สีข้าวสารได้ 650-780 กิโลกรัม ข้าวสาร มีปลายข้าวใหญ่ 18 กิโลกรัม จมูกและรำอ่อน 120 กิโลกรัม ถ้าเอาเข้าเครื่องบีบเลย หน้าร้อนจะได้ 5 ลิตร หน้าฝนจะได้ประมาณ 6 ลิตร หน้าหนาวได้ 6-8 ลิตร ใน 1 ลิตร บรรจุแค็ปซูลด้วยมือ ได้ 1,900 แค็ปซูล ถ้าใช้เครื่องจักรได้ 2,000 แค็ปซูล ขายส่งแค็ปซูลละ 5 บาท ถ้าได้ 1,000 แค็ปซูล ได้ลิตรละ 10,000 บาท ขายสดเลยได้ลิตรละ 8,000 บาท

น้ำมันรำข้าวช่วยเรื่องคนเป็นกรดไหลย้อน ภูมิแพ้ ผู้หญิงที่ร้อนในหัวอกวืบๆ หายเร็ว มุตกิตฤดูขาว คนเป็นมะเร็งนำไปรักษาบรรเทา คนเป็นเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่ก็ใช้รักษา

น้ำมันรำข้าวไรซ์เบอร์รี่ มีสีม่วง

อาจารย์ยกตัวอย่าง รายได้จาก ข้าวไรซ์เบอร์รี่

ดังนี้

เกษตรกรทำไรซ์เบอร์รี่ ทำได้ข้าว 1 ตัน ต่อไร่ ได้ข้าวสาร 600 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 100 บาท ได้เงิน 60,000 บาท ทำน้ำมันอีก 5 ลิตร ทำเป็นแค็ปซูล ขาย 5 บาท เขาได้อีก 50,000 บาท ได้แสนกว่าบาท

“ตอนนี้ผมทำ 300 ไร่เศษ ส่วนตัวอยากทำสัก 1,000 ไร่ มีเครื่องจักรไม่เหนื่อย จะวางแผนการทำงานได้ ง่ายสำหรับคนรู้ ถ้าไม่รู้ 10-100 ไร่ ก็เหนื่อย ถ้าข้าวสุขภาพดี ทำนาไม่เหนื่อย ข้าวถ้าสุขภาพดีไปอยู่ เพชรบูรณ์ก็ไม่เป็นไร ถ้าผมทำ 1,000 ไร่ ทำมากผลผลิตต่ำผมจะได้ 1 ตัน ต่อไร่ ผมมีอุปกรณ์พร้อม ตั้งแต่ตีดิน ดำนา เกี่ยว และโรงสี…ชาวนาทั่วไปไม่ค่อยพร้อม ทุกวันนี้ 300 ไร่ ข้าวไม่พอ ไต้หวันมามีเท่าไรเอาหมด ผมบอกไม่พอ คนไทยสุขภาพร่างกายยังไม่ดี ยังไม่ส่งออกดีกว่า ผมยังไม่มีข้าว การบินไทยก็มา ที่บ้านขายส่ง 100 บาท ต่อกิโลกรัม ผมทำจากเงิน 7,400 บาท ทอง 2 สลึง ที่คอเมียผมไปขาย…เรามาทำเห็นชาวนาต้นทุนสูง ไม่มีตลาด ผลผลิตต่ำ เผาฟางทิ้ง…ใครสนใจมาดูงาน มาฝึกงานที่นี่…ฟรีครับ โทร. (081) 281-9355″ อาจารย์ชัชวาลย์ย้ำ

ถือเป็นงานผลิตข้าวอินทรีย์ที่น่าสนใจ เจ้าของผู้ผลิตเองดูสนุกกับงาน อายุ 70 ปีแล้ว ก็ยังแข็งแรง อาจารย์ฝากบอกว่า ต่อไปจะมีข้าวสายพันธุ์ใหม่ คือ ข้าวพันธุ์สามัคคี ต้องคอยติดตาม

เห็นตัวอย่างคนทำนา กินข้าวคุณภาพดี มีสุขภาพดี น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆ คน มีคนอยู่ไม่น้อยอยากทำนา แต่ไม่มีโอกาส ถ้าอย่างนั้น สนับสนุนผลิตผลของคนทำนาก็แล้วกัน

ผู้สนใจถามไถ่กันได้ ใครมาจากนครสวรรค์ ชัยนาท เชิญแวะอุดหนุนกันตามสะดวก ก่อนไป ถามทางก่อน อยู่ห่างจากถนนสายเอเชียไม่มากนัก

ไรซ์เบอร์รี่ ข้าวเพื่อสุขภาพ

ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ได้มาจากการผสมข้ามพันธุ์ ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิล กับข้าวขาวดอกมะลิ 105 จากการพัฒนาพันธุ์ข้าวพิเศษ โดยศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าวฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

คุณสมบัติเด่นทางด้านโภชนาการของข้าวไรซ์เบอร์รี่ คือมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ได้แก่ เบต้าแคโรทีน แกมมาโอไรซานอล วิตามินอี แทนนิน สังกะสี โฟเลตสูง มีดัชนีน้ำตาลต่ำ-ปานกลาง ซึ่งจากคุณสมบัติข้อนี้ นอกจากจะใช้กินเพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดี ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ทางการแพทย์ยังนำไปใช้ทำผลิตภัณฑ์อาหารโภชนบำบัดอีกด้วย

 

“สะละอินโดฯ” ที่ราชบุรี ปลูกแล้ว “รวย”

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050010656&srcday=2013-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 552

เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค 

“สะละอินโดฯ” ที่ราชบุรี ปลูกแล้ว “รวย”

“สะละพันธุ์อินโดฯ” เป็นไม้ผลเศรษฐกิจตัวใหม่ ที่กำลังได้รับความสนใจจากเกษตรกรอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นผลไม้รสอร่อย ที่ตลาดมีความต้องการสูง ปลูกก็ง่าย ขายก็คล่อง แถมขายได้ราคาดีอีกต่างหาก บางคนคิดว่า สะละอินโดฯ ปลูกได้เฉพาะพื้นที่ภาคใต้ แต่ความจริงแล้ว ภาคกลางก็สามารถปลูกสะละอินโดฯ ได้อย่างสบาย ในฉบับนี้ จะพาท่านผู้อ่านไปเยี่ยมชมสวนสะละอินโดฯ เนื้อที่ 3 ไร่ ของ คุณมงคล ใจดี ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่ที่ 8 ซอยดอนกระเบื้อง 17 ตำบลหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี 

คุณมงคล ใจดี หรือ คุณหนู เล่าว่า ผมได้ที่ดินมรดก เป็นสวนลำไยจากคุณพ่อ แต่ระยะหลังสวนลำไยของผมมีคุณภาพสู้ลำไยเชียงใหม่ไม่ได้ ทำให้ตัวเลขรายได้ลดลง ผมวางแผนหาพืชอื่นมาปลูกแซมต้นลำไย เพื่อเป็นรายได้เสริม เมื่อปี 2547 ผมไปเที่ยวงานเกษตรที่บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ เจอพ่อค้านำต้นกล้าสะละอินโดฯ จากภาคใต้มาขายภายในงาน รู้สึกสนใจจึงซื้อไปลองปลูก จำนวน 2 ต้น ในราคาต้นละ 50 บาท

ตอนแรกผมก็ไม่รู้ว่า ราชบุรีปลูกสะละอินโดฯ ได้หรือเปล่า คิดว่าเป็นพันธุ์ไม้แปลก ก็ลองปลูกเล่นๆ ปรากฏว่า ปลูกไปได้ 2 ปี ต้นสะละก็เริ่มมีผลผลิต ลองแกะเปลือกดู ก็เจอผลมีสีขาว เนื้อกรอบ แห้ง ไม่ติดเมล็ด เมื่อลองชิมรสชาติ ก็รู้สึกติดใจ เพราะมีรสชาติอร่อย และสร้างรายได้ที่ดี ผมจึงหันมาปลูกสะละอินโดฯ เป็นพืชหลัก ทุกวันนี้ผมปลูกสะละอินโดฯ นับหมื่นต้น

ขั้นตอนปลูก และการดูแล 

คุณหนูเล่าว่า การปลูกสละอินโดฯ เริ่มจากขุดหลุม ขนาด 30×30 เซนติเมตร โดยปลูกสะละอินโดฯ บนร่องสวน ในระยะ 2.5×3 เมตร สำหรับพื้นที่ 1 ไร่ สามารถปลูกต้นสะละอินโดฯ ได้จำนวน 300 ต้น เนื่องจากต้นสะละอินโดฯ ชอบพื้นที่ร่มรำไรและมีความชื้นสูง หลังปลูกต้องคอยดูแลให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรติดตั้งระบบน้ำสปริงเกลอร์ เพราะจะทำให้มีปัญหาน้ำขังบริเวณโคน ทำให้เกิดโรคโคนเน่าได้ คุณหนูแนะนำให้ใส่ปุ๋ยมูลไก่โรยรอบโคนต้นทุกๆ 1-2 เดือน

การตัดแต่งหน่อและการไว้กอ

เมื่อต้นสะละอินโดฯ อายุ 1 ปี จะแตกหน่อออกมาจำนวนมาก คุณหนูปลูกสะละอินโดฯ แบบเลี้ยงหน่อ แค่กอละ 3 ต้น เท่านั้น (รวมทั้งต้นแม่) เพื่อให้ต้นสะละเติบโตดีและตกผลเร็ว เมื่อมีหน่อใหม่งอกเพิ่มขึ้น ก็ควรหมั่นตัดแต่งหน่อที่ไม่ต้องการออกไป คุณหนูไม่แนะนำให้แยกหน่อออกจากต้นแม่ เพราะระหว่างการขุดแยกหน่อ อาจทำให้รากต้นแม่ขาดได้ จะทำให้ต้นสะละโทรมไปหลายปี

คุณหนูเล่าว่า การทำสวนสะละอินโดฯ มีข้อดีก็คือ เจ้าของสวนใช้เงินลงทุนเพียงครั้งเดียวแต่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ยาวนาน เพราะธรรมชาติของต้นสะละอินโดฯ จะมีหน่ออ่อนงอกขึ้นมาใหม่ตลอดเวลาเช่นเดียวกับต้นไผ่ เมื่อต้นแม่ตาย ต้นลูกก็จะเติบโตขึ้นมาแทนที่ หากไม่เจอปัญหาโรคระบาด เจ้าของสวนก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้อย่างต่อเนื่อง

เทคนิคการเพาะเมล็ด

คุณหนูจะคัดเลือกเมล็ดจากต้นพันธุ์ที่มีลักษณะเด่นคือ ขนาดผลใหญ่ ให้ผลดก และมีรสชาติอร่อย เมื่อคัดเมล็ดพันธุ์ได้แล้ว แต่ยังไม่มีเวลาขยายพันธุ์ ก็จะนำเมล็ดมาฝังใต้ทรายหรือดินกลบเสียก่อน ควรระวังไม่ให้เมล็ดตากแดด เพราะทำให้เมล็ดแห้ง และเพาะเมล็ดไม่ขึ้น

การขยายพันธุ์โดยวิธีเพาะเมล็ด คุณหนูจะกรอกดินปลูกให้เต็มถุงเพาะ นำเมล็ดพันธุ์ที่เตรียมไว้ลงปลูก กดให้จมลงไปในดิน นำไปไว้ในบริเวณที่ร่มที่มีแสงแดดรำไร หมั่นดูแลรดน้ำ เพื่อให้ดินมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ โรยปุ๋ยขี้ไก่สักเล็กน้อย รอประมาณ 7 เดือน ต้นกล้าก็จะค่อยๆ งอกขึ้นมา ใช้เวลาดูแลประมาณ 1-2 ปี จึงค่อยนำไปปลูกลงแปลงได้ ช่วงที่ปลูกต้นสะละอินโดฯ ในถุงดำ คุณหนูเตือนว่า ระวังอย่าเคลื่อนย้ายถุงดำบ่อยๆ เพราะโดยทั่วไปรากต้นสะละมักแทงทะลุถุงเพื่อชอนไชหาอาหาร การเคลื่อนย้ายถุงดำ อาจทำให้รากต้นสะละขาดและหยุดการเติบโตได้

ปัญหาโรคพืช 

คุณหนูเล่าว่า ในช่วงปลายฝนต้นหนาว ผมจะคอยดูแล ไม่ให้ต้นสะละมีอาการโคนเน่า เพราะหากติดโรคดังกล่าว จะทำให้ต้นสะละมีอาการใบแห้งลุกลามไปยังต้นที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงไปเรื่อยๆ ปัญหานี้เคยทำให้คุณหนูสูญเสียต้นสะละไปมากกว่าครึ่งงานเลยทีเดียว คุณหนูบอกว่า อาการแพร่ระบาดของโรคมักจะหยุดลง เมื่อฝนตกรอบใหม่

สวนแห่งนี้ มีสภาพดินที่แตกต่างกันถึง 2 ชนิด คือ ดินเหนียว และดินร่วนปนทราย คุณหนูตั้งข้อสังเกตว่า ต้นสะละอินโดฯ ไม่ชอบดินเหนียว สภาพต้นอ่อนแอ เสี่ยงต่อการเกิดโรคโคนเน่าได้ง่าย ส่วนต้นสะละอินโดฯ ที่ปลูกในพื้นที่ดินทราย ไม่เคยเจอปัญหาโรคโคนเน่าเลย

ต้นทุนการผลิต 

เมื่อถามถึงต้นทุนการผลิตสะละอินโดฯ คุณหนูบอกว่า สวนแห่งนี้ เป็นสวนผลไม้ปลอดจากสารเคมีทุกประเภท ใช้ปุ๋ยขี้ไก่แค่ปีละ 100 ลูก มูลค่าประมาณ 5,000 บาท เท่านั้น ค่าใช้จ่ายหลักของสวนแห่นี้ ก็คือ ต้นทุนค่าแรงของคุณหนูนั่นเอง คุณหนูบอกว่า ที่ผ่านมา สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ประมาณต้นละ 10-15 กิโลกรัม/ต้น/ปี ขนาดผลมีขนาดใหญ่ เฉลี่ยประมาณ 17-18 ผล/กิโลกรัม จำหน่ายปลีกในราคากิโลกรัมละ 100-200 บาท หากดูแลจัดการสวนอย่างดี จะสามารถขายสะละอินโดฯ ได้มากถึง 100,000 บาท/ไร่/ปี

การผสมเกสร

เมื่อต้นสะละมีอายุ 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี จะเริ่มออกดอก จะเริ่มแยกได้ว่า สะละต้นไหนเป็นตัวผู้และตัวเมีย ต้นสะละอินโดฯ จำเป็นต้องใช้การผสมเกสร เพื่อช่วยให้ผสมติดลูก การผสมเกสรสามารถทำได้ตลอดทั้งวัน โดยนำผงเกสรตัวผู้ (มีสีเหลือง) มาเคาะใส่เกสรตัวเมีย (สีแดง) หลังจากผสมเกสร สามารถเก็บผลผลิตได้ภายใน 6 เดือน

การตัดแต่งช่อพวง 

เมื่อต้นสะละอายุครบ 2 ปี ให้เริ่มผสมเกสรได้ เมื่อติดลูกแล้ว มักมีปริมาณผลหนาแน่น หากไม่ตัดแต่งพวงสะละ อาจทำให้ก้านขาดได้ เพื่อความอยู่รอด ต้นสะละจึงมักสลัดลูกทิ้งตามธรรมชาติ บางครั้งคุณหนูเคยเจอต้นสะละสลัดผลทิ้งเกือบครึ่งพวง เพื่อลดความสูญเสียดังกล่าว คุณหนูจะตัดแต่งพวงสะละโดยเด็ดผลที่บิดเบี้ยวทิ้งไป เพื่อให้มีปริมาณผลพอเหมาะกับความสมบูรณ์ของต้นนั่นเอง

การตัดแต่งทางใบ

สะละอินโดฯ ที่ให้ผลผลิตแล้ว จะมีทางใบ 15-20 ทางใบ ไม่ควรตัดแต่งทางใบที่รองรับทะลายผลจนกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว คุณหนูเล่าว่า ผมจะไม่ตัดแต่งทางใบมากนัก นอกจากทางใบที่เหลืองแก่หมดสภาพแล้วเท่านั้น หากทางใบโน้มกีดขวางการทำงาน ก็ต้องใช้เชือกไนล่อนผูกรวบไว้ ส่วนทางใบที่ตัดแล้ว จะนำไปปูคลุมรอบโคนต้นโดยคว่ำด้านหนามลงดิน เพื่อเป็นปุ๋ยหมักในสวนต่อไป

การเก็บเกี่ยว

เมื่อผลสะละอินโดฯ มีครบอายุการเก็บเกี่ยว จะมีผลขนาดใหญ่ มีกลิ่นหอม แต่ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตทุกครั้ง คุณหนูจะชิมทดสอบรสชาติก่อน เพราะแต่ละพวงจะสุกแก่ไม่พร้อมกัน เมื่อชิมแล้วพบว่ามีรสฝาด แสดงว่ายังสุกได้ไม่เต็มที่ ต้องรออีกระยะจึงค่อยเก็บเกี่ยว หากชิมว่า มีรสหวาน อร่อย จึงค่อยใช้มีดสแตนเลสตัดพวงสะละอินโดฯ โดยระวังไม่ให้ผลหลุดร่วง

การคัดแยกคุณภาพสินค้า

หลังการเก็บเกี่ยว คุณหนูจะคัดแยกผลผลิต เพื่อแบ่งขายตามเกรดคุณภาพสินค้า โดย เบอร์ 1 เป็นช่อผลใหญ่ ไร้ตำหนิ และมีรสชาติดี จะขายส่งในราคากิโลกรัมละ 100 บาท ส่วน เบอร์ 2 มักมีขนาดผลเล็ก รูปทรงไม่สวย ขายส่งราคากิโลกรัมละ 80 บาท สำหรับผลร่วงขนาดผลเล็ก และมีรสชาติรองลงมาเรียกว่า เบอร์ 3 ขายส่งในราคา 40 บาท/กิโลกรัม คุณหนูบอกว่า เมื่อนำสินค้ามาคัดคุณภาพจะเจอสินค้าเบอร์ 1 แค่ 30% เท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็นสินค้าคุณภาพ เบอร์ 2 50% และเบอร์ 3 20%

ข้อแนะนำ

ในการปลูกสะละอินโดฯ

สำหรับเกษตรกรมือใหม่ที่สนใจอยากปลูกต้นสะละอินโดฯ คุณหนูให้คำแนะนำว่า ควรเลือกปลูกในสภาพดินร่วนปนทรายหรือดินร่วนปนเหนียว ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ระบายน้ำดี ต้นสะละอินโดฯ ขาดน้ำไม่ได้ จึงควรมีแหล่งน้ำสำรอง เพียงพอตลอดช่วงฤดูแล้ง สำหรับพื้นที่ภาคกลางสามารถปลูกต้นสะละอินโดฯ ได้อย่างสบาย

ส่วนแหล่งที่ลุ่มที่มีปัญหาน้ำท่วมขังในฤดูฝน ต้นสะละอินโดฯ จะทนรับสภาพน้ำท่วมขังได้ไม่เกิน 1 เดือน ด้านแรงงานในการดูแลสวนสะละอินโดฯ คุณหนูประเมินว่า แรงงาน 1 คน สามารถดูแลจัดการสวนสะละอินโดฯ เนื้อที่ 2 ไร่ ได้อย่างสบาย หากปลูกเกิน 2 ไร่ขึ้นไป คงต้องจ้างแรงงานเพิ่ม เพื่อช่วยทำงาน

ปัจจุบันคุณหนูเพาะพันธุ์ต้นกล้าสะละอินโดฯ จำหน่ายในแก่ผู้สนใจทดลองนำไปปลูก โดยกล้าพันธุ์อายุ 2 ปี ขายราคาต้นละ 35 บาท ส่วนต้นพันธุ์อายุ 1 ปี ขาย 4 ต้น ในราคา 100 บาท หากใครสนใจซื้อพันธุ์สะละอินโดฯ คุณหนูแนะนำว่า ให้เลือกต้นกล้าที่มีสภาพสมบูรณ์ และมีลำต้นใหญ่ไว้ก่อน เพราะเมื่อนำไปปลูกจะเติบโตได้เร็ว ที่ผ่านมา มีผู้สนใจจากทั่วประเทศสนใจสั่งซื้อกล้าพันธุ์จากสวนแห่งนี้ไปทดลองปลูกในพื้นที่เชียงราย ขอนแก่น ฯลฯ โดยนำต้นสะละอินโดฯ ปลูกแซมในสวนไม้ผล เช่น มะพร้าว มะม่วง รวมทั้งสวนยางพารา

เนื่องจากคุณหนูดูแลสวนเพียงคนเดียว จึงหาพันธมิตรเข้ามาช่วยดูแลด้านการตลาด คือ ส.จ. คณิศร อนันตธารากุล โทร. (088) 543-5952 ใครสนใจอยากซื้อสะละอินโดฯ ไปลิ้มรสความอร่อย หรืออยากได้พันธุ์สะละอินโดฯ ไปทดลองปลูก ก็ติดต่อได้ตามเบอร์โทร. ดังกล่าว ส่วนเกษตรกรที่สนใจอยากแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการปลูกสะละอินโดฯ หรือต้องการศึกษาดูงาน ติดต่อผ่าน คุณหนู (คุณมงคล ใจดี) ได้โดยตรงที่ โทร. (081) 364-0806 

 

เทคนิคการจัดการสวนทุเรียนคุณภาพ ตามแบบของคนเมืองตราด กันยายน 16, 2013

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030150556&srcday=2013-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 551

เทคโนโลยีการเกษตร

วรนุช สีแดง

เทคนิคการจัดการสวนทุเรียนคุณภาพ ตามแบบของคนเมืองตราด

คุณไพฑูรย์ วานิชศรี เป็นอีกหนึ่งของต้นตำรับการทำสวนทุเรียนคุณภาพของจังหวัดตราด มีชื่อเสียงในระดับตลาดต่างประเทศมานาน มีลักษณะการเป็นสวนทุเรียนแบบยั่งยืน ที่เน้นกระบวนการผลิตแบบใช้สารเคมีบังคับการออกดอก ซึ่งแตกต่างจากการทำก่อนฤดูทั่วไป ที่สวนนี้จะใช้แบบกินยาวๆ โดยใช้สารเคมีความเข้มข้นระดับปานกลาง เพื่อบังคับการออกดอกในระยะที่ใกล้เคียงกัน 

พื้นที่ทุเรียนสวนไพฑูรย์ มีจำนวน 3,000 ต้น ต้นที่เก็บเกี่ยวได้แล้ว ประมาณ 1,600 ต้น ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวปีที่ผ่านมาประมาณ 200 ตัน ผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณปลายเดือนเมษายน-มิถุนายน ราคาขายเฉลี่ย 27-30 บาท ต่อกิโลกรัม ตลาดที่จำหน่าย ได้แก่ พ่อค้าทั่วไปที่มารับซื้อประจำทุกปี ส่งออกไปยังเซี่ยงไฮ้ โดยผ่านทาง ซีพี สำหรับผลผลิตตกเกรดส่งไปแปรรูป (ชิพ/ทอดกรอบ) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของโรงงานตนเอง

เทคนิคการใช้

สารบังคับการออกดอก

คุณไพฑูรย์ วานิชศรี เล่าให้ฟังถึงการใช้สารแพคโคลบิวทราโซล เพื่อบังคับการออกดอกทุเรียนของที่สวนว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การบังคับการออกดอกทุเรียน คือ 1. ทุเรียนใบแก่ 2. มีลมหนาว อุณหภูมิประมาณ 18-22 องศาเซลเซียส 3. มีลมโยก 7 วัน

การใช้สารที่สวนนี้ ใช้แพคโคลบิวทราโซล 10% อัตรา 1.5-1.7 กิโลกรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร+ยูเรีย (ฮิวมิค เพื่อกระตุ้นการเปิดปากใบ เร่งการดูดซึมสารให้ดีขึ้น) อัตรา 0.5 ต่อกิโลกรัม ฉีดพ่นทางใบ จำนวน 1 ครั้ง โดยใช้ใบในระยะเพสลาด ก่อนช่วงฝนแล้ง 20 วัน (ที่สวนนี้ฉีดพ่นประมาณปลายเดือนกันยายน และไม่เกิน 10 ตุลาคม) และควรฉีดก่อนฝนตก 1 ชั่วโมง และหลังราดสารต้องกระทบแล้ง 7 วัน

เทคนิคการควบคุม

การแตกใบอ่อนของทุเรียน

การป้องกันไม่ให้ทุเรียนแตกใบอ่อนในระหว่างการพัฒนาของผลอ่อน (อายุผลไม่เกิน 2 เดือน ถ้าอายุผลหลังดอกบานเกิน 2.5 เดือน จัดได้ว่าปลอดภัยแล้ว) เป็นสิ่งจำเป็น เพราะหากมีการแตกใบอ่อนในช่วงนี้ ผลอ่อนจะไม่สามารถแข่งขันเพื่อแย่งอาหารสะสมกับใบอ่อนได้ ผลอ่อนที่กำลังพัฒนาก็จะหยุดชะงัก และเกิดผลกระทบในด้านคุณภาพของผลติดตามมา

คุณไพฑูรย์ กล่าวว่า ธรรมชาติของทุเรียนรักใบมากกว่าผล ดังนั้น ถ้าหากว่าทุเรียนมีการแตกใบอ่อนในระยะผลอายุไม่เกิน 2 เดือน ทุเรียนจะสลัดผลทิ้ง ผลร่วงและผลบิดเบี้ยว จากการทดลองและศึกษาของคุณไพฑูรย์ได้มีข้อแนะนำในการจัดการเพื่อปลิดใบอ่อนทุเรียน โดยวิธีการดังนี้

1. ใช้สาร อีทีฟอน (ethephon) จัดอยู่ในกลุ่ม Ethylene Generator ความเข้มข้น 48% อัตรา 40 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร (คุณไพฑูรย์ แนะนำให้ใช้สารที่เกรดเยอรมัน เช่น อีเทรล, โปรเทล) ฉีดพ่นเฉพาะใบภายนอกทรงพุ่มให้ทั่ว สามารถฉีดได้ทั้งวัน โดยให้ฉีดพ่นทุเรียนระยะตั้งแต่เริ่มพบเห็นมีการแตกใบอ่อน จนถึงใบอ่อนระยะดาบก่อนถึงระยะหางปลา (ฉีดเร็วที่สุดยิ่งดี เพราะจะทำให้ไม่สูญเสียอาหาร)

2. หลังจากการฉีดพ่น ประมาณ 3-4 วัน ใบอ่อนจะเริ่มร่วง

3. จำนวนครั้งการฉีด ขึ้นอยู่กับสภาพการแตกใบอ่อนของทุเรียน บางปีอาจมีการฉีดถึง 3 ครั้ง

4. ข้อจำกัดในการฉีดพ่น

4.1 ต้นสมบูรณ์

4.2 อย่าฉีดใบทุเรียนในขณะที่ต้นเหี่ยว (ปกติชาวสวนเมื่อทุเรียนแตกใบอ่อนจะชะลอการให้น้ำ ทำให้ต้น/ใบเหี่ยว) ถ้าอากาศแล้ง ต้องให้น้ำทุเรียนก่อนฉีดพ่น

4.3 อัตราการใช้สารต้องถูกต้องและตรงตามคำแนะนำ (คุณไพฑูรย์ ได้ทดลองใช้มานานแล้ว)

เทคนิคการแก้ปัญหา

โรคโคนเน่าในทุเรียน

โรคโคนเน่าทุเรียน (phytopthora) เป็นปัญหาที่รุนแรงสำหรับทุเรียน ในแต่ละปีมีทุเรียนตายจากโรคนี้ค่อนข้างมาก เกิดจากเชื้อรา ต้นที่เริ่มเป็นโรคจะพบว่า ใบไม่เป็นมันสดใส ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองซีดและใบร่วง เมื่อพบอาการแสดงออกที่ใบ ให้สำรวจบริเวณ ลำต้น กิ่ง หรือราก บริเวณที่เป็นโรคจะมีสีของเปลือกเข้มคล้ายถูกน้ำเป็นวงหรือเป็นทางน้ำไหลลงด้านล่าง หรือมีรอยแตกของแผล ต้นที่เป็นโรครุนแรงมากจะมีน้ำยางไหลออกมา โดยเฉพาะในช่วงเวลาเช้าที่มีอากาศชุ่มชื้น เชื้อราไฟทอปทอร่าสามารถแพร่กระจายโดยทางลม น้ำ ดิน ใบ กิ่งพันธุ์ และผล โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีลมพายุและความชื้นสูง จะเหมาะสมกับการแพร่กระจายและเข้าทำลายต้นทุเรียนได้ดี

คุณไพฑูรย์ ได้แนะนำเทคนิคการจัดการกับโรคนี้ว่า จากสภาพที่ต้องการคือ ชื้น (แต่ไม่แฉะ) ทำให้เกษตรกรบางสวนให้น้ำทุเรียนมากเกินความจำเป็น จึงเป็นสาเหตุที่เกิดการแพร่ระบาดโรคได้ ประกอบกับทุเรียนได้รับธาตุอาหารจากไนโตรเจนมากเกินไป ทำให้ต้นทุเรียนอ่อนแอลง โดยมีข้อแนะนำให้ห้ามใช้ปุ๋ยคอกโดยเด็ดขาด ยกเว้นสัตว์กินหญ้า เช่น วัว ควาย (เคยพบว่า ถ้าใส่มูลสุกร มูลไก่ ต่อเนื่อง 5 ปี ต้นทุเรียนเป็นโรคนี้และตายได้) แนวทางการป้องกันแก้ไขโรคนี้ (โรคนี้ยังไม่มีสารเคมีกำจัดได้ 100%) คือ

1. การออกแบบแปลนสวนให้เป็นรูปฝาชีคว่ำ หรือเป็นลอน โดยให้เขต Root Zone อยู่เหนือกว่าพื้นดินปกติ

2. การใช้ต้นตอ (ใช้ต้นตอที่แข็งแรง และต้านทานโรค) ในสภาพซื้อขายปกติทั่วไป ต้นตอพันธุ์ทุเรียนที่ปลูกกัน ไม่ได้ให้ความสำคัญของต้นตอพันธุ์ มีใช้ต้นตอโดยไม่มีการเลือกสายพันธุ์ ทำให้มีการระบาดของโรคง่ายขึ้น ซึ่งมีข้อแนะนำจากทางวิชาการว่า ต้นตอที่แข็งแรงและต้านทานโรคคือ ต้นตอพันธุ์ทุเรียนนก (หายาก) และอันดับสองรองมาคือ ต้นตอทุเรียนพันธุ์พวงมณี

สนใจติดต่อขอข้อมูลเพิ่มได้ที่ คุณไพฑูรย์ วานิชศรี โทร. (086) 0060-132 หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดตราด โทร. (039) 511-008 และที่สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 3 จังหวัดระยอง โทร. (038) 611-578

 

จากนักปรับปรุง พันธุ์กล้วยไม้ สู่การปรับปรุง พันธุ์มะพร้าวกะทิล้วน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05036150556&srcday=2013-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 551

เทคโนโลยีการเกษตร 

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

จากนักปรับปรุง พันธุ์กล้วยไม้ สู่การปรับปรุง พันธุ์มะพร้าวกะทิล้วน

การเก็บ มะพร้าวกะทิ มาใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่นิยมนำเนื้อไปใส่น้ำแข็งไสผสมน้ำเชื่อม โดยใช้ช้อนคว้านเป็นชิ้นพอคำ หรือใช้ช้อนตัก กินเฉยๆ ก็ได้รสชาติหวานมันอร่อยด้วยเนื้อมะพร้าวที่หนา ฟู อ่อนนิ่ม ปัจจุบัน นิยมคว้านใส่ไอศกรีม ทำบัวลอย “มะพร้าวกะทิ” ขายตามร้านอาหาร ภัตตาคาร 

มีหลายคนมักเข้าใจว่า “มะพร้าวกะทิ” เป็นมะพร้าวพันธุ์หนึ่ง แต่ความจริงในธรรมชาติไม่มีต้นมะพร้าวกะทิพันธุ์แท้อยู่เลย แต่ผลมะพร้าวกะทิที่เห็นกันได้มาจากการเกิดร่วมกับผลมะพร้าวปกติที่อยู่รวมกันในต้นมะพร้าวธรรมดาทั่วไปบางต้นเท่านั้น

ที่ผ่านมา ปัญหาที่เกิดจากการใช้มะพร้าวกะทิคือ ไม่สามารถแยกได้ว่าผลใดเป็นกะทิ ทำให้ต้องใช้วิธีปอกเปลือกดูเนื้อภายใน หรือชาวบ้านบางคนที่มีความชำนาญก็จะฟังดูว่า ถ้าไม่มีเสียงน้ำในผลดังกระฉอกเลย หมายถึง มะพร้าวผลนั้นเป็น “มะพร้าวกะทิ” วิธีการดังกล่าวค่อนข้างจะยุ่งยากและเสียเวลาไม่ใช่น้อย

…แต่เหตุใด มะพร้าวจึงไม่เป็นกะทิทั้งหมด

เรื่องนี้ คุณจิตติ รัตนเพียรชัย กูรูด้านการปรับปรุงพันธุ์พืช อธิบายว่า เหตุผลประการหนึ่งคือ เป็นเรื่องของพันธุกรรม เพราะมะพร้าวกะทิถูกควบคุมโดยยีนเพียงคู่เดียว และเป็นลักษณะด้อยเสียด้วย แต่มีลักษณะของมะพร้าวธรรมดาเป็นยีนข่ม

“ฉะนั้น ต้นมะพร้าวที่ให้ลูกเป็นกะทิจึงมีลักษณะพันธุ์ทาง แล้วเมื่อมะพร้าวธรรมดาไปผสมกับมะพร้าวพันธุ์ทาง จึงทำให้เกิดเป็นมะพร้าวธรรมดา 3 ส่วน และมะพร้าวกะทิเพียง 1 ส่วน ด้วยเหตุนี้ปริมาณมะพร้าวกะทิจึงมีน้อย และหายากมากในท้องตลาด อีกทั้งราคามะพร้าวกะทิมีราคาแพงกว่ามะพร้าวธรรมดาหลายเท่า”

คุณจิตติ เป็นผู้คร่ำหวอดในวงการกล้วยไม้มายาวนาน เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน จากนั้นได้ชักชวนเจ้าของสวนกล้วยไม้หลายแห่งมารวมตัวกัน เพื่อจัดตั้งเป็นบริษัท ที่ชื่อ บางกอกฟลาวเวอร์เซ็นเตอร์ จำกัด ได้ดำเนินธุรกิจส่งออกดอกกล้วยไม้ไปยังตลาดต่างประเทศทั่วโลก ด้วยการศึกษาและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจได้ขยายขอบเขตครอบคลุมถึงดอกไม้เขตร้อนประเภทอื่นๆ

ไม่เพียงแค่การปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ที่ประสบความสำเร็จ เขายังปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวเพื่อให้เป็นมะพร้าวกะทิร้อยเปอร์เซ็นต์ ด้วยการร่วมงานกับ ดร. อุทัย จารณศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงพันธุ์อีกท่านหนึ่ง แล้วเปิดตัว “อูติพันธุ์พืช” ขึ้น เพื่อมุ่งเน้นการผลิตเมล็ดพันธุ์ กล้าพันธุ์ปาล์มน้ำมัน รวมถึงมะพร้าวกะทิ และพันธุ์ไม้ชนิดอื่นอีกหลายอย่าง

เพื่อให้ได้ต้นที่เป็นกะทิสมบูรณ์

ต้องแยกปลูกเท่านั้น

คุณจิตติ บอกว่า โดยหลักวิชาการแล้ว การจะทำให้ผลมะพร้าวเป็นกะทิได้ทั้งต้น จะต้องมีการแยกต้นมะพร้าวกะทิพันธุ์แท้ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงมาปลูกให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน และอย่าให้มีต้นมะพร้าวธรรมดาร่วมอยู่ อีกทั้งไม่ควรปลูกมะพร้าวต้นไม่เป็นกะทิใกล้กับต้นเป็นกะทิ เพื่อป้องกันการผสมข้ามสายพันธุ์

และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ “อูติพันธุ์พืช” จึงได้จัดพื้นที่ปลูกมะพร้าวกะทิบนเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่งในเขื่อนวชิราลงกรณ์ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และเป็นพื้นที่ปลูกที่อยู่ห่างไกลจากมะพร้าวธรรมดาพันธุ์อื่นประมาณ 10 กิโลเมตร

“เหตุผลที่ต้องใช้พื้นที่บนเกาะ เพราะต้องการให้ห่างไกลจากเกสรของมะพร้าวธรรมดา และต้องการให้มะพร้าวกะทิผสมกันเองล้วน ในช่วงนั้นความนิยมมะพร้าวกะทิมีพอสมควร แต่มะพร้าวกะทิตามธรรมชาติมีเพียงลูกครึ่ง ซึ่งถ้าผสมกันเองในกลุ่มมะพร้าวกะทิลูกครึ่ง ผลผลิตที่ได้ ประมาณ 1 ใน 4 หรือ 25 เปอร์เซ็นต์ แต่ในความเป็นจริงอาจได้ไม่ถึง ต้นไหนเคยเป็นกะทิ ถ้าผสมตัวมันเองก็ได้เป็นกะทิเพียง 1 ใน 4 แต่หากผสมข้ามจะไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ใน 1 ต้น แต่ละทะลายอาจได้เป็นกะทิเพียง 1-2 ลูก เท่านั้น

สำหรับบนเกาะนี้จำนวนมะพร้าวกว่า 2,000 ต้น ล้วนเป็นมะพร้าวกะทิทุกลูก จึงทำให้สามารถเก็บมะพร้าวกะทิได้ตามขนาดที่ต้องการของตลาด อย่างร้านทำขนมไม่ต้องการเนื้อฟูมาก แต่หากจะใช้บริโภคจะนิยมเนื้อฟู เพราะเวลาหั่นจะได้เป็นท่อนชิ้นสี่เหลี่ยมสำหรับไว้ใส่ในขนมหวาน เช่น ทับทิมกรอบ ดังนั้น เวลาเก็บจึงไม่ต้องให้แก่มาก และเปลือกยังมีสีเขียว แต่มีรอยย่นเล็กน้อย” คุณจิตติ อธิบาย

คุณจิตติ เผยถึงคราวที่เริ่มต้นปรับปรุงมะพร้าวให้เป็นกะทิล้วนว่า ครั้งนั้นการหาพันธุ์ต้องไปหาซื้อลูกมะพร้าวตามที่ชาวบ้านเก็บ เช่น แถวทับสะแก พอซื้อมาแล้วจัดการผ่าออก นำไปเข้าห้องแล็บ ดึงจาวออกมาแล้วนำไปเพาะด้วยอาหารวิทยาศาสตร์ในสภาพปลอดเชื้อ เป็นวิธีการเดียวกับการเพาะกล้วยไม้

“ได้นำเอาคัพภะ จากผลมะพร้าวกะทิมาเลี้ยงในอาหารวิทยาศาสตร์ภายในสภาพปลอดเชื้อ เป็นระยะเวลาประมาณ 8-9 เดือน แล้วจึงนำออกปลูกลงดินในถุงเพาะ ให้ต้นกล้ามีอายุประมาณ 18 เดือน จึงนำปลูกลงดินตามธรรมชาติ เนื่องจากต้นกล้ามะพร้าวกะทิพันธุ์แท้อยู่ในสภาพการงอกที่ผิดธรรมชาติ (งอกในอาหารวิทยาศาสตร์ ภายใต้สภาพปลอดเชื้อ) กล่าวคือ ไม่ได้งอกจากผลมะพร้าวที่มีกะลาและเปลือกมะพร้าวห่อหุ้มไว้ จึงทำให้ต้นกล้าถูกเชื้อจุลินทรีย์เข้าทำลายได้ง่าย โอกาสรอดตายจึงมีน้อย”

คุณจิตติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเพาะครั้งแรกมีปัญหาและความยุ่งยากมาก เพราะมะพร้าวเป็นพืชที่มีขนาดใหญ่ แตกต่างจากกล้วยไม้ที่เคยทำที่มีขนาดเล็ก คุณจิตติ เล่าว่า การเพาะพันธุ์ในขวดแก้วเพียงแค่ต้นอ่อนที่ยังไม่ได้เวลาที่เหมาะสมยังใหญ่แน่นขวดกลม ครั้นพอนำออกมาจากขวดยิ่งลำบากและยุ่งยาก ทำให้เสียหายและตายเป็นจำนวนมาก ซึ่งเหลือจำนวนรอดไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เปรียบว่าคล้ายกับเด็กที่คลอดก่อนกำหนด ส่วนต้นที่รอดนำไปขาย ราคาต้นละ 1,500 บาท มีคนซื้อน้อย ในที่สุดขาดทุน และต่อมามีความพยายามหาวิธีทำใหม่ และได้ค่อยๆ พัฒนาจนเพิ่มจำนวนต้นที่รอดมากขึ้น

โครงการนำมาแปรรูป

เป็น ไอศกรีมมะพร้าวกะทิ

ปั่นใส่น้ำหวานขาย

นักปรับปรุงพันธุ์กล่าวถึงเหตุผลที่มาทำธุรกิจขายมะพร้าวกะทิ นอกจากต้องการขายเป็นมะพร้าวลูกในประเทศแล้ว ยังเห็นว่าที่ประเทศฟิลิปปินส์ มีการปลูกมะพร้าวกะทิจำนวนมาก แล้วส่วนหนึ่งมีการนำไปแปรรูปเป็นไอศกรีมมะพร้าวกะทิขายที่สนามบิน ซึ่งเป็นไอศกรีมที่มีชื่อเสียงของฟิลิปปินส์ทำให้โด่งดัง ส่วนที่อินโดนีเซียยังใช้เนื้อมะพร้าวกะทิปั่นด้วยเครื่องให้ละเอียด แล้วนำมาใส่ในน้ำหวานสีสันต่างๆ ทำเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในโรงแรมชื่อดังหลายแห่ง ด้วยเหตุนี้จึงเห็นช่องทางทำเป็นธุรกิจ

ดังนั้น แผนและโครงการที่ได้วางไว้คือ การต่อยอดทางธุรกิจผลิตมะพร้าวด้วยการผลิตไอศกรีมมะพร้าวกะทิแบบที่ฟิลิปปินส์ โดยช่วงที่มีมะพร้าวจำนวนมากจะเก็บเนื้อมะพร้าวแช่แข็ง แล้วทยอยนำออกมาผลิตเป็นไอศกรีมทั้งปี ส่วนการขายผลมะพร้าวยังคงทำตามปกติ นอกจากนั้น ยังเคยมีความคิดว่า มะพร้าวกะทิ น่าจะแปรรูปเป็นขนมขบเคี้ยวได้ เพราะวัตถุดิบคือ มะพร้าว ที่ปลูกสามารถกำหนดช่วงเวลาหรือกำหนดอายุมะพร้าวว่าต้องการใช้แบบใด อ่อนหรือแก่

นอกจากโปรเจ็กต์มะพร้าวแล้ว คุณจิตติยังมีโครงการจะปลูกกล้วยไม้ป่าจำนวนหลายชนิดอีก ซึ่งขณะนี้กำลังรวบรวมพันธุ์จากหลายแหล่งไว้ที่วิทยาลัยเกษตรเพชรบุรี

มะพร้าวที่ปลูก สามารถ

แยกขนาดได้ตามต้องการ

สำหรับปุ๋ยที่ใช้ใส่มะพร้าวกะทินั้น คุณจิตติ บอกว่า เน้นเป็นแม่ปุ๋ย เช่น ไนโตรเจน ก็ใส่แอมโมเนียมซัลเฟต, ฟอสฟอรัสใส่ร็อกฟอสเฟตที่เป็นหินบด, โพแทสเซียม ใส่โพแทสเซียมคลอไรด์, แมกนีเซียม ใส่แมกนีเซียมซัลเฟต, และโบรอน โดยมีอัตราส่วน คือ 2.5-1-4 นอกจากนั้นแล้ว ยังใส่ปุ๋ยขี้วัว ขี้ไก่ ทุกปี

คุณจิตติ บอกว่า เริ่มมาปลูกมะพร้าวกะทิบนเกาะ เมื่อ ปี 2532 มีขนาดผล 3 ขนาด คือ เล็ก กลาง และใหญ่ จำนวนต้นที่ปลูกครั้งแรก 2,150 ต้น อายุการเก็บผลผลิตครั้งแรก ถ้าเป็นมะพร้าวเล็ก เริ่มเก็บเมื่ออายุ 3 ปีครึ่ง แต่ถ้าเป็นมะพร้าวใหญ่ เริ่มเก็บเมื่ออายุ 5-6 ปี นับตั้งแต่เริ่มปลูก

คุณจิตติ บอกว่า ความจริงธรรมชาติมะพร้าวจะขึ้นได้ดีบริเวณชายทะเล หรือน้ำกร่อย ซึ่งมีความเค็มของโซเดียมคลอไรด์ ดังนั้น การปลูกมะพร้าวนอกเหนือจากพื้นที่ดังกล่าว จึงควรมีการใส่เกลือด้วย เพื่อช่วยในการให้ผลผลิตมีคุณภาพ คุณจิตติ บอกว่า มะพร้าวกะทิที่เพาะเลี้ยงบนเกาะแห่งนี้จึงต้องใส่เกลือช่วย เกลือที่นำมาใส่มีปริมาณ ต้นละ 1 กิโลกรัม ใส่ปีละครั้งในช่วงต้นฝน เคยทดลองไม่ใส่เกลือปรากฏว่าเนื้อมะพร้าวจะบางทันที

ควรบริหารจัดการ

ภายในแหล่งปลูกให้ดี

สำหรับโรคแมลงที่พบ ได้แก่ แมลงดำหนาม อย่างเดียว แต่ไม่ค่อยพบบ่อย อาจเป็นเพราะมีการดูแลบริหารจัดการภายในพื้นที่อย่างดี โดยจะต้องให้พนักงานคอยตัดหญ้าและวัชพืชหลายอย่างให้หมด ต้องให้พื้นที่โล่งเตียน ไม่ปล่อยให้สกปรกรกรุงรัง อันเป็นบ่อเกิดของสัตว์ต่างๆ เช่น หนู ที่มาคอยกัดกินผลมะพร้าว จนต้องห่อหุ้มพลาสติกหรือแผ่นสังกะสี เพื่อป้องกันไม่ให้หนูปีนขึ้นต้นมะพร้าว อย่างไรก็ตาม การเอาใจใส่เช่นนี้ทำให้สวนมะพร้าวแห่งนี้ไม่ใช้สารเคมีใดเลย

พร้อมกับปลูกพืชหลายอย่างแซมคู่กับมะพร้าว ไม่ว่าจะเป็น กล้วย และไม้ผลอื่น ตลอดจนพืชผักสวนครัว ที่น่าสนใจคือ ปลูกโกโก้ พ่อ-แม่พันธุ์ ที่ได้มาจากมาเลเซียไว้หลายต้น ซึ่งมีผลออกมากมาย คุณจิตติ บอกว่าทดลองปลูกดู เพราะได้มาเมื่อคราวเดินทางไปทำธุระที่มาเลเซีย

น้ำถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีส่วนทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น การให้น้ำกับมะพร้าวกะทิบนเกาะแห่งนี้ใช้ระบบมินิสปริงเกลอร์ มี 3 หัวพ่น และพ่นได้ระยะไกลกว่า 1 เมตร ติดตั้งไว้รอบต้น ในตำแหน่งที่โคนต้น เหตุผลที่ใช้วิธีนี้เพื่อต้องการรักษาระดับความชื้นในดินให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอเหมาะ ซึ่งจะทำให้ต้นมะพร้าวงอกงามและได้ผลผลิตดี

นอกจากนั้น ยังสามารถควบคุมการเกิดวัชพืชได้ เพราะการให้น้ำเฉพาะที่โคนต้น ทำให้พื้นที่ดินบริเวณอื่นไม่เปียก และวัชพืชจึงเกิดได้ยาก อีกทั้งยังช่วยให้ประหยัดค่าแรงงานด้วย สำหรับการปล่อยน้ำจะทำเพียงวันละครั้ง แต่ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งจะเปิดน้ำถี่ขึ้นกว่าเดิม

ผลผลิตได้มากน้อย

แตกต่างกันในรอบปี

คุณจิตติ เปิดเผยถึงผลผลิตที่ได้ในช่วงระหว่างปี จะมีปริมาณไม่เท่ากัน ช่วงที่มีมากที่สุดคือ ฤดูร้อน ระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน เป็นเวลา 4 เดือน ซึ่งจะให้ผลผลิตเฉลี่ยสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 1,600 ลูก บางครั้งเกือบ 2,000 ลูก ถ้าเป็นช่วงที่ให้น้อยคือ ในช่วงหน้าฝน ประมาณเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน เป็นเวลา 4 เดือน เช่นกัน ซึ่งช่วงนั้นจะได้ผลผลิตเฉลี่ย สัปดาห์ละ 200-300 ลูก อันนี้เป็นตัวเลขของ ปี 2554

แต่พอ ปี 2555 ถือว่าผลผลิตโดยรวมจะดกดีมาก ช่วงที่มากก็จะให้มากที่สุดกว่าที่เคยได้มา ส่วนช่วงให้น้อยก็จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม

“ช่วงที่สูงสุด ในปี 2555 เกือบ 3,000 กว่าลูก ต่อสัปดาห์ แล้วช่วงที่น้อยได้ถึง 800 ลูก ต่อสัปดาห์ โดยได้ตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นเพราะการให้ปุ๋ยและน้ำน้อยเกินไป ดังนั้น จึงมีการปรับวิธีเติมอาหารให้กับต้นมะพร้าวให้มากกว่าเดิม ส่วนเหตุผลอื่นที่เกี่ยวข้อง ประกอบกันด้วยคือ เรื่องความเป็นไปของธรรมชาติที่เปลี่ยนตลอดเวลา จึงเป็นตัวกำหนดและส่งผลกับปริมาณมะพร้าวในแต่ละปีด้วย”

ใช้ทั้งคนและลิงช่วยเก็บ

ส่งขายทุกสัปดาห์

สงสัยจริงว่า วิธีเก็บมะพร้าวที่มีจำนวนมากขนาดนี้ทำได้อย่างไร คุณจิตติ เผยว่า ถ้าต้นไม่สูงนักจะใช้คนเก็บโดยใช้ไม้สอยหรือปีน ส่วนต้นไหนที่สูงจะใช้ลิงกังเก็บ ซึ่งเป็นลิงที่เลี้ยงมานาน มีอยู่ 1 ตัว ผ่านการฝึกเก็บมะพร้าวมาอย่างชำนาญและสามารถเก็บมะพร้าวได้วันละหลายร้อยลูก และอีกไม่นานจะนำมาช่วยอีก 1 ตัวเป็นลิงช่วงวัยรุ่นที่กำลังมีความคล่องตัว เพื่อช่วยตัวเดิมที่มีอายุมากแล้ว

ด้านการตลาด คุณจิตติ บอกว่า จะส่งให้กับพ่อค้าแถวตลาดดอนหวายเป็นหลัก มีจำนวน 3-4 ราย เพราะทำธุรกิจกันมานาน การขายเป็นลักษณะขายส่ง และต้องมีการนัดหมายจุดรับ-ส่ง กันทุกครั้ง เพราะปริมาณที่ต้องการแตกต่างกัน บางครั้งทางนี้อาจเดินทางไปส่ง แต่บางครั้งลูกค้าอาจมารับเอง ดังนั้น วิธีนี้ถือเป็นการถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน

“มะพร้าวกะทิ ส่วนมากร้านทำขนมจะสั่งมากกว่า แต่มีบางรายอาจนำไปขายที่ตลาด อ.ต.ก. ที่ถือว่าเป็นแหล่งจำหน่ายดั้งเดิม”

และบอกถึงราคาจำหน่ายว่า มะพร้าวกะทิ ทั้งปีจะมีราคาแตกต่างกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณมะพร้าวที่มีอยู่ในช่วงเวลานั้น กล่าวคือ ถ้าช่วงที่มะพร้าวดก ราคา ลูกเล็ก ประมาณ 15 บาท ขนาดใหญ่ ราคาประมาณ 30 บาท แต่ถ้าช่วงผลผลิตน้อย ราคาลูกเล็กจะค่อยๆ ขยับมาจนถึงประมาณลูกละ 20 บาท ส่วนขนาดใหญ่จะค่อยปรับราคามาจนถึงเต็มที่ ประมาณ 45 บาท แต่การนำไปขายปลีกจะมีราคาแพงมาก บางแห่งราคาลูกละเป็นร้อยบาท

ท้ายนี้ มีวิธีกินมะพร้าวกะทิแบบผ่ากิน ตามแบบคนเฒ่าคนแก่บอกเคล็ดลับว่า ถ้าต้องการให้เนื้อในของ “มะพร้าวกะทิ” ฟู หรือเหนียวแน่น อร่อย ต้องนวดก่อน โดยเอาผลที่ปอกเปลือกแล้วกระแทกกับพื้นปูนเบาๆ รอบๆ ผลให้ทั่ว กะเวลาจนแน่ใจว่าพอแล้ว จึงนำผลไปผ่าครึ่ง จะพบว่าเนื้อในฟูเป็นสีขาวคล้ายปุยฝ้าย ใช้ช้อนตักกินได้เลย รสชาติหวานมัน หอม อร่อยมาก

สำหรับเกาะมะพร้าวพันธุ์กะทิของอูติพันธุ์พืช ถือเป็นแหล่งพันธุกรรมมะพร้าวกะทิที่มีประโยชน์ในด้านการปรับปรุงพันธุ์แห่งหนึ่งของประเทศ

สนใจสอบถามรายละเอียดเรื่อง มะพร้าวกะทิ ได้ที่ คุณจิตติ รัตนเพียรชัย โทรศัพท์ (081) 851-3772

 

ปลูกมันสำปะหลังให้มีกำไร “ปรียานันท์ นามดวง” แนะมือใหม่ ต้องประณีต

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05028010556&srcday=2013-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 550

เทคโนโลยีการเกษตร 

มนตรี แสนสุข

ปลูกมันสำปะหลังให้มีกำไร “ปรียานันท์ นามดวง” แนะมือใหม่ ต้องประณีต

“มันสำปะหลัง” พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยอีกชนิดหนึ่ง ปัจจุบันเกษตรกรทั่วประเทศให้ความสนใจขยายพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังในแต่ละปีเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่า บางช่วงบางตอนราคารับซื้อมันสำปะหลังจากเกษตรกรจะตกลงบ้างแต่ก็เป็นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น

มันสำปะหลังเป็นพืชไร่ที่ปลูกง่าย ต้องการน้ำน้อย สามารถทนความแห้งแล้งได้ดี หากไม่มีศัตรูของมันสำปะหลังมารบกวนจนได้รับความเสียหาย จริงๆ แล้วเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังแทบจะตัดคำว่า “ขาดทุน” ไปได้เลย และยิ่งอนาคตข้างหน้า มันสำปะหลังจะเป็นพืชพลังงานที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งด้วย การขยายพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังก็จะมีเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

คุณปรียานันท์ นามดวง หรือ เจ๊หล่อ เกษตรกรหญิงคนเก่งแห่งทุ่งกบินทร์บุรี อยู่ในพื้นที่ หมู่ที่ 7 ตำบลกบินทร์บุรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี กล่าวถึงสถานการณ์ในช่วงที่ราคารับซื้อมันสำปะหลังตกต่ำว่า ปี พ.ศ. 2554 สถานการณ์มันสำปะหลังค่อนข้างวิกฤติ มีอยู่ช่วงหนึ่งราคารับซื้อตกมากๆ รัฐบาลก็พยายามช่วยเกษตรกรชาวไร่มันโดยช่วยพยุงราคารับซื้อมันสำปะหลังให้ แต่ในพื้นที่กบินทร์บุรีไม่มีลานรับซื้อ ผลที่ตามมาก็คือ เกษตรกรส่วนใหญ่ขาดทุนไร่ละ ประมาณ 1,000 บาท

“ตัวดิฉันเองปลูกมันสำปะหลังไว้ 200 ไร่ ขาดทุนไป 2 แสนกว่าบาท เล่นเอาแย่ ช่วงนั้นราคามันตกต่ำมาก รัฐบาลเองก็ไม่มีเป้าหมายที่แน่นอน เดี๋ยวจะส่งเสริมให้ใช้เอทานอล เดี๋ยวยกเลิกเปลี่ยนมาให้ใช้เบนซินเหมือนเดิม เล่นเอาผู้ผลิตเอทานอลย่ำแย่ไปด้วย”

ต่อข้อถามที่ว่า แล้วย้อนหลังไปหลายๆ ปีที่ผ่านมาราคามันสำปะหลังดีติดต่อกันเรื่อยมา พอราคาตกเพียงช่วงเดียวก็บ่นกันแล้ว “เจ๊หล่อ ปรียานันท์” บอกว่า ที่ผ่านมาเก็บมันขายได้เงินก็ใช้หนี้หมดไป พอทำงวดใหม่ก็ติดหนี้กันใหม่ เลยทำให้ต้องติดหนี้กันเรื่อยมา ในแต่ละปีที่ได้เงินมาก็หมดไป เขาเรียกว่า “เงินมัน ไม่ใช่เงินเรา”

เจ๊หล่อ กล่าวต่อไปอีกว่า ที่เงินมันหมดไปก็เพราะค่าเช่าที่ปลูกมันสูงขึ้น ค่าปุ๋ยแพงมาก ค่าน้ำมันสูงขึ้น ค่าไถดิน ค่าแรงงานฉีดยาขึ้นกันหมด เมื่อก่อนค่าแรงฉีดยานี้ ไร่ละ 55 บาท ตอนหลังขึ้นมา 80 บาท แล้วขึ้นเป็น 120 บาท ปัจจุบันรัฐบาลใจดีปรับค่าแรงขึ้นเป็น 300 บาท แรงงานในภาคอุตสาหกรรมหรือบริษัท ห้างร้าน เขาทำงานเต็ม 8 ชั่วโมง แต่แรงงานในไร่ทำงานกลางแจ้ง คิดเฉลี่ยแล้วจะได้งานเพียงแค่ 5 ชั่วโมงครึ่ง-6 ชั่วโมง เท่านั้นเอง

เจ๊หล่อ กล่าวต่ออีกว่า ที่กบินทร์บุรีอยู่ใกล้กัมพูชา ในประเทศกัมพูชาเขาทำมันสับด้วยแรงงานคน ทำให้มันสำปะหลังของเขาสะอาดมาก เมื่อพ่อค้าซื้อไว้แล้วนำไปขายต่อก็ขายได้ราคา เพราะมันของเขาสะอาด ไม่เหมือนกับมันสำปะหลังของไทยบางราย เกษตรกรขายมันให้กับโรงโม่ เจ้าของโรงโม่บางคนสกปรกไปซื้อทรายมาปน ก็เลยทำให้มันมีสิ่งเจือปนมาก ขณะเดียวกันพ่อค้าก็กล่าวหาเกษตรกรว่า เกษตรกรทำมันสกปรก ที่จริงแล้วเกษตรกรส่งมันไปถึงลานมัน ขี้ดินขี้ทรายต่างๆ มันหลุดไปหมดแล้ว

แต่พอมันไปถึงลานมัน เขาทำให้ยางจากหัวมันออกมาแล้วก็ใส่ทรายลงไป ทรายก็จะติดกับยางที่หัวมัน จะตากอย่างไรทรายก็ไม่หลุด วิธีการนี้เขาทำเพื่อเพิ่มน้ำหนักของมันสำปะหลัง แล้วก็มาโทษเกษตรกรว่าทำมันสกปรก ในความเป็นจริงแล้วเกษตรกรไม่มีสิทธิ์ไปทำให้ยางมันออกมาติดทรายเลย เพราะเกษตรกรขายมันสดเป็นหัว

เจ๊หล่อ กล่าวอีกว่า ที่กบินทร์บุรีคล้ายกับตั้งรอบการรับซื้อมันสำปะหลังเอาไว้ พอได้เวลามันก็ไหลเข้ามา พอเต็มรอบเขาก็ปิดโรงงาน ปิดการรับซื้อ แล้วทีนี้เกษตรกรขุดมันขึ้นมาทีหลังจะขายหัวมันสดให้กับใคร มีอยู่ช่วงหนึ่งราวต้นปี 2555 ราคามันตกลงถึง 1.40 บาท เกษตรกรพื้นที่อื่นๆ มีลานรับซื้อมันโดยรัฐบาลสนับสนุน แต่กบินทร์บุรีไม่มีลานอยากจะรับซื้อเลย พอไปขอร้องให้พ่อค้าเขาช่วย เขาก็ช่วย แต่แค่ 3 วัน ก็ต้องปิดรับซื้อ เพราะได้มันเต็มแล้ว เกษตรกรไม่รู้จะขายใคร ในที่สุดก็ต้องขายให้กับพ่อค้าที่รับซื้อในราคาต่ำ

“ที่กบินทร์บุรีมีสหกรณ์เหมือนกัน แต่สหกรณ์ไม่แข็งแรง ทำลานมันไม่ได้ เกษตรอำเภอกบินทร์บุรีก็อยากให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันมากๆ ก็ไม่ทราบว่าจะรวมกันได้หรือไม่ ประกอบกับเพื่อนบ้านเขาทำมันเส้นสะอาดด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้ราคามันของเราตกต่ำกันไปใหญ่”

เจ๊หล่อ กล่าวถึงการปลูกมันสำปะหลังว่า มันสำปะหลังเป็นพืชที่ปลูกไม่ยาก สามารถทำจำนวนมากๆ ได้ เพราะตลาดยังมีความต้องการอยู่มาก แต่ปัญหาของมันสำปะหลังมาติดอยู่ที่ราคาซื้อขายที่ไม่คงที่ การปลูกมันสำปะหลังจะให้ได้ผลผลิตที่ดี ต้นทุนต่อไร่ ประมาณ 5,000 บาท ก็มีค่าไถดิน ประมาณ 3 ครั้ง อยู่ที่ราคา 900 บาท ปุ๋ย 1 กระสอบ 1 ไร่ ใช้ 50 กิโลกรัม ราคา ประมาณ 700-800 บาท ค่าแรงงานปลูก ประมาณ 280-300 บาท ค่าท่อนพันธุ์เฉลี่ยแล้วไร่หนึ่ง ประมาณ 1,000 ต้น ราคาซื้อได้ตั้งแต่ 1-2 บาท แล้วแต่ชนิดของพันธุ์ ต้นพันธุ์ 1,000 ต้น นำมาตัดแล้วจะได้ท่อนพันธุ์ปลูก ประมาณ 2,000-3,000 ท่อน แล้วแต่ความถี่ห่าง แต่ควรจะทำร่องใหญ่ เพราะแรงงานปัจจุบันหายาก ถ้าทำร่องถี่คนงานจะเกี่ยงไม่ค่อยอยากฉีดยาให้ ไม่อยากทำอะไรให้ เพราะเข้าไปลำบาก แรงงานเดี๋ยวนี้เขาเลือกเอาทำง่ายๆ เข้าว่า

ค่าฉีดยาตอนนี้ไร่ละ 120 บาท ครั้งแรกที่เริ่มฉีดยาฆ่าหญ้าเมื่อมันอายุประมาณ 1 เดือนครึ่ง – 2 เดือน ยาที่ฉีดต้องเป็นแบบน้ำดำอย่างเดียว คือเป็นยาเผาไหม้ไม่ควรฉีดแบบดูดซึม หลังจาก 5 เดือนครึ่งขึ้นไป ถึงจะฉีดแบบดูดซึมได้ หากฉีดก่อนหญ้าตายดี แต่ยาจะไปบีบหัวมันทำให้หัวมันไม่โต เรียวเล็กเหมือนลำเทียน จำนวนยาก็ไม่แน่นอน แล้วแต่ว่าเมื่อฉีดยาไปแล้วหญ้าจะตายดีหรือไม่ จะต้องหาคนที่เขาฉีดยาเป็นด้วย

ก่อนปลูกก็ต้องหว่านปุ๋ยก่อนแล้วจึงยกร่องปลูก เพราะดินจะช่วยกลบเม็ดปุ๋ยไว้ จะทำให้ปุ๋ยมีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้ผลเกือบ 100% จะใส่ปุ๋ยตอนไหนๆ ก็สู้ใส่ตอนยกร่องไม่ได้ ตรงนี้เป็นข้อแนะนำเบื้องต้นสำหรับคนที่ไม่เคยปลูกมันมาก่อน หากพื้นที่ที่จะปลูกไม่มีแหล่งน้ำก็ต้องรอน้ำฝนอย่างเดียว เกษตรกรต้องเตรียมดินให้เสร็จภายในเดือนเมษายน ให้ไถดะ 1 ครั้ง ไถแปร 1 ครั้ง

เมื่อฝนตกก็หว่านปุ๋ยแล้วยกร่องได้เลย จากนั้นก็เตรียมท่อนพันธุ์ปลูก ด้วยการตัดแล้วแช่น้ำยาป้องกันเพลี้ย คนปลูกมักจะไม่สนใจแช่ท่อนพันธุ์ ดังนั้น เราจะต้องหาคนงานมาแช่ท่อนพันธุ์ด้วย ส่วนใหญ่มักทำกันเอง ใช้แรงงานในบ้านไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม

การเสียบท่อนพันธุ์ปลูกก็ควรดูตาของมันด้วยว่าถี่หรือห่าง ถ้าตาอยู่ห่างกันก็เสียบตาลงดินประมาณ 4 ตา ถ้าตาถี่ก็เสียบตาละต้น ประมาณ 6 ตาของท่อนพันธุ์ ระยะห่างต่อต้นอยู่ที่ 50-60 เซนติเมตร ความห่างระหว่างร่องประมาณ 85 เซนติเมตร สำหรับการใส่ปุ๋ยหลังปลูกมันไปแล้วจะต้องดูว่าต้นมันงามมากน้อยแค่ไหน ถ้ามันมีอายุ 5-6 เดือน ต้นไม่งามก็ควรเพิ่มปุ๋ยให้บ้างไม่ต้องมาก ประเดี๋ยวต้นจะมีแต่ใบ ไม่มีหัว อย่างที่เขาเรียกว่า “บ้าใบ”

สำหรับปัญหาเพลี้ยไฟไรแดง เพลี้ยแป้งสีชมพูนั้นจะมีก็ช่วงปีใหม่ ตรุษจีน ช่วงอากาศหนาวแล้วร้อนลงช่วงนี้แหละ ถ้ามันต้นสมบูรณ์แข็งแรง เพลี้ยมาก็ยังพอยันกันได้ พอฝนมาพวกนี้ก็ไปหมดแล้ว แต่หากระบาดมากก็ใช้ยากำจัดเสียบ้าง เทคนิคง่ายๆ คือ ทำให้ต้นมันสมบูรณ์แข็งแรงก่อนที่แล้งจะมาเยือน

เวลาเก็บหัวมัน ก็ต้องนัดกับผู้ที่มีอาชีพรับจ้างเก็บหัว ราคาที่เขารับจ้างขุดหัวและขนขึ้นรถสิบล้ออยู่ที่ 25 สตางค์ ต่อ 1 กิโลกรัม ค่ารถบรรทุกสิบล้ออยู่บริเวณบ้านไม่ไกล เขาคิดราคาค่าบรรทุก 20 สตางค์ ต่อ 1 กิโลกรัม ค่าไถหัวมัน คิดราคา 10 สตางค์ ต่อ 1 กิโลกรัม ทั้งหมดรวมแล้วเป็น 55 สตางค์ ต่อ 1 กิโลกรัม แล้วจะต้องขายหัวมันสดในพื้นที่อีกด้วย ถ้าออกนอกพื้นที่ค่ารถ ค่าน้ำมัน เพิ่มขึ้นก็ต้องตกลงกันอีกราคาหนึ่ง หากลานรับซื้อมันอยู่ไกลจะทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทีนี้หากราคารับซื้อมันอยู่ที่ 1.70 บาท เหมือนที่ผ่านมา รวมค่าปลูก ค่าท่อนพันธุ์ ค่าปุ๋ย ทุกอย่างมาบวกกัน ค่าขุดมัน ค่าขนส่ง แค่นี้ก็ขาดทุนแล้ว ราคามันสำปะหลังขั้นต่ำควรอยู่ที่ 2.50 บาท จะให้ดีก็อยู่ที่ 3 บาท ว่าเยี่ยม

สำหรับเกษตรกรมือใหม่ที่อยากจะปลูกมันดูบ้าง เจ๊หล่อ บอกว่า

“ก็ลองทำดู ปลูกใหม่ๆ ไม่ต้องปลูกมาก ประเดี๋ยวล้มแล้วจะเจ็บตัว ลองปลูกน้อยๆ หาประสบการณ์ทางตรงกันก่อน พอรู้ทางแล้ว ทีนี้อะไรๆ ก็ไม่ยากเลย”

เจ๊หล่อ บอกอีกว่า เรื่องของมันสำปะหลังยังมีเทคนิคอีกมากนัก ว่างๆ โทร.มาคุยกันก็ได้ที่ (085) 086-7369 ไม่มีหวงความรู้

 

มือทุเรียน หมอนทอง ก่อนฤดู สุดชายแดนบูรพา สิงหาคม 23, 2013

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040150456&srcday=2013-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 549

เทคโนโลยีการเกษตร 

วรนุช สีแดง นักวิชาการเกษตรชำนาญการ

มือทุเรียน หมอนทอง ก่อนฤดู สุดชายแดนบูรพา

ถ้าจะเอ่ยถึง อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด หลายคนรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะเป็นจังหวัดท้ายสุดของภาคตะวันออก เป็นพื้นที่สุดชายแดนบูรพา ติดกับประเทศกัมพูชาเพื่อนบ้านของเรา ลักษณะพื้นที่ส่วนใหญ่แคบขนานไปกับชายทะเลและประเทศกัมพูชา ในขณะที่พื้นที่ฝั่งหนึ่งติดกับทะเลและอีกฟากฝั่งหนึ่งติดกับเทือกเขาบรรทัด ทำให้มีพื้นที่ราบน้อย ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นที่ราบเนินสูงตามชายเขาลาดลงมา ด้วยเหตุนี้ ประชากรส่วนใหญ่จึงประกอบอาชีพประมงเป็นหลัก นอกจากนั้น ยังมีการประกอบอาชีพทางด้านเกษตรกรรม มีการปลูกพืช ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน และทุเรียน เป็นต้น

จากความได้เปรียบของพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นดินทรายมากกว่า ทำให้สภาพพื้นที่ของอำเภอคลองใหญ่แห้งเร็วกว่าเขตจังหวัดอื่นๆ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของการทำทุเรียนก่อนฤดู ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้ คุณสุริยา กล่อมสังข์ เล็งเห็นความได้เปรียบนี้ และหันมามุมานะทำทุเรียนก่อนฤดูจนมีรายได้เป็นกอบเป็นกำมาหลายปี

หมอนทอง พืชทองของอนาคตไม้ผลไทย

ทุเรียนหมอนทอง เป็นไม้ผลเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของผลไม้ไทย ภาคตะวันออกเป็นแหล่งที่มีการผลิตทุเรียนหมอนทองที่สำคัญที่สุดของประเทศ เนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยีการผลิตสูง เกษตรกรมีความขยันใฝ่รู้ และยอมรับการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ จัดว่าเป็นกลุ่มเกษตรกรผู้นำ ผลผลิตทุเรียนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ไม่ประสบปัญหาด้านราคาตกต่ำ ราคาจำหน่ายในฤดูเฉลี่ย 20-25 บาท/กิโลกรัม เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีความต้องการของตลาดต่างประเทศมาก โดยเฉพาะประเทศจีน ทำให้ผลผลิตที่ผลิตได้ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด

นอกจากนี้ การทำทุเรียนก่อนฤดูที่มีการผลิตกันเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่ผลิตเพื่อการส่งออกเกือบทั้งหมด พันธุ์ทุเรียนที่นิยมทำก่อนฤดูกันมากคือ หมอนทอง ซึ่งเป็นทุเรียนที่ตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่รู้จักและชื่นชอบ สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาเหล่านี้ จึงเป็นเหตุเป็นผลให้ทุเรียนหมอนทองเป็นพืชทองของผลไม้ไทยอีกชนิดหนึ่ง

แนวคิดการผลิตทุเรียนก่อนฤดู ของ สุริยา กล่อมสังข์

คุณสุริยา กล่อมสังข์ เป็นเกษตรกรดีเด่น สาขาทำสวนของจังหวัดตราด ปี 2555 ด้วยความโดดเด่นของการเป็นนักคิด นักจัดการทุเรียนก่อนฤดู และมีความเสียสละ จึงทำให้ได้รับการยกย่องให้เป็นเกษตรกรตัวอย่างของจังหวัดตราด

ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 132 หมู่ที่ 1 ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด มีการปลูกทุเรียนหมอนทองทั้งสิ้นจำนวน 800 ต้น อายุทุเรียนเฉลี่ยประมาณ 6-7 ปี ให้ผลผลิต 80-90 ตัน หรือเฉลี่ยประมาณ 115 กิโลกรัม/ต้น ต้นทุนการผลิตประมาณ 1,000,000 บาท/ปี/800 ต้น โดยในปีที่ผ่านมามีรายได้จากการจำหน่ายทุเรียน ประมาณ 6,000,000 บาท จะเห็นได้ว่าเป็นข้อมูลที่น่าลงทุนเป็นอย่างยิ่ง แต่กว่าจะมีวันนี้ได้ ก็ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์มา ณ ระยะเวลาหนึ่ง มีปริมาณผลผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ราคาขายโดยเฉลี่ย 55-60 บาท/กิโลกรัม จากการทำทุเรียนก่อนฤดูที่ผ่านมา คุณสุริยา มีหัวใจหลักหรือแนวทางในการทำงาน ใหญ่ๆ ดังนี้

1. รู้และเข้าใจพืช

2. การจัดการพืช

3. การตลาดและการจำหน่าย

“ที่สวนจะทำทุเรียนก่อนฤดูทุกปี ไม่มีว่างเว้น ข้อเสียส่วนใหญ่ของการทำทุเรียนนอกฤดูคือ โรคโคนเน่า (Phytophthora spp.) ซึ่งเป็นโรคที่รักษาค่อนข้างยาก หรือแทบไม่คุ้มกับการรักษา ซึ่งที่สวนเจอกับปัญหานี้ประจำ ทุเรียนจะค่อยๆ ทยอยตาย แต่สำหรับผม การทำทุเรียนก่อนฤดูเป็นการทำเพื่อธุรกิจการค้าเป็นหลัก หากมีทุเรียนตายก็ปลูกใหม่ ผมมีการวางแผนการปลูกชดเชยต่อเนื่องตลอด หลังจากปลูกประมาณ 3-4 ปี ก็เริ่มทำสารใหม่ได้อีก นับว่าคุ้มค่ามากกว่า”

ขั้นตอนและวิธีการทำทุเรียนนอกฤดู ตามแบบของคุณสุริยา 

กระตุ้นราก หลังเก็บเกี่ยว (ต้นเมษายน) ทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน (ประมาณปลายเดือนเมษายน) โดยใช้กรดฮิวมิก + อะมิโนแอซิด อัตรา 100 ซีซี/ต้น ผสมน้ำรดอัตรา 70-100 มิลลิลิตร/ต้น ทิ้งไว้ 1 เดือน ใบอ่อนเริ่มแตก (ชุดที่ 1)

ใบอ่อนเริ่มคลี่ (เดือนพฤษภาคม) บำรุงต้น ใบ และราก ใส่ปุ๋ย 15-15-15 และปุ๋ยมูลค้างคาวสลับกับปุ๋ยกระดูกป่น อัตรา 0.5 : 0.5 กิโลกรัม โรยรอบโคน อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น

ใบอ่อนแตกเต็มที่ หลังจากใส่ปุ๋ย 15 วัน ใช้สาหร่ายไซโตคินิน เพื่อทำลายการพักตัวและกระตุ้นให้แตกใบอ่อนพร้อมกันชุดเดียว (ชุดที่ 2) ร่วมกับปุ๋ยเกล็ดทางด่วน สูตร 13-0-46 หรือ 13-5-30 (โพแทสเซียมไนเตรต) อัตรา 300 กรัม/ต้น เพื่อบำรุงต้นและใบ

ทำสาร หลังจากแตกใบอ่อนชุดที่ 2 และสภาพอากาศแล้ง (ต้องแล้งก่อนทำสาร 1 ชั่วโมง) ใช้สารแพคโคลบิวทราโซล 15% อัตรา 2 ลิตร/น้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นพอเปียก (หลังจากทำสารประมาณ 1 เดือน ถึง 1 เดือนครึ่ง ทุเรียนเริ่มออกดอก)

บ่มใบ/เร่งการสะสมอาหารและเร่งให้ใบเขียวเข้มเร็วขึ้น หลังจากทำสาร 7 วัน ใส่ปุ๋ยเกล็ด 6-12-36 อัตรา 300 กรัม ร่วมกับปุ๋ยแมกนีเซียม (เดี่ยวๆ) อัตรา 100 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นในวันที่ฟ้าโปร่งและฝนแล้ง ฉีดพ่นติดต่อกันประมาณ 3-4 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 7-10 วัน (รวมเวลาประมาณ 1 เดือน)

ทุเรียนเริ่มออกดอกให้เห็นระยะไข่ปลา ช่วงนี้เป็นหัวใจสำคัญ ปล่อยให้กระทบแล้งประมาณ 3-4 วัน จนเห็นดอกทุเรียนพ้นจากระยะไข่ปลาเป็นลักษณะแหลมๆ ให้กระตุ้นน้ำหรือขึ้นน้ำ เพื่อกระตุ้นให้การไหลเวียนของจิบเบอเรลลินและออกซิน เพื่อให้มีการออกดอกตามมา โดยให้ที่รากแก้ว จุดที่ให้น้ำห่างโคนต้นทุเรียนประมาณ 50 เซนติเมตร ให้เพียงแค่พออยู่ได้ และต้องไม่มากเกินไป หลังจากขึ้นน้ำทุเรียนจะทยอยออกดอกเป็นระยะไข่ปลามากขึ้น

ใช้โบรอนทำลายการพักตัว โดยใช้โบรอนเดี่ยว (โบรอนโกลด์) 100 ซีซี + อะมิโนแอซิด (อมินอล) 200 ซีซี/น้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นโดยให้เน้นที่ใต้ท้องกิ่งที่อยู่ในระยะไข่ปลา จำนวน 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 3-5 วัน

ดอกระยะตาปู ใช้จิบเบอเรลลินชนิดเม็ด อัตรา 2 เม็ด/น้ำ 200 ลิตร เพื่อยืดขั้วดอก/ผล ฉีดพ่นที่กลุ่มดอกทุเรียน จำนวน 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 3-5 วัน

ดอกระยะเหยียดตีนหนู ฉีดพ่นด้วยแคลเซียมและโบรอน (แคล 40 + โบรอนเดี่ยว) อัตรา 100 + 100 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร เพื่อให้ดอกสมบูรณ์และยาวขึ้น ฉีดพ่นที่กลุ่มดอก จำนวน 3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 5 วัน (จนกระทั่งดอกบาน)

ก่อนดอกบาน ให้แต่งดอกทุเรียน โดยให้เลือกดอกที่เป็นรุ่นเดียว/ต้นไว้

ระยะไข่ปลา-ดอกบาน ใช้เวลาประมาณ 45-50 วัน (ไข่ปลา-ตาปู 10 วัน, ตาปู-เหยียดตีนหนู 7 วัน, เหยียดตีนหนู-มะเขือพวงเล็ก 15 วัน, มะเขือพวงเล็ก-หัวกำไล 10 วัน,หัวกำไล-ดอกบาน 7-10 วัน)

การช่วยผสมเกสรดอกทุเรียน ใช้แปรงขนกระต่าย ปัดกลับไปกลับมาที่ดอก ระยะดอกบานในช่วงเวลา 19.00-21.00 น. ทำติดต่อกัน 3 คืน

การแต่งผล แต่งผลทุเรียน จำนวน 4 ครั้ง คือ

1. ผลขนาดลูกหมาก (อายุผลหลังดอกบาน 3 สัปดาห์)

2. ผลขนาดผลส้ม (อายุผลหลังดอกบาน 5 สัปดาห์)

3. ผลขนาดกระป๋องนมข้น

4. ผลอายุหลังดอกบาน 2 เดือน (น้ำหนักผลประมาณ 1 กิโลกรัม/ผล) โดยคัดเอาเฉพาะผลรูปทรงสวย และตามปริมาณการติดผลของต้น (ถ้าไว้ผลมาก ทุเรียนจะสลัดผลที่ดีๆ ทิ้ง)

การเก็บเกี่ยว เก็บเกี่ยวทุเรียนที่ระยะความแก่ 80-90% (ประมาณ 93-95 วัน หลังดอกบาน) เจาะดูเนื้อทุเรียนเหลืองและเรียบเนียน

การตลาดและจำหน่าย ส่งออก 100% 

เทคนิคการแก้ปัญหาทุเรียนแตกใบอ่อนระยะติดผล

คุณสุริยา กล่าวว่า หากทุเรียนอยู่ในระยะติดผลแล้วมีการแตกใบอ่อนพร้อมกันทั้งต้น ทำให้มีการแย่งอาหารกันระหว่างใบและผล ซึ่งผลที่ได้รับตามมาคือ ผลทุเรียนจะเสียหายเรื่องคุณภาพและมีการสลัดผลทิ้ง แต่ถ้าหากมีการแตกใบอ่อนแบบทยอยแตก จะส่งผลดีต่อคุณภาพทุเรียน ดังนั้น วิธีการแก้ไขคือ จะทำอย่างไร ให้ทุเรียนค่อยๆ ทยอยแตกใบอ่อน ที่สวนจะใช้เทคนิคโดยการให้ปุ๋ยอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 12-12-7+2 (เพื่อลดการควบคุมความอวบอ้วนของหนามทุเรียน และถ้าสังเกตเห็นหนามทุเรียนบวมและโตเร็ว ให้เปลี่ยนเป็นสูตร 8-24-24 แทน) และปุ๋ยอินทรีย์ อัตรา 0.5 : 1 กิโลกรัม ใส่หลังดอกบานจนถึงก่อนเก็บเกี่ยว 1 เดือน ประมาณ 15-20 วัน/ครั้ง

การจัดการ เพื่อแก้ไขปัญหาทุเรียนเป็นโรคโคนเน่า 

คุณสุริยา กล่าวเพิ่มเติมว่า การเป็นโรคโคนเน่าของทุเรียน จะเกิดเฉพาะต้น ไม่ได้เกิดกันทั้งแปลง สาเหตุของปัญหาเกิดจากการดูแลไม่ทั่วถึงของเจ้าของสวนเอง เช่น การระบายน้ำไม่ดี มีการใช้สารแพคโคลบิวทราโซลติดต่อกัน ต้นทุเรียนงามเกินไป เป็นต้น

แนวทางที่สวนปฏิบัติอยู่ คือ

1. ระยะสั้น ถ้าหากมีการเป็นโรคเกิน 50% จะโค่นต้นทิ้ง เพราะไม่คุ้มค่าการรักษา

2. ระยะยาว มีรายงานทางวิชาการระบุว่าต้นตอทุเรียนที่ทนทานต่อโรคโคนเน่ามากที่สุดคือ ทุเรียนนก และพวงมณี รองลงมา ที่สวนคุณสุริยาได้ปลูกทุเรียนเพิ่มเติมใหม่จากแปลงเดิม โดยใช้ต้นตอเป็นพันธุ์ทุเรียนนกทั้งหมด

การขยายผลและการเชื่อมโยงเครือข่ายการทำทุเรียนก่อนฤดู

คุณพิศิษ กัณฑิโกวิท เกษตรอำเภอคลองใหญ่ ได้กล่าวกับผู้เขียนว่า จะเห็นได้ว่าพื้นที่ของอำเภอคลองใหญ่เป็นพื้นที่ที่ได้เปรียบของการทำทุเรียนก่อนฤดู ประกอบกับปัจจุบันมีการขยายพื้นที่การปลูกทุเรียนในอำเภอเริ่มมากขึ้น แนวทางการเตรียมการระยะยาวคือ การสร้างและรวมกันเป็นกลุ่มผลิตทุเรียนก่อนฤดูอำเภอคลองใหญ่ เพื่อช่วยกันตั้งแต่การจัดการผลิต ตลอดจนการบริหารจัดการทางการตลาด เพื่อให้กลุ่มเข้มแข็งและมีอำนาจต่อรองให้มากยิ่งขึ้น โดยให้คุณสุริยา ที่เต็มใจและพร้อมที่จะเป็นแกนหลักการวางแผนการผลิตทุเรียนก่อนฤดู โดยมีสำนักงานเกษตรอำเภอคลองใหญ่และสำนักงานเกษตรจังหวัดตราด เป็นพี่เลี้ยงเพื่อขับเคลื่อนในการดำเนินการดังกล่าว

บทสรุป

คุณวิชิตร ช่วยพิทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จังหวัดระยอง กล่าวถึงการผลิตและการตลาดทุเรียนของภาคตะวันออกว่า ไม่มีปัญหารุนแรงมาหลายปีแล้ว เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีและการขนส่งมีบทบาทช่วยให้เรามีการส่งออกทุเรียนได้มากขึ้น ภาคตะวันออกแต่ละปีมีผลผลิตทุเรียนออกมามากกว่า 300,000 ตัน แต่ตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่ผมได้เข้ามาดูแล ปัญหาที่เราพบจากทุเรียนมีเพียงอย่างเดียวก็คือ ทุเรียนด้อยคุณภาพ หรือทุเรียนอ่อน ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่ใช่ปัญหาทางเทคนิค แต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบกับอนาคตและทิศทางการตลาดของทุเรียนบ้านเรา การตัดทุเรียนอ่อนเกิดจากการที่ทั้งเกษตรกรและพ่อค้า ไม่มีจิตสำนึกตระหนักถึงผลเสียหายในระยะยาว เป็นการทำลายตลาดและราคาทุเรียน ดังนั้น สิ่งที่อยากจะฝากไว้คือ ทุเรียนอ่อนแม้ว่าจะขายได้ราคา แต่ในวันข้างหน้า เราเจอตลาดคู่แข่งทางการค้า ปัญหาราคาทุเรียนตกต่ำจะกลับมาเหมือนผลไม้หรือสินค้าเกษตรชนิดอื่นๆ ที่เราเห็นเป็นประจำทุกๆ ปี

ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 3 จังหวัดระยอง โทร. (038) 611-578 สำนักงานเกษตรจังหวัดตราด (039) 511-008 สำนักงานเกษตรอำเภอคลองใหญ่ (039) 581-355 หรือ (081) 762-7687 คุณสุริยา กล่อมสังข์ (081) 865-5924

 

ชาวนาธวัชบุรี ตัดใบข้าว เพิ่มผลผลิต

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040010456&srcday=2013-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 548

เทคโนโลยีการเกษตร 

วัชรินทร์ เขจรวงศ์

ชาวนาธวัชบุรี ตัดใบข้าว เพิ่มผลผลิต

การเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตข้าวหอมมะลิ ปี 2555/56 ให้ชาวนา ใน 20 อำเภอ 192 ตำบล 2,444 หมู่บ้าน คุณวัชเรนทร์ ศิริมงคล เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด จัดให้มีการประชุมสัมมนา นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร เกษตรอำเภอ เพื่อพัฒนาการเพิ่มผลผลิตข้าว ด้านคุณภาพและปริมาณ ให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยการนำวิชาการเกษตร ด้านการปลูกข้าว นำภูมิปัญญาท้องถิ่น เข้ามาดำเนินการอย่างเต็มที่

คุณวัชเรนทร์ เปิดเผยว่า จากการติดตามของนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ในงานส่งเสริมการเกษตร พบชาวนานำภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ โดย คุณสวาสดิ์ ขันสว่าง อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 65 หมู่ที่ 2 บ้านอุ่มเม้า ตำบลอุ่มเม้า อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งมีนาข้าว 35 ไร่ ปลูกข้าวหอมมะลิ จำนวน 30 ไร่ โดยทำนาหว่านสำรวย หรือการหว่านข้าวแห้งคอยฝน ชาวภาคอีสานเรียกว่า “การผายข้าว” โดยจะดำเนินการเมื่อเข้าสู่ฤดูฝน เมื่อฝนตกลงมา 1-2 ครั้ง ประมาณเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม หว่านข้าวในแปลงนาไถกลบ คราด เมล็ดข้าวเจริญเติบโตพร้อมกับวัชพืชควบคู่กัน ชาวนาส่วนใหญ่จะใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช เป็นอันตรายทั้งคนและสัตว์ ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ไร่ละ 350 บาท

คุณสวาสดิ์ กล่าวว่า ตนได้รับคำแนะนำจากนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร และฟังรายการวิทยุการเกษตร เรื่อง “กิจกรรมการตัดใบข้าวเพื่อเพิ่มผลผลิต” จึงลองทดสอบตัดใบข้าว เพื่อเพิ่มผลผลิตข้าวนาปี พื้นที่ 3 ไร่ ข้าวที่ปลูกคือ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ใน ปี 2550 นาหว่าน จำนวน 15-20 กิโลกรัม การตัดใบข้าว เป็นเรื่องใหม่ที่ทดลอง ซึ่งในปีแรกผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 25-30 ถัง ต่อไร่ เป็น 45-50 ถัง ต่อไร่ ปี 2551 ทดสอบในพื้นที่ อีกจำนวน 7 ไร่ ใส่ปุ๋ย 2 สูตร คือ 16-16-8 และ สูตร 46-0-0 จำนวน 4 กระสอบ ตัดใบข้าวอายุ 40-60 วัน

คุณสวาสดิ์ เล่าให้ฟังว่า การตัดใบข้าว ต้องตรวจสอบสภาพแปลงนา มีความชุ่มชื้นในดิน สามารถปั้นเป็นก้อนดินได้ เพราะนาข้าวของพื้นที่ตำบลอุ่มเม้า เป็นนาอาศัยน้ำฝน ข้าวอายุ 40 วัน คือ ปลูกข้าวช่วง วันที่ 20-25 มิถุนายน สามารถตัดใบข้าวได้ในต้นเดือนสิงหาคม ให้ตัดชิดดินได้ เก็บเศษใบพร้อมวัชพืช ไปเลี้ยงโค กระบือ หลังการตัด 3 วัน ใบข้าวขึ้นสูงประมาณ 1 คืบ หลังการตัดใบข้าว 10 วัน ใบข้าวสูงประมาณหัวเข่า หว่านปุ๋ย สูตร 16-16-8 อัตรา 25-30 กิโลกรัม ต่อไร่ ข้าวได้รับปุ๋ยเจริญเติบโตดีมาก เพราะระบบรากแข็งแรง ไม่มีวัชพืชแย่ง ข้าวขึ้นสูงท่วมวัชพืช ข้าวแตกกอเพิ่มขึ้น ต้นละ 2-5 ต้น ต่อกอ หมายถึง รวงข้าวเพิ่มขึ้น ข้อสังเกตระยะการตัด “วัชพืช” ต้องออกดอกสุกแก่ ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ หากยังไม่ออกดอก ข้าวแข่งขันสู้วัชพืชไม่ได้

คุณสวาสดิ์ บอกด้วยว่า การตัดใบข้าว อายุ 50-60 วัน ชาวนาต้องสังเกตให้ดี เพราะข้าวมีปล้องแรกหรือปล้องที่สอง ให้ตัดใบข้าวสูงขึ้นประมาณฝ่ามือตะแคง ใช้เครื่องมือตัดหญ้าแบบสะพาย 1 ไร่ ใช้น้ำมันเบนซิน ไม่เกิน 1 ลิตร หากใช้สารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืช ประมาณ 350-400 บาท ต่อไร่ เป็นอันตราย มีสารพิษตกค้าง สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือระบบนิเวศวิทยา ข้อสำคัญการตัดใบข้าว ควรไม่เกิน วันที่ 15 สิงหาคม ของทุกปี

ในปี 2555 ที่ผ่านมา กิจกรรมการตัดใบข้าวของชาวนาบ้านอุ่มเม้า ตำบลอุ่มเม้า อำเภอธวัชบุรี ดำเนินการในพื้นที่ 20 ไร่ ของผืนนา 35 ไร่ ข้าวจะแตกยอดใหม่อย่างรวดเร็ว และแตกกอไปพร้อมๆ กัน พร้อมการใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 ข้าวแตกกอสวยงาม ตั้งท้องเตรียมการออกรวง ผลผลิตที่ออกมาข้าวแบบตัดใบสามารถคุ้มทุนผลผลิต 50-60 ถัง ต่อไร่ ขณะที่เพื่อนชาวนาข้างเคียงได้ผลผลิตที่ 30-35 ถัง ต่อไร่

เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวอีกว่า ตนมอบหมายให้เกษตรตำบลหรือนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรจัดเก็บข้อมูล และทดสอบในนาข้าวหอมมะลิ เพื่อเป็นการยืนยันในแปลงทดสอบอีกครั้ง ก่อนยืนยันข้อมูล โดยจะนำเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ผลักดันให้เป็นยุทธศาสตร์หลัก ในการส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิของจังหวัดร้อยเอ็ดต่อไป

 

กะหล่ำปลี-พริก สายพันธุ์นำเข้า ทำเงิน สิงหาคม 2, 2013

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026150356&srcday=2013-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 547

เทคโนโลยีการเกษตร 

สุจิต เมืองสุข

กะหล่ำปลี-พริก สายพันธุ์นำเข้า ทำเงิน

การพัฒนาพันธุ์พืช เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่ช่วยให้ผลผลิตที่งอกเงยออกมา เป็นผลิตผลที่ก้าวเข้าสู่ตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ได้รับความนิยมในท้องตลาดและผู้บริโภค ต่อเนื่องมาถึงรายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยของเกษตรกรผู้ปลูก

แม้ว่า กระแสการนำสายพันธุ์จากต่างประเทศ อาจกระทบเรื่องของต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น แต่หากเกษตรกรมีการจัดการอย่างเป็นระบบ คำว่า “ขาดทุน” คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับต้นทุน แต่ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการภายในพื้นที่เกษตรกรรมมากกว่า

คุณชุมเจษฎ์ มาลาธรรม ประธานกรรมการ บริษัท เอสทีม อินเตอร์เทรด จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่นำเข้าเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศ เปิดเผยว่า บริษัทได้นำเข้าเมล็ดพันธุ์ของพืชบางชนิด ที่คาดว่าเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในประเทศ เนื่องจากวิเคราะห์เรื่องความต้องการของตลาดควบคู่ไปพร้อมกับการทดลองปลูก ซึ่งต้องเหมาะกับสภาพอากาศของประเทศไทยด้วย

ผลิตผลทางการเกษตร ที่ บริษัท เอสทีม อินเตอร์เทรด จำกัด ให้ความสนใจ คือ กะหล่ำปลีสายพันธุ์ฤดูฝน (HEAD GUARD) และพริกมันแดงอเนกประสงค์ (HOTSHOT)

คุณชุมเจษฎ์ ให้ข้อมูลว่า กะหล่ำปลีสายพันธุ์ฤดูฝน หรือ HEAD GUARD เป็นกะหล่ำปลีที่เหมาะแก่การเพาะปลูกในฤดูฝน เพราะมีลำต้นสูง ก้านใบล่างเปิด เอียงขึ้น ลดปัญหาก้นเน่า และลำต้นเน่า กอเล็ก สามารถปลูกได้ในระยะชิด (40 เซนติเมตร) หรือระยะปกติ (50 เซนติเมตร) ซึ่งจะทำให้ได้จำนวนต้น 6,000-8,000 ต้น ต่อไร่ ช่วยลดปัญหาการเกิดโรคทางใบในแปลงปลูกได้ดี ซึ่ง HEAD GUARD เป็นกะหล่ำปลีที่มีลักษณะทรงหัววงรีรูปไข่ ขนาดหัวปานกลาง หลังจากลอกใบนอกออก หัวจะมีสีเขียวอ่อน ด้านล่างของหัวผิวเรียบสีเขียว เรียงหมอนบนรถขนส่งได้ดี

“บริษัท นำเข้าเมล็ดพันธุ์และทดลองปลูกภายในประเทศไทย โดยเฉพาะแปลงปลูกในหลายจังหวัด พบว่า HEAD GUARD สามารถปลูกได้ในสภาพอากาศของบ้านเรา ซึ่งข้อดีของการปลูก HEAD GUARD จะช่วยลดอัตราการเน่าของก้านกะหล่ำปลี โดยเฉพาะในฤดูฝน ซึ่งเป็นปัญหาที่พบมากของเกษตรกรผู้ปลูกกะหล่ำปลีในบ้านเรา”

คุณชุมเจษฎ์ ให้ข้อมูลอีกว่า HEAD GUARD เป็นกะหล่ำปลีสายพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวเพียง 60 วัน เท่านั้น จึงไม่พบปัญหาแมลงศัตรูพืช ขนาดกะทัดรัด เหมาะสำหรับรับประทานในครอบครัวขนาดเล็ก น้ำหนักอยู่ที่ 1-1.2 กิโลกรัม ต่อหัว ซึ่งนอกจากตัดส่วนหัวของกะหล่ำปลีไปขายแล้ว ยังนำแขนงไปขายได้อีก เนื่องจาก HEAD GUARD เป็นสายพันธุ์ที่แทงดอกช้า จึงมีลักษณะเหมือนกะหล่ำอ่อนตลอดเวลา แขนงจึงไม่แข็ง นำมารับประทานได้

นอกเหนือจากกะหล่ำปลีสายพันธุ์ฤดูฝน หรือ HEAD GUARD ซึ่งเป็นทางเลือกใหม่ของเกษตรกรผู้ปลูกกะหล่ำปลีแล้ว บริษัท เอสทีม อินเตอร์เทรด จำกัด ยังนำเข้าเมล็ดพันธุ์พริกที่เหมาะสำหรับขายเมล็ดพริกส่งโรงงานแปรรูปซอส

คุณชุมเจษฎ์ อธิบายว่า พริกมันแดงอเนกประสงค์ สายพันธุ์ HOTSHOT ถูกนำเข้ามาจากประเทศเกาหลี โดยบริษัทนำมาทดลองปลูกหลายปี ก่อนจะจำหน่ายให้กับเกษตรกร ซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรปลูก HOTSHOT อยู่ที่อำเภอพบพระ จังหวัดตาก อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ และที่จังหวัดสุโขทัย ซึ่งเกษตรกรที่นำไปปลูกสามารถส่งจำหน่ายยังตลาดสี่มุมเมือง ตลาดไท และตลาดกลางในจังหวัดใหญ่ๆ ได้

ความพิเศษของ HOTSHOT คุณชุมเจษฎ์ บอกว่า เหมาะสำหรับนำไปแปรรูปเป็นวัตถุดิบในการทำซอสพริกหรือเครื่องแกง เพราะเป็นสายพันธุ์ที่มีเปลือกหนา ผิวชั้นในเป็นเยื่อ ช่วยให้เนื้อพริกที่ปั่นละเอียดเกาะเป็นเนื้อเดียวกันโดยไม่แยกชั้น เผ็ดน้อย จึงนำมาปรับคุณสมบัติทางกายภาพและรสชาติได้ง่าย และด้วยขนาดของผลที่ไม่ยาวเกินไป เมื่อผ่านกระบวนการปั่น โดยเครื่องปั่นผลพริกจะแล้วเสร็จในขั้นตอนเดียว โดยไม่ต้องนำกลับมาปั่นซ้ำ และสามารถปลูกได้ง่ายในทุกสภาพอากาศ โดยเฉพาะในฤดูฝน

HOTSHOT เป็นสายพันธุ์ที่มีความต้านทานต่อโรคทางใบ เช่น ใบจุดตากบ เหี่ยวเขียว มีผลผลิตต่อไร่สูง เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ต่อเนื่อง ลักษณะผลกว้าง 1.5-2 เซนติเมตร ยาว 14-18 เซนติเมตร ขั้วใหญ่ สีเขียวเข้ม

คุณจุมป๋า หนูสา เกษตรกรผู้ปลูกพริก HOTSHOT ในพื้นที่หมู่ที่ 4 ตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันปลูกพริก HOTSHOT ในพื้นที่ 6 ไร่ ต้นทุนการปลูกพริกต่อไร่ เฉลี่ย 30,000 บาท ส่วนผลผลิตที่ได้ประมาณ 5-6 ตัน ต่อไร่ ในจำนวนนี้เป็นผลเกรดเอ เฉลี่ยประมาณ 3 ตัน ต่อไร่

“พริก HOTSHOT จะเริ่มเก็บผลเขียวช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ และเก็บผลแดงประมาณกลางเดือนมีนาคมของทุกปี สำหรับโรคใบจุดและใบจุดตากบ แนะนำให้ใช้โซลูนา 30 ซีซี ผสมกับโอตาด 20 ซีซี หรือไดโอเน่ 30 ซีซี ผสมกับโอตาด 20 ซีซี ต่อน้ำ 1 หม้อเครื่อง (20 ลิตร) สารนี้เป็นสารป้องกันกำจัดเชื้อราประเภทดูดซึม จะช่วยฟื้นสภาพต้นที่โทรมให้กลับมาสมบูรณ์ เมื่อต้นสมบูรณ์ดีแล้ว ให้ใช้ออดิท ในอัตรา 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อช่วยให้การติดดอกสมบูรณ์ ป้องกันผลหลุดร่วง และป้องกันผลพริกดำด้วยทรูไฮแคลเซียม อัตรา 20 ซีซี ต่อน้ำ 30 ลิตร”

คุณจุมป๋า กล่าวอีกว่า ปัญหาที่พบอีกประการของการปลูกพริกคือ โรคกิ่งและลำต้นแห้ง ควรแก้ปัญหานี้โดยการถอนต้นไปเผาทำลายนอกแปลง เมื่อพบอาการระยะเริ่มแรก และพ่นคูโปรฟิกซ์ ในอัตรา 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ให้ทั่วลำต้นและกิ่ง เพื่อป้องกันการระบาดของโรค

ประธานกรรมการ บริษัท เอสทีม อินเตอร์เทรด จำกัด ระบุในช่วงท้ายว่า โอกาสเติบโตของพริก HOTSHOT มีสูง เนื่องจากมีตลาดบริโภคผลสดขนาดใหญ่รองรับ เช่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย นอกจากนี้ ตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปขยายตัว ทำให้ตลาดส่งออกมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปลูกพริก HOTSHOT สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณจุมป๋า หนูสา อยู่บ้านเลขที่ 152 หมู่ที่ 4 ตำบลบ่อหลวง อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนเกษตรกรที่สนใจเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ติดต่อได้ที่ บริษัท เอสทีม อินเตอร์เทรด จำกัด เลขที่ 6/57-59 หมู่ที่ 4 ถนนปทุมธานี-บางบัวทอง ตำบลละหาร อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี โทรศัพท์ (02) 961-7055

 

แก้วมังกรอินทรีย์ ของดี สระแก้ว

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038150356&srcday=2013-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 547

เทคโนโลยีการเกษตร 

รันตี วงศ์ตะนาวศรี

แก้วมังกรอินทรีย์ ของดี สระแก้ว

สวัสดีค่ะ ลมหนาวที่พัดเข้ามาปีนี้ นำเอาความแห้งแล้งระลอกใหญ่เข้ามาด้วย หลายที่หลายแห่งต้นข้าวแห้งตายเพราะขาดน้ำ สร้างความทุกข์ใจให้ชาวบ้านในขณะที่ข้าวราคาดี เพราะมีโครงการของรัฐอุ้มชู ขอเอาใจช่วยให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาลให้พี่น้องเกษตรกรทั้งหลาย ผ่านพ้นวิกฤติแห่งลมฟ้าอากาศไปได้

เกษตรกรคนเก่ง แห่งอรัญประเทศ

ลบคำสบประมาท “พืชไม่มีใบ มีลูกได้จริงหรือ”

พาท่านมาที่ บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองน้ำใส อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว มาพบกับ คุณดง จันทร์สีทอง เกษตรกรผู้ผลิตแก้วมังกรอินทรีย์ คุณดง เล่าว่า เดิมทีปลูกพริก ผักต่างๆ และพวกพืชไร่ จนเมื่อพี่ชายคือ คุณพา เกตุการณ์ ได้ชักชวนให้หันมาปลูกแก้วมังกร รู้สึกสนใจ พอดีกับในช่วงนั้นได้รับการอบรมความรู้ด้านการปลูกแก้วมังกรจาก อาจารย์กฤษณา โสภี อาจารย์จากศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนจังหวัดสระแก้ว รวมทั้งมีโอกาสได้ไปดูงานการผลิตแก้วมังกรจากเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง จึงทำให้มั่นใจว่า แก้วมังกร จะเป็นพืชที่สร้างรายได้ จึงเปลี่ยนจากการปลูกผักและพืชไร่หันมาปลูกแก้วมังกรเป็นหลัก ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2549

คุณดง เล่าต่อว่า เมื่อตัดสินใจจะเปลี่ยนมาปลูกแก้วมังกรก็ได้ซื้อต้นพันธุ์มาจากอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร สมัยนั้นซื้อมาในราคาต้นละ 10 บาท ซื้อเสาใยหินมาทำค้างในราคาต้นละ 170 บาท และเปลี่ยนแปลงผักพื้นที่ 1 ไร่ ให้กลายเป็นสวนแก้วมังกรทั้งหมด สวนแก้วมังกรในพื้นที่ 1 ไร่ ของคุณดง สามารถปลูกแก้วมังกรได้ 180 ต้น หรือ 180 หลัก

“เมื่อตอนที่เราเริ่มต้นปลูกแก้วมังกร เมื่อ ปี 2549 ชาวบ้านบางคนในชุมชนแถวนี้ยังไม่เคยเห็นต้นแก้วมังกรมาก่อน พอเขามาเห็นเราปลูก หลายคนก็พูดว่าต้นไม้อะไรไม่มีใบ ปลูกแล้วจะมีลูกได้อย่างไร ตรงนี้เราก็ไม่ว่าอะไรเขาเพราะเขาไม่รู้แต่เรารู้ และได้ไปดูงานมาแล้วจึงมั่นใจ” คุณดง เล่าความหลังให้ฟัง

โรงเกลือ ตลาดรับผลผลิตส่วนใหญ่

คุณดง บอกว่า ในช่วงเริ่มต้นการปลูกแก้วมังกรได้คาดการณ์ไว้ว่าตลาดโรงเกลือซึ่งอยู่ใกล้ๆ จะเป็นตลาดใหญ่ที่รับซื้อผลผลิตจากสวน

“เป็นอย่างที่เราคิดไว้ ตลาดโรงเกลือเป็นแหล่งรับซื้อผลผลิตส่วนใหญ่ของเรา โดยจะมีพ่อค้าแม่ค้ามาจองผลผลิตก่อนที่เราจะเก็บเกี่ยวถึงสวนเลย ไม่ต้องไปวางขายเองที่ไหน พ่อค้าเอาไปขายต่อที่ตลาดโรงเกลือในราคากิโลกรัมละ 40-50 บาท”

เมื่อมีผลผลิตออกมาจำหน่ายแล้ว คุณดง ยังได้รับคำแนะนำจากอาจารย์กฤษณาในเรื่องการผลิตแก้วมังกรในระบบเกษตรอินทรีย์

“อาจารย์กฤษณา เข้ามาแนะนำเรื่องการผลิตแก้วมังกรแบบอินทรีย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ยาก อย่างเช่น การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การไม่ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช แต่การปฏิบัติของเราเองในช่วงแรกๆ ก็ถือว่ายากอยู่สักหน่อยเพราะเราจะต้องหาปุ๋ยคอกที่ไม่มีสารเคมีเจือปนมาใช้ ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ซึ่งต่างจากเดิมที่เราเคยปลูกผักปลูกพืชไร่มาก่อน แต่ก็พยายามปรับตัวมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นเรื่องปกติ”

เพิ่มช่องทางการตลาด

คุณดง เล่าให้ฟังว่า เมื่อหันมาทำสวนแก้วมังกรอินทรีย์ ก็มีพ่อค้ารายหนึ่งมาซื้อผลผลิตไปเพื่อตรวจสอบคุณภาพ แล้วพบว่า ผลผลิตแก้วมังกรของเราผ่านมาตรฐานเป็นผลผลิตอินทรีย์ที่สามารถส่งออกไปขายยังต่างประเทศได้ จึงมีหลายบริษัทที่สนใจติดต่อเข้ามาเพื่อซื้อผลผลิต

“บริษัทจะเข้ามาซื้อผลผลิตจากเราถึงสวน โดยจะคัดแยกเป็น 4 ไซซ์ 4 ขนาด คือ A B C D ไซซ์ใหญ่ที่สุดคือไซซ์ A ขนาดน้ำหนักลูกละประมาณ 700-800 กรัม ราคาขายจากสวนอยู่ที่กิโลกรัมละ 25 บาท บริษัทจะซื้อผลผลิตทุกไซซ์ มาซื้อครั้งละ 400-500 กิโลกรัม เพื่อเอาไปส่งออกขายเมืองนอก”

การขายผลผลิตให้กับบริษัทส่งออกแม้ว่าจะได้ราคาดีแต่ก็มีปัญหา โดยคุณดง บอกว่า เวลาบริษัทเข้ามาซื้อผลผลิตในพื้นที่ เขาต้องการผลผลิตเยอะๆ แต่เราทำให้ได้ครั้งละแค่ 400-500 กิโลกรัม ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่บริษัทต้องการ ตอนนี้จึงเตรียมขยายพื้นที่ปลูกแก้วมังกรออกไปอีก และอยากชวนให้เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงหันมาปลูกแก้วมังกรแบบอินทรีย์ด้วย เพื่อให้จำนวนผลผลิตพอกับความต้องการของบริษัทที่เข้ามารับซื้อ

การปฏิบัติดูแล

สวนแก้วมังกรอินทรีย์

คุณดง เล่าถึงการปฏิบัติดูแลสวนแก้วมังกรอินทรีย์ว่า ปกติจะเก็บผลผลิตหมดในช่วงเดือนตุลาคม หลังจากนั้นจะตัดแต่งต้น ตัดกิ่งไม่สมบูรณ์ กิ่งที่มีโรคและแมลงออก แล้วใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยขี้วัว พอถึงช่วงเดือนมีนาคม แก้วมังกรจะเริ่มออกดอก ช่วงนี้ให้ใส่ปุ๋ยขี้ไก่อัดเม็ด ผลผลิตจะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ประมาณเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ส่วนการให้น้ำ ปกติแก้วมังกรจะไม่ต้องให้น้ำนอกจากช่วงฤดูแล้งและช่วงที่ฝนทิ้งช่วงไปนานๆ ต้องให้น้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

จากวิธีการปฏิบัติดูแลรักษาสวนแก้วมังกรอินทรีย์ของคุณดง แล้วต้องบอกว่าไม่ยุ่งยาก คุณดง บอกว่า ใช้เพียงแรงงานในครอบครัว 2 คน ก็พอแล้ว ถ้าเปรียบเทียบกับการปลูกผัก ปลูกพืชไร่อย่างที่เคยทำมา แก้วมังกรถือว่าเป็นพืชที่ดูแลน้อยแต่ขายได้กำไรมาก

ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทย

บริเวณชายแดนจังหวัดสระแก้ว

ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน (ศฝช.) เป็นหน่วยงานประเภทสถานศึกษาสังกัดกองปฏิบัติการ กรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ ปัจจุบันมีศูนย์กระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ เช่น ศฝช.ชุมพร ศฝช.ปัตตานี ศฝช.มุกดาหาร ศฝช.สระแก้ว ศฝช.สุรินทร์ เป็นต้น ส่วนศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดนจังหวัดสระแก้ว ปฏิบัติงานในพื้นที่เป้าหมายชายแดน 3 จังหวัดด้านตะวันออก ได้แก่ จังหวัดสระแก้ว จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด โดยรับผิดชอบการจัดกิจกรรมในพื้นที่ที่เป็นหมู่บ้านชายแดน จำนวน 137 หมู่บ้าน

ศูนย์จะจัดการเรียนรู้และพัฒนาอาชีพโดยเน้นเกษตรธรรมชาติและอาชีพที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตให้กับประชาชนตามหมู่บ้านชายแดน 3 จังหวัด คือ สระแก้ว จันทบุรี และตราด จัดการเรียนรู้เกษตรธรรมชาติแบบครบวงจร เพื่อพัฒนาอาชีพตามโครงการพระราชดำริในเขตจังหวัดสระแก้ว และได้จัดตั้งแหล่งเรียนรู้ไว้ตามจุดต่างๆ เช่น แหล่งเรียนรู้การเพาะเห็ดฟางในโรงเรือนบ้านโสนน้อย ตำบลท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว แหล่งเรียนรู้การทำปุ๋ยอัดเม็ดบ้านป่าไร่ใหม่ ตำบลป่าไร่ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว แหล่งเรียนรู้เกษตรผสมผสานซับตารี ตำบลทุ่งขนาน อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี แหล่งเรียนรู้เกษตรผสมผสานบ้านทับทิมสยาม 01 ตำบลด่านชุมพล อำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด เป็นต้น

งานส่งเสริมอาชีพให้แก่ราษฎร เช่น คุณดง จันทร์สีทอง ก็เป็นงานหนึ่งของศูนย์ และนอกจากนั้น ศฝช. สระแก้ว ยังเปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 2 สาขาวิชา คือ วิชาอุตสาหกรรม สาขาวิชาไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สาขางานไฟฟ้ากำลัง และวิชาเกษตรกรรม สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ สาขางานเกษตรทั่วไป อีกด้วย ปัจจุบัน ศฝช. สระแก้ว มี คุณประยูร ดังก้อง เป็นผู้อำนวยการ

ขอขอบคุณ ดร. สมคิด ใจตรง ผู้ช่วยคณบดี คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตสระแก้ว

 

“พริกหนุ่มเขียว พันธุ์หยกสยาม” ให้ผลผลิตสูง โดนใจเกษตรกร

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050150356&srcday=2013-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 547

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“พริกหนุ่มเขียว พันธุ์หยกสยาม” ให้ผลผลิตสูง โดนใจเกษตรกร

ผู้เขียนมีโอกาสเดินทางขึ้นภาคเหนือ ตามคำเชิญของ บริษัท เจียไต๋ จำกัด ผู้นำธุรกิจเมล็ดพันธุ์อันดับหนึ่งของไทย เพื่อเยี่ยมชมแหล่งปลูกพริกหนุ่มเขียวสายพันธุ์ใหม่ เรียกว่า “หยกสยาม” ที่ให้ผลผลิตสูงมาก พริกมีสีเขียวสวย น้ำหนักดี ต้านทานโรค

ปัจจุบัน จังหวัดแพร่ เป็นแหล่งปลูกพริกหยกสยามขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่ นับเป็นเขตที่มีการปลูกพริกจำนวนมาก ถึง 9,000 กว่าไร่ พริกหยกสยามที่ผลิตจากแหล่งนี้ ถูกส่งไปขายในตลาดใหญ่ทั่วประเทศ รวมถึงส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงอีกด้วย

เกษตรกรยืนยัน ปลูกรอบเดียว กำไรคุ้มค่า

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับเกษตรกรผู้ปลูกพริกหยกสยาม คือ ป้าอำรวย และ ลุงสันติ ไข่ติ อยู่บ้านเลขที่ 38 หมู่ที่ 7 ตำบลหนองม่วงไข่ อำเภอหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่ โทร. (084) 804-4403 ครอบครัวนี้ปลูกพริกเป็นอาชีพมานานกว่า 30 ปีแล้ว

ลุงสันติเล่าว่า ครอบครัวมีพื้นที่ทำกินกว่า 3 ไร่ เดิมทีใช้เป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพดและพริกหนุ่มเขียวพันธุ์พื้นเมืองมาก่อน แต่ได้ผลผลิตต่ำ เพราะพริกหนุ่มเขียวพันธุ์พื้นเมืองมีลำต้นสูง ไม่ทนทานต่อโรค แถมได้ผลผลิตน้อย แค่ 4-5 ตัน ต่อปี เท่านั้น

ต่อมาเพื่อนบ้านได้แนะนำให้ลุงสันติลองปลูก “พริกหนุ่มเขียวพันธุ์หยกสยาม” เพราะให้ผลผลิตดี ทนต่อโรค รูปทรงผลตรง มีสีสันสวยงาม จึงเปลี่ยนมาปลูกพริกหนุ่มเขียว พันธุ์หยกสยาม ปรากฏว่าได้ผลดี จึงตัดสินใจปลูกพริกหนุ่มเขียว พันธุ์หยกสยาม เป็นประจำ ปัจจุบันปลูกพริกชนิดนี้มากว่า 5 ปีแล้ว

ลุงสันติพึงพอใจกับรายได้จากการปลูกพริกพันธุ์นี้เป็นอย่างมาก เพราะให้ผลผลิตที่ดีมาก 11-12 ตัน ต่อปี สร้างรายได้ให้ครอบครัวปีละกว่า 2-3 แสนบาท ลุงเล่าว่า พริกหนุ่มเขียว พันธุ์หยกสยามมี จุดเด่นสำคัญคือ สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้หมด ตั้งแต่ผลอ่อนจนถึงผลแก่ เก็บขายได้หมด และให้ผลผลิตสูง

ที่สำคัญยังต้านทานโรคได้ดีเยี่ยม รูปทรงตรง มีสีสันสวยงาม ผลแน่นตึง ทนทานต่อการขนส่ง และวิธีการดูแลรักษาง่าย เมื่อเทียบกับพริกพันธุ์อื่นๆ เป็นที่ต้องการของตลาดสูง ซึ่งทุกวันจะมีแม่ค้ามารอซื้อทุกวัน อยากได้พริกเขียวก็เก็บพริกเขียวขาย อยากได้พริกแดง ก็เก็บพริกแดงขาย ทำให้มีเงินเข้ากระเป๋าทุกวัน

โดยทั่วไป เกษตรกรสามารถเก็บผลผลิตพริกหนุ่มเขียว พันธุ์หยกสยาม ออกขายได้ 3 ระยะ คือ พริกเขียว พริกก้ามปู (พริกโหด) และพริกแดง โดยทั่วไปเกษตรกรจะนิยมเก็บพริกก้ามปูที่มีลักษณะสีเขียวแกมแดงออกขายให้มากที่สุด เพราะพริกก้ามปูจะขายได้ราคาดีที่สุด เนื่องจากเป็นระยะที่พริกได้น้ำหนักมาตรฐาน

ขั้นตอนการปลูก 

พริก สามารถปลูกได้ในดินทุกชนิด แต่จะเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน หรือดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดี เนื่องจากพริกไม่ชอบน้ำขังแฉะ และมี pH อยู่ระหว่าง 5.5-6.8 การเตรียมแปลงปลูก ให้ไถและตากดินทิ้งไว้ประมาณ 10-15 วัน เพื่อกำจัดวัชพืชและเชื้อโรคในดิน ไถพรวนเพื่อย่อยดินให้ร่วนซุย เหมาะแก่การปลูกพืช ยกร่องให้หน้าแปลงมีขนาด 1 เมตร จากนั้นปรับแปลงให้เรียบสม่ำเสมอ หว่านปุ๋ยอินทรีย์ลงบนแปลง ในอัตรา 1 ตัน ต่อไร่

กรณีใช้ระบบน้ำหยดให้วางสายน้ำหยดบนหลังแปลง จากนั้นคลุมแปลงด้วยพลาสติกคลุมแปลง เจาะหลุมตามระยะปลูกที่ต้องการตั้งแต่ 50×50 เซนติเมตร จนถึง 1.0×1.0 เมตร เมื่อขุดหลุมปลูกเรียบร้อยแล้ว ควรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก หรืออาจใส่สารพวกคาร์โบฟูรานลงไปด้วยเพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช เสร็จแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากับดินก้นหลุม ในการเตรียมแปลงถ้าดินมีความเป็นกรดมากๆ ควรใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพของดินให้เหมาะสมต่อการปลูกพริกด้วย

ลุงสันติ เล่าว่า การเก็บเกี่ยวพริกจะเริ่มเมื่อ 80-90 วัน หลังหยอดเมล็ด ทุกวันหลังเก็บจะนำมาคัดแยกสี จากนั้นจึงนำมาใส่ถุง ถุงละ 10 กิโลกรัม เพื่อรอแม่ค้ามารับซื้อถึงไร่ โดยราคาขายพริกเขียวตกกิโลกรัมละ 15 บาท พริกก้ามปู ราคากิโลกรัมละ 30-50 บาท และพริกแดงราคากิโลกรัมละ 16-17 บาท สำหรับพริกแดงจะเด็ดขั้วก่อนเพื่อตากแดดทำพริกแห้งหรือส่งขายให้กับโรงงานผลิตซอสพริกที่มีกระจายอยู่ทั่วไป

เมื่อถามถึงเทคนิคสำคัญที่จะช่วยให้พริกมีผลผลิตดี ก็ได้รับคำตอบว่า ผมให้ความสำคัญกับการใส่ปุ๋ย เมื่อพริกเริ่มติดผล ครั้งที่ 1 หลังย้ายปลูก 5-7 วัน ควรให้ปุ๋ย 21-0-0 ผสมกับปุ๋ยตรากระต่าย 15-15-15 อัตราส่วน 1:1 ผสมน้ำอัตรา 100-200 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ผสมธาตุอาหารเสริม หรือฮอร์โมน รดทุก 7 วัน 3-4 ครั้ง

เมื่อพริกเริ่มติดผลครั้งที่ 2 หลังย้ายปลูก 15-20 วัน ใส่ปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 5-10 กรัม ต่อต้น โดยเจาะหลุมระหว่างต้นพริกกรณีใส่ปุ๋ยร่วมกับระบบน้ำหยด จะให้ปุ๋ยน้ำหยด สูตร 20-20-20+TE ในอัตรา 0.5 กรัม ต่อต้น ทุกวัน เมื่อถึงระยะพริกเริ่มติดผลจนถึงเก็บเกี่ยว จะใส่ปุ๋ย 15-15-15 หรือ 13-13-21 อัตรา 50 กิโลกรัม ต่อไร่ จากนั้นใส่ปุ๋ยทุกครั้งหลังการเก็บเกี่ยว และให้ปุ๋ยน้ำหยด สูตร 17-10-27+TE ในอัตรา 1.0 กรัม ต่อต้น

โดยทั่วไป ต้นพริกจะมีโรคและศัตรูพืชหลายชนิด เช่น โรคยอดและกิ่งแห้ง เกิดจากเชื้อรา จะพบมากในช่วงที่อากาศมีความชื้นสูง และโรคใบด่างจากเชื้อไวรัส เกิดได้ทุกฤดูปลูก โดยมีแมลงหลายชนิดเป็นพาหะ เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว หากพบการระบาดของโรคหรือแมลงยังไม่มาก ให้รีบถอนต้นทำลายทิ้งและพ่นสารเคมีควบคุมแมลงพาหะ

โรคกุ้งแห้ง (แอนแทรกโนส) เกิดจากเชื้อรา มักแพร่ระบาดมากในช่วงฤดูฝน ควรปลูกพริกให้ห่าง ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง โรคเหี่ยว เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย พริกจะมีอาการเหี่ยวเป็นบางกิ่งในเวลากลางวัน และฟื้นเป็นปกติในเวลากลางคืน เมื่อเชื้อลุกลามขยายไปสู่กิ่งอื่นๆ อาการจะรุนแรงขึ้น และจะเหี่ยวถาวรทั้งต้น และจะยืนต้นตายในที่สุด

ส่วนแมลงศัตรูพืชที่สำคัญของพริกคือ เพลี้ยไฟพริก ที่แพร่ระบาดได้ทุกฤดูกาล แต่จะระบาดมากและแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในฤดูแล้งอากาศแห้ง จึงควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบมีการระบาดใช้สารเคมีฉีดพ่น หรืออาจจะใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลืองเพื่อล่อให้ตัวแก่บินมาติด จะช่วยลดปริมาณตัวแก่ได้ค่อนข้างมากหรือให้น้ำแบบพ่นฝอยบ่อยๆ เพื่อเพิ่มความชื้นในแปลง ไข่ของเพลี้ยไฟจะฝ่อเป็นการลดจำนวนเพลี้ยไฟลงได้

ลุงสันติเล่าว่า ที่นี่จะควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืช โดยใช้ยาปราบศัตรูพืชชนิดต่าง ๆ เช่น “โนมิลดิว” สำหรับแก้รากเน่า ผลเน่า “โมแซท” เพื่อปราบเพลี้ยไฟ และ “เทนเอ็ม” แก้เชื้อรา ซึ่ง 3 ตัวนี้ ทำให้ผลผลิตเป็นที่พอใจ

หากใครสนใจอยากได้ข้อมูล “พริกหนุ่มเขียว พันธุ์หยกสยาม” เพิ่มเติม สามารถโทร.ไปพูดคุยกับ ป้าอำรวย และ ลุงสันติ ไข่ติ ได้ที่หมายเลข (084) 804-4403