ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ส้มโชกุน กลางหุบเขา ที่ปะเหลียน หวานนำเปรี้ยว ราคาดี ไม่มีตก พฤษภาคม 19, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


เทคโนโลยีการเกษตร 

สุจิต เมืองสุข

ส้มโชกุน กลางหุบเขา ที่ปะเหลียน หวานนำเปรี้ยว ราคาดี ไม่มีตก

จากตัวเมืองตรังถึงอำเภอปะเหลียน ระยะทางราว 40 กว่ากิโลเมตร ระยะทางประมาณนี้ไม่ถือว่าไกลสำหรับการเดินทางในต่างจังหวัด ยิ่งเมื่อลัดเลาะลึกเข้าไปตามตำบลและหมู่บ้าน ห่างไกลจากถนนสายหลักด้วยแล้ว ความสดชื่นร่มรื่นที่ได้จากต้นไม้ระหว่างทางยิ่งเพิ่มพูนเข้าสู่ร่างกายไม่น้อยเลยทีเดียว แม้ว่าต้นไม้ส่วนใหญ่ที่เห็นได้ในภาคใต้เป็นสวนปาล์มและสวนยางพารา แต่ก็สร้างความจำเริญใจได้เป็นอย่างดี

ด้วยสภาพของพื้นที่ตำบลปะเหลียน เป็นภูมิประเทศที่ราบสลับกับเทือกเขาบรรทัด และลาดลงมาทางทิศตะวันตก จึงก่อให้เกิดน้ำตกขึ้นในพื้นที่ตำบลปะเหลียนหลายพื้นที่ ทั้งยังมีกลุ่มเขาเล็กๆ ตั้งสับหว่างตลอดพื้นที่ ตลอดระยะทางกว่า 40 กิโลเมตร จึงเป็นการเดินทางที่ผ่อนคลายมากที่สุดในรอบสัปดาห์

จุดหมายปลายทางอยู่ที่ ไร่วังน้ำค้าง หมู่ที่ 11 ตำบลปะเหลียน อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ห่างจากบริเวณทางเข้าน้ำตกน้ำพ่าน ราว 5-6 กิโลเมตร ไร่วังน้ำค้างแห่งนี้ถูกโอบล้อมไปด้วยเขาเล็กๆ พอเรียกได้ว่า ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา อุณหภูมิบริเวณไร่จึงต่ำกว่าด้านนอก พื้นที่ทั้งหมด 150 ไร่ ครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมดปลูกส้มโชกุน ซึ่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่จังหวัดยะลา การเจริญเติบโตและลักษณะต้นคล้ายกับส้มเขียวหวาน ส่วนพื้นที่อีกครึ่งที่เหลือ เจ้าของไร่วังน้ำค้าง ปลูกไม้ผลอื่นอีกคือ ทุเรียน มังคุด และเงาะ

ไร่วังน้ำค้าง มี คุณอดิเรก คงวิทยา วัย 48 ปี เป็นเจ้าของ พืชที่ปลูกโดยรอบของไร่วังน้ำค้าง ส่วนใหญ่เป็นปาล์มและยางพารา หากจะเป็นพืชอื่นก็อยู่ในกลุ่มพืชไร่ที่ไม่ใช่ไม้ผล ดังนั้น บริเวณนี้มีเพียงไร่วังน้ำค้างแห่งเดียวที่ปลูกไม้ผลยืนต้นไว้รับประทานและจำหน่ายในเชิงพาณิชย์

คุณอดิเรก เป็นชาวจังหวัดตรังโดยกำเนิด ด้วยพื้นเพเป็นชาวใต้ การปลูกยางพาราก็เป็นสิ่งที่เห็นมาตลอดตั้งแต่เด็ก เมื่อเติบโตขึ้น มีที่ดินพอทำกิน จึงปลูกยางพาราเช่นเดียวกับเพื่อนบ้าน เมื่อมุมมองด้านการตลาดกว้าง จึงเล็งเห็นราคาผลผลิตที่สูงอย่างต่อเนื่องในตลาดผลไม้ จึงเปลี่ยนแนวคิดนำทุเรียนสายพันธุ์ดีจากจังหวัดจันทบุรีมาปลูก เริ่มต้นจาก จำนวน 800 ต้น แต่เพราะไม่มีพื้นฐานความรู้ในการปลูกไม้ผล ทำให้ 8 ปีแรก ไม่ได้ผลผลิต เมื่อศึกษาการปลูกทุเรียนอย่างจริงจัง กระทั่งได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ วางขายในตลาดเมืองตรังได้ราคาดี แต่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเป็นกระแสรักษ์สุขภาพ ปริมาณการบริโภคทุเรียนลดลง เมื่อคำนวณต้นทุนการผลิตแล้ว คุณอดิเรกเห็นว่าไม่คุ้ม จึงตัดสินใจเลิกปลูกจำหน่ายเชิงพาณิชย์

คุณอดิเรก ทิ้งช่วงการศึกษาหาพืชที่เหมาะสมกับตลาดและพื้นที่นานเกือบ 2 ปี ท้ายที่สุดมาสรุปที่ส้มโชกุน เพราะราคาขายตามท้องตลาดสูง เกษตรกรผู้ปลูกส้มโชกุนก็มีจำนวนไม่มาก ผลผลิตมีตลอดปี ราคาขายไม่ผันผวนตามตลาดมากนัก อีกทั้งส้มยังเป็นผลไม้ที่คนรักษ์สุขภาพรับประทานได้ และใช้ได้ในทุกเทศกาล

“ผมซื้อกิ่งตอนต้นส้มโชกุนมาจากอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ครั้งแรก จำนวน 800 ต้น ลงปลูกในเนื้อที่ 12 ไร่ ปลูกไป 5 ปีแรก ส้มก็ออกดอก มั่นใจว่าได้ผลแน่นอน แต่ผิดคาด ถูกเพลี้ยทำลายหมด เป็นประสบการณ์ที่ต้องศึกษาให้ดีก่อนจะปลูกอะไร สุดท้ายก็ฝ่าฟันมา ได้ผลผลิตนำไปขายได้ในปีที่ 7 เข้าปีที่ 8 ของการปลูกทีเดียว”

โชคดีที่คุณอดิเรกมีแผงค้าผลไม้ในตลาดเมืองตรังเป็นของตนเอง จึงไม่ต้องพึ่งพาฝากขาย หรือรอให้พ่อค้าแม่ค้ารับซื้อมากดราคาถึงสวน เมื่อได้ผลผลิตจึงนำไปวางขายที่แผง แรกๆ ยังไม่ติดตลาด เพราะมือใหม่ยังดูแลผิวส้มไม่ดี ผิวจึงไม่สวย ขณะที่ส้มสายน้ำผึ้งกำลังเป็นที่นิยม ผิวสวย มันวาว กว่าจะทำให้ติดตลาดได้ใช้เวลาเกือบ 2 ปีทีเดียว

จากขายหน้าแผงของตนเอง ก็มีแม่ค้ามารับซื้อถึงสวน ให้ราคาสูงเป็นที่น่าพอใจ จนถึงปัจจุบัน ไม่ต้องพึ่งพ่อค้าแม่ค้าคนกลาง เพราะส่งผู้ค้ารายใหญ่ที่รับไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าเท่านั้น

การปลูก และการดูแล 

คุณอดิเรก ปลูกส้มโชกุน 2 แบบ คือ

1. ระยะห่างระหว่างต้น 6 เมตร ระยะห่างระหว่างแถว 4 เมตร และ

2. ระยะห่างระหว่างต้น 5 เมตร ระยะห่างระหว่างแถว 5 เมตร

แบบที่ 1 เป็นแปลงส้มโชกุนชนิดเดียว ไม่มีไม้ผลอื่นปะปน ส่วนแบบที่ 2 เป็นการปลูกส้มโชกุนในแปลงเงาะ ซึ่งระยะห่างระหว่างต้นและแถวของต้นเงาะอยู่ที่ 10×10 เมตร จึงจำเป็นต้องปลูกระยะห่างน้อย โดยข้อเสียของการปลูกแบบที่ 2 คือ ต้นชิดกันเกินไป แต่มีวิธีแก้ไข โดยการแต่งกิ่งให้เล็กลงและสูงขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมา คือ ต้องใช้แรงงานเก็บส้มที่อยู่สูง และการแต่งกิ่งสูง

ถึงตอนนี้ คุณอดิเรก เรียนรู้เกี่ยวกับส้มโชกุนไว้มาก จึงตอนกิ่งส้มโชกุนเอง แต่ไม่จำหน่าย ยกเว้นเกษตรกรที่สนใจจริงมาขอไปปลูกก็จะให้ ไม่คิดค่าใช้จ่าย

คุณอดิเรก อธิบายถึงการปลูกว่า ก่อนปลูกให้ขุดหลุมลึก 50 เซนติเมตร ปากหลุมกว้าง 50 เซนติเมตร วางกิ่งตอนลงหลุม แล้วนำปุ๋ยคอกคลุกเคล้ากับดินที่ขุดขึ้นมา กลบลงไปในหลุม ไม่ต้องอัดดินแน่น ไม่ต้องรดน้ำ เพราะลงปลูกในเดือนพฤษภาคม ซึ่งตรงกับฤดูฝน ส้มจะได้น้ำจากน้ำฝนในฤดูพอดี ซึ่งเป็นความโชคดีที่ดินบริเวณไร่วังน้ำค้างเป็นดินเหนียว สภาพของดินเหมาะสำหรับปลูกส้ม หากปลูกส้มที่ดินร่วนปนทราย จะทำให้ส้มมีรสชาติเปรี้ยวมากกว่าหวาน

“ปกติที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ต้นกำเนิดของส้มโชกุน สภาพดินเป็นดินเหนียว ด้วยสภาพดินที่อำเภอปะเหลียนเป็นดินเหนียวเหมือนกัน สภาพอากาศเหมือนกัน มีความชื้นสูง ตอนกลางคืนอุณหภูมิต่ำ ฤดูร้อนจะร้อนไม่มาก ทำให้ปลูกส้มได้ผลดี”

การให้น้ำส้ม นับตั้งแต่ลงปลูกจะงดให้น้ำจนกว่าจะเข้าฤดูร้อน ในช่วงเดือนมกราคม หรือเดือนกุมภาพันธ์ หรือเมื่อส้มมีอายุประมาณ 8-9 เดือน เพราะดินที่ได้จากน้ำฝนจะอุ้มน้ำไว้และเก็บความชื้นได้นาน เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน ดินค่อนข้างแล้ง ให้รดน้ำโดยการเปิดสปริงเกลอร์ ประมาณ 20 นาที จากนั้นเว้นระยะ 5 วัน แล้วให้น้ำในปริมาณเท่าเดิมใหม่ ทำอย่างนี้กระทั่งเข้าฤดูฝน จึงหยุดให้น้ำ

สำหรับปุ๋ยนั้น คุณอดิเรก คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค พยายามทำให้ส้มโชกุนของไร่วังน้ำค้างปลอดสารเคมีมากที่สุด โดยให้ปุ๋ยคอกในช่วงที่ฝนเริ่มตก โรยรอบต้น ไม่ต้องพรวนดิน และให้ครั้งเดียวต่อปี ส่วนปุ๋ยเคมีให้เฉพาะช่วงที่ต้องการให้ต้นสมบูรณ์คือ ระหว่างที่ส้มมีอายุ 1-3 ปีแรก ควรให้ปุ๋ยเคมีทุก 3-4 เดือน เมื่อต้นมีสภาพสมบูรณ์แล้ว ก็ให้เฉพาะปุ๋ยคอกเพียงอย่างเดียว

“ช่วงที่ส้มเริ่มติดผลจะงดให้ปุ๋ย แต่ถ้าพบว่ามีโรคและแมลงกวน ต้องฉีดสารเคมีฆ่าแมลง โดยให้หลังจากติดดอกบานแล้ว 1 ครั้ง และเมื่อผลส้มขนาดเท่าผลมะนาวอีก 1 ครั้งเท่านั้น เพื่อให้สารเคมีตกค้างหมดไปก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตไปขาย”

การแต่งกิ่ง ควรเริ่มเมื่อส้มเริ่มแตกยอดอ่อนแรก เพื่อให้ส้มได้รับธาตุอาหารอย่างทั่วถึง ไม่แย่งอาหารกัน นอกจากแต่งกิ่งด้านนอกของต้นแล้ว ควรแต่งกิ่งด้านในของต้นด้วย เพื่อให้อากาศและแสงผ่านเข้าถึงต้นด้านใน ป้องกันโรคและแมลงที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งการแต่งกิ่งด้านในให้อากาศและแสงผ่านเข้ากลางลำต้น ช่วยได้มาก โดยคุณอดิเรก บอกว่า การแต่งกิ่งด้านใน ช่วยลดปัญหาโรคและแมลงได้มาก ซึ่งตั้งแต่ปลูกส้มมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ยังไม่ประสบปัญหาโรคและแมลงแม้แต่ครั้งเดียว

แต่สิ่งหนึ่งที่ถือว่ามีส่วนช่วยลดปัญหาโรคและแมลง นอกจากการตัดแต่งกิ่งแล้ว คุณอดิเรก ยังนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ เพื่อสกัดแมลงวันทองตัวผู้คือ การนำขวดน้ำพลาสติกที่ไม่ใช้แล้ว เจาะรูขนาดพอให้แมลงวันทองบินเข้าไปได้ นำสำลีชุบยาฆ่าแมลงติดไว้บริเวณปากขวด ส่วนกลางขวดห้อยสารล่อแมลงวันทองตัวผู้ จะทำให้แมลงวันทองตัวผู้เข้าไปติดกับภายในขวดตาย และเมื่อไม่มีแมลงวันทองตัวผู้ การวางไข่ของแมลงวันทองตัวเมียก็จะไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งภูมิปัญญาชาวบ้านเช่นนี้ ควรแขวนไว้ระยะห่างแต่ละชิ้น 20 เมตร หากใกล้ไป อาจทำให้แมลวันทองบินเข้าไปในขวดไม่ถูก และควรเปลี่ยนสำลีชุบยาฆ่าแมลง รวมทั้งสารล่อแมลงวันทองตัวผู้ทุกๆ 45 วัน ส่วนผีเสื้อซึ่งเป็นแมลงศัตรูพืชอีกชนิด ใช้แรงงานคนจับ เพราะผีเสื้อจะมีจำนวนมากเฉพาะช่วงที่ผลไม้สุก และจับเฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้น

คุณอดิเรก แนะนำว่า ส้มโชกุนที่ดีต้องมีรสชาติหวานนำเปรี้ยว ผลส้มโชกุนจะทรงแป้น หากสุกได้ที่บริเวณก้นจะบุ๋ม รสชาติจะหวานนำเปรี้ยว

ผลผลิตที่ได้ต่อรุ่นอยู่ที่ 80 กิโลกรัม ต่อต้น คุณอดิเรกมีคนงานคัดแยกขนาดส้มโดยใช้เครื่องบรรจุส้มที่ได้ขนาดไว้ให้ลูกค้าประจำมารับไป วางจำหน่ายขึ้นห้างสรรพสินค้าชื่อดังในกรุงเทพฯ บางส่วนที่ไม่ได้ขนาด คุณอดิเรกจะนำไปวางขายหน้าร้านในตัวเมืองตรัง ในราคากิโลกรัมละ 150 บาท

ส้มโชกุนขึ้นชื่อของจังหวัดตรัง ก็เห็นจะมีที่ไร่วังน้ำค้าง ของคุณอดิเรก เพียงท่านเดียว สวนส้มโชกุนแห่งนี้ เปิดกว้างให้ผู้สนใจเยี่ยมชมและศึกษา ติดต่อได้ที่ คุณอดิเรก คงวิทยา ไร่วังน้ำค้าง หมู่ที่ 11 ตำบลปะเหลียน อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง หรือโทรศัพท์ (087) 271-5052

 

ไปสะเมิง ชิมสตรอเบอรี่ รสหวานฉ่ำ ที่ ไร่นภ-ภูผา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05053010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


เทคโนโลยีการเกษตร 

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์ 

ไปสะเมิง ชิมสตรอเบอรี่ รสหวานฉ่ำ ที่ ไร่นภ-ภูผา 

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เขียนมีโอกาสร่วมกิจกรรม Horti Asia on the Move กับ วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค ไปเยี่ยมชมแปลงปลูกสตรอเบอรี่ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ โดยเฉพาะอำเภอสะเมิง ที่มีภูมิประเทศสูงกว่าระดับน้ำทะเล ประมาณ 1,800 เมตร และสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการปลูกและเติบโตของต้นสตรอเบอรี่ เนื่องจากตอนกลางวันมีอุณหภูมิไม่เกิน 25 องศา ตอนกลางคืน ต่ำกว่า 20 องศา

ปัจจุบัน อำเภอสะเมิงมีเนื้อที่ปลูกสตรอเบอรี่มากกว่า 3,000 ไร่ ทำให้อำเภอสะเมิงเป็นแหล่งปลูกสตรอเบอรี่ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย สาเหตุที่เกษตรกรจำนวนมากสนใจปลูกสตรอเบอรี่ เพราะเป็นพืชเศรษฐกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงในระยะเวลาอันสั้น โดยทั่วไปพี้นที่ปลูกสตรอเบอรี่ 1 ไร่ จะได้ผลผลิตประมาณ 2,500-3,000 กิโลกรัม สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไม่ต่ำกว่า 120,000-140,000 บาท ต่อไร่

จุดหมายปลายทางของพวกเราอยู่ที่ “ไร่นภ-ภูผา” ซึ่งเป็นไร่สตรอเบอรี่ยอดนิยมของอำเภอสะเมิง การเดินทางไม่ยุ่งยาก แค่ใช้เส้นทางสายเชียงใหม่-แม่ริม-สะเมิง รถตู้วิ่งจากตัวเมืองเชียงใหม่ ใช้เส้นทาง 107 วิ่งผ่านที่ว่าการอำเภอแม่ริม จากแยกไฟแดงเลี้ยวซ้าย เข้าสายแม่ริม-สะเมิง เส้น 1096 ขับตรงมาเรื่อยๆ จะเจอไร่สตรอเบอรี่นภ-ภูผา ก่อนถึงตัวอำเภอสะเมิง

จุดเริ่มต้น ของ ไร่นภ-ภูผา

“นิศานาถ กาวินนะ” หรือ คุณไก่ เจ้าของไร่นภ-ภูผา เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ คุณไก่ และสามี “คุณชัย” ทำงานบริษัทเอกชนในเมืองเชียงใหม่ แม้มีรายได้ดีแต่หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว เหลือเงินอยู่ไม่มาก แถมไม่มีเวลาดูแลครอบครัว ทั้งคู่จึงตัดสินใจกลับมาทำอาชีพเกษตรกรรมในที่ดินมรดกของคุณไก่ เดิมทีเป็นไร่ปลูกดอกไม้ ที่รู้จักกันดีในชื่อ นางคอยฟลอร่า เมื่อคุณไก่หันมาปรับปรุงสถานที่ใหม่ จึงใช้ชื่อลูกชาย 2 คน มาตั้งเป็นชื่อไร่ เรียกว่า “ไร่นภ-ภูผา” ตั้งอยู่เลขที่ 203 หมู่ที่ 10 ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น. โทรศัพท์ (053) 378-415, (081) 603-9800

คุณไก่ และคุณชัย มีความฝันที่จะสร้างชีวิตพอเพียงอยู่กับธรรมชาติที่สวยงามนี้ตลอดไป พวกเขาเริ่มต้นจากการปลูกผัก ทำนาปลูกข้าว ทำสวนผสมผสาน ทั้ง ส้ม ชมพู่ มังคุด ละมุด ลำไย ฯลฯ รวมทั้งผลไม้ขึ้นชื่อของอำเภอสะเมิงคือ สตรอเบอรี่ ซึ่งครอบครัวคุณไก่เริ่มปลูกสตรอเบอรี่มาตั้งแต่รุ่นพ่อ

ไร่สตรอเบอรี่ สวยงาม ท่ามกลางธรรมชาติแห่งนี้ ถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรตั้งแต่ ปี 2551 นอกจากเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวรื่นรมย์กับการเก็บผลสตรอเบอรี่สดๆ ด้วยตัวเอง ที่นี่ยังมีที่พักโฮมสเตย์ และบริการอาหารรสอร่อย สร้างเสน่ห์มนต์ขลังให้แก่ไร่สตรอเบอรี่แห่งนี้ ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความประทับใจสถานที่และบริการจนเกิดกระแสการบอกต่อจากปากต่อปาก รวมทั้งมีรายการทีวีท่องเที่ยว ผู้จัดละครโทรทัศน์ ติดต่อขอใช้สถานที่ถ่ายทำอย่างสม่ำเสมอ ละครล่าสุดที่เพิ่งจบไปคือ ละคร อันโกะ กลรักสตรอเบอรี่ ก็ใช้ไร่แห่งนี้เป็นสถานที่ถ่ายทำ ทำให้ไร่นภ-ภูผา มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น

เหตุจากเก็บค่าเข้าชม 20 บาท 

ไร่แห่งนี้กำหนดกติกาว่า ใครจะลงไปชมแปลงสตรอเบอรี่ ต้องซื้อคูปองในราคา 20 บาท กันซะก่อน หลายคนสงสัยว่าทำไมต้องเก็บค่าเข้าชมแปลงสตรอเบอรี่ คุณไก่ให้เหตุผลว่า สตรอเบอรี่เป็นพืชที่บอบบาง จำเป็นต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดี กว่าจะโตจะต้องมีการดูแลบ่มเพาะด้วยความรักและความเอาใจใส่ ในขณะที่นักท่องเที่ยวบางคนไม่เข้าใจธรรมชาติของต้นสตรอเบอรี่ บางคนเหยียบย่ำเข้าไปในแปลง หรือหยิบจับอย่างไม่ระวัง ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของต้นสตรอเบอรี่ทันที ทำให้มีผลผลิตลดลงตามไปด้วย ความจริงเราพยายามขอความร่วมมือจากนักท่องเที่ยว แต่ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมนักท่องเที่ยวบางรายได้ จึงตัดสินใจเก็บค่าเข้าชม โดยนักท่องเที่ยวสามารถนำหางบัตรไปแลกเครื่องดื่มประเภทน้ำเปล่าหรือน้ำอัดลม ในไร่ได้

การปลูกสตรอเบอรี่

ไร่สตรอเบอรี่ในพื้นที่อำเภอสะเมิงส่วนใหญ่นิยมปลูกสตรอเบอรี่พันธุ์ 329 ที่นำเข้ามาจากประเทศอิสราเอล ที่มีลักษณะเด่นคือ ขนาดผลใหญ่ เปลือกหนา ทนทานต่อการขนส่ง และมีรสชาติเปรี้ยว แต่มักมีปัญหาสะสมโรคได้ง่าย ไร่นภ-ภูผา ตัดสินใจปลูกสตรอเบอรี่พันธุ์พระราชทาน 80 เป็นหลัก เนื่องจากมีจุดแข็งสำคัญคือ ต้านทานโรคและแมลงได้ดี เหมาะบริโภคผลสด เพราะมีรสชาติหวานหอม อร่อย

คุณไก่บอกว่า การขยายพันธุ์โดยทั่วไปนิยมใช้ตาที่เจริญเติบโตมาจากต้นแม่ ตรงซอกของก้านใบ ที่เรียกว่า ไหล มาใช้เป็นต้นพันธุ์สำหรับปลูกขยายพันธุ์ต่อไป หากสตรอเบอรี่เกิดการกลายพันธุ์จึงค่อยนำไปเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อใหม่ ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม เป็นช่วงการเตรียมไหล และปลูกสตรอเบอรี่ประมาณเดือนสิงหาคม-ตุลาคม หลังปลูกได้ประมาณ 90-115 วัน จะเริ่มเก็บผลผลิตได้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-เมษายน

“โดยทั่วไปพื้นที่ 1 ไร่ จะต้องใช้ไหลประมาณ 11,000 ต้น ปัจจุบันไร่นภ-ภูผามีเนื้อที่ปลูกสตรอเบอรี่ จำนวน 6-7 ไร่ ต้องใช้ไหลสตรอเบอรี่นับแสนต้นทีเดียว การปลูกสตรอเบอรี่ไม่ใช่เรื่องง่าย มีงานต้องทำตลอดทั้งปี” คุณไก่กล่าว

แปลงปลูกสตรอเบอรี่ที่ยาวสุดลูกหูลูกตา มีลูกสตรอเบอรี่สีแดง และสีชมพูอ่อนอยู่เต็มไปหมด ที่นี่เลือกใช้ใบตองตึง คลุมแปลงปลูก เพื่อช่วยรักษาความชื้นของดินในแปลงปลูก ป้องกันโรค และช่วยในการควบคุมวัชพืชบนแปลง รวมทั้งป้องกันไม่ให้ผลสตรอเบอรี่เกิดการเสียหายเนื่องจากสัมผัสกับดินโดยตรง ทำให้สตรอเบอรี่มีผิวสวยอีกด้วย

จุดเด่น-จุดด้อย ของไร่

สตรอเบอรี่ปลอดสารพิษ

พื้นที่ปลูกสตรอเบอรี่โดยทั่วไป มักนิยมใช้สารเคมีจำนวนมากในการกำจัดโรคและแมลง ทำให้ผู้บริโภคมีโอกาสเสี่ยงเจอปัญหาสารเคมีตกค้างได้ง่าย เนื่องจากลูกชายของคุณไก่นิยมรับประทานสตรอเบอรี่มากเป็นพิเศษ ด้วยความห่วงใยสุขภาพความปลอดภัยของลูกชาย และต้องการแบ่งปันอาหารปลอดภัยแก่ผู้บริโภคทั่วไป คุณไก่จึงตัดสินใจพัฒนา ไร่นภ-ภูผา เป็นแหล่งปลูกสตรอเบอรี่ปลอดสารเชิงท่องเที่ยวแห่งแรกของอำเภอสะเมิง

“ทุกวันนี้ ไร่นภ-ภูผา เน้นปลูกและดูแลแปลงสตรอเบอรี่ในระบบเกษตรอินทรีย์แทน แต่การผลิตสตรอเบอรี่ปลอดสารให้มีคุณภาพดี ผลสวย ถือเป็นงานที่ยากมาก เพราะสตรอเบอรี่เป็นผลไม้ที่มีกลิ่นหอมจัด หากปีไหนอากาศไม่เย็นจัด มักเจอปัญหาการแพร่ระบาดของเพลี้ยได้ง่าย หากพื้นที่บริเวณใกล้เคียง มีการเพาะปลูกดอกไม้ เกษตรกรมักฉีดพ่นยาเยอะ เพลี้ยก็จะบินมาที่แปลงปลูกสตรอเบอรี่ปลอดสารของเราแทน” คุณไก่เล่าถึงโจทย์ยากของการปลูกสตรอเบอรี่ปลอดสาร

หลังจาก ไร่นภ-ภูผา หยุดใช้สารเคมีกำจัดแมลงในแปลงปลูกสตรอเบอรี่ ก็หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่ผลิตขึ้นมาเอง เพื่อให้สตรอเบอรี่ทุกผลที่ผลิตจากไร่แห่งนี้ ปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง 100% ทำให้สินค้าจากไร่แห่งนี้เป็นที่ยอมรับในฐานะสินค้าปลอดภัยต่อการบริโภคมากขึ้น คุณชัย ซึ่งเป็นศิษย์เก่าแม่โจ้ผลิตปุ๋ยน้ำหมัก จากสารสะเดา ซึ่งสารธรรมชาติชนิดนี้ไม่มีฤทธิ์รุนแรงเหมือนกับการใช้สารเคมี จึงต้องพ่นปุ๋ยน้ำหมัก กำจัดแมลงทุกๆ 2- 3 วัน ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและตัวเกษตรกรเอง

การทำไร่สตรอเบอรี่ปลอดสารยังมีจุดอ่อนสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ได้ผลผลิตในปริมาณน้อย ผลมีขนาดเล็ก เมื่อเก็บสินค้าออกขายจึงได้กำไรน้อยกว่าสตรอเบอรี่ที่ปลูกโดยใช้สารเคมีที่มีผลผลิตจำนวนมาก ผลโตและมีผิวสวยตรงกับความต้องการของตลาด

“ทุกวันนี้ การทำไร่สตรอเบอรี่ปลอดสารมีค่าใช้จ่ายสูงมาก เพราะต้องอาศัยแรงงานคนจำนวนมากในการดูแลกำจัดวัชพืช ให้ปุ๋ย ให้น้ำ และเก็บเกี่ยวผลผลิต จึงต้องนำรายได้จากไร่สตรอเบอรี่แห่งที่ 2 ที่ใช้สารเคมี มาเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลไร่แห่งนี้แทน” คุณไก่กล่าว

แนะนำบริโภค

สตรอเบอรี่อย่างปลอดภัย 

สำหรับสตรอเบอรี่ปลอดสาร ของ ไร่นภ-ภูผา ไม่ค่อยมีปัญหาด้านการจำหน่าย เพราะมีนักท่องเที่ยวหมุนเวียนเข้ามาเยี่ยมชมและซื้อสินค้าติดมือกลับบ้านกันเป็นจำนวนมาก ทำให้สินค้ามีแทบไม่พอขาย หลังจากนักท่องเที่ยวเก็บผลผลิตจากแปลง คุณไก่จะนำมาชั่งน้ำหนักเพื่อคิดราคา ก่อนนำผลสตรอเบอรี่บรรจุในกล่องกระดาษ ซึ่งด้านบนเป็นพลาสติกใส ทำให้มองเห็นผลสตรอเบอรี่ภายในได้ชัดเจน โดยใช้ใบสตรอเบอรี่รองก้นกล่อง และวางผลซ้อนไม่เกินสองชั้น เพื่อป้องกันการบอบช้ำระหว่างการขนส่ง

คุณไก่เล่าว่า เนื่องจากสตรอเบอรี่เป็นผลไม้ที่บอบช้ำง่าย เมื่อเกษตรกรเก็บผลผลิตจากแปลง จะรีบคัดแยกคุณภาพบรรจุหีบห่อ และส่งจำหน่ายให้เร็วที่สุด ดังนั้น ผู้บริโภคที่เลือกซื้อสตรอเบอรี่จากท้องตลาดทั่วไป ควรนำผลสตรอเบอรี่ไปล้างน้ำสะอาดเสียก่อน มิฉะนั้นอาจเจอปัญหาสารเคมีตกค้างได้ หลังจากล้างน้ำควรบริโภคสตรอเบอรี่ให้หมดภายใน 2 ชั่วโมง มิฉะนั้นผลสตรอเบอรี่จะเน่าเสียได้

หากใครอยากบริโภคสตรอเบอรี่ให้ปลอดภัยและสบายใจ ขอแนะนำให้ซื้อสตรอเบอรี่ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป เพราะเป็นช่วงปลายฤดูแล้ว เกษตรกรผู้ปลูกสตรอเบอรี่จะไม่ค่อยใส่ใจฉีดยาเหมือนแต่ก่อน ทำให้สตรอเบอรี่ในรุ่นนี้เติบโตและมีผลผลิตตามธรรมชาติ แต่มีจุดอ่อนคือ ผลมีขนาดเล็ก ผิวไม่ค่อยสวย แต่รับประทานแล้วปลอดภัยสุดๆ แถมราคายังไม่สูงเหมือนช่วงต้นฤดูอีกด้วย

ปัจจุบัน ไร่นภ-ภูผา จำหน่ายสตรอเบอรี่ผลสด และแปรรูป รวมทั้งต้นสตรอเบอรี่บรรจุกระถาง ให้นักท่องเที่ยวที่สนใจทดลองนำไปปลูกที่บ้านด้วยในราคาต้นละ 25 บาท เท่านั้น ผู้เขียนได้ต้นสตรอเบอรี่ติดมือกลับไปปลูกที่กรุงเทพฯ จำนวน 4 ต้น ใช้ระยะเวลาไม่ถึงสัปดาห์ ต้นสตรอเบอรี่กระถางแรก ก็มีผลลูกแดงๆ ออกมาให้ลิ้มลองความอร่อยแล้ว ส่วนอีก 3 กระถาง ที่เหลือก็เริ่มมีดอกผลิบานออกมาเรื่อยๆ แม้จะเสียเวลาในการดูแลรดน้ำต้นสตรอเบอรี่ในกระถางอยู่บ้าง แต่รู้สึกสุขใจในการรอคอย…เพื่อลิ้มลองผลสตรอเบอรี่รุ่นต่อไปเสียจริงๆ 

 

“ศรีราชภัฏ” มะละกอสายพันธุ์ใหม่ (ครั่งเนื้อเหลือง) เนื้อกรอบ ผลยาว ร่องตื้น ทนทานโรคจุดวงแหวน ผลงาน ราชภัฏมหาสารคาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


เทคโนโลยีการเกษตร

อำพน ศิริคำ 

“ศรีราชภัฏ” มะละกอสายพันธุ์ใหม่ (ครั่งเนื้อเหลือง) เนื้อกรอบ ผลยาว ร่องตื้น ทนทานโรคจุดวงแหวน ผลงาน ราชภัฏมหาสารคาม

“ส้มตำ” อาหารโปรดของคนอีสาน บางวันรับประทานถึง 3 เวลา เลยทีเดียว แต่มะละกอซึ่งเป็นวัตถุดิบในการทำส้มตำนั้น มักมีข้อจำกัดหรือข้อด้อยหลายประการ อาทิ อ่อนแอต่อโรคจุดวงแหวน (เกิดจากเชื้อไวรัส) ถ้าเป็นแล้วไม่มียารักษาทำให้แคระแกร็น ทำส้มตำไม่อร่อย ผลผลิตต่ำ นอกจากนี้ บางพันธุ์ที่เนื้อกรอบอร่อยแต่ผลเป็นร่องลึก ทำให้ปอกเปลือกยาก เป็นต้น ดังนั้น จึงมีความพยายามที่จะคิดค้นและปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้ลักษณะที่ดีตามต้องการอยู่ในพันธุ์เดียวกัน อย่างเช่น

รศ.ดร. รภัสสา จันทาศรี รองคณบดีคณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และหัวหน้าศูนย์วิจัยมะละกอและพัฒนามะละกอบริโภคสดจังหวัดมหาสารคามและกลุ่มอีสานตอนกลาง

รศ.ดร. รภัสสา ให้ข้อมูลว่า มะละกอสายพันธุ์ครั่งเนื้อเหลือง เกิดจากการกลายพันธุ์มาจากพันธุ์ครั่งเนื้อแดง ที่ปลูกอยู่ในบริเวณสถานีวิจัยพันธุ์พืชเพาะเลี้ยง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม จากการปลูกจำนวน 1,500 ต้น พบว่า มีเนื้อเหลืองเกิดขึ้นเมื่อสุก จำนวน 8 ต้น ไปปลูกทดสอบ ต่อมาพบว่า

“มีลักษณะที่ดีแตกต่างจากพันธุ์ครั่งเนื้อแดงคือ ผิวร่องตื้น ความหนาเนื้อมากและจุดเด่นคือ มีความทนทานต่อการเกิดโรคใบจุดวงแหวนมากกว่าพันธุ์ครั่งเนื้อแดง ซึ่งลักษณะที่ดีทั้ง 3 อย่างนี้ ไม่ปรากฏในพันธุ์ครั่งเนื้อแดง ในขณะที่พันธุ์ครั่งเนื้อแดงมีจุดด้อยคือ ร่องลึกทำให้ปอกเปลือกยาก ปริมาณเนื้อสูญเสียไปกับการปอกเปลือก ความหนาเนื้อน้อยกว่าสายพันธุ์ครั่งเนื้อเหลืองและมีความทนทานต่อโรคใบจุดวงแหวนต่ำ ส่วนลักษณะเด่นอื่นๆ พบว่า มีความเหมือนกันคือ ลูกยาวรี เนื้อกรอบ เมื่อสุกเนื้อไม่เละ เนื้อสีขาวขุ่น รสชาติหวาน และไม่แข็งกระด้าง ผลจากต้นตัวเมียมีลักษณะรูปร่างผลยาวต่างจากมะละกอพันธุ์อื่นๆ คุณภาพของเนื้อเหมาะต่อการบริโภคผลดิบ” รศ.ดร. รภัสสา กล่าว

ลักษณะประจำพันธุ์

- ออกดอกเร็ว ประมาณ 3 เดือน

- ผลดก 90-100 ผล/ต้น

- ผลยาวรี ประมาณ 40 เซนติเมตร

- ผลสุก มีความหวาน 11-12 องศาบริกซ์

- ทนทานต่อโรคไวรัสจุดวงแหวน

- ผลดิบ เนื้อกรอบมาก เหมาะแก่การทำส้มตำ

วิธีการเตรียมดินปลูก

พื้นที่ปลูกไม่ควรเป็นพื้นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขัง มีแหล่งน้ำให้น้ำได้ตลอดทั้งปี ดินควรมีความเป็นกรด-ด่าง ประมาณ 5.6-7.0 การเตรียมดินโดยการไถดะ ตากดิน 5-7 วัน แล้วจึงไถพรวนและยกร่องหรือปลูกแบบร่องสวนในพื้นที่ที่น้ำท่วมขัง

เพาะเมล็ดมะละกอให้งอกดี

นำเมล็ดมะละกอมาเพาะในถุงเพาะที่เตรียมไว้โดยการเตรียมดินสำหรับเพาะกล้า โดยการใช้ดินสำหรับเพาะกล้านั้น มีส่วนผสม คือดินร่วน แกลบเผา ทรายหยาบ อัตราส่วน 1:1:1 ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำมาใส่ลงในถุงพลาสติก ขนาด 4×6 นิ้ว หรือ 4×4 นิ้ว ให้เต็ม รดน้ำดินในถุงให้ชุ่ม นำเมล็ดพันธุ์มาหยอดลงในถุง ถุงละ 1-2 เมล็ด ประมาณ 14-20 วัน เมล็ดมะละกอจะเริ่มงอก หลังจากเมล็ดเริ่มงอกแล้ว ดูแลรักษาต้นกล้าประมาณ 30 วัน ก็สามารถย้ายต้นกล้าลงปลูกในหลุมปลูก

การเตรียมหลุมปลูก และการปลูก

1. หลักจากไถพรวนและยกร่องแล้ว ให้ขุดหลุมขนาด 50x50x50 เซนติเมตร ระยะปลูก 3×3 เมตร หรือ 2.5×2.5 เมตร

2. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2 กรัม ผสมกับดินชั้นล่าง

3. แล้วนำต้นกล้าที่เตรียมไว้ลงปลูก

4. กลบดินให้เป็นลักษณะหลังเต่าเพื่อป้องกันน้ำท่วมขังที่บริเวณโคนต้น

5. คลุมด้วยฟางเพื่อช่วยเก็บรักษาความชื้นในดิน

วิธีการดูแลรักษา

1. การให้น้ำ หลังจากปลูกแล้ว 2 สัปดาห์ ควรให้น้ำวันละ 1 ครั้ง ครั้งละประมาณ 10-15 นาที ในช่วงฤดูฝนควรทำทางระบายน้ำเพื่อป้องกันความชื้นแฉะในดินมากเกินไป จะเป็นสาเหตุให้มะละกอเน่าบริเวณโคนและรากได้

2. การให้ปุ๋ย ให้ปุ๋ยทุกเดือน สูตร 15-15-15 และปุ๋ยคอกตลอดอายุการเจริญเติบโต อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น ช่วงออกดอกเพิ่มปุ๋ยสูตร 0-52-34 อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น และช่วงการพัฒนาการของผล ปุ๋ยสูตร 12-0-43 อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น

3. การกำจัดวัชพืช ไม่ควรใช้จอบกำจัดวัชพืชบริเวณโคนต้น เพราะมะละกอมีรากตื้น อาจทำให้รากที่ใช้ในการหาอาหารได้รับความกระทบกระเทือน แต่ควรกำจัดวัชพืชบริเวณใต้ทรงพุ่มด้วยวิธีการอื่น เช่น เครื่องตัดหญ้า มีดตัดให้สั้น การคลุมโคนต้น ใช้ฟางข้าวคลุมโคนต้นและหมั่นเติมฟางข้าวอยู่เสมอ จะช่วยลดวัชพืชและรักษาความชื้นในดิน

4. การป้องกันกำจัดโรคแมลง ในช่วง 1-2 เดือนแรกหลังปลูก มักพบโรครากเน่าและโคนเน่า จึงควรราดโคนต้นด้วยสารเคมีริดโดมิลหรือเทอร์ราคลอร์ซุปเปอร์-เอ็กซ์ ในช่วงฝนตกชุกก็เช่นเดียวกันจะมีโรครากเน่าโคนเน่าระบาดมาก แม้มะละกอจะออกดอกหรือติดผลแล้ว จึงต้องราดโคนด้วยสารเคมีทุกๆ 15 วัน การหว่านเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าก่อนปลูกและหว่านซ้ำทุกๆ 4 เดือน จะช่วยลดการใช้เคมีลงกว่าครึ่ง การพ่นสารเคมีทางใบเพื่อป้องกันกำจัดแมลงหรือเชื้อรา ต้องระมัดระวัง เนื่องจากใบมะละกออาจไหม้ได้ จึงควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น

วิธีการเก็บเกี่ยว

เริ่มเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 5 เดือน เป็นต้นไป โดยสังเกตผลมีสีผิวเปลี่ยนจากเขียวเป็นเขียวอ่อน หรือเมื่อปรากฏแต้มสีเหลืองบริเวณปลายผล ให้ใช้มีดหรือกรรไกรตัดขั้วผลมะละกอให้ติดต้น แล้วตัดขั้วผลมะละกอที่ยากออกภายหลัง ห้ามใช้มือบิดผล เพราะทำให้ขั้วช้ำและเชื้อราสามารถจะเข้าทำลายทางขั้วที่ติดต้นทำให้ต้นเน่าเสียหายได้

รศ.ดร. รภัสสา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “มะละกอครั่งเนื้อสีเหลืองนี้ ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ได้ขอพระราชทานนามแล้วเพื่อความเป็นสิริมงคล ขณะนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

ท่านที่เคารพครับ !!! จะเห็นว่า มะละกอพันธุ์ศรีราชภัฏนี้มีข้อดีเด่นหลายประการ น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับประชาชนทั่วไปที่จะพิจารณาปลูกเพื่อทำส้มตำ หรือเกษตรกรที่จะปลูกเป็นการค้า เพิ่มรายได้ โดยเฉพาะมีความ “ทนทานต่อโรคจุดวงแหวน” หมายถึงเป็นโรค แต่มีความทนทานและยังให้ผลผลิตต่อเนื่องดีกว่าหลายๆ พันธุ์ จากการเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2551 มีเกษตรกรนำไปปลูกแล้วกว่า 500 คน จำนวนกว่า 20,000 ต้น

ดังนั้น หากท่านใดสนใจ สามารถสั่งซื้อได้ ต้นกล้าต้นละ 10 บาท ส่วนเมล็ดราคาเมล็ดละ 1 บาท ตั้งแต่ 100 เมล็ดขึ้นไป (ส่งทางไปรษณีย์) สอบถามรายละเอียดได้ที่ รศ.ดร. รภัสสา จันทาศรี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เลขที่ 80 ถนนนครสวรรค์ ตำบลตลาด อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม โทร. (089) 063-2770

 

ห้อม…มหัศจรรย์แห่งพืชสีคราม ศูนย์วิจัยฯ แพร่ ขยายผลสู่เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


เทคโนโลยีการเกษตร

อภิวัฒน์ คำสิงห์

ห้อม…มหัศจรรย์แห่งพืชสีคราม ศูนย์วิจัยฯ แพร่ ขยายผลสู่เกษตรกร

พืชที่ให้สีตามธรรมชาติมีอยู่มากมาย แต่ปัจจุบันมีพืชที่ให้สีสามารถนำไปย้อมผ้าได้อยู่ 2 ชนิด คือ ห้อม และคราม ซึ่งคนส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่า ห้อม และคราม เป็นพืชชนิดเดียวกัน แต่แท้จริงแล้วพืชทั้งสองชนิดเป็นพืชที่มีความแตกต่างกัน สังเกตได้ง่าย คือ ต้นห้อม จะเป็นไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 1 เมตร มีใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงกันข้ามรูปวงรี ขอบหยักเป็นฟันเลื่อยละเอียด จะออกดอกสีม่วงตามซอกใบและกิ่ง รูปทรงคล้ายระฆัง ชอบขึ้นในสภาพพื้นที่ที่มีอากาศเย็นและมีความชื้นสูง โดยเฉพาะใกล้แหล่งน้ำ ส่วนต้นคราม จะมีใบเป็นใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับใบย่อรูปรี คล้ายใบพืชตระกูลถั่ว

ห้อม สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดใบใหญ่ จะมีลักษณะใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว การจัดระเบียบของใบที่ติดอยู่ตามลำต้นเป็นแบบตรงกันข้ามตั้งฉากกัน โดยแต่ละคู่ของใบในข้อหนึ่งอยู่ในแนวตั้งฉากกับคู่ของใบอีกข้อหนึ่ง ก้านใบยาว ประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร แผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปไข่กลับ ขนาดใบกว้าง ประมาณ 6.2-8.3 เซนติเมตร ยาว 18.2-24 เซนติเมตร การจัดเรียงเส้นใบเป็นแบบร่างแหรูปขนนก รูปร่างของใบเป็นแบบใบหอกกลับ ปลายใบแหลม โคนใบเรียวแหลม ขอบใบเป็นหยักฟันเลื่อยละเอียด ส่วนห้อมชนิดใบเล็ก มีลักษณะของใบคล้ายกับชนิดใบใหญ่ แต่ขนาดจะเล็กกว่า ขนาดใบกว้าง ประมาณ 3.2-3.9 เซนติเมตร ยาว 12-15 เซนติเมตร

ดอก มีแกนกลางยาว ดอกย่อยมีก้านดอกย่อยยาว ดอกที่บานก่อนอยู่โคนช่อ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีการจัดเรียงส่วนต่างๆ ของดอกแบบไม่ได้สัดส่วน ดอกเป็นช่อ มีใบประดับ กลีบดอกสีม่วงอ่อนถึงม่วงเข้ม มีจำนวนกลีบ 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูปกระดิ่ง ตรงโคนเป็นหลอด โค้งเล็กน้อย ปลายบานออกคล้ายแตร ขณะดอกตูมปลายกลีบเชื่อมติดกัน

ปัจจุบัน ทั้งคราม และห้อม เป็นพืชที่ชาวบ้านในเขตพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานนำลำต้นและใบมาใช้ประโยชน์ โดยการนำไปหมักในน้ำตามกรรมวิธีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ จนได้เนื้อห้อม ซึ่งเมื่อนำไปย้อมผ้าขาวจะทำให้ได้ผ้าสีกรมท่า ที่เรียกว่า “ผ้าหม้อห้อม” ที่มีความทน เนื้อผ้ามีน้ำหนักเบา สวมใส่สบาย ไม่ร้อนและไม่เปื้อนง่าย ซึ่งปัจจุบันได้รับการพัฒนารูปแบบให้หลากหลายและทันสมัย โดยนำไปผ่านกรรมวิธีฟอกสีคล้ายผ้ายีนส์ ก่อนนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อ กางเกง แบบเรียบง่าย จำหน่ายในราคาที่ไม่แพงเกินไป

จากความต้องการผ้าหม้อห้อมที่มีเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ปริมาณต้นห้อมในธรรมชาติลดน้อยลง ทำให้ไม่สอดคล้องกับการค้าขายเสื้อผ้าหม้อห้อม โดยเฉพาะวัตถุดิบจากต้นห้อมที่นำมาใช้ย้อมผ้า ทำให้มีการนำครามหรือสารเคมีมาใช้ย้อมผ้าทดแทนห้อม ส่งผลกระทบต่อผู้สวมใส่ที่แพ้สารเคมี ส่วนน้ำย้อมที่เหลือจากการย้อมผ้าปล่อยทิ้งไปในธรรมชาติ ทำให้สภาพแวดล้อม ดิน น้ำใต้ดิน เสื่อมคุณภาพ ดังนั้น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ จึงได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบพันธุ์ห้อมที่มีความเหมาะสมกับการเจริญเติบโตในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เพื่อขยายผลให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกและนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการใช้ย้อมผ้าหม้อห้อม ที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด ดังคำขวัญที่ว่า “หม้อห้อม ไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลือเลื่องแพะเมืองผี คนแพร่นี้ใจงาม”

คุณประนอบ ใจอ้าย นักวิชาการชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ เล่าให้ฟังว่า พื้นที่ปลูกห้อมที่สำคัญของจังหวัดแพร่ ได้แก่ ตำบลนาตอง น้ำจ้อม น้ำก๋าย นาคูหา แม่ลัว ห้วยม้า เมือง ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ในแต่ละวันผู้ประกอบการในพื้นที่มีความต้องการห้อมสด ประมาณ 400-600 กิโลกรัม ต่อวัน โดยราคาจำหน่าย กิโลกรัมละ 10-12 บาท ซึ่งสวนทางกับปริมาณพื้นที่การผลิตที่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการได้ เนื่องจากเป็นพืชป่าที่ชอบขึ้นในสภาพอากาศเย็น จึงมีข้อจำกัดด้านพื้นที่เพาะปลูกที่เหมาะสม ดังนั้น ศูนย์จึงทำการวิจัยเปรียบเทียบห้อมที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เพื่อจะนำไปส่งเสริมให้กับเกษตรกรปลูกเป็นอาชีพทำกินที่มีความยั่งยืน

“การเปรียบเทียบพันธุ์ห้อมที่ให้ผลผลิตสูงและมีความเหมาะสมกับพื้นที่ภาคเหนือ ได้วางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Blok 6 กรรมวิธี 4 ซ้ำ โดยมีสายพันธุ์ห้อมที่ใช้เปรียบเทียบทั้งหมด 6 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ใบใหญ่ ได้แก่ แพร่ เชียงราย เชียงใหม่ และพะเยา ส่วนชนิดใบเล็กมีพันธุ์นาตอง และเชียงคำ

ขั้นตอนการขยายพันธุ์ห้อมชนิดใบใหญ่และใบเล็กเชิงพาณิชย์ทำได้ง่าย เลือกวิธีการปักชำกิ่ง เพราะเป็นวิธีที่ง่ายและลงทุนน้อย ได้ผลดีที่สุด โดยนำกิ่งห้อม ความยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ที่มีข้อปล้องด้านล่าง ประมาณ 1 ข้อ ไปชำไว้ในกระบะปูนที่มีส่วนผสมของวัสดุปลูก คือ ดินและแกลบดำ อัตราส่วน 1 ต่อ 1 ใช้เวลาประมาณ 14 วัน รากจะเริ่มออกมาตามข้อกิ่ง จากนั้นนำกิ่งชำที่มีรากสมบูรณ์ลงแปลงปลูก

ส่วนแปลงปลูกจะไถเตรียมดิน 2 ครั้ง ครั้งแรก ไถตากดินทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ ครั้งที่สอง ไถผสมปุ๋ยคอกมูลวัวผสมกับดินในอัตราส่วน 1 ตัน ต่อไร่ พร้อมกับขึ้นแปลงภายใต้โรงเรือนที่พรางแสง ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ โดยแต่ละแปลงมีความกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร

เมื่อเตรียมแปลงเสร็จเรียบร้อย นำกิ่งชำที่มีรากลงแปลง โดยใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 60 เซนติเมตร ระหว่างต้น 50 เซนติเมตร (ระยะที่เหมาะสม ให้ผลผลิตสูง) ภายในโรงเรือนต้องให้มีความชุ่มชื้นอยู่ตลอด แต่ไม่ถึงขนาดน้ำขังในแปลง ซึ่งการให้น้ำจะใช้ระบบมินิสปริงเกลอร์ เปิดสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง (เช้า-เย็น) ครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมง แต่หากในช่วงต้นเล็ก ให้วันเว้นวัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและฤดูกาล เสริมปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 และ 46-0-0 เดือนละ 1 ครั้ง”

หลังจากปลูกต้นห้อมลงแปลงแล้ว การปฏิบัติดูแลต้นห้อมที่ต้องทำคือ การให้ปุ๋ย ให้น้ำ ตามกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ จนกว่าอายุต้นห้อมครบ 6 เดือน ต้นห้อมจะพร้อมให้เก็บผลผลิต ซึ่งน้ำหนักเฉลี่ยต่อไร่ที่เกษตรกรจะได้ประมาณ 1,254.4 กิโลกรัม ซึ่งการเก็บเกี่ยวผลผลิตจะใช้วิธีตัดกิ่ง ก้าน ใบ และยอด ความยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากยอดลงไป

เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรก ภายในแปลงจะมีตอต้นแม่ สามารถบำรุงโดยการใส่ปุ๋ย รดน้ำต่ออย่างสม่ำเสมอ ประมาณ 4-6 เดือน ต้นห้อมจะแตกใบชุดใหม่ออกมาให้เก็บเกี่ยวผลผลิตในรอบถัดไป ซึ่งปริมาณน้ำหนักจะได้เท่ากับรอบแรกที่เก็บเสมอ เวลายาวนานกว่า 10 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแล

“ห้อมสดที่ได้จากการเก็บเกี่ยวจะถูกนำมาผ่านกรรมวิธีหมักเพื่อผลิตเนื้อห้อม โดยขั้นตอน คือ นำห้อมสด 1 กิโลกรัม ไปแช่ในน้ำสะอาด 10 ลิตร ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 คืน นำเอาเศษกิ่งก้านใบห้อมทิ้ง แล้วนำน้ำที่หมักได้ไปกรองด้วยผ้าขาวบาง พร้อมกับเติมปูนขาว 120 กรัม ลงในน้ำที่ได้ จากนั้นตีน้ำห้อมด้วยชะลอมจนเกิดฟองสีน้ำเงิน ทำจนกระทั่งฟองยุบตัวลงจึงหยุด และตั้งทิ้งไว้ให้เกิดตะกอน กรองด้วยผ้าขาวบางอีกครั้ง ก็จะได้เนื้อห้อมที่สามารถนำไปใช้ย้อมผ้าหม้อห้อมได้

ห้อม เป็นพืชที่ให้สีที่เกี่ยวข้องกับวิถีและวัฒนธรรมการแต่งกายประจำท้องถิ่นของชุมชนในหลายจังหวัดในเขตภาคเหนือ ซึ่งปัจจุบันการย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และกระจายรายได้ในชุมชน ทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ จนมีการพัฒนาส่งออกผลิตภัณฑ์ผ้าหม้อห้อมไปต่างประเทศ”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ โทรศัพท์ (054) 556-526, (054) 521-387 คุณประนอบ ใจอ้าย ในวัน เวลา ราชการ

 

“ข้าราชการวันธรรมดา ชาวนาวันหยุด” เสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าฯ อุดรธานี เมษายน 30, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046010257&srcday=2014-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 568


เทคโนโลยีการเกษตร

รัตนา สุขสกุล

“ข้าราชการวันธรรมดา ชาวนาวันหยุด” เสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าฯ อุดรธานี

ทุกวันนี้ชาวนาทำงานเหนื่อยยาก เพราะเกษตรกรทำการเกษตรแบบขาดทักษะการเกษตร ทั้งนี้ เกษตรกรไทยยังเน้นการปลูกพืชเชิงเดี่ยวให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดเพียงอย่างเดียว ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าแมลงและสารเคมีอย่างเข้มข้น ซึ่งส่งผลกระทบให้ระบบนิเวศดิน น้ำ ป่าไม้ เสียความสมดุล ผลผลิตไทยจึงมีราคาต่ำลงเรื่อยๆ 

ส่งผลทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากทำการเกษตร ขายที่นาจนไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง และกลายเป็นเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีความสามารถในการจัดการไร่นา ทั้งนี้ ยังทำให้ไม่มีอำนาจต่อรองในระบบตลาด ส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญวิกฤตการขาดแคลนเกษตรกร

จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างเกษตรกรแบบมืออาชีพที่มีความสามารถจัดสรรพื้นที่ของตนให้เกิดประโยชน์สูงสุดตลอดทั้งปี โครงการ 1 ไร่ 1 แสน จึงเป็นโครงการที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี คุณเสนีย์ จิตตเกษม ได้ดำเนินการขึ้นในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี

ด้วยเล็งเห็นความสำคัญ เพื่อที่จะก้าวพ้นยุคชาวนาทุกข์ยากไปให้ได้ จึงได้ทดลองประยุกต์องค์ความรู้ อันได้แก่ เกษตรทฤษฎีใหม่ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และหลักการ 1 ไร่ 1 แสน เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่เห็นคุณค่าของโครงการ

ทั้งนี้ผู้ว่าฯ เสนีย์ ได้มีการนำร่อง โดยเนรมิตที่นาส่วนตัวทำการเกษตรแบบ 1 ไร่ 1 แสน เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรที่สนใจได้เข้ามาเรียนรู้ หาประโยชน์จากที่นาของผู้ว่าฯ เสนีย์ บนพื้นที่กว่า 16 ไร่

หัวใจหลักของการทำการเกษตร 1 ไร่ 1 แสน คือการใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยที่นา 16 ไร่ ของผู้ว่าฯ เสนีย์ จัดสรรพื้นที่สำหรับตั้งเป็นโรงเรือนและที่อยู่อาศัย ร้อยละ 10 นาข้าว ร้อยละ 12 ปลูกผักปลอดสารพิษและมะนาวนอกฤดู ร้อยละ 42 ขุดสระเพื่อกันน้ำไว้ใช้หน้าแล้งและเลี้ยงปลา ร้อยละ 36 นอก

จากนี้ การเตรียมที่ดินและสภาพดินให้พร้อมก็เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง โดยที่นาของผู้ว่าฯ เสนีย์ มีการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ คือปุ๋ยอินทรีย์ที่ผ่านกระบวนการหมักกับน้ำสกัดชีวภาพ เพื่อที่จะช่วยในการบำรุงดิน ปรับให้ดินมีชีวิต มีต้นหญ้า มีไส้เดือน ซึ่งจะทำให้ดินสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ การบำรุงดูแลอย่างสมดุล จะช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง ในดินและน้ำ ปรับโครงสร้างของดินให้ร่วนซุย อุ้มน้ำ พืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้ โดยไม่ต้องใช้พลังงานมากเหมือนการใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์

สิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยคือ การกำจัดศัตรูพืช ที่นาของผู้ว่าฯ เสนีย์ เน้นการกำจัดศัตรูพืชอย่างชีวภาพ นอกจากจะลดต้นทุนทำใช้เองได้ ยังปลอดภัยกับชีวิตของเกษตรกรอีกด้วย

สุดท้าย การหาช่องทางการทำตลาดเพื่อจะได้จำหน่าย ถือเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนล่วงหน้าเพื่อให้พืชผักออกผลผลิตในช่วงที่ตลาดต้องการ เช่น ให้มะนาวออกผลในฤดูแล้ง หรือให้ผักทันขายในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น ตรุษจีน กินเจ ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าของผลผลิตได้มาก

แนวคิด 1 ไร่ 1 แสน บนที่นาตัวอย่างของผู้ว่าฯ เสนีย์ การบริหารพื้นที่ 1 ไร่ เพื่อให้เกิดรายได้ 1 แสน โดยแบ่งที่นาออกเป็น 4 ส่วน

ส่วนที่หนึ่ง คือคันนาขนาดความกว้าง 1.5 เมตร เพื่อปลูกพืชประกอบ เช่น พริก มะนาว มะรุม โดยพืชที่ปลูกบนคันนาจะสามารถสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกร เมื่อเหลือจากการขายก็สามารถทำเป็นสมุนไพรเพื่อใช้กำจัดศัตรูพืช

ส่วนที่สอง คือขุดร่องสำหรับทำประมง เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงหอย ซึ่งมูลสัตว์เหล่านี้จะกลายเป็นปุ๋ยให้แก่ข้าว

ส่วนที่สาม คือพื้นที่สำหรับการปลูกข้าว

ส่วนที่สี่ คือพื้นที่เลี้ยงเป็ดไข่ และปล่อยเป็ดไปหากินตามแปลงนา

ผู้ว่าฯ เสนีย์ กล่าวว่า เนื่องจากสภาพปัญหาปัจจุบัน เกษตรกรประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ทั้งด้านพันธุ์พืช ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช น้ำมัน รวมไปถึงรายได้ต่อครัวเรือนที่ไม่พอกับรายจ่ายของครอบครัว ส่งผลให้เกษตรกรมีหนี้ต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้น อีกทั้งปัญหาด้านพื้นที่การทำเกษตรลดลงจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและชุมชน

“จึงเล็งเห็นความสำคัญของโครงการ 1 ไร่ 1 แสน จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้ได้ เพื่อช่วยเกษตรกรที่มีพื้นที่จำกัด สามารถทำการเกษตรเพื่อมีอาหารไว้บริโภคในครัวเรือน และเป็นช่องทางเพิ่มรายได้ให้มากกว่าการทำนาแบบดั้งเดิม ที่มีเฉพาะอาหารไว้บริโภคในครัวเรือน แต่การทำแบบ 1 ไร่ 1 แสน จะสามารถนำผลผลิตไปแจก ไปขาย นอกจากจะเพิ่มรายได้แล้ว ยังสร้างความมั่นคงด้านอาหารได้อีกด้วย” ผู้ว่าฯ เสนีย์ กล่าว

นอกจากพืชที่มีความจำเป็นต่อการยังชีพ ผู้ว่าฯ เสนีย์ ยังมีการปลูกเมล่อนญี่ปุ่น มะเขือเทศราชินี เพื่อตอบโจทย์กลุ่ม niche market โดยทำปุ๋ยใช้เองทั้งหมด

แม้ว่านาตัวอย่างจะมีพื้นที่ไม่มากนัก แต่ก็แน่นไปด้วยความรู้

โครงการนี้ถือว่าประสบความสำเร็จในเรื่องการมอบความรู้ให้กับประชาชนที่สนใจ มิใช่เฉพาะเกษตรกร แต่ยังรวมไปถึงข้าราชการและอาชีพอื่นๆ ตามคอนเซ็ปต์ของผู้ว่าฯ เสนีย์ “ข้าราชการวันธรรมดา ชาวนาวันหยุด”

โดยคาดหวังว่าในอนาคต จะมีการวิจัยเพื่อต่อยอดโครงการเพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด เกษตรกรส่วนใหญ่มักคิดว่าจะต้องมีพื้นที่จำนวนมาก จึงจะทำการเกษตรได้ แต่ปัญหาสำคัญของพื้นที่ภาคอีสานคือเรื่องดิน จำเป็นต้องแบ่งพื้นที่เพื่อขุดบ่อ เพราะสุดท้ายแล้วเราจะได้ประโยชน์มากมายจากแหล่งน้ำ

นอกจากนี้แล้ว ผู้ว่าฯ เสนีย์ ยังให้ข้อแนะนำเพิ่มอีกว่า หากชาวบ้านยังบริหารเงินที่ได้จากแหล่งเงินทุนไม่ถูกวิธี ชาวบ้านส่วนใหญ่มักจะนำเงินไปใช้หนี้เก่า ทำให้ต้นทุนการทำเกษตรลดลง ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ การจะประสบความสำเร็จในการทำการเกษตรได้นั้น

1. เริ่มจากความคิด ตั้งใจ ปณิธานให้แน่วแน่ในการเผชิญภัยธรรมชาติ ทั้งสัตว์และโรคร้าย

2. มีสติ สมาธิ ในการแก้ปัญหา

3. เมื่อเจอปัญหาอย่าถอย หากมีฐานความคิดที่ดี เชื่อว่าอาชีพเกษตรกรรมเหล่านี้จะยั่งยืนในอนาคต

สำหรับผู้สนใจต้องการจะศึกษาตัวอย่างของ ไร่สวนเงินเวียนมา ชาวนาเงินล้าน เพื่อเป็นแนวทางการทำการเกษตร เดินทางมาได้ หาความรู้ด้วยตนเองที่ เลขที่ 333 หมู่ที่ 1 บ้านนากว้าง ตำบลนากว้าง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เบอร์โทร. (087) 136-0005

สหกรณ์อุดร ปลูกฝังเกษตรกร ทำไร่ทฤษฎีใหม่

หากพูดถึงเกษตรกรรม คงมีปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรค แมลง ราคาพืชผลการเกษตรที่ต่ำ และไม่ได้คุณภาพ ถึงขั้นเสียเงินทองมากมาย เป็นบ่อเกิดในการขาดทุนทรัพย์และหนี้สินท่วมตัวให้กับเกษตรกร และเป็นปัญหาใหญ่ที่ให้เกษตรกรเหล่านี้หาวิธีต่างๆ เพื่อก้าวพ้นปัญหา แต่ละคนมีวิธีบรรเทาหนี้สินของตัวเองแตกต่างกัน บางรายถึงขั้นขายที่ดิน และไม่ทำอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งปัญหาเหล่านี้ทำให้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นปัญหาของการเกษตร ที่มีความยากจน และมีปัญหาแก้ได้ยาก ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรส่วนใหญ่ ทำให้เกิดแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงขึ้น และแนวคิดนี้เป็นที่มาของการทำการเกษตรในการใช้หลัก “เกษตรทฤษฎีใหม่” โดยเป็นการจัดสรรที่ดินสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่มีพื้นที่การเกษตรจำนวนน้อย

คุณพยอม สวัสดี นักวิชาการสหกรณ์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเป็นจุดเริ่มต้นการทำโครงการ 1 ไร่ 1 แสน เพราะต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เกษตรกรเป็นหนี้มาก โดยโครงการนี้เริ่มทดลองทำครั้งแรกที่บ้านหนองแต้ อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้นำความรู้ที่ได้ กลับไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยในพื้นที่ 1 ไร่

โครงการ 1 ไร่ 1 แสน นับเป็นปีที่ 3 แล้ว แต่ที่จังหวัดอุดรธานี เริ่มเมื่อปีที่ผ่านมา สหกรณ์จังหวัดอุดรธานี ได้เข้าร่วมฟังสัมมนา เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการเกษตร ที่ทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจัดขึ้น ซึ่งได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาบรรยายภายในโครงการและให้ความรู้ เล่าถึงประสบการณ์ที่ได้ไปทดลองการใช้ชีวิตในการทำโครงการนี้มา สหกรณ์จังหวัดอุดรธานีเล็งเห็นว่า หากนำเอาเรื่องเหล่านี้ที่ได้ไปศึกษาและชี้แนวทางให้กับเกษตรกรถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก

ต่อมาทางสหกรณ์จังหวัดอุดรธานี ได้เชิญ อาจารย์เสถียร ทองสวัสดิ์ มาให้ความรู้กับสมาชิกสหกรณ์ของทางจังหวัด แล้วคัดเอาเกษตรกร 7 คน ที่มีความพร้อมในผืนดินของตนเอง ทั้งด้านดินที่อุดมสมบูรณ์และน้ำที่มีใช้ในการเกษตรตลอดทั้งปี นำไปเรียนรู้ที่ศูนย์เกษตรกรที่จังหวัดอุบลราชธานีเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งการเรียนรู้ครั้งนี้ เรียนตามหลักสูตรหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยอยู่กินที่ศูนย์การเรียนรู้ แบบว่าปลูกกระต๊อบอยู่ที่นั่นเลยก็ว่าได้ ถึงขั้นได้ความรู้ที่แน่นพอสมควร ซึ่งปัจจุบันเกษตรกร 7 คน เหล่านี้ ได้ลงมือทำการเกษตรตามโครงการนี้แล้ว

การจัดสรรพื้นที่เกษตร 1 ไร่ 1 แสน 

ก่อนลงมือทำการเกษตร ต้องคำนึงและสำรวจถึงปัจจัยต้นทุนที่มีอยู่ก่อน เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำการเกษตร เพื่อที่จะจัดสรรให้เป็นระบบ โดยหัวใจของการทำเกษตร 1 ไร่ 1 แสนนี้ พื้นที่จะมีจำนวนจำกัด เราจึงต้องคำนึงถึงพื้นที่ส่วนต่างๆ ให้มีความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ที่สุด โดยมีการจัดสรรแปลงนา ขนาด 1 ไร่ ออกเป็น 4 ส่วน

ส่วนแรก เป็นคันนา ขนาดกว้าง 1.5 เมตร ไว้สำหรับปลูกพืช ประกอบรวมกัน เช่น พริก มะนาว โดยพืชที่ปลูกบนคันนาจะสามารถสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร เมื่อเหลือจากการขายสามารถทำเป็นพืชสมุนไพร และป้องกันศัตรูพืชได้

ส่วนที่สอง ขุดร่องน้ำสำหรับทำประมง เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงกบ เลี้ยงหอย ซึ่งมูลสัตว์เหล่านี้จะสามารถเป็นปุ๋ยแก่ข้าวได้

ส่วนที่สาม พื้นที่สำหรับปลูกข้าว ซึ่งข้าวที่แนะนำ คือ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และหอมนิล เพราะข้าวสองพันธุ์นี้มีราคาสูง

ส่วนที่สี่ คือพื้นที่เลี้ยงเป็ดไข่ จะปล่อยเป็ดไปหากินตามแปลงนา ชาวนาจะปรับสภาพดินโดยใช้จุลินทรีย์ แล้วทำระบบนิเวศใหม่ให้เหมาะสมกับการเกิดแพลงก์ตอนในนาข้าว ถ้าทำได้ จะทำให้เกิดสาหร่ายสีเขียวที่มีประโยชน์ในนาข้าวเป็นจำนวนมาก สัตว์น้ำพวกกุ้ง หอย ปู ปลา ก็ปล่อยให้กินกันเอง และเมื่อให้ปุ๋ยกับต้นข้าว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ จะมีแมลงปอมาวางไข่เป็นจำนวนมาก ซึ่งทำหน้าที่กำจัดแมลงศัตรูพืชได้เป็นอย่างดี

โดยโครงการ 1 ไร่ 1 แสน ที่จังหวัดอุดรธานีนี้ เริ่มต้นมีทั้งหมด 7 ราย แต่มีเกษตรกร 1 ราย ที่ได้ออกจากโครงการเพราะที่ดินเกษตรไม่เหมาะสม และขณะนี้สหกรณ์จังหวัดอุดรธานี กำลังดำเนินโครงการต่อไปเรื่อยๆ ยังมีเกษตรกรรุ่นต่อไปศึกษาองค์ความรู้ต่างๆ ในการทำโครงการ 1 ไร่ 1 แสน

ต่อมา คุณเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เกิดความสนใจ เนื่องจากเวลาสัมมนา อาจารย์อดิศร พวงชมภู ได้เข้าพบพูดคุยกับผู้ว่าฯ เสนีย์ บ่อยครั้ง ซึ่งประจวบเหมาะกับ ผู้ว่าฯ เสนีย์ ชอบเรื่องการเกษตรอยู่แล้ว จึงเป็นการเริ่มต้นของนา 1 ไร่ 1 แสน ของผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี

 

อ.ส.ย. เปิดคลังความรู้เรื่องยาง ในงานวันยางพาราบึงกาฬ (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05051010257&srcday=2014-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 568


เทคโนโลยีการเกษตร 

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

อ.ส.ย. เปิดคลังความรู้เรื่องยาง ในงานวันยางพาราบึงกาฬ (ตอนจบ) 

องค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) ได้เปิดศูนย์เรียนรู้ด้านยางพาราสัญจร ในงานมหกรรมวันยางพาราบึงกาฬ 2556 (Rubber Day 2013) ระหว่างวันที่ 12-15 ธันวาคม 2556 ณ ศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ โดย คุณสมศักดิ์ งามประดิษฐ์ หัวหน้างานวิชาการขององค์การสวนยาง เป็นวิทยากรบรรยาย ในหัวข้อ “การจัดการสวนยางแบบยั่งยืน” 

การปลูกซ่อม-ตัดแต่งกิ่ง 

ต่อจากฉบับที่แล้ว คุณสมศักดิ์ งามประดิษฐ์ ได้แนะนำเทคนิคเรื่องการปลูกยาง เมื่อเกิดปัญหาต้นยางตาย ก็ต้องปลูกซ่อมยางใหม่ ซึ่งจุดประสงค์หลักของการปลูกซ่อมยางคือ ทำให้สวนยางไม่มีหลุมว่าง ช่วยให้ต้นยางเจริญเติบโตสม่ำเสมอกันทั่วทั้งแปลง และมีจำนวนต้นยางที่ได้ขนาดเปิดกรีดมากขึ้น เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มาก คุณสมศักดิ์กล่าวว่า ปัจจัยที่สำคัญให้ได้รับความสำเร็จ ได้แก่ วัสดุปลูก ระยะเวลาปลูกซ่อม สภาพภูมิอากาศ

ข้อปฏิบัติสำหรับการปลูกซ่อม เริ่มจากคัดเลือกยางชำถุง ขนาด 1-2 ฉัตรใบแก่ ไม่เป็นใบเพสลาด กำหนดเวลาปลูกซ่อม ปีที่ 1 ระยะ 1 เดือน (ควรดำเนินงานในช่วงต้นฤดูฝน) ระยะ 3 เดือน (ช่วงกลางฤดูฝน) จะต้องรีบดำเนินการซ่อมให้เสร็จภายในระยะเวลา 1 เดือน หลังปลูก วิธีปฏิบัติเช่นเดียวกับการปลูกยาง ส่วนปีที่ 2 (ดำเนินงานในช่วงต้นฤดูฝน) ใช้ยางชำถุงขนาดใหญ่ วิธีการปฏิบัติคือ ใช้วัสดุปลูกที่เตรียมไว้ล่วงหน้า การปลูกต้นยางระยะนี้จะต้องเร่งปุ๋ยให้ต้นยางพอสมควร

วิธีการปฏิบัติการปลูกซ่อม ควรเตรียมวัสดุปลูกซ่อมไว้ให้เพียงพอ และพร้อมที่จะปลูกซ่อมทันที ควรปลูกซ่อมต้นยางในฤดูฝน หลีกเลี่ยงการปลูกซ่อมในช่วงปลายฤดูฝน ใช้วัสดุปลูกเหมาะสมกับอายุ และขนาดต้นยางในแปลงปลูก วัสดุปลูกซ่อมจะต้องมีสภาพสมบูรณ์ เพื่อให้ต้นยางเจริญเติบโตได้ดี ควรตรวจสอบแปลงปลูกยางอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นยางตายหรือแคระแกร็น ควรจะปลูกซ่อมได้ทันเวลา

หลังจากต้นยางเติบโตขึ้น เกษตรกรควรตัดแต่งกิ่ง บริเวณลำต้น ปราศจากกิ่งก้านและปุ่ม เพื่อให้มีพื้นที่หน้ากรีดยางสูงขึ้น เหมาะที่จะใช้กรีดยางได้ไม่น้อยกว่า 20 ปี ขณะเดียวกันเป็นการเพิ่มพื้นที่ใบให้มากขึ้น ช่วยการสังเคราะห์แสงปรุงอาหารได้มากขึ้น มีผลทำให้ขนาดลำต้นโตเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังทำให้ทรงพุ่มของต้นยางอยู่ในสภาพที่สมดุล ไม่เอนเอียงไปด้านหนึ่งด้านใด

วิธีการปฏิบัติ สำหรับต้นยางอายุ 2-3 ปี ให้ตัดกิ่งแขนงให้ชิดลำต้นในระดับต่ำกว่า 2.5 เมตร ส่วนต้นยางอายุ 3-5 ปี ตัดแต่งกิ่งรักษาพุ่มใบไม่ให้หนาเกินไป

ทั้งนี้ การตัดแต่งกิ่งควรทำตั้งแต่อายุต้นยางไม่เกิน 1 ปี ตัดแต่งกิ่งให้ชิดลำต้น ไม่ควรโน้มต้นยางลงมาตัด เพราะจะทำให้เปลือกแตกและหักได้ ใช้มีดหรือกรรไกรที่มีความคมตัดแต่งกิ่ง

การกำจัดวัชพืชในสวนยาง 

นอกจากนี้ เกษตรกรควรใส่ใจเรื่องการกำจัดวัชพืช เพื่อทำลายวัชพืชที่ขัดขวางการเจริญเติบโตของต้นยาง ช่วยให้ต้นยางโตสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันยังช่วยทำลายที่อาศัยของโรค แมลงศัตรูพืช ทั้งนี้ ควรกำจัดวัชพืชก่อนใส่ปุ๋ยบำรุง เพื่อไม่ให้วัชพืชแย่งน้ำ อาหาร และแสงแดด

ทุกวันนี้ วัชพืชที่สำคัญที่พบในสวนยางแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ

1. วัชพืชฤดูเดียว ซึ่งเป็นวัชพืชกลุ่ม ใบแคบ เช่น หญ้านก ตีนกา หญ้าใบไผ่ ส่วนกลุ่มใบกว้าง เช่น หญ้าสาบแร้งสาบกา

2. วัชพืชข้ามปี แบ่งเป็นกลุ่มใบแคบ เช่น หญ้าคา หญ้าขจรจบยอดเหลือง และกลุ่มใบกว้าง เช่น หญ้าสาบเสือ หญ้าขี้ไก่ย่าน

3. เฟิร์น เช่น ใบยอดอ่อนย่านลิเภา ผักกูด สามร้อยยอด

ทั้งนี้สามารถกำจัดวัชพืชได้หลายวิธีคือ การใช้สารเคมีฉีดพ่น การไถพรวน การใช้แรงงานคน ถากหรือดายหญ้า การใช้วัสดุคลุมดิน การปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่ว

สำหรับวัชพืชทุกชนิด (ยกเว้นหญ้าคา) เกษตรกรนิยมใช้สารพาราควอต (27.6% เอสแอล) ปริมาณ 400 มิลลิลิตร ใช้ผสมน้ำสะอาด อัตรา 50 ลิตร ต่อไร่ ใช้กำจัดวัชพืชใบแคบและใบกว้าง พ่นวัชพืชอายุน้อย ระวังอย่าให้สัมผัสส่วนยอดหรือส่วนที่มีสีเขียวของพืชปลูก

ส่วนวัชพืชใบแคบ นิยมใช้สารไกลโฟเซต (48% เอสแอล) ปริมาณ 200 มิลลิลิตร ใช้ผสมน้ำสะอาด อัตรา 50 ลิตร ต่อไร่ และเครื่องพ่นชนิดที่ทำจากอะลูมิเนียม ทองเหลือง ทองแดง สแตนเลส หรือพลาสติก เท่านั้น

ส่วนหญ้าคา มักใช้สารไกลโฟเซต (ความเข้มข้น 48% เอสแอล) อัตรา 750-1,000 มิลลิลิตร ใช้ผสมกับน้ำสะอาด อัตรา 100 ลิตร ต่อไร่ ทั้งนี้อัตราที่แนะนำขึ้นกับความหนาแน่นของวัชพืชเป็นหลัก

การใช้ปุ๋ยในสวนยาง

หากต้องการให้ต้นยางเจริญเติบโตตามปกติ เมื่อเปิดกรีดจะให้น้ำยางสูงสม่ำเสมอระยะเวลายาวนาน สิ่งสำคัญที่จะขาดเสียมิได้คือ การให้ปุ๋ย เพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ต้นยาง และรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน

สูตรปุ๋ยที่แนะนำในเขตปลูกยางใหม่ คือ สูตรปุ๋ย 30-5-18 ที่เหมาะกับสภาพดินทุกชนิด ควรใช้ในอัตรา 500 กรัม ต่อต้น ต่อครั้ง โดยหว่านปีละ 2 ครั้ง ส่วนปุ๋ยอินทรีย์ หากสภาพดินคุณภาพต่ำ ควรใช้ในอัตรา 1.5 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อครั้ง ปีละ 2 ครั้ง

ในทางวิชาการพบว่า ปริมาณปุ๋ยหมักสามารถให้ผลผลิตได้เท่ากับปุ๋ยเคมี 1 กิโลกรัม แต่ต้องใช้ปุ๋ยหมัก 44 กิโลกรัม และปุ๋ยขี้ไก่ 12 กิโลกรัม

การกรีดยาง

คุณสมศักดิ์กล่าวว่า การกรีดยางที่ดีนั้น คนกรีดต้องมีความชำนาญ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดบาดแผลหรือเป็นอันตรายต่อเยื่อเจริญ เป็นส่วนสำคัญในการสร้างเปลือกงอกใหม่ ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ขนาดของต้นยาง ความลาดชัน ความลึกของรอยกรีด ความสิ้นเปลืองเปลือก

สำหรับขนาดของงานกรีด หมายถึง จำนวนต้นยางที่คนกรีดสามารถกรีดได้แต่ละวัน โดยทั่วไป ราบ คนกรีดยางสามารถกรีดได้ 450-500 ต้น (6-7 ไร่) พื้นที่สภาพเนินเขา คนกรีดยางสามารถกรีดได้ 300-350 ต้น (4-5 ไร่) ทั้งนี้พบว่า ระดับความสูงของการเปิดกรีด 150 เซนติเมตร จากพื้นดิน หน้ากรีดใช้ได้ 5-6 ปี (ปีละ 30 เซนติเมตร) ระยะเวลาต้นยาง มีเวลางอกเปลือกใหม่ 10-12 ปี และให้ผลผลิตได้นานกว่า 15 ปี

ประเด็นที่เกษตรกรควรใส่ใจก็คือ ความลึกของการกรีด ควรกรีดห่างจากเยื่อเจริญ 1 มิลลิเมตร เพราะมีจำนวนท่อน้ำยางมากที่สุด 40% กรีดสิ้นเปลืองเปลือกแต่ละครั้ง 1.7-2.0 มิลลิเมตร หรือ 25 เซนติเมตร ต่อปี หรือ 2.5 เซนติเมตร ต่อเดือน

ชาวสวนยางหน้าใหม่อาจสงสัยว่า กรีดยางเวลาไหนได้ผลดีที่สุด คุณสมศักดิ์กล่าวว่า จากผลการทดลองพบว่า เปิดกรีดเวลา 13.00-14.00 น. ได้ผลผลิต 75% ระดับปานกลาง เวลา 03.00-06.00 น. ได้ผลผลิต 105% ระดับดี เวลา 06.00-08.00 น. ได้ผลผลิต 100% นับเป็นระดับดีที่สุด เนื่องจากการกรีดตอนกลางคืนหน้ายางมีโอกาสเสียหาย มีค่าใช้จ่ายซื้ออุปกรณ์แสงสว่าง มีความเสี่ยงอันตรายจากสัตว์ร้าย และคนกรีดยางเสียสุขภาพได้

สวนยางที่เปิดกรีดแล้ว มีความจำเป็นจะต้องป้องกันไฟไหม้สวนโดยการทำแนวป้องกันรอบๆ สวนยาง โดยขุดถากวัชพืชห่างออกไปเป็นแนวกว้าง ไม่ต่ำกว่า 3 เมตร และควรกำจัดวัชพืชในแถวยาง ก่อนเข้าฤดูแล้ง ต้นยางที่ถูกไฟไหม้ ใช้ปูนขาว 1.5 กิโลกรัม ต่อน้ำ 4 ลิตร และสารเคมีป้องกันเชื้อรา

ประเด็นที่คุณสมศักดิ์เน้นย้ำกับเกษตรกรชาวสวนยางก็คือ อย่ากรีดยางต้นเล็กเพราะเป็นการข่มขืนยาง แถมสร้างความเสียหายแก่ต้นยางอย่างมหาศาล ต้นยางที่เปิดกรีดได้ต้องวัดความสูงที่ระดับ 1.50 เมตร วัดได้ 50 เซนติเมตร สำหรับยางต้นเล็ก หากยางยังไม่เปิดกรีดต้นยางจะโตเฉลี่ย 5-7 เซนติเมตร ต่อปี ถ้าเปิดกรีดแล้วต้นยางจะเติบโตลดลงเหลือแค่ 2 เซนติเมตร ต่อปี ซึ่งเป็นการสูญเสียรายได้ คิดเป็นเงิน 150 บาท ต่อวัน หรือ 540,000 บาท ต่อไร่ ต่อปี ทีเดียว

นอกจากนี้ อ.ส.ย. ยังจัดอบรมความรู้ในหลักสูตร “การแปรรูปยาง และการคัดคุณภาพยาง” โดย คุณวราภรณ์ พิชัยรัตน์ ผู้ช่วยหัวหน้างานวิชาการขององค์การสวนยาง รับหน้าที่เป็นผู้บรรยาย เพื่อเพิ่มทักษะในการผลิตยางที่มีคุณภาพ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรผู้ปลูกยาง สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และเตรียมความพร้อมเกษตรกรก่อนก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอนาคต

คุณวราภรณ์ให้ความรู้เรื่องการคัดคุณภาพยางแต่ละกลุ่ม โดยเริ่มที่ยางเครปที่มีลักษณะผิวนอกสีขาว จับแล้วเปียกมือ แล้วมีน้ำ ให้เปอร์เซ็นต์ DRC ไม่เกิน 50% ยางมีลักษณะผิวนอกสีขาว จับแล้วไม่เปียกมือ ผ่าแล้วมีน้ำ ให้เปอร์เซ็นต์ DRC ไม่เกิน 50-55% ส่วนยางมีลักษณะผิวนอกสีขาวจับแล้วไม่เปียกมือ ผ่าแล้วไม่มีน้ำ ให้เปอร์เซ็นต์ DRC ไม่เกิน 55-60% สำหรับยางมีลักษณะผิวขาว-เหลือง จับแล้วไม่เปียกมือ ผ่าแล้วไม่มีน้ำ ผิวด้านในขาว ให้เปอร์เซ็นต์ DRC ไม่เกิน 60-65%

ส่วนยางแผ่นดิบ คุณภาพ 1 มีลักษณะที่สำคัญ เช่น แผ่นยางมีความสะอาดและปราศจากฟองอากาศตลอดแผ่น มีความชื้นในแผ่นยางไม่เกิน 1.5% มีความยืดหยุ่นดี และมีลายดอกเด่นชัดตลอดแผ่น แผ่นยางบาง มีความหนาของแผ่นไม่เกิน 3 มิลลิเมตร เนื้อยางแห้งใส มีสีสวยสม่ำเสมอตลอดแผ่น ลักษณะสีเหลืองทอง หรือเหลืองอ่อน ไม่มีสีคล้ำหรือรอยด่างดำ มีน้ำหนักเฉลี่ยต่อแผ่น 800-1,200 กรัม แผ่นยางบางเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 38-46 เซนติเมตร ความยาว 80-90 เซนติเมตร

ยางแผ่นดิบ คุณภาพ 2 มีลักษณะเป็นแผ่นยางมีความสะอาดตลอดแผ่น หรืออาจมีสิ่งสกปรกและฟองอากาศอยู่ในแผ่นยางได้บ้างเล็กน้อย มีความชื้นในแผ่นยางไม่เกิน 2% มีความยืดหยุ่นดี และมีลายดอกเด่นชัด แผ่นยางบาง มีความหนาของแผ่นไม่เกิน 4 มิลลิเมตร เนื้อยางแห้ง มีสีสวยสม่ำเสมอตลอดแผ่น ลักษณะสีค่อนข้างคล้ำหรืออาจมีรอยด่างดำได้บ้างเล็กน้อย มีน้ำหนักเฉลี่ยต่อแผ่น 800-1,200 กรัม แผ่นยางบางเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 38-46 เซนติเมตร ความยาว 80-90 เซนติเมตร

ขณะที่ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 มีลักษณะที่สำคัญคือ แผ่นยางมีความสะอาด หรืออาจมีสิ่งสกปรกและฟองอากาศ มีความชื้นในแผ่นยางไม่เกิน 3% มีความยืดหยุ่นดี และมีลายดอกเด่นชัด แผ่นยางบาง มีความหนาของแผ่นไม่เกิน 4 มิลลิเมตร เนื้อยางแห้ง มีสีคล้ำทึบไม่โปร่งใส มีน้ำหนักเฉลี่ยต่อแผ่นไม่เกิน 1,500 กรัม แผ่นยางบางเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 38-46 เซนติเมตร ความยาว 80-90 เซนติเมตร

หากผู้อ่านมีข้อสงสัยประการใด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ องค์การสวนยาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เลขที่ 79 หมู่ที่ 16 ตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช 80220 โทร. (075) 491-570-2 โทรสาร (075) 491-339, (075) 491-343 ได้ในวันและเวลาราชการ

 

นมควาย ผลกินได้ รากเป็นสมุนไพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056010257&srcday=2014-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 568


เทคโนโลยีการเกษตร

ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์

นมควาย ผลกินได้ รากเป็นสมุนไพร

สังคมยุค ไอที ย่อโลกให้เล็กลง ช่วยเปิดหูเปิดตาให้คนเมืองอย่างเราๆ ท่านๆ ได้รู้จักสิ่งใหม่ๆ ได้ทุกวัน น้องโรสกีญ่า เพื่อนนักข่าวลูกอีสานเดินทางกลับบ้านที่จังหวัดสุรินทร์ แต่เธอก็ไม่ขาดการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆ ผ่านเฟซบุ๊ก วันหนึ่งเธอโพสต์ภาพผลไม้สีแดงสด เรียกว่า “นมควาย หรือ หมากผีผวน” บางคนเรียกว่า “บักผีผ่วน” ผลไม้จากผืนป่าถิ่นอีสาน ที่กำลังเลือนหายไปให้เพื่อนชาวกรุงได้รู้จัก

ผลไม้ชนิดนี้มีขนาดเท่ากับลูกตำลึง เมื่อสุกมีสีแดงสด เปลือกบาง เนื้อเป็นสีขาว เมล็ดดำ รสชาติหวานอมเปรี้ยว ช่วงหน้าฝน หากเดินทางไปยังพื้นที่ภาคอีสาน จะเห็นชาวบ้านเก็บลูกนมควายออกมาวางขายริมถนน ในราคาไม่แพง

ผู้เขียนมีโอกาสล่องอีสาน ช่วงปลายฝนปีที่แล้ว ไปเจอแผงขาย “นมควาย” ที่ริมถนนจังหวัดสกลนคร ผลไม้ชนิดนี้จะออกดอกระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ติดผลระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม ชาวบ้านมักจะเก็บผลออกขายระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน

แม่ค้าเจ้าของแผงชื่อ พี่น้อย บอกว่า เก็บนมควาย มาจากป่าชุมชนข้างทางนั่นเอง พี่น้อยพาผู้เขียนไปดูต้นนมควายในป่าละเมาะที่อยู่ข้างทาง เจอต้นนมควายมีลักษณะเป็นเถายาวเลื้อยกับต้นไม้ใหญ่เหมือนกาฝาก ลำต้นเหนียวขนาดใหญ่ เลื้อยได้ไกล 5-9 เมตร ใบมีลักษณะเรียวยาว ด้านหน้าเป็นมัน ด้านหลังใบจะสากๆ มือเมื่อจับ

พี่น้อยบอกว่า ต้นนมควายจะออกดอกเป็นช่อสั้นๆ ตามกิ่ง ดอกมีขนาดเล็ก สีแดง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ในช่วงเช้าและเย็น ออกดอกช่วงต้นปี-กลางปี เวลาออกดอกเต็มกิ่ง จะดูสวยมาก ผลมีรสชาติเปรี้ยวปนหวานเล็กน้อย เด็กๆ ชอบกินมาก

ทุกวันนี้ หาเก็บผลนมควายได้น้อยลง เนื่องจากป่าไม้ถูกบุกรุกถูกทำลาย แผ้วถางให้เป็นไร่หมดแล้ว ทำให้ต้นนมควายเสี่ยงสูญพันธุ์ไปด้วย น่าเป็นห่วงว่า ลูกอีสานรุ่นต่อๆ ไปอาจไม่รู้จักพันธุ์ไม้ชนิดนี้แล้วในอนาคต

ผู้เขียนลองมาค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ก็พบว่า นมควาย เป็นพืชในวงศ์ Annonaceae ชื่อวิทยาศาสตร์ Uvaria rufa Blume. หนังสือไม้เลื้อยในสวนพฤกษศาสตร์ ขององค์การสวนพฤกษศาสตร์ของไทยระบุว่า นมควายมีถิ่นกำเนิดในหลายประเทศ เช่น อินเดีย ศรีลังกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับประเทศไทยพบได้ทุกภาค ตามป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณทั่วไป

ขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด

เหมาะสำหรับ ปลูกเป็นไม้ประดับ

นมควาย มีชื่อเรียกแตกกันไปในแต่ละท้องถิ่น ได้แก่ หมากผีผวน, บุหงาใหญ่, นมวัว, นมควาย (พิษณุโลก, กระบี่) นมแมวป่า (เชียงใหม่) พีพวนน้อย, หาลิง (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ติงตัง (นครราชสีมา) ตีนตั่งเครือ, ตีนตั่ง (ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และนครราชสีมา) พีพวน, ผีพวนน้อย (อุดรธานี) สีม่วน (ชัยภูมิ) นมแมว (ภาคกลาง) ลูกเตรียน, กรีล (เขมร ศรีสะเกษ สุรินทร์) บักผีผ่วน (ลาว)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้เลื้อยขึ้นตามไม้อื่น เถาอ่อน สีน้ำตาลแดงและมีขนเป็นกระจุก เมื่อแก่ขนจะหายไป ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปยาวรี ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือเว้ารูปหัวใจ ด้านบนใบสาก ใต้ใบจะมีขนสีน้ำตาลแดง ดอกออกตามกิ่งหรือง่ามใบ ช่อหนึ่งมี 2-3 ดอก ดอกหนึ่งมี 6 กลีบ แบ่งเป็น 2 ชั้น ดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย สีแดงอมม่วง กลีบดอกสีน้ำตาล

ผลเป็นรูปไข่ ช่อหนึ่งมี 2-6 ผล ผิวย่นมีขนอ่อนๆ ปกคลุม ผลดิบสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีแดง หรือสีแดงอมเหลือง เมล็ดเป็นรูปไข่ มีจำนวนมากใน 1 ผล เรียง 2 แถว สีน้ำตาลเป็นมัน

นมควาย เจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ในป่าไม้ธรรมชาติ ป่าเบญจพรรณ ดินทุกชนิด ความชื้นปานกลาง แสงแดดตลอดวัน จะออกดอกช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และออกผลในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ปัจจุบันยังไม่มีการปลูกเลี้ยงเชิงการค้า เนื่องจากนมควายเป็นผลไม้ป่าที่หลายคนชอบ

หากอยากปลูกไว้ดูเล่น ให้นำเมล็ดมาเพาะ เริ่มจากล้างเอาแต่เมล็ด ผึ่งลมพอแห้ง (ห้ามตากแดด) นำไปเพาะในวัสดุปลูก ลึก 0.3-0.5 เซนติเมตร รดน้ำพอชุ่ม ประมาณ 1 เดือน เมล็ดจะงอกขึ้นเป็นต้นสูง 5-10 เซนติเมตร แยกลงปลูกในถุงดำ หากปลูกกลางแจ้งห่างจากต้นอื่น ต้นนมควายจะตั้งต้นเป็นพุ่มกลม

คนไทยรู้จักนมควายในฐานะพืชสมุนไพรพื้นบ้านมาอย่างยาวนานตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย เถาและรากต้นนมควายมีรสเย็นมัน ช่วยแก้ไข้กลับ ไข้ซ้ำ ส่วนผล มีรสเย็น ตำผสมน้ำทาแก้เม็ดผื่นคันตามตัว ราก มีรสเย็น แก้โรคผอมแห้งเนื่องจากอยู่ไฟไม่ได้ ช่วยบำรุงน้ำนม

ในตำรายาพื้นบ้านภาคอีสานระบุว่า ราก นำไปผสมกับ ราก หญ้าคา เหง้า ต้นเอื้องหมายนา และลำต้นอ้อยแดง จำนวนเท่ากัน กะแต่ละอย่างตามเหมาะสม ต้มน้ำเดือด ดื่มขณะอุ่น ให้สตรีที่ผอมแห้งแรงน้อย บำรุงเลือดดี รากของนมควายกะจำนวนพอประมาณต้มกับน้ำจนเดือดเช่นกัน ดื่มวันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละแก้ว เป็นยาแก้โรคไตพิการได้ดีระดับหนึ่ง

ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่านเคยป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต ทางแพทย์เสนอแนะให้ผ่าตัด แต่ท่านเห็นว่าชราภาพแล้วไม่ควรผ่าตัด จึงใช้สมุนไพร “เถาแห้งของนมวัวหรือนมควาย” มาปิ้งให้เหลือง แล้วหั่นเป็นชิ้นบางๆ ชงน้ำดื่ม

นอกจากนี้ แพทย์พื้นบ้านอีสาน ยังนิยมใช้นมควายเป็นหนึ่งในสมุนไพร รักษากามโรคเช่นเดียวกับต้นเต้าแล้ง น.พ. ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า ตำรับยาบ้านเชียงเหียน จังหวัดมหาสารคาม ได้ใช้พืชสมุนไพรหลายชนิด เช่น ผีผ่วน ช่วยรักษากามโรคได้ ข้อมูลดังกล่าวได้รับการบรรจุอยู่ในตำราแพทยศาสตร์สงเคราะห์ ซึ่งเป็นตำรับยาที่มีการใช้ทั่วไปในกลุ่มแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้าน แม้สูตรยาดังกล่าวจะยังไม่ได้มีการวิจัยแบบยุคปัจจุบัน แต่ก็เป็นสูตรที่มีการใช้ในหมู่แพทย์พื้นบ้านมาอย่างยาวนาน ถือเป็นภูมิปัญญาที่ควรค่าแก่การรักษา

ม. อุบลฯ หนุนพัฒนา “นมควาย” เป็นไม้ผลเศรษฐกิจชนิดใหม่

คุณสุทิน พรหมโชติ คุณสาธิต พสุวิทยกุล และ คุณรักเกียรติ แสนประเสริฐ นักวิชาการ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้ร่วมกันสำรวจและรวบรวมพันธุ์ไม้ผลพื้นเมืองหลากหลายชนิดกระจายพันธุ์ตามพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ. 2553 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554 โดยรวบรวมเมล็ด และกิ่งพันธุ์ มาเพาะเมล็ด และปักชำ ณ เรือนเพาะชำ แปลงทดลองภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ในเบื้องต้นทีมนักวิจัยสามารถคัดเลือกชนิดของไม้ผลพื้นเมืองที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นไม้ผลเศรษฐกิจชนิดใหม่ได้ 5 ชนิด คือ บักผีผ่วน (นมควาย) คายค่าว หนามแดง หมากยาง และมิราเคิล เนื่องจากผลไม้กลุ่มนี้ สามารถเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีในสภาพภูมิอากาศของท้องถิ่น ประการต่อมา ผลไม้ทั้ง 5 ชนิด อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่า เช่น วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้หลากหลายชนิด เช่น น้ำผลไม้ ไวน์ และผลไม้อบแห้ง เป็นต้น

ทีมนักวิจัยได้ระบุลักษณะเด่นของผลไม้ทั้ง 5 ชนิด ดังนี้ เริ่มที่

“บักผีผ่วน” มีประโยชน์ในเชิงพืชสมุนไพร โดยใช้แก่น และราก ต้มดื่ม แก้ไข้ซ้ำ ไข้กลับ เนื่องจากรับประทานของแสลง ราก แก้ผอมแห้งแรงน้อย สำหรับสตรีที่อยู่ไฟไม่ได้หลังคลอดบุตรและช่วยบำรุงน้ำนม นอกจากนี้ นำผลบักผีผ่วนมาตำผสมกับน้ำ ทาแก้เม็ดผดผื่นคัน หรือรับประทานสดรสเปรี้ยวอมหวานและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

ส่วน “คายค่าว” หรือเรียกว่า เงาะพวงผลกลม หรือ เงาะป่า ผลจัดเป็นผลกลุ่ม คล้ายเงาะ ผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่มีสีเหลืองส้ม บางพันธุ์มีสีเหลือง ออกดอกระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน และเก็บเกี่ยวได้ระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ผลรับประทานได้ มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน และมีกลิ่นเฉพาะตัว เปลือกต้น ต้มดื่ม แก้กระษัยเส้น แก้ปวดเมื่อย แก่นหรือเปลือกต้นแช่น้ำดื่มบำรุงโลหิต

หนามแดง มีชื่อเรียกแตกต่างตามท้องถิ่นว่า มะนาวไม่รู้โห่, หนามขี้แฮด (เชียงใหม่), หนามแดง (กลาง), มะนาวโห่, นาวโห่ (ใต้) ลักษณะเป็นไม้พุ่มดอกสวยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้นสูงประมาณ 3-5 เมตร ผล ทรงมนรี มีสีขาวอมชมพู เมื่อสุกจะมีสีม่วงดำ ให้รสเปรี้ยวอมหวาน ราก เป็นยาขมเจริญอาหาร ใบสด ใช้แก้เจ็บคอ แก้ท้องเดิน ผลแก่จะมีวิตามินซีรับประทานป้องกันโรคลักปิดลักเปิด เป็นอาหาร ใช้ดองเกลือ หรือทำแยมรับประทานได้ ส่วนน้ำในผลสามารถนำมาปรุงอาหารแทนน้ำมะนาวได้ แต่รสเปรี้ยวจะอ่อนกว่าเล็กน้อย นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณแก้ไอ ขับเสมหะได้ดีอีกด้วย

หมากยาง ชื่ออื่นๆ คือ สตาร์แอปเปิ้ล, ลูกยาง พืชชนิดนี้มีการกระจายพันธุ์ในหมู่เกาะอินดีสตะวันตก และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบปลูกมากในไทย ฟิลิปปินส์ และประเทศในแถบอินโดจีน ผลสุกมีสีเขียวอมม่วงเรื่อเป็นมันเนื้อนุ่ม สีม่วงเรื่อ และฉ่ำน้ำ เก็บเกี่ยวในเดือนมกราคม ผลไม้ชนิดนี้นิยมบริโภคกันในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกกันว่า “ลูกยาง” เพราะเมื่อผ่าก็จะมีน้ำยางสีขาวซึมออกมา อร่อย รสหวาน ยิ่งเก็บไว้จนเป็นสีม่วงทั้งผลก็จะไม่มีน้ำยาง นิยมนำมาทำไอศกรีมผลไม้ แต่มีให้รับประทานในช่วงปลายฤดูหนาวเข้าฤดูร้อนเท่านั้น

ลูกยาง เป็นผลไม้ที่น่าสนใจมาก เพราะมีโภชนาการที่ดี ให้พลังงานสูง ทั้งเปลือกต้น น้ำยาง ผล และเมล็ด มีสรรพคุณเป็นสมุนไพรได้ ด้วยความสวยงามของทรงพุ่ม และใบ จึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับกันมาก นอกจากนี้ เนื้อไม้ที่มีสีน้ำตาลแดงยังใช้ทำเครื่องเรือนต่างๆ ได้ ในต่างประเทศใช้กิ่งแห้งเป็นวัสดุปลูกกล้วยไม้

มิราเคิล ชื่อสามัญคือ Miracle fruit, Miracle Berry มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตะวันตก ผลมีขนาดเล็กทรงกระบอก ผลสีแดง สุกงอกเปลี่ยนเป็นสีม่วง นิยมรับประทานผลสด มีลักษณะพิเศษคือ สามารถทำให้อาหารที่มีรสเปรี้ยวกลายเป็นรสหวานได้หลังจากรับประทานมิราเคิลไปแล้ว สามารถนำไปผลิตไวน์ ในประเทศญี่ปุ่นใช้เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลสำหรับผู้ป่วยโรคที่ต้องควบคุมปริมาณน้ำตาล

หากใครสนใจอยากปลูกผลไม้ 5 ชนิด คือ บักผีผ่วน คายค่าว หนามแดง หมากยาง และมิราเคิล เป็นไม้ผลเชิงการค้า ทีมนักวิจัยแนะนำว่า ควรศึกษาการเขตกรรม และการพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะสมก่อนนำไปปลูกเป็นไม้ผลเศรษฐกิจชนิดใหม่ต่อไป