ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

โอบะ ใบไม้ประดับอาหารญี่ปุ่น ตุลาคม 23, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038150657&srcday=2014-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 577

เทคโนโลยีการเกษตร

อภิวัฒน์ คำสิงห์

โอบะ ใบไม้ประดับอาหารญี่ปุ่น

ในเมนูอาหารญี่ปุ่น เรามักจะเห็นผักประดับที่เสิร์ฟมาในจานอาหารประเภทปลาดิบ แต่รู้หรือไม่ว่า มันคือใบอะไร มีคุณประโยชน์หรือมีโทษอย่างไรบ้าง

ใบไม้เขียวสด รูปสามเหลี่ยม ขอบใบหยักๆ รูปทรงแปลกตา ที่เห็นนี้หลายคนคงอาจไม่เคยเห็นและไม่รู้จัก แต่ถ้าเป็นคออาหารญี่ปุ่นจะคุ้นเคยดี เพราะเป็นใบไม้ที่ตกแต่งมาในจานอาหาร ที่ส่วนใหญ่เป็นอาหารญี่ปุ่น มีชื่อว่า ใบโอบะ หรือ ชิโซะ

ต้นโอบะ เป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับกะเพรา โหระพา และสะระแหน่ กระจายพันธุ์อยู่ในประเทศญี่ปุ่น สามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน แต่ที่นิยมคือ ใบที่มีรูปทรงกลมปลายแหลม ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย กลิ่นหอมฉุน

สำหรับในประเทศไทย เริ่มมีการนำเมล็ดพันธุ์เข้ามาปลูกในเขตพื้นที่ภาคเหนือของประเทศ แต่ด้วยเป็นพืชที่สามารถขึ้นได้ทุกที่ของประเทศไทย จึงเริ่มมีการนำมาปลูกบริเวณภาคกลางของประเทศ ดังเช่นที่สวน คุณชาลี คำรักษ์ เกษตรกรผู้ปลูกใบโอบะ ที่อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี

คุณชาลี บอกครับว่า เริ่มปลูกต้นโอบะมากว่า 10 ปีแล้ว โดยในปีแรกๆ จะเริ่มนำเมล็ดเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น มาทดลองปลูกก่อน 100 เมล็ด ไปพร้อมกับการปลูกพืชผักสวนครัวทั่วไป

“โอบะ เป็นพืชที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี ในพื้นที่ดินร่วนซุยและน้ำไม่ท่วมขัง ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มีแดดรำไร แสงประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น พื้นที่ปลูกต้องทำโรงเรือนที่พรางแสง แต่อากาศภายในต้องถ่ายเทสะดวก”

คุณชาลี เล่าให้ฟังว่า ต้นโอบะจะใช้ระยะเวลาปลูก ประมาณ 50-60 วัน โดยนำเมล็ดไปแช่ในน้ำอุ่น 3 ชั่วโมง จากนั้นนำเมล็ดไปหว่านลงในกระบะเพาะที่มีดินปลูกผสมทั่วไปที่ขายตามท้องตลาด ประมาณ 10 วัน เมล็ดจะเริ่มงอกและแตกใบคู่แรกออกมา

จากนั้นให้แยกออกไปปลูกในถาดหลุม หลุมละ 1 ต้น และอีกประมาณ 10 วัน จึงนำลงปลูกในแปลงที่มีลักษณะเป็นหลังเต่าได้ โดยคุณชาลีบอกว่า ขนาดความกว้างแปลง ประมาณ 30 เซนติเมตร ความยาวขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่ และระยะห่างระหว่างต้น 60 เซนติเมตร

นอกจากการเพาะเมล็ดแล้ว ต้นโอบะก็สามารถขยายพันธุ์ด้วยการปักชำ แต่ไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่นัก เนื่องจากคุณภาพใบและปริมาณการเก็บเกี่ยวจะด้อยกว่าการปลูกด้วยเมล็ด

“จะเริ่มเก็บใบ ประมาณเดือนที่ 2-3 หลังจากลงแปลงแล้ว ซึ่งต้นโอบะจะมีอายุการเก็บได้ประมาณ 4-5 เดือน เพราะจากนั้นต้นจะเริ่มโทรม ใบเริ่มมีขนาดเล็กลง เราตัดแต่งกิ่งหรือปลูกใหม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับสภาพของต้นและแปลงปลูก”

คุณชาลี บอกอีกว่า ต้นโอบะดูแลง่าย แต่ละวันจะเดินดูโรคและแมลง ให้น้ำวันละ 1 ครั้ง ฉีดปุ๋ยบำรุงต้นและใบสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และถ้าหากต้นมีปริมาณใบเยอะมากเกินไป ก็จะแต่งทรงพุ่มให้โล่ง เพื่อให้แสงส่องผ่านทรงพุ่ม เป็นการป้องกันโรคและแมลงที่พร้อมจะเข้าทำลาย

สำหรับต้นทุนการสร้างโรงเรือน เมล็ดพันธุ์ สารเคมี และการวางระบบน้ำ คุณชาลี บอกว่า พื้นที่ 1 ไร่ จะใช้ต้นทุนประมาณ 50,000 บาท ซึ่งในพื้นที่ 3 ไร่ คุณชาลีสามารถเก็บใบโอบะจำหน่ายได้ทุกวัน ใบละ 50 สตางค์ ถึง 1 บาท มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 150,000-200,000 บาท

ใบโอบะ เป็นพืชที่มีกลิ่นหอมฉุน มักจะเสิร์ฟมากับปลาดิบ เป็นผักสลัด หรือเป็นวัตถุดิบปรุงซุปหรือสตู แถมเมล็ดยังมีสารอาหารประเภทวิตามินเอ วิตามินบี และวิตามินซี นำมาสกัดเป็นน้ำมันปรุงอาหารได้ นับว่าเป็นพืชอาหารเพื่อสุขภาพที่น่าสนใจทีเดียว

รู้แบบนี้แล้ว ครั้งหน้าสั่งอาหารญี่ปุ่นมา ก็อย่าลืมลองชิมเจ้าใบโอบะนี้ดูนะครับ

สำหรับใครที่สนใจพืชชนิดนี้ คุณชาลี แนะนำว่าให้ศึกษาตลาด เรียนรู้กระบวนการและวิธีการปลูกให้ดี ถึงแม้จะเป็นพืชที่มีราคาดี แต่ก็เป็นพืชเฉพาะกลุ่ม ดังนั้น เกษตรกรหรือใครที่สนใจปลูกทำเป็นธุรกิจ แต่ยังเริ่มต้นไม่ถูก สามารถขอคำปรึกษาจาก คุณชาลี คำรักษ์ ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (089) 772-2531

 

เปิดบ้านงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ดูถั่วงอกคอนโดฯ ปลูกง่าย ขายได้กำไร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040150657&srcday=2014-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 577

เทคโนโลยีการเกษตร

ผู้แต่ง

เปิดบ้านงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร ดูถั่วงอกคอนโดฯ ปลูกง่าย ขายได้กำไร

ผ่านพ้นไปแล้ว สำหรับการจัดงาน “เปิดบ้านงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร” ประจำปี 57 ที่จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 29-31 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นเวทีในการเผยแพร่ผลงานวิจัยที่ดีเด่นในรอบปีของกรมวิชาการเกษตรสู่สายตาประชาชน ปรากฏว่าตลอด 3 วัน มีประชาชน เกษตรกร นักเรียน นิสิต นักศึกษา เข้าเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก เรียกว่าประสบความสำเร็จเกินคาดหมาย

คุณดำรงค์ จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เป็นสิ่งที่น่ายินดีที่การจัดงาน “เปิดบ้านงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร” ภายใต้แนวคิด “งานวิจัยก้าวไกล กล้วยไม้ตระการตา ก้าวหน้าเทคโนโลยี” ตลอด 3 วัน ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างมาก ผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมงานอย่างหนาแน่นตลอดทั้งวัน แสดงให้เห็นถึงการตื่นตัวของประชาชนในการเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้านการเกษตรได้เป็นอย่างดี

ถั่วงอกคอนโดฯ

งานจากพืชไร่ชัยนาท

การเพาะถั่วงอกคอนโดฯ เป็นหนึ่งผลงานวิจัยที่กรมวิชาการเกษตรได้นำมาจัดแสดงในงาน โดยมีศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท เป็นเจ้าของผลงาน

คุณอารดา มาสริ นักวิชาการเกษตร ชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท กล่าวว่า การศึกษาวิจัยเรื่องการเพาะถั่วงอกคอนโดฯ มีเป้าหมายเพื่อให้เกษตรกรได้นำองค์ความรู้จากการเพาะถั่วงอกไปสร้างเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว

ทั้งนี้ ถั่วงอกคอนโดฯ นอกจากจะมีการเพาะที่ง่าย สะดวก และใช้ระยะเวลาน้อย เพียง 3 วัน ผู้เพาะจะสามารถนำถั่วงอกไปจำหน่ายได้ อีกทั้งยังปลอดสารพิษด้วย และที่สำคัญยังเป็นการเพาะที่เน้นการใช้ภาชนะที่หาได้ง่าย เช่น ในถังพลาสติกสีดำ หรือขวดน้ำมันพืชและหม้อดิน

ในที่นี้จะขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการเพาะถั่วงอกคอนโดฯ ปลอดสารพิษในถังพลาสติกสีดำ โดย คุณอารดา บอกว่า อุปกรณ์สำคัญในการเพาะถั่วงอกคอนโดฯ ประกอบด้วย

- เมล็ดถั่วเขียวคุณภาพดี โดยถั่วเขียว 1 กิโลกรัม จะสามารถเพาะถั่วงอกได้ ประมาณ 5 กิโลกรัม

- ถังพลาสติกสีดำ เส้นผ่าศูนย์กลาง 12 นิ้ว เจาะรูระบายน้ำที่ก้นภาชนะ 1 รู (ขนาด 0.5 นิ้ว)

- ตะแกรงลวดวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 10 นิ้ว ขาสูง ประมาณ 1.5 นิ้ว

- ตะแกรงพลาสติกสีดำ ตัดเป็นวงกลม ขนาดเท่าภาชนะเพาะ จำนวน 4 ชิ้น

- กระสอบป่าน ตัดเป็นวงกลม ขนาดเท่าภาชนะเพาะ จำนวน 5 ชิ้น

- อุปกรณ์อื่นๆ เช่น ถังแช่เมล็ด สายยาง น้ำสะอาด กะละมัง ตะแกรงล้างถั่วงอก

วิธีการเพาะ

1. ใช้เมล็ดถั่วเขียว ประมาณ 500 กรัม แช่เมล็ดในน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่น ประมาณ 6 ชั่วโมง

2. ล้างเมล็ดถั่วเขียวที่แช่ให้สะอาด โดยล้างเอาสิ่งเจือปนและเมล็ดพองตัวออกทิ้ง

3. ล้างเมล็ดถั่วเขียวที่แช่ในน้ำสะอาด แล้วใส่ในภาชนะที่เตรียมเพาะ โดยโรยและเกลี่ยเมล็ดให้เสมอกันบนตะแกรงพลาสติกชั้นแรกล่างสุด (ความหนาของเมล็ดที่เพาะ ประมาณ 1 เซนติเมตร) ปิดทับด้วยกระสอบ จากนั้น ชั้นที่ 2-4 ทำเหมือนกับชั้นแรก รวม 4-5 ชั้น แต่ไม่เกิน 5 ชั้น นำไปไว้ในที่ร่มและเย็น

4. รดน้ำทุกวัน วันละ 3-4 ครั้ง

5. เมื่อเพาะถึง วันที่ 3 นำถั่วงอกที่ได้มาตัดราก ล้างเอาเปลือกถั่วเขียวออก จะได้ถั่วสำหรับบริโภค ประมาณ 2-2.5 กิโลกรัม

แต่ในกรณีที่ผู้สนใจไม่สามารถเตรียมวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ได้เอง ทางคุณอารดาบอกว่า ในขณะนี้ได้จัดชุดเพาะถั่วงอกคอนโดฯ ในถังพลาสติกออกจำหน่ายด้วย ราคาชุดละ 150 บาท

แต่อย่างไรก็ตาม กรณีที่ผู้สนใจต้องการเพาะถั่วงอกในแบบการค้า คุณอารดา ให้ข้อมูลว่า มีเทคนิคการเพาะที่ต้องใส่ใจ เช่น

- การเลือกเมล็ดถั่วเขียว ต้องเป็นเมล็ดที่มีคุณภาพดี ไม่ใหม่หรือเก่าเกินไป เมล็ดไม่ถูกฝนในระยะการเก็บเกี่ยว ปลอดโรคแมลงทำลาย อายุเก็บรักษา ประมาณ 3-6 เดือน เพราะเมล็ดใหม่จะมีเมล็ดแข็ง ประมาณ 5-20 เปอร์เซ็นต์ เมล็ดเก่าจะเป็นเมล็ดเสื่อมคุณภาพ

- ภาชนะเพาะถั่วงอก เป็นภาชนะที่มีผิวเรียบทรงกระบอก หรือมีปากภาชนะแคบเล็กน้อย เพื่อจำกัดพื้นที่ในการงอกให้ถั่วงอกมีลักษณะอวบอ้วน และภาชนะควรมีสีดำป้องกันแสงสว่าง ทำให้ถั่วงอกมีสีขาว

- การเพาะเตรียมเมล็ดก่อนเพาะ แช่เมล็ดเพาะเพื่อช่วยเร่งระยะเวลาการเพาะถั่วงอกให้เร็วขึ้นในชั่วโมงแรกของการแช่น้ำ ควรเลือกเมล็ดที่พอง เมล็ดแตก เมล็ดเหล่านี้จะเป็นสาเหตุทำให้ถั่วงอกเน่าได้

- น้ำ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการงอก ควรเป็นน้ำสะอาด การให้น้ำควรให้อย่างสม่ำเสมอ ให้ในปริมาณที่มากพอ

- ระยะในการเพาะถั่วงอก ประมาณ 3-4 วัน ซึ่งระยะเวลาขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ภาชนะ วัสดุเพาะ

- การใช้สารเคมีกับถั่วงอก สามารถใช้ที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น สารส้ม แช่ถั่วงอก เพื่อช่วยให้ถั่วงอกกรอบมีสีขาว แต่ไม่ควรใช้สารฟอกขาว เช่น โซเดียมไฮโดรซัลไฟด์ โซดาไฟ ฟอร์มาลีน เพราะเป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งสิ้น

สำหรับผู้สนใจ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเพาะถั่วงอก สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชไร่ชัยนาท อำเภอเมือง จังหวัดชัยนาท โทร. (056) 405-080-1

กล้วยไม้ ก็เด่น

พร้อมชูจัดงานเอเชียแปซิฟิก

ทั้งนี้ นอกจากเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรที่สำเร็จสู่สายตาประชาชนแล้ว ไฮไลต์ของปีนี้ได้เนรมิตโซนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางพันธุกรรมกล้วยไม้ เพื่อแสดงศักยภาพความหลากหลายทางชีวภาพของไทย ในการเตรียมพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการกล้วยไม้เอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific Orchid Committee) ครั้งที่ 12 หรือที่รู้จักกันในชื่อ APOC 12 อีกด้วย ซึ่งสมาชิกประกอบด้วย 11 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น มาเลเซีย สหภาพเมียนมาร์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บรูไน ไต้หวัน สาธารณรัฐประชาชนจีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และไทย

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า งานกล้วยไม้เอเชียแปซิฟิก (APOC) เป็นงานใหญ่ที่วงการกล้วยไม้ทั่วโลกต่างให้ความสนใจ โดยมีทั้งการจัดแสดงโชว์ความหลากหลายที่สวยงามของกล้วยไม้ และการประชุมวิชาการด้านกล้วยไม้ที่เป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมกล้วยไม้ระดับโลก ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าเชิงธุรกิจในอันดับต้นๆ ของพืชการเกษตร โดยงานดังกล่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการ โดยงานจะจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 19-27 มีนาคม 2559 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า ถือเป็นงานที่ยิ่งใหญ่และเป็นประโยชน์ต่อแวดวงวิชาการ ด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อการขยายพันธุ์ เทคนิคการดูแลรักษาที่ก้าวหน้าไปพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และการพัฒนาและอนุรักษ์กล้วยไม้เป็นอย่างมาก

ปัจจุบัน ประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกดอกกล้วยไม้และต้นกล้วยไม้ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท ต่อปี โดยส่งออกดอกกล้วยไม้เขตร้อนมีสัดส่วนสูง เป็นอันดับ 1 ของโลก ในขณะที่การส่งออกต้นกล้วยไม้ เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากประเทศไต้หวันเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีความหลากหลายของพันธุกรรมกล้วยไม้กว่า 1,000 ชนิด จากทั่วโลก มี 25,000 ชนิด

“สำหรับวัตถุประสงค์ในการเป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการกล้วยไม้เอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 12 ของไทยครั้งนี้ เพื่อแสดงถึงศักยภาพและขีดความสามารถของประเทศไทย ทั้งด้านการผลิตและการตลาด และเป็นการสนับสนุนด้านการส่งออกกลุ่มสินค้ากล้วยไม้ไปสู่ตลาดโลก ทั้งนี้ ไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกกล้วยไม้ตัดดอกเขตร้อนรายใหญ่ของโลก รวมทั้งเป็นการสร้างความเข้าใจอันดีกับกลุ่มประเทศสมาชิกและประเทศคู่ค้า ที่สำคัญงานดังกล่าวยังเป็นการประชาสัมพันธ์ภาพพจน์ของประเทศไทย ซึ่งไม่เฉพาะด้านกล้วยไม้เท่านั้น ยังรวมถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ด้านศิลปวัฒนธรรม และด้านการศึกษาทั้งในประเทศและระหว่างประเทศอีกด้วย” คุณดำรงค์ กล่าว

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านงานวิจัยและพัฒนากล้วยไม้ ฉะนั้น ในงาน “เปิดบ้านงานวิจัย กรมวิชาการ” ปีนี้ นอกจากจะเป็นเวทีเผยแพร่ผลงานวิจัยที่ดีเด่นของกรมวิชาการเกษตรในรอบปีแล้ว จะนำเสนอบทบาทในการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ของไทยสู่นานาชาติ โดยในงานนี้จึงได้รวบรวมพันธุ์กล้วยไม้พื้นเมือง ที่อยู่ในพื้นที่และในภาคต่างๆ เป็นพืชที่เป็นพันธุ์ในท้องถิ่นมาจัดแสดง โดยจัดแบ่งตามความแตกต่างของแต่ละสายพันธุ์ แต่ละพื้นที่ แต่ละภาค ในลักษณะการเลียนแบบธรรมชาติเพื่อให้ผู้เข้าชมงานได้เห็นถึงความสวยงามตระการตา ความมีสีสันและความหลากหลายของกล้วยไม้ไทย

“เช่น ในภาคเหนือ จะมีพันธุ์กล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ และกล้วยไม้ที่เกาะบนต้นไม้ในป่า เช่น เอื้องกิ่งดำ เอื้องสายน้ำผึ้ง เอื้องก้างปลา เอื้องคำ เอื้องคำป็อก เอื้องนิ่ม เอื้องสายน้ำเขียว เอื้องผึ้ง และฟ้ามุ่ย เป็นต้น ส่วนทางภาคใต้ก็จะมี รองเท้านารีเหลืองกระบี่ รองเท้านารีเหลืองตรัง รองเท้านารีขาวสตูล รองเท้านารีม่วงสงขลา ขณะที่ในทางภาคอีสานก็จะเป็นพันธุ์กล้วยไม้ที่ขึ้นตามหิน หรือเรียกว่ากล้วยไม้เขาพระวิหาร เป็นกล้วยไม้พันธุ์แท้ในสกุลแวนดอปซิส ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เป็นกล้วยไม้เฉพาะถิ่นและเป็นพืชเด่นประจำอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เอื้องระฟ้า ซึ่งกำลังอยู่ในความนิยมของผู้ปลูกกล้วยไม้เพื่อการสะสม ส่วนภาคกลาง จะเป็นกล้วยไม้สำหรับส่งออกเป็นส่วนใหญ่ เช่น จำพวกสกุลแวนด้า มอคคารา อะแรนด้า และออนซิเดียม และยังมีพันธุ์ใหม่ๆ อีกมาก ที่เกษตรกรนำมาให้กรมรับรองพันธุ์อยู่ตอนนี้” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวทิ้งท้าย

 

เผยช่องทางแก้วิกฤต “ยางพารา”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042150657&srcday=2014-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 577

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

เผยช่องทางแก้วิกฤต “ยางพารา”

หลังจาก นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้เก็บตกสาระความรู้ดีๆ จากเวทีเสวนา ในงานวันยางพาราบึงกาฬ 2013 มาแบ่งปันต่อผู้อ่านอย่างต่อเนื่องจนครบครึ่งปีแล้ว ในฉบับนี้ขอนำเสนอเป็นตอนจบ การจัดเสวนาในครั้งนี้ เจ้าภาพคือ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ได้นำเสนอ ในหัวข้อ “การสร้างแนวคิดพัฒนาเกษตรกรเพื่อแก้วิกฤตเรื่องยางพารา” โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 2 ท่าน คือ คุณจินตนา ชัยวรรณาการ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และ คุณสถิตพันธ์ ธรรมสถิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านยางพารา มาร่วมพูดคุยให้ความรู้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป

“มุ่งแปรรูปยาง-ไม้ยาง

เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม”

ปัจจุบัน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปรียบเสมือนพนักงานฝ่ายขาย ที่นำสินค้าเมดอินไทยแลนด์ออกไปเสนอขายทั่วโลก จึงมีข้อมูลผู้ซื้อผู้ขายอยู่ในมือ และเกาะติดสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของตลาดอย่างต่อเนื่อง สกย. จึงเชิญ คุณจินตนา ชัยวรรณาการ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ มาช่วยวิเคราะห์ทิศทางการผลิตและการตลาดยางพาราในอนาคต

คุณจินตนา กล่าวว่า ปัจจุบัน ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย นับเป็นแหล่งปลูกยางพาราที่สำคัญของโลก โดยอินโดนีเซียมีพื้นที่ปลูกยางมากเป็นอันดับ 1 ไทยปลูกยางมากเป็น อันดับ 2 มียอดส่งออกยาง 32% ส่วนมาเลเซียมีพื้นที่ปลูกยางน้อยที่สุดในกลุ่ม ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำยางดิบจากไทย ปีละ 15% และมาเลเซียมียอดส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปยางเข้าสู่ตลาดโลก ประมาณปีละ 8% แต่มาเลเซียถือว่าเป็นต้นแบบของการผลิตสินค้ายางแปรรูปส่งออกที่ดีที่สุด

ปัจจุบัน มาเลเซีย ได้ชื่อว่าเป็นผู้ส่งออกสินค้าถุงมือยางมากเป็น อันดับ 1 ของโลก มีส่วนแบ่งตลาดถึง 51% ขณะที่เมืองไทยมีส่วนแบ่งตลาดเดียวกันนี้เพียงแค่ 5% เท่านั้น แม้ไทยจะได้ชื่อว่า เป็นศูนย์กลางการแพทย์ที่สำคัญของเอเชียแต่ยังต้องนำเข้าถุงมือยางจากมาเลเซียเข้ามาใช้ ทั้งๆ ที่ไทยมีแหล่งวัตถุดิบยางมากมาย แต่ยังไม่มีการลงทุนแปรรูปยางให้เพียงพอต่อการใช้งานในประเทศ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

ยางพาราที่ปลูกได้ในประเทศไทย ร้อยละ 90 เป็นสินค้าส่งออกที่ต้องง้อผู้ซื้อรายใหญ่คือ จีน โดยจีนซื้อยางเพื่อนำไปแปรรูปเป็นยางล้อรถยนต์และจักรยานยนต์ส่งไปขายทั่วโลก ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผู้ใช้ยางรายใหญ่คือ สหรัฐอเมริกา ยุโรป จีนและญี่ปุ่น ประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ จึงปรับลดกำลังการผลิตลง แถมราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวลง ยางสังเคราะห์ก็มีราคาถูกลง ทำให้ผู้ใช้ยางหันมาซื้อยางสังเคราะห์แทนยางธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ายางธรรมชาติจะไม่มีโอกาสขายได้ในราคาสูงทะลุหลักร้อยเหมือนในอดีต เนื่องจากมีหลายประเทศ หันมาปลูกยางพาราเพิ่มมากขึ้น เช่น ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า ขณะนี้ทั้ง 4 ประเทศ มีผลผลิตยางรวมกัน 1 ล้านตัน แต่ใน 10 ปีข้างหน้า พวกเขาจะมีปริมาณยางเพิ่มขึ้นถึง 2.8 ล้านตัน

ปัจจุบัน จีนถือเป็นผู้ใช้ยางมากที่สุดในโลก คือปีละ 4 ล้านตัน ในขณะที่ไทยผลิตยางได้ปีละ 3 ล้านตัน แต่จีนซื้อยางจากไทยเพียงแค่ 1.5 ล้านตัน เท่านั้น เพราะยางไทยมีราคาแพงกว่าประเทศผู้ผลิตยางรายอื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ฯลฯ ที่ขายยางในราคาถูกกว่าไทย ทุกวันนี้ ทั้งจีนและเวียดนามเข้าไปลงทุนสร้างสวนยางในลาวและกัมพูชาเป็นจำนวนมาก ทำให้จีนและเวียดนามมีโอกาสซื้อยางราคาถูกเพิ่มขึ้นในอนาคต

เวียดนาม แม้เป็นประเทศน้องใหม่ในกลุ่มอาเซียน แต่ใช้นโยบายพัฒนาตลาดคล้ายกับจีน คือมุ่งลงทุนด้านวัตถุดิบ ซื้อยางราคาถูกเพื่อนำไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศของตัวเอง เช่น อุปกรณ์เครื่องใช้ที่ทำจากยาง ยางล้อจักรยานยนต์ ฯลฯ ในขณะที่ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกยางมาก อันดับ 1 ของโลก แต่เป็นกลุ่มยางแผ่นรมควันและน้ำยางที่สร้างผลกำไรได้น้อยกว่าผลิตภัณฑ์ยางแปรรูป

ส่วน อินเดีย แม้จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ใช้ยางรายใหญ่ของโลก แต่อินเดียก็เป็นประเทศผู้ปลูกยางรายใหญ่ และมีสินค้าเกษตรอยู่ในกลุ่มเดียวกับไทย เช่น ข้าว คนไทยปลูกข้าวได้เก่งสุดคือ 500 กิโลกรัม ต่อไร่ แต่อินเดีย ปลูกข้าวได้สูงสุดคือ 1,900 กิโลกรัม ต่อไร่ นอกจากนี้ อินเดียยังปลูกยางได้ผลผลิตสูงกว่าไทยเช่นกัน

หากต้องการให้เกษตรกรไทยสามารถขายยางในราคาที่ดี เฉลี่ยกิโลกรัมละ 100 กว่าบาท ก็ยังมีความเป็นไปได้ แต่ต้องส่งออกในรูปผลิตภัณฑ์ยางแปรรูป สร้างความต้องการใช้ยางภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น เช่น สร้างถนนยางพารา โดยใช้น้ำยางปูถนนแทนยางมะตอย เพราะในอนาคตน้ำมันธรรมชาติจะหมดลง ยางมะตอยที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปก็จะไม่มีให้ใช้อีก หากสามารถนำยางธรรมชาติมาใช้สร้างถนนได้มากขึ้นก็เท่ากับเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศให้สูงขึ้น จะดันราคายางให้ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

ทุกวันนี้ การทำสวนยาง นอกจากได้น้ำยางมาขายแล้ว ผลพลอยได้ที่เป็นรายได้หลักของชาวสวนยางในอนาคตก็คือ ไม้ยางพารา ประเทศไทยมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในฐานะผู้ผลิตไม้ยางรายใหญ่ คิดเป็น 99% ของโลก โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งออกไม้ยางไปขายให้จีน เพื่อแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ส่งไปขายยุโรป ที่เป็นศูนย์กลางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารา ประมาณ 16% ของโลก ดังนั้น ในอนาคตรัฐบาลควรเร่งผลักดันให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มไม้ยางพาราภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบัน จีนสนใจที่จะจัดตั้ง “รับเบอร์ซิตี้ หรือ เมืองยาง” เมืองไทยก็เคยสนใจที่จะจัดตั้งรับเบอร์ซิตี้ที่หาดใหญ่ แต่ยังไม่เห็นผลในทางปฏิบัติ หากไทยสามารถผลักดันให้เกิดโครงการรับเบอร์ซิตี้ในไทยได้สำเร็จ ก็เท่ากับสร้างความต้องการใช้ยางภายในประเทศให้สูงขึ้น

“ขายคาร์บอนเครดิต…

อีกหนึ่งช่องทางสร้างรายได้เพิ่ม”

คุณสถิตพันธ์ ธรรมสถิตย์ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคระห์การทำสวนยาง (สกย.) ซึ่งสะสมประสบการณ์ในแวดวงอาชีพการทำสวนยางพาราอย่างยาวนานถึง 40 ปี เล่าให้ฟังว่า ช่วงแรกที่ สกย. ชักชวนให้เกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสานหันมาปลูกยางพาราเป็นอาชีพ โดยส่งเสริมการแปรรูปในลักษณะยางแผ่นคุณภาพดี ชั้น 1-2 ปรากฏว่า พ่อค้ายางในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้แห่มาแย่งซื้อยางในพื้นที่ภาคอีสานกันอย่างคึกคัก ช่วงราคายางอยู่ที่กิโลกรัมละ 100 บาท เกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสานสามารถขายยางแผ่นได้ในราคากิโลกรัมละ 120 บาท แต่วันนี้เกษตรกรภาคอีสานขายยางก้อนถ้วยได้แค่กิโลกรัมละ 30 บาท ขณะที่มาเลเซียขายยางได้ในราคากิโลกรัมละ 500-1,000 บาท

ความแตกต่างในเรื่องราคายางระหว่างเกษตรกรอีสานกับมาเลเซียก็คือ เกษตรกรอีสานขายยางในลักษณะขี้ยาง (ยางก้อนถ้วย) ขณะที่มาเลเซียขายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพารา ได้แก่ ยางหนังสติ๊ก รองเท้ายาง ถุงมือยาง ฯลฯ นอกจากนี้ มาเลเซียยังมีองค์กรด้านยางพารา เรียกว่า นัสโก้ ที่บริหารงานในระบบสหกรณ์ มีชาวสวนยางเป็นสมาชิกประมาณ 5-10 ล้านคน เกษตรกรไม่ต้องเหนื่อยในการต่อสู้หาตลาดหรือเรียกร้องความช่วยเหลือจากภาครัฐ เพราะนัสโก้ทำหน้าที่แทนเพื่อผลักดันนโยบายต่างๆ ที่ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชาวสวนยาง

สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ การพัฒนาวงการค้ายางของไทยให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยเริ่มจากส่งเสริมให้กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง หันมารวมตัวในระบบสหกรณ์สวนยางเพิ่มมากขึ้น เพื่อพัฒนาระบบการผลิตและตลาดไปพร้อมๆ กัน อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของเกษตรกรไทยก็คือ ขายสินค้าไม่เป็น จึงอยากเรียกร้องให้ภาครัฐยื่นมือเข้ามาช่วยขยายตลาดส่งออกยางไทยไปยังตลาดจีนเพิ่มมากขึ้น

ยางพารา เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตประจำวันของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นสายนาฬิกา เสื้อผ้า ถุงเท้า รองเท้า กระเป๋า ผลิตมาจากยางทั้งสิ้น หากรัฐบาลผลักดันให้มีการสร้างถนนยางพารามากขึ้น โดยใช้ยางพาราเพิ่มขึ้นสัก 5% จะเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศได้มากกว่า 100,000 ตัน ต่อปี ที่ผ่านมาภาคอีสานมักเจอปัญหาภัยแล้งซ้ำซากทุกปี หากลงทุนใช้ผ้ายางรองก้นบ่อ ก็จะเก็บกักน้ำไว้ใช้ได้ข้ามปี ช่วยให้ชาวบ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หากเกษตรกรชาวสวนยางต้องการเรียนรู้เรื่องใดเพิ่มเติม สามารถยื่นเรื่องถึง สกย. หรือกระทรวงเกษตรฯ เพื่อขอรับการสนับสนุนความรู้ได้ เพราะแต่ละปีมีงบประมาณสำหรับงานวิจัยถึงปีละ 500 ล้านบาท

นอกจากนี้ เกษตรกรชาวสวนยางยังมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มจากการขายคาร์บอนเครดิต เช่นเดียวกับเกษตรกรชาวสวนยางใน สปป.ลาว เนื่องจากสวนยางทำหน้าที่ดูดซับคาร์บอนได้ และเพิ่มปริมาณก๊าซออกซิเจนสู่ชั้นบรรยากาศ ที่ผ่านมา เกษตรกรผู้ปลูกยางในพื้นที่ สปป.ลาว ขายคาร์บอนเครดิตได้เงินก้อนโตจากนอร์เวย์ ขณะที่ประเทศไทยปลูกยาง 12-15 ล้านไร่ แต่ไม่ได้เงินจากโครงการนี้เลย

ความจริงโครงการคาร์บอนเครดิตทำได้ไม่ยาก เหมือนกับการจัดทำ ระบบ ISO การขายคาร์บอนเครดิตเกิดมาจากมาตรการกีดกันทางการค้าที่ กลุ่มอียู และสหรัฐอเมริกา นำมาใช้กับโรงงานอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ ฯลฯ ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด โดยเปิดโอกาสให้เอกชนที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าวสามารถซื้อคาร์บอนเครดิตจากกิจการที่ปลดปล่อยก๊าซออกซิเจนสู่ชั้นบรรยากาศ เช่น สวนยางพารา ฯลฯ

การปรับตัวเข้าสู่ระบบคาร์บอนเครดิตไม่ยุ่งยากอะไร เพียงแต่สร้างระบบเก็บตัวเลข หากใครสนใจก็ไปพูดคุยขอรายละเอียดกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ได้ ในอนาคตหากราคายางพาราปรับตัวลดลง เกษตรกรก็ไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนใจอีก เพราะมีรายได้เสริมจากการขายคาร์บอนเครดิตเข้ามาช่วยอีกทางหนึ่ง

 

ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ทำเงิน สร้างรายได้ ที่หล่มสัก เพชรบูรณ์

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048150657&srcday=2014-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 577

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง ทำเงิน สร้างรายได้ ที่หล่มสัก เพชรบูรณ์

หน่อไม้ฝรั่ง เป็นพืชผักที่ได้รับความสนใจมากในปัจจุบัน เพราะมีแนวโน้มในด้านความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศสูง หน่อไม้ฝรั่ง เป็นพืชผักประเภทใบเลี้ยงเดี่ยวที่มีอายุหลายปี ปลูกเพื่อใช้ประโยชน์จากหน่อสีขาว หรือหน่อสีเขียว หน่อขาวหรือเขียวนี้เรียกว่า “สเปียร์” (Spear) ซึ่งเป็นส่วนของลำต้น ดังนั้น ตลาดจึงนิยมบริโภคในรูปหน่อสดและอุตสาหกรรมแปรรูป

อีกทั้งยังเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ง่ายในพื้นที่ไม่ต้องมาก รวมถึงยังใช้แรงงานน้อยกว่าการปลูกพืชเกษตรหลายอย่าง ที่สำคัญราคาขายอยู่ในระดับที่น่าพอใจหลังจากหักต้นทุนแล้ว ทั้งนี้ ในช่วงแรกมีการส่งเสริมให้ปลูกหน่อไม้ฝรั่งกันในแถบจังหวัดนครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี แต่หลังจากที่ตลาดมีความต้องการอยู่อย่างต่อเนื่องและราคาเป็นที่น่าพอใจ จึงทำให้เกษตรกรในพื้นที่อื่นหันมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งกันมากขึ้น อย่างเช่น ที่ตำบลห้วยไร่ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีชาวบ้านปลูกหน่อไม้ฝรั่งเป็นอาชีพกันมากมาย

เคยทำนากัน

เปลี่ยนมาปลูกหน่อไม้ฝรั่ง

รายได้ดีกว่า

เดิมชาวบ้านที่บ้านร่องคู ตำบลห้วยไร่ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ มีอาชีพหลักคือ ทำนา และปลูกพืชชนิดอื่น ครั้นเมื่อมีชาวบ้านบางรายนำหน่อไม้ฝรั่งเข้ามาปลูกและสร้างรายได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ชาวบ้านรายอื่นอีกเป็นจำนวนมากได้เปลี่ยนจากท้องทุ่งนามาเป็นท้องทุ่งหน่อไม้ฝรั่งแทน ดังนั้น จึงไม่แปลกใจเลยเมื่อเดินทางมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ หากมองดูไกลๆ อาจคิดว่าเป็นทุ่งนา แต่เมื่อเข้าไปใกล้กลับพบว่าสีเขียวที่เห็นและคิดว่าเป็นต้นข้าวนั้น แท้จริงกลับกลายเป็นต้นหน่อไม้ฝรั่งไปเสียแล้ว…

คุณอนันทพงษ์ สาลีคำ หรือ คุณปิติ บ้านเลขที่ 150 บ้านร่องคู ตำบลห้วยไร่ อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ โทรศัพท์ (081) 044-8705 มีความสนใจปลูกหน่อไม้ฝรั่งเช่นเดียวกัน และไม่ต่างจากเพื่อนบ้านคนอื่นที่เคยมีอาชีพทำนามาก่อนที่จะหันมาปลูกหน่อไม้ฝรั่ง

คุณปิติ เล่าว่า เดิมเลี้ยงหมู ปลูกยาสูบ และอื่นๆ เริ่มปลูกหน่อไม้มาได้เพียง 3 ปี เหตุที่ต้องการปลูกหน่อไม้อย่างเดียวเพราะต้องการเลิกใช้สารเคมี สำหรับหน่อไม้ฝรั่งที่คุณปิติปลูกเป็นแบบต้นเนื้อเยื่อ ซื้อมาในราคา ต้นละ 18-22 บาท มีความสูง 20 เซนติเมตร เขาเผยว่าข้อดีของต้นเพาะเลี้ยงเพราะได้ราคาที่คุ้มกว่า ทั้งจำนวนผลผลิตต่อไร่ และความสมบูรณ์ที่ได้มาตรฐานเพื่อนำไปคัดเกรด

ใช้พันธุ์เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

ได้คุณภาพทั้งขนาดและความสมบูรณ์

คุณปิติ ปลูกหน่อไม้ฝรั่งไว้ในเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ และพันธุ์ที่ใช้มีชื่อว่า บร็อคอิมพรู๊ฟ (Brock”s improved) เป็นพันธุ์ลูกผสม ชั่วที่ 1 ซึ่งให้ผลผลิตสูง จึงทำให้เมล็ดพันธุ์มีราคาแพงมาก เกษตรกรทั่วไปนิยมใช้พันธุ์นี้ปลูก ทั้งนี้เพราะทำให้ได้หน่อไม้ฝรั่งที่มีรูปร่างและขนาดใหญ่ ได้คุณภาพตามมาตรฐานและให้ผลผลิตสูง เกษตรกรสามารถขายได้ทุนคืนในปีแรกและให้ผลกำไรที่ดีในปีต่อๆ มา เขาบอกว่าเกษตรกรบางรายใช้เมล็ดจากต้นเดิมนำไปเพาะเป็นต้นกล้าเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

ขั้นตอนการปลูก

เกษตรกรรายนี้ให้รายละเอียดการเตรียมแปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่งว่า ส่วนมากนิยมทำแปลงปลูกแบบยกร่องในดินดอน ทั้งนี้เนื่องจากในพื้นที่แถบจังหวัดเพชรบูรณ์มีสภาพดินร่วนหรือดินทรายซึ่งไม่สามารถเก็บกักน้ำ จึงได้ยกร่อง เพื่อที่จะให้น้ำแก่ต้นหน่อไม้ฝรั่งโดยการปล่อยน้ำให้ไหลไปตามร่อง

อย่างไรก็ตาม เขาแนะว่าสภาพพื้นที่ปลูกอาจไม่จำเป็นต้องยกร่อง ถ้าบริเวณนั้นสูงพอที่ปลอดน้ำท่วม เพียงแต่ควรขุดร่องไว้ด้านข้างเพื่อระบายน้ำหากฝนตกหนักและมีน้ำแช่นาน

สำหรับระยะปลูกที่คุณปิติกำหนดคือ 65×180 เซนติเมตร เขาบอกว่าบางรายที่ใช้เมล็ดปลูกจะถี่ ประมาณ 30 เซนติเมตร จากนั้นขุดหลุมกว้าง ประมาณ 15-20 เซนติเมตร ลึก 15-20 เซนติเมตร คลุกเคล้าดินด้วยปุ๋ยหมัก ซึ่งปุ๋ยที่ใช้ต่างกันแล้วแต่สภาพดิน ส่วนมากเกษตรกรละแวกนี้นิยมใช้ปุ๋ยชีวภาพ ซึ่งมักจะไปซื้อที่สำเร็จมาใช้ได้เลย และบอกต่อว่าควรใส่ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1-2 ตัน ต่อไร่ หลังจากใส่ปุ๋ยหมักเสร็จแล้ว ควรพรวนดินในแปลงปลูก และพูนดินกลบโคนต้น การใส่ปุ๋ยหมักนั้นควรใส่ในระหว่างการหยุดพักต้น

ส่วนระยะเวลาปลูกกระทั่งเก็บหน่อได้ประมาณ 3-4 เดือน จากนั้นหน่อจะโผล่แทงขึ้นมาอยู่ตลอด สามารถเก็บได้ทุกวัน ทำเช่นนี้ประมาณ 3-4 เดือน อาจต้องรื้อต้นเก่าออก แล้วปล่อยให้หน่อใหม่แทงขึ้นมาเป็นต้นรุ่นใหม่ หน่อใหม่ที่โผล่ขึ้นมาจะต้องใช้กระดาษม้วนในลักษณะเป็นกรวยเพื่อครอบปิดหน่อที่แทงใหม่ เรียกว่า “หมวก” เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย และต้องการให้ดอกตูม ถ้าไม่ครอบหน่อจะบาน ทำให้ราคาไม่ดี

“สวมหมวกไว้ประมาณ 3-4 วัน จึงเก็บหน่อ แต่ละหน่อที่โผล่ขึ้นมาใช้เวลา 3-5 วัน จึงเก็บได้ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เพราะถ้าอากาศหนาวมากหน่อจะโตช้า แต่ถ้าอากาศร้อนชื้นหน่อไม้โตเร็ว”

ขั้นตอนการเก็บผลผลิตและขาย

จำนวนหน่อไม้ฝรั่งที่คุณปิติปลูกอยู่ใช้ประมาณ 1,500 ต้น ต่อไร่ ถ้าเก็บแต่ละวันจะได้ประมาณ 25-30 กิโลกรัม ต่อไร่ และจำนวนหน่อ 30 หน่อ ได้ 1 กิโลกรัม จำนวนนี้ถ้าดูแลอย่างดีสามารถเก็บได้นานถึง 3 เดือน แล้วยังบอกต่ออีกว่าการเจริญเติบโตของหน่อที่แตกขึ้นมาในช่วงเริ่มปลูกจะยังมีน้อย พอสักประมาณ 2-3 วัน จะเริ่มดกขึ้น และมีจำนวนมากขึ้นตามลำดับ

การตัดผลผลิตหน่อไม้ฝรั่งซึ่งได้แต่ละวันและเกษตรกรจะต้องตัดกันในช่วงเช้า ตั้งแต่ 6-9 โมง โดยทั่วไปถ้าใช้แรงงาน ไร่ละ 1 คน จะใช้เวลาเก็บเกี่ยวประมาณ 2 ชั่วโมง และตัดแต่งอีกประมาณ 1 ชั่วโมง เมื่อเริ่มเก็บเกี่ยวแล้ว การเก็บเกี่ยวจะต้องทำต่อเนื่องกันทุกวัน อาจมีการหยุดพักการเก็บเกี่ยวเมื่อสภาพต้นทรุดโทรมมากภายหลังการเก็บเกี่ยว

เมื่อตัดเสร็จทั้งหมด ต้องนำหน่อไม้ฝรั่งเข้าร่มทันที และการดำเนินการขั้นตอนต่างๆ ควรจะกระทำในที่ร่มทั้งหมด เช่น การนำไปล้างน้ำสะอาด เพื่อชำระเอาดินและสิ่งสกปรกออก หรือตัดให้ได้ความยาวตามมาตรฐานการรับซื้อ แล้วนำหน่อไม้ฝรั่งไปตัดแต่งโคน ให้ได้ความยาวตามที่พ่อค้ารับซื้อต้องการ ปกติจะตัดให้มีความยาว 25 เซนติเมตร คัดเกรดหน่อไม้ฝรั่งออกตามลักษณะที่ต้องการ

ทั้งนี้ การกำหนดเกรด จะใช้เกณฑ์การกำหนดราคาตามขนาดและความสมบูรณ์ จำนวน 9 เกรด เช่น A เขียวตูม, A ขาว, A ขาวตูม, A เก้าตูม, B, C, BC, Z และ A ตกเกรด สำหรับ A ตูม มีชื่อเรียก อย่างว่า A โบ้ ซึ่งเป็นขนาดความอ้วน ตั้งแต่ 1 เซนติเมตร ขึ้นไป แล้วนำหน่อไม้ฝรั่งที่คัดเกรดเรียบร้อยแล้วมา มัดรวมกันเป็นมัดๆ หนักมัดละประมาณ 1-5 กิโลกรัม เพื่อสะดวกในการบรรจุและถ่ายออกจากภาชนะบรรจุ

เขาบอกว่าปลูกหน่อไม้ฝรั่งเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ดีกว่าพืชชนิดอื่นที่ต้องเสี่ยงกับการผันแปรของราคา แต่สำหรับหน่อไม้ฝรั่งแล้วสร้างรายได้อย่างรวดเร็ว มีรายได้ทุกวัน หากในรอบนี้ราคาไม่ดี อาจจะพักต้นไว้ก่อน รอรอบหน้าราคาจะพุ่งทันที

“ช่วงปลายฝนต้นหนาวราคาดี เพราะช่วงนั้นมีหน่อไม้น้อย อย่างปีที่แล้ว (2556) เคยได้ราคาสูงสุดถึง 200 บาท ต่อกิโลกรัม แต่พอมาปีนี้ (2557) ราคาแกว่งมาก แต่อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าราคาประกันคือ 65 บาท ต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ ราคาอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่”

เขาบอกว่าการลงทุนปลูกหน่อไม้ฝรั่งไม่สูงเมื่อเทียบกับรายได้ต่อกิโลกรัม แต่ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับแต่ละรายที่มีแนวคิดต่างกัน ปัจจุบันชาวบ้านนิยมปลูกกันมากขึ้น และมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม และบอกต่อไปอีกว่าการปลูกหน่อไม้ฝรั่งเพื่อให้ได้คุณภาพต้องทุ่มเทเต็มที่ ซึ่งที่ผ่านมามีจำนวนน้อยรายที่สามารถผลิตหน่อไม้ให้มีคุณภาพดีเยี่ยม สำหรับตลาดขายส่งนั้นเมื่อพ่อค้ามารับซื้อไปขายยังตลาดต่างประเทศอย่างที่ญี่ปุ่นหรือไต้หวัน หรือตลาดไท หรือบางรายส่งเข้าห้างดัง

“เพราะเห็นว่าปลูกง่ายไม่ยุ่งยาก เน้นการเอาใจใส่ให้ดีเท่านั้น แรงงานไม่ต้องใช้มาก สามารถทำได้ในครัวเรือน เพราะใช้พื้นที่ไม่มากก็ทำได้ ดังนั้น จึงยังไม่คิดเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น เนื่องจากยังคงมีรายได้ดีจากหน่อไม้ฝรั่งอยู่ จนสามารถสร้างบ้านหลังใหม่ได้” คุณอนันทพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจต้องการหา หน่อไม้ฝรั่ง ไปจำหน่าย ติดต่อได้ที่ คุณอนันทพงษ์ สาลีคำ โทรศัพท์ (081) 044-8705

ปลูกหน่อไม้ฝรั่งเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ได้ผลคุ้มค่ากว่า

คุณวรนัฐ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา อดีตนักวิชาการ กรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ได้ผันตัวเองมาทำธุรกิจส่วนตัวทางด้านเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ในชื่อ “ศูนย์ขยายพันธุ์พืชสยาม” ตั้งอยู่ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์ดังกล่าวมีการรับเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้แก่พืชทุกชนิด ทั้งไม้ผล ไม้ประดับ

ระหว่างรับราชการ คุณวรนัฐ ได้มีโอกาสคลุกคลีกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหน่อไม้ฝรั่งของกรมส่งเสริมการเกษตร และเป็นช่วงเวลาเดียวกันเมื่อภาคเอกชนที่เป็นนักผสมพันธุ์ไม้มืออาชีพหลายท่านกำลังสนใจการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหน่อไม้ฝรั่งเช่นกัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สามารถเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหน่อไม้ฝรั่งแล้วนำมาทดลองปลูก กระทั่งประสบความสำเร็จ

ที่ผ่านมาเมล็ดพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งที่นำเข้าจากต่างประเทศมีราคาสูง เกษตรกรสู้ราคาไม่ไหวจึงไปเก็บเมล็ดต้นหน่อไม้ฝรั่งจากแหล่งปลูกต่างๆ ไปขยายพันธุ์จนเกิดปัญหาผลผลิตไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ราคาขายต่ำ แต่หากสามารถนำต้นที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อของต้นพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์แล้ว จะทำให้ได้ผลผลิตตรงตามมาตรฐานและทำให้มีรายได้ดีกว่า

คุณวรนัฐ ชี้ว่าเมล็ดพันธุ์ทั่วไปอาจจะไม่ได้พันธุกรรมที่สมบูรณ์ อย่างถ้าปลูก 1 ไร่ สัก 2,000 ต้น ก็อาจจะได้ 2,000 พันธุกรรม ทั้งนี้ เพราะแต่ละเมล็ดจะมีพันธุกรรมปนกันจนทำให้ผลผลิตที่ได้มีหน่อใหญ่บ้างเล็กบ้าง ตูมไม่เท่ากัน ต้นบิดงอ หรือหน่อฝอย ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทุกอย่าง ผลที่ตามมาคือ เสียเวลา ไม่คุ้มค่า ต่างกับต้นเนื้อเยื่อที่มาจากต้นแม่ที่เป็นต้นพันธุ์ที่ดีสมบูรณ์ ทำให้ได้ความสม่ำเสมอของผลผลิต

และยังระบุอีกว่าการซื้อ-ขาย หน่อไม้ฝรั่ง เป็นการกำหนดราคาตามการคัดเลือกคุณภาพ มีการแยกเกรด แยกมาตรฐาน มีการดูขนาด และเส้นผ่าศูนย์กลางของหน่อ ความยาวหน่อ ความตูมดอก ตลอดจนสีที่ควรมีสีเขียวตลอดสม่ำเสมอทั้งหน่อ

ดังนั้น เมื่อไม่ได้คุณภาพตามที่กำหนด เพราะมีผลจากความตกต่ำของคุณภาพเมล็ดและมาตรฐาน จึงส่งผลให้ชาวบ้านได้หน่อไม้ตกเกรดจำนวนมาก ทำให้มีรายได้น้อย ซึ่งเกษตรกรที่ประสบปัญหานี้ พอปลูกไปสัก 1-2 ปี มักจะไถทิ้ง แล้วไปหาเมล็ดพันธุ์ใหม่มาปลูกต่อไป

เขาบอกว่ามีเกษตรกรเล่าให้ฟังว่า ถ้าทดลองปลูกต้นเนื้อเยื่อ จำนวน 1 ไร่ กับเกษตรกรที่ใช้เมล็ดพันธุ์ปลูก 2 ไร่ แล้ว ผู้ที่ปลูกต้นเนื้อเยื่อเพียง 1 ไร่ จะมีรายได้มากกว่า แล้วยังมีเวลาเหลืออีก ส่วนคนที่ใช้เมล็ดปลูกจะต้องคอยหมั่นดูแลในแปลงตลอดเวลา ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาหยุดพัก มิเช่นนั้นจะได้ผลผลิตน้อย

ส่วนระยะเวลาการให้ผลผลิตนั้น ต้นเนื้อเยื่อจะได้ผลผลิตที่ยาวนานและมีคุณภาพนานกว่า 10 ปี ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องดูแลเอาใจใส่อย่างดี ยิ่งหากปลูกไปนาน กอยิ่งขยายเพิ่มมากขึ้น ผลผลิตต่อกอจะมีมาก ส่งผลต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้นอีกเช่นกัน

คุณวรนัฐ บอกว่า ได้ทำต้นพันธุ์ที่มาจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไว้จำหน่ายให้แก่เกษตรกรมาได้ 2 ปี ขณะนี้มีต้นพันธุ์ไว้จำหน่ายจำนวนหนึ่ง เขาย้ำว่าเป็นพันธุ์ที่ดีที่สุด เพราะมีคุณสมบัติทุกอย่างครบตามมาตรฐานและเงื่อนไขการขายทุกอย่าง จึงทำให้ผลผลิตที่ได้มีแต่เกรด เอ หรือ เอ จัมโบ้ เป็นจำนวนมาก และทำให้มีรายได้ต่อวันดีกว่า พร้อมกับยกตัวอย่างเกษตรกรที่หล่มสัก เพชรบูรณ์ คือ คุณอนันทพงษ์ สาลีคำ ที่นำต้นพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไปปลูก สามารถสร้างผลผลิตได้ตามที่กำหนด ทำให้มีรายได้ดีจนต้องเลิกปลูกพืชชนิดอื่นในท้องถิ่น และมาปลูกหน่อไม้ฝรั่งอย่างเดียว

สนใจซื้อต้นพันธุ์หน่อไม้ฝรั่งเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ติดต่อโดยตรงได้ที่ คุณวรนัฐ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา โทรศัพท์ (086) 084-6362

 

สวนครัวยุคใหม่ ตอบโจทย์คนเมือง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05052150657&srcday=2014-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 577

เทคโนโลยีการเกษตร

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

สวนครัวยุคใหม่ ตอบโจทย์คนเมือง

ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่อาศัยอยู่ใน กทม. หรือในเขตตัวเมืองใหญ่ๆ ทั้งหลาย มักจะมีที่พักอาศัยในพื้นที่ไม่มากนัก ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด หรือทาวน์เฮ้าส์ อยากจะปลูกพืชผักสวนครัวไว้รับประทานเองก็ติดปัญหาเรื่องที่ดิน ที่ว่างที่มีอยู่เพียงน้อยนิด โดยเฉพาะทาวน์เฮ้าส์นั้นซึ่งบางบ้านมีพื้นที่เหลือเฉพาะด้านหน้าไม่กี่ตารางวาเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวจะหมดไป ถ้านำรูปแบบการปลูกผักสวนครัวยุคใหม่ ของ รศ.ดร. กมล เลิศรัตน์ จากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) และคณะมาใช้

ใช้หลัก 3 ไม่ 3 น้อย

ผลงานดังกล่าว อยู่ในโครงการวิจัยและพัฒนาระบบปลูกผักร่วมกับเลี้ยงปลา เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารในระดับครัวเรือน โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ใครที่ได้ไปเห็น หรือไปอบรมโครงการสวนครัวยุคใหม่ของอาจารย์กมล ต่างชอบใจกันเป็นแถว เพราะสามารถปลูกพืชผักสวนครัวได้หลายชนิด ทั้ง ฟักทอง ถั่วฝักยาว โหระพา พริกขี้หนู มะเขือเทศ ฯลฯ ที่สำคัญยังเลี้ยงปลาได้อีกด้วย ทั้งปลาสวยงาม หรือจะเป็นปลาที่ไว้ใช้รับประทานก็ได้ โดยใช้หลัก 3 ไม่ 3 น้อย 3 ไม่ คือ ไม่ใช้ดิน ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้สารเคมีฆ่าแมลง ส่วน 3 น้อย คือ ใช้น้ำน้อย ใช้แรงงานน้อย และใช้เวลาดูแลรักษาน้อย

ปัจจุบัน อาจารย์กมล ได้พัฒนารูปแบบการปลูกผักสวนครัวยุคใหม่ไว้หลายแบบให้เลือกตามจำนวนพื้นที่ โดยเน้นการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่สามารถหาได้ในท้องถิ่น และเน้นการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า ขณะที่ในต่างประเทศสามารถหาซื้ออุปกรณ์ในการทำสวนครัวที่ว่าได้ในรูปแบบน็อคดาวน์ ทั้งที่สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย โดยในส่วนผักจะเน้นไปที่ผักสลัดและมะเขือเทศมากกว่า ไม่ได้มีผักหลากหลายชนิดเหมือนบ้านเรา ส่วนในประเทศกลุ่มอาเซียนก็มีที่มาเลเซีย

อาจารย์กมล เล่าว่า ได้ศึกษารูปแบบการทำสวนครัวของแต่ละประเทศ และนำมาพัฒนาต่อยอดให้เหมาะสมกับสภาพอากาศและวิถีชีวิตของคนในบ้านเรา

“ในต่างประเทศ มีการทำธุรกิจเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่ขายในเว็บไซต์ 1 ชุด ราคา 20,000 บาทขึ้นทั้งนั้นเลย เป็นชุดเล็กๆ ของ ออสเตรเลีย อังกฤษ และที่สหรัฐอเมริกา แต่ผักจะไม่หลายชนิดเหมือนเรา เขาจะดีไซน์เป็นพลาสติก 1 ชุด ราคาจะเกินเรา 2-3 เท่า รูปแบบไม่เหมือนของเรา เพราะเราออกแบบปนกันไปเลย”

ทั้งนี้ การทำสวนครัวยุคใหม่โดยวิธีการปลูกผักร่วมกับการเลี้ยงปลา เรียกว่า “อะควาโพนิค” เป็นวิธีการผลิตแบบยั่งยืนที่ผสมผสานการผลิตอาหาร 2 รูปแบบเข้าด้วยกัน คือการเลี้ยงปลาและการปลูกพืชแบบไร้ดิน ที่มีธาตุอาหารและน้ำจากการเลี้ยงปลาอย่างหมุนเวียนเพื่อปลูกผักปลอดภัย

ปัจจุบัน มีการใช้อะควาโพนิคผลิตผักสำหรับบริโภคในครัวเรือน และเป็นการค้าในหลายประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย อังกฤษ และเยอรมนี จากการใช้น้ำแบบหมุนเวียนระหว่างถังเลี้ยงปลากับภาชนะปลูกผัก น้ำที่ได้จากภาชนะหรือถังเลี้ยงปลาที่ประกอบด้วยของเสียที่ขับออกจากปลา ได้แก่ แอมโมเนีย ขี้ปลา และเศษอาหาร ซึ่งเป็นส่วนประกอบของธาตุอาหารพืชละลายอยู่ในน้ำ จะไหลไปสู่กระบะปลูกผักที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องกรองน้ำแบบชีวภาพ ด้วยกระบวนการไนตริฟิเคชั่น โดยอาศัยแบคทีเรียที่มีอยู่บริเวณวัสดุปลูกผัก คือ หิน กรวด ทราย และรากผัก เปลี่ยนธาตุอาหารจากรูปที่ผักใช้ประโยชน์ไม่ได้ไปเป็นธาตุอาหารที่พืชใช้ประโยชน์ได้

บ้านจัดสรร ปิ๊งไอเดีย

ทั้งนี้ หลังจากที่ อาจารย์กมล ได้พัฒนาสวนครัวในหลากหลายแบบ ปรากฏว่ามีผู้ให้ความสนใจมาก เพราะจะได้รับประทานผักที่ปลูกเองได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องสารเคมีตกค้าง บางรายต้องการจ้างให้ไปทำสวนแบบนี้ที่บ้าน เพื่อให้ผู้สูงอายุได้มีงานอดิเรกทำ เนื่องจากมีระบบการให้น้ำที่สะดวกไม่ยุ่งยาก ใครๆ ก็ทำได้ นอกจากนี้ ทางบ้านจัดสรรบางแห่งในจังหวัดขอนแก่นก็สนใจ อยากจะสร้างสวนครัวแบบนี้ ซึ่งจะเป็นจุดขายที่สามารถดึงดูดลูกค้าได้ด้วย เพราะปัจจุบันคนทั่วไปหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น และอยากปลูกผักไว้รับประทานเองเพื่อความปลอดภัย

“แบบนี้แหละเป็นการพึ่งพาตัวเองแบบครอบครัว หนึ่ง เราไม่ต้องเปิดตู้เย็น ถามว่าเราซื้อผักชี 1 กำ เรากินหมดไหม ผมทิ้งประจำ โหระพา กะเพรา แห้งเหี่ยวทั้งนั้น แต่สิ่งที่เราปลูก มันคือของสดที่อยู่ในบ้าน อยากได้เมื่อไรก็มาเอา กินของสดๆ มันดีที่สุด”

อาจารย์กมล แจกแจงให้ฟังว่า หลักๆ ของระบบ จะมี 2 ส่วน ส่วนที่ 1 เป็นส่วนของการเลี้ยงปลา ส่วนที่ 2 คือส่วนปลูกผัก ซึ่ง 2 ส่วนนี้ ต้องสมดุลกัน การดีไซน์ก็จะคิดให้เหมาะกับวัสดุ ส่วนการเลี้ยงปลาจะมีถังปลา มีปลาอยู่ข้างใน มีปั๊ม ปั๊มตัวที่ 1 เป็นปั๊มอากาศ ออกซิเจนกับปลา ปั๊มตัวที่ 2 จะเป็นปั๊มที่ทำให้เกิดการหมุนเวียน หลักการคือ น้ำต้องหมุนเวียน จะไม่มีการทิ้งน้ำ ปลาก็ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำ เติมที่ขาดอย่างเดียว จะใช้พื้นที่ประมาณ 15-22 ตารางเมตร

ทั้งนี้ชุดเหมาะสมที่จะนำไปใช้ทั่วไป รวมค่าแรงทำด้วย ตกประมาณชุดละ 8,500 บาท (โมเดลที่ 7) ซึ่งเป็นโมเดลที่ง่ายและประหยัดที่สุด รายละเอียดจะมีองค์ประกอบคล้ายกับแบบอื่น คือ มีกระถางปลูกผัก มีบ่อปลา หรืออาจจะมีหลังคาเพื่อปลูกไม้แขวน ผักที่ปลูกมีผักกะเพรา โหระพา แมงลัก พริก มะเขือเทศ มะเขือยาว ผักชี ขึ้นฉ่าย ฯลฯ พอรับประทานในครอบครัวเล็กๆ หรืออยู่เพียง 2-4 คน

ส่วนขนาดสวนเล็กสุด ราคา 8,000 บาท ใช้เนื้อที่ 15 ตารางเมตร สามารถเกาะกับแนวรั้ว โดยกระถางตั้งตามแนวรั้วได้เลย แต่หลักการคือ ทำอย่างไร ให้น้ำจากกระถางมาที่บ่อปลา ขณะเดียวกันกระถางก็ทำหน้าที่บำบัดน้ำให้ปลา โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนน้ำปลา เพราะข้างในกระถางจะเป็นหิน ซึ่งเป็นรูพรุน แบคทีเรียจะเกาะตรงนั้น

ในการออกแบบนี้ อาจารย์กมล เน้นว่าต้องเผื่อสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่บ้าน ที่จะสามารถดูแลได้ง่ายๆ หน้าที่ของผู้สูงอายุคือ มาให้อาหารปลา วันละ 2 ครั้ง แล้วก็มาตัดใบที่เป็นโรคหรือมีแมลงออก แล้วนำมาใส่ในถังหมัก EM เพื่อให้กระบวนการเข้าสู่ระบบ หลังจากนั้นผู้สูงอายุจะได้เดินดูรอบสวนไปเรื่อยๆ อย่างเพลิดเพลิน

สำหรับการเลี้ยงปลานั้น อาจารย์กมล แจกแจงว่า กลุ่มปลาสวยงามที่ได้แน่ๆ คือ กลุ่มปลาทอง ปลาคาร์พ ซึ่งสามารถเลี้ยงร่วมกับปลาตะเพียนได้ เพราะปลาตะเพียนไม่กัดปลาทอง ปลาคาร์พก็ไม่กัดปลาทองเช่นกัน แต่ถ้านำปลาสลิด ปลานิล ปนเข้าไป ปลาทองจะถูกกัดหาง เพราะฉะนั้นจะเลือกเลี้ยงเป็นปลาเดี่ยวๆ ก็ได้ เพราะไม่ได้ทำการค้า ซึ่งถ้าเป็นปลาดุก ปลาซ่อน ปลาหมอ นิสัยจะอยู่ใต้น้ำ เศษอาหารที่ตกลงไปมันจะทำความสะอาดให้ อย่างปลาหมอชัดเจนเลย ส่วนปลาตะเพียนชอบอยู่เป็นฝูง และจะไม่กัดกันข้ามฝูง ยกเว้นปลานิลจะไล่กัดกันเอง

ในส่วนของปลาสามารถเลี้ยงได้ทั้งในตู้ รวมทั้งในบ่อข้างล่าง ซึ่งทำเป็น 2 ชั้น ในโมเดลเดียวกัน โดยให้เลือกระหว่างมีตู้ กับไม่มีตู้ มีตู้ไว้สำหรับพักผ่อนเป็นงานอดิเรก และเพื่อให้เด็ก ผู้สูงอายุ ได้ดู ได้เลี้ยง แบบง่ายๆ

ลาว-ญี่ปุ่น มาศึกษาดูงาน

อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงปลา ก่อนอื่นเมื่อซื้อปลามาแล้ว ห้ามนำไปปล่อยทันที จะต้องตรวจกัก ประมาณ 1 สัปดาห์ ต้องผ่านกระบวนการด่างทับทิม 5-10 นาที แล้วตามด้วยน้ำเปล่า ถ้าเป็นโรคจะต้องคัดออก แต่ถ้าไม่เป็นโรคจะใช้เวลา 7 วัน เตรียมระบบน้ำให้เดินทั้งระบบ

“หัวใจความสำเร็จอีกอย่างคือ ใช้ EM ลงไปในระบบ ผสมลงไปตอนที่เตรียมระบบครั้งแรก สามารถใช้ได้ทั้งน้ำประปาและน้ำบาดาล สัดส่วนของ EM ที่ใส่ 1 ลิตร ต่อ น้ำ 100 ลิตร (1:100) แต่ห้ามใส่ตอนมีปลา”

กับคำถามที่ว่า ผักที่ปลูกสามารถปลูกเป็นผักออร์แกนิกได้หรือไม่นั้น อาจารย์กมล ให้คำตอบว่า ผักจะเป็นออร์แกนิกได้ แต่ติดอยู่ที่ตัวอาหารปลาอย่างเดียว ถ้าอาหารปลาเป็นออร์แกนิก ผักก็เป็นออร์แกนิก และใช้แรงงานน้อยมาก อาจจะแค่ตรวจเช็กระบบดูว่าน้ำรั่วไม่รั่ว ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สุด

อาจารย์กมล ย้ำว่าการจะปลูกผักสวนครัวยุคใหม่นี้ เงื่อนไขของระบบ ถ้าไม่มีแสงแดดอย่าไปทำ ระบบนี้ต้องถูกแสงแดดทั้งวัน แดดอ่อนบ้างก็ได้ หรือมีแดดแค่ครึ่งวันก็เป็นความเสี่ยง ถ้าไม่มีแสงแดด ระบบจะทำไม่ได้ เพราะพืชจะอ่อนแอ แต่ถ้าจะทำบนดาดฟ้าสามารถทำได้เลย เพียงแต่ต้องกันลมหน่อย ทั้งนี้ที่ผูกซาแรนไว้เพื่อลดความเข้มของแสงแดด เพราะว่าโดนร้อนจัดๆ พืชจะไม่ไหว เพราะตอนนี้บ้านเราอุณหภูมิเพี้ยนมาก โดยเฉพาะผักสลัดใบบางมาก ซาแรนช่วยได้ ถ้าหน้าฝนไม่ต้องห่วง

อาจารย์กมล บอกด้วยว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงขยายผล ซึ่งได้มีการอบรมและให้คนมาศึกษาดูงานการทำสวนครัวยุคใหม่ เพราะต้องการให้มีการนำไปใช้กับชุมชนหรือครัวเรือน แม้ในหมู่บ้านเอง ปัจจุบันเหลือแต่ผู้สูงอายุ ที่อ่านมา เอ็นจีโอ ของลาว และญี่ปุ่น ก็เข้ามาดูงานแล้ว โดยญี่ปุ่นบอกว่ารูปแบบของเราดี ของบ้านเขายังไม่สามารถปลูกพืชได้หลายชนิด

“อบรมมาหลายรุ่นแล้ว ผู้เข้ารับการอบรมมักจะมีคำถามเรื่องของต้นทุน วิธีทำ เราก็ให้แบบพื้นฐานไป ส่วนหนึ่งที่เข้ามาอบรมก็เป็นวัยเกษียณ พอเห็นหลักการ คนไม่คิดว่าจะทำได้นะ เพราะทฤษฎีที่เรียนมา บอกว่า ดินมันจะต้องมี NPK เท่านั้นเท่านี้ ปรากฏว่า เราไปวิเคราะห์มันต่ำหมด แต่เนื่องจากว่าเราให้อาหารพืชสม่ำเสมอพืชก็อยู่ได้”

ข้อควรระวัง

อาจารย์กมล ได้แจกแจงถึงข้อควรระวัง ปัญหาและอุปสรรคของสวนครัวยุคใหม่ว่า

1. การอุดตันของสายท่อน้ำเล็ก ซึ่งจะเห็นว่า ใช้ตะปูใส่ข้างหน้า ให้สังเกตง่ายๆ ถ้ากระถางไหนผิวหน้าแห้ง แสดงว่า กระถางนั้นอุดตัน ต้องดึงน็อตออก แล้วเดี๋ยวน้ำจะดันออกมาเอง

2. ปัญหาเรื่องพืช ธรรมดาจะมีหนอนมากัดกิน ถ้าเห็นก็หยิบหนอนออก ซึ่งในการป้องกัน จะใช้น้ำส้มสายชู 10 ซีซี กับน้ำ 1 ลิตร ฉีด จะไม่มีการใช้สารเคมีอย่างอื่น ส่วนคำถามต่อมาว่า ทำไมถึงไม่ใช้น้ำส้มควันไม้ ปรากฏว่า ใช้ไม่ได้ เพราะความเข้มข้นมันสูง ผักแต่ละอย่างใบหนาบางไม่เท่ากัน

3 เรื่องของปลา เริ่มจากปลานิลที่ทั่วโลกเลี้ยงกัน ปลาชนิดที่สองที่เลี้ยงเยอะคือ ปลาดุก และปลาหมอ ส่วนปลาตะเพียน การเจริญเติบโตยังไม่ดี เพราะเป็นปลากินพืช สัดส่วน ปลา 1 กิโลกรัม ต่อ น้ำ 50 ลิตร จะชนิดไหนก็ได้ ใช้น้ำหนักปลาเป็นเกณฑ์ ในแต่ละเดือนปลาจะโต ถ้าน้ำหนักรวมกันเกินต้องนำปลาออก แต่ถ้าอยากเลี้ยงให้ตัวใหญ่มาก ต้องลดจำนวนปลาลง เพื่อรักษาสมดุล

อาจารย์กมล ให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่อยากจะนำไปทำในเชิงธุรกิจว่า สามารถทำเป็นธุรกิจได้เลย แต่ต้องมีให้เลือกหลายระดับ อย่างคนมีเงินเป็นระดับชั้นสูง พวกนี้ไม่มีเวลา จึงต้องการหาคนไปทำให้เลย แต่ถ้าระดับกลางลงล่าง คนเหล่านี้จะมีเวลาหน่อย พอเกษียณแล้วอาจจะค่อยๆ ประกอบไป คือคนที่มีเงินน้อยก็สามารถทำเองได้

“ก่อนอื่นคนที่จะรับทำเป็นอาชีพสร้างสวนครัวยุคใหม่ ต้องมาเข้าใจเรียนรู้ระบบ และมีหัวทางด้านออกแบบ การจัดสถานที่ ต้องเข้าใจเรื่องความหนาแน่นของปลา หรือชนิดของปลากับของพืชว่าพืชชนิดไหนที่คนอยากจะปลูก ตอนนี้ก็มีครบทุกตัว ในเรื่องของพืชเคียง เช่น กะเพรา โหระพา สะระแหน่ ผักชี แมงลัก ผักแพว ชะพลู เตย คือผักที่เราใช้เป็นเครื่องปรุงรส ปรุงกลิ่น และผักสลัดทุกชนิด

ความจริงๆ เราอยากสนับสนุนให้คนในครัวเรือนทำเป็นของตัวเอง แต่ถ้าไม่มีเวลาก็ให้คนอื่นมาจัดการให้ คืออนาคตผมคิดว่า จะมีการออกแบบ มีเอกสารประกอบเหมือนกับการประกอบพัดลม”

สนใจข้อมูลสวนครัวยุคใหม่ หรืออยากเข้าร่วมอบรม ติดต่อได้ที่ คุณเชาวลิต สีลาดเลา ผู้ดูแลอะควาโพนิค มหาวิทยาลัยขอนแก่น โทร. (043) 202-222-9 ต่อ 11381, (043) 202-696, (087) 195-5468 หรือ facebook/Kku Aquaponics และ http://www.youtube.com/watch?v=j-tU2JhUbs0

 

สวนผึ้ง ราชบุรี มีสวนมะนาวดี สร้างสรรค์ โดย อดิเทพ กอวัฒนา

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05041010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 576

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

สวนผึ้ง ราชบุรี มีสวนมะนาวดี สร้างสรรค์ โดย อดิเทพ กอวัฒนา

มักมีคำถามเสมอว่า…หลังเกษียณชีวิตการทำงานแล้ว จะทำอะไรดี??

หลายคนมีคำตอบเรียบร้อยแล้ว เพราะวางแผนล่วงหน้ามาหลายปี และหลายคนไม่จำเป็นต้องวางแผน เพราะถูกกำหนดหน้าที่ไว้ให้เลี้ยงหลาน และดูแลบ้านเท่านั้น!!

สำหรับหนุ่มใหญ่อย่าง อดิเทพ กอวัฒนา มีคำตอบที่ชัดเจนคือ ปลูกมะนาวอยู่ที่สวนผึ้ง ราชบุรี แต่เหตุไฉนบุคคลท่านนี้ซึ่งมีดีกรีปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจากสหรัฐอเมริกา จึงเลือกที่จะเป็นชาวสวนมากกว่าการทำอย่างอื่น

มองหาทำเลหลายแห่ง

สุดท้ายมาเจอ ที่สวนผึ้ง

คุณอดิเทพ ปัจจุบันทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุน และตำแหน่งนี้ทำให้เขามีเวลาว่างพอสมควร จึงมีความคิดที่จะหาอะไรทำสักอย่างเพื่อสร้างรากฐานให้แก่ทายาทในอนาคต และภายหลังที่ได้หารือกับเพื่อนสนิทซึ่งทำเกษตรกรรมอยู่แถวปากช่อง ทำให้เขาตัดสินใจที่จะทำสวนมะนาว จากนั้นจึงออกตระเวนหาดูทำเลหลายแห่ง กระทั่งได้มาพบพื้นที่ถูกใจคือที่อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี

บนเนื้อที่ราว 20 ไร่ ที่ตั้งอยู่เลขที่ 138/1 หมู่ที่ 4 ตำบลตะนาวศรี อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี เป็นผืนดินที่คุณอดิเทพตั้งใจจะลงหลักปักฐานเพื่อใช้ชีวิตที่เหลือหลังจากตรากตรำกับภารกิจการงานมานานหลายสิบปี เพื่อทำสวนมะนาว พร้อมกับตั้งชื่อว่า “ASK Valley Of Lime”

ภายใน ASK Valley Of Lime แห่งนี้ คุณอดิเทพ จัดวางผังไว้อย่างมีระเบียบด้วยการออกแบบที่คลาสสิกและมองดูคล้ายสถานที่พักตากอากาศมากกว่าการเป็นสวนมะนาว เขาสร้างบ้านพักชั้นเดียวอยู่บนเนินสูงที่สามารถมองลงไปเห็นทัศนียภาพด้านล่างบริเวณโดยรอบได้อย่างทั่วถึง

ตำแหน่งด้านหน้าตัวบ้านมีการปลูกต้นมะนาวเรียงรายเป็นแถว/แนวอย่างสวยงาม จำนวนกว่า 700 ต้น อยู่บนพื้นดินที่สะอาด เป็นระเบียบ สลับกับร่องธารน้ำ พร้อมปรับภูมิทัศน์ให้หนักแน่นด้วยหินขนาดใหญ่หลายก้อน อีกด้านหนึ่งริมขอบที่ดินติดถนนได้ปลูกเป็นเรือนพักคนงาน และใกล้ๆ กันจัดทำเป็นแปลงเพาะต้นกล้า

เหตุผลที่เลือกทำเกษตรกรรม

การมีความรู้ด้านบริหารธุรกิจแล้วยังทำงานเกี่ยวข้องกับการลงทุน จึงทำให้ความคิดหลายอย่างของคุณอดิเทพต้องมีกรอบที่ชัดเจนและเป็นระบบ แล้วยังต้องไม่เสี่ยงหากสามารถหลบเลี่ยงได้ ทั้งนี้รวมถึงการมีอาชีพปลูกมะนาวด้วยเช่นกัน

เขามองถึงเหตุผลที่สนับสนุนให้เลือกมาลงทุนทางด้านการทำเกษตรกรรม เพราะในอนาคตเมื่อประชากรเพิ่มขึ้นหากต้องการปลูกพืชคงหาที่ดินลำบากหรือมีราคาแพงมาก ปัญหาเช่นนี้จะส่งผลกระทบไปถึงผลผลิตที่เป็นอาหาร จนทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

“และประเด็นสุดท้ายที่สำคัญมากคือ ตอนนี้อายุมากแล้ว ถ้าหากรอไปทำในช่วงบั้นปลายชีวิตคิดว่าน่าจะลำบาก ถึงแม้ใจอยากทำ แต่ถ้ากายไม่สมบูรณ์ คงหมดทางต่อสู้แน่ ดังนั้น ขณะนี้ทุกอย่างยังพร้อมพอที่จะเดินหน้าทำในสิ่งที่ต้องการได้” คุณอดิเทพกล่าว

เหตุผลที่เลือกปลูกมะนาว

ส่วนเหตุผลที่เขาสนใจเลือกปลูกมะนาว เพราะ

1. เห็นว่าคนไทยมีความผูกพันกับมะนาวในชีวิตประจำวัน

2. มองว่าหากทำเป็นเชิงพาณิชย์ ควรจะปลูกอะไรที่สามารถมีเงินหมุนเวียนตลอดเวลา และ

3. ตั้งแต่น้ำท่วมใหญ่คราวนั้น พื้นที่ปลูกมะนาวหลายแห่งได้รับผลกระทบและประสบปัญหามากมาย นั่นหมายถึงหากมองถึงอุปสงค์-อุปทาน ของมะนาวแล้ว เห็นว่าน่าจะมีราคาดี

ความเป็นเกษตรกรมือใหม่ที่ยังไม่เคยผ่านการเรียนรู้การทำเกษตรกรรมในพื้นที่จริงมาก่อน ทำให้คุณอดิเทพต้องศึกษาเกี่ยวกับวิธีปลูกมะนาว ทั้งจากผู้รู้จริงหลายท่าน รวมถึงต้องสดับตรับฟังข่าวสาร พร้อมกับพึ่งพาหารายละเอียดเพิ่มเติมในโลกอินเตอร์เน็ต ชนิด…หนักเป็นหลายเท่า

และในที่สุดเขาเลือกมะนาวแป้นพิจิตรเพื่อใช้ปลูกเพียงพันธุ์เดียวทั้งหมด ด้วยเหตุผลมีความทนทานต่อโรคที่สำคัญอย่างแคงเกอร์ แล้วยังถือเป็นพันธุ์ที่เหมาะสำหรับคนปลูกมือใหม่ เพราะมีความเสี่ยงน้อยที่สุดกว่าอีกหลายพันธุ์

“ซื้อมาต้นละ 50 บาท เป็นกิ่งพันธุ์ ปลูกไว้จำนวนประมาณ 700 กว่าต้น คราวนี้เมื่อเริ่มต้นปลูกอย่าเพิ่งไปกังวลกับตลาด ควรเอาใจใส่การปลูก ดูแล ให้มีความคุ้นเคยมากที่สุด และหากในอนาคตเมื่อหมดรอบของพันธุ์นี้แล้ว อาจเปลี่ยนไปปลูกพันธุ์อื่นย่อมเป็นไปได้”

ดินขาดคุณภาพ ต้องอัดปุ๋ยเต็มที่

คุณอดิเทพเล่าว่า เดิมพื้นที่ตรงนี้เคยปลูกพืชไร่อย่างอ้อย มันสำปะหลัง ต่อมาเปลี่ยนเป็นปลูกต้นยูคาลิปตัสเพื่อส่งเข้าโรงงานกระดาษ และผลของยูคาลิปตัสซึ่งเป็นพืชที่ดูดอาหารและแร่ธาตุในดินเก่งจึงทำให้คุณภาพดินด้อยลงมาก เพราะฉะนั้นเมื่อเขาเริ่มลงมือปรับปรุงพื้นที่และพัฒนาดินจึงมีความลำบากอย่างยิ่ง

ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่คุณอดิเทพต้องใช้ปุ๋ยทุกชนิด ทุกประเภทอย่างหนัก รวมถึงยังใช้ปุ๋ยคอกอย่างขี้วัวที่ต้องใช้มาก และปีกว่ามานี้ได้ใช้ไปแล้วราว 4 รอบ และรอบสุดท้ายใส่ถึงพันกว่ากระสอบในจำนวน 700 กว่าต้น ทั้งนี้เขาต้องการฟื้นฟูความสมบูรณ์ของดินให้กลับมาอย่างรวดเร็ว

“ครั้นพอใส่ขี้วัวไปสักระยะหนึ่งทำให้ดินมีการปรับสภาพดีขึ้นและร่วนซุยมากขึ้น จนทำให้น้ำที่ใช้รดมีการระบายดีขึ้นมาก และประโยชน์ของขี้วัวคือ เป็นการเพิ่มเนื้อดินให้มากขึ้น อันนี้จะเกิดผลดีเมื่อใส่ปุ๋ยลงไป เพราะหากเป็นพื้นดินทรายเมื่อใส่ปุ๋ยหรือธาตุอาหารจะไม่มีการเก็บกักไว้เลย”

ลงทุนทำแหล่งเก็บน้ำไว้ใช้ยามแล้ง

“น้ำ” นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญต่อการปลูกมะนาว คุณอดิเทพบอกว่า ระบบน้ำในสวนจะเป็นการวางท่อเพื่อไปเชื่อมกับท่อน้ำที่ส่งมาจากอ่างเก็บน้ำห้วยคอกหมู ที่ผ่านมาปริมาณน้ำกับความต้องการไม่สอดคล้องกัน จึงมักสร้างความเดือดร้อนกับตัวเขาและชาวบ้านจำนวนมาก ครั้นพอถึงช่วงหน้าแล้ง ทางอ่างเก็บน้ำจะจำกัดการใช้น้ำโดยปล่อยเป็นช่วงเวลา หรือถ้าฝนหยุดตกสัก 2 เดือน จะเริ่มมีสัญญาณว่าน้ำจะหยุดตลอดเวลา หรืออาจเปิด-ปิดเพียงบางช่วง

ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงต้องลงทุนสร้างถังเก็บน้ำขนาดใหญ่จำนวนหลายจุดไว้รอบสวน แล้วยังต้องมีถังเก็บสำรองน้ำบาดาล อีกทั้งยังต้องขุดบ่อเพื่อเก็บน้ำตามธรรมชาติไว้ด้วย เขามองว่า การทุ่มเงินสำหรับระบบการกักเก็บน้ำในช่วงแรกอาจดูไม่คุ้ม แต่ในระยะยาวแล้วมีความคุ้มค่าเพราะถือเป็นการลงทุนระยะยาว

ผลผลิตรุ่นแรก สร้างความมั่นใจ

แม้ยังไม่ได้คุณภาพดีพอ

คุณอดิเทพปลูกมะนาวแป้นพิจิตรมาเกือบ 2 ปี เริ่มเก็บครั้งแรกปลายเดือนเมษายน 2556 แต่ช่วงนั้นยังมีน้อย และมาเก็บได้จริงจังเต็มที่ประมาณเดือนกันยายนปีเดียวกัน ดังนั้น หากนับช่วงเวลาปลูกจนเก็บผลผลิตได้ประมาณ 13 เดือน เขาเผยว่า รุ่นแรกที่ออกมาเป็นพวงเป็นช่อ ดีใจมาก ตอนนั้นเฉลี่ยพวงละ 5 ผล และพบว่ามีจำนวนสูงสุดถึงพวงละ 13 ผล หลังจากที่เห็นว่าติดลูกมีผลแล้วเกิดความมั่นใจ จึงหาซื้อเครื่องคัดขนาดผลมาทันที

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าผลผลิตในช่วงแรกอาจยังไม่ได้มาตรฐานและความสมบูรณ์เพียงพอ แต่เท่าที่สังเกตพบว่า มีเปลือกบางกว่าแป้นพิจิตรทั่วไป ถ้าเทียบขนาดผลแล้วอาจเหมือนกับนำแป้นเพชรมาขยายแล้วเปลือกหนาขึ้น ทั้งนี้จะเน้นเรื่องน้ำหนัก เพราะเคยประสบปัญหาครั้งหนึ่งที่คิดว่าน้ำหนักเพียงพอ แล้วกลับมีน้ำหนักน้อยไป ทั้งนี้อาจจะเกิดจากเรื่องการให้น้ำ

อย่าด่วนเก็บ เมื่อเห็นผลใหญ่

ผลแก่จัด เพียงบิดขั้วหลุดทันที

ด้วยคุณลักษณะเด่นของมะนาวแป้นพิจิตรคือ มีขนาดผลใหญ่ จึงทำให้เกษตรกรผู้ปลูกบางรายเข้าใจผิดว่าถึงเวลาเก็บเกี่ยวได้ ฉะนั้นเมื่อเก็บไปส่งขายจึงเกิดความเสียหาย คุณอดิเทพระบุว่า การมองดูขนาดผลอาจยังไม่สามารถตัดสินได้ ควรสังเกตที่ผิวเปลือกก่อนว่าต่อมน้ำมันมีขนาดใหญ่และใสพอหรือยัง อีกประการคือ ถ้าแก่จัดเร็ว เพียงแค่บิดขั้วเล็กน้อย ผลจะหลุดทันที

ดังนั้น ควรมีการฝึกหรือสอนเกี่ยวกับเทคนิคการเก็บที่ถูกต้อง แต่ถ้าต้องถึงขนาดออกแรงดึงแล้วคงยังไม่แก่แน่นอน ทั้งนี้เขาบอกว่าเท่าที่เก็บสถิติขนาดผลมะนาวมา พบว่าได้ขนาดจัมโบ้จำนวนมาก ส่วนขนาดรองลงมามีประปรายเล็กน้อยไม่มาก

ในวงการผู้ปลูกมะนาวทั่วไปมักบอกว่า ในระยะ 1-2 ปีแรก ยังไม่ควรปล่อยให้มีลูก และถ้ามีดอกให้ตัดทิ้ง ด้วยเหตุผลเพราะกลัวว่าต้นมะนาวจะโทรมเร็ว แต่ในความเห็นของคุณอดิเทพคิดตรงข้าม เขากลับมองว่าการปล่อยช่วงเวลาดังกล่าวอาจเกิดการสูญเปล่า และเสียโอกาสทางรายได้

ดังนั้น เขาจึงใช้วิธีให้ปุ๋ยเต็มที่ทุกส่วนของต้น อีกทั้งยังหมั่นดูแลบริเวณโคนต้นให้สะอาดเพื่อให้ปุ๋ยสามารถลงไปที่รากได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว เขาบอกว่าปัจจุบันมีเกษตรกรหลายรายล้วนหันมาใช้แนวนี้กันอย่างกว้างขวางแล้วยังประสบความสำเร็จอีกด้วย

เมินตลาดขายส่ง

เบนเข็มขายตรงร้านอาหาร

แป้นพิจิตรไม่ใช่มะนาวตลาด ดังนั้น เมื่อนำไปขายที่ตลาดผู้รับซื้อมักกดราคา และอาจมีเพียงหน้าร้อนช่วงเดียวในรอบปี ที่ไม่ว่ามะนาวพันธุ์อะไรใครก็รับซื้อหมด

“อย่างช่วงเมษายนที่ผ่านมา โดยธรรมชาติของผลผลิตมะนาวทั่วไปแล้วจะเก็บได้น้อย และที่สวนของผมสามารถเก็บได้สัปดาห์ละ 1-2 พันผล เป็นจำนวนที่ลดลงจากช่วงปกติที่เคยเก็บได้ประมาณ 6-7 พันผล ต่อสัปดาห์”

คราวนี้มาคุยด้านการตลาด คุณอดิเทพบอกว่า ครั้งแรกพยายามจะไปส่งที่ตลาดไทและสี่มุมเมือง บังเอิญช่วงนั้นเป็นฤดูฝนซึ่งมีมะนาวออกสู่ท้องตลาดทั้งจำนวนและสายพันธุ์ดังๆ มาก ทำให้ราคาต่ำ แล้วยิ่งเป็นแป้นพิจิตรด้วยแล้วยิ่งถูกกดราคาทันที มีราคาลูกละไม่ถึงบาทด้วยซ้ำ

จากนั้นเลยตัดสินใจไม่ขาย แล้วมาปรึกษากับผู้ที่ร่วมลงทุนนำไปขายตรงตามร้านอาหาร เพราะฉะนั้นจากราคาผลละไม่ถึงบาท กลับได้ราคาถึงผลละ 2 บาท อีกทั้งขนาดจัมโบ้ยังได้ราคาถึง 3 บาท ต่อผล

คุณอดิเทพเล่าต่อว่า แหล่งขายตรงล้วนเป็นร้านอาหารทั้งสิ้น แต่ละแห่งมักสั่งสัปดาห์ละ 3-4 กระสอบตาข่าย ซึ่งแต่ละกระสอบสามารถบรรจุขนาดจัมโบ้ได้จำนวน 200 ผล ขนาดเบอร์ศูนย์ได้ 250 ผล และขนาดเบอร์ 1 ได้ 300 ผล ทั้งนี้จากข้อมูลตัวเลขที่เก็บสถิติการขายจากเดือนกันยายน 2556 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน ขายมะนาวไปแล้วกว่าแสนผล บอกได้ว่าเป็นตัวเลขที่พอใจและภูมิใจมากที่ทำได้ขนาดนี้

“การปลูกพืชแต่ละชนิด กว่าจะได้ผลผลิตคงต้องใช้เวลานานพอสมควร และความที่ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือเคยจับงานด้านเกษตรมาก่อน อาจจะมองดูว่าช้าไป แต่จากการทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ คอยเฝ้าดูทุกจังหวะของการเจริญเติบโตกระทั่งเมื่อได้ผลผลิต แม้จะดูยังไม่ดีเท่าไร แต่นั่นคงหมายถึงกำลังใจ

ดังนั้น เมื่อเดินเข้ามาในเส้นทางที่ตั้งใจเลือกแล้วคงต้องปรับอะไรอีกหลายอย่าง อาจจะยังไม่ได้รวดเร็วทันใจ แต่จะต้องค่อยทำไปทีละอย่าง เรียนรู้ไปเรื่อยๆ หากเมื่อทำไปแล้วยังไม่ได้คุณภาพหรือปริมาณตามเกณฑ์คงไม่เป็นไร อย่างน้อยยังมีเพดานราคาหรือความต้องการของตลาดเข้ามาช่วยเพื่อประคับประคองให้ไปได้” คุณอดิเทพกล่าวในที่สุด

สนใจต้องการซื้อผลหรือกิ่งพันธุ์มะนาวแป้นพิจิตร ติดต่อได้ที่ คุณอดิเทพ กอวัฒนา โทรศัพท์ (084) 752-6527

 

“สวนมีสุข” อาศรมแห่งดอกขจร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 576

เทคโนโลยีการเกษตร

เอื้องสามปอย

“สวนมีสุข” อาศรมแห่งดอกขจร

ถ้าอยากประสบความสำเร็จหรืออยู่รอด ต้อง “ทำสวน อย่าทำไล่” ทำสวน คือ “สวนกระแส” อย่าไล่ทำตามคนอื่น อะไรแพง อย่าปลูก อะไรถูก ปลูกอย่างนั้น คือแนวคิดที่เกษตรกรชาวบ้านดอนเรือ ตำบลดอนโอง อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด วัย 61 ปี ซึ่งจบการศึกษาเพียงแค่ชั้น ป.4 อย่าง “แม่คำตา โสนะชัย” ค้นพบ และยึดเป็นหลักในการทำเกษตรกรรมมาตลอด 10 ปี หลังจากที่ล้มลุกคลุกคลานกับการทำเกษตรแบบวิ่งไล่ตามคนอื่นมาค่อนชีวิต

การทำเกษตรแบบ “สวนกระแส” ของ แม่คำตา โสนะชัย เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปี ก่อนหน้านี้ เมื่อเห็นว่า “ดอกขจร หรือดอกสลิด” เป็นที่นิยมรับประทาน สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย ทั้ง ไข่เจียวดอกขจร, ต้มจืดดอกขจร, ยำดอกขจร, ผัดดอกขจร, ลวกดอกขจรเคียงน้ำพริก ฯลฯ แต่ไม่ค่อยมีคนปลูก เพราะคิดว่าไปหาเก็บได้ตามป่าเขา จึงให้ลูกชายไปหาต้นพันธุ์จากแหล่งปทุมธานี มาให้ จำนวน 200 ต้น ช่วงแรกที่เริ่มปลูกดอกขจร ก็เจอปัญหาดอกขจรบางต้นไม่ออกดอก บางต้นที่มีดอกก็ไม่ดกเท่าที่ควร จึงเริ่มศึกษาเรียนรู้ เพื่อทำความเข้าใจธรรมชาติของดอกขจรอย่างจริงจัง ทั้งจากหนังสือและคำบอกเล่าของผู้รู้ จนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกดอกขจร

โดย แม่คำตา อธิบายว่า ดอกขจร สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ แต่จะชอบอากาศที่ร้อนและแดดจัดเป็นพิเศษ และเติบโตออกดอกได้ดีมากๆ ในดินร่วนปนทราย และการปลูก 1 ไร่ จะใช้ต้นพันธุ์ทั้งหมด 400 ต้น ใช้ระยะห่างในการปลูก 4 คูณ 4 เมตร ถึงแม้ต้นขจรจะไม่ชอบน้ำมาก แต่ก็ไม่ควรให้ขาดน้ำเลย เพราะจะทำให้ดอกขจรที่ออกมาไม่ดกและใหญ่เท่าที่ควร ฉะนั้นจึงควรรดน้ำให้พอชุ่ม วันละ 1 ครั้ง หลังจากปลูก ประมาณ 3 เดือน ดอกขจรก็จะเริ่มออกดอก และจะออกดอกดกในช่วง 6-8 เดือน ผลผลิตต่อไร่ ประมาณ 10 กิโลกรัม สามารถเก็บได้ทุก 2-3 วัน

นอกจากการพัฒนาสายพันธุ์ให้แข็งแรง ออกดอกดก ปราศจากโรคใบหงิก เพื่อจำหน่าย ในราคาถุงละ 25 บาท (1 ถุง มีประมาณ 2-4 ต้น) แล้ว เคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ดอกขจรของสวนมีสุข ให้ดอกใหญ่และดก นั้นก็คือ การทำค้างดอกขจรนั่นเอง โดยค้างดอกขจร ทำจากไม้ไผ่ผ่าเป็นซีก กว้างประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 2 เมตร นำมาสานกันเป็นลายขัด โดยอาจจะนำตอก (ทำมาจากไม้ไผ่ที่นำมาผ่าให้เป็นเส้นเล็กๆ) มามัดไว้ที่มุมทั้ง 4 ซึ่งจะทำให้แข็งแรงขึ้น จากนั้นนำไม้ไผ่ที่มีความสูง ประมาณ 1.5 เมตร มาทำเป็นเสา ตัดหัวให้เป็นปากแฉก รูปตัว U เพื่อไว้สำหรับพาดไม้ไว้ทำค้าง ขุดหลุมลึก ประมาณ 30-50 เซนติเมตร นำไม้ไผ่ที่ตัดไว้ลงหลุม นำด้านที่เป็นแฉกขึ้น ระยะห่างระหว่างไม้ไผ่ที่นำมาลงหลุม ประมาณ 3 เมตร นำไม้ไผ่มาวางพาดเพื่อเป็นคาน เสร็จแล้วตอกตะปูเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับค้าง ซึ่งค้างดอกขจรควรทำสูงจากพื้น ประมาณ 1 เมตร เว้นระยะห่างของแต่ละค้าง ประมาณ 50 เซนติเมตร เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าไปรดน้ำและเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งค้างที่ทำแข็งแรงดี จะใช้ได้นานถึง 3 ปี จึงจะได้เวลาซ่อมแซมใหม่อีกครั้ง และเนื่องจากต้นขจรไม่มีมือจับค้างเหมือนผักประเภทตำลึง เวลาเกิดเถาจะเลื้อยไปตามพื้นดิน ทำให้ดอกที่เกิดมาได้รับความเสียหายได้ จึงจำเป็นต้องใช้ตอกมัดกับเถาเพื่อให้ยอดขจรเลื้อยขึ้นไปตามค้าง ช่วยพยุงกิ่ง ใบ และลำต้น ให้ตั้งขึ้นรับแสง

นอกจากนี้ สวนมีสุข ยังมีบริการรับปลูกดอกขจรให้ถึงสวนอีกด้วย ในราคาลงทุนปลูกต่อไร่ ที่ประมาณ 30,000 บาท โดยคิดรวมเป็นค่าต้นพันธุ์ ค่าค้างดอกขจร ค่าแรงงานปลูก และรับประกันการตายของต้นกล้าดอกขจรให้ประมาณ 1 เดือน ถ้าต้นพันธุ์ดอกขจรตาย ทางสวนก็จะปลูกชดเชยให้ฟรี

ส่วนราคาขายส่งดอกขจรที่หน้าสวนอยู่ที่ กิโลกรัมละ 100 บาท และขายปลีกที่ตลาดอยู่ที่ กิโลกรัมละ 120 บาท สำหรับตลาดใหญ่ในการส่งดอกขจรของทางสวน ก็คือ ตลาดพรรณรวี ซึ่งจะรับซื้อดอกขจรที่ กิโลกรัมละ 90 บาท ในปริมาณกว่า 100 กิโลกรัม ต่อวัน

และสำหรับผู้สนใจท่านใดที่ต้องการดอกขจรและต้นพันธุ์ แต่ไม่มีรถมารับ ทางสวนมีสุข มีรถรับส่งให้ถึงบ้าน ระยะทางแล้วแต่ตกลงกัน โดยเฉพาะต้นพันธุ์ดอกขจร มีบริการจัดส่งทั่วประเทศ ด้วยไปรษณีย์แบบ EMS ใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน ซึ่งจะส่งไปแบบล้างราก เอาดินออก ผู้รับต้องนำลงดินไปเพาะพันธุ์ อีก 10 วัน ถึงจะนำไปปลูกได้

แม่คำตา พูดถึงหลักการ และคติประจำใจ ที่ยึดมั่นเป็นแนวทางดำเนินชีวิตและทำสวนให้ประสบความสำเร็จ คือ “อย่าทำอะไรเกินตัว ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก อย่าเอาเงินเป็นตัวตั้งในการทำเกษตร เมื่อผลผลิตออกมาดี ทุกอย่างจะดีตามมาเอง” และความสำเร็จของ สวนมีสุข ว่าจริงๆ แล้วไม่ได้อยู่ที่แค่เม็ดเงิน หรือรายได้ที่เข้ามาอย่างเป็นกอบเป็นกำเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่การได้เปิดสวนมีสุขให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ให้เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจเข้ามาเยี่ยมชม ศึกษาเรียนรู้ และนำความรู้ที่ได้จากสวนมีสุขไปพัฒนาสวนของตัวเองได้จริง รวมถึงการเป็นต้นแบบในการสร้างผักเศรษฐกิจตัวใหม่ อย่าง “ดอกขจร” ขึ้นมาในตลาด เรียกได้ว่า สวนมีสุข ถือเป็นแหล่งรวบรวมความรู้เกี่ยวกับการปลูกดอกขจรไว้อย่างครบถ้วนกระบวนความ เปรียบดัง “อาศรมแห่งดอกขจร” เลยก็ว่าได้ และในอนาคต สวนมีสุข จะพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้อย่างครบวงจร มีการขยายพื้นที่แหล่งเรียนรู้ สร้างบ้านพักเพิ่ม จำนวน 3 หลัง เพื่อเป็นแหล่งพักแรมสำหรับคนที่มาศึกษาดูงานที่ สวนมีสุข

ผู้สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชม หรือสั่งซื้อดอกขจรและต้นพันธุ์ดอกขจร ได้ที่ สวนมีสุข บ้านดอนเรือ ตำบลดอนโอง อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด 45230 โทร. (084) 410-1248, (089) 528-6984 Error! Hyperlink reference not valid. http://www.facebook.com/suanmeesuk

ถือคติ “ทำสวน…ไม่ทำไล่” ด้วยหัวใจ คิดต่าง ทางสร้างสรรค์

ใครทำแล้ว ไม่วิ่งไล่ ให้กลับพลัน สลับกัน จับสิ่งใหม่ ให้เลื่องลือ

ปลูก “ดอกขจร” หอมฟุ้งจรุงจิต อีกชื่อ “สลิด” พิศงามอร่ามเหลือง

ไม้ประดับสรรพคุณสุดเมลือง ฟูเฟื่องเรื่องทำยาสารพัน

หลากอาหารจานเด็ดเคล็ดไม่ลับ จับต้ม ผัด แกงทอด ยอดหฤหรรษ์

ทั้งต้นกล้า ยอดอ่อน มีครบครัน พร้อมแบ่งปัน ความรู้ถ้วน “สวนมีสุข”

ประโยชน์ของดอกขจร

ดอก มีกลิ่นหอม (หอมแรงกว่าดอกชำมะนาด หรือกลิ่นของใบเตย) โดยจะหอมมากในช่วงเย็นถึงกลางคืน

คุณค่าทางอาหาร

ยอดอ่อน ผลอ่อน และดอก นำมาทำอาหารได้ เช่น ผักต้ม หรือผักลวกจิ้มน้ำพริก, แกงส้มดอกขจร, ยำดอกขจร เป็นต้น และส่วนที่มีคุณค่าทางอาหารมากที่สุดคือ ส่วนยอดอ่อน มีวิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม และฟอสฟอรัสสูง

สรรพคุณทางยา

ช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน รักษาหวัดที่เกิดจากการตากลมหรืออากาศเย็น ช่วยบำรุงตับ, บำรุงสายตา, เลือด, บำรุงฮอร์โมนของสตรี, ช่วยขับเสมหะ และแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ

ราก เป็นเครื่องยาสมุนไพร ใช้หยอดรักษาตา, ทำให้อาเจียน, ถอนพิษเบื่อเมา ดับพิษได้อีก