ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

“ศรีราชภัฏ” มะละกอสายพันธุ์ใหม่ (ครั่งเนื้อเหลือง) เนื้อกรอบ ผลยาว ร่องตื้น ทนทานโรคจุดวงแหวน ผลงาน ราชภัฏมหาสารคาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


เทคโนโลยีการเกษตร

อำพน ศิริคำ 

“ศรีราชภัฏ” มะละกอสายพันธุ์ใหม่ (ครั่งเนื้อเหลือง) เนื้อกรอบ ผลยาว ร่องตื้น ทนทานโรคจุดวงแหวน ผลงาน ราชภัฏมหาสารคาม

“ส้มตำ” อาหารโปรดของคนอีสาน บางวันรับประทานถึง 3 เวลา เลยทีเดียว แต่มะละกอซึ่งเป็นวัตถุดิบในการทำส้มตำนั้น มักมีข้อจำกัดหรือข้อด้อยหลายประการ อาทิ อ่อนแอต่อโรคจุดวงแหวน (เกิดจากเชื้อไวรัส) ถ้าเป็นแล้วไม่มียารักษาทำให้แคระแกร็น ทำส้มตำไม่อร่อย ผลผลิตต่ำ นอกจากนี้ บางพันธุ์ที่เนื้อกรอบอร่อยแต่ผลเป็นร่องลึก ทำให้ปอกเปลือกยาก เป็นต้น ดังนั้น จึงมีความพยายามที่จะคิดค้นและปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้ลักษณะที่ดีตามต้องการอยู่ในพันธุ์เดียวกัน อย่างเช่น

รศ.ดร. รภัสสา จันทาศรี รองคณบดีคณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และหัวหน้าศูนย์วิจัยมะละกอและพัฒนามะละกอบริโภคสดจังหวัดมหาสารคามและกลุ่มอีสานตอนกลาง

รศ.ดร. รภัสสา ให้ข้อมูลว่า มะละกอสายพันธุ์ครั่งเนื้อเหลือง เกิดจากการกลายพันธุ์มาจากพันธุ์ครั่งเนื้อแดง ที่ปลูกอยู่ในบริเวณสถานีวิจัยพันธุ์พืชเพาะเลี้ยง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม จากการปลูกจำนวน 1,500 ต้น พบว่า มีเนื้อเหลืองเกิดขึ้นเมื่อสุก จำนวน 8 ต้น ไปปลูกทดสอบ ต่อมาพบว่า

“มีลักษณะที่ดีแตกต่างจากพันธุ์ครั่งเนื้อแดงคือ ผิวร่องตื้น ความหนาเนื้อมากและจุดเด่นคือ มีความทนทานต่อการเกิดโรคใบจุดวงแหวนมากกว่าพันธุ์ครั่งเนื้อแดง ซึ่งลักษณะที่ดีทั้ง 3 อย่างนี้ ไม่ปรากฏในพันธุ์ครั่งเนื้อแดง ในขณะที่พันธุ์ครั่งเนื้อแดงมีจุดด้อยคือ ร่องลึกทำให้ปอกเปลือกยาก ปริมาณเนื้อสูญเสียไปกับการปอกเปลือก ความหนาเนื้อน้อยกว่าสายพันธุ์ครั่งเนื้อเหลืองและมีความทนทานต่อโรคใบจุดวงแหวนต่ำ ส่วนลักษณะเด่นอื่นๆ พบว่า มีความเหมือนกันคือ ลูกยาวรี เนื้อกรอบ เมื่อสุกเนื้อไม่เละ เนื้อสีขาวขุ่น รสชาติหวาน และไม่แข็งกระด้าง ผลจากต้นตัวเมียมีลักษณะรูปร่างผลยาวต่างจากมะละกอพันธุ์อื่นๆ คุณภาพของเนื้อเหมาะต่อการบริโภคผลดิบ” รศ.ดร. รภัสสา กล่าว

ลักษณะประจำพันธุ์

- ออกดอกเร็ว ประมาณ 3 เดือน

- ผลดก 90-100 ผล/ต้น

- ผลยาวรี ประมาณ 40 เซนติเมตร

- ผลสุก มีความหวาน 11-12 องศาบริกซ์

- ทนทานต่อโรคไวรัสจุดวงแหวน

- ผลดิบ เนื้อกรอบมาก เหมาะแก่การทำส้มตำ

วิธีการเตรียมดินปลูก

พื้นที่ปลูกไม่ควรเป็นพื้นที่ลุ่มมีน้ำท่วมขัง มีแหล่งน้ำให้น้ำได้ตลอดทั้งปี ดินควรมีความเป็นกรด-ด่าง ประมาณ 5.6-7.0 การเตรียมดินโดยการไถดะ ตากดิน 5-7 วัน แล้วจึงไถพรวนและยกร่องหรือปลูกแบบร่องสวนในพื้นที่ที่น้ำท่วมขัง

เพาะเมล็ดมะละกอให้งอกดี

นำเมล็ดมะละกอมาเพาะในถุงเพาะที่เตรียมไว้โดยการเตรียมดินสำหรับเพาะกล้า โดยการใช้ดินสำหรับเพาะกล้านั้น มีส่วนผสม คือดินร่วน แกลบเผา ทรายหยาบ อัตราส่วน 1:1:1 ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำมาใส่ลงในถุงพลาสติก ขนาด 4×6 นิ้ว หรือ 4×4 นิ้ว ให้เต็ม รดน้ำดินในถุงให้ชุ่ม นำเมล็ดพันธุ์มาหยอดลงในถุง ถุงละ 1-2 เมล็ด ประมาณ 14-20 วัน เมล็ดมะละกอจะเริ่มงอก หลังจากเมล็ดเริ่มงอกแล้ว ดูแลรักษาต้นกล้าประมาณ 30 วัน ก็สามารถย้ายต้นกล้าลงปลูกในหลุมปลูก

การเตรียมหลุมปลูก และการปลูก

1. หลักจากไถพรวนและยกร่องแล้ว ให้ขุดหลุมขนาด 50x50x50 เซนติเมตร ระยะปลูก 3×3 เมตร หรือ 2.5×2.5 เมตร

2. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 2 กรัม ผสมกับดินชั้นล่าง

3. แล้วนำต้นกล้าที่เตรียมไว้ลงปลูก

4. กลบดินให้เป็นลักษณะหลังเต่าเพื่อป้องกันน้ำท่วมขังที่บริเวณโคนต้น

5. คลุมด้วยฟางเพื่อช่วยเก็บรักษาความชื้นในดิน

วิธีการดูแลรักษา

1. การให้น้ำ หลังจากปลูกแล้ว 2 สัปดาห์ ควรให้น้ำวันละ 1 ครั้ง ครั้งละประมาณ 10-15 นาที ในช่วงฤดูฝนควรทำทางระบายน้ำเพื่อป้องกันความชื้นแฉะในดินมากเกินไป จะเป็นสาเหตุให้มะละกอเน่าบริเวณโคนและรากได้

2. การให้ปุ๋ย ให้ปุ๋ยทุกเดือน สูตร 15-15-15 และปุ๋ยคอกตลอดอายุการเจริญเติบโต อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น ช่วงออกดอกเพิ่มปุ๋ยสูตร 0-52-34 อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น และช่วงการพัฒนาการของผล ปุ๋ยสูตร 12-0-43 อัตรา 1 กิโลกรัม/ต้น

3. การกำจัดวัชพืช ไม่ควรใช้จอบกำจัดวัชพืชบริเวณโคนต้น เพราะมะละกอมีรากตื้น อาจทำให้รากที่ใช้ในการหาอาหารได้รับความกระทบกระเทือน แต่ควรกำจัดวัชพืชบริเวณใต้ทรงพุ่มด้วยวิธีการอื่น เช่น เครื่องตัดหญ้า มีดตัดให้สั้น การคลุมโคนต้น ใช้ฟางข้าวคลุมโคนต้นและหมั่นเติมฟางข้าวอยู่เสมอ จะช่วยลดวัชพืชและรักษาความชื้นในดิน

4. การป้องกันกำจัดโรคแมลง ในช่วง 1-2 เดือนแรกหลังปลูก มักพบโรครากเน่าและโคนเน่า จึงควรราดโคนต้นด้วยสารเคมีริดโดมิลหรือเทอร์ราคลอร์ซุปเปอร์-เอ็กซ์ ในช่วงฝนตกชุกก็เช่นเดียวกันจะมีโรครากเน่าโคนเน่าระบาดมาก แม้มะละกอจะออกดอกหรือติดผลแล้ว จึงต้องราดโคนด้วยสารเคมีทุกๆ 15 วัน การหว่านเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าก่อนปลูกและหว่านซ้ำทุกๆ 4 เดือน จะช่วยลดการใช้เคมีลงกว่าครึ่ง การพ่นสารเคมีทางใบเพื่อป้องกันกำจัดแมลงหรือเชื้อรา ต้องระมัดระวัง เนื่องจากใบมะละกออาจไหม้ได้ จึงควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น

วิธีการเก็บเกี่ยว

เริ่มเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 5 เดือน เป็นต้นไป โดยสังเกตผลมีสีผิวเปลี่ยนจากเขียวเป็นเขียวอ่อน หรือเมื่อปรากฏแต้มสีเหลืองบริเวณปลายผล ให้ใช้มีดหรือกรรไกรตัดขั้วผลมะละกอให้ติดต้น แล้วตัดขั้วผลมะละกอที่ยากออกภายหลัง ห้ามใช้มือบิดผล เพราะทำให้ขั้วช้ำและเชื้อราสามารถจะเข้าทำลายทางขั้วที่ติดต้นทำให้ต้นเน่าเสียหายได้

รศ.ดร. รภัสสา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “มะละกอครั่งเนื้อสีเหลืองนี้ ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ได้ขอพระราชทานนามแล้วเพื่อความเป็นสิริมงคล ขณะนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

ท่านที่เคารพครับ !!! จะเห็นว่า มะละกอพันธุ์ศรีราชภัฏนี้มีข้อดีเด่นหลายประการ น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับประชาชนทั่วไปที่จะพิจารณาปลูกเพื่อทำส้มตำ หรือเกษตรกรที่จะปลูกเป็นการค้า เพิ่มรายได้ โดยเฉพาะมีความ “ทนทานต่อโรคจุดวงแหวน” หมายถึงเป็นโรค แต่มีความทนทานและยังให้ผลผลิตต่อเนื่องดีกว่าหลายๆ พันธุ์ จากการเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2551 มีเกษตรกรนำไปปลูกแล้วกว่า 500 คน จำนวนกว่า 20,000 ต้น

ดังนั้น หากท่านใดสนใจ สามารถสั่งซื้อได้ ต้นกล้าต้นละ 10 บาท ส่วนเมล็ดราคาเมล็ดละ 1 บาท ตั้งแต่ 100 เมล็ดขึ้นไป (ส่งทางไปรษณีย์) สอบถามรายละเอียดได้ที่ รศ.ดร. รภัสสา จันทาศรี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เลขที่ 80 ถนนนครสวรรค์ ตำบลตลาด อำเภอเมืองมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคาม โทร. (089) 063-2770

พฤษภาคม 19, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ห้อม…มหัศจรรย์แห่งพืชสีคราม ศูนย์วิจัยฯ แพร่ ขยายผลสู่เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 570


เทคโนโลยีการเกษตร

อภิวัฒน์ คำสิงห์

ห้อม…มหัศจรรย์แห่งพืชสีคราม ศูนย์วิจัยฯ แพร่ ขยายผลสู่เกษตรกร

พืชที่ให้สีตามธรรมชาติมีอยู่มากมาย แต่ปัจจุบันมีพืชที่ให้สีสามารถนำไปย้อมผ้าได้อยู่ 2 ชนิด คือ ห้อม และคราม ซึ่งคนส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่า ห้อม และคราม เป็นพืชชนิดเดียวกัน แต่แท้จริงแล้วพืชทั้งสองชนิดเป็นพืชที่มีความแตกต่างกัน สังเกตได้ง่าย คือ ต้นห้อม จะเป็นไม้พุ่ม ลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 1 เมตร มีใบเป็นใบเดี่ยวเรียงตรงกันข้ามรูปวงรี ขอบหยักเป็นฟันเลื่อยละเอียด จะออกดอกสีม่วงตามซอกใบและกิ่ง รูปทรงคล้ายระฆัง ชอบขึ้นในสภาพพื้นที่ที่มีอากาศเย็นและมีความชื้นสูง โดยเฉพาะใกล้แหล่งน้ำ ส่วนต้นคราม จะมีใบเป็นใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับใบย่อรูปรี คล้ายใบพืชตระกูลถั่ว

ห้อม สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดใบใหญ่ จะมีลักษณะใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว การจัดระเบียบของใบที่ติดอยู่ตามลำต้นเป็นแบบตรงกันข้ามตั้งฉากกัน โดยแต่ละคู่ของใบในข้อหนึ่งอยู่ในแนวตั้งฉากกับคู่ของใบอีกข้อหนึ่ง ก้านใบยาว ประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร แผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปไข่กลับ ขนาดใบกว้าง ประมาณ 6.2-8.3 เซนติเมตร ยาว 18.2-24 เซนติเมตร การจัดเรียงเส้นใบเป็นแบบร่างแหรูปขนนก รูปร่างของใบเป็นแบบใบหอกกลับ ปลายใบแหลม โคนใบเรียวแหลม ขอบใบเป็นหยักฟันเลื่อยละเอียด ส่วนห้อมชนิดใบเล็ก มีลักษณะของใบคล้ายกับชนิดใบใหญ่ แต่ขนาดจะเล็กกว่า ขนาดใบกว้าง ประมาณ 3.2-3.9 เซนติเมตร ยาว 12-15 เซนติเมตร

ดอก มีแกนกลางยาว ดอกย่อยมีก้านดอกย่อยยาว ดอกที่บานก่อนอยู่โคนช่อ เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีการจัดเรียงส่วนต่างๆ ของดอกแบบไม่ได้สัดส่วน ดอกเป็นช่อ มีใบประดับ กลีบดอกสีม่วงอ่อนถึงม่วงเข้ม มีจำนวนกลีบ 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูปกระดิ่ง ตรงโคนเป็นหลอด โค้งเล็กน้อย ปลายบานออกคล้ายแตร ขณะดอกตูมปลายกลีบเชื่อมติดกัน

ปัจจุบัน ทั้งคราม และห้อม เป็นพืชที่ชาวบ้านในเขตพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานนำลำต้นและใบมาใช้ประโยชน์ โดยการนำไปหมักในน้ำตามกรรมวิธีที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ จนได้เนื้อห้อม ซึ่งเมื่อนำไปย้อมผ้าขาวจะทำให้ได้ผ้าสีกรมท่า ที่เรียกว่า “ผ้าหม้อห้อม” ที่มีความทน เนื้อผ้ามีน้ำหนักเบา สวมใส่สบาย ไม่ร้อนและไม่เปื้อนง่าย ซึ่งปัจจุบันได้รับการพัฒนารูปแบบให้หลากหลายและทันสมัย โดยนำไปผ่านกรรมวิธีฟอกสีคล้ายผ้ายีนส์ ก่อนนำไปตัดเย็บเป็นเสื้อ กางเกง แบบเรียบง่าย จำหน่ายในราคาที่ไม่แพงเกินไป

จากความต้องการผ้าหม้อห้อมที่มีเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ปริมาณต้นห้อมในธรรมชาติลดน้อยลง ทำให้ไม่สอดคล้องกับการค้าขายเสื้อผ้าหม้อห้อม โดยเฉพาะวัตถุดิบจากต้นห้อมที่นำมาใช้ย้อมผ้า ทำให้มีการนำครามหรือสารเคมีมาใช้ย้อมผ้าทดแทนห้อม ส่งผลกระทบต่อผู้สวมใส่ที่แพ้สารเคมี ส่วนน้ำย้อมที่เหลือจากการย้อมผ้าปล่อยทิ้งไปในธรรมชาติ ทำให้สภาพแวดล้อม ดิน น้ำใต้ดิน เสื่อมคุณภาพ ดังนั้น ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ จึงได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบพันธุ์ห้อมที่มีความเหมาะสมกับการเจริญเติบโตในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เพื่อขยายผลให้เกษตรกรในพื้นที่ปลูกและนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในการใช้ย้อมผ้าหม้อห้อม ที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด ดังคำขวัญที่ว่า “หม้อห้อม ไม้สัก ถิ่นรักพระลอ ช่อแฮศรีเมือง ลือเลื่องแพะเมืองผี คนแพร่นี้ใจงาม”

คุณประนอบ ใจอ้าย นักวิชาการชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ เล่าให้ฟังว่า พื้นที่ปลูกห้อมที่สำคัญของจังหวัดแพร่ ได้แก่ ตำบลนาตอง น้ำจ้อม น้ำก๋าย นาคูหา แม่ลัว ห้วยม้า เมือง ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ในแต่ละวันผู้ประกอบการในพื้นที่มีความต้องการห้อมสด ประมาณ 400-600 กิโลกรัม ต่อวัน โดยราคาจำหน่าย กิโลกรัมละ 10-12 บาท ซึ่งสวนทางกับปริมาณพื้นที่การผลิตที่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการได้ เนื่องจากเป็นพืชป่าที่ชอบขึ้นในสภาพอากาศเย็น จึงมีข้อจำกัดด้านพื้นที่เพาะปลูกที่เหมาะสม ดังนั้น ศูนย์จึงทำการวิจัยเปรียบเทียบห้อมที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เพื่อจะนำไปส่งเสริมให้กับเกษตรกรปลูกเป็นอาชีพทำกินที่มีความยั่งยืน

“การเปรียบเทียบพันธุ์ห้อมที่ให้ผลผลิตสูงและมีความเหมาะสมกับพื้นที่ภาคเหนือ ได้วางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Blok 6 กรรมวิธี 4 ซ้ำ โดยมีสายพันธุ์ห้อมที่ใช้เปรียบเทียบทั้งหมด 6 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ใบใหญ่ ได้แก่ แพร่ เชียงราย เชียงใหม่ และพะเยา ส่วนชนิดใบเล็กมีพันธุ์นาตอง และเชียงคำ

ขั้นตอนการขยายพันธุ์ห้อมชนิดใบใหญ่และใบเล็กเชิงพาณิชย์ทำได้ง่าย เลือกวิธีการปักชำกิ่ง เพราะเป็นวิธีที่ง่ายและลงทุนน้อย ได้ผลดีที่สุด โดยนำกิ่งห้อม ความยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร ที่มีข้อปล้องด้านล่าง ประมาณ 1 ข้อ ไปชำไว้ในกระบะปูนที่มีส่วนผสมของวัสดุปลูก คือ ดินและแกลบดำ อัตราส่วน 1 ต่อ 1 ใช้เวลาประมาณ 14 วัน รากจะเริ่มออกมาตามข้อกิ่ง จากนั้นนำกิ่งชำที่มีรากสมบูรณ์ลงแปลงปลูก

ส่วนแปลงปลูกจะไถเตรียมดิน 2 ครั้ง ครั้งแรก ไถตากดินทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ ครั้งที่สอง ไถผสมปุ๋ยคอกมูลวัวผสมกับดินในอัตราส่วน 1 ตัน ต่อไร่ พร้อมกับขึ้นแปลงภายใต้โรงเรือนที่พรางแสง ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ โดยแต่ละแปลงมีความกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร

เมื่อเตรียมแปลงเสร็จเรียบร้อย นำกิ่งชำที่มีรากลงแปลง โดยใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 60 เซนติเมตร ระหว่างต้น 50 เซนติเมตร (ระยะที่เหมาะสม ให้ผลผลิตสูง) ภายในโรงเรือนต้องให้มีความชุ่มชื้นอยู่ตลอด แต่ไม่ถึงขนาดน้ำขังในแปลง ซึ่งการให้น้ำจะใช้ระบบมินิสปริงเกลอร์ เปิดสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง (เช้า-เย็น) ครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมง แต่หากในช่วงต้นเล็ก ให้วันเว้นวัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและฤดูกาล เสริมปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 และ 46-0-0 เดือนละ 1 ครั้ง”

หลังจากปลูกต้นห้อมลงแปลงแล้ว การปฏิบัติดูแลต้นห้อมที่ต้องทำคือ การให้ปุ๋ย ให้น้ำ ตามกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ จนกว่าอายุต้นห้อมครบ 6 เดือน ต้นห้อมจะพร้อมให้เก็บผลผลิต ซึ่งน้ำหนักเฉลี่ยต่อไร่ที่เกษตรกรจะได้ประมาณ 1,254.4 กิโลกรัม ซึ่งการเก็บเกี่ยวผลผลิตจะใช้วิธีตัดกิ่ง ก้าน ใบ และยอด ความยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร จากยอดลงไป

เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรก ภายในแปลงจะมีตอต้นแม่ สามารถบำรุงโดยการใส่ปุ๋ย รดน้ำต่ออย่างสม่ำเสมอ ประมาณ 4-6 เดือน ต้นห้อมจะแตกใบชุดใหม่ออกมาให้เก็บเกี่ยวผลผลิตในรอบถัดไป ซึ่งปริมาณน้ำหนักจะได้เท่ากับรอบแรกที่เก็บเสมอ เวลายาวนานกว่า 10 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแล

“ห้อมสดที่ได้จากการเก็บเกี่ยวจะถูกนำมาผ่านกรรมวิธีหมักเพื่อผลิตเนื้อห้อม โดยขั้นตอน คือ นำห้อมสด 1 กิโลกรัม ไปแช่ในน้ำสะอาด 10 ลิตร ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 คืน นำเอาเศษกิ่งก้านใบห้อมทิ้ง แล้วนำน้ำที่หมักได้ไปกรองด้วยผ้าขาวบาง พร้อมกับเติมปูนขาว 120 กรัม ลงในน้ำที่ได้ จากนั้นตีน้ำห้อมด้วยชะลอมจนเกิดฟองสีน้ำเงิน ทำจนกระทั่งฟองยุบตัวลงจึงหยุด และตั้งทิ้งไว้ให้เกิดตะกอน กรองด้วยผ้าขาวบางอีกครั้ง ก็จะได้เนื้อห้อมที่สามารถนำไปใช้ย้อมผ้าหม้อห้อมได้

ห้อม เป็นพืชที่ให้สีที่เกี่ยวข้องกับวิถีและวัฒนธรรมการแต่งกายประจำท้องถิ่นของชุมชนในหลายจังหวัดในเขตภาคเหนือ ซึ่งปัจจุบันการย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และกระจายรายได้ในชุมชน ทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ จนมีการพัฒนาส่งออกผลิตภัณฑ์ผ้าหม้อห้อมไปต่างประเทศ”

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่ โทรศัพท์ (054) 556-526, (054) 521-387 คุณประนอบ ใจอ้าย ในวัน เวลา ราชการ

พฤษภาคม 19, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

“ข้าราชการวันธรรมดา ชาวนาวันหยุด” เสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าฯ อุดรธานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046010257&srcday=2014-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 568


เทคโนโลยีการเกษตร

รัตนา สุขสกุล

“ข้าราชการวันธรรมดา ชาวนาวันหยุด” เสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าฯ อุดรธานี

ทุกวันนี้ชาวนาทำงานเหนื่อยยาก เพราะเกษตรกรทำการเกษตรแบบขาดทักษะการเกษตร ทั้งนี้ เกษตรกรไทยยังเน้นการปลูกพืชเชิงเดี่ยวให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดเพียงอย่างเดียว ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าแมลงและสารเคมีอย่างเข้มข้น ซึ่งส่งผลกระทบให้ระบบนิเวศดิน น้ำ ป่าไม้ เสียความสมดุล ผลผลิตไทยจึงมีราคาต่ำลงเรื่อยๆ 

ส่งผลทำให้คนรุ่นใหม่ไม่อยากทำการเกษตร ขายที่นาจนไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง และกลายเป็นเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีความสามารถในการจัดการไร่นา ทั้งนี้ ยังทำให้ไม่มีอำนาจต่อรองในระบบตลาด ส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญวิกฤตการขาดแคลนเกษตรกร

จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างเกษตรกรแบบมืออาชีพที่มีความสามารถจัดสรรพื้นที่ของตนให้เกิดประโยชน์สูงสุดตลอดทั้งปี โครงการ 1 ไร่ 1 แสน จึงเป็นโครงการที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี คุณเสนีย์ จิตตเกษม ได้ดำเนินการขึ้นในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี

ด้วยเล็งเห็นความสำคัญ เพื่อที่จะก้าวพ้นยุคชาวนาทุกข์ยากไปให้ได้ จึงได้ทดลองประยุกต์องค์ความรู้ อันได้แก่ เกษตรทฤษฎีใหม่ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และหลักการ 1 ไร่ 1 แสน เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่เห็นคุณค่าของโครงการ

ทั้งนี้ผู้ว่าฯ เสนีย์ ได้มีการนำร่อง โดยเนรมิตที่นาส่วนตัวทำการเกษตรแบบ 1 ไร่ 1 แสน เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรที่สนใจได้เข้ามาเรียนรู้ หาประโยชน์จากที่นาของผู้ว่าฯ เสนีย์ บนพื้นที่กว่า 16 ไร่

หัวใจหลักของการทำการเกษตร 1 ไร่ 1 แสน คือการใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยที่นา 16 ไร่ ของผู้ว่าฯ เสนีย์ จัดสรรพื้นที่สำหรับตั้งเป็นโรงเรือนและที่อยู่อาศัย ร้อยละ 10 นาข้าว ร้อยละ 12 ปลูกผักปลอดสารพิษและมะนาวนอกฤดู ร้อยละ 42 ขุดสระเพื่อกันน้ำไว้ใช้หน้าแล้งและเลี้ยงปลา ร้อยละ 36 นอก

จากนี้ การเตรียมที่ดินและสภาพดินให้พร้อมก็เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง โดยที่นาของผู้ว่าฯ เสนีย์ มีการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ คือปุ๋ยอินทรีย์ที่ผ่านกระบวนการหมักกับน้ำสกัดชีวภาพ เพื่อที่จะช่วยในการบำรุงดิน ปรับให้ดินมีชีวิต มีต้นหญ้า มีไส้เดือน ซึ่งจะทำให้ดินสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งนี้ การบำรุงดูแลอย่างสมดุล จะช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง ในดินและน้ำ ปรับโครงสร้างของดินให้ร่วนซุย อุ้มน้ำ พืชสามารถดูดซึมไปใช้ได้ โดยไม่ต้องใช้พลังงานมากเหมือนการใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์

สิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยคือ การกำจัดศัตรูพืช ที่นาของผู้ว่าฯ เสนีย์ เน้นการกำจัดศัตรูพืชอย่างชีวภาพ นอกจากจะลดต้นทุนทำใช้เองได้ ยังปลอดภัยกับชีวิตของเกษตรกรอีกด้วย

สุดท้าย การหาช่องทางการทำตลาดเพื่อจะได้จำหน่าย ถือเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนล่วงหน้าเพื่อให้พืชผักออกผลผลิตในช่วงที่ตลาดต้องการ เช่น ให้มะนาวออกผลในฤดูแล้ง หรือให้ผักทันขายในช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น ตรุษจีน กินเจ ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าของผลผลิตได้มาก

แนวคิด 1 ไร่ 1 แสน บนที่นาตัวอย่างของผู้ว่าฯ เสนีย์ การบริหารพื้นที่ 1 ไร่ เพื่อให้เกิดรายได้ 1 แสน โดยแบ่งที่นาออกเป็น 4 ส่วน

ส่วนที่หนึ่ง คือคันนาขนาดความกว้าง 1.5 เมตร เพื่อปลูกพืชประกอบ เช่น พริก มะนาว มะรุม โดยพืชที่ปลูกบนคันนาจะสามารถสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกร เมื่อเหลือจากการขายก็สามารถทำเป็นสมุนไพรเพื่อใช้กำจัดศัตรูพืช

ส่วนที่สอง คือขุดร่องสำหรับทำประมง เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงหอย ซึ่งมูลสัตว์เหล่านี้จะกลายเป็นปุ๋ยให้แก่ข้าว

ส่วนที่สาม คือพื้นที่สำหรับการปลูกข้าว

ส่วนที่สี่ คือพื้นที่เลี้ยงเป็ดไข่ และปล่อยเป็ดไปหากินตามแปลงนา

ผู้ว่าฯ เสนีย์ กล่าวว่า เนื่องจากสภาพปัญหาปัจจุบัน เกษตรกรประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ทั้งด้านพันธุ์พืช ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช น้ำมัน รวมไปถึงรายได้ต่อครัวเรือนที่ไม่พอกับรายจ่ายของครอบครัว ส่งผลให้เกษตรกรมีหนี้ต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้น อีกทั้งปัญหาด้านพื้นที่การทำเกษตรลดลงจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและชุมชน

“จึงเล็งเห็นความสำคัญของโครงการ 1 ไร่ 1 แสน จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้ได้ เพื่อช่วยเกษตรกรที่มีพื้นที่จำกัด สามารถทำการเกษตรเพื่อมีอาหารไว้บริโภคในครัวเรือน และเป็นช่องทางเพิ่มรายได้ให้มากกว่าการทำนาแบบดั้งเดิม ที่มีเฉพาะอาหารไว้บริโภคในครัวเรือน แต่การทำแบบ 1 ไร่ 1 แสน จะสามารถนำผลผลิตไปแจก ไปขาย นอกจากจะเพิ่มรายได้แล้ว ยังสร้างความมั่นคงด้านอาหารได้อีกด้วย” ผู้ว่าฯ เสนีย์ กล่าว

นอกจากพืชที่มีความจำเป็นต่อการยังชีพ ผู้ว่าฯ เสนีย์ ยังมีการปลูกเมล่อนญี่ปุ่น มะเขือเทศราชินี เพื่อตอบโจทย์กลุ่ม niche market โดยทำปุ๋ยใช้เองทั้งหมด

แม้ว่านาตัวอย่างจะมีพื้นที่ไม่มากนัก แต่ก็แน่นไปด้วยความรู้

โครงการนี้ถือว่าประสบความสำเร็จในเรื่องการมอบความรู้ให้กับประชาชนที่สนใจ มิใช่เฉพาะเกษตรกร แต่ยังรวมไปถึงข้าราชการและอาชีพอื่นๆ ตามคอนเซ็ปต์ของผู้ว่าฯ เสนีย์ “ข้าราชการวันธรรมดา ชาวนาวันหยุด”

โดยคาดหวังว่าในอนาคต จะมีการวิจัยเพื่อต่อยอดโครงการเพื่อเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด เกษตรกรส่วนใหญ่มักคิดว่าจะต้องมีพื้นที่จำนวนมาก จึงจะทำการเกษตรได้ แต่ปัญหาสำคัญของพื้นที่ภาคอีสานคือเรื่องดิน จำเป็นต้องแบ่งพื้นที่เพื่อขุดบ่อ เพราะสุดท้ายแล้วเราจะได้ประโยชน์มากมายจากแหล่งน้ำ

นอกจากนี้แล้ว ผู้ว่าฯ เสนีย์ ยังให้ข้อแนะนำเพิ่มอีกว่า หากชาวบ้านยังบริหารเงินที่ได้จากแหล่งเงินทุนไม่ถูกวิธี ชาวบ้านส่วนใหญ่มักจะนำเงินไปใช้หนี้เก่า ทำให้ต้นทุนการทำเกษตรลดลง ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญ การจะประสบความสำเร็จในการทำการเกษตรได้นั้น

1. เริ่มจากความคิด ตั้งใจ ปณิธานให้แน่วแน่ในการเผชิญภัยธรรมชาติ ทั้งสัตว์และโรคร้าย

2. มีสติ สมาธิ ในการแก้ปัญหา

3. เมื่อเจอปัญหาอย่าถอย หากมีฐานความคิดที่ดี เชื่อว่าอาชีพเกษตรกรรมเหล่านี้จะยั่งยืนในอนาคต

สำหรับผู้สนใจต้องการจะศึกษาตัวอย่างของ ไร่สวนเงินเวียนมา ชาวนาเงินล้าน เพื่อเป็นแนวทางการทำการเกษตร เดินทางมาได้ หาความรู้ด้วยตนเองที่ เลขที่ 333 หมู่ที่ 1 บ้านนากว้าง ตำบลนากว้าง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เบอร์โทร. (087) 136-0005

สหกรณ์อุดร ปลูกฝังเกษตรกร ทำไร่ทฤษฎีใหม่

หากพูดถึงเกษตรกรรม คงมีปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรค แมลง ราคาพืชผลการเกษตรที่ต่ำ และไม่ได้คุณภาพ ถึงขั้นเสียเงินทองมากมาย เป็นบ่อเกิดในการขาดทุนทรัพย์และหนี้สินท่วมตัวให้กับเกษตรกร และเป็นปัญหาใหญ่ที่ให้เกษตรกรเหล่านี้หาวิธีต่างๆ เพื่อก้าวพ้นปัญหา แต่ละคนมีวิธีบรรเทาหนี้สินของตัวเองแตกต่างกัน บางรายถึงขั้นขายที่ดิน และไม่ทำอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งปัญหาเหล่านี้ทำให้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นปัญหาของการเกษตร ที่มีความยากจน และมีปัญหาแก้ได้ยาก ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรส่วนใหญ่ ทำให้เกิดแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงขึ้น และแนวคิดนี้เป็นที่มาของการทำการเกษตรในการใช้หลัก “เกษตรทฤษฎีใหม่” โดยเป็นการจัดสรรที่ดินสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่มีพื้นที่การเกษตรจำนวนน้อย

คุณพยอม สวัสดี นักวิชาการสหกรณ์ชำนาญการพิเศษ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเป็นจุดเริ่มต้นการทำโครงการ 1 ไร่ 1 แสน เพราะต้องการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เกษตรกรเป็นหนี้มาก โดยโครงการนี้เริ่มทดลองทำครั้งแรกที่บ้านหนองแต้ อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้นำความรู้ที่ได้ กลับไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยในพื้นที่ 1 ไร่

โครงการ 1 ไร่ 1 แสน นับเป็นปีที่ 3 แล้ว แต่ที่จังหวัดอุดรธานี เริ่มเมื่อปีที่ผ่านมา สหกรณ์จังหวัดอุดรธานี ได้เข้าร่วมฟังสัมมนา เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการเกษตร ที่ทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจัดขึ้น ซึ่งได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาบรรยายภายในโครงการและให้ความรู้ เล่าถึงประสบการณ์ที่ได้ไปทดลองการใช้ชีวิตในการทำโครงการนี้มา สหกรณ์จังหวัดอุดรธานีเล็งเห็นว่า หากนำเอาเรื่องเหล่านี้ที่ได้ไปศึกษาและชี้แนวทางให้กับเกษตรกรถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก

ต่อมาทางสหกรณ์จังหวัดอุดรธานี ได้เชิญ อาจารย์เสถียร ทองสวัสดิ์ มาให้ความรู้กับสมาชิกสหกรณ์ของทางจังหวัด แล้วคัดเอาเกษตรกร 7 คน ที่มีความพร้อมในผืนดินของตนเอง ทั้งด้านดินที่อุดมสมบูรณ์และน้ำที่มีใช้ในการเกษตรตลอดทั้งปี นำไปเรียนรู้ที่ศูนย์เกษตรกรที่จังหวัดอุบลราชธานีเป็นเวลา 3 วัน ซึ่งการเรียนรู้ครั้งนี้ เรียนตามหลักสูตรหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยอยู่กินที่ศูนย์การเรียนรู้ แบบว่าปลูกกระต๊อบอยู่ที่นั่นเลยก็ว่าได้ ถึงขั้นได้ความรู้ที่แน่นพอสมควร ซึ่งปัจจุบันเกษตรกร 7 คน เหล่านี้ ได้ลงมือทำการเกษตรตามโครงการนี้แล้ว

การจัดสรรพื้นที่เกษตร 1 ไร่ 1 แสน 

ก่อนลงมือทำการเกษตร ต้องคำนึงและสำรวจถึงปัจจัยต้นทุนที่มีอยู่ก่อน เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำการเกษตร เพื่อที่จะจัดสรรให้เป็นระบบ โดยหัวใจของการทำเกษตร 1 ไร่ 1 แสนนี้ พื้นที่จะมีจำนวนจำกัด เราจึงต้องคำนึงถึงพื้นที่ส่วนต่างๆ ให้มีความเหมาะสมและเป็นประโยชน์ที่สุด โดยมีการจัดสรรแปลงนา ขนาด 1 ไร่ ออกเป็น 4 ส่วน

ส่วนแรก เป็นคันนา ขนาดกว้าง 1.5 เมตร ไว้สำหรับปลูกพืช ประกอบรวมกัน เช่น พริก มะนาว โดยพืชที่ปลูกบนคันนาจะสามารถสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร เมื่อเหลือจากการขายสามารถทำเป็นพืชสมุนไพร และป้องกันศัตรูพืชได้

ส่วนที่สอง ขุดร่องน้ำสำหรับทำประมง เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงกบ เลี้ยงหอย ซึ่งมูลสัตว์เหล่านี้จะสามารถเป็นปุ๋ยแก่ข้าวได้

ส่วนที่สาม พื้นที่สำหรับปลูกข้าว ซึ่งข้าวที่แนะนำ คือ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และหอมนิล เพราะข้าวสองพันธุ์นี้มีราคาสูง

ส่วนที่สี่ คือพื้นที่เลี้ยงเป็ดไข่ จะปล่อยเป็ดไปหากินตามแปลงนา ชาวนาจะปรับสภาพดินโดยใช้จุลินทรีย์ แล้วทำระบบนิเวศใหม่ให้เหมาะสมกับการเกิดแพลงก์ตอนในนาข้าว ถ้าทำได้ จะทำให้เกิดสาหร่ายสีเขียวที่มีประโยชน์ในนาข้าวเป็นจำนวนมาก สัตว์น้ำพวกกุ้ง หอย ปู ปลา ก็ปล่อยให้กินกันเอง และเมื่อให้ปุ๋ยกับต้นข้าว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ จะมีแมลงปอมาวางไข่เป็นจำนวนมาก ซึ่งทำหน้าที่กำจัดแมลงศัตรูพืชได้เป็นอย่างดี

โดยโครงการ 1 ไร่ 1 แสน ที่จังหวัดอุดรธานีนี้ เริ่มต้นมีทั้งหมด 7 ราย แต่มีเกษตรกร 1 ราย ที่ได้ออกจากโครงการเพราะที่ดินเกษตรไม่เหมาะสม และขณะนี้สหกรณ์จังหวัดอุดรธานี กำลังดำเนินโครงการต่อไปเรื่อยๆ ยังมีเกษตรกรรุ่นต่อไปศึกษาองค์ความรู้ต่างๆ ในการทำโครงการ 1 ไร่ 1 แสน

ต่อมา คุณเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เกิดความสนใจ เนื่องจากเวลาสัมมนา อาจารย์อดิศร พวงชมภู ได้เข้าพบพูดคุยกับผู้ว่าฯ เสนีย์ บ่อยครั้ง ซึ่งประจวบเหมาะกับ ผู้ว่าฯ เสนีย์ ชอบเรื่องการเกษตรอยู่แล้ว จึงเป็นการเริ่มต้นของนา 1 ไร่ 1 แสน ของผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี

เมษายน 30, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

อ.ส.ย. เปิดคลังความรู้เรื่องยาง ในงานวันยางพาราบึงกาฬ (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05051010257&srcday=2014-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 568


เทคโนโลยีการเกษตร 

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

อ.ส.ย. เปิดคลังความรู้เรื่องยาง ในงานวันยางพาราบึงกาฬ (ตอนจบ) 

องค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) ได้เปิดศูนย์เรียนรู้ด้านยางพาราสัญจร ในงานมหกรรมวันยางพาราบึงกาฬ 2556 (Rubber Day 2013) ระหว่างวันที่ 12-15 ธันวาคม 2556 ณ ศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ โดย คุณสมศักดิ์ งามประดิษฐ์ หัวหน้างานวิชาการขององค์การสวนยาง เป็นวิทยากรบรรยาย ในหัวข้อ “การจัดการสวนยางแบบยั่งยืน” 

การปลูกซ่อม-ตัดแต่งกิ่ง 

ต่อจากฉบับที่แล้ว คุณสมศักดิ์ งามประดิษฐ์ ได้แนะนำเทคนิคเรื่องการปลูกยาง เมื่อเกิดปัญหาต้นยางตาย ก็ต้องปลูกซ่อมยางใหม่ ซึ่งจุดประสงค์หลักของการปลูกซ่อมยางคือ ทำให้สวนยางไม่มีหลุมว่าง ช่วยให้ต้นยางเจริญเติบโตสม่ำเสมอกันทั่วทั้งแปลง และมีจำนวนต้นยางที่ได้ขนาดเปิดกรีดมากขึ้น เพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มาก คุณสมศักดิ์กล่าวว่า ปัจจัยที่สำคัญให้ได้รับความสำเร็จ ได้แก่ วัสดุปลูก ระยะเวลาปลูกซ่อม สภาพภูมิอากาศ

ข้อปฏิบัติสำหรับการปลูกซ่อม เริ่มจากคัดเลือกยางชำถุง ขนาด 1-2 ฉัตรใบแก่ ไม่เป็นใบเพสลาด กำหนดเวลาปลูกซ่อม ปีที่ 1 ระยะ 1 เดือน (ควรดำเนินงานในช่วงต้นฤดูฝน) ระยะ 3 เดือน (ช่วงกลางฤดูฝน) จะต้องรีบดำเนินการซ่อมให้เสร็จภายในระยะเวลา 1 เดือน หลังปลูก วิธีปฏิบัติเช่นเดียวกับการปลูกยาง ส่วนปีที่ 2 (ดำเนินงานในช่วงต้นฤดูฝน) ใช้ยางชำถุงขนาดใหญ่ วิธีการปฏิบัติคือ ใช้วัสดุปลูกที่เตรียมไว้ล่วงหน้า การปลูกต้นยางระยะนี้จะต้องเร่งปุ๋ยให้ต้นยางพอสมควร

วิธีการปฏิบัติการปลูกซ่อม ควรเตรียมวัสดุปลูกซ่อมไว้ให้เพียงพอ และพร้อมที่จะปลูกซ่อมทันที ควรปลูกซ่อมต้นยางในฤดูฝน หลีกเลี่ยงการปลูกซ่อมในช่วงปลายฤดูฝน ใช้วัสดุปลูกเหมาะสมกับอายุ และขนาดต้นยางในแปลงปลูก วัสดุปลูกซ่อมจะต้องมีสภาพสมบูรณ์ เพื่อให้ต้นยางเจริญเติบโตได้ดี ควรตรวจสอบแปลงปลูกยางอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นยางตายหรือแคระแกร็น ควรจะปลูกซ่อมได้ทันเวลา

หลังจากต้นยางเติบโตขึ้น เกษตรกรควรตัดแต่งกิ่ง บริเวณลำต้น ปราศจากกิ่งก้านและปุ่ม เพื่อให้มีพื้นที่หน้ากรีดยางสูงขึ้น เหมาะที่จะใช้กรีดยางได้ไม่น้อยกว่า 20 ปี ขณะเดียวกันเป็นการเพิ่มพื้นที่ใบให้มากขึ้น ช่วยการสังเคราะห์แสงปรุงอาหารได้มากขึ้น มีผลทำให้ขนาดลำต้นโตเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังทำให้ทรงพุ่มของต้นยางอยู่ในสภาพที่สมดุล ไม่เอนเอียงไปด้านหนึ่งด้านใด

วิธีการปฏิบัติ สำหรับต้นยางอายุ 2-3 ปี ให้ตัดกิ่งแขนงให้ชิดลำต้นในระดับต่ำกว่า 2.5 เมตร ส่วนต้นยางอายุ 3-5 ปี ตัดแต่งกิ่งรักษาพุ่มใบไม่ให้หนาเกินไป

ทั้งนี้ การตัดแต่งกิ่งควรทำตั้งแต่อายุต้นยางไม่เกิน 1 ปี ตัดแต่งกิ่งให้ชิดลำต้น ไม่ควรโน้มต้นยางลงมาตัด เพราะจะทำให้เปลือกแตกและหักได้ ใช้มีดหรือกรรไกรที่มีความคมตัดแต่งกิ่ง

การกำจัดวัชพืชในสวนยาง 

นอกจากนี้ เกษตรกรควรใส่ใจเรื่องการกำจัดวัชพืช เพื่อทำลายวัชพืชที่ขัดขวางการเจริญเติบโตของต้นยาง ช่วยให้ต้นยางโตสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันยังช่วยทำลายที่อาศัยของโรค แมลงศัตรูพืช ทั้งนี้ ควรกำจัดวัชพืชก่อนใส่ปุ๋ยบำรุง เพื่อไม่ให้วัชพืชแย่งน้ำ อาหาร และแสงแดด

ทุกวันนี้ วัชพืชที่สำคัญที่พบในสวนยางแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ

1. วัชพืชฤดูเดียว ซึ่งเป็นวัชพืชกลุ่ม ใบแคบ เช่น หญ้านก ตีนกา หญ้าใบไผ่ ส่วนกลุ่มใบกว้าง เช่น หญ้าสาบแร้งสาบกา

2. วัชพืชข้ามปี แบ่งเป็นกลุ่มใบแคบ เช่น หญ้าคา หญ้าขจรจบยอดเหลือง และกลุ่มใบกว้าง เช่น หญ้าสาบเสือ หญ้าขี้ไก่ย่าน

3. เฟิร์น เช่น ใบยอดอ่อนย่านลิเภา ผักกูด สามร้อยยอด

ทั้งนี้สามารถกำจัดวัชพืชได้หลายวิธีคือ การใช้สารเคมีฉีดพ่น การไถพรวน การใช้แรงงานคน ถากหรือดายหญ้า การใช้วัสดุคลุมดิน การปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่ว

สำหรับวัชพืชทุกชนิด (ยกเว้นหญ้าคา) เกษตรกรนิยมใช้สารพาราควอต (27.6% เอสแอล) ปริมาณ 400 มิลลิลิตร ใช้ผสมน้ำสะอาด อัตรา 50 ลิตร ต่อไร่ ใช้กำจัดวัชพืชใบแคบและใบกว้าง พ่นวัชพืชอายุน้อย ระวังอย่าให้สัมผัสส่วนยอดหรือส่วนที่มีสีเขียวของพืชปลูก

ส่วนวัชพืชใบแคบ นิยมใช้สารไกลโฟเซต (48% เอสแอล) ปริมาณ 200 มิลลิลิตร ใช้ผสมน้ำสะอาด อัตรา 50 ลิตร ต่อไร่ และเครื่องพ่นชนิดที่ทำจากอะลูมิเนียม ทองเหลือง ทองแดง สแตนเลส หรือพลาสติก เท่านั้น

ส่วนหญ้าคา มักใช้สารไกลโฟเซต (ความเข้มข้น 48% เอสแอล) อัตรา 750-1,000 มิลลิลิตร ใช้ผสมกับน้ำสะอาด อัตรา 100 ลิตร ต่อไร่ ทั้งนี้อัตราที่แนะนำขึ้นกับความหนาแน่นของวัชพืชเป็นหลัก

การใช้ปุ๋ยในสวนยาง

หากต้องการให้ต้นยางเจริญเติบโตตามปกติ เมื่อเปิดกรีดจะให้น้ำยางสูงสม่ำเสมอระยะเวลายาวนาน สิ่งสำคัญที่จะขาดเสียมิได้คือ การให้ปุ๋ย เพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ต้นยาง และรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน

สูตรปุ๋ยที่แนะนำในเขตปลูกยางใหม่ คือ สูตรปุ๋ย 30-5-18 ที่เหมาะกับสภาพดินทุกชนิด ควรใช้ในอัตรา 500 กรัม ต่อต้น ต่อครั้ง โดยหว่านปีละ 2 ครั้ง ส่วนปุ๋ยอินทรีย์ หากสภาพดินคุณภาพต่ำ ควรใช้ในอัตรา 1.5 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อครั้ง ปีละ 2 ครั้ง

ในทางวิชาการพบว่า ปริมาณปุ๋ยหมักสามารถให้ผลผลิตได้เท่ากับปุ๋ยเคมี 1 กิโลกรัม แต่ต้องใช้ปุ๋ยหมัก 44 กิโลกรัม และปุ๋ยขี้ไก่ 12 กิโลกรัม

การกรีดยาง

คุณสมศักดิ์กล่าวว่า การกรีดยางที่ดีนั้น คนกรีดต้องมีความชำนาญ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดบาดแผลหรือเป็นอันตรายต่อเยื่อเจริญ เป็นส่วนสำคัญในการสร้างเปลือกงอกใหม่ ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ขนาดของต้นยาง ความลาดชัน ความลึกของรอยกรีด ความสิ้นเปลืองเปลือก

สำหรับขนาดของงานกรีด หมายถึง จำนวนต้นยางที่คนกรีดสามารถกรีดได้แต่ละวัน โดยทั่วไป ราบ คนกรีดยางสามารถกรีดได้ 450-500 ต้น (6-7 ไร่) พื้นที่สภาพเนินเขา คนกรีดยางสามารถกรีดได้ 300-350 ต้น (4-5 ไร่) ทั้งนี้พบว่า ระดับความสูงของการเปิดกรีด 150 เซนติเมตร จากพื้นดิน หน้ากรีดใช้ได้ 5-6 ปี (ปีละ 30 เซนติเมตร) ระยะเวลาต้นยาง มีเวลางอกเปลือกใหม่ 10-12 ปี และให้ผลผลิตได้นานกว่า 15 ปี

ประเด็นที่เกษตรกรควรใส่ใจก็คือ ความลึกของการกรีด ควรกรีดห่างจากเยื่อเจริญ 1 มิลลิเมตร เพราะมีจำนวนท่อน้ำยางมากที่สุด 40% กรีดสิ้นเปลืองเปลือกแต่ละครั้ง 1.7-2.0 มิลลิเมตร หรือ 25 เซนติเมตร ต่อปี หรือ 2.5 เซนติเมตร ต่อเดือน

ชาวสวนยางหน้าใหม่อาจสงสัยว่า กรีดยางเวลาไหนได้ผลดีที่สุด คุณสมศักดิ์กล่าวว่า จากผลการทดลองพบว่า เปิดกรีดเวลา 13.00-14.00 น. ได้ผลผลิต 75% ระดับปานกลาง เวลา 03.00-06.00 น. ได้ผลผลิต 105% ระดับดี เวลา 06.00-08.00 น. ได้ผลผลิต 100% นับเป็นระดับดีที่สุด เนื่องจากการกรีดตอนกลางคืนหน้ายางมีโอกาสเสียหาย มีค่าใช้จ่ายซื้ออุปกรณ์แสงสว่าง มีความเสี่ยงอันตรายจากสัตว์ร้าย และคนกรีดยางเสียสุขภาพได้

สวนยางที่เปิดกรีดแล้ว มีความจำเป็นจะต้องป้องกันไฟไหม้สวนโดยการทำแนวป้องกันรอบๆ สวนยาง โดยขุดถากวัชพืชห่างออกไปเป็นแนวกว้าง ไม่ต่ำกว่า 3 เมตร และควรกำจัดวัชพืชในแถวยาง ก่อนเข้าฤดูแล้ง ต้นยางที่ถูกไฟไหม้ ใช้ปูนขาว 1.5 กิโลกรัม ต่อน้ำ 4 ลิตร และสารเคมีป้องกันเชื้อรา

ประเด็นที่คุณสมศักดิ์เน้นย้ำกับเกษตรกรชาวสวนยางก็คือ อย่ากรีดยางต้นเล็กเพราะเป็นการข่มขืนยาง แถมสร้างความเสียหายแก่ต้นยางอย่างมหาศาล ต้นยางที่เปิดกรีดได้ต้องวัดความสูงที่ระดับ 1.50 เมตร วัดได้ 50 เซนติเมตร สำหรับยางต้นเล็ก หากยางยังไม่เปิดกรีดต้นยางจะโตเฉลี่ย 5-7 เซนติเมตร ต่อปี ถ้าเปิดกรีดแล้วต้นยางจะเติบโตลดลงเหลือแค่ 2 เซนติเมตร ต่อปี ซึ่งเป็นการสูญเสียรายได้ คิดเป็นเงิน 150 บาท ต่อวัน หรือ 540,000 บาท ต่อไร่ ต่อปี ทีเดียว

นอกจากนี้ อ.ส.ย. ยังจัดอบรมความรู้ในหลักสูตร “การแปรรูปยาง และการคัดคุณภาพยาง” โดย คุณวราภรณ์ พิชัยรัตน์ ผู้ช่วยหัวหน้างานวิชาการขององค์การสวนยาง รับหน้าที่เป็นผู้บรรยาย เพื่อเพิ่มทักษะในการผลิตยางที่มีคุณภาพ เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรผู้ปลูกยาง สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และเตรียมความพร้อมเกษตรกรก่อนก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอนาคต

คุณวราภรณ์ให้ความรู้เรื่องการคัดคุณภาพยางแต่ละกลุ่ม โดยเริ่มที่ยางเครปที่มีลักษณะผิวนอกสีขาว จับแล้วเปียกมือ แล้วมีน้ำ ให้เปอร์เซ็นต์ DRC ไม่เกิน 50% ยางมีลักษณะผิวนอกสีขาว จับแล้วไม่เปียกมือ ผ่าแล้วมีน้ำ ให้เปอร์เซ็นต์ DRC ไม่เกิน 50-55% ส่วนยางมีลักษณะผิวนอกสีขาวจับแล้วไม่เปียกมือ ผ่าแล้วไม่มีน้ำ ให้เปอร์เซ็นต์ DRC ไม่เกิน 55-60% สำหรับยางมีลักษณะผิวขาว-เหลือง จับแล้วไม่เปียกมือ ผ่าแล้วไม่มีน้ำ ผิวด้านในขาว ให้เปอร์เซ็นต์ DRC ไม่เกิน 60-65%

ส่วนยางแผ่นดิบ คุณภาพ 1 มีลักษณะที่สำคัญ เช่น แผ่นยางมีความสะอาดและปราศจากฟองอากาศตลอดแผ่น มีความชื้นในแผ่นยางไม่เกิน 1.5% มีความยืดหยุ่นดี และมีลายดอกเด่นชัดตลอดแผ่น แผ่นยางบาง มีความหนาของแผ่นไม่เกิน 3 มิลลิเมตร เนื้อยางแห้งใส มีสีสวยสม่ำเสมอตลอดแผ่น ลักษณะสีเหลืองทอง หรือเหลืองอ่อน ไม่มีสีคล้ำหรือรอยด่างดำ มีน้ำหนักเฉลี่ยต่อแผ่น 800-1,200 กรัม แผ่นยางบางเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 38-46 เซนติเมตร ความยาว 80-90 เซนติเมตร

ยางแผ่นดิบ คุณภาพ 2 มีลักษณะเป็นแผ่นยางมีความสะอาดตลอดแผ่น หรืออาจมีสิ่งสกปรกและฟองอากาศอยู่ในแผ่นยางได้บ้างเล็กน้อย มีความชื้นในแผ่นยางไม่เกิน 2% มีความยืดหยุ่นดี และมีลายดอกเด่นชัด แผ่นยางบาง มีความหนาของแผ่นไม่เกิน 4 มิลลิเมตร เนื้อยางแห้ง มีสีสวยสม่ำเสมอตลอดแผ่น ลักษณะสีค่อนข้างคล้ำหรืออาจมีรอยด่างดำได้บ้างเล็กน้อย มีน้ำหนักเฉลี่ยต่อแผ่น 800-1,200 กรัม แผ่นยางบางเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 38-46 เซนติเมตร ความยาว 80-90 เซนติเมตร

ขณะที่ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3 มีลักษณะที่สำคัญคือ แผ่นยางมีความสะอาด หรืออาจมีสิ่งสกปรกและฟองอากาศ มีความชื้นในแผ่นยางไม่เกิน 3% มีความยืดหยุ่นดี และมีลายดอกเด่นชัด แผ่นยางบาง มีความหนาของแผ่นไม่เกิน 4 มิลลิเมตร เนื้อยางแห้ง มีสีคล้ำทึบไม่โปร่งใส มีน้ำหนักเฉลี่ยต่อแผ่นไม่เกิน 1,500 กรัม แผ่นยางบางเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 38-46 เซนติเมตร ความยาว 80-90 เซนติเมตร

หากผู้อ่านมีข้อสงสัยประการใด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ องค์การสวนยาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เลขที่ 79 หมู่ที่ 16 ตำบลช้างกลาง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช 80220 โทร. (075) 491-570-2 โทรสาร (075) 491-339, (075) 491-343 ได้ในวันและเวลาราชการ

เมษายน 30, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

นมควาย ผลกินได้ รากเป็นสมุนไพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05056010257&srcday=2014-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 568


เทคโนโลยีการเกษตร

ปรัชญา รัศมีธรรมวงศ์

นมควาย ผลกินได้ รากเป็นสมุนไพร

สังคมยุค ไอที ย่อโลกให้เล็กลง ช่วยเปิดหูเปิดตาให้คนเมืองอย่างเราๆ ท่านๆ ได้รู้จักสิ่งใหม่ๆ ได้ทุกวัน น้องโรสกีญ่า เพื่อนนักข่าวลูกอีสานเดินทางกลับบ้านที่จังหวัดสุรินทร์ แต่เธอก็ไม่ขาดการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆ ผ่านเฟซบุ๊ก วันหนึ่งเธอโพสต์ภาพผลไม้สีแดงสด เรียกว่า “นมควาย หรือ หมากผีผวน” บางคนเรียกว่า “บักผีผ่วน” ผลไม้จากผืนป่าถิ่นอีสาน ที่กำลังเลือนหายไปให้เพื่อนชาวกรุงได้รู้จัก

ผลไม้ชนิดนี้มีขนาดเท่ากับลูกตำลึง เมื่อสุกมีสีแดงสด เปลือกบาง เนื้อเป็นสีขาว เมล็ดดำ รสชาติหวานอมเปรี้ยว ช่วงหน้าฝน หากเดินทางไปยังพื้นที่ภาคอีสาน จะเห็นชาวบ้านเก็บลูกนมควายออกมาวางขายริมถนน ในราคาไม่แพง

ผู้เขียนมีโอกาสล่องอีสาน ช่วงปลายฝนปีที่แล้ว ไปเจอแผงขาย “นมควาย” ที่ริมถนนจังหวัดสกลนคร ผลไม้ชนิดนี้จะออกดอกระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ติดผลระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม ชาวบ้านมักจะเก็บผลออกขายระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน

แม่ค้าเจ้าของแผงชื่อ พี่น้อย บอกว่า เก็บนมควาย มาจากป่าชุมชนข้างทางนั่นเอง พี่น้อยพาผู้เขียนไปดูต้นนมควายในป่าละเมาะที่อยู่ข้างทาง เจอต้นนมควายมีลักษณะเป็นเถายาวเลื้อยกับต้นไม้ใหญ่เหมือนกาฝาก ลำต้นเหนียวขนาดใหญ่ เลื้อยได้ไกล 5-9 เมตร ใบมีลักษณะเรียวยาว ด้านหน้าเป็นมัน ด้านหลังใบจะสากๆ มือเมื่อจับ

พี่น้อยบอกว่า ต้นนมควายจะออกดอกเป็นช่อสั้นๆ ตามกิ่ง ดอกมีขนาดเล็ก สีแดง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ในช่วงเช้าและเย็น ออกดอกช่วงต้นปี-กลางปี เวลาออกดอกเต็มกิ่ง จะดูสวยมาก ผลมีรสชาติเปรี้ยวปนหวานเล็กน้อย เด็กๆ ชอบกินมาก

ทุกวันนี้ หาเก็บผลนมควายได้น้อยลง เนื่องจากป่าไม้ถูกบุกรุกถูกทำลาย แผ้วถางให้เป็นไร่หมดแล้ว ทำให้ต้นนมควายเสี่ยงสูญพันธุ์ไปด้วย น่าเป็นห่วงว่า ลูกอีสานรุ่นต่อๆ ไปอาจไม่รู้จักพันธุ์ไม้ชนิดนี้แล้วในอนาคต

ผู้เขียนลองมาค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม ก็พบว่า นมควาย เป็นพืชในวงศ์ Annonaceae ชื่อวิทยาศาสตร์ Uvaria rufa Blume. หนังสือไม้เลื้อยในสวนพฤกษศาสตร์ ขององค์การสวนพฤกษศาสตร์ของไทยระบุว่า นมควายมีถิ่นกำเนิดในหลายประเทศ เช่น อินเดีย ศรีลังกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับประเทศไทยพบได้ทุกภาค ตามป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณทั่วไป

ขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด

เหมาะสำหรับ ปลูกเป็นไม้ประดับ

นมควาย มีชื่อเรียกแตกกันไปในแต่ละท้องถิ่น ได้แก่ หมากผีผวน, บุหงาใหญ่, นมวัว, นมควาย (พิษณุโลก, กระบี่) นมแมวป่า (เชียงใหม่) พีพวนน้อย, หาลิง (ตะวันออกเฉียงเหนือ) ติงตัง (นครราชสีมา) ตีนตั่งเครือ, ตีนตั่ง (ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และนครราชสีมา) พีพวน, ผีพวนน้อย (อุดรธานี) สีม่วน (ชัยภูมิ) นมแมว (ภาคกลาง) ลูกเตรียน, กรีล (เขมร ศรีสะเกษ สุรินทร์) บักผีผ่วน (ลาว)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้เลื้อยขึ้นตามไม้อื่น เถาอ่อน สีน้ำตาลแดงและมีขนเป็นกระจุก เมื่อแก่ขนจะหายไป ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปยาวรี ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือเว้ารูปหัวใจ ด้านบนใบสาก ใต้ใบจะมีขนสีน้ำตาลแดง ดอกออกตามกิ่งหรือง่ามใบ ช่อหนึ่งมี 2-3 ดอก ดอกหนึ่งมี 6 กลีบ แบ่งเป็น 2 ชั้น ดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย สีแดงอมม่วง กลีบดอกสีน้ำตาล

ผลเป็นรูปไข่ ช่อหนึ่งมี 2-6 ผล ผิวย่นมีขนอ่อนๆ ปกคลุม ผลดิบสีเขียว เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีแดง หรือสีแดงอมเหลือง เมล็ดเป็นรูปไข่ มีจำนวนมากใน 1 ผล เรียง 2 แถว สีน้ำตาลเป็นมัน

นมควาย เจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ในป่าไม้ธรรมชาติ ป่าเบญจพรรณ ดินทุกชนิด ความชื้นปานกลาง แสงแดดตลอดวัน จะออกดอกช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และออกผลในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ปัจจุบันยังไม่มีการปลูกเลี้ยงเชิงการค้า เนื่องจากนมควายเป็นผลไม้ป่าที่หลายคนชอบ

หากอยากปลูกไว้ดูเล่น ให้นำเมล็ดมาเพาะ เริ่มจากล้างเอาแต่เมล็ด ผึ่งลมพอแห้ง (ห้ามตากแดด) นำไปเพาะในวัสดุปลูก ลึก 0.3-0.5 เซนติเมตร รดน้ำพอชุ่ม ประมาณ 1 เดือน เมล็ดจะงอกขึ้นเป็นต้นสูง 5-10 เซนติเมตร แยกลงปลูกในถุงดำ หากปลูกกลางแจ้งห่างจากต้นอื่น ต้นนมควายจะตั้งต้นเป็นพุ่มกลม

คนไทยรู้จักนมควายในฐานะพืชสมุนไพรพื้นบ้านมาอย่างยาวนานตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย เถาและรากต้นนมควายมีรสเย็นมัน ช่วยแก้ไข้กลับ ไข้ซ้ำ ส่วนผล มีรสเย็น ตำผสมน้ำทาแก้เม็ดผื่นคันตามตัว ราก มีรสเย็น แก้โรคผอมแห้งเนื่องจากอยู่ไฟไม่ได้ ช่วยบำรุงน้ำนม

ในตำรายาพื้นบ้านภาคอีสานระบุว่า ราก นำไปผสมกับ ราก หญ้าคา เหง้า ต้นเอื้องหมายนา และลำต้นอ้อยแดง จำนวนเท่ากัน กะแต่ละอย่างตามเหมาะสม ต้มน้ำเดือด ดื่มขณะอุ่น ให้สตรีที่ผอมแห้งแรงน้อย บำรุงเลือดดี รากของนมควายกะจำนวนพอประมาณต้มกับน้ำจนเดือดเช่นกัน ดื่มวันละ 1-2 ครั้ง ครั้งละแก้ว เป็นยาแก้โรคไตพิการได้ดีระดับหนึ่ง

ท่านพุทธทาสภิกขุ แห่งสวนโมกขพลาราม อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่านเคยป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต ทางแพทย์เสนอแนะให้ผ่าตัด แต่ท่านเห็นว่าชราภาพแล้วไม่ควรผ่าตัด จึงใช้สมุนไพร “เถาแห้งของนมวัวหรือนมควาย” มาปิ้งให้เหลือง แล้วหั่นเป็นชิ้นบางๆ ชงน้ำดื่ม

นอกจากนี้ แพทย์พื้นบ้านอีสาน ยังนิยมใช้นมควายเป็นหนึ่งในสมุนไพร รักษากามโรคเช่นเดียวกับต้นเต้าแล้ง น.พ. ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่า ตำรับยาบ้านเชียงเหียน จังหวัดมหาสารคาม ได้ใช้พืชสมุนไพรหลายชนิด เช่น ผีผ่วน ช่วยรักษากามโรคได้ ข้อมูลดังกล่าวได้รับการบรรจุอยู่ในตำราแพทยศาสตร์สงเคราะห์ ซึ่งเป็นตำรับยาที่มีการใช้ทั่วไปในกลุ่มแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้าน แม้สูตรยาดังกล่าวจะยังไม่ได้มีการวิจัยแบบยุคปัจจุบัน แต่ก็เป็นสูตรที่มีการใช้ในหมู่แพทย์พื้นบ้านมาอย่างยาวนาน ถือเป็นภูมิปัญญาที่ควรค่าแก่การรักษา

ม. อุบลฯ หนุนพัฒนา “นมควาย” เป็นไม้ผลเศรษฐกิจชนิดใหม่

คุณสุทิน พรหมโชติ คุณสาธิต พสุวิทยกุล และ คุณรักเกียรติ แสนประเสริฐ นักวิชาการ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้ร่วมกันสำรวจและรวบรวมพันธุ์ไม้ผลพื้นเมืองหลากหลายชนิดกระจายพันธุ์ตามพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ. 2553 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554 โดยรวบรวมเมล็ด และกิ่งพันธุ์ มาเพาะเมล็ด และปักชำ ณ เรือนเพาะชำ แปลงทดลองภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

ในเบื้องต้นทีมนักวิจัยสามารถคัดเลือกชนิดของไม้ผลพื้นเมืองที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นไม้ผลเศรษฐกิจชนิดใหม่ได้ 5 ชนิด คือ บักผีผ่วน (นมควาย) คายค่าว หนามแดง หมากยาง และมิราเคิล เนื่องจากผลไม้กลุ่มนี้ สามารถเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีในสภาพภูมิอากาศของท้องถิ่น ประการต่อมา ผลไม้ทั้ง 5 ชนิด อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่า เช่น วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้หลากหลายชนิด เช่น น้ำผลไม้ ไวน์ และผลไม้อบแห้ง เป็นต้น

ทีมนักวิจัยได้ระบุลักษณะเด่นของผลไม้ทั้ง 5 ชนิด ดังนี้ เริ่มที่

“บักผีผ่วน” มีประโยชน์ในเชิงพืชสมุนไพร โดยใช้แก่น และราก ต้มดื่ม แก้ไข้ซ้ำ ไข้กลับ เนื่องจากรับประทานของแสลง ราก แก้ผอมแห้งแรงน้อย สำหรับสตรีที่อยู่ไฟไม่ได้หลังคลอดบุตรและช่วยบำรุงน้ำนม นอกจากนี้ นำผลบักผีผ่วนมาตำผสมกับน้ำ ทาแก้เม็ดผดผื่นคัน หรือรับประทานสดรสเปรี้ยวอมหวานและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว

ส่วน “คายค่าว” หรือเรียกว่า เงาะพวงผลกลม หรือ เงาะป่า ผลจัดเป็นผลกลุ่ม คล้ายเงาะ ผลอ่อนมีสีเขียว ผลแก่มีสีเหลืองส้ม บางพันธุ์มีสีเหลือง ออกดอกระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน และเก็บเกี่ยวได้ระหว่างเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ผลรับประทานได้ มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน และมีกลิ่นเฉพาะตัว เปลือกต้น ต้มดื่ม แก้กระษัยเส้น แก้ปวดเมื่อย แก่นหรือเปลือกต้นแช่น้ำดื่มบำรุงโลหิต

หนามแดง มีชื่อเรียกแตกต่างตามท้องถิ่นว่า มะนาวไม่รู้โห่, หนามขี้แฮด (เชียงใหม่), หนามแดง (กลาง), มะนาวโห่, นาวโห่ (ใต้) ลักษณะเป็นไม้พุ่มดอกสวยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้นสูงประมาณ 3-5 เมตร ผล ทรงมนรี มีสีขาวอมชมพู เมื่อสุกจะมีสีม่วงดำ ให้รสเปรี้ยวอมหวาน ราก เป็นยาขมเจริญอาหาร ใบสด ใช้แก้เจ็บคอ แก้ท้องเดิน ผลแก่จะมีวิตามินซีรับประทานป้องกันโรคลักปิดลักเปิด เป็นอาหาร ใช้ดองเกลือ หรือทำแยมรับประทานได้ ส่วนน้ำในผลสามารถนำมาปรุงอาหารแทนน้ำมะนาวได้ แต่รสเปรี้ยวจะอ่อนกว่าเล็กน้อย นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณแก้ไอ ขับเสมหะได้ดีอีกด้วย

หมากยาง ชื่ออื่นๆ คือ สตาร์แอปเปิ้ล, ลูกยาง พืชชนิดนี้มีการกระจายพันธุ์ในหมู่เกาะอินดีสตะวันตก และในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบปลูกมากในไทย ฟิลิปปินส์ และประเทศในแถบอินโดจีน ผลสุกมีสีเขียวอมม่วงเรื่อเป็นมันเนื้อนุ่ม สีม่วงเรื่อ และฉ่ำน้ำ เก็บเกี่ยวในเดือนมกราคม ผลไม้ชนิดนี้นิยมบริโภคกันในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกกันว่า “ลูกยาง” เพราะเมื่อผ่าก็จะมีน้ำยางสีขาวซึมออกมา อร่อย รสหวาน ยิ่งเก็บไว้จนเป็นสีม่วงทั้งผลก็จะไม่มีน้ำยาง นิยมนำมาทำไอศกรีมผลไม้ แต่มีให้รับประทานในช่วงปลายฤดูหนาวเข้าฤดูร้อนเท่านั้น

ลูกยาง เป็นผลไม้ที่น่าสนใจมาก เพราะมีโภชนาการที่ดี ให้พลังงานสูง ทั้งเปลือกต้น น้ำยาง ผล และเมล็ด มีสรรพคุณเป็นสมุนไพรได้ ด้วยความสวยงามของทรงพุ่ม และใบ จึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับกันมาก นอกจากนี้ เนื้อไม้ที่มีสีน้ำตาลแดงยังใช้ทำเครื่องเรือนต่างๆ ได้ ในต่างประเทศใช้กิ่งแห้งเป็นวัสดุปลูกกล้วยไม้

มิราเคิล ชื่อสามัญคือ Miracle fruit, Miracle Berry มีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาตะวันตก ผลมีขนาดเล็กทรงกระบอก ผลสีแดง สุกงอกเปลี่ยนเป็นสีม่วง นิยมรับประทานผลสด มีลักษณะพิเศษคือ สามารถทำให้อาหารที่มีรสเปรี้ยวกลายเป็นรสหวานได้หลังจากรับประทานมิราเคิลไปแล้ว สามารถนำไปผลิตไวน์ ในประเทศญี่ปุ่นใช้เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลสำหรับผู้ป่วยโรคที่ต้องควบคุมปริมาณน้ำตาล

หากใครสนใจอยากปลูกผลไม้ 5 ชนิด คือ บักผีผ่วน คายค่าว หนามแดง หมากยาง และมิราเคิล เป็นไม้ผลเชิงการค้า ทีมนักวิจัยแนะนำว่า ควรศึกษาการเขตกรรม และการพัฒนาสายพันธุ์ให้เหมาะสมก่อนนำไปปลูกเป็นไม้ผลเศรษฐกิจชนิดใหม่ต่อไป 

เมษายน 30, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ทำไม…เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จึงยังระบาดในเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058010257&srcday=2014-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 568


เทคโนโลยีการเกษตร

หลักชัย มีนะกนิษฐ์ Lakchaimena.69@gmail.com

ทำไม…เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล จึงยังระบาดในเอเชีย 

“เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล” (Brawn Plant Hopper : BPH) เป็นแมลงที่มีความสามารถในการเพิ่มปริมาณได้จำนวนมหาศาลในสภาพที่สมดุลของธรรมชาติถูกทำลาย ในช่วงยุคแรกของการปฏิวัติเขียวการเร่งรัดผลผลิตข้าว เช่น โครงการมาซากานา 99 (Masagana 99) ในประเทศฟิลิปปินส์ บิมาส (BIMAS) ในประเทศอินโดนีเซีย โครงการส่งเสริมการใช้พันธุ์ข้าวลูกผสม กข ต่างๆ การส่งเสริมวิธีการปลูกข้าวแบบหว่านน้ำตมในประเทศไทย โดยใช้รูปแบบของเทคโนโลยีสำเร็จรูป (Package of Technology) โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการระบาดอย่างกว้างขวางของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในทุกแหล่งปลูกข้าวของทวีปเอเชีย 

ตัวอย่าง เช่น ประเทศจีน เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเริ่มพบการระบาดตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 60 ในพื้นที่ที่มีการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดศัตรูพืชเป็นจำนวนมาก เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ระบาดและทำความเสียหายให้กับผลผลิตข้าวปีละกว่าล้านตัน บางปีความเสียหายพุ่งถึงกว่า 2.5 ล้านตัน จนถึงปัจจุบัน

แม้จะมีการใช้จ่ายเงินจำนวนมากในการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวที่ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล รวมทั้งการฝึกอบรมเกษตรกรในการป้องกันและกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลโดยวิธีผสมผสาน (Integrated Pest Management : IPM) ที่ขาดความต่อเนื่อง และภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะการเกิดอุทกภัยหรือภัยจากน้ำท่วมอย่างกว้างขวางซึ่งทำลายสมดุลทางธรรมชาติเช่นเดียวกับสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ทำให้ผลผลิตข้าวในทวีปเอเชียยังคงถูกคุกคามอย่างหนักต่อการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

ปัจจุบันพบว่า ไม่เฉพาะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเท่านั้น แต่ยังพบศัตรูข้าวในกลุ่มนี้ที่สำคัญอีก 2 ชนิด คือ เพลี้ยกระโดดหลังขาว (White Back Plant Hopper : WBPH) และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเล็ก (Small Brawn Plant Hopper : SBPH)

ซึ่งเพลี้ยกระโดดหลังขาวนี้เป็นตัวการนำและถ่ายทอดเชื้อไวรัสหลายชนิดสู่ต้นข้าว และแพร่กระจายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อนตามมาอีกด้วย

การระบาดของเพลี้ยกระโดดทั้ง 3 ชนิด ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลและสร้างความทุกข์ยากให้แก่เกษตรกรนับล้านครัวเรือน

เมื่อถูกถามว่าเหตุใดเพลี้ยกระโดดยังคงก่อปัญหาการระบาดอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบว่าในข้าวมียีนที่มีความต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลอยู่ถึง 32 ตัว มีผลการวิจัยมากมายหลายร้อยเรื่อง รวมทั้งมีการอบรมเกษตรกรเกี่ยวกับการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสานหลายล้านคน

ทั้งนี้ จากการศึกษาวิจัย นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า เพลี้ยกระโดดเป็นศัตรูรอง (Secondary Pest) ซึ่งจะเกิดการระบาดรุนแรงเพราะสารเคมีกำจัดแมลงเป็นสาเหตุสำคัญ โดยเฉพาะกรณีเกษตรกรส่วนใหญ่ใช้สารเคมีกำจัดแมลงอย่างต่อเนื่อง โดยเข้าใจ (หรือรับข้อมูลผิดๆ มาจากร้านค้าสารเคมี) ว่าจะสามารถป้องกันเพลี้ยกระโดดได้ ซึ่งเป็นความคิดหรือความเข้าใจที่ผิดเป็นอย่างยิ่ง

จริงอยู่ บางครั้งในระยะแรกของข้าวในช่วง 1-40 วัน หลังหว่านกล้า เกษตรกรต้องการกำจัดแมลงที่กัดกินใบข้าวโดยใช้สารเคมีในกลุ่มไพรีทรอยด์และออร์กาโนฟอสเฟต ซึ่งมีพิษต่อศัตรูธรรมชาติและทำลายระบบนิเวศซึ่งกำลังก่อตัวขึ้น และมีบทบาทสำคัญในการควบคุมศัตรูพืชไม่ให้เกิดการระบาด

ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ปริมาณการใช้และนำเข้าสารเคมีกำจัดแมลงเพิ่มขึ้นอย่างมากมายหลายประเทศ อุตสาหกรรมสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้แผ่ขยายเครือข่ายแทรกซึมลงสู่ระดับรากหญ้าในชนบท ทำให้สารเคมีเหล่านี้หาซื้อได้อย่างง่ายดายในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย

ด้วยระบบควบคุมการบังคับใช้กฎหมายขาดประสิทธิภาพ ทำให้เกิดการซื้อขายสารเคมีอันตรายกันอย่างเสรี สารเคมีบางชนิดมีชื่อการค้ามากกว่า 500 ชื่อ และมีการผสมสารเคมีอื่นๆ เพื่อเพิ่มผลกำไรมากกว่าการคำนึงถึงประสิทธิภาพและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีร้านค้าประเภท “แผงลอย” และร้านค้าของชำที่มีสารเคมีอันตรายจำหน่ายอยู่แทบทุกชนิดโดยไม่มีใบอนุญาต แม้ว่าการขออนุญาตจะไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไร

ร้านค้าประเภทนี้เป็นแหล่งที่ให้ข้อมูลผิดๆ แก่เกษตรกร ทั้งเรื่องชนิด/ประเภทของสารเคมี ทั้งนี้เนื่องจากเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรมีจำนวนจำกัด ไม่มีเวลาออกเยี่ยมเยือนเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลได้อย่างทั่วถึง

บางประเทศรัฐบาลยังคงให้การสนับสนุนสารเคมี (Subsidy) และยังให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นสามารถประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ ซื้อสารเคมีแจกจ่ายให้เกษตรกรฟรี สิ่งเหล่านี้นอกจากจะสูญเสียงบประมาณอย่างเปล่าประโยชน์แล้ว ยังทำให้สถานการณ์การระบาดของแมลงศัตรูพืชเลวร้ายมากขึ้น เนื่องจากถูกชี้นำหรือกำหนดโดยบริษัทผู้ค้าสารเคมีร่วมกับนักการเมืองท้องถิ่น

ทำให้มีคำถามว่าผลงานวิจัยมากมายจากหน่วยงานวิชาการ ทำไม จึงไม่ถูกนำมาประกอบการให้คำแนะนำเกษตรกรหรือประกอบการพิจารณาในการจัดซื้อสารเคมีที่มีความเฉพาะเจาะจงกับเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และมีผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

เพราะ “การใช้สารเคมีอย่างไม่ถูกต้องเปรียบเสมือนเอาน้ำมันมาราดบนกองไฟที่รังแต่จะทำให้สถานการณ์การระบาดเลวร้ายมากขึ้น”

นักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรโดยทั่วๆ ไป มักจะทำงานตอนที่ได้รับคำสั่งหรือมอบหมายมา แต่มักจะล้มเหลวหรือขาดความสนใจถึงผลกระทบที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกร

ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา หลายประเทศได้มีการผ่อนปรนในเรื่องกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ เกี่ยวกับสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ส่งผลให้มีการแพร่กระจายของสารเคมี ความไม่ถูกต้องในเรื่องของฉลาก ส่วนผสม ภาชนะบรรจุ การโฆษณาและการตลาดที่มักจะกระทำอย่างผิดๆ สร้างความสับสนหรือเข้าใจผิดแก่เกษตรกร

ทั้งนี้เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่จะพึ่งพาอาศัยข้อมูลความรู้คำแนะนำจากร้านค้าในท้องถิ่นซึ่งรวมถึงร้านชำ และแผงลอยทั้งหลาย โดยเฉพาะในเรื่องชื่อของสารเคมีที่มีชื่อการค้ามากมาย และส่วนใหญ่เช่นกันไม่รู้ว่าสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงหลายชนิดเมื่อใช้แล้วจะทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเกิดการระบาดเพิ่มซ้ำซ้อนมากยิ่งขึ้น (Resurgence) ได้

เนื่องจากสารเคมีเหล่านั้นทำลายสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในนาข้าวที่ประกอบไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ ตัวห้ำ ตัวเบียน รวมทั้งสัตว์น้ำต่างๆ ทำให้ระบบนิเวศถูกทำลาย

เมื่อมีการเคลื่อนย้ายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเข้ามาอีก ประกอบกับไข่ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่วางไว้ในกาบของใบข้าวที่ไม่สามารถทำลายได้ด้วยสารเคมีฟักออกมา ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมีปริมาณมากขึ้นในขณะที่ขาดกลไกของธรรมชาติคอยควบคุม ทำให้การระบาดรุนแรงยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ผู้ขายสารเคมีบางแห่งโฆษณาชวนเชื่อแบบผิดๆ เป็นต้นว่า สารเคมีที่แนะนำสามารถฆ่าไข่ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ ซึ่งไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง

อีกทั้งผลจากความอ่อนแอในการบังคับใช้กฎหมาย การขายสารเคมีผิดๆ ที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้เกษตรกรมีการใช้สารเคมีอย่างไม่ถูกต้อง ใช้เกินความจำเป็น ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการระบาดรุนแรงของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

การระบาดอย่างรุนแรงต่อเนื่องของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ส่งผลกระทบแก่เกษตรกรอย่างรุนแรง ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรไม่ให้ “ตกเป็นเหยื่อ” ของอุตสาหกรรมสารเคมี จำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายหรือมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเร่งด่วน เพื่อมิให้เกิดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่จะต้องเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน

หากไม่มีการกำหนดวิธีการ กลยุทธ์ และนโยบายที่ชัดเจนและมีผลในทางปฏิบัติ การควบคุมการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลก็จะไม่มีทางได้ผลเหมือนเช่นที่เคยผ่านมา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากปราศจากการควบคุมการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่และเพิ่มเติมกฎระเบียบต่างๆ ให้เคร่งครัดรัดกุมขึ้น จะสามารถช่วยลดการซื้อ-ขาย สารเคมี อย่างไม่ถูกต้อง

ในขณะเดียวกันจำเป็นต้องนำวิธีการจัดการศัตรูพืชอย่างยั่งยืนมาเผยแพร่สู่เกษตรกรผ่านวิธีการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Learning Practices) เช่น การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสานตามแนวทางขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization : FAO) ชีววิศวกรรม (Biological Engineering) ของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (International Rice Research Institution : IRRI) การควบคุมโดยชีววิธีและการใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสม

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นวิธีการควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจะได้ผลต่อเมื่อผู้บริหาร ผู้กำหนดนโยบาย ตลอดจนผู้ปฏิบัติจะต้องมีความเข้าใจ ยอมรับ และให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง

ดังที่เคยประสบผลสำเร็จมาแล้วในช่วงปี 2541-2544 ในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย และวิธีการนี้จะช่วยยับยั้งปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “สึนามิสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช” ให้สงบลง ไม่ให้เกิดต่อเนื่องไปอีก ซึ่งจะช่วยไม่ให้เกษตรกรต้องตกเป็นเหยื่อของอุตสาหกรรมสารเคมีกำจัดศัตรูพืชต่อไป

สาเหตุที่เกิด “สึนามิสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช” ก็เนื่องมาจากนโยบายของรัฐบาลเกือบทุกประเทศที่มุ่งเน้นการผลิตพืชอาหารให้เพียงพอและเพื่อการค้า โดยกำหนดนโยบายให้เพิ่มปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ในประเทศจีน รวมทั้งประเทศอื่นๆ ที่รัฐบาลมีการสนับสนุนให้ใช้สารเคมี โดยเชื่อว่าสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชจะช่วยเพิ่มผลผลิตให้สูงขึ้น

แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้วมิได้เป็นเช่นนั้น ?

สำหรับสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช (เมื่อเปรียบเทียบกับสารจำพวกปุ๋ยเคมี) จากการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลจากเกษตรกร พบว่าการเพิ่มผลผลิตข้าวมิได้มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มปริมาณสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช แต่กลับมีผลในทางตรงกันข้าม สาเหตุที่ทำให้เกษตรกรยังคงใช้สารเคมีฉีดพ่นข้าวมากขึ้นก็เนื่องมาจากทัศนคติในเรื่องความกังวลว่าผลผลิตจะเสียหาย และเป็นการง่ายที่จะหาซื้อสารเคมีจากร้านในหมู่บ้านมาใช้ และที่สำคัญเกษตรกรขาดแหล่งเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องในการควบคุมจัดการเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

สถานการณ์ “สึนามิสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช” ไม่เพียงแต่เป็นอุปสรรคต่อการที่เกษตรกรจะพัฒนาระบบการปลูกข้าวที่ยั่งยืน แต่ยังทำลายความสมดุลของระบบนิเวศที่มีความหลากหลายไปด้วยตัวห้ำ ตัวเบียน และเชื้อโรค ทำให้เกิดการระบาดทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

การปฏิวัติเขียวครั้งที่สองดูเหมือนกัน มีจุดมุ่งหมายคล้ายครั้งแรกในแง่ของการจัดการศัตรูพืช ซึ่งชะตากรรมคงจะไม่แตกต่างกัน หากไม่มีการปฏิรูประบบการควบคุมการใช้สารเคมี ระบบการตลาด นโยบายที่เข้มแข็งจริงจังและการปรับเปลี่ยนแนวทางในการจัดการศัตรูพืช จากผู้ขายสารเคมีเป็นผู้ให้คำแนะนำ เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เกษตรกรมีส่วนร่วม โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรกรอาสาสมัครที่ผ่านการอบรมมาแล้วเป็นอย่างดี

เมื่อเกษตรกรได้เข้าใจกลไกของธรรมชาติในการควบคุมศัตรูพืชโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช หรือกรณีที่จำเป็นจริงๆ ก็จะรู้ถึงวิธีการเลือกใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็น และใช้เป็นทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น 

เอกสารประกอบการเรียบเรียง

1. Jiaan Chen, มหาวิทยาลัยเจอเจียง, ประเทศจีน

2. K.L.Heong, สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ, ประเทศฟิลิปปินส์ 5 พฤศจิกายน 2553

เมษายน 30, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ตาม ตาแหลม ไปปลูกข้าวนาโยน ข้าวอินทรีย์คุณภาพ ที่อุตรดิตถ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046150157&srcday=2014-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 567


เทคโนโลยีการเกษตร 

มัลลิกา อุตธศรี คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ตาม ตาแหลม ไปปลูกข้าวนาโยน ข้าวอินทรีย์คุณภาพ ที่อุตรดิตถ์

“ระบบการจัดการศึกษาธุรกิจเกษตร : ข้าวอินทรีย์” เป็นโครงการศึกษาและพัฒนาระบบการจัดการธุรกิจเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ (มรอ.) กับเครือข่ายเกษตรกร องค์กรท้องถิ่นจังหวัดอุตรดิตถ์และภาคี ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยเชิงกลยุทธ์แก่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ในการดำเนินงานระหว่างปี พ.ศ. 2553-2556 

โดยโครงการดังกล่าว เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาคีหลายแห่ง ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ เครือข่ายเกษตรกร องค์กรท้องถิ่น หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และประชาชนในจังหวัดอุตรดิตถ์

เป้าหมาย เพื่อศึกษาพัฒนาระบบการจัดการธุรกิจเกษตร ส่งเสริมการเรียนรู้และความสามารถของกลุ่มในการจัดการเชิงธุรกิจข้าวอินทรีย์ และการสังเคราะห์องค์ความรู้และบทเรียนในการพัฒนาระบบการจัดการธุรกิจเกษตร ด้วยกระบวนการจัดการความรู้ การพัฒนาระบบเชื่อมต่อมหาวิทยาลัยกับเครือข่ายเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ถือเป็นมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวของจังหวัด และด้วยความที่อุตรดิตถ์เป็นจังหวัดที่เป็นเมืองเกษตรมาอย่างช้านาน จึงมีความเข้มแข็งในกลุ่มของเครือข่ายเกษตรกร ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยในพื้นที่กับกลุ่มเครือข่ายเกษตร องค์กรท้องถิ่น และหน่วยงานราชการต่างๆ บนฐานการทำงานวิจัยแบบครบวงจร ครบทุกคณะ จนสามารถสร้างระบบการให้ทุนวิจัยที่เป็นการบริการทางวิชาการ และการให้ทุนทำวิจัยด้วยกัน 7 ระบบ ได้แก่

1. ระบบการจัดการธุรกิจเกษตร

2. ระบบการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย

3. ระบบการเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกร

4. เครือข่ายการจัดการธุรกิจเกษตรกร

5. ชุดความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี

6. ระบบฐานข้อมูล

7. ระบบการจัดการหน่วยพัฒนาธุรกิจเกษตร

การดำเนินโครงการ เริ่มจากระยะแรก ที่ทำการศึกษา สถานภาพ ศักยภาพ สถานการณ์ปัญหาด้านการจัดการธุรกิจเกษตร เพื่อออกแบบระบบเชื่อมต่อมหาวิทยาลัยกับเครือข่ายเกษตรกรด้านการจัดการธุรกิจเกษตรข้าวอินทรีย์

จากนั้น ระยะที่ 2 ทำการพัฒนาระบบการจัดการธุรกิจเกษตรข้าวอินทรีย์ และระยะที่ 3 ทำการสังเคราะห์บทเรียนจากการดำเนินโครงการ และจัดทำข้อเสนอต่อผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อการต่อยอด และขยายผล ซึ่งภายหลังดำเนินโครงการ เกิดการต่อยอดขยายผลในหลายส่วน ได้แก่ การที่ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ถือเป็นต้นแบบด้านการจัดการธุรกิจเกษตรข้าวอินทรีย์ และขยายผลไปยังธุรกิจเกษตรอื่นๆ เช่น ทุเรียน ลางสาด ข้าวโพด และหอมแดง เป็นต้น

ขณะที่องค์กรท้องถิ่น (อบต./อปท.) เกิดการผลักดันให้เกิดเทศบัญญัติของงบประมาณปีต่อไป รวมทั้งหน่วยงานภาคีต่างๆ ขยายผลไปสู่แผนงานของหน่วยงาน และเกิดประสานภารกิจระหว่างหน่วยงาน

นอกจากนี้ ในกลุ่มของเกษตรกร เกิดการต่อยอดใน 2 ส่วน ได้แก่ กลุ่มเกษตรที่มีความเข้มแข็ง แล้วเกิดการขยายฐานการผลิต และการขยายตลาดไปยัง AEC และต่างประเทศ

ขณะที่กลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในระยะปรับเปลี่ยน มีความพร้อมที่จะดำเนินการขยายผลโดยการใช้ระบบพี่เลี้ยง การศึกษาดูงาน การจัดการเรียนรู้ และการเรียนรู้กับปราชญ์ชาวบ้าน

ข้าวอินทรีย์ เป็นโจทย์การวิจัยที่ถูกกำหนดขึ้น และได้ดำเนินการจนประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ

ตาม ตาแหลม

ไปปลูกข้าวอินทรีย์

ตาแหลม หรือ คุณอัษฎางค์ สีหาราช ชายวัย 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 60/2 หมู่ที่ 2 ตำบลคอรุม อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (081) 046-9744 ถือเป็นปราชญ์ชาวบ้านคนสำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ และเป็นหนึ่งในต้นตำรับของการทำเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่แห่งนี้ และเป็นหนึ่งในภาคีเครือข่ายที่ดำเนินงานร่วมกับทางมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ภายใต้โครงการ “ระบบการจัดการศึกษาธุรกิจเกษตร : ข้าวอินทรีย์” จนประสบความสำเร็จ

ตาแหลม ทำนามากว่า 16 ปี ในวันนี้เขาได้ยึดเส้นทางการเกษตรแบบอินทรีย์ และเน้นการปลูกข้าวอินทรีย์ในรูปแบบของข้าวนาโยน หรือการปลูกข้าวแบบโยนกล้า อันเป็นวิธีการปลูกข้าวที่สามารถช่วยให้ปัญหาของวัชพืชลดลงได้ และยังช่วยประหยัดเมล็ดพันธุ์อีกด้วย

ในวันนี้ ตาแหลมและกลุ่มสมาชิก จำนวน 13 คน ที่รวมตัวกันในนาม ศูนย์ข้าวครบวงจรตำบลคอรุม สามารถผลิตข้าวอินทรีย์ออกจำหน่าย ภายใต้ยี่ห้อของตนเอง ที่ชื่อว่า ข้าวตราเพชรคอรุม ข้าวที่ผลิตมีอยู่ 3 สายพันธุ์ ข้าวหอมนิล ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และ ข้าวสินเหล็ก

สำหรับการปลูกข้าวนาโยนนั้น มีข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับการปักดำและหว่านน้ำตม คือแปลงที่มีลักษณะหล่มก็สามารถเตรียมแปลงเพื่อการหว่านต้นกล้าได้ แต่ไม่สามารถปลูกโดยวิธีปักดำได้ หรือปักดำด้วยเครื่องได้ เนื่องจากเครื่องติดหล่ม

นอกจากนี้ ยังใช้จำนวนเมล็ดพันธุ์น้อยกว่าการหว่านน้ำตมและการปักดำ รวมถึงลดการใช้สารเคมี ในการป้องกันกำจัดศัตรูข้าวเมื่อเทียบกับนาแบบอื่น และสามารถควบคุมและลดปริมาณวัชพืชและข้าววัชพืชได้ดีกว่าการทำนาหว่านน้ำตม

ในวันนี้ การผลิตข้าวนาโยนได้กลายเป็นที่สนใจกันอย่างกว้างขวางในพื้นที่แห่งนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ยังพบว่า มีปัญหาในการผลิต โดยเฉพาะการไม่สามารถเพาะต้นกล้าข้าวได้ทันต่อความต้องการ เนื่องจากในการผลิตนั้นมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก

ซึ่งภายใต้โครงการ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ดำเนินการ จึงได้กำหนดให้มีการสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตข้าวนาโยน โดยอยู่ภายใต้การดำเนินการของคณะผู้วิจัย ประกอบด้วย ผศ. ไพโรจน์ นะเที่ยง อาจารย์สารัลย์ กระจง และ อาจารย์ธนภูมิ เฟื่องเพียร

โดยคณะผู้วิจัยได้มีการเข้าไปศึกษาถึงปัญหา และพบว่า ในการใช้ตะแกรงร่อนเมล็ดข้าวในขั้นตอนการเพาะกล้า เป็นจุดที่เป็นปัญหาสำคัญ ด้วยเหตุที่จำนวนเมล็ดข้าวในแต่ละหลุมเพาะไม่แน่นอน ทำให้ต้องใช้ช้อนตักเมล็ดออก เมื่อมีเมล็ดลงหลุมมากเกินไป และต้องหยอดเมล็ดเพิ่มเมื่อมีเมล็ดลงหลุมน้อยเกินไป ซึ่งพบบ่อย ทำให้ต้องเสียเวลา อีกทั้งทำให้จำนวนกล้าต่อหลุมไม่แน่นอน

ทางคณะผู้วิจัย จึงได้มีแนวคิดในการสร้างเครื่องจักรช่วยทุ่นแรงเกษตรกร รวมถึงลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตการเพาะกล้านาโยน โดยสามารถคิดค้นพัฒนาเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพและจำเป็นต้องใช้กระบวนการเพาะกล้า อันประกอบด้วย เครื่องบดดิน เครื่องโรยดิน และเครื่องหยอดเมล็ดข้าว

โดยเครื่องจักรที่พัฒนาขึ้นสามารถช่วยในการทำงานได้เป็นอย่างดี ดั่งเช่น เครื่องบดดิน ได้มีการออกระบบใบมีดให้เป็นลักษณะข้อเหวี่ยงและมีจำนวนมาก เพื่อบดดินให้ละเอียดลดปัญหาดินติด รวมถึงออกแบบกลไกการทำงานให้มีลักษณะง่ายต่อการดูแลรักษา ไม่ต้องถอดสายพานออก และออกแบบการทดแรงเพื่อช่วยให้สามารถได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้ขนาดมอเตอร์น้อยลง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าลงได้

ส่วนเครื่องโรยดิน ได้ออกแบบการควบคุมเครื่องโรยดินโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนและควบคุมด้วยไฟฟ้า และออกแบบการโรยดินให้มีความสม่ำเสมอ โดยการควบคุมความเร็วมอเตอร์ไฟฟ้าตามต้องการ

เครื่องหยอดเมล็ดข้าว คณะผู้วิจัยได้ออกแบบการควบคุมเครื่องหยอดเมล็ดข้าวแบบอัตโนมัติ โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนร่วมกับสายพานลำเลียง และใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับตำแหน่งถาดเพาะกล้า ควบคุมด้วยไมโครคอนโทรลเลอร์ทำให้สามารถใช้คนดูแลเพียงคนเดียว และทำงานได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

นอกจากนี้ ยังออกแบบให้มีจำนวนเมล็ดต่อหลุมเฉลี่ยคงที่สม่ำเสมอตามความต้องการ โดยการควบคุมความเร็วมอเตอร์ในการหยอดเมล็ดตามปริมาณได้ตามต้องการ พร้อมกันนี้ยังออกแบบการหยอดเมล็ดข้าวให้ตรงกับตำแหน่งถาด โดยใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับถาดก่อนปล่อยเมล็ดข้าว และหยุดการปล่อยเมื่อไม่มีถาดโดยอัตโนมัติ ทำให้ลดการสูญเสียเมล็ดข้าวได้มาก และสามารถเพิ่มผลผลิตการเพาะกล้านาโยนได้มากขึ้น

สัมผัสภูมิปัญญา

ในการทำเกษตรอินทรีย์

ในวิถีการทำข้าวแบบอินทรีย์ ตาแหลม บอกว่า ปลูกข้าวใครว่าเหนื่อย เมื่อมีปัญหาต้องหาทางแก้ไข ไม่ใช่วิ่งหนีปัญหา จึงจะประสบความสำเร็จได้ ดังนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา จึงพยายามศึกษาและพัฒนาวิธีการทำเกษตรของตนเองมาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่น่าสนใจและสามารถนำไปปฏิบัติใช้จริงและเห็นผล

ไม่ว่าการผลิตปุ๋ยชีวภาพทดแทนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ที่ได้คิดค้นจนได้สูตร “หมูหัววัวใบไก่ขน” ซึ่งใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่นเป็นตัวย่อยสลาย ใช้รำเป็นตัวประกอบ คือถ้าต้องการบำรุงต้นหรือราก เราควรใช้ขี้หมู หรือขี้วัว ถ้าต้องการบำรุงราก ต้องใช้ ขี้ไก่ และต้องทำมาจากมูลของสัตว์ที่กินพืช สูตรนี้ได้มาจากชาวลับแล ที่เขาทำหันมา และเมื่อลองมาทำ ใช้ได้ผลดีมาก

ขณะที่การบำรุงดิน ไม่ควรเผาฟางข้าว ควรเอามูลสัตว์ไปย่อยสลายในนาข้าว เมื่อข้าวกำลังโตก็ปล่อยเป็ดลงไป เมื่อบำรุงดินเสร็จแล้ว จึงใช้กล้าที่เพาะจากถาดนาโยน แต่การปลูกข้าวของตาแหลมจะไม่โยนเหมือนคนอื่น ไม่สวยไม่เป็นระเบียบ จึงปักดำ ใช้เมล็ดข้าว 3 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือ 35 ถาด (ข้าวนาโยนเพาะ) และมั่นใจว่าต้องออกทุกเมล็ด การเพาะต้นกล้านาโยน ในฤดูร้อน 12 วัน และฤดูหนาว 15-20 วัน (กล้าหอมนิล) ซึ่งผลผลิตที่ได้ก็ดีตามต้องการ

ส่วนการดูแลแปลงนา ตาแหลม แนะนำว่า ควรมีการปล่อยปลาลงนาบ้าง เพราหอยเชอรี่จะถูกกำจัดโดยปลา หรือถ้าเลี้ยงเป็ดยิ่งช่วยกำจัดหอยเชอรี่ได้ดี และยังช่วยกำจัดวัชพืชในนาข้าวด้วย

นอกจากนี้ ตาแหลม ยังมีการใช้กลอยในการกำจัดหนอน ใช้กลอย 1 หัว ต่อน้ำ 10 ลิตร มาสับและเเช่น้ำ 1 คืน หรือ 24 ชั่วโมง หากมากกว่านั้น กลอยจะเน่าและเสียได้ สูตรนี้สามารถกำจัดหนอนที่มากินต้นมะนาว หรือพืชต่างๆ ได้

อีกหนึ่งภูมิปัญญาที่เกิดจากความคิดของตาแหลม คือนำเกลือไปผสมน้ำ นำข้าวลงไปในน้ำเกลือ ถ้าข้าวจม คือข้าวที่สมบูรณ์ น้ำเกลือที่เหลือจะไม่ทิ้ง จะนำไปฆ่าหญ้าได้ โดยเกิดจากความบังเอิญที่แม่บ้านจะใช้ถัง แล้วนำน้ำเกลือไปเททิ้ง ปรากฏว่าหญ้าตาย จึงเป็นอีกเทคนิคหนึ่งในการกำจัดหญ้าได้ แต่ไม่แนะนำให้ไปกำจัดหญ้าที่ขึ้นบริเวณต้นพืช เพราะจะทำให้พืชตายได้เช่นกัน

“ระบบการจัดการศึกษาธุรกิจเกษตร : ข้าวอินทรีย์” จึงนับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการพัฒนาที่น่าสนใจ และสร้างประโยชน์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับชาวนาในพื้นที่ ดั่งเช่น ตาแหลม ที่ได้รับในวันนี้

เมษายน 27, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

อนาคตยางพาราไทยกับการพัฒนาบึงกาฬ เมืองหลวงยางพาราภาคอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048150157&srcday=2014-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 567


เทคโนโลยีการเกษตร 

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์ 

อนาคตยางพาราไทยกับการพัฒนาบึงกาฬ เมืองหลวงยางพาราภาคอีสาน 

งานวันยางพาราบึงกาฬ 2013 ระหว่าง วันที่ 12-15 ธันวาคม 2556 ที่ผานมา ทางคณะผู้จัดงานได้จัดกิจกรรมเสวนา เรื่องยางพารา ในหัวข้อต่างๆ โดยมีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมวิชาการเกษตร สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) และจังหวัดบึงกาฬ ผลัดเปลี่ยนกันทำเป็นเจ้าภาพจัดเสวนาในแต่ละวัน

ในงานนี้ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ได้จัดเสวนาในหัวข้อ อนาคตยางพาราไทยกับการพัฒนาบึงกาฬ เมืองหลวงยางพารา ภาคอีสาน โดย “คุณไพรวัลย์ อรกุล” และ “คุณวิสุทธิ์ สุวรรณมณี” รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ พูดคุยอย่างเป็นกันเองกับวิทยากรทั้งสองท่าน ได้แก่ “คุณวิโรจน์ จิระวัฒน์” ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาสวนสงเคราะห์ สกย. และ “คุณประเสริฐ อดุลสุทธานนท์” ประธานหอการค้าจังหวัดบึงกาฬ

สิ่งที่หลายคนอยากรู้ ก็คือ บึงกาฬ จะมีโอกาสเป็นเมืองหลวงยางพาราภาคอีสานหรือไม่ คุณวิโรจน์ กล่าวว่า หากต้องการพัฒนาบึงกาฬ ให้เป็นเมืองหลวงยางพาราภาคอีสาน สิ่งสำคัญก็คือ เกษตรกรจะต้องรู้จักตัวเอง

ประเด็นแรก เกษตรกรมีข้อมูลหรือไม่ว่า วันนี้ท่านผลิตยางได้ผลผลิตไร่ละกี่กิโลกรัม ต่อปี เท่าที่ สกย. ได้ตรวจสอบ พบว่า เกษตรกรผู้ปลูกยางในจังหวัดบึงกาฬ มีผลผลิตเฉลี่ย ไร่ละ 247 กิโลกรัม ต่อปี ทั้งนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ ประมาณ 80-90% ปลูกยาง พันธุ์ 600 ความจริงยางพันธุ์นี้สามารถให้ผลผลิตได้สูงสุด ไร่ละ 297 กิโลกรัม แต่วันนี้เกษตรกรยังทำได้ไม่ถึงเป้า ยังสามารถเพิ่มผลผลิตได้อีกไร่ละ 50 กิโลกรัม

ทุกวันนี้ จังหวัดบึงกาฬ ปลูกยางไปแล้ว ประมาณ 1 ล้านไร่ เปิดกรีดยางไปแล้ว ประมาณ 60% ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด แต่ปริมาณผลผลิตยางทั้งจังหวัดในขณะนี้ยังไม่ถึง 100,000 ตัน ถือว่า บึงกาฬยังมีปริมาณผลผลิตยางค่อนข้างน้อย จึงอยากให้เกษตรกรเร่งศึกษาเรียนรู้ว่า ควรทำอย่างไร ให้มีปริมาณน้ำยางต่อไร่ ในสัดส่วนที่สูงขึ้น สมมติว่า ปีที่แล้ว ต้นยางมีผลผลิตอยู่ที่ 2 กิโลกรัม ต่อไร่ ปีนี้ต้องเร่งเพิ่มผลผลิตให้เป็น 2.5-3 กิโลกรัม ต่อไร่ ผมจึงอยากฝากการบ้านให้เกษตรกรกลับไปทบทวนตัวเอง ว่าทุกวันนี้เรามีผลผลิตต่อไร่ได้เท่าไหร่

ประเด็นที่สอง คือเรื่องต้นทุนการผลิตยางของจังหวัดบึงกาฬ ผมเชื่อว่าพี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยคิดเรื่องต้นทุนการผลิตยางกันสักเท่าไหร่ ไม่เคยจด ไม่เคยบันทึก ที่ผ่านมา สกย. เคยประเมินการผลิตยางก้อนถ้วยในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉลี่ย อยู่ที่ 26 บาท ต่อกิโลกรัม เมื่อคำนวณรายได้จากการขายยางก้อนถ้วยในปัจจุบัน ประมาณกิโลกรัมละ 30 บาท เกษตรกรส่วนใหญ่ก็ยังพอใจกับรายได้ เพราะหลังหักต้นทุนการผลิตแล้ว ก็ยังพอมีกำไรเหลืออยู่

เรื่องต้นทุนการผลิต ถือเป็นประเด็นสำคัญที่เกษตรกรควรใส่ใจเรียนรู้ เพื่อก้าวเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ หรือที่เรียกว่า เกษตรกรหัวปราดเปรื่อง โดยเกษตรกรจะต้องทำบัญชีครัวเรือน จดบันทึกต้นทุนค่าใช้จ่ายทุกอย่าง พอสิ้นปีก็นำมาคำนวณสรุป ว่ามีต้นทุนการผลิตตลอดทั้งปีเท่าไหร่ ผมคิดว่า ทุกวันนี้ พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางบึงกาฬก้าวหน้าไปเยอะ หลายคนเริ่มจดบันทึกต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิต เรียกว่ามีแววเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์กันแล้ว

ประเด็นที่สาม ผมอยากรู้ว่า เกษตรกรได้กระจายความเสี่ยงให้แก่ตัวเองบ้างหรือยัง ในช่วงที่กระแสการปลูกยางกำลังมาแรงมาก ผมเคยเสนอในที่ประชุม ให้เกษตรกรกระจายความเสี่ยงในการปลูกยาง หมายความว่า อย่าพึ่งรายได้จากการปลูกยางเพียงอย่างเดียว เพราะหากราคายางมีปัญหา เกษตรกรจะเดือดร้อน สาเหตุที่ผมหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดเนื่องจากสินค้าเกษตรแทบทุกชนิดไม่ว่าจะปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา ช่วงที่ขายได้ราคาดี เกษตรกรมักแห่ลงทุนตามกันไป ราคาตกเมื่อใด ก็ประสบปัญหาเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

ผมจึงอยากเตือนเกษตรกรว่า อย่ายึดรายได้จากการปลูกยางพาราแต่เพียงอย่างเดียว ควรกระจายความเสี่ยงโดยการปลูกพืชชนิดอื่นบ้าง หากใครมีพื้นที่ 10 ไร่ ก็ไม่ควรปลูกยางทั้งหมด ควรแบ่งพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ มากมายที่ขายได้ราคาดี ผมเชื่อว่าเกษตรกรควรพัฒนาความรู้ให้รอบด้าน ไม่ใช่รู้แค่เรื่องยางแต่เพียงอย่างเดียว ควรเรียนรู้เรื่องอื่นๆ ด้วย หากเกษตรกรปลูกยางแต่เพียงอย่างเดียว วันใดวันหนึ่งราคายางตก เกษตรกรย่อมเดือดร้อน เพราะยางพารากินไม่ได้ ยางก้อนถ้วยมีอายุการเก็บรักษาที่สั้น แถมมีกลิ่นเหม็นด้วย

จากการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในจังหวัดบึงกาฬครั้งล่าสุด พบว่า ที่นี่มีชาวสวนยาง จำนวน 40,000 ราย หากคำนวณจากพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดของจังหวัดบึงกาฬ ที่มีเนื้อที่ ประมาณ 1 ล้านไร่ ชาวสวนยางในจังหวัดบึงกาฬ ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย ถือครองที่ดินสำหรับปลูกยางพารา เฉลี่ยครอบครัวละ 20 ไร่ เท่านั้น

โดยทั่วไป เกษตรกรรายย่อยมักจะเสียเปรียบในเรื่องการบริหารจัดการ เพราะต่างคนต่างจัดการ มักมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง เมื่อนำสินค้าออกขาย มักไม่มีอำนาจในการต่อรองราคา อยากถามเกษตรกรว่า ท่านพร้อมหรือยังที่จะบริหารจัดการผลผลิตของตัวเอง โดยรวมกลุ่มกันทำงาน ไม่ไช่แค่รวมกลุ่มกันขายยางแต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรรวมกลุ่มกันพัฒนาผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้น และแปรรูปยางให้มีมูลค่าที่สูงขึ้น ผมมองว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญมาก เพราะหากท่านไม่สามารถรวมกลุ่มกันทำงานได้ เรื่องพัฒนาบึงกาฬ เมืองหลวงยางพาราภาคอีสาน ผมว่าคงเป็นไปได้ยาก

ประเด็นสุดท้าย ที่อยากฝากไว้คือ เรื่ององค์ความรู้ หน่วยงานหลายแห่ง ตั้งแต่ สกย. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และองค์การสวนยาง (อสย.) พยายามถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกรชาวสวนยาง แต่ผมสังเกตเห็นว่า เกษตรกรชาวสวนยางสนใจเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวกันค่อนข้างน้อย เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจเรียนรู้ว่า มีเทคโนโลยีใหม่อะไรเข้ามาบ้าง เพื่อใช้ปรับปรุงการทำงานของตัวเอง ให้มีต้นทุนการผลิตที่ลดลงหรือช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น

ผมถือว่า กิจกรรมตรงนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะหากเกษตรกรมีความรู้ ก็จะมีภูมิปัญญาแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ทั้งหมด การพัฒนาต่างๆ ก็ทำได้ง่าย 4 ประเด็น ที่ผมพูดมา หากเรามีความพร้อม การพัฒนาบึงกาฬเป็นเมืองหลวงยางพาราภาคอีสาน ก็ไม่ใช่เรื่องยาก

ด้าน คุณประเสริฐ กล่าวว่า ผมเห็นด้วยกับ ผอ. วิโรจน์ ว่า บึงกาฬ มีโอกาสพัฒนาเป็นเมืองหลวงยางพาราภาคอีสาน หากเกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีองค์ความรู้เรื่องการบริหารจัดการต้นทุน การเพิ่มผลผลิต และมีแผนกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ทุกปัจจัยล้วนมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เมื่อเกษตรกรจำเป็นต้องทำธุรกิจ ก็ควรรู้เขารู้เราเสียก่อน เริ่มต้นจากเรียนรู้ตัวเอง สร้างภูมิคุ้มกัน สร้างความเข้มแข็งให้แก่ตัวเองเสียก่อน ที่จะก้าวออกไปแข่งขันในตลาดโลก

หลายคนสงสัยว่า จังหวัดบึงกาฬ มีความพร้อมในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะเรื่องการคมนาคมขนส่งหรือยัง คุณประเสริฐ กล่าวว่า ทุกวันนี้เราส่งยางพาราไปที่แหลมฉบัง จังหวัดระยอง โดยใช้ระยะเวลาขนส่ง ประมาณ 2 วัน ทำให้มีต้นทุนเรื่องโลจิสติกส์ค่อนข้างเยอะ ขณะนี้ เวียดนาม กำลังก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ที่เมือง Vung Ang เพื่อเชื่อมการขนส่งสินค้าไปยังประเทศจีนได้โดยตรง

จากจังหวัดบึงกาฬไปยังประเทศเวียดนาม หากเดินทางโดยรถยนต์ จะเป็นระยะการเดินทาง ประมาณ 315 กิโลเมตร ในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า หากการก่อสร้างท่าเรือดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์ และไทยก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเต็มตัว เราสามารถส่งออกสินค้ายางจากจังหวัดบึงกาฬผ่านท่าเรือน้ำลึกดังกล่าวได้อีกทางหนึ่ง ก็จะลดต้นทุนการส่งออกให้ถูกลง แล้วยังช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันสินค้ายางไทยในตลาดโลกได้อีกทางหนึ่ง

คุณประเสริฐ เล่าว่า ทุกวันนี้ จังหวัดบึงกาฬ มีนักลงทุนไทยและต่างชาติสนใจเข้ามาตั้งกิจการมากขึ้น ล่าสุดเป็นผู้ประกอบการจากจีนสนใจตั้งโรงงานแปรรูปยาง ที่ ตำบลโคกก่อง โดยมีเป้าหมาย ผลิตสินค้ายางรถยนต์ นอกจากนี้ ยังมีนักลงทุนชาวไต้หวัน ก็เข้ามาสำรวจลู่ทางการลงทุนในจังหวัดบึงกาฬเช่นกัน ข้อมูลที่นักลงทุนต่างชาติสนใจอยากรู้ก็คือ

โครงการก่อสร้างสะพานข้ามโขง ไทย-สปป. ลาว จะเกิดขึ้นในจังหวัดบึงกาฬหรือไม่ มีแผนการก่อสร้างถนน 4 เลน หรือเปล่า และทางจังหวัดมีโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา ที่เอื้อต่อการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติหรือไม่ มีจำนวนแรงงานมากพอสำหรับรองรับการตั้งโรงงานหรือเปล่า

ประเด็นปัญหาเหล่านี้ ทางจังหวัดบึงกาฬก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ผมในฐานะประธานหอการค้าจังหวัดบึงกาฬ ได้ทำหนังสือถึง ผู้จัดการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ให้ขยายพื้นที่ให้บริการไฟฟ้า สำหรับรองรับการลงทุนในอนาคต เพื่อให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจ ส่วนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 ผมยืนยันได้ว่าจะเกิดขึ้นที่จังหวัดบึงกาฬอย่างแน่นอน เพราะหน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้ทำงานร่วมกันที่จะผลักดันโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งวางแผนก่อสร้างถนนเชื่อมเครือข่ายใยแมงมุม ทางหอการค้าจังหวัดบึงกาฬได้จัดทำแผนก่อสร้างกับหน่วยงานภาครัฐเรียบร้อยแล้ว ผมยืนยันได้ว่า หากใครสนใจมาลงทุนที่จังหวัดบึงกาฬจะไม่มีผิดหวังอย่างแน่นอน

ขณะนี้ แผนศึกษาผลกระทบโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 ได้เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2555 โดยใช้ระยะเวลาดำเนินงาน ประมาณ 1 ปี ในวงเงินกว่า 30 ล้านบาท คาดว่าภายในเดือนกันยายน 2557 จะได้บทสรุปที่ชัดเจนออกมา นอกจากนี้ ทางหอการค้าจังหวัดบึงกาฬก็มีแผนผลักดันโครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่ โดยจะต่อเชื่อมมาจากจังหวัดหนองคาย ที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จจะเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าแนวเขตชายแดนหนองคาย-บึงกาฬ-จังหวัดนครพนม และจังหวัดมุกดาหาร ไปพร้อมๆ กัน

อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสนใจก็คือ อนาคตยางพาราจะปรับตัวไปในทิศทางใด คุณวิโรจน์ ให้คำตอบว่า ตอนนี้ประชากรโลกมีอยู่ประมาณ 7 พันล้านคน ขณะที่ทั่วโลกผลิตยางพาราได้ปีละ 11 ล้านตัน เมื่อหารด้วยจำนวนประชากรโลก เท่ากับ 1 คน จะใช้ยาง ประมาณ 1.6 กิโลกรัม ภายในปี 2563 หรืออีก 6 ปีข้างหน้า จะมีประชากรทั่วโลก ประมาณ 1 หมื่นล้านคน ทั่วโลกผลิตยางได้แค่ 15.6 ล้านตัน เมื่อหารด้วยจำนวนประชากรทั้งหมด เท่ากับ ในอนาคต 1 คน จะใช้ยางประมาณ 1.5 กิโลกรัม ก็ใกล้เคียงกับปริมาณการใช้ยางในปัจจุบัน

คุณวิโรจน์ กล่าวอีกว่า ในอนาคตภาวะตลาดยางจะปรับตัวพลิกผันอย่างไร ก็ขึ้นกับ 2 ปัจจัยหลัก คือภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาวะราคาน้ำมัน อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญคือ วิกฤตภัยธรรมชาติ สรุปว่าหากไม่เจอปัจจัยลบดังกล่าวเข้ามารบกวน ตลาดยางพาราก็ยังมีโอกาสเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง 

เมษายน 27, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

“รันรัน” แตงโมเนื้อเหลือง รสหวาน หอม อร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054150157&srcday=2014-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 567


เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค

“รันรัน” แตงโมเนื้อเหลือง รสหวาน หอม อร่อย 

เชื่อหรือไม่ ตอนนี้ สาวไทยจำนวนไม่น้อย ที่เชื่อว่า กินแตงโมทุกวัน ทำให้ผิวขาวใสขึ้นมากกว่ากลูต้าไทโอน (Glutathione) และถ้ากินแตงโมคู่กับโยเกิร์ตจะช่วยลดน้ำหนักได้ สัปดาห์ละ 3-5 กิโลกรัม สาเหตุที่แตงโมกลายเป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับสาวไทยที่ต้องการลดความอ้วน เนื่องจากแตงโมมีแคลอรีต่ำ และยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น วิตามิน ซี ที่ช่วยป้องกันไข้หวัดและโรคเลือดออกตามไรฟัน หรือจะเป็นโพแทสเซียมที่มีส่วนช่วยควบคุมความดันโลหิตของร่างกาย

นอกจากนี้ เนื้อแตงโมยังมี “สารไลโคปีน” ที่ช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ และ “สารเบตาแคโรทีน” ที่ร่างกายนำมาใช้เพื่อเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทั้งยังช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และระบบขับปัสสาวะ รวมถึงยังช่วยบำรุงผิวพรรณและเส้นผมให้แข็งแรงอีกด้วย นอกจากนี้ เปลือกแตงโมยังมีสาร “ซิทรูไลน์” ที่มีส่วนช่วยขยายเส้นเลือด ซึ่งเป็นผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน และสารนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อคนที่เป็นโรคอ้วนและเบาหวานด้วย จึงอยากเชิญชวนให้คนไทยที่รักสุขภาพหันมาสนใจคุณประโยชน์และรสชาติหวานอร่อยของแตงโมกันมากขึ้น

สถานการณ์ผลิตแตงโมในเมืองไทย 

ทุกวันนี้ เมืองไทยมีพื้นที่ปลูกแตงโมไม่ต่ำกว่า 26,086 ไร่ มีแหล่งปลูกแตงโมกระจัดกระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดกาญจนบุรี กำแพงเพชร นครราชสีมา นครสวรรค์ ยโสธร สกลนคร สระแก้ว สุโขทัย สุพรรณบุรี หนองคาย และอยุธยา

คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการบริโภคแตงโมเป็นผลไม้ จึงอาจไม่ทราบว่า การผลิตแตงโม แยกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ แตงโมเนื้อ เนื้อที่ปลูกประมาณ 25,888 ไร่ คือแตงโมทั่วไปที่ปลูกเพื่อเก็บผลแก่ (บริโภคเป็นผลไม้) แตงโมเมล็ด พื้นที่ปลูกประมาณ 194 ไร่ คือแตงโมที่ปลูกเพื่อให้เมล็ด ที่เหลือเป็น แตงโมอ่อน คือแตงโมที่ปลูกเพื่อเก็บผลอ่อน

ประเทศไทยมีการปลูกแตงโมทั่วทุกภูมิภาค และปลูกได้ทุกฤดู แตงโมไม่ชอบฝนตกชุก ไม่ชอบน้ำท่วมขัง เพราะจะทำให้ต้นเหี่ยวเฉา เกิดโรคทางใบ ทำให้รสชาติไม่หวาน และอาจทำให้ผลเน่าได้ โดยทั่วไปการผลิตแตงโมจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุด ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน-กลางเดือนธันวาคมของทุกปี ส่วนแตงโมที่ปลูกหลังจากการทำนาจะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดราวเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม

“รันรัน” แตงโมพันธุ์ใหม่

กำลังเป็นที่นิยมในภาคอีสานตอนบน 

“เคน แสนมี” เกษตรกรชาวตำบลบ้านแร่ อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร ปลูกแตงโมเป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัวมานานกว่า 20 ปี ลุงเคน เป็นแกนนำรวมกลุ่มสมาชิกเกษตรกรผู้ปลูกแตงโมในท้องถิ่น และจังหวัดใกล้เคียง 120 ราย จัดตั้ง สหกรณ์ผู้ปลูกแตงโมสกลนคร จำกัด ที่เนื้อที่ 2,000 ไร่ เฉลี่ย ประมาณ 10 ไร่ ต่อราย โดยจะปลูกแตงโมแดง 80% และแตงโมเหลือง 20% ปัจจุบันทางสหกรณ์ฯ แห่งนี้ทำหน้าที่รวบรวมและจัดจำหน่ายแตงโมของสมาชิกออกเพื่อส่งไปขายที่ตลาดไท ประมาณ วันละ 40-50 ตัน และห้างสรรพสินค้าทั่วไป เช่น โลตัส บิ๊กซี ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ปีที่ผ่านมา สหกรณ์ฯ แห่งนี้มีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตสูงถึง 695,729 บาท

ลุงเคน ในฐานะประธานสหกรณ์ผู้ผลิตแตงโมสกลนคร จำกัด เล่าให้ฟังว่า ขณะนี้ สมาชิกจำนวนมากหันมาสนใจปลูกแตงโมเหลือง พันธุ์ “รันรัน” กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากแตงโมพันธุ์ รันรัน มีเนื้อสีเหลืองสดใส หอม หวาน อร่อย มีความหวานสูงมาก 11-13 องศาบริกซ์ รูปทรงหมอน ง่ายต่อการจัดวางและขนส่ง รวมถึงมีเปลือกเหนียวไม่แตกง่าย ช่วยให้ลดการสูญเสียลงได้มาก ตลาดมีความต้องการสูง

“ที่ผ่านมา ผมเป็นผู้ร่วมวิจัยปรับปรุงพันธุ์แตงโม รันรัน ของ บริษัท เจียไต๋ จำกัด ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน จนได้แตงโมพันธุ์ใหม่ที่มีรูปทรงหมอน เนื้อสีเหลือง เนื้อละเอียดแน่น รสอร่อย มีรสชาติที่หวานหอมคล้ายน้ำผึ้ง บางครั้งจึงเรียกว่า “แตงโมสายน้ำผึ้ง” แตงโมพันธุ์นี้มีน้ำหนักเฉลี่ย 4-6 กิโลกรัม เปลือกเหนียวเหมาะกับการขนส่งทางไกล เกษตรกรแถบอีสานตอนบนนิยมปลูกมาก ตลาดต้องการเยอะ” ลุงเคน กล่าว

แตงโมพันธุ์รันรัน ปลูกและดูแลรักษาเหมือนแตงโมทั่วไป โดยจะมีการเด็ดยอด ตัดแต่งแขนงไว้ 2-4 แขนง ต่อต้น คัดเลือกผลที่ดี ทรงผลตรงตามสายพันธุ์ ไว้ 1-2 ผล ต่อต้น การไว้จำนวนผลต่อต้นขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้นในแต่ละแปลง โดยจะเลือกตำแหน่งของผลจากตำแหน่งของดอกตัวเมียในแต่ละเถา ซึ่งตำแหน่งที่ให้ผลผลิตที่ดีที่สุด ดอกที่ 3-4 ของเถา ต้นไม่ชะงักการเจริญเติบโต มีจำนวนใบเพียงพอต่อการเลี้ยงผลผลิตให้ได้คุณภาพดี เก็บเกี่ยวตรงตามอายุพันธุ์ คือ 26-28 วัน หลังผสมดอก แต่อาจคลาดเคลื่อนเล็กน้อยตามฤดูกาล และจะงดน้ำก่อนเก็บเกี่ยว 2-3 วัน เพื่อช่วยให้ความหวานเพิ่มสูงขึ้น สีของเนื้อเข้มขึ้น และมีอายุการวางผลที่นานขึ้นด้วย

“แตงโมชนิดนี้ ต้องการดินที่มีความชุ่มชื้นพอเหมาะ น้ำไม่ขัง มักปลูกกันในดินร่วนปนทราย แตงโมพันธุ์รันรัน ปลูกดูแลง่าย อัตราการงอกดี และติดลูกง่ายกว่าพันธุ์อื่นเท่าตัว แถมต้านทานโรคและแมลงได้ดี ตั้งแต่ปลูกพันธุ์นี้มานานกว่า 2 ปี ผมไม่เคยเจอปัญหาเสี้ยนดิน แมลงวันทอง หนอน และเพลี้ยที่เป็นแมลงศัตรูในแปลงปลูกแตงโมทั่วไป” ลุงเคน กล่าว

เมื่อเปรียบเทียบลักษณะเด่นของแตงโมพันธุ์รันรัน กับแตงโมพันธุ์ทั่วไป ลุงเคน บอกว่า แตงโมพันธุ์รันรัน มีอัตราการเจริญเติบโตของต้นที่แข็งแรงกว่าแตงโมเนื้อเหลืองสายพันธุ์อื่นๆ และมีอายุการเก็บนานกว่าพันธุ์อื่นๆ อีกด้วย นอกจากนี้ ยังให้ผลผลิตสูง เฉลี่ยไร่ละ 5-6 ตัน หากปลูกในช่วงฤดูแล้งจะให้ผลผลิตสูงถึงไร่ละ 9 ตัน เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ ที่ให้ผลผลิตเพียงไร่ละ 3-4 ตัน เท่านั้น

“ทุกวันนี้ เกษตรกรในท้องถิ่นหันมาปลูกแตงโมเป็นอาชีพหลัก เพราะทำรายได้สูง เนื่องจากปลูกได้ถึง 4 รอบ ต่อปี เมื่อเทียบกับการทำนาปลูกข้าวได้มากสุด 2 ครั้ง ต่อปี นอกจากนี้ การปลูกแตงโมยังใช้เวลาปลูกเพียง 60-70 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตขายได้แล้ว ทุกๆ 3 เดือน มีรายได้แล้ว แค่ปลูกแตงโมพันธุ์รันรัน 10 ไร่ จะมีรายได้ 2 แสนกว่าบาท ต่อรอบ เลยทีเดียว” ลุงเคน กล่าว

คุณพงษ์ศักดิ์ พงษ์อริยทรัพย์ นักปรับปรุงพันธุ์พืช บริษัท เจียไต๋ จำกัด กล่าวว่า ในปี 2545-2548 เจียไต๋ ได้เริ่มรวบรวมพันธุกรรมแตงโมเนื้อเหลืองจากหลากหลายแหล่ง เพื่อพัฒนาสายพันธุ์พ่อแม่ ที่มีลักษณะที่ดี ต้นแข็งแรง การติดผลและคุณภาพเนื้อดี เพื่อสร้างสายพันธุ์ลูกผสมแตงโมเนื้อเหลืองที่มีลักษณะที่ต้องการ โดยปลูกทดสอบสายพันธุ์ลูกผสมจำนวนมาก เปรียบเทียบกับพันธุ์การค้าทั่วไป และคัดจนเหลือคู่ผสมที่มีลักษณะโดดเด่นเพียงไม่กี่สายพันธุ์ และได้นำพันธุ์ออกทดสอบสู่แปลงเกษตรกร และร่วมคัดเลือกกับกลุ่มสหกรณ์ผู้ผลิตแตงโม จังหวัดสกลนคร จนได้พันธุ์ที่ดีที่สุดในปี 2553 นั่นคือ แตงโมเหลือง สายพันธุ์ “รันรัน” ที่ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับทั้งผู้ปลูก ตลาด และผู้บริโภค

แตงโมเหลือง สายพันธุ์ “รันรัน” เป็นแตงโมลูกผสมเนื้อสีเหลือง มีลักษณะที่ดี ตอบสนองความต้องการของตลาดครบทุกด้าน ทั้งเกษตรกรผู้ปลูก และในด้านการผลผลิต ความแข็งแรงของต้น การติดผลที่ดี สามารถตอบสนองการผลิตได้ในทุกฤดู ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น อีกทั้งตอบสนองต่อความต้องการของตลาดและผู้บริโภค ในด้านของคุณภาพเนื้อ ความหวาน ทนต่อการขนส่ง และมีอายุการเก็บรักษาผลระหว่างรอการจำหน่ายหรือบริโภคได้ดีกว่าพันธุ์อื่นๆ ทั่วไป

แตงโมพันธุ์รันรัน มีลักษณะผลเป็นรูปทรงหมอน ที่มีส่วนหัวและท้ายกลมมนเท่ากันเป็นวงรี นอกจากจะง่ายต่อการจัดวางและขนส่งแล้ว ยังมีความได้เปรียบ เมื่อต้องผ่าแบ่งผลเป็นชิ้นเล็กๆ ด้วยรูปทรงหมอน จะทำให้ได้จำนวนชิ้นเนื้อ เกรด A มากกว่าแตงโมรูปทรงกลม ซึ่งติดในเรื่องรูปทรง ไม่สามารถผ่าได้ชิ้นเนื้อที่สมบูรณ์และสวยงามเป็น เกรด A ได้ทั้งหมด

คุณพงษ์ศักดิ์ เล่าอีกว่า ทุกวันนี้ เกษตรกรจำนวนมากในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดสกลนคร นครพนม และจังหวัดใกล้เคียง หันมาปลูกแตงโมพันธุ์รันรัน แทนแตงโมพันธุ์เดิมกันมากขึ้น เนื่องจากแตงโมพันธุ์นี้ ปลูกดูแลง่าย ให้ผลผลิตสูง แถมขายได้ราคาดีกว่าพันธุ์อื่น แม้เป็นผลตกเกรด คุณภาพของเนื้อยังมีคุณภาพดีมาก สามารถขายให้ผู้บริโภคและแม่ค้าท้องถิ่นได้ง่ายและราคาดี หากใครสนใจเมล็ดพันธุ์ แตงโมเหลือง สายพันธุ์ “รันรัน” สามารถติดต่อหาซื้อได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ของเจียไต๋ทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ โทร. (02) 810-3031-7 ต่อ 136 http://www.chiataigroup.com

เมษายน 27, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ยางอีสาน ปลูกอย่างไร ให้ดีขึ้นอีก?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062010157&srcday=2014-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 566


เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์ 

ยางอีสาน ปลูกอย่างไร ให้ดีขึ้นอีก? 

งานวันยางพาราบึงกาฬ 2013 ระหว่างวันที่ 12-15 ธันวาคม 2556 จัดอย่างยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับ 2 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างระดมสาระความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ในการปลูก แปรรูปยางและข้อมูลการตลาดมาจัดแสดงและถ่ายทอดแก่เกษตรกรชาวสวนยางกันอย่างเต็มที่ เพื่อเตรียมความพร้อมเกษตรกร รับมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2558 แต่ละวันมีพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดบึงกาฬ และพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงตลอดจนเพื่อนเกษตรกรจาก สปป.ลาว สนใจเข้าร่วมชมงานกันอย่างคึกคัก 

กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้จัดงานวันยางพาราบึงกาฬ 2013 ได้จัดเวทีเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ “พัฒนาผลผลิตยางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านยางพารา มาร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาการจัดการสวนยางในท้องถิ่น และมีข้อสรุปร่วมกันว่า การพัฒนาผลผลิตยางภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ได้ผลดี เกษตรกรควรตัดสินใจก่อนปลูกว่า ต้องการน้ำยาง หรือเนื้อไม้ รวมทั้งคัดเลือกสายพันธุ์ยางให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ และต้องจัดการสวนยางอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการป้องกันปัญหาอาการเปลือกแห้งที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการให้ปริมาณน้ำยาง หากทำได้ครบทุกข้อจะช่วยให้สวนยางมีผลผลิตสูงขึ้นและเกษตรกรมีรายได้มากขึ้น

หลายคนสงสัยว่า พันธุ์ยางชนิดใดที่เหมาะสมสำหรับปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คุณรัชนี รัตนวงศ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยยางหนองคาย สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ให้คำตอบว่า สถาบันวิจัยยางมีพันธุ์ยางหลายสายพันธุ์ที่แนะนำให้เกษตรกรปลูก แต่ก่อนปลูกยาง เกษตรกรควรคำนึงถึงความต้องการในการลงทุนทำสวนยางพารา ว่าต้องการผลผลิตแบบใด อยากได้น้ำยาง หรือเนื้อไม้ เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ยางให้ตรงกับวัตถุประสงค์ในการปลูก

สำหรับพื้นที่ภาคอีสาน กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้เกษตรกรปลูกยางพารา 3 พันธุ์หลัก คือ

1. พันธุ์ยางที่ให้ผลผลิตน้ำยางเป็นหลัก ได้แก่ พันธุ์ยางสถาบันวิจัยยาง 408 หรือ เฉลิมพระเกียรติ 984 สถาบันวิจัยยาง 251 และสถาบันวิจัยยาง 226 ซึ่งเป็นพันธุ์ยางของประเทศไทยทั้งหมด ยกเว้น พันธุ์ยาง RRIM 600 ของประเทศมาเลเซียมาให้เกษตรกรไทยได้รู้จักและเป็นที่นิยมปลูกอย่างแพร่หลายถึงร้อยละ 80 ของพื้นที่ปลูกยางทั่วประเทศจนถึงทุกวันนี้

2. พันธุ์ยางที่ให้ผลผลิตน้ำยางสูง เจริญเติบโตดี และให้ไม้ยางดีด้วย ได้แก่ พันธุ์ยาง RRII 118 ที่มาจากประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นพันธุ์ยางชั้น 1 ในกลุ่มที่ให้ผลผลิตและคุณภาพเนื้อไม้ดี รวมไปถึงพันธุ์ PB 235 ที่มาจากมาเลเซีย และ

3. พันธุ์ยางที่เน้นเนื้อไม้เป็นหลัก ได้แก่ พันธุ์ฉะเชิงเทรา 50 พันธุ์ AVROS 2037 และพันธุ์ BPM 24 ที่มาจากอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม เกษตรกรควรคำนึงถึงพื้นที่ที่เหมาะสม รวมไปถึงการดูแลทั้งก่อนและหลังการกรีด เพื่อให้ได้ต้นยางพาราที่ดีมีคุณภาพ

หลักการจัดการสวนยางพาราอย่างเหมาะสม ควรทำอย่างไร คุณพิศมัย จันทุมา นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ขั้นตอนแรกในการปลูกยางพารา เกษตรกรต้องเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม ต้องเป็นดินร่วนปนทราย มีความลึกอย่างน้อย 1 เมตร ดูสภาพพื้นดินอย่าให้มีความลาดเอียงมากเกินไป และควรจะต้องใช้ระยะแถวในการปลูกอย่างน้อย 7 เมตร และระยะแถวระหว่างต้น ประมาณ 3 เมตร โดยในพื้นที่ 1 แปลง ควรปลูกยาง 25% ส่วนพื้นที่เหลืออีก 75% แนะนำให้ปลูกพืชแซมต้นยาง เช่น ข้าวโพด สับปะรด และพืชตระกูลถั่ว

สำหรับยางต้นเล็ก ควรปลูกให้ห่างจากต้นยาง ประมาณ 1 เมตร ส่วนต้นใหญ่ควรมีระยะห่าง ประมาณ 1.5 เมตร การปลูกยางพาราเป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิตเกษตรกรในบ้านเรา จากเดิมที่เคยปลูกพืชไร่สามารถสร้างรายได้เพิ่มได้ทุกปี แต่การปลูกยางใหม่ มักทำให้รายได้เกษตรกรหายไป 7 ปี เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร อยากแนะนำให้ปลูกพืชแซมในสวนยาง เพื่อลดความเสี่ยงก่อนการได้ผลผลิตยางพารา

ส่วนการปลูกพืชแซมในสวนยาง ควรเน้นปลูกพืชอายุสั้นที่ต้องการแสงแดดมาก เช่น กลุ่มพืชผัก พืชคลุมดิน พืชล้มลุก ที่ปลูกง่าย และเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น พริก มะระ มะเขือ สับปะรด ฯลฯ เมื่อเปิดกรีดต้นยางได้แล้ว เกษตรกรยังมีช่องทางเพิ่มรายได้ ในพื้นที่ด้วยการปลูกพืชร่วมยาง เช่น กาแฟ ดาหลา กระวาน ไม้ดอกสกุลหน้าวัว ไม้ดอกวงศ์ขิง ไม้ดอกสกุลเฮลิโคเนีย ขิง ข่า ขมิ้น ผักพื้นบ้าน ฯลฯ นอกจากนี้ การดูแลรักษาก็เป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะการกำจัดวัชพืช เช่น หญ้าคา และหญ้าขจรจบ เพราะวัชพืชเหล่านี้มักแย่งธาตุอาหาร ทำให้ต้นยางมีอาการแคระแกร็น

ประเด็นสุดท้ายที่หยิบมาพูดคุยในเวทีเสวนาแห่งนี้คือ อาการเปลือกยางแห้ง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการให้ผลผลิตน้ำยาง โรคเปลือกแห้งหรืออาการเปลือกแห้งยางพารา (Tapping panel dryness) ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน แต่มีรายงานว่าเป็นความผิดปกติทางสรีรวิทยาของต้นยางพาราที่ถูกชักนำโดยหลายปัจจัย อาทิ การใช้ระบบกรีดหักโหม การใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง ความผิดปกติของพันธุ์ยาง และสภาพแวดล้อม และยังไม่สามารถตรวจพบว่าเกิดจากเชื้อโรคใด จึงอาจถือว่าไม่ใช่โรคยาง แต่เป็นอาการหนึ่งของต้นยางพาราที่ไม่มีน้ำยางหรือเปลือกแห้ง นั่นเอง

คุณเกษตร แนบสนิท นักวิชาการเกษตรชำนาญพิเศษ ศูนย์วิจัยยางหนองคาย สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ได้พูดถึงวิธีสังเกตอาการผิดปกติของยางพาราว่า อาการผิดปกติของต้นยางที่พบบ่อยและก่อให้เกิดความเสียหายมากที่สุด คือ อาการเปลือกแห้ง แบ่งได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ สำหรับระยะต้นน้ำนั้น สามารถสังเกตได้จากอาการน้ำยางไหลมากหรือน้อยผิดปกติ หรือมีความเข้มข้นของน้ำยางมากหรือน้อยผิดปกติ ซึ่งจริงๆ แล้วในน้ำยาง 100% จะมีน้ำยางอยู่ประมาณ 35% ส่วนระยะกลางน้ำ สังเกตได้ในช่วงเวลากรีดยาง น้ำยางจะไหลออกมาจากรอยที่กรีดไม่หมด หรือเรียกว่า อาการฟันหลอ และสุดท้ายคือ ระยะปลายน้ำ เป็นระยะที่น้ำยางจะเริ่มหยุดไหล

นอกจากนี้ อาการเปลือกแห้งยังจำแนกออกเป็น 2 รูปแบบ คือ Tapping Panel Dryness หรือ TPD เป็นความผิดปกติที่เกิดจากการกรีดยางต้นเล็กเกินไป และเกิดจากความถี่ในการกรีดเอาน้ำยางและการใช้น้ำยากระตุ้นให้น้ำยางไหลมากเกินไป จนทำให้เกิดอาการเปลือกแห้ง และหากปล่อยให้ต้นยางเป็นโรคเปลือกแห้งแบบถาวร จะทำให้ไม่สามารถกรีดยางได้ และ Trunk Phloem Necrosis หรือ TPN เป็นอาการผิดปกติของท่ออาหาร ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยอาจเกิดขึ้นบริเวณโคนต้นยางพารา ภายในเปลือกยาง และพบบริเวณต้นตอและกิ่งตาพันธุ์ ฉะนั้น เกษตรกรจึงควรดูแลจัดการสวนต้นยางด้วยความเอาใจใส่ เพื่อให้มีผลผลิตที่ดี และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนในอนาคต

อนึ่ง ปัญหาสวนยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ประสบความล้มเหลวในช่วงที่ผ่านมา พบว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากเกษตรกรบางรายปลูกยางพาราในพื้นที่ไม่เหมาะสม เช่น พื้นที่ลุ่มที่เคยใช้ปลูกนาข้าว พื้นที่ที่มีหน้าดินตื้น พื้นที่ที่มีระดับน้ำใต้ดินสูง หรือระดับน้ำใต้ดินอยู่ใกล้ผิวดิน พื้นที่ที่มีชั้นดาน หรือดินที่มีชั้นกรวดอัดแน่น หรือแผ่นหินแข็งในระดับลึกจากผิวดิน ประมาณ 1 เมตร จึงเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของต้นยางพาราหลังจากปีที่ 3 ทำให้ต้นยางชะงักการเจริญเติบโต ขอบใบแห้ง เกิดอาการตายจากยอดและยืนต้นตายในช่วงฤดูแล้ง เนื่องจากรากแขนงของต้นยางพาราไม่สามารถชอนไช เพื่อดูดน้ำในฤดูแล้งได้

ปัญหาการปลูกยางพาราในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมดังกล่าว หากไม่ได้รับการแก้ไขจะเป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจ จึงอยากแนะนำให้เกษตรกรขุดคูระบายน้ำออกจากแปลงยางพาราให้ลึกกว่าระดับน้ำใต้ดิน (ซึ่งระดับน้ำใต้ดินในแต่ละพื้นที่ย่อมแตกต่างกัน) จึงจะสามารถระบายน้ำได้ และใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยมูลสัตว์ หรือปุ๋ยหมัก เพื่อปรับโครงสร้างของดินให้ร่วนซุย ทำให้การระบายน้ำและการถ่ายเทอากาศของดินดีขึ้น ก็จะช่วยให้ต้นยางพารารอดตาย อย่างไรก็ดี ก่อนตัดสินใจปลูกยางพารา เกษตรกรควรพิจารณาเลือกพื้นที่ปลูกที่เหมาะสมจะเป็นการดีกว่าปลูกยางพาราในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เพราะการมาจัดการสวนยางพาราในภายหลัง ย่อมเพิ่มต้นทุน ซึ่งอาจไม่คุ้มค่าและอาจไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

หากผู้อ่านมีข้อสงสัยประการใด สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โทร. (02) 579-1576, (02) 579-7557-8 http://www.rubberthai.com ศูนย์วิจัยยางหนองคาย โทร. (042) 490-924 ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา โทร. (038) 136-225-6 ศูนย์วิจัยยางสุราษฎร์ธานี โทร. (077) 274-097 ศูนย์วิจัยยางสงขลา โทร. (074) 212-401-5 ได้ทุกวัน ในวันและเวลาราชการ

เมษายน 27, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

ฑัตสัณฑ์ชัย ตรีสัตย์ เดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ที่อู่ทอง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05047151256&srcday=2013-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 565

เทคโนโลยีการเกษตร 

วรนิธิ์ สมุทรวนิช

ฑัตสัณฑ์ชัย ตรีสัตย์ เดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ที่อู่ทอง 

จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงตรัสถึง “เศรษฐกิจพอเพียง” ไว้เมื่อ วันที่ 18 กรกฎาคม 2517 ว่า “การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป…” 

นั่นคือ สิ่งสำคัญที่ทำให้ประชาชนคนไทยทั้งมวลได้ตระหนักและมีแนวคิดที่จะเดินตามรอยเท้าพ่อหลวง ด้วยการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงใช้ในการดำรงอยู่และปฏิบัติของประชาชนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน ระดับภาครัฐ

โดยนำ…

ความพอเพียง คือความพอประมาณ มีความพอดีที่ไม่น้อยหรือมากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

ความมีเหตุผล คือการตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องและผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ

ความจำเป็นที่จะต้องมีภูมิคุ้มกัน การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตควบคู่ไปกับการดำรงชีวิต

สำหรับยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันนี้ ได้มีผู้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านมาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในผู้ที่นำมาใช้และบังเกิดผลอย่างดีเยี่ยมคือ คุณฑัตสัณฑ์ชัย ตรีสัตย์ ผู้จัดการฝ่ายจัดหาอ้อย โรงงานน้ำตาลอุตสาหกรรมอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่มวังขนาย

คุณฑัตสัณฑ์ชัย ตรีสัตย์ เล่าให้ฟังว่า “พื้นที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ในท้องถิ่นเกษตรกรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร ได้แก่ การทำนา ปลูกอ้อย จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของโรงงานจะปลูกอ้อยประมาณช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ของทุกปี เมื่อได้ผลผลิตและเก็บเกี่ยวเป็นที่เรียบร้อยจะมีช่วงที่โรงงานหยุด จึงเกิดแนวคิดที่จะส่งเสริมให้พนักงานที่มีช่วงว่างจากการทำงานและพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ของโรงงานน้ำตาล ด้วยการนำแนวเศรษฐกิจพอเพียงมาส่งเสริม”

โดยกิจกรรมเน้นให้มีการปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว รวมถึงส่งเสริมให้กับแม่บ้านในท้องถิ่นได้ทำงานจักสานพลาสติกเพื่อเป็นอาชีพเสริม และได้เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ทางไกลเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน วังขนาย จำกัด สาขาอู่ทอง เป็นผู้ให้การสนับสนุนถ่ายทอดความรู้ให้กับพนักงาน ตลอดจนผู้ที่สนใจทั่วไป

ศูนย์เรียนรู้นี้ได้การจัดทำในรูปของกลุ่มส่งเสริมอาชีพให้กับพนักงานและชาวบ้านในท้องถิ่นให้มีอาชีพเสริม ดำเนินการมาแล้วเป็นระยะเวลา 2 ปี มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีนำความรู้ทางด้านการเกษตรต่างๆ โดยเฉพาะที่อำเภอนี้มีการปลูกอ้อยกันมาก จึงเน้นส่งเสริมการปลูกอ้อยอย่างไร ให้ได้ปริมาณอ้อยมากถึง 100 ตัน ต่อไร่ และการปลูกผักอินทรีย์ให้กับทุกครอบครัว เช่น ผักบุ้ง คะน้า ฟักทอง น้ำเต้า พริก มะเขือ มะเขือเทศ กะเพรา โหระพา กล้วย ผักกาดหอม มะละกอ มันญี่ปุ่น และต้นหอม เป็นต้น

สำหรับสัตว์มีการ เลี้ยงกบ ฯลฯ ซึ่งการปลูกพืชตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงทำให้ได้รับประทานผักอินทรีย์ที่ไม่มีสารพิษเจือปน เมื่อมีจำนวนมากจึงรวมกลุ่มนำผักไปจำหน่าย สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว

นอกจากการส่งเสริมการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์แล้ว อาชีพหนึ่งที่มีการส่งเสริมคือ การสานผลิตภัณฑ์พลาสติก การส่งเสริมอาชีพนี้เริ่มต้นจากสอบถามพนักงานในโรงงานว่ามีความต้องการจะเลือกทำอาชีพใดเป็นอาชีพเสริม ส่วนใหญ่ตอบว่า สนใจการสานสิ่งของพลาสติก

ซึ่งทางโรงงานมีความพร้อม ทั้งยังมีวิทยากรที่สามารถถ่ายทอดความรู้ได้เป็นอย่างดี ประกอบกับในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียงคือ กาญจนบุรี มีวัสดุพลาสติกเป็นจำนวนมาก ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะขาดแคลนวัตถุดิบ จึงได้รวมกลุ่มกันสานผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ ตะกร้าพลาสติก พัด กระเป๋า ที่ใส่ทิชชู กระบุง ที่ใส่ปากกา ดินสอ กล่องใส่ของ เป็นต้น

ต่อมาเมื่องานของพนักงานเริ่มมีออกมาเป็นจำนวนมาก จึงนำออกมาวางจำหน่ายที่ศูนย์เรียนรู้ทางไกลเศรษฐกิจพอเพียงตั้งอยู่ในปั๊มน้ำมัน ปตท. ของโรงงาน และเมื่อเป็นที่รู้จักมากขึ้น จึงได้ส่งเสริมถ่ายทอดความรู้กับแม่บ้านในท้องถิ่นให้ทำ และนำผลิตภัณฑ์มาจำหน่ายที่ศูนย์ สร้างรายได้เสริมให้กับแม่บ้านอีกทางหนึ่ง

จากการที่อำเภออู่ทอง มีพื้นที่การปลูกอ้อยเป็นจำนวนมาก คุณฑัตสัณฑ์ชัย จึงได้คิดทดลองปลูกอ้อยรูปแบบไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) ที่มีส่วนผสมของยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ในท่อน้ำ พีวีซี ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อแปรรูปเป็นน้ำอ้อยให้เด็กอายุระหว่าง 2-6 ปี ที่ดื่มแทนรับประทานยาแก้หวัด โดยทดลองควบคุมปริมาณยาในน้ำว่าจำนวนเท่าใดจึงจะเหมาะสม หากทดลองประสบความสำเร็จ คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อวางการแพทย์เด็กต่อไปในอนาคต

การนำเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต นับว่าเป็นสิ่งที่ดีและมีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง หากสนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เลขที่ 99 หมู่ที่ 3 ถนนอู่ทอง-อุทัยธานี ตำบลหนองโอ่ง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี 72160 โทร. (086) 164-1132

คุณฑัตสัณฑ์ชัย ตรีสัตย์ มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะให้คำแนะนำและถ่ายทอดความรู้ให้กับทุกท่าน

กุมภาพันธ์ 15, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

พันธุ์ข้าวปลูก ปลูกอย่างไร ไม่ให้เสื่อมคุณภาพ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048151256&srcday=2013-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 565

เทคโนโลยีการเกษตร

วรวิทย์ พาณิชพัฒน์

พันธุ์ข้าวปลูก ปลูกอย่างไร ไม่ให้เสื่อมคุณภาพ

พันธุ์ข้าวใหม่เมื่อนำไปปลูกเพียง 2-3 ฤดู จากพันธุ์ข้าวที่เคยออกดอกพร้อมกันมองดูสม่ำเสมอ ก็กลายเป็นพันธุ์ข้าวที่ออกดอกออกรวงไม่พร้อมกัน ทำให้เม็ดที่เกี่ยวได้มีคุณภาพต่ำลง ขายไม่ได้ราคา ไม่ควรใช้เป็นเม็ดพันธุ์ ทางราชการได้แนะนำอยู่เสมอ ให้เปลี่ยนเม็ดพันธุ์ใหม่เมื่อปลูกไปได้ 2-3 ฤดู เพราะพันธุ์ข้าวที่ปลูกได้เสื่อมลงด้วยหลายสาเหตุ เช่น มีเม็ดพันธุ์อื่นๆ ปะปนอยู่ในเม็ดพันธุ์ เนื่องจากการเก็บเกี่ยวนวดตาก การเก็บรักษาทำได้ไม่ดี เมื่อนำไปปลูกจึงมีข้าวปนเกิดขึ้น ส่วนข้าวเรื้อเกิดจากเตรียมแปลงปลูกไม่ดี เม็ดข้าวที่ร่วงหล่นอยู่ จึงเติบโตเป็นพันธุ์ข้าวเรื้อ นอกจากนี้ ก็มีความเสื่อมที่เกิดจากการกลายพันธุ์ ซึ่งเป็นการเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ทำให้เกิดมีเม็ดข้าวเหนียว ข้าวเจ้า ข้าวแดง เกิดขึ้นในพันธุ์ข้าวต่างๆ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม การกระจายตัวของข้าวพันธุ์ผสม ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของข้าวพันธุ์ผสมที่เกิดขึ้นเสมอ ทำให้พันธุ์ข้าวพันธุ์ผสมที่ปลูกอยู่เสื่อมลง ความเสื่อมอันสุดท้ายที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของพันธุ์ข้าวที่ปลูกอยู่คือ ความเสื่อมที่เกิดจากการผสมพันธุ์ ทำให้เกิดข้าวดีด ข้าวเด้งหรือข้าววัชพืช (weedy rice) เกิดขึ้นในแปลง ถ้าไปผสมกับพันธุ์ข้าวป่า

สาเหตุความเสื่อมของพันธุ์ข้าว ความเสื่อมของพันธุ์ข้าวเกิดจาก 2 สาเหตุ คือ ความเสื่อมทางกายภาพ และความเสื่อมทางพันธุกรรม ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงสาเหตุความเสื่อมของพันธุ์ที่เกิดทางกายภาพ แต่จะกล่าวถึงสาเหตุความเสื่อมทางพันธุกรรม ความเสื่อมของพันธุ์ข้าวทางพันธุกรรม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางลักษณะหรือหลายลักษณะของพันธุ์ข้าว ลักษณะต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับพันธุ์ข้าวส่วนใหญ่ จะเป็นลักษณะที่เลวกว่าพันธุ์เดิม แต่ก็อาจจะมีบ้างที่ข้าวบางกอมีลักษณะดีกว่าพันธุ์เดิม

ความเสื่อมของพันธุ์ข้าวที่เกิดจากการกลายพันธุ์ การกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (spontaneous mutation) ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นกับลักษณะง่ายๆ เช่น เกิดข้าวเหนียวขึ้นในพันธุ์ข้าวหอมมะลิ เกิดพันธุ์ข้าวเจ้าในพันธุ์ กข 6 หรือพันธุ์ข้าวเหนียวสันป่าตอง หรือเกิดข้าวแดงขึ้นในพันธุ์ข้าวไร่ ดอกพะยอม ลักษณะง่ายๆ ที่เกิดขึ้นนี้ จะถูกควบคุมโดยหน่วยพันธุกรรมเพียงคู่เดียว แต่มีครั้งหนึ่งที่สร้างความมึนงงให้แก่ผู้เขียน เพราะพบว่าในแปลงข้าวหอมมะลิ เพื่อการส่งออกแปลงหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา มีลักษณะเปลี่ยนไปทั้งแปลง มีต้นใบใหญ่ รวงเป็นพวงใหญ่ เม็ดใหญ่ขึ้น เม็ดสั้นลง ออกรวงสม่ำเสมอทั้งแปลง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับพันธุ์ข้าวหอมมะลิแปลงอื่นๆ ลักษณะที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ เพราะมันไม่มีลักษณะต่างๆ เจ้าของแปลงที่เป็นผู้หญิงวัยกลางคน ได้บอกว่า ตั้งแต่ปลูกมาไม่เคยเปลี่ยนเม็ดพันธุ์เลย ความจริงการกลายพันธุ์ เราสามารถชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์ได้ ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งในการปรับปรุงพันธุ์พืช เราจะนำเม็ดพันธุ์ไปอาบรังสีหรือแช่น้ำยา ซึ่งเป็นสารเคมี ความจริงแล้วประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศแรก ที่คัดเลือกพันธุ์ข้าวจากการชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์ เพราะในปี 2505 ถึง 2507 เมื่อผู้เขียนมาทำงานที่กองบำรุงพันธุ์ กรมการข้าว หลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้มาทำงานคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่สถานีทดลองข้าวบางเขน มีข้าวขาวตาแห้งที่อาบรังสีหลายสายพันธุ์ ที่มีต้นเตี้ยรวงต่อกอมาก รวงใหญ่ ให้ผลผลิตสูง สายพันธุ์ข้าวเหล่านี้ ได้จากการนำเม็ดพันธุ์ข้าวขาวตาแห้งไปอาบรังสีเอกซเรย์และเทอร์มัลนิวตรอน ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 2498 ในขณะที่ผู้เขียนได้ทำงานนี้ มันเป็นลูกชั่วที่ 8, 9 และ 10 น่าเสียดายที่ผู้เขียนไม่ได้คัดสายพันธุ์ข้าวเหล่านี้ออกมาเป็นพันธุ์ เพราะไม่รู้ว่าจะดำเนินการอย่างไร

ความเสื่อมของการกระจายตัวของข้าวพันธุ์ผสม ข้าวพันธุ์ผสมเป็นพันธุ์ข้าวที่ได้จากการผสมพันธุ์ตั้งแต่ 2 พันธุ์ขึ้นไป และได้นำเม็ดออกขยายพันธุ์ เมื่อเป็นเม็ดลูกชั่วที่ 5 หรือชั่วที่ 6 ซึ่งยังไม่เป็นพันธุ์บริสุทธิ์ แต่ด้วยวิธีการผลิตเม็ดพันธุ์ ทำให้ความบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น ทำให้สามารถใช้เป็นเม็ดพันธุ์ได้ แต่เมื่อนำไปปลูกหลายๆ ฤดู หน่วยพันธุกรรมที่แฝงตัวอยู่ในชุดของหน่วยพันธุกรรมของมัน ก็จะกระจายตัวออกมา อาจมีลักษณะที่เกิดขึ้นง่ายและที่เกิดขึ้นยาก ลักษณะที่เกิดขึ้นได้ง่าย ได้แก่ วันออกดอก ความสูง สีของเม็ด ลักษณะที่เกิดขึ้นยากๆ เช่น ผลผลิต ขนาดของต้นใบ ขนาดของรวง ขนาดของเม็ด จำนวนรวงต่อกอ จำนวนเม็ดต่อรวง การกระจายตัวของพันธุ์ผสมที่ทำให้เกิดลักษณะต่างๆ แทบทั้งหมดมันจะไม่ดีกว่าพันธุ์ข้าวที่มันกระจายตัวออกมา แต่อาจมีบ้างที่จะดีกว่าพันธุ์ข้าวที่ปลูกอยู่ในเรื่องผลผลิต ส่วนลักษณะที่คัดเลือกออกมาได้ง่าย ได้แก่ วันออกดอก ข้าวเหนียว ข้าวเจ้า ข้าวแดง แต่ผลผลิตคงจะไม่สูงขึ้น

ความเสื่อมที่เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ ได้แก่ ข้าวดีด ข้าวเด้ง ข้าววัชพืช ในแปลงข้าวพันธุ์ผสม แต่การผสมข้ามพันธุ์ได้เกิดขึ้นกับพันธุ์ข้าวพื้นเมืองเสมอ ผู้เขียนได้พบ 1 หรือ 2 ครั้ง เมื่อครั้งไปดูนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะมันไม่ใช่ข้าวเรื้อ ข้าวปนหรือต้นข้าวที่เกิดจากการกระจายตัวของข้าวพันธุ์ผสม เพราะต้นข้าวในแปลงมีลักษณะต่างๆ มากมาย เช่นเดียวกับข้าวพันธุ์ผสมที่ได้ผสมข้ามพันธุ์ข้าวป่า (wild rice) ซึ่งจะมีต้นที่มีลักษณะต่างๆ มากมาย มีทั้งต้นมีหางและไม่มีหาง มีหางสั้น หางยาว เม็ดร่วงหล่นง่าย และร่วงหล่นยาก ขนาดของเม็ด ขนาดของรวง ขนาดของต้นใบ ที่แตกต่างกันการผสมข้ามพันธุ์ที่เกิดขึ้นด้วยลม จะเกิดขึ้นน้อยมาก ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิด ดร. เอ็น อี โจดอน นักปรับปรุงพันธุ์ข้าวชาวอเมริกัน ได้กล่าวไว้ว่า การผสมข้ามพันธุ์ที่เกิดขึ้นจากลมจะอยู่ที่ 0-3% เพราะกว่าที่ลมจะพัดนำเกสรตัวผู้จากข้าวพันธุ์อื่นมาผสมกับพันธุ์ข้าวที่ปลูกอยู่ พันธุ์ข้าวที่ปลูกอยู่ก็ผสมตัวเองแล้ว เพราะเมื่อดอกข้าวบาน อับเกสรตัวผู้ซึ่งมี 6 อับ จะโผล่ออกมาให้เห็น เมื่อลมพัดต้นข้าวเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย อับเกสรซึ่งเป็นเนื้อเยื่อบางๆ ก็จะแตก เม็ดเรณูก็จะตกลงไปผสมกับเกสรตัวเมีย ซึ่งอยู่ที่โคนดอกทำให้เกิดการผสมตัวเอง แต่ที่ได้เห็นข้าวดีด ข้าวเด้ง หรือข้าววัชพืชที่มีอยู่มากมายในแปลงข้าวพันธุ์ผสม ก็เพราะผึ้งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการผสมข้ามพันธุ์ ผึ้งได้เที่ยวบินเก็บเกสรตัวผู้ของดอกข้าว เพื่อใช้เป็นอาหาร เมื่อเก็บเกสรตัวผู้จากดอกข้าวป่า เม็ดเกสรตัวผู้ของข้าวป่าที่ติดมากับเท้าหรือขาของผึ้งหรือที่เก็บไว้ตรงกระเปาะกับขาคู่ท้าย ก็จะร่วงหล่นลงไปผสมกับเกสรตัวเมียของพันธุ์ข้าวปลูก ทำให้เกิดการผสมข้ามพันธุ์ ผึ้งที่พบมากในแปลงข้าวปลูกคือ ผึ้งมิ้ม รองลงไปคือ ผึ้งโพรง ส่วนผึ้งหลวง ยังไม่เคยพบ นอกจากนี้ ก็มีชันโรงและแมลงคล้ายตัวแมลงวันหรือตัวเหลือบ การที่แปลงข้าวของชาวนามีข้าวดีด ข้าวเด้งมาก เพราะใช้เม็ดพันธุ์ที่เกี่ยวแล้วปลูกโดยไม่ได้ทำอะไรเลย

การแก้ไขปัญหาความเสื่อมของพันธุ์ข้าว วิธีที่ง่ายที่สุด เปลี่ยนเม็ดพันธุ์ใหม่จากแหล่งที่ไว้ใจได้ เมื่อเห็นพันธุ์ข้าวที่ปลูกออกดอกไม่สม่ำเสมอหรือมีข้าวเหลื่อมค่อนข้างมาก แต่ถ้าไม่อยากซื้อเม็ดพันธุ์ใหม่เพราะมีราคาแพง ก็ให้เลือกแปลงๆ หนึ่ง เมื่อเกี่ยวข้าวแล้วได้เม็ดพอเพียงที่จะใช้ปลูก เมื่อเม็ดแปลงนี้ใกล้ระยะพลับพลึง ให้ลงเกี่ยวกอข้าวที่เหลื่อมออกให้หมด เมื่อเกี่ยวกอข้าวที่เหลื่อมออกหมดแล้ว ให้ดูกอข้าวที่เหลือในแปลงว่าสม่ำเสมอดีแล้วหรือไม่ ถ้าสม่ำเสมอดีแล้ว ให้เกี่ยวข้าวในแปลงรวมกัน เม็ดที่เกี่ยวได้ เมื่อใช้เป็นเม็ดพันธุ์ก็จะออกดอกออกรวงสม่ำเสมอ ถ้าได้ทำอย่างนี้ทุกฤดู พันธุ์ข้าวที่ปลูกก็จะออกดอก ออกรวงสม่ำเสมอ ส่วนการแก้ปัญหาความเสื่อมจากการเกิดข้าวเหนียว ข้าวเจ้า หรือข้าวแดงในพันธุ์ข้าว วิธีแก้ไขที่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ จะต้องตรวจเช็กเม็ดข้าวกล้องของกอข้าวทุกกอในแปลงที่เกี่ยวไว้เป็นเม็ดพันธุ์ แต่เนื่องจากแปลงนี้หว่านเม็ดมาก ไม่สามารถเก็บเม็ดเป็นกอๆ ได้ วิธีที่ดีควรมีแปลงปลูกไว้เพื่อใช้เป็นเม็ดพันธุ์โดยหว่านเม็ด ไร่ละ 4-5 กิโลกรัม หรือปักดำ จับละ 1 ต้น ขณะต้นข้าวเจริญเติบโตจนถึงช่วงเม็ดสุก ให้เกี่ยวกอข้าวที่เหลื่อมออก 3 ครั้ง ในช่วงแตกกอ ช่วงออกดอกและช่วงเม็ดสุก เมื่อเกี่ยวกอข้าวที่เหลื่อมในครั้งสุดท้ายแล้ว การเก็บเกี่ยวให้เกี่ยวแยกกอ ตากเม็ดจนแห้งทั้งกอ แล้วนำเม็ดแต่ละกอ ประมาณ 100 เม็ด มาบดดูเม็ดข้าวกล้อง ถ้าข้าวกอนั้น เม็ดข้าวกล้องมีเม็ดข้าวเหนียว ข้าวเจ้า หรือข้าวแดง ปนอยู่ ให้ทิ้งเม็ดข้าวนั้นทั้งกอ เอาเม็ดจากกอข้าวที่เม็ดข้าวกล้องไม่มีเม็ดข้าวเหนียว ข้าวเจ้า หรือข้าวแดงปน นวดรวมกัน เม็ดที่ได้ก็จะเป็นเม็ดพันธุ์ดี มีคุณภาพใกล้เคียงกับเม็ดพันธุ์ของทางราชการ เม็ดที่ได้นี้เมื่อนำไปปลูก ถึงแม้ว่ามันจะมีเม็ดข้าวเหนียว ข้าวเจ้า หรือข้าวแดง เกิดขึ้น เม็ดที่ผลิตได้เมื่อขายเป็นข้าวสารก็จะไม่เกินมาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด การตรวจเช็กเม็ดข้าวกล้องทุกกอนี้ จำเป็นจะต้องทำทุกฤดู เพื่อไม่ให้จำนวนเม็ดเกิดจากการกลายพันธุ์เพิ่มมากขึ้น

การปรับปรุงพันธุ์ข้าวปลูก อันเนื่องมาจากการผันแปรทางพันธุกรรม ได้แก่ การเกิดข้าวเหนียว ข้าวเจ้า ข้าวแดง ในพันธุ์ข้าว การกระจายตัว (segregation) ของข้าวพันธุ์ผสม การเกิดลักษณะต่างๆ ในข้าวพันธุ์ผสมที่เกิดจากการผสมกับข้าวป่า การคัดเลือกกอข้าวที่ผันแปรเหล่านี้ออกมาเป็นพันธุ์ จะดำเนินการเหมือนกันกับการคัดเลือกพันธุ์ผสมในการผสมพันธุ์ข้าว คือจะต้องคัดเลือกกอข้าวที่ผันแปรทางพันธุกรรมที่ดีกว่าพันธุ์ข้าวที่ปลูกอยู่ เช่น ผลผลิตต้องสูงกว่า เม็ดต้องสีทำข้าว 100% หรือ 5% ได้ ต้องต้านทานโรคแมลง มีอายุพอเหมาะ และไม่ล้มเมื่อเม็ดสุก เมื่อเลือกกอข้าวที่ดีกว่าออกมาได้แล้ว ให้นำเม็ดแต่ละกอที่ตากแห้งแล้วไปชั่งน้ำหนัก แล้วนำไปปลูกแยกกันเป็นเบอร์ๆ โดยปลูกกอที่ดีที่สุดเป็น เบอร์ 1 เบอร์ต่อๆ ไป เป็นกอที่ดีมีน้ำหนักเม็ดรองลงไป จนถึงเบอร์สุดท้ายเป็นกอที่ดีน้อยที่สุด พยายามปักดำข้าวแต่ละกอให้มีจำนวนต้นมากที่สุด โดยเฉพาะกอข้าวที่ให้ผลผลิตสูงมากกว่าพันธุ์ข้าวที่ปลูกอยู่ ให้ปักดำไม่น้อยกว่า 600 ต้น ปักดำจับละ 1 ต้น ระยะ 20×20 เซนติเมตร แถวยาว 4 เมตร ใส่ปุ๋ยให้งอกงาม แต่ไม่ให้ฟุใบ เมื่อข้าวแต่ละเบอร์สุก ให้คัดเลือกเฉพาะเบอร์ข้าวที่ดีกว่าพันธุ์ข้าวที่ปลูกอยู่ โดยเฉพาะผลผลิตความต้านทานโรคแมลงและไม่ล้ม ดูข้าวเหล่านี้แต่ละเบอร์ว่าอยู่ตัว (fixed line) หรือยังไม่อยู่ตัว อยู่ตัวคือ ข้าวทุกต้นในเบอร์นั้นเหมือนกันทุกลักษณะ ออกดอกออกรวงสม่ำเสมอ ส่วนเบอร์ข้าวที่ยังไม่อยู่ตัว คือต้นข้าวในเบอร์นั้น ยังมีต้นสูงๆ ต้นต่ำๆ ออกดอกออกรวงไม่สม่ำเสมอ เบอร์ที่อยู่ตัวเราสามารถเก็บเกี่ยวกอข้าวในเบอร์นั้นรวมกันเป็นสายพันธุ์หรือพันธุ์ออกมาได้เลย ส่วนเบอร์ที่ยังไม่อยู่ตัวก็ต้องคัดเลือกกอที่ดีที่สุดในแต่ละเบอร์ ไปปลูกเป็นเบอร์ใหม่ ปลูกคัดเลือกจนกว่าแต่ละเบอร์จะอยู่ตัว ส่วนเบอร์ที่ไม่อยู่ตัว ไม่ว่าจะคัดเลือกไปปลูกอย่างไร มันก็ไม่อยู่ตัว เบอร์เหล่านี้ให้คัดทิ้งไป

การคัดเลือกกอข้าวที่กลายพันธุ์ ที่เกิดเม็ดข้าวเหนียว ข้าวเจ้า ข้าวแดง ออกเป็นพันธุ์ใหม่ เราสามารถคัดเม็ดข้าวที่กลายพันธุ์เหล่านี้ออกมาเป็นพันธุ์ใหม่ได้ แต่ก่อนจะคัดเป็นพันธุ์ออกมา ให้พิจารณาให้ดีก่อนว่า เมื่อคัดได้พันธุ์ออกมาแล้ว จะดีกว่าพันธุ์ที่ปลูกอยู่หรือไม่ เช่น จะคัดเม็ดข้าวเหนียวที่กลายพันธุ์จากพันธุ์ข้าวหอมมะลิ พันธุ์ที่คัดออกมาได้จะสู้พันธุ์ข้าว กข 6 หรือพันธุ์ข้าวเหนียวสันป่าตองได้หรือไม่ ถ้าเห็นว่าสู้ไม่ได้ก็ไม่ควรคัดเป็นพันธุ์ออกมา การกลายพันธุ์ของพันธุ์ข้าวแต่ละเม็ดที่คัดเลือกออกมาจะกระจายตัวไม่มาก เพราะมันจะถูกควบคุมโดยหน่วยพันธุกรรมเพียงคู่เดียว เพื่อให้เห็นตัวอย่างของจริงและให้ผู้ที่ต้องการจะทำได้ทำตาม ผู้เขียนขอยกตัวอย่างของจริง เมื่อผู้เขียนได้ทำงานปีสุดท้าย ได้ไปทำงานที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ในปี 2539-2540 ได้ขอพันธุ์ข้าวแดงหอมต้นเตี้ย ของ คุณสมเดช อิ่มมาก นักปรับปรุงพันธุ์ข้าวของศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก มา 1 ถัง (10 กิโลกรัม) เพื่อนำมาปลูกที่ที่ทำงานอยู่ ข้าวหอมแดงต้นเตี้ยพันธุ์นี้ คุณสมเดชได้นำพันธุ์ข้าวแดงหอมของ คุณบุญโฮม ชำนาญกุล ที่คุณบุญโฮมคัดได้จากเม็ดข้าวแดง 5 เม็ด ที่เกิดขึ้นในเม็ดข้าวพันธุ์หลัก ที่กรมส่งเสริมการเกษตร ส่งมาให้สถาบันวิจัยข้าวได้ดู คุณพรชัย พุกกะบาน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยข้าวในสมัยนั้นได้ให้เม็ดแก่ คุณสุเทพ ลิ้มทองกุล นักวิชาการปลูกศึกษาในกระถาง หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว เม็ดจากกอข้าวเหล่านี้ได้ส่งไปที่สถานีทดลองข้าวสุรินทร์ คุณบุญโฮม ชำนาญกุล ผู้อำนวยการข้าวสุรินทร์ ปลูกคัดเลือกอยู่หลายปีและได้คัดข้าวแดงออกมาได้หลายสายพันธุ์ คุณสมเดชได้นำข้าวแดงสายพันธุ์หนึ่ง มาผสมกับข้าวไออาร์ 24 หรือ ไออาร์ 661 หรือเบอร์อะไรผู้เขียนจำไม่ได้ และได้คัดข้าวแดงหอมต้นเตี้ยออกมา ผู้เขียนได้เคยรับประทานข้าวพันธุ์นี้ มันนุ่มเหนียวแต่กลิ่นมันคล้ายกลิ่นเผือก ผู้เขียนได้ส่งเม็ดข้าวสารพันธุ์นี้ไปให้สมาคมผู้ส่งข้าวออก ได้ลองรับประทาน พร้อมทั้งขอความเห็น สมาคมผู้ส่งข้าวออกได้ตอบหนังสือกลับมา ลงนาม โดย คุณสมบูรณ์ ไผทฉันท์ ผู้จัดการสมาคมผู้ส่งข้าวออก ได้ตั้งชื่อข้าวพันธุ์นี้ว่า “กุหลาบแดง” ผู้เขียนได้นำเม็ดข้าวเปลือกกุหลาบแดง 5 กิโลกรัม ให้คนงานได้คัดเลือกเม็ดข้าวเจ้าออกมา โดยใช้แสงไฟฟ้าส่องผ่านกระจก คัดได้เม็ดข้าวเจ้า 227 เม็ด ได้นำเม็ดข้าวเหล่านี้ไปตกกล้าห่างๆ ปล่อยให้มันแตกหน่อ 5-6 หน่อ ซึ่งจะใช้เวลา 35-40 วัน ปลีกหน่อข้าวเหล่านี้ออกไปปักดำเป็นเบอร์ จับละ 1 หน่อ ระยะ 20×20 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยให้งอกงาม ข้าวแต่ละแถวที่ได้จากแต่ละเม็ดดูสม่ำเสมอดี ไม่มีแถวข้าวที่เหลื่อม เพราะแต่ละต้นในแถวได้เกิดจากเม็ดเดียวกัน เมื่อเกี่ยวข้าวจากกอในแถวรวมกัน แถวใครแถวมัน และได้นำเม็ดแต่ละแถวไปส่องไฟ เพื่อตรวจเช็กเม็ดข้าวกล้องพบว่า แถวส่วนใหญ่มีเม็ดเป็นข้าวเจ้า แต่ยังมีบางแถวที่ยังมีเม็ดข้าวแดงกระจายตัวออกมา เปอร์เซ็นต์เม็ดข้าวแดงที่กระจายตัวออกมาแต่ละแถวจะต่างกัน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าผู้เขียนไม่ได้ปลูกคัดข้าวเหล่านี้ต่อ ผู้เขียนมั่นใจว่าถ้านำข้าวเหล่านี้ไปปลูกอีกฤดูเดียวก็น่าจะคัดพันธุ์ข้าวเจ้าออกมาได้ โดยนำแต่ละเบอร์ไปปักดำเป็นเบอร์ ปักดำจับละ 1 ต้น ระยะ 20×20 เซนติเมตร แถวยาว 4 เมตร ปักดำแต่ละเบอร์ไม่น้อยกว่า 50 แถว ใส่ปุ๋ยให้งอกงาม เมื่อเม็ดแต่ละเบอร์สุก เราก็จะรู้ได้ว่าเบอร์ไหนควรจะคัดเป็นพันธุ์ใหม่ออกมา สาเหตุที่ผู้เขียนไม่สามารถปลูกคัดข้าวแต่ละเบอร์ต่อได้ เพราะผู้เขียนต้องเกษียณอายุ

การคัดเลือกกอข้าวที่กระจายตัวจากข้าวพันธุ์ผสม เนื่องจากข้าวพันธุ์ผสม ยังไม่ใช่พันธุ์บริสุทธิ์ (pure line) ถึงแม้จะได้ผ่านขั้นตอนการผลิตเม็ดพันธุ์ ทำให้ความบริสุทธิ์ดีขึ้น แต่เนื่องจากพันธุ์ข้าวมีหน่วยพันธุกรรมมากมาย เมื่อปลูกไป ปลูกไป หน่วยพันธุกรรมที่แฝงตัวอยู่ก็จะกระจายตัวออกมา ถ้าไม่มีการตัดกอข้าวที่เหลื่อมทิ้ง กอข้าวที่กระจายตัวส่วนใหญ่มักจะเลวกว่าพันธุ์ข้าวที่มันกระจายตัวออกมา ลักษณะที่พบบ่อยที่สุดคือ ต้นที่สูงโด่งขึ้นมา ส่วนลักษณะอื่นๆ เราอาจมองไม่เห็น ถ้าต้นข้าวที่กระจายตัวออกมาสูงระดับเดียวหรือเตี้ยกว่าต้นข้าวส่วนใหญ่ที่มันกระจายตัวออกมา แต่ถ้าเราได้เดินเข้าไปในแปลง โดยเฉพาะแปลงที่มีการกระจายตัวมาก เราอาจพบลักษณะแทบทุกลักษณะที่กระจายตัวออกมา เช่น ออกดอกไวกว่า หรือล่ากว่า ต้นสูงกว่าหรือเตี้ยกว่า ผลผลิตสูงกว่าหรือต่ำกว่าหรือผลผลิตไม่เปลี่ยนแปลง รวงใหญ่กว่าหรือเล็กกว่า เม็ดยาวขึ้นหรือสั้นลง ความต้านทานโรคแมลงดีขึ้นหรือเลวลง ลักษณะที่จะคัดเลือกออกมาได้ง่ายที่สุดคืออายุที่สั้นลงหรือต้นที่เตี้ยลง อายุที่สั้นลงจะทำให้ผลผลิตลดลง เพราะการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบน้อยลง แต่ถ้าผลผลิตลดลงไม่มาก แต่สามารถเก็บเกี่ยวได้ไวขึ้น ช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยวไวกว่า 7 วัน จะทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงมาก และที่สำคัญอาจหลบการระบาดของโรคแมลง ส่วนการเลือกกอที่กระจายตัวที่ให้ผลผลิตสูงกว่า จะต้องพิจารณาให้ดี กอที่ให้ผลผลิตสูงกว่า จะต้องไม่เป็นกอริม หรือกอที่รอบๆ ได้ตายไป ลักษณะกอที่กระจายตัวที่จะให้ผลผลิตสูงกว่า จะต้องมีจำนวนรวงต่อกอมากกว่าจำนวนเม็ดต่อรวงมากกว่า รวงก้มมากกว่า กอข้าวที่ให้ผลผลิตสูงกว่าส่วนใหญ่จะมีต้นสูงใหญ่กว่า อายุจะมากกว่าข้าวพันธุ์ผสมที่มันกระจายตัวออกมา กอข้าวที่กระจายตัวออกมาถ้าพิจารณาแล้วว่าดีกว่าข้าวพันธุ์ผสมที่มันกระจายตัวออกมา ให้คัดเลือกออกมาปลูกคัดเลือกเช่นเดียวกับการคัดเลือกข้าวพันธุ์ผสมที่ได้จากการผสมพันธุ์ข้าวคือ นำแต่ละกอมาปลูกเป็นเบอร์ ปลูกคัดเลือกแต่ละเบอร์ไปเรื่อยๆ จนกว่าแต่ละเบอร์จะเป็นพันธุ์บริสุทธิ์หรือสม่ำเสมอกันในเบอร์ จึงคัดเป็นพันธุ์ออกมา โอกาสของความสำเร็จในการคัดเลือกกอข้าวที่กระจายตัวจากข้าวพันธุ์ผสม มักจะได้รับความสำเร็จกับกอที่ควบคุมโดยหน่วยพันธุกรรมหรือยีน เพียงคู่เดียว เช่น วันออกดอก เมื่อคัดเลือกกอเหล่านี้ไปปลูก มันจะไม่กระจายตัวหรือกระจายตัวน้อยมาก จึงสามารถคัดเลือกเบอร์ที่ดีที่สุดออกเป็นพันธุ์ใหม่ได้ ส่วนกอที่กระจายตัวที่ประกอบด้วยหน่วยพันธุกรรมมากคู่ เช่น ผลผลิตอันประกอบด้วยขนาดต้นใบ จำนวนรวงต่อกอ จำนวนเม็ดต่อรวง ขนาดของเม็ด โอกาสของความสำเร็จจะเกิดขึ้นยาก เพราะเมื่อนำกอข้าวเหล่านี้ไปปลูกคัดเลือก มันจะกระจายตัวมาก ส่วนใหญ่เป็นลักษณะที่ไม่ดีจะต้องคัดทิ้งเป็นส่วนใหญ่ ส่วนพวกที่กระจายตัวพอคัดเลือกได้ ผลผลิตก็จะอยู่ในระดับเดียวกับพันธุ์ข้าวที่มันกระจายตัวออกมาหรือสูงกว่าไม่มาก ส่วนพวกที่ให้ผลผลิตสูงที่มองเห็นค่อนข้างชัดเจน เม็ดก็กลับสั้นลง สีทำข้าว 100% ไม่ได้ ได้ข้าวแค่ 10%

การคัดเลือกกอข้าวที่เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ ในที่นี้จะกล่าวโดยเฉพาะการคัดเลือกต้นลูกผสมที่เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ ระหว่างข้าวพันธุ์ผสมกับข้าวป่า ซึ่งจะเกิดลักษณะต่างๆ มากมาย ถ้าเราเดินเข้าไปในแปลง เราจะพบต้นลูกผสมส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นข้าวป่า มีต้นสูงขึ้น เม็ดส่วนใหญ่มีหาง หางสั้นหางยาวต่างกันไป เม็ดเล็ก เม็ดยาว เม็ดร่วงหล่นง่าย ส่วนต้นที่เหมือนต้นข้าวพันธุ์ผสม จะเกิดขึ้นไม่มาก เราจะต้องคัดเลือกต้นลูกผสมให้ได้ต้นที่ลักษณะส่วนใหญ่เหมือนต้นข้าวพันธุ์ผสม แต่ต้องให้ได้ต้นที่ให้ผลผลิตสูงกว่า มีเม็ดเรียวยาว เม็ดข้าวกล้องใส เลื่อมมัน ไม่มีท้องไข่ ต้นไม่ควรสูงเกิน 110 เซนติเมตร ต้นไม่ล้มเมื่อเม็ดสุก รวงใหญ่ รวงก้ม ไม่มีเม็ดลีบเนื่องจากเป็นหมัน เม็ดไม่ร่วงหล่นง่าย กอต้นลูกที่กระจายตัวที่ดีกว่าพันธุ์แม่ ให้เลือกไว้ทุกกอ หลังจากชั่งน้ำหนักเม็ดทุกกอ ตรวจเช็กเม็ดข้าวกล้อง คัดไว้แต่กอที่สีทำข้าว 100% หรือ 5% ไปปลูก การปลูกคัดเลือกก็ให้ดำเนินการเหมือนการคัดเลือกข้าวพันธุ์ผสมดังได้กล่าวไปแล้ว ส่วนการคัดเลือกต้นข้าวลูกผสมที่เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้ามพันธุ์กับข้าวพันธุ์ผสม ก็ให้ดำเนินการเช่นเดียวกัน

สรุป

การปรับปรุงพันธุ์ข้าวปลูกให้ดีขึ้น ไม่ให้เสื่อม ทำได้ง่าย ให้เลือกแปลงปลูกที่เมื่อเกี่ยวข้าวแล้วจะได้เม็ดพอเพียงที่ใช้ปลูกในฤดูต่อไป ในระหว่างข้าวแปลงนี้กำลังเจริญเติบโต ให้เกี่ยวกอข้าวที่เหลื่อมออกทิ้ง 3 ครั้ง ครั้งแรกในช่วงแตกกอ ครั้งที่สองในช่วงออกดอก ครั้งที่สามในช่วงที่เม็ดสุก เมื่อเกี่ยวกอข้าวที่เหลื่อมออกหมดแล้ว เกี่ยวข้าวจากกอข้าวเหล่านี้รวมกัน เม็ดที่ได้จากการเกี่ยวกอข้าวที่เหลื่อมทิ้ง เมื่อนำไปปลูกจะออกดอกออกรวงสม่ำเสมอ ส่วนพันธุ์ข้าวที่กลายพันธุ์ มีข้าวเหนียว ข้าวเจ้า เกิดขึ้น วิธีจะกำจัดกอข้าวที่กลายพันธุ์ที่ได้ผลดีที่สุด ให้เกี่ยวกอข้าวในแปลงผลิตเม็ดพันธุ์ กอใครกอมัน นำกอเหล่านี้ไปตากให้แห้ง แล้วนำเม็ดแต่ละกอประมาณ 100 เม็ด มาบดดูเม็ดข้าวกล้อง กอข้าวที่มีเม็ดข้าวเหนียว ข้าวเจ้า หรือข้าวแดง เหล่านี้ทิ้งให้หมด เอากอที่เม็ดเป็นปกตินวดรวมกัน เม็ดที่ได้ก็จะมีคุณภาพดี ถ้าเป็นข้าวเหนียวเม็ดที่สุกก็จะนุ่มเหนียวไม่กรุบๆ เพราะไม่มีเม็ดข้าวเจ้าปน ส่วนการคัดเลือกกอข้าวเนื่องจากการกระจายตัวของข้าวพันธุ์ผสม

มีชาวนารายหนึ่งชื่อ คุณชำนาญ พรหมชัย อยู่ที่ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้คัดเลือกกอข้าว 2 กอ ที่กระจายตัวออกมาจากข้าวพันธุ์ผสม กข 41 ข้าว 2 กอนี้ เบากว่า กข 41 ประมาณ 7 วัน หลังจากปลูกคัดเลือกแล้วได้ปลูกเป็นแปลงใหญ่ ผู้เขียนได้ไปดูข้าวแปลงนี้เมื่อเม็ดสุกใกล้เก็บเกี่ยว พบว่ามีความสม่ำเสมอดี ทุกลักษณะเหมือน กข 41 สูงประมาณ 100-110 เซนติเมตร มีเม็ดเรียวยาว ผลผลิตน่าจะถึงไร่ละ 1 เกวียน นี่เป็นการคัดเลือกกอข้าวพันธุ์ผสมที่กระจายตัวออกมาเพียงลักษณะเดียว ส่วนการคัดเลือกกอข้าวพันธุ์ผสมที่กระจายตัวออกมาประกอบด้วยหลายลักษณะ เช่น ผลผลิต คุณภาพเม็ด ความต้านทานโรคแมลง ยังไม่มีใครคัดเลือกได้ ส่วนการคัดเลือกต้นลูกผสมที่เกิดจากข้าวพันธุ์ผสมที่ผสมกับข้าวป่า ยังไม่มีใครนำต้นลูกผสมเหล่านี้ไปปลูกคัดเลือก ถ้าสามารถคัดเลือกเป็นพันธุ์ออกมาได้ น่าจะเป็นพันธุ์ที่ดีมาก เพราะมันจะต้านทานโรคแมลงต่างๆ

กุมภาพันธ์ 15, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

นาวัง…ถิ่น กล้วยหอมทอง เลิศรส

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060011256&srcday=2013-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 564

เทคโนโลยีการเกษตร 

สวง โฮสูงเนิน

นาวัง…ถิ่น กล้วยหอมทอง เลิศรส

นาวัง เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นแหล่งที่มีความน่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะกล้วยหอมทอง ปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งปลูกกล้วยหอมทองที่มีคุณภาพของจังหวัดหนองบัวลำภู

จนมีคำขวัญว่า “นาวัง ถิ่นกล้วยหอมทองเลิศรส”

ดังนั้น เมื่อกล่าวถึง กล้วยหอมทอง ของอำเภอนาวังแล้ว ต้องคิดถึงตำบลวังทอง เพราะถือเป็นแหล่งปลูกกล้วยหอมทองแหล่งใหญ่ของอำเภอแห่งนี้

ที่มาของชื่อตำบลวังทองนั้น ได้มาจาก โรงเรียนบ้านผาวัง และมี ถ้ำวังทอง ซึ่งมาจากการตั้งชื่อของคณะกรรมการสภาตำบล ตั้งชื่อ วัดถ้ำผาวัง นี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของตำบล ซึ่งมีชาวบ้านได้ศรัทธาในวัดแห่งนี้มาก จึงได้ตั้งชื่อว่า ตำบลวังทอง ตั้งแต่ปี 2530

ตำบลวังทอง มีจำนวน 12 หมู่บ้าน จำนวน 2,167 ครัวเรือน ประชากร 8,687 คน พื้นที่ทั้งหมด 62,549 ไร่ ทำนา 8,289 ไร่ ทำไร่ 13,961 ไร่ สวนไม้ผล 767 ไร่ พืชผัก 1,157 ไร่ ยางพารา 2,422 ไร่ ยูคาลิปตัส 333 ไร่ และพื้นที่อื่นๆ 35,530 ไร่

นอกจากนี้ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง คือ ถ้ำเอราวัณ สภาพเป็นถ้ำใหญ่ ตั้งอยู่บนเขาสูงในเขตพื้นที่ผาอินทร์แปลง หมู่ที่ 3 ตำบลวังทอง อำเภอนาวัง ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 12 กิโลเมตร สามารถเดินทางไปตามถนนทางหลวงสาย 210 อุดรธานี-หนองบัวลำภู-เลย อยู่ระหว่างกิโลเมตรที่ 95 และแยกจากถนนประมาณ 2.7 กิโลเมตร

ที่ถ้ำเอราวัณ มีบันไดสู่ปากถ้ำ ประมาณ 611 ขั้น สภาพในถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงามวิจิตรพิสดาร ในถ้ำมีทางทะลุที่หน้าผาสูงมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างสวยงามมาก อีกทั้งยังเป็นสถานที่เล่าขานตามตำนานนิยายเรื่องนางผมหอมของพื้นบ้าน

โดยทางองค์การบริหารส่วนตำบลวังทอง ได้จัดงานประเพณี “ขึ้นเขาไหว้พระถ้ำเอราวัณ” เป็นประจำทุกปีและถือได้ว่าเป็นงานประเพณีที่สำคัญของชาวจังหวัดหนองบัวลำภูและใกล้เคียง การดำเนินการจัดงานจะจัดขึ้นทุกวันที่ 11 เมษายน ของทุกปี

ที่ตำบลวังทอง ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร เช่น ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ทำนา และไม้ผล

จากสภาพพื้นที่เป็นที่ดอน สลับภูเขา ซึ่งเหมาะสมที่จะปลูกไม้ผลมาก จึงทำให้มีเกษตรกรที่คิดไว ใจสู้ ได้นำกล้วยหอมทองมาปลูก และได้ผลผลิตดีมาก และกลายเป็นพืชที่สำคัญประจำอำเภอนี้

คุณสิทธิ์ นามศรีพันธ์ เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมทอง บ้านไทยนิยม หมู่ที่ 5 ตำบลวังทอง เล่าให้ฟังว่า เดิมทีประกอบอาชีพโดยการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แต่ก็ไม่ได้ให้มีชีวิตและความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิม มีแนวโน้มจะเพิ่มหนี้สินมากขึ้นไปเรื่อยๆ ประกอบกับราคาปุ๋ย สารเคมี ค่าแรงงาน ที่เพิ่มขึ้น จึงได้มองหาพืชตัวใหม่ที่จะนำมาปลูกทดแทนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

“พอดีได้มีโอกาสเดินทางไปที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้เห็นพร้อมได้พูดคุยกับเกษตรกรที่ปลูกกล้วยหอมทอง ได้เกิดความสนใจอยากจะปลูกกล้วยหอมทอง และนำพันธุ์กล้วยหอมทองมาปลูกครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2549″

โดยได้สั่งซื้อหน่อกล้วยหอมทอง จำนวน 1,300 หน่อ ราคาหน่อละ 10 บาท เป็นเงิน 13,000 บาท รวมค่าขนส่งแล้วคิดเป็นเงิน 20,000 บาท มาปลูกในพื้นที่ 3 ไร่ และขยายพื้นที่ปลูกเรื่อยมา

จนถึงปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทอง จำนวน 15 ไร่ โดยเป็นที่ดินของตนเอง 5 ไร่ เช่าปลูก 10 ไร่

สำหรับการปลูกกล้วยหอมทอง ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 400 ต้น ระยะปลูก 2×2 เมตร

การเตรียมดิน มีการไถดะ 1 ครั้ง เพื่อตากดินแล้วไถพรวน 1-2 ครั้ง ให้ดินร่วนซุยจนหมดวัชพืช ขนาดหลุมปลูก ขนาด 30x30x30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยดินผสมปุ๋ยอินทรีย์ จำนวน 5 กิโลกรัม ต่อหลุม

ส่วนหน่อใช้หน่อที่สมบูรณ์ ปราศจากศัตรูพืช หน่อยาวประมาณ 25-35 เซนติเมตร มีใบแคบ 2-3 ใบ

การให้น้ำ ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอตลอดฤดูกาลปลูก

การให้ปุ๋ย ใส่ครั้งที่ 1 และ 2 เมื่อกล้วยหอมทองอายุได้ 1 และ 3 เดือน ด้วยสูตร 15-15-15 อัตรา 250 กรัม ต่อต้น ต่อครั้ง ใส่ครั้งที่ 3 และ 4 เมื่ออายุ 5 และ 7 เดือน ด้วยสูตร 13-13-21 อัตรา 250 กรัม ต่อต้น

สำหรับการแต่งหน่อ หลังจากปลูกกล้วยหอมทองไปประมาณ 5 เดือน ให้แต่งหน่อ เพื่อให้ต้นแม่มีความสมบูรณ์

การค้ำยัน ต้องใช้ไม้ค้ำยันหรือดามกล้วยทุกต้นที่ออกปลีแล้ว เพื่อป้องกันลำต้นหักล้ม และตรวจดูการค้ำยันให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงและแข็งแรง เนื่องจากพื้นที่อยู่ใกล้ภูเขามีลมพัดแรง อาจทำให้ต้นกล้วยหอมทองหักล้ม เกิดความเสียหายได้

คุณสิทธิ์ เล่าอีกว่า กล้วยหอมทองจะให้ผลผลิตกล้วยเครือแรกเมื่ออายุได้ประมาณ 10 เดือน ราคาจำหน่ายที่ร้านริมทางหน้าสวน ถนนสายหนองบัวลำภู-เลย จะจำหน่ายหน้าบ้าน เป็นตลาดริมทาง ในราคาหวีใหญ่ 50 บาท ต่อหวี ขนาดกลาง 40 บาท ต่อหวี ขนาดเล็ก 35 บาท ต่อหวี

ทั้งนี้ ในพื้นที่ 1 ไร่ จะได้เครือกล้วย 400 เครือ เครือจะมี 1,600 หวี ดังนั้น หากคิดเฉลี่ยหวีละ 40 บาท คิดเป็นเงินไร่ละ 64,000 บาท

สำหรับเทคนิคการผลิตกล้วยให้ออกตลอดปี โดยจะปลูกหมุนเวียนกัน เริ่มจากปลูกครั้งแรก จำนวน 5 ไร่ ห่างกัน 2-3 เดือน แล้วปลูกอีก ครั้งที่ 2 จำนวน 5 ไร่ ห่างกัน 2-3 เดือน แล้วปลูก ครั้งที่ 3 อีก 5 ไร่

นอกจากจำหน่ายผลผลิตกล้วยแล้ว ยังจำหน่ายหน่อกล้วยที่ชำลงในถุงเพาะ ถุงละ 25 บาท โดยใน 1 ต้น จะได้หน่อกล้วยที่เกิด จำนวน 7 ต้น แต่ตัดหน่อให้เหลือ 2 ต้น ไว้เป็นแม่พันธุ์ในปีต่อไป

ส่วนอีก 5 ต้น จะนำมาเพาะชำเพื่อจำหน่าย

โดยใน 1 ไร่ จำนวน 400 ต้น จะได้หน่อกล้วย 2,000 หน่อ จำหน่ายหน่อละ 25 บาท คิดเป็นเงิน 50,000 บาท

คาดว่าในอนาคตอำเภอนาวัง บ้านไทยนิยม จะมีผลผลิตจำหน่ายทุกวัน ส่วนมากจะขายได้ในช่วงเทศกาลที่สำคัญ เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ เข้าพรรษา ออกพรรษา เป็นต้น

หากสนใจศึกษา หรือสั่งซื้อกล้วยหอมทอง ติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอนาวัง โทร. (042) 004-070 หรือติดต่อโดยตรงที่ คุณสำลี นามศรีพันธ์ (ภรรยา) โทร. (084) 794-3377

ขณะที่ คุณคมกฤช ศรีอาจ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ รับผิดชอบตำบลวังทอง กล่าวเพิ่มว่า ในการปลูกกล้วยหอมทองตำบลวังทอง เกษตรกรยังไม่มีการปลูกมาก แต่จะพยายามแนะนำส่งเสริมให้เกษตรกรในตำบลได้มาศึกษาดูงานแปลงปลูกกล้วยของคุณสิทธิ์ นามศรีพันธ์ ซึ่งได้รับการคัดเลือกสาขาทำนาสวนดีเด่น ระดับจังหวัดหนองบัวลำภู ปี 2556 จากสำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งสามารถเป็นจุดเรียนรู้ของเกษตรกร

“กล้วยหอมทอง เป็นพืชที่ปลูกง่ายขายคล่อง ปลูกแค่ 2 ปี จะทำการโละทิ้ง แล้วทำการปลูกใหม่ เพื่อป้องกันการระบาดของโรคตายพราย ดังนั้น จึงอยากจะให้เกษตรกรสนใจ ต้องปลูกจริง ทำจริง ขายผลผลิตเอง และมีการรวมกลุ่มกันผลิตกล้วยและขาย ควรมีคณะกรรมการบริหาร มีกฎระเบียบข้อบังคับกลุ่ม มีกองทุนหมุนเวียน พร้อมกันนี้จะทำการเขียนโครงการการส่งเสริมการปลูกไม้ผลและแนวทางการพัฒนาไม้ผล เพื่อประสานขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนตำบลวังทอง เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในการส่งเสริมด้านอาชีพต่างๆ โดยเฉพาะการส่งเสริมปลูกกล้วยหอมทอง นอกจากนี้ ยังแนะนำให้นำพืชต่างๆ มาทดลองปลูก เช่น มะปราง กล้วยไข่ มะยงชิด มังคุด ทุเรียน คาดว่าจะมีความหลากหลายในพื้นที่อำเภอนาวัง ในอนาคตนี้” คุณคมกฤช กล่าวทิ้งท้าย

กุมภาพันธ์ 15, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

โครงการหลวงแม่แฮ เชียงใหม่ กับเทคนิคปลูกพลับ…ให้อร่อย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058011156&srcday=2013-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 562

เทคโนโลยีการเกษตร 

ว่าที่ร้อยตรีหญิงพิมพ์ใจ ทรงประโคน

โครงการหลวงแม่แฮ เชียงใหม่ กับเทคนิคปลูกพลับ…ให้อร่อย

ผลไม้เศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่สูงทางภาคเหนือมีหลากหลายชนิด ซึ่ง พลับ เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่เกษตรกรบนพื้นที่สูงนิยมปลูก ดังเช่น บ้านแม่แฮ ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้รับการส่งเสริมการปลูกจากศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮ เพื่อสร้างรายได้ทดแทนการปลูกฝิ่น

คุณอนุพงษ์ คำพรรณ หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮ กล่าวว่า ประเทศได้เริ่มมีการปลูกพลับมาตั้งแต่ ประมาณ พ.ศ. 2470 แต่การปลูกพลับเป็นการค้านั้น เริ่มจากมูลนิธิโครงการหลวง ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำพลับพันธุ์ต่างๆ มาทดลองปลูกและศึกษาวิจัยเมื่อ พ.ศ. 2512 ที่สถานีวิจัยดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่ และส่งเสริมให้เกษตรกรชาวเขาปลูกเป็นอาชีพทดแทนการปลูกฝิ่น ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ปลูกพลับส่วนใหญ่ของประเทศไทยอยู่ในพื้นที่โครงการหลวง ได้แก่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยส้มป่อย ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งหลวง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยน้ำขุ่น ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนหลวง จังหวัดเชียงราย

พันธุ์พลับที่ปลูกในประเทศไทย มีทั้งชนิดพลับฝาด ผลจะมีรสฝาด ตั้งแต่ระยะผลพลับยังอ่อนจนถึงผลแก่ แต่ยังไม่สุกนิ่ม เพราะมีสารแทนนินชนิดละลายน้ำได้ เป็นส่วนประกอบอยู่ โดยปกติผลพลับฝาดจะมีปริมาณแทนนินอยู่ 0.80-1.94 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักผล เมื่อรับประทานดิบๆ จะทำให้เซลล์ของแทนนินแตก เกิดรสฝาด และเหนียวติดปาก ในทางการค้าจะนำไปผ่านกระบวนการขจัดความฝาดในขณะที่ผลแก่แต่ยังไม่สุกนิ่ม เพื่อทำให้สารแทนนินเปลี่ยนไปอยู่ในรูปไม่ละลายน้ำและบริโภคได้ในขณะที่ผลยังแข็งอยู่ ปริมาณสารแทนนินนี้จะมีมากน้อยแตกต่างกันในแต่ละพันธุ์ พันธุ์พลับฝาด ได้แก่ พันธุ์ซือโจ หรือพี 2 พันธุ์ฮาชิยา และโทเนวาเซ่ เป็นต้น

พลับหวาน ผลจะมีรสหวาน ไม่มีรสฝาด ถึงแม้ว่าผลจะยังไม่สุกนิ่ม เมื่อผลแก่สามารถเก็บจากต้นมารับประทานได้เลย โดยไม่ต้องใช้วิธีการขจัดความฝาด พันธุ์พลับหวาน ได้แก่ พันธุ์ฟูยู พันธุ์จิดร พันธุ์อิซึ และเฮียะคุมะ เป็นต้น

นอกจากพลับจะแบ่งเป็นพลับฝาดและพลับหวาน ยังแบ่งตามชนิดสีเนื้อคงที่ เป็นพลับที่สีของเนื้อคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะมีการผสมเกสรจนติดเมล็ดหรือไม่ก็ตาม แต่จะสังเกตเห็นจุดสีเข้มเป็นจุดเล็กๆ ในบางพันธุ์ พลับหวานชนิดสีเนื้อคงที่สามารถรับประทานได้ในขณะที่ผลยังแข็ง

ส่วนพลับชนิดเนื้อสีเปลี่ยนแปลง สีเนื้อของผลจะเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการผสมเกสรจนเกิดเมล็ด โดยเนื้อผลจะเปลี่ยนจากสีเหลืองอ่อนเป็นสีน้ำตาลแดงบริเวณรอบๆ เมล็ดที่เกิดขึ้น แต่ถ้าการผสมเกสรไม่ดี ส่วนที่ไม่ได้รับการผสมจะไม่มีเมล็ดและเนื้อผลบริเวณนั้นจะมีสีเหลืองอ่อน หรือหากมีเพียงเมล็ดเดียวที่ได้รับการผสมก็จะปรากฏสีน้ำตาลแดงให้เห็นเฉพาะรอบๆ บริเวณเมล็ดเท่านั้น

สำหรับพันธุ์ที่มูลนิธิโครงการหลวงส่งเสริมให้เป็นพันธุ์การค้า คือ พลับฝาด พันธุ์ซือโจ หรือ พี 2 เป็นพลับฝาดชนิดสีของเนื้อคงที่ นำเข้าจากประเทศไต้หวัน สามารถเจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทย ต้องการความหนาวเย็นไม่ยาวนานนัก ปลูกเป็นการค้าได้ในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 900 เมตรขึ้นไป ใบแก่ก่อนร่วงจะมีสีส้มแดง ผลมีลักษณะทรงสี่เหลี่ยมค่อนข้างแบน เนื้อผลสีเหลืองอ่อน น้ำหนักผลประมาณ 80-140 กรัม ไม่ค่อยมีเมล็ด ติดผลค่อนข้างดก ผลผลิตมีคุณภาพดีมาก ซึ่งมีสีเหลืองสม่ำเสมอทั้งผลในขณะที่ผลยังแข็งอยู่ และหลังขจัดความฝาดแล้วเนื้อผลยังรักษาความกรอบได้ดี ความหวานประมาณ 17 องศาบริกซ์ เป็นพันธุ์ที่เกษตรกรปลูกมากที่สุด ประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด

พลับหวาน พันธุ์ฟูยู เป็นพลับหวานชนิดสีเนื้อคงที่ พันธุ์ที่โครงการหลวงส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก มีการนำพันธุ์เข้ามาจากหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา นิยมปลูกเป็นการค้าในประเทศต่างๆ ทั่วโลก แต่ในประเทศไทยยังมีการปลูกและมีผลผลิตน้อยมาก เพราะเป็นพันธุ์ที่มีการเจริญเติบโตช้ามาก และต้องการอากาศที่หนาวเย็น พื้นที่ที่เหมาะสำหรับปลูกพันธุ์นี้จะต้องมีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,200 เมตรขึ้นไป

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาขั้วแตก ผลผลิตจึงเสียหายมากเมื่อโดนน้ำฝน ใบพลับพันธุ์ฟูยูมีสีเขียวเข้ม ฐานใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ดอกไม่สมบูรณ์เพศ มีทั้งดอกตัวผู้และตัวเมีย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นดอกตัวเมีย สามารถติดผลได้โดยไม่ต้องผสมเกสร ดอกตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าดอกตัวผู้ กลีบดอกสีเขียวอ่อน มองเห็นรังไข่ได้อย่างชัดเจน ผลมีลักษณะกลมแบนเล็กน้อย มี 4 พู มีเมล็ด 2-4 เมล็ด เมื่อสุกผลมีสีเหลืองสดจนถึงอมส้ม รสหวาน เนื้อกรอบ ออกดอกประมาณเดือนกุมภาพันธ์ และเก็บเกี่ยวได้ประมาณกลางเดือนกรกฎาคม ถึงต้นเดือนกันยายน พลับพันธุ์ฟูยูในประเทศไทยมีน้ำหนักผลประมาณ 150-200 กรัม

และพลับหวาน พันธุ์เฮียะคุมะ เป็นพลับหวานชนิดสีเนื้อของผลเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันมี การปลูกน้อยเช่นกัน เพราะยังติดผลได้ไม่ดีนัก ลักษณะผลค่อนข้างยาวคล้ายรูปหัวใจ และขนาดค่อนข้างใหญ่ น้ำหนักประมาณ 150-200 กรัม ผลมีสีเหลือง แต่ก้นผลจะมีรอยเส้นเป็นขีดสีดำ ทำให้ดูไม่สวยงาม แต่คุณภาพในการรับประทานสดดี เมื่อดอกได้รับการผสมเกสรหรือติดเมล็ด สีของเนื้อใกล้ๆ บริเวณที่ติดเมล็ดจะมีสีน้ำตาลแดงและไม่มีรสฝาด แต่บริเวณที่ไม่มีเมล็ด เนื้อผลจะมีสีเหลืองอ่อนและมีรสฝาดมาก ซึ่งถ้าดอกได้รับการผสมเกสรไม่ทั่วถึงจะมีการติดเมล็ดน้อย ในผลนั้นจะมีส่วนที่มีรสหวานและรสฝาดอยู่ด้วยกัน ซึ่งลักษณะนี้เมื่อสังเกตจากภายนอกจะไม่ทราบ ดังนั้น ก่อนที่จะนำผลมารับประทานหรือจำหน่าย ต้องนำไปขจัดความฝาด เพื่อความแน่ใจโดยการบ่มด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

นอกจากนี้ ยังมีพันธุ์อื่นๆ ที่อยู่ในระหว่างการศึกษา ทั้งพลับหวาน และพลับฝาด อีกหลายสายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ไจแอนท์ฟูยู จิโร อั้งไส ไนติงเกล จากประเทศญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เพื่อนำมาปลูกในประเทศไทย

คุณประถม ทองเซอร์ นักวิชาการเกษตร (ไม้ผล) ศูนย์พัฒนาโครงการแม่แฮ ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า การปลูกเริ่มต้นจากการเตรียมต้นตอพลับเต้าซื่อหรือต้นที่มีความทนทานโรคและหาอาหารเก่ง อายุประมาณ 6-12 เดือน ขุดหลุมปลูกลึกประมาณ 12 นิ้ว ความกว้างระหว่างแปลงประมาณ 8-10 เมตร ต่อไร่ จะปลูกต้นพลับได้ประมาณ 45 ต้น หลังจากที่ขุดหลุมเรียบร้อยแล้ว นำปุ๋ยคอกรองก้นหลุมแล้วนำต้นเต้าซื่อที่เตรียมไว้มาปลูก ใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี สามารถเปลี่ยนยอด โดยนำยอดพลับที่คัดเลือกคุณภาพแล้วมาเสียบ หลังจากเสียบยอดอีกประมาณ 2-3 ปี พลับจะให้ผลผลิต แต่ในปีแรกผลผลิตที่ได้ยังมีจำนวนน้อย

ส่วนการตกแต่งกิ่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ใส่ปุ๋ยคอกรอบต้น ล้างแปลงด้วยปิโตรเลียมออยล์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดเพลี้ยหอย สารเคมี หลังจากนั้นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ต้นพลับจะเริ่มแตกใบออกพร้อมติดผล มีการฉีดพ่นสารป้องกันเพลี้ยไฟ และใส่ปุ๋ยคอกอีกรอบ จากนั้นจะใส่ปุ๋ยอีกประมาณ 2 ครั้ง ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต

ตั้งแต่ติดผลจนถึงเก็บเกี่ยวผลใช้ระยะเวลา 5-6 เดือน ประมาณเดือนสิงหาคม-กันยายน โดยแต่ละต้นเก็บได้ 3 รุ่น แต่ละรุ่นประมาณ 50 กิโลกรัม เฉลี่ยแล้วต่อต้นใน 1 ฤดูกาล จะเก็บได้ประมาณ 150-200 กิโลกรัม ภายหลังที่เก็บเกี่ยวแล้วจะคัดขนาดและสีผิวให้ได้คุณภาพที่ดี ใส่ถุงพลาสติกใสแล้วอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สามารถนำมาจำหน่ายได้ โดยการบ่มจะใช้เวลา 4-6 วัน หลังจากที่ใส่ก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ สามารถรับประทานได้ซึ่งจะไม่มีรสชาติฝาด ในกรณีที่พลับยังฝาดอยู่เนื่องจากว่าการเปิดถุงพลับเพื่อรับประทาน อาจจะเปิดก่อนกำหนดที่ความฝาดจะหมด สำหรับราคาพลับประมาณกิโลกรัมละ 20-25 บาท

นอกจากที่ทางศูนย์จะทำการวิจัยและปลูกภายในศูนย์ ยังส่งเสริมให้กับเกษตรกร โดยจัดเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้เกษตรกรที่สนใจได้เข้ามาศึกษา ซึ่งทำให้เกษตรกรประสบผลสำเร็จในการปลูกพลับ เป็นศูนย์เรียนรู้ต่อยอดจากศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮได้อีกส่วนหนึ่ง เพื่อให้เกษตรกรที่สนใจจากที่อื่นๆ มาศึกษาเรียนรู้ต่อไป

ผู้สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิโครงการหลวง โทร. (053) 810-765-8 โทรสาร (053) 324-000 หรือ อีเมล : pr@royalprojectthailand.com

กุมภาพันธ์ 14, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น

“เมฆขาว” มหัศจรรย์พันธุ์กล้วยโบราณ จากป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062011156&srcday=2013-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 562

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“เมฆขาว” มหัศจรรย์พันธุ์กล้วยโบราณ จากป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

หนึ่งในของดี เมืองโพธาราม ที่ “คุณติ๊ก-นริษรา โสมณวัตร์” นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอโพธาราม แนะนำให้ผู้เขียนลองไปเยี่ยมชม คือ สวนกล้วยหลากหลายสายพันธุ์ ของ “คุณโอ๋-อนุชิต พรหมชาติ” ผู้เชี่ยวชาญด้านกล้วย ที่ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิต เสาะแสวงหาสายพันธุ์กล้วย จากทั่วประเทศมาปลูกอนุรักษ์ไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสเรียนรู้กล้วยนานาพันธุ์ของเมืองไทย

ทั้งนี้ ผู้เขียนขอขอบคุณ “ผู้ใหญ่ครรชิต ลิ้มเซ็ง” แห่งตำบลบ้านเลือก ที่กรุณาสละเวลานำทางผู้เขียนไปเยือนสวนกล้วยของ คุณอนุชิต พรหมชาติ หรือ คุณโอ๋ ซึ่งตั้งอยู่บ้านเลขที่ 217 หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านเลือก อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี 70120 โทรศัพท์ (080) 654-6443, (085) 440-4815

คุณโอ๋ เล่าว่า ชีวิตวัยเด็กเป็นคนไม่ชอบเรียนหนังสือ ผมเรียนรู้ความมหัศจรรย์แห่งพันธุ์ไม้จากประสบการณ์การใช้ชีวิตเดินป่าตั้งแต่วัย 9 ขวบ โดยออกติดตามนายพรานชื่อ คุณลุงแห้ง เข้าป่าเพื่อเรียนรู้วิถีธรรมชาติ เนื่องจากกล้วยเป็นผลไม้ที่ผมชอบกินมากที่สุด

ระยะเวลาหลายปีที่ใช้ชีวิตเดินท่องป่า ทำให้เขามีโอกาสเจอพันธุ์กล้วยป่าและกล้วยพื้นบ้านหลากหลายชนิด จึงนำมาปลูกสะสมไว้ที่ดินของครอบครัวในจังหวัดกาญจนบุรี

“เมฆขาว” พันธุ์กล้วยโบราณที่ใกล้สูญพันธุ์

ระหว่างการเดินท่องป่าทุ่งใหญ่นเรศวร คุณโอ๋ได้เจอ “กล้วยเมฆขาว” สายพันธุ์กล้วยโบราณหายากที่ใกล้สูญพันธุ์ คุณโอ๋เล่าว่า กล้วยเมฆขาว มีลักษณะแตกต่างจากกล้วยพันธุ์อื่น ตรงที่ลำต้นช่วงล่างจะมีสีแดงอมชมพูเรื่อๆ เหมือนสีน้ำหมาก

ส่วนบริเวณกลางต้นจนถึงยอด จะขึ้นนวลสีขาว

ซึ่งกล้วยพันธุ์อื่นๆ จะไม่มีสีนวลแบบนี้ ต้นกล้วยที่ออกเครือแล้วจะไม่มีสีนวล แต่จะกลายเป็นสีดำ นี่คือลักษณะเด่นของต้นกล้วยเมฆขาวที่ไม่เหมือนกับกล้วยชนิดอื่น

ผลกล้วยเมฆขาวยังมีขนาดใหญ่กว่าผลกล้วยน้ำว้า ลักษณะการแตกหน่อก็เหมือนกับต้นกล้วยทั่วๆ ไป

พระธุดงค์ที่แนะนำให้คุณโอ๋รู้จักกับกล้วยสายพันธุ์นี้ บอกว่า “เมฆขาว” เป็นกล้วยสายพันธุ์โบราณหายาก ที่มีรสชาติอร่อย และมีสรรพคุณทางยาสูง รักษาโรคได้ทุกชนิด ต่อมาคุณโอ๋ได้เจอกับคุณตาวัย 101 ปี ที่ตามหาสายพันธุ์กล้วยเมฆขาวมานานแล้ว คุณตาบอกว่า คนไทยสมัยโบราณ จะใช้กล้วยเมฆขาว หรือกล้วยน้ำไท กินคู่กับมะพร้าวนาฬิเก รักษาโรค ที่ผ่านมา

คุณโอ๋เล่าว่า การปลูกกล้วยเมฆขาวจะได้ผลหรือไม่ ขึ้นกับวาสนาและผลบุญของแต่ละคน เป็นพันธุ์กล้วยชนิดเดียวที่ผมไม่ขาย และไม่รับเงินจากใคร

หากมีผู้สนใจอยากนำไปปลูก ก็ยินดีแบ่งปัน ที่ผ่านมามีผู้สนใจหลายรายมาขอหน่อไปปลูก แต่ต้นตายหมด มีรอดอยู่เพียง 2-3 รายเท่านั้น

มหัศจรรย์พันธุ์กล้วยไทย 

คนทั่วไปคิดว่า กล้วยเป็นพันธุ์พืชทั่วไป แต่ความจริงแล้ว กล้วยเป็นพืชมหัศจรรย์ที่น่าศึกษาเรียนรู้ เพราะกล้วยไม่ใช่เรื่องกล้วย อย่างที่คิด รสชาติ ลำต้น ไม่เหมือนกัน ลักษณะการเติบโตออกปลีก็ไม่เหมือนกัน คุณโอ๋บอกว่า โดยทั่วไปจะแยกความแตกต่างของกล้วยได้จากลักษณะผิวพรรณ ลักษณะกาบใบ ลักษณะสีลำต้น ลักษณะหัวปลี

ปัจจุบันกล้วยมีมากกว่า 300 สายพันธุ์ แบ่งเป็นตระกูลกล้วยหอม 20 สายพันธุ์ กล้วยหักมุก 7 สายพันธุ์ กล้วยไข่ 9 สายพันธุ์ ตระกูลกล้วยประดับก็มีมากมาย ที่รู้จักกันดีคือ กล้วยบัว กล้วยผา กล้วยโทน กล้วยร้อยหวี ส่วนตระกูลกล้วยน้ำว้า ขณะนี้มีทั้งหมด 26 สายพันธุ์

ทุกวันนี้ คุณโอ๋เก็บสะสมสายพันธุ์กล้วยโบราณมากกว่า 200 สายพันธุ์ โดยเช่าสวนไว้หลายแห่งสำหรับปลูกอนุรักษ์สายพันธุ์กล้วยเหล่านี้ ทั้งในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และปทุมธานี

“กล้วยน้ำว้าดำ” หรือกล้วยน้ำว้าทองสัมฤทธิ์ นับเป็นสุดยอดความอร่อยของสายพันธุ์กล้วยน้ำว้ากันเลยทีเดียว เวลาสุกใหม่ๆ จะเป็นสีทองสวย เนื้อในมีรสหวาน หอม อร่อย ผิวภายนอกมีสีแดงสัมฤทธิ์ แต่เมื่อปอกผิวแล้วจะเจอเนื้อกล้วยสีเหลืองนวลที่เก็บไว้ได้นาน

ปกติกล้วยน้ำว้าทั่วไปจะเก็บกินได้แค่ 1 สัปดาห์ แต่กล้วยน้ำว้าชนิดนี้เก็บได้นาน 3 สัปดาห์ ก็ยังกินได้อร่อย ยิ่งเก็บนาน เปลือกยิ่งบางและมีสีดำ เนื้อกล้วยข้างในกลับยิ่งมีกลิ่นหอม เนื้อนุ่ม และหวานอร่อยยิ่งขึ้น เมื่อเคี้ยวจะได้รสชาติเหมือนกับนำกล้วยไปตากแช่น้ำผึ้งเลยทีเดียว

“กล้วยเทพรส” ชาวอีสานเรียกว่า กล้วยพาโล ภาคเหนือเรียกว่า คอด มีขนาดผลใหญ่มาก บางครั้งมีผลเดียวมีขนาดใหญ่กว่าลูกมะละกอเสียอีก บางคนเห็นผลกล้วยขนาดใหญ่แล้วไม่กล้ากิน หารู้ไม่ว่า กล้วยชนิดนี้มีรสชาติที่อร่อยมาก กล้วยเทพรสเมื่อมีเครือ หัวปลีจะหายไปเลย ไม่ต้องเสียเวลาตัดหัวปลี

ลักษณะเนื้อกล้วยคล้ายกับกล้วยน้ำว้า แต่เนื้อฟูเหมือนกับเนื้อกระท้อน แถมเนื้อยังมีสรรพคุณทางยา เป็นยาเคลือบกระเพาะ รักษาโรคกระเพาะอาหารได้ แต่มีข้อแม้คือ ห้ามนำกล้วยชนิดนี้ไปแปรรูป เพราะเนื้อกล้วยเมื่อผ่านความร้อนจะมีรสฝาดทันที แต่หากนำไปแช่เย็น จะมีกลิ่นหอมคล้ายแคนตาลูป และยิ่งมีรสหวานอร่อย

“กล้วยงาช้าง” ผลกล้วยมีลักษณะคล้ายงาช้าง มีความยาวประมาณ 1 ศอก ใหญ่ประมาณ 1 ช่วงแขน มีน้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัม ต่อผล หากมีเรื่องราวกับใคร ใช้กล้วยงาช้างเป็นอาวุธต่อยตีกับคู่ต่อสู้ได้เลย กล้วยงาช้างมีรสอร่อยกว่ามันฝรั่งทอดเสียอีก เมื่อสุกงอม จะมีสีดำคล้ำเช่นเดียวกับกล้วยน้ำว้าดำ เนื้อกล้วยไม่เละ จุดอ่อนของกล้วยชนิดนี้คือ หากไม่ดูแลอย่างใกล้ชิด ลำต้นจะหักโค่นเสียก่อนเพราะหนอนชอบกิน

“สาวกระทืบหอ” เป็นสายพันธุ์กล้วยโบราณที่ใกล้สูญพันธุ์แล้ว มีเรื่องเล่าว่า มีหนุ่มไปขอสาว แต่สาวเจ้าชอบกินกล้วยชนิดนี้ ขอใช้กล้วยเป็นเครื่องสินสอด เมื่อถึงเวลายกขันหมาก ปรากฏว่า เจ้าบ่าวหากล้วยชนิดนี้มาเป็นสินสอดไม่ได้ สาวก็เลยกระทืบหอไม่ยอมแต่งงานด้วย

กล้วยชนิดนี้มีเนื้อในเป็นสีส้ม ความยาวประมาณ 18-19 หวี ต่อเครือ 1 หวี จะมีประมาณ 30 กว่าลูก ถือว่ากล้วยชนิดนี้มีจำนวนผลมากกว่ากล้วยน้ำว้าทั่วไปประมาณ 1 เท่าตัว หรือประมาณ หวีละ 10 กว่าลูก เท่านั้นเอง

ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ค้นพบว่า กล้วยสาวกระทืบหอ มีสารเบต้าแคโรทีนสูงที่สุด ในบรรดากล้วยกว่า 200 สายพันธุ์

“กล้วยขนุน” กล้วยทั่วไปมีกลิ่นหอมธรรมดา แต่กล้วยชนิดนี้ มีกลิ่นหอมพิเศษ คือ เวลาผลสุก เนื้อสีเหลืองอ่อน และมีกลิ่นคล้ายกับขนุน เป็นกล้วยสายพันธุ์เดียวที่มีลักษณะพิเศษเช่นนี้ กล้วยขนุนมีรสชาติอร่อย เนื้อกรอบ คล้ายกับกินเนื้อขนุนห่ามๆ

ปกติเนื้อกล้วยทั่วไปจะสามารถหักเป็นท่อนๆ ได้ แต่กล้วยขนุน จะมีเนื้อเหนียว หักไม่ออก ปล่อยให้สุกงอมจนเปลือกมีผิวดำ แต่เนื้อยังกรอบ ไม่เละเหมือนกับกล้วยหอมทั่วไป

หากนำไปแปรรูปเป็นกล้วยบวชชีจะมีรสชาติอร่อยมาก เพราะเป็นกล้วยบวชชีที่ใส่กลิ่นขนุนลงไปด้วย

“กล้วยโทน” บางคนเรียกว่า “กล้วยนวล” เนื่องจากเวลาเอามือลูบต้นจะมีแป้งนวลติดมือ เมื่อเอามือสัมผัสลำต้น จะมีความลื่นคล้ายแป้งเกาะติดอยู่ตลอด

“กล้วยน้ำว้ามหาราช” กล้วยชนิดนี้ มีประมาณ 11-15 หวี สำหรับสวนกล้วยที่ปลูกใหม่ รุ่นแรกจะได้ผลดกมากถึง 18 หวี กล้วยน้ำว้ามีจุดเด่นบริเวณก้านลูก ที่มีลักษณะคล้ายไม้ตีระนาด

“กล้วยอีเห็นร้องไห้” กล้วยพันธุ์นี้มีรูปทรงลำต้นไม่ค่อยคล้ายต้นกล้วยสักเท่าไหร่ มองผาดๆ คล้ายต้นปาล์มน้ำมันมากกว่า ที่มาของชื่อ “อีเห็นร้องไห้” เกิดจากกล้วยพันธุ์นี้ เวลาออกปลี จะมีลักษณะคล้ายโคมสีเขียว มีกาบติดลูกอยู่ตลอดเวลา ตัวอีเห็นมองข้างล่างเห็นรูปกล้วย แต่เวลาขึ้นต้น แล้วหาลูกกล้วยกินไม่ได้ เพราะกาบปิดลูกกล้วยอยู่ ทำให้อีเห็นร้องไห้ เพราะหากล้วยกินไม่ได้

กล้วยสายพันธุ์นี้ไม่แตกหน่อ ปลูกแล้วออกลูก ต้นตายเลย จะใช้วิธีเพาะเมล็ดเพื่อขยายพันธุ์แทน กล้วยพันธุ์นี้มีลำต้นสวย และมีขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับปลูกโชว์ไว้หน้าบ้าน

ผลกล้วยมีรสชาติหวาน หอม แต่คนไม่ค่อยชอบกินสักเท่าไหร่ เพราะมีเมล็ดเยอะ

“กล้วยน้ำว้านวลจันทร์” ผลกล้วยจะมีสีนวลขาว เหมือนพระจันทร์ ผิวบาง รสหวานอร่อย มีกลิ่นหอมอ่อนๆ กล้วยน้ำว้าชนิดนี้จะมีลักษณะคอใบสั้น ชนิดต่อมาคือ “กล้วยน้ำว้านวล” บางคนเรียกว่า น้ำว้าไส้ขาว เหมาะสำหรับกินสด และแปรรูปเป็นกล้วยตาก กล้วยทอด ก็อร่อยไม่แพ้กัน กล้วยชนิดนี้มีแหล่งกำเนิดอยู่ที่อำเภอด่านเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี

“กล้วยเทพพนม” เป็นกล้วยประจำถิ่นของจังหวัดจันทบุรี และตราด ถือเป็นพันธุ์ไม้มงคลชนิดหนึ่ง เนื่องจากลักษณะหวีกล้วย คล้ายกับการพนมมือนั่นเอง กล้วยชนิดนี้ นิยมใช้บูชาพระ มีขายในบางท้องถิ่น แต่มีราคาค่อนข้างแพง

กล้วยเทพพนมเป็นพันธุ์กล้วยที่ปลูกง่าย อายุประมาณ 7-8 เดือน ก็จะเริ่มแทงปลีออกแล้ว เนื้อกล้วยเหนียวนุ่ม รสชาติอร่อยกว่ากล้วยน้ำว้าทั่วไป

“กล้วยน้ำว้ากาบขาว” มีแหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในพื้นที่อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอำเภอวิเศษไชยชาญ จังหวัดอ่างทอง กล้วยชนิดนี้มีกาบขาวนวล ก้ามใบใหญ่ ไส้ด้านในออกสีขาวเทาๆ ไม่เหมือนกับกล้วยน้ำว้าไส้ขาวของสุพรรณบุรี แถมมีปริมาณน้ำยางกล้วยเยอะกว่า นิยมกินผลสุกและแปรรูปเป็นกล้วยตาก

“กล้วยน้ำว้าสวนผึ้ง” เนื้อกล้วยมีกลิ่นคล้ายน้ำผึ้ง หากสุกงอมๆ จะมีรสชาติอร่อยมาก หากใครอยากลองชิมรสชาติความอร่อยของกล้วยชนิดนี้ คุณโอ๋แนะนำว่า ต้องไปลองหาซื้อที่ตลาดศรีเมือง หากคนขายยืนยันว่า เป็นพันธุ์กล้วยน้ำว้าที่ปลูกในพื้นที่สวนผึ้ง หรือจอมบึง มักไม่ค่อยผิดหวัง เพราะเป็นแหล่งกำเนิดของกล้วยสายพันธุ์นี้

หากผู้อ่านท่านใดติดใจความแปลกมหัศจรรย์ของพันธุ์กล้วยแปลกโบราณหายากเหล่านี้ สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับคุณโอ๋ได้ตามที่อยู่ข้างต้น

แต่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบและหลงเสน่ห์กล้วยน้ำว้า หากมีเวลาว่าง อยากเชิญชวนให้ชมนิทรรศการกล้วยน้ำว้า และฟังสัมมนา “กล้วยน้ำว้าสร้างชาติ” ในวันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2556 ณ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชน อคาเดมี) พร้อมแจกฟรี กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ให้แก่ผู้ร่วมงาน สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (02) 954-3977-84 ต่อ 2115, 2116, 2123, 2124 มือถือ (082) 993-9097, (082) 993-9105

กุมภาพันธ์ 14, 2014 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , | ใส่ความเห็น