ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

ตาม ตาแหลม ไปปลูกข้าวนาโยน ข้าวอินทรีย์คุณภาพ ที่อุตรดิตถ์ เมษายน 27, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046150157&srcday=2014-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 567


เทคโนโลยีการเกษตร 

มัลลิกา อุตธศรี คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ตาม ตาแหลม ไปปลูกข้าวนาโยน ข้าวอินทรีย์คุณภาพ ที่อุตรดิตถ์

“ระบบการจัดการศึกษาธุรกิจเกษตร : ข้าวอินทรีย์” เป็นโครงการศึกษาและพัฒนาระบบการจัดการธุรกิจเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ (มรอ.) กับเครือข่ายเกษตรกร องค์กรท้องถิ่นจังหวัดอุตรดิตถ์และภาคี ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยเชิงกลยุทธ์แก่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ในการดำเนินงานระหว่างปี พ.ศ. 2553-2556 

โดยโครงการดังกล่าว เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาคีหลายแห่ง ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ เครือข่ายเกษตรกร องค์กรท้องถิ่น หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และประชาชนในจังหวัดอุตรดิตถ์

เป้าหมาย เพื่อศึกษาพัฒนาระบบการจัดการธุรกิจเกษตร ส่งเสริมการเรียนรู้และความสามารถของกลุ่มในการจัดการเชิงธุรกิจข้าวอินทรีย์ และการสังเคราะห์องค์ความรู้และบทเรียนในการพัฒนาระบบการจัดการธุรกิจเกษตร ด้วยกระบวนการจัดการความรู้ การพัฒนาระบบเชื่อมต่อมหาวิทยาลัยกับเครือข่ายเกษตรกรจังหวัดอุตรดิตถ์

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ถือเป็นมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวของจังหวัด และด้วยความที่อุตรดิตถ์เป็นจังหวัดที่เป็นเมืองเกษตรมาอย่างช้านาน จึงมีความเข้มแข็งในกลุ่มของเครือข่ายเกษตรกร ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยในพื้นที่กับกลุ่มเครือข่ายเกษตร องค์กรท้องถิ่น และหน่วยงานราชการต่างๆ บนฐานการทำงานวิจัยแบบครบวงจร ครบทุกคณะ จนสามารถสร้างระบบการให้ทุนวิจัยที่เป็นการบริการทางวิชาการ และการให้ทุนทำวิจัยด้วยกัน 7 ระบบ ได้แก่

1. ระบบการจัดการธุรกิจเกษตร

2. ระบบการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย

3. ระบบการเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกร

4. เครือข่ายการจัดการธุรกิจเกษตรกร

5. ชุดความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี

6. ระบบฐานข้อมูล

7. ระบบการจัดการหน่วยพัฒนาธุรกิจเกษตร

การดำเนินโครงการ เริ่มจากระยะแรก ที่ทำการศึกษา สถานภาพ ศักยภาพ สถานการณ์ปัญหาด้านการจัดการธุรกิจเกษตร เพื่อออกแบบระบบเชื่อมต่อมหาวิทยาลัยกับเครือข่ายเกษตรกรด้านการจัดการธุรกิจเกษตรข้าวอินทรีย์

จากนั้น ระยะที่ 2 ทำการพัฒนาระบบการจัดการธุรกิจเกษตรข้าวอินทรีย์ และระยะที่ 3 ทำการสังเคราะห์บทเรียนจากการดำเนินโครงการ และจัดทำข้อเสนอต่อผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อการต่อยอด และขยายผล ซึ่งภายหลังดำเนินโครงการ เกิดการต่อยอดขยายผลในหลายส่วน ได้แก่ การที่ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ถือเป็นต้นแบบด้านการจัดการธุรกิจเกษตรข้าวอินทรีย์ และขยายผลไปยังธุรกิจเกษตรอื่นๆ เช่น ทุเรียน ลางสาด ข้าวโพด และหอมแดง เป็นต้น

ขณะที่องค์กรท้องถิ่น (อบต./อปท.) เกิดการผลักดันให้เกิดเทศบัญญัติของงบประมาณปีต่อไป รวมทั้งหน่วยงานภาคีต่างๆ ขยายผลไปสู่แผนงานของหน่วยงาน และเกิดประสานภารกิจระหว่างหน่วยงาน

นอกจากนี้ ในกลุ่มของเกษตรกร เกิดการต่อยอดใน 2 ส่วน ได้แก่ กลุ่มเกษตรที่มีความเข้มแข็ง แล้วเกิดการขยายฐานการผลิต และการขยายตลาดไปยัง AEC และต่างประเทศ

ขณะที่กลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในระยะปรับเปลี่ยน มีความพร้อมที่จะดำเนินการขยายผลโดยการใช้ระบบพี่เลี้ยง การศึกษาดูงาน การจัดการเรียนรู้ และการเรียนรู้กับปราชญ์ชาวบ้าน

ข้าวอินทรีย์ เป็นโจทย์การวิจัยที่ถูกกำหนดขึ้น และได้ดำเนินการจนประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ

ตาม ตาแหลม

ไปปลูกข้าวอินทรีย์

ตาแหลม หรือ คุณอัษฎางค์ สีหาราช ชายวัย 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 60/2 หมู่ที่ 2 ตำบลคอรุม อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (081) 046-9744 ถือเป็นปราชญ์ชาวบ้านคนสำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ และเป็นหนึ่งในต้นตำรับของการทำเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่แห่งนี้ และเป็นหนึ่งในภาคีเครือข่ายที่ดำเนินงานร่วมกับทางมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ภายใต้โครงการ “ระบบการจัดการศึกษาธุรกิจเกษตร : ข้าวอินทรีย์” จนประสบความสำเร็จ

ตาแหลม ทำนามากว่า 16 ปี ในวันนี้เขาได้ยึดเส้นทางการเกษตรแบบอินทรีย์ และเน้นการปลูกข้าวอินทรีย์ในรูปแบบของข้าวนาโยน หรือการปลูกข้าวแบบโยนกล้า อันเป็นวิธีการปลูกข้าวที่สามารถช่วยให้ปัญหาของวัชพืชลดลงได้ และยังช่วยประหยัดเมล็ดพันธุ์อีกด้วย

ในวันนี้ ตาแหลมและกลุ่มสมาชิก จำนวน 13 คน ที่รวมตัวกันในนาม ศูนย์ข้าวครบวงจรตำบลคอรุม สามารถผลิตข้าวอินทรีย์ออกจำหน่าย ภายใต้ยี่ห้อของตนเอง ที่ชื่อว่า ข้าวตราเพชรคอรุม ข้าวที่ผลิตมีอยู่ 3 สายพันธุ์ ข้าวหอมนิล ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และ ข้าวสินเหล็ก

สำหรับการปลูกข้าวนาโยนนั้น มีข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับการปักดำและหว่านน้ำตม คือแปลงที่มีลักษณะหล่มก็สามารถเตรียมแปลงเพื่อการหว่านต้นกล้าได้ แต่ไม่สามารถปลูกโดยวิธีปักดำได้ หรือปักดำด้วยเครื่องได้ เนื่องจากเครื่องติดหล่ม

นอกจากนี้ ยังใช้จำนวนเมล็ดพันธุ์น้อยกว่าการหว่านน้ำตมและการปักดำ รวมถึงลดการใช้สารเคมี ในการป้องกันกำจัดศัตรูข้าวเมื่อเทียบกับนาแบบอื่น และสามารถควบคุมและลดปริมาณวัชพืชและข้าววัชพืชได้ดีกว่าการทำนาหว่านน้ำตม

ในวันนี้ การผลิตข้าวนาโยนได้กลายเป็นที่สนใจกันอย่างกว้างขวางในพื้นที่แห่งนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ยังพบว่า มีปัญหาในการผลิต โดยเฉพาะการไม่สามารถเพาะต้นกล้าข้าวได้ทันต่อความต้องการ เนื่องจากในการผลิตนั้นมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก

ซึ่งภายใต้โครงการ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ดำเนินการ จึงได้กำหนดให้มีการสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อการลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตข้าวนาโยน โดยอยู่ภายใต้การดำเนินการของคณะผู้วิจัย ประกอบด้วย ผศ. ไพโรจน์ นะเที่ยง อาจารย์สารัลย์ กระจง และ อาจารย์ธนภูมิ เฟื่องเพียร

โดยคณะผู้วิจัยได้มีการเข้าไปศึกษาถึงปัญหา และพบว่า ในการใช้ตะแกรงร่อนเมล็ดข้าวในขั้นตอนการเพาะกล้า เป็นจุดที่เป็นปัญหาสำคัญ ด้วยเหตุที่จำนวนเมล็ดข้าวในแต่ละหลุมเพาะไม่แน่นอน ทำให้ต้องใช้ช้อนตักเมล็ดออก เมื่อมีเมล็ดลงหลุมมากเกินไป และต้องหยอดเมล็ดเพิ่มเมื่อมีเมล็ดลงหลุมน้อยเกินไป ซึ่งพบบ่อย ทำให้ต้องเสียเวลา อีกทั้งทำให้จำนวนกล้าต่อหลุมไม่แน่นอน

ทางคณะผู้วิจัย จึงได้มีแนวคิดในการสร้างเครื่องจักรช่วยทุ่นแรงเกษตรกร รวมถึงลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตการเพาะกล้านาโยน โดยสามารถคิดค้นพัฒนาเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพและจำเป็นต้องใช้กระบวนการเพาะกล้า อันประกอบด้วย เครื่องบดดิน เครื่องโรยดิน และเครื่องหยอดเมล็ดข้าว

โดยเครื่องจักรที่พัฒนาขึ้นสามารถช่วยในการทำงานได้เป็นอย่างดี ดั่งเช่น เครื่องบดดิน ได้มีการออกระบบใบมีดให้เป็นลักษณะข้อเหวี่ยงและมีจำนวนมาก เพื่อบดดินให้ละเอียดลดปัญหาดินติด รวมถึงออกแบบกลไกการทำงานให้มีลักษณะง่ายต่อการดูแลรักษา ไม่ต้องถอดสายพานออก และออกแบบการทดแรงเพื่อช่วยให้สามารถได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ใช้ขนาดมอเตอร์น้อยลง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้าลงได้

ส่วนเครื่องโรยดิน ได้ออกแบบการควบคุมเครื่องโรยดินโดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนและควบคุมด้วยไฟฟ้า และออกแบบการโรยดินให้มีความสม่ำเสมอ โดยการควบคุมความเร็วมอเตอร์ไฟฟ้าตามต้องการ

เครื่องหยอดเมล็ดข้าว คณะผู้วิจัยได้ออกแบบการควบคุมเครื่องหยอดเมล็ดข้าวแบบอัตโนมัติ โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนร่วมกับสายพานลำเลียง และใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับตำแหน่งถาดเพาะกล้า ควบคุมด้วยไมโครคอนโทรลเลอร์ทำให้สามารถใช้คนดูแลเพียงคนเดียว และทำงานได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

นอกจากนี้ ยังออกแบบให้มีจำนวนเมล็ดต่อหลุมเฉลี่ยคงที่สม่ำเสมอตามความต้องการ โดยการควบคุมความเร็วมอเตอร์ในการหยอดเมล็ดตามปริมาณได้ตามต้องการ พร้อมกันนี้ยังออกแบบการหยอดเมล็ดข้าวให้ตรงกับตำแหน่งถาด โดยใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับถาดก่อนปล่อยเมล็ดข้าว และหยุดการปล่อยเมื่อไม่มีถาดโดยอัตโนมัติ ทำให้ลดการสูญเสียเมล็ดข้าวได้มาก และสามารถเพิ่มผลผลิตการเพาะกล้านาโยนได้มากขึ้น

สัมผัสภูมิปัญญา

ในการทำเกษตรอินทรีย์

ในวิถีการทำข้าวแบบอินทรีย์ ตาแหลม บอกว่า ปลูกข้าวใครว่าเหนื่อย เมื่อมีปัญหาต้องหาทางแก้ไข ไม่ใช่วิ่งหนีปัญหา จึงจะประสบความสำเร็จได้ ดังนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา จึงพยายามศึกษาและพัฒนาวิธีการทำเกษตรของตนเองมาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่น่าสนใจและสามารถนำไปปฏิบัติใช้จริงและเห็นผล

ไม่ว่าการผลิตปุ๋ยชีวภาพทดแทนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ที่ได้คิดค้นจนได้สูตร “หมูหัววัวใบไก่ขน” ซึ่งใช้จุลินทรีย์ท้องถิ่นเป็นตัวย่อยสลาย ใช้รำเป็นตัวประกอบ คือถ้าต้องการบำรุงต้นหรือราก เราควรใช้ขี้หมู หรือขี้วัว ถ้าต้องการบำรุงราก ต้องใช้ ขี้ไก่ และต้องทำมาจากมูลของสัตว์ที่กินพืช สูตรนี้ได้มาจากชาวลับแล ที่เขาทำหันมา และเมื่อลองมาทำ ใช้ได้ผลดีมาก

ขณะที่การบำรุงดิน ไม่ควรเผาฟางข้าว ควรเอามูลสัตว์ไปย่อยสลายในนาข้าว เมื่อข้าวกำลังโตก็ปล่อยเป็ดลงไป เมื่อบำรุงดินเสร็จแล้ว จึงใช้กล้าที่เพาะจากถาดนาโยน แต่การปลูกข้าวของตาแหลมจะไม่โยนเหมือนคนอื่น ไม่สวยไม่เป็นระเบียบ จึงปักดำ ใช้เมล็ดข้าว 3 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือ 35 ถาด (ข้าวนาโยนเพาะ) และมั่นใจว่าต้องออกทุกเมล็ด การเพาะต้นกล้านาโยน ในฤดูร้อน 12 วัน และฤดูหนาว 15-20 วัน (กล้าหอมนิล) ซึ่งผลผลิตที่ได้ก็ดีตามต้องการ

ส่วนการดูแลแปลงนา ตาแหลม แนะนำว่า ควรมีการปล่อยปลาลงนาบ้าง เพราหอยเชอรี่จะถูกกำจัดโดยปลา หรือถ้าเลี้ยงเป็ดยิ่งช่วยกำจัดหอยเชอรี่ได้ดี และยังช่วยกำจัดวัชพืชในนาข้าวด้วย

นอกจากนี้ ตาแหลม ยังมีการใช้กลอยในการกำจัดหนอน ใช้กลอย 1 หัว ต่อน้ำ 10 ลิตร มาสับและเเช่น้ำ 1 คืน หรือ 24 ชั่วโมง หากมากกว่านั้น กลอยจะเน่าและเสียได้ สูตรนี้สามารถกำจัดหนอนที่มากินต้นมะนาว หรือพืชต่างๆ ได้

อีกหนึ่งภูมิปัญญาที่เกิดจากความคิดของตาแหลม คือนำเกลือไปผสมน้ำ นำข้าวลงไปในน้ำเกลือ ถ้าข้าวจม คือข้าวที่สมบูรณ์ น้ำเกลือที่เหลือจะไม่ทิ้ง จะนำไปฆ่าหญ้าได้ โดยเกิดจากความบังเอิญที่แม่บ้านจะใช้ถัง แล้วนำน้ำเกลือไปเททิ้ง ปรากฏว่าหญ้าตาย จึงเป็นอีกเทคนิคหนึ่งในการกำจัดหญ้าได้ แต่ไม่แนะนำให้ไปกำจัดหญ้าที่ขึ้นบริเวณต้นพืช เพราะจะทำให้พืชตายได้เช่นกัน

“ระบบการจัดการศึกษาธุรกิจเกษตร : ข้าวอินทรีย์” จึงนับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการพัฒนาที่น่าสนใจ และสร้างประโยชน์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับชาวนาในพื้นที่ ดั่งเช่น ตาแหลม ที่ได้รับในวันนี้

 

อนาคตยางพาราไทยกับการพัฒนาบึงกาฬ เมืองหลวงยางพาราภาคอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048150157&srcday=2014-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 567


เทคโนโลยีการเกษตร 

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์ 

อนาคตยางพาราไทยกับการพัฒนาบึงกาฬ เมืองหลวงยางพาราภาคอีสาน 

งานวันยางพาราบึงกาฬ 2013 ระหว่าง วันที่ 12-15 ธันวาคม 2556 ที่ผานมา ทางคณะผู้จัดงานได้จัดกิจกรรมเสวนา เรื่องยางพารา ในหัวข้อต่างๆ โดยมีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมวิชาการเกษตร สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) และจังหวัดบึงกาฬ ผลัดเปลี่ยนกันทำเป็นเจ้าภาพจัดเสวนาในแต่ละวัน

ในงานนี้ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ได้จัดเสวนาในหัวข้อ อนาคตยางพาราไทยกับการพัฒนาบึงกาฬ เมืองหลวงยางพารา ภาคอีสาน โดย “คุณไพรวัลย์ อรกุล” และ “คุณวิสุทธิ์ สุวรรณมณี” รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ พูดคุยอย่างเป็นกันเองกับวิทยากรทั้งสองท่าน ได้แก่ “คุณวิโรจน์ จิระวัฒน์” ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาสวนสงเคราะห์ สกย. และ “คุณประเสริฐ อดุลสุทธานนท์” ประธานหอการค้าจังหวัดบึงกาฬ

สิ่งที่หลายคนอยากรู้ ก็คือ บึงกาฬ จะมีโอกาสเป็นเมืองหลวงยางพาราภาคอีสานหรือไม่ คุณวิโรจน์ กล่าวว่า หากต้องการพัฒนาบึงกาฬ ให้เป็นเมืองหลวงยางพาราภาคอีสาน สิ่งสำคัญก็คือ เกษตรกรจะต้องรู้จักตัวเอง

ประเด็นแรก เกษตรกรมีข้อมูลหรือไม่ว่า วันนี้ท่านผลิตยางได้ผลผลิตไร่ละกี่กิโลกรัม ต่อปี เท่าที่ สกย. ได้ตรวจสอบ พบว่า เกษตรกรผู้ปลูกยางในจังหวัดบึงกาฬ มีผลผลิตเฉลี่ย ไร่ละ 247 กิโลกรัม ต่อปี ทั้งนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ ประมาณ 80-90% ปลูกยาง พันธุ์ 600 ความจริงยางพันธุ์นี้สามารถให้ผลผลิตได้สูงสุด ไร่ละ 297 กิโลกรัม แต่วันนี้เกษตรกรยังทำได้ไม่ถึงเป้า ยังสามารถเพิ่มผลผลิตได้อีกไร่ละ 50 กิโลกรัม

ทุกวันนี้ จังหวัดบึงกาฬ ปลูกยางไปแล้ว ประมาณ 1 ล้านไร่ เปิดกรีดยางไปแล้ว ประมาณ 60% ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด แต่ปริมาณผลผลิตยางทั้งจังหวัดในขณะนี้ยังไม่ถึง 100,000 ตัน ถือว่า บึงกาฬยังมีปริมาณผลผลิตยางค่อนข้างน้อย จึงอยากให้เกษตรกรเร่งศึกษาเรียนรู้ว่า ควรทำอย่างไร ให้มีปริมาณน้ำยางต่อไร่ ในสัดส่วนที่สูงขึ้น สมมติว่า ปีที่แล้ว ต้นยางมีผลผลิตอยู่ที่ 2 กิโลกรัม ต่อไร่ ปีนี้ต้องเร่งเพิ่มผลผลิตให้เป็น 2.5-3 กิโลกรัม ต่อไร่ ผมจึงอยากฝากการบ้านให้เกษตรกรกลับไปทบทวนตัวเอง ว่าทุกวันนี้เรามีผลผลิตต่อไร่ได้เท่าไหร่

ประเด็นที่สอง คือเรื่องต้นทุนการผลิตยางของจังหวัดบึงกาฬ ผมเชื่อว่าพี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยคิดเรื่องต้นทุนการผลิตยางกันสักเท่าไหร่ ไม่เคยจด ไม่เคยบันทึก ที่ผ่านมา สกย. เคยประเมินการผลิตยางก้อนถ้วยในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉลี่ย อยู่ที่ 26 บาท ต่อกิโลกรัม เมื่อคำนวณรายได้จากการขายยางก้อนถ้วยในปัจจุบัน ประมาณกิโลกรัมละ 30 บาท เกษตรกรส่วนใหญ่ก็ยังพอใจกับรายได้ เพราะหลังหักต้นทุนการผลิตแล้ว ก็ยังพอมีกำไรเหลืออยู่

เรื่องต้นทุนการผลิต ถือเป็นประเด็นสำคัญที่เกษตรกรควรใส่ใจเรียนรู้ เพื่อก้าวเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ หรือที่เรียกว่า เกษตรกรหัวปราดเปรื่อง โดยเกษตรกรจะต้องทำบัญชีครัวเรือน จดบันทึกต้นทุนค่าใช้จ่ายทุกอย่าง พอสิ้นปีก็นำมาคำนวณสรุป ว่ามีต้นทุนการผลิตตลอดทั้งปีเท่าไหร่ ผมคิดว่า ทุกวันนี้ พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางบึงกาฬก้าวหน้าไปเยอะ หลายคนเริ่มจดบันทึกต้นทุนค่าใช้จ่ายในการผลิต เรียกว่ามีแววเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์กันแล้ว

ประเด็นที่สาม ผมอยากรู้ว่า เกษตรกรได้กระจายความเสี่ยงให้แก่ตัวเองบ้างหรือยัง ในช่วงที่กระแสการปลูกยางกำลังมาแรงมาก ผมเคยเสนอในที่ประชุม ให้เกษตรกรกระจายความเสี่ยงในการปลูกยาง หมายความว่า อย่าพึ่งรายได้จากการปลูกยางเพียงอย่างเดียว เพราะหากราคายางมีปัญหา เกษตรกรจะเดือดร้อน สาเหตุที่ผมหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดเนื่องจากสินค้าเกษตรแทบทุกชนิดไม่ว่าจะปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา ช่วงที่ขายได้ราคาดี เกษตรกรมักแห่ลงทุนตามกันไป ราคาตกเมื่อใด ก็ประสบปัญหาเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

ผมจึงอยากเตือนเกษตรกรว่า อย่ายึดรายได้จากการปลูกยางพาราแต่เพียงอย่างเดียว ควรกระจายความเสี่ยงโดยการปลูกพืชชนิดอื่นบ้าง หากใครมีพื้นที่ 10 ไร่ ก็ไม่ควรปลูกยางทั้งหมด ควรแบ่งพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ มากมายที่ขายได้ราคาดี ผมเชื่อว่าเกษตรกรควรพัฒนาความรู้ให้รอบด้าน ไม่ใช่รู้แค่เรื่องยางแต่เพียงอย่างเดียว ควรเรียนรู้เรื่องอื่นๆ ด้วย หากเกษตรกรปลูกยางแต่เพียงอย่างเดียว วันใดวันหนึ่งราคายางตก เกษตรกรย่อมเดือดร้อน เพราะยางพารากินไม่ได้ ยางก้อนถ้วยมีอายุการเก็บรักษาที่สั้น แถมมีกลิ่นเหม็นด้วย

จากการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในจังหวัดบึงกาฬครั้งล่าสุด พบว่า ที่นี่มีชาวสวนยาง จำนวน 40,000 ราย หากคำนวณจากพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดของจังหวัดบึงกาฬ ที่มีเนื้อที่ ประมาณ 1 ล้านไร่ ชาวสวนยางในจังหวัดบึงกาฬ ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย ถือครองที่ดินสำหรับปลูกยางพารา เฉลี่ยครอบครัวละ 20 ไร่ เท่านั้น

โดยทั่วไป เกษตรกรรายย่อยมักจะเสียเปรียบในเรื่องการบริหารจัดการ เพราะต่างคนต่างจัดการ มักมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง เมื่อนำสินค้าออกขาย มักไม่มีอำนาจในการต่อรองราคา อยากถามเกษตรกรว่า ท่านพร้อมหรือยังที่จะบริหารจัดการผลผลิตของตัวเอง โดยรวมกลุ่มกันทำงาน ไม่ไช่แค่รวมกลุ่มกันขายยางแต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรรวมกลุ่มกันพัฒนาผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้น และแปรรูปยางให้มีมูลค่าที่สูงขึ้น ผมมองว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญมาก เพราะหากท่านไม่สามารถรวมกลุ่มกันทำงานได้ เรื่องพัฒนาบึงกาฬ เมืองหลวงยางพาราภาคอีสาน ผมว่าคงเป็นไปได้ยาก

ประเด็นสุดท้าย ที่อยากฝากไว้คือ เรื่ององค์ความรู้ หน่วยงานหลายแห่ง ตั้งแต่ สกย. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และองค์การสวนยาง (อสย.) พยายามถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกรชาวสวนยาง แต่ผมสังเกตเห็นว่า เกษตรกรชาวสวนยางสนใจเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวกันค่อนข้างน้อย เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ค่อยสนใจเรียนรู้ว่า มีเทคโนโลยีใหม่อะไรเข้ามาบ้าง เพื่อใช้ปรับปรุงการทำงานของตัวเอง ให้มีต้นทุนการผลิตที่ลดลงหรือช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น

ผมถือว่า กิจกรรมตรงนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะหากเกษตรกรมีความรู้ ก็จะมีภูมิปัญญาแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ทั้งหมด การพัฒนาต่างๆ ก็ทำได้ง่าย 4 ประเด็น ที่ผมพูดมา หากเรามีความพร้อม การพัฒนาบึงกาฬเป็นเมืองหลวงยางพาราภาคอีสาน ก็ไม่ใช่เรื่องยาก

ด้าน คุณประเสริฐ กล่าวว่า ผมเห็นด้วยกับ ผอ. วิโรจน์ ว่า บึงกาฬ มีโอกาสพัฒนาเป็นเมืองหลวงยางพาราภาคอีสาน หากเกษตรกรมีความเข้มแข็ง มีองค์ความรู้เรื่องการบริหารจัดการต้นทุน การเพิ่มผลผลิต และมีแผนกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ทุกปัจจัยล้วนมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เมื่อเกษตรกรจำเป็นต้องทำธุรกิจ ก็ควรรู้เขารู้เราเสียก่อน เริ่มต้นจากเรียนรู้ตัวเอง สร้างภูมิคุ้มกัน สร้างความเข้มแข็งให้แก่ตัวเองเสียก่อน ที่จะก้าวออกไปแข่งขันในตลาดโลก

หลายคนสงสัยว่า จังหวัดบึงกาฬ มีความพร้อมในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะเรื่องการคมนาคมขนส่งหรือยัง คุณประเสริฐ กล่าวว่า ทุกวันนี้เราส่งยางพาราไปที่แหลมฉบัง จังหวัดระยอง โดยใช้ระยะเวลาขนส่ง ประมาณ 2 วัน ทำให้มีต้นทุนเรื่องโลจิสติกส์ค่อนข้างเยอะ ขณะนี้ เวียดนาม กำลังก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ที่เมือง Vung Ang เพื่อเชื่อมการขนส่งสินค้าไปยังประเทศจีนได้โดยตรง

จากจังหวัดบึงกาฬไปยังประเทศเวียดนาม หากเดินทางโดยรถยนต์ จะเป็นระยะการเดินทาง ประมาณ 315 กิโลเมตร ในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า หากการก่อสร้างท่าเรือดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์ และไทยก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเต็มตัว เราสามารถส่งออกสินค้ายางจากจังหวัดบึงกาฬผ่านท่าเรือน้ำลึกดังกล่าวได้อีกทางหนึ่ง ก็จะลดต้นทุนการส่งออกให้ถูกลง แล้วยังช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันสินค้ายางไทยในตลาดโลกได้อีกทางหนึ่ง

คุณประเสริฐ เล่าว่า ทุกวันนี้ จังหวัดบึงกาฬ มีนักลงทุนไทยและต่างชาติสนใจเข้ามาตั้งกิจการมากขึ้น ล่าสุดเป็นผู้ประกอบการจากจีนสนใจตั้งโรงงานแปรรูปยาง ที่ ตำบลโคกก่อง โดยมีเป้าหมาย ผลิตสินค้ายางรถยนต์ นอกจากนี้ ยังมีนักลงทุนชาวไต้หวัน ก็เข้ามาสำรวจลู่ทางการลงทุนในจังหวัดบึงกาฬเช่นกัน ข้อมูลที่นักลงทุนต่างชาติสนใจอยากรู้ก็คือ

โครงการก่อสร้างสะพานข้ามโขง ไทย-สปป. ลาว จะเกิดขึ้นในจังหวัดบึงกาฬหรือไม่ มีแผนการก่อสร้างถนน 4 เลน หรือเปล่า และทางจังหวัดมีโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า น้ำประปา ที่เอื้อต่อการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติหรือไม่ มีจำนวนแรงงานมากพอสำหรับรองรับการตั้งโรงงานหรือเปล่า

ประเด็นปัญหาเหล่านี้ ทางจังหวัดบึงกาฬก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ผมในฐานะประธานหอการค้าจังหวัดบึงกาฬ ได้ทำหนังสือถึง ผู้จัดการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ให้ขยายพื้นที่ให้บริการไฟฟ้า สำหรับรองรับการลงทุนในอนาคต เพื่อให้นักลงทุนเกิดความมั่นใจ ส่วนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 ผมยืนยันได้ว่าจะเกิดขึ้นที่จังหวัดบึงกาฬอย่างแน่นอน เพราะหน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้ทำงานร่วมกันที่จะผลักดันโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งวางแผนก่อสร้างถนนเชื่อมเครือข่ายใยแมงมุม ทางหอการค้าจังหวัดบึงกาฬได้จัดทำแผนก่อสร้างกับหน่วยงานภาครัฐเรียบร้อยแล้ว ผมยืนยันได้ว่า หากใครสนใจมาลงทุนที่จังหวัดบึงกาฬจะไม่มีผิดหวังอย่างแน่นอน

ขณะนี้ แผนศึกษาผลกระทบโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 ได้เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2555 โดยใช้ระยะเวลาดำเนินงาน ประมาณ 1 ปี ในวงเงินกว่า 30 ล้านบาท คาดว่าภายในเดือนกันยายน 2557 จะได้บทสรุปที่ชัดเจนออกมา นอกจากนี้ ทางหอการค้าจังหวัดบึงกาฬก็มีแผนผลักดันโครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่ โดยจะต่อเชื่อมมาจากจังหวัดหนองคาย ที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จจะเชื่อมต่อการขนส่งสินค้าแนวเขตชายแดนหนองคาย-บึงกาฬ-จังหวัดนครพนม และจังหวัดมุกดาหาร ไปพร้อมๆ กัน

อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสนใจก็คือ อนาคตยางพาราจะปรับตัวไปในทิศทางใด คุณวิโรจน์ ให้คำตอบว่า ตอนนี้ประชากรโลกมีอยู่ประมาณ 7 พันล้านคน ขณะที่ทั่วโลกผลิตยางพาราได้ปีละ 11 ล้านตัน เมื่อหารด้วยจำนวนประชากรโลก เท่ากับ 1 คน จะใช้ยาง ประมาณ 1.6 กิโลกรัม ภายในปี 2563 หรืออีก 6 ปีข้างหน้า จะมีประชากรทั่วโลก ประมาณ 1 หมื่นล้านคน ทั่วโลกผลิตยางได้แค่ 15.6 ล้านตัน เมื่อหารด้วยจำนวนประชากรทั้งหมด เท่ากับ ในอนาคต 1 คน จะใช้ยางประมาณ 1.5 กิโลกรัม ก็ใกล้เคียงกับปริมาณการใช้ยางในปัจจุบัน

คุณวิโรจน์ กล่าวอีกว่า ในอนาคตภาวะตลาดยางจะปรับตัวพลิกผันอย่างไร ก็ขึ้นกับ 2 ปัจจัยหลัก คือภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาวะราคาน้ำมัน อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญคือ วิกฤตภัยธรรมชาติ สรุปว่าหากไม่เจอปัจจัยลบดังกล่าวเข้ามารบกวน ตลาดยางพาราก็ยังมีโอกาสเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง 

 

“รันรัน” แตงโมเนื้อเหลือง รสหวาน หอม อร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054150157&srcday=2014-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 567


เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค

“รันรัน” แตงโมเนื้อเหลือง รสหวาน หอม อร่อย 

เชื่อหรือไม่ ตอนนี้ สาวไทยจำนวนไม่น้อย ที่เชื่อว่า กินแตงโมทุกวัน ทำให้ผิวขาวใสขึ้นมากกว่ากลูต้าไทโอน (Glutathione) และถ้ากินแตงโมคู่กับโยเกิร์ตจะช่วยลดน้ำหนักได้ สัปดาห์ละ 3-5 กิโลกรัม สาเหตุที่แตงโมกลายเป็นตัวเลือกสำคัญสำหรับสาวไทยที่ต้องการลดความอ้วน เนื่องจากแตงโมมีแคลอรีต่ำ และยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น วิตามิน ซี ที่ช่วยป้องกันไข้หวัดและโรคเลือดออกตามไรฟัน หรือจะเป็นโพแทสเซียมที่มีส่วนช่วยควบคุมความดันโลหิตของร่างกาย

นอกจากนี้ เนื้อแตงโมยังมี “สารไลโคปีน” ที่ช่วยในการต้านอนุมูลอิสระ และ “สารเบตาแคโรทีน” ที่ร่างกายนำมาใช้เพื่อเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทั้งยังช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และระบบขับปัสสาวะ รวมถึงยังช่วยบำรุงผิวพรรณและเส้นผมให้แข็งแรงอีกด้วย นอกจากนี้ เปลือกแตงโมยังมีสาร “ซิทรูไลน์” ที่มีส่วนช่วยขยายเส้นเลือด ซึ่งเป็นผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน และสารนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อคนที่เป็นโรคอ้วนและเบาหวานด้วย จึงอยากเชิญชวนให้คนไทยที่รักสุขภาพหันมาสนใจคุณประโยชน์และรสชาติหวานอร่อยของแตงโมกันมากขึ้น

สถานการณ์ผลิตแตงโมในเมืองไทย 

ทุกวันนี้ เมืองไทยมีพื้นที่ปลูกแตงโมไม่ต่ำกว่า 26,086 ไร่ มีแหล่งปลูกแตงโมกระจัดกระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดกาญจนบุรี กำแพงเพชร นครราชสีมา นครสวรรค์ ยโสธร สกลนคร สระแก้ว สุโขทัย สุพรรณบุรี หนองคาย และอยุธยา

คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการบริโภคแตงโมเป็นผลไม้ จึงอาจไม่ทราบว่า การผลิตแตงโม แยกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ แตงโมเนื้อ เนื้อที่ปลูกประมาณ 25,888 ไร่ คือแตงโมทั่วไปที่ปลูกเพื่อเก็บผลแก่ (บริโภคเป็นผลไม้) แตงโมเมล็ด พื้นที่ปลูกประมาณ 194 ไร่ คือแตงโมที่ปลูกเพื่อให้เมล็ด ที่เหลือเป็น แตงโมอ่อน คือแตงโมที่ปลูกเพื่อเก็บผลอ่อน

ประเทศไทยมีการปลูกแตงโมทั่วทุกภูมิภาค และปลูกได้ทุกฤดู แตงโมไม่ชอบฝนตกชุก ไม่ชอบน้ำท่วมขัง เพราะจะทำให้ต้นเหี่ยวเฉา เกิดโรคทางใบ ทำให้รสชาติไม่หวาน และอาจทำให้ผลเน่าได้ โดยทั่วไปการผลิตแตงโมจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากที่สุด ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน-กลางเดือนธันวาคมของทุกปี ส่วนแตงโมที่ปลูกหลังจากการทำนาจะมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดราวเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม

“รันรัน” แตงโมพันธุ์ใหม่

กำลังเป็นที่นิยมในภาคอีสานตอนบน 

“เคน แสนมี” เกษตรกรชาวตำบลบ้านแร่ อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร ปลูกแตงโมเป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัวมานานกว่า 20 ปี ลุงเคน เป็นแกนนำรวมกลุ่มสมาชิกเกษตรกรผู้ปลูกแตงโมในท้องถิ่น และจังหวัดใกล้เคียง 120 ราย จัดตั้ง สหกรณ์ผู้ปลูกแตงโมสกลนคร จำกัด ที่เนื้อที่ 2,000 ไร่ เฉลี่ย ประมาณ 10 ไร่ ต่อราย โดยจะปลูกแตงโมแดง 80% และแตงโมเหลือง 20% ปัจจุบันทางสหกรณ์ฯ แห่งนี้ทำหน้าที่รวบรวมและจัดจำหน่ายแตงโมของสมาชิกออกเพื่อส่งไปขายที่ตลาดไท ประมาณ วันละ 40-50 ตัน และห้างสรรพสินค้าทั่วไป เช่น โลตัส บิ๊กซี ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ปีที่ผ่านมา สหกรณ์ฯ แห่งนี้มีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตสูงถึง 695,729 บาท

ลุงเคน ในฐานะประธานสหกรณ์ผู้ผลิตแตงโมสกลนคร จำกัด เล่าให้ฟังว่า ขณะนี้ สมาชิกจำนวนมากหันมาสนใจปลูกแตงโมเหลือง พันธุ์ “รันรัน” กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากแตงโมพันธุ์ รันรัน มีเนื้อสีเหลืองสดใส หอม หวาน อร่อย มีความหวานสูงมาก 11-13 องศาบริกซ์ รูปทรงหมอน ง่ายต่อการจัดวางและขนส่ง รวมถึงมีเปลือกเหนียวไม่แตกง่าย ช่วยให้ลดการสูญเสียลงได้มาก ตลาดมีความต้องการสูง

“ที่ผ่านมา ผมเป็นผู้ร่วมวิจัยปรับปรุงพันธุ์แตงโม รันรัน ของ บริษัท เจียไต๋ จำกัด ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน จนได้แตงโมพันธุ์ใหม่ที่มีรูปทรงหมอน เนื้อสีเหลือง เนื้อละเอียดแน่น รสอร่อย มีรสชาติที่หวานหอมคล้ายน้ำผึ้ง บางครั้งจึงเรียกว่า “แตงโมสายน้ำผึ้ง” แตงโมพันธุ์นี้มีน้ำหนักเฉลี่ย 4-6 กิโลกรัม เปลือกเหนียวเหมาะกับการขนส่งทางไกล เกษตรกรแถบอีสานตอนบนนิยมปลูกมาก ตลาดต้องการเยอะ” ลุงเคน กล่าว

แตงโมพันธุ์รันรัน ปลูกและดูแลรักษาเหมือนแตงโมทั่วไป โดยจะมีการเด็ดยอด ตัดแต่งแขนงไว้ 2-4 แขนง ต่อต้น คัดเลือกผลที่ดี ทรงผลตรงตามสายพันธุ์ ไว้ 1-2 ผล ต่อต้น การไว้จำนวนผลต่อต้นขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้นในแต่ละแปลง โดยจะเลือกตำแหน่งของผลจากตำแหน่งของดอกตัวเมียในแต่ละเถา ซึ่งตำแหน่งที่ให้ผลผลิตที่ดีที่สุด ดอกที่ 3-4 ของเถา ต้นไม่ชะงักการเจริญเติบโต มีจำนวนใบเพียงพอต่อการเลี้ยงผลผลิตให้ได้คุณภาพดี เก็บเกี่ยวตรงตามอายุพันธุ์ คือ 26-28 วัน หลังผสมดอก แต่อาจคลาดเคลื่อนเล็กน้อยตามฤดูกาล และจะงดน้ำก่อนเก็บเกี่ยว 2-3 วัน เพื่อช่วยให้ความหวานเพิ่มสูงขึ้น สีของเนื้อเข้มขึ้น และมีอายุการวางผลที่นานขึ้นด้วย

“แตงโมชนิดนี้ ต้องการดินที่มีความชุ่มชื้นพอเหมาะ น้ำไม่ขัง มักปลูกกันในดินร่วนปนทราย แตงโมพันธุ์รันรัน ปลูกดูแลง่าย อัตราการงอกดี และติดลูกง่ายกว่าพันธุ์อื่นเท่าตัว แถมต้านทานโรคและแมลงได้ดี ตั้งแต่ปลูกพันธุ์นี้มานานกว่า 2 ปี ผมไม่เคยเจอปัญหาเสี้ยนดิน แมลงวันทอง หนอน และเพลี้ยที่เป็นแมลงศัตรูในแปลงปลูกแตงโมทั่วไป” ลุงเคน กล่าว

เมื่อเปรียบเทียบลักษณะเด่นของแตงโมพันธุ์รันรัน กับแตงโมพันธุ์ทั่วไป ลุงเคน บอกว่า แตงโมพันธุ์รันรัน มีอัตราการเจริญเติบโตของต้นที่แข็งแรงกว่าแตงโมเนื้อเหลืองสายพันธุ์อื่นๆ และมีอายุการเก็บนานกว่าพันธุ์อื่นๆ อีกด้วย นอกจากนี้ ยังให้ผลผลิตสูง เฉลี่ยไร่ละ 5-6 ตัน หากปลูกในช่วงฤดูแล้งจะให้ผลผลิตสูงถึงไร่ละ 9 ตัน เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่นๆ ที่ให้ผลผลิตเพียงไร่ละ 3-4 ตัน เท่านั้น

“ทุกวันนี้ เกษตรกรในท้องถิ่นหันมาปลูกแตงโมเป็นอาชีพหลัก เพราะทำรายได้สูง เนื่องจากปลูกได้ถึง 4 รอบ ต่อปี เมื่อเทียบกับการทำนาปลูกข้าวได้มากสุด 2 ครั้ง ต่อปี นอกจากนี้ การปลูกแตงโมยังใช้เวลาปลูกเพียง 60-70 วัน ก็สามารถเก็บผลผลิตขายได้แล้ว ทุกๆ 3 เดือน มีรายได้แล้ว แค่ปลูกแตงโมพันธุ์รันรัน 10 ไร่ จะมีรายได้ 2 แสนกว่าบาท ต่อรอบ เลยทีเดียว” ลุงเคน กล่าว

คุณพงษ์ศักดิ์ พงษ์อริยทรัพย์ นักปรับปรุงพันธุ์พืช บริษัท เจียไต๋ จำกัด กล่าวว่า ในปี 2545-2548 เจียไต๋ ได้เริ่มรวบรวมพันธุกรรมแตงโมเนื้อเหลืองจากหลากหลายแหล่ง เพื่อพัฒนาสายพันธุ์พ่อแม่ ที่มีลักษณะที่ดี ต้นแข็งแรง การติดผลและคุณภาพเนื้อดี เพื่อสร้างสายพันธุ์ลูกผสมแตงโมเนื้อเหลืองที่มีลักษณะที่ต้องการ โดยปลูกทดสอบสายพันธุ์ลูกผสมจำนวนมาก เปรียบเทียบกับพันธุ์การค้าทั่วไป และคัดจนเหลือคู่ผสมที่มีลักษณะโดดเด่นเพียงไม่กี่สายพันธุ์ และได้นำพันธุ์ออกทดสอบสู่แปลงเกษตรกร และร่วมคัดเลือกกับกลุ่มสหกรณ์ผู้ผลิตแตงโม จังหวัดสกลนคร จนได้พันธุ์ที่ดีที่สุดในปี 2553 นั่นคือ แตงโมเหลือง สายพันธุ์ “รันรัน” ที่ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับทั้งผู้ปลูก ตลาด และผู้บริโภค

แตงโมเหลือง สายพันธุ์ “รันรัน” เป็นแตงโมลูกผสมเนื้อสีเหลือง มีลักษณะที่ดี ตอบสนองความต้องการของตลาดครบทุกด้าน ทั้งเกษตรกรผู้ปลูก และในด้านการผลผลิต ความแข็งแรงของต้น การติดผลที่ดี สามารถตอบสนองการผลิตได้ในทุกฤดู ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่ดีขึ้น อีกทั้งตอบสนองต่อความต้องการของตลาดและผู้บริโภค ในด้านของคุณภาพเนื้อ ความหวาน ทนต่อการขนส่ง และมีอายุการเก็บรักษาผลระหว่างรอการจำหน่ายหรือบริโภคได้ดีกว่าพันธุ์อื่นๆ ทั่วไป

แตงโมพันธุ์รันรัน มีลักษณะผลเป็นรูปทรงหมอน ที่มีส่วนหัวและท้ายกลมมนเท่ากันเป็นวงรี นอกจากจะง่ายต่อการจัดวางและขนส่งแล้ว ยังมีความได้เปรียบ เมื่อต้องผ่าแบ่งผลเป็นชิ้นเล็กๆ ด้วยรูปทรงหมอน จะทำให้ได้จำนวนชิ้นเนื้อ เกรด A มากกว่าแตงโมรูปทรงกลม ซึ่งติดในเรื่องรูปทรง ไม่สามารถผ่าได้ชิ้นเนื้อที่สมบูรณ์และสวยงามเป็น เกรด A ได้ทั้งหมด

คุณพงษ์ศักดิ์ เล่าอีกว่า ทุกวันนี้ เกษตรกรจำนวนมากในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดสกลนคร นครพนม และจังหวัดใกล้เคียง หันมาปลูกแตงโมพันธุ์รันรัน แทนแตงโมพันธุ์เดิมกันมากขึ้น เนื่องจากแตงโมพันธุ์นี้ ปลูกดูแลง่าย ให้ผลผลิตสูง แถมขายได้ราคาดีกว่าพันธุ์อื่น แม้เป็นผลตกเกรด คุณภาพของเนื้อยังมีคุณภาพดีมาก สามารถขายให้ผู้บริโภคและแม่ค้าท้องถิ่นได้ง่ายและราคาดี หากใครสนใจเมล็ดพันธุ์ แตงโมเหลือง สายพันธุ์ “รันรัน” สามารถติดต่อหาซื้อได้ที่ตัวแทนจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ของเจียไต๋ทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ โทร. (02) 810-3031-7 ต่อ 136 http://www.chiataigroup.com

 

ยางอีสาน ปลูกอย่างไร ให้ดีขึ้นอีก?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062010157&srcday=2014-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 566


เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์ 

ยางอีสาน ปลูกอย่างไร ให้ดีขึ้นอีก? 

งานวันยางพาราบึงกาฬ 2013 ระหว่างวันที่ 12-15 ธันวาคม 2556 จัดอย่างยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับ 2 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างระดมสาระความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ในการปลูก แปรรูปยางและข้อมูลการตลาดมาจัดแสดงและถ่ายทอดแก่เกษตรกรชาวสวนยางกันอย่างเต็มที่ เพื่อเตรียมความพร้อมเกษตรกร รับมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2558 แต่ละวันมีพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดบึงกาฬ และพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงตลอดจนเพื่อนเกษตรกรจาก สปป.ลาว สนใจเข้าร่วมชมงานกันอย่างคึกคัก 

กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะผู้จัดงานวันยางพาราบึงกาฬ 2013 ได้จัดเวทีเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ “พัฒนาผลผลิตยางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านยางพารา มาร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาการจัดการสวนยางในท้องถิ่น และมีข้อสรุปร่วมกันว่า การพัฒนาผลผลิตยางภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ได้ผลดี เกษตรกรควรตัดสินใจก่อนปลูกว่า ต้องการน้ำยาง หรือเนื้อไม้ รวมทั้งคัดเลือกสายพันธุ์ยางให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ และต้องจัดการสวนยางอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการป้องกันปัญหาอาการเปลือกแห้งที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการให้ปริมาณน้ำยาง หากทำได้ครบทุกข้อจะช่วยให้สวนยางมีผลผลิตสูงขึ้นและเกษตรกรมีรายได้มากขึ้น

หลายคนสงสัยว่า พันธุ์ยางชนิดใดที่เหมาะสมสำหรับปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คุณรัชนี รัตนวงศ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยยางหนองคาย สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ให้คำตอบว่า สถาบันวิจัยยางมีพันธุ์ยางหลายสายพันธุ์ที่แนะนำให้เกษตรกรปลูก แต่ก่อนปลูกยาง เกษตรกรควรคำนึงถึงความต้องการในการลงทุนทำสวนยางพารา ว่าต้องการผลผลิตแบบใด อยากได้น้ำยาง หรือเนื้อไม้ เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ยางให้ตรงกับวัตถุประสงค์ในการปลูก

สำหรับพื้นที่ภาคอีสาน กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้เกษตรกรปลูกยางพารา 3 พันธุ์หลัก คือ

1. พันธุ์ยางที่ให้ผลผลิตน้ำยางเป็นหลัก ได้แก่ พันธุ์ยางสถาบันวิจัยยาง 408 หรือ เฉลิมพระเกียรติ 984 สถาบันวิจัยยาง 251 และสถาบันวิจัยยาง 226 ซึ่งเป็นพันธุ์ยางของประเทศไทยทั้งหมด ยกเว้น พันธุ์ยาง RRIM 600 ของประเทศมาเลเซียมาให้เกษตรกรไทยได้รู้จักและเป็นที่นิยมปลูกอย่างแพร่หลายถึงร้อยละ 80 ของพื้นที่ปลูกยางทั่วประเทศจนถึงทุกวันนี้

2. พันธุ์ยางที่ให้ผลผลิตน้ำยางสูง เจริญเติบโตดี และให้ไม้ยางดีด้วย ได้แก่ พันธุ์ยาง RRII 118 ที่มาจากประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นพันธุ์ยางชั้น 1 ในกลุ่มที่ให้ผลผลิตและคุณภาพเนื้อไม้ดี รวมไปถึงพันธุ์ PB 235 ที่มาจากมาเลเซีย และ

3. พันธุ์ยางที่เน้นเนื้อไม้เป็นหลัก ได้แก่ พันธุ์ฉะเชิงเทรา 50 พันธุ์ AVROS 2037 และพันธุ์ BPM 24 ที่มาจากอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม เกษตรกรควรคำนึงถึงพื้นที่ที่เหมาะสม รวมไปถึงการดูแลทั้งก่อนและหลังการกรีด เพื่อให้ได้ต้นยางพาราที่ดีมีคุณภาพ

หลักการจัดการสวนยางพาราอย่างเหมาะสม ควรทำอย่างไร คุณพิศมัย จันทุมา นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ขั้นตอนแรกในการปลูกยางพารา เกษตรกรต้องเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม ต้องเป็นดินร่วนปนทราย มีความลึกอย่างน้อย 1 เมตร ดูสภาพพื้นดินอย่าให้มีความลาดเอียงมากเกินไป และควรจะต้องใช้ระยะแถวในการปลูกอย่างน้อย 7 เมตร และระยะแถวระหว่างต้น ประมาณ 3 เมตร โดยในพื้นที่ 1 แปลง ควรปลูกยาง 25% ส่วนพื้นที่เหลืออีก 75% แนะนำให้ปลูกพืชแซมต้นยาง เช่น ข้าวโพด สับปะรด และพืชตระกูลถั่ว

สำหรับยางต้นเล็ก ควรปลูกให้ห่างจากต้นยาง ประมาณ 1 เมตร ส่วนต้นใหญ่ควรมีระยะห่าง ประมาณ 1.5 เมตร การปลูกยางพาราเป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิตเกษตรกรในบ้านเรา จากเดิมที่เคยปลูกพืชไร่สามารถสร้างรายได้เพิ่มได้ทุกปี แต่การปลูกยางใหม่ มักทำให้รายได้เกษตรกรหายไป 7 ปี เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร อยากแนะนำให้ปลูกพืชแซมในสวนยาง เพื่อลดความเสี่ยงก่อนการได้ผลผลิตยางพารา

ส่วนการปลูกพืชแซมในสวนยาง ควรเน้นปลูกพืชอายุสั้นที่ต้องการแสงแดดมาก เช่น กลุ่มพืชผัก พืชคลุมดิน พืชล้มลุก ที่ปลูกง่าย และเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น พริก มะระ มะเขือ สับปะรด ฯลฯ เมื่อเปิดกรีดต้นยางได้แล้ว เกษตรกรยังมีช่องทางเพิ่มรายได้ ในพื้นที่ด้วยการปลูกพืชร่วมยาง เช่น กาแฟ ดาหลา กระวาน ไม้ดอกสกุลหน้าวัว ไม้ดอกวงศ์ขิง ไม้ดอกสกุลเฮลิโคเนีย ขิง ข่า ขมิ้น ผักพื้นบ้าน ฯลฯ นอกจากนี้ การดูแลรักษาก็เป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะการกำจัดวัชพืช เช่น หญ้าคา และหญ้าขจรจบ เพราะวัชพืชเหล่านี้มักแย่งธาตุอาหาร ทำให้ต้นยางมีอาการแคระแกร็น

ประเด็นสุดท้ายที่หยิบมาพูดคุยในเวทีเสวนาแห่งนี้คือ อาการเปลือกยางแห้ง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการให้ผลผลิตน้ำยาง โรคเปลือกแห้งหรืออาการเปลือกแห้งยางพารา (Tapping panel dryness) ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน แต่มีรายงานว่าเป็นความผิดปกติทางสรีรวิทยาของต้นยางพาราที่ถูกชักนำโดยหลายปัจจัย อาทิ การใช้ระบบกรีดหักโหม การใช้สารเคมีเร่งน้ำยาง ความผิดปกติของพันธุ์ยาง และสภาพแวดล้อม และยังไม่สามารถตรวจพบว่าเกิดจากเชื้อโรคใด จึงอาจถือว่าไม่ใช่โรคยาง แต่เป็นอาการหนึ่งของต้นยางพาราที่ไม่มีน้ำยางหรือเปลือกแห้ง นั่นเอง

คุณเกษตร แนบสนิท นักวิชาการเกษตรชำนาญพิเศษ ศูนย์วิจัยยางหนองคาย สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ได้พูดถึงวิธีสังเกตอาการผิดปกติของยางพาราว่า อาการผิดปกติของต้นยางที่พบบ่อยและก่อให้เกิดความเสียหายมากที่สุด คือ อาการเปลือกแห้ง แบ่งได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ สำหรับระยะต้นน้ำนั้น สามารถสังเกตได้จากอาการน้ำยางไหลมากหรือน้อยผิดปกติ หรือมีความเข้มข้นของน้ำยางมากหรือน้อยผิดปกติ ซึ่งจริงๆ แล้วในน้ำยาง 100% จะมีน้ำยางอยู่ประมาณ 35% ส่วนระยะกลางน้ำ สังเกตได้ในช่วงเวลากรีดยาง น้ำยางจะไหลออกมาจากรอยที่กรีดไม่หมด หรือเรียกว่า อาการฟันหลอ และสุดท้ายคือ ระยะปลายน้ำ เป็นระยะที่น้ำยางจะเริ่มหยุดไหล

นอกจากนี้ อาการเปลือกแห้งยังจำแนกออกเป็น 2 รูปแบบ คือ Tapping Panel Dryness หรือ TPD เป็นความผิดปกติที่เกิดจากการกรีดยางต้นเล็กเกินไป และเกิดจากความถี่ในการกรีดเอาน้ำยางและการใช้น้ำยากระตุ้นให้น้ำยางไหลมากเกินไป จนทำให้เกิดอาการเปลือกแห้ง และหากปล่อยให้ต้นยางเป็นโรคเปลือกแห้งแบบถาวร จะทำให้ไม่สามารถกรีดยางได้ และ Trunk Phloem Necrosis หรือ TPN เป็นอาการผิดปกติของท่ออาหาร ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยอาจเกิดขึ้นบริเวณโคนต้นยางพารา ภายในเปลือกยาง และพบบริเวณต้นตอและกิ่งตาพันธุ์ ฉะนั้น เกษตรกรจึงควรดูแลจัดการสวนต้นยางด้วยความเอาใจใส่ เพื่อให้มีผลผลิตที่ดี และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนในอนาคต

อนึ่ง ปัญหาสวนยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ประสบความล้มเหลวในช่วงที่ผ่านมา พบว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากเกษตรกรบางรายปลูกยางพาราในพื้นที่ไม่เหมาะสม เช่น พื้นที่ลุ่มที่เคยใช้ปลูกนาข้าว พื้นที่ที่มีหน้าดินตื้น พื้นที่ที่มีระดับน้ำใต้ดินสูง หรือระดับน้ำใต้ดินอยู่ใกล้ผิวดิน พื้นที่ที่มีชั้นดาน หรือดินที่มีชั้นกรวดอัดแน่น หรือแผ่นหินแข็งในระดับลึกจากผิวดิน ประมาณ 1 เมตร จึงเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของต้นยางพาราหลังจากปีที่ 3 ทำให้ต้นยางชะงักการเจริญเติบโต ขอบใบแห้ง เกิดอาการตายจากยอดและยืนต้นตายในช่วงฤดูแล้ง เนื่องจากรากแขนงของต้นยางพาราไม่สามารถชอนไช เพื่อดูดน้ำในฤดูแล้งได้

ปัญหาการปลูกยางพาราในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมดังกล่าว หากไม่ได้รับการแก้ไขจะเป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจ จึงอยากแนะนำให้เกษตรกรขุดคูระบายน้ำออกจากแปลงยางพาราให้ลึกกว่าระดับน้ำใต้ดิน (ซึ่งระดับน้ำใต้ดินในแต่ละพื้นที่ย่อมแตกต่างกัน) จึงจะสามารถระบายน้ำได้ และใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยมูลสัตว์ หรือปุ๋ยหมัก เพื่อปรับโครงสร้างของดินให้ร่วนซุย ทำให้การระบายน้ำและการถ่ายเทอากาศของดินดีขึ้น ก็จะช่วยให้ต้นยางพารารอดตาย อย่างไรก็ดี ก่อนตัดสินใจปลูกยางพารา เกษตรกรควรพิจารณาเลือกพื้นที่ปลูกที่เหมาะสมจะเป็นการดีกว่าปลูกยางพาราในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เพราะการมาจัดการสวนยางพาราในภายหลัง ย่อมเพิ่มต้นทุน ซึ่งอาจไม่คุ้มค่าและอาจไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

หากผู้อ่านมีข้อสงสัยประการใด สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โทร. (02) 579-1576, (02) 579-7557-8 http://www.rubberthai.com ศูนย์วิจัยยางหนองคาย โทร. (042) 490-924 ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา โทร. (038) 136-225-6 ศูนย์วิจัยยางสุราษฎร์ธานี โทร. (077) 274-097 ศูนย์วิจัยยางสงขลา โทร. (074) 212-401-5 ได้ทุกวัน ในวันและเวลาราชการ

 

ฑัตสัณฑ์ชัย ตรีสัตย์ เดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ที่อู่ทอง กุมภาพันธ์ 15, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05047151256&srcday=2013-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 565

เทคโนโลยีการเกษตร 

วรนิธิ์ สมุทรวนิช

ฑัตสัณฑ์ชัย ตรีสัตย์ เดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ที่อู่ทอง 

จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงตรัสถึง “เศรษฐกิจพอเพียง” ไว้เมื่อ วันที่ 18 กรกฎาคม 2517 ว่า “การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป…” 

นั่นคือ สิ่งสำคัญที่ทำให้ประชาชนคนไทยทั้งมวลได้ตระหนักและมีแนวคิดที่จะเดินตามรอยเท้าพ่อหลวง ด้วยการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงใช้ในการดำรงอยู่และปฏิบัติของประชาชนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน ระดับภาครัฐ

โดยนำ…

ความพอเพียง คือความพอประมาณ มีความพอดีที่ไม่น้อยหรือมากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น

ความมีเหตุผล คือการตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องและผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ

ความจำเป็นที่จะต้องมีภูมิคุ้มกัน การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตควบคู่ไปกับการดำรงชีวิต

สำหรับยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันนี้ ได้มีผู้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระองค์ท่านมาปรับใช้กับการดำเนินชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในผู้ที่นำมาใช้และบังเกิดผลอย่างดีเยี่ยมคือ คุณฑัตสัณฑ์ชัย ตรีสัตย์ ผู้จัดการฝ่ายจัดหาอ้อย โรงงานน้ำตาลอุตสาหกรรมอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี กลุ่มวังขนาย

คุณฑัตสัณฑ์ชัย ตรีสัตย์ เล่าให้ฟังว่า “พื้นที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ในท้องถิ่นเกษตรกรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร ได้แก่ การทำนา ปลูกอ้อย จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของโรงงานจะปลูกอ้อยประมาณช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ของทุกปี เมื่อได้ผลผลิตและเก็บเกี่ยวเป็นที่เรียบร้อยจะมีช่วงที่โรงงานหยุด จึงเกิดแนวคิดที่จะส่งเสริมให้พนักงานที่มีช่วงว่างจากการทำงานและพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ของโรงงานน้ำตาล ด้วยการนำแนวเศรษฐกิจพอเพียงมาส่งเสริม”

โดยกิจกรรมเน้นให้มีการปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ เพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว รวมถึงส่งเสริมให้กับแม่บ้านในท้องถิ่นได้ทำงานจักสานพลาสติกเพื่อเป็นอาชีพเสริม และได้เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ทางไกลเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน วังขนาย จำกัด สาขาอู่ทอง เป็นผู้ให้การสนับสนุนถ่ายทอดความรู้ให้กับพนักงาน ตลอดจนผู้ที่สนใจทั่วไป

ศูนย์เรียนรู้นี้ได้การจัดทำในรูปของกลุ่มส่งเสริมอาชีพให้กับพนักงานและชาวบ้านในท้องถิ่นให้มีอาชีพเสริม ดำเนินการมาแล้วเป็นระยะเวลา 2 ปี มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีนำความรู้ทางด้านการเกษตรต่างๆ โดยเฉพาะที่อำเภอนี้มีการปลูกอ้อยกันมาก จึงเน้นส่งเสริมการปลูกอ้อยอย่างไร ให้ได้ปริมาณอ้อยมากถึง 100 ตัน ต่อไร่ และการปลูกผักอินทรีย์ให้กับทุกครอบครัว เช่น ผักบุ้ง คะน้า ฟักทอง น้ำเต้า พริก มะเขือ มะเขือเทศ กะเพรา โหระพา กล้วย ผักกาดหอม มะละกอ มันญี่ปุ่น และต้นหอม เป็นต้น

สำหรับสัตว์มีการ เลี้ยงกบ ฯลฯ ซึ่งการปลูกพืชตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงทำให้ได้รับประทานผักอินทรีย์ที่ไม่มีสารพิษเจือปน เมื่อมีจำนวนมากจึงรวมกลุ่มนำผักไปจำหน่าย สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว

นอกจากการส่งเสริมการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์แล้ว อาชีพหนึ่งที่มีการส่งเสริมคือ การสานผลิตภัณฑ์พลาสติก การส่งเสริมอาชีพนี้เริ่มต้นจากสอบถามพนักงานในโรงงานว่ามีความต้องการจะเลือกทำอาชีพใดเป็นอาชีพเสริม ส่วนใหญ่ตอบว่า สนใจการสานสิ่งของพลาสติก

ซึ่งทางโรงงานมีความพร้อม ทั้งยังมีวิทยากรที่สามารถถ่ายทอดความรู้ได้เป็นอย่างดี ประกอบกับในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียงคือ กาญจนบุรี มีวัสดุพลาสติกเป็นจำนวนมาก ทำให้ไม่ต้องกลัวว่าจะขาดแคลนวัตถุดิบ จึงได้รวมกลุ่มกันสานผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ ตะกร้าพลาสติก พัด กระเป๋า ที่ใส่ทิชชู กระบุง ที่ใส่ปากกา ดินสอ กล่องใส่ของ เป็นต้น

ต่อมาเมื่องานของพนักงานเริ่มมีออกมาเป็นจำนวนมาก จึงนำออกมาวางจำหน่ายที่ศูนย์เรียนรู้ทางไกลเศรษฐกิจพอเพียงตั้งอยู่ในปั๊มน้ำมัน ปตท. ของโรงงาน และเมื่อเป็นที่รู้จักมากขึ้น จึงได้ส่งเสริมถ่ายทอดความรู้กับแม่บ้านในท้องถิ่นให้ทำ และนำผลิตภัณฑ์มาจำหน่ายที่ศูนย์ สร้างรายได้เสริมให้กับแม่บ้านอีกทางหนึ่ง

จากการที่อำเภออู่ทอง มีพื้นที่การปลูกอ้อยเป็นจำนวนมาก คุณฑัตสัณฑ์ชัย จึงได้คิดทดลองปลูกอ้อยรูปแบบไฮโดรโปนิกส์ (Hydroponics) ที่มีส่วนผสมของยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ในท่อน้ำ พีวีซี ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อแปรรูปเป็นน้ำอ้อยให้เด็กอายุระหว่าง 2-6 ปี ที่ดื่มแทนรับประทานยาแก้หวัด โดยทดลองควบคุมปริมาณยาในน้ำว่าจำนวนเท่าใดจึงจะเหมาะสม หากทดลองประสบความสำเร็จ คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อวางการแพทย์เด็กต่อไปในอนาคต

การนำเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต นับว่าเป็นสิ่งที่ดีและมีคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง หากสนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เลขที่ 99 หมู่ที่ 3 ถนนอู่ทอง-อุทัยธานี ตำบลหนองโอ่ง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี 72160 โทร. (086) 164-1132

คุณฑัตสัณฑ์ชัย ตรีสัตย์ มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะให้คำแนะนำและถ่ายทอดความรู้ให้กับทุกท่าน

 

พันธุ์ข้าวปลูก ปลูกอย่างไร ไม่ให้เสื่อมคุณภาพ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048151256&srcday=2013-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 565

เทคโนโลยีการเกษตร

วรวิทย์ พาณิชพัฒน์

พันธุ์ข้าวปลูก ปลูกอย่างไร ไม่ให้เสื่อมคุณภาพ

พันธุ์ข้าวใหม่เมื่อนำไปปลูกเพียง 2-3 ฤดู จากพันธุ์ข้าวที่เคยออกดอกพร้อมกันมองดูสม่ำเสมอ ก็กลายเป็นพันธุ์ข้าวที่ออกดอกออกรวงไม่พร้อมกัน ทำให้เม็ดที่เกี่ยวได้มีคุณภาพต่ำลง ขายไม่ได้ราคา ไม่ควรใช้เป็นเม็ดพันธุ์ ทางราชการได้แนะนำอยู่เสมอ ให้เปลี่ยนเม็ดพันธุ์ใหม่เมื่อปลูกไปได้ 2-3 ฤดู เพราะพันธุ์ข้าวที่ปลูกได้เสื่อมลงด้วยหลายสาเหตุ เช่น มีเม็ดพันธุ์อื่นๆ ปะปนอยู่ในเม็ดพันธุ์ เนื่องจากการเก็บเกี่ยวนวดตาก การเก็บรักษาทำได้ไม่ดี เมื่อนำไปปลูกจึงมีข้าวปนเกิดขึ้น ส่วนข้าวเรื้อเกิดจากเตรียมแปลงปลูกไม่ดี เม็ดข้าวที่ร่วงหล่นอยู่ จึงเติบโตเป็นพันธุ์ข้าวเรื้อ นอกจากนี้ ก็มีความเสื่อมที่เกิดจากการกลายพันธุ์ ซึ่งเป็นการเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ทำให้เกิดมีเม็ดข้าวเหนียว ข้าวเจ้า ข้าวแดง เกิดขึ้นในพันธุ์ข้าวต่างๆ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม การกระจายตัวของข้าวพันธุ์ผสม ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของข้าวพันธุ์ผสมที่เกิดขึ้นเสมอ ทำให้พันธุ์ข้าวพันธุ์ผสมที่ปลูกอยู่เสื่อมลง ความเสื่อมอันสุดท้ายที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมของพันธุ์ข้าวที่ปลูกอยู่คือ ความเสื่อมที่เกิดจากการผสมพันธุ์ ทำให้เกิดข้าวดีด ข้าวเด้งหรือข้าววัชพืช (weedy rice) เกิดขึ้นในแปลง ถ้าไปผสมกับพันธุ์ข้าวป่า

สาเหตุความเสื่อมของพันธุ์ข้าว ความเสื่อมของพันธุ์ข้าวเกิดจาก 2 สาเหตุ คือ ความเสื่อมทางกายภาพ และความเสื่อมทางพันธุกรรม ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงสาเหตุความเสื่อมของพันธุ์ที่เกิดทางกายภาพ แต่จะกล่าวถึงสาเหตุความเสื่อมทางพันธุกรรม ความเสื่อมของพันธุ์ข้าวทางพันธุกรรม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางลักษณะหรือหลายลักษณะของพันธุ์ข้าว ลักษณะต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับพันธุ์ข้าวส่วนใหญ่ จะเป็นลักษณะที่เลวกว่าพันธุ์เดิม แต่ก็อาจจะมีบ้างที่ข้าวบางกอมีลักษณะดีกว่าพันธุ์เดิม

ความเสื่อมของพันธุ์ข้าวที่เกิดจากการกลายพันธุ์ การกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ (spontaneous mutation) ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นกับลักษณะง่ายๆ เช่น เกิดข้าวเหนียวขึ้นในพันธุ์ข้าวหอมมะลิ เกิดพันธุ์ข้าวเจ้าในพันธุ์ กข 6 หรือพันธุ์ข้าวเหนียวสันป่าตอง หรือเกิดข้าวแดงขึ้นในพันธุ์ข้าวไร่ ดอกพะยอม ลักษณะง่ายๆ ที่เกิดขึ้นนี้ จะถูกควบคุมโดยหน่วยพันธุกรรมเพียงคู่เดียว แต่มีครั้งหนึ่งที่สร้างความมึนงงให้แก่ผู้เขียน เพราะพบว่าในแปลงข้าวหอมมะลิ เพื่อการส่งออกแปลงหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา มีลักษณะเปลี่ยนไปทั้งแปลง มีต้นใบใหญ่ รวงเป็นพวงใหญ่ เม็ดใหญ่ขึ้น เม็ดสั้นลง ออกรวงสม่ำเสมอทั้งแปลง ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับพันธุ์ข้าวหอมมะลิแปลงอื่นๆ ลักษณะที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ เพราะมันไม่มีลักษณะต่างๆ เจ้าของแปลงที่เป็นผู้หญิงวัยกลางคน ได้บอกว่า ตั้งแต่ปลูกมาไม่เคยเปลี่ยนเม็ดพันธุ์เลย ความจริงการกลายพันธุ์ เราสามารถชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์ได้ ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งในการปรับปรุงพันธุ์พืช เราจะนำเม็ดพันธุ์ไปอาบรังสีหรือแช่น้ำยา ซึ่งเป็นสารเคมี ความจริงแล้วประเทศไทยน่าจะเป็นประเทศแรก ที่คัดเลือกพันธุ์ข้าวจากการชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์ เพราะในปี 2505 ถึง 2507 เมื่อผู้เขียนมาทำงานที่กองบำรุงพันธุ์ กรมการข้าว หลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้มาทำงานคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่สถานีทดลองข้าวบางเขน มีข้าวขาวตาแห้งที่อาบรังสีหลายสายพันธุ์ ที่มีต้นเตี้ยรวงต่อกอมาก รวงใหญ่ ให้ผลผลิตสูง สายพันธุ์ข้าวเหล่านี้ ได้จากการนำเม็ดพันธุ์ข้าวขาวตาแห้งไปอาบรังสีเอกซเรย์และเทอร์มัลนิวตรอน ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 2498 ในขณะที่ผู้เขียนได้ทำงานนี้ มันเป็นลูกชั่วที่ 8, 9 และ 10 น่าเสียดายที่ผู้เขียนไม่ได้คัดสายพันธุ์ข้าวเหล่านี้ออกมาเป็นพันธุ์ เพราะไม่รู้ว่าจะดำเนินการอย่างไร

ความเสื่อมของการกระจายตัวของข้าวพันธุ์ผสม ข้าวพันธุ์ผสมเป็นพันธุ์ข้าวที่ได้จากการผสมพันธุ์ตั้งแต่ 2 พันธุ์ขึ้นไป และได้นำเม็ดออกขยายพันธุ์ เมื่อเป็นเม็ดลูกชั่วที่ 5 หรือชั่วที่ 6 ซึ่งยังไม่เป็นพันธุ์บริสุทธิ์ แต่ด้วยวิธีการผลิตเม็ดพันธุ์ ทำให้ความบริสุทธิ์เพิ่มขึ้น ทำให้สามารถใช้เป็นเม็ดพันธุ์ได้ แต่เมื่อนำไปปลูกหลายๆ ฤดู หน่วยพันธุกรรมที่แฝงตัวอยู่ในชุดของหน่วยพันธุกรรมของมัน ก็จะกระจายตัวออกมา อาจมีลักษณะที่เกิดขึ้นง่ายและที่เกิดขึ้นยาก ลักษณะที่เกิดขึ้นได้ง่าย ได้แก่ วันออกดอก ความสูง สีของเม็ด ลักษณะที่เกิดขึ้นยากๆ เช่น ผลผลิต ขนาดของต้นใบ ขนาดของรวง ขนาดของเม็ด จำนวนรวงต่อกอ จำนวนเม็ดต่อรวง การกระจายตัวของพันธุ์ผสมที่ทำให้เกิดลักษณะต่างๆ แทบทั้งหมดมันจะไม่ดีกว่าพันธุ์ข้าวที่มันกระจายตัวออกมา แต่อาจมีบ้างที่จะดีกว่าพันธุ์ข้าวที่ปลูกอยู่ในเรื่องผลผลิต ส่วนลักษณะที่คัดเลือกออกมาได้ง่าย ได้แก่ วันออกดอก ข้าวเหนียว ข้าวเจ้า ข้าวแดง แต่ผลผลิตคงจะไม่สูงขึ้น

ความเสื่อมที่เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ ได้แก่ ข้าวดีด ข้าวเด้ง ข้าววัชพืช ในแปลงข้าวพันธุ์ผสม แต่การผสมข้ามพันธุ์ได้เกิดขึ้นกับพันธุ์ข้าวพื้นเมืองเสมอ ผู้เขียนได้พบ 1 หรือ 2 ครั้ง เมื่อครั้งไปดูนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะมันไม่ใช่ข้าวเรื้อ ข้าวปนหรือต้นข้าวที่เกิดจากการกระจายตัวของข้าวพันธุ์ผสม เพราะต้นข้าวในแปลงมีลักษณะต่างๆ มากมาย เช่นเดียวกับข้าวพันธุ์ผสมที่ได้ผสมข้ามพันธุ์ข้าวป่า (wild rice) ซึ่งจะมีต้นที่มีลักษณะต่างๆ มากมาย มีทั้งต้นมีหางและไม่มีหาง มีหางสั้น หางยาว เม็ดร่วงหล่นง่าย และร่วงหล่นยาก ขนาดของเม็ด ขนาดของรวง ขนาดของต้นใบ ที่แตกต่างกันการผสมข้ามพันธุ์ที่เกิดขึ้นด้วยลม จะเกิดขึ้นน้อยมาก ถ้าผู้เขียนจำไม่ผิด ดร. เอ็น อี โจดอน นักปรับปรุงพันธุ์ข้าวชาวอเมริกัน ได้กล่าวไว้ว่า การผสมข้ามพันธุ์ที่เกิดขึ้นจากลมจะอยู่ที่ 0-3% เพราะกว่าที่ลมจะพัดนำเกสรตัวผู้จากข้าวพันธุ์อื่นมาผสมกับพันธุ์ข้าวที่ปลูกอยู่ พันธุ์ข้าวที่ปลูกอยู่ก็ผสมตัวเองแล้ว เพราะเมื่อดอกข้าวบาน อับเกสรตัวผู้ซึ่งมี 6 อับ จะโผล่ออกมาให้เห็น เมื่อลมพัดต้นข้าวเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย อับเกสรซึ่งเป็นเนื้อเยื่อบางๆ ก็จะแตก เม็ดเรณูก็จะตกลงไปผสมกับเกสรตัวเมีย ซึ่งอยู่ที่โคนดอกทำให้เกิดการผสมตัวเอง แต่ที่ได้เห็นข้าวดีด ข้าวเด้ง หรือข้าววัชพืชที่มีอยู่มากมายในแปลงข้าวพันธุ์ผสม ก็เพราะผึ้งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการผสมข้ามพันธุ์ ผึ้งได้เที่ยวบินเก็บเกสรตัวผู้ของดอกข้าว เพื่อใช้เป็นอาหาร เมื่อเก็บเกสรตัวผู้จากดอกข้าวป่า เม็ดเกสรตัวผู้ของข้าวป่าที่ติดมากับเท้าหรือขาของผึ้งหรือที่เก็บไว้ตรงกระเปาะกับขาคู่ท้าย ก็จะร่วงหล่นลงไปผสมกับเกสรตัวเมียของพันธุ์ข้าวปลูก ทำให้เกิดการผสมข้ามพันธุ์ ผึ้งที่พบมากในแปลงข้าวปลูกคือ ผึ้งมิ้ม รองลงไปคือ ผึ้งโพรง ส่วนผึ้งหลวง ยังไม่เคยพบ นอกจากนี้ ก็มีชันโรงและแมลงคล้ายตัวแมลงวันหรือตัวเหลือบ การที่แปลงข้าวของชาวนามีข้าวดีด ข้าวเด้งมาก เพราะใช้เม็ดพันธุ์ที่เกี่ยวแล้วปลูกโดยไม่ได้ทำอะไรเลย

การแก้ไขปัญหาความเสื่อมของพันธุ์ข้าว วิธีที่ง่ายที่สุด เปลี่ยนเม็ดพันธุ์ใหม่จากแหล่งที่ไว้ใจได้ เมื่อเห็นพันธุ์ข้าวที่ปลูกออกดอกไม่สม่ำเสมอหรือมีข้าวเหลื่อมค่อนข้างมาก แต่ถ้าไม่อยากซื้อเม็ดพันธุ์ใหม่เพราะมีราคาแพง ก็ให้เลือกแปลงๆ หนึ่ง เมื่อเกี่ยวข้าวแล้วได้เม็ดพอเพียงที่จะใช้ปลูก เมื่อเม็ดแปลงนี้ใกล้ระยะพลับพลึง ให้ลงเกี่ยวกอข้าวที่เหลื่อมออกให้หมด เมื่อเกี่ยวกอข้าวที่เหลื่อมออกหมดแล้ว ให้ดูกอข้าวที่เหลือในแปลงว่าสม่ำเสมอดีแล้วหรือไม่ ถ้าสม่ำเสมอดีแล้ว ให้เกี่ยวข้าวในแปลงรวมกัน เม็ดที่เกี่ยวได้ เมื่อใช้เป็นเม็ดพันธุ์ก็จะออกดอกออกรวงสม่ำเสมอ ถ้าได้ทำอย่างนี้ทุกฤดู พันธุ์ข้าวที่ปลูกก็จะออกดอก ออกรวงสม่ำเสมอ ส่วนการแก้ปัญหาความเสื่อมจากการเกิดข้าวเหนียว ข้าวเจ้า หรือข้าวแดงในพันธุ์ข้าว วิธีแก้ไขที่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ จะต้องตรวจเช็กเม็ดข้าวกล้องของกอข้าวทุกกอในแปลงที่เกี่ยวไว้เป็นเม็ดพันธุ์ แต่เนื่องจากแปลงนี้หว่านเม็ดมาก ไม่สามารถเก็บเม็ดเป็นกอๆ ได้ วิธีที่ดีควรมีแปลงปลูกไว้เพื่อใช้เป็นเม็ดพันธุ์โดยหว่านเม็ด ไร่ละ 4-5 กิโลกรัม หรือปักดำ จับละ 1 ต้น ขณะต้นข้าวเจริญเติบโตจนถึงช่วงเม็ดสุก ให้เกี่ยวกอข้าวที่เหลื่อมออก 3 ครั้ง ในช่วงแตกกอ ช่วงออกดอกและช่วงเม็ดสุก เมื่อเกี่ยวกอข้าวที่เหลื่อมในครั้งสุดท้ายแล้ว การเก็บเกี่ยวให้เกี่ยวแยกกอ ตากเม็ดจนแห้งทั้งกอ แล้วนำเม็ดแต่ละกอ ประมาณ 100 เม็ด มาบดดูเม็ดข้าวกล้อง ถ้าข้าวกอนั้น เม็ดข้าวกล้องมีเม็ดข้าวเหนียว ข้าวเจ้า หรือข้าวแดง ปนอยู่ ให้ทิ้งเม็ดข้าวนั้นทั้งกอ เอาเม็ดจากกอข้าวที่เม็ดข้าวกล้องไม่มีเม็ดข้าวเหนียว ข้าวเจ้า หรือข้าวแดงปน นวดรวมกัน เม็ดที่ได้ก็จะเป็นเม็ดพันธุ์ดี มีคุณภาพใกล้เคียงกับเม็ดพันธุ์ของทางราชการ เม็ดที่ได้นี้เมื่อนำไปปลูก ถึงแม้ว่ามันจะมีเม็ดข้าวเหนียว ข้าวเจ้า หรือข้าวแดง เกิดขึ้น เม็ดที่ผลิตได้เมื่อขายเป็นข้าวสารก็จะไม่เกินมาตรฐานที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด การตรวจเช็กเม็ดข้าวกล้องทุกกอนี้ จำเป็นจะต้องทำทุกฤดู เพื่อไม่ให้จำนวนเม็ดเกิดจากการกลายพันธุ์เพิ่มมากขึ้น

การปรับปรุงพันธุ์ข้าวปลูก อันเนื่องมาจากการผันแปรทางพันธุกรรม ได้แก่ การเกิดข้าวเหนียว ข้าวเจ้า ข้าวแดง ในพันธุ์ข้าว การกระจายตัว (segregation) ของข้าวพันธุ์ผสม การเกิดลักษณะต่างๆ ในข้าวพันธุ์ผสมที่เกิดจากการผสมกับข้าวป่า การคัดเลือกกอข้าวที่ผันแปรเหล่านี้ออกมาเป็นพันธุ์ จะดำเนินการเหมือนกันกับการคัดเลือกพันธุ์ผสมในการผสมพันธุ์ข้าว คือจะต้องคัดเลือกกอข้าวที่ผันแปรทางพันธุกรรมที่ดีกว่าพันธุ์ข้าวที่ปลูกอยู่ เช่น ผลผลิตต้องสูงกว่า เม็ดต้องสีทำข้าว 100% หรือ 5% ได้ ต้องต้านทานโรคแมลง มีอายุพอเหมาะ และไม่ล้มเมื่อเม็ดสุก เมื่อเลือกกอข้าวที่ดีกว่าออกมาได้แล้ว ให้นำเม็ดแต่ละกอที่ตากแห้งแล้วไปชั่งน้ำหนัก แล้วนำไปปลูกแยกกันเป็นเบอร์ๆ โดยปลูกกอที่ดีที่สุดเป็น เบอร์ 1 เบอร์ต่อๆ ไป เป็นกอที่ดีมีน้ำหนักเม็ดรองลงไป จนถึงเบอร์สุดท้ายเป็นกอที่ดีน้อยที่สุด พยายามปักดำข้าวแต่ละกอให้มีจำนวนต้นมากที่สุด โดยเฉพาะกอข้าวที่ให้ผลผลิตสูงมากกว่าพันธุ์ข้าวที่ปลูกอยู่ ให้ปักดำไม่น้อยกว่า 600 ต้น ปักดำจับละ 1 ต้น ระยะ 20×20 เซนติเมตร แถวยาว 4 เมตร ใส่ปุ๋ยให้งอกงาม แต่ไม่ให้ฟุใบ เมื่อข้าวแต่ละเบอร์สุก ให้คัดเลือกเฉพาะเบอร์ข้าวที่ดีกว่าพันธุ์ข้าวที่ปลูกอยู่ โดยเฉพาะผลผลิตความต้านทานโรคแมลงและไม่ล้ม ดูข้าวเหล่านี้แต่ละเบอร์ว่าอยู่ตัว (fixed line) หรือยังไม่อยู่ตัว อยู่ตัวคือ ข้าวทุกต้นในเบอร์นั้นเหมือนกันทุกลักษณะ ออกดอกออกรวงสม่ำเสมอ ส่วนเบอร์ข้าวที่ยังไม่อยู่ตัว คือต้นข้าวในเบอร์นั้น ยังมีต้นสูงๆ ต้นต่ำๆ ออกดอกออกรวงไม่สม่ำเสมอ เบอร์ที่อยู่ตัวเราสามารถเก็บเกี่ยวกอข้าวในเบอร์นั้นรวมกันเป็นสายพันธุ์หรือพันธุ์ออกมาได้เลย ส่วนเบอร์ที่ยังไม่อยู่ตัวก็ต้องคัดเลือกกอที่ดีที่สุดในแต่ละเบอร์ ไปปลูกเป็นเบอร์ใหม่ ปลูกคัดเลือกจนกว่าแต่ละเบอร์จะอยู่ตัว ส่วนเบอร์ที่ไม่อยู่ตัว ไม่ว่าจะคัดเลือกไปปลูกอย่างไร มันก็ไม่อยู่ตัว เบอร์เหล่านี้ให้คัดทิ้งไป

การคัดเลือกกอข้าวที่กลายพันธุ์ ที่เกิดเม็ดข้าวเหนียว ข้าวเจ้า ข้าวแดง ออกเป็นพันธุ์ใหม่ เราสามารถคัดเม็ดข้าวที่กลายพันธุ์เหล่านี้ออกมาเป็นพันธุ์ใหม่ได้ แต่ก่อนจะคัดเป็นพันธุ์ออกมา ให้พิจารณาให้ดีก่อนว่า เมื่อคัดได้พันธุ์ออกมาแล้ว จะดีกว่าพันธุ์ที่ปลูกอยู่หรือไม่ เช่น จะคัดเม็ดข้าวเหนียวที่กลายพันธุ์จากพันธุ์ข้าวหอมมะลิ พันธุ์ที่คัดออกมาได้จะสู้พันธุ์ข้าว กข 6 หรือพันธุ์ข้าวเหนียวสันป่าตองได้หรือไม่ ถ้าเห็นว่าสู้ไม่ได้ก็ไม่ควรคัดเป็นพันธุ์ออกมา การกลายพันธุ์ของพันธุ์ข้าวแต่ละเม็ดที่คัดเลือกออกมาจะกระจายตัวไม่มาก เพราะมันจะถูกควบคุมโดยหน่วยพันธุกรรมเพียงคู่เดียว เพื่อให้เห็นตัวอย่างของจริงและให้ผู้ที่ต้องการจะทำได้ทำตาม ผู้เขียนขอยกตัวอย่างของจริง เมื่อผู้เขียนได้ทำงานปีสุดท้าย ได้ไปทำงานที่ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ในปี 2539-2540 ได้ขอพันธุ์ข้าวแดงหอมต้นเตี้ย ของ คุณสมเดช อิ่มมาก นักปรับปรุงพันธุ์ข้าวของศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก มา 1 ถัง (10 กิโลกรัม) เพื่อนำมาปลูกที่ที่ทำงานอยู่ ข้าวหอมแดงต้นเตี้ยพันธุ์นี้ คุณสมเดชได้นำพันธุ์ข้าวแดงหอมของ คุณบุญโฮม ชำนาญกุล ที่คุณบุญโฮมคัดได้จากเม็ดข้าวแดง 5 เม็ด ที่เกิดขึ้นในเม็ดข้าวพันธุ์หลัก ที่กรมส่งเสริมการเกษตร ส่งมาให้สถาบันวิจัยข้าวได้ดู คุณพรชัย พุกกะบาน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยข้าวในสมัยนั้นได้ให้เม็ดแก่ คุณสุเทพ ลิ้มทองกุล นักวิชาการปลูกศึกษาในกระถาง หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว เม็ดจากกอข้าวเหล่านี้ได้ส่งไปที่สถานีทดลองข้าวสุรินทร์ คุณบุญโฮม ชำนาญกุล ผู้อำนวยการข้าวสุรินทร์ ปลูกคัดเลือกอยู่หลายปีและได้คัดข้าวแดงออกมาได้หลายสายพันธุ์ คุณสมเดชได้นำข้าวแดงสายพันธุ์หนึ่ง มาผสมกับข้าวไออาร์ 24 หรือ ไออาร์ 661 หรือเบอร์อะไรผู้เขียนจำไม่ได้ และได้คัดข้าวแดงหอมต้นเตี้ยออกมา ผู้เขียนได้เคยรับประทานข้าวพันธุ์นี้ มันนุ่มเหนียวแต่กลิ่นมันคล้ายกลิ่นเผือก ผู้เขียนได้ส่งเม็ดข้าวสารพันธุ์นี้ไปให้สมาคมผู้ส่งข้าวออก ได้ลองรับประทาน พร้อมทั้งขอความเห็น สมาคมผู้ส่งข้าวออกได้ตอบหนังสือกลับมา ลงนาม โดย คุณสมบูรณ์ ไผทฉันท์ ผู้จัดการสมาคมผู้ส่งข้าวออก ได้ตั้งชื่อข้าวพันธุ์นี้ว่า “กุหลาบแดง” ผู้เขียนได้นำเม็ดข้าวเปลือกกุหลาบแดง 5 กิโลกรัม ให้คนงานได้คัดเลือกเม็ดข้าวเจ้าออกมา โดยใช้แสงไฟฟ้าส่องผ่านกระจก คัดได้เม็ดข้าวเจ้า 227 เม็ด ได้นำเม็ดข้าวเหล่านี้ไปตกกล้าห่างๆ ปล่อยให้มันแตกหน่อ 5-6 หน่อ ซึ่งจะใช้เวลา 35-40 วัน ปลีกหน่อข้าวเหล่านี้ออกไปปักดำเป็นเบอร์ จับละ 1 หน่อ ระยะ 20×20 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยให้งอกงาม ข้าวแต่ละแถวที่ได้จากแต่ละเม็ดดูสม่ำเสมอดี ไม่มีแถวข้าวที่เหลื่อม เพราะแต่ละต้นในแถวได้เกิดจากเม็ดเดียวกัน เมื่อเกี่ยวข้าวจากกอในแถวรวมกัน แถวใครแถวมัน และได้นำเม็ดแต่ละแถวไปส่องไฟ เพื่อตรวจเช็กเม็ดข้าวกล้องพบว่า แถวส่วนใหญ่มีเม็ดเป็นข้าวเจ้า แต่ยังมีบางแถวที่ยังมีเม็ดข้าวแดงกระจายตัวออกมา เปอร์เซ็นต์เม็ดข้าวแดงที่กระจายตัวออกมาแต่ละแถวจะต่างกัน แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าผู้เขียนไม่ได้ปลูกคัดข้าวเหล่านี้ต่อ ผู้เขียนมั่นใจว่าถ้านำข้าวเหล่านี้ไปปลูกอีกฤดูเดียวก็น่าจะคัดพันธุ์ข้าวเจ้าออกมาได้ โดยนำแต่ละเบอร์ไปปักดำเป็นเบอร์ ปักดำจับละ 1 ต้น ระยะ 20×20 เซนติเมตร แถวยาว 4 เมตร ปักดำแต่ละเบอร์ไม่น้อยกว่า 50 แถว ใส่ปุ๋ยให้งอกงาม เมื่อเม็ดแต่ละเบอร์สุก เราก็จะรู้ได้ว่าเบอร์ไหนควรจะคัดเป็นพันธุ์ใหม่ออกมา สาเหตุที่ผู้เขียนไม่สามารถปลูกคัดข้าวแต่ละเบอร์ต่อได้ เพราะผู้เขียนต้องเกษียณอายุ

การคัดเลือกกอข้าวที่กระจายตัวจากข้าวพันธุ์ผสม เนื่องจากข้าวพันธุ์ผสม ยังไม่ใช่พันธุ์บริสุทธิ์ (pure line) ถึงแม้จะได้ผ่านขั้นตอนการผลิตเม็ดพันธุ์ ทำให้ความบริสุทธิ์ดีขึ้น แต่เนื่องจากพันธุ์ข้าวมีหน่วยพันธุกรรมมากมาย เมื่อปลูกไป ปลูกไป หน่วยพันธุกรรมที่แฝงตัวอยู่ก็จะกระจายตัวออกมา ถ้าไม่มีการตัดกอข้าวที่เหลื่อมทิ้ง กอข้าวที่กระจายตัวส่วนใหญ่มักจะเลวกว่าพันธุ์ข้าวที่มันกระจายตัวออกมา ลักษณะที่พบบ่อยที่สุดคือ ต้นที่สูงโด่งขึ้นมา ส่วนลักษณะอื่นๆ เราอาจมองไม่เห็น ถ้าต้นข้าวที่กระจายตัวออกมาสูงระดับเดียวหรือเตี้ยกว่าต้นข้าวส่วนใหญ่ที่มันกระจายตัวออกมา แต่ถ้าเราได้เดินเข้าไปในแปลง โดยเฉพาะแปลงที่มีการกระจายตัวมาก เราอาจพบลักษณะแทบทุกลักษณะที่กระจายตัวออกมา เช่น ออกดอกไวกว่า หรือล่ากว่า ต้นสูงกว่าหรือเตี้ยกว่า ผลผลิตสูงกว่าหรือต่ำกว่าหรือผลผลิตไม่เปลี่ยนแปลง รวงใหญ่กว่าหรือเล็กกว่า เม็ดยาวขึ้นหรือสั้นลง ความต้านทานโรคแมลงดีขึ้นหรือเลวลง ลักษณะที่จะคัดเลือกออกมาได้ง่ายที่สุดคืออายุที่สั้นลงหรือต้นที่เตี้ยลง อายุที่สั้นลงจะทำให้ผลผลิตลดลง เพราะการเจริญเติบโตทางลำต้นและใบน้อยลง แต่ถ้าผลผลิตลดลงไม่มาก แต่สามารถเก็บเกี่ยวได้ไวขึ้น ช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยวไวกว่า 7 วัน จะทำให้ค่าใช้จ่ายลดลงมาก และที่สำคัญอาจหลบการระบาดของโรคแมลง ส่วนการเลือกกอที่กระจายตัวที่ให้ผลผลิตสูงกว่า จะต้องพิจารณาให้ดี กอที่ให้ผลผลิตสูงกว่า จะต้องไม่เป็นกอริม หรือกอที่รอบๆ ได้ตายไป ลักษณะกอที่กระจายตัวที่จะให้ผลผลิตสูงกว่า จะต้องมีจำนวนรวงต่อกอมากกว่าจำนวนเม็ดต่อรวงมากกว่า รวงก้มมากกว่า กอข้าวที่ให้ผลผลิตสูงกว่าส่วนใหญ่จะมีต้นสูงใหญ่กว่า อายุจะมากกว่าข้าวพันธุ์ผสมที่มันกระจายตัวออกมา กอข้าวที่กระจายตัวออกมาถ้าพิจารณาแล้วว่าดีกว่าข้าวพันธุ์ผสมที่มันกระจายตัวออกมา ให้คัดเลือกออกมาปลูกคัดเลือกเช่นเดียวกับการคัดเลือกข้าวพันธุ์ผสมที่ได้จากการผสมพันธุ์ข้าวคือ นำแต่ละกอมาปลูกเป็นเบอร์ ปลูกคัดเลือกแต่ละเบอร์ไปเรื่อยๆ จนกว่าแต่ละเบอร์จะเป็นพันธุ์บริสุทธิ์หรือสม่ำเสมอกันในเบอร์ จึงคัดเป็นพันธุ์ออกมา โอกาสของความสำเร็จในการคัดเลือกกอข้าวที่กระจายตัวจากข้าวพันธุ์ผสม มักจะได้รับความสำเร็จกับกอที่ควบคุมโดยหน่วยพันธุกรรมหรือยีน เพียงคู่เดียว เช่น วันออกดอก เมื่อคัดเลือกกอเหล่านี้ไปปลูก มันจะไม่กระจายตัวหรือกระจายตัวน้อยมาก จึงสามารถคัดเลือกเบอร์ที่ดีที่สุดออกเป็นพันธุ์ใหม่ได้ ส่วนกอที่กระจายตัวที่ประกอบด้วยหน่วยพันธุกรรมมากคู่ เช่น ผลผลิตอันประกอบด้วยขนาดต้นใบ จำนวนรวงต่อกอ จำนวนเม็ดต่อรวง ขนาดของเม็ด โอกาสของความสำเร็จจะเกิดขึ้นยาก เพราะเมื่อนำกอข้าวเหล่านี้ไปปลูกคัดเลือก มันจะกระจายตัวมาก ส่วนใหญ่เป็นลักษณะที่ไม่ดีจะต้องคัดทิ้งเป็นส่วนใหญ่ ส่วนพวกที่กระจายตัวพอคัดเลือกได้ ผลผลิตก็จะอยู่ในระดับเดียวกับพันธุ์ข้าวที่มันกระจายตัวออกมาหรือสูงกว่าไม่มาก ส่วนพวกที่ให้ผลผลิตสูงที่มองเห็นค่อนข้างชัดเจน เม็ดก็กลับสั้นลง สีทำข้าว 100% ไม่ได้ ได้ข้าวแค่ 10%

การคัดเลือกกอข้าวที่เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ ในที่นี้จะกล่าวโดยเฉพาะการคัดเลือกต้นลูกผสมที่เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ ระหว่างข้าวพันธุ์ผสมกับข้าวป่า ซึ่งจะเกิดลักษณะต่างๆ มากมาย ถ้าเราเดินเข้าไปในแปลง เราจะพบต้นลูกผสมส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นข้าวป่า มีต้นสูงขึ้น เม็ดส่วนใหญ่มีหาง หางสั้นหางยาวต่างกันไป เม็ดเล็ก เม็ดยาว เม็ดร่วงหล่นง่าย ส่วนต้นที่เหมือนต้นข้าวพันธุ์ผสม จะเกิดขึ้นไม่มาก เราจะต้องคัดเลือกต้นลูกผสมให้ได้ต้นที่ลักษณะส่วนใหญ่เหมือนต้นข้าวพันธุ์ผสม แต่ต้องให้ได้ต้นที่ให้ผลผลิตสูงกว่า มีเม็ดเรียวยาว เม็ดข้าวกล้องใส เลื่อมมัน ไม่มีท้องไข่ ต้นไม่ควรสูงเกิน 110 เซนติเมตร ต้นไม่ล้มเมื่อเม็ดสุก รวงใหญ่ รวงก้ม ไม่มีเม็ดลีบเนื่องจากเป็นหมัน เม็ดไม่ร่วงหล่นง่าย กอต้นลูกที่กระจายตัวที่ดีกว่าพันธุ์แม่ ให้เลือกไว้ทุกกอ หลังจากชั่งน้ำหนักเม็ดทุกกอ ตรวจเช็กเม็ดข้าวกล้อง คัดไว้แต่กอที่สีทำข้าว 100% หรือ 5% ไปปลูก การปลูกคัดเลือกก็ให้ดำเนินการเหมือนการคัดเลือกข้าวพันธุ์ผสมดังได้กล่าวไปแล้ว ส่วนการคัดเลือกต้นข้าวลูกผสมที่เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้ามพันธุ์กับข้าวพันธุ์ผสม ก็ให้ดำเนินการเช่นเดียวกัน

สรุป

การปรับปรุงพันธุ์ข้าวปลูกให้ดีขึ้น ไม่ให้เสื่อม ทำได้ง่าย ให้เลือกแปลงปลูกที่เมื่อเกี่ยวข้าวแล้วจะได้เม็ดพอเพียงที่ใช้ปลูกในฤดูต่อไป ในระหว่างข้าวแปลงนี้กำลังเจริญเติบโต ให้เกี่ยวกอข้าวที่เหลื่อมออกทิ้ง 3 ครั้ง ครั้งแรกในช่วงแตกกอ ครั้งที่สองในช่วงออกดอก ครั้งที่สามในช่วงที่เม็ดสุก เมื่อเกี่ยวกอข้าวที่เหลื่อมออกหมดแล้ว เกี่ยวข้าวจากกอข้าวเหล่านี้รวมกัน เม็ดที่ได้จากการเกี่ยวกอข้าวที่เหลื่อมทิ้ง เมื่อนำไปปลูกจะออกดอกออกรวงสม่ำเสมอ ส่วนพันธุ์ข้าวที่กลายพันธุ์ มีข้าวเหนียว ข้าวเจ้า เกิดขึ้น วิธีจะกำจัดกอข้าวที่กลายพันธุ์ที่ได้ผลดีที่สุด ให้เกี่ยวกอข้าวในแปลงผลิตเม็ดพันธุ์ กอใครกอมัน นำกอเหล่านี้ไปตากให้แห้ง แล้วนำเม็ดแต่ละกอประมาณ 100 เม็ด มาบดดูเม็ดข้าวกล้อง กอข้าวที่มีเม็ดข้าวเหนียว ข้าวเจ้า หรือข้าวแดง เหล่านี้ทิ้งให้หมด เอากอที่เม็ดเป็นปกตินวดรวมกัน เม็ดที่ได้ก็จะมีคุณภาพดี ถ้าเป็นข้าวเหนียวเม็ดที่สุกก็จะนุ่มเหนียวไม่กรุบๆ เพราะไม่มีเม็ดข้าวเจ้าปน ส่วนการคัดเลือกกอข้าวเนื่องจากการกระจายตัวของข้าวพันธุ์ผสม

มีชาวนารายหนึ่งชื่อ คุณชำนาญ พรหมชัย อยู่ที่ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้คัดเลือกกอข้าว 2 กอ ที่กระจายตัวออกมาจากข้าวพันธุ์ผสม กข 41 ข้าว 2 กอนี้ เบากว่า กข 41 ประมาณ 7 วัน หลังจากปลูกคัดเลือกแล้วได้ปลูกเป็นแปลงใหญ่ ผู้เขียนได้ไปดูข้าวแปลงนี้เมื่อเม็ดสุกใกล้เก็บเกี่ยว พบว่ามีความสม่ำเสมอดี ทุกลักษณะเหมือน กข 41 สูงประมาณ 100-110 เซนติเมตร มีเม็ดเรียวยาว ผลผลิตน่าจะถึงไร่ละ 1 เกวียน นี่เป็นการคัดเลือกกอข้าวพันธุ์ผสมที่กระจายตัวออกมาเพียงลักษณะเดียว ส่วนการคัดเลือกกอข้าวพันธุ์ผสมที่กระจายตัวออกมาประกอบด้วยหลายลักษณะ เช่น ผลผลิต คุณภาพเม็ด ความต้านทานโรคแมลง ยังไม่มีใครคัดเลือกได้ ส่วนการคัดเลือกต้นลูกผสมที่เกิดจากข้าวพันธุ์ผสมที่ผสมกับข้าวป่า ยังไม่มีใครนำต้นลูกผสมเหล่านี้ไปปลูกคัดเลือก ถ้าสามารถคัดเลือกเป็นพันธุ์ออกมาได้ น่าจะเป็นพันธุ์ที่ดีมาก เพราะมันจะต้านทานโรคแมลงต่างๆ

 

นาวัง…ถิ่น กล้วยหอมทอง เลิศรส

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05060011256&srcday=2013-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 564

เทคโนโลยีการเกษตร 

สวง โฮสูงเนิน

นาวัง…ถิ่น กล้วยหอมทอง เลิศรส

นาวัง เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นแหล่งที่มีความน่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะกล้วยหอมทอง ปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งปลูกกล้วยหอมทองที่มีคุณภาพของจังหวัดหนองบัวลำภู

จนมีคำขวัญว่า “นาวัง ถิ่นกล้วยหอมทองเลิศรส”

ดังนั้น เมื่อกล่าวถึง กล้วยหอมทอง ของอำเภอนาวังแล้ว ต้องคิดถึงตำบลวังทอง เพราะถือเป็นแหล่งปลูกกล้วยหอมทองแหล่งใหญ่ของอำเภอแห่งนี้

ที่มาของชื่อตำบลวังทองนั้น ได้มาจาก โรงเรียนบ้านผาวัง และมี ถ้ำวังทอง ซึ่งมาจากการตั้งชื่อของคณะกรรมการสภาตำบล ตั้งชื่อ วัดถ้ำผาวัง นี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของตำบล ซึ่งมีชาวบ้านได้ศรัทธาในวัดแห่งนี้มาก จึงได้ตั้งชื่อว่า ตำบลวังทอง ตั้งแต่ปี 2530

ตำบลวังทอง มีจำนวน 12 หมู่บ้าน จำนวน 2,167 ครัวเรือน ประชากร 8,687 คน พื้นที่ทั้งหมด 62,549 ไร่ ทำนา 8,289 ไร่ ทำไร่ 13,961 ไร่ สวนไม้ผล 767 ไร่ พืชผัก 1,157 ไร่ ยางพารา 2,422 ไร่ ยูคาลิปตัส 333 ไร่ และพื้นที่อื่นๆ 35,530 ไร่

นอกจากนี้ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง คือ ถ้ำเอราวัณ สภาพเป็นถ้ำใหญ่ ตั้งอยู่บนเขาสูงในเขตพื้นที่ผาอินทร์แปลง หมู่ที่ 3 ตำบลวังทอง อำเภอนาวัง ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 12 กิโลเมตร สามารถเดินทางไปตามถนนทางหลวงสาย 210 อุดรธานี-หนองบัวลำภู-เลย อยู่ระหว่างกิโลเมตรที่ 95 และแยกจากถนนประมาณ 2.7 กิโลเมตร

ที่ถ้ำเอราวัณ มีบันไดสู่ปากถ้ำ ประมาณ 611 ขั้น สภาพในถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงามวิจิตรพิสดาร ในถ้ำมีทางทะลุที่หน้าผาสูงมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างสวยงามมาก อีกทั้งยังเป็นสถานที่เล่าขานตามตำนานนิยายเรื่องนางผมหอมของพื้นบ้าน

โดยทางองค์การบริหารส่วนตำบลวังทอง ได้จัดงานประเพณี “ขึ้นเขาไหว้พระถ้ำเอราวัณ” เป็นประจำทุกปีและถือได้ว่าเป็นงานประเพณีที่สำคัญของชาวจังหวัดหนองบัวลำภูและใกล้เคียง การดำเนินการจัดงานจะจัดขึ้นทุกวันที่ 11 เมษายน ของทุกปี

ที่ตำบลวังทอง ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร เช่น ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ทำนา และไม้ผล

จากสภาพพื้นที่เป็นที่ดอน สลับภูเขา ซึ่งเหมาะสมที่จะปลูกไม้ผลมาก จึงทำให้มีเกษตรกรที่คิดไว ใจสู้ ได้นำกล้วยหอมทองมาปลูก และได้ผลผลิตดีมาก และกลายเป็นพืชที่สำคัญประจำอำเภอนี้

คุณสิทธิ์ นามศรีพันธ์ เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมทอง บ้านไทยนิยม หมู่ที่ 5 ตำบลวังทอง เล่าให้ฟังว่า เดิมทีประกอบอาชีพโดยการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แต่ก็ไม่ได้ให้มีชีวิตและความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าเดิม มีแนวโน้มจะเพิ่มหนี้สินมากขึ้นไปเรื่อยๆ ประกอบกับราคาปุ๋ย สารเคมี ค่าแรงงาน ที่เพิ่มขึ้น จึงได้มองหาพืชตัวใหม่ที่จะนำมาปลูกทดแทนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

“พอดีได้มีโอกาสเดินทางไปที่อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้เห็นพร้อมได้พูดคุยกับเกษตรกรที่ปลูกกล้วยหอมทอง ได้เกิดความสนใจอยากจะปลูกกล้วยหอมทอง และนำพันธุ์กล้วยหอมทองมาปลูกครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2549″

โดยได้สั่งซื้อหน่อกล้วยหอมทอง จำนวน 1,300 หน่อ ราคาหน่อละ 10 บาท เป็นเงิน 13,000 บาท รวมค่าขนส่งแล้วคิดเป็นเงิน 20,000 บาท มาปลูกในพื้นที่ 3 ไร่ และขยายพื้นที่ปลูกเรื่อยมา

จนถึงปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทอง จำนวน 15 ไร่ โดยเป็นที่ดินของตนเอง 5 ไร่ เช่าปลูก 10 ไร่

สำหรับการปลูกกล้วยหอมทอง ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 400 ต้น ระยะปลูก 2×2 เมตร

การเตรียมดิน มีการไถดะ 1 ครั้ง เพื่อตากดินแล้วไถพรวน 1-2 ครั้ง ให้ดินร่วนซุยจนหมดวัชพืช ขนาดหลุมปลูก ขนาด 30x30x30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยดินผสมปุ๋ยอินทรีย์ จำนวน 5 กิโลกรัม ต่อหลุม

ส่วนหน่อใช้หน่อที่สมบูรณ์ ปราศจากศัตรูพืช หน่อยาวประมาณ 25-35 เซนติเมตร มีใบแคบ 2-3 ใบ

การให้น้ำ ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอตลอดฤดูกาลปลูก

การให้ปุ๋ย ใส่ครั้งที่ 1 และ 2 เมื่อกล้วยหอมทองอายุได้ 1 และ 3 เดือน ด้วยสูตร 15-15-15 อัตรา 250 กรัม ต่อต้น ต่อครั้ง ใส่ครั้งที่ 3 และ 4 เมื่ออายุ 5 และ 7 เดือน ด้วยสูตร 13-13-21 อัตรา 250 กรัม ต่อต้น

สำหรับการแต่งหน่อ หลังจากปลูกกล้วยหอมทองไปประมาณ 5 เดือน ให้แต่งหน่อ เพื่อให้ต้นแม่มีความสมบูรณ์

การค้ำยัน ต้องใช้ไม้ค้ำยันหรือดามกล้วยทุกต้นที่ออกปลีแล้ว เพื่อป้องกันลำต้นหักล้ม และตรวจดูการค้ำยันให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงและแข็งแรง เนื่องจากพื้นที่อยู่ใกล้ภูเขามีลมพัดแรง อาจทำให้ต้นกล้วยหอมทองหักล้ม เกิดความเสียหายได้

คุณสิทธิ์ เล่าอีกว่า กล้วยหอมทองจะให้ผลผลิตกล้วยเครือแรกเมื่ออายุได้ประมาณ 10 เดือน ราคาจำหน่ายที่ร้านริมทางหน้าสวน ถนนสายหนองบัวลำภู-เลย จะจำหน่ายหน้าบ้าน เป็นตลาดริมทาง ในราคาหวีใหญ่ 50 บาท ต่อหวี ขนาดกลาง 40 บาท ต่อหวี ขนาดเล็ก 35 บาท ต่อหวี

ทั้งนี้ ในพื้นที่ 1 ไร่ จะได้เครือกล้วย 400 เครือ เครือจะมี 1,600 หวี ดังนั้น หากคิดเฉลี่ยหวีละ 40 บาท คิดเป็นเงินไร่ละ 64,000 บาท

สำหรับเทคนิคการผลิตกล้วยให้ออกตลอดปี โดยจะปลูกหมุนเวียนกัน เริ่มจากปลูกครั้งแรก จำนวน 5 ไร่ ห่างกัน 2-3 เดือน แล้วปลูกอีก ครั้งที่ 2 จำนวน 5 ไร่ ห่างกัน 2-3 เดือน แล้วปลูก ครั้งที่ 3 อีก 5 ไร่

นอกจากจำหน่ายผลผลิตกล้วยแล้ว ยังจำหน่ายหน่อกล้วยที่ชำลงในถุงเพาะ ถุงละ 25 บาท โดยใน 1 ต้น จะได้หน่อกล้วยที่เกิด จำนวน 7 ต้น แต่ตัดหน่อให้เหลือ 2 ต้น ไว้เป็นแม่พันธุ์ในปีต่อไป

ส่วนอีก 5 ต้น จะนำมาเพาะชำเพื่อจำหน่าย

โดยใน 1 ไร่ จำนวน 400 ต้น จะได้หน่อกล้วย 2,000 หน่อ จำหน่ายหน่อละ 25 บาท คิดเป็นเงิน 50,000 บาท

คาดว่าในอนาคตอำเภอนาวัง บ้านไทยนิยม จะมีผลผลิตจำหน่ายทุกวัน ส่วนมากจะขายได้ในช่วงเทศกาลที่สำคัญ เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ เข้าพรรษา ออกพรรษา เป็นต้น

หากสนใจศึกษา หรือสั่งซื้อกล้วยหอมทอง ติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอนาวัง โทร. (042) 004-070 หรือติดต่อโดยตรงที่ คุณสำลี นามศรีพันธ์ (ภรรยา) โทร. (084) 794-3377

ขณะที่ คุณคมกฤช ศรีอาจ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ รับผิดชอบตำบลวังทอง กล่าวเพิ่มว่า ในการปลูกกล้วยหอมทองตำบลวังทอง เกษตรกรยังไม่มีการปลูกมาก แต่จะพยายามแนะนำส่งเสริมให้เกษตรกรในตำบลได้มาศึกษาดูงานแปลงปลูกกล้วยของคุณสิทธิ์ นามศรีพันธ์ ซึ่งได้รับการคัดเลือกสาขาทำนาสวนดีเด่น ระดับจังหวัดหนองบัวลำภู ปี 2556 จากสำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งสามารถเป็นจุดเรียนรู้ของเกษตรกร

“กล้วยหอมทอง เป็นพืชที่ปลูกง่ายขายคล่อง ปลูกแค่ 2 ปี จะทำการโละทิ้ง แล้วทำการปลูกใหม่ เพื่อป้องกันการระบาดของโรคตายพราย ดังนั้น จึงอยากจะให้เกษตรกรสนใจ ต้องปลูกจริง ทำจริง ขายผลผลิตเอง และมีการรวมกลุ่มกันผลิตกล้วยและขาย ควรมีคณะกรรมการบริหาร มีกฎระเบียบข้อบังคับกลุ่ม มีกองทุนหมุนเวียน พร้อมกันนี้จะทำการเขียนโครงการการส่งเสริมการปลูกไม้ผลและแนวทางการพัฒนาไม้ผล เพื่อประสานขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนตำบลวังทอง เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในการส่งเสริมด้านอาชีพต่างๆ โดยเฉพาะการส่งเสริมปลูกกล้วยหอมทอง นอกจากนี้ ยังแนะนำให้นำพืชต่างๆ มาทดลองปลูก เช่น มะปราง กล้วยไข่ มะยงชิด มังคุด ทุเรียน คาดว่าจะมีความหลากหลายในพื้นที่อำเภอนาวัง ในอนาคตนี้” คุณคมกฤช กล่าวทิ้งท้าย

 

โครงการหลวงแม่แฮ เชียงใหม่ กับเทคนิคปลูกพลับ…ให้อร่อย กุมภาพันธ์ 14, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05058011156&srcday=2013-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 562

เทคโนโลยีการเกษตร 

ว่าที่ร้อยตรีหญิงพิมพ์ใจ ทรงประโคน

โครงการหลวงแม่แฮ เชียงใหม่ กับเทคนิคปลูกพลับ…ให้อร่อย

ผลไม้เศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่สูงทางภาคเหนือมีหลากหลายชนิด ซึ่ง พลับ เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่เกษตรกรบนพื้นที่สูงนิยมปลูก ดังเช่น บ้านแม่แฮ ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้รับการส่งเสริมการปลูกจากศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮ เพื่อสร้างรายได้ทดแทนการปลูกฝิ่น

คุณอนุพงษ์ คำพรรณ หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮ กล่าวว่า ประเทศได้เริ่มมีการปลูกพลับมาตั้งแต่ ประมาณ พ.ศ. 2470 แต่การปลูกพลับเป็นการค้านั้น เริ่มจากมูลนิธิโครงการหลวง ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำพลับพันธุ์ต่างๆ มาทดลองปลูกและศึกษาวิจัยเมื่อ พ.ศ. 2512 ที่สถานีวิจัยดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่ และส่งเสริมให้เกษตรกรชาวเขาปลูกเป็นอาชีพทดแทนการปลูกฝิ่น ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ปลูกพลับส่วนใหญ่ของประเทศไทยอยู่ในพื้นที่โครงการหลวง ได้แก่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยส้มป่อย ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งหลวง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดจันทร์ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่โถ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยน้ำขุ่น ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่ปูนหลวง จังหวัดเชียงราย

พันธุ์พลับที่ปลูกในประเทศไทย มีทั้งชนิดพลับฝาด ผลจะมีรสฝาด ตั้งแต่ระยะผลพลับยังอ่อนจนถึงผลแก่ แต่ยังไม่สุกนิ่ม เพราะมีสารแทนนินชนิดละลายน้ำได้ เป็นส่วนประกอบอยู่ โดยปกติผลพลับฝาดจะมีปริมาณแทนนินอยู่ 0.80-1.94 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักผล เมื่อรับประทานดิบๆ จะทำให้เซลล์ของแทนนินแตก เกิดรสฝาด และเหนียวติดปาก ในทางการค้าจะนำไปผ่านกระบวนการขจัดความฝาดในขณะที่ผลแก่แต่ยังไม่สุกนิ่ม เพื่อทำให้สารแทนนินเปลี่ยนไปอยู่ในรูปไม่ละลายน้ำและบริโภคได้ในขณะที่ผลยังแข็งอยู่ ปริมาณสารแทนนินนี้จะมีมากน้อยแตกต่างกันในแต่ละพันธุ์ พันธุ์พลับฝาด ได้แก่ พันธุ์ซือโจ หรือพี 2 พันธุ์ฮาชิยา และโทเนวาเซ่ เป็นต้น

พลับหวาน ผลจะมีรสหวาน ไม่มีรสฝาด ถึงแม้ว่าผลจะยังไม่สุกนิ่ม เมื่อผลแก่สามารถเก็บจากต้นมารับประทานได้เลย โดยไม่ต้องใช้วิธีการขจัดความฝาด พันธุ์พลับหวาน ได้แก่ พันธุ์ฟูยู พันธุ์จิดร พันธุ์อิซึ และเฮียะคุมะ เป็นต้น

นอกจากพลับจะแบ่งเป็นพลับฝาดและพลับหวาน ยังแบ่งตามชนิดสีเนื้อคงที่ เป็นพลับที่สีของเนื้อคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะมีการผสมเกสรจนติดเมล็ดหรือไม่ก็ตาม แต่จะสังเกตเห็นจุดสีเข้มเป็นจุดเล็กๆ ในบางพันธุ์ พลับหวานชนิดสีเนื้อคงที่สามารถรับประทานได้ในขณะที่ผลยังแข็ง

ส่วนพลับชนิดเนื้อสีเปลี่ยนแปลง สีเนื้อของผลจะเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการผสมเกสรจนเกิดเมล็ด โดยเนื้อผลจะเปลี่ยนจากสีเหลืองอ่อนเป็นสีน้ำตาลแดงบริเวณรอบๆ เมล็ดที่เกิดขึ้น แต่ถ้าการผสมเกสรไม่ดี ส่วนที่ไม่ได้รับการผสมจะไม่มีเมล็ดและเนื้อผลบริเวณนั้นจะมีสีเหลืองอ่อน หรือหากมีเพียงเมล็ดเดียวที่ได้รับการผสมก็จะปรากฏสีน้ำตาลแดงให้เห็นเฉพาะรอบๆ บริเวณเมล็ดเท่านั้น

สำหรับพันธุ์ที่มูลนิธิโครงการหลวงส่งเสริมให้เป็นพันธุ์การค้า คือ พลับฝาด พันธุ์ซือโจ หรือ พี 2 เป็นพลับฝาดชนิดสีของเนื้อคงที่ นำเข้าจากประเทศไต้หวัน สามารถเจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทย ต้องการความหนาวเย็นไม่ยาวนานนัก ปลูกเป็นการค้าได้ในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 900 เมตรขึ้นไป ใบแก่ก่อนร่วงจะมีสีส้มแดง ผลมีลักษณะทรงสี่เหลี่ยมค่อนข้างแบน เนื้อผลสีเหลืองอ่อน น้ำหนักผลประมาณ 80-140 กรัม ไม่ค่อยมีเมล็ด ติดผลค่อนข้างดก ผลผลิตมีคุณภาพดีมาก ซึ่งมีสีเหลืองสม่ำเสมอทั้งผลในขณะที่ผลยังแข็งอยู่ และหลังขจัดความฝาดแล้วเนื้อผลยังรักษาความกรอบได้ดี ความหวานประมาณ 17 องศาบริกซ์ เป็นพันธุ์ที่เกษตรกรปลูกมากที่สุด ประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด

พลับหวาน พันธุ์ฟูยู เป็นพลับหวานชนิดสีเนื้อคงที่ พันธุ์ที่โครงการหลวงส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก มีการนำพันธุ์เข้ามาจากหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา นิยมปลูกเป็นการค้าในประเทศต่างๆ ทั่วโลก แต่ในประเทศไทยยังมีการปลูกและมีผลผลิตน้อยมาก เพราะเป็นพันธุ์ที่มีการเจริญเติบโตช้ามาก และต้องการอากาศที่หนาวเย็น พื้นที่ที่เหมาะสำหรับปลูกพันธุ์นี้จะต้องมีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,200 เมตรขึ้นไป

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาขั้วแตก ผลผลิตจึงเสียหายมากเมื่อโดนน้ำฝน ใบพลับพันธุ์ฟูยูมีสีเขียวเข้ม ฐานใบมน ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ดอกไม่สมบูรณ์เพศ มีทั้งดอกตัวผู้และตัวเมีย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นดอกตัวเมีย สามารถติดผลได้โดยไม่ต้องผสมเกสร ดอกตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าดอกตัวผู้ กลีบดอกสีเขียวอ่อน มองเห็นรังไข่ได้อย่างชัดเจน ผลมีลักษณะกลมแบนเล็กน้อย มี 4 พู มีเมล็ด 2-4 เมล็ด เมื่อสุกผลมีสีเหลืองสดจนถึงอมส้ม รสหวาน เนื้อกรอบ ออกดอกประมาณเดือนกุมภาพันธ์ และเก็บเกี่ยวได้ประมาณกลางเดือนกรกฎาคม ถึงต้นเดือนกันยายน พลับพันธุ์ฟูยูในประเทศไทยมีน้ำหนักผลประมาณ 150-200 กรัม

และพลับหวาน พันธุ์เฮียะคุมะ เป็นพลับหวานชนิดสีเนื้อของผลเปลี่ยนแปลง ปัจจุบันมี การปลูกน้อยเช่นกัน เพราะยังติดผลได้ไม่ดีนัก ลักษณะผลค่อนข้างยาวคล้ายรูปหัวใจ และขนาดค่อนข้างใหญ่ น้ำหนักประมาณ 150-200 กรัม ผลมีสีเหลือง แต่ก้นผลจะมีรอยเส้นเป็นขีดสีดำ ทำให้ดูไม่สวยงาม แต่คุณภาพในการรับประทานสดดี เมื่อดอกได้รับการผสมเกสรหรือติดเมล็ด สีของเนื้อใกล้ๆ บริเวณที่ติดเมล็ดจะมีสีน้ำตาลแดงและไม่มีรสฝาด แต่บริเวณที่ไม่มีเมล็ด เนื้อผลจะมีสีเหลืองอ่อนและมีรสฝาดมาก ซึ่งถ้าดอกได้รับการผสมเกสรไม่ทั่วถึงจะมีการติดเมล็ดน้อย ในผลนั้นจะมีส่วนที่มีรสหวานและรสฝาดอยู่ด้วยกัน ซึ่งลักษณะนี้เมื่อสังเกตจากภายนอกจะไม่ทราบ ดังนั้น ก่อนที่จะนำผลมารับประทานหรือจำหน่าย ต้องนำไปขจัดความฝาด เพื่อความแน่ใจโดยการบ่มด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

นอกจากนี้ ยังมีพันธุ์อื่นๆ ที่อยู่ในระหว่างการศึกษา ทั้งพลับหวาน และพลับฝาด อีกหลายสายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ไจแอนท์ฟูยู จิโร อั้งไส ไนติงเกล จากประเทศญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เพื่อนำมาปลูกในประเทศไทย

คุณประถม ทองเซอร์ นักวิชาการเกษตร (ไม้ผล) ศูนย์พัฒนาโครงการแม่แฮ ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า การปลูกเริ่มต้นจากการเตรียมต้นตอพลับเต้าซื่อหรือต้นที่มีความทนทานโรคและหาอาหารเก่ง อายุประมาณ 6-12 เดือน ขุดหลุมปลูกลึกประมาณ 12 นิ้ว ความกว้างระหว่างแปลงประมาณ 8-10 เมตร ต่อไร่ จะปลูกต้นพลับได้ประมาณ 45 ต้น หลังจากที่ขุดหลุมเรียบร้อยแล้ว นำปุ๋ยคอกรองก้นหลุมแล้วนำต้นเต้าซื่อที่เตรียมไว้มาปลูก ใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี สามารถเปลี่ยนยอด โดยนำยอดพลับที่คัดเลือกคุณภาพแล้วมาเสียบ หลังจากเสียบยอดอีกประมาณ 2-3 ปี พลับจะให้ผลผลิต แต่ในปีแรกผลผลิตที่ได้ยังมีจำนวนน้อย

ส่วนการตกแต่งกิ่งในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ใส่ปุ๋ยคอกรอบต้น ล้างแปลงด้วยปิโตรเลียมออยล์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดเพลี้ยหอย สารเคมี หลังจากนั้นประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ต้นพลับจะเริ่มแตกใบออกพร้อมติดผล มีการฉีดพ่นสารป้องกันเพลี้ยไฟ และใส่ปุ๋ยคอกอีกรอบ จากนั้นจะใส่ปุ๋ยอีกประมาณ 2 ครั้ง ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต

ตั้งแต่ติดผลจนถึงเก็บเกี่ยวผลใช้ระยะเวลา 5-6 เดือน ประมาณเดือนสิงหาคม-กันยายน โดยแต่ละต้นเก็บได้ 3 รุ่น แต่ละรุ่นประมาณ 50 กิโลกรัม เฉลี่ยแล้วต่อต้นใน 1 ฤดูกาล จะเก็บได้ประมาณ 150-200 กิโลกรัม ภายหลังที่เก็บเกี่ยวแล้วจะคัดขนาดและสีผิวให้ได้คุณภาพที่ดี ใส่ถุงพลาสติกใสแล้วอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สามารถนำมาจำหน่ายได้ โดยการบ่มจะใช้เวลา 4-6 วัน หลังจากที่ใส่ก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ สามารถรับประทานได้ซึ่งจะไม่มีรสชาติฝาด ในกรณีที่พลับยังฝาดอยู่เนื่องจากว่าการเปิดถุงพลับเพื่อรับประทาน อาจจะเปิดก่อนกำหนดที่ความฝาดจะหมด สำหรับราคาพลับประมาณกิโลกรัมละ 20-25 บาท

นอกจากที่ทางศูนย์จะทำการวิจัยและปลูกภายในศูนย์ ยังส่งเสริมให้กับเกษตรกร โดยจัดเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้เกษตรกรที่สนใจได้เข้ามาศึกษา ซึ่งทำให้เกษตรกรประสบผลสำเร็จในการปลูกพลับ เป็นศูนย์เรียนรู้ต่อยอดจากศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่แฮได้อีกส่วนหนึ่ง เพื่อให้เกษตรกรที่สนใจจากที่อื่นๆ มาศึกษาเรียนรู้ต่อไป

ผู้สนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ มูลนิธิโครงการหลวง โทร. (053) 810-765-8 โทรสาร (053) 324-000 หรือ อีเมล : pr@royalprojectthailand.com

 

“เมฆขาว” มหัศจรรย์พันธุ์กล้วยโบราณ จากป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05062011156&srcday=2013-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 562

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“เมฆขาว” มหัศจรรย์พันธุ์กล้วยโบราณ จากป่าทุ่งใหญ่นเรศวร

หนึ่งในของดี เมืองโพธาราม ที่ “คุณติ๊ก-นริษรา โสมณวัตร์” นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอโพธาราม แนะนำให้ผู้เขียนลองไปเยี่ยมชม คือ สวนกล้วยหลากหลายสายพันธุ์ ของ “คุณโอ๋-อนุชิต พรหมชาติ” ผู้เชี่ยวชาญด้านกล้วย ที่ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิต เสาะแสวงหาสายพันธุ์กล้วย จากทั่วประเทศมาปลูกอนุรักษ์ไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มีโอกาสเรียนรู้กล้วยนานาพันธุ์ของเมืองไทย

ทั้งนี้ ผู้เขียนขอขอบคุณ “ผู้ใหญ่ครรชิต ลิ้มเซ็ง” แห่งตำบลบ้านเลือก ที่กรุณาสละเวลานำทางผู้เขียนไปเยือนสวนกล้วยของ คุณอนุชิต พรหมชาติ หรือ คุณโอ๋ ซึ่งตั้งอยู่บ้านเลขที่ 217 หมู่ที่ 9 ตำบลบ้านเลือก อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี 70120 โทรศัพท์ (080) 654-6443, (085) 440-4815

คุณโอ๋ เล่าว่า ชีวิตวัยเด็กเป็นคนไม่ชอบเรียนหนังสือ ผมเรียนรู้ความมหัศจรรย์แห่งพันธุ์ไม้จากประสบการณ์การใช้ชีวิตเดินป่าตั้งแต่วัย 9 ขวบ โดยออกติดตามนายพรานชื่อ คุณลุงแห้ง เข้าป่าเพื่อเรียนรู้วิถีธรรมชาติ เนื่องจากกล้วยเป็นผลไม้ที่ผมชอบกินมากที่สุด

ระยะเวลาหลายปีที่ใช้ชีวิตเดินท่องป่า ทำให้เขามีโอกาสเจอพันธุ์กล้วยป่าและกล้วยพื้นบ้านหลากหลายชนิด จึงนำมาปลูกสะสมไว้ที่ดินของครอบครัวในจังหวัดกาญจนบุรี

“เมฆขาว” พันธุ์กล้วยโบราณที่ใกล้สูญพันธุ์

ระหว่างการเดินท่องป่าทุ่งใหญ่นเรศวร คุณโอ๋ได้เจอ “กล้วยเมฆขาว” สายพันธุ์กล้วยโบราณหายากที่ใกล้สูญพันธุ์ คุณโอ๋เล่าว่า กล้วยเมฆขาว มีลักษณะแตกต่างจากกล้วยพันธุ์อื่น ตรงที่ลำต้นช่วงล่างจะมีสีแดงอมชมพูเรื่อๆ เหมือนสีน้ำหมาก

ส่วนบริเวณกลางต้นจนถึงยอด จะขึ้นนวลสีขาว

ซึ่งกล้วยพันธุ์อื่นๆ จะไม่มีสีนวลแบบนี้ ต้นกล้วยที่ออกเครือแล้วจะไม่มีสีนวล แต่จะกลายเป็นสีดำ นี่คือลักษณะเด่นของต้นกล้วยเมฆขาวที่ไม่เหมือนกับกล้วยชนิดอื่น

ผลกล้วยเมฆขาวยังมีขนาดใหญ่กว่าผลกล้วยน้ำว้า ลักษณะการแตกหน่อก็เหมือนกับต้นกล้วยทั่วๆ ไป

พระธุดงค์ที่แนะนำให้คุณโอ๋รู้จักกับกล้วยสายพันธุ์นี้ บอกว่า “เมฆขาว” เป็นกล้วยสายพันธุ์โบราณหายาก ที่มีรสชาติอร่อย และมีสรรพคุณทางยาสูง รักษาโรคได้ทุกชนิด ต่อมาคุณโอ๋ได้เจอกับคุณตาวัย 101 ปี ที่ตามหาสายพันธุ์กล้วยเมฆขาวมานานแล้ว คุณตาบอกว่า คนไทยสมัยโบราณ จะใช้กล้วยเมฆขาว หรือกล้วยน้ำไท กินคู่กับมะพร้าวนาฬิเก รักษาโรค ที่ผ่านมา

คุณโอ๋เล่าว่า การปลูกกล้วยเมฆขาวจะได้ผลหรือไม่ ขึ้นกับวาสนาและผลบุญของแต่ละคน เป็นพันธุ์กล้วยชนิดเดียวที่ผมไม่ขาย และไม่รับเงินจากใคร

หากมีผู้สนใจอยากนำไปปลูก ก็ยินดีแบ่งปัน ที่ผ่านมามีผู้สนใจหลายรายมาขอหน่อไปปลูก แต่ต้นตายหมด มีรอดอยู่เพียง 2-3 รายเท่านั้น

มหัศจรรย์พันธุ์กล้วยไทย 

คนทั่วไปคิดว่า กล้วยเป็นพันธุ์พืชทั่วไป แต่ความจริงแล้ว กล้วยเป็นพืชมหัศจรรย์ที่น่าศึกษาเรียนรู้ เพราะกล้วยไม่ใช่เรื่องกล้วย อย่างที่คิด รสชาติ ลำต้น ไม่เหมือนกัน ลักษณะการเติบโตออกปลีก็ไม่เหมือนกัน คุณโอ๋บอกว่า โดยทั่วไปจะแยกความแตกต่างของกล้วยได้จากลักษณะผิวพรรณ ลักษณะกาบใบ ลักษณะสีลำต้น ลักษณะหัวปลี

ปัจจุบันกล้วยมีมากกว่า 300 สายพันธุ์ แบ่งเป็นตระกูลกล้วยหอม 20 สายพันธุ์ กล้วยหักมุก 7 สายพันธุ์ กล้วยไข่ 9 สายพันธุ์ ตระกูลกล้วยประดับก็มีมากมาย ที่รู้จักกันดีคือ กล้วยบัว กล้วยผา กล้วยโทน กล้วยร้อยหวี ส่วนตระกูลกล้วยน้ำว้า ขณะนี้มีทั้งหมด 26 สายพันธุ์

ทุกวันนี้ คุณโอ๋เก็บสะสมสายพันธุ์กล้วยโบราณมากกว่า 200 สายพันธุ์ โดยเช่าสวนไว้หลายแห่งสำหรับปลูกอนุรักษ์สายพันธุ์กล้วยเหล่านี้ ทั้งในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และปทุมธานี

“กล้วยน้ำว้าดำ” หรือกล้วยน้ำว้าทองสัมฤทธิ์ นับเป็นสุดยอดความอร่อยของสายพันธุ์กล้วยน้ำว้ากันเลยทีเดียว เวลาสุกใหม่ๆ จะเป็นสีทองสวย เนื้อในมีรสหวาน หอม อร่อย ผิวภายนอกมีสีแดงสัมฤทธิ์ แต่เมื่อปอกผิวแล้วจะเจอเนื้อกล้วยสีเหลืองนวลที่เก็บไว้ได้นาน

ปกติกล้วยน้ำว้าทั่วไปจะเก็บกินได้แค่ 1 สัปดาห์ แต่กล้วยน้ำว้าชนิดนี้เก็บได้นาน 3 สัปดาห์ ก็ยังกินได้อร่อย ยิ่งเก็บนาน เปลือกยิ่งบางและมีสีดำ เนื้อกล้วยข้างในกลับยิ่งมีกลิ่นหอม เนื้อนุ่ม และหวานอร่อยยิ่งขึ้น เมื่อเคี้ยวจะได้รสชาติเหมือนกับนำกล้วยไปตากแช่น้ำผึ้งเลยทีเดียว

“กล้วยเทพรส” ชาวอีสานเรียกว่า กล้วยพาโล ภาคเหนือเรียกว่า คอด มีขนาดผลใหญ่มาก บางครั้งมีผลเดียวมีขนาดใหญ่กว่าลูกมะละกอเสียอีก บางคนเห็นผลกล้วยขนาดใหญ่แล้วไม่กล้ากิน หารู้ไม่ว่า กล้วยชนิดนี้มีรสชาติที่อร่อยมาก กล้วยเทพรสเมื่อมีเครือ หัวปลีจะหายไปเลย ไม่ต้องเสียเวลาตัดหัวปลี

ลักษณะเนื้อกล้วยคล้ายกับกล้วยน้ำว้า แต่เนื้อฟูเหมือนกับเนื้อกระท้อน แถมเนื้อยังมีสรรพคุณทางยา เป็นยาเคลือบกระเพาะ รักษาโรคกระเพาะอาหารได้ แต่มีข้อแม้คือ ห้ามนำกล้วยชนิดนี้ไปแปรรูป เพราะเนื้อกล้วยเมื่อผ่านความร้อนจะมีรสฝาดทันที แต่หากนำไปแช่เย็น จะมีกลิ่นหอมคล้ายแคนตาลูป และยิ่งมีรสหวานอร่อย

“กล้วยงาช้าง” ผลกล้วยมีลักษณะคล้ายงาช้าง มีความยาวประมาณ 1 ศอก ใหญ่ประมาณ 1 ช่วงแขน มีน้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัม ต่อผล หากมีเรื่องราวกับใคร ใช้กล้วยงาช้างเป็นอาวุธต่อยตีกับคู่ต่อสู้ได้เลย กล้วยงาช้างมีรสอร่อยกว่ามันฝรั่งทอดเสียอีก เมื่อสุกงอม จะมีสีดำคล้ำเช่นเดียวกับกล้วยน้ำว้าดำ เนื้อกล้วยไม่เละ จุดอ่อนของกล้วยชนิดนี้คือ หากไม่ดูแลอย่างใกล้ชิด ลำต้นจะหักโค่นเสียก่อนเพราะหนอนชอบกิน

“สาวกระทืบหอ” เป็นสายพันธุ์กล้วยโบราณที่ใกล้สูญพันธุ์แล้ว มีเรื่องเล่าว่า มีหนุ่มไปขอสาว แต่สาวเจ้าชอบกินกล้วยชนิดนี้ ขอใช้กล้วยเป็นเครื่องสินสอด เมื่อถึงเวลายกขันหมาก ปรากฏว่า เจ้าบ่าวหากล้วยชนิดนี้มาเป็นสินสอดไม่ได้ สาวก็เลยกระทืบหอไม่ยอมแต่งงานด้วย

กล้วยชนิดนี้มีเนื้อในเป็นสีส้ม ความยาวประมาณ 18-19 หวี ต่อเครือ 1 หวี จะมีประมาณ 30 กว่าลูก ถือว่ากล้วยชนิดนี้มีจำนวนผลมากกว่ากล้วยน้ำว้าทั่วไปประมาณ 1 เท่าตัว หรือประมาณ หวีละ 10 กว่าลูก เท่านั้นเอง

ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ค้นพบว่า กล้วยสาวกระทืบหอ มีสารเบต้าแคโรทีนสูงที่สุด ในบรรดากล้วยกว่า 200 สายพันธุ์

“กล้วยขนุน” กล้วยทั่วไปมีกลิ่นหอมธรรมดา แต่กล้วยชนิดนี้ มีกลิ่นหอมพิเศษ คือ เวลาผลสุก เนื้อสีเหลืองอ่อน และมีกลิ่นคล้ายกับขนุน เป็นกล้วยสายพันธุ์เดียวที่มีลักษณะพิเศษเช่นนี้ กล้วยขนุนมีรสชาติอร่อย เนื้อกรอบ คล้ายกับกินเนื้อขนุนห่ามๆ

ปกติเนื้อกล้วยทั่วไปจะสามารถหักเป็นท่อนๆ ได้ แต่กล้วยขนุน จะมีเนื้อเหนียว หักไม่ออก ปล่อยให้สุกงอมจนเปลือกมีผิวดำ แต่เนื้อยังกรอบ ไม่เละเหมือนกับกล้วยหอมทั่วไป

หากนำไปแปรรูปเป็นกล้วยบวชชีจะมีรสชาติอร่อยมาก เพราะเป็นกล้วยบวชชีที่ใส่กลิ่นขนุนลงไปด้วย

“กล้วยโทน” บางคนเรียกว่า “กล้วยนวล” เนื่องจากเวลาเอามือลูบต้นจะมีแป้งนวลติดมือ เมื่อเอามือสัมผัสลำต้น จะมีความลื่นคล้ายแป้งเกาะติดอยู่ตลอด

“กล้วยน้ำว้ามหาราช” กล้วยชนิดนี้ มีประมาณ 11-15 หวี สำหรับสวนกล้วยที่ปลูกใหม่ รุ่นแรกจะได้ผลดกมากถึง 18 หวี กล้วยน้ำว้ามีจุดเด่นบริเวณก้านลูก ที่มีลักษณะคล้ายไม้ตีระนาด

“กล้วยอีเห็นร้องไห้” กล้วยพันธุ์นี้มีรูปทรงลำต้นไม่ค่อยคล้ายต้นกล้วยสักเท่าไหร่ มองผาดๆ คล้ายต้นปาล์มน้ำมันมากกว่า ที่มาของชื่อ “อีเห็นร้องไห้” เกิดจากกล้วยพันธุ์นี้ เวลาออกปลี จะมีลักษณะคล้ายโคมสีเขียว มีกาบติดลูกอยู่ตลอดเวลา ตัวอีเห็นมองข้างล่างเห็นรูปกล้วย แต่เวลาขึ้นต้น แล้วหาลูกกล้วยกินไม่ได้ เพราะกาบปิดลูกกล้วยอยู่ ทำให้อีเห็นร้องไห้ เพราะหากล้วยกินไม่ได้

กล้วยสายพันธุ์นี้ไม่แตกหน่อ ปลูกแล้วออกลูก ต้นตายเลย จะใช้วิธีเพาะเมล็ดเพื่อขยายพันธุ์แทน กล้วยพันธุ์นี้มีลำต้นสวย และมีขนาดใหญ่ เหมาะสำหรับปลูกโชว์ไว้หน้าบ้าน

ผลกล้วยมีรสชาติหวาน หอม แต่คนไม่ค่อยชอบกินสักเท่าไหร่ เพราะมีเมล็ดเยอะ

“กล้วยน้ำว้านวลจันทร์” ผลกล้วยจะมีสีนวลขาว เหมือนพระจันทร์ ผิวบาง รสหวานอร่อย มีกลิ่นหอมอ่อนๆ กล้วยน้ำว้าชนิดนี้จะมีลักษณะคอใบสั้น ชนิดต่อมาคือ “กล้วยน้ำว้านวล” บางคนเรียกว่า น้ำว้าไส้ขาว เหมาะสำหรับกินสด และแปรรูปเป็นกล้วยตาก กล้วยทอด ก็อร่อยไม่แพ้กัน กล้วยชนิดนี้มีแหล่งกำเนิดอยู่ที่อำเภอด่านเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี

“กล้วยเทพพนม” เป็นกล้วยประจำถิ่นของจังหวัดจันทบุรี และตราด ถือเป็นพันธุ์ไม้มงคลชนิดหนึ่ง เนื่องจากลักษณะหวีกล้วย คล้ายกับการพนมมือนั่นเอง กล้วยชนิดนี้ นิยมใช้บูชาพระ มีขายในบางท้องถิ่น แต่มีราคาค่อนข้างแพง

กล้วยเทพพนมเป็นพันธุ์กล้วยที่ปลูกง่าย อายุประมาณ 7-8 เดือน ก็จะเริ่มแทงปลีออกแล้ว เนื้อกล้วยเหนียวนุ่ม รสชาติอร่อยกว่ากล้วยน้ำว้าทั่วไป

“กล้วยน้ำว้ากาบขาว” มีแหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในพื้นที่อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอำเภอวิเศษไชยชาญ จังหวัดอ่างทอง กล้วยชนิดนี้มีกาบขาวนวล ก้ามใบใหญ่ ไส้ด้านในออกสีขาวเทาๆ ไม่เหมือนกับกล้วยน้ำว้าไส้ขาวของสุพรรณบุรี แถมมีปริมาณน้ำยางกล้วยเยอะกว่า นิยมกินผลสุกและแปรรูปเป็นกล้วยตาก

“กล้วยน้ำว้าสวนผึ้ง” เนื้อกล้วยมีกลิ่นคล้ายน้ำผึ้ง หากสุกงอมๆ จะมีรสชาติอร่อยมาก หากใครอยากลองชิมรสชาติความอร่อยของกล้วยชนิดนี้ คุณโอ๋แนะนำว่า ต้องไปลองหาซื้อที่ตลาดศรีเมือง หากคนขายยืนยันว่า เป็นพันธุ์กล้วยน้ำว้าที่ปลูกในพื้นที่สวนผึ้ง หรือจอมบึง มักไม่ค่อยผิดหวัง เพราะเป็นแหล่งกำเนิดของกล้วยสายพันธุ์นี้

หากผู้อ่านท่านใดติดใจความแปลกมหัศจรรย์ของพันธุ์กล้วยแปลกโบราณหายากเหล่านี้ สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับคุณโอ๋ได้ตามที่อยู่ข้างต้น

แต่สำหรับผู้ที่ชื่นชอบและหลงเสน่ห์กล้วยน้ำว้า หากมีเวลาว่าง อยากเชิญชวนให้ชมนิทรรศการกล้วยน้ำว้า และฟังสัมมนา “กล้วยน้ำว้าสร้างชาติ” ในวันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2556 ณ ศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชน อคาเดมี) พร้อมแจกฟรี กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ให้แก่ผู้ร่วมงาน สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. (02) 954-3977-84 ต่อ 2115, 2116, 2123, 2124 มือถือ (082) 993-9097, (082) 993-9105

 

ตี๋ อุทัยพงษ์ ชาวนารุ่นใหม่ ที่บรรพตพิสัย ปลูกข้าวด้วยกลยุทธ์ บริหารดิน น้ำ ปุ๋ย ใช้เครื่องจักรแทนคน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05068011156&srcday=2013-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 562

เทคโนโลยีการเกษตร 

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ตี๋ อุทัยพงษ์ ชาวนารุ่นใหม่ ที่บรรพตพิสัย ปลูกข้าวด้วยกลยุทธ์ บริหารดิน น้ำ ปุ๋ย ใช้เครื่องจักรแทนคน

ในสมัยเด็กคำที่มักได้ยินบ่อยและคุ้นหู คือ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” นั้นดูจะเป็นจริงและมองเห็นภาพชัดเจน เพราะวิถีชีวิตในชนบท ชาวบ้านที่ทำนาเกือบทุกครัวเรือนจะสร้างยุ้งข้าวเพื่อเก็บข้าวและประดิษฐ์อุปกรณ์เครื่องมือสำหรับใช้ทำนาอันเกิดจากภูมิปัญญาในแต่ละท้องถิ่น ใช้ควายที่เป็นสัตว์คู่กับนาเพื่อไถนาเป็นการแบ่งเบาภาระแรงงานคน 

นาที่ทำส่วนใหญ่มักเป็นการทำนาดำที่ต้องใช้แรงงานหลายคน หากใครมีที่นามากก็จะจ้างแรงงานซึ่งมีอยู่มากและไม่แพงมาช่วย หรืออาจมีการลงแขกทำนาเอาแรงกัน ทำให้ครอบครัวชาวนาจะอยู่กันอย่างพี่น้อง เกิดการเอื้ออาทรระหว่างเพื่อนบ้านกัน อันนำมาสู่ความสามัคคีกันในชุมชน

การดูแลบำรุงต้นข้าวมักใช้ปุ๋ยคอกที่เป็นผลพลอยได้จากสัตว์ที่เลี้ยง ทำให้เกิดความสมดุลในระบบนิเวศ จึงส่งผลให้ข้าวกล้าในนาเจริญเติบโตดีโดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมี

ดังนั้น ต้นทุนการทำนาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นจึงเป็นต้นทุนด้านค่าแรงงานเป็นส่วนใหญ่ ต้นทุนค่าปุ๋ย สารเคมีไม่ต้องจ่าย จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อใช้ในการทำนา

แต่ปัจจุบันภาพเหล่านั้นได้เลือนหายไปแล้ว และบางแห่งอาจเหลือเพียงความทรงจำ เพราะในชนบทบางแห่งพบว่า ควายซึ่งเป็นสัตว์คู่ทุกข์คู่ยากหายไปจากท้องทุ่ง หลายครอบครัวเลิกเลี้ยงควายกัน และกลับพบว่าใต้ถุนบ้านมีรถไถเดินตามเข้ามาแทนที่ควาย ด้วยเหตุผลเพราะทำงานได้เร็วกว่าและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย อีกทั้งยังไม่ต้องมาเลี้ยงดูแลให้เสียเวลา

ส่วนการดูแลบำรุงข้าวก็จะไม่มีปุ๋ยคอกใส่ในนาอีกแล้ว แต่กลับหันมานิยมใช้ปุ๋ยเคมีแทนเพื่อต้องการให้ข้าวเจริญเติบโตเร็วทันใจ ซึ่งชาวนาบางรายใจร้อนจึงใส่ลงไปในปริมาณมาก แต่หารู้ไหมว่าจะทำให้โครงสร้างของดินนั้นเสียไป ระบบนิเวศถูกทำลายเพราะจุลินทรีย์ในดินและน้ำไม่หลงเหลือ

จนทำให้ธรรมชาติขาดสมดุล เกิดการระบาดของโรคและแมลง จึงต้องมีการใช้สารเคมีในปริมาณที่มากขึ้น ผลที่ตามมาคือต้นทุนการทำนาที่มากขึ้น

ประกอบกับความเจริญทางวัตถุทำให้วิถีชีวิตของชาวนาเปลี่ยนแปลงไป ต้นทุนสูงเนื่องจากปัจจัยการผลิตหลายอย่างมีราคาสูงขึ้น ชาวนาประสบกับภาวะขาดทุนต้องกู้หนี้ยืมสินมาลงทุน บางปีที่เกิดภัยธรรมชาติซ้ำส่งผลให้ชาวนาประสบภาวะขาดทุน อาจนำไปสู่การขายนาทิ้งแล้วอพยพเข้ามาหางานทำในเมืองใหญ่

มีความพยายามจากหลายภาคส่วนผลักดันให้ชาวนาเปลี่ยนทัศนคติความเชื่อว่าการใช้สารเคมีจำนวนมากจะส่งผลดีต่อพืช ดังนั้น การทำการเกษตรในปัจจุบันจึงรณรงค์ให้ทุกคนใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมและคำนึงถึงระบบนิเวศ ทั้งนี้ทฤษฎีการทำการเกษตรสมัยใหม่ร่วมกับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมจะเป็นการช่วยคืนธรรมชาติให้กลับสู่แผ่นดิน

อย่างเกษตรกรคนหนุ่มรุ่นใหม่รายนี้ อยู่บ้านเลขที่ 99 หมู่ที่ 1 ตำบลหูกวาง อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เขาเกิดและเติบโตในครอบครัวที่พ่อ-แม่ต้องหารายได้เลี้ยงชีพด้วยการทำนา ทำให้จำต้องเรียนรู้วิถีชีวิตนี้ยังแต่วัยเยาว์ กระทั่งเมื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยจึงทำให้เขาต้องเลือกเรียนคณะเกษตรศาสตร์ เพราะรู้ดีแน่ว่าในอนาคตเส้นทางชีวิตคงต้องอยู่กับผืนนาแน่นอน

ทำนาแบบเดิม ได้ผลผลิตน้อย

คุณอุทัยพงษ์ เกษธีระกุล หรือ คุณตี๋ เป็นลูกคนเดียวของตระกูลเกษธีระกุล และเป็นครอบครัวที่ยึดอาชีพทำนามาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เขาต้องเลือกเรียนในระดับปริญญาตรี จากคณะเกษตรศาสตร์ สาขาพืชศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ทั้งนี้เพราะเขารู้ดีว่าหนทางอนาคตคงต้องอยู่บนเส้นทางนี้แน่ พอปี 2551 เมื่อเขาเรียนจบจึงเลือกที่จะเดินเข้าทุ่งนาเพื่อทำนาและปลูกพืช แทนที่จะสมัครเข้าทำงานในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร

คุณตี๋บอกว่า สมัยก่อนพ่อ-แม่ทำนาแบบนาหว่าน ได้ผลผลิตจำนวน 70-80 ถัง ต่อไร่ เพราะใช้วิธีทำนาแบบเดิม จนเมื่อเขาได้เข้ามาช่วยงานพบว่า หากยังคงยึดแนวทางเดิมอาจเหนื่อยเปล่า!!…

ด้วยความที่เป็นคนรุ่นใหม่แล้วยังร่ำเรียนมาทางด้านเกษตรโดยตรง เกษตรกรหนุ่มคนนี้จึงนำความรู้มาพัฒนาประยุกต์เข้ากับของจริง จากแนวทางทฤษฎีในตำราที่ถูกสอนในห้องเรียน สู่ผืนนาอันกว้างใหญ่ที่ใช้เป็นห้องปฏิบัติการเพื่อนำสิ่งต่างๆ ที่อาจารย์ถ่ายทอดให้มาใช้เพื่อลองผิดลองถูก

ไม่เพียงการนำความรู้ที่ตัวเองสะสมมาตลอด 4 ปี รวมถึงการได้ไปฝึกงานตามหน่วยงานราชการสำคัญหลายแห่งแล้ว คุณตี๋ยังได้เติมเต็มความรู้จากได้ศึกษาวิธีปลูกข้าวจากประเทศอื่น ทั้งนี้ได้มีการนำวิธีปลูกที่แตกต่างกันมาวิเคราะห์เพื่อหาความเป็นไปได้หากนำมาใช้ปลูกในพื้นที่ของตัวเอง

ตกผลึกทางความคิด

ใช้วิธีพัฒนาดิน ปุ๋ย น้ำ ให้เกิดสมดุล

กระทั่งเขาพบว่า การปรับปุ๋ยและยาฆ่าแมลงให้มีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของต้นข้าวในแต่ละช่วงอายุมีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่จำเป็นต้องใส่มาก เพียงแต่คอยสังเกตจังหวะในแต่ละช่วงแล้วค่อยปรับใส่ให้เหมาะสม

แล้วยังเห็นว่าการปรับปรุงบำรุงดินด้วยการใส่ธาตุอาหารที่สำคัญต่อต้นข้าวยังเป็นหนทางที่ช่วยให้ได้ผลอีกทาง พร้อมกับได้นำวิธีการแกล้งข้าวมาใช้ด้วยการปล่อยให้ข้าวขาดน้ำในช่วงแตกกอ แล้วได้เปลี่ยนจากนาหว่านมาทำนาแบบนาดำ ผลปรากฏว่าได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นจำนวน 125 ถัง ต่อไร่

เป็นที่น่าสังเกตว่าการทำนาของคุณตี๋ไม่ได้ใช้แนวทางเกษตรอินทรีย์เข้ามาร่วมด้วยเลย เขาให้เหตุผลว่าการทำนาแบบอินทรีย์นั้นเป็นเรื่องดี แต่ต้องมีความขยัน อดทน และใช้เวลา แต่การประกอบอาชีพทำนาของครอบครัวเขามีกันอยู่เพียง 3 คน ดังนั้น ถ้าใช้วิธีแบบอินทรีย์คงไม่ทัน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะใช้เคมีแต่ก็มิได้ใส่แบบเต็มที่ เพราะต้องมีการกำหนดขอบเขตความเหมาะสมเป็นหลักด้วย

คุณตี๋แจงว่า การดำนาเป็นวิธีที่จะช่วยป้องกันวัชพืชที่จะเกิดและสร้างปัญหาขึ้นในแปลงนา แล้วยังสามารถคุมน้ำ คุมหญ้า ทำให้ข้าวไม่ต้องไปแย่งปุ๋ย ซึ่งการทำนาด้วยวิธีนี้ถือเป็นแนวปฏิบัติที่มีความเหมาะสม เพียงแต่ในระยะแรกอาจต้องลงทุนสูง จึงไม่เป็นที่นิยมมากเท่าไรนัก

ดึงเครื่องจักรเข้ามาใช้

ลดต้นทุน ประหยัดเวลา เพิ่มผลผลิต

เครื่องจักรถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญเป็นอย่างมากต่อครอบครัวคุณตี๋ ทั้งนี้เพราะมีจำนวนแรงงานจำกัด เขาเล่าว่า เครื่องจักรที่ใช้ตอนแรกเริ่มจากตัวพรวนหญ้าในร่องนาดำ ทำให้ไม่ต้องใช้คนถอน โดยเครื่องจะปั่นหญ้าซึ่งถือเป็นการพรวนดินเพื่อให้ก๊าซมีเทนและฟางเน่าถูกระเหยออกไป เพราะถ้าต้องการให้ข้าวเจริญเติบโตได้ดีจะต้องเพิ่มไนโตรเจน ต้องทำให้ดินร่วนซุย อีกทั้งหญ้าเหล่านั้นยังกลายเป็นปุ๋ยพืชสด ยังประโยชน์ต่อรากข้าวที่เกิดใหม่เพื่อให้มีการแตกกอดีและหาอาหารเก่ง

แรงงานถือมีความจำเป็นอย่างมากต่อการทำนาดำ แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนไป ความเจริญหลายด้านปรากฏขึ้น กระทั่งทำให้แรงงานทำนาหายาก เพราะแรงงานส่วนใหญ่เปลี่ยนค่านิยมและต่างมุ่งเข้าทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม

จนในปัจจุบันเครื่องจักรเข้ามามีบทบาทและแบ่งเบาภาระชาวนาได้เป็นอย่างดี ดังนั้น คุณตี๋จึงตัดสินใจซื้อรถดำนาแบบนั่ง 6 แถว เข้ามาใช้

คุณตี๋ชี้ให้เห็นว่าประโยชน์ของรถดำนาสามารถแก้ไขปัญหาแรงงานได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้จะทำให้ช่วยประหยัดเวลา และได้ปริมาณงานมากกว่าการใช้แรงงานคน อย่างถ้าใช้รถจะได้วันละ 15-20 ไร่ ถ้าเป็นแรงงานคนทำได้ไม่เกินวันละ 5 ไร่ เท่านั้น

แล้วยังบอกต่ออีกว่า ข้าวที่ดำจากรถจะทำให้เป็นแถว แนว ทำให้ดูแลรักษาง่าย อีกทั้งโรค/แมลง ไม่มีรบกวน จึงทำให้ได้พันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ แต่ถ้าใช้แรงงานคนข้าวจะไม่ตรงแถว เวลามีวัชพืชเกิดขึ้นสังเกตยาก อีกทั้งยังทำให้แสง อากาศ ผ่านถ่ายเทได้ไม่สะดวก สิ่งเหล่านี้ทำให้เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของข้าว

คุณตี๋ทำนาปีละ 3 ครั้ง เป็นนาดำอย่างเดียวในเนื้อที่จำนวน 150 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวครั้งละจำนวน 25 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 2 ไร่ โดยใช้ต้นทุนปลูกข้าวต่อไร่ประมาณ 4,000-5,000 บาท แล้วเมื่อถึงช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตจะนำเมล็ดพันธุ์ข้าวไปขายที่ชัยนาท

เขาบอกว่า ไม่ได้เข้าโครงการจำนำข้าว แต่ขายเป็นเมล็ดพันธุ์แทน ทั้งนี้ราคาขายเมล็ดพันธุ์ข้าวจะได้ราคาเพิ่มจากราคาจำนำข้าวที่ตั้งไว้อีก 1,000 บาท พร้อมทั้งได้บวกค่ารถอีกคันละ 300-400 บาท ส่งผลให้เขามีรายได้จากการขายเมล็ดพันธุ์ถึงปีละล้านกว่าบาท

สำหรับพันธุ์ข้าวที่ใช้เป็นประจำคือ กข 31, กข 41, กข 47, และ กข 49 ซึ่งการเลือกใช้พันธุ์ใดเหมาะสมจะต้องพิจารณาจากสภาพอากาศในแต่ละฤดูกาล เพราะแต่ละพันธุ์มีข้อจำกัดแตกต่างกัน

แผนในอนาคต…

ดึงเครื่องจักรอีกหลายชนิดมาใช้

คุณตี๋นับเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดการบริหารจัดการด้านการทำเกษตรกรรมอย่างดี ทั้งเรื่องปุ๋ย วิธีการ และการตลาด ที่สำคัญเขาเป็นคนที่ชอบคิด แก้ไข ดัดแปลง พร้อมเสาะแสวงหาวิธีการทำการเกษตรแบบใหม่ผ่านระบบการสื่อสารยุคใหม่เพื่อหาข้อมูลที่เป็นประโยชน์อยู่ตลอดเวลา

เขาเผยถึงแผนในอนาคตว่า ต้องพยายามทำนาโดยการลดต้นทุนให้มากที่สุด ขณะเดียวกันจะต้องสร้างผลผลิตให้มีคุณภาพด้วย แล้วยังชี้ให้เห็นว่า การใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องเหมาะสมและไม่ฟุ่มเฟือยจะเป็นการช่วยให้พืชเจริญเติบโตดีมีความสมบูรณ์ แล้วยังทำให้เกิดการประหยัด เป็นการลดต้นทุนอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังคิดว่าจะนำเครื่องจักรอีกหลายชนิด เช่น เครื่องฉีดพ่นยา เครื่องพรวนดิน และรถดำนา เข้ามาเสริมทัพในครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรหนุ่มรายนี้ยังกล่าวเชิญชวนคนเจเนอเรชั่นยุคใหม่ที่มีผืนนาเป็นของตัวเองให้หันมาช่วยกันอนุรักษ์ฟื้นฟูอาชีพการทำนากันมากๆ ทั้งนี้เพื่อทดแทนคนรุ่นเก่าที่กำลังหมดวาระ เขายังชี้ว่าเดี๋ยวนี้วิวัฒนาการอาชีพการทำนาเปลี่ยนไป การกรำแดด กรำฝนอย่างสมัยก่อนอาจไม่จำเป็น ทั้งนี้เพราะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเครื่องจักรเข้ามาทดแทน

ปัจจุบันคุณตี๋ไม่เพียงแค่ทำนาในพื้นที่ของตัวเองเท่านั้น แต่เขายังไปรับจ้างทำนาในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียงอีก ทั้งยังเป็นเจ้าของไร่อ้อยอีกจำนวน 300 ไร่ เปิดร้านจำหน่ายอุปกรณ์ทางการเกษตรและอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดนี้เขาใช้เวลาไม่นานกับวัยเพียง 27 ปี ที่ก่อร่างสร้างฐานะและชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักกันมาก อย่างไรก็ตาม เส้นทางชีวิตของเขายังอีกยาวไกล

นับจากนี้คงต้องจับตามองกันต่อไปว่า ชายหนุ่มผู้นี้จะหาวิธีพัฒนางานเกษตรที่เขาและครอบครัวผูกพันกันมาอย่างไร และถือได้ว่าเขาเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จทางอาชีพเกษตรกรรมอีกคนหนึ่ง

ส่วนใครที่สนใจการปลูกข้าวแนวทางของเกษตรกรรุ่นใหม่รายนี้ สอบถามข้อมูลได้ที่โทรศัพท์ (087) 839-9110

 

สะละสุมาลี เขาทะลุ ชุมพรปลูกได้ดี มีคุณภาพ กุมภาพันธ์ 7, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042151056&srcday=2013-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 561

เทคโนโลยีการเกษตร

บุญมา ภูผาหมอก

สะละสุมาลี เขาทะลุ ชุมพรปลูกได้ดี มีคุณภาพ

ทีมเทคโนโลยีชาวบ้าน มีโอกาสลงไปทางภาคใต้ปีละ 3-4 ครั้ง สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะระยะทางค่อนข้างไกล แต่เมื่อใดที่ลงไป มักพบสิ่งแปลกใหม่อยู่เสมอ อย่างเช่น ที่บ้านเขาทะลุ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร

บ่ายๆ กลางฤดูฝน มีนัดกับ อาจารย์พนัส ศรีเขาล้าน ผู้ปลูกสะละ อยู่บ้านเลขที่ 213 หมู่ที่ 8 ตำบลเขาทะลุ อำเภอสวี จังหวัดชุมพร การไปครั้งใหม่นี้ นอกจากได้ชมและชิมสะละเนินวงแล้ว อาจารย์ยังมีสะละสุมาลีให้ได้พิสูจน์อีกด้วย

สิ่งหนึ่งที่ดีใจเป็นพิเศษ ในการไปเยี่ยมอาจารย์พนัสคือทีมงานได้พบกับ พี่เกื้อ ทองแท้ เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร พี่เกื้อมาพร้อมกับรถเก๋งคันใหม่ เจ้าตัวบอกว่า ปาล์มน้ำมันให้มา…พี่เกื้อได้นำมะมุด (ใกล้เคียงกับมะม่วง) และดอกปทุมาที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดชุมพรมาให้ชมเป็นขวัญตาอีกด้วย

หลังจากพูดคุยทักทาย ชิมผลไม้จากสวนอาจารย์จนอิ่มกันแล้วก็ได้เวลาทำงาน

“เนินวง” สร้างรายได้

“สุมาลี” เข้ามาเสริม

อาจารย์พนัสเป็นคนอำเภอสวี เรียนจบปริญญาตรีทางชีววิทยา มาสอนหนังสืออยู่ที่เขาทะลุกว่า 20 ปีแล้ว ที่ดินผืนปัจจุบัน จำนวน 20 ไร่ คุณพ่อของอาจารย์ซื้อไว้นานแล้ว แรกสุดปลูกเงาะ ทุเรียน มังคุด และลองกอง เมื่อปี 2540 อาจารย์เริ่มปลูกสะละเนินวง จำนวน 100 ต้น ซื้อจากบ้านญาติน้องเขย อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ราคาต้นละ 350 บาท

ปัจจุบัน มีสะละราว 1,200 กอ มีสะละเนินวงเป็นหลัก นอกนั้นมีสะละหม้อ 200 กอ และสะละอินโดนีเซียนิดหน่อย สะละสายพันธุ์ใหม่ที่นำเข้ามาปลูกคือ สะละพันธุ์สุมาลี จำนวน 200 กอ เพิ่งจะให้ผลผลิต แต่อาจารย์บอกว่า จะมีผลผลิตราว 2 ตัน แต่หากรวมผลผลิตสะละเนินวงจะมีผลผลิตไม่ต่ำกว่า 20 ตัน ต่อปี

พืชที่เคยปลูกก็ยังมีอยู่ เป็นต้นว่า ทุเรียน มังคุด ลองกอง กล้วยเล็บมือนาง แต่ที่แปลกใจมากนั้นเห็นไม้สักขึ้นอยู่หลายต้น อาจารย์บอกว่า ปลูกไม้สักมานานแล้ว ที่เห็นอยู่ เหลือจากการนำมาสร้างบ้าน

เห็นต้นมังคุดขึ้นแซมอยู่ในดงสะละ ทรงพุ่มสวยงามดี อาจารย์บอกว่า ตัดแต่งต้น โดยตัดที่ปลายยอด ถือว่าเป็นผลดี ต้นให้ผลผลิตสม่ำเสมอ ปัจจุบันมังคุดมีปลูกอยู่ 200 ต้น

มีหลักการ ดูแลไม่ยาก

สะละที่อาจารย์พนัสปลูก ใช้ระยะระหว่างต้น 4 คูณ 4 เมตร ไร่หนึ่งปลูกได้ 100 ต้น

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อปลูกสะละลงไปต้นหนึ่ง ต้นจะแตกหน่อขึ้นมาใหม่ค่อนข้างมาก ตามหลักการแล้ว ที่จันทบุรี เขานิยมไว้ต้นต่อกอ 3 ต้น เท่านั้น เมื่อเกินมาเขาจะแซะทิ้ง แต่ที่ของอาจารย์พนัสบางกอมีมากถึง 5 ต้น อาจารย์บอกว่าไม่มีผลเสียแต่อย่างใด

เนื่องจากมีอาชีพเป็นครู แม่บ้านของอาจารย์ก็งานยุ่ง แต่สวนสะละของอาจารย์มีความก้าวหน้าให้ผลผลิตดีมาก ทั้งนี้ เป็นเพราะทีมงานที่มาช่วยงานอาจารย์พนัสมีความเข้าใจเรื่องการดูแลรักษา รวมทั้งการผสมเกสร ผลตอบแทนที่ทีมงานได้ นอกจากเงินเดือนที่ยุติธรรมแล้ว เมื่อขายผลผลิตเขายังได้อีก 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนนี้เป็นแรงจูงใจที่สำคัญ

การดูแลสะละที่สำคัญมาก คือเรื่องน้ำ ปุ๋ย การผสมเกสร

ที่นั่นฝนชุก แต่ระยะทิ้งช่วงก็มี เจ้าของต่อระบบน้ำแบบมินิสปริงเกลอร์ แต่ละกอต่อ 3 จุด เพื่อให้ทั่วถึง แหล่งน้ำเป็นลำคลอง มีใช้อย่างเหลือเฟือ

ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยคอก เป็นขี้ไก่แกลบ ใส่ให้ปีละ 3 ครั้ง ครั้งละ 7 กิโลกรัม ต่อกอ

ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ ใส่ให้เดือนละ 1 กิโลกรัม ต่อกอ ปีหนึ่งตก 12 กิโลกรัม ต่อกอ อาจารย์บอกว่า “คุ้ม” หากต้นปกติ ใส่สูตร 15-15-15 เมื่อมีผลผลิตมากๆ ต้องการให้ผลผลิตมีคุณภาพดี ใส่สูตร 13-13-21 ครั้นมีดอกน้อย ต้องการให้ต้นมีดอก ใช้สูตร 8-24-24 ในรอบปีหนึ่งจึงระบุไม่ได้ว่าใช้สูตรไหน เมื่อไหร่ แต่อยู่ที่จังหวะและความเหมาะสม

งานผสมเกสรเป็นเรื่องสำคัญ อาจารย์พนัสปลูกสะละตัวผู้ไว้ 10 กอ เพื่อนำเกสรตัวผู้ผสมกับดอกตัวเมีย เกสรระกำก็ใช้ได้ แอ๊ด มือผสมเกสรอธิบายว่า งานผสมเกสรที่เขาทะลุต่างจากจันท์ ที่จันท์นำเกสรมาผสมกับแป้งแล้วพ่นใส่ แต่ที่เขาทะลุตัดมาเคาะๆ ใส่เลย หากเกสรมีมาก ตัดเกสรตัวผู้ตามขวาง ดอกหนึ่งตัดได้ 3-4 ท่อน นำท่อนเกสรตัวผู้ที่ได้ไปปักไว้ที่เกสรตัวเมีย โดยใช้หนามสะละนั่นแหละเป็นตัวปัก

การจัดการสวนอย่างหนึ่งที่เห็นอยู่นั้น ทางสวนปลูกถั่วเปรูคลุมดิน ซึ่งช่วยคลุมวัชพืชได้อย่างดี ประหยัดแรงงานในการกำจัด เจ้าของสวนบอกว่าจะปลูกเพิ่มขึ้น

ผลผลิตสะละ สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง

อาจารย์พนัสบอกว่า สะละเนินวงรสชาติหวานเข้ม ส่วนสะละสุมาลี รสชาติหวานมีกลิ่นหอม

“ผลผลิตที่สวน อย่างสะละเนินวงผลผลิตต่อกอ ซึ่งมีจำนวน 5 ต้น ผลผลิต 100-150 กิโลกรัม ต่อกอ ต่อปี ส่วนสะละสุมาลี ถึงแม้ขนาดของผลไม่ใหญ่นัก แต่คาดว่า จะได้ผลผลิตไม่น้อยไปกว่าสะละเนินวง เพราะผลผลิตดกมาก ของผมสุมาลีเริ่มให้ผลผลิต…จำนวน 200 กอปีนี้ใหม่ๆ กอละ 10 กิโลกรัม ก็ราว 2 ตัน ราคาที่ขายตอนนี้เนินวงขายที่บ้าน กิโลกรัมละ 40 บาท ขายปลีก 50 บาท สะละสุมาลีขายส่ง กิโลกรัมละ 60 บาท ขายปลีก 70 บาท” อาจารย์พนัสเล่า

บริเวณรอบกอสะละสุมาลี ซึ่งปลูกใหม่ สังเกตเห็นต้นเพกาขึ้นอยู่ 4 มุม จำนวนมุมละ 1 ต้น อาจารย์พนัสบอกว่า ปลูกเพื่อทำค้ำยันใบสะละไม่ให้โก่งลงดิน จะทำให้ปฏิบัติงานง่าย อีกอย่างหนึ่ง ใช้ค้ำยันทะลายสะละไม่ให้ตกเรี่ยดิน ทำให้ผลผลิตสะอาด ส่วนสะละเนินวงปลูกให้เฉพาะต้นใหม่ ต้นเก่าอยู่ตัวแล้ว

ท่านผู้อ่านที่เดินทางลงใต้ เมื่อเข้าสู่พื้นที่อำเภอสวี จังหวัดชุมพร ริมถนนเพชรเกษม สองข้างทางจะมีสะละ สับปะรด สะตอ กล้วยเล็บมือนาง วางขายอยู่หมุนเวียนทั้งปี จากจุดนี้ไปสวนอาจารย์พนัสไม่ไกล

ที่เห็นสะละวางขายอยู่ริมข้างทาง ส่วนหนึ่งมาจากสวนอาจารย์พนัสที่เขาทะลุ

ขากลับ…ทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้แวะถ่ายภาพที่ตลาดเขาทะลุ เพราะสวยงาม เป็นที่ประทับใจอย่างยิ่ง

คนท้องถิ่นที่นั่นอัธยาศัยดีมาก โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รีบอธิบายและชี้ชวนให้ถ่ายภาพ

“ตรงนั้นแหละที่เรียกเขาทะลุ จริงๆ แล้ว แถบนี้มีรูทะลุเยอะ แต่ตรงนี้แหละของแท้ดั้งเดิม” มอเตอร์ไซค์รับจ้างรีบอธิบาย

ท่านผู้อ่านที่ลงไปทางใต้ หากแวะไปเขาทะลุ รับรองไม่ผิดหวัง เพราะเป็นสถานที่แปลกใหม่

ส่วนผู้อ่านท่านใดสนใจเรื่องราวของสะละ ถาม อาจารย์พนัส ศรีเขาล้าน ได้ตามที่อยู่ หรือ โทร. (089) 469-1152

สะละพันธุ์สุมาลี

สะละพันธุ์สุมาลี มีแหล่งกำเนิดที่ บ้านเลขที่ 6/1 หมู่ที่ 4 ตำบลบ่อพุ อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี ตั้งแต่คุณทวดของตระกูล สวาสดิ์ ซึ่งได้เสียชีวิตไปแล้วเมื่อประมาณ 200 ปีก่อน

สาเหตุให้ชื่อพันธุ์สุมาลี

เพราะตั้งตามชื่อภรรยาของ คุณวันชัย ศรีจันทร์ และได้มีการขยายพันธุ์สะละเมื่อประมาณ 2535 มาจนถึงปัจจุบัน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ประเภท : เป็นไม้ยืนต้น วงศ์ปาล์ม

ต้น : ลำต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30 เซนติเมตร มีการแตกหน่อข้างลำต้น เมื่ออายุประมาณ 8-10 ปี รากลึกประมาณ 30 เซนติเมตร

ใบ : เมื่ออายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ก้านใบมีความยาวประมาณ 3-4 เมตร เต็มไปด้วยหนามยาวเล็กและแหลม ใบย่อยขนาดกว้างประมาณ 60 เซนติเมตร

ดอก : ทะลายดอกแทงออกจากโคนกาบใบ

ผล : กระปุกหนึ่งมีประมาณ 25-28 ผล รูปผลเรียวปลายกลม ขนาดกว้างประมาณ 3-4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5-5.5 เซนติเมตร เมื่อผลอ่อนสีน้ำตาลไหม้เกือบดำ เมื่อสุกเปลี่ยนเป็นสีแดง เปลือกผลมีเกล็ดและหนามปกคลุม ผลหนึ่งมีประมาณ 1-3 กลีบ เนื้อสีเหลืองอ่อน เนื้อหนาประมาณ 2 มิลลิเมตร เมล็ดมีขนาดกว้าง 14 มิลลิเมตร ยาว 16 มิลลิเมตร เมล็ดมีสีน้ำตาล

ลักษณะอื่น : ก. เนื้อผลสีขาวไม่มีจุดดำ ข. รสชาติหวานและมีกลิ่นหอม

สะละเนินวง

สะละเนินวงนี้ มีรากเหง้ามาจากกอสะละที่ปลูกในที่ดินของผู้ใหญ่อุทัย ธัญญชาติ แห่งบ้านเนินวง (ค่ายเนินวง) ตำบลบางกะจะ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี เมื่อค่ายเนินวงขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานและมีการเวนคืนที่ดิน ผู้ใหญ่อุทัยจึงย้ายมาปลูกลงในที่ดินใกล้กันด้านนอก และบอกขายต้นพันธุ์ด้วยการผ่าตา แยกออกมาเป็นต้นพันธุ์ใหม่ ปรากฏว่ามีคนมาขอซื้อกันจนไม่พอขาย ช่วงปี พ.ศ. 2525-2530 กอต้นสะละมีผู้ซื้อกันโดยให้ราคาสูงถึง 7,000 บาท ปัจจุบันยังสามารถหาซื้อหน่อต้นพันธุ์และต้นสะละเนินวงได้บริเวณใกล้เคียงกับค่ายเนินวง

สะละเนินวงนี้ มีลำต้นทอดอยู่ใต้ดิน หรือบนผิวดิน ขึ้นเป็นกอไม่แน่นนักคล้ายระกำ ใบยาว และอ่อนลู่มากกว่าระกำ รูปร่างใบคล้ายระกำ ออกผลเป็นทะลาย ทะลายหนึ่งมีประมาณ 1-4 กระปุก ผลอ่อนสีน้ำตาลไหม้ เมื่อสุกสีน้ำตาลแดง ผลยาว หัวท้ายเรียวคล้ายกระสวย ส่วนมากมีกลีบเดียว หนามผลยาว อ่อนนิ่ม ปลายหนามงอนไปทางท้ายผล เมื่อดิบมีรสฝาดและเปรี้ยวเช่นเดียวกับระกำ แต่เมื่อสุกรสชาติหวานฉ่ำและเข้มข้นกว่าระกำ เนื้อแน่นและหนา กลิ่นหอม เมล็ดเล็ก สามารถเจริญเติบโตได้ดีทั้งในที่ดอนและที่ต่ำ แต่ปลูกในที่ต่ำให้ผลดีกว่า

 

ปลูกอย่างไร… มีกล้วยน้ำว้าขายตลอดปี สูตร อาจารย์กัลยาณี สุวิทวัส

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05038011056&srcday=2013-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 560

เทคโนโลยีการเกษตร 

ปลูกอย่างไร… มีกล้วยน้ำว้าขายตลอดปี สูตร อาจารย์กัลยาณี สุวิทวัส 

“ขณะนี้มีเกษตรกรนำสายพันธุ์ไปปลูกทั่วประเทศแล้ว ประมาณ 500 กว่าราย พื้นที่รวม ประมาณ 10,000 ไร่ โดยมีพื้นที่ปลูกตั้งแต่ 1 ไร่ จนถึง 10 กว่าไร่”

อาจารย์กัลยาณี สุวิทวัส นักวิจัยชำนาญการพิเศษ สถานีวิจัยปากช่อง สถาบันอินทรีจันทรสถิตย์เพื่อการค้นคว้าและพัฒนาพืชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โทร. (044) 311-796 กล่าวถึงจำนวนเกษตรกรและพื้นที่ปลูกกล้วยน้ำว้า สายพันธุ์กล้วยน้ำว้า พันธุ์ปากช่อง 50 อันเป็นผลงานวิจัยของอาจารย์กัลยาณี และคณะ

กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ได้เปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 2551 ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานเด่นของสถานีวิจัยปากช่อง อันเป็นสถานีที่วิจัยงานทางด้านไม้ผลเขตร้อนของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ปัจจุบันถือเป็นสายพันธุ์ดีที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกรอย่างกว้างขวาง

กล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 เกิดจากการคัดเลือกสายพันธุ์กล้วยน้ำว้าไส้เหลืองที่เก็บรวบรวมพันธุ์ไว้ที่สถานีวิจัยปากช่อง กว่า 10 สายพันธุ์ โดยพบว่าสายพันธุ์ที่คัดเลือกได้นี้มีคุณสมบัติที่เหมาะในการปลูกเพื่อการค้าลักษณะเด่น คือ

- เครือใหญ่ น้ำหนักเครือมากกว่า 30 กิโลกรัม (ไม่รวมก้านเครือ)

- จำนวนหวีมากกว่า 10 หวี

- จำนวนผลต่อหวีประมาณ 18 ผล

- ผลกล้วยใหญ่อ้วนดี น้ำหนักผลโดยเฉลี่ยประมาณ 140 กรัม ต่อผล

- ไส้กลางไม่แข็ง ออกสีเหลือง เนื้อแน่น

- เมื่อสุกมีความหวานประมาณ 26 องศาบริกซ์

ทั้งนี้สิ่งที่เป็นเป้าหมายสำคัญของการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์เพื่อให้เกษตรกรในประเทศไทยได้ปลูกกล้วยน้ำว้า ที่ปลูกแล้วให้เครือใหญ่ คุ้มกับการลงทุน และภาคอุตสาหกรรมของกล้วยน้ำว้าจะได้มีการเติบโต

“ปัจจุบันตลาดของกล้วยน้ำว้าในภาพรวมอยู่ในสภาพดี และราคาค่อนข้างดี เพราะมีการนำกล้วยน้ำว้าไปใช้ในอุตสาหกรรมการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อีกทั้งยังมีการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ ทำให้เกิดความต้องการกล้วยน้ำว้าสูงมากขึ้น”

“ส่งผลทำให้กำไรที่เกษตรกรได้รับสามารถเทียบได้กับการปลูกกล้วยไข่และกล้วยหอม อย่างกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ที่ปลูกเพื่อตัดเครือจำหน่าย ในรายของเกษตรกรที่มีการจัดการบำรุงดูแลดีตามข้อแนะนำ จะมีกำไรจากการปลูก ประมาณ 10,000-12,000 บาท ต่อไร่” อาจารย์กัลยาณีกล่าว

หนุนใช้เทคโนโลยีใหม่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปลูก

จากการทุ่มเทและคลุกคลีกับการปลูกกล้วยน้ำว้ามาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี จึงทำให้อาจารย์กัลยาณีค้นพบเทคนิคการปลูกกล้วยน้ำว้าให้ประสบความสำเร็จอย่างน่าสนใจ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปลูกกล้วยน้ำว้าของเกษตรกรโดยได้มีการจัดฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ที่น่าสนใจนี้ให้กับเกษตรกรที่นำกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ไปปลูกมาอย่างต่อเนื่อง

แต่อย่างไรก็ตาม หนึ่งในข้อแนะนำของอาจารย์กัลยาณี คือ การปลูกกล้วยน้ำว้า โดยเฉพาะพันธุ์ปากช่อง 50 นั้น สิ่งที่ต้องใส่ใจคือ การดูแลรักษาเนื่องจากกล้วยเป็นไม้ผลที่ตอบสนองได้ดีกับสภาพอากาศดินและปุ๋ยเป็นอย่างมาก

หากการดูแลรักษาไม่ดี ขาดน้ำขาดปุ๋ย สภาพพื้นที่แห้งแล้งเกินไป กล้วยพันธุ์นี้จะให้ผลผลิตเพียง 7-8 หวีเท่านั้น แต่ผลยังอ้วนใหญ่ ไส้กลางไม่แข็ง เนื้อยังแน่นเหมือนเดิม

“ดังนั้น อย่างกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ถ้าจะปลูกให้ได้ผลคุ้มค่าสูงสุดจึงจำเป็นต้องมีการดูแลรักษาที่ดีควบคู่ไปด้วย” อาจารย์กัลยาณีกล่าว

ในการดูแลรักษานั้น อาจารย์กัลยาณีได้ให้ข้อแนะนำตั้งแต่เรื่องของ พันธุ์กล้วยที่นำมาปลูก ควรใช้ต้นพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อทดแทนการใช้หน่อที่เคยทำกันมาแบบเดิม

การปลูกต้นกล้วยน้ำว้าจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นวิธีการสำคัญที่จะช่วยทำให้ลดปัญหาการสูญเสียจากการเข้าทำลายของโรคแมลงศัตรูกล้วยน้ำว้าได้เป็นอย่างดี

“ด้วยสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดการระบาดของโรคแมลงมากขึ้นและทำให้เกิดความสูญเสียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรคตายพราย และหนอนกอหรือด้วงงวงเจาะเหง้า ซึ่งจะฝังตัวอยู่ในเหง้า และพบมากในช่วงหน้าแล้ง ทางที่ดีที่สุดคือ การป้องกัน ดีกว่าการไปรักษา ที่ต้องลงทุนสูงมาก ด้วยวิธีการปลูกด้วยการใช้ต้นพันธุ์ที่มาจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ”

วิธีการปลูกด้วยการใช้ต้นพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จะเหมาะสมมากในกรณีที่เป็นพื้นที่ปลูกใหม่ที่ไม่เคยพบการระบาดของโรคแมลงดังกล่าวมาก่อน โดยปลูกชุดแรกเพียงชุดเดียว หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 7 ก็สามารถขุดหน่อที่ได้มาใหม่ไปปลูกขยายได้ จะทำให้เป็นแปลงปลูกที่ปลอดจากโรคแมลง

“แต่ก่อนนี้ การปลูกต้นกล้วยน้ำว้าจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นสิ่งที่เกษตรกรไม่ให้การยอมรับ จึงได้มีการจัดทำแปลงสาธิต จัดอบรมเกษตรกรและผู้สนใจ เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการหันมาปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกด้วยการใช้ต้นจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อทดแทน ซึ่งตอนนี้เกษตรกรที่เข้ามารับการอบรมได้เกิดความเข้าใจและปรับเปลี่ยนวิธีการหาต้นพันธุ์มาปลูก ทำให้การผลิตต้นพันธุ์ของสถานีในขณะนี้ไม่เพียงพอกับความต้องการ”

อาจารย์กัลยาณีบอกว่า ดังนั้น ต้นกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ที่ทางสถานีจำหน่ายให้กับเกษตรกรนั้นจะเป็นต้นกล้วยจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่มีความสูงมากกว่า 15 เซนติเมตร ซึ่งสามารถลงปลูกในแปลงปลูกได้เลย

ในส่วนข้อดีของการใช้ต้นกล้วยจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ คือขนย้ายต้นพันธุ์สะดวก ต้นพันธุ์ปลอดจากโรคและแมลงที่เป็นปัญหาในปัจจุบัน ได้แก่ โรคตายพรายและหนอนกอ เจริญเติบโตเร็ว การเก็บเกี่ยวทำได้พร้อมกันจำนวนมาก อีกทั้งสามารถเก็บต้นพันธุ์ไว้ได้นานหากยังไม่พร้อมปลูกลงแปลง เป็นต้น

หลุมปลูกควรใหญ่ ปลูกระยะ 4×4 เมตร

เทคนิคต่อมาคือ เกษตรกรควรมีการปรับเปลี่ยนวิธีจัดการดูแลแปลงปลูกให้เป็นระบบมากขึ้น อย่างเช่น ในเรื่องของหลุมปลูก ได้แนะนำให้ขุดหลุมให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น เป็นขนาด 50x50x50 เซนติเมตร ซึ่งเป็นวิธีการแก้ปัญหาขึ้นโคนหรือโคนลอยช้าลง สามารถอยู่ได้นานถึง 4-5 ปี แล้วจึงรื้อปลูกใหม่

“เพราะระบบรากของกล้วยน้ำว้านั้นจะหากินในรัศมีไม่เกิน 50 เซนติเมตร ทำให้รากสามารถหากินได้มากขึ้น กว่าวิธีการขุดแบบเดิมของเกษตรกรที่ขุดหลุมพอดีกับเหง้า อีกทั้งในกลุ่มปลูกยังมีการใส่ปุ๋ยคอก ทำให้รากชอนลงด้านล่างเพื่อหาอาหาร ทำให้อาการรากลอยจึงช้าลง แทนที่จะเป็น 1-2 ปี รื้อ เกษตรกรมีต้นทุนที่ลดลง”

การไว้ใบกล้วยต่อต้น อาจารย์กัลยาณีบอกว่า เมื่อก่อนเกษตรกรบอกว่า ถ้าต้นกล้วยเป็นโรคต้องตัดใบลงให้มากๆ เพื่อให้แสงเข้า แต่เป็นแนวคิดที่ผิด เพราะต้นกล้วยจะสมบูรณ์ได้มาก ต้องมีใบมากเท่านั้น โดยเฉพาะในช่วงตกเครือ ต้องมีอย่างน้อย 7 ใบ ถ้าต่ำกว่านี้ผลผลิตจะไม่ค่อยดี ดังนั้น จุดแก้ไขตรงนี้จึงต้องไปดูที่ระยะปลูก โดยระยะที่เหมาะสมควรเป็น 4×4 เมตร

“ถ้าปลูกในระยะที่ถี่กว่านี้ จะประสบปัญหาต้นกล้วยในกอจะเบียดกัน เพราะจากที่ศึกษาพบว่า ถ้าปลูกที่ระยะ 2×2 หรือ 3×3 เมตร ในระยะ 1-2 ปีแรก จะได้ผล แต่เมื่อไว้กอ 4-5 ต้น ใน 1 กอ จะพบว่ามีการเบียดกัน เพราะตามนิสัยของต้นไม้จะต้องพุ่งเข้าหาแสง ซึ่งส่งผลทำให้ต้นพุ่งสูงชะลูด แต่ระยะปลูก 4×4 เมตร จะกำลังพอดีกับการเลี้ยงกอของต้นกล้วย 4 ต้น และมีผลทำให้แสงสามารถส่องเข้าถึงพื้นที่ได้ดีด้วย”

แนะระบบไว้หน่อทุก 3 เดือน ให้ออกผลผลิตทั้งปี

อีกปัญหาหนึ่งที่อาจารย์กัลยาณีได้รับการสอบถามจากเกษตรกรคือ จำนวน 1 กอ จะไว้ต้นกล้วยน้ำว้ากี่ต้น อาจารย์ได้ให้ข้อแนะนำว่า

“ถ้าสังเกตจะพบว่าในกล้วยน้ำว้า 1 กอนั้น จะมีขนาดลำต้นเท่าๆ กันหมด และกันให้จำนวนเครือไม่เยอะ เมื่อศึกษาทำให้ได้ข้อมูลว่า ถ้าใน 1 กอ ต้นกล้วยจะอายุเท่ากันหมด อาหารที่ต้นกล้วยจะต้องเป็นกลุ่มเดียวกัน โดยช่วงที่เจริญเติบโตก็ต้องใช้ปุ๋ยไนโตรเจนเหมือนกัน และเมื่อตกลูกก็ตกพร้อมกันอีก ต้องใช้ปุ๋ยฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมพร้อมกัน”

อาจารย์กัลยาณีกล่าวต่อไปว่า ถ้าเกษตรกรใส่สูตรเสมอ หรือคำนวณปริมาณปุ๋ยไม่เป็น การใส่ปุ๋ยนั้นก็จะไม่เกิดประโยชน์ที่ตรงกับช่วงความต้องการ จึงได้ทำการศึกษาในเรื่องการไว้หน่อตาม ทำให้ได้ข้อมูลที่น่าสนใจถึงระบบการจัดการหน่อ

“เราทดลองในต้นกล้วยที่อายุ 6 เดือน โดยถ้าพบว่ามีหน่อก่อนหน้านี้ให้ปาดทิ้งทั้งหมด พอหลังจากอายุ 6 เดือน ให้ไว้หน่อที่ 1 พอหน่อที่ 1 อายุ 3 เดือน ให้ไว้หน่อที่ 2 หลังจากนั้นทุกๆ 3 เดือน ให้ไว้หน่อที่ 3 และ 4, 5 ตาม โดยหน่อที่ขึ้นมาในช่วงที่ไม่ได้กำหนดให้ปาดทิ้งทั้งหมด ปรากฏว่า เมื่อจะไว้หน่อที่ 5 ต้นแม่ก็สามารถเก็บเกี่ยวเครือกล้วยได้แล้ว ฉะนั้นจะกลายว่ากอนั้นมีต้นกล้วย 4 ต้น ที่อายุห่างกัน 3 เดือน โดยมีหน่อที่ 1 ที่อายุห่าง 6 เดือน ดังนั้น เมื่อใช้ระบบนี้ต่อไปหลายๆ ปีจะทำให้กล้วยน้ำว้าในแปลงมีอายุห่าง 3 เดือน”

“สาเหตุที่ไว้หน่อทุก 3 เดือน มีเหตุผลว่า ด้วยการออกผลผลิตของกล้วยน้ำว้าในแปลงนั้นจะออกไม่พร้อมกัน ถึงแม้ไว้ใกล้เคียงกัน จะมีการกระจายตัวในการเก็บเกี่ยวประมาณ 3 เดือน โดยจากข้อมูลที่ศึกษาจากการปลูกกล้วยน้ำว้าด้วยหน่อพบว่า จะมีช่วงแรกที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ ช่วงกลางๆ จะเก็บได้ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ และช่วงปลายเก็บได้ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์

“ทีนี้ถ้าค่อยๆ ปลูกหรือไว้หน่อไป กล้วยที่ออกผลในช่วงปลาย 25 เปอร์เซ็นต์ จะไปรวมกับ 25 เปอร์เซ็นต์ของช่วงแรกในอีกแปลงหนึ่ง จะทำให้ได้ผลผลิตรวมเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นทั้งปีด้วยวิธีการนี้ ทำให้สามารถมีผลผลิตกล้วยน้ำว้าจำหน่ายให้กับพ่อค้าได้ตลอดทั้งปีและสามารถต่อรองราคากับพ่อค้าได้ โดยไม่ต้องถูกกดราคาเพราะจำเป็นต้องตัดขายทั้งแปลง” อาจารย์กัลยาณีกล่าว

ในส่วนของหน่อที่เกษตรกรควรเลือกเก็บไว้ในกอ อาจารย์กัลยาณีแนะนำให้เลือก หน่อใบดาบ หรือดูที่โคนต้น ให้เลือกต้นที่โคนใหญ่ๆ ซึ่งแสดงว่ามีอาหารสะสมมาก สมบูรณ์มาก จะเป็นต้นที่ให้เครือใหญ่

“แต่ถ้าเป็นต้นที่ใบใหญ่และมีลักษณะลำต้นเรียวเล็ก หรือถึงแม้ว่าจะเป็นต้นที่เป็นใบดาบ แต่โคนเล็กก็อย่าไปเอา ให้ปาดทิ้งไปเลย นอกจากนี้ หน่อที่จะไว้ควรเป็นหน่อที่ไกลจากต้นแม่หน่อย ประเภทขึ้นติดโคนต้นแม่อย่าไปเอา สาเหตุเพราะต้นกล้วยจริงๆ คือเหง้า หน่อที่แตกมาจากต้นแม่จะเป็นหน่อที่แตกมาจากเหง้า ซึ่งค่อนข้างจะลอยตามต้นแม่ แต่ถ้าเป็นหน่อที่ไกลจากต้นแม่คือ เหง้าที่มุดดินไปแตกใหม่ มีความแข็งแรงเหมือนกับต้นที่ปลูกใหม่ โคนจะลอยช้า”

พร้อมกันนี้ อาจารย์กัลยาณียังได้ให้คำอธิบายต่อไปถึงข้อแนะนำที่ให้ใช้วิธีการปาดหน่อออกแทนที่จะขุดหน่อทิ้งว่า ด้วยการขุดหน่อนั้นจะเป็นการเสียทั้งเวลาและแรงงาน แต่การปาดหน่อ เดือนละ 1 ครั้ง จะเป็นวิธีการที่ช่วยประหยัดทั้งเวลาและแรงงาน

“แต่ถ้าต้องการเอาหน่อที่ไม่ต้องการนั้น ขุดขายสามารถทำได้ แต่มีข้อแม้ว่า ต้องดูต้นแม่ตกเครือหรือไม่ ถ้าตกเครือไม่ให้ขุดหน่อขาย เพราะจะมีผลกระทบต่อขนาดของลูกกล้วย ถ้าขุดหน่อจะทำให้ลูกกล้วยไม่ใหญ่ มีลักษณะแคระแกร็น ถ้าจะขุดหน่อจำหน่ายให้ขุดเมื่อเครือกล้วยจากต้นแม่แก่พร้อมเก็บเกี่ยวหรือเก็บเกี่ยวเครือกล้วยจากต้นแม่แล้ว และต้นต่อไปยังไม่ตกเครือ เป็นจังหวะที่สามารถขุดหน่อจำหน่ายได้”

เทคนิคปลูกกล้วยน้ำว้าเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อให้ได้ผลดี

สำหรับต้นกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ซึ่งมาจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ปัจจุบันสถานีวิจัยปากช่อง ได้ผลิตจำหน่าย ในราคาต้นละ 35 บาท ซึ่งเกษตรกรที่นำต้นพันธุ์ของสถานีไปปลูกนั้น อาจารย์กัลยาณีบอกว่า มีเทคนิคที่ต้องใส่ใจ ดังนี้

หนึ่ง คัดเลือกต้นพันธุ์ที่มีขนาดความสูง 15 เซนติเมตรขึ้นไป หรือมีเส้นรอบวงต้นมากกว่า 3.5 เซนติเมตร หากต้นเล็กกว่านี้จะพบปัญหาเรื่องการดูแล และอัตราการตายสูง

สอง เตรียมแปลงปลูก ระยะ 3×3 หรือ 4×4 เมตร ขนาดหลุมปลูก 50x50x50 เซนติเมตร เพื่อให้ระบบรากเดินดี ขึ้นโคนช้า ระยะปลูกขึ้นอยู่กับการดูแล ถ้าดูแลดี กอกล้วยใหญ่ ควรปลูกระยะ 4×4 เมตร 1 กอ ควรใว้เพียง 4 ต้นเท่านั้น

สาม คลุกเคล้าปุ๋ยคอกผสมดินประมาณหลุมละ 2 กิโลกรัม รองก้นหลุมขึ้นมาประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วจึงปลูกต้นกล้วยและกลบบริเวณโคนต้นให้แน่น ทำแอ่งดินรอบต้นเพื่อเก็บน้ำรักษาความชื้นของดิน และควรรองก้นหลุมด้วยฟูราดานป้องกันหนอนกอกล้วยประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ต่อหลุม

สี่ ปลูกเสร็จให้น้ำตามทันทีให้ชุ่มชื้นพอเพียง ไม่เช่นนั้นต้นจะเหี่ยวเฉา ใบแห้งและยุบตัว บางต้นตาย บางต้นแตกต้นใหม่ขึ้นแทนทำให้อายุต้นไม่สม่ำเสมอกัน

ห้า ในระยะเดือนแรกต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ และดินต้องชุ่มชื้นเพียงพอ เป็นเดือนที่ต้องเอาใจใส่อย่างมาก หากเป็นการให้น้ำแบบฝอยหรือมินิสปริงเกลอร์ จะทำให้ต้นตั้งตัวได้เร็ว สามารถสร้างใบและลำต้นใหม่ได้ดี โอกาสรอดสูงกว่าการลากสายยางรดน้ำ และเริ่มให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ประมาณ 100-150 กรัม ต่อต้น หลังปลูกได้ 1 เดือน และเดือนที่ 2 ส่วนเดือนที่ 3 ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแทน

หก เดือนที่ 2 และ 3 ต้นกล้วยจะมีต้นและใบใหม่ทั้งหมด ปัญหาคือหญ้าขึ้นคลุมต้น ต้องถากหญ้าบริเวณโคนต้น และฉีดยาฆ่าหญ้าพาราควอต ระหว่างแถว ต้องระวังอย่าให้ละอองยาโดนต้นกล้วย จะทำให้ต้นชะงักและตายได้

เจ็ด เดือนที่ 4 การเจริญเติบโตเร็วมาก ทั้งความสูงและรอบวงต้นใกล้เคียงปลูกจากหน่อพันธุ์ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดต้นปลูกเริ่มแรก ถ้าสูง 15 เซนติเมตร ขึ้นไป จะโตทันกัน ถือว่าเดือนนี้เป็นเดือนที่ต้นรอดตายทั้งหมด การดูแลทำเช่นเดียวกับการปลูกด้วยหน่อ โดยให้ปุ๋ย 15-15-15 หรือ 16-16-16 ประมาณ 100-150 กรัม ต่อต้นในเดือนที่ 4 และ 5 ส่วนเดือนที่ 6 ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแทนและงดใส่ปุ๋ยจนกว่าจะแทงปลี ถึงจะใส่ปุ๋ยเคมีอีกครั้ง จนกระทั่งหลังเก็บเกี่ยวถึงจะเริ่มให้ปุ๋ยในรอบใหม่

แปด เดือนที่ 6 หรือ 7 กล้วยเริ่มแทงหน่อ และสะสมอาหารเพื่อการตกเครือ

เก้า เดือนที่ 9 กล้วยเริ่มแทงปลี การแทงปลีหรือตกเครือจะเร็วหรือช้ากว่าหน่อพันธุ์ ขึ้นอยู่กับขนาดลำต้นปลูกเริ่มแรกและการดูแลรักษา หากต้นพันธุ์ที่มีขนาดความสูง 15 เซนติเมตรขึ้นไป หรือมีเส้นรอบวงต้นมากกว่า 4 เซนติเมตร การตกเครือใกล้เคียงกับหน่อพันธุ์ ขนาด 1 เมตร หากต้นมีขนาดใหญ่กว่านี้ การตกเครือจะเร็วกว่าหน่อพันธุ์ และหากเล็กกว่านี้การตกเครือจะช้ากว่าหน่อพันธุ์ อายุเครือกล้วยจากการแทงปลีจนกระทั่งเก็บเกี่ยวมีอายุประมาณ 4 เดือน เท่ากับหน่อพันธุ์กล้วยน้ำว้าทั่วไป

“ประการสุดท้ายที่สำคัญคือ การปลูกกล้วยจากต้นเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อต้องเอาใส่ในช่วง 4 เดือนแรกให้ดี แล้วผลที่ออกมาจะคุ้มค่ากับการลงทุน” อาจารย์กัลยาณีกล่าวในที่สุด

ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับกล้วยน้ำว้า สนทนากับผู้รู้ ชมนิทรรศการมากสาระของกล้วยน้ำว้าได้ในงานสัมมนา…กล้วยน้ำว้าสร้างชาติ จัดโดย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กองบรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้าน และศูนย์อาชีพและธุรกิจมติชน (มติชนอคาเดมี) วันที่ 23 พฤศจิกายน 2556

 

16 ปี กับการพัฒนาสายพันธุ์งาดำเมล็ดโต “อุบลราชธานี 3″ ให้ผลผลิตสูง ไร่ละ102 กิโลกรัม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044011056&srcday=2013-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 560

เทคโนโลยีการเกษตร 

นวลศรี โชตินันทน์

16 ปี กับการพัฒนาสายพันธุ์งาดำเมล็ดโต “อุบลราชธานี 3″ ให้ผลผลิตสูง ไร่ละ102 กิโลกรัม 

จากรายงานของกรมศุลกากร ปี พ.ศ. 2545 ประเทศไทยมีการส่งออกงาดำ 1,691 ตัน ประเทศที่มีการสั่งซื้อมากที่สุด ได้แก่ ไต้หวัน มีปริมาณการสั่งซื้อ 1,494 ตัน คิดเป็นมูลค่า 29,018,313 บาท รองลงมา ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น มีปริมาณสั่งซื้อ 107 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3,273,954 บาท

แต่ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกงาดำปีละ 80,000-120,000 ไร่ ให้ผลผลิตปีละ 6,000-8,000 ตัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันตลาดภายในประเทศให้ความสนใจงาดำมากขึ้น โดยนำมาใช้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพและใช้น้ำมันงาดำเป็นยารักษาโรค

ดร. สายสุนีย์ รังสิปิยกุล นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร ผู้ที่ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการปลูก การขยายพันธุ์ ปรับปรุงพันธุ์ทั้งงาขาวและงาดำ ตลอดจนการแปรรูปงามาเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น น้ำมันงา โลชั่นบำรุงผิว และน้ำมันงาสำหรับใช้ปรุงอาหาร เป็นต้น ซึ่งได้ทำการศึกษาวิจัยมานานนับปี

งา เป็นพืชอาหาร เพื่อสุขภาพโดยแท้

ดร. สายสุนีย์ พูดถึงคุณสมบัติของงาว่า งาเป็นพืชอาหารเพื่อสุขภาพโดยแท้ เนื่องจากมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแมงกานีส

นอกจากนี้ ยังมีสารพิเศษคือ สารต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างยิ่ง

ส่วนน้ำมันที่ได้จากงาจะเป็นไขมันชนิดดี คือเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวถึง 85 เปอร์เซ็นต์ ชนิดของกรดไขมันจะเป็นกรดไลโนเลอิก และกรดโอเลอิก ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย

ปัจจุบันเมล็ดงาดำจะถูกแนะนำให้ใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารประเภทชีวจิต เนื่องจากมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์เกือบครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีปริมาณธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสมากในเมล็ดงา และมีสัดส่วนพอเหมาะกับความต้องการของร่างกาย จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ

นอกจากนั้น ในด้านการนำงาดำมาใช้รักษาโรค พบว่าในอดีตทางการแพทย์แผนโบราณมีการนำน้ำมันงามาใช้ในการรักษาเกี่ยวกับการประสานกระดูกหักหรือแตก และใช้ทาแก้ปวดกระดูก รวมทั้งทาผิวหนังที่ถูกน้ำร้อนลวกหรือไฟลวก และใช้ใส่แผล เป็นต้น

ดร. สายสุนีย์ กล่าวว่า ปัจจุบันงาดำที่ปลูกในประเทศไทยซึ่งเป็นงาพันธุ์พื้นเมืองมีผลผลิตต่อไร่ต่ำ และมีเมล็ดขนาดเล็ก มีน้ำหนัก 1,000 เมล็ด ประมาณ 2.7 กรัม ปัจจุบันนี้ตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นและไต้หวันต้องการงาดำเมล็ดโต มีสีดำสนิทสม่ำเสมอ มีเปลือกหุ้มเมล็ดบาง เพื่อใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารและใช้บริโภคโดยตรง

ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี จึงได้ทำการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาพันธุ์งาดำให้ได้พันธุ์งาที่ให้ผลผลิตสูง ประมาณ 100 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือมากกว่านั้น และให้มีขนาดเมล็ดโต คือให้ได้น้ำหนัก 1,000 เมล็ด มีน้ำหนัก 2.8 กรัม มีขนาดเมล็ดโตกว่างาดำพื้นเมืองพันธุ์นครสวรรค์ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง และให้ได้พันธุ์งาดำที่มีคุณสมบัติตรงกับความต้องการของตลาด

จากความมุ่งมั่น ได้นำมาซึ่งสายพันธุ์ “งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3″

16 ปี แห่งความพยายาม

งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 (งาดำสายพันธุ์ IS 121) เป็นสายพันธุ์ที่ได้รับเมล็ดพันธุ์ในโครงการปรับปรุงพันธุ์งา Thai-Israel Sesame Co-operation Project ในปี 2529 กรมวิชาการเกษตรได้รับเมล็ดพันธุ์งาลูกผสมชั่วที่ 2 ซึ่งได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างงาที่มีต้นกำเนิดจากประเทศเวเนซูเอลา เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา ไนจีเรีย ซูดาน อียิปต์ อิสราเอล บัลแกเรีย อินเดีย พม่า อินโดนีเซีย เกาหลี ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ รวม 110 พันธุ์ ซึ่งเป็นพันธุ์แม่ รวมทั้งพันธุ์กลาย ผสมข้ามพันธุ์กับพันธุ์ที่ฝักไม่แตก ไม่ทอดยอด และต้านทานโรค

ดร. สายสุนีย์ เล่าว่า กรมวิชาการเกษตรได้รับเมล็ดพันธุ์งาลูกผสมชั่วที่ 2 จากประเทศอิสราเอล จำนวน 253 สายพันธุ์ มาปลูก คัดเลือกพันธุ์ภายใต้สภาพแวดล้อมของประเทศไทยจนถึงชั่วที่ 6 ก่อนนำเข้าประเมินผลผลิตที่ศูนย์วิจัยและสถานีทดลองพืชไร่ต่างๆ ตลอดจนในสภาพไร่ของเกษตรกรในจังหวัดต่างๆ รวม 13 แปลงทดลอง ระหว่างปี 2539-2546 เมื่อเราได้คัดเลือกพันธุ์และประเมินผลผลิตในสภาพแวดล้อมของประเทศไทย จนแน่ใจว่ามีคุณสมบัติดีเด่น เราจึงได้เสนอขอรับรองเป็นพันธุ์รับรองของกรมวิชาการเกษตร

“กว่าจะได้รับการรับรองพันธุ์ นอกจากจะทำการทดสอบในศูนย์และสถานีพืชไร่ของทางราชการแล้ว ยังต้องนำไปปลูกเปรียบเทียบและปลูกทดสอบในไร่ของเกษตรกรในจังหวัดต่างๆ ที่เป็นแหล่งปลูกงา จนเราแน่ใจว่ามีลักษณะเด่นจริง จึงดำเนินการขอรับรองพันธุ์ ซึ่งใช้เวลาทั้งหมด 16 ปี”

ลักษณะเด่น ของ

งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3

ดร. สายสุนีย์ ได้บอกถึงลักษณะเด่นของงาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 ว่า

1. ให้ผลผลิตสูง 102 กิโลกรัม ต่อไร่ ในไร่ของเกษตรกร โดยให้ผลผลิตสูงกว่างาดำพื้นเมืองพันธุ์นครสวรรค์ ร้อยละ 7 ให้ผลผลิต 135 กิโลกรัม ต่อไร่ ในศูนย์วิจัยพืชไร่ ซึ่งใกล้เคียงกับงาขาวพันธุ์มหาสารคาม 60

2. มีขนาดเมล็ดโต โดยมีน้ำหนัก 1,000 เมล็ด เฉลี่ย 3.03 กรัม สูงกว่างาดำพื้นเมืองพันธุ์นครสวรรค์ ร้อยละ 9

3. มีปริมาณธาตุอาหารที่จำเป็นต่อมนุษย์ ได้แก่ ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม สูงกว่างาดำพื้นเมืองพันธุ์นครสวรรค์ ร้อยละ 21, 22 และ 33 ตามลำดับ

4. มีปริมาณสารต่อต้านกระบวนการออกซิเดชั่นหรือต้านการเกิดอนุมูลอิสระสูง โดยให้ค่าสูงกว่างาดำพันธุ์นครสวรรค์ ร้อยละ 8

ดร. สายสุนีย์ เล่าต่อว่า งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 เมล็ดโตกว่างาดำพันธุ์พื้นเมือง นอกจากนั้น งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 ยังให้ผลผลิตสูงกว่างาดำพื้นเมืองนครสวรรค์ ซึ่งให้ผลผลิตเฉลี่ย 102-135 กิโลกรัม ต่อไร่ ในขณะที่งาดำพื้นเมืองให้ผลผลิตเพียง 95 กิโลกรัม ต่อไร่ เท่านั้น

สำหรับเปอร์เซ็นต์น้ำมันงาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันงาสูง 49.9 ส่วนงาดำพื้นเมืองมีเปอร์เซ็นต์น้ำมัน 49.1

งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 มีสารต้านอนุมูลอิสระ (มิลลิกรัม/กิโลกรัม) 12,813 ในขณะที่งาดำพันธุ์พื้นเมืองมี 11,833

ส่วนธาตุแคลเซียม งาดำอุบลราชธานี 3 มี 0.73 เปอร์เซ็นต์ โพแทสเซียม 0.47 เปอร์เซ็นต์ และฟอสฟอรัส 0.67 เปอร์เซ็นต์ ส่วนงาดำพันธุ์พื้นเมืองมีธาตุแคลเซียม 0.61 เปอร์เซ็นต์ โพแทสเซียม 0.39 เปอร์เซ็นต์ และฟอสฟอรัส 0.51 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำกว่างาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 ทุกตัว

งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 มีการปรับตัวเข้ากับสภาพการปลูกงาได้ดี มีความสม่ำเสมอหรือความคงตัวในการให้ผลผลิตดี สามารถใช้เป็นพันธุ์ปลูกได้ทั่วไปในสภาพการผลิตงาของประเทศไทย

“เนื่องจากงาพันธุ์นี้มีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของมนุษย์ คือมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง อาหารประเภทชีวจิตจะมีส่วนผสมของงาดำมาก และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและไต้หวันมีความต้องการในปริมาณสูง อยากจะให้เกษตรกรช่วยกันปลูกงาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 ให้มากขึ้น ซึ่งเกษตรกรก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกงาดำพันธุ์พื้นเมือง” ดร. สายสุนีย์ กล่าว

เกษตรกรที่สนใจติดต่อสอบถามเรื่องเมล็ดพันธุ์งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 พร้อมกับขอคำแนะนำการปลูกเพื่อขยายพันธุ์ได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี ตู้ ป.ณ. 6 อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โทรศัพท์ (045) 202-187-9

 

ชุติกร บุญใจใหญ่ กับ สวน “มะนาวไม่รู้โห่” แบบครบวงจร ที่ บางกรวย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054011056&srcday=2013-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 560

เทคโนโลยีการเกษตร 

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ชุติกร บุญใจใหญ่ กับ สวน “มะนาวไม่รู้โห่” แบบครบวงจร ที่ บางกรวย

ก่อนจะเขียนเรื่องนี้บอกตามตรงว่ายังสับสนกับชื่อ “มะม่วงหาว มะนาวโห่” เป็นอย่างมาก ผมคงไม่ใช่คนเดียวที่เข้าใจว่ามะม่วงหาว มะนาวโห่ เป็นชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่ง พอค้นข้อมูลเพื่อหารายละเอียดกลับพบว่าไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมะม่วงหาวเป็นพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่ง และมะนาวโห่ก็เป็นพันธุ์ไม้อีกชนิดหนึ่ง 

ดังนั้น ที่แน่แน่ ขออนุญาตคัดลอกบางส่วนของข้อความจากฐานข้อมูลพันธุ์ไม้ องค์กรสวนพฤกษาศาสตร์ เพื่อเป็นการยืนยันเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ดังกล่าวอีกครั้ง…

“มะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ พันธุ์ไม้ชื่อแปลกนี้ มีที่มาจากการที่นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ได้เรียกชื่อผลไม้ชนิดดังกล่าวให้สอดคล้องกับผลไม้ในวรรณคดีไทย เรื่อง นางสิบสอง ตอน พระรถเมรี ที่ในเรื่องได้กล่าวถึงผลไม้สดชนิดหนึ่ง ซึ่งมีรสชาติเปรี้ยวจัด จนทำให้ผู้ที่กำลังง่วงนอน เมื่อรับประทานผลไม้ชนิดนี้เข้าไปแล้ว จะรู้สึกกระชุ่มกระชวยและตื่นตัวขึ้นมาทันที

ในปัจจุบันมีการเรียกชื่อ มะม่วงไม่รู้หาว มะนาวไม่รู้โห่ เพียงสั้นๆ ว่า มะม่วงหาว มะนาวโห่ รวมถึงผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ได้เริ่มหันมาสนใจผลไม้ชนิดนี้มากขึ้น เนื่องจากวงการแพทย์ได้ระบุว่า มะม่วงหาว มะนาวโห่ มีฤทธิ์ทางยา สามารถนำไปใช้รักษาโรค หรือรับประทานควบคู่กับยาแผนปัจจุบันได้เป็นอย่างดี แต่ยังมีหลายคนที่ไม่ทราบว่า แท้จริงแล้ว มะม่วงหาว กับ มะนาวโห่ เป็นพืชคนละชนิดกัน โดย มะม่วงหาว คือ มะม่วงหิมพานต์ ขณะที่ มะนาวโห่ คือ หนามแดง”

จากข้อมูลข้างต้นน่าจะทำให้หลายคน (ที่ยังไม่ทราบ) เข้าใจได้ตรงกันแล้ว สำหรับเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปเป็นเรื่องราวของชาวบ้านที่อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี เขาเพาะ-จำหน่าย ต้นมะนาวโห่ หรือหนามแดง หรือหนามพรหม (เป็นพันธุ์ไม้เดียวกัน) ไว้ขายทั้งต้นเผื่อให้คนปลูกเก็บผลไว้รับประทาน แล้วไม่เท่านั้นยังได้นำมาแปรรูปเป็นน้ำสมุนไพรพร้อมดื่มจำหน่ายตามสถานที่ต่างๆ สร้างรายได้อย่างดีอีก

เคยเพาะ-จำหน่าย เจอน้ำท่วม…เรียบร้อย

ไปพบ คุณชุติกร บุญใจใหญ่ ณ บ้านเลขที่ 102/5 หมู่ที่ 7 ตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ต้องบอกก่อนว่าย่านนั้นมีต้นไม้ขายเพียบ มีหลากหลายพันธุ์ ทั้งไม้ดอกไม้ประดับ ในราคาถูกมาก นับเป็นแหล่งจำหน่ายพันธุ์ไม้ส่งแหล่งใหญ่อีกแหล่งที่บรรดาพ่อค้าทั้งรถเร่และร้านขายต้นไม้หรือเจ้าของบ้านที่ต้องการหาต้นไม้ไปจัดสวน แวะมาหาซื้อกันอย่างคับคั่ง

แน่นอน…คุณชุติกรคงไม่ปล่อยโอกาสเช่นนี้ไปแน่ เพราะที่บ้านของเธอไม่ได้ปลูกแค่ต้นมะนาวโห่อย่างเดียว แต่เธอปลูกพันธุ์ไม้อื่นร่วมด้วย ซึ่งล้วนแต่เป็นไม้ที่น่าสนใจทั้งสิ้น (อยากรู้ต้องแวะไปครับ)

มาคุยกับเธอเรื่องอาชีพปลูกต้นมะนาวโห่ดีกว่า คุณชุติกรพาไปดูต้นมะนาวโห่ที่ปลูกไว้ทั้งด้านหน้าและหลังบ้าน ที่มีทั้งต้นใหญ่ ต้นเล็ก อยู่จำนวนมาก

เธอให้รายละเอียดว่า ต้นมะนาวโห่เหล่านี้มีทั้งจากเพาะเมล็ด และกิ่งตอน ทำไว้ขาย แต่พอเจอน้ำท่วมใหญ่ครั้งที่ผ่านมา มะนาวโห่ของเธอไปกับสายน้ำทันที จากนั้นจึงทำให้ต้องกลับมาพลิกฟื้นกันใหม่อีกครั้ง พร้อมกับขณะนั้นเป็นช่วงปลุกกระแสคนรักสุขภาพด้วยสรรพคุณของผลมะนาวโห่ที่ช่วยรักษาโรค ทำให้คุณชุติกรพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสอีกครั้งด้วยการนำผลมะนาวโห่มาแปรรูปเป็นน้ำสุขภาพพร้อมดื่มนำไปขายตามสถานที่หลายแห่ง สร้างรายได้ดีมาก

“ความจริงต้นนี้มีชื่อดั้งเดิมว่า “หนามพรหม” เป็นพันธุ์ไม้ของไทย ซึ่งเห็นมาตั้งแต่เด็ก แต่ต่อมาถูกเรียกว่าต้นมะม่วงหาว มะนาวโห่ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผลที่สุกเมื่อทานแล้วจะง่วง แต่ถ้าเป็นผลดิบถ้าทานแล้วตาสว่างเพราะมีรสเปรี้ยวมาก แต่สรรพคุณไปอยู่ที่แบบดิบ เพราะช่วยป้องกันโรคได้หลายชนิด

จะเชื่อถือได้อย่างไรนั้นไม่ทราบ แต่คนรู้จักเคยทานผลนี้แล้วประมาณสักอาทิตย์ ปรากฏว่าจากปัญหาที่เคยท้องผูกกลับมาปกติ แต่ทั้งนี้ควรจะทานในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้นจึงจะได้ผล”

ปลูกง่าย เป็นไม้ประดับ ได้ทั้งแบบเลื้อยและทรงต้น

คุณชุติกรบรรยายลักษณะของต้นไม้ชนิดนี้ต่อไปว่า เป็นพันธุ์ไม้ที่ปลูกง่าย มีอายุยืน เพียงแต่ช่วงแรกต้องเอาใจใส่ให้มาก พอต้นโตพอประมาณคราวนี้ปล่อยได้บ้างเพราะเขาดูแลเองได้ รดน้ำบ้างก็ยังได้ มีลักษณะกึ่งไม้เลื้อย ถ้าอยู่กลางแจ้งมักไม่เลื้อย แต่เมื่อนำมาไว้ในที่ร่มจะชอบเลื้อย คล้ายกับต้นการะเวก สามารถใช้จัดประดับตกแต่งเป็นซุ้ม หรือจัดแต่งเป็นทรงพุ่มได้

ส่วนการให้ผลนั้น ต้นที่มีหนามสีแดงจะออกลูกได้ทั้งปี จะมีเฉพาะช่วงทะวายเท่านั้นที่จำนวนจะลดลง แต่ถ้าเป็นช่วงปกติจะดกมาก ซึ่งให้ผลต้นละหลายสิบกิโลกรัม

“ถ้าต้องการปลูกลงดิน แนะให้ปลูกต้นที่เพาะจากเมล็ด ใช้เวลาประมาณ 4 ปี ขนาดที่เหมาะสมปลูกเป็นไม้ประดับและใช้ประโยชน์จากผลควรเป็นต้นที่มีความสูงราว 50-80 เซนติเมตร ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังเริ่มให้ผลดกและเร็ว หากกรณีเป็นกิ่งตอนก็ให้ลูกเร็วเช่นกัน แต่ความทนและอายุมักไม่ยืนยาว

ทั้งนี้ลูกค้าบางคนไม่ชอบรอต้นจากเพาะเมล็ด เพราะต้องการรับประทานผลเร็ว จึงซื้อต้นแบบตอนกิ่ง เราสามารถสังเกตได้ว่าต้นไหนมาจากการเพาะหรือตอนโดยให้ดูที่ใบ ถ้าเป็นต้นเพาะเมล็ดจะมีใบขนาดเล็กกว่าแบบตอนกิ่ง เพราะการตอนกิ่งเป็นการตอนมาจากต้นแม่” เจ้าของสวนให้รายละเอียดเพิ่ม

สำหรับราคาจำหน่ายต้นมะนาวโห่คุณชุติกรบอกว่า ราคาขายต้นเล็กสุด ต้นละ 50 บาท จนไปถึงต้นที่มีขนาดใหญ่มากราคาหลักพันบาท ถ้าเป็นต้นตอนกิ่งราคาจะแพงกว่าแบบเพาะเมล็ด

ปัจจุบันเพาะ-จำหน่ายทั้งกิ่งตอนและเพาะเมล็ดไว้มีจำนวนเกือบพันต้น ทั้งที่บ้านบางกรวยและที่ดินในจังหวัดนครปฐมอีกแห่ง

จับ…กระแสรักสุขภาพ 

เข็นน้ำแปรรูปขาย สร้างรายได้ดี

ไม่เพียงแค่การขายต้นที่มีจำนวนมากเท่านั้น คุณชุติกรยังเก็บผลสดมะนาวโห่มาจำหน่ายให้แก่ลูกค้าที่ต้องการบริโภคแบบสดสดอีกด้วย เก็บผลทุกสัปดาห์ ครั้งละประมาณ 50 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 250-300 บาท

“บางคนนำไปทานกับน้ำปลาหวาน ไปจิ้มกับพริกเกลือหรือกะปิ หรือสามารถนำไปรับประทานกับแจ่วก็ยังอร่อย บางแห่งนำไปทำเป็นแช่อิ่มหรือทำแยม ผลสดที่เก็บมาแล้วหากทานไม่ทันให้เก็บไว้ในช่องแช่ผักในตู้เย็น สามารถเก็บไว้ได้นานเป็นเดือน เพราะผลไม้ชนิดนี้มีเปลือกหนา เน่ายาก”

คุณชุติกรเพาะ-จำหน่ายและขายผลมะนาวโห่มาสักพัก ต่อมาไม่นานเกิดกระแสความนิยมอย่างรุนแรงที่จะนำผลของพันธุ์ไม้ชนิดนี้มารับประทานเพื่อป้องกันโรค ดังนั้น เธอจึงเกิดมีแนวคิดว่าหากปล่อยให้ลูกค้าซื้อเฉพาะผลสดไปอย่างเดียวคงเสียเวลา และน่าจะฉวยโอกาสนี้แบบชนิด “น้ำขึ้นให้รีบตัก” ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มนำผลไปแปรรูปเป็นน้ำสุขภาพพร้อมดื่มจำหน่ายทันที

“การนำไปผลิตเป็นน้ำขายจะใช้คละกันทั้งผลสุกและผลแก่ เพราะต้องการให้น้ำที่ออกมามีสีสวยน่าดื่ม ผลที่สุกแก่มากจะมีสีดำ ส่วนผลที่มีสีชมพูถือว่ากำลังดี รสชาติน้ำจะมีรสขม อันนี้มาจากเมล็ด ซึ่งถือว่ามีประโยชน์”

อย่างไรก็ตาม เธอได้เปิดเผยถึงขั้นตอนการแปรรูปเป็นน้ำมะนาวโห่ ซึ่งอาจมีลูกค้านำไปทำเอง โดย

1. ภายหลังจากที่เก็บผลคละสีทั้งอ่อนและแก่มาแล้ว

2. นำไปล้างให้สะอาด

3. นำไปปั่นทั้งลูก

4. ต้มให้เดือดแล้วปรุงรสตามใจชอบ แต่โดยทั่วไปไม่เน้นหวาน (ระหว่างต้มจะมียางออกมาให้ช้อนทิ้งจนหมด)

5. ปล่อยให้เย็นแล้วกรองใส่ภาชนะ

คุณชุติกรบอกว่า การแปรรูปเป็นน้ำสุขภาพจะผลิตครั้งละประมาณ 300 ขวด ราคาขาย ขวดละ 25-30 บาท เป็นราคาที่ตั้งไว้ขายตามสถานที่ต่างๆ แต่ถ้าตั้งไว้ขายหน้าบ้าน ราคาขวดละ 20 บาท เท่านั้น หรือถ้ามารับไปขายคิดราคาส่งขวดละ 15 บาท สถานที่นำไปขายมักจะไปงานแฟร์ตามห้างใหญ่ หรือที่ขายเป็นประจำคือโรงพยาบาลศิริราช

นอกจากนั้น ภายในบริเวณบ้านยังปลูกต้นว่านหางจระเข้ไว้จำหน่ายพร้อมกับนำมาแปรรูปน้ำว่านหางจระเข้ด้วย ราคาขายตามงานขวดละ 20 บาท ขายหน้าบ้านขวดละ 15 บาท เวลามีลูกค้ามาซื้อหน้าบ้านมักใช้กลยุทธ์เสนอขายคละ 6 ขวด 100 บาท

“อยากเชิญชวนมาปลูกต้นมะนาวโห่กันให้มากๆ เพราะได้ประโยชน์ทั้งความสวยงามจากความเป็นไม้ประดับทั้งขนาดเล็กสำหรับคนที่มีเนื้อที่จำกัด และขนาดใหญ่ที่สามารถดัดแปลงตกแต่งเป็นรูปดอกเห็ดแบบซุ้ม ขณะเดียวกันผลยังรับประทานมีคุณค่าทางยาด้วย เรียกว่าได้กำไรแบบทูอินวันเลย”

สนใจต้องการต้นมะนาวโห่ไว้ปลูก ติดต่อได้ที่ คุณชุติกร บุญใจใหญ่ โทร. (089) 613-6872, (087) 693-5125

ขอขอบคุณ ข้อมูลจาก

- ฐานข้อมูลพันธุ์ไม้ องค์กรสวนพฤกษาศาสตร์

- medplant.mahidol.ac.th

 

เส้นทางสายไหมอีรี่ จาก มันสำปะหลัง เป็น เส้นไหม กันยายน 21, 2013

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044150956&srcday=2013-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 559

เทคโนโลยีการเกษตร 

ศ.ดร. ทิพย์วดี อรรถธรรม ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน 

เส้นทางสายไหมอีรี่ จาก มันสำปะหลัง เป็น เส้นไหม

ไหม เป็นแมลงที่สร้างรังหุ้มตัวเองในขณะเป็นดักแด้ รังไหมเป็นเส้นใยธรรมชาติที่นำมาทอเป็นผืนผ้า เส้นใยนี้หนอนไหมพ่นออกมาจากต่อมสร้างเส้นใย (silk gland) ผ่านรูเล็กๆ ที่ปากของหนอน ไหมหม่อน Bombyx mori อยู่ในวงศ์ Bombycidae เป็นไหมที่รู้จักกันเป็นอย่างดี แต่มีไหมอีกหลายชนิดที่สร้างรังให้เส้นใย แต่ไม่สามารถนำมาเลี้ยงจนครบวงจรชีวิต มีอีกเพียงชนิดเดียวคือ ไหมอีรี่ที่เอามาเลี้ยงได้ตลอดวงจรชีวิตและต่อพันธุ์ไปได้เรื่อยๆ ไหมอีรี่ Samia ricini อยู่ในวงศ์ Saturniidae มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย แตกต่างจากไหมหม่อน คือ

1. ไหมหม่อนกินใบหม่อน แต่ไหมอีรี่กินใบมันสำปะหลังและใบละหุ่งเป็นอาหาร

2. รังไหมหม่อนเป็นรังปิดสนิท แต่รังไหมอีรี่มีรูเปิดที่ปลายข้างหนึ่ง

3. เส้นใยไหมหม่อนเป็นเส้นยาว (filament) ต้องดึงเส้นใยจากรังด้วยใช้วิธีสาว ส่วนเส้นใยไหมอีรี่เป็นเส้นใยสั้นๆ (staple) ดึงเส้นออกด้วยวิธีปั่น

4. ผ้าทอไหมหม่อนมันแวววาว เนื้อเนียนเรียบ ส่วนผ้าทอไหมอีรี่เป็นปุ่มปม มันเงาปานกลาง เนื้อนุ่มและทิ้งตัวพลิ้ว

ผ้าทอไหมอีรี่จะเป็นผ้าที่มีเนื้อสัมผัสฟูคล้ายผ้าขนสัตว์ ผ้าไหมอีรี่จึงให้ความอบอุ่นในหน้าหนาว แต่เพราะความพลิ้วและฟูของเนื้อผ้า จึงดูดซับเหงื่อและระบายอากาศได้ดี สวมใส่สบายในหน้าร้อน ซักรีดและดูแลรักษาง่าย เส้นไหมอีรี่ติดสีได้ดีทั้งสีธรรมชาติและสีสังเคราะห์ รังไหมอีรี่เป็นวัตถุดิบที่อุตสาหกรรมไหมปั่น (spun silk) ต้องการมาก เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์จากเส้นใยธรรมชาติรูปแบบใหม่สำหรับตลาดสิ่งทอ

วงจรชีวิต และการเลี้ยงไหมอีรี่

ไหมอีรี่ มีการเจริญเป็น 4 ระยะ คือ ระยะไข่ ตัวหนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย แม่ผีเสื้อวางไข่สีขาวเป็นกลุ่ม 250-300 ฟอง ตัวหนอนที่ฟักออกจากไข่จะเจริญตัวโตขึ้นจากวัย 1 ถึง วัย 5 โดยลอกคราบ 4 ครั้ง ในช่วงที่เปลี่ยนวัยหนอนไหมจะหยุดนิ่งไม่กินอาหาร เรียกว่า ไหมนอน จึงไม่ต้องให้อาหาร เมื่อหนอนไหมวัย 5 โตเต็มที่ จะพ่นเส้นใยสร้างรังหุ้มตัวเอง แล้วลอกคราบเปลี่ยนเป็นดักแด้อยู่ในรัง จากนั้นเปลี่ยนเป็นผีเสื้อและออกจากรังทางรูเปิดที่ปลายรัง ผีเสื้อจะจับคู่ผสมพันธุ์และวางไข่ในวันรุ่งขึ้น วงจรชีวิตทั้งหมด 45-50 วัน จึงสามารถเลี้ยงได้ 6-7 รุ่น ต่อปี

เกษตรกรจะทำงานมากในช่วงเลี้ยงหนอนวัยที่ 4-5 เพราะไหมกินอาหาร 3 มื้อ และกินจุมาก ต้องเก็บใบพืชอาหารสดๆ และถ่ายมูลทุกวัน อีกช่วงที่มีงานมาก คือตอนหนอนไหมพร้อมจะสร้างรังเข้าดักแด้ เรียกว่าไหมสุก ต้องเก็บเข้าภาชนะที่ให้ไหมสร้างรัง (จ่อ) ทั้งสองช่วงนี้ใช้เวลาเพียง 12 วัน ส่วนช่วงไหมวัยอ่อนให้อาหาร 2 มื้อและกินน้อยมาก จึงไม่ใช้เวลามากในการเลี้ยง ส่วนระยะดักแด้ 12-16 วัน และระยะไข่ 8-10 วัน เป็นช่วงที่ไปทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ การเลี้ยงไหมอีรี่จึงน่าจะเป็นอาชีพเสริมที่ทำเพราะมีเวลาว่าง ไม่เป็นภาระงานที่หนักจนมากเกินไป และควรเป็นงานที่สมาชิกในครอบครัวช่วยกันทำ

สถานการณ์การเลี้ยงไหมอีรี่ในประเทศไทย

มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยมีพื้นที่ปลูกถึง 7 ล้านไร่ มีเกษตรกรที่เกี่ยวข้องหลายพันครัวเรือน หัวมันเป็นส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์ ส่วนใบเป็นของเหลือทิ้ง ซึ่งสามารถนำมาเลี้ยงไหมอีรี่ได้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้เล็งเห็นถึงโอกาสที่จะส่งเสริมการเลี้ยงไหมอีรี่เป็นอาชีพเสริม เพื่อให้มีงานทำในท้องถิ่นและช่วยสร้างรายได้ สกว. จึงได้ให้การสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้เรื่องไหมอีรี่อย่างครบวงจร และขับเคลื่อนไหมอีรี่สู่อุตสาหกรรม เช่น การวิจัยและพัฒนากระบวนการเลี้ยงไหมอีรี่ ลอกกาว ย้อมสีด้วยวัสดุธรรมชาติ ปั่นเส้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่าของไหมอีรี่

โดย สกว. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้สนับสนุนการจัดเครือข่ายผู้เลี้ยงไหมอีรี่ วางระบบการบริหารการผลิตรัง จัดเกรดรังเพื่อกำหนดราคาที่เป็นธรรม และจัดเก็บรังส่งจำหน่ายโรงงาน ได้มีการประสานงานกับโรงงานสิ่งทอเพื่อรับซื้อรังไหมอีรี่และผลิตผ้าทอด้วยเครื่องจักร เช่น บริษัท สปัน ซิลด์ เวิลด์ จำกัด บริษัท ไทยนำโชคเท็กซ์ไทล์ จำกัด และ บริษัท กรีนวิล เทรดดิ้ง จำกัด เป็นต้น

ปัจจุบัน มีเกษตรกรเลี้ยงไหมอีรี่เป็นอาชีพเสริมในจังหวัดต่างๆ ทางภาคกลางตอนบน ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก แต่ปริมาณรังไหมก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงานไหมปั่น จึงต้องส่งเสริมให้มีการเลี้ยงไหมอีรี่มากขึ้น ซึ่งความสำเร็จในการผลักดันไหมอีรี่สู่อุตสาหกรรมที่มั่นคงและยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร

ข้อมูลที่ควรทราบ เพื่อใช้ในการเตรียมพืชอาหาร และการเลี้ยงไหมอีรี่

ก่อนการเลี้ยงไหมอีรี่ต้องเตรียมความพร้อม ข้อมูลข้างล่างนี้จะช่วยผู้เลี้ยงในการพิจารณาว่ามีพืชอาหารเพียงพอเลี้ยงไหมอีรี่หรือไม่ ควรเลี้ยงปริมาณเท่าใดในแต่ละรุ่น และจะได้รับผลตอบแทนเท่าใด

1. พืชอาหารที่ใช้เลี้ยงไหมอีรี่

ไหมอีรี่ชอบกินใบละหุ่งมากกว่าใบมันสำปะหลัง การเลี้ยงไหมวัยอ่อน (วัย 1-2) ด้วยใบละหุ่งจะช่วยให้หนอนแข็งแรงและโตเร็ว จึงควรปลูกละหุ่งรอบบ้านสัก 10 ต้น สำหรับเลี้ยงไหมวัยอ่อน เมื่อไหมโตเข้าวัย 3 จึงเริ่มเลี้ยงด้วยใบมันสำปะหลังจนถึงวัย 5 ไม่ควรเลี้ยงสลับไปมาระหว่างใบละหุ่งและใบมันสำปะหลัง

- พื้นที่ 1 ไร่ จะมีต้นมันสำปะหลัง ประมาณ 1,600 ต้น ให้ใบทั้งหมดหนักประมาณ 304 กิโลกรัม

- ไข่ไหมอีรี่ 10 กรัม ฟักเป็นตัวหนอนได้ 5,000 ตัว (ผู้เลี้ยงรายใหม่ ควรเริ่มเลี้ยงที่ 5,000 ตัว ก่อน)

- หนอนไหม 5,000 ตัว กินใบมันสำปะหลังตลอดระยะหนอน (วัยที่ 1-5) ประมาณ 118 กิโลกรัม ซึ่งเก็บได้จากต้นมันสำปะหลัง ในพื้นที่ 1 ไร่ (เก็บใบประมาณ 30-40% จะไม่มีผลกระทบต่อผลผลิตหัวมัน)

หากมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 1 ไร่ จะมีใบพอเลี้ยงไหมอีรี่ได้ 5,000 ตัว ใช้คนเลี้ยง 1 คน เกษตรกรที่เคยเลี้ยงไหมอีรี่มาหลายรุ่นและขยัน จะเลี้ยงได้ถึง 20,000 ตัว ต่อรุ่น โดยมีสมาชิกในครอบครัวช่วยเลี้ยง

2. อุปกรณ์การเลี้ยงไหมอีรี่

ประเมินว่าโรงเรือนเลี้ยงไหมอีรี่ที่ค่อนข้างถาวร ขนาด 4×4 เมตร ที่ใช้ไม้ทำโครง ใช้จากมุงหลังคา ใช้มุ้งเขียวทำคอกเลี้ยงไหม มีซาแรนสีดำกันความร้อน และไม้สำหรับทำชั้นเลี้ยง จะเสียค่าใช้จ่าย 7,000-10,000 บาท แต่ถ้าใช้พื้นที่ใต้ถุนบ้าน กั้นด้วยมุ้งเขียวเป็นคอกและมีชั้นเลี้ยงไหม จะเสียค่าใช้จ่ายไม่เกิน 3,000 บาท เกษตรกรสามารถทำอุปกรณ์ต่างๆ ใช้เอง โดยใช้วัสดุที่มีอยู่หรือหาซื้อได้ในชุมชน

3. ผู้เลี้ยงไหม และแรงงาน

โดยทั่วไปเกษตรกรสามารถเลี้ยงไหมอีรี่ได้เพียงผ่านการฝึกอบรมให้เข้าใจถึงการเจริญเติบโตของไหมและเทคนิคการเลี้ยงในแต่ละขั้นตอน หรือศึกษาจากเพื่อนบ้านที่เลี้ยงไหมชนิดนี้ได้ดีแล้วและปฏิบัติตาม เมื่อเลี้ยงไป 1-2 รุ่น ผู้เลี้ยงจะสามารถปรับกระบวนการต่างๆ ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และศักยภาพของตนเอง ถ้าสมาชิกในครอบครัวอย่างน้อย 2 คน มีเวลาว่าง ก็เพียงพอที่จะช่วยกันเลี้ยงไหมอีรี่ในแต่ละรุ่นได้

4. ผลผลิตจากการเลี้ยงไหมอีรี่

ผลตอบแทนที่เป็นเม็ดเงินเห็นชัดเจนจากการเลี้ยงไหมอีรี่คือ เปลือกรังและดักแด้ โดยจำหน่ายเปลือกรังให้โรงงานไหมปั่น หรือนำมาปั่นเส้นและทอผ้าจำหน่าย ซึ่งจะได้ราคาสูงขึ้นตามลำดับ

- เลี้ยงไหมอีรี่ 5,000 ตัว ได้รังสด ประมาณ 10 กิโลกรัม แบ่งเป็นเปลือกรัง 1.45 กิโลกรัม และดักแด้ 8.55 กิโลกรัม เปลือกรัง เกรด A, B และ C ขายได้ราคา ประมาณ 260, 240 และ 200 บาท ต่อกิโลกรัม ตามลำดับ และดักแด้ไหมอีรี่สด ขายได้ราคา 150-250 บาท ต่อกิโลกรัม

- เปลือกรังไหมอีรี่ 1 กิโลกรัม เมื่อนำมาต้มลอกกาวและปั่นเป็นเส้นด้าย จะได้เส้นด้ายไหมอีรี่ 8 ขีด ซึ่งขายได้กิโลกรัมละ 800-1,200 บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเส้นที่ผลิตได้

- ผ้าไหมอีรี่ทอมือเป็นผ้าพันคอ กว้าง 45 เซนติเมตร ยาว 1.80 เมตร จะใช้เส้นด้ายปั่นมือ 2 ขีด ขายผ้าได้ประมาณผืนละ 500-600 บาท

หากเลี้ยงไหมอีรี่ 5,000 ตัว จะมีรายได้จากเปลือกรัง 360 บาท และดักแด้สด 1,700 บาท หากปั่นเส้นด้ายหรือทอผ้าจำหน่ายก็จะยิ่งได้ราคาสูงขึ้นตามความสวยงามอันเกิดจากฝีมือของผู้ทำแต่ละคน

จะกล่าวว่า ไหมอีรี่ เป็นแมลงวิเศษคงจะได้ เพราะสามารถเปลี่ยนใบมันสำปะหลังที่เป็นของเหลือทิ้งมาเป็นเส้นใยทำเสื้อผ้าอาภรณ์ และทำผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าต่างๆ เช่น เครื่องสำอาง อาหารเสริมสุขภาพ เป็นต้น การเลี้ยงไหมอีรี่จึงเป็นอาชีพเสริมที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และเกิดประโยชน์กับอุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่ได้วัตถุดิบจากธรรมชาติชนิดใหม่ไปสร้างสรรค์งานเพื่อทำตลาดในระดับสากลด้วย

ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ได้จัดให้มีการฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงไหมอีรี่ การปั่นเส้น ลอกกาว ย้อมสีและทอผ้า โดยจะมีการประชาสัมพันธ์รับสมัครเป็นรุ่นๆ หากมีการรวมตัวกันของเกษตรกรถึง 10 คน ก็สามารถจัดฝึกอบรมเป็นกรณีพิเศษ ผู้สนใจสามารถสมัครเข้ารับการฝึกอบรมและดูงานได้ที่

1. ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โทรศัพท์ (034) 281-268 e-mail : smartsilk @ ku.ac.th

2. ศาสตราจารย์ ดร. ทิพย์วดี อรรถธรรม ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหม โทรศัพท์ (081) 821-6274 e-mail : agrtva@ ku.ac.th หรือ เบอร์ (082) 988-6091