ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

พืชตระกูลถั่ว “ถั่วดาวอินคา” หนึ่งในพืชพลังงาน สร้างรายได้ระยะยาว ตุลาคม 23, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05046010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 576

เทคโนโลยีการเกษตร

สุจิต เมืองสุข

พืชตระกูลถั่ว “ถั่วดาวอินคา” หนึ่งในพืชพลังงาน สร้างรายได้ระยะยาว

ประเทศไทย เป็นประเทศเกษตรกรรม พื้นที่เหมาะสำหรับปลูกพืชเกือบทุกชนิด โดยเฉพาะพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น ความสมบูรณ์แข็งแรงและการให้ผลผลิตที่ดีของพืชก็จะได้ปริมาณตามที่เกษตรกรต้องการ

พืชตระกูลถั่วเกือบทุกชนิด เหมาะกับการปลูกสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น ถั่วดาวอินคา หรือ ต้นเศรษฐี (Sacha Inchi) ก็เป็นพืชตระกูลถั่วและจัดอยู่ในกลุ่มพลังงานชนิดหนึ่งที่กำลังถูกเอ่ยถึงในวงกว้าง เนื่องจากในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา มีเกษตรกรหันไปให้ความสำคัญและปลูกพืชชนิดนี้กันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง

ถั่วดาวอินคา เป็นพืชตระกูลถั่วที่มีผลเป็นรูปดาว มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศเปรู เป็นประเทศอยู่ทางทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีแหล่งอารยธรรมของชนเผ่าโบราณที่เรียกว่า “ชาวอินคา” ทั้งหมดจึงเป็นที่มาของชื่อ “ถั่วดาวอินคา” ในภาษาไทย แต่ต่อมามีการตกลงแลกเปลี่ยนสินค้าและเมล็ดพันธุ์กับประเทศจีน ซึ่งประเทศจีนได้ปลูกในเมืองสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน และก่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรมสำหรับหีบน้ำมันจากถั่วดาวอินคาขึ้นที่มณฑลยูนนาน ประเทศจีน

เมื่อไม่กี่วันก่อน “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ได้มีโอกาสพบกับ คุณเตา ยี่ตัน ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยจีนกรีนเอนเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเดินทางมายังประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการปลูกถั่วดาวอินคาให้กับเกษตรกรไทย

คุณวีรุทัย มณีนุชเนตร ที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท ไทยจีนกรีนเอนเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากการส่งเสริมและลงพื้นที่ให้ความรู้ด้านกฎหมายกับเกษตรกรในหลายพื้นที่ พบว่า ปัญหาความยากจนยังคงมีอยู่ แนวคิดการส่งเสริมให้ปลูกถั่วดาวอินคา โดยรับเมล็ดพันธุ์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และบริษัทรับซื้อคืนโดยประกันราคานั้น จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ระยะยาว

คุณเตา ให้ข้อมูลว่า ความต้องการน้ำมันที่ได้จากการหีบถั่วดาวอินคาในตลาดผู้บริโภคในประเทศจีน อเมริกา และประเทศในแถบยุโรปมีสูง ซึ่งโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับอนุญาตก่อตั้งโดยรัฐบาลจีนที่มณฑลยูนนานยังมีความสามารถในการหีบน้ำมันได้อีกมาก แต่วัตถุดิบคือ ถั่วดาวอินคา ในมณฑลยูนนานที่เกษตรกรจีนปลูก ได้ผลผลิตไม่เพียงพอ และไม่สามารถขยายพื้นที่ปลูกในมณฑลอื่นของประเทศจีนได้ เนื่องจากมณฑลอื่นไม่ได้มีสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น

“ปี 2554 บริษัทเห็นว่าประเทศไทยมีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมและสภาพภูมิประเทศที่ไม่แตกต่างจากประเทศจีน จึงต้องการขยายฐานการปลูกมายังประเทศไทย ซึ่งผลผลิตที่เกษตรกรไทยนำไปปลูก บริษัทประกันราคา จึงเริ่มนำเข้ามาโดยการทดลองปลูกร่วมกับนักวิชาการในมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในหลายพื้นที่ หลังการทดลองปลูกเพียง 1 ปี พบว่าถั่วดาวอินคา เจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทย จึงนำไปส่งเสริมให้กับเกษตรกรในหลายพื้นที่ปลูก เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดพะเยา จังหวัดเชียงราย เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรนำไปปลูกมากกว่า 10,000 ไร่แล้ว”

เกษตรกรที่ติดต่อรับเมล็ดพันธุ์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ต้องนำเมล็ดพันธุ์มาเพาะกล้าเอง ซึ่งการเพาะกล้าทำโดยนำเมล็ดพันธุ์แช่น้ำไว้ 1 คืน จากนั้นนำใส่ถุงเพาะกล้า อัตรารอดจากการเพาะกล้าอยู่ที่ร้อยละ 98 จากนั้นเมื่อต้นกล้ามีอายุ 1 เดือน ให้นำลงดินปลูก

การเตรียมพื้นที่ปลูก โดยการกำจัดวัชพืช โดยไม่ใช้สารเคมี หลุมปลูก ขนาดลึก 30 เซนติเมตร กว้าง 30 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยอินทรีย์ ประมาณ 500 กรัม หรือ 4 กำมือ ต่อหลุม หรือปุ๋ยคอก ประมาณ 5 กิโลกรัม หากเป็นมูลวัวหรือมูลควายแห้งจะดีมาก จากนั้นนำต้นกล้าลงปลูก กลบดินไม่พูนลำต้น

ถั่วดาวอินคาเป็นไม้เถาทรงพุ่ม จึงควรทำค้างให้ และลักษณะค้างที่เหมาะสมหรือค้างรูปตัวที ระยะห่างของเสา ประมาณ 4-8 เมตร ขึ้นกับพื้นที่ปลูก หรือหากมีงบประมาณน้อย อาจจะทำค้างโดยใช้ไม้ไผ่ปักเป็นหลักยึดให้กับลำต้นของถั่วดาวอินคา ความสูงไม้ไผ่ที่ใช้ ประมาณ 1.50 เมตร

พื้นราบ ควรปลูกระยะห่าง ระหว่างต้นและแถว 2 คูณ 2 เมตร

พื้นที่ชัน ควรปลูกระยะห่าง ระหว่างต้นและแถว 2 คูณ 3 เมตร

โดยเฉลี่ยต่อไร่ สามารถปลูกต้นถั่วดาวอินคาได้ ประมาณ 300-400 ต้น

ถั่วดาวอินคา เป็นพืชทนแล้ง ทนทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืช ส่วนใหญ่จะพบผีเสื้อกลางคืนที่เข้ามาทำลายต้น การทำลายผีเสื้อกลางคืนอาจใช้วิธีจับทำลาย หรือใช้สะเดาผสมน้ำฉีดพ่น ซึ่งถั่วดาวอินคาที่ บริษัท ไทยจีนกรีนเอนเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด ส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ให้ปลูกนั้น จะต้องปราศจากสารเคมีโดยเด็ดขาด การทำลายแมลงศัตรูพืชและการให้ปุ๋ยจึงต้องปราศจากสารเคมีทั้งหมด

การให้ปุ๋ย ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ปีละ 200 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี โดยแต่ละครั้งควรให้ห่างกัน 2 เดือน ซึ่งถั่วดาวอินคาตอบรับดีกับปุ๋ยอินทรีย์จากมูลวัวและมูลควายแห้ง ยกเว้นมูลไก่ ซึ่งมีความเค็มสูง อาจทำให้ถั่วดาวอินคาตายได้

ควรตัดแต่งกิ่ง เมื่อต้นสูงประมาณ 130-150 เซนติเมตร หรือตามความสูงของค้าง และให้เริ่มตัดกิ่งในระยะปีที่ 2 และคอยสังเกตตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคหรือไม่ต้องการออก

ถั่วดาวอินคาจะเริ่มแทงช่อออกดอกทุกข้อใบในระยะปลูกเดือนที่ 3 ฝักที่ติดจะเป็นสีเขียว แต่จะเริ่มเก็บได้เมื่อฝักเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาล (ฝักแห้ง) ซึ่งโดยทั่วไปจะเริ่มเก็บฝักได้เมื่อถั่วดาวอินคามีอายุ 7 เดือน หลังจากนั้นเกษตรกรสามารถเก็บผลผลิตขายได้ทุกเดือน

ในแต่ละรอบการปลูกของถั่วดาวอินคามีอายุนานอย่างน้อย 20 ปี ผลผลิตต่อไร่ประมาณ 1,000-1,500 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี เมื่อเกษตรกรเก็บฝักถั่วดาวอินคามาแล้ว นำมาขายคืนให้กับบริษัท บริษัทประกันราคาสำหรับฝักแห้งอยู่ที่ 20-25 บาท ต่อกิโลกรัม และเมล็ดที่กะเทาะแล้วจากฝัก 40-45 บาท ต่อกิโลกรัม

เกษตรกรที่สนใจปลูกถั่วดาวอินคา พืชน้ำมันทนแล้งชนิดนี้ จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลการลงทุนและการให้ผลตอบแทนให้ดีเสียก่อน เนื่องจากพืชชนิดนี้ยังไม่มีการรับรองในเชิงพาณิชย์กับหน่วยงานที่ดูแลเกษตรกรไทย แต่หากมั่นใจและต้องการทดลองปลูก สามารถติดต่อได้ที่ บริษัท ไทยจีนกรีนเอนเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด

 

ก้าวทัน AEC อย่างมั่นคง ตาม พ.ร.บ. ควบคุมยาง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 576

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

ก้าวทัน AEC อย่างมั่นคง ตาม พ.ร.บ. ควบคุมยาง

เหลือเวลาอีกเพียงครึ่งปี ประเทศไทย จะก้าวเข้าสู่การเปิดตลาดประชาคมอาเซียน (AEC) อย่างเต็มตัวแล้ว ดังนั้น กรมวิชาการเกษตร จึงจับประเด็น หัวข้อ “พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมยาง กับการพัฒนายางอย่างมั่นคงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” มาพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจกับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางในเวทีเสวนาวันยางพาราบึงกาฬ 2013 ที่ผ่านมา

โดย กรมวิชาการเกษตร ได้เชิญวิทยากร 3 ท่าน ประกอบด้วย “คุณสงกรานต์ คำพิไสย์” ประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดบึงกาฬ มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนายางพาราเพื่อเกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ “คุณจันทวรรณ คงเจริญ” ผู้อำนวยการกลุ่มควบคุมยางตามพระราชบัญญัติ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร มาถ่ายทอดความรู้เรื่อง พ.ร.บ. ควบคุมยาง กับการพัฒนายางอย่างมั่นคงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “คุณพรเพ็ญ โพธิ์ทอง” นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ หัวหน้าฝ่ายควบคุมยางตามพระราชบัญญัติ ศูนย์วิจัยยางหนองคาย ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการให้บริการตาม พ.ร.บ. ควบคุมยางในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของศูนย์วิจัยยางหนองคาย

แนวทางการพัฒนา

ยางพาราของจังหวัดบึงกาฬ

“คุณสงกรานต์ คำพิไสย์” ประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดบึงกาฬ กล่าวว่า ปัจจุบัน จังหวัดบึงกาฬปลูกยางพารามากที่สุดถึง 800,000 ไร่ เปิดกรีดแล้ว 500,000 ไร่ มีรายได้จากการขายยาง เดือนละ 1,000 ล้านบาท ใน 4-5 ปี ข้างหน้า เมื่อขยายพื้นที่เปิดกรีดได้มากขึ้น จะสร้างรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นเป็นเดือนละ 2,000 ล้านบาท

สำหรับพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด ไม่ได้เหมาะกับการปลูกยางทั้งหมด การปลูกยาง หากลงทุนในแหล่งที่มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปลูกยาง ดินดี น้ำดี ใช้กล้ายางพันธุ์ดี บริหารจัดการสวนอย่างเหมาะสม เปิดกรีดและแปรรูปยางอย่างถูกวิธี เกษตรกรจะมีรายได้ดี แต่พบว่า เกษตรกรจำนวนไม่น้อยปลูกยางตามเพื่อนฝูง โดยปลูกยางในพื้นที่ลุ่ม ซึ่งไม่เหมาะกับการปลูกยาง ได้ผลผลิตต่ำ ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

ปัจจุบัน ประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เช่น ลาว ก็หันมาปลูกยางพาราเป็นจำนวนมาก ในปี 2555 เคยเชิญตัวแทนภาครัฐและเกษตรกรลาวจากแขวงบอลิคำไซและเมืองต่างๆ ที่อยู่ตรงข้ามจังหวัดบึงกาฬ เช่น ปากกระดิ่ง ปากซัน ท่าพระบาท และแขวงคำม่วน มาร่วมงานวันยางพาราบึงกาฬ แต่ปี 2556 พบว่า เกษตรกรลาวสนใจเข้าร่วมชมงานวันยางพาราบึงกาฬเพิ่มขึ้นอีก 3-4 แขวง นอกจากนี้ เกษตรกรผู้ปลูกยางจากเวียดนามก็ชมงานนี้ด้วยเช่นกัน

เขมร ก็สนใจเข้าชมงานนี้เหมือนกัน เพราะเขมรได้รับงบประมาณสนับสนุนจากญี่ปุ่น จัดหาพันธุ์ยางเข้าไปปลูก แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต้นยางที่ปลูกตายเกือบ 100% เลย เมื่อเขมรรู้ว่า บึงกาฬ ปลูกยางได้ดี ก็สนใจอยากเข้าชมงานด้วย ความจริง ลาว เวียดนาม พม่า ได้เปรียบไทยในเรื่องเนื้อที่เพาะปลูกยางที่มีจำนวนมาก ขณะที่การขยายพื้นที่ปลูกยางในบึงกาฬกลายเป็นเรื่องยาก เพราะราคาที่ดินสูงมาก

นอกจากนี้ จังหวัดบึงกาฬ กำลังประสบความขาดแคลนแรงงาน ต้องนำเข้าแรงงานจากพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งแรงงานกรีดยางส่วนใหญ่ในขณะนี้ มาจากจังหวัดสกลนคร และในอนาคตคาดว่าคงต้องใช้แรงงานกรีดยางจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยคาดว่าแรงงานจากเวียดนามจะได้รับความนิยมมากในอนาคต เพราะมีค่าจ้างถูก เพียงวันละ 80 บาท ต้องการแรงงานจำนวนเท่าไหร่ นายหน้าจัดหางานก็สามารถหาคนได้ครบจำนวนและจัดส่งแรงงานให้ได้ในวันรุ่งขึ้น ขณะที่แรงงานเขมรมีค่าแรง วันละ 100 บาท และลาว 150 บาท

ขณะนี้เกษตรกรในจังหวัดบึงกาฬและพื้นที่ข้างเคียงกำลังพัฒนาตัวเองเป็นผู้ค้าขายยาง โดย 52 ตำบล ของจังหวัดบึงกาฬ มีตลาดค้ายางท้องถิ่น เฉลี่ยตำบลละ 5 แห่ง อย่างไรก็ตาม กลุ่มเกษตรกรที่ปรับบทบาทเป็นพ่อค้ายางจำเป็นต้องขอขึ้นทะเบียนผู้ค้ายางกับกรมวิชาการเกษตรเสียก่อน หากไม่สะดวกในการเดินทางก็สามารถจัดส่งเอกสารคำร้องทางไปรษณีย์ได้ หากภาครัฐตรวจสอบพบว่า ผู้ค้ายางรายใดไม่มีใบอนุญาตตามกฎหมาย แปลงเพาะกล้ายางที่ไม่มีใบอนุญาต อาจถูกยึดทำลาย และโดนโทษปรับเงินอีกด้วย

“พ.ร.บ. ควบคุมยาง”

กฎหมายใกล้ตัว

ที่ชาวสวนยางควรเรียนรู้

ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตร ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีอำนาจตาม พ.ร.บ. ควบคุมยาง ดูแลจัดการยางพารา ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ การนำเข้าพันธุ์ การจดทะเบียนจัดตั้งโรงงานยาง ควบคุมการนำเข้าส่งออกยางและจัดเก็บภาษีการส่งออกยาง ซึ่งเรียกว่า เงินเซจ

คุณจันทวรรณ คงเจริญ ผู้อำนวยการกลุ่มควบคุมยางตามพระราชบัญญัติ สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เล่าว่า “พ.ร.บ. ควบคุมยาง” ว่ามีจุดเริ่มต้นตั้ง แต่ปี 2477 กฎหมายฉบับนี้ถูกสร้างขึ้นมาตามพันธะข้อตกลงระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับการจัดตั้งประชาคมอาเซียน (AEC) เมื่อสถานการณ์ตลาดยางเปลี่ยนแปลงไป กฎหมายฉบับนี้ก็ถูกปรับปรุงแก้ไขเป็นระยะๆ เจตนารมณ์หลักของกฎหมายฉบับนี้ก็คือ ควบคุมการประกอบกิจการยางพารา ตั้งแต่ภาคการผลิตและการตลาดยางพาราอย่างครบวงจร ตั้งแต่ส่งออก-นำเข้า ยางพารา รวมทั้งกำหนดนโยบายยางพาราของไทยให้เป็นไปตามพันธะข้อตกลงขององค์กรระหว่างประเทศ

กฎหมายฉบับนี้ ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ คือบทบาทกำกับดูแลการออกใบอนุญาตต่างๆ ด้านยางพาราอย่างครบวงจร นอกจากนี้ หากเกิดกรณีโรคระบาดในแหล่งปลูกยางพารา หรือภาวะราคายางตกต่ำ กฎหมายฉบับนี้มีอำนาจที่จะออกประกาศหรือกำหนดมาตรการใดๆ ขึ้นได้ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ทันที

หากใครต้องการส่งออกหรือนำเข้าพันธุ์ยาง จะต้องยื่นขออนุญาตจากกรมวิชาการเกษตรเสียก่อน ตาม พ.ร.บ. ควบคุมยาง ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร ไม่ได้ปิดกั้นการนำเข้าส่งออกพันธุ์ยางเสียทั้งหมด แต่จะพิจารณาตัดสินตามสถานการณ์ความจำเป็นในช่วงนั้นๆ ว่าการนำเข้าดังกล่าวจะมีประโยชน์หรือโทษต่อประชาชนอย่างไร กรณีจำหน่ายพันธุ์ยางเพื่อการค้า จำเป็นต้องยื่นขออนุญาตจำหน่ายตาม พ.ร.บ. ควบคุมยางเสียก่อน เพื่อให้กรมวิชาการเกษตรที่ดูแลกำกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบคุณภาพพันธุ์ยางดังกล่าวว่า เป็นสินค้าที่มีคุณภาพดีจริงหรือเปล่า เข้าข่ายหลอกลวงประชาชนหรือไม่ เพราะยางที่นำมาปลูกขยายพันธุ์ จะต้องเป็นยางพันธุ์ดี ที่มีลักษณะเงื่อนไขตามที่กรมวิชาการเกษตรกำหนดเท่านั้น

เมื่อเกษตรกรนำยางพันธุ์ดีไปปลูกและแปรรูปยางเข้าสู่ตลาด ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้ามารับซื้อยางจากเกษตรกร จำเป็นต้องยื่นขอใบอนุญาตค้ายางกับกรมวิชาการเกษตรเสียก่อน เช่นเดียวกับเกษตรกรที่มีการรวมตัวกันในลักษณะกลุ่มเกษตรกรกองทุนสวนยาง เพื่อทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตยางขายให้แก่พ่อค้า ก็จำเป็นต้องยื่นขอใบอนุญาตค้ายางจากกรมวิชาการเกษตร เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐรู้ว่า สินค้ายางที่ค้าขายได้มาตรฐานหรือไม่

ด้านการส่งออกสินค้ายาง ภาครัฐจะทำหน้าที่ดูแลมาตรฐานสินค้ายางที่ส่งออก เพราะหากสินค้ายางที่ส่งออกมีคุณภาพไม่ตรงตามความต้องการของลูกค้า เท่ากับผู้ส่งออกทำผิดสัญญา ลูกค้าสามารถคืนสินค้าหรือขอปรับราคาสินค้าลดลงได้ ทำให้รายได้เข้าประเทศลดลงไปด้วย จึงเป็นหน้าที่ที่กรมวิชาการเกษตรจะเข้าไปกำกับดูแลในเรื่องมาตรฐานยาง สำหรับสินค้ายางแท่ง STR มาจาก คำว่า สแตนดาร์ด ไทย รับเบอร์ หากผู้ส่งออกต้องการใช้คำนี้ จำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่กรมวิชาการเกษตรกำหนด

ข้อควรปฏิบัติ

ตาม พ.ร.บ. ควบคุมยาง

คุณพรเพ็ญ โพธิ์ทอง นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการ หัวหน้าฝ่ายควบคุมยางตามพระราชบัญญัติ ศูนย์วิจัยยางหนองคาย กล่าวว่า ศูนย์วิจัยยางหนองคาย กำกับดูแลตาม พ.ร.บ. ควบคุมยาง ในแหล่งพื้นที่ปลูกยางภาคอีสานตอนบน จำนวน 11 จังหวัด ได้แก่ หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ชัยภูมิ เลย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ หนองบัวลำภู กลุ่มผู้ประกอบการที่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตดำเนินกิจการยางพารา ได้แก่ กลุ่มขยายพันธุ์ยางเพื่อการค้า กลุ่มโรงงานเพาะชำ กลุ่มผู้ค้ายาง การนำเข้าและส่งออก

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอใบอนุญาตด้วยตัวเองที่ศูนย์วิจัยยางหนองคาย หรือจัดส่งทางไปรษณีย์ โดยหลักฐานที่ต้องจัดเตรียมมา สำหรับบุคคลธรรมดา คือทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน เอกสารแสดงสิทธิ์ที่ดิน และที่ตั้งแปลงเพาะชำ ส่วนนิติบุคคล ต้องใช้เอกสารการจัดตั้งบริษัท หนังสือบริคณห์สนธิ หลักฐานการแต่งตั้งผู้จัดการ ใบภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งใบแสดงการจดทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งหลักฐานใบอนุญาตที่ได้รับจะมีอายุการใช้งาน 1 ปี แต่สามารถแจ้งต่ออายุได้ล่วงหน้า 3 เดือน ก่อนครบกำหนด

เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับเอกสารแล้ว จะส่งทีมงานเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดที่แปลงเพาะชำยางที่เป็นแปลงกิ่งตา แปลงผลิตต้นตอตายาง และแปลงยางชำถุง สำหรับแปลงกิ่งตามีข้อกำหนดว่า ต้องมีพื้นที่ปลูกมากกว่าครึ่งไร่ขึ้นไป มีกำลังการผลิตตั้งแต่ 500-1,600 ต้น ต่อไร่ และไม่มีพันธุ์ไม้อื่นปะปนอยู่ในแปลงเพาะชำดังกล่าว ยางแต่ละสายพันธุ์จะต้องแบ่งพื้นที่กันอย่างชัดเจน พร้อมติดป้ายบอกชื่อพันธุ์ ด้านวิธีการดูแลต้นยางจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานของกรมวิชาการเกษตร ส่วนแปลงผลิตต้นตอตายาง ต้องมีกำลังการผลิต ตั้งแต่ 10,000-30,000 ต้น ต่อไร่ ส่วนแปลงกิ่งตายางชำถุง ตายางจะต้องเป็นไปตามมาตรฐาน มีความคงทนอยู่ได้มากกว่า 1 ปี กำลังการผลิตต่อปีมากกว่า 10,000 ต้น ขึ้นไป

ส่วนการตั้งโรงงานแปรรูปยาง ต้องยื่นขอใบอนุญาตค้ายาง และใบอนุญาตตั้งโรงทำยาง หากมีการส่งออก ก็ต้องยื่นขอใบอนุญาตส่งออกยางนอกราชอาณาจักรด้วย การส่งออกยางแต่ละชุด จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบเพื่อออกใบอนุญาตผ่านด่าน ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องยื่นแบบคำขอผ่านด่าน (บย. 12) ที่ศูนย์วิจัยยางหนองคาย เพื่อตรวจสอบคุณภาพ ชนิด จำนวน ยางที่จะส่งออก หลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วจึงออกใบผ่านด่านให้แก่สินค้าส่งออกต่อไป

 

พัทลุง เปิดตัวข้าวพันธุ์ใหม่ “กข 55″ ให้ผลผลิตสูงกว่า 700 กิโลกรัม/ไร่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05071010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 576

เทคโนโลยีการเกษตร

อัสวิน ภักฆวรรณ

พัทลุง เปิดตัวข้าวพันธุ์ใหม่ “กข 55″ ให้ผลผลิตสูงกว่า 700 กิโลกรัม/ไร่

ข้าวพันธุ์ กข 55 เป็นพันธุ์ข้าวที่ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ได้พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาตั้งแต่ ปี 2543 โดยการผสมสายพันธุ์ระหว่างข้าวพันธุ์ กข 23 ข้าวเล็บนกปัตตานี และข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 และได้รับการรับรองจากกรมการข้าว เมื่อ วันที่ 19 สิงหาคม 2556 ให้ชื่อว่า กข 55

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ คุณวิชิต พันธุรัตน์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดพัทลุง ร่วมกับ คุณเลิศเกียรติ ชูศิริ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง คุณสมควร สุวรรณรัตน์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดพัทลุง และ คุณสุจิน กรุณกิจ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพัทลุง ได้แถลงข่าวเปิดตัวข้าวพันธุ์ กข 55

คุณเลิศเกียรติ เปิดเผยว่า ทั้งนี้เพื่อให้เป็นทางเลือกกับเกษตรกรชาวนา ได้นำไปปลูกในแปลงนาของตัวเอง เนื่องจากเป็นข้าวที่ให้ผลผลิต/ไร่สูง มีความทนทานต่อโรค สามารถปลูกได้ทั้งนาปรัง และนาปี

โดยลักษณะเด่นของข้าวพันธุ์นี้คือ ให้ผลผลิตสูง เฉลี่ย 712 กิโลกรัม/ไร่ ขณะที่พันธุ์ชัยนาท 1 ให้ผลผลิตเฉลี่ยที่ 631 กิโลกรัม/ไร่ อายุการเก็บเกี่ยวเพียง 117 วัน สามารถปลูกได้ทั้งนาปีและนาปรัง มีความต้านทานต่อโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง และโรคใบจุดสีน้ำตาล

“เหมาะสมในการปลูกในพื้นที่จังหวัดพัทลุง บริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา และลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช คุณภาพข้าวสุกมีลักษณะค่อนข้างนุ่ม ไม่เหนียว และไม่ร่วน แต่ไม่มีกลิ่นหอม คล้ายคลึงกับข้าวพันธุ์เล็บนก ซึ่งเป็นข้าวที่เป็นที่นิยมบริโภคของชาวจังหวัดพัทลุง”

ส่วนการส่งเสริมการปลูก ขณะนี้ทางศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ได้กระจายเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกรอำเภอควนขนุน อำเภอปากพะยูน และอำเภอป่าพะยอม นำไปปลูกแล้วบางส่วน โดยนำไปปลูกเป็นข้าวนาปรังสลับกับข้าวสังข์หยด ซึ่งเป็นข้าวนาปีที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วประเทศในขณะนี้ ซึ่งพบว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

ลักษณะเด่นของพันธุ์ข้าว กข 55 ให้ผลผลิตมีศักยภาพสูงถึง 825 กิโลกรัม/ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 712 กิโลกรัม/ไร่ สูงกว่าพันธุ์ชัยนาท 1 ที่มีจำนวน 631 กิโลกรัม/ไร่

หากวิธีหว่านน้ำตม จะให้ผลผลิตเฉลี่ย 531 กิโลกรัม/ไร่ สูงกว่าพันธุ์ชัยนาท 1 ที่มีจำนวน 461 กิโลกรัม/ไร่ และวิธีปักดำ โดยจะต้านทานโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง และโรคใบจุดสีน้ำตาล

ลักษณะพันธุ์ เป็นข้าวเจ้า ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นสูงประมาณ 91 เซนติเมตร อายุเก็บเกี่ยว 117 วัน เมื่อปลูกโดยวิธีปักดำ และ 104 วัน เมื่อปลูกโดยวิธีหว่านน้ำตม

ต้นแข็งไม่ล้มง่าย ใบสีเขียว กาบใบสีเขียว ใบธงตั้ง คอรวงยาว เมล็ดข้าวเปลือกสีฟาง ข้าวกล้องสีขาว เป็นท้องไข่น้อย

เมล็ดข้าวเปลือก ยาว x กว้าง x หนา = 10.50 x 2.33 x 1.86 มิลลิเมตร เมล็ดข้าวกล้อง ยาว x กว้าง x หนา = 7.53 x 2.02 x 1.70 มิลลิเมตร เมล็ดข้าวขาว ยาว x กว้าง x หนา = 7.20 x 2.01 x 1.65 มิลลิเมตร

ปริมาณอะมิโลสปานกลาง (23.8%) คุณภาพข้าวสุกมีลักษณะไม่เหนียว ไม่ร่วน และค่อนข้างนุ่ม ไม่มีกลิ่นหอม ระยะพักตัวของเมล็ด ประมาณ 7 สัปดาห์ ส่วนข้อควรระวัง หรือข้อจำกัด ไม่ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ควรหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เป็นประจำ

ซึ่งเกษตรกรรายใดสนใจนำข้าว กข 55 ไปปลูก สามารถซื้อเมล็ดพันธุ์ได้ที่ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง หรือติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (074) 840-111 ในวันและเวลาราชการ

คุณเลิศเกียรติ ยังบอกว่า ได้ทำการวิจัยข้าวพันธุ์ กข 55 เป็นเวลาประมาณ 12 ปี ไปลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา พัทลุง สงขลา สรุปแล้วว่าข้าวสามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ ตอนนี้ที่เห็นชัดเจนที่มีการปลูกกันมากสำหรับพื้นที่พัทลุง คือ อำเภอปากพะยูน อำเภอควนขนุน อำเภอป่าพะยอม ซึ่งขณะนี้ภาพรวมแล้วปลูกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ และปรากฏว่าขณะนี้มีผู้สนในสั่งซื้อพันธุ์ข้าว กข 55 พัทลุงกัน

“พันธุ์ข้าว กข 55 เดิมว่าพันธุ์ พัทลุง นัมเบอร์วัน และพันธุ์นี้แนวโน้มจะดีขึ้นตาม ลำดับ แม้ว่าจะเป็นพันธุ์ข้าวขาวก็ตาม แต่รสหอม นิ่มนวล เพราะจากการผสมพันธุ์ข้าว”

ทางด้าน คุณอรุณ ไพชำนาญ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง บอกว่า กลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด กลุ่มสหกรณ์ทำนาตะโหมด กำลังทำการวิจัยนาข้าวสังข์หยด ในฤดูกาลทำนาปรัง เป็นการวิจัยครั้งแรกของกลุ่ม โดยที่หว่านพันธุ์สู่พื้นที่นา โดยจะพิสูจน์ทราบรู้ผลผลิตได้ว่าจะมีปริมาณผลผลิตเท่าใดในเดือนกันยายน-สิงหาคม 2557 นี้

“ข้าวสังข์หยดในฤดูกาลนาปี ของกลุ่มเกษตรกรทำนาตะโหมด มีปริมาณเฉลี่ย 350-400 กิโลกรัม/ไร่ ครั้งนี้เป็นการวิจัยข้าวสังข์หยดทำนาปรัง”

ส่วน คุณสุทธิชัย กาฬสุวรรณ อุปนายกสมาคมผู้ผลิตและค้าข้าวสังข์หยดจังหวัดพัทลุง บอกว่า พื้นที่ทำนาข้าวสังข์หยด มีประมาณ 20,000 ไร่ ที่อยู่ในการดูแลของทางการ ประมาณ 12,000 ไร่ และที่ไม่ได้ควบคุมมีอยู่ประมาณ 8,000 ไร่ โดยข้าวสังข์หยดทำเฉพาะนาปีเท่านั้น ซึ่งต่อไปจะขยายไปทำนาปรังด้วย อยู่ระหว่างการวิจัย เพราะเท่าที่ทำนาปรังจะให้ผลผลิตประมาณ 300 กิโลกรัม/ไร่ เท่านั้น

“ซึ่งข้าวสังข์หยดนาปี ทำได้ประมาณ 450-500 กิโลกรัม/ไร่ โดยจะทำการผลักดันให้ได้ประมาณ 600 กิโลกรัม/ไร่

คุณจักรกฤษณ์ สามัคคี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเรียนรู้เกษตรธรรมชาติบางแก้ว จังหวัดพัทลุง ผู้ผลิตข้าวสังข์หยดอินทรีย์รายใหญ่ จังหวัดพัทลุง บอกว่า โดยประเมินว่าข้าวสังข์หยดในปลายปี ราคาจะขยับขึ้นถึง 30,000 บาท/ตัน ซึ่งขณะนี้เคลื่อนไหวอยู่ที่ 25,000 บาท/ตัน และราคาขายปลีก 80 บาท/กิโลกรัม และ 120 บาท/กิโลกรัม

นี่จึงเป็นอีกผลงานเพื่อชาวนา…

มารู้จักพันธุ์ข้าว กข 55

ข้าว กข 55 ได้จากการผสมแบบ 3 ทาง ระหว่าง กข 23/เล็บนกปัตตานี/ชัยนาท 1 ที่ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ปี 2543 ต่อมาปี 2545 ถึงปี 2547 คัดเลือกข้าวพันธุ์ผสม ตั้งแต่ชั่วที่ 2 ถึงชั่วที่ 6 ได้สายพันธุ์ PTL00042-B-B-18-2-1 ปี 2548 ถึงปี 2550 ทำการปลูกศึกษาพันธุ์ขั้นต้นและขั้นสูงและคัดเลือกต่อจนได้สายพันธุ์ PTL00042-B-B-18-2-1-1-2 เปรียบเทียบผลผลิตภายในสถานี ปี 2551 เปรียบเทียบผลผลิตระหว่างสถานี

ปี 2552 ถึงปี 2554 และเปรียบเทียบผลผลิตในนาราษฎร์ จังหวัดพัทลุง สงขลา ปัตตานี กระบี่ และนครศรีธรรมราช

ทดสอบเสถียรภาพการให้ผลผลิต ทดสอบศักยภาพการให้ผลผลิตและทดสอบในนาเกษตรกร ที่จังหวัดพัทลุง และนครศรีธรรมราช ปี 2553 ถึงปี 2554 (นาปีและนาปรัง)

ลักษณะประจำพันธุ์

- เป็นข้าวเจ้า ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้นสูงประมาณ 91 เซนติเมตร

- อายุเก็บเกี่ยว 117 วัน เมื่อปลูกโดยวิธีปักดำ และ 104 วัน เมื่อปลูกโดยวิธีหว่านน้ำตม

- ทรงกอตั้ง ต้นแข็งไม่ล้มง่าย ใบสีเขียว กาบใบสีเขียว ใบธงตั้ง คอรวงยาว

- เมล็ดข้าวเปลือกสีฟาง ข้าวกล้องสีขาว เป็นท้องไข่น้อย

- เมล็ดข้าวเปลือก ยาว x กว้าง x หนา = 10.50 x 2.33 x 1.86 มิลลิเมตร

- เมล็ดข้าวกล้อง ยาว x กว้าง x หนา = 7.53 x 2.02 x 1.70 มิลลิเมตร

- เมล็ดข้าวขาว ยาว x กว้าง x หนา = 7.20 x 2.01 x 1.65 มิลลิเมตร

- คุณภาพการสี ได้ข้าวเต็มเมล็ดและต้นข้าว ร้อยละ 51.3

- ปริมาณอะมิโลสปานกลาง (23.8%)

- คุณภาพข้าวสุกมีลักษณะไม่เหนียว ไม่ร่วน และค่อนข้างนุ่ม ไม่มีกลิ่นหอม

- ระยะพักตัวของเมล็ดประมาณ 7 สัปดาห์

- ผลผลิตเฉลี่ย 712 กิโลกรัม/ไร่ (ผลผลิตมีศักยภาพสูงถึง 825 กิโลกรัม/ไร่)

 

“ยางพาราไทย ก้าวไกลสู่ตลาดโลก” ตุลาคม 17, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 575

เทคโนโลยีการเกษตร

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

“ยางพาราไทย ก้าวไกลสู่ตลาดโลก”

“วันยางพาราแห่งชาติ ประจำปี 2557″ ที่จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 8-10 เมษายน ที่ผ่านมา ณ ศูนย์ประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างน่าชื่นชม ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ เสวนาวิชาการ และกิจกรรมสาธิตที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนายางพาราทั้งระบบ มีแข่งขันลับมีดกรีดยาง การประกวดยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควัน และการเดินขบวนพาเหรดยางพารา สร้างเสน่ห์ดึงดูดพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางจากทั่วสารทิศสนใจเข้าเยี่ยมชมงานในครั้งนี้อย่างคับคั่งทุกวัน

เร่งพัฒนายางไทย สู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม

คุณประสิทธิ์ หมีดเส็น รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์หลักของการจัดงานครั้งนี้ว่า เพื่อรำลึกถึงพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี “บิดาแห่งยางพาราไทย” รวมทั้งมุ่งพัฒนาชาวสวนยาง ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนสู่ปลายน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาการแปรรูปผลผลิตเพิ่มมูลค่าให้กับเกษตรกร ยกระดับมาตรฐานสินค้ายางพาราไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดสากล ทั้งในระดับบุคคล สู่ระดับกลุ่มหรือสถาบันเกษตรกร

สาเหตุที่ สกย. เลือกจังหวัดพัทลุงเป็นสถานที่ในการจัดงานครั้งนี้ เนื่องจาก สกย. จังหวัดพัทลุง ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี บิดาแห่งยางพาราไทย ซึ่งทำมาจากหยกขาว เพื่อให้ชาวสวนยางได้มีโอกาสสักการะและรำลึกถึงคุณงามความดีของท่าน โดยได้ประดิษฐาน ณ หน้าที่ทำการ สกย. จังหวัดพัทลุง

ขณะเดียวกันพัทลุง ได้กำหนดยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัด ให้เป็นเมืองเกษตรกรรม โดยเฉพาะเรื่องของยางพารา เนื่องจากมีเกษตรกรพัทลุงมีอาชีพการทำสวนยางมากถึง 61,546 ครัวเรือน มีพื้นที่ปลูกยางพาราครอบคลุมทั้ง 11 อำเภอ เนื้อที่กว่า 870,000 ไร่ คิดเป็น 60% ของพื้นที่การเกษตรทั้งจังหวัด ปัจจุบันมีสวนยางที่ให้ผลผลิตแล้ว 620,000 ไร่ ผลผลิตโดยรวม 160,000 ตัน มูลค่ากว่า 13,000 ล้านบาท นอกจากนี้ พัทลุงเป็นแหล่งปลูกยางพาราที่สำคัญระดับประเทศที่มีสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่เข้มแข็ง และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีศูนย์เรียนรู้ยางพาราในพื้นที่ เรียกได้ว่า เป็นแหล่งเรียนรู้และพัฒนาอาชีพการทำสวนยางแบบครบวงจร

พิธีเปิดงานจัดขึ้นในวันที่ 9 เมษายน 2557 ได้รับเกียรติจาก ดร. วิมล จันทรโรทัย รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมลั่นกลองเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการเปิดงานวันยางพาราแห่งชาติอย่างเป็นทางการ ดร. วิมล กล่าวว่า ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของเกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้มาอย่างยาวนาน มีการสืบทอดอาชีพจากรุ่นสู่รุ่นมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการขยายพื้นที่ปลูกยางไปยังภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ไทยมีพื้นที่ปลูกยางพาราไม่ต่ำกว่า 18 ล้านไร่ พร้อมทั้งมีผลผลิตส่งออกในรูปแบบต่างๆ มากเป็นอันดับ 1 ของโลก เฉลี่ยปีละไม่น้อยกว่า 3 ล้านตัน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งให้ความสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ปลูกยางเดิมให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน เป็นภารกิจสำคัญซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และองค์การสวนยาง ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ในพื้นที่ ต้องบูรณาการในการมุ่งเน้นการพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพ ดูแลและส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางมีความรู้ ความเข้าใจในการประกอบอาชีพการทำสวนยาง และสามารถรวมกลุ่มร่วมกันขายสินค้า ตลอดจนยกระดับสินค้าให้แข่งขันได้ ทั้งในตลาดระดับท้องถิ่นและตลาดระดับโลก

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดยุทธศาสตร์พัฒนายางพาราของประเทศให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง ส่งเสริมให้ไทยก้าวเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การจัดงานวันยางพาราแห่งชาติในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยพัฒนายางพาราตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จนสามารถนำไปสู่การพัฒนาระบบตลาดยางพาราไทยให้รองรับกับการส่งออกยางพาราสู่ตลาดต่างประเทศต่อไป

ตามไปดูโรงยางอัดก้อน

จีเอ็มพี แห่งที่ 2 ของไทย

เยือนถิ่นปักษ์ใต้ในครั้งนี้ ผู้เขียนมีโอกาสเยี่ยมชมกิจการโรงยางอัดก้อนของ ชุมนุมสหกรณ์จังหวัดตรัง จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 5 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในศูนย์เรียนรู้ยางพาราที่น่าสนใจแห่งหนึ่งของภาคใต้ เพราะกิจการเจริญก้าวหน้าทุกปี โรงงานแห่งนี้บริหารงานในระบบชุมนุมสหกรณ์ ที่มีความเข้มแข็งทั้งด้านการผลิตและการตลาด จนมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่ยอมรับของผู้ซื้อทั้งประเทศและต่างประเทศ

คุณวรพจน์ เดชะสัจจา ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) จังหวัดตรัง เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันโรงยางอัดก้อนของชุมนุมสหกรณ์จังหวัดตรัง จำกัด ได้การรับรองคุณภาพ มาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพที่ดี (Good Manufacturing Practice : GMP) จากกรมวิชาการเกษตร นับเป็นโรงยางอัดก้อน แห่งที่ 2 ของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน จีเอ็มพี ต่อจากสหกรณ์กองทุนสวนยางจันดี จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช

โดยทั่วไป โรงอัดก้อนยางที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน จีเอ็มพี ได้ ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการครบถ้วน คือ

1. การควบคุมคุณภาพกระบวนการผลิต โดยการควบคุมการใช้อุปกรณ์และการคัดคุณภาพตรงตามมาตรฐาน

2. เครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ในการผลิตโดยประเมินการควบคุมการจัดเก็บและการบำรุงรักษา

3. บุคลากร เน้นการแต่งกายอย่างรัดกุมและวิธีการปฏิบัติงาน

4. สถานประกอบการและสุขาภิบาล เน้นความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อย

ปัจจุบันมีโรงอัดก้อนยางหลายแห่งที่ยื่นเข้าสู่ระบบมาตรฐาน จีเอ็มพี แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีโรงอัดก้อนยางใดที่ได้รับการรับรองเพิ่มเติม จากสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร เนื่องจากการปรับตัวเข้าสู่ระบบมาตรฐาน จีเอ็มพี นับเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอสมควรสำหรับกลุ่มเกษตรกร เพราะต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัว รวมทั้งจัดเตรียมเอกสารที่มีจำนวนมาก

โรงอัดยางก้อนของชุมนุมสหกรณ์ฯ แห่งนี้ ใช้เงินลงทุนประมาณ 20 ล้านบาท ปัจจุบันชุมนุมสหกรณ์ฯ รับซื้อยางแผ่นรมควันจากสถาบันเกษตรกร 60 แห่ง เฉลี่ยวันละ 20 ตัน หลังจากโรงงานได้รับมาตรฐาน จีเอ็มพี ช่วยเพิ่มมูลค่าการขายสินค้าได้อีก 50 สตางค์ ต่อกิโลกรัม ซึ่งการปรับตัวเข้าสู่มาตรฐาน จีเอ็มพี ดังกล่าว ทำให้โรงอัดยางก้อนแห่งนี้มีภาระต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 30 สตางค์ ต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังได้ผลกำไรเพิ่มขึ้นอีก 20 สตางค์ ต่อกิโลกรัม เช่นกัน แม้เม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นจะเป็นตัวเลขที่ไม่สูงมากนัก แต่ช่วยสร้างกำลังใจได้มากโข พวกเขาพึงพอใจกับผลกำไรที่ได้รับเพราะถือว่าคุ้มค่ากับความเหนื่อย

ในแต่ละวัน ทางโรงอัดก้อนยางแห่งนี้ จะรับซื้อยางแผ่นรมควันจากสมาชิก มาผ่านกระบวนการคัดแยกคุณภาพและตัดแต่งสิ่งปลอมปนออกไป หลังจากนั้นจะนำแผ่นยางไปอัดเป็นก้อนทรงลูกบาศก์ น้ำหนัก 111.11 กิโลกรัม ทาแป้งเคลือบก้อนยาง ป้องกันเชื้อราพร้อมประทับตรา FCT ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชุมนุมสหกรณ์ฯ เป็นขั้นตอนสุดท้าย ก่อนเก็บเข้าสต๊อกเพื่อรอการส่งมอบให้ลูกค้าต่อไป

คุณอุทัย ศรีเทพ ประธานชุมนุมสหกรณ์จังหวัดตรัง จำกัด กล่าวว่า ภายหลังจากโรงยางอัดก้อนแห่งนี้ได้รับมาตรฐาน จีเอ็มพี ก็เปิดโอกาสให้สินค้าของเราเป็นที่รู้จักของลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น ระยะปีเศษที่ผ่านมามีผู้ซื้อรายใหม่ๆ จากต่างประเทศติดต่อสั่งซื้อสินค้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทุกวันนี้เราผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อของตลาดเป็นหลัก เฉลี่ย 100 ตัน ต่อเดือน

“ทางชุมนุมสหกรณ์ฯ ภาคภูมิใจกับโรงอัดก้อนมาตรฐาน จีเอ็มพี ของพวกเราอย่างมาก เพราะช่วยพัฒนากิจการให้มีความเข้มแข็ง ช่วยสร้างโอกาสทางการตลาด ทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นในระบบคุณภาพการผลิตสินค้าของพวกเรามากขึ้น และช่วยเตรียมความพร้อมรับมือการแข่งขันในตลาดเสรีของกลุ่มประชาคมอาเซียน (AEC) ในปี 2558 ไปพร้อมกันด้วย” คุณอุทัยกล่าว

เนื่องจากทุกวันนี้ สถานการณ์ตลาดยางพาราอยู่ในทิศทางตลาดขาลง จึงส่งผลกระทบต่อรายได้ของโรงอัดยางก้อนแห่งนี้ด้วยเช่นกัน คุณปทุมมาศ วิโรจน์ประชา ผู้จัดการฝ่ายตลาดชุมนุมสหกรณ์ฯ กล่าวว่า ปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศผู้ซื้อยางรายใหญ่ในทวีปอเมริกา ยุโรปและจีนส่งผลกระทบทำให้มียอดสั่งซื้อลดลง เราต้องคอยประเมินสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงตลาดอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา และเน้นผลิตสินค้าตามคำสั่งซื้อเป็นหลัก เพื่อลดความเสี่ยงทางการตลาด

ปัจจุบันทางชุมนุมสหกรณ์ฯ สนใจที่จะขยายการลงทุนสร้างโรงงานผลิตยางคอมปาวด์เพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง โดยจะใช้งบฯ ลงทุน ประมาณ 30 ล้านบาท คาดว่า โรงงานแห่งใหม่นี้จะสามารถคืนทุนได้หมดภายใน 3 ปี สาเหตุที่ทางชุมนุมสหกรณ์ฯ สนใจลงทุนในกิจการยางคอมเปาว์เนื่องจากเป็นสินค้าที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก ทำให้มีศักยภาพที่จะเติบโตอย่างสดใสในอนาคต นอกจากนี้ ยางคอมเปาว์ขายได้ราคาดีกว่ายางแผ่นรมควัน และมีคู่แข่งทางการค้าน้อย

“ขณะนี้ตลาดจีนมีความต้องการยางคอมปาวด์เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้โรงงานยางหลายแห่งของไทย เริ่มหันมาลงทุนแปรรูปยางคอมปาวด์เพิ่มมากขึ้นเพื่อผลิตป้อนตลาดจีน นอกจากนี้ ยางคอมปาวด์ที่ผลิตในประเทศไทยจะได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าสู่ประเทศจีนอีกด้วย ยางคอมปาวด์นับเป็นสินค้านวัตกรรมใหม่ที่น่าสนใจสำหรับการส่งออกยางของประเทศไทยในระยะยาว” คุณปทุมมาศ วิโรจน์ประชา กล่าวในที่สุด

 

ส้มแก้ว ผลไม้ ของดีเมืองแม่กลอง

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05049150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 575

เทคโนโลยีการเกษตร

สาวบางแค

ส้มแก้ว ผลไม้ ของดีเมืองแม่กลอง

เมื่อเอ่ยถึงผลไม้เด่นรสชาติอร่อย ที่มีชื่อเสียงโด่งดังของจังหวัดสมุทรสงคราม ส่วนใหญ่มักนึกถึง ส้มโอ ลิ้นจี่ มะพร้าวน้ำหอม เป็นหลัก ความจริงที่นี่ยังมีผลไม้เด่นอีกชนิดคือ “ส้มแก้ว” ซึ่งเป็นไม้ผลประจำถิ่น ที่ชาวบ้านปลูกสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมานานนับร้อยปี ส้มแก้ว เป็นไม้ผลคุณภาพดี โดดเด่นไม่แพ้ไม้ผลชนิดอื่นๆ

ส้มแก้ว มีรูปลักษณ์โดดเด่นสะดุดตา เพราะส้มแก้วมีลักษณะคล้ายส้มเขียวหวาน แต่ผลใหญ่กว่าเกือบเท่าตัว เรียกว่าส้มแก้ว 2-3 ผล ก็มีน้ำหนักปาเข้าไป 1 กิโลกรัมแล้ว นับว่า ส้มแก้ว เป็นผลไม้ที่มีน้ำหนักดีมาก ที่สำคัญมีรสชาติอร่อย รสหวานอมเปรี้ยว มีคุณประโยชน์ที่ดีต่อร่างกายมากมาย เพราะผลส้มสด 100 กรัม จะมีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี ที่ช่วยบำรุงสุขภาพ นอกจากนี้ ส้มแก้ว ยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระและมีสารคอลลาเจน ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้ เนื่องจากส้มแก้วมีกลีบใหญ่ น้ำเยอะ เหมาะสำหรับนำผลส้มแก้วไปคั้นน้ำดื่มแก้กระหาย เพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย และช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส

เมื่อสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมในทางวิชาการ พบว่า ส้มแก้ว จัดเป็นส้มกลุ่มแมนดารินอีกพันธุ์หนึ่ง ส้มแก้ว มีขนาดผลใกล้เคียงกับส้มพันธุ์คิง มีน้ำหนักผล ประมาณ 300-310 กรัม ต่อผล มีทรงผลกลมแป้น ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางผล ประมาณ 8-9 เซนติเมตร สูง 7.5 เซนติเมตร เปลือกหนา 1.5-2 เซนติเมตร มีผิวค่อนข้างเรียบ สีส้ม ตุ่มน้ำมันขนาดใหญ่ ถี่ และชัดเจน ฐานผลมน ปลายผลราบ มีกลีบผล 11 กลีบ เปลือกผลล่อน ปอกง่าย เนื้อผลสีส้ม ฉ่ำน้ำ กุ้ง (Juice sac) ขนาดใหญ่ รสชาติไม่หวานมาก ปริมาณน้ำตาล ประมาณ 8% เมล็ดน้อย มีเมล็ด 1-2 เมล็ด ต่อผล มีกลิ่นหอมคล้ายส้มจุก

คุณวิศิษ บ่อสารคาม นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม เล่าให้ฟังว่า ส้มแก้วอยู่ในตระกูลส้มเปลือกบาง เป็นไม้ผลประจำถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม ทุกวันนี้ เกษตรกรจังหวัดสมุทรสงครามนิยมปลูกต้นส้มแก้ว เป็นพืชแซมในสวนไม้ผล จึงมีผลผลิตไม่มาก ขณะที่ตลาดมีความต้องการส้มแก้วจำนวนมากในช่วงเทศกาลปีใหม่และเทศกาลตรุษจีน ทำให้ขายส้มแก้วในราคาแพง เฉลี่ย 70-120 บาท ต่อกิโลกรัม ก่อนหน้านี้มีเกษตรกรหลายรายนำต้นส้มแก้วไปปลูกที่จังหวัดอื่นๆ แต่ได้ผลผลิตน้อยและมีคุณภาพต่ำ โดยขนาดผลเล็กลง รสชาติความอร่อยก็แตกต่างจากส้มแก้วที่ปลูกในเมืองสมุทรสงคราม

ทุกวันนี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม หันมาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกอนุรักษ์สายพันธุ์ส้มแก้วไม่ให้สูญพันธุ์ โดยจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปให้คำแนะนำเรื่องการปลูกดูแลสวนส้มแก้วแก่เกษตรกร ทำให้ปัจจุบันมีการปลูกส้มแก้วกระจัดกระจายทั่วไปในพื้นที่ต่างๆ ของจังหวัดสมุทรสงคราม อาทิ ตำบลบางแค ตำบลแควอ้อม อำเภออัมพวา รวมทั้งพื้นที่ตำบลบางสะแก และโรงหีบ อำเภอบางคนที

คุณวิศิษ ให้เกียรตินำทางผู้เขียนไปเยี่ยมชมการปลูกส้มแก้วที่สวนถนอมจิต ตั้งอยู่ เลขที่ 9 หมู่ที่ 3 ตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที โทร. (081) 736-4301 เจ้าของสวนแห่งนี้คือ คุณถนอมจิต บุตราช ที่มีชื่อเล่นว่า คุณปิ่น ปัจจุบันเธอเป็นประธานกลุ่มพัฒนาส้มโอเพื่อการส่งออกของจังหวัดสมุทรสงครามอีกด้วย

สวนของคุณปิ่น ปลูกไม้ผลแบบผสมผสาน มองไปเห็นต้นส้มแก้ว ปลูกแซมอยู่ในสวนส้มโอและต้นลิ้นจี่ สำหรับต้นส้มแก้ว มีลักษณะเป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง มีความสูง ประมาณ 6-8 เมตร ทรงต้นโปร่ง กิ่ง ก้าน มีขนาดเล็ก ให้ผลค่อนข้างดก ผลมีลักษณะทั่วไปคล้ายกับส้มเขียวหวานที่นิยมปลูกกันทั่วไป เพียงแต่ว่า ส้มแก้ว มีขนาดผลใหญ่กว่าส้มเขียวหวาน

ส้มแก้ว ในสวนแห่งนี้ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 9-10 เซนติเมตร สูงประมาณ 7-8 เซนติเมตร ผลกลมแป้น ไม่มีจุกและจีบ ก้นผลเว้าเล็กน้อย ผิวผลค่อนข้างเรียบ มีสีเหลืองส้ม ต่อมน้ำมันที่เปลือกผลมีขนาดเล็กละเอียดอยู่ชิดกัน โดยมีรูเล็กๆ ตื้นๆ อยู่ห่างกันพอประมาณทั่วผิวส้ม เปลือกผลมีลักษณะค่อนข้างบาง แต่หนากว่าเปลือกผลส้มเขียวหวานเล็กน้อย และล่อนปอกง่าย มีประมาณ 10-11 กลีบ มีรกมากและขนาดใหญ่ ทั้งยังสามารถดึงรกออกจากกลีบได้ง่ายด้วย แต่ละกลีบแยกออกจากกันได้ง่าย มีผนังกลีบบางแต่เหนียว ชันนิ่ม กุ้งมีขนาดใหญ่ ฉ่ำน้ำ สีส้ม มีรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย มีเมล็ดน้อย ขนาดของเมล็ดค่อนข้างใหญ่ ยาว และหนา

คุณปิ่น เล่าว่า ขณะนี้ตำบลบางสะแก ถือเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในการปลูกต้นส้มแก้วอย่างเป็นล่ำเป็นสัน สมาชิกกลุ่มฯ ส่วนใหญ่นิยมทำสวนผลไม้แบบผสมผสานที่เน้นดูแลผลผลิตให้มีคุณภาพดีและมีความปลอดภัยเป็นสำคัญ เกษตรกรแต่ละรายมีพื้นที่สวน ประมาณ 3-4 ไร่ โดยปลูกส้มโอและลิ้นจี่เป็นพืชหลัก นิยมปลูกต้นส้มแก้วแซมภายในสวนผลไม้ เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ต้นส้มแก้ว เป็นพืชที่ชอบสภาพอากาศเย็น สามารถเจริญเติบโตดีในสภาพสวนที่ร่มเงาไม้ปกคลุม

“เคยมีคนทดลองปลูกส้มแก้ว ในลักษณะพืชเชิงเดี่ยว แต่ต้นส้มแก้วไม่ค่อยเติบโตเท่าที่ควร นอกจากนี้ มีคนมาบ่นให้ฟังว่า เลือกซื้อกิ่งพันธุ์ส้มแก้วที่มีวางขายในตลาดทั่วไป ไปปลูกในพื้นที่จังหวัดอื่น ปรากฏว่า ต้นส้มแก้วไม่ค่อยติดลูก คาดว่า เกิดจากสภาพดิน สภาพน้ำ อากาศ ในท้องถิ่นอื่นไม่เหมือนกับการปลูกส้มแก้วในจังหวัดสมุทรสงคราม ที่เป็นชุดดินสมุทรสงคราม ที่เหมาะสมสำหรับปลูกพืชตระกูลส้ม และไม้ผล” คุณปิ่น กล่าว

เกษตรกรส่วนใหญ่ในจังหวัดสมุทรสงครามนิยมปลูกส้มแก้ว โดยใช้กิ่งชำ เริ่มจากขุดหลุม ลึกประมาณ 1 ศอก ตากดินให้แห้ง ประมาณ 1 เดือน หลังจากนั้นจึงค่อยนำกิ่งพันธุ์ส้มแก้วมาปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ คอยดูแลให้น้ำและปุ๋ย 16-16-16 ทุกเดือน ต้นส้มแก้วจะเติบโตเต็มที่เมื่ออายุครบ 4 ปี เมื่อถึงช่วงเดือนสิงหาคม ต้นส้มแก้วจะเริ่มผลิดอกออกผล หลังจากนั้นรอไปอีก 4 เดือน จึงค่อยนำใบตองแห้งมาห่อหุ้มผลส้มแก้ว ปล่อยทิ้งไว้จนครบ 1 ปีเต็ม ผลส้มแก้วก็จะสุกแก่เต็มที่พร้อมให้เก็บเกี่ยวออกขายได้ โดยทั่วไปต้นส้มแก้วจะให้ผลผลิตเฉลี่ยตั้งแต่ 200-1,000 ผล ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับอายุของต้นส้มแก้ว รวมทั้งการดูแลเอาใจใส่ของเกษตรกรแต่ละรายเป็นสำคัญ

คุณปิ่น บอกว่า ส้มแก้ว ที่สุกแก่เต็มที่แล้ว จะสังเกตได้ไม่ยาก เพราะผิวส้มแก้วจะมีสีเหลืองทองทั่วทั้งผล เมื่อปอกเปลือกออก จะเห็นเนื้อส้มที่มีกลีบใหญ่ น้ำเยอะ มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน แต่ละปี ส้มแก้วจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมากตั้งแต่เดือนธันวาคม-มกราคม และมีผลผลิตรุ่นสุดท้ายเข้าสู่ตลาดในช่วงเดือนเมษายน กล่าวได้ว่า ส้มแก้วเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจชนิดหนึ่ง เนื่องจากสามารถสร้างรายได้แก่เกษตรกรตั้งแต่หลักหมื่นบาทจนถึงหลักแสนบาทในแต่ละปี

โจทย์ยากของการทำสวนส้มแก้วคือ การดูแลป้องกัน “หนอน และผีเสื้อกลางคืน” ซึ่งเป็นแมลงศัตรูสำคัญที่มักเจาะทำลายผิวส้มเพื่อวางไข่ขยายพันธุ์เป็นหนอนฝีดาษ เกษตรกรจึงต้องใส่ใจดูแลป้องกันอย่างสม่ำเสมอ เพราะหากปล่อยให้หนอนและผีเสื้อกลางคืนเข้าทำลายผลส้ม จะสร้างความเสียหายแก่เกษตรกรอย่างมาก เพราะจะขายส้มแก้วไม่ได้ราคา อย่างไรก็ตาม เกษตรกรพยายามป้องกันโดยใช้วิธีห่อผลส้มแก้วด้วยใบตองแห้ง ก็สามารถป้องกันแมลงได้ผลดีในระดับหนึ่ง คุณปิ่น บอกว่า การใช้ใบตองแห้งมาห่อผลส้มแก้วจะได้ผลดีกว่าวัสดุประเภทอื่น เพราะทำให้ส้มแก้วมีผิวสวย เป็นสีเหลืองทองน่ากิน

ส้มแก้ว เป็นไม้ผลที่ควรค่าแก่การปลูกอนุรักษ์สายพันธุ์ เพราะเป็นไม้ผลที่ตลาดมีความต้องการสูง ขายได้ราคาดี คุณปิ่นบอกว่า เมื่อถึงช่วงเวลาเก็บเกี่ยว จะมีแม่ค้าขาประจำมารับซื้อส้มแก้วถึงสวน เพื่อนำไปวางขายที่ปากคลองตลาด สี่แยกมหานคร ตลาดเยาวราช ส้มแก้วเป็นหนึ่งในพืชตระกูลส้ม ที่คนจีนยกย่องว่า เป็นผลไม้มงคล เพราะมีสีเหลืองทอง คนจีนส่วนใหญ่จึงนิยมนำส้มแก้วขึ้นหิ้งบูชาพระ และเซ่นไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในช่วงเทศกาลงานบุญต่างๆ

เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ในท้องถิ่น มีชื่อเสียงในฐานะแหล่งผลิตส้มโอที่มีรสชาติหวานอร่อย พวกเขาจึงนำภูมิปัญญาดังกล่าวมาประยุกต์ใช้เพิ่มความหวานให้แก่ส้มแก้วด้วยเช่นกัน โดยใช้สาหร่ายแห้งที่พบในนาเกลือ หรือขี้แดดนาเกลือ ที่มีสารแคลเซียมมาใส่โคนต้นส้มแก้ว ช่วยเพิ่มความหวานให้แก่ส้มแก้วให้มีรสชาติอร่อยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมพบว่า การปลูกส้มแก้วของจังหวัดสมุทรสงคราม มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากส้มแก้วเป็นผลไม้ที่ดูแลรักษายาก และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง ทั้งต้นทุนค่าปุ๋ย อาหารเสริม การดูแลป้องโรคแมลง อย่างสม่ำเสมอ ทำงานเหนื่อยยาก กว่าจะได้เงินก็ต้องเสียเวลารอคอยนาน กลายเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เกษตรกรหลายคนถอดใจเลิกปลูกส้มแก้ว คุณปิ่น กล่าวเสริมว่า ส้มแก้ว เป็นไม้ผลที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เพียงปีละครั้ง เพราะโดยธรรมชาติแล้ว ส้มแก้วเป็นผลไม้ที่ต้องอาศัยระยะเวลาดูแลนานกว่าไม้ผลชนิดอื่น แม้จะเห็นผลต้นส้มแก้วเติบโตอยู่บนต้น แต่กว่าจะเก็บผลผลิตออกขายได้ เกษตรกรต้องเสียเวลารอคอยนานถึง 1 ปีเต็ม จึงได้ผลผลิตคุณภาพดี ที่มีรสชาติอร่อย หากเก็บผลส้มแก้วก่อนระยะเวลาที่กำหนด ถึงแม้กินได้แต่รสชาติไม่อร่อย ความยุ่งยากในการปลูกดูแลต้นส้มแก้ว ทำให้เกษตรกรหลายรายตัดสินใจโค่นต้นส้มแก้วทิ้งและหันไปปลูกส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่แทน เพราะให้ผลผลิตเร็วกว่า เพราะการปลูกส้มโอจะใช้เวลาดูแล ประมาณ 7-8 เดือน ก็เก็บผลผลิตออกขายได้

หากใครอยากลิ้มลองรสชาติความอร่อยของส้มแก้วเมืองสมุทรสงครามก็ต้องร้องเพลงรอไปก่อน เพราะต้องรอจนถึงปลายปีนี้ จึงจะมีผลผลิตรุ่นใหม่ป้อนเข้าสู่ตลาด หากใครมีโอกาสแวะเข้ามาเยือนเมืองสมุทรสงครามในช่วงเดือนธันวาคมนี้ รับรองมีโอกาสซื้อส้มแก้วติดมือกลับบ้านแน่ๆ

คุณปิ่น กล่าวทิ้งท้ายว่า หากใครต้องการลิ้มรสส้มแก้ว ของดีเมืองสมุทรสงคราม แค่แวะเข้ามาชมงานเทศกาลงานส้มโอของดีเมืองแม่กลอง รับรองมีส้มแก้วให้เลือกซื้อกันอย่างจุใจ นอกจากนี้ ยังมีส้มแก้ววางจำหน่ายในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ของจังหวัด รวมทั้งเปิดแผงขายส้มแก้ว บริเวณริมถนนในเขตพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ทั้งย่านถนนบางแพ ถนนเลียบริมแม่น้ำแม่กลองฝั่งตะวันตก หรือสายแม่กลอง-บางนกแขวก ก็มีวางจำหน่ายให้ผู้สนใจได้เลือกซื้อตามความพอใจ เชื่อว่า หากใครได้มีโอกาสลิ้มลองรสชาติส้มแก้ว เชื่อว่า ทุกคนจะต้องหลงเสน่ห์ส้มแก้วอย่างแน่นอน

 

“สมพงษ์ อุทุมพร” กับการปลูกหัวผักกาด (หัวไชเท้า) ที่ บรบือ มหาสารคาม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 575

เทคโนโลยีการเกษตร

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“สมพงษ์ อุทุมพร” กับการปลูกหัวผักกาด (หัวไชเท้า) ที่ บรบือ มหาสารคาม

…หน้าร้อนปีนี้ แล้งจัง…หน้าหนาวปีนี้ หนาวจัด…หน้าฝนปีนี้ น้ำมาก…ล้วนแต่เป็นการบ่นของใครบางคน!!

ความจริงแล้วแต่ละฤดูกาลย่อมเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ ถ้ามองในแง่ดี ที่เข้าข้างตัวเองสักหน่อย จะพบว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบทางธรรมชาติและทรัพยากรมากมาย การเกิดขึ้นและจากไปของแต่ละฤดูกาลล้วนเป็นเรื่องที่ธรรมชาติกำหนดขึ้นเอง หากมองออกไปยังหลายประเทศ ท่านจะพบว่าประเทศเหล่านั้นเดือดร้อนทางธรรมชาติมากกว่าบ้านเราเสียด้วยซ้ำ ไหนจะน้ำท่วมซ้ำซาก เมืองที่ไม่เคยมีหิมะตกก็เกิดขึ้น ทางยุโรปที่ไม่เคยร้อนจัดยังเกิดขึ้น ฯลฯ

ได้รับทราบข้อมูลจากหน่วยราชการว่า มหาสารคาม เป็นจังหวัดหนึ่งในกลุ่มหลายจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากแล้งที่มาเร็วกว่ากำหนด เมื่อเป็นเช่นนั้นทีมงานเทคโนฯ ไม่รอช้า ฉวยกระเป๋าออกเดินทางสำรวจความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรที่จังหวัดมหาสารคามทันที…

เป้าหมายแรกที่หยุดสำรวจก่อนคือ ที่อำเภอบรบือ เมืองที่อยากจะบอกกับหลายคนทั่วประเทศว่า มี “มันแกว” มากเหลือเกิน เฉพาะที่ไม่ใช่หน้าเทศกาล ยังมี พ่อค้า-แม่ค้า วางขายเรียงรายข้างทางไม่ขาดระยะ ยิ่งใกล้เมืองเท่าไร จำนวนยิ่งมากขึ้นเท่านั้น แล้วอย่างนี้หากเป็นหน้าเทศกาลคงตั้งเรียงรายตั้งแต่หัวถนนไปจนถึงมหาสารคามแน่นอน แล้วเท่าที่ทราบจากภาคเกษตรอีกว่า หลายจังหวัดนำมันแกวของบรบือไปจำหน่ายอีก

เพราะฉะนั้นด้วยความที่มีมากเช่นนี้ มันแกว จึงถูกนำไปตั้งเป็นคำขวัญประจำเมืองว่า “มันแกวมากเหลือ เกลือใต้ดินมากมี ผ้าไหมดีมากค่า งามสง่าสวนหนองบ่อ ศักดิ์สิทธิ์พ่อปู่จุมคำ รสหวานล้ำแตงโม”

ไหนไหนมาแวะที่บรบือแล้ว ขอบุกเข้าไปดูแปลงปลูกมันแกวของเกษตรกรที่บ้านพงสว่าง ตำบลหนองสิม สักหน่อย ที่นั่นเกษตรกรมีการปลูกมันแกวกันทั่วทุกหลังคาเรือน มีการทำเกษตรกรรมแบบรวมกลุ่ม พืชที่ประกอบอาชีพมีหลายชนิดปลูกสลับผลัดเปลี่ยนสร้างรายได้

จากนั้นค่อยๆ เดินทางเข้าไปสำรวจพื้นที่ของเกษตรกรแต่ละแห่ง ร่วมกับ คุณสุศฤงคาร แก้วทาสี นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรบรบือ ที่ให้ข้อมูลว่า แล้งนี้น้ำน้อยมาก จนกระทบกับการเกษตรกรรม ขณะนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากทางกรมทรัพยากรธรณี ขุดน้ำบาดาลขึ้นมาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร จึงอยากยืนยันด้วยการชวนไปดูการทำเกษตรของชาวบ้านบางราย อย่างกรณีของ คุณสมพงษ์ อุทุมพร อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 120 หมู่ที่ 10 ตำบลหนองสิม อำเภอบรบือ จังหวัดมหาสารคาม เกษตรกรรายนี้ปลูกผักหัวผักกาด หรือหัวไชเท้า ที่เราคุ้นชื่อกันมาได้เกือบ 3 รุ่นแล้ว และที่ผ่านมาไม่นานนี้เก็บรุ่นแรกไปได้น้ำหนักกว่า 4 ตัน เขาบอกว่า รายที่เก่งๆ จะได้ผลผลิตตั้งแต่ 6 ตัน ขึ้นไป แต่เขาเพิ่งทดลองปลูกมาไม่นาน ดังนั้น ได้ผลผลิตเพียง 4 ตัน ถือว่าดีแล้ว และคาดว่ารุ่นต่อไปคงได้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ส่วนรุ่นที่ 2 อยู่ระหว่างการเจริญเติบโต และรุ่นที่ 3 เพิ่งลงปลูกได้ประมาณ 7 วัน

คุณสมพงษ์ ปลูกหัวผักกาดไว้จำนวน 2 แปลง แปลงหนึ่งเนื้อที่ จำนวน 1 ไร่ ส่วนอีกแปลงมีเนื้อที่ ประมาณ 2 งาน ลักษณะการปลูกจะสลับไป-มา

คุณสมพงษ์ บอกว่า วิธีการและขั้นตอนปลูกหัวผักกาดจะศึกษาและเรียนรู้ตามคู่มือที่ทางบริษัทขายเมล็ดพันธุ์ได้แนบมา โดยจะเริ่มต้นจากหยอดเมล็ดพันธุ์ใส่หลุม จำนวนหลุมละ 3-5 เมล็ด ทั้งนี้เพราะต้องเผื่อเมล็ดที่อาจเสียภายหลังด้วย ระหว่างนั้นต้องตระเตรียมดิน โดยจะต้องไถพรวนก่อน จากนั้นใส่ปุ๋ยคอกแล้วจึงยกร่องขึ้นเล็กน้อย ใช้คราดที่ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับการกำหนดระยะปลูกลากลงบนแปลงปลูกตามยาวและตามขวาง เพื่อให้เกิดจุดตัด ทำให้เห็นตำแหน่งหลุมที่ปลูก วิธีนี้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้คนปลูกสามารถทำงานได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

ทั้งนี้การคราดดังกล่าว จะช่วยให้เกิดเป็นแถวแนวตรงในระยะห่าง ประมาณ 20 เซนติเมตร ตามมาตรฐาน แล้วหยอดเมล็ดลงหลุม จากนั้นราว 7 วัน ต้นอ่อนจะโผล่ขึ้นมาจำนวนหลายต้น และผู้ปลูกจะต้องพิจารณาดูต้นที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดเก็บไว้ จำนวน 1 ต้น ต่อหลุม ส่วนต้นที่เหลือให้ถอนออก

ระหว่างที่ต้นเจริญเติบโต จะต้องใส่ใจกับการดูแลแปลง ทั้งดิน น้ำ และปุ๋ย คุณสมพงษ์ให้รายละเอียดว่า การดูแลดินจะต้องหมั่นพรวน โดยใช้ตะขอเหล็กที่ออกแบบเป็นซี่ขนาดใหญ่ พรวนดินทุก 7 วัน ควรทำสัก 3 ครั้ง ในแต่ละรอบการปลูก

การให้ปุ๋ย ควรใช้ปุ๋ย สูตร 16-8-8 ในรอบแรก หลังจากนั้นอีก 7 วัน ให้เปลี่ยนมาใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ใส่ในปริมาณ 15 กิโลกรัม ต่อไร่ ใส่ 2 ครั้ง ระยะห่าง 7 วัน พอเริ่มมีใบจะเปลี่ยนมาใส่ฮอร์โมนฉีดพ่นแทนการให้ปุ๋ย รอให้ถึงเวลา 45 วัน จึงเก็บผลผลิต

“ฮอร์โมน เป็นอาหารเสริมของพืชที่ผสมเอง ด้วยการนำต้นหัวผักกาดที่มีดอกและไม่สามารถใช้ได้แล้วนำมาหมักส่วนหนึ่ง และอีกส่วนเป็นรกหมู จำนวน 5 กิโลกรัม ผสมกับน้ำตาลหมักแยกไว้ เมื่อต้องการใช้จะนำมาผสมใส่อุปกรณ์เพื่อฉีดพ่น ให้ฉีดทุก 7 วัน จำนวน 6 ครั้ง จนกระทั่งเก็บผลผลิต” คุณสมพงษ์ กล่าว

สำหรับเรื่องน้ำที่ใช้ในการทำเกษตรกรรมนั้น คุณสมพงษ์ เผยว่า ก่อนหน้านี้ใช้น้ำจากแหล่งธรรมชาติไม่พอ ต่อมาทางราชการคือกรมทรัพยากรทางธรณีมาขุดให้ จึงทำให้สามารถทำต่อไปได้ และการรดน้ำต้นหัวผักกาดจะใช้ระบบสายน้ำพุ่ง

ด้านการขาย เกษตรกรรายนี้บอกว่า มีพ่อค้ามารับที่สวน ในราคา กิโลกรัมละ 3 บาท ถอนไปทั้งต้น ไม่ต้องแต่งหรือทำความสะอาดแต่อย่างใด เพียงลิดใบออกเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้น ปลูกหัวผักกาดได้ผลผลิต 4 ตัน ใช้เวลา 45 วัน จะมีรายได้คราวละประมาณ 12,000 บาท และมีต้นทุนต่อครั้งไม่เกิน 3,000 บาท

“เคยมีคนบอกว่า ราคาหัวผักกาดต่ำสุด ประมาณ 2 บาท ต่อกิโลกรัม และสูงสุด ประมาณ 16 บาท ต่อกิโลกรัม ถ้าราคาต่ำกว่านี้คงไม่สู้”

สภาพอากาศที่เย็นมากเกินไป อาจสร้างปัญหาต่อการปลูกหัวผักกาด คุณสมพงษ์ให้รายละเอียดว่า ปัญหาที่พบคือ พอปลูกไปแล้วมีดอก ทำให้หัวไม่สวยและขาดคุณภาพ เนื้อแข็ง สาเหตุที่เกิดเป็นเพราะอากาศเย็นเกินไป ดังนั้น การปลูกเพื่อให้ได้คุณภาพ ควรหลีกเลี่ยงการปลูกหัวผักกาดในช่วงหน้าหนาว

คุณสมพงษ์ บอกว่า การปลูกหัวผักกาดขายถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ที่ดีให้กับครอบครัว ใช้ทุนไม่มาก แรงงานนอกไม่มี เพราะคนในครอบครัวช่วยกัน การปลูกพืชชนิดนี้ไม่มีอะไรยุ่งยาก เรื่องพื้นที่ปลูก สามารถปลูกได้ทุกแห่ง แต่ควรหาตลาดจำหน่ายก่อนว่าเป็นอย่างไร มีเงื่อนไขรายละเอียดอะไรบ้าง และเป็นอาชีพที่สร้างรายได้หมุนเวียนกับพืชอย่างอื่นอีกหลายชนิด อย่าง พริก มันแกว และอื่นๆ ซึ่งแต่ละชนิดล้วนมีราคาดี ดังนั้น รายได้ที่รับจึงมีจุนเจือครอบครัวอยู่ตลอดเวลา

สนใจสั่งซื้อหัวผักกาด ติดต่อได้ที่คุณสมพงษ์ อุทุมพร โทรศัพท์ (087) 950-0498

มารู้จัก หัวไชเท้า กันเถอะ

“ผักกาดหัว” เป็นพืชผักอายุปีเดียว ที่ปลูกกันไว้เพื่อบริโภค ส่วนของรากที่ขยายตัวใหญ่ขึ้น ซึ่งเราเรียกว่า “หัวผักกาด” อาจจะเป็นสีแดงหรือสีขาวก็ได้ คุณภาพของหัวผักกาดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น พันธุ์ การปลูก การปฏิบัติดูแลรักษา ตลอดจนการเก็บเกี่ยว ถ้าหากปล่อยให้อายุแก่หรือเลยระยะเวลาเก็บเกี่ยวแล้วรากจะขยายใหญ่มากยิ่งขึ้นเพื่อสะสมอาหารสำหรับสร้างดอกและติดเมล็ด เนื้อจะเริ่มฟ่าม มีเส้นใยมากขึ้น

ผักกาดหัว มีชื่ออื่นๆ อีก เช่น ผักขี้หูด ผักกาดจีน ไชโป๊ หรือ ไช้เท้า เป็นต้น สามารถปลูกได้ดีในดินร่วนปนทราย ซึ่งมีความชื้นในดินสูงพอควร และได้รับแสงแดดตลอดวัน มี pH ประมาณ 5.5-7.0 และอุณหภูมิ ประมาณ 18.5-24 องศาเซลเซียส สามารถปลูกได้ผลดีที่สุดในช่วงเดือนตุลาคม-มกราคม เป็นที่นิยมปลูกกันมากทางภาคตะวันตกของประเทศไทย เช่น แถบจังหวัดราชบุรี เพชรบุรี และกาญจนบุรี

ผักกาดหัว นิยมปลูกเพื่อใช้เป็นอาหารทั้งรับประทานสดหรือดองเค็ม (ไชโป๊) เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงพอควร คือ ในปริมาณ 100 กรัม จะให้โปรตีน 1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 3.6 กรัม ไขมัน 0.1 กรัม วิตามิน เอ 10 ไอ.ยู. รวมทั้งพลังงาน 17 แคลอรี นอกจากนี้ ยังมีธาตุอาหารอื่นๆ รวมอยู่อีกมาก

ประโยชน์ของผักกาดหัวไชเท้า

ราก : รสชุ่ม เย็น ละลายเสมหะ แก้พิษ ท้องอืดแน่น เนื่องจากกินมากเกิน เสมหะมากไม่มีเสียง อาเจียนเป็นเลือด กระอักเลือด กระหายน้ำ บิด และปวดหัวข้างเดียว รากทำให้สุก ใช้เป็นยาระบาย สมานลำไส้ บำรุงม้าม ขับเสมหะ เรียกน้ำลาย แก้คันและบำรุงเลือด

เมล็ด : รสเผ็ด ชุ่ม เย็น เมล็ดคั่วแล้วมีรสเผ็ด ชุ่ม สุขุม ใช้เป็นยาระบาย ระงับอาการหอบ ช่วยย่อยอาหาร ขับเสมหะ แก้ไอหอบมีเสมหะมาก ท้องอืดแน่น บิด และแก้บวม

ใบ หรือ ทั้งต้น : รสเผ็ด ขม สุขุม ทำให้เจริญอาหาร แก้ท้องเฟ้อเรอเปรี้ยว ท้องอืดแน่น อาหารไม่ย่อย บิด ท้องร่วง เจ็บคอ ต่อมน้ำนมบวม และน้ำนมคั่ง

ใบสด : คั้นเอาน้ำทา แก้ผิวหนังเป็นผื่นคันมีน้ำเหลือง

 

เกษตรบำบัด กลยุทธ์สร้างคน…ของ อารีย์ เฉลยสุข ผบ. เรือนจำกลางคลองไผ่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05064150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 575

เทคโนโลยีการเกษตร

เกษตรบำบัด กลยุทธ์สร้างคน…ของ อารีย์ เฉลยสุข ผบ. เรือนจำกลางคลองไผ่

“การใช้เกษตรบำบัดผู้ต้องขัง เป็นเรื่องที่ผมใฝ่ฝันอยากจะเห็น ตั้งแต่เข้ารับราชการที่กรมราชทัณฑ์ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2516 มาจนถึงวันนี้ รวมเป็นระยะเวลาที่ทำงานมา 41 ปี”

คุณอารีย์ เฉลยสุข ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองไผ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการทุ่มเทในการช่วยเหลือผู้ต้องขัง ด้วยแนวทางที่เรียกว่า “เกษตรบำบัด” ที่วันนี้นอกจากจะเห็นผลแล้ว ยังเป็นหนึ่งแนวทางที่ได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอธิบดีกรมราชทัณฑ์คนปัจจุบัน พันตำรวจเอก สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ได้กำหนดให้การใช้เกษตรบำบัดเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่เรือนจำต่างๆ ต้องดำเนินการ

10 ปี กับการทุ่มเท

ด้วยประสบการณ์การทำงานกับกรมราชทัณฑ์อย่างยาวนาน ตั้งแต่อายุ 18 ปี โดยทำงานควบคู่กับการเรียน จนเรียนจบคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ภายใน 2 ปีครึ่ง จึงทำให้ ผบ. อารีย์ เห็นความเป็นไปตามระบบหน้าที่การทำงาน และเห็นฝันของตนเอง โดยเฉพาะการใช้หลักด้านเกษตรเข้ามาช่วยบำบัดนักโทษ ที่มุ่งมั่นว่าเมื่อมีโอกาสต้องทำให้ได้

สำหรับการเริ่มต้นทำโครงการเกษตรบำบัดนั้น ผบ. อารีย์ กล่าวว่า จุดที่ได้มีโอกาสลงมือทำจริงๆ คือเมื่อได้ย้ายมารับตำแหน่ง ผบ. เรือนจำจังหวัดนนทบุรี เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งในการเริ่มต้นนั้นได้ใช้องค์ความรู้ต่างๆ ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้มาดำเนินโครงการ

“สำหรับแนวทางของการทำเกษตรที่ผมใช้มาตั้งแต่เริ่มต้นครั้งแรกเลยคือ เรื่องเกษตรอินทรีย์ โดยได้แนวคิดมาจากการไปศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อีกทั้งยังเป็นการเกษตรที่ตลาดมีความต้องการสูงมาก ปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค หากประเทศไทยยังใช้แนวทางการทำเกษตรโดยพึ่งพิงแต่สารเคมี โอกาสในการเป็นครัวของโลกนั้นก็จะแทบไม่มี อีกทั้งยังเป็นการสร้างผลเสียต่อร่างกายของเกษตรกรผู้ทำด้วย ผมจึงเห็นว่าเป็นแนวทางที่มีประโยชน์และได้นำมาใช้จนถึงทุกวันนี้ ภายในพื้นที่แปลงเกษตรของเรือนจำคลองไผ่ในวันนี้ทุกอย่างจึงเน้นการปลูกในลักษณะเกษตรอินทรีย์ทั้งหมด รวมประมาณ 20 ชนิด”

จากแนวคิดที่ได้ จึงได้ถูกนำมาสู่การปฏิบัติโดย ผบ. อารีย์ ได้นำแนวคิดการทำเกษตรอินทรีย์ ภายใต้โครงการเกษตรบำบัดไปใช้ครั้งแรกที่เรือนจำจังหวัดนนทบุรี

“ที่เรือนจำจังหวัดนนทบุรีมีพื้นที่ให้ดำเนินการเล็กนิดเดียว แต่เราก็ทำกัน ซึ่งปราฏกว่าได้รับความสนใจจากผู้ต้องขังเป็นอย่างมาก” ผบ. อารีย์ กล่าว

จากจุดเริ่มต้น จึงได้กลายเป็นแรงบันดาลใจที่จะนำเรื่องราวของเกษตรบำบัดไปใช้ในเรือนจำต่างๆ ตามที่ได้ย้ายไปรับผิดชอบดูแล ไม่ว่าที่ เรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร หรือทัณฑสถานบำบัดพิเศษจังหวัดปทุมธานี และสุดท้ายมาที่เรือนจำกลางคลองไผ่ ได้มีการนำโครงการเกษตรบำบัดนี้ไปดำเนินการด้วย และทุกที่ล้วนประสบความสำเร็จ

“ทุกที่ต่างมีปัญหาที่เราต้องเข้าไปแก้ไขต่างๆ กัน อย่างที่เรือนจำจังหวัดสมุทรสาคร มีปัญหาเรื่องดินเค็ม เราก็นำหลักการเกษตรอินทรีย์เข้าไปดำเนินการแก้ไขจนประสบความสำเร็จ สามารถปลูกพืชต่างๆ ได้ผล ส่วนที่บำบัดปทุมธานี นอกจากจะดำเนินการภายในทัณฑสถานแล้ว ยังได้ร่วมมือออกไปช่วยเหลือตามโครงการต่างๆ ทั่วไป อาทิ มูลนิธิพระดาบส เป็นต้น”

แล้วทำไม ต้องเป็นวิชาชีพการเกษตร คำตอบที่ได้จาก ผบ. อารีย์ คือ

“คำถามที่ว่า ทำไม ต้องเป็นเรื่องเกษตร เป็นสิ่งที่คนถามผมเยอะมาก ทั้งๆ ที่มีอาชีพอื่นมากมาย ไม่ว่าเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งกรมราชทัณฑ์มีชื่อเสียงมากมายและยาวนาน แต่จากประสบการณ์ของผมพบว่า ในอาชีพอื่นๆ หากนำมาดำเนินการนั้นผู้ต้องขังไม่สามารถนำไปทำได้ในชีวิตจริง อย่างเช่น อาชีพทำเฟอร์นิเจอร์ขาย เมื่อออกไปแล้ว หากไม่มีทุน ไม่มีโรงงานเองและที่สำคัญวัตถุดิบอย่างไม้ก็หาไม่ได้แล้ว หากไม่มีปัจจัยเหล่านี้ผู้ต้องขังไม่สามารถทำเป็นอาชีพ หรือในเรื่องของศิลปะที่มีการอบรมกันอย่างประสบความสำเร็จ แต่เมื่อพ้นโทษไปแล้ว เขียนรูปออกมาแล้วปรากฏว่าที่ไม่มีที่ขาย โทร. มาให้ช่วยหาตลาดก็ไม่สามารถช่วยได้ เป็นต้น ด้วยแต่ละอาชีพนั้นมีข้อจำกัด จึงทำให้ผมมองว่า ด้านการเกษตรเป็นอาชีพที่เหมาะสมและผู้ต้องขังสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง”

“เมื่อผู้ต้องขังกลับไปบ้านและนำหลักการเกษตรอินทรีย์ที่ได้เรียนรู้ไปทำ นอกจากจะทำให้สามารถประกอบอาชีพได้ ยังช่วยให้ชีวิตของเขาดีขึ้น เพราะเป็นการทำเกษตรที่ปราศจากการใช้สารเคมี”

จากจุดเริ่มต้นต่อต้าน วันนี้ยอมรับ

“ตอนที่เริ่มต้นทำใหม่ๆ นั้น เรื่องต่อต้านย่อมมีแน่นอน เพราะในสมัยนั้นผู้บริหารมองกันว่า เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ที่จะทำหน้าที่มาสอนในเรื่องการเกษตร แต่ผมมองว่าไม่ใช่ ผมมองว่า ถ้าเราไม่ทำให้ผู้ต้องขังที่ได้รับการกล่าวว่าเป็นคนไม่ดีของสังคม ให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะการจะมีกักขังเขาอย่างเดียวเพื่อรอวันพ้นโทษนั้น สิ่งที่ตามมาคือ เมื่อเขาออกไปก็ยังไปสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมเหมือนเดิมอย่างแน่นอน และกว่าจะจับกุมเขาได้อีกครั้งก็ไม่รู้ว่าจะสร้างความเสียหายไปให้ประเทศชาติอีกไม่รู้เท่าไร”

“แต่ถ้าเรายอมสละงบประมาณบางส่วนเพื่อมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเขาให้กลายเป็นคนดี เป็นที่ยอมรับของสังคม ตัวเขาเองก็จะดีขึ้น ออกไปเขาก็ไม่สร้างความเดือดร้อน ส่วนตัวผมเองนั้นมองว่าเป็นหน้าที่หลักด้วยซ้ำไป ไม่ใช่ว่าไม่ใช่หน้าที่” ผบ. อารีย์ กล่าว

นอกจากการไม่ยอมรับในแนวคิดและวิธีการทำงานดังกล่าว อีกประการที่เป็นปัญหาและต้องอาศัยกำลังใจอย่างมากในการแก้ไขคือ เจ้าหน้าที่ที่เข้าใจและพร้อมที่ร่วมมือในการทำงาน เพื่อให้โครงการเกษตรบำบัดเกิดขึ้น

“ส่วนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัตินั้น แต่เดิมเขาไม่ต้องทำหน้าที่แบบนี้ ทำเพียงควบคุมผู้ต้องขัง แต่เมื่อเรามีนโยบายจะทำ ผมก็ไม่ได้เริ่มด้วยการบังคับให้ทุกคนทำ แต่เริ่มต้นด้วยความสมัครใจ เพราะการทำเกษตรนั้นต้องอาศัยคนที่ใจรักจริงๆ และยอมเสียสละพร้อมทำงานเพื่อส่วนรวม ผมเริ่มต้นด้วยการปลูกฝังแนวคิดให้ก่อน ใครสนใจก็มาร่วมกันทำงาน ซึ่งตอนนั้นยอมรับว่าเหนื่อยมาก เพราะกว่าเจ้าหน้าที่แต่ละท่านจะมาร่วมทำงานนั้นยากมาก”

“ทำไม ต้องใจรักและเสียสละ เพราะการทำเกษตรนั้นไม่ใช่ว่าจะทำเป็นเวลา เอาแค่ปลูกพืชผักสักชนิด ถึงเวลาเลิกงานไม่เสร็จ ก็เลิกไม่ได้ เพราะต้องทำให้เสร็จ หรือเสาร์-อาทิตย์ ที่เป็นวันหยุด ก็ต้องมาดูแลพืชผักที่ปลูก ดังนั้น เรื่องการมีใจรักและเสียสละจึงเป็นเรื่องสำคัญ”

หลักปฏิบัติที่สำคัญของการใช้เกษตรบำบัดที่ ผอ. อารีย์ ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในทุกสถานที่ทุกเรือนจำที่ได้เข้าไปรับตำแหน่งรับผิดชอบดูแล เป็นแนวทางของการใช้การเกษตรอินทรีย์ทั้งการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง และอื่นๆ เข้าไปสนับสนุนให้ผู้ต้องขังได้ทำได้ปฏิบัติจริง เกิดทั้งผลผลิตและทักษะในอาชีพ

“แต่ที่สำคัญ เท่ากับเป็นการหล่อหลอมทำให้ความแข็งกระด้างที่มีอยู่ในตัวผู้ต้องขังน้อยลงไป บางคนแทบไม่เหลือเลย กลายเป็นคนอ่อนโยน เพราะชีวิตของพวกเขาได้มีโอกาสคลุกคลีอยู่กับต้นไม้ สัตว์ชนิดต่างๆ ที่เลี้ยง ไม่ว่า แกะ แพะ ไก่ ทำให้จิตใจเขาเยือกเย็นลง” ผอ. อารีย์ กล่าว

แต่อีกสิ่งที่ตามมา และนับเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของ ผบ. อารีย์ ถึงผลแห่งความทุ่มเทคือ ความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นกับผู้ต้องขัง จากที่เป็นคนไม่เคยทำอะไรกับครอบครัวเลย พ่อแม่ใช้อะไรก็ไม่ทำ เสพยาหรือไปมั่วสุมกระทำความผิดอย่างเดียว แต่เมื่อผ่านการบำบัดตามโครงการแล้ว กลายเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ

“ทั้งนี้เพราะผู้ต้องขังที่เข้ามาร่วม จะได้รับการมอบหมายให้ดูแลพืชเกษตรที่ปลูก เมื่อผู้ต้องขังต้องดูแลเอาใจใส่ต้นไม้ที่ปลูก ไม่งั้นต้นไม้จะตาย จึงเป็นการค่อยๆ สร้างความรับผิดชอบและกลายเป็นสิ่งที่ติดตัวเขาไป เมื่อกลับไปอยู่บ้านได้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบ จะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจทั้งในตัวเขาและครอบครัว โดยเฉพาะคนเป็นพ่อแม่”

อีกสิ่งที่ได้คือ การรู้ทำงานเป็นทีม เพราะการทำการเกษตรนั้นไม่สามารถทำได้ด้วยตนเองเพียงคนเดียว ต้องช่วยเหลือกันและกัน ทำให้เกิดการทำงานเป็นทีม

“ความภาคภูมิใจในผลสำเร็จ เป็นสิ่งที่ผมเห็นจากผู้ต้องขังทุกคนที่ได้มาเข้าร่วมในโครงการเกษตรบำบัดที่เราทำ เพราะเมื่อเขาปลูกผักในเวลา 45 วัน จะเห็นทั้งผักที่เติบโต สามารถเก็บนำไปปรุงอาหารหรือเก็บจำหน่ายมีคนมารับซื้อ นั่นคือความภาคภูมิใจที่ทุกคนมีเมื่อเห็นความสำเร็จของตนเอง รู้ว่าตัวเองนั่นมีคุณค่ามากขึ้น”

ผบ. อารีย์ กล่าวต่อไปทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำภายใต้โครงการเกษตรบำบัดนั้น ไม่ได้มุ่งหวังที่ว่าผู้ต้องขังนั้นจะต้องกลับไปเป็นเกษตรกร เพียงแต่ให้เกิดความภาคภูมิใจ มีความรับผิดชอบด้วยตนเอง นั่นคือ สิ่งที่ต้องการและดีที่สุด

“แต่หลายคนก็สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้กลับไปทำเกษตรที่บ้านของตนเอง รวมถึงอีกส่วนหนึ่งก็สมัครใจอยู่ทำงานกับโครงการเกษตรบำบัดที่เรือนจำคลองไผ่ เพราะที่นี่เรามีนโยบายตามโครงการคืนคนดีสู่สังคมของกระทรวงยุติธรรม ในการจ้างแรงงานผู้ที่พ้นโทษแล้ว และไม่อยากกลับไปอยู่บ้านในสภาพแวดล้อมเดิมๆ ให้เข้ามาทำงาน โดยมีเงินเดือนให้ 8,000-9,000 บาท ต่อเดือน” ผบ. อารีย์ กล่าว

ตั้งเรือนจำคลองไผ่

เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์

ผบ. อารีย์ ได้กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ นอกจากการได้รับการยอมรับจากกรมราชทัณฑ์และกำหนดเป็นนโยบายให้ทุกเรือนจำจัดทำแปลงเกษตรเพื่อเป็นสถานที่อบรมความรู้ให้กับผู้ต้องขังแล้ว ในส่วนของเรือนจำคลองไผ่ ยังได้รับการอนุมัติในหลักการให้มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ขึ้นจากกระทรวงยุติธรรม

“ศูนย์ที่จะเกิดขึ้นนี้ นอกจากจะเป็นสถานที่อบรมให้ความรู้แก่ผู้ต้องขัง และเจ้าหน้าที่แล้ว ยังรวมถึงประชาชนทั่วไปด้วย พร้อมกันนี้ภายในศูนย์ยังจะมีจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตได้ รวมไปถึงการรองรับกิจกรรมท่องเที่ยวด้านเกษตรเพื่อให้ผู้สนใจได้มาเยี่ยมชม”

แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกกิจกรรมที่ ผบ. อารีย์ บอกว่า อยากให้เกิดขึ้นที่เรือนจำคลองไผ่ นั่นคือ ศูนย์อาหารจากเกษตรอินทรีย์นานาชาติ

“ตอนนี้มีประเทศต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 30 ประเทศ ให้ความสนใจที่จะเข้ามาร่วม โดยทุกประเทศพร้อมที่จะออกทุนในการดำเนินการเอง เพียงแต่เราจัดการในเรื่องสถานที่ที่ตั้ง และเอาอาหารจากเกษตรอินทรีย์มาจำหน่าย ซึ่งตอนนี้ทางกระทรวงยุติธรรมได้เห็นชอบในหลักการไปแล้ว รอแต่เพียงการอนุมัติงบประมาณเพื่อดำเนินการเท่านั้น คาดว่าไม่เกิน ปี 2560 จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม” ผบ. อารีย์ กล่าว

แต่อย่างไรก็ตาม ในเดือนกันยายน 2556 ที่จะถึงนี้ ผบ. อารีย์ จะเกษียณอายุราชการ โครงการเกษตรบำบัดที่ได้ริเริ่มและดำเนินการมาถึงวันนี้ จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่ห่วงและอยากให้เกิดการสานต่อและพัฒนาไปสู่เป้าหมาย เพื่อประโยชน์ของผู้ต้องขังและประชาชนที่สนใจทั่วไป

นี่จึงเป็นอีกผลงานหนึ่งที่จารึกไว้ โครงการเกษตรบำบัด โดย ผบ. อารีย์ เฉลยสุข…