ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

เลี้ยง…ปู…ตาม (บัง) “อารมณ์” เมษายน 27, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091150157&srcday=2014-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 26 ฉบับที่ 567


เทคโนโลยีการประมง

มูลนิธิสยามกัมมาจล

เลี้ยง…ปู…ตาม (บัง) “อารมณ์”

“เมื่อก่อน หาอะไรมาวางปากรู…เดี๋ยวปูดำกล้ามใหญ่ๆ หนีบขึ้นมาให้จับ” 

คือ คำบอกเล่าของคนชุมชนบ้านในทอน ตำบลสุโสะ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ที่อธิบายถึงความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ในอดีต ที่ปูดำ ขนาด 1 กิโลกรัม หาได้ง่ายดาย

แต่หลังเหตุการณ์สึนามิผ่านไป ความอุดมสมบูรณ์ที่เคยมีกลับลดน้อยลง วิถีชีวิตชาวบ้านเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

จากเดิมที่เคยยึดอาชีพประมงก็เปลี่ยนไปประกอบอาชีพรับจ้างทำสวนยางนอกหมู่บ้าน ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มแม่บ้าน หรือเยาวชน ต่างพากันออกนอกชุมชนทำงานหาเลี้ยงครอบครัว

การลดจำนวนของเรือประมงที่เคยเป็นอาชีพหลักของคนในพื้นที่ ก่อให้เกิดการเข้ามาของ “กลุ่มทุน” ภายนอกที่หวังผลประโยชน์จาก “ปูดำ”

นั่นยิ่งทำให้จำนวนปูดำ อาหารประจำถิ่นของชุมชนบ้านในทอนลดลงตามไปด้วย เพราะกลุ่มทุนจากภายนอกใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำผิดประเภท จนทำให้อัตราการเจริญเติบโตของปูลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด

คุณถนอม รอดเสน ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 11 ชุมชนบ้านในทอน ตำบลสุโสะ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง กล่าวว่า ปัจจุบันชาวบ้านไม่มีการหาปลาหรือปลูกผักกินเองอีกแล้ว ของทุกอย่างต้องซื้อกินหมด แม้จะมีราคาแพงก็ตาม เพราะชาวบ้านไม่ได้ออกทะเลเหมือนแต่ก่อน ทรัพยากรที่มีอยู่จึงถูกบุคคลอื่นเข้ามาหาประโยชน์

ซึ่งทุกคนมุ่งแต่จะหาเงินอย่างเดียว จนหลงลืมและละเลยทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน ฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่คนในชุมชนต้องรวมตัวคิดกันใหม่ จะปล่อยไปแบบนี้เรื่อยๆ ไม่ได้อีกต่อไป

“เดี๋ยวนี้ปูตัวใหญ่ๆ หายากขึ้นทุกที มีแต่ตัวเล็กๆ เท่านั้น เพราะมีคนจากภายนอกเข้ามาหากันเยอะ ปูก็โตไม่ทัน เมื่อก่อนปูตัวละกิโลกว่าๆ หาได้ง่ายมาก แต่เดี๋ยวนี้ตัวละครึ่งกิโลยังหายากเลย” คุณอารมณ์ เสลา หรือ “บังอารมณ์” ผู้คิดริเริ่มเลี้ยงปูเพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากร บอกเล่าสถานการณ์ปัจจุบัน

บังอารมณ์ เล่าต่อว่า สถานการณ์ของชุมชนขณะนี้คือ เรือประมงพื้นบ้านถูกเรือประมงขนาดใหญ่เข้ามาแทนที่ มีเทคโนโลยีการจับสัตว์น้ำอย่างละโมบ นอกจากจะทำลายระบบนิเวศแล้ว ยังทำลายชีวิตสัตว์น้ำที่มีขนาดเล็กในทะเลอย่างไม่มีวันกลับ ที่สำคัญคือได้ทำลายวิถีประมงพื้นบ้านที่นับวันจะสูญหายไป ให้ย่ำแย่ลงไปทุกที

“เห็น ปูแสม ปูดำ ตัวเล็กหายากขึ้น เลยคิดเริ่มเลี้ยงปูเพื่อเพิ่มมูลค่า พอได้ปูตัวเล็กๆ มาจากการลงเลก็นำมาแยกใส่บ่อที่เลี้ยงไว้ เพราะเคยนำปูตัวเล็กๆ ประมาณ 2 นิ้ว ที่จับมาได้โยนใส่บ่อกุ้งไว้ เลี้ยงประมาณ 3 เดือน ปูตัวโตขึ้นเกือบตัวละกิโลเลย จึงคิดนำความรู้ตรงนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์”

บังอารมณ์ เล่าต่อว่า ที่คิดเลี้ยงปูเพราะต้องการสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน และต้องการแก้ปัญหาเรื่องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมให้แผ่นดินเกิด จึงนำประสบการณ์เดิมที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากคนในชุมชน และได้รับการหนุนเสริมจาก “โครงการเสริมสร้างชุมชนบริหารจัดการตัวเองในพื้นที่ประสบภัยสึนามิ” โดยความร่วมมือของมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อท้องถิ่น และมูลนิธิสยามกัมมาจล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่เข้าไปเพิ่มศักยภาพให้ชุมชน สร้างความตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากร ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ชุมชนมีความอุดมสมบูรณ์ และสามารถพึ่งพาตนเองได้

สำหรับการเลี้ยงปูดำของบังอารมณ์นั้นประกอบด้วย 3 ส่วน คือ เพาะ ขยาย และเลี้ยง โดยเริ่มจากการเพาะตัวเมียให้โตเต็มที่พร้อมที่จะขยายพันธุ์ ซึ่งได้จัดสรรพื้นที่ไว้ 3 แห่ง คือ

1. ในป่าโกงกางสำหรับไว้เพาะแม่พันธุ์

2. บ่อที่ขุดล้อมด้วยแผ่นกระเบื้องใช้เป็นบ่อสำหรับเลี้ยง

3. ส่วนที่แยกออกมาเลี้ยงในกะละมังไว้สำหรับดูการเจริญเติบโตของปูในเรื่องของระยะเวลา การลอกคราบ การเลี้ยงอาหาร การแข็งของเปลือกปู

ซึ่งทั้ง 3 วิธี จะถูกนำมาเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของปูเพื่อนำไปพัฒนาต่อไป

บังอารมณ์ บอกว่า จากการทดลองเลี้ยงได้ระยะหนึ่ง คิดว่าการเลี้ยงปูควรเป็นการเลี้ยงแบบพัฒนาที่มีการให้อาหารเสริมไปพร้อมกัน น่าจะได้ผลดีกว่า ส่วนอาหารของปู จะเป็นพวกหัวปลาจากโรงงาน เพราะมีราคาถูก

ส่วนปูตัวเล็กๆ ที่ชาวบ้านจับมาได้ ก็คิดว่าน่าจะนำมาที่ “ธนาคารปู” ให้ชาวบ้านนำปูที่ขายไม่ได้มาแลกปูแม่พันธุ์ที่เลี้ยงไว้ในป่าโกงกาง ประมาณ 5 ไร่ ที่มีการล้อมตาข่ายกั้น ให้แม่พันธุ์ปูอยู่ในบริเวณ

ลูกปูตัวเล็กๆ จะได้ลอดออกจากตาข่ายกลับสู่ธรรมชาติต่อไป…

สมาคมกุ้งไทย ชี้ผลผลิต ปี 2557 ได้ 3 แสนกว่าตัน

คุณสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิตกุ้งของประเทศไทยในปี 2557 ว่า มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น คาดว่าจะผลิตได้ประมาณ 300,000-320,000 ตัน เพิ่มขึ้นทั้งปริมาณ และมูลค่า ประมาณ 20% ส่วนปัญหาการแพร่ระบาดของโรคกุ้ง (อีเอ็มเอส) ก็ปรับตัวดีขึ้น หลังจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันพัฒนาการเลี้ยง ทำให้มีปริมาณผลผลิตกุ้งเพิ่มขึ้น คาดว่าจะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1-2 ปี ถึงจะแก้ไขปัญหาโรคกุ้งดังกล่าวได้อย่างเด็ดขาด และเชื่อว่าไทยจะทวงแชมป์ผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ของโลกได้สำเร็จภายใน 2 ปีข้างหน้า อย่างแน่นอน

ส่วนปัญหาการกีดกันทางการค้าในปี 2557 คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น ประเด็นเรื่อง GSP ไทยได้สิทธิ์ต่อสินค้ากุ้งแปรรูป (พิกัด 1605) ต่อไปอีก 1 ปี สำหรับปัญหา CVD สหรัฐอเมริกาพิจารณาแล้ว ไม่ใช้มาตรการนี้ และมีการอนุญาตนำเข้ากุ้งอีกเดือนละ 20,000 ตัน

“ส่วนกรณีที่สหรัฐอเมริกากล่าวหาไทยในประเด็นการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ โดยจัดอันดับไทยอยู่ในสถานะ tier 2 watch list หลายปีติดต่อกัน และมีแนวโน้มที่จะปรับไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามองการใช้แรงงานอย่างผิดกฎหมาย อยู่ในกลุ่ม tier 3 นั้น ทางสมาคมร่วมมือกับ 8 สมาคมในอุตสาหกรรมประมง จัดตั้งสมาพันธ์ประมงแห่งชาติ ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐ ทำให้ภาพลักษณ์ของไทยดีขึ้นในสายตาของสหรัฐอเมริกา ซึ่งทางสมาพันธ์คาดการณ์ว่า น่าจะมีข่าวดีสำหรับประเทศไทยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2557 ว่า สหรัฐอเมริกาจะไม่ปรับให้ไทยอยู่ในบัญชี tier 3″ คุณสมศักดิ์กล่าว

นายกสมาคมกุ้งไทยกล่าวอีกว่า กรณีสมาคมแช่เยือกแข็งไทยขออนุมัตินำเข้ากุ้งสดจากประเทศอินเดีย และอินโดนีเซีย เดือนละ 20,000 ตัน เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 เนื่องจากประสบปัญหาการขาดแคลนผลผลิตกุ้งสดภายในประเทศนั้น ทางสมาคมได้ทำหนังสือถึงกรมประมงขอให้เข้มงวดการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวแวนนาไมจากอินโดนีเซียที่มีปัญหาโรคกุ้งอย่างรุนแรง

“เนื่องจากเกรงว่าหากนำเข้ากุ้งที่มีความเสี่ยงเรื่องโรคเข้ามาในไทย อาจจะนำเชื้อโรคกุ้งอันตรายเข้ามาซ้ำเติมอุตสาหกรรมกุ้งไทยอีกในอนาคต และร้องขอให้กรมประมงกำหนดกรอบระยะเวลาการนำเข้าให้ชัดเจนระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2557 เท่านั้น เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคากุ้งในประเทศที่คาดว่าจะผลิตได้มากขึ้นในปีหน้า ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนเป็นต้นไป”

อนึ่ง สมาคมกุ้งไทยได้สรุปสถานการณ์กุ้งไทย ปี 2556 ว่า ไทยมีผลผลิตกุ้งประมาณ 250,000 ตัน เทียบกับ ปี 2555 ที่มีผลผลิตอยู่ที่ 540,000 ตัน สาเหตุที่ผลผลิตกุ้งลดลงถึง ร้อยละ 54 เนื่องจากผู้เลี้ยงประสบปัญหาโรค อีเอ็มเอส ทำให้กระทบต่อยอดการส่งออกกุ้งในปีที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงถึง ร้อยละ 38 คิดเป็นมูลค่าลดลง ร้อยละ 29 ส่วนผู้ผลิตกุ้งอีกหลายประเทศล้วนประสบปัญหาโรค อีเอ็มเอส เช่นเดียวกับไทย ทำให้ ปี 2556 มีผลผลิตกุ้งเข้าสู่ตลาดโลกลดลง ร้อยละ 11 

 

ฟาร์มปัญชนิต ฟาร์มกบคุณภาพ เมืองสุรินทร์ กุมภาพันธ์ 14, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091151156&srcday=2013-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 563

เทคโนโลยีการประมง

พรทิพย์ รัตนะ

ฟาร์มปัญชนิต ฟาร์มกบคุณภาพ เมืองสุรินทร์

การเกษตรที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วเพื่อให้ก้าวหน้าทันโลกยุคใหม่ การปรับเปลี่ยนปรับปรุงเพื่อสร้างจุดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพิ่มมูลค่าและขยายฐานเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกต่างประเทศ ได้กลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้สนใจ ได้เข้ามาลงทุนและเริ่มต้นกับอาชีพด้านการเกษตร 

เช่นเดียวกับผู้หญิงคนนี้ คุณปัญชนิต มงคลฤดี วัย 33 ปี ที่ได้เลือกทางเดินใหม่ให้กับชีวิตด้วยการลงทุนทำฟาร์มเพาะเลี้ยงกบขึ้นที่บ้าน จังหวัดสุรินทร์

คุณปัญชนิต เรียนจบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เอกอังกฤษธุรกิจ โดยหลังจากเรียนจบได้เข้าทำงานกับบริษัทเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ

แต่ด้วยความสนใจที่อยากจะทำอาชีพการเกษตร จึงทำให้เธอศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเกษตรในด้านต่างๆ และสุดท้ายเธอได้เลือกที่จะทำฟาร์มเพาะเลี้ยงกบ

จากมุมมองที่เห็นว่า เป็นสัตว์ที่ตลาดต้องการและมีอนาคต สามารถที่จะสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี

จากความคิดจึงนำมาสู่การเริ่มต้นการลงมือทำและศึกษาจากหนังสือ คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และขอคำปรึกษาจากสำนักงานประมงจังหวัดสุรินทร์

เวลา 1 ปี คือ เวลาที่เธอเก็บข้อมูล

พร้อมกับการเริ่มต้นทดลองเลี้ยงในบ่อซีเมนต์เล็กบริเวณหลังบ้านเพื่อหาข้อดีข้อเสีย

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ มาในวันนี้ ถือได้ว่าเธอก้าวไปสู่ความสำเร็จ จนสามารถเปิดฟาร์มในชื่อ ฟาร์มปัญชนิต

“ครั้งแรกได้ซื้อลูกกบมาเพียง 1,000 ตัว เท่านั้น หลังจากนั้นได้ทำการเลี้ยงอยู่ประมาณ 4 เดือน จึงสามารถจับขายได้ และได้ศึกษาทดลองเพาะพันธุ์รุ่นต่อๆ มาด้วยตนเอง จนเข้าปีที่ 3 จึงเริ่มสามารถขยายพันธุ์เองได้ จึงเพิ่มบ่อให้มากขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีบ่อปูนประมาณ 31 บ่อ และเรายังมีการเลี้ยงด้วยกระชังในบ่อดินด้วยเช่นกัน” คุณปัญชนิตกล่าว

จากความสำเร็จที่เกิดขึ้น จึงได้รับการสนับสนุนจาก ส.จ. ดิลก จารัตน์ และ ดร. ประวัติ สมเป็น ให้เป็นแหล่งเรียนรู้แก่ชาวบ้านทั่วไปและผู้ที่สนใจประกอบอาชีพการเลี้ยงกบ

คุณปัญชนิต บอกว่า ทุกคนสามารถเข้ามาสอบถาม หรือซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไปเลี้ยง พร้อมคำแนะนำทุกขั้นตอนจากทางฟาร์ม เพื่อสร้างอาชีพเลี้ยงดูครอบครัวได้เสมอ

คุณปัญชนิตได้กล่าวถึงการเลี้ยงกบ โดยบอกว่า กบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ชอบอยู่ในที่เปียกชื้น การเลี้ยงกบนั้นควรเลี้ยงในที่สงบไม่มีผู้คนพลุกพล่าน เพราะกบเป็นสัตว์ที่ตกใจได้ง่ายมาก เวลาตกใจจะไม่ยอมกินอาหาร

“กบนั้นต้องการน้ำสะอาดเพื่อการดำรงอยู่อาศัย หากไม่มีการทำความสะอาดที่เพียงพอกบจะเป็นโรคและยากต่อการรักษา” คุณปัญชนิตกล่าว

สำหรับวิธีการเลี้ยง คุณปัญชนิตได้แนะนำตั้งแต่วิธีการเตรียมบ่อปูนก่อนนำลูกกบลงเลี้ยง

“ก่อนอื่นต้องใช้น้ำแช่ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นเราก็ปล่อยน้ำออกให้หมด แล้วจึงใช้ผงซักฟอกโรยให้ทั่วบ่อแล้วถูด้วยแปรงเพื่อให้สะอาด ต่อจากนั้นใช้น้ำฉีดให้เกลี้ยง และปล่อยน้ำออกเรื่อยๆ จนสะอาดไม่มีคราบผงซักฟอกเหลืออีก”

จากนั้นใช้ปูนขาวโรยให้ทั่ว แล้วทิ้งไว้พักหนึ่งจึงปล่อยน้ำเข้าบ่อให้ท่วมครึ่งบ่อพอ แล้วพักไว้ 1 คืน รุ่งเช้าจึงปล่อยน้ำออกแล้วขัดด้วยแปรงอีกรอบ และล้างด้วยน้ำให้สะอาด ไม่มีคราบปูนหลงเหลืออีก

ส่วนการเตรียมบ่อดินก็เพียงดูดน้ำออกให้หมดบ่อ แล้วจึงสาดด้วยปูนขาวรอบๆ ทั่วทั้งบ่อ หลังจากนั้นทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ จึงค่อยปล่อยน้ำลงแล้วพักไว้สัก 3 วัน จึงนำลูกพันธุ์กบหรือปลาลงเลี้ยงได้

วิธีเลี้ยงในช่วงลูกกบอายุ 30 วัน จนถึง 60 วัน คุณปัญชนิตกล่าวว่า มีวิธีง่ายๆ คือ ก่อนอื่นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวันหากเป็นบ่อปูน แต่หากเลี้ยงในกระชังไม่ต้องเปลี่ยน หรืออาจจะขึ้นอยู่กับขนาดของบ่อดินที่ตั้งกระชัง

“หากไม่ใช่ระบบน้ำแบบถ่ายเทตลอด ก็ต้องเปลี่ยนน้ำบางส่วนทิ้งบ้าง ประมาณ 50% แล้วจึงถ่ายน้ำใหม่เข้าเพื่อให้ลูกกบสดชื่นอยู่เสมอ และยังช่วยทำให้แข็งแรงทนทานต่อโรคอีกด้วย” คุณปัญชนิตกล่าว

ส่วนอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการผสมพันธุ์และการวางไข่ของกบ ต้องไม่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส และไม่ควรมีอุณหภูมิที่สูงเกินไป อีกทั้งไม่ควรเลี้ยงกบหนาแน่นเกินไป อัตราการปล่อยที่เหมาะสม คือ 20 ตัว ต่อตารางเมตร

เมื่อใกล้ฤดูผสมพันธุ์ให้ลดปริมาณอาหารลง พร้อมกับมีการให้วิตามินและแร่ธาตุผสมอาหารเพื่อบำรุงระบบสืบพันธุ์

“เรื่องอาหารเราจำเป็นต้องให้ลูกกบกินวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ไม่จำเป็นต้องให้เยอะในทีเดียว พยายามให้ช้าๆ เรื่อยๆ จนหมด” คุณปัญชนิตกล่าว

อีกสิ่งที่คุณปัญชนิตจะดำเนินการอยู่เสมอคือ การคัดขนาดลูกกบให้มีขนาดตัวเท่ากันเสมอ เพราะหากไม่คัดขนาดแล้วลูกกบที่ใหญ่กว่าจะกัดลูกกบที่เล็กกว่า แล้วจะเกิดความเสียหายกับผู้เลี้ยงเอง ด้วยธรรมชาติของกบคือตัวใหญ่จะรังแกตัวเล็กกว่าเสมอ

“เมื่อลูกกบอายุ 61 วันไปแล้ว การกัดกันนั้นแทบจะไม่มีให้เห็น เราจึงค่อยมาดูแลในการให้อาหารมากขึ้น ให้กบได้กินอย่างพอเพียง พร้อมกับที่ต้องล้างบ่อให้สะอาดทุกวัน เพื่อไม่ให้มีกลิ่นเหม็น เพราะกบโตจะถ่ายของเสียเก่งมาก และยังทำให้กบแข็งแรงด้วยเช่นกัน”

คุณปัญชนิตกล่าวต่อไปว่า หลังจากเลี้ยงกบได้อายุประมาณ 2 เดือนครึ่ง ถึง 3 เดือนแล้ว จะสามารถทยอยคัดขนาดใหญ่เพื่อส่งออกขายตลาดกบเนื้อได้เป็นอย่างดี

สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมอยู่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนกันยายน

คุณปัญชนิตบอกว่า จะคัดพ่อแม่พันธุ์กบที่มีความพร้อม ใส่ลงในบ่อที่เตรียมไว้ในอัตราส่วน 1 คู่ ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ให้จับคู่และวางไข่

หลังจากที่พบว่ากบไข่แล้วในเช้าของวันต่อมา ให้จับพ่อแม่พันธุ์ออก

จากนั้นค่อยๆ เติมน้ำในบ่อให้สูงเป็น 7-10 เซนติเมตร อาจเพิ่มออกซิเจนด้วยการใช้เครื่องอัดอากาศ

“ทางที่ดีควรเติมน้ำและให้ออกซิเจนเมื่อสังเกตเห็นว่าไข่มีการพัฒนาเป็นลูกอ๊อดและมีการเคลื่อนไหวแล้ว มิฉะนั้นอาจจะเกิดการรบกวนทำให้ลูกกบตายได้” คุณปัญชนิตกล่าว

นอกจากการเลี้ยงในบ่อปูนแล้ว ยังมีการเลี้ยงในกระชังด้วย โดยคุณปัญชนิตบอกว่า

“เราแยกกระชังเลี้ยงลูกอ๊อดไว้ต่างหาก เติมน้ำในบ่อเพาะพันธุ์ ให้ได้ระดับ 5-7 เซนติเมตร หรือท่วมหลังกบ ใส่พืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักตบชวา ต้นหญ้า ใบตำลึง เพื่อเลียนแบบธรรมชาติ เราใช้บ่อดิน ขนาด 2 งาน สำหรับตั้งกระชัง 12 กระชัง เพื่อเลี้ยงลูกอ๊อด และใช้บ่อดิน ขนาด 1 งาน 2 บ่อ เพื่อเลี้ยงกบรุ่นและกบใหญ่”

ส่วนเรื่องราคาลูกกบที่ทางฟาร์มตั้งไว้ คุณปัญชนิตกล่าวว่า ในส่วนของราคาขายนั้น จะแตกต่างกันไปตามช่วงเวลา

“เรื่องราคาทางเราจะไม่สามารถยืนราคาเหมือนกันทุกเดือน เพราะต้นปีและปลายปีลูกกบจะมีราคาสูงขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเป็นช่วงเดือนที่เพาะได้ยาก กบยังออกไข่น้อย ผลผลิตจึงน้อยตาม ราคาจึงขยับขึ้น”

“แต่หากจะกำหนดกันพอสังเขปแล้ว เราจะกำหนดได้ดังนี้ เริ่มจากลูกกบ อายุ 30-45 วัน ราคา 1.50 บาท, ลูกกบ อายุ 45-60 วัน ราคา 2.50 บาท ส่วนลูกกบ อายุ 60-70 วัน ราคา 3 บาท พ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ ราคาคู่ละ 800 บาท

สำหรับกบเนื้อ คุณปัญชนิตบอกว่า จะจำหน่ายที่ราคากิโลกรัมละ 80 บาท โดยมีพ่อค้าแม่ค้าเจ้าประจำมารับถึงฟาร์มกันเลยทีเดียว

“ผู้ที่เข้ามาซื้อกบเนื้อจะมีมาจากหลายจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ส่วนมากจะรู้จากการบอกปากต่อปากว่า กบของที่ฟาร์มสวย แข็งแรง ทนต่อโรค ราคาไม่แพง จึงทำให้มีผู้สนใจเดินทางมาซื้อกันอย่างต่อเนื่อง”

“ผลผลิตของฟาร์มต่อเดือน ทางฟาร์มจะผลิตลูกกบได้เป็นจำนวน 100,000 ตัว เราจะขายเป็นลูกกบจำนวนหนึ่งและเอาไว้ขุนขายเป็นตัวใหญ่อีกจำนวนหนึ่ง” คุณปัญชนิตกล่าว

เมื่อคำนวณผลผลิตต่อรุ่น จะได้น้ำหนักกบประมาณ 1,500 กิโลกรัม

“ดังนั้น ใน 1 ปี ทางฟาร์มจะขุนเพื่อเป็นกบเนื้อส่งตลาดปีละ 2 รุ่น ปีละ 3,000 กิโลกรัม เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว จะมีรายได้ประมาณ 600,000 บาทขึ้นไป” คุณปัญชนิต กล่าวในที่สุด

สำหรับผู้สนใจในอาชีพการเลี้ยงกบ คุณปัญชนิต บอกว่า ขอเพียงให้มีความตั้งใจ พร้อมที่จะศึกษาหาความรู้ในการเลี้ยง โดยที่ฟาร์มของเธอพร้อมต้อนรับทุกคนเสมอ ติดต่อมาได้ที่ โทร. (083) 128-2205 

เกษตรฯ เตรียมแผนมาตรฐานสินค้าเกษตร ปี 57 อีก 20 เรื่อง

นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรเพื่อประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไป จำนวน 8 เรื่อง ได้แก่ 1. น้ำผึ้ง 2. สะละ 3. มังคุด 4. ทุเรียน 5. เส้นไหมดิบ เล่ม 2 : เส้นไหมสาวด้วยเครื่องจักร 6. การปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตยางรมควัน 7. การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงฆ่าสัตว์ และ 8. แนวปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเพาะเลี้ยงปูม้าและปูทะเล

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบในการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 จำนวน 20 เรื่อง ได้แก่ 1. แนวปฏิบัติตามมาตรฐานเมล็ดถั่วลิสงเกี่ยวกับข้อกำหนดปริมาณอัลฟาท็อกซิน ซึ่งจะเป็นมาตรฐานบังคับ 2. แนวปฏิบัติในการตรวจสอบรับรองตามมาตรฐานหลักเกณฑ์การปฏิบัติในการผลิตสินค้าเกษตรแช่เยือกแข็ง 3. แตงเทศ หรือเมล่อน 4. แก้วมังกร 5. ถั่วฝักยาว 6. มะม่วง 7. พริกป่น และการปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตพริกป่น 8. เห็ดเข็มทอง 9. กุ้งก้ามกราม 10. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มเป็ดเนื้อ

11. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่พันธุ์และแนวปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่พันธุ์ 12. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกรและแนวปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร 13. แนวปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงปลาทะเล 14. มาตรฐานสุขอนามัยพืชสำหรับวัสดุบรรจุภัณฑ์ไม้

15. หลักการและแนวทางสำหรับการเช็กตัวอย่างสินค้าเกษตรและอาหาร 16. วิธีวิเคราะห์ทางเคมี 17. การจัดกลุ่มพืชเพื่อใช้กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรที่เกี่ยวกับสารพิษตกค้าง 18. การปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตรังนก 19. แนวปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเพาะพันธุ์และฟาร์มอนุบาลสัตว์น้ำจืด และ 20. แนวปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงฆ่าแพะและแกะ

“สำหรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเพื่อจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรนั้น จะต้องเป็นสินค้าที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นสินค้าหรือระบบที่กำลังมีการจัดทำหรือเปลี่ยนแปลงมาตรฐานระหว่างประเทศ เป็นสินค้าที่มีปัญหาคุณภาพมาตรฐาน เพื่อแก้ไขปัญหาการกีดกันทางการค้าและคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งในปัจจุบันสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้ดำเนินการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรไปแล้วทั้งสิ้น 217 เรื่อง” นายยุคล กล่าวในที่สุด

 

ปูทะเล เป็น ปูนิ่ม “พหลฟาร์ม” สมุทรสงคราม ทำได้ มีนาคม 25, 2013

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092011155&srcday=2012-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 538

เทคโนโลยีการประมง

อภิวัฒน์ คำสิงห์

ปูทะเล เป็น ปูนิ่ม “พหลฟาร์ม” สมุทรสงคราม ทำได้

ปูนิ่ม ที่เรารู้จักและรับประทานกันเป็นอาหาร หลายคนเข้าใจกันว่าแหล่งผลิตส่วนใหญ่จะอยู่ติดกับทะเลหรือในท้องทะเลที่กว้างใหญ่ 

ต้องบอกว่าทำความเข้าใจกันใหม่เถอะครับ

ปัจจุบันได้มีการพัฒนาคิดค้นวิธีการเลี้ยงปูนิ่มจากที่เลี้ยงบริเวณริมทะเลหรือในท้องทะเลมาเป็นบ่อเพาะเลี้ยงแบบพัฒนาในหลายพื้นที่ ซึ่งมีการเลี้ยงทั้งแบบตัดก้ามและแบบธรรมชาติ ซึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมเดินทางกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พบปะเยี่ยมพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งมีอาชีพที่ไม่คาดคิดว่าจะมีอยู่ในพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครเพียง 100 กว่ากิโล คือ อาชีพเพาะเลี้ยงปูนิ่ม

เมื่อรถของทีมงาน กว่า 20 ชีวิต มาถึง พี่พิธาน ลิปิสุนทร เจ้าของฟาร์ม ก็เข้ามาต้อนรับและอธิบายเล่าถึงที่มาที่ไปของอาชีพเพาะเลี้ยงปูนิ่มให้กับทีมงานได้ฟังอย่างล้วงลึกในทุกขั้นตอนการเลี้ยง

พี่พิธาน เล่าให้ฟังว่า ที่ดินผืนนี้เป็นของป้าและย่า ซึ่งเดิมจะปล่อยให้เช่าทำฟาร์มเลี้ยงกุ้ง แต่หลังจากสัญญาเช่าหมดลง ตนก็มาขอเช่าต่อ เพื่อจะใช้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งหวังจะสร้างเป็นอาชีพให้กับตนเอง

“ตอนนั้นเองผมยังไม่ได้คิดว่าจะเลี้ยงอะไร ไปปรึกษากับเพื่อนที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องสัตว์น้ำ เขาก็บอกว่า อย่างเราเนี้ย ประสบการณ์เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำก็ยังมีน้อย อย่างการเลี้ยงกุ้งมันก็ยาก อีกอย่างพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นนากุ้งเก่า เชื้อโรคที่เคยมีก็ยังฝังตัวอยู่ ปลาก็ไม่แนะนำ ในที่สุดมาจบที่การเลี้ยงปู เพราะมีความทนทานต่อโรค ความเค็ม สภาพอากาศ อุณหภูมิ ที่มากกว่าสัตว์น้ำ แต่จะเลี้ยงปูธรรมดาก็จะเหมือนคนอื่นๆ จึงคิดต่อยอดนำปูทะเลมาทำเป็นปูนิ่ม”

พี่พิธาน เริ่มต้นทำธุรกิจการเพาะเลี้ยงปูนิ่ม เมื่อปลายปี 52 บริเวณตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม โดยเริ่มปรับพื้นที่ เตรียมทำคันดิน สร้างสะพาน ทำบ่อเพาะเลี้ยง และบ่อพักน้ำ โดยใช้เวลาประมาณ 1 เดือน

“เนื่องจากบริเวณนี้ จะมีโรงงานอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก ในพื้นที่เพาะเลี้ยง ผมจึงต้องแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน ทำเป็นบ่อพักน้ำเพื่อใช้รองรับน้ำไว้ก่อนจะถ่ายเข้าบ่อเพาะเลี้ยงในบางช่วงเวลาที่มีปริมาณน้ำน้อยในบางฤดูการผลิต”

การเตรียมบ่อเพาะเลี้ยง

การเตรียมบ่อเพาะเลี้ยง พี่พิธาน บอกว่า จะทำคล้ายกับการเตรียมบ่อเลี้ยงกุ้ง ซึ่งภายในบ่อจะประกอบไปด้วยประตูระบายน้ำเข้า-ออก จะ 1 หรือ 2 ประตู ขนาดบ่อกินเนื้อที่กว่า 6 ไร่ ความลึกของบ่อประมาณ 1.5 เมตร ภายในบ่อจะมีเครื่องสูบน้ำเข้า-ออก 1 ตัว (ตัวใหญ่)

บริเวณกลางบ่อเพาะเลี้ยงจะมีสะพานไม้ความยาวเกือบสุดขอบบ่ออีกข้าง เพื่อใช้เป็นทางเดินตรวจเก็บปูนิ่มที่ลอกคราบ รวมถึงใช้เดินให้อาหารปูที่เลี้ยงในแต่ละวัน โดยสะพานจะใช้วัสดุธรรมชาติเป็นหลัก

สำหรับตัวแพรองรับตะกร้า พี่พิธานจะใช้ท่อ พีวีซี สีฟ้า เส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 1-2 นิ้ว ปิดปลายทั้ง 2 ข้าง แล้วต่อเป็นแพยาวประมาณ 80 เมตร กว้าง 1 เมตร ใน 1 แพ จะมี 4 แถว แต่ละแถวจะวางตะกร้าเลี้ยงปูได้มากถึง 300 กล่อง ซึ่งเฉลี่ย 1 แพ จะวางกล่องเลี้ยงปูได้ถึง 1,200 กล่อง

ส่วนขนาดของตะกร้าที่ใช้เลี้ยงจะมีความกว้างราวๆ 22.6 เซนติเมตร ยาว 30.0 เซนติเมตร สูง 16.1 เซนติเมตร ใน 1 ตะกร้า จะใส่ปูลงไปเพียง 1 ตัว เท่านั้น

ขั้นตอนการเพาะเลี้ยง และเลือกพันธุ์ปู

การปล่อยปูที่นี่จะไม่เลือกเวลาปล่อย พี่พิธาน บอกว่า จะปล่อยลงได้ตลอดทั้งวัน เพราะเนื่องจากคนงานที่มียังไม่มีประสบการณ์ในการเลี้ยง อีกทั้งขั้นตอนการเลี้ยงปูนิ่มจะมีกระบวนการและวิธีที่ค่อนข้างมาก ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาและความชำนาญ ไม่เหมือนกับการเลี้ยงปูธรรมดาทั่วไปที่ตัดเชือกแล้วปล่อยลงน้ำได้เลย ดังนั้น คนเลี้ยงจะต้องระมัดระวัง”

“ก่อนปล่อยปูลงเลี้ยงในตะกร้าจะมีการปรับสภาพของปูให้เข้ากับแหล่งน้ำที่จะเลี้ยง โดยการใช้น้ำในบริเวณที่เลี้ยงรดตัวปูให้ชุ่ม จากนั้นจึงตัดเชือกมัดปูออกแล้วปล่อยลงกล่องเพาะเลี้ยง พันด้วยลวด แล้วนำไปวางลงบนแพที่ทำไว้

สำหรับพันธุ์ปูที่ใช้เป็นปูทะเลที่เห็นตามท้องตลาด โดยจะสั่งพันธุ์มาจากแพปูทางภาคใต้ ซึ่งจะมีขนาดตัวประมาณ 1 ขีด ซึ่งในแต่ละรอบ ผมจะสั่งขึ้นมาครั้งละประมาณ 40-50 กิโล”

แต่ละเดือน พี่พิธานจะสั่งปูทะเลขึ้นมาเพื่อเพาะเลี้ยงทำเป็นปูนิ่ม เดือนละ 2 รอบ เฉลี่ยรอบละประมาณ 45 กิโลกรัม ซึ่งแต่ละเดือนจะใช้ปูทะเล 700-800 ตัว

การดูแล และการให้อาหาร

ทุกๆ วัน กิจกรรมที่พี่พิธานและลูกน้องต้องทำหลักๆ ของการเลี้ยงปูนิ่ม คือ เดินตรวจเช็กว่าปูที่เลี้ยงลอกคราบหรือยัง โดยช่วงเวลากลางวันจะเดินดู 3 รอบ กลางคืน 3 รอบ และส่วนรอบ 15.30 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาให้อาหาร จะดูอีกรอบหนึ่ง (การให้อาหารจะให้วันเว้นวัน)

ส่วนการเปลี่ยนถ่ายน้ำแต่ละครั้งจะต้องตรวจเช็กสภาพน้ำภายในบ่อเพาะเลี้ยงและบ่อพักน้ำ ซึ่งความเค็มของน้ำจะให้อยู่ประมาณ 25 พีทีที โดยการเปลี่ยนถ่ายหรือเติมน้ำเข้าบ่อเพาะเลี้ยงแต่ละครั้ง จะสังเกตน้ำด้านนอกเป็นหลัก ซึ่งหากช่วงไหนน้ำมาก ก็จะใช้วิธีเปลี่ยนถ่ายน้ำ แต่หากช่วงไหนที่น้ำด้านนอกน้อย หรือช่วงที่น้ำตาย จะใช้วิธีเติม ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์

ส่วนอาหารที่ใช้เพาะเลี้ยง พี่พิธานจะให้เนื้อปลาที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ (ปลาข้างเหลือง หรือปลากิมซัว) ขนาดเท่าเหรียญ 5 บาท ใส่ลงไปกล่องละ 1 ชิ้น

ระยะเวลา ในการเลี้ยงปูจะใช้เวลาประมาณ 45 วัน โดยเฉลี่ย แต่บางครั้งปูที่นำมาปล่อยมีความพร้อม เมื่อปล่อยลงไปประมาณ 2-3 วัน ก็สามารถลอกคราบได้เช่นกัน อีกทั้งปูที่มีอวัยวะในบางส่วนหลุดหายไป ก็จะสลัดคราบออกได้เร็วกว่าปูปกติทั่วไป

การสังเกตปูลอกคราบ พี่พิธานบอกว่าดูได้จากปูในตะกร้า หากพบปู 2 ตัว ในตะกร้าเดียวกัน แสดงว่าตัวหนึ่งจะเป็นคราบและอีกตัวหนึ่งจะเป็นปูนิ่มที่ลอกคราบ ซึ่งในแต่ละวันบางรอบสามารถเก็บปูนิ่มได้มากถึง 10-20 ตัว และยิ่งช่วงที่ใกล้ครบ 45 วัน ของการเลี้ยง จะได้ปูนิ่มสูงถึง 80 ตัว

สำหรับการดูแลบ่อจะใช้ปูนขาวและจุลินทรีย์เป็นตัวย่อยสลายเศษอาหารที่ตกลงพื้น ซึ่งเป็นการเอาธรรมชาติบำบัดธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังปล่อยปูไข่ลงไปภายในบ่อเพาะเลี้ยง เพื่อให้เก็บเศษซากอาหารที่หลุดออกจากกล่อง จนสามารถจับปูไข่จำหน่ายได้อีกทางหนึ่ง

ส่วนอุปกรณ์ อย่างตะกร้าที่ใช้เลี้ยง เมื่อปูลอกคราบแล้ว ก็จะนำขึ้นมาทำความสะอาด ใช้แปรงขัดและนำไปตากแดด ก่อนที่จะนำกลับไปใช้ใหม่อีกครั้ง ส่วนท่อ พีวีซี ที่ใช้ทำเป็นแพ ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ได้ระยะเวลาที่นาน ไม่ค่อยพบปัญหาชำรุด

ทุกวันนี้ พหลฟาร์ม สามารถผลิตปูนิ่มออกจำหน่ายให้กับพ่อค้าแม่ค้าทั้งที่เป็นขาประจำ นักท่องเที่ยว พ่อค้าแม่ค้าขาจร อีกทั้งส่งให้กับร้านอาหารในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามได้ทุกวัน โดยมีราคาตั้งแต่ 250 บาท ไปจนถึง 300 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของปู โดยรูปแบบการจำหน่ายนั้น พี่พิธานจะบรรจุใส่กล่องพลาสติก กล่องละ 1 ตัว และนำแช่แข็งไว้ในห้องเย็น อุณหภูมิ -18 องศา ก่อนส่งต่อไปยังมือพ่อค้าแม่ค้า

ท่านใดที่สนใจ อยากสอบถามข้อมูล หรือติดต่อซื้อปูนิ่มมาประกอบอาหาร พหลฟาร์มเปิดบริการทุกวัน ติดต่อได้ที่ คุณพิธาน ลิปิสุนทร โทรศัพท์ (086) 755-2252

กรมประมง หนุนชุมชน ทำปะการัง “ซั้งกอ”

ภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ

ปัจจุบัน ทรัพยากรทางทะเลกำลังเผชิญกับปัญหาสภาวะเสื่อมโทรม ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำลดน้อยลง อันเป็นผลมาจากหลายสาเหตุ ทั้งการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรประมงที่เกินกำลังผลิตของธรรมชาติ การจับสัตว์น้ำด้วยเครื่องมือที่ผิดกฎหมาย การใช้เครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพการทำประมงสูง รวมถึงปัญหาความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม ซึ่งได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีความเป็นอยู่ของชาวประมงพื้นบ้านที่ประกอบอาชีพด้วยเครื่องมือประมงเรียบง่ายและเลือกจับสัตว์น้ำเฉพาะอย่าง เช่น เบ็ด แห ลอบ ไซ อวนลอยปู และอวนลอยกุ้ง เป็นต้น เนื่องจากขาดแคลนทรัพยากรสัตว์น้ำในการทำประมง ส่งผลให้รายได้ลดน้อยลง ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ

การบริหารจัดการทรัพยากรประมงให้มีใช้อย่างยั่งยืนและเกิดประโยชน์สูงสุด เป็นภารกิจของกรมประมง ซึ่งได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรประมงในแหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งการเพิ่มจำนวนผลผลิตสัตว์น้ำ การฟื้นฟูแหล่งทำการประมง การสร้างความรู้ ความเข้าใจในการอนุรักษ์ควบคู่กับการปลูกจิตสำนึกให้ผู้ใช้ทรัพยากรประมงรู้คุณค่าและมีจิตสำนึกในการหวงแหนทรัพยากรโดยการสร้างเครือข่ายการจัดการประมงทะเลแบบชุมชนมีส่วนร่วม

“ซั้งกอ” หรือ “ปะการังเทียมพื้นบ้าน” เป็นอีกโครงการหนึ่งภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรประมง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีมาตั้งแต่อดีต ใช้ในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล โดยการนำซั้งกอหรือปะการังเทียมที่ชาวบ้านได้ประดิษฐ์ขึ้นเองไปวางเป็นกลุ่มไว้ในทะเล จุดละประมาณ 3 กลุ่ม โดยห่างจากฝั่ง 3 กิโลเมตร เพื่อใช้เป็นแหล่งอาศัยและแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเลขนาดเล็กให้มีโอกาสได้เจริญเติบโตและขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณ และยังสามารถช่วยป้องกันเรือประมงขนาดใหญ่เข้ามาทำการประมงในเขตบริเวณชายฝั่งได้อีกด้วย สำหรับการจัดทำซั้งกอ สามารถเลือกใช้วัสดุที่มีราคาถูก และหาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น ลำไม้ไผ่ ใบมะพร้าว เชือกกระสอบ กิ่งไม้ เป็นต้น โดยนำมาประกอบกันเป็นซั้งกอแล้วนำไปวางบริเวณแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเล โดยรูปแบบการทำซั้งกอจะแตกต่างกันตามภูมิปัญญาชาวบ้านของแต่ละชุมชน

โดยการให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ทะเลแล้วในหลายพื้นที่ ประกอบด้วย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งได้ดำเนินการจัดทำซั้งกอชุมชนที่ บ้านปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี บ้านบ่อนอก บ้านคั่นกระได อำเภอเมือง บ้านโคกตาหอม อำเภอทับสะแก บ้านกรูด อำเภอบางสะพาน บ้านหนองเสม็ด และบ้านบางเบิด อำเภอบางสะพานน้อย, จังหวัดปัตตานี ได้ดำเนินการที่ บ้านตันหยงเปาว์ อำเภอหนองจิก บ้านตะโล๊ะสะมิแล บ้านปาตาบูดี บ้านตะโล๊ะกาโปร์ บ้านดาโต๊ะ อำเภอยะหริ่ง บ้านปะนาเระ บ้านปะเสยะวอ อำเภอปะนาเระ และบ้านละเวง อำเภอไม้แก่น, จังหวัดนราธิวาส ได้ดำเนินการทำซั้งกอในบริเวณแหล่งอาศัยสัตว์ทะเลโครงการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดปัตตานี และนราธิวาส

ทั้งนี้ ผลจากการดำเนินการดังกล่าว กรมประมงได้รับความร่วมมือจากชาวประมงพื้นบ้านเป็นอย่างดี เนื่องจากได้รับประโยชน์จากการจัดทำซั้งกอโดยเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถฟื้นฟูทรัพยากรประมงให้มีไว้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ โดยไม่ต้องออกเรือไปทำการประมงไกลๆ ซึ่งเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาข้อพิพาทระหว่างชาวประมงพาณิชย์กับชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งเป็นแบบอย่างในการจัดการทรัพยากรประมงโดยการอาศัยชุมชนมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพ

 

เลี้ยง “จระเข้” ดีกว่า ธันวาคม 30, 2012

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05095010955&srcday=2012-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 534

เทคโนโลยีการประมง 

อัสวิน ภัคฆวรรณ

เลี้ยง “จระเข้” ดีกว่า

“จระเข้” เป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง ที่กำลังมีผู้สนใจเลี้ยงกันมากขึ้น เพื่อเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม โดยเฉพาะในกลุ่มของชาวบ้านและเกษตรกรรายย่อย หากสำเร็จก็จะทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ

คุณวัชรพงษ์ โพธิ อายุ 25 ปี และ คุณนัฐวุฒิ พรหมจิตร์ อายุ 26 ปี สองหนุ่มแห่งบ้านประจ่า หมู่ที่ 6 ตำบลนาหว้า อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ได้ทดลองเลี้ยงจระเข้พันธุ์ไทยน้ำจืด จำนวน 60 ตัว โดยวิธีเลี้ยงขุนแบบบ่อเดี่ยว ใช้เงินลงทุนทั้งการสร้างบ่อ และซื้อลูกจระเข้ จำนวน 350,000 บาท จากฟาร์มในจังหวัดชลบุรี ราคาตัวละ 2,500 บาท

คุณวัชรพงษ์ และคุณนัฐวุฒิ เล่าให้ฟังว่า หลังจากที่เลี้ยงลูกจระเข้มาได้ประมาณ 6 เดือน เริ่มเห็นผลขึ้น โดยจระเข้จะเจริญเติบโตดี จากเดิมขนาดความยาว ประมาณ 80 เซนติเมตร-1 เมตร เพิ่มเป็น 1.20-1.30 เมตร

สำหรับเทคนิควิธีการเลี้ยงนั้น จะให้อาหาร ซึ่งเป็นจำพวกไก่สดแช่แข็ง 5 วัน ต่อครั้ง ครั้งละ 10 กิโลกรัม เฉลี่ยทั้ง 60 ตัว ตามด้วยอาหารเสริม เพื่อให้จระเข้ได้สารอาหารเพิ่มมากขึ้น และเปลี่ยนถ่ายน้ำเดือนละ 1 ครั้ง

นอกจากนั้น ต้องให้จระเข้อยู่ในความสงบที่สุด ห้ามรบกวน โดยเฉพาะเสียงดังจากยวดยานพาหนะและบุคคลภายนอก เพราะจระเข้จะไม่กินอาหาร และต้องสร้างพื้นที่ให้จระเข้ขยับตัวได้น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้หนังมีรอยตำหนิ ซึ่งข้อดีของจระเข้เลี้ยงขุนแบบบ่อเดี่ยวตัวเดียวคือ ทำให้จระเข้โตเร็วกว่าการเลี้ยงรวมกันในบ่อเดียวขนาดใหญ่

สำหรับบ่อเลี้ยงจะมีความกว้าง 120 เซนติเมตร ยาว 180 เซนติเมตร และ สูง 1.50 เมตร โดยภายในบ่อมีพื้นที่ทั้งบกและน้ำอย่างละครึ่ง และต้องใช้วัสดุปิดทับด้านบน ปกติจะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 2 ปี จึงจะจับขายได้ โดยราคาจระเข้ ขนาดมาตรฐานเกรดเอ ต้องมีรอบอกขนาด 55 เซนติเมตร ขึ้นไป และความยาวลำตัวประมาณ 2 เมตร

โดยราคาขายจะคิดตามขนาดรอบอก ซึ่งวัดจากเกล็ดลำตัวชั้นที่ 4 นับจากหัว โดยราคาอยู่ที่เซนติเมตรละ 120 บาท หรือตกตัวละ 10,000-12,000 บาท แต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณภาพของหนังด้วย หากเกรดต่ำลงไปก็จะอยู่ที่ตัวละ 6,000-9,000 บาท

คุณวัชรพงษ์ และคุณนัฐวุฒิ ยังบอกอีกว่า การเลี้ยงจระเข้ อาจจะมีต้นทุนในช่วงแรกที่ค่อนข้างสูง แต่ในระยะยาวแล้วเชื่อว่า จระเข้จะเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าและความเสี่ยงน้อย เนื่องจากมีตลาดรองรับแน่นอน เพราะเมื่อได้ขนาด ทางฟาร์มจะรับซื้อกลับไปในราคาประกัน และหากในระยะเวลา 6 เดือน จระเข้ตาย ไม่โต หรือเป็นโรค ก็จะส่งตัวใหม่มาให้แทน

“สิ่งที่ผู้เลี้ยงต้องรับภาระคือ การสร้างบ่อเลี้ยงจระเข้ อาหาร และการดูแลเท่านั้น ซึ่งขณะนี้พวกตนเริ่มก่อสร้างบ่อเลี้ยงเพิ่มเติมอีกเท่าตัว เพื่อเตรียมนำจระเข้ชุดใหม่มาเลี้ยงให้ทันในช่วงปีนี้”

 

เยี่ยมสุดยอดฟาร์มปลาสลิด “จรรย์วรรธน์” เมืองโอ่ง กันยายน 7, 2011

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100010854&srcday=2011-08-01&search=no.

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 508

เทคโนโลยีการประมง

อภิวัฒน์ คำสิงห์

เยี่ยมสุดยอดฟาร์มปลาสลิด “จรรย์วรรธน์” เมืองโอ่ง 

ถ้าพูดถึง ป.ปลา ตากลม ในบ้านเราก็มีหลายประเภทหลายพันธุ์ ซึ่งในปัจจุบันยังคงเป็นที่นิยมบริโภคกันอย่างมาก สำหรับปลาส่วนใหญ่ที่นิยมนำมาแปรรูปโดยการตากแห้งและนำไปทอดให้กรอบ และนำมารับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ ก็มีหลายชนิดด้วยกัน แต่ที่นิยมและเป็นที่รู้จักกันในบ้านเราคงต้องยกให้กับเจ้าปลาสลิด

“ปลาสลิด” มีให้เห็นทั่วไปในท้องตลาด ทั้งรูปแบบทอดสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน แบบแปรรูปพร้อมนำไปประกอบอาหาร ซึ่งในบ้านเราแหล่งที่มีการเพาะเลี้ยงและนำมาแปรรูปจนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนส่วนใหญ่นั้นก็คือ ปลาสลิดบางบ่อ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

การเพาะเลี้ยงปลาสลิดได้ขยายพื้นที่ไปในหลายๆ จังหวัด ซึ่งแต่ละที่ก็จะมีวิธีการเลี้ยง การดูแล ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับผู้ดูแล (เจ้าของ) ว่าจะมีวิธีการเทคนิคการเลี้ยงอย่างไร ปักษ์นี้เทคโนโลยีชาวบ้านจึงจะขออาสาพาไปรู้จักกับ ฟาร์มปลาสลิดที่มีการบริหารจัดการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ไม่แพ้ปลาสลิดบางบ่อ

“จรรย์วรรธน์ฟาร์ม” เป็นฟาร์มเพาะเลี้ยงปลาสลิดขนาดใหญ่ ตั้งอยู่เลขที่ 87/1 หมู่ที่ 9 ตำบลโพหัก อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี มีพื้นที่เพาะเลี้ยงทั้งหมด 100 ไร่ มีบ่อเพาะเลี้ยงจำนวน 6 บ่อ แต่ละบ่อจะมีขนาดที่แตกต่างกันออกไป แล้วแต่สภาพพื้นที่ จรรย์วรรธน์ฟาร์ม มีการบริหารจัดการ ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตจนถึงการตลาดภายใต้การดูแลของ คุณวันเพ็ญ (พี่หนู) และ คุณธนะ (พี่น้อย) ทิพย์สัน เจ้าของฟาร์มที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในละแวกนั้น

เพาะเลี้ยงกุ้ง

ควบคู่กับปลาเบญจพรรณ 

พี่หนู เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เคยเลี้ยงกุ้งก้ามกรามมาก่อน ซึ่งในช่วงแรกๆ ก็มีกำไรเยอะ แต่พอหลังๆ มา กำไรเริ่มน้อยลง จากกำไรหลักแสนเหลือแค่หลักหมื่น ทำให้เป็นหนี้เพิ่มขึ้น ตนจึงชวนพี่น้อย (สามี) มาทดลองเลี้ยงปลาควบคู่กับการเลี้ยงกุ้ง ซึ่งเดิมก่อนแต่งงานมาทางครอบครัวของตนก็มีอาชีพเพาะเลี้ยงปลาสลิด ทำให้พอมีความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงปลาติดตัวมาบ้าง

“ช่วงที่เลี้ยงกุ้งก็จะเช่าพื้นที่ 30 ไร่ หลังบ่อกุ้งขุดเป็นบ่อเลี้ยงปลาแบบผสมผสานจำนวน 1 บ่อ มีปลาอะไรก็ปล่อยรวมกันหมด เลี้ยงแบบไม่ค่อยให้ความสนใจ ปล่อยให้ปลาหากินเองบ้าง ให้อาหารบ้าง เลี้ยงมาได้ระยะหนึ่ง ราคากุ้งตก แต่ขณะที่ปลาที่เลี้ยงกลับขายได้ราคา มีเงินมาลงทุนและใช้หนี้บ่อกุ้ง จากนั้นมาก็ค่อยๆ หยุดเลี้ยงกุ้งและหันมาใช้บ่อกุ้งเลี้ยงปลาแทน”

ตัดสินใจหันมาเลี้ยงปลาเบญจพรรณแทนการเลี้ยงกุ้งได้ระยะหนึ่ง พี่หนูก็ต้องพบกับปัญหาราคาปลาหลายชนิดตก ราคาไม่เป็นที่แน่นอน บางชนิดราคาสูง บางชนิดราคาตก แต่ในขณะที่ปลาสลิดขายได้ราคาสูง และราคาคงที่ พี่หนูจึงหันมาเลี้ยงปลาสลิดชนิดเดียว ซึ่งก็สามารถเลี้ยงได้ดีทุกรอบ ราคาก็สูงเป็นที่น่าพอใจ อีกทั้งตลาดก็มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ทำให้ขยายบ่อเพิ่มขึ้นทุกปี

ขยายพื้นที่

เตรียมบ่อเพาะเลี้ยง

สร้างรายได้เป็นอย่างดีในแต่ละรอบ สามารถทำรายได้เป็นอย่างดี จนต้องขยายบ่อเลี้ยงเพิ่ม จนวันนี้พี่หนูมีบ่อเลี้ยงจำนวน 5 บ่อ ครอบคลุมพื้นที่มากถึง 100 ไร่ ด้วยกัน

“บ่อที่เลี้ยงเคยเป็นบ่อที่ใช้เพาะเลี้ยงกุ้งมาก่อน การเตรียมบ่อครั้งแรกจึงต้องขุดร่องที่จะใช้ขึ้นปลาภายในบ่อเพิ่ม ซึ่งการขุดร่องนั้นจะขุดห่างจากขอบบ่อประมาณ 3 เมตร มีความกว้างของร่อง ประมาณ 3 เมตร ความลึก 2 เมตร แต่ละบ่อจะมีขนาดของบ่อไม่เท่ากัน บ่อใหญ่จะขุดรอบบ่อ บ่อเล็กจะขุดซีกใดซีกหนึ่งหรือขุดเป็นรูปตัวแอล”

“หลังจากขุดร่องภายในบ่อแล้ว จะปลูกหญ้า ผักบุ้ง ภายในบ่อทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน ขณะที่รอให้หญ้าขึ้น ก็จะขุดบ่อขนาดเล็ก (บ่อกาด) ไว้ในบ่อใหญ่ เอาพ่อแม่พันธุ์ปลามาเลี้ยงไว้ให้ผสมพันธุ์กัน พอหญ้าที่ปลูกขึ้นเต็มที่ ก็จะเริ่มปล่อยน้ำเข้าบ่อ โดยให้ระดับน้ำสูงจากพื้นบ่อ ประมาณ 50 เซนติเมตร น้ำที่ปล่อยเข้ามาก็จะท่วมบ่อกาด พ่อแม่พันธุ์ที่เลี้ยงไว้ก็จะออกไปวางไข่ในหญ้าที่ปลูก ผ่านไป 1 อาทิตย์ ปลาก็จะฟักออกมาเป็นตัว เราก็จะเริ่มปล่อยน้ำเข้ามาเพิ่มให้ระดับน้ำสูงจากพื้นบ่อ ประมาณ 80 เซนติเมตร และในอาทิตย์ที่ 3 หลังจากปลาฟักออกมาเป็นตัว ก็จะฟันหญ้าภายในบ่อเพื่อช่วยสร้างไรแดงให้เป็นอาหารลูกปลา” พี่หนูเล่าถึงการเตรียมบ่อเพาะเลี้ยง

ดูแลเอาใจใส่ ได้คุณภาพ

เป็นที่ต้องการของตลาด

บ่อมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ จำนวนพ่อแม่พันธุ์ที่ใส่ลงไปในแต่ละบ่อจึงต้องมีปริมาณที่แตกต่างกัน ในแต่ละบ่อจะใส่เพศเมียมากกว่าเพศผู้ อัตราส่วนจะอยู่ประมาณ 70:30 หรือ 80:20 ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใส่ลูกปลาสลิดลงไปประมาณ 10,000 ตัว หลังจากที่ปล่อยไปแล้ว หากปริมาณปลาสลิดแน่นเกินไป ก็จะแก้ไขโดยการปล่อยลูกปลาช่อนลงไปช่วยลดประชากรลูกปลาสลิดลง ซึ่งในการใส่ลูกปลาช่อนลงไปนั้นต้องดูความเหมาะสมด้วย

พ่อแม่พันธุ์ปลาที่ใช้ จะต้องเป็นปลาที่มาจากคนละแหล่ง ซึ่งพี่หนูเองจะใช้วิธี ใช้แม่พันธุ์ของตนเองและไปหาซื้อพ่อพันธุ์จากแหล่งอื่นๆ เพื่อป้องกันสายเลือดชิดที่อาจทำให้ปลาไม่แข็งแรงและเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคได้

อาหารที่ใช้เลี้ยงนั้น พี่หนูบอกว่า ในช่วง 7 วันแรก ที่ปลาฟักออกมาเป็นตัวจะไม่ให้อาหาร หลังจาก 7 วัน ไปแล้ว จะเริ่มให้รำละเอียดผสมกับปลาป่น วันละ 1 ครั้ง (ช่วงเช้า) เป็นเวลา 1 เดือน พอปลาได้ 45 วัน จะเปลี่ยนมาให้อาหารปลาชนิดจม (ฟิชเฟิร์ส 412 โปรตีน 25%) พอปลาได้ 4 เดือน ก็เปลี่ยนมาให้ (ฟิชเฟิร์ส 413 โปรตีน 20% ผสมกับฟิชเฟิร์ส 412 โปรตีน 25%) อย่างละครึ่ง และพอปลาได้ 8 เดือน ก็จะให้ (ฟิชเฟิร์ส 402 โปรตีน 16% ผสมกับฟิชเฟิร์ส 413 โปรตีน 20%) อย่างละครึ่ง สำหรับการให้จะนำอาหารไปใส่ไว้กับหลักใส่อาหารที่ทำไว้ในแต่ละจุด ประมาณ 2 กิโลกรัม/จุด/วัน ซึ่งแต่ละหลักจะมีความห่างระหว่างหลักที่เหมาะสม อย่าให้ห่างกันเกินไป เพราะในแต่ละบ่อมีปริมาณปลามาก ถ้าหากหลักใส่อาหารห่างกันเกินไปจะทำให้ปลาแย่งอาหารกัน ปลาตัวไหนที่อยู่ใกล้หลักก็จะกินได้เยอะตัวก็โต ตัวไหนที่อยู่ห่างจากหลักมากๆ ก็จะกินไม่ทัน จะทำให้ตัวเล็ก ซึ่งความห่างที่ใช้จะอยู่ที่ 5 คูณ 5 เมตร ในทุกๆ บ่อ

สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการเลี้ยงในแต่ละครั้ง พี่หนูบอกว่า จะเป็นเรื่องของน้ำที่ใช้เลี้ยง ซึ่งมีปัญหามากในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อน ทำให้น้ำมีความเข้มมากขึ้น ปลาไม่สามารถปรับให้เข้ากับสภาพของน้ำได้ก็ตาย และปัญหาอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติไม่สามารถแก้ไขได้ นั้นคือ ฟ้าที่ผ่าลงมาในช่วงหน้าฝน ทำให้ปลาตกใจและพากันตายเป็นจำนวนมาก นอกเหนือจากนั้นพี่หนูบอกว่าไม่มีปัญหาอะไร

ตลาดที่มารับซื้อ จะเป็นแม่ค้าจากจังหวัดสุพรรณบุรีมาเหมายกบ่อไปกระจายขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าตามจังหวัดต่างๆ อีกรอบหนึ่ง ราคารับซื้อหน้าฟาร์มจะอยู่ที่ 10 ตัว 1 กิโลกรัม ราคา 45-50 บาท 6 ตัว 1 กิโลกรัม ราคา 85-95 บาท ณ ราคาปลาแพง ในแต่ละรอบการเลี้ยงทำรายได้สูงถึงเลข 7 หลัก

ในทุกๆ สัปดาห์ พี่หนูและพี่น้อยจะพากันมาเดินดูบ่อปลาที่เลี้ยงทุกบ่อ สุ่มจับปลาที่เลี้ยงขึ้นมาชั่งน้ำหนักดู เดินดูศัตรูจากธรรมชาติที่จะเข้ามาทำลาย และหมั่นที่จะทำความสะอาดบริเวณรอบบ่อเลี้ยงเป็นประจำ

พี่หนูยังบอกอีกว่า หลังจากที่จับปลาขายไปแล้ว ในบ่อจะมีอาหารที่ปลาสลิดไม่กิน อย่างเช่น ไรแดง ฯลฯ ก็จะปล่อยกุ้งขาวลงไปเลี้ยงต่อเพื่อเป็นการสร้างรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่ง ที่สำคัญพี่หนูบอกว่า การที่เลี้ยงกุ้งในบ่อปลาต่อนั้น เป็นทางหนึ่งที่ช่วยให้เรากำหนดวันขึ้นปลาสลิดในรอบต่อไปได้

นอกจากจะเป็นเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงปลาสลิดขายแล้ว พี่หนูยังเป็นตัวแทนจำหน่ายอาหารปลาสลิดฟิชเฟิร์ส ไปพร้อมกับเพาะเลี้ยงปลาสลิด ท่านใดที่สนใจก็สามารถสอบถามข้อมูลหรือสั่งซื้อได้ พี่หนูบริการเต็มที่

ส่วนท่านใดที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม นอกเหนือจากที่อ่านหรือสนใจจะเลี้ยง ติดต่อสอบถามไปได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (081) 909-5078 (พี่หนู) พี่เขาพร้อมให้ข้อมูลอย่างไม่มีกั๊กครับ

 

เกษตรกรชัยนาท แนะวิธีเลี้ยงปลากางซาแรน โตเร็ว ลดความเสี่ยง ได้คุณภาพ กรกฎาคม 26, 2011

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100010754&srcday=2011-07-01&search=no.

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 506

เทคโนโลยีการประมง

อภิวัฒน์ คำสิงห์

เกษตรกรชัยนาท แนะวิธีเลี้ยงปลากางซาแรน โตเร็ว ลดความเสี่ยง ได้คุณภาพ

การสัญจรกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ลงพื้นที่จังหวัดชัยนาท ดูการประกอบอาชีพของลูกค้า (ธ.ก.ส.) ที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงปลากระชังริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อสัปดาห์ก่อน ปักษ์นี้เลยขอใช้พื้นที่คอลัมน์เทคโนโลยีการประมง มาบอกกล่าวเล่าถึงแนวทางการประกอบอาชีพนี้กันครับ

เป็นที่ทราบกันดีว่า ในพื้นที่จังหวัดชัยนาทนั้นมีความอุดมสมบูรณ์พร้อมไปด้วยทรัพยากรแร่ธาตุ ทรัพยากรแหล่งน้ำที่ไหลผ่านตัวจังหวัด นั่นคือ แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งในปัจจุบันน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาใช้ประโยชน์ในเรื่องของการทำการเกษตร เช่น การทำนา การทำสวน ทำไร่ เป็นหลัก ส่วนบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทั้ง 2 ฝั่ง ก็จะถูกใช้เป็นพื้นที่เพาะเลี้ยงปลาในกระชัง

จากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางธรรมชาติ ทำให้เกษตรกรจังหวัดชัยนาทนั้นมีทางเลือกที่จะประกอบอาชีพหลากหลายเพิ่มมากขึ้น ทั้งปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ

จากมนุษย์เงินเดือน

มาเป็นเกษตรกร

คุณปรีชา ชะเอม เป็นชาวจังหวัดชัยนาท เดิมเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีโอกาสได้เข้าไปคลุกคลีกับชาวบ้านในพื้นที่ ได้ไปพูดคุย ได้เห็น ทำให้ได้ซึมซับวิธีการและแนวทางการประกอบอาชีพของชาวบ้านมาระดับหนึ่ง

“ทำงาน ธ.ก.ส. มาได้ระยะหนึ่งก็ลาออกจากงาน หันมาจับอาชีพเกษตรกรรม โดยใช้ความรู้ที่ได้จากการเข้าไปพบปะกับชาวบ้านมาเป็นแนวทางในการวางแผนดำเนินการ โดยเริ่มจากการทำนาข้าว ทั้งนาปีและนาปรัง ในขณะนั้นเริ่มทำปีแรกก็พบกับปัญหาของโรคและแมลงที่มารบกวน ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่ารายได้ อีกทั้งราคาตลาดรับซื้อไม่แน่นอนคงที่ ทำให้บางปีต้องขาดทุน และบางปีที่เกิดภัยจากธรรมชาติ ปีนั้นก็จะไม่ได้แม้แต่เงินทุนที่ลงไปเลย”

สู้ทนทำมา 10 ปี พบกับปัญหาหลากหลายรูปแบบ คุณปรีชา จึงเปลี่ยนอาชีพจากทำนามาเป็นการอนุบาลลูกปลาขายให้กับกลุ่มผู้เลี้ยง “ต่อสู้กับโรคและแมลง ราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอน ผมเลยปรับเปลี่ยนอาชีพใหม่อีกครั้ง ในตอนนั้นพื้นที่บ้านของผมเองอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านไปมาทุกวันเห็นเพื่อนเกษตรกรด้วยกันเองเลี้ยงปลากระชังริมฝั่งแม่น้ำ มีรายได้ดีพอสมควร จึงเกิดความสนใจและได้ทดลองเลี้ยงดู”

จากชาวนาปลูกข้าว

เป็นชาวประมง เลี้ยงปลากระชัง

คุณปรีชา ประสบความล้มเหลวกับอาชีพการทำนา แต่ด้วยความเป็นคนที่ขยัน ต่อสู้ ไม่ย่อท้อต่อปัญหาที่เกิดขึ้น เขาพยายามพัฒนาและต่อสู้จนนำพาตัวเองผ่านวิกฤติเหล่านั้นมาได้ ทำให้เขาได้พบอาชีพอนุบาลลูกปลาขายให้กับกลุ่มคนเลี้ยง ส่งขายไปได้ระยะหนึ่ง บริษัทที่มารับซื้อปลาจากกลุ่มผู้เลี้ยงค่อยๆ หายไป กลุ่มผู้ผลิตก็เลยหาย คุณปรีชา ก็ไม่มีกลุ่มลูกค้าที่จะส่งพันธุ์ปลา ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนจากการอนุบาลลูกปลาขายมาเป็นการเพาะเลี้ยงปลาแบบเชิงเดี่ยวที่มีระบบการเลี้ยงแบบครบวงจรแทน โดยใช้ชื่อว่า “ปรีชาฟาร์ม”

“ปลาที่เลี้ยงจะเป็น ปลาทับทิม มีทั้งหมดประมาณ 20 กระชัง มีวิธีการเลี้ยงจะเหมือนกับเพื่อนเกษตรกรทั่วๆ ไป ผมเลี้ยงมาได้ระยะหนึ่ง ก็ต้องพบกับปัญหาของโรคที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกๆ ปี เพราะเนื่องจากพื้นที่ของกระชังปลาที่ใช้นั้นเป็นพื้นที่เดิมๆ กระชังเดิมๆ เชื้อโรคมันก็ไม่ไปไหน พอเราเอาปลามาลง โรคเหล่านั้นก็พร้อมที่จะกลับมาทำลายทันที”

เลี้ยงผสมผสาน กางซาแรน

ลดระยะเวลา ป้องกันโรค

ประสบกับปัญหาซ้ำซากเป็นเวลานานกว่า 5 ปี คุณปรีชา จึงหันมาเลี้ยงปลาที่หลากหลายชนิดแทนการเลี้ยงแบบเชิงเดี่ยวแทน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรค ซึ่งปลาที่เลี้ยงจะมีปลากดคัง ปลาทับทิม ปลานิล ปลากดอเมริกัน หรือปลากดหลวง โดยยึดหลักความต้องการในพื้นที่ ตามความต้องการของตลาด เป็นหลัก

“หันมาทดลองเลี้ยงปลาผสมผสาน โดยมีขนาดกระชัง กว้าง 5 เมตร ยาว 5 เมตร ลึก 3 เมตร ซึ่งมีความเหมาะสมในการเลี้ยงปลามากที่สุด ตอนนี้ผมเลี้ยงปลากด 10 กระชัง ปลาทับทิม 4 กระชัง ปลากดอเมริกัน 2 กระชัง (ทดลองเลี้ยง) และส่วนที่เหลือก็จะใช้เลี้ยงปลาพื้นบ้านที่มาเกาะบริเวณขอบกระชัง โดยตักมาใส่กระชังเลี้ยง ทดลองเลี้ยงดู”

การเลี้ยงผสมผสานนั้นสามารถช่วยลดปัญหาของโรคที่จะเกิดขึ้นได้อีกทางหนึ่ง แต่ก็ยังเกิดโรคอยู่ ซึ่งคุณปรีชาเองจะไม่รักษาแต่จะเน้นป้องกันแทน การป้องกันของเขานั้นจะใช้ด่างทับทิมใส่ลงไปในขวดน้ำ แล้วนำไปหย่อนลงในน้ำเหนือกระชัง ด่างทับทิมก็จะค่อยละลาย ซึ่งจะสามารถช่วยป้องกันเห็บ พยาธิภายนอก หรืออีกแนวทางก็เอาเกลือแกงไปห้อยไว้ในลักษณะเดียวกันก็ได้

สำหรับอาหารที่ให้ จะใช้เป็นชนิดเดียวกัน เพื่อง่ายต่อการซื้อและการให้ 1 วัน จะให้ 4 ครั้ง ซึ่งช่วงนั้นเองก็เจอกับปัญหาปลาไม่ค่อยขึ้นมากินอาหารบนผิวน้ำ โดยเฉพาะช่วงกลางวันที่มีแสงแดดจัด ทำให้บางครั้งอาหารที่ให้ไปนั้นเน่าเสีย ทำให้ปลาตาย

“เมื่อก่อนกระชังที่เลี้ยงจะไม่มีหลังคา เวลาที่เราต้องให้อาหาร ต้องลงไปหว่าน แดดก็ร้อน ตัวเราก็แย่ หว่านแล้วก็ต้องรีบขึ้น หว่านไปแล้วปลาก็ไม่ค่อยจะขึ้นมากินอาหารบนผิวน้ำ เพราะว่ามันร้อน ถ้าหว่านไปมากๆ ก็ทำให้น้ำเน่า ทำให้ปลาที่เลี้ยงตาย ผมก็ใช้วิธีสังเกตและเห็นว่าเวลาเมฆเคลื่อนตัวมาบังดวงอาทิตย์ ปลาในกระชังจะค่อยๆ ขึ้นมากินอาหารที่หว่านไว้มากขึ้น ผมจึงทำร่มให้กับปลาทุกกระชัง โดยการกางซาแรน พอปลามีร่ม หว่านอาหารให้ไปตอนไหนก็ขึ้นมากินตลอดทั้งวัน ทำให้ปลาโตเร็ว ซึ่งสามารถช่วยลดระยะเวลาในการเลี้ยง ซึ่งแต่ก่อนเคยเลี้ยง 120 วัน ปัจจุบันเลี้ยงเพียง 90-100 วัน ก็สามารถจับขายได้”

“ทุกวันนี้มี ปลาทับทิม ออกจำหน่ายทุก 4 เดือน มีปลากดคัง จำหน่ายทุก 18 เดือน ซึ่งผมมองว่าการเลี้ยงปลาทับทิมก็เหมือนกับปลูกพริก ปลูกมะเขือ ไม่นานก็ได้กิน แต่ปลากดคังก็เหมือนการปลูกส้มโอ ซึ่งนานกว่าจะได้ผล แต่เมื่อถึงเวลาก็ได้เยอะ”

“การเลี้ยงปลาแบบผสมผสานนั้น บางเดือนก็ยังต้องพบกับปัญหาปลาตาย แต่ก็ไม่เยอะเหมือนที่ผ่านมา ส่วนที่ตายก็จะเอาไปทำเป็นอาหารให้กับปลากดคัง ช่วยลดต้นทุนได้อีกทางหนึ่ง ที่สำคัญไม่ต้องเหนื่อยกำจัด” คุณปรีชา กล่าว

ในปัจจุบันนี้มีเพื่อนบ้านที่ทำอาชีพเดียวกันหันมาเรียนรู้และเลี้ยงปลาผสมผสานแบบคุณปรีชาเป็นจำนวนมาก หากท่านใดที่สนใจ ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสนใจจะทดลองทำบ้าง ติดต่อไปได้ที่ ปรีชาฟาร์ม โทร. (081) 888-2115 (คุณปรีชา ชะเอม)

ปลากดอเมริกัน (อังกฤษ : Channel catfish) เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งในอันดับปลาหนัง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ictalurus punctatus อยู่ในวงศ์ปลากดอเมริกัน (Ictaluridae)

มีรูปร่างคล้ายปลาในวงศ์ปลากด (Bagridae) และปลาในวงศ์ปลาสวาย (Pangasiidae) รวมกัน มีหัวขนาดใหญ่ ปากกว้าง มีหนวด 4 คู่ คู่ที่รูจมูกสั้น คู่ที่ริมฝีปากและคางยาว ลำตัวเรียวยาวและแบนข้างที่ส่วนท้าย มีเงี่ยงที่ครีบหลังและครีบอก ครีบไขมันมีขนาดเล็กและสั้น ครีบก้นยาว ครีบหางเว้าลึก ลำตัวมีสีเทาอมน้ำตาลหรือเหลือง ด้านท้องมีสีจาง มีประสีดำกระจายอยู่ห่างๆ ในปลาที่มีขนาดเล็กกว่า 20 เซนติเมตร ครีบมีสีคล้ำ

ขนาดเมื่อโตเต็มที่ ประมาณ 120 เซนติเมตร แต่ขนาดโดยเฉลี่ย ประมาณ 50 เซนติเมตร เป็นปลาพื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือ พบกระจายพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี้และตอนใต้ของแคนาดา นิยมตกเป็นเกมกีฬาและเลี้ยงเป็นปลาเศรษฐกิจ

สำหรับในประเทศไทยนำเข้ามาครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2533 โดยสถาบันพัฒนาแห่งเอเชีย (AIT) และกรมประมง โดยนำพันธุ์ปลามาครั้งแรก 50 คู่ และสามารถเพาะพันธุ์ได้ในปี พ.ศ. 2534 โดยมีชื่อเรียกในภาษาไทยว่า “ปลากดหลวง” ซึ่งปัจจุบันประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ในการเพาะขยายพันธุ์เลี้ยงในกระชังและเขื่อนเก็บน้ำในหลายพื้นที่ เช่น ที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ หรือที่จังหวัดนครสวรรค์ เป็นต้น แต่ก็มีจำนวนประชากรบางส่วนที่หลุดรอดออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ โดยหลุดออกมาครั้งแรกหลังเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ เมื่อปี พ.ศ. 2538

นอกจากนี้แล้ว ยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตัวที่เป็นปลาเผือก

 

“ธนาคารปู” แหล่งเรียนรู้ชุมชนประมง อ่าวบางละมุง ชลบุรี กรกฎาคม 25, 2011

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096150654&srcday=2011-06-15&search=no.

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 505

เทคโนโลยีการประมง

อภิวัฒน์ คำสิงห์

“ธนาคารปู” แหล่งเรียนรู้ชุมชนประมง อ่าวบางละมุง ชลบุรี

“ปูม้า” ทุกคนคงรู้จักและพบเห็นกันบ่อยๆ ตามแผงขายปูในตลาดท้องถิ่น หรือตามศูนย์การค้าต่างๆ ในเมืองใหญ่ๆ ปูม้า จัดว่าเป็นอาหารทะเลที่มีรสชาติดี โดยเฉพาะปูม้าที่มีสภาพสดใหม่ ไม่ว่าจะนำมาปิ้ง เผา ต้มหรือนึ่ง เนื้อจะหวาน หอม ชวนรับประทาน

ปูม้า เป็นทรัพยากรประมงที่สำคัญและมีค่าชนิดหนึ่งของประเทศ ในอดีตปูม้าจะมีชุกชุมสามารถหาได้ทั่วไปบริเวณชายฝั่งทะเลในอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน แต่ปัจจุบันมีการจับปูม้ามาบริโภคเป็นจำนวนมาก ส่งผลทำให้ปริมาณปูม้าลดลงอย่างน่าวิตก ประกอบกับความเจริญและการขยายตัวของเมืองในจังหวัดชายทะเล การตั้งโรงงานริมชายทะเล ปล่อยของเสียลงทะเล ก่อให้เกิดมลภาวะในพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมของแหล่งน้ำถูกทำลาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ปริมาณประชากรปูม้าลดลงตามไปด้วย

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของประชากร การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีการทำประมง ประกอบกับการทำประมงอย่างขาดความสำนึกรับผิดชอบยังส่งผลทำให้ปูม้าถูกนำมาบริโภคเกินกว่ากำลังการผลิตของธรรมชาติ

ชุมชนในพื้นที่อ่าวบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นชุมชนริมทะเลแห่งหนึ่งที่ประสบกับปัญหาการลดลงของประชากรปูม้า คุณรุ่งระวี โสดานา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 กล่าวว่า ชุมชนในอ่าวบางละมุงส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทำการประมง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เลี้ยงปลาในกระชัง เลี้ยงหอยแมลงภู่และหอยนางรม แต่ด้วยปัญหาด้านการประกอบอาชีพประมงในเรื่องของต้นทุนการทำการประมง การแย่งพื้นที่ทำการประมง การใช้เครื่องมือทำการประมง เช่น อวนลาก อวนรุน เข้ามาลักลอบทำการประมง การทำอุตสาหกรรมริมทะเล ปล่อยของเสียลงสู่ทะเล ส่งผลทำให้ปริมาณสัตว์น้ำโดยเฉพาะปูม้าลดลงอย่างรวดเร็ว

“จากปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้นำชุมชน แกนนำชุมชนประมงและสมาชิกในชุมชนจึงได้รวมตัวปกป้องสิทธิ จัดทำโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ตลอดจนฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำขึ้น โดยได้กำหนดพื้นที่ทะเลหน้าบ้านให้เป็นทะเลชุมชนใช้เป็นฐานการผลิตและการบริหารจัดการทรัพยากร โดยการทำธนาคารปูม้า ซึ่งได้ร่วมมือกับหน่วยงานบริหารจัดการประมงทะเลอ่าวศิลา ช่วยดำเนินการควบคุมป้องกันการลักลอบทำการประมง เช่น การสร้างเครือข่ายแจ้งข่าว และร่วมกับเจ้าหน้าที่ออกปฏิบัติงานตรวจปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิด ที่ทำการประมงในเวลากลางคืน” คุณรุ่งระวี กล่าว

เพาะเลี้ยงคืนฐานการผลิต

แก้วิกฤตอย่างยั่งยืน

การคืนปูม้าสู่ธรรมชาติเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ชุมชนในพื้นที่อ่าวบางละมุงได้วางแนวทางในการเพิ่มประชากรของปูม้าในทะเลชุมชน โดยใช้ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของปูม้าวัยอ่อนมาใช้ประโยชน์ ซึ่งบริเวณทะเลอ่าวบางละมุงก็มีความเหมาะสมและสามารถนำมาใช้เป็นฐานในการผลิตปูม้าสู่ทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

คุณนพพร ศรีเกษตร รองประธานกลุ่ม หมู่ที่ 2 กล่าวว่า ปัจจุบัน ชุมชนประมงบ้านชายทะเลได้ฟื้นฟูประชากรปูม้า โดยได้กำหนดพื้นที่ทะเลหน้าบ้านให้เป็นฐานการผลิตลูกปูม้า (ธนาคารปู) คืนสู่ทะเล โดยมีหน่วยงานราชการ (กรมประมง) หน่วยงานราชการในพื้นที่ (อบต.) ให้การสนับสนุนและเป็นพี่เลี้ยงให้ความรู้ทางวิชาการ

การเลี้ยงปูม้าบริเวณชายฝั่งทะเลบริเวณอ่าวบางละมุงสามารถช่วยเพิ่มปริมาณปูในทะเลภายใต้ระบบนิเวศที่เหมาะสม โดยเฉพาะชุมชนบ้านชายทะเล ซึ่งเป็นชุมชนที่มีการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์แหล่งทรัพยากรสัตว์น้ำเพื่อเป็นแหล่งทำกินของชุมชนแบบบูรณาการ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและได้รับรางวัลประมงต้นแบบดีเด่น ประจำปี 2552 ประเภทชุมชนประมงต้นแบบดีเด่นด้านการประมงทะเล จากกรมประมง

“ธนาคารปูม้า ที่ชุมชนอ่าวบางละมุงได้ทำในปัจจุบันนั้น จะเป็นกระชังลอยน้ำ ขนาดกว้าง 5x5x5 เมตร (ไม่กำหนดตายตัว) มัดหินที่มีน้ำหนักพอที่จะตรึงตาข่ายติดมุมทั้งสี่ด้านของกระชัง จากนั้นก็นำปูม้าที่มีไข่จากการบริจาคของสมาชิกมาฝากเลี้ยงให้ปล่อยไข่ และเมื่อปูม้าปล่อยไข่แล้ว ไข่ที่หลุดออกมาก็จะฟักเป็นลูกปูม้าวัยอ่อนและลอดตาข่ายไปเจริญเติบโตเป็นปูม้าวัยเจริญพันธุ์เข้าสู่ท้องทะเลได้อย่างอัตโนมัติ”

“นับว่าเป็นกิจกรรมที่สามารถคืนปูม้าสู่ทะเลอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดอีกระบบหนึ่ง เพราะปูม้าแม่หนึ่งจะมีไข่เฉลี่ย ประมาณ 500,000 ฟอง ถ้าแต่ละวันปูที่เลี้ยงในคอกสามารถปล่อยไข่ได้ วันละ 20 ตัว เราก็จะมีลูกปูม้าคืนสู่ทะเลไม่ต่ำกว่าวันละ 10 ล้านตัว”

“การคืนปูม้าสู่ธรรมชาติ ถ้าทำได้อย่างถูกต้องและต่อเนื่องจะมีประสิทธิภาพและสามารถเห็นผลชัดเจนในระยะเวลาอันสั้น เพราะปูม้าแพร่พันธุ์ได้เร็ว เพียงระยะเวลา 3-6 เดือน ก็สามารถจับไปใช้ได้” คุณนพพร กล่าวทิ้งท้าย

จากการร่วมกันของชุมชน ส่งผลทำให้ปัจจุบันมีปริมาณปูม้าเพิ่มมากขึ้น นำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งทรัพยากรและความมั่นคงในอาชีพของชาวประมงอย่างชัดเจน

บริการจัดการ “ธนาคารปูม้า”

การคืนลูกปูม้าสู่ทะเลแบบมีส่วนร่วมเป็นของใหม่สำหรับชุมชนบริเวณอ่าวบางละมุง ดังนั้น จำเป็นต้องทำความเข้าใจกับสมาชิกของกลุ่มเกี่ยวกับการบริหารจัดการ “ธนาคารปู” ให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ซึ่งเริ่มตั้งแต่วัตถุประสงค์การดำเนินงาน ที่มาและแหล่งแม่ปูม้าที่โครงการจะได้ การดูแลกระชัง ผลตอบแทนหรือสิ่งที่ทางกลุ่มและชุมชนคาดหวังว่าจะได้

คุณนพพร กล่าวว่า แม่ปูม้าที่จะใช้ในโครงการ จะเป็นแม่ปูม้าที่ได้รับการบริจาคจากสมาชิกและชาวประมงพื้นบ้านของชุมชน ส่วนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับข้อตกลงหรือตามศรัทราของแต่ละคน แต่จะไม่ใช้เงินซื้อเพื่อนำมาปล่อย

“กิจกรรมของธนาคารปูม้าที่ต้องทำมีหลากหลาย ตั้งแต่การรวบรวมแม่ปูม้าจากสมาชิก การให้อาหาร การดูแล บำรุงรักษา โครงสร้างของกระชังให้อยู่ในสภาพดี ใช้งานได้ และการเฝ้าดูแลปูม้าในกระชังช่วงก่อนปูปล่อยไข่ และหลังปล่อยไข่”

การคืนปูม้าสู่ทะเล ถ้าจะให้ได้ผล จำเป็นต้องใช้ความรู้พื้นฐานหลายด้านผสมผสานกัน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานและที่ตั้งของกระชังไปจนถึงธรรมชาติ การดำรงชีวิต พฤติกรรมและวงจรชีวิตของปูม้า

ปูม้า (อังกฤษ: flower crab, blue crab, blue swimmer crab, blue manna crab, sand crab, ชื่อวิทยาศาสตร์ : Portunus pelagicus) จัดเป็นปูที่อาศัยอยู่ในทะเลชนิดหนึ่ง ที่อยู่ในสกุล Portunus ซึ่งพบทั้งหมด 90 ชนิด ทั่วโลก และพบในน่านน้ำไทยราว 19 ชนิด

ลักษณะทั่วไป แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนตัว อก และท้อง ส่วนหัวและอกจะอยู่ติดกัน มีกระดองหุ้มอยู่ตอนบน ทางด้านข้างทั้งสองของกระดองจะเป็นรอยหยักคล้ายฟันเลื่อยเป็นหนามแหลมข้างละ 9 อัน ขามีทั้งหมด 5 คู่ ด้วยกัน คู่แรกเปลี่ยนแปลงไปเป็นก้ามใหญ่ เพื่อใช้ป้องกันตัวและจับอาหาร ขาคู่ที่ 2, 3 และ 4 จะมีขนาดเล็ก ปลายแหลม ใช้เป็นขาเดิน ขาคู่สุดท้าย ตอนปลายมีลักษณะเป็นใบพาย ใช้ในการว่ายน้ำ ขนาดกระดองสามารถโตเต็มที่ได้ราว 15-20 เซนติเมตร

การกระจายพันธุ์ สำหรับปูม้าในประเทศไทยสามารถพบได้แทบทุกจังหวัดทั้งฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย โดยอาศัยอยู่บริเวณปากแม่น้ำและแถบชายฝั่งทะเล

การขยายพันธุ์ ปูม้าตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะแตกต่างกันที่จับปิ้งและสี ตัวผู้มีก้ามยาวเรียวกว่า มีสีฟ้าอ่อนและมีจุดขาวตกกระทั่วไปบนกระดองและก้าม พื้นท้องเป็นสีขาว จับปิ้งเป็นรูปสามเหลี่ยมเรียว สูง ตัวเมียจะมีก้ามสั้นกว่า กระดองและก้ามมีสีฟ้าอมน้ำตาลอ่อนและมีจุดขาวประทั่วไปทั้งกระดองและก้าม เมื่อถึงฤดูกาลวางไข่ ปูม้าตัวเมียจะมีไข่ติดอยู่บริเวณรยางค์ ซึ่งเคยเป็นขาว่ายน้ำในระยะวัยอ่อน โดยในระยะแรกไข่จะอยู่ภายในกระดอง ต่อมากระดองทางหน้าท้องเปิดออกมา ทำให้สามารถเห็นไข่ชัดเจน จึงมักเรียกปูม้าในระยะนี้ว่าปูม้าที่มีไข่นอกกระดอง ไข่นอกกระดองนี้ในขณะที่เจริญจะแบ่งเซลล์อยู่ภายในเปลือกไข่ สีของไข่จะค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเหลืองอมส้มเป็นสีเหลืองปนเทา สีเทา และสีเทาอมดำ ปูม้าที่มีไข่สีเทาอมดำนั้นจะวางไข่ภายใน 1-2 วัน

ความสำคัญทางเศรษฐกิจ ปูม้า นับเป็นปูอีกชนิดหนึ่งที่มนุษย์ใช้ปรุงเป็นอาหารเช่นเดียวกับปูดำ (Scylla serrata) หรือปูทะเล โดยปรุงได้ทั้งอาหารยุโรป อาหารจีน อาหารญี่ปุ่น และอาหารไทย สำหรับอาหารไทยนั้นยังอาจปรุงเป็นส้มตำปูม้าได้อีกด้วย

ล้อมกรอบ

บรรณานุกรม

บรรจง เทียนส่งรัศมี. ถอดรหัสปูม้า “จากวิกฤติสู่ระบบการผลิตที่ยั่งยืน เพื่อความอยู่ดีมีสุขของชุมชนประมง” บนฐานความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร กรุงเทพฯ. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2551.

บรรยายภาพ

1. อ่าวบางละมุง พื้นที่ทะเลหน้าบ้าน

2. แม่ปูม้า ที่พร้อมปล่อยไข่

3. ไข่ปูม้า

4. คุณรุ่งระวี โสดานา (ซ้าย) และ คุณนพพร ศรีเกษตร (ขวา)

5. ธนาคารปู ชุมชนบ้านชายทะเล

6. จับปูม้าด้วยอุปกรณ์ทะเลที่ถูกกฎหมาย