ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

ฟาร์มปัญชนิต ฟาร์มกบคุณภาพ เมืองสุรินทร์ กุมภาพันธ์ 14, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05091151156&srcday=2013-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 26 ฉบับที่ 563

เทคโนโลยีการประมง

พรทิพย์ รัตนะ

ฟาร์มปัญชนิต ฟาร์มกบคุณภาพ เมืองสุรินทร์

การเกษตรที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วเพื่อให้ก้าวหน้าทันโลกยุคใหม่ การปรับเปลี่ยนปรับปรุงเพื่อสร้างจุดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพิ่มมูลค่าและขยายฐานเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกต่างประเทศ ได้กลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้สนใจ ได้เข้ามาลงทุนและเริ่มต้นกับอาชีพด้านการเกษตร 

เช่นเดียวกับผู้หญิงคนนี้ คุณปัญชนิต มงคลฤดี วัย 33 ปี ที่ได้เลือกทางเดินใหม่ให้กับชีวิตด้วยการลงทุนทำฟาร์มเพาะเลี้ยงกบขึ้นที่บ้าน จังหวัดสุรินทร์

คุณปัญชนิต เรียนจบจากมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เอกอังกฤษธุรกิจ โดยหลังจากเรียนจบได้เข้าทำงานกับบริษัทเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ

แต่ด้วยความสนใจที่อยากจะทำอาชีพการเกษตร จึงทำให้เธอศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการเกษตรในด้านต่างๆ และสุดท้ายเธอได้เลือกที่จะทำฟาร์มเพาะเลี้ยงกบ

จากมุมมองที่เห็นว่า เป็นสัตว์ที่ตลาดต้องการและมีอนาคต สามารถที่จะสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี

จากความคิดจึงนำมาสู่การเริ่มต้นการลงมือทำและศึกษาจากหนังสือ คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และขอคำปรึกษาจากสำนักงานประมงจังหวัดสุรินทร์

เวลา 1 ปี คือ เวลาที่เธอเก็บข้อมูล

พร้อมกับการเริ่มต้นทดลองเลี้ยงในบ่อซีเมนต์เล็กบริเวณหลังบ้านเพื่อหาข้อดีข้อเสีย

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ มาในวันนี้ ถือได้ว่าเธอก้าวไปสู่ความสำเร็จ จนสามารถเปิดฟาร์มในชื่อ ฟาร์มปัญชนิต

“ครั้งแรกได้ซื้อลูกกบมาเพียง 1,000 ตัว เท่านั้น หลังจากนั้นได้ทำการเลี้ยงอยู่ประมาณ 4 เดือน จึงสามารถจับขายได้ และได้ศึกษาทดลองเพาะพันธุ์รุ่นต่อๆ มาด้วยตนเอง จนเข้าปีที่ 3 จึงเริ่มสามารถขยายพันธุ์เองได้ จึงเพิ่มบ่อให้มากขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันมีบ่อปูนประมาณ 31 บ่อ และเรายังมีการเลี้ยงด้วยกระชังในบ่อดินด้วยเช่นกัน” คุณปัญชนิตกล่าว

จากความสำเร็จที่เกิดขึ้น จึงได้รับการสนับสนุนจาก ส.จ. ดิลก จารัตน์ และ ดร. ประวัติ สมเป็น ให้เป็นแหล่งเรียนรู้แก่ชาวบ้านทั่วไปและผู้ที่สนใจประกอบอาชีพการเลี้ยงกบ

คุณปัญชนิต บอกว่า ทุกคนสามารถเข้ามาสอบถาม หรือซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไปเลี้ยง พร้อมคำแนะนำทุกขั้นตอนจากทางฟาร์ม เพื่อสร้างอาชีพเลี้ยงดูครอบครัวได้เสมอ

คุณปัญชนิตได้กล่าวถึงการเลี้ยงกบ โดยบอกว่า กบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ชอบอยู่ในที่เปียกชื้น การเลี้ยงกบนั้นควรเลี้ยงในที่สงบไม่มีผู้คนพลุกพล่าน เพราะกบเป็นสัตว์ที่ตกใจได้ง่ายมาก เวลาตกใจจะไม่ยอมกินอาหาร

“กบนั้นต้องการน้ำสะอาดเพื่อการดำรงอยู่อาศัย หากไม่มีการทำความสะอาดที่เพียงพอกบจะเป็นโรคและยากต่อการรักษา” คุณปัญชนิตกล่าว

สำหรับวิธีการเลี้ยง คุณปัญชนิตได้แนะนำตั้งแต่วิธีการเตรียมบ่อปูนก่อนนำลูกกบลงเลี้ยง

“ก่อนอื่นต้องใช้น้ำแช่ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นเราก็ปล่อยน้ำออกให้หมด แล้วจึงใช้ผงซักฟอกโรยให้ทั่วบ่อแล้วถูด้วยแปรงเพื่อให้สะอาด ต่อจากนั้นใช้น้ำฉีดให้เกลี้ยง และปล่อยน้ำออกเรื่อยๆ จนสะอาดไม่มีคราบผงซักฟอกเหลืออีก”

จากนั้นใช้ปูนขาวโรยให้ทั่ว แล้วทิ้งไว้พักหนึ่งจึงปล่อยน้ำเข้าบ่อให้ท่วมครึ่งบ่อพอ แล้วพักไว้ 1 คืน รุ่งเช้าจึงปล่อยน้ำออกแล้วขัดด้วยแปรงอีกรอบ และล้างด้วยน้ำให้สะอาด ไม่มีคราบปูนหลงเหลืออีก

ส่วนการเตรียมบ่อดินก็เพียงดูดน้ำออกให้หมดบ่อ แล้วจึงสาดด้วยปูนขาวรอบๆ ทั่วทั้งบ่อ หลังจากนั้นทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ จึงค่อยปล่อยน้ำลงแล้วพักไว้สัก 3 วัน จึงนำลูกพันธุ์กบหรือปลาลงเลี้ยงได้

วิธีเลี้ยงในช่วงลูกกบอายุ 30 วัน จนถึง 60 วัน คุณปัญชนิตกล่าวว่า มีวิธีง่ายๆ คือ ก่อนอื่นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวันหากเป็นบ่อปูน แต่หากเลี้ยงในกระชังไม่ต้องเปลี่ยน หรืออาจจะขึ้นอยู่กับขนาดของบ่อดินที่ตั้งกระชัง

“หากไม่ใช่ระบบน้ำแบบถ่ายเทตลอด ก็ต้องเปลี่ยนน้ำบางส่วนทิ้งบ้าง ประมาณ 50% แล้วจึงถ่ายน้ำใหม่เข้าเพื่อให้ลูกกบสดชื่นอยู่เสมอ และยังช่วยทำให้แข็งแรงทนทานต่อโรคอีกด้วย” คุณปัญชนิตกล่าว

ส่วนอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการผสมพันธุ์และการวางไข่ของกบ ต้องไม่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส และไม่ควรมีอุณหภูมิที่สูงเกินไป อีกทั้งไม่ควรเลี้ยงกบหนาแน่นเกินไป อัตราการปล่อยที่เหมาะสม คือ 20 ตัว ต่อตารางเมตร

เมื่อใกล้ฤดูผสมพันธุ์ให้ลดปริมาณอาหารลง พร้อมกับมีการให้วิตามินและแร่ธาตุผสมอาหารเพื่อบำรุงระบบสืบพันธุ์

“เรื่องอาหารเราจำเป็นต้องให้ลูกกบกินวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ไม่จำเป็นต้องให้เยอะในทีเดียว พยายามให้ช้าๆ เรื่อยๆ จนหมด” คุณปัญชนิตกล่าว

อีกสิ่งที่คุณปัญชนิตจะดำเนินการอยู่เสมอคือ การคัดขนาดลูกกบให้มีขนาดตัวเท่ากันเสมอ เพราะหากไม่คัดขนาดแล้วลูกกบที่ใหญ่กว่าจะกัดลูกกบที่เล็กกว่า แล้วจะเกิดความเสียหายกับผู้เลี้ยงเอง ด้วยธรรมชาติของกบคือตัวใหญ่จะรังแกตัวเล็กกว่าเสมอ

“เมื่อลูกกบอายุ 61 วันไปแล้ว การกัดกันนั้นแทบจะไม่มีให้เห็น เราจึงค่อยมาดูแลในการให้อาหารมากขึ้น ให้กบได้กินอย่างพอเพียง พร้อมกับที่ต้องล้างบ่อให้สะอาดทุกวัน เพื่อไม่ให้มีกลิ่นเหม็น เพราะกบโตจะถ่ายของเสียเก่งมาก และยังทำให้กบแข็งแรงด้วยเช่นกัน”

คุณปัญชนิตกล่าวต่อไปว่า หลังจากเลี้ยงกบได้อายุประมาณ 2 เดือนครึ่ง ถึง 3 เดือนแล้ว จะสามารถทยอยคัดขนาดใหญ่เพื่อส่งออกขายตลาดกบเนื้อได้เป็นอย่างดี

สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมอยู่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนกันยายน

คุณปัญชนิตบอกว่า จะคัดพ่อแม่พันธุ์กบที่มีความพร้อม ใส่ลงในบ่อที่เตรียมไว้ในอัตราส่วน 1 คู่ ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ให้จับคู่และวางไข่

หลังจากที่พบว่ากบไข่แล้วในเช้าของวันต่อมา ให้จับพ่อแม่พันธุ์ออก

จากนั้นค่อยๆ เติมน้ำในบ่อให้สูงเป็น 7-10 เซนติเมตร อาจเพิ่มออกซิเจนด้วยการใช้เครื่องอัดอากาศ

“ทางที่ดีควรเติมน้ำและให้ออกซิเจนเมื่อสังเกตเห็นว่าไข่มีการพัฒนาเป็นลูกอ๊อดและมีการเคลื่อนไหวแล้ว มิฉะนั้นอาจจะเกิดการรบกวนทำให้ลูกกบตายได้” คุณปัญชนิตกล่าว

นอกจากการเลี้ยงในบ่อปูนแล้ว ยังมีการเลี้ยงในกระชังด้วย โดยคุณปัญชนิตบอกว่า

“เราแยกกระชังเลี้ยงลูกอ๊อดไว้ต่างหาก เติมน้ำในบ่อเพาะพันธุ์ ให้ได้ระดับ 5-7 เซนติเมตร หรือท่วมหลังกบ ใส่พืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักตบชวา ต้นหญ้า ใบตำลึง เพื่อเลียนแบบธรรมชาติ เราใช้บ่อดิน ขนาด 2 งาน สำหรับตั้งกระชัง 12 กระชัง เพื่อเลี้ยงลูกอ๊อด และใช้บ่อดิน ขนาด 1 งาน 2 บ่อ เพื่อเลี้ยงกบรุ่นและกบใหญ่”

ส่วนเรื่องราคาลูกกบที่ทางฟาร์มตั้งไว้ คุณปัญชนิตกล่าวว่า ในส่วนของราคาขายนั้น จะแตกต่างกันไปตามช่วงเวลา

“เรื่องราคาทางเราจะไม่สามารถยืนราคาเหมือนกันทุกเดือน เพราะต้นปีและปลายปีลูกกบจะมีราคาสูงขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากเป็นช่วงเดือนที่เพาะได้ยาก กบยังออกไข่น้อย ผลผลิตจึงน้อยตาม ราคาจึงขยับขึ้น”

“แต่หากจะกำหนดกันพอสังเขปแล้ว เราจะกำหนดได้ดังนี้ เริ่มจากลูกกบ อายุ 30-45 วัน ราคา 1.50 บาท, ลูกกบ อายุ 45-60 วัน ราคา 2.50 บาท ส่วนลูกกบ อายุ 60-70 วัน ราคา 3 บาท พ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ ราคาคู่ละ 800 บาท

สำหรับกบเนื้อ คุณปัญชนิตบอกว่า จะจำหน่ายที่ราคากิโลกรัมละ 80 บาท โดยมีพ่อค้าแม่ค้าเจ้าประจำมารับถึงฟาร์มกันเลยทีเดียว

“ผู้ที่เข้ามาซื้อกบเนื้อจะมีมาจากหลายจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ส่วนมากจะรู้จากการบอกปากต่อปากว่า กบของที่ฟาร์มสวย แข็งแรง ทนต่อโรค ราคาไม่แพง จึงทำให้มีผู้สนใจเดินทางมาซื้อกันอย่างต่อเนื่อง”

“ผลผลิตของฟาร์มต่อเดือน ทางฟาร์มจะผลิตลูกกบได้เป็นจำนวน 100,000 ตัว เราจะขายเป็นลูกกบจำนวนหนึ่งและเอาไว้ขุนขายเป็นตัวใหญ่อีกจำนวนหนึ่ง” คุณปัญชนิตกล่าว

เมื่อคำนวณผลผลิตต่อรุ่น จะได้น้ำหนักกบประมาณ 1,500 กิโลกรัม

“ดังนั้น ใน 1 ปี ทางฟาร์มจะขุนเพื่อเป็นกบเนื้อส่งตลาดปีละ 2 รุ่น ปีละ 3,000 กิโลกรัม เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว จะมีรายได้ประมาณ 600,000 บาทขึ้นไป” คุณปัญชนิต กล่าวในที่สุด

สำหรับผู้สนใจในอาชีพการเลี้ยงกบ คุณปัญชนิต บอกว่า ขอเพียงให้มีความตั้งใจ พร้อมที่จะศึกษาหาความรู้ในการเลี้ยง โดยที่ฟาร์มของเธอพร้อมต้อนรับทุกคนเสมอ ติดต่อมาได้ที่ โทร. (083) 128-2205 

เกษตรฯ เตรียมแผนมาตรฐานสินค้าเกษตร ปี 57 อีก 20 เรื่อง

นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตรเพื่อประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไป จำนวน 8 เรื่อง ได้แก่ 1. น้ำผึ้ง 2. สะละ 3. มังคุด 4. ทุเรียน 5. เส้นไหมดิบ เล่ม 2 : เส้นไหมสาวด้วยเครื่องจักร 6. การปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตยางรมควัน 7. การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงฆ่าสัตว์ และ 8. แนวปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเพาะเลี้ยงปูม้าและปูทะเล

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบในการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 จำนวน 20 เรื่อง ได้แก่ 1. แนวปฏิบัติตามมาตรฐานเมล็ดถั่วลิสงเกี่ยวกับข้อกำหนดปริมาณอัลฟาท็อกซิน ซึ่งจะเป็นมาตรฐานบังคับ 2. แนวปฏิบัติในการตรวจสอบรับรองตามมาตรฐานหลักเกณฑ์การปฏิบัติในการผลิตสินค้าเกษตรแช่เยือกแข็ง 3. แตงเทศ หรือเมล่อน 4. แก้วมังกร 5. ถั่วฝักยาว 6. มะม่วง 7. พริกป่น และการปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตพริกป่น 8. เห็ดเข็มทอง 9. กุ้งก้ามกราม 10. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มเป็ดเนื้อ

11. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่พันธุ์และแนวปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่พันธุ์ 12. การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกรและแนวปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มสุกร 13. แนวปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงปลาทะเล 14. มาตรฐานสุขอนามัยพืชสำหรับวัสดุบรรจุภัณฑ์ไม้

15. หลักการและแนวทางสำหรับการเช็กตัวอย่างสินค้าเกษตรและอาหาร 16. วิธีวิเคราะห์ทางเคมี 17. การจัดกลุ่มพืชเพื่อใช้กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรที่เกี่ยวกับสารพิษตกค้าง 18. การปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตรังนก 19. แนวปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มเพาะพันธุ์และฟาร์มอนุบาลสัตว์น้ำจืด และ 20. แนวปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงฆ่าแพะและแกะ

“สำหรับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาเพื่อจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรนั้น จะต้องเป็นสินค้าที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นสินค้าหรือระบบที่กำลังมีการจัดทำหรือเปลี่ยนแปลงมาตรฐานระหว่างประเทศ เป็นสินค้าที่มีปัญหาคุณภาพมาตรฐาน เพื่อแก้ไขปัญหาการกีดกันทางการค้าและคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งในปัจจุบันสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้ดำเนินการจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรไปแล้วทั้งสิ้น 217 เรื่อง” นายยุคล กล่าวในที่สุด

 

ปูทะเล เป็น ปูนิ่ม “พหลฟาร์ม” สมุทรสงคราม ทำได้ มีนาคม 25, 2013

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05092011155&srcday=2012-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 538

เทคโนโลยีการประมง

อภิวัฒน์ คำสิงห์

ปูทะเล เป็น ปูนิ่ม “พหลฟาร์ม” สมุทรสงคราม ทำได้

ปูนิ่ม ที่เรารู้จักและรับประทานกันเป็นอาหาร หลายคนเข้าใจกันว่าแหล่งผลิตส่วนใหญ่จะอยู่ติดกับทะเลหรือในท้องทะเลที่กว้างใหญ่ 

ต้องบอกว่าทำความเข้าใจกันใหม่เถอะครับ

ปัจจุบันได้มีการพัฒนาคิดค้นวิธีการเลี้ยงปูนิ่มจากที่เลี้ยงบริเวณริมทะเลหรือในท้องทะเลมาเป็นบ่อเพาะเลี้ยงแบบพัฒนาในหลายพื้นที่ ซึ่งมีการเลี้ยงทั้งแบบตัดก้ามและแบบธรรมชาติ ซึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมเดินทางกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) พบปะเยี่ยมพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งมีอาชีพที่ไม่คาดคิดว่าจะมีอยู่ในพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครเพียง 100 กว่ากิโล คือ อาชีพเพาะเลี้ยงปูนิ่ม

เมื่อรถของทีมงาน กว่า 20 ชีวิต มาถึง พี่พิธาน ลิปิสุนทร เจ้าของฟาร์ม ก็เข้ามาต้อนรับและอธิบายเล่าถึงที่มาที่ไปของอาชีพเพาะเลี้ยงปูนิ่มให้กับทีมงานได้ฟังอย่างล้วงลึกในทุกขั้นตอนการเลี้ยง

พี่พิธาน เล่าให้ฟังว่า ที่ดินผืนนี้เป็นของป้าและย่า ซึ่งเดิมจะปล่อยให้เช่าทำฟาร์มเลี้ยงกุ้ง แต่หลังจากสัญญาเช่าหมดลง ตนก็มาขอเช่าต่อ เพื่อจะใช้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งหวังจะสร้างเป็นอาชีพให้กับตนเอง

“ตอนนั้นเองผมยังไม่ได้คิดว่าจะเลี้ยงอะไร ไปปรึกษากับเพื่อนที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องสัตว์น้ำ เขาก็บอกว่า อย่างเราเนี้ย ประสบการณ์เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำก็ยังมีน้อย อย่างการเลี้ยงกุ้งมันก็ยาก อีกอย่างพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นนากุ้งเก่า เชื้อโรคที่เคยมีก็ยังฝังตัวอยู่ ปลาก็ไม่แนะนำ ในที่สุดมาจบที่การเลี้ยงปู เพราะมีความทนทานต่อโรค ความเค็ม สภาพอากาศ อุณหภูมิ ที่มากกว่าสัตว์น้ำ แต่จะเลี้ยงปูธรรมดาก็จะเหมือนคนอื่นๆ จึงคิดต่อยอดนำปูทะเลมาทำเป็นปูนิ่ม”

พี่พิธาน เริ่มต้นทำธุรกิจการเพาะเลี้ยงปูนิ่ม เมื่อปลายปี 52 บริเวณตำบลบางแก้ว อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม โดยเริ่มปรับพื้นที่ เตรียมทำคันดิน สร้างสะพาน ทำบ่อเพาะเลี้ยง และบ่อพักน้ำ โดยใช้เวลาประมาณ 1 เดือน

“เนื่องจากบริเวณนี้ จะมีโรงงานอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก ในพื้นที่เพาะเลี้ยง ผมจึงต้องแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน ทำเป็นบ่อพักน้ำเพื่อใช้รองรับน้ำไว้ก่อนจะถ่ายเข้าบ่อเพาะเลี้ยงในบางช่วงเวลาที่มีปริมาณน้ำน้อยในบางฤดูการผลิต”

การเตรียมบ่อเพาะเลี้ยง

การเตรียมบ่อเพาะเลี้ยง พี่พิธาน บอกว่า จะทำคล้ายกับการเตรียมบ่อเลี้ยงกุ้ง ซึ่งภายในบ่อจะประกอบไปด้วยประตูระบายน้ำเข้า-ออก จะ 1 หรือ 2 ประตู ขนาดบ่อกินเนื้อที่กว่า 6 ไร่ ความลึกของบ่อประมาณ 1.5 เมตร ภายในบ่อจะมีเครื่องสูบน้ำเข้า-ออก 1 ตัว (ตัวใหญ่)

บริเวณกลางบ่อเพาะเลี้ยงจะมีสะพานไม้ความยาวเกือบสุดขอบบ่ออีกข้าง เพื่อใช้เป็นทางเดินตรวจเก็บปูนิ่มที่ลอกคราบ รวมถึงใช้เดินให้อาหารปูที่เลี้ยงในแต่ละวัน โดยสะพานจะใช้วัสดุธรรมชาติเป็นหลัก

สำหรับตัวแพรองรับตะกร้า พี่พิธานจะใช้ท่อ พีวีซี สีฟ้า เส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 1-2 นิ้ว ปิดปลายทั้ง 2 ข้าง แล้วต่อเป็นแพยาวประมาณ 80 เมตร กว้าง 1 เมตร ใน 1 แพ จะมี 4 แถว แต่ละแถวจะวางตะกร้าเลี้ยงปูได้มากถึง 300 กล่อง ซึ่งเฉลี่ย 1 แพ จะวางกล่องเลี้ยงปูได้ถึง 1,200 กล่อง

ส่วนขนาดของตะกร้าที่ใช้เลี้ยงจะมีความกว้างราวๆ 22.6 เซนติเมตร ยาว 30.0 เซนติเมตร สูง 16.1 เซนติเมตร ใน 1 ตะกร้า จะใส่ปูลงไปเพียง 1 ตัว เท่านั้น

ขั้นตอนการเพาะเลี้ยง และเลือกพันธุ์ปู

การปล่อยปูที่นี่จะไม่เลือกเวลาปล่อย พี่พิธาน บอกว่า จะปล่อยลงได้ตลอดทั้งวัน เพราะเนื่องจากคนงานที่มียังไม่มีประสบการณ์ในการเลี้ยง อีกทั้งขั้นตอนการเลี้ยงปูนิ่มจะมีกระบวนการและวิธีที่ค่อนข้างมาก ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาและความชำนาญ ไม่เหมือนกับการเลี้ยงปูธรรมดาทั่วไปที่ตัดเชือกแล้วปล่อยลงน้ำได้เลย ดังนั้น คนเลี้ยงจะต้องระมัดระวัง”

“ก่อนปล่อยปูลงเลี้ยงในตะกร้าจะมีการปรับสภาพของปูให้เข้ากับแหล่งน้ำที่จะเลี้ยง โดยการใช้น้ำในบริเวณที่เลี้ยงรดตัวปูให้ชุ่ม จากนั้นจึงตัดเชือกมัดปูออกแล้วปล่อยลงกล่องเพาะเลี้ยง พันด้วยลวด แล้วนำไปวางลงบนแพที่ทำไว้

สำหรับพันธุ์ปูที่ใช้เป็นปูทะเลที่เห็นตามท้องตลาด โดยจะสั่งพันธุ์มาจากแพปูทางภาคใต้ ซึ่งจะมีขนาดตัวประมาณ 1 ขีด ซึ่งในแต่ละรอบ ผมจะสั่งขึ้นมาครั้งละประมาณ 40-50 กิโล”

แต่ละเดือน พี่พิธานจะสั่งปูทะเลขึ้นมาเพื่อเพาะเลี้ยงทำเป็นปูนิ่ม เดือนละ 2 รอบ เฉลี่ยรอบละประมาณ 45 กิโลกรัม ซึ่งแต่ละเดือนจะใช้ปูทะเล 700-800 ตัว

การดูแล และการให้อาหาร

ทุกๆ วัน กิจกรรมที่พี่พิธานและลูกน้องต้องทำหลักๆ ของการเลี้ยงปูนิ่ม คือ เดินตรวจเช็กว่าปูที่เลี้ยงลอกคราบหรือยัง โดยช่วงเวลากลางวันจะเดินดู 3 รอบ กลางคืน 3 รอบ และส่วนรอบ 15.30 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาให้อาหาร จะดูอีกรอบหนึ่ง (การให้อาหารจะให้วันเว้นวัน)

ส่วนการเปลี่ยนถ่ายน้ำแต่ละครั้งจะต้องตรวจเช็กสภาพน้ำภายในบ่อเพาะเลี้ยงและบ่อพักน้ำ ซึ่งความเค็มของน้ำจะให้อยู่ประมาณ 25 พีทีที โดยการเปลี่ยนถ่ายหรือเติมน้ำเข้าบ่อเพาะเลี้ยงแต่ละครั้ง จะสังเกตน้ำด้านนอกเป็นหลัก ซึ่งหากช่วงไหนน้ำมาก ก็จะใช้วิธีเปลี่ยนถ่ายน้ำ แต่หากช่วงไหนที่น้ำด้านนอกน้อย หรือช่วงที่น้ำตาย จะใช้วิธีเติม ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์

ส่วนอาหารที่ใช้เพาะเลี้ยง พี่พิธานจะให้เนื้อปลาที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ (ปลาข้างเหลือง หรือปลากิมซัว) ขนาดเท่าเหรียญ 5 บาท ใส่ลงไปกล่องละ 1 ชิ้น

ระยะเวลา ในการเลี้ยงปูจะใช้เวลาประมาณ 45 วัน โดยเฉลี่ย แต่บางครั้งปูที่นำมาปล่อยมีความพร้อม เมื่อปล่อยลงไปประมาณ 2-3 วัน ก็สามารถลอกคราบได้เช่นกัน อีกทั้งปูที่มีอวัยวะในบางส่วนหลุดหายไป ก็จะสลัดคราบออกได้เร็วกว่าปูปกติทั่วไป

การสังเกตปูลอกคราบ พี่พิธานบอกว่าดูได้จากปูในตะกร้า หากพบปู 2 ตัว ในตะกร้าเดียวกัน แสดงว่าตัวหนึ่งจะเป็นคราบและอีกตัวหนึ่งจะเป็นปูนิ่มที่ลอกคราบ ซึ่งในแต่ละวันบางรอบสามารถเก็บปูนิ่มได้มากถึง 10-20 ตัว และยิ่งช่วงที่ใกล้ครบ 45 วัน ของการเลี้ยง จะได้ปูนิ่มสูงถึง 80 ตัว

สำหรับการดูแลบ่อจะใช้ปูนขาวและจุลินทรีย์เป็นตัวย่อยสลายเศษอาหารที่ตกลงพื้น ซึ่งเป็นการเอาธรรมชาติบำบัดธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังปล่อยปูไข่ลงไปภายในบ่อเพาะเลี้ยง เพื่อให้เก็บเศษซากอาหารที่หลุดออกจากกล่อง จนสามารถจับปูไข่จำหน่ายได้อีกทางหนึ่ง

ส่วนอุปกรณ์ อย่างตะกร้าที่ใช้เลี้ยง เมื่อปูลอกคราบแล้ว ก็จะนำขึ้นมาทำความสะอาด ใช้แปรงขัดและนำไปตากแดด ก่อนที่จะนำกลับไปใช้ใหม่อีกครั้ง ส่วนท่อ พีวีซี ที่ใช้ทำเป็นแพ ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ได้ระยะเวลาที่นาน ไม่ค่อยพบปัญหาชำรุด

ทุกวันนี้ พหลฟาร์ม สามารถผลิตปูนิ่มออกจำหน่ายให้กับพ่อค้าแม่ค้าทั้งที่เป็นขาประจำ นักท่องเที่ยว พ่อค้าแม่ค้าขาจร อีกทั้งส่งให้กับร้านอาหารในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามได้ทุกวัน โดยมีราคาตั้งแต่ 250 บาท ไปจนถึง 300 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของปู โดยรูปแบบการจำหน่ายนั้น พี่พิธานจะบรรจุใส่กล่องพลาสติก กล่องละ 1 ตัว และนำแช่แข็งไว้ในห้องเย็น อุณหภูมิ -18 องศา ก่อนส่งต่อไปยังมือพ่อค้าแม่ค้า

ท่านใดที่สนใจ อยากสอบถามข้อมูล หรือติดต่อซื้อปูนิ่มมาประกอบอาหาร พหลฟาร์มเปิดบริการทุกวัน ติดต่อได้ที่ คุณพิธาน ลิปิสุนทร โทรศัพท์ (086) 755-2252

กรมประมง หนุนชุมชน ทำปะการัง “ซั้งกอ”

ภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ

ปัจจุบัน ทรัพยากรทางทะเลกำลังเผชิญกับปัญหาสภาวะเสื่อมโทรม ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำลดน้อยลง อันเป็นผลมาจากหลายสาเหตุ ทั้งการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรประมงที่เกินกำลังผลิตของธรรมชาติ การจับสัตว์น้ำด้วยเครื่องมือที่ผิดกฎหมาย การใช้เครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพการทำประมงสูง รวมถึงปัญหาความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม ซึ่งได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีความเป็นอยู่ของชาวประมงพื้นบ้านที่ประกอบอาชีพด้วยเครื่องมือประมงเรียบง่ายและเลือกจับสัตว์น้ำเฉพาะอย่าง เช่น เบ็ด แห ลอบ ไซ อวนลอยปู และอวนลอยกุ้ง เป็นต้น เนื่องจากขาดแคลนทรัพยากรสัตว์น้ำในการทำประมง ส่งผลให้รายได้ลดน้อยลง ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ

การบริหารจัดการทรัพยากรประมงให้มีใช้อย่างยั่งยืนและเกิดประโยชน์สูงสุด เป็นภารกิจของกรมประมง ซึ่งได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรประมงในแหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งการเพิ่มจำนวนผลผลิตสัตว์น้ำ การฟื้นฟูแหล่งทำการประมง การสร้างความรู้ ความเข้าใจในการอนุรักษ์ควบคู่กับการปลูกจิตสำนึกให้ผู้ใช้ทรัพยากรประมงรู้คุณค่าและมีจิตสำนึกในการหวงแหนทรัพยากรโดยการสร้างเครือข่ายการจัดการประมงทะเลแบบชุมชนมีส่วนร่วม

“ซั้งกอ” หรือ “ปะการังเทียมพื้นบ้าน” เป็นอีกโครงการหนึ่งภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรประมง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีมาตั้งแต่อดีต ใช้ในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล โดยการนำซั้งกอหรือปะการังเทียมที่ชาวบ้านได้ประดิษฐ์ขึ้นเองไปวางเป็นกลุ่มไว้ในทะเล จุดละประมาณ 3 กลุ่ม โดยห่างจากฝั่ง 3 กิโลเมตร เพื่อใช้เป็นแหล่งอาศัยและแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเลขนาดเล็กให้มีโอกาสได้เจริญเติบโตและขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณ และยังสามารถช่วยป้องกันเรือประมงขนาดใหญ่เข้ามาทำการประมงในเขตบริเวณชายฝั่งได้อีกด้วย สำหรับการจัดทำซั้งกอ สามารถเลือกใช้วัสดุที่มีราคาถูก และหาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น ลำไม้ไผ่ ใบมะพร้าว เชือกกระสอบ กิ่งไม้ เป็นต้น โดยนำมาประกอบกันเป็นซั้งกอแล้วนำไปวางบริเวณแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเล โดยรูปแบบการทำซั้งกอจะแตกต่างกันตามภูมิปัญญาชาวบ้านของแต่ละชุมชน

โดยการให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ทะเลแล้วในหลายพื้นที่ ประกอบด้วย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งได้ดำเนินการจัดทำซั้งกอชุมชนที่ บ้านปากน้ำปราณ อำเภอปราณบุรี บ้านบ่อนอก บ้านคั่นกระได อำเภอเมือง บ้านโคกตาหอม อำเภอทับสะแก บ้านกรูด อำเภอบางสะพาน บ้านหนองเสม็ด และบ้านบางเบิด อำเภอบางสะพานน้อย, จังหวัดปัตตานี ได้ดำเนินการที่ บ้านตันหยงเปาว์ อำเภอหนองจิก บ้านตะโล๊ะสะมิแล บ้านปาตาบูดี บ้านตะโล๊ะกาโปร์ บ้านดาโต๊ะ อำเภอยะหริ่ง บ้านปะนาเระ บ้านปะเสยะวอ อำเภอปะนาเระ และบ้านละเวง อำเภอไม้แก่น, จังหวัดนราธิวาส ได้ดำเนินการทำซั้งกอในบริเวณแหล่งอาศัยสัตว์ทะเลโครงการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดปัตตานี และนราธิวาส

ทั้งนี้ ผลจากการดำเนินการดังกล่าว กรมประมงได้รับความร่วมมือจากชาวประมงพื้นบ้านเป็นอย่างดี เนื่องจากได้รับประโยชน์จากการจัดทำซั้งกอโดยเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม สามารถฟื้นฟูทรัพยากรประมงให้มีไว้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคง สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ โดยไม่ต้องออกเรือไปทำการประมงไกลๆ ซึ่งเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สิน อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาข้อพิพาทระหว่างชาวประมงพาณิชย์กับชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งเป็นแบบอย่างในการจัดการทรัพยากรประมงโดยการอาศัยชุมชนมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพ

 

เลี้ยง “จระเข้” ดีกว่า ธันวาคม 30, 2012

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05095010955&srcday=2012-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 534

เทคโนโลยีการประมง 

อัสวิน ภัคฆวรรณ

เลี้ยง “จระเข้” ดีกว่า

“จระเข้” เป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง ที่กำลังมีผู้สนใจเลี้ยงกันมากขึ้น เพื่อเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม โดยเฉพาะในกลุ่มของชาวบ้านและเกษตรกรรายย่อย หากสำเร็จก็จะทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ

คุณวัชรพงษ์ โพธิ อายุ 25 ปี และ คุณนัฐวุฒิ พรหมจิตร์ อายุ 26 ปี สองหนุ่มแห่งบ้านประจ่า หมู่ที่ 6 ตำบลนาหว้า อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ได้ทดลองเลี้ยงจระเข้พันธุ์ไทยน้ำจืด จำนวน 60 ตัว โดยวิธีเลี้ยงขุนแบบบ่อเดี่ยว ใช้เงินลงทุนทั้งการสร้างบ่อ และซื้อลูกจระเข้ จำนวน 350,000 บาท จากฟาร์มในจังหวัดชลบุรี ราคาตัวละ 2,500 บาท

คุณวัชรพงษ์ และคุณนัฐวุฒิ เล่าให้ฟังว่า หลังจากที่เลี้ยงลูกจระเข้มาได้ประมาณ 6 เดือน เริ่มเห็นผลขึ้น โดยจระเข้จะเจริญเติบโตดี จากเดิมขนาดความยาว ประมาณ 80 เซนติเมตร-1 เมตร เพิ่มเป็น 1.20-1.30 เมตร

สำหรับเทคนิควิธีการเลี้ยงนั้น จะให้อาหาร ซึ่งเป็นจำพวกไก่สดแช่แข็ง 5 วัน ต่อครั้ง ครั้งละ 10 กิโลกรัม เฉลี่ยทั้ง 60 ตัว ตามด้วยอาหารเสริม เพื่อให้จระเข้ได้สารอาหารเพิ่มมากขึ้น และเปลี่ยนถ่ายน้ำเดือนละ 1 ครั้ง

นอกจากนั้น ต้องให้จระเข้อยู่ในความสงบที่สุด ห้ามรบกวน โดยเฉพาะเสียงดังจากยวดยานพาหนะและบุคคลภายนอก เพราะจระเข้จะไม่กินอาหาร และต้องสร้างพื้นที่ให้จระเข้ขยับตัวได้น้อยที่สุด เพื่อไม่ให้หนังมีรอยตำหนิ ซึ่งข้อดีของจระเข้เลี้ยงขุนแบบบ่อเดี่ยวตัวเดียวคือ ทำให้จระเข้โตเร็วกว่าการเลี้ยงรวมกันในบ่อเดียวขนาดใหญ่

สำหรับบ่อเลี้ยงจะมีความกว้าง 120 เซนติเมตร ยาว 180 เซนติเมตร และ สูง 1.50 เมตร โดยภายในบ่อมีพื้นที่ทั้งบกและน้ำอย่างละครึ่ง และต้องใช้วัสดุปิดทับด้านบน ปกติจะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 2 ปี จึงจะจับขายได้ โดยราคาจระเข้ ขนาดมาตรฐานเกรดเอ ต้องมีรอบอกขนาด 55 เซนติเมตร ขึ้นไป และความยาวลำตัวประมาณ 2 เมตร

โดยราคาขายจะคิดตามขนาดรอบอก ซึ่งวัดจากเกล็ดลำตัวชั้นที่ 4 นับจากหัว โดยราคาอยู่ที่เซนติเมตรละ 120 บาท หรือตกตัวละ 10,000-12,000 บาท แต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณภาพของหนังด้วย หากเกรดต่ำลงไปก็จะอยู่ที่ตัวละ 6,000-9,000 บาท

คุณวัชรพงษ์ และคุณนัฐวุฒิ ยังบอกอีกว่า การเลี้ยงจระเข้ อาจจะมีต้นทุนในช่วงแรกที่ค่อนข้างสูง แต่ในระยะยาวแล้วเชื่อว่า จระเข้จะเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าและความเสี่ยงน้อย เนื่องจากมีตลาดรองรับแน่นอน เพราะเมื่อได้ขนาด ทางฟาร์มจะรับซื้อกลับไปในราคาประกัน และหากในระยะเวลา 6 เดือน จระเข้ตาย ไม่โต หรือเป็นโรค ก็จะส่งตัวใหม่มาให้แทน

“สิ่งที่ผู้เลี้ยงต้องรับภาระคือ การสร้างบ่อเลี้ยงจระเข้ อาหาร และการดูแลเท่านั้น ซึ่งขณะนี้พวกตนเริ่มก่อสร้างบ่อเลี้ยงเพิ่มเติมอีกเท่าตัว เพื่อเตรียมนำจระเข้ชุดใหม่มาเลี้ยงให้ทันในช่วงปีนี้”

 

เยี่ยมสุดยอดฟาร์มปลาสลิด “จรรย์วรรธน์” เมืองโอ่ง กันยายน 7, 2011

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100010854&srcday=2011-08-01&search=no.

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 508

เทคโนโลยีการประมง

อภิวัฒน์ คำสิงห์

เยี่ยมสุดยอดฟาร์มปลาสลิด “จรรย์วรรธน์” เมืองโอ่ง 

ถ้าพูดถึง ป.ปลา ตากลม ในบ้านเราก็มีหลายประเภทหลายพันธุ์ ซึ่งในปัจจุบันยังคงเป็นที่นิยมบริโภคกันอย่างมาก สำหรับปลาส่วนใหญ่ที่นิยมนำมาแปรรูปโดยการตากแห้งและนำไปทอดให้กรอบ และนำมารับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ ก็มีหลายชนิดด้วยกัน แต่ที่นิยมและเป็นที่รู้จักกันในบ้านเราคงต้องยกให้กับเจ้าปลาสลิด

“ปลาสลิด” มีให้เห็นทั่วไปในท้องตลาด ทั้งรูปแบบทอดสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน แบบแปรรูปพร้อมนำไปประกอบอาหาร ซึ่งในบ้านเราแหล่งที่มีการเพาะเลี้ยงและนำมาแปรรูปจนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนส่วนใหญ่นั้นก็คือ ปลาสลิดบางบ่อ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

การเพาะเลี้ยงปลาสลิดได้ขยายพื้นที่ไปในหลายๆ จังหวัด ซึ่งแต่ละที่ก็จะมีวิธีการเลี้ยง การดูแล ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับผู้ดูแล (เจ้าของ) ว่าจะมีวิธีการเทคนิคการเลี้ยงอย่างไร ปักษ์นี้เทคโนโลยีชาวบ้านจึงจะขออาสาพาไปรู้จักกับ ฟาร์มปลาสลิดที่มีการบริหารจัดการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด ไม่แพ้ปลาสลิดบางบ่อ

“จรรย์วรรธน์ฟาร์ม” เป็นฟาร์มเพาะเลี้ยงปลาสลิดขนาดใหญ่ ตั้งอยู่เลขที่ 87/1 หมู่ที่ 9 ตำบลโพหัก อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี มีพื้นที่เพาะเลี้ยงทั้งหมด 100 ไร่ มีบ่อเพาะเลี้ยงจำนวน 6 บ่อ แต่ละบ่อจะมีขนาดที่แตกต่างกันออกไป แล้วแต่สภาพพื้นที่ จรรย์วรรธน์ฟาร์ม มีการบริหารจัดการ ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตจนถึงการตลาดภายใต้การดูแลของ คุณวันเพ็ญ (พี่หนู) และ คุณธนะ (พี่น้อย) ทิพย์สัน เจ้าของฟาร์มที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในละแวกนั้น

เพาะเลี้ยงกุ้ง

ควบคู่กับปลาเบญจพรรณ 

พี่หนู เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เคยเลี้ยงกุ้งก้ามกรามมาก่อน ซึ่งในช่วงแรกๆ ก็มีกำไรเยอะ แต่พอหลังๆ มา กำไรเริ่มน้อยลง จากกำไรหลักแสนเหลือแค่หลักหมื่น ทำให้เป็นหนี้เพิ่มขึ้น ตนจึงชวนพี่น้อย (สามี) มาทดลองเลี้ยงปลาควบคู่กับการเลี้ยงกุ้ง ซึ่งเดิมก่อนแต่งงานมาทางครอบครัวของตนก็มีอาชีพเพาะเลี้ยงปลาสลิด ทำให้พอมีความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงปลาติดตัวมาบ้าง

“ช่วงที่เลี้ยงกุ้งก็จะเช่าพื้นที่ 30 ไร่ หลังบ่อกุ้งขุดเป็นบ่อเลี้ยงปลาแบบผสมผสานจำนวน 1 บ่อ มีปลาอะไรก็ปล่อยรวมกันหมด เลี้ยงแบบไม่ค่อยให้ความสนใจ ปล่อยให้ปลาหากินเองบ้าง ให้อาหารบ้าง เลี้ยงมาได้ระยะหนึ่ง ราคากุ้งตก แต่ขณะที่ปลาที่เลี้ยงกลับขายได้ราคา มีเงินมาลงทุนและใช้หนี้บ่อกุ้ง จากนั้นมาก็ค่อยๆ หยุดเลี้ยงกุ้งและหันมาใช้บ่อกุ้งเลี้ยงปลาแทน”

ตัดสินใจหันมาเลี้ยงปลาเบญจพรรณแทนการเลี้ยงกุ้งได้ระยะหนึ่ง พี่หนูก็ต้องพบกับปัญหาราคาปลาหลายชนิดตก ราคาไม่เป็นที่แน่นอน บางชนิดราคาสูง บางชนิดราคาตก แต่ในขณะที่ปลาสลิดขายได้ราคาสูง และราคาคงที่ พี่หนูจึงหันมาเลี้ยงปลาสลิดชนิดเดียว ซึ่งก็สามารถเลี้ยงได้ดีทุกรอบ ราคาก็สูงเป็นที่น่าพอใจ อีกทั้งตลาดก็มีความต้องการเพิ่มมากขึ้น ทำให้ขยายบ่อเพิ่มขึ้นทุกปี

ขยายพื้นที่

เตรียมบ่อเพาะเลี้ยง

สร้างรายได้เป็นอย่างดีในแต่ละรอบ สามารถทำรายได้เป็นอย่างดี จนต้องขยายบ่อเลี้ยงเพิ่ม จนวันนี้พี่หนูมีบ่อเลี้ยงจำนวน 5 บ่อ ครอบคลุมพื้นที่มากถึง 100 ไร่ ด้วยกัน

“บ่อที่เลี้ยงเคยเป็นบ่อที่ใช้เพาะเลี้ยงกุ้งมาก่อน การเตรียมบ่อครั้งแรกจึงต้องขุดร่องที่จะใช้ขึ้นปลาภายในบ่อเพิ่ม ซึ่งการขุดร่องนั้นจะขุดห่างจากขอบบ่อประมาณ 3 เมตร มีความกว้างของร่อง ประมาณ 3 เมตร ความลึก 2 เมตร แต่ละบ่อจะมีขนาดของบ่อไม่เท่ากัน บ่อใหญ่จะขุดรอบบ่อ บ่อเล็กจะขุดซีกใดซีกหนึ่งหรือขุดเป็นรูปตัวแอล”

“หลังจากขุดร่องภายในบ่อแล้ว จะปลูกหญ้า ผักบุ้ง ภายในบ่อทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน ขณะที่รอให้หญ้าขึ้น ก็จะขุดบ่อขนาดเล็ก (บ่อกาด) ไว้ในบ่อใหญ่ เอาพ่อแม่พันธุ์ปลามาเลี้ยงไว้ให้ผสมพันธุ์กัน พอหญ้าที่ปลูกขึ้นเต็มที่ ก็จะเริ่มปล่อยน้ำเข้าบ่อ โดยให้ระดับน้ำสูงจากพื้นบ่อ ประมาณ 50 เซนติเมตร น้ำที่ปล่อยเข้ามาก็จะท่วมบ่อกาด พ่อแม่พันธุ์ที่เลี้ยงไว้ก็จะออกไปวางไข่ในหญ้าที่ปลูก ผ่านไป 1 อาทิตย์ ปลาก็จะฟักออกมาเป็นตัว เราก็จะเริ่มปล่อยน้ำเข้ามาเพิ่มให้ระดับน้ำสูงจากพื้นบ่อ ประมาณ 80 เซนติเมตร และในอาทิตย์ที่ 3 หลังจากปลาฟักออกมาเป็นตัว ก็จะฟันหญ้าภายในบ่อเพื่อช่วยสร้างไรแดงให้เป็นอาหารลูกปลา” พี่หนูเล่าถึงการเตรียมบ่อเพาะเลี้ยง

ดูแลเอาใจใส่ ได้คุณภาพ

เป็นที่ต้องการของตลาด

บ่อมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ จำนวนพ่อแม่พันธุ์ที่ใส่ลงไปในแต่ละบ่อจึงต้องมีปริมาณที่แตกต่างกัน ในแต่ละบ่อจะใส่เพศเมียมากกว่าเพศผู้ อัตราส่วนจะอยู่ประมาณ 70:30 หรือ 80:20 ในพื้นที่ 1 ไร่ จะใส่ลูกปลาสลิดลงไปประมาณ 10,000 ตัว หลังจากที่ปล่อยไปแล้ว หากปริมาณปลาสลิดแน่นเกินไป ก็จะแก้ไขโดยการปล่อยลูกปลาช่อนลงไปช่วยลดประชากรลูกปลาสลิดลง ซึ่งในการใส่ลูกปลาช่อนลงไปนั้นต้องดูความเหมาะสมด้วย

พ่อแม่พันธุ์ปลาที่ใช้ จะต้องเป็นปลาที่มาจากคนละแหล่ง ซึ่งพี่หนูเองจะใช้วิธี ใช้แม่พันธุ์ของตนเองและไปหาซื้อพ่อพันธุ์จากแหล่งอื่นๆ เพื่อป้องกันสายเลือดชิดที่อาจทำให้ปลาไม่แข็งแรงและเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคได้

อาหารที่ใช้เลี้ยงนั้น พี่หนูบอกว่า ในช่วง 7 วันแรก ที่ปลาฟักออกมาเป็นตัวจะไม่ให้อาหาร หลังจาก 7 วัน ไปแล้ว จะเริ่มให้รำละเอียดผสมกับปลาป่น วันละ 1 ครั้ง (ช่วงเช้า) เป็นเวลา 1 เดือน พอปลาได้ 45 วัน จะเปลี่ยนมาให้อาหารปลาชนิดจม (ฟิชเฟิร์ส 412 โปรตีน 25%) พอปลาได้ 4 เดือน ก็เปลี่ยนมาให้ (ฟิชเฟิร์ส 413 โปรตีน 20% ผสมกับฟิชเฟิร์ส 412 โปรตีน 25%) อย่างละครึ่ง และพอปลาได้ 8 เดือน ก็จะให้ (ฟิชเฟิร์ส 402 โปรตีน 16% ผสมกับฟิชเฟิร์ส 413 โปรตีน 20%) อย่างละครึ่ง สำหรับการให้จะนำอาหารไปใส่ไว้กับหลักใส่อาหารที่ทำไว้ในแต่ละจุด ประมาณ 2 กิโลกรัม/จุด/วัน ซึ่งแต่ละหลักจะมีความห่างระหว่างหลักที่เหมาะสม อย่าให้ห่างกันเกินไป เพราะในแต่ละบ่อมีปริมาณปลามาก ถ้าหากหลักใส่อาหารห่างกันเกินไปจะทำให้ปลาแย่งอาหารกัน ปลาตัวไหนที่อยู่ใกล้หลักก็จะกินได้เยอะตัวก็โต ตัวไหนที่อยู่ห่างจากหลักมากๆ ก็จะกินไม่ทัน จะทำให้ตัวเล็ก ซึ่งความห่างที่ใช้จะอยู่ที่ 5 คูณ 5 เมตร ในทุกๆ บ่อ

สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการเลี้ยงในแต่ละครั้ง พี่หนูบอกว่า จะเป็นเรื่องของน้ำที่ใช้เลี้ยง ซึ่งมีปัญหามากในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อน ทำให้น้ำมีความเข้มมากขึ้น ปลาไม่สามารถปรับให้เข้ากับสภาพของน้ำได้ก็ตาย และปัญหาอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติไม่สามารถแก้ไขได้ นั้นคือ ฟ้าที่ผ่าลงมาในช่วงหน้าฝน ทำให้ปลาตกใจและพากันตายเป็นจำนวนมาก นอกเหนือจากนั้นพี่หนูบอกว่าไม่มีปัญหาอะไร

ตลาดที่มารับซื้อ จะเป็นแม่ค้าจากจังหวัดสุพรรณบุรีมาเหมายกบ่อไปกระจายขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าตามจังหวัดต่างๆ อีกรอบหนึ่ง ราคารับซื้อหน้าฟาร์มจะอยู่ที่ 10 ตัว 1 กิโลกรัม ราคา 45-50 บาท 6 ตัว 1 กิโลกรัม ราคา 85-95 บาท ณ ราคาปลาแพง ในแต่ละรอบการเลี้ยงทำรายได้สูงถึงเลข 7 หลัก

ในทุกๆ สัปดาห์ พี่หนูและพี่น้อยจะพากันมาเดินดูบ่อปลาที่เลี้ยงทุกบ่อ สุ่มจับปลาที่เลี้ยงขึ้นมาชั่งน้ำหนักดู เดินดูศัตรูจากธรรมชาติที่จะเข้ามาทำลาย และหมั่นที่จะทำความสะอาดบริเวณรอบบ่อเลี้ยงเป็นประจำ

พี่หนูยังบอกอีกว่า หลังจากที่จับปลาขายไปแล้ว ในบ่อจะมีอาหารที่ปลาสลิดไม่กิน อย่างเช่น ไรแดง ฯลฯ ก็จะปล่อยกุ้งขาวลงไปเลี้ยงต่อเพื่อเป็นการสร้างรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่ง ที่สำคัญพี่หนูบอกว่า การที่เลี้ยงกุ้งในบ่อปลาต่อนั้น เป็นทางหนึ่งที่ช่วยให้เรากำหนดวันขึ้นปลาสลิดในรอบต่อไปได้

นอกจากจะเป็นเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงปลาสลิดขายแล้ว พี่หนูยังเป็นตัวแทนจำหน่ายอาหารปลาสลิดฟิชเฟิร์ส ไปพร้อมกับเพาะเลี้ยงปลาสลิด ท่านใดที่สนใจก็สามารถสอบถามข้อมูลหรือสั่งซื้อได้ พี่หนูบริการเต็มที่

ส่วนท่านใดที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม นอกเหนือจากที่อ่านหรือสนใจจะเลี้ยง ติดต่อสอบถามไปได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ (081) 909-5078 (พี่หนู) พี่เขาพร้อมให้ข้อมูลอย่างไม่มีกั๊กครับ

 

เกษตรกรชัยนาท แนะวิธีเลี้ยงปลากางซาแรน โตเร็ว ลดความเสี่ยง ได้คุณภาพ กรกฎาคม 26, 2011

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05100010754&srcday=2011-07-01&search=no.

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 506

เทคโนโลยีการประมง

อภิวัฒน์ คำสิงห์

เกษตรกรชัยนาท แนะวิธีเลี้ยงปลากางซาแรน โตเร็ว ลดความเสี่ยง ได้คุณภาพ

การสัญจรกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ลงพื้นที่จังหวัดชัยนาท ดูการประกอบอาชีพของลูกค้า (ธ.ก.ส.) ที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงปลากระชังริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อสัปดาห์ก่อน ปักษ์นี้เลยขอใช้พื้นที่คอลัมน์เทคโนโลยีการประมง มาบอกกล่าวเล่าถึงแนวทางการประกอบอาชีพนี้กันครับ

เป็นที่ทราบกันดีว่า ในพื้นที่จังหวัดชัยนาทนั้นมีความอุดมสมบูรณ์พร้อมไปด้วยทรัพยากรแร่ธาตุ ทรัพยากรแหล่งน้ำที่ไหลผ่านตัวจังหวัด นั่นคือ แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งในปัจจุบันน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาใช้ประโยชน์ในเรื่องของการทำการเกษตร เช่น การทำนา การทำสวน ทำไร่ เป็นหลัก ส่วนบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทั้ง 2 ฝั่ง ก็จะถูกใช้เป็นพื้นที่เพาะเลี้ยงปลาในกระชัง

จากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางธรรมชาติ ทำให้เกษตรกรจังหวัดชัยนาทนั้นมีทางเลือกที่จะประกอบอาชีพหลากหลายเพิ่มมากขึ้น ทั้งปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ

จากมนุษย์เงินเดือน

มาเป็นเกษตรกร

คุณปรีชา ชะเอม เป็นชาวจังหวัดชัยนาท เดิมเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีโอกาสได้เข้าไปคลุกคลีกับชาวบ้านในพื้นที่ ได้ไปพูดคุย ได้เห็น ทำให้ได้ซึมซับวิธีการและแนวทางการประกอบอาชีพของชาวบ้านมาระดับหนึ่ง

“ทำงาน ธ.ก.ส. มาได้ระยะหนึ่งก็ลาออกจากงาน หันมาจับอาชีพเกษตรกรรม โดยใช้ความรู้ที่ได้จากการเข้าไปพบปะกับชาวบ้านมาเป็นแนวทางในการวางแผนดำเนินการ โดยเริ่มจากการทำนาข้าว ทั้งนาปีและนาปรัง ในขณะนั้นเริ่มทำปีแรกก็พบกับปัญหาของโรคและแมลงที่มารบกวน ต้นทุนการผลิตที่สูงกว่ารายได้ อีกทั้งราคาตลาดรับซื้อไม่แน่นอนคงที่ ทำให้บางปีต้องขาดทุน และบางปีที่เกิดภัยจากธรรมชาติ ปีนั้นก็จะไม่ได้แม้แต่เงินทุนที่ลงไปเลย”

สู้ทนทำมา 10 ปี พบกับปัญหาหลากหลายรูปแบบ คุณปรีชา จึงเปลี่ยนอาชีพจากทำนามาเป็นการอนุบาลลูกปลาขายให้กับกลุ่มผู้เลี้ยง “ต่อสู้กับโรคและแมลง ราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอน ผมเลยปรับเปลี่ยนอาชีพใหม่อีกครั้ง ในตอนนั้นพื้นที่บ้านของผมเองอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่านไปมาทุกวันเห็นเพื่อนเกษตรกรด้วยกันเองเลี้ยงปลากระชังริมฝั่งแม่น้ำ มีรายได้ดีพอสมควร จึงเกิดความสนใจและได้ทดลองเลี้ยงดู”

จากชาวนาปลูกข้าว

เป็นชาวประมง เลี้ยงปลากระชัง

คุณปรีชา ประสบความล้มเหลวกับอาชีพการทำนา แต่ด้วยความเป็นคนที่ขยัน ต่อสู้ ไม่ย่อท้อต่อปัญหาที่เกิดขึ้น เขาพยายามพัฒนาและต่อสู้จนนำพาตัวเองผ่านวิกฤติเหล่านั้นมาได้ ทำให้เขาได้พบอาชีพอนุบาลลูกปลาขายให้กับกลุ่มคนเลี้ยง ส่งขายไปได้ระยะหนึ่ง บริษัทที่มารับซื้อปลาจากกลุ่มผู้เลี้ยงค่อยๆ หายไป กลุ่มผู้ผลิตก็เลยหาย คุณปรีชา ก็ไม่มีกลุ่มลูกค้าที่จะส่งพันธุ์ปลา ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนจากการอนุบาลลูกปลาขายมาเป็นการเพาะเลี้ยงปลาแบบเชิงเดี่ยวที่มีระบบการเลี้ยงแบบครบวงจรแทน โดยใช้ชื่อว่า “ปรีชาฟาร์ม”

“ปลาที่เลี้ยงจะเป็น ปลาทับทิม มีทั้งหมดประมาณ 20 กระชัง มีวิธีการเลี้ยงจะเหมือนกับเพื่อนเกษตรกรทั่วๆ ไป ผมเลี้ยงมาได้ระยะหนึ่ง ก็ต้องพบกับปัญหาของโรคที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกๆ ปี เพราะเนื่องจากพื้นที่ของกระชังปลาที่ใช้นั้นเป็นพื้นที่เดิมๆ กระชังเดิมๆ เชื้อโรคมันก็ไม่ไปไหน พอเราเอาปลามาลง โรคเหล่านั้นก็พร้อมที่จะกลับมาทำลายทันที”

เลี้ยงผสมผสาน กางซาแรน

ลดระยะเวลา ป้องกันโรค

ประสบกับปัญหาซ้ำซากเป็นเวลานานกว่า 5 ปี คุณปรีชา จึงหันมาเลี้ยงปลาที่หลากหลายชนิดแทนการเลี้ยงแบบเชิงเดี่ยวแทน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรค ซึ่งปลาที่เลี้ยงจะมีปลากดคัง ปลาทับทิม ปลานิล ปลากดอเมริกัน หรือปลากดหลวง โดยยึดหลักความต้องการในพื้นที่ ตามความต้องการของตลาด เป็นหลัก

“หันมาทดลองเลี้ยงปลาผสมผสาน โดยมีขนาดกระชัง กว้าง 5 เมตร ยาว 5 เมตร ลึก 3 เมตร ซึ่งมีความเหมาะสมในการเลี้ยงปลามากที่สุด ตอนนี้ผมเลี้ยงปลากด 10 กระชัง ปลาทับทิม 4 กระชัง ปลากดอเมริกัน 2 กระชัง (ทดลองเลี้ยง) และส่วนที่เหลือก็จะใช้เลี้ยงปลาพื้นบ้านที่มาเกาะบริเวณขอบกระชัง โดยตักมาใส่กระชังเลี้ยง ทดลองเลี้ยงดู”

การเลี้ยงผสมผสานนั้นสามารถช่วยลดปัญหาของโรคที่จะเกิดขึ้นได้อีกทางหนึ่ง แต่ก็ยังเกิดโรคอยู่ ซึ่งคุณปรีชาเองจะไม่รักษาแต่จะเน้นป้องกันแทน การป้องกันของเขานั้นจะใช้ด่างทับทิมใส่ลงไปในขวดน้ำ แล้วนำไปหย่อนลงในน้ำเหนือกระชัง ด่างทับทิมก็จะค่อยละลาย ซึ่งจะสามารถช่วยป้องกันเห็บ พยาธิภายนอก หรืออีกแนวทางก็เอาเกลือแกงไปห้อยไว้ในลักษณะเดียวกันก็ได้

สำหรับอาหารที่ให้ จะใช้เป็นชนิดเดียวกัน เพื่อง่ายต่อการซื้อและการให้ 1 วัน จะให้ 4 ครั้ง ซึ่งช่วงนั้นเองก็เจอกับปัญหาปลาไม่ค่อยขึ้นมากินอาหารบนผิวน้ำ โดยเฉพาะช่วงกลางวันที่มีแสงแดดจัด ทำให้บางครั้งอาหารที่ให้ไปนั้นเน่าเสีย ทำให้ปลาตาย

“เมื่อก่อนกระชังที่เลี้ยงจะไม่มีหลังคา เวลาที่เราต้องให้อาหาร ต้องลงไปหว่าน แดดก็ร้อน ตัวเราก็แย่ หว่านแล้วก็ต้องรีบขึ้น หว่านไปแล้วปลาก็ไม่ค่อยจะขึ้นมากินอาหารบนผิวน้ำ เพราะว่ามันร้อน ถ้าหว่านไปมากๆ ก็ทำให้น้ำเน่า ทำให้ปลาที่เลี้ยงตาย ผมก็ใช้วิธีสังเกตและเห็นว่าเวลาเมฆเคลื่อนตัวมาบังดวงอาทิตย์ ปลาในกระชังจะค่อยๆ ขึ้นมากินอาหารที่หว่านไว้มากขึ้น ผมจึงทำร่มให้กับปลาทุกกระชัง โดยการกางซาแรน พอปลามีร่ม หว่านอาหารให้ไปตอนไหนก็ขึ้นมากินตลอดทั้งวัน ทำให้ปลาโตเร็ว ซึ่งสามารถช่วยลดระยะเวลาในการเลี้ยง ซึ่งแต่ก่อนเคยเลี้ยง 120 วัน ปัจจุบันเลี้ยงเพียง 90-100 วัน ก็สามารถจับขายได้”

“ทุกวันนี้มี ปลาทับทิม ออกจำหน่ายทุก 4 เดือน มีปลากดคัง จำหน่ายทุก 18 เดือน ซึ่งผมมองว่าการเลี้ยงปลาทับทิมก็เหมือนกับปลูกพริก ปลูกมะเขือ ไม่นานก็ได้กิน แต่ปลากดคังก็เหมือนการปลูกส้มโอ ซึ่งนานกว่าจะได้ผล แต่เมื่อถึงเวลาก็ได้เยอะ”

“การเลี้ยงปลาแบบผสมผสานนั้น บางเดือนก็ยังต้องพบกับปัญหาปลาตาย แต่ก็ไม่เยอะเหมือนที่ผ่านมา ส่วนที่ตายก็จะเอาไปทำเป็นอาหารให้กับปลากดคัง ช่วยลดต้นทุนได้อีกทางหนึ่ง ที่สำคัญไม่ต้องเหนื่อยกำจัด” คุณปรีชา กล่าว

ในปัจจุบันนี้มีเพื่อนบ้านที่ทำอาชีพเดียวกันหันมาเรียนรู้และเลี้ยงปลาผสมผสานแบบคุณปรีชาเป็นจำนวนมาก หากท่านใดที่สนใจ ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสนใจจะทดลองทำบ้าง ติดต่อไปได้ที่ ปรีชาฟาร์ม โทร. (081) 888-2115 (คุณปรีชา ชะเอม)

ปลากดอเมริกัน (อังกฤษ : Channel catfish) เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งในอันดับปลาหนัง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ictalurus punctatus อยู่ในวงศ์ปลากดอเมริกัน (Ictaluridae)

มีรูปร่างคล้ายปลาในวงศ์ปลากด (Bagridae) และปลาในวงศ์ปลาสวาย (Pangasiidae) รวมกัน มีหัวขนาดใหญ่ ปากกว้าง มีหนวด 4 คู่ คู่ที่รูจมูกสั้น คู่ที่ริมฝีปากและคางยาว ลำตัวเรียวยาวและแบนข้างที่ส่วนท้าย มีเงี่ยงที่ครีบหลังและครีบอก ครีบไขมันมีขนาดเล็กและสั้น ครีบก้นยาว ครีบหางเว้าลึก ลำตัวมีสีเทาอมน้ำตาลหรือเหลือง ด้านท้องมีสีจาง มีประสีดำกระจายอยู่ห่างๆ ในปลาที่มีขนาดเล็กกว่า 20 เซนติเมตร ครีบมีสีคล้ำ

ขนาดเมื่อโตเต็มที่ ประมาณ 120 เซนติเมตร แต่ขนาดโดยเฉลี่ย ประมาณ 50 เซนติเมตร เป็นปลาพื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือ พบกระจายพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี้และตอนใต้ของแคนาดา นิยมตกเป็นเกมกีฬาและเลี้ยงเป็นปลาเศรษฐกิจ

สำหรับในประเทศไทยนำเข้ามาครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2533 โดยสถาบันพัฒนาแห่งเอเชีย (AIT) และกรมประมง โดยนำพันธุ์ปลามาครั้งแรก 50 คู่ และสามารถเพาะพันธุ์ได้ในปี พ.ศ. 2534 โดยมีชื่อเรียกในภาษาไทยว่า “ปลากดหลวง” ซึ่งปัจจุบันประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ในการเพาะขยายพันธุ์เลี้ยงในกระชังและเขื่อนเก็บน้ำในหลายพื้นที่ เช่น ที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ หรือที่จังหวัดนครสวรรค์ เป็นต้น แต่ก็มีจำนวนประชากรบางส่วนที่หลุดรอดออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ โดยหลุดออกมาครั้งแรกหลังเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ เมื่อปี พ.ศ. 2538

นอกจากนี้แล้ว ยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตัวที่เป็นปลาเผือก

 

“ธนาคารปู” แหล่งเรียนรู้ชุมชนประมง อ่าวบางละมุง ชลบุรี กรกฎาคม 25, 2011

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096150654&srcday=2011-06-15&search=no.

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 505

เทคโนโลยีการประมง

อภิวัฒน์ คำสิงห์

“ธนาคารปู” แหล่งเรียนรู้ชุมชนประมง อ่าวบางละมุง ชลบุรี

“ปูม้า” ทุกคนคงรู้จักและพบเห็นกันบ่อยๆ ตามแผงขายปูในตลาดท้องถิ่น หรือตามศูนย์การค้าต่างๆ ในเมืองใหญ่ๆ ปูม้า จัดว่าเป็นอาหารทะเลที่มีรสชาติดี โดยเฉพาะปูม้าที่มีสภาพสดใหม่ ไม่ว่าจะนำมาปิ้ง เผา ต้มหรือนึ่ง เนื้อจะหวาน หอม ชวนรับประทาน

ปูม้า เป็นทรัพยากรประมงที่สำคัญและมีค่าชนิดหนึ่งของประเทศ ในอดีตปูม้าจะมีชุกชุมสามารถหาได้ทั่วไปบริเวณชายฝั่งทะเลในอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน แต่ปัจจุบันมีการจับปูม้ามาบริโภคเป็นจำนวนมาก ส่งผลทำให้ปริมาณปูม้าลดลงอย่างน่าวิตก ประกอบกับความเจริญและการขยายตัวของเมืองในจังหวัดชายทะเล การตั้งโรงงานริมชายทะเล ปล่อยของเสียลงทะเล ก่อให้เกิดมลภาวะในพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมของแหล่งน้ำถูกทำลาย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ปริมาณประชากรปูม้าลดลงตามไปด้วย

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของประชากร การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีการทำประมง ประกอบกับการทำประมงอย่างขาดความสำนึกรับผิดชอบยังส่งผลทำให้ปูม้าถูกนำมาบริโภคเกินกว่ากำลังการผลิตของธรรมชาติ

ชุมชนในพื้นที่อ่าวบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นชุมชนริมทะเลแห่งหนึ่งที่ประสบกับปัญหาการลดลงของประชากรปูม้า คุณรุ่งระวี โสดานา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 กล่าวว่า ชุมชนในอ่าวบางละมุงส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพทำการประมง และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เลี้ยงปลาในกระชัง เลี้ยงหอยแมลงภู่และหอยนางรม แต่ด้วยปัญหาด้านการประกอบอาชีพประมงในเรื่องของต้นทุนการทำการประมง การแย่งพื้นที่ทำการประมง การใช้เครื่องมือทำการประมง เช่น อวนลาก อวนรุน เข้ามาลักลอบทำการประมง การทำอุตสาหกรรมริมทะเล ปล่อยของเสียลงสู่ทะเล ส่งผลทำให้ปริมาณสัตว์น้ำโดยเฉพาะปูม้าลดลงอย่างรวดเร็ว

“จากปัญหาที่เกิดขึ้น ผู้นำชุมชน แกนนำชุมชนประมงและสมาชิกในชุมชนจึงได้รวมตัวปกป้องสิทธิ จัดทำโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ตลอดจนฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำขึ้น โดยได้กำหนดพื้นที่ทะเลหน้าบ้านให้เป็นทะเลชุมชนใช้เป็นฐานการผลิตและการบริหารจัดการทรัพยากร โดยการทำธนาคารปูม้า ซึ่งได้ร่วมมือกับหน่วยงานบริหารจัดการประมงทะเลอ่าวศิลา ช่วยดำเนินการควบคุมป้องกันการลักลอบทำการประมง เช่น การสร้างเครือข่ายแจ้งข่าว และร่วมกับเจ้าหน้าที่ออกปฏิบัติงานตรวจปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิด ที่ทำการประมงในเวลากลางคืน” คุณรุ่งระวี กล่าว

เพาะเลี้ยงคืนฐานการผลิต

แก้วิกฤตอย่างยั่งยืน

การคืนปูม้าสู่ธรรมชาติเป็นกิจกรรมหนึ่งที่ชุมชนในพื้นที่อ่าวบางละมุงได้วางแนวทางในการเพิ่มประชากรของปูม้าในทะเลชุมชน โดยใช้ความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของปูม้าวัยอ่อนมาใช้ประโยชน์ ซึ่งบริเวณทะเลอ่าวบางละมุงก็มีความเหมาะสมและสามารถนำมาใช้เป็นฐานในการผลิตปูม้าสู่ทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

คุณนพพร ศรีเกษตร รองประธานกลุ่ม หมู่ที่ 2 กล่าวว่า ปัจจุบัน ชุมชนประมงบ้านชายทะเลได้ฟื้นฟูประชากรปูม้า โดยได้กำหนดพื้นที่ทะเลหน้าบ้านให้เป็นฐานการผลิตลูกปูม้า (ธนาคารปู) คืนสู่ทะเล โดยมีหน่วยงานราชการ (กรมประมง) หน่วยงานราชการในพื้นที่ (อบต.) ให้การสนับสนุนและเป็นพี่เลี้ยงให้ความรู้ทางวิชาการ

การเลี้ยงปูม้าบริเวณชายฝั่งทะเลบริเวณอ่าวบางละมุงสามารถช่วยเพิ่มปริมาณปูในทะเลภายใต้ระบบนิเวศที่เหมาะสม โดยเฉพาะชุมชนบ้านชายทะเล ซึ่งเป็นชุมชนที่มีการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์แหล่งทรัพยากรสัตว์น้ำเพื่อเป็นแหล่งทำกินของชุมชนแบบบูรณาการ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและได้รับรางวัลประมงต้นแบบดีเด่น ประจำปี 2552 ประเภทชุมชนประมงต้นแบบดีเด่นด้านการประมงทะเล จากกรมประมง

“ธนาคารปูม้า ที่ชุมชนอ่าวบางละมุงได้ทำในปัจจุบันนั้น จะเป็นกระชังลอยน้ำ ขนาดกว้าง 5x5x5 เมตร (ไม่กำหนดตายตัว) มัดหินที่มีน้ำหนักพอที่จะตรึงตาข่ายติดมุมทั้งสี่ด้านของกระชัง จากนั้นก็นำปูม้าที่มีไข่จากการบริจาคของสมาชิกมาฝากเลี้ยงให้ปล่อยไข่ และเมื่อปูม้าปล่อยไข่แล้ว ไข่ที่หลุดออกมาก็จะฟักเป็นลูกปูม้าวัยอ่อนและลอดตาข่ายไปเจริญเติบโตเป็นปูม้าวัยเจริญพันธุ์เข้าสู่ท้องทะเลได้อย่างอัตโนมัติ”

“นับว่าเป็นกิจกรรมที่สามารถคืนปูม้าสู่ทะเลอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดอีกระบบหนึ่ง เพราะปูม้าแม่หนึ่งจะมีไข่เฉลี่ย ประมาณ 500,000 ฟอง ถ้าแต่ละวันปูที่เลี้ยงในคอกสามารถปล่อยไข่ได้ วันละ 20 ตัว เราก็จะมีลูกปูม้าคืนสู่ทะเลไม่ต่ำกว่าวันละ 10 ล้านตัว”

“การคืนปูม้าสู่ธรรมชาติ ถ้าทำได้อย่างถูกต้องและต่อเนื่องจะมีประสิทธิภาพและสามารถเห็นผลชัดเจนในระยะเวลาอันสั้น เพราะปูม้าแพร่พันธุ์ได้เร็ว เพียงระยะเวลา 3-6 เดือน ก็สามารถจับไปใช้ได้” คุณนพพร กล่าวทิ้งท้าย

จากการร่วมกันของชุมชน ส่งผลทำให้ปัจจุบันมีปริมาณปูม้าเพิ่มมากขึ้น นำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งทรัพยากรและความมั่นคงในอาชีพของชาวประมงอย่างชัดเจน

บริการจัดการ “ธนาคารปูม้า”

การคืนลูกปูม้าสู่ทะเลแบบมีส่วนร่วมเป็นของใหม่สำหรับชุมชนบริเวณอ่าวบางละมุง ดังนั้น จำเป็นต้องทำความเข้าใจกับสมาชิกของกลุ่มเกี่ยวกับการบริหารจัดการ “ธนาคารปู” ให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ซึ่งเริ่มตั้งแต่วัตถุประสงค์การดำเนินงาน ที่มาและแหล่งแม่ปูม้าที่โครงการจะได้ การดูแลกระชัง ผลตอบแทนหรือสิ่งที่ทางกลุ่มและชุมชนคาดหวังว่าจะได้

คุณนพพร กล่าวว่า แม่ปูม้าที่จะใช้ในโครงการ จะเป็นแม่ปูม้าที่ได้รับการบริจาคจากสมาชิกและชาวประมงพื้นบ้านของชุมชน ส่วนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับข้อตกลงหรือตามศรัทราของแต่ละคน แต่จะไม่ใช้เงินซื้อเพื่อนำมาปล่อย

“กิจกรรมของธนาคารปูม้าที่ต้องทำมีหลากหลาย ตั้งแต่การรวบรวมแม่ปูม้าจากสมาชิก การให้อาหาร การดูแล บำรุงรักษา โครงสร้างของกระชังให้อยู่ในสภาพดี ใช้งานได้ และการเฝ้าดูแลปูม้าในกระชังช่วงก่อนปูปล่อยไข่ และหลังปล่อยไข่”

การคืนปูม้าสู่ทะเล ถ้าจะให้ได้ผล จำเป็นต้องใช้ความรู้พื้นฐานหลายด้านผสมผสานกัน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานและที่ตั้งของกระชังไปจนถึงธรรมชาติ การดำรงชีวิต พฤติกรรมและวงจรชีวิตของปูม้า

ปูม้า (อังกฤษ: flower crab, blue crab, blue swimmer crab, blue manna crab, sand crab, ชื่อวิทยาศาสตร์ : Portunus pelagicus) จัดเป็นปูที่อาศัยอยู่ในทะเลชนิดหนึ่ง ที่อยู่ในสกุล Portunus ซึ่งพบทั้งหมด 90 ชนิด ทั่วโลก และพบในน่านน้ำไทยราว 19 ชนิด

ลักษณะทั่วไป แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนตัว อก และท้อง ส่วนหัวและอกจะอยู่ติดกัน มีกระดองหุ้มอยู่ตอนบน ทางด้านข้างทั้งสองของกระดองจะเป็นรอยหยักคล้ายฟันเลื่อยเป็นหนามแหลมข้างละ 9 อัน ขามีทั้งหมด 5 คู่ ด้วยกัน คู่แรกเปลี่ยนแปลงไปเป็นก้ามใหญ่ เพื่อใช้ป้องกันตัวและจับอาหาร ขาคู่ที่ 2, 3 และ 4 จะมีขนาดเล็ก ปลายแหลม ใช้เป็นขาเดิน ขาคู่สุดท้าย ตอนปลายมีลักษณะเป็นใบพาย ใช้ในการว่ายน้ำ ขนาดกระดองสามารถโตเต็มที่ได้ราว 15-20 เซนติเมตร

การกระจายพันธุ์ สำหรับปูม้าในประเทศไทยสามารถพบได้แทบทุกจังหวัดทั้งฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย โดยอาศัยอยู่บริเวณปากแม่น้ำและแถบชายฝั่งทะเล

การขยายพันธุ์ ปูม้าตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะแตกต่างกันที่จับปิ้งและสี ตัวผู้มีก้ามยาวเรียวกว่า มีสีฟ้าอ่อนและมีจุดขาวตกกระทั่วไปบนกระดองและก้าม พื้นท้องเป็นสีขาว จับปิ้งเป็นรูปสามเหลี่ยมเรียว สูง ตัวเมียจะมีก้ามสั้นกว่า กระดองและก้ามมีสีฟ้าอมน้ำตาลอ่อนและมีจุดขาวประทั่วไปทั้งกระดองและก้าม เมื่อถึงฤดูกาลวางไข่ ปูม้าตัวเมียจะมีไข่ติดอยู่บริเวณรยางค์ ซึ่งเคยเป็นขาว่ายน้ำในระยะวัยอ่อน โดยในระยะแรกไข่จะอยู่ภายในกระดอง ต่อมากระดองทางหน้าท้องเปิดออกมา ทำให้สามารถเห็นไข่ชัดเจน จึงมักเรียกปูม้าในระยะนี้ว่าปูม้าที่มีไข่นอกกระดอง ไข่นอกกระดองนี้ในขณะที่เจริญจะแบ่งเซลล์อยู่ภายในเปลือกไข่ สีของไข่จะค่อยๆ เปลี่ยนจากสีเหลืองอมส้มเป็นสีเหลืองปนเทา สีเทา และสีเทาอมดำ ปูม้าที่มีไข่สีเทาอมดำนั้นจะวางไข่ภายใน 1-2 วัน

ความสำคัญทางเศรษฐกิจ ปูม้า นับเป็นปูอีกชนิดหนึ่งที่มนุษย์ใช้ปรุงเป็นอาหารเช่นเดียวกับปูดำ (Scylla serrata) หรือปูทะเล โดยปรุงได้ทั้งอาหารยุโรป อาหารจีน อาหารญี่ปุ่น และอาหารไทย สำหรับอาหารไทยนั้นยังอาจปรุงเป็นส้มตำปูม้าได้อีกด้วย

ล้อมกรอบ

บรรณานุกรม

บรรจง เทียนส่งรัศมี. ถอดรหัสปูม้า “จากวิกฤติสู่ระบบการผลิตที่ยั่งยืน เพื่อความอยู่ดีมีสุขของชุมชนประมง” บนฐานความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร กรุงเทพฯ. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2551.

บรรยายภาพ

1. อ่าวบางละมุง พื้นที่ทะเลหน้าบ้าน

2. แม่ปูม้า ที่พร้อมปล่อยไข่

3. ไข่ปูม้า

4. คุณรุ่งระวี โสดานา (ซ้าย) และ คุณนพพร ศรีเกษตร (ขวา)

5. ธนาคารปู ชุมชนบ้านชายทะเล

6. จับปูม้าด้วยอุปกรณ์ทะเลที่ถูกกฎหมาย

 

กรมประมงชอบโชว์ของใหญ่ ชอบเล่นของดี รอบนี้โชว์ขยายพันธุ์กั้ง…ดีกรีใหญ่ที่สุดในโลก กรกฎาคม 19, 2011

กรมประมงชอบโชว์ของใหญ่ ชอบเล่นของดี รอบนี้โชว์ขยายพันธุ์กั้ง…ดีกรีใหญ่ที่สุดในโลก.

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 23 ฉบับที่ 503

เทคโนโลยีการประมง

กรมประมงชอบโชว์ของใหญ่ ชอบเล่นของดี รอบนี้โชว์ขยายพันธุ์กั้ง…ดีกรีใหญ่ที่สุดในโลก

ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสงขลา สานต่องานวิจัยการเพาะและอนุบาลกั้งตั๊กแตนหางจุด กั้งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ประสบผลสำเร็จ พบอัตรารอดตายสูง 10 เปอร์เซ็นต์ เตรียมขยายผลจากถังไฟเบอร์กลาสไปยังบ่อดิน หวังได้ลูกกั้งตั๊กแตนหางจุดเพิ่ม เพื่อนำไปปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ช่วยเพิ่มผลผลิตแก่ชาวประมง เผยกั้งทุกชนิดสร้างรายได้เข้าไทยปีหนึ่งๆ กว่า 40 ล้านบาท

“กั้งตั๊กแตนหางจุด” มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Harpiosquilla raphidea (Fabricius,1798) เป็นสัตว์น้ำ ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดใหม่ ที่ตลาดมีความต้องการสูง เนื่องจากเป็นกั้งที่มีรสชาติอร่อย ปัจจุบัน กั้งตั๊กแตนหางจุด ที่ได้มาส่วนใหญ่เป็นการจับจากธรรมชาติทั้งสิ้น ส่งผลให้ปริมาณกั้งตั๊กแตนหางจุดในธรรมชาติมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง กรมประมง ได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ศึกษาวิธีการอนุบาลกั้งตั๊กแตนหางจุดให้มีอัตราการรอดตายสูงขึ้น เพื่อจะได้นำไปขยายผลสู่การเพาะพันธุ์และการอนุบาลเพื่อปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ตลอดจนเป็นการอนุรักษ์ไว้ซึ่งพันธุ์สัตว์น้ำเศรษฐกิจในท้องทะเลไทยไม่ให้หมดไปจากแหล่งอาศัยในธรรมชาติ

ดร. สมหญิง เปี่ยมสมบูรณ์ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ประเทศไทยสามารถเพาะพันธุ์กั้งตั๊กแตนหางจุดจนประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก เมื่อปี 2537 ซึ่งที่ผ่านมาทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจันทบุรี กรมประมง สามารถเพาะและอนุบาลลูกกั้งตั๊กแตนหางจุด ให้มีอัตราการรอดตายได้ 2.58 เปอร์เซ็นต์ และในปี 2551 จนถึงปัจจุบันทางกรมประมงได้มีนโยบายให้ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสงขลา สานต่องานวิจัยการเพาะและอนุบาลกั้งตั๊กแตนหางจุดเพื่อเป็นการช่วยเพิ่มอัตราการรอดตายของกั้งตั๊กแตนหางจุดเมื่อปล่อยคืนสู่ท้องทะเลให้สูงขึ้น

“กั้งตั๊กแตนหางจุด เป็นกั้งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ อาศัยตามแถบริมฝั่งทะเลที่เป็นดินโคลนปนทราย โดยในประเทศไทยพบมากแถบปากแม่น้ำและแนวชายฝั่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สตูล และตราด กั้งตั๊กแตนหางจุด ส่วนใหญ่ที่ถูกจับขึ้นมาจะส่งออกไปจำหน่ายในประเทศจีน โดยตัวขนาด 3-4 ตัว ต่อกิโลกรัม จะมีราคากิโลกรัมละ 700-750 บาท ปัจจุบัน กั้งทุกชนิดที่จับได้จากท้องทะเลไทย เช่น กั้งกระดาน กั้งตั๊กแตนหางจุด ฯลฯ มีปริมาณมากถึงปีละ 700-800 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท” อธิบดีกรมประมง กล่าว

ด้าน คุณวีระ เจริญพักตร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสงขลา เปิดเผยเพิ่มเติมว่า

ในส่วนของศูนย์วิจัยฯ ได้ศึกษาวิจัยในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคนิคการเพาะพันธุ์ การอนุบาล

ตลอดจนการพัฒนาสูตรอาหาร โดยการวิจัยจะใช้แม่พันธุ์ที่มีน้ำหนักตัวเฉลี่ย 300-350 กรัม มีไข่ประมาณ 90,000-120,000 ฟอง สามารถเพาะพันธุ์กั้งตั๊กแตนหางจุด ระยะ Post Larva 3 ความยาวเฉลี่ย ประมาณ 2.5 เซนติเมตร มีอัตราการรอดตายมากถึง 10 เปอร์เซ็นต์

ในอนาคตอันใกล้นี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสงขลา จะขยายงานวิจัยด้านการอนุบาลไปยังบ่อดินแทนถังไฟเบอร์กลาส เพื่อให้ได้ลูกกั้งตั๊กแตนหางจุด ระยะ Post Larva 3 ในจำนวนที่มากพอสำหรับนำไปปล่อยในแหล่งทะเล เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการประมง นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสงขลายังมีแผนที่จะนำกั้งตั๊กแตนหางจุดที่จับได้จากธรรมชาติ ขนาด 10 ตัว ต่อกิโลกรัม มาเลี้ยงต่อในตะกร้าพลาสติค ตะกร้าละ 1 ตัว เพื่อให้ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการ คือ 3-4 ตัว ต่อกิโลกรัม เพื่อใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมอาชีพการเพาะเลี้ยงให้กับชาวประมงต่อไป

อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า ผลงานวิจัยนี้สามารถการันตีได้เป็นอย่างดีว่า กรมประมง ไม่เคยหยุดยั้งการพัฒนาผลงานวิจัยเพื่อให้เกษตรกรอยู่ดีกินดี และยิ้มได้อย่างเต็มที่กับการประกอบอาชีพด้านการประมง”

 

เพาะปลาสวายเนื้อขาวนอกฤดูกาล ที่เมืองสี่แคว กันยายน 17, 2010

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 487

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการประมง

อภิวัฒน์ คำสิงห์

เพาะปลาสวายเนื้อขาวนอกฤดูกาล ที่เมืองสี่แคว

จากอดีต จนถึงปัจจุบัน เนื้อปลายังเป็นอาหารที่ดีมีประโยชน์ โปรตีนสูง ย่อยง่าย ราคาถูก เหมาะแก่การบริโภคกับคนทุกวัย โดยเฉพาะเด็กและคนชราที่มีความต้องการอาหารที่ย่อยง่ายกว่าคนในวัยหนุ่ม-สาว เมื่อเปรียบเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ดังนั้น เมื่อมีความต้องการอาหารที่มีโปรตีนจากเนื้อปลามากขึ้น ทำให้ความต้องการลูกพันธุ์ปลาน้ำจืดเพิ่มมากขึ้นไปด้วย

การเพาะ ขยายพันธุ์ปลาน้ำจืด มีสภาพปัญหาที่เกี่ยวกับระยะเวลา ทำให้สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น คือจะเพาะขยายพันธุ์ในช่วงฤดูวางไข่ ตั้งแต่ช่วงฤดูฝนจนถึงช่วงต้นฤดูหนาวเท่านั้น ช่วงเวลาที่เพาะขยายพันธุ์ได้ประมาณ 7 เดือน ส่วนอีก 5 เดือน ที่เหลือเกษตรกรก็ประสบกับภาวะว่างงาน ขาดรายได้มาใช้จ่ายภายในครอบครัว ก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย ประกอบกับปลาเศรษฐกิจหลายชนิด มีผลผลิตมากน้อยต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆ ด้าน อาทิ ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ ราคาผลผลิต ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ จึงเป็นเหตุทำให้มีการคิดค้นหาหนทางแก้ปัญหา

ฟาร์มบ่อปลาณรงค์ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 11/1 หมู่ที่ 6 ตำบลพันลาน อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นแหล่งคิดค้นเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดและปลาสวายเนื้อขาวนอกฤดูกาลขนาดใหญ่ แห่งหนึ่งของจังหวัดนครสวรรค์ ผลิตพันธุ์ปลาน้ำจืดเกือบทุกชนิด แต่ฟาร์มจะเน้นในเรื่องของการเพาะปลาสวายเนื้อขาวเป็นพิเศษ โดยมี คุณนรินทร์ศักดิ์ พัวตระกูล อายุ 35 ปี จบปริญญาตรีจากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพระนครศรีอยุธยา หันตรา วท.บ. (ประมง) ปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน วท.ม. (วิทยาศาสตร์การประมง) ปัจจุบันกำลังศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นผู้จัดการฟาร์ม

คุณนรินทร์ศักดิ์ เล่าว่า จากการที่ตนได้มีโอกาสศึกษาต่อระดับปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (วิทยาศาสตร์การประมง) สาขาวิทยาศาสตร์การประมง ภาควิชาชีววิทยาประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) หลักวิชาการทั้งหมดที่ได้ศึกษามา และงานวิจัยในด้านต่างๆ ที่สนใจ ประกอบกับประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จริงๆ ภายในฟาร์ม ตนได้นำความรู้และประสบการณ์ในทุกๆ ด้านที่มีมาคิดค้น ทดลอง เพาะพันธุ์ปลาสวายเนื้อขาวนอกฤดูกาล ที่ฟาร์มบ่อปลาณรงค์ ซึ่งเป็นฟาร์มที่บิดาของตนได้ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเด็ก

แรก เริ่มนั้นก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จตามที่คาดหวังไว้ แต่ก็มิได้ท้อถอย ตรงกันข้ามกับคิดค้น หาวิธีที่จะเพาะพันธุ์ปลาสวายเนื้อขาวนอกฤดูให้เป็นผลสำเร็จให้ได้ เสาะแสวงหาแนวทาง ลองผิด ลองถูก จนพบวิธีการที่เป็นไปได้ โดยศึกษาดูปัจจัยต่างๆ ที่ปลาในฤดูกาลปกติมีสิ่งใดบ้าง ก็เติมปัจจัยนั้นๆ เข้าไปให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยเน้นให้ประหยัดต้นทุน ใช้ประโยชน์ได้จริง ไม่ยุ่งยาก เป็นเทคโนโลยีระดับพื้นบ้าน คนทั่วไปสามารถประยุกต์ใช้งานได้จริง

จากการติดตามผลงาน และคอยดูแลอย่างใกล้ชิดจนในที่สุดก็สามารถเพาะพันธุ์ปลาสวายเนื้อขาวนอกฤดู กาลได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อฟาร์ม ทำให้ฟาร์มมีลูกพันธุ์ปลาสวายเนื้อขาวจำหน่ายตลอดทั้งปี ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อวงการเพาะเลี้ยงปลาน้ำจืดอย่างมหาศาล และยังส่งผลต่อการพัฒนาอาชีพของตนให้เจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป

แนวทางและเป้าหมาย

คุณ นรินทร์ศักดิ์ ได้ประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่ภายในฟาร์มอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยนำปัจจัย สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมใส่เข้าไป โดยเน้นให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่เดิมที่มีอยู่ ใช้หลักการง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก แต่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริงๆ ที่สำคัญชาวบ้านทั่วๆ ไป ก็สามารถปรับประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้

คุณนรินทร์ศักดิ์ ได้ดำเนินการ โดยนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้ตั้งแต่ต้นมาเป็นตัวตั้งในการวางแนวทาง และได้ทดลอง หาสาเหตุที่ทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จ และแก้ไขปัญหานั้นๆ ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จจนได้องค์ความรู้ที่เป็นเทคนิคการเพาะขยายพันธุ์ ปลาสวายเนื้อขาวนอกฤดูกาล และเมื่อพบว่าสามารถเพาะขยายพันธุ์ปลาสวายเนื้อขาวนอกฤดูได้แล้ว ก็ยังไม่ได้หยุดนิ่งอยู่แค่นั้น คุณนรินทร์ศักดิ์ยังคิดค้นวิธีการเพาะขยายพันธุ์ปลาน้ำจืดนอกฤดูเป็นผล สำเร็จ ซึ่งขั้นตอนนี้กำลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์และเทคนิคต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการทดลองอยู่ คาดว่าน่าจะประสบผลสำเร็จได้ในอนาคต

ใน ปัจจุบันนี้ฟาร์มบ่อปลาณรงค์มีลูกพันธุ์ปลาสวายเนื้อขาวและลูกพันธุ์ปลา ต่างๆ จำหน่ายตลอด ส่งผลให้ฟาร์มมีรายได้ตลอดทั้งปี นับได้ว่าความคิดที่จะแก้ปัญหาที่ครอบครัวขาดรายได้ช่วงนอกฤดูกาล ประสบผลสำเร็จตามที่คาดหวังไว้ แต่ทั้งนี้ในขณะเดียวกันเกษตรกรกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงปลารายอื่นๆ ก็ยังคงต้องเจอกับปัญหาขาดรายได้ในช่วงนอกฤดูกาลอยู่ ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าความรู้และความคิดริเริ่มนี้จะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรได้บ้างก็คงจะเป็น เรื่องที่ดี

ปัญหาและอุปสรรค

ที่พบในการลองผิด-ลองถูก

จาก การทดลองและปฏิบัติจริงที่ผ่านมา ต้องพบเจอกับอุปสรรคมากมายหลายด้าน อาทิ ระดับของอุณหภูมิภายในบ่อค่อนข้างต่ำ เนื่องจากช่วงนอกฤดูกาลนี้เป็นช่วงฤดูหนาว จากอุณหภูมิที่ต่ำนี้ส่งผลให้การฟอร์มไข่ และการเพาะฟักเป็นไปอย่างลำบาก ผลที่ได้ไม่ดีเท่าที่ควร และจากปัญหาดังกล่าว ยังส่งผลให้ได้ผลผลิตต่อฤดูกาลผลิตไม่มากเท่าที่ควร ทำให้ประสบกับภาวะรายได้น้อยกว่ารายจ่าย ก่อให้เกิดปัญหาความไม่คุ้มทุน จึงต้องแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นต่อไป

แนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

จาก ปัญหาที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คุณนรินทร์ศักดิ์ได้ทดลองประยุกต์ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ภายในฟาร์ม หลายๆ ด้าน เพื่อสร้างนวัตกรรม ซึ่งเป็นองค์ความรู้ใหม่ จนในที่สุดก็เกิดเป็นกระโจมครอบบ่อปลา เพื่อรักษาอุณหภูมิอากาศ และอุณหภูมิน้ำให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อความต้องการของปลามากที่สุด แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีปัญหาเกิดขึ้นอีก อุณหภูมิภายในบ่อกระโจมยังคงมีอุณหภูมิต่ำอยู่ จึงมีแนวคิดใหม่ ทำเตาขนาดใหญ่ที่ก่อด้วยอิฐบล็อคโดยมีท่อส่งความร้อนลงไปยังบ่อโดม เสร็จแล้วนำฟืนมาเผาเพื่อให้เกิดพลังงานความร้อนส่งไปยังบ่อโดม ก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

ประโยชน์ที่ได้รับจากการเพาะ

พันธุ์ปลาสวายเนื้อขาวนอกฤดู

ทำ ให้พบว่า ความคิดริเริ่มเสาะแสวงหาแนวทางใหม่ๆ ในการเพาะพันธุ์ปลานอกฤดู ซึ่งมีทางเป็นไปได้ ดังจะเห็นได้จากผลผลิตที่สามารถผลิตพันธุ์ปลาสวายเนื้อขาวนอกฤดูได้ ทำให้ฟาร์มมีลูกพันธุ์ปลาสวายเนื้อขาวจำหน่ายตลอดทั้งปี ก่อให้เกิดรายได้มาเลี้ยงครอบครัวตลอดทั้งปี ความเดือดร้อนที่เคยได้รับจากการขาดรายได้ในช่วงนอกฤดูกาลก็หมดไป ส่วนนี้เป็นความภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก ที่สามารถนำความรู้ที่ได้เรียนมา ประกอบกับประสบการณ์ที่สั่งสมมาตั้งแต่อดีต มาผสมผสานให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและครอบครัวได้เป็นผลสำเร็จ นอกจากนี้ ยังเป็นประโยชน์ต่อวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

นับได้ว่าเป็นสิ่งใหม่ สำหรับวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเลยที่เดียวก็ว่าได้ เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะวงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ถือได้ว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีต่อวงการ เป็นการพัฒนาให้เกษตรกรที่ประกอบอาชีพด้านนี้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจาก เดิม เพราะมีรายได้ตลอดทั้งปี และในอนาคตน่าจะเป็นประโยชน์ในด้านส่งลูกพันธุ์ปลาจำหน่ายยังต่างประเทศได้ อีกด้วย

จากการคิดค้นทดลองเพาะขยายพันธุ์ปลาสวายเนื้อขาวนอกฤดูกาล ได้เป็นผลสำเร็จนี้ ไม่ได้ส่งผลดีต่อเฉพาะตัวของคุณนรินทร์ศักดิ์ แต่ยังส่งผลดีต่อครอบครัว ก่อให้เกิดรายได้ตลอดทั้งปี ฟาร์มมีรายได้สมดุลกับรายจ่าย ทำให้ฟาร์มดำเนินธุรกิจอยู่รอดได้ จากความสำเร็จของงานชิ้นนี้นั้น คุณนรินทร์ศักดิ์ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่ที่ตรงนี้ แต่กลับมีความคิดที่จะส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จืดให้ประสบผลสำเร็จในด้านอาชีพเช่นเดียวกับที่ตนเองประสบความสำเร็จอยู่ใน ขณะนี้

โดยเริ่มจากการพูดคุยแนะนำถึงความสำเร็จที่คุณนรินทร์ ศักดิ์ทำอยู่ และช่วยส่งเสริม แนะนำให้เพื่อนเกษตรกรที่สนใจให้ผลิตพันธุ์ปลานอกฤดูบ้าง แต่ทั้งนี้ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะการกระจายความรู้ยังอยู่ในวงแคบๆ แต่ก็มิได้ท้อถอย ยังคงเปิดกว้างให้กับกลุ่มผู้ที่สนใจ โดยการจัดสถานที่ที่ฟาร์มให้รองรับเกษตรกรได้ 80-100 คน เพื่อเปิดอบรมเกษตรกร โดยการนำทีมของภาครัฐบาล เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด สำนักงานประมงจังหวัด ตลอดจนกลุ่มเกษตรกรที่รวมกลุ่มกันเองและมีความสนใจด้านการเพาะเลี้ยงปลาน้ำ จืด หรือแม้กระทั่งกลุ่มนักเรียน นักศึกษา จากสถาบันต่างๆ และที่สำคัญทางฟาร์มยังเปิดรับนักศึกษาฝึกงานภายในฟาร์มเป็นประจำทุกๆ ปี อีกด้วย

ขั้นตอนและวิธีการผสมพันธุ์

1. การคัดเลือก พ่อ-แม่พันธุ์

ใน การเพาะพันธุ์ปลา พ่อแม่พันธุ์ต้องมีไข่แก่อยู่ในระยะพร้อมที่จะเกิดการตกไข่และมีน้ำเชื้อดี ดังนั้น การคัดพ่อแม่พันธุ์จึงเป็นขั้นตอนแรกที่กำหนดว่าจะประสบความสำเร็จในการเพาะ พันธุ์ปลาหรือไม่ วิธีการคัดเลือกมีวิธีดังนี้

พิจารณาจากลักษณะภาย นอก ปลาเมื่อใกล้ถึงฤดูวางไข่ ไข่จะเจริญเพิ่มขนาดใหญ่ขึ้น มีผลให้รังไข่ขยายตัวดันช่องเพศให้อูมออกมา ส่วนจะนูนออกมามากน้อยก็ขึ้นอยู่กับชนิดและความสมบูรณ์ของปลา ช่องเพศหรือติ่งเพศรวมทั้งทวารหนักจะขยายตัวบวมพองมีสีชมพูเรื่อๆ ทั้งลักษณะท้องและลักษณะช่องเพศหรือติ่งเพศต้องพิจารณาประกอบกัน หากพิจารณาแต่ลักษณะใดลักษณะหนึ่งจะทำให้เข้าใจผิดได้ เพราะปลาบางตัวอาจมีท้องอูมเป่งเพราะอ้วน หรือเพิ่งกินอาหารมาใหม่ๆ ดังนั้น ก่อนคัดพ่อแม่พันธุ์จึงจำเป็นต้องงดอาหารก่อน 1 วัน หรืออาจต้องงดนานถึง 2 วัน ส่วนปลาเพศผู้ จะต้องคัดปลาที่แข็งแรง ปราดเปรียว ไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไป ปลาบางชนิดเมื่อรีดเบาๆ ที่ช่องเพศ จะมีน้ำเชื้อซึ่งมีลักษณะเป็นของเหลวข้นขาวเหมือนน้ำนมไหลออกมา หากน้ำเชื้อมีลักษณะใสไม่ควรนำปลาตัวนั้นมาใช้เป็นพ่อพันธุ์

2. วิธีการเพาะพันธุ์ปลา

- เป็นการเพาะพันธุ์ปลาโดยการผสมเทียม คือการรีดไข่และน้ำเชื้อออกมาผสมกันในภาชนะภายนอกตัวปลา พ่อแม่พันธุ์ที่ใช้ต้องฉีดฮอร์โมนกระตุ้นให้เกิดการตกไข่ โดยฉีดฮอร์โมนกระตุ้นให้แม่พันธุ์ซึ่งมีไข่อยู่ในระยะพัก เกิดการเจริญของไข่ขั้นสุดท้าย และตกไข่ ส่วนปลาเพศผู้ถ้ามีน้ำเชื้อดีอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องฉีดฮอร์โมนกระตุ้นก็ ได้

- ใช้วิธีแห้งแบบดัดแปลง โดยผสมไข่กับน้ำเชื้อในภาชนะที่แห้งแล้วเติมน้ำลงในภาชนะพอท่วมไข่ วิธีนี้น้ำจะกระตุ้นให้น้ำเชื้อเคลื่อนไหวเข้าผสมกับไข่ได้ดีขึ้น และยังช่วยล้างสิ่งสกปรกที่ติดมากับไข่หรือน้ำเชื้อออกเสียก่อนที่จะนำไปฟัก อีกด้วย

- เมื่อเวลาผ่านไป 24 ชั่วโมง ไข่จะฟักเป็นตัว เราก็นำไข่ที่ฟักเป็นตัวแล้วไปอนุบาลในบ่อดินต่อไป

- การอนุบาลลูกปลาในบ่อดินระยะแรกๆ นั้น จะให้ไรแดงเป็นอาหารลูกปลาวัยอ่อน แล้วจึงจะให้อาหารเม็ดที่มีขนาดเล็กๆ ต่อไป

- เมื่อลูกปลาได้ขนาดตามที่ลูกค้าต้องการแล้ว ก็เก็บเกี่ยวผลผลิตลูกปลาโดยใช้อวนล้อมจับ เสร็จแล้วนำมาแยกขนาดในบ่อปูนซีเมนต์ให้ได้ขนาดต่างๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ

- เมื่อแยกปลาได้ขนาดต่างๆ แล้ว ก็พักลูกปลาไว้ในบ่อปูนซีเมนต์ 1-2 วัน ก็ส่งลูกปลาจำหน่ายได้

ใน ปัจจุบันนี้ คุณนรินทร์ศักดิ์มีแนวคิดที่จะรวมกลุ่มของผู้เพาะพันธุ์ปลา และกลุ่มผู้เลี้ยงปลา โดยอาจจัดให้อยู่เป็นกลุ่มในรูปของสหกรณ์ ทั้งนี้ เพื่อให้มีอำนาจในการกำหนดราคาจำหน่ายพันธุ์ปลา และปลาเนื้อ โดยให้มีความเป็นธรรมทั้งกลุ่มผู้เลี้ยง ผู้ค้า และกลุ่มผู้บริโภค ไม่ใช่ปล่อยให้อำนาจในการตั้งราคาตกอยู่กับกลุ่มพ่อค้าคนกลางอย่างที่เป็น อยู่ในปัจจุบันนี้ ส่วนนี้เป็นเป้าหมายต่อไปที่ตั้งใจจะทำให้ได้ เพราะถ้าทำได้เป็นผลสำเร็จก็จะส่งผลดีให้กับทุกๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะฝ่ายผู้เลี้ยง ผู้บริโภค และยังส่งผลให้มีอำนาจต่อรองราคาในการค้าทั้งภายในและต่างประเทศได้อีกด้วย

การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร

ตั้งแต่ อดีตจนถึงปัจจุบัน ฟาร์มบ่อปลาณรงค์ได้ดำเนินกิจการฟาร์มควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและ ทรัพยากร เช่น แทนที่จะนำน้ำจากบ่อพ่อแม่พันธุ์ซึ่งมีสีเขียวเข้มทิ้งลงสู่แม่น้ำลำคลอง แต่กลับนำน้ำจากบ่อพ่อแม่ปลาที่มีสีเขียวเข้ม (ซึ่งปกติต้องถ่ายน้ำทิ้ง) กลับนำน้ำมาใช้ในการผลิตไรแดงในบ่อดินได้อีก นับได้ว่ากิจกรรมนี้ส่งผลประโยชน์ให้ฟาร์มได้ไรแดง (ซึ่งเป็นอาหารของปลา) เพิ่มขึ้นอีก และในขณะเดียวกันยังเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรได้เป็นอย่างดี ยิ่ง

นอกจากนี้ ฟาร์มบ่อปลาณรงค์ยังได้เก็บรวบรวมพันธุ์ปลาที่หายาก ใกล้จะสูญพันธุ์ มาศึกษา ค้นคว้า ทดลองเลี้ยง ตลอดจนเพาะขยายพันธุ์ปลาชนิดนั้นๆ พยายามให้เป็นผลสำเร็จ และปล่อยพันธุ์ปลาลงสู่ธรรมชาติส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือก็เก็บไว้เพื่อศึกษาและอนุรักษ์พันธุ์ปลาให้คงอยู่ต่อไป

ท่าน ใดสนใจ ต้องการศึกษาดูงานหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ คุณนรินทร์ศักดิ์ พัวตระกูล บ้านเลขที่ 11/1 หมู่ที่ 6 ตำบลพันลาน อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ 60250 โทร. (056) 203-146, (081) 785-6639

 

โจ พันธุ์ปลา แหล่งผลิตลูกปลาคุณภาพ นครสวรรค์

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 486

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการประมง

ผู้แต่ง

โจ พันธุ์ปลา แหล่งผลิตลูกปลาคุณภาพ นครสวรรค์

สวัสดี ครับ มิตรรักผู้อ่านทุกท่าน นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านปักษ์นี้ จะขอพาทุกท่านไปเที่ยวจังหวัดนครสวรรค์ ประตูสู่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญอีกจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย สภาพภูมิประเทศของจังหวัดนครสวรรค์อยู่ในดินแดนของลุ่มน้ำ เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสายหลักของภาคกลาง นั่นคือ แม่น้ำเจ้าพระยา อันเป็นการไหลบรรจบของแม่น้ำ 4 สาย จากภาคเหนือ ได้แก่ แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน ด้วยเหตุนี้ จังหวัดนครสวรรค์จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เมืองสี่แคว” และด้วยสภาพภูมิประเทศดังกล่าว ทำให้คนในบางตำบล บางอำเภอ จะนิยมประกอบอาชีพเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืด ซึ่งถือได้ว่าเป็นแหล่งผลิตและแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดที่สำคัญแห่งหนึ่ง ของประเทศไทย

ผู้เขียนจึงได้ซอกแซกและสอบถามหาข้อมูลจากเจ้า หน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด จังหวัดนครสวรรค์ เกี่ยวกับแหล่งผลิตพันธุ์ปลาน้ำจืดที่สำคัญของจังหวัด ได้ความมาว่าที่จังหวัดนครสวรรค์นั้นมีแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดเป็นจำนวน มาก ทั้งแหล่งเล็ก แหล่งใหญ่ ปะปนกันอยู่ แต่มีแหล่งผลิตอยู่แห่งหนึ่งที่ศูนย์วิจัยฯ ได้แนะนำมาให้กับผู้เขียน ซึ่งตั้งอยู่ที่ ตำบลเกรียงไกร อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ชื่อว่า โจ พันธุ์ปลา เป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายพันธุ์ปลาน้ำจืดที่หลากหลายชนิด ผู้เขียนไม่รอช้าออกตัวไปตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยฯ ทันที

ออก จากกรุงเทพฯ เดินทางตามทางหลวง หมายเลข 1 และแยกเข้าทางหลวง หมายเลข 32 ผ่านพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท อุทัยธานี ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง ก็มาถึง ณ จังหวัดนครสวรรค์ เมืองสี่แคว ประตูสู่ภาคเหนือที่ขึ้นชื่อเรื่องการแห่มังกรทอง

ผู้เขียนเดินทาง มาถึง ณ บ้านเลขที่ 11/1 หมู่ที่ 10 (กม.ที่ 41) ตำบลเกรียงไกร อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ฟาร์ม โจ พันธุ์ปลา แหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืด ที่ศูนย์วิจัยฯ ได้แนะนำ มี คุณนาวิน พิมพ์พะยอม (โจ) อายุ 39 ปี และ คุณเบญจวรรณ พิมพ์พะยอม (หน่อง) อายุ 36 ปี สองสามีภรรยาที่แต่งงานกันมา 20 ปี เป็นเจ้าของ ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นางสาวศศิวรรณ พิมพ์พะยอม (น้องเนส) อายุ 17 ปี กำลังศึกษาอยู่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 และ เด็กชายธนุวัตร พิมพ์พะยอม (น้องจ๊อป) อายุ 11 ปี กำลังศึกษาอยู่ระดับประถมศึกษาปีที่ 6

กว่าจะมาเป็น โจ พันธุ์ปลา

คุณ หน่อง เล่าให้ฟังว่า อดีตครอบครัวประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงปลาขายตั้งแต่รุ่นพ่อ รุ่นแม่ ตนเติบโตมากับอาชีพนี้ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก คลุกคลีอยู่กับอาชีพนี้มานาน ทำให้มีความรู้ทางด้านการเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาน้ำจืดเป็นอย่างดี พอได้แต่งงานกับคุณโจ ก็ได้ออกมาตั้งครอบครัวใหม่และตัดสินใจกู้เงินมาลงทุนเช่าที่ จำนวน 1 ไร่ ทำฟาร์มเพาะเลี้ยงปลา โดยใช้ชื่อว่า โจ พันธุ์ปลา (เป็นชื่อของสามี) มีบ่อเลี้ยงปลาจำนวน 3 บ่อ ผลิตพันธุ์ปลาน้ำจืดจำหน่าย ส่งขายออกไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทำอยู่แบบนี้มาหลายปี จนทำให้มีเงินมาใช้หนี้ที่กู้มาทำฟาร์มจนหมด

หลังจากที่ใช้หนี้เงิน ที่กู้มาจนหมด ก็ได้เก็บเงินซื้อที่ทำฟาร์มพร้อมกับสร้างที่อยู่อาศัยแห่งใหม่เป็นของตนเอง บนเนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน โดยปลูกสร้างที่อยู่อาศัยและร้านจำหน่ายปลาไว้ด้านหน้า ส่วนพื้นที่ด้านหลังจะทำเป็นสถานที่ใช้เพาะเลี้ยงลูกปลา โดยขุดทำเป็นบ่อดินขนาดใหญ่ จำนวน 14 บ่อ เพาะเลี้ยงปลาน้ำจืดทุกขนาด ทุกสายพันธุ์ มีระบบการบริหารและการผลิตที่ดีกว่าเดิม โดยใช้แรงงานภายในครอบครัวเพียง 3 คน คือ คุณโจ คุณหน่อง และลูกจ้างอีก 1 คน มีการผลิตแบบพอเพียง เน้นคุณภาพของสินค้าที่จะส่งออกไปให้กับลูกค้า

ณ วันนี้ โจ พันธุ์ปลา มีพันธุ์ปลาหลากหลายชนิด ทั้งปลากดคลัง ปลากดเหลือง ปลากราย ปลาสวาย ปลาเทโพ ปลาบึก ปลานิล ปลาทับทิม ปลาจะละเม็ด ปลายี่สก ปลาตะเพียน ปลากระโห้ ปลาดุกบิ๊กอุย ปลาดุกรัสเชีย ปลาแรด ปลาไน และปลาหมอ ที่มีคุณภาพ

ระบบตลาด

ตอนนี้ตลาดของ โจ พันธุ์ปลา ขยายไปทั่วทุกภูมิภาค มีทั้งลูกค้ารายเล็ก รายใหญ่ ที่ให้ความไว้ใจมาเลือกซื้อพันธุ์ปลาน้ำจืด บางรายก็มารับซื้อเองที่หน้าฟาร์ม บางรายสั่งผ่านทางโทรศัพท์และทางฟาร์มก็จัดส่งไปให้ถึงที่ ซึ่งการซื้อ-ขาย แบบนี้อาจจะมีค่าขนส่งเล็กน้อย (ขึ้นอยู่กับระยะทาง) ในส่วนของราคา จะจำหน่ายทั้งราคาปลีกและราคาส่ง มีตั้งแต่ ตัวละ 25 สตางค์ จนถึง 100 บาท ถ้าซื้อในปริมาณที่มากๆ ราคาก็จะถูกลงไปอีก

อาชีพเพาะเลี้ยงปลาเป็น อาชีพค้าขายชีวิตของสัตว์ ใครที่คิดหรือว่าอยากจะเลี้ยง ไม่ว่าจะเลี้ยงเพื่อการค้าหรือเลี้ยงเพื่ออะไรก็ตาม ก็ขอให้มีความเข้าใจในธรรมชาติของปลาแต่ละชนิดก่อน ว่ามีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร หากเราไม่ทราบชีวิตความเป็นอยู่ของปลาแต่ละชนิดแล้ว เราจะไม่ประสบผลสำเร็จในการเลี้ยงปลา ถ้าหากปลาต้องมาตายในขณะที่อยู่กับเรา ไม่ว่าจะสาเหตุอะไรก็ตาม ก็จะทำให้เป็นบาปมากยิ่งขึ้น แต่มันก็เป็นอาชีพที่สุจริตอาชีพหนึ่ง คุณหน่อง กล่าว

ท่านใด ต้องการเลือกซื้อพันธุ์ปลาน้ำจืด หรือต้องการสอบถามข้อมูลวิธีการเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดแบบฉบับของคุณโจและคุณ หน่อง สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ บ้านเลขที่ 11/1 หมู่ที่ 10 (กม.ที่ 14) ตำบลเกรียงไกร อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ โทร. (056) 354-192 มือถือ (081) 605-9736, (081) 727-7439

บรรยายภาพ…

1.คุณนาวิน และ คุณเบญจวรรณ กับผลงาน

2.แม่พันธุ์ปลาพ่อพันธุ์ปลาทับทิม

3.บ้านที่สร้างใหม่ บนผืนดินเดียวกันกับบ่อเลี้ยงปลา

4. ลูกปลากด

5. คุณโจ คุณหน่อง น้องเนส และน้องจ๊อป

 

เกษตรกร ผู้เลี้ยงปลาบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมกลุ่มแปรรูปปลาสดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารแห้งเพิ่มมูลค่า ได้มาตรฐาน GAP สร้างรายได้สู่ชุมชน กันยายน 14, 2010

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 481

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการประมง

ภาวิณี สุดาปัน

เกษตรกร ผู้เลี้ยงปลาบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมกลุ่มแปรรูปปลาสดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารแห้งเพิ่มมูลค่า ได้มาตรฐาน GAP สร้างรายได้สู่ชุมชน

การประกอบอาชีพเกษตรกรรมทุก วันนี้มิได้เป็นการผลิตอาหารเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือน หลงเหลือจึงนำมาขายเหมือนสมัยก่อน ปัจจุบันเป็นการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเพื่อการค้า สินค้าเพื่อการบริโภค บางอย่างหากขาดเหลือก็ใช้วิธีซื้อหา จับจ่ายใช้สอยตามความต้องการ

รูป แบบการผลิตเป็นการเกษตรแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่การจัดการการผลิต กระบวนการแปรรูป และการตลาด แต่โดยทั่วไปรูปแบบที่กล่าวถึงนี้ จะเห็นเฉพาะเกษตรกรรายใหญ่ ส่วนเกษตรกรรายย่อยยังต้องพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอกอยู่ เป็นเหตุให้ประสบปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิตสูง และราคาผลผลิตตกต่ำ เกษตรกรบางรายก็ขาดทุน บางรายอยู่ไม่ได้ จึงถอนตัวหันไปทำอาชีพอื่น และเพื่อเป็นการให้ความช่วยเหลือกับเกษตรกรรายย่อย จึงทำให้เกิดรูปแบบการทำฟาร์ม แบบ Contract Farm หรือระบบการประกันราคา เพราะสามารถช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยได้มาก

เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลา นิล ก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ประสบปัญหานี้ ทางสหกรณ์จึงได้นำระบบการประกันราคาเข้ามาใช้ในการบริหารจัดการฟาร์ม และใช้รูปแบบการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจเพื่อให้เกษตรกรสามารถรวมกลุ่มกันผลิต รวมกลุ่มในด้านการจัดการ ด้านการแปรรูปผลผลิต และการจัดจำหน่าย สมาชิกในกลุ่มสามารถยืนอยู่ได้โดยไม่เดือดร้อน

เรื่องราวที่จะนำมา เล่าสู่กันฟังในปักษ์นี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลท่านหนึ่ง โยงเรื่องมาถึงกลุ่มแม่บ้านกลุ่มเล็กๆ จนกลายเป็นวิสาหกิจชุมชนแปรรูปอาหารบ้านโพธิ์ ชาวบ้านมีวิธีการบริหารจัดการกลุ่มอย่างไร และสหกรณ์มีส่วนให้ความช่วยเหลือด้านใดบ้าง จึงทำให้เกษตรกรกลุ่มนี้พึ่งตนเองได้ เริ่มเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า�

ฟาร์ม ปลานิลของ คุณเอกสิทธิ์ อรรถจินดา (ชื่อเล่นเอก) ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 56/2 หมู่ที่ 1 ตำบลสนามจันทร์ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการสหกรณ์ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการเกษตร แห่งประเทศไทย จำกัด ดำรงตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลา 6 ปี

คุณเอกมีภรรยา ชื่อ คุณสุนันท์ อรรถจินดา (ชื่อเล่นไก่) เป็นประธานวิสาหกิจชุมชนการแปรรูปอาหารบ้านโพธิ์ สถานที่ตั้ง อยู่ในเขตพื้นที่เดียวกันกับบริเวณบ้าน มีบุตรสาวฝาแฝดด้วยกัน 2 คน ปัจจุบันกำลังเรียนหนังสืออยู่

คุณเอก เล่าถึงประวัติความเป็นมาของสหกรณ์ “ผมเป็นรุ่นลูก รับตำแหน่งมามีอายุงาน 6 ปีเต็ม รุ่นบุกเบิกคือ คุณแม่ลินดา บุนนาค รวมกลุ่มก่อตั้งสหกรณ์ขึ้นเมื่อ ปี 2526 สมัยก่อนจะมีการรวบรวมกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาน้ำจืดทั่วประเทศ โดยนำปลามาจำหน่ายให้กับเกษตรกรทั่วไป ระยะหลังมานี้กรมประมงได้ติดต่อสหกรณ์ เพื่อขอซื้อพันธุ์ปลาแจกจ่ายให้กับชาวประมงผู้ประสบภัยพิบัติจากพายุน้ำท่วม โดยเฉพาะพี่น้องผู้ประสบภัยพิบัติในเขตภาคใต้ แต่ปัจจุบันนี้กรมประมงได้เปลี่ยนจากการจัดสรรซื้อพันธุ์ปลาแจกจ่ายเกษตรกร เป็นการใช้เงินตราแทน ทำให้สหกรณ์ต้องหาวิธีพึ่งตนเองเพื่อที่จะสามารถยืนหยัดได้ โดยการรับซื้อปลาจากสมาชิกในกลุ่มเพื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารจำหน่าย ต่อมาเมื่อรัฐบาลเปิดตลาดการค้าเสรี จึงส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลา เมื่อมีการเปิดการค้าเสรี สินค้าจะต้องมีเรื่องมาตรฐานของสินค้า GAP เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่งผลให้สหกรณ์ประสบปัญหาเรื่องมาตรฐานสินค้า ปลาที่ผ่านกระบวนการแปรรูปไม่ผ่านมาตรฐาน GAP ที่สมาชิกในตลาดโลกกำหนด จึงทำให้สมาชิกประสบปัญหาขาดทุน ดังนั้น สหกรณ์จึงหาแนวทางแก้ปัญหาเรื่องมาตรฐานสินค้า โดยได้รับความช่วยเหลือจากกรมประมงร่วมกับกระทรวงพาณิชย์จัดทำโครงการนำร่อง พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมปลาน้ำจืดขึ้น เมื่อปี 2551 เพื่อให้สมาชิกของสหกรณ์สามารถบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ให้ผ่านมาตรฐาน GAP ของตลาดโลกได้ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ทางสหกรณ์แปรรูปมี 3 ชนิด ด้วยกัน คือ ปลานิล ปลาดุก และปลาสวาย โดยให้สมาชิกเลี้ยงปลาแบบระบบ GAP ไม่ใช้ข้าวหมูเลี้ยง ใช้อาหารเม็ดแทน มีระบบการกรองน้ำที่สะอาด ไม่มีกลิ่นโคลน เมื่อบริโภคผลิตภัณฑ์จะไม่มีกลิ่นคาว ดังนั้น ทางสหกรณ์จึงดำเนินการโครงการนำร่องโดยนำร่องในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นจังหวัดแรกที่มีการดำเนินการ สาเหตุที่เลือกจังหวัดฉะเชิงเทราเพราะเป็นจังหวัดที่มีการเพาะเลี้ยงปลานิล มากเป็นอันดับต้นๆ จากทั่วประเทศ มีสมาชิก จำนวน 40 ราย นอกจากสมาชิกภายในกลุ่มสหกรณ์แล้ว ก็ยังมีสมาชิกอื่นที่สนใจเข้าร่วมโครงการ เมื่อมีจำนวนสมาชิกมาก จึงมีการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการแปรรูปอาหารบ้านโพธิ์ขึ้น โดยมี คุณสุนันท์ รับหน้าที่เป็นประธานบริหารจัดการกลุ่ม”

วิสาหกิจชุมชน

การแปรรูปอาหารบ้านโพธิ์

เมื่อได้พูดคุยกับประธานสหกรณ์พอเป็นที่เข้าใจแล้ว ผู้เขียนจึงได้พูดคุยกับ คุณไก่ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านโพธิ์

คุณ ไก่ เล่าให้ฟังว่า “วิสาหกิจชุมชนการแปรรูปอาหารบ้านโพธิ์ เป็นโครงการนำร่องเพื่อที่จะรองรับกลุ่มวิสาหกิจทั่วประเทศ แรกเริ่มเกิดจากรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ก่อน ได้รับการสนับสนุนจากกรมประมง กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานเกษตรจังหวัด ด้านงบประมาณ พันธุ์ปลา โรงเรือนผลิตอาหาร การตรวจสอบมาตรฐานสินค้า เพื่อให้ผ่าน GAP การจัดแสดงโชว์ผลิตภัณฑ์ในงานกินปลาปลอดสารเมืองแปดริ้ว เป็นต้น ด้วยความช่วยเหลือจากทุกภาคฝ่าย จึงทำให้สมาชิกสามารถยืนหยัดได้จนถึงทุกวันนี้”

ส่วนเรื่องการบริหาร จัดการงาน คุณไก่ บอกว่า สมาชิกในกลุ่มจะเป็นผู้ผลิตอาหารเอง โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการใช้เครื่องผลิตอาหาร แต่จะเสียค่าไฟเองโดยสมาชิกในกลุ่มร่วมกันรับผิดชอบ เป็นการช่วยประหยัดต้นทุนค่าอาหารได้มาก โดยเฉพาะช่วงที่อาหารมีราคาแพง เกษตรกรจะรวมกลุ่มการผลิตอาหารเอง โดยใช้สูตรอาหารปลาจากกรมประมง ซึ่งสูตรอาหารปลาแต่ละชนิดก็ไม่เหมือนกัน อย่างเช่น ปลาดุก เป็นปลากินพืชก็จะใช้สูตรอาหารเฉพาะ ส่วนปลาสวาย และปลานิล เป็นปลากินพืช ก็จะใช้สูตรอาหารเฉพาะอย่างเช่นกัน ซึ่งล้วนเป็นสูตรอาหารที่สามารถประหยัดต้นทุนได้มาก ต้นทุนในการผลิตอาหาร กิโลกรัมละ 8 บาท แต่ถ้าซื้อในราคาตลาด จะซื้อราคากิโลกรัมละ 20 บาท

ฟาร์ม เพาะเลี้ยงปลานิลของสมาชิกกลุ่มโดยเฉลี่ยจะเลี้ยงกันอยู่ประมาณ 30-50 ไร่ บางรายมีเป็น 100 ไร่ สมาชิกแต่ละรายจะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรกเลี้ยงปลาเพื่อส่งขายตลาดทั่วไป ส่วนที่สองจะเป็นการเลี้ยงปลาในระบบ GAP ทำให้ราคาขายสูงกว่าปลาทั่วไป โดยตลาดผู้รับซื้อก็คือ กลุ่มวิสาหกิจเอง

วิธีการที่จะเลี้ยงปลาให้ได้ตามมาตรฐาน GAP นั้น ต้องเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ ซึ่งจะใช้พันธุ์ที่มาจากกรมประมงโดยตรง เพราะผ่านการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์มาก่อน ปลอดภัยจากเชื้อโรค สารเคมี อายุปลาที่นำมาใช้ ประมาณ 5 เดือนขึ้น โดยในช่วงปีแรกสหกรณ์ช่วยเหลือโดยการแจกพันธุ์ปลา แต่ปีหลังสมาชิกจะต้องซื้อพันธุ์จากสหกรณ์ จำหน่ายในราคา ตัวละ 25 สตางค์ อย่างบางฟาร์มเมื่อเลี้ยงปลาได้มาตรฐานแล้วก็สามารถเพาะพันธุ์เองได้ ซึ่งหน่วยงานจากศูนย์วิจัยชลบุรีฯ จะเป็นผู้นำปลาไปตรวจสอบและประเมินผล ปลานิลที่กลุ่มเกษตรกรนำมาเลี้ยงคือ ปลานิลหมัน สายพันธุ์จิตรลดา 3 ตลอดระยะเวลาการตั้งแต่เริ่มเลี้ยงจนสามารถจับจำหน่ายได้ มีอายุประมาณ 5 เดือนเศษๆ น้ำหนัก 4, 5, 6 ขีด

สำหรับบ่อเลี้ยงปลาของเอกสิทธิ์ ฟาร์มนั้น จะเพาะเลี้ยงในบ่อกระชัง ซึ่งบ่อเลี้ยงปลาของคุณเอกสิทธิ์จะเป็นสถานที่สำหรับมีไว้ให้สมาชิกในกลุ่ม หรือบุคคลที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน เพื่อนำรูปแบบการเลี้ยงไปพัฒนาและปรับใช้ในฟาร์มของตน บ่อเลี้ยงปลานิลมีทั้งหมด จำนวน 3 ไร่ ส่วนปลาทับทิม จำนวน 4 กระชัง โดยเจ้าของจะเลี้ยงและคัดพันธุ์เอง ส่วนอาหารปลาจะเป็นอาหารเม็ด ให้วันละ 2 ครั้ง ในช่วงเช้ากับช่วงเย็น บริเวณรอบๆ บ่อ ต้องหมั่นทำความสะอาด อย่าให้หญ้าขึ้นรก สภาพน้ำต้องใสสะอาด อาหารปลาจะต้องเป็นสูตรอาหารที่ถูกต้องตามมาตรฐานของ GAP ซึ่งในปัจจุบันบ่อเลี้ยงปลาของคุณเอกก็ได้ผ่านมาตรฐาน GAP ของกรมประมงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แปรรูปปลาเป็นอาหาร

สำเร็จรูปพร้อมรับประทาน

เมื่อ เล่าถึงวิธีการเลี้ยงปลาให้ได้มาตรฐานแล้ว ต่อไปจะกล่าวถึงเรื่องของการแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารปลา GAP เพื่อจำหน่าย ปลาที่วางจำหน่ายตามตลาดทั่วไป กับปลาที่เลี้ยงตามระบบ GAP ของกรมประมง จะแตกต่างกันคือ ลักษณะกลิ่นปลาที่เลี้ยงแบบมาตรฐาน GAP จะไม่มีกลิ่นคาว เหม็นโคลน เพราะเลี้ยงด้วยสูตรอาหารอย่างดี มีสีขาวใส ไม่มีลักษณะสีดำทึบ บรรจุภัณฑ์ที่ใช้จะติดโลโก้ของกรมประมง ซึ่งผ่านมาตรฐาน GAP แล้ว ส่วนในเรื่องราคาสินค้าก็จะมีราคาสูงกว่าสินค้าตามท้องตลาดทั่วไป ตลาดที่จำหน่าย ได้แก่ สนามกอล์ฟ ตลาดน้ำคลองสวน ตลาดน้ำร้อยปี ตลาดน้ำเนืองเขต

ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย ได้แก่ ปลาดุกอบแดดเดียว ราคากิโลกรัมละ 200 บาท ข้าวเกรียบปลา ราคาถุงละ 20 บาท ปลารมควันราคากิโลกรัมละ 220 บาท ปลาร้า ราคากิโลกรัมละ 100 บาท แพ็กละ 50 บาท เกล็ดปลานิล ราคากิโลกรัมละ 20 บาท

ส่วนน้ำหมักชีวภาพได้มาจาก เศษเหลือของหัว หาง ไส้ พวกเครื่องในปลาที่ทิ้ง สามารถนำมาหมัก อายุน้ำหมัก 1 เดือน ก็สามารถใช้ได้ การใช้ประโยชน์จากน้ำหมัก คือ รดน้ำต้นไม้ ใช้ผสมอาหารป้องกันปลาเน่าเสีย ใช้ปรับสภาพน้ำฆ่าเชื้อโรคในน้ำได้

สูตรทำน้ำหมักชีวภาพ

ประกอบไปด้วย

หนึ่ง…หัว เชื้อ พด. 2 จำนวน 1 ซอง ต่อ 1 ถัง สอง…เศษหัวปลา เลือดปลา ไส้ปลา และส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช้ จำนวน 30-50 กิโลกรัม ต่อ 1 ถัง สาม…กากน้ำตาล จำนวน 10 กิโลกรัม ต่อ 1 ถัง และ สี่…น้ำเปล่า ผสมกับเศษปลาเหลือทิ้งในปริมาณท่วมพอดีถัง หมักทิ้งไว้จำนวน 1 เดือน

การ นำน้ำหมักชีวภาพไปใช้ประโยชน์ สูตรเด็ดของเกษตรกรกลุ่มนี้คือ การนำฟ้าทลายโจรมาเป็นสมุนไพร (เด็ดใบแล้วนำมาปั่นสดๆ) ผสมคลุกเคล้ากับอาหารปลา ราดด้วยน้ำหมักชีวภาพ สามารถช่วยลดปริมาณการตายของปลาได้ หลังจากใช้อาหารสูตรนี้ เจ้าของพบว่า ไม่มีการตายของปลาเกิดขึ้น

ส่วนเรื่องกระบวนการผลิต กรรมวิธีการผลิต จะมีกลุ่มแม่บ้านวิสาหกิจชุมชนเป็นผู้จัดการทั้งหมด โดยประธานเป็นผู้นำการจัดการกลุ่มคือ คุณไก่จะเป็นผู้บริหารเองทั้งหมด มักมีปัญหาเรื่องแรงงานการผลิต กลุ่มจึงจำเป็นต้องจ้างแรงงานเป็นบางส่วน เพราะเกษตรกรที่เข้ามาทำงานจะต้องเลี้ยงปลาควบคู่ไปด้วย จึงทำให้ไม่สะดวกในการทำงาน ต้องมีภาระหน้าที่ในการดูแลบ่อเลี้ยงปลาของตนด้วย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนการแปรรูปอาหารบ้านโพธิ์ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 โดยมีครูผู้ฝึกสอนมาจากกองอุตสาหกรรมของกรมประมง แรกๆ สมาชิกในกลุ่มทำกันเอง แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จึงขอความช่วยเหลือจากกรมประมงในเรื่องบุคลากรสอนทำสูตรอาหาร ก่อนที่หน้าตาของสินค้าจะมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่ารับประทาน สมาชิกในกลุ่มก็ลองผิดลองถูกกันมานาน ชิมกันจนรู้รสหมดแล้วจึงสามารถจำหน่ายได้ แม่บ้านแต่ละคนจะถนัดกันคนละอย่าง คือจะแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกันเฉพาะอย่าง คุณไก่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการปรุงสูตรข้าวเกรียบปลา ส่วนปลาร้า คุณป้าเพ็ญ จะเป็นผู้รับผิดชอบ ส่วนปลาแดดเดียวทุกคนทำเป็นหมด ต่างคนต่างช่วยกันทำ รายได้ที่จำหน่ายได้จึงนำมาแบ่งสันปันส่วนกัน สร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่ม

คุณไก่ ยังฝากความทิ้งท้ายไว้ว่า “หากกรมประมงสามารถพัฒนาด้านการแปรรูปตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ กลุ่มก็จะสามารถยืนหยัดได้ และเป็นแบบอย่างให้เกษตรกรกลุ่มอื่นหันมาสนใจ และกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลาจะได้ไม่ขาดทุน และมีความมั่นใจในการเข้าร่วมโครงการเลี้ยงปลาแบบมาตรฐาน GAP ปัจจุบัน กลุ่มวิสาหกิจยังมีปัญหาเรื่องการตลาดที่ยังไม่มั่นคง ปัจจุบัน สมาชิกในกลุ่มผลิตกันสัปดาห์ละ 1-2 ตัน ตามที่ลูกค้าสั่งสินค้ามา ส่วนผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค คือ ข้าวเกรียบปลา และปลาร้า ปลาร้าจะใช้เวลาในการหมัก ประมาณ 1 เดือน ก็สามารถนำมารับประทานได้ ปลาร้าสมัยใหม่ คือเป็นปลาร้าแห้ง ส่วนผสมมีข้าวคั่ว กระเทียม เกลือ ผสมข้าวสุกด้วย ลักษณะเหมือนปลาส้ม กลิ่นหอม รสชาติเปรี้ยวนิด กลมกล่อมด้วยรสเค็ม ผลิตภัณฑ์ที่กลุ่มผลิตขึ้นมาโดยส่วนใหญ่ก็มีจำหน่ายอยู่แล้วในท้องตลาด แต่ทางเราจำเป็นต้องสร้างจุดเด่นเพื่อให้เป็นที่สนใจและแตกต่างจาก เกษตรกรกลุ่มอื่นๆ จึงจะสามารถยืนอยู่ได้ ทางกลุ่มวิสาหกิจก็เปิดโอกาสให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ที่สนใจเข้ามาเยี่ยมชม นักเรียน และนักศึกษา สามารถเข้ามาเยี่ยมชมได้”

ส่วนประธานสหกรณ์ ฝากความถึงเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำว่า “หากเกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงปลาสามารถปรับตัวเข้าสู่มาตรฐานการเพาะเลี้ยงปลา GAP ได้ จะเป็นผลดีต่อตัวเกษตรกรเอง เพราะปัจจุบันหน่วยงานจากภาครัฐพยายามผลักดันให้สินค้าของเกษตรกรผ่าน มาตรฐาน GAP เพื่อส่งสินค้าออกต่างประเทศ เกษตรกรจะไม่ได้มีปัญหาเรื่องราคาสินค้าตกต่ำ และสินค้าไม่ได้มาตรฐาน การเปิดตลาดการค้าเสรี (FTA) เมื่อมีการเปิดตลาดการค้าสินค้าเสรี จึงทำให้เกษตรกรต้องหันมาให้ความสำคัญในเรื่องการจัดการผลผลิตเพื่อเข้าสู่ มาตรฐานสินค้าปลอดสารเคมี เมื่อกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตื่นตัวและสามารถปรับตัวให้เข้ากับ สภาวะที่เปลี่ยนแปลงในปัจจุบันได้ จะทำให้สินค้าของเกษตรกรมีคุณภาพดีขึ้น เมื่อสินค้าได้มาตรฐานจะส่งผลให้ราคาสินค้าสูงขึ้นตามลำดับ และเมื่อสินค้าได้มาตรฐานก็จะสามารถส่งสินค้าตีตลาดโลกได้ เป็นผลให้เกษตรกรสามารถขยายกำลังการผลิตและปัญหาเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำก็หมด ไป”

สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าไปเยี่ยมชมวิสาหกิจชุมชนแปรรูปอาหาร บ้านโพธิ์ หรืออยากติดต่อพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเจ้าของฟาร์ม สามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทร. (081) 862-0139 (คุณเอก), (081) 861-5120 (คุณไก่)

 

ประหยัด รัตนพร แหกกฎธรรมชาติเพาะพันธุ์กบและปลาขาย รายได้งาม บนผืนดินท้องทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดสุรินทร์ กันยายน 10, 2010

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 479

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนโลยีการประมง

ภาวิณี สุดาปัน

ประหยัด รัตนพร แหกกฎธรรมชาติเพาะพันธุ์กบและปลาขาย รายได้งาม บนผืนดินท้องทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดสุรินทร์

อำเภอ ชุมพลบุรี ขึ้นชื่อว่าเป็นเขตพื้นที่แห้งแล้งและกันดารแห่งหนึ่ง เพราะอยู่ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งทุ่งกุลาร้องไห้นั้นประกอบไปด้วยอาณาเขต 5 จังหวัดที่ติดต่อกันเป็นพื้นดินที่ราบขนาดใหญ่ ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ อำเภอชุมพลบุรี และอำเภอท่าตูม จังหวัดมหาสารคาม อำเภอพยัฆภูมิพิสัย จังหวัดบุรีรัมย์ อำเภอพุทไธสง จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดยโสธร อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดร้อยเอ็ด อำเภอปทุมรัตน์ อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอโพนทราย และอำเภอสุวรรณภูมิ

คำขวัญอำเภอมีอยู่ว่า “ชุมพลบุรีเขตทุ่งกุลาฯ เมืองปลาไหล ผ้าไหมสวย รวยข้าวมะลิหอม งามพร้อมลำน้ำมูล”

ที่ เรียกว่า เขตทุ่งกุลาฯ เพราะมองไปทางไหนก็เจอแต่ทุ่งหญ้ากว้าง ไม่มีต้นไม้สักต้น พื้นดินแตกระแหง ยิ่งช่วงหน้าแล้งเห็นรอยแตกของพื้นดินชัดเจน

เมืองปลาไหล…เพราะชุมพลบุรีมีปลาไหลชุกชุม (คนอีสานเรียก เอื่ยน) โดยเฉพาะตามบ่อน้ำธรรมชาติ

ทุก ปีจะมีการจัดงานเทศกาลประจำปีคือ งานปลาไหล จัดขึ้นที่ว่าการอำเภอชุมพลบุรี ช่วงเดือนพฤศจิกายน ประมาณ 2 วัน ภายในงานมีการประกวดจัดแข่งขันจับปลาไหล (ชาวต่างชาติให้ความสนใจและจะเข้าร่วมแข่งขันในทุกปี) ประกวดแห่นางนพมาศของแต่ละตำบล การแสดงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนชุมพลวิทยาสรรค์ การแสดงโชว์ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าไหม และกิจกรรมอื่นๆ อีกมาก

ข้าวหอมมะลิ…ที่ว่าขึ้นชื่ออันดับหนึ่งของไทยก็อยู่ที่อำเภอชุมพลบุรีนี้เอง

ลำ น้ำมูล…คือลำน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนทุ่งกุลาฯ ให้มีกินดื่มใช้ ทั้งบริโภคในครัวเรือน และใช้ทางการเกษตร นอกจากลำน้ำมูล แล้วยังมีลำน้ำพลับพลาอีกหนึ่งสายที่เป็นแหล่งทำมาหากินของชาวบ้าน โดยเฉพาะการหาปลาตามลำคลอง หนอง บึง

ทุกวันนี้น้ำในแม่น้ำแต่ละสาย เริ่มแห้งขอด ชาวบ้านไม่มีแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคกัน บางหมู่บ้านถึงขั้นมีเรื่องกันเพื่อแย่งชิงแหล่งน้ำ อาหารหลักของชาวบ้านนั้นคือ กบ เขียด ปู ปลา ซึ่งหาได้ยากยิ่งในช่วงฤดูแล้ง บางหมู่บ้านไม่กล้าจับสัตว์เหล่านี้มาเป็นอาหาร เพราะปัจจุบันชาวบ้านทำนากันแบบเร่งสารเคมีมาก ทำให้กลัวยาฆ่าแมลง เลยไม่กล้าจับสัตว์มากินเป็นอาหาร แต่เดิมผืนนาที่เคยอุดมสมบูรณ์ไม่มีอีกแล้ว เหลือแต่ผืนนาที่แห้งแล้งเต็มไปด้วยสารเคมีและยาฆ่าแมลง

ด้วยเหตุนี้ เองคือจุดเริ่มต้นของการทำฟาร์มเพาะพันธุ์กบและปลา “ประหยัดฟาร์ม” เจ้าของคือ คุณประหยัด รัตนพร พื้นเพเดิมเป็นคนอีสานจังหวัดมหาสารคาม คุณประหยัดเป็นคนขยัน มีมุมมองและความคิดที่แตกต่างจากชาวบ้านทั่วไป ทั้งที่ไม่ได้จบการศึกษาระดับสูง จบเพียงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เท่านั้นเอง แต่กล้าที่จะฝืนกฎธรรมชาติของผืนดินในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ (แค่ฟังชื่อก็หดหู่�แล้วว่าทำไม�ทุ่งกุลาถึงได้ร้องไห้�)

คุณประหยัด เลือกเอาทำเลแห่งนี้เป็นที่ทำมาหากินเลี้ยงปากท้องตน และครอบครัว ภรรยา 1 ลูกอีก 2 คน ยังอยู่ในวัยเด็ก

ประหยัด ฟาร์ม ตั้งอยู่ในเขตทางพาส ชุมพลบุรี สตึก ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ ห่างจากสี่แยกถนนเยื้องทางไปร้อยเอ็ด เพียง 200 เมตร ที่ตั้งฟาร์มบ้านเลขที่ 140 หมู่ที่ 9 ตำบลกระเบื้อง อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ สถานที่เป็นเพิงไม้ยาว มีบ่อสำหรับเพาะพันธุ์กบ ปลา และบ่อขุดสำหรับเลี้ยงปลาดุกและปลาหมอ ขุนส่งตลาด จำนวน 12 ไร่

เดิม ก่อนที่จะมาเป็นประหยัดฟาร์มแห่งนี้ เจ้าของเคยประกอบอาชีพมาก็หลากหลายแต่ไม่ประสบผลสำเร็จสักอย่าง เมื่อตอนอยู่ที่อำเภอโกสุม จังหวัดมหาสารคาม คือจุดเริ่มของการทำอาชีพนี้ เพราะมีชาวบ้านประมาณ 3-4 คน เพาะพันธุ์ปลาขาย รวมกันทำเป็นกลุ่ม ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากทางประมงอำเภอ เข้ามาให้ความรู้ในเรื่องการเพาะพันธุ์ปลา คุณประหยัด จึงได้โอกาสศึกษา เรียนรู้ จากเพื่อนฝูง แต่ไม่ได้เข้าร่วมกับกลุ่ม จากนั้นตนกับพี่ชายจึงได้ทำฟาร์มเพาะพันธุ์ปลา ซึ่งปัจจุบันฟาร์มแห่งนี้พี่ชายเป็นคนดูแลกิจการ ส่วนตนก็ไปหาทำเลเหมาะๆ เปิดฟาร์มใหม่ ได้พื้นที่จากเพื่อนอีกทีหนึ่ง

คุณประหยัดใช้เวลาศึกษาทำเลเพาะพันธุ์กบและปลาจนได้ที่เหมาะสมนานพอสมควร

เจ้า ของเล่าให้ฟังว่า “ผมมาสำรวจพื้นที่แถบละแวกนี้ก่อน ผมคิดว่าสถานที่แห่งนี้เหมาะสมที่สุด เพราะอยู่ติดถนนสายหลักของ 4 จังหวัด และมีรถผ่านไปผ่านมาจำนวนหลายคัน ผมยังเคยนั่งนับจำนวนรถที่วิ่งผ่านแต่ละวันเลย รอบๆ พื้นที่ของแต่ละจังหวัดยังไม่มีฟาร์มเพาะพันธุ์กบและปลาจำหน่าย อย่างกรณีระยะทางจากฟาร์มแห่งนี้ไปสุรินทร์ ประมาณ 100 กิโลเมตร ถึงจะมีแหล่งเพาะพันธุ์ปลาจำหน่าย ผ่านไปทางบุรีรัมย์อีกประมาณ 60 กิโลเมตร ถึงจะมีศูนย์ประมงเพาะพันธุ์ปลา ถัดมาทางมหาสารคามอีกประมาณ 100 กิโลเมตร ถึงจะมีฟาร์มเพาะพันธุ์ปลา ผ่านมาทางร้อยเอ็ดก็ยังไม่มีแหล่งเพาะพันธุ์ปลาขาย ผมก็นึกเอาว่า โชคชะตาเข้าข้างเราแล้วซิ ดวงกำลังมาแล้ว จากนั้นผมก็ลงมือทำฟาร์มของผม”

เจ้า ของเล่าถึงการทำงานว่า เริ่มจากการปรับพื้นที่ ขุดบ่อสำหรับกักเก็บน้ำความลึกประมาณ 4 เมตร จำนวน 2 บ่อ ขุดบ่อสำหรับเลี้ยงปลาขุน จำนวน 12 บ่อ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ปลาดุกและปลาหมอ ทำบ่อปูนซีเมนต์สำหรับเพาะพันธุ์กบขาย จำนวน 4 บ่อ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กลางแสงแดดจ้า และทำโรงเรือนสำหรับไว้เป็นที่เก็บอาหารสำเร็จรูป พร้อมที่พักคนงาน จำนวน 1 หลัง และโรงเรือนบดกากอาหารสำหรับขุนปลาขาย จำนวน 1 หลัง ซึ่งปัจจุบันยังไม่เป็นที่เรียบร้อยมากนัก เจ้าของยังต่อเติมไปเรื่อยตามกำลังเงิน และความสำคัญในแต่ละพื้นที่

บ่อ ที่ขุดเป็นผืนนามาก่อน แรกเริ่มขุดบ่อเนื้อที่ 9 ไร่ เริ่มจากการเพาะพันธุ์ปลากินพืชพวก ปลานิล ปลาไน ปลาตะเพียน จากนั้นก็เพาะพันธุ์ปลาดุก ถ้าหากจะสั่งซื้อก็สั่งได้ที่จังหวัดนครนายก เขาขายเป็นกิโลๆ กิโลกรัมละ 200-400 บาท

เจ้าของฟาร์มเล่าว่า “สำหรับบ่อเพาะพันธุ์ปลาของผม ผมไม่ได้ซื้อ ผมเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ก่อน แล้วค่อยคัดไว้ทำพันธุ์ทีหลัง พ่อแม่พันธุ์ที่มีอายุ 1 ปี ก็สามารถนำมาทำพันธุ์ได้ ผมจะใช้วิธีการฉีดฮอร์โมนรีดไข่ (ปลาตะเพียน ปลาดุก ปลาไน ปลายี่สก ปลานวลจันทร์) ฉีดเข้าสันหลังตัวเมีย ทิ้งไว้ประมาณ 12 ชั่วโมง ก็สามารถรีดไข่ได้ และเก็บไว้เพาะพันธุ์รุ่นต่อไป ส่วนตัวผู้รีดเก็บน้ำเชื้อแล้วค่อยฆ่าทิ้ง พ่อแม่พันธุ์ จำนวน 20 ตัว ได้ลูกประมาณ 1 แสนตัว”

ปลาที่เพาะพันธุ์จำหน่าย ได้แก่ ปลาทับทิม ปลานิลหมัน/นิลแปลงเพศ ปลากด ปลาจะละเม็ด ปลาสวาย ปลาดุก ปลาช่อน ปลาหมอ ส่วนเรื่องราคาต้องติดต่อตกลงกับเจ้าของอีกทีหนึ่ง กรณีปลาทับทิมอายุประมาณ 1 เดือนครึ่ง ขายตัวละ 50 สตางค์

ส่วนกบนั้นอายุที่สามารถจำหน่าย ได้อยู่ในช่วง 23-30 วัน หากเกิน 1 เดือน ก็โตแล้วไม่เหมาะที่จะจำหน่าย (ลูกอ๊อดที่ฟาร์มนี้ขายหมด ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าด้วยซ้ำ) ราคาขายตัวละ 2 บาท

นอกจากเพาะพันธุ์กบและปลาจำหน่ายแล้ว ในทุกปีเจ้าของจะเลี้ยงปลาขุนขายส่งตลาดอีกทอดหนึ่ง ช่วงที่เลี้ยงจะเป็นช่วงเดือนกรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ปลาขาดตลาดพอดี ประจวบเหมาะเจ้าของก็สามารถจำหน่ายปลาหมด แถมราคาสูงด้วย (เขาเรียกว่าบริหารจัดการเป็น รู้จักการวางแผน)

ปลา ที่เลี้ยงขายคือปลาดุก ขายส่งตลาดสตึก ราคากิโลกรัมละ 40 บาท 1 บ่อ จับได้จำนวนไม่เกิน 2 ตัน ส่วนปลาหมอจับได้บ่อละไม่เกิน 1 ตัน ขายส่งตลาดปลานา (ถัดไปจากฟาร์มตนประมาณ 200 เมตร) ราคากิโลกรัมละ 60 บาท

สำหรับเรื่องการตลาดนั้น พ่อค้าแม่ค้าติดต่อขอซื้อปลาจากฟาร์มของตนตลอด แต่ตนไม่สามารถผลิตปลาจำหน่ายได้ตามความต้องการ

ส่วน อาหาร เจ้าของจะให้อาหารสำเร็จรูป โดยสั่งมาจากโรงงานที่จังหวัดนครนายก บริษัท หนองบัวฟีด ใน 1 ปี จะสั่งหัวอาหารปลา จำนวน 3 ครั้ง ครั้งละ 16 ตัน ตันละ 800 กระสอบ กระสอบละ 400 บาท เที่ยวหนึ่งก็ตกประมาณ 3 แสนกว่าบาท ตนจะได้เครดิตในเรื่องอาหารสามารถผ่อนจ่ายได้ เพราะเป็นลูกค้าประจำ และค้าขายกันมานานพอสมควร

ถามว่าคุ้มไหม”กับการประกอบอาชีพนี้

เจ้า ของตอบแบบอ้อมค้อมว่า “มันก็ดีมากเลยนะ เพราะได้อยู่ใกล้บ้าน ไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างใคร เป็นเจ้านายของตัวเอง หากเปรียบอาชีพนี้ก็เหมือนกับร้านขายของชำ แต่ทำอาชีพนี้แล้วรายได้ดีกว่าเยอะ ก็ถือว่าคุ้มนะ ค้าขายได้ตลอดทั้งปี มีลูกค้าเข้าออกร้านตลอด อย่างกรณีผมขายได้กบได้เงิน 300 บาท แต่เงินลงทุนจริงๆ ไม่ถึง 100 บาท อีกอย่างเป็นอาชีพที่อิสระกว่าการทำงานประจำ”

ถามถึงลูกค้า�เจ้า ของบอกว่า ลูกค้ามาจากทุกทั่วสารทิศ ไล่ไปตั้งแต่ชุมพลบุรีไปจนถึงท่าตูม ส่วนใหญ่แล้วเป็นลูกค้าของตนหมด บางกรณีก็เป็นพวกครูอาจารย์ที่มาจากโรงเรียน กศน. มาซื้อลูกกบ ลูกปลา เพื่อไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน สร้างอาชีพให้เหมือนในโครงการชุมชนพอเพียงอยู่ดีมีสุข

นอกจากมีฐานะ มั่นคงด้วยอาชีพนี้แล้ว เจ้าของยังใจบุญถวายปลาสวาย และเงินจำนวนหนึ่งเพื่อทำบุญร่วมกับพระครูสุทธิธรรมกันต์ เจ้าอาวาสวัดคันธารมย์นิวาส ตำบลนาหนองไผ่ อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเดินทางมาจากวัดบ้านดู่ เพื่อซื้อปลาไปปล่อยคลองหลังวัด ตามโครงการ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว บ้านเฮามีในหลวง” เพื่อให้ชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธาหันมาทำบุญทำทานกันมากขึ้น ชีวิตจะได้สดใสรุ่งเรือง

คุณประหยัด เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งก็เคยเดินเตะฝุ่นทำงานไม่เป็นชิ้นไม่เป็นอันเหมือนกัน แต่ด้วยความที่มุ่งมั่นและมุมานะ ทำให้ฟ่าฝันอุปสรรคมาถึงตรงนี้ได้ เมื่อโอกาสมาเราก็ควรจะคว้ามัน ดีกว่าปล่อยให้ผ่านไปเฉยๆ โดยที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย หากสนใจอยากพูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรืออยากเข้าเยี่ยมชมฟาร์มเพาะพันธุ์ปลาของคุณประหยัดก็สามารถติดต่อเจ้าของ ได้ที่ โทร. (087) 944-6611 ยินดีให้คำแนะนำ

 

สมหมาย วงศ์แสน เลี้ยงกบขายส่งลูกอ๊อด ทำเงินงาม ที่เมืองสกลนคร กรกฎาคม 26, 2010

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 478

เทคโนโลยีการประมง

สุพจน์ สอนสมนึก suphotso@matichon.co.th. 

สมหมาย วงศ์แสน เลี้ยงกบขายส่งลูกอ๊อด ทำเงินงาม ที่เมืองสกลนคร 

ลูกอ๊อด หรือภาษาอีสานเรียกว่า ?ฮวก? เป็นลูกกบตัวอ่อนที่เกิดจากการผสมพันธุ์ ภายหลังกบวางไข่แล้ว ตัวอ่อนจะเติบโตมีหางเพื่อใช้แหวกว่ายในน้ำ แต่ถ้าตัวอ่อนหรือลูกอ๊อดมีขาโผล่ออกมาเป็นอวัยวะเมื่อไหร่ พร้อมกับหางหายไป เราถึงจะเรียกกันว่า ?กบ? 

กล่าวถึง กบ ผู้คนมักนิยมนำไปปิ้ง ย่าง ผัดเผ็ดใส่พริกแกงใบกะเพรา โขลกกระชายใส่เม็ดพริกไทยอ่อน ชิมรสชาติเมื่อไหร่อร่อยลิ้น หรือจะนำไปต้มซั่วคล้ายซั่วไก่ ก็อร่อยไปอีกแบบ แต่สำหรับลูกอ๊อดจะนิยมรับประทานกันในภาคอีสานบางจังหวัด เช่น กาฬสินธุ์ อุดรธานี ขอนแก่น เลย สกลนคร และนครพนม บางอำเภอประกอบอาหารโดยนำไปหมก หรือต้มเป็นแกงอ่อม และส่วนหนึ่งนำไปเป็นเหยื่อที่ใส่เบ็ดตามลำน้ำ

ที่บ้านน้อยจอมศรี หมู่ที่ 4 ตำบลฮางโฮง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร มีประชากร 243 หลังคาเรือน เป็นหมู่บ้านขนาดกลางติดกับชานเมือง ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก คนหนุ่มสาวก็เหมือนคนชนบทภาคอีสานทั่วไป ที่นิยมไปทำงานในเมืองหลวง

ในยามสภาพสังคมที่ปากกัด ตีนถีบ เอาตัวรอดเป็นลักษณะอย่างนี้ งานหายาก ค่าแรงงานถูก ก็ต้องดิ้นรนออกทำมาหากิน ทิ้งให้พ่อแม่คนแก่และลูกหลานเฝ้าบ้านเฝ้าเรือนประกอบอาชีพเสริมตามความถนัด นอกจากทำนาปลูกข้าวแล้ว ชาวบ้านแห่งนี้ยังมีอาชีพเสริมคือทำการเกษตรปลูกพืชฤดูแล้ง เลี้ยงสัตว์ และบางส่วนเลี้ยงกบ ขายพันธุ์กบเป็นส่วนน้อย เน้นขายตัวอ่อนของกบ หรือลูกอ๊อดเป็นส่วนใหญ่ โกยเงินเป็นล่ำเป็นสัน เรียกกันว่า ?เถ้าแก่น้อย? ในหมู่บ้าน

ในกลุ่มผู้เลี้ยงกบบ้านน้อยจอมศรีกว่า 10 ราย หนึ่งในกลุ่มนั้น มี คุณสมหมาย วงศ์แสน วัย 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 27 บ้านน้อยจอมศรี หมู่ที่ 4 ตำบลฮางโฮง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร

คุณสมหมาย เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพหลักคือทำนามาตั้งแต่เกิด พอแต่งงานกับ คุณกาบอ้อย วงศ์แสน มีบุตร 2 คน ก็ได้รับมรดกที่นาจากพ่อแม่ ปลูกข้าว กข 6 และข้าวหอมมะลิบนที่นาตัวเอง 13 ไร่ บางส่วนนำมาจำหน่าย และเก็บไว้กินเองในครอบครัว

?สำหรับความลำบาก ไม่ต้องบอก เนื่องจากไม่ได้เรียนหนังสือจบสูง แต่จบตามภาคบังคับสมัยก่อนคือ ป.4 ก็ออกมา แต่งงานอายุ 23 ปี ยังเคยทำงานก่อสร้างในตัวอำเภอและที่กรุงเทพฯ มาแล้ว แต่ก็พอแค่ได้กิน ไม่มีเก็บ ก็กลับมาอยู่บ้าน และรับจ้างพร้อมทำนา ก่อนที่จะเริ่มหันมาเลี้ยงกบในหมู่บ้าน แรกๆ มีอยู่ 3-4 ราย เลี้ยงในปี 2544-2545 ขณะนั้นมีเงินทุน 2,000 บาทเศษ เห็นเขาเลี้ยงกบและมีเงิน ตลอดจนการเลี้ยงจิ้งหรีด แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จึงหันมาลงทุนเลี้ยงกบ แบบเรียนรู้ด้วยตนเอง มีเพื่อนบ้านใกล้เคียงกันเลี้ยงกบ ปรากฏว่าในแต่ละปี มีเงินเก็บนับแสนบาท จึงอยากลองเลี้ยงบ้าง โดยนำเงินทุนที่มีอยู่ไปซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กบเหลืองหัวเขียว และกบพื้นบ้าน ประมาณ 40-50 ตัว พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์กบ กิโลกรัมละ 80 บาท ตัวขนาด 2 นิ้ว 1 กิโลกรัม ได้ประมาณ 40 ตัว ลงทุนลงแรงเลี้ยงกบในที่นาตัวเอง โดยใช้ท่อปูนซีเมนต์ ร่วมกับภรรยาเพียง 2 คน คือ คุณกาบอ้อย อายุ 39 ปี ส่วนบุตรมี 2 คน เป็นหญิงทั้ง 2 คน เลี้ยงกบส่งเสียเงินให้เล่าเรียนจนจบภาคบังคับ และจะให้เรียนต่อ แต่คนพี่บอกว่าต้องการออกมาทำงานช่วยพ่อแม่ จึงเหลือแต่ลูกคนเล็กกำลังเรียนต่อ ม.3 ในขณะนี้? คุณสมหมาย กล่าว

เจ้าของบ่อเลี้ยงกบ เล่าว่า สำหรับการเลี้ยงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กบ เพื่อผลิตตัวอ่อนหรือลูกอ๊อด มีขั้นตอนการเลี้ยงยุ่งยากกว่าเลี้ยงสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชนิดอื่น ใจไม่สู้ เลี้ยงไม่ได้ ไปไม่รอด ปัจจุบัน ตนเองมีกบพ่อพันธุ์ จำนวน 2,000 ตัว แม่พันธุ์ 2,000 ตัว โดยกบพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เหล่านี้จะนำมาเลี้ยงไว้ที่ท่อซีเมนต์ ซึ่งขณะนี้มีอยู่ 45 ท่อ แต่ละท่อจะมีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ปล่อยเลี้ยงประมาณ 50-60 ตัว

ส่วนการผสมพันธุ์นั้น เริ่มจากใช้คันนาดินที่เป็นบ่อกั้นไว้ให้แล้ว นำตาข่ายไนล่อน ภาษาอีสานเรียก ?ดาง? หรือ ?แหยง? ตาถี่ มาขึงกาง

ตาข่ายกว้าง 1.20 เมตร ความยาวแล้วแต่ขนาดคันนาเป็นมาตรฐาน ใช้ไม้ไผ่สูงขนาดเท่ากับตาข่ายค้ำยัน กั้นเพื่อขึงตาข่ายให้ตึง ป้องกันกบกระโดดหนี ระยะห่าง 2 เมตร ต่อเสา และควรกั้นไว้หลายๆ บ่อเพื่อคัดแยกขนาดของกบและลูกอ๊อดออกจากกัน กบพันธุ์ไม่แข็งแรงเหมือนกบนา จะกระโดดเฉพาะช่วงผสมพันธุ์กันและมีฝนตก และควรเตรียมบ่อผสมพันธุ์ไว้ตามต้องการ แต่ควรเว้นระยะ เนื่องจากการจำหน่ายต้องไม่ขาดช่วง หากทำพร้อมกันจะทำให้กบไข่มาก ทำให้ขายไม่ทัน

วิธีการก็คือ นำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กบที่คัดแยกจากท่อที่เลี้ยงไว้ 4 ท่อ และตัวเมีย 4 ท่อ รวม 8 ท่อ นำตัวผู้และตัวเมียอย่างละ 200 ตัว รวม 400 ตัว ผสมเยอะไม่ได้ กบจะกระโดดหนีใส่ตาข่ายจนบาดเจ็บปากแดง วิธีคัดแยกกบมาผสมกัน สังเกตกบตัวผู้จะคางย่นพอง ควรให้ผสมพันธุ์กันในช่วงเย็น ถ้าฝนไม่ตกให้เปิดน้ำแทนฝน จะผสมพันธุ์กันดี พอรุ่งเช้าให้แยกตัวผู้ ตัวเมียกลับท่อ ถ้าแดดร้อนจัดลูกอ๊อดจะขยายพันธุ์รวดเร็ว ถ้าไม่มีแดดต้องรอข้ามคืน ตกเย็นในวันเดียวกันจะเห็นลูกอ๊อดลอยน้ำในบ่อผสม ช่วงนี้ลูกอ๊อดจะกินคราบไข่ในบ่อผสมก่อน 2 วัน ถึงจะให้อาหารเป็นหัวอาหารเม็ดที่ให้ปลาดุกกิน อาหารเบอร์ 11 สำหรับลูกอ๊อด ส่วนเบอร์ 12 เป็นอาหารพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ตกกระสอบละ 480 บาท

จากนั้น ให้เตรียมบ่อดิน ซึ่งหมายถึงบ่อที่พื้นไม่ใช้พลาสติครองเหมือนบ่อฟักไข่ที่เรียกว่าบ่ออนุบาล ประมาณ 5 วัน ก็นำลูกอ๊อดออกจากบ่ออนุบาลไปลงที่บ่อดินที่เตรียมไว้

คุณสมหมาย เล่าเป็นฉากเป็นตอนให้ฟังละเอียดว่า ให้สังเกตว่าในบ่อมีลูกอ๊อดมากน้อยหรือไม่ ถ้าหว่านหัวอาหารเยอะ ลูกอ๊อดจะตาย แรกๆ ลูกอ๊อดอยู่ในน้ำใส ข้อควรระวังยิ่ง ควรปรับสภาพน้ำให้เขียวขุ่น โดยใช้น้ำหมักชีวภาพที่รดใส่แปลงพืชผัก ผสมกับกากน้ำตาลเทใส่บ่อ เพื่อสร้างอุณหภูมิปรับน้ำให้เขียว เพื่อให้ลูกอ๊อดอำพรางตัวไม่ให้เห็นกัน ถ้าอยู่ในน้ำใส ตัวใหญ่จะกินตัวเล็ก เป็นธรรมชาติของสัตว์ชนิดนี้ ระยะเวลาหลังผสมพันธุ์กันเสร็จ 25 วัน ลูกอ๊อดจะโตเต็มที่จะขายได้ ตัวใหญ่จะได้น้ำหนัก อาจจะได้ 200-300 กิโลกรัม ขึ้นไป

คุณสมหมาย บอกว่า สิ่งที่ต้องทำและควรหมั่นเอาใจใส่มีดังนี้คือ เมื่อลูกอ๊อดโตได้ 5 วัน ให้รีบเอาออกจากบ่อผสมพันธุ์ นำไปพักไว้ในบ่อดินที่เตรียมไว้ บ่อละ 200-300 กิโลกรัม หลังคัดเกรดเสร็จก็ควรจะกระจายลงไปในบ่อที่ว่างอีก จากนั้น ต้องคัดตัวใหญ่แยกออกจากตัวเล็กที่ไม่สมบูรณ์ ไม่งั้นลูกอ๊อดกินกันเองไม่เหลือผลผลิตตามเป้าแน่ และควรให้หัวอาหารเช้า-เย็น วันละ 2 กระสอบ

ในช่วงแรกๆ ราคาลูกอ๊อดตกเฉลี่ยกิโลกรัมละ 120-180 บาท แต่หากขายในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ราคาจะอยู่ที่ กิโลกรัมละ 180-250 บาท ก็มี แต่ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ราคาลดลงอยู่ที่กิโลกรัมละ 120-200 บาท แต่ถ้าลูกอ๊อดขางอกขึ้นมาเป็นกบเมื่อไหร่ จะขายไม่ได้ราคา ก็ต้องคัดแยกมาไว้ในบ่อขุนกบหนุ่มสาวต่างหาก พอขุนกบได้อายุ 1 เดือน จะจับขายได้ ตกกิโลกรัมละ 80-100 บาท ปัจจุบัน มีท่อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ 45 ท่อ อีก 4,000 ตัว

คุณสมหมาย บอกว่า การเลี้ยงกบนั้น ไม่ได้ศึกษาจากที่ใด อาศัยประสบการณ์ลองผิดลองถูก เมื่อมีปัญหาก็จะไปสอบถามคนที่เลี้ยงมาก่อน ซึ่งก็ได้รับคำแนะนำเป็นอย่างดี ปัจจุบัน กบของตัวเองที่เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ 1 ตัว จะสามารถผสมเพาะได้ 10-12 ครั้ง หลังจากนั้น ก็จะนำออกมาจำหน่าย เพราะกบเรียกกันว่าโทรมมากแล้ว และไม่สามารถที่จะเพาะพันธุ์ได้ จะนำตัวไปจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 100-120 บาท ซึ่งกบพ่อพันธุ์แม่พันธุ์นี้จะมีขนาดใหญ่ 2 ตัว/กิโลกรัม จากนั้นจะคัดพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ใหม่มาแทน

?ข้อดี กบจะต้านทานโรคได้มากกว่าสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชนิดอื่น ส่วนข้อเสีย ตามที่ได้ฟังและอ่านจากหนังสือว่า กบจะใจเสาะมากที่สุด และเป็นสัตว์ที่มีความเครียดสูงต้องคอยเอาใจใส่พอสมควร ฤดูกาลของลูกอ๊อดผลผลิตจะเริ่มออกในช่วงเดือนมีนาคม-สิงหาคม แต่จะออกเยอะในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน เนื่องจากมีอากาศเย็นและมีฝนตกลูกอ๊อดไม่ค่อยตาย ต้นฤดูที่ผสมใหม่ๆ จะทำเงินให้สูง ตกกิโลกรัมละ 250 บาท เลยทีเดียว? เจ้าของบอก

คุณสมหมาย กล่าวด้วยว่า สำหรับลูกอ๊อดที่เตรียมจะขายส่ง ตนจะนำถุงพลาสติคใสใบใหญ่บรรจุลูกอ๊อด ถุงละ 1 กิโลกรัม เพื่อไม่ให้แออัดและมีโอกาสรอดตายสูง ก่อนอัดออกซิเจนโดยจ้างแรงงาน ซึ่งเป็นลูกหลาน ให้ค่าจ้างวันละ 100-120 บาท เรื่องตลาดไม่น่าเป็นห่วง จะมีลูกค้าและนายทุนขาประจำนำรถมารับผลผลิตถึงบ้าน ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าแม่ค้าจากจังหวัดอุดรธานี เป็นตลาดขายส่งหลัก และหนองคาย ขอนแก่น ผลผลิตลูกอ๊อด 20 วัน ต่อครั้ง ตนสามารถผลิตได้แค่ 500-600 กิโลกรัม ทำเงินในรอบ 20 วัน เป็นเงิน 40,000-50,000 บาท ถือว่าเป็นจำนวนไม่เยอะเมื่อเปรียบเทียบกับรายอื่น

?ทุกวันนี้ ผมสามารถขายได้วันละ 50-100 กิโลกรัม โดยได้ใช้วิธีเพาะพันธุ์แบบให้เป็นระยะ ไม่ทำครั้งเดียว เพราะถือว่าทำได้ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง จะอยู่ที่วันละ 8,000-15,000 บาท ซึ่งหากหักค่าใช้จ่ายจากพวกหัวอาหารแล้ว ก็มีกำไรมากกว่าครึ่งของรายได้? คุณสมหมาย บอก

หากผู้เลี้ยงหน้าใหม่ต้องการข้อแนะนำในการเลี้ยง ให้กดโทรศัพท์ได้ที่เบอร์ (084) 794-0645 เป็นเบอร์ของคุณสมหมายได้ทุกวัน

หรือสะดวกจะเดินทางไปเอง ขอแนะนำให้ไปก่อนเดือนเมษายน ถ้ามาจากจังหวัดอุดรธานี ขับรถถึง 4 แยกบ้านธาตุ หรือ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เลี้ยวซ้ายไปทางจังหวัดนครพนม ประมาณ 2 กิโลเมตร สุดเขตเทศบาลเมืองสกลนครพอดี จะพบทางเข้าหมู่บ้านน้อยจอมศรี ถามหาคุณสมหมาย สอบถามเป็นที่รู้จักทั่วไป

ส่วนทางด้าน คุณบังอร ไชยเสนา อายุ 33 ปี สมาชิกกลุ่มเลี้ยงกบบ้านน้อยจอมศรี บ้านเลขที่ 28 หมู่ที่ 4 ตำบลฮางโฮง อีกคนหนึ่งเล่าว่า แต่งงานกับ คุณสันต์ ไชยเสนา อายุ 40 ปี สามี จากนั้นก็ทำนาทำสวนเหมือนกับคนทั่วไป ได้รับแบ่งปันที่ดินจากพ่อแม่มา 10 ไร่เศษ จึงปลูกทุกอย่างที่ทำให้ได้เงิน โดยคิดกันว่าการทำการเกษตรน่าจะทำให้สามารถมีเงินได้ นอกจากการทำนา ทำสวน และเลี้ยงสัตว์ เช่น วัว ควาย จึงได้ตกลงใจพลิกฟื้นผืนดินที่ได้รับมา ทำให้เป็นเกษตรแบบเงินมาหา ปลูกพริก ขิง ข่า พืชผักสวนครัวทุกชนิด แม้แต่นาบัวก็ทำ และปลูกดอกไม้ เช่น ดาวเรือง ก็ปลูก พร้อมกับเลี้ยงปลาเสริม เมื่อผลผลิตออกมาจึงได้นำไปขายในตลาดทุกวัน นอกจากนั้น ส่วนใหญ่ลูกค้าจะเดินทางมาซื้อเองถึงที่ จึงเป็นที่มาว่าทำการเกษตรแบบเงินมาหา แต่ก็พออยู่ได้ไม่ขัดสน

คุณบังอร เล่าอีกว่า แต่ที่ทำมาก็ไม่พอใช้ ดังนั้น เมื่อเห็นเพื่อนบ้านเลี้ยงกบ จึงหันมาทดลองเลี้ยงดู ตั้งแต่ 7 ปี ที่แล้ว โดยเบื้องต้น เลี้ยงเพียง 50-60 ตัว เท่านั้น โดยเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ปรากฏว่าสามารถขายได้และทำเงินให้ได้ดีพอสมควร จึงพัฒนาทำควบคู่กับเกษตรอย่างอื่นไปด้วย

คุณบังอร บอกว่า วันนี้ พื้นที่ 10 ไร่เศษ ที่ได้มาไม่พอกับการทำการเกษตรแบบเงินมาหา จึงได้ขอเช่าที่เพื่อนบ้านอีกรายเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 13 ไร่ (เช่าปีละ 13,000 บาท) โดยทำแปลงเลี้ยงกบ และปลูกดอกบัว ปลูกดอกดาวเรือง และพืชผักสวนครัว ส่งตลาด

ในส่วนของกบก็ได้พัฒนาจากเลี้ยงบ่อปูนซีเมนต์มาเป็นแบบท่อปูนซีเมนต์แทน เพราะสะดวกในการขนย้าย โดยท่อปูนซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เมตร สูง 1 เมตร โดยจะนำมาเรียงซ้อนกันเป็น 2 ท่อ ต่อกบพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ 60 ตัว เรียกว่า 1 ท่อ ปัจจุบันมีกบพันธุ์ จำนวน 80 ท่อ

การเลี้ยงกบแบบใช้ท่อ ไม่จำเป็นต้องเลือกพื้นที่ แต่ขอให้มีที่วางท่อ และควรมีแหล่งน้ำเพื่อสะดวกต่อการถ่ายเทน้ำ แต่ควรให้ห่างจากถนนเพื่อป้องกันเสียงรบกวน

ท่อซีเมนต์ขนาดกว้าง 1 เมตร สูง 1 เมตร เพื่อใช้เพาะพันธุ์กบตามจำนวนกบที่มี และสร้างบ่อขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 3 เมตร โดยก่อคันดินสูงประมาณ 15 เซนติเมตร ตรงส่วนล่างที่เก็บขังน้ำ พื้นล่างใช้พลาสติครองรับน้ำ และมีท่อระบายน้ำอยู่ตรงส่วนที่ลาดที่สุด (เรียกว่า บ่อเพาะ) ด้านข้างใช้ตาข่ายไนล่อน ตาถี่ มาขึงกาง ป้องกันการกระโดดออกของกบ ซึ่งบ่อเพาะขนาดนี้สามารถนำกบพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาปล่อยเพื่อเพาะพันธุ์ จำนวน 20 คู่/แปลง

พันธุ์กบที่เพาะเลี้ยงเป็นกบนา เพราะเจริญเติบโตเร็ว และเป็นที่นิยมของผู้บริโภค กบนาตัวผู้มีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย เมื่อจับพลิกหงายขึ้นจะเห็นกล่องเสียงอยู่ใต้คางแถวมุมปาก ส่วนตัวเมียมองไม่เห็นกล่องเสียง

วิธีการเพาะพันธุ์กบ

เมื่อเตรียมแปลงเพาะพันธุ์แล้วหาวัชพืชน้ำมาใส่ไว้ เพื่อให้ไข่กบเกาะ นำกบพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่เตรียมไว้มาปล่อยลงในแปลง จำนวน 20 คู่ รวมกันประมาณ 1 คืน รุ่งเช้ากบจะผสมพันธุ์และวางไข่ในช่วงเวลา 04.00-06.00 น. เมื่อเห็นว่ากบออกไข่แล้วให้นำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ออกจากบ่อ เพื่อป้องกันไม่ให้แพไข่แตก นำไปเก็บที่ท่อตามเดิม โดยแยกตัวพ่อพันธุ์ออกไปอีกท่อหนึ่ง

การอนุบาลลูกกบวัยอ่อน ลูกอ๊อด

เมื่อไข่กบฟักออกเป็นตัวอ่อนแล้ว ช่วง 2 วันแรกไม่ต้องให้อาหาร เพราะลูกอ๊อดยังใช้ไข่แดงที่ติดมาเลี้ยงตัวเอง หลังจากนั้น จึงเริ่มให้อาหารเม็ดสำหรับลูกกบ วันละ1 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1 กำมือ หรืออาจให้ไข่แดงบดเป็นอาหารแทนก็ได้ ซึ่งเฉลี่ยแล้วใช้วันละ 2-3 ฟอง ต่อลูกอ๊อด 1 ครอก เมื่อลูกอ๊อดมีอายุ 5 วัน นำออกไปยังแปลงบ่อดินที่เตรียม ซึ่งบ่อดิน จะเป็นบ่อที่ทำคล้ายกับบ่อเพาะ แต่ต่างกันตรงที่บ่อดินจะไม่ใช้ถุงพลาสติครองพื้น แต่ใช้พื้นดินและใช้ดางหรือแหยงขึงล้อมไว้ แต่น้ำจะมีความลึกประมาณ 1 ฟุต

เมื่อลูกกบอายุได้ประมาณ 20-25 วัน ก็จะตักขายเป็นลูกอ๊อด หรือ ที่เรียกว่า ?ฮวก? หากปล่อยไว้ถึง 1 เดือน ขึ้นไป ลูกกบจะออกหางและมีขาจะกลายเป็นลูกกบ

หากต้องการขายเป็นลูกกบจึงต้องลงมือคัดลูกกบ ขนาดตัวยาว 2 เซนติเมตร ไปเลี้ยงในบ่อที่เตรียมไว้ บ่อละ 1,000 ตัว ต่อไป

คุณบังอร แนะนำว่า ปัจจุบัน อาชีพเลี้ยงกบทำให้มีรายได้เป็นกอบเป็นกำพอสมควร ซึ่งจะเห็นได้ว่า ขณะนี้กบที่ปล่อยขายในตลาด ที่เป็น ?ฮวก? หรือลูกอ๊อด ช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม-มิถุนายน จะขายราคากิโลกรัมละ 120-180 บาท โดยช่วงต่อไปกบจะมีราคาสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 250 บาท และกบจะไม่ยอมผสมพันธุ์ในช่วงฤดูหนาวหรือที่คนเลี้ยงกบเรียกกันว่า ?กบจำศีล? ซึ่งในกลุ่มจะมีการขายในราคาเดียวกัน ไม่แย่งกันขาย โดยมีกติกาว่าจะต้องขายแบบเดียวกัน

ในปีที่ผ่านมาตลอดทั้งปี สามารถเพาะกบขายมีรายได้อยู่ที่ 300,000 บาท ซึ่งปัจจุบันต้องให้น้องสาวและครอบครัวเข้ามาช่วยกันอีกทางหนึ่ง ซึ่งเป้าหมายการเพาะเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าตัว

ส่วนปัญหาพบว่า การเลี้ยงกบในปัจจุบันหัวอาหารกบมีราคา 480/กระสอบ และมีแนวโน้มสูงขึ้นตามภาวะราคาน้ำมัน แต่ก็ยังพอทนอยู่ได้ ซึ่งมีบางรายก็เลิกไปเพราะราคาอาหารไม่คงที่

ส่วนตลาด/แหล่งจำหน่าย ส่งขายตามตลาดสดทั่วไป หรือร้านอาหาร และออเดอร์ที่สั่งเข้ามาและมารับถึงปากบ่อ หากมีผู้สนใจสามารถติดต่อได้ โทร. (085) 744-4430 ทุกวัน

คุณบังอร บอกอีกว่า ข้อแนะนำตามประสบการณ์ที่พบมา คือ

1. การเลี้ยงกบต้องระวังเรื่องความสะอาด ขณะสูบบุหรี่ใกล้บริเวณบ่อ ระวังอย่าให้ขี้บุหรี่ตกลงไปในบ่อเด็ดขาด เพราะลูกกบจะตายยกบ่อ

2. การเลี้ยงกบ ต้องคัดลูกกบขนาดเท่ากันไปเลี้ยงในบ่อเดียวกัน ห้ามเลี้ยงลูกกบคนละขนาดเด็ดขาด เพราะลูกกบจะกินกันเอง

3. อาหารกบ นอกจากอาหารเม็ดแล้ว สามารถใช้เนื้อปลาสับหรือเนื้อหอยโข่งก็ได้

4. ก่อนที่จะปล่อยแม่พันธุ์กบลงผสมพันธุ์ ต้องสังเกตแม่พันธุ์กบว่าตัวเริ่มฝืด มีปุ่มหนาม แสดงว่าพร้อมจะผสมพันธุ์ หากปล่อยลงไปแล้ว 1-2 วัน ยังไม่เห็นไข่กบ ก็จับพ่อพันธุ์แม่พันธุ์มาแยกเลี้ยงอีกระยะหนึ่ง แล้วค่อยนำมาผสมพันธุ์ใหม่

ที่สำคัญคนเลี้ยงกบต้องรู้จักศึกษาอ่านหนังสือหาความรู้ และสังเกตกบว่าเป็นอย่างไร และควรปรับเปลี่ยนไปตามนั้น เพราะประสบการณ์จะทำให้เราได้เรียนรู้ดีกว่าการอ่าน แล้วมาลองทำ เพราะอาจทำให้เสียเวลาได้ สุดท้าย ก็เสียเงินล้มเหลวไม่ประสบผลสำเร็จ

 

ปลาหมอ ไม่ตายเพราะปาก แต่เลี้ยงแล้วรวย กุมภาพันธ์ 10, 2010

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 22 ฉบับที่ 469

เทคโนโลยีการประมง

สิริพร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา

ปลาหมอ ไม่ตายเพราะปาก แต่เลี้ยงแล้วรวย

สุภาษิตโบราณว่าไว้ ปลาหมอตายเพราะปาก หมายถึง คนที่ชอบพูดพล่อยๆ หรือพูดแสดงความอวดดี จนตัวเองต้องรับเคราะห์ก็เพราะปากของตนเอง สำนวนนี้มาจากปลาหมอที่อยู่ในลำน้ำ มักชอบผุดขึ้นฮุบเหยื่อหรือน้ำบ่อยๆ จนเป็นที่สังเกตของนักจับปลาได้ว่า ปลาหมออยู่ตรงไหน ก็เอาเบ็ดล่อลงไปตรงนั้นไม่ค่อยพลาด แต่ปลาหมอในที่นี้ นอกจากจะไม่ทำให้ใครเดือดร้อนแล้ว ยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้เลี้ยงอย่างดีทีเดียว 

ปัจจุบันนี้ พบว่ามีผู้นิยมบริโภคเนื้อปลาเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเนื้อปลามีโปรตีนเพื่อสุขภาพ ย่อยง่ายกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ แต่พบว่าปลามีจำนวนลดลงและไม่เพียงพอกับความต้องการบริโภค รวมทั้งปลาที่เลี้ยงตามแหล่งน้ำธรรมชาติประสบปัญหาโรคระบาดอย่างต่อเนื่อง เช่น ปลานิล และปลาทับทิม เนื่องจากแหล่งน้ำธรรมชาติเสื่อมโทรม และมีการปนเปื้อนจากยาฆ่าแมลงทำให้ปลาตายจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูน้ำหลากและในช่วงฤดูหนาวของทุกปี ดังนั้น การเลี้ยงปลาหมอไทยแปลงเพศในบ่อดินจึงได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากมีความทนทาน เลี้ยงง่าย ใช้น้ำน้อย สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินขนาดต่างๆ ในกระชังในแหล่งน้ำนิ่ง และเลี้ยงในบ่อพลาสติค รวมทั้งยังขนส่งง่ายโดยไม่ต้องใช้ออกซิเจน

ปลาหมอไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Anabas testudineus (Bloch) เป็นปลาที่รู้จักและนิยมบริโภคอย่างแพร่หลายทั่วทุกภาคของประเทศไทย ขณะที่ผลผลิตปลาหมอไทยส่วนใหญ่ได้มาจากการทำประมงในแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็นผลพลอยได้จากการวิดบ่อจับปลาสลิด กุ้ง และปลาชนิดอื่นๆ ในช่วงที่การเลี้ยงกุ้งกุลาดำประสบปัญหาโรคระบาด เกษตรกรบางส่วนหันมาเลี้ยงปลาหมอไทยและประสบความสำเร็จจนกระทั่งมีเกษตรกรขยายพื้นที่การเลี้ยงปลาหมอไทยมากขึ้น แต่ยังติดในเรื่องของการผลิตลูกพันธุ์ที่เพียงพอและมีคุณภาพ เนื่องจากการเลี้ยงที่ผ่านมายังใช้ลูกพันธุ์ที่ยังไม่แปลงเพศ ทำให้ได้ปลาที่เป็นเพศผู้สูงถึง 40-50% สามารถจำหน่ายได้ในราคาเพียงกิโลกรัมละ 20-40 บาท ทำให้เกษตรกรมีกำไรน้อย แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคนิคและวิธีการในการพัฒนาสายพันธุ์และผลิตลูกปลาหมอไทยแปลงเพศ ตลอดจนการจัดการที่เหมาะสมตลอดการเลี้ยง ทำให้ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงปลาหมอไทยแปลงเพศ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบันมีเกษตรกรขยายพื้นที่การเลี้ยงปลาหมอไทยจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดสกลนคร และกาฬสินธุ์ แต่ก็พบว่ายังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด

“เนื้อปลาหมอไทยให้โปรตีนมากกว่าเนื้อไก่และเนื้อหมูเกือบเท่าตัว อีกทั้งมีไขมันต่ำกว่าถึง 30 เท่า กรดไขมันที่ได้จากเนื้อปลาเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ถึง 2 เท่า ของกรดไขมันอิ่มตัว อันเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย และยังมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสมากกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่น เนื้อปลาหมอไทยสามารถนำไปปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายชนิด เช่น ย่าง ต้มยำ ฉู่ฉี่ ทอด รวมทั้งปลาหมอแดดเดียว ตลาดมีความต้องการสูง ทำให้ราคาปลาของตลาดภายในประเทศขยับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ” ผศ.ดร. โฆษิต ศรีภูธร กล่าว

ปลาหมอไทย อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดทั่วๆ ไป สามารถปรับตัวเจริญเติบโตเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เป็นน้ำกร่อย มีความเค็มไม่เกิน 7 ส่วน ของ 1,000 ส่วน (psu.) ได้ เป็นปลาที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม เนื่องจากมีอวัยวะพิเศษช่วยหายใจ ปลาหมอไทยมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า ปลาเข็ง ภาคเหนือ เรียกว่า ปลาสะเด็ด และภาคใต้ตอนล่าง เรียกชื่อเป็นภาษายาวี ว่า อีแกปูยู ชาวบ้านทั่วๆ ไปเรียกว่า ปลาหมอ ดังนั้น ปลาหมอไทยจึงสามารถพัฒนาเลี้ยงได้ในแหล่งพื้นที่ดินเค็มในทุกภูมิภาคของประเทศ เป็นการลดความเสี่ยงและใช้ทรัพยากรบ่อดินที่มีอยู่ในประเทศอย่างคุ้มค่า

ปลาหมอไทย มีรูปร่างค่อนข้างแบน ลำตัวมีสีน้ำตาลหรือคล้ำ ส่วนท้องมีสีขาวหรือเหลืองอ่อน ลำตัวมีเกล็ดแข็ง กระพุ้งแก้มมีลักษณะเป็นหนามหยักแหลมคม ใช้ในการปีนป่าย บริเวณโคนหางมีจุดกลมสีดำ ปลาหมอไทยเพศเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าเพศผู้ เพศผู้มีลักษณะลำตัวเรียวยาวในฤดูวางไข่ ส่วนท้องของปลาเพศเมียจะอูมเป่ง ลูกพันธุ์ปลาหมอไทยควรมาจากฟาร์มที่เชื่อถือได้ ลูกปลาที่ดีควรจะมาจากพ่อแม่ที่มีการคัดสายพันธุ์และมีการสุขาภิบาลฟาร์มที่ดี ลักษณะลูกพันธุ์ที่ดีจะต้องแข็งแรง ครีบไม่กร่อน หางไม่ขาด ไม่มีแผลตามลำตัว และได้รับการแปลงเพศเป็นเพศเมียด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงจะทำให้การเลี้ยงประสบความสำเร็จและมีกำไรมาก เนื่องจากปลาหมอเพศเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าเพศผู้ 3-4 เท่า และมีราคามากกว่าถึง 3 เท่า

สำหรับการเลือกสถานที่เลี้ยงนั้น นับเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะส่งผลให้การเลี้ยงปลาหมอไทยประสบผลสำเร็จ จึงควรทำด้วยความรอบคอบ โดยลักษณะดิน ควรเป็นดินเหนียว หรือดินเหนียวปนทราย น้ำไม่รั่วซึม สามารถเก็บกักน้ำได้ 4-6 เดือน ไม่ควรเลือกพื้นที่ที่เป็นดินทรายหรือดินปนกรวด พื้นที่เลี้ยงควรอยู่ใกล้แหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง ที่มีน้ำตลอดปี หรืออยู่ในเขตชลประทาน หากเป็นพื้นที่อาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาปริมาณฝนที่ตกในรอบปีด้วย แต่ถ้าพื้นที่นอกเขตชลประทานที่มีน้ำน้อยต้องปรับเทคนิคการเลี้ยงให้เหมาะสม

ผศ.ดร. โฆษิต กล่าวว่า การเตรียมบ่อก่อนที่จะปล่อยลูกพันธุ์นั้น ควรกำจัดวัชพืชรอบบ่อ กำจัดศัตรูของลูกปลา ใช้มุ้งอวนไนล่อนสีฟ้ากั้นรอบบ่อ หว่านปูนขาวขณะดินชื้น ในอัตรา 50-100 กิโลกรัม ต่อไร่ กรองน้ำเข้าบ่อเลี้ยง ควรมีแหล่งน้ำที่มีคุณภาพเพียงพอตลอดการเลี้ยง มีการทำสีน้ำโดยใส่ปุ๋ยมูลไก่ 100 กิโลกรัม ต่อไร่ เพื่อเพิ่มอาหารธรรมชาติซึ่งควรเติมหัวเชื้อโรติเฟอร์และไรแดงลงในบ่อก่อนปล่อยลูกปลา 3 วัน วัดและปรับคุณภาพน้ำให้เหมาะสมอยู่เสมอ ทั้งก่อนการปล่อยลูกปลาและในระหว่างการเลี้ยง เช่น ค่าความเป็นกรด-ด่าง 7.5-8.5 ค่าความเป็นด่าง 100-150 มิลลิกรัม ต่อลิตร ของแคลเซียมคาร์บอเนต การเปลี่ยนถ่ายน้ำทุก 7-10 วัน เป็นต้น อัตราการปล่อยมีความเหมาะสมกับขนาดของบ่อ มีการจัดการเรื่องของการป้องกัน และรักษาโรคเป็นระยะ วัสดุอุปกรณ์อื่นๆ เช่น อาหารที่เหมาะกับความต้องการของปลาหมอในแต่ละช่วงอายุ เวชภัณฑ์และสารปรับน้ำ เช่น ยารักษาโรค วิตามิน วัสดุปูนแคลเซียมและซีโอไลต์ น้ำยาตรวจคุณภาพน้ำ ตารางเพื่อใช้ในการบันทึกอาหารแต่ละมื้อ เครื่องชั่ง (ชั่งอาหารและปลา) และเครื่องวัด (สุ่มวัดขนาดปลาอย่างสม่ำเสมอ) อุปกรณ์อื่นๆ เช่น สวิง เกลือ เครื่องสูบน้ำ ฯลฯ

พร้อมกันนี้ ผศ.ดร. โฆษิต กล่าวถึง การเลี้ยงปลาหมอไทยให้ประสบความสำเร็จและมีกำไรสูงว่า จะต้องใช้พันธุ์ปลาหมอที่มีการคัดเลือกสายพันธุ์มาแล้ว และมีการแปลงเป็นเพศเมียโดยใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ได้ปลาเพศเมียประมาณ 85% เนื่องจากปลาเพศเมียจะมีขนาดลำตัวใหญ่ และเลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็ว และที่สำคัญต้องมีอาหารที่มีคุณภาพ รวมทั้งเทคนิคการจัดการเฉพาะ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาจึงมีความมั่นใจมากในการเลี้ยงปลาหมอให้มีรายได้สูง เป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและสร้างงานให้กับคนว่างงานในท้องถิ่น

“ปลาหมอไทยแปลงเพศเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 3 เดือน จะมีขนาด 100-150 กรัม สามารถเลี้ยงได้หนาแน่นในพื้นที่จำกัด (25-50 ตัว ต่อตารางเมตร) ให้ผลผลิตสูงถึง 3-4 ตัน ต่อไร่ และยังใช้น้ำในปริมาณน้อย เนื่องจากปลาหมอมีความทนทานและมีอวัยวะช่วยสำหรับหายใจ จึงตัดปัญหาของปลาตายเนื่องจากการขาดออกซิเจน ปัจจุบันตลาดมีความต้องการปลาหมอไทยจำนวนมาก มีการผลิตจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดสกลนครมีการจำหน่ายถึงวันละ 1,000-1,500 กิโลกรัม ราคาจำหน่ายในตลาดสูงถึงกิโลกรัมละ 100-120 บาท ดังนั้น ในการเลี้ยงปลาหมอไทยแปลงเพศในบ่อดิน กระชังแหล่งน้ำนิ่ง และบ่อพลาสติค จึงเป็นอาชีพทางเลือกของเกษตรกรในปัจจุบัน สามารถสร้างงานและสร้างรายได้อย่างมหาศาล” ผศ.ดร. โฆษิต กล่าว

นอกจากนี้ ยังพบว่า ผลผลิตปลาหมอไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี 2543 กรมประมง รายงานว่า มีผลผลิตปลาหมอไทยทั้งหมด 7,200 เมตริกตัน คิดเป็นมูลค่า 207 ล้านบาท เป็นผลผลิตจากแหล่งน้ำธรรมชาติ 6,730 เมตริกตัน และจากการเพาะลี้ยง 470 เมตริกตัน โดยบริโภคในรูปของปลาสด 84% ปลาร้า 12% และอื่นๆ เช่น ตากแห้ง รมควัน 4% ซึ่งในอดีตผลผลิตปลาหมอจากธรรมชาติสูงมาก แต่ปัจจุบันลดลงมาก และยังพบว่าพันธุ์ปลาหมอตามธรรมชาติมีขนาดเล็กลง เคยมีรายงานว่ามีความยาวเพียง 23 เซนติเมตร และได้มีการเริ่มพัฒนาพันธุ์ปลาหมอเพื่อนำมาพัฒนาสายพันธุ์สำหรับการเพาะเลี้ยงต่อไปจนถึงปัจจุบัน แต่ในปี 2544-2548 พบว่า มีการเพาะเลี้ยงมากขึ้นตามลำดับและสามารถผลิตปลาหมอจากการเลี้ยงแบบหนาแน่น 3,800 ตัน ในปี 2544 และเพิ่มเป็น 7,000 ตัน ในปี 2548 ซึ่งผลผลิตที่ได้จากการเลี้ยงจะจำหน่ายในท้องถิ่น 48% และห้องเย็นเพื่อส่งออก 52% ปัจจุบันมีการเลี้ยงแบบหนาแน่นมาก (super intensive system) และขยายพื้นที่การเลี้ยงจำนวนมาก โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากนิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลาย ในจังหวัดสกลนครและกาฬสินธุ์ ถือว่าเป็นแหล่งผลิตลูกพันธุ์ปลาหมอที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมีการขยายบ่อเลี้ยงจำนวนมาก สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้อย่างมหาศาล เพื่อทดแทนสัตว์น้ำหลายชนิดที่ประสบปัญหาโรคระบาดและมีราคาต่ำ

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.โฆษิต ได้ทำการวิจัยร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) พบว่า การพัฒนาเลี้ยงปลาหมอเชิงพาณิชย์ของโฆษิตฟาร์ม สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาของคนว่างงาน คนสูงอายุ และคนพิการ ที่สามารถประกอบอาชีพได้ โดยเกษตรกรที่เลี้ยงปลาหมอแปลงเพศเป็นอาชีพหลักกับโฆษิตฟาร์ม สามารถสร้างรายได้ทุกเพศทุกวัย ประมาณ 80% ของเกษตรกรในอำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร ที่เลี้ยงปลาหมอเป็นอาชีพ เป็นผู้มีอายุตั้งแต่ 60-70 ปี ซึ่งสามารถเลี้ยงปลาหมอคนละ 1-2 ไร่ ให้อาหารวันละ 2-3 มื้อ เป็นการออกกำลังกาย ทำให้คนสูงอายุไม่เหงา และที่สำคัญสามารถสร้างรายได้สูงถึงไร่ละ 30,000 บาท ต่อเดือน (กว่า 100,000 บาท ต่อไร่ ต่อรุ่น)

ตัวอย่างที่ 1 

คุณลุงสนอง แขกวันวงค์ อายุ 63 ปี (บ้านแร่ อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร) เลี้ยงปลาหมอ 10,000 ตัว (บ่อขนาด 400 ตารางเมตร) เลี้ยง 2 เดือนครึ่งถึง 3 เดือน

1. ต้นทุน รวม = 33,880 บาท

1.1 ค่าพันธุ์ 10,000 ตัว ตัวละ 0.60 บาท = 6,000 บาท

1.2 ค่าอาหาร (อัตรารอด 80% 8,000 ตัว ขนาด 10 ตัว ต่อกิโลกรัม = 800 กิโลกรัม)

(อัตราแลกเนื้อ 1.4×800 กิโลกรัม = ใช้อาหาร 1,120 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 24 บาท) = 26,880 บาท

1.3 ค่าอื่นๆ น้ำมัน, ยา = 1,000 บาท

2. การจำหน่าย ขนาด 100-125 กรัม ต่อตัว (8-10 ตัว ต่อกิโลกรัม) 800 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 65 บาท = 52,000 บาท

3. กำไร = 18,120 บาท (เลี้ยง 1 ไร่ จะมีกำไร ประมาณ 72,480 บาท)

ตัวอย่างที่ 2

คุณยายสมัย สุวรรณชัยรบ อายุ 68 ปี (บ้านไฮหย่อง อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร) เลี้ยงปลาหมอ 25,000 ตัว (บ่อ 800 ตารางเมตร) เลี้ยง 2 เดือนครึ่งถึง 3 เดือน

1. ต้นทุน รวม = 148,250 บาท

1.1 ค่าพันธุ์ 25,000 ตัว ตัวละ 0.6 บาท = 15,000 บาท

1.2 ค่าอาหารทั้งหมด 130,250 บาท

1.3 ค่ายาและการจัดการอื่นๆ 3,000 บาท

2. การจำหน่าย ขนาด 100-125 กรัม ต่อตัว (8-10 ตัว ต่อกิโลกรัม) 3,050 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 65 บาท = 198,250 บาท

3. กำไร = 50,000 บาท (เลี้ยงบ่อขนาด 1 ไร่ จะมีกำไรถึง 100,000 บาท)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผู้จัดการฟาร์ม คุณชัยธวัช ไชยเชษฐ์ โทร. (083) 141-1416