ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

มก. เจ๋ง พัฒนาเทคนิคสกัดสารในบัวบก เป็นสารสมานแผล กันยายน 21, 2013

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05102150956&srcday=2013-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 559

เทคโนฯ ก้าวหน้า 

มก. เจ๋ง พัฒนาเทคนิคสกัดสารในบัวบก เป็นสารสมานแผล

มูลค่าการส่งออกเครื่องสำอางไทย ปี 2555 โดยสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า มูลค่าเพิ่มขึ้น ร้อยละ 10 จากปี 2554 หรือคิดประมาณ 5,000 กว่าล้านบาท และในกลุ่มอาเซียนเองก็เพิ่มขึ้นร้อยละ 20 หรือประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผสมสารสกัดสมุนไพรไทยมากมายหลายชนิด หนึ่งในนั้นมีพืช บัวบก เป็นที่นิยมอย่างมาก ด้วยมีฤทธิ์ลดการอักเสบและอาการบวม มีฤทธิ์ต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Antioxidation) ซึ่งส่งผลให้การลดความเสื่อมของเซลล์ อวัยวะต่างๆ ของร่างกาย และเร่งการสร้างสารคอลลาเจน (Collagen) ที่เป็นโครงสร้างของผิวจึงถูกนำมาใช้ประโยชน์ในการกระตุ้นให้แผลสมานตัวได้เร็ว ซึ่งสารตัวที่สำคัญในบัวบกที่ออกฤทธิ์ดังกล่าว มีปริมาณไม่เกิน 1% ในบัวบกสด เป็นสารกลุ่มไกลโคไซด์ (Glycoside) ชื่อ อะเซียทิโคไซด์ (Asiaticoside)

ปัญหาสำคัญในการใช้สารสกัดจากบัวบกมาใช้ในเครื่องสำอางคือ ไม่มีเทคโนโลยีที่ดีพอในการกำจัดสีเขียวออกจากสารสกัดได้ ทำให้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ได้มีเนื้อสีเขียว ที่ผู้บริโภคไม่ชอบ และมีปริมาณอะเซียทิโคไซด์ (Asiaticoside) ต่ำ ส่งผลต่อการออกฤทธิ์และสรรพคุณเครื่องสำอางไม่ได้มาตรฐาน ล่าสุด กลุ่มวิจัยของ รศ. ดร. วีรชัย พุทธวงศ์ จากภาควิชาเคมี คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ได้พัฒนาเทคนิคการจับก้อนด้วยไฟฟ้า (Electrocoagulation) ซึ่งเป็นเทคนิคแยกสารสกัดธรรมชาติจากพืช ในระดับอุตสาหกรรม มีความสามารถในการกำจัดสีจากคลอโรฟิลล์และคาโรทีนอยด์ โดยปกติแล้ว การแยกสีออกจากสารสกัดจะใช้ผงถ่านในการดูดซับ และโครมาโทกราฟี (Chromatography) ซึ่งต้องใช้สารละลายอินทรีย์ และมีต้นทุนสูง

เทคนิคการจับก้อนด้วยไฟฟ้าของ รศ. ดร. วีรชัย ใช้หลักของการทำอิเล็กโทรไลซีส (Electrolysis) โดยใช้อะลูมิเนียมหรือเหล็กเป็นขั้วอิเล็กโทรด และใช้สารละลายเกลือแกงเป็นตัวช่วยการนำไฟฟ้ากระแสตรง ซึ่งในกระบวนการจะผลิตอะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ออกมาเพื่อดูดซับองค์ประกอบสีหลัก แยกออกจากสารละลายสกัดด้วยน้ำหรือแอลกอฮอล์ และได้สารสกัดที่มีปริมาณอะเซียทิโคไซด์ (Asiaticoside) สูง เมื่อวิเคราะห์ด้วยเครื่อง HPLC โดยโครงการวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายวิชาการ ร่วมทุนวิจัยกับ บริษัท เอเชียนไลฟ์ จำกัด ในเครือ บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอล จำกัด ซึ่งเป็นภาคเอกชนที่นำเทคโนโลยีนี้ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการผลิตเครื่องสำอางของบริษัท

ผลงานบางส่วนของโครงการวิจัยนี้ได้ดำเนินการจดอนุสิทธิบัตรในนามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สกว. และบริษัทผู้ร่วมโครงการตามลำดับ

 

ซังข้าวโพด พลังงานทดแทนจากพืช ผลิตกระแสไฟฟ้า ของ โรงไฟฟ้าชีวมวล มีนาคม 25, 2013

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05074011155&srcday=2012-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 25 ฉบับที่ 538

เทคโนฯ ก้าวหน้า 

นัย บำรุงเวช

ซังข้าวโพด พลังงานทดแทนจากพืช ผลิตกระแสไฟฟ้า ของ โรงไฟฟ้าชีวมวล 

ถ่านหิน น้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ เป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่เกิดจากซากพืชซากสัตว์ที่ตายทับถมกันนับล้านปีใต้ท้องทะเลหรือพื้นดินลึก นับวันการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในอนาคตเชื้อเพลิงฟอสซิลต้องหมดไปจากโลกแน่นอน ไม่สามารถผลิตขึ้นมาแทนใหม่ได้ ทั่วโลกต่างตระหนักในเรื่องนี้ จึงพยายามหาพลังงานอื่นๆ มาทดแทนพลังงานที่ได้จากเชื้อเพลิงฟอสซิล

ประเทศไทยเราโชคดี ก็เพราะด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระวิสัยทัศน์กว้างไกล และทรงเห็นถึงผลกระทบของวิกฤติพลังงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงทรงค้นคิดและพัฒนาพลังงานทดแทนขึ้น เพื่อให้รัฐบาลได้นำไปเป็นแนวทางในการป้องกันปัญหา ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้น รัฐบาลควรน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการพัฒนาพลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานทดแทนจากพืชผลการเกษตร เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ รวมถึงการส่งเสริมพลังงานทางเลือกรูปแบบอื่น เช่น พลังงานน้ำ พลังงานขยะ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เป็นต้น (จากวารสารศูนย์ปรึกษาการประหยัดพลังงานหอการค้าไทย ปีที่ 5 ฉบับที่ 4 เมษายน-พฤษภาคม 2554)

ตามพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกข้าวโพด มักพบซังข้าวโพดกองอยู่ทั่วไป ซังข้าวโพดเศษเหลือจากการกะเทาะเอาเมล็ดข้าวโพดออกแล้ว แทบไม่มีประโยชน์อะไร ใช้ทำปุ๋ยหมักก็ย่อยสลายยาก บางพื้นที่เกษตรกรจึงปล่อยทิ้งกองเป็นภูเขา การเผาจึงเป็นวิธีกำจัดซังข้าวโพดอย่างไม่มีทางเลือก ต่อมาจึงมีการทำเป็นถ่านอัดแท่งจากซังข้าวโพด แต่ก็มีอยู่ในวงจำกัด การปล่อยทิ้งซังข้าวโพดให้ย่อยสลายไปเองโดยจุลินทรีย์ ใช้เวลานาน และเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลับคืนสู่บรรยากาศ ส่วนการเผาซังข้าวโพดเป็นวิธีการกำจัดที่เร็ว แต่เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ

การได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือก๊าซมีเทน จากการเผาซังข้าวโพด ขึ้นอยู่กับสภาพและกระบวนการที่เกี่ยวข้อง กระทั่งเกิดโรงไฟฟ้าชีวมวลนำซังข้าวโพดไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้า ซังข้าวโพดจึงเกิดประโยชน์ และมีมูลค่าแทนการเผาทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์

การนำพลังงานชีวมวล (Biomass Energy) จัดเป็นพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) มาใช้ให้เกิดประโยชน์ พลังงานที่ได้จากพืชชนิดต่างๆ วัสดุเหลือจากภาคเกษตรกรรมที่สามารถหาได้ง่าย

ชีวมวล (Biomass) คือ สารอินทรีย์ ที่เป็นแหล่งเก็บกักพลังงานจากธรรมชาติ ได้แก่ เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร หรือกากจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมการเกษตร เช่น แกลบ ได้จากการสีข้าวเปลือก, ชานอ้อย ได้จากการผลิตน้ำตาลทราย, เศษไม้ ส่วนใหญ่ได้จากการแปรรูปไม้ยางพาราหรือไม้ยูคาลิปตัส และบางส่วนได้จากสวนป่าที่ปลูกไว้, เส้นใยปาล์ม ทะลายปาล์ม กากปาล์ม และกะลาปาล์ม ได้จากกระบวนการสกัดน้ำมันปาล์มดิบออกจากผลปาล์มสด, กากมันสำปะหลัง ได้จากการผลิตแป้งมันสำปะหลัง เหง้ามันสำปะหลัง ได้จากกระบวนการเก็บเกี่ยวหัวมันสำปะหลังสดในไร่มัน, ซังข้าวโพดได้จากการสีข้าวโพดเพื่อนำเมล็ดออก, กาบและกะลามะพร้าวได้จากการนำมะพร้าวมาปอกเปลือกออกนำเนื้อมะพร้าวผลิตกะทิและน้ำมันมะพร้าว, ส่าเหล้า ได้จากการผลิตแอลกอฮอล์, สาหร่าย ได้จากการสกัดน้ำมันดิบออกจากสาหร่ายสด

เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเหล่านี้สามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานได้ โรงไฟฟ้าชีวมวลจึงใช้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรต่างๆ เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า เช่น ถ้าเป็นโรงงานน้ำตาล ก็ใช้กากอ้อยที่ได้จากการหีบอ้อยเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า โรงสีข้าวขนาดใหญ่ ที่ใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้า หรือเป็นการใช้ก๊าซชีวภาพ (Biogas) จากการหมักน้ำเสีย (เกิดจากกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม) หรือจากมูลสัตว์ (ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เช่น สุกร, ไก่) มาผลิตกระแสไฟฟ้า พลังงานจากเชื้อเพลิงชีวมวลเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของประเทศไทย

การผลิตพลังงานทดแทนจากชีวมวล

โดยทั่วไปมีอยู่ 2 หลักการ

1. การหมัก (Fermentation) จากกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์แบบไร้ออกซิเจนได้จากมูลสัตว์ เศษเหลือของพืช จะได้ก๊าซมีเทน (CH4) เป็นองค์ประกอบหลักอยู่ประมาณ 50-80 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และมีก๊าซ H2S, N2, H2 อีกเล็กน้อย แต่ใช้เวลานาน

2. การเผา (Combustion and Gasification) สามารถนำมาผลิตความร้อนได้โดยตรง หรือได้องค์ประกอบเชื้อเพลิงที่มีค่าพลังงานความร้อน (Heating) สูง

องค์ประกอบของชีวมวล หรือสสารทั่วไป

แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ

1. ความชื้น หมายถึง ปริมาณน้ำที่สะสมอยู่ ชีวมวลส่วนมากจะมีความชื้นค่อนข้างสูง เพราะเป็นผลผลิตทางการเกษตร ถ้าต้องการนำชีวมวลเป็นพลังงานโดยการเผาไหม้ ความชื้นต้องไม่ควรเกิน 50 เปอร์เซ็นต์

2. ส่วนที่เผาไหม้ได้ (Combustible substance) ส่วนที่เผาไหม้ได้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ สารระเหย (Volatiles Matter) และคาร์บอนคงที่ (Fixed Carbon) สารระเหย (Volatiles Matter) คือ ส่วนที่ลุกเผาไหม้ได้ง่าย ดังนั้น ชีวมวลใดที่มีค่าสารระเหยสูงจะติดไฟได้ง่าย

3. ส่วนที่เผาไหม้ไม่ได้ คือ ขี้เถ้า (Ash) ชีวมวลส่วนใหญ่จะมีขี้เถ้าประมาณ 1-3 เปอร์เซ็นต์ ยกเว้นแกลบและฟางข้าว จะมีสัดส่วนขี้เถ้าประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ ทำให้มีปัญหาในการเผาไหม้และกำจัด โดยชีวมวลแต่ละประเภทจะมีสัดส่วนของปริมาณขี้เถ้าในชีวมวลที่แตกต่างกันไป

ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรจำนวนมาก ในแต่ละปีประเทศไทยมีวัสดุเหลือใช้หรือเชื้อเพลิงชีวมวลเหลือใช้ อย่างต่ำปีละประมาณ 31.32 ล้านตัน ซึ่งสามารถนำมาผลิตเป็นพลังงานได้เท่ากับน้ำมันดิบจำนวน 8.49 ล้านตัน หรือเทียบได้น้ำมันดิบปีละไม่น้อยกว่า 6,500 ล้านลิตร ซึ่งก็น่าจะใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ได้มาก

โรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้ซังข้าวโพดเป็นวัตถุดิบแห่งแรกและแห่งเดียวในการผลิตกระแสไฟฟ้า มีอยู่ที่จังหวัดเชียงราย ตั้งอยู่เลขที่ 101 ตำบลหล่ายงาว อำเภอเวียงแก่น อยู่ใกล้กับแม่น้ำโขง เป็นของ บริษัท ซูพรีม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (Supreme Renewable Energy Co.,Ltd.) แต่กว่าจะก่อสร้างได้ ต้องทำประชาพิจารณ์สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องอยู่นานกว่าจะได้รับการยอมรับจากชุมชน การสร้างโรงไฟฟ้าในเขตชุมชนมักถูกต่อต้านคัดค้านจากชาวบ้านมาโดยตลอด บางโรงไม่สามารถก่อสร้างได้ ด้วยชาวบ้านในชุมชนเกรงว่าจะเกิดผลกระทบตามมา ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เหมือนกับโรงไฟฟ้าอื่นๆ

บริษัทได้เข้าสำรวจพื้นที่ในปี 2549 ดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแล้วเสร็จในปี 2551 เป็นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าขนาดเล็กหรือโรงไฟฟ้าชุมชน นับเป็นโรงไฟฟ้าชุมชนโรงแรกของประเทศไทย โดยทางโรงงานรับซื้อวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ทั้งนี้ การเลือกก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้ซังข้าวโพดเป็นวัตถุดิบที่จังหวัดเชียงราย เนื่องจากจังหวัดเชียงรายมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดมากจังหวัดหนึ่งในภาคเหนือ

ในปี 2553 จังหวัดเชียงราย มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพด ประมาณ 653,667 ไร่ ได้ผลผลิต 497,289 ตัน มีซังข้าวโพดแต่ละปีประมาณ 30,000 ตัน ทางโรงไฟฟ้าใช้ซังข้าวโพด วันละ 3 ตัน เฉลี่ยใช้ซังข้าวโพดประมาณปีละ 1,000 ตัน ยังมีซังข้าวโพดเหลือจากการรับซื้ออีกมาก ซึ่งซังข้าวโพดที่เหลือเหล่านี้ไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ ส่วนใหญ่ปล่อยทิ้งให้ย่อยสลายเอง ทางโรงไฟฟ้ารับซื้อซังข้าวโพดจากเกษตรกร ในราคาตันละ 500-600 บาท สร้างรายได้ให้เกษตรกรอีกทางหนึ่งแม้จะไม่มากก็ตาม อย่างน้อยก็ช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องทิ้งซังข้าวโพดไว้โดยไม่เกิดมูลค่าเพิ่มแต่อย่างใด

กำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 150 กิโลวัตต์ กระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ทำสัญญาจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยขายให้ในช่วงที่มีการใช้กระแสไฟฟ้ากันมาก ระหว่าง เวลา 09.00-22.00 นาฬิกา หลังจากนั้นจึงปิดเครื่องหยุดการส่งกระแสไฟฟ้า

คุณอนิวัตน์ หาโภคี วิศวกรหนุ่ม จากมหาวิทยาลัยนเรศวร วิศวกรประจำโรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งนี้ โดย คุณอนิวัตน์ อธิบายถึงขั้นตอนการผลิตกระแสไฟฟ้าว่า เริ่มจากการเผาซังข้าวโพด นำซังข้าวโพดใส่ทุกชั่วโมง ประมาณ 60 กิโลกรัม ต่อครั้ง เมื่อเผาซังข้าวโพดในเตาแก๊สซิไฟเออร์ (Gasifier) จะได้คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) และไฮโดรเจน (H2) เป็นส่วนมาก และมีเทน (CH4) เป็นส่วนน้อย แก๊สทั้งหมดนี้ จัดเป็นแก๊สเชื้อเพลิงสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมันในเครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine)

จากการเผาได้ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ประมาณ 20% ก๊าซไฮโดรเจน 20% ก๊าซมีเทน 2% ก๊าซจะถูกลดอุณหภูมิลง แล้วส่งไปตามท่อ โดยใช้ขี้เลื่อยคอยจับก๊าซออกซิเจนก่อนเข้าไปในท่อร่วมไอดีของเครื่องยนต์ เพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้กับเครื่องยนต์แก๊สซิไฟเออร์ (Gasifier Engine) ขนาดเครื่องยนต์ 250 แรงม้า เป็นการนำเอาเทคโนโลยีแก๊สซิฟิเคชั่น (Gasification) มาใช้ในกระบวนการผลิต จะได้ก๊าซเชื้อเพลิงที่สะอาด เทคโนโลยีแก๊สซิฟิเคชั่น (Gasification) เป็นกระบวนการเปลี่ยนรูปพลังงานจากชีวมวล ให้เป็นเชื้อเพลิงแก๊ส โดยให้ความร้อนผ่านตัวกลางของกระบวนการ เช่น อากาศ ออกซิเจน หรือไอน้ำ

กระบวนการแก๊สซิฟิเคชั่น มีความแตกต่างจากกระบวนการเผาไหม้คือ การเผาไหม้เป็นการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นอย่างสมบูรณ์ ในหนึ่งกระบวนการ แต่กระบวนการแก๊สซิฟิเคชั่นเป็นการเปลี่ยนรูปพลังงานเคมีภายใน ของคาร์บอนในชีวมวล ไปเป็นแก๊สที่สามารถเผาไหม้ได้ (CombustibleGas) โดยที่เครื่องยนต์แก๊สซิไฟเออร์ (Gasifier Engine) ต้องประกอบไปด้วยเตาแก๊สซิไฟเออร์ผลิตแก๊สเชื้อเพลิง

ประโยชน์ที่ได้รับจากโรงไฟฟ้าชุมชน ในระดับต่างๆ คือ

1. ระดับชุมชน ชาวบ้านในชุมชนมีรายได้จากการขายเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซังข้าวโพดให้กับทางโรงงานไฟฟ้า

2. ระดับท้องถิ่น ลดปริมาณขยะที่เป็นของเหลือใช้ทางการเกษตร ช่วยลดมลภาวะทางอากาศจากการเผาทำลายขยะที่เป็นของเหลือใช้ทางการเกษตร เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์พลังงานให้กับท้องถิ่น โดยให้เป็นแหล่งเรียนรู้เป็นต้นแบบด้านการใช้พลังงานทดแทนแก่เยาวชนในท้องถิ่น เกิดการจ้างงานในท้องถิ่นเพิ่มขึ้น

3. ระดับประเทศ ลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศได้ ทดแทนการสร้างโรงงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ สอดรับตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

การดำเนินงานของโรงไฟฟ้าชีวมวลที่ผ่านมา ยังไม่สร้างความเดือดร้อน หรือก่อมลพิษให้แก่ชุมชน โดยน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตของโรงไฟฟ้าชีวมวล ผ่านกระบวนการบำบัด จึงไม่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะแม่น้ำโขง ฝุ่นผง ซึ่งเกิดจากขั้นตอนการเผาไหม้ชีวมวล ไม่ได้สร้างผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ผงฝุ่นจะถูกดักจับด้วยเครื่องดักจับฝุ่น จึงไม่มีฝุ่นและละอองลอยออกไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่ชุมชน ส่วนขี้เถ้าที่ได้จากการเผาชีวมวล ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกมากมาย เช่น ใช้เป็นวัสดุปรับคุณภาพดิน ใช้ในอุตสาหกรรมซีเมนต์ หรืออุตสาหกรรมก่อสร้าง เป็นต้น หรือจะใช้วิธีฝังกลบก็ได้เช่นกัน

ยังมีโรงไฟฟ้าชีวมวลอีกหลายโรง ที่รอการก่อสร้างอยู่ ด้วยต่างเล็งเห็นว่า ในแต่ละท้องถิ่นมีเศษวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรอยู่มากที่ยังไม่ถูกใช้ประโยชน์ แต่ต้องรอการทำประชาพิจารณ์จากคนในชุมชนท้องถิ่นนั้น บางแห่งคนในท้องถิ่นยังไม่ยอมรับ

ในบางพื้นที่ของจังหวัดเชียงรายที่รอการก่อตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวล ยังคงเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อติดต่อกันมานาน มีเอกชนพยายามเข้าไปจัดตั้งหลายครั้ง เช่น หมู่บ้านศรียางชุม ตำบลท่าข้าวเปลือก อำเภอแม่จัน, ตำบลเวียงเหนือ ตำบลผางาม อำเภอเวียงชัย และ ตำบลทรายขาว อำเภอพาน ซึ่งปัจจุบันยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมีกลุ่มชาวบ้าน กลุ่มทุน กลุ่มการเมืองท้องถิ่น ต่อต้าน

การนำพลังงานที่สะสมในชีวมวลมาใช้ประโยชน์ จึงเป็นการใช้พลังงานที่ไม่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) สามารถช่วยลดผลกระทบที่มีอยู่ในปัจจุบันจากปรากฏการณ์โลกร้อน (Global Warming) ได้

การมีโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวมวล สำหรับในบางพื้นที่ยังเป็นเรื่องใหม่ จำเป็นต้องใช้เวลาให้ความรู้และความเข้าใจ จัดทำประชาคม เพื่อขอความเห็นจากชาวบ้าน เมื่อชาวบ้านเข้าใจถึงความจำเป็นในการใช้พลังงานทดแทน เข้าใจเรื่องของโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด กับการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและชุมชน จนไม่มีการต่อต้านแล้ว คงจะได้เห็นโรงไฟฟ้าพลังชีวมวลอีกหลายแห่งผุดขึ้นอีก

 

มทร. จับมือ บริษัทเอกชน พัฒนาเครื่องขุดเจาะน้ำบาดาล ธันวาคม 29, 2012

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05069150855&srcday=2012-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 533

เทคโนฯ ก้าวหน้า 

มณีรัตน์ ปัญญพงษ์

มทร. จับมือ บริษัทเอกชน พัฒนาเครื่องขุดเจาะน้ำบาดาล 

ปัจจุบัน แม้ว่าประเทศไทยจะประสบกับปัญหาน้ำท่วมแทบจะทุกพื้นที่ในฤดูฝนของทุกปี แต่เมื่อหมดฤดูฝน ในบางพื้นที่ก็ยังต้องประสบกับปัญหาฝนแล้งซ้ำเติมเข้าไปอีก โดยเฉพาะพื้นที่ทางภาคอีสานที่ขาดแคลนทั้งน้ำสำหรับทำการเกษตรและสำหรับการบริโภค ในการแก้ปัญหาอีกทางหนึ่งคือ การขุดน้ำบาดาลจากใต้ดินขึ้นมาใช้ แต่ปัญหาที่พบสำหรับการขุดเจาะน้ำบาดาลคือ อุปกรณ์สำหรับขุดเจาะที่มีประสิทธิภาพ และเพียงพอต่อกำลังทรัพย์ของประชาชนผู้เดือดร้อนและต้องการน้ำใช้ 

ด้วยเหตุนี้เอง ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โดยคณะนักวิจัยประกอบด้วย ผศ.ดร. ศิริชัย ต่อสกุล ผศ. กุณฑล ทองศรี และ ผศ. บดินทร์ชาติ สุขบท ร่วมกับ บริษัท ส่งเสริมเทคโนโลยีชนบท จำกัด ได้ศึกษาและพัฒนาประสิทธิภาพเครื่องเจาะน้ำบาดาลสำหรับชนบทเพื่อนำไปใช้งานด้านการเกษตร และอุปโภค บริโภค ให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ จนเป็นผลสำเร็จ หวังเพื่อลดการนำเข้าเครื่องจักรที่มีราคาแพงจากต่างประเทศ และช่วยประชาชนในถิ่นทุรกันดารอย่างทั่วถึง

ทีมนักวิจัยผู้เป็นเจ้าของโครงการเปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นโครงการศึกษาและพัฒนาประสิทธิภาพเครื่องเจาะน้ำบาดาลสำหรับชนบท ซึ่งประกอบด้วยชุดเครื่องจักร 2 เครื่อง หรือเครื่องเจาะบาดาล ได้แก่ เรือนโครง หัวหมุนเจาะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฮดรอลิกส์ เครื่องยนต์ต้นกำลังเป็นเครื่องยนต์ดีเซล ก้านเจาะขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 นิ้ว ปั๊มดูดน้ำโคลนขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฮดรอลิกส์ และเครื่องอัดลม (Air Compressor) ชนิดลากจูง ขนาดแรงดัน 12 บาร์

โดยเฉพาะหัวเจาะ ที่ได้ออกแบบและพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการเจาะมากขึ้น คือหัวเจาะแบบ 2 ครีบ ที่ใช้เวลาในเจาะทั้งหมด 139 นาที ต่อบ่อ (2 ชั่วโมง 19 นาที) ค่าใช้จ่ายในการเจาะบ่อบาดาลเท่ากับ 7,490 บาท ต่อบ่อ จุดคุ้มทุนของเครื่องเจาะเมื่อใช้หัวเจาะแบบ 2 ครีบ จะมีจำนวนบ่อเท่ากับ 151 บ่อ สำหรับราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณ 3.0-3.5 ล้านบาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดและอุปกรณ์

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าว ได้จัดให้มีพิธีส่งมอบชุดเครื่องเจาะน้ำบาดาลสำหรับชนบทขึ้นที่ ที่ว่าการอำเภอสมเด็จ ถนนถีนานนท์ ตำบลสมเด็จ อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นำโดย รศ.ดร. นำยุทธ์ สงค์ธนาพิทักษ์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นประธานในพิธีส่งมอบ และมี นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ นายพีระเพชร ศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาฬสินธุ์ และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

 

กรมหม่อนไหม แนะ… ผู้เลี้ยงไหม ต้องปรับเมื่อโลกเปลี่ยน มิถุนายน 24, 2012

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05086150555&srcday=2012-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 527

เทคโนฯ ก้าวหน้า

กรมหม่อนไหม แนะ… ผู้เลี้ยงไหม ต้องปรับเมื่อโลกเปลี่ยน

กรมหม่อนไหม แนะเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ต้องปรับตัวการเลี้ยงไหมในภาวะโลกร้อน โดยดูแลหนอนไหมในช่วงฤดูกาลต่างๆ อย่างถูกวิธี เพื่อให้หนอนไหมมีความอุดมสมบูรณ์เต็มที่ สามารถสร้างเส้นใย และผลิตรังไหมขนาดใหญ่และมีคุณภาพสูง 

ภาวะโลกวิกฤติก่อให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยเฉพาะภาวะโลกร้อน (Global Warming) กำลังอยู่ในกระแสความสนใจของชาวไทยและชาวโลก ปัญหาดังกล่าวเกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนานาประเทศ ทั้งจากการทำอุตสาหกรรม การทำการเกษตร การดำเนินกิจกรรมของผู้ให้บริการ และกิจกรรมผู้บริโภค เช่น การใช้ยานพาหนะและเครื่องจักรกล การเปิดเครื่องปรับอากาศ การใช้ตู้เย็น เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทั้งเกิดอากาศร้อน อากาศหนาว น้ำท่วม ภัยแล้ง ผิดปกติและรุนแรง รวดเร็ว อย่างคาดไม่ถึง

คุณวิโรจน์ แก้วเรือง ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์หม่อนไหม กรมหม่อนไหม ได้แนะนำเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในสภาวะอากาศและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ผู้เลี้ยงไหมจำเป็นต้องปรับสภาพแวดล้อม คือโรงเลี้ยงไหมที่เปรียบเสมือนบ้านของหนอนไหมให้เหมาะสมกับความต้องการของหนอนไหม เพื่อให้หนอนไหมมีความเป็นอยู่ที่ดี และกินใบหม่อนที่สมบูรณ์อย่างมีความสุข มีการเจริญเติบโตดี แข็งแรงพอจะสร้างเส้นใย สร้างรังไหมที่ใหญ่และมีคุณภาพ ซึ่งจากการที่ได้ไปดูงานที่ บริษัท จุลไหมไทย และเยี่ยมชมการเลี้ยงไหมของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมได้ข้อมูลจากทั้งบริษัทและเกษตรกรหลายๆ ราย โดยมีข้อคำแนะนำดีๆ สำหรับผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมที่จะนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและสภาพโรงเลี้ยงไหมของตนเอง ซึ่งการเลี้ยงไหมนั้นต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ ผู้ที่เลี้ยงไหมต้องเป็นคนช่างสังเกต เอาใจใส่ทุกขั้นตอนของการเลี้ยง ตลอดอายุของหนอนไหม เพื่อให้เข้าใจถึงความต้องการของหนอนไหมในแต่ละวัย ในแต่ละวัน ในแต่ละเวลา ไม่ได้เลี้ยงไหมตามความเคยชิน เนื่องจากไหมแต่ละพันธุ์ ภูมิอากาศแต่ละแห่งนั้นแตกต่างกัน ดังนั้น การช่างสังเกตจึงเป็นสิ่งสำคัญของการเลี้ยงไหมให้ประสบผลสำเร็จ ด้วยการปรับเทคนิคและวิธีการเลี้ยงให้เหมาะสมกับไหมแต่ละพันธุ์ แต่ละพื้นที่และแต่ละสภาพแวดล้อม

อุณหภูมิและความชื้นที่หนอนไหมต้องการในแต่ละวัยนั้นแตกต่างกัน โดยการเลี้ยงไหมแรกฟัก ต้องเลี้ยงที่อุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส และมีความชื้น 90 เปอร์เซ็นต์ การเลี้ยงไหมวัยอ่อน มีความสำคัญถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ที่เชื่อมโยงไปถึงความสำเร็จของการเลี้ยงไหม คือ วัย 1-วัย 2 ต้องเลี้ยงที่อุณหภูมิ 26-28 องศาเซลเซียส และมีความชื้น 90 เปอร์เซ็นต์ และวัย 3 ต้องเลี้ยงไหมที่อุณหภูมิ 24-26 องศาเซลเซียส และมีความชื้น 80-85 เปอร์เซ็นต์ แต่ช่วงไหมนอนให้มีความชื้น 75 เปอร์เซ็นต์ หรือต่ำกว่า สำหรับการเลี้ยงไหมวัยแก่ ซึ่งเป็นวัยที่จะสร้างสารไหมที่ต่อมไหม การเลี้ยงไหมที่ดีจะทำให้ได้ผลผลิตที่สูงสุด คือ วัย 4 ต้องเลี้ยงไหมที่อุณหภูมิ 24-26 องศาเซลเซียส และมีความชื้น 75 เปอร์เซ็นต์ วัย 5 ต้องเลี้ยงไหมที่อุณหภูมิ 21-25 องศาเซลเซียส และมีความชื้น 70 เปอร์เซ็นต์

คุณวิโรจน์ กล่าวต่อไปว่า ในรอบปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2553-2554) พบว่า อุณหภูมิและความชื้นเฉลี่ยในพื้นที่การเลี้ยงไหมหลายจังหวัดมีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงฤดูกาล ซึ่งแต่ละช่วงก็ต้องมีการปรับวิธีการปฏิบัติดูแลไหมที่แตกต่างกันด้วย

ในช่วงฤดูร้อน (เดือนมีนาคม-พฤษภาคม) อุณหภูมิอยู่ในช่วง 30-40 องศาเซลเซียส เฉลี่ย 35 องศาเซลเซียส ความชื้นอยู่ในช่วง 35-90 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ย 43 เปอร์เซ็นต์ ปัญหาที่พบคือ ใบหม่อนอ่อนสำหรับเลี้ยงไหมวัยอ่อน (วัย 1-3) หายาก เพราะอากาศมีความชื้นต่ำ ต้องเตรียมใบหม่อนอ่อนไว้ส่วนหนึ่ง ควรเลือกแปลงหม่อนที่อยู่ใกล้บ้าน หรือใกล้โรงเลี้ยง ซึ่งสามารถให้น้ำได้ ก็จะทำให้ได้ใบหม่อนที่อ่อน เหมาะสมกับหนอนไหมวัยนี้ หนอนไหมมักจะเป็นโรคหัวส่องและลอกคราบไม่ออก ทำให้ตายได้ จำเป็นต้องลดอุณหภูมิและเพิ่มความชื้นภายในโรงเลี้ยงไหม และให้ใบหม่อนที่เปียกน้ำได้ กรณีที่อุณหภูมิในโรงเลี้ยงสูง แต่ความชื้นต่ำกว่าที่ไหมต้องการ ขอแนะนำให้ใช้เทคนิคการลดความร้อน โดยใช้ผ้าเปียกคลุมกองไหมเมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส พร้อมกับเพิ่มความชื้นโดยราดน้ำที่พื้นโรงเลี้ยงไหม และใช้ผ้าดิบหรือผ้าห่มชุบน้ำแล้วขึงเป็นผ้าม่าน จะทำให้ได้ผลดี หนอนไหมจะอยู่สบาย อุดมสมบูรณ์ เติบโต แข็งแรงดี และสร้างรังที่มีขนาดใหญ่ได้

ในช่วงฤดูฝน (เดือนมิถุนายน-กันยายน) อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 30-38 องศาเซลเซียส เฉลี่ย 34 องศาเซลเซียส ความชื้นอยู่ในช่วง 85-99 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ย 88 เปอร์เซ็นต์ เรียกว่าสูงทั้งอุณหภูมิและความชื้นเลยทีเดียว ปัญหาที่พบคือ ใบหม่อนอวบน้ำ ถ้าใบหม่อนเปียกต้องผึ่งลมในที่ร่มให้แห้งก่อน ห้ามใช้ใบหม่อนเปียกน้ำเลี้ยงหนอนไหมโดยเด็ดขาด จะทำให้หนอนไหมเสี่ยงต่อการเกิดโรคหนอนไหม มีโอกาสเป็นโรค เช่น โรคกะทิ โรคหัวส่อง และโรคที่เกิดจากเชื้อรา จำเป็นต้องลดอุณหภูมิและความชื้นในโรงเลี้ยงไหม ด้วยการเปิดพัดลม ให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ขอให้สังเกตว่าถ้าอุณหภูมิสูงและความชื้นสูงกว่าที่ไหมต้องการ ต้องใช้เทคนิคลดความร้อน เพิ่มการถ่ายเทอากาศ ก็จะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคของหนอนไหม หนอนจะรู้สึกสบาย

ช่วงปลายฝน-ต้นหนาว (เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน) อุณหภูมิอยู่ในช่วง 20-35 องศาเซลเซียส เฉลี่ย 27 องศาเซลเซียส ความชื้นอยู่ในช่วง 60-92 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ย 76 เปอร์เซ็นต์ ปัญหาที่พบคือ ในช่วงนี้เป็นระยะเวลาที่เหมาะสมในการเลี้ยงไหมมาก เนื่องจากใบหม่อนก็อุดมสมบูรณ์ ใบไม่อวบน้ำ อุณหภูมิและความชื้นก็ไม่สูงหรือต่ำเกินไป ขอให้มีการโรยปูนขาว และสารป้องกันกำจัดเชื้อราตามปฏิทินการเลี้ยงไหมทั่วไป ก็ได้ผลผลิตรังไหมเต็มที่

ช่วงฤดูหนาว (เดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์) อุณหภูมิอยู่ในช่วง 10-28 องศาเซลเซียส เฉลี่ย 19 องศาเซลเซียส ความชื้นอยู่ในช่วง 40-92 เปอร์เซ็นต์ เฉลี่ย 66 เปอร์เซ็นต์ ความชื้นเฉลี่ยค่อนข้างต่ำ และอากาศค่อนข้างเย็น ปัญหาที่พบคือ ใบหม่อนไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงไหมวัยแก่ (วัย 4-5) ดังนั้น ถ้าจะให้ได้ผลผลิตรังไหมเต็มที่ หนอนไหมจะต้องกินอิ่มทุกมื้อ สวนหม่อนจำเป็นต้องมีการให้น้ำในช่วงแล้ง ใบหม่อนจะต้องสดและไม่เปียกน้ำ หนอนไหมที่ต้องผจญภัยอากาศหนาวเย็น และความชื้นต่ำต้องใช้เวลาเลี้ยงนานกว่าปกติ แถมเสี่ยงต่อการเกิดโรค ทั้งโรคกะทิและโรคที่เกิดจากเชื้อรา จำเป็นต้องใช้แผ่นพลาสติกคลุมหนอนไหมบนชั้นเลี้ยง และเพิ่มอุณหภูมิภายในโรงเลี้ยงไหมด้วยเตาถ่าน หรือเครื่องทำความร้อนด้วยไฟฟ้า เพื่อให้อุณหภูมิภายในโรงเลี้ยงไม่ต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส หนอนไหมจะได้ไม่หนาวจนเกินไป และมีแรงกินใบหม่อนได้ตลอด

“จะเห็นว่า การเลี้ยงไหมในรอบ 1 ปี มีปัญหาและอุปสรรคที่แตกต่างกัน จำเป็นต้องปรับวิธีการเลี้ยง และแก้ปัญหาไปตามแต่ละฤดูกาล แต่ละสภาพภูมิอากาศ และแต่ละสภาพพื้นที่ แม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของโลกไปอย่างไร เราก็ต้องปรับตัวและปรับวิธีการให้เหมาะสมกับความต้องการของหนอนไหม แมลงเศรษฐกิจที่ให้ทั้งอาชีพและคุณค่าต่อเราและประเทศชาติมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง จึงขอให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมหมั่นสังเกตและนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์กับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมต่อไป” ผู้เชี่ยวชาญของกรมหม่อนไหม กล่าวในที่สุด

 

เทคนิค ในการห่อมะม่วง พฤษภาคม 13, 2012

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05084010455&srcday=2012-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 524

เทคโนฯ ก้าวหน้า

การุณย์ มะโนใจ

เทคนิค ในการห่อมะม่วง

เตรียมตัวห่อผลมะม่วงได้แล้วจ๊ะเกษตรกรชาวสวนมะม่วง และท่านที่ปลูกมะม่วงไว้ที่บ้าน

มะม่วง ในปัจจุบันถือได้ว่าเป็นไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศ สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนมะม่วงเป็นอย่างมาก ความต้องการบริโภคมะม่วงภายในประเทศและต่างประเทศนับวันจะเพิ่มสูงขึ้น

ประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกมะม่วงประมาณ 2 ล้านไร่ (กรมส่งเสริมการเกษตร 2541) ผลผลิตทุกปีประมาณ 9 แสนตัน พันธุ์ที่นิยมปลูกเพื่อการค้า ได้แก่ น้ำดอกไม้ เบอร์ 4 น้ำดอกไม้สีทอง เขียวเสวย โชคอนันต์ มหาชนก เขียวมรกต มันขุนศรี

แหล่งที่ปลูกมะม่วงที่สำคัญ ได้แก่ นครราชสีมา ฉะเชิงเทรา ชลบุรี กำแพงเพชร เชียงใหม่ ลำพูน แพร่ น่าน เชียงราย ประเทศไทยส่งออกมะม่วงคิดเป็นมูลค่าประมาณกว่า 400 ล้านบาท ประเทศที่ส่งออก ได้แก่ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม จีน สหรัฐอเมริกา แคนาดา เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ และประเทศแถบตะวันออก แต่การผลิตมะม่วงของเกษตรกรยังประสบปัญหาในด้านปริมาณและคุณภาพของผลผลิตไม่ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาดต่างประเทศ ผลผลิต 100 กิโลกรัม อาจส่งได้เพียง 30 กิโลกรัม เท่านั้น ในบางประเทศ แต่บางประเทศก็ไม่เข้มงวดมากนัก โดยเฉพาะปัญหาเรื่องโรค แมลง และสารเคมีตกค้างในผลผลิต และที่หลายประเทศกลัวกันมากคือ แมลงวันผลไม้ หรือแมลงวันทองนั่นเอง การแก้ปัญหาคือ “การห่อผลมะม่วง”

เทคนิค และวิธีการห่อมะม่วง 1. การปลิดผลทิ้งก่อนห่อ

ปลิดผลที่รูปทรงผิดปกติ เช่น อกบุ๋ม บิดเบี้ยว ผิวลาย ผลเล็กต่างกันมาก สีเหลือง ควรเหลือไว้ต่อช่อ ประมาณ 2 ผล การห่อผลควรเลือกห่อเฉพาะผลที่สวย และรูปทรงปกติ ควรห่อ 1 ผล ต่อ 1 ถุง เท่านั้น (เพื่อการส่งออก) เพื่อป้องกันผิวมะม่วงเสียดสีกัน ผิวไม่สวย ถ้าจะบริโภคเองหรือขายตามตลาดทั่วไปก็ห่อได้หลายผลต่อถุง แต่ถ้าห่อผลที่ผิดปกติดังกล่าวข้างต้น ถึงท่านจะห่อก็เสียทั้งเงิน ทั้งเวลา เพราะสุดท้ายผลก็หลุดร่วงอยู่ข้างในถุง ไม่เชื่อก็ลองดูก็แล้วกัน

2. การห่อผลมะม่วง

เพื่อป้องกันผิวมะม่วงเสียดสีกัน หรือกระแทกกับกิ่ง ป้องกันโรคและแมลง ทำให้สีผิวสวย ลูกมีขนาดโตขึ้น วัสดุห่อผลทั่วไป นิยมใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ ถุงพลาสติกสีขุ่น ถุงกระดาษคาร์บอน ซุนฟง มะม่วงน้ำดอกไม้ เบอร์ 4 น้ำดอกไม้สีทอง ใช้ถุงกระดาษคาร์บอน ข้างนอกจะเป็นสีน้ำตาลผิวมัน น้ำไม่เกาะ ด้านในสีดำ เมื่อห่อไปแล้วจะทำให้มะม่วงน้ำดอกไม้ เบอร์ 4 สีเขียวนวล ผลโต ไม่มีไข่แมลงวันทอง หรือแมลงวันทองเจาะ ถ้าเป็นน้ำดอกไม้สีทอง ผิวจะเป็นสีเหลืองทองสวยงาม

มะม่วงโชคอนันต์ มะม่วงอกร่อง เขียวเสวย เขียวมรกต มันขุนศรี แรด แก้ว ฯลฯ ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ก็ได้ หรือจะใช้ถุงพลาสติกสีขุ่น แต่เชื่อหรือไม่ว่า ถ้าใช้กระดาษคาร์บอนห่อราคาจะแพงกว่าใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ กิโลกรัมละ 5-6 บาท เลยทีเดียว ผิวมะม่วงที่ใช้กระดาษคาร์บอนห่อ สีจะออกเขียวนวลสวยงาม ราคาถุงกระดาษคาร์บอน 1.50 บาท ต่อถุง

มะม่วงมหาชนก มะม่วงอาร์ทูอีทู ใช้ถุงพลาสติกสีขาวขุ่น จะให้สีสันตามลักษณะประจำพันธุ์ของมะม่วง เช่น สีเหลืองอมส้ม สีม่วงอมแดง

3. ระยะเวลาในการห่อ

ความยาวของผล ตั้งแต่ 10 เซนติเมตร หรือยาวกว่าไฟแช็กขึ้นไป ข้อควรระวัง อย่าตัดก้านช่อหรือก้านใบที่เกะกะออก เพราะจะทำให้ยางติดผลมะม่วง

4. ก่อนห่อผล

ควรพ่นสารเคมีกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต ชื่อการค้าทั่วไปในท้องตลาด เช่น มาลาไธออน ซอสตา ยิบไทออน ดอล-เอฟ เพื่อป้องกันการกำจัดแมลงวันทอง เพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง เพลี้ยจักจั่นช่อมะม่วง หลังจากนั้นจึงห่อผล นับจากห่อมะม่วง ประมาณ 60 วัน เก็บผลผลิตได้ วิธีการสังเกตการสุกแก่ของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง คือปลายผลจะมีสีเข้มกว่าผล และมะม่วงทั่วไปนำไปจุ่มน้ำ ผลจะจมดิ่งในน้ำ ไม่กระดกตะแคง แปลว่ามะม่วงแก่แล้ว จึงเก็บมาบ่มได้ หรือจะวางไว้ในตะกร้าบนโต๊ะอาหาร ก็สามารถใช้ประดับได้ แล้วเขาจะค่อยๆ หอมและสุก ใน 4-5 วันจ๊ะ

สารเคมี ที่ห้ามใช้

ไซเปอร์เมทริน อะบาเม็คติน ไดโนทีฟูแรน คาร์โบซัลแฟน คลอไพรีฟอส โพรพิโคนาโซล

ขนาดของผลมะม่วง เพื่อส่งออก

2S 225-249 กรัม

S 250-279 กรัม

M 280-329 กรัม

L 330-379 กรัม

2L 380-449 กรัม

3L 450 กรัมขึ้นไป

ที่มา : ชมรมผู้ปลูกมะม่วง อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก

ผู้อ่านท่านใดสนใจ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์พิชัย สมบูรณ์วงศ์ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ฝ่ายนวัตกรรมและถ่ายทอดเทคโนโลยี สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โทร. (053) 873-938-9 ในวันและเวลาราชการ

 

ไอเดียเด็ด กับ เครื่องกระชากรากมัน มีนาคม 24, 2012

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05065150355&srcday=2012-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 523

เทคโนฯ ก้าวหน้า

ธนสิทธิ์ เหล่าประเสริฐ

ไอเดียเด็ด กับ เครื่องกระชากรากมัน

เครื่องกระชากรากมัน เป็นผลงานการคิดและประดิษฐ์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนบ้านบึง “อุตสาหกรรมนุเคราะห์” อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ประกอบด้วย คุณพงศธร โพธิ์งาม คุณประวีร์กร นิธิประภาวัฒน์ และ คุณญาดา อรุณโรจน์ตระกูล โดยมี คุณครูเทียมศักดิ์ ทองสุข และ คุณครูนงนุช มิตรพระพันธ์ เป็นครูที่ปรึกษา

และผลงานสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ยังได้รับรางวัลประเภทผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการประกอบอาชีพ หรือ โอท็อป (OTOP) จากการประกวดผลงานประดิษฐ์คิดค้นในระดับเยาวชน ภายใต้โครงการ “ค่ายนักประดิษฐ์รุ่นใหม่” ที่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. จัดขึ้น เมื่อต้นปี 2555 ที่ผ่านมา

จุดเริ่มของการคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ เกิดขึ้นจากความช่างสังเกตถึงปัญหาในการประกอบอาชีพของเกษตรกรภายในหมู่บ้านที่พวกเขาได้พักอาศัยอยู่ โดยเฉพาะการปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับผู้คนในอำเภอบ้านบึง

คุณพงศธร บอกว่า ในการปลูกมันสำปะหลัง ชาวไร่จะใช้ลำต้นของมันสำปะหลังมาตัดเป็นท่อนๆ เพื่อใช้เป็นท่อนพันธุ์ แต่สิ่งที่พบและเป็นปัญหาคือ การเตรียมท่อนพันธุ์ โดยในการเตรียมท่อนพันธุ์นั้น เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังจะใช้วิธีการวางต้นมันสำปะหลังบนขอนไม้ แล้วใช้มีดพร้าสับให้ขาดเป็นท่อนๆ

“สิ่งที่เราพบคือ การใช้มีดพร้าสับ มีผลทำให้เกิดแผลช้ำบริเวณรอยตัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการงอกของราก”

คุณพงศธร บอกว่า ผลจากรอยช้ำที่เกิดขึ้นทำให้ปริมาณรากที่งอกออกมามีจำนวนน้อย ทำให้ผลผลิตของต้นมันสำปะหลังต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

“จากการศึกษาข้อมูลพบว่า หลังจากปลูกมันสำปะหลังแล้วประมาณ 7-8 เดือน เมื่อขุดหัวมันขึ้นมาจำหน่ายพบว่า มีปริมาณหัวมันสำปะหลังน้อยลงทุกปี ทำให้ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน ทั้งที่ทุกอย่างเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์มันสำปะหลัง หรือการจัดการดูแลที่ทำกันเป็นอย่างดี”

ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ จึงทำให้เกิดแนวคิดว่า ถ้ามีวิธีการจัดการกับท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่แตกต่างไปจากเดิมที่ทำกัน จะมีผลต่อการเพิ่มผลผลิตหัวมันสำปะหลังหรือไม่

และได้กลายเป็นที่มาของการประดิษฐ์เครื่องกระชากรากมันขึ้น โดยใช้หลักการตัดแบบกรรไกร ซึ่งจะเป็นวิธีที่สามารถลดปัญหาการเกิดรอยช้ำบริเวณแผล นอกจากนี้ ยังได้มีการติดตั้งเครื่องมือในการฉีดพ่นสารเร่งรากที่บริเวณท่อนพันธุ์ และการบากแผลท่อนพันธุ์บริเวณเหนือรอยตัดพร้อมการตัดอีกด้วย เพื่อเป็นการเพิ่มจำนวนและประสิทธิภาพในการงอกรากของท่อนพันธุ์

ส่วนประกอบของเครื่องกระชากรากมัน ที่สำคัญจะประกอบด้วย ส่วนที่ใช้ตัดท่อนพันธุ์ โดยจะประกอบด้วยใบมีด 2 ชุด โดยชุดแรกเป็นใบมีดที่ใช้ในการตัดท่อนพันธุ์ และสอง ใบมีดที่ใช้สำหรับการบากท่อนพันธุ์เพื่อช่วยทำให้เกิดรากเพิ่มมากขึ้น และอีกส่วนคือ ตัวฉีดพ่นสารเร่งราก

คุณพงศธร บอกว่า ผลจากการศึกษาพบว่า ท่อนพันธุ์ที่ตัดด้วยเครื่องกระชากรากมัน จะลดปัญหาการเกิดรอยแผลฉีกขาดและช้ำของท่อนพันธุ์ได้เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

และจากการศึกษาการงอกของรากท่อนพันธุ์ที่ตัดโดยได้รับการบากเหนือบริเวณรอยตัดจะทำให้ท่อนพันธุ์เกิดรากเพิ่มขึ้นมากกว่าการไม่ได้บาก

นอกจากนี้ ท่อนพันธุ์ที่ได้รับการฉีดพ่นสารเร่งรากโดยการใช้เครื่องดื่มชูกำลัง จะมีจำนวนรากมากที่สุด โดยในจุดนี้ คณะผู้ประดิษฐ์ยังได้ทำการศึกษาทดลองถึงประสิทธิภาพของสารเร่งรากที่ใช้ โดยได้ทดลองเปรียบเทียบระหว่างการใช้เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำกะปิ และการไม่ใช้สารเร่ง ซึ่งพบว่าท่อนพันธุ์ที่ได้รับการฉีดพ่นด้วยสารเร่งรากจากเครื่องดื่มชูกำลังจะให้จำนวนรากเฉลี่ยมากถึง 46 ราก ในขณะที่การใช้น้ำกะปิจะให้จำนวนรากเฉลี่ย 22 ราก และที่ไม่ใช้สารเร่ง จะให้จำนวนรากเฉลี่ยประมาณ 14 ราก

“สรุปได้ว่าการบากท่อนพันธุ์บริเวณเหนือรอยตัดและการฉีดพ่นสารด้วยเครื่องดื่มชูกำลังจะให้รากที่มีลักษณะสมบูรณ์แข็งแรง เป็นการช่วยเกษตรกรได้ผลผลิตมากขึ้น และลดต้นทุนการซื้อฮอร์โมนเร่งราก และเครื่องฉีดพ่นสารที่ติดตั้งกับเครื่องกระชากรากมันยังช่วยประหยัดการใช้ฮอร์โมนเร่งรากด้วย เพราะสารละลายสามารถไหลกลับลงสู่ภาชนะที่ติดตั้งอยู่กับตัวเครื่องกระชากรากมัน” คุณพงศธร กล่าวในที่สุด

เครื่องกระชากรากมัน จึงเป็นอีกหนึ่งผลงานที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้เป็นอย่างดี หากสนใจติดต่อได้ที่ โรงเรียนบ้านบึง “อุตสาหกรรมนุเคราะห์” เลขที่ 170 ถนนชลบุรี-บ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี โทร. (038) 444-480 >/b?

ข้าวสารไร้มอด ด้วยอุปกรณ์ “มอดมลาย” 

ข้าว นับเป็นอาหารหลักของคนไทย ดังนั้น ในทุกครัวเรือนจึงต้องมีถังเก็บข้าวสารไว้เพื่อการบริโภค แต่ปัญหาหนึ่งที่ทุกครัวเรือนต้องประสบเหมือนกันคือ ข้าวสารที่เก็บไว้เพื่อการบริโภค มีมอดเข้าทำลาย

มอดข้าวสาร หรือที่ชื่อเรียกเป็นทางการว่า ด้วงงวงข้าว ถือเป็นศัตรูสำคัญที่สร้างความเสียหายให้กับเมล็ดพันธุ์พืช ซึ่งไม่เฉพาะข้าวสารเท่านั้น ยังรวมถึงเมล็ดพืชต่างๆ ทั้งข้าวโพด ข้าวฟ่าง เป็นต้น โดยหนอนและตัวเต็มวัยกัดกินเนื้อเมล็ดอยู่ภายใน เมล็ดที่ถูกทำลายจะเป็นรูและข้างในเป็นโพรงทำให้เกิดความเสียหาย ไม่สามารถใช้เพื่อการบริโภคหรือนำเมล็ดพันธุ์พืชเหล่านั้นไปเพาะปลูกได้

การกำจัดมอดนั้น มีข้อแนะนำให้เลือกนำไปใช้กันมากมายหลายวิธี เช่น การใช้ใบมะกรูดใส่ลงในถังข้าว หรือการใส่พริกลงไป เป็นต้น

แต่ท่ามกลางข้อแนะนำที่ให้นำไปเลือกใช้กันนั้น นักเรียนของโรงเรียนภูมิวอลวิทยา จังหวัดศรีสะเกษ ได้ช่วยกันคิดประดิษฐ์ จนได้เครื่องมือที่พวกเขาขนานนามให้ว่า “มอดมลาย” มาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการกำจัดมอดสำหรับในครัวเรือน

เด็กชายณัฐพล วงศ์บุตร เด็กชายรังสรรค์ จันทร์ลาพันธ์ เด็กหญิงเอ็นดู ภาดี เด็กหญิงประกายแก้ว ศิรินัย และ เด็กชายภาณุ ธิดาแก้ว คือรายนามของกลุ่มนักเรียนผู้คิดค้นสิ่งประดิษฐีที่เรียกว่า มอดมลาย นี้ขึ้น

มอดมลายเป็นกับดักมอดข้าวสารที่มีอยู่ในภาชนะจัดเก็บข้าว

เป็นวัสดุที่ทำมาจากไม้ไผ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ง่ายและมีอยู่ในทุกท้องถิ่น

ทางกลุ่มผู้ประดิษฐ์บอกว่า มอดมลายมีหลักการทำงานที่อาศัยความร้อนเพื่อทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของสิ่งของ 2 สิ่ง คือ ข้าวสารและกระบอกไม้ไผ่

หลักการใช้งานของมอดมลายก็ทำได้ไม่ยากเมื่อนำตัววัสดุที่เรียกว่ามอดมลายไปใส่ไว้ในถังหรือภาชนะที่ใช้จัดเก็บข้าวสาร และเปิดไฟจากหลอดไฟเพื่อให้เป็นแหล่งความร้อน ซึ่งจะส่งผลให้มอดหนีเข้าไปอยู่ในวัสดุที่เรียกว่ามอดมลาย

มอดมลายมีขั้นตอนการทำที่ง่ายมาก โดยวัสดุที่ต้องใช้ประกอบด้วย ไม้ไผ่ที่มีลักษณะเป็นปล้องกลวงตลอดความยาว มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เซนติเมตร เลื่อย สว่านมือ และกระดาษทราย

เมื่อเตรียมอุปกรณ์พร้อม ก็ให้นำไม้ไผ่ที่เตรียมไว้มาตัดเป็นท่อนๆ ยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร จากนั้นให้ใช้สว่านมือเจาะรูรอบๆ กระบอกไม้ไผ่ ให้มีลักษณะเรียงกันเป็นฟันปลา จำนวน 30 รู โดยรูที่เจาะให้มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 มิลลิเมตร

เมื่อเจาะรูเรียบร้อยแล้ว ให้ทำฝาปิดปากกระบอกไม้ไผ่ และขัดด้วยกระดาษทรายให้เรียบ

ส่วนในภาชนะที่ใช้เก็บข้าวสาร เช่น ถังพลาสติก จะต้องมีการติดตั้งหลอดไฟฟ้า 100 แรงเทียน ไว้ที่ฝาถังเพื่อให้เป็นแหล่งของแสงและความร้อน

การใช้งานก็เพียงนำข้าวสารที่มีมอดอยู่มาใส่ลงในถังแล้วนำกับดักมอดหรือที่เรียกว่ามอดมลายมาเสียบลงในข้าวสารบริเวณกลางถัง แล้วเปิดไฟทิ้งไว้ระยะหนึ่ง

เมื่อมอดเจอแสงไฟและความร้อนที่เกิดขึ้นจากหลอดไฟ ก็จะหนีเข้าไปในอยู่ในกับดักมอดที่วางไว้ ซึ่งจากผลการทดลองใช้ปรากฏว่าสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี

นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการกำจัดมอดในข้าวสารที่เกิดขึ้นโดยภูมิปัญญาของนักเรียนแห่งโรงเรียนภูมิวอลวิทยา

เครื่องผลิตน้ำสะอาดแบบเคลื่อนที่ ติดท้ายกระบะขนาดเล็ก

เครื่องผลิตน้ำสะอาดแบบเคลื่อนที่ สำหรับติดตั้งท้ายกระบะขนาดเล็ก หรือ Mobile Aqua Purifier (MAP 3.4) เป็นผลงานการคิดค้นและวิจัย โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มณฑล ฐานุตตวงศ์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ คุณปรัชญา จันทร์ศักดิ์ เจ้าหน้าที่วิจัย ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เครื่องผลิตน้ำสะอาดแบบเคลื่อนที่ สำหรับติดตั้งท้ายรถกระบะขนาดเล็ก เป็นเครื่องผลิตน้ำสะอาดที่มีการพัฒนาต่อยอดมาจากเครื่องผลิตน้ำสะอาดเคลื่อนที่ (MAP 3.2) โดยใช้หลักการกรองน้ำเช่นเดียวกับเครื่อง MAP 3.2

โดยการกรองนั้นจะประกอบด้วยการกรองถึง 4 ชั้น โดยชั้นแรกเป็นหัวกรองหยาบ ชั้นที่ 2 เป็นไส้กรองเซรามิก ชั้นที่ 3 เป็นไส้กรองคาร์บอน สุดท้ายชั้นที่ 4 เป็นไส้กรองอาร์โอ

ลักษณะการทำงาน สามารถผลิตน้ำสะอาดใน 2 คุณภาพ คือ สามารถเปลี่ยนน้ำท่วม น้ำท่วมขัง หรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติทั่วไป ให้เป็นน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภค และเป็นน้ำสะอาดสำหรับบริโภค

เครื่องผลิตน้ำดังกล่าว สามารถผลิตน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคได้มากกว่า 1,000 ลิตร ต่อชั่วโมง และผลิตน้ำสะอาดสำหรับบริโภคได้ 500 ลิตร ต่อชั่วโมง

เครื่องดังกล่าวจะเดินระบบโดยการใช้เครื่องปั่นไฟสำหรับการทำงานของปั๊มน้ำ 3 ปั๊ม ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติและมีระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับน้ำ

แต่หากปริมาณน้ำในถังมีจำนวนน้อย เครื่อง MAP 3.4 จะเดินระบบโดยอัตโนมัติ โดยระบบจะดูดน้ำท่วมจากหัวกรองหยาบเข้าไปในระบบและเครื่องจะกรองโดยผ่านหัวกรองต่างๆ ออกมาเป็นน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคและบริโภค

จากปริมาณการผลิตน้ำสะอาดของเครื่อง MAP 3.4 สามารถนำไปใช้ได้กับศูนย์อพยพหรือศูนย์พักพิงสำหรับผู้ประสบอุทกภัยที่มีความจุคน ประมาณ 500-600 คน ได้อย่างพอเพียง เช่น ศูนย์พักพิงของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

พร้อมกันนี้ผู้วิจัยได้ออกแบบให้สามารถถอดเครื่อง MAP 3.4 ออกจากท้ายรถกระบะได้โดยใช้แรงงานคนยกเพื่อติดตั้งบนที่ราบหรือตามอาคาร ในกรณีที่มีน้ำท่วมสูงกว่ารถกระบะ

สำหรับผู้สนใจเครื่องผลิตน้ำสะอาดแบบเคลื่อนที่ ติดท้ายกระบะขนาดเล็ก ทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้กำหนดจัดการอบรมการประดิษฐ์เครื่องผลิตน้ำสะอาดแบบเคลื่อนที่ขึ้น ระหว่าง วันที่ 28-29 เมษายน 2555 โดยจะเน้นการให้ความรู้ตั้งแต่ในเรื่องพื้นฐานของน้ำ จนสามารถประดิษฐ์เครื่องผลิตน้ำสะอาดแบบเคลื่อนที่เพื่อใช้งานในครัวเรือนได้เอง หรือแม้จากเหตุอุทกภัย รวมทั้งเพื่อใช้งานในพื้นที่ห่างไกลหรือระบบประปายังเข้าไม่ถึง

สำหรับผู้สนใจที่เข้ารับการอบรมจะได้รับเครื่องผลิตน้ำสะอาด จำนวน 1 เครื่อง พร้อมอุปกรณ์ประกอบเครื่อง 1 ชุด โดยค่าอบรมท่านละ 25,000 บาท เปิดรับสมัครตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2555 โดยผู้สนใจติดต่อได้ที่ (02) 942-8555 ต่อ 1152 และ (086) 894-3639 

 

เครื่องมือช่วยหุ่นยนต์ทางการแพทย์ ตรวจหาเนื้อเยื่อมะเร็ง ขณะการผ่าตัด

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078010355&srcday=2012-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 522

เทคโนฯ ก้าวหน้า 

มณีรัตน์ ปัญญพงษ์

เครื่องมือช่วยหุ่นยนต์ทางการแพทย์ ตรวจหาเนื้อเยื่อมะเร็ง ขณะการผ่าตัด

ดร. เกียรติศักดิ์ แสงประดิษฐ์ นักวิจัย จาก มทร. ธัญบุรี ร่วมกับ Prof. Proka Dasgupta แพทย์ จาก guy”s Hospital ลอนดอน ประเทศอังกฤษ คิดค้นเครื่องมือช่วยการทำงานของหุ่นยนต์ทางการแพทย์ ในการตรวจหาเนื้อเยื่อมะเร็งที่ผิดปกติในขณะการผ่าตัดแบบเจาะช่องขนาดเล็ก(Minimally invasive surgery (MIS))ได้เป็นผลสำเร็จ

ดร. เกียรติศักดิ์ เปิดเผยว่า เครื่องมือชนิดนี้จะช่วยให้แพทย์ได้เห็นและเข้าใจตำแหน่งของเนื้อเยื่อที่ผิดปกติ โดยใช้เซ็นเซอร์วัดแรง โดยหลักความดิดง่ายๆ คือ จะใช้ตัวเซ็นเซอร์วัดแรงในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป เข้าไปทำหน้าที่คล้ายกับมือของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจบริเวณอวัยวะที่คาดว่าจะมีเนื้อเยื่อที่ผิดปกติ แต่จะแสดงผลให้แพทย์เห็นข้อมูลในลักษณะกราฟรูปภาพ 3 มิติ ของแรงปฏิกิริยาระหว่างตัวเซ็นเซอร์กับอวัยวะ แทนความรับรู้สึกของแพทย์ ซึ่งแพทย์จะสามารถรู้ข้อมูลที่เที่ยงตรงจากเครื่องมือนี้ และสามารถนำไปใช้ในการผ่าตัดหรือวิธีรักษาต่อไป เครื่องมือจะถูกติดตั้งเข้ากับแขนกลของหุ่นยนต์ผ่าตัด

เครื่องมือนี้มีขนาดเท่ากับ 8 มิลลิเมตร เพื่อที่จะสอดผ่านช่องท้องจะเจาะรูไว้สำหรับแขนกล ทั้งนี้ ยังมีการออกแบบจำลองของเครื่องมือดังกล่าวขณะทำงานบนอวัยวะอีกด้วย เพื่อใช้ในการคาดเดาพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของอวัยวะเมื่อถูกกระทำโดยเครื่องมือนี้ และยังใช้แบบจำลองนี้ในการวิเคราะห์คาดการณ์ หาข้อมูลของเนื้อเยื่อที่ผิดปกติได้ ไม่ว่าจะเป็น คาดการณ์หาความแข็งของตัวเนื้อเยื่อที่ปกติ หาตำแหน่ง หาขนาด และหาความลึก เป็นต้น ซึ่งการหาข้อมูลเหล่านี้นั้นทำได้ยาก ถ้าใช้เครื่องมือเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ ในการผ่าตัด ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1985 ศูนย์วิจัย Cholecystectomy ได้เริ่มคิดค้นการผ่าตัดแบบเจาะช่องขนาดเล็ก (Minimally invasive surgery (MIS)) โดยปกติการผ่าตัดชนิดนี้จะใช้หุ่นยนต์ในการปฏิบัติการ โดยจะเจาะช่องเล็กๆ บนช่องท้องขนาดเล็กไม่เกิน 10 มิลลิเมตร จำนวน 3 ช่อง หรือมากกว่า โดยหลักการทำงานทั่วไปของการผ่าตัดเจาะช่องขนาดเล็กนั้น จะมีการเจาะช่องหนึ่งหรือมากกว่าเพื่อจะสอดใส่กล้อง เพื่อจะแสดงผลภาพภายในร่างกายต่อแพทย์ผู้ผ่าตัด และจะมีช่องอีก 2 ช่อง สำหรับสอดแขนกลซ้าย-ขวา ของหุ่นยนต์เพื่อปฏิบัติการ

หุ่นยนต์ทางการแพทย์ที่นิยมในปัจจุบันคือ หุ่นยนต์ Da Vinci หลักการทำงานของระบบหุ่นยนต์ Da VinCi นั้น จะมีแขนกลซ้าย-ขวา ของหุ่นยนต์จะถูกควบคุมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผ่านทางก้านควบคุม (joystick) โดยแพทย์จะมองภาพจากกล้องบนจอคอมพิวเตอร์ที่รับจากกล้องที่สอดเข้าไปในตัวผู้ป่วย แพทย์ที่จะผ่าตัดแบบนี้ ต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และต้องผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี โดยจะมีผู้ช่วยแพทย์ที่จะคอยช่วยเหลือในการขยับกล้องหรืออุปกรณ์ต่างๆ อีก 2-3 คน

การผ่าตัดแบบเจาะช่องขนาดเล็กได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน และการผ่าตัดชนิดนี้ก็ได้มีการนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย เมื่อเปรียบเทียบการผ่าตัดแบบเจาะช่องขนาดเล็ก กับการผ่าตัดแบบเปิดช่องท้องนั้น จะเห็นได้ว่า การผ่าตัดแบบเจาะช่องขนาดเล็กนั้นมีข้อดีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการลดความเจ็บปวดของคนป่วย การเสียเลือดน้อยกว่า และระยะการพักฟื้นเร็วกว่า

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดแบบเจาะช่องขนาดเล็กก็มีข้อด้อย คือข้อจำกัดในการมองเห็นภายในอวัยวะ ซึ่งแพทย์ได้รับจากกล้องขนาดเล็ก และแพทย์ไม่สามารถรับแรงปฏิกิริยาตอบโต้จากก้านควบคุมแขนกลในขณะที่อวัยวะสัมผัสกับแขนกลของหุ่นยนต์นั้น อาจจะทำให้แขนกลไปทำลายอวัยวะในขณะปฏิบัติการได้ และยากที่จะควบคุมแรงของแขนกลไม่ให้กระทบกับอวัยวะใกล้เคียง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องใช้แพทย์ที่มีความชำนาญเท่านั้น

การตรวจหาเนื้อเยื่อที่ผิดปกตินั้นอาจทำได้คร่าวๆ โดยการกด หรือคลำของแพทย์ผู้มีประสบการณ์ เพื่อหาตำแหน่งที่แข็งผิดปกติ และโดยปกติแล้วส่วนใหญ่เนื้อเยื่อที่ก่อเกิดมะเร็งนั้น จะมีความแข็งกว่าเนื้อเยื่อปกติ ดังนั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถคาดเดาตำแหน่งของเนื้อเยื่อที่ผิดปกติได้ แต่แพทย์นั้นก็ไม่สามารถคลำ หรือกด พบเนื้อเยื่อร้ายดังกล่าวนั้น เมื่อเกิดขึ้นในอวัยวะที่อยู่ลึกจากผิวหนัง แต่อาจจะทำได้ถ้าผ่าตัดแบบเปิดช่องท้อง อย่างไรก็ตาม แพทย์จะไม่สามารถทำเช่นนี้ได้เลยในการปฏิบัติการผ่าตัดแบบเจาะช่องขนาดเล็ก ซึ่งแขนกลของหุ่นยนต์เท่านั้นที่สามารถสอดผ่านไปได้

ด้วยข้อจำกัดข้างต้น จึงเป็นที่มาของการคิดค้น วิจัย และประดิษฐ์เครื่องมือช่วยการทำงานของหุ่นยนต์ทางการแพทย์ ในการตรวจหาเนื้อเยื่อมะเร็งที่ผิดปกติในขณะการผ่าตัดแบบเจาะช่องขนาดเล็กขึ้นมาช่วยในการผ่าตัด ซึ่งในขณะนี้ใช้กับหุ่นยนต์ผ่าตัดสำหรับผู้ป่วยดังกล่าว สามารถใช้ได้กับหุ่นยนต์ที่ผ่าตัดกับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ของ guy”s Hospital เป็นผลสำเร็จ ซึ่งในขณะนี้ ดร. เกียรติศักดิ์ และ Prof. Proka Dasgupta ยังมีโครงการที่จะพัฒนาอุปกรณ์ดังกล่าวให้สามารถใช้กับหุ่นยนต์ผ่าตัดกับผู้ป่วยโรคชนิดอื่นๆ ต่อไป

ผู้ใดสนใจต้องการทราบรายละเอียด ติดต่อสอบถามได้ที่ ดร. เกียรติศักดิ์ แสงประดิษฐ์ หมายเลขโทรศัพท์ (081) 493-2489

 

มูลนิธิโครงการหลวง นำเสนอวิชาการ เน้นพืชอาหารเพื่อสุขภาพ มกราคม 30, 2012

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05063011254&srcday=2011-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 516

เทคโนฯ ก้าวหน้า 

ธงชัย พุ่มพวง

มูลนิธิโครงการหลวง นำเสนอวิชาการ เน้นพืชอาหารเพื่อสุขภาพ

มูลนิธิโครงการหลวง มีบทบาทหนึ่งคือ การส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่รับผิดชอบมีอาชีพการเกษตรที่เหมาะสม มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยนำผลงานการศึกษาวิจัยจากสถานีวิจัยของโครงการหลวงที่มีอยู่ ได้แก่ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ สถานีวิจัยกาแฟแม่หลอด และที่สถานีเกษตรหลวงปางดะ เพื่อนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรชาวไทยภูเขาในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 38 แห่ง มีเกษตรกรเครือข่าย ประมาณ 5,000 ราย สามารถผลิตพืชผัก ไม้ผลเมืองหนาว มากกว่า 200 ชนิด เกษตรกรบนพื้นที่สูงมีรายได้เพิ่มขึ้น คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

จากผลงานดังกล่าว เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงานให้เป็นที่รู้จักแก่บุคคลทั่วไป เป็นศูนย์การเรียนรู้แก่เยาวชน เกษตรกร และผู้สนใจที่ต้องการนำไปประกอบอาชีพการเกษตร มูลนิธิโครงการหลวงจึงได้จัดงาน “วันวิชาการโครงการหลวง” เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะที่สถานีเกษตรหลวงปางดะ มีการศึกษาวิจัยแบบครบวงจร เป็นแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตด้านต่างๆ เช่น ไม้ผลเมืองหนาว ไม้ดอกไม้ประดับ การปรับปรุงคุณภาพของดิน การขยายพันธุ์ไผ่ การอารักขาพืช พืชผักปลอดสารพิษ การประกวดไม้ดอกไม้ประดับ นิทรรศการทางวิชาการ โครงการป่าชาวบ้าน การพัฒนาที่ดิน มะเขือเทศสายพันธุ์ใหม่ ฯลฯ

นอกจากงานพืชผัก ไม้ผล และงานอื่นๆ ที่จัดแสดงและนำเสนอในงานดังกล่าวแล้ว ยังมีไม้ผลและพืชที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคต่อการเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ได้แก่ อะโวกาโด เป็นผลไม้ที่รู้จักกันทั่วโลก มูลนิธิโครงการหลวงได้นำสายพันธุ์มาจากนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย จำนวน 40 สายพันธุ์ คัดเลือกจนเหลือสายพันธุ์ที่ดีที่สุด จำนวน 8 สายพันธุ์ ปลูกมากที่สุดที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งเริง เป็นไม้ผลที่ปลูกง่าย ผลดก เนื้อดี ไม่มีศัตรูพืชรบกวน จึงเป็นพืชที่ไม่ต้องใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ระยะเวลาเก็บเกี่ยวในเดือนมิถุนายน-กันยายน

ลักษณะพิเศษของอะโวกาโดคือ ถ้าไม่เก็บเกี่ยวสามารถปล่อยค้างไว้บนต้นได้โดยไม่สุก ทำให้ยืดระยะเวลาการเก็บเกี่ยวออกไปได้อีกประมาณ 3 เดือน ผลผลิตเฉลี่ย 30 ตัน ต่อปี ราคาทั่วไปกิโลกรัมละ 25-30 บาท อะโวกาโดถือว่าเป็น “สุดยอดอาหารสุขภาพ” อุดมไปด้วยแร่ธาตุและคุณค่าทางอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย ไม่มีคอเลสเตอรอล ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานสามารถรับประทานได้

มะเดื่อฝรั่ง มูลนิธิโครงการหลวง และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้นำมะเดื่อฝรั่งจากต่างประเทศเข้ามาทดลองปลูกศึกษาวิจัยมาเกือบ 25 ปีแล้ว คัดเลือกจนได้สายพันธุ์ดีที่เหมาะสมกับประเทศไทย ผลมีขนาดใหญ่ รับประทานผลสด ผลสดชุดแรกมีขนาดใหญ่ สีน้ำตาลเข้ม ผลชุดหลังมีขนาดปานกลาง เนื้อผลสีชมพูอ่อน มะเดื่อฝรั่งเป็นไม้ผลที่มีอายุยืนยาวได้มากกว่า 100 ปี เก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานหลายสิบปี ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน

มะเดื่อฝรั่ง มีคุณค่าทางอาหารสูง ให้เส้นใยที่เป็นประโยชน์ต่อกระบวนการกำจัดของเสียภายในร่างกาย ช่วยสร้างสมดุลความเป็นกรด-ด่าง ภายในร่างกาย มีโปรตีน เอ็นไซม์ วิตามิน และเกลือแร่ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ผลมะเดื่อฝรั่งหรือสารสกัดที่ได้จากผล ถูกนำมาใช้ในวงการแพทย์ในรูปของสารยับยั้งเซลล์มะเร็ง มะเดื่อฝรั่ง จึงเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพอีกชนิดหนึ่ง

ส้มเกรฟฟรุ้ต แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ 1. เกรฟฟรุ้ตแดง มีเปลือกหนา เนื้อสีแดง มีเมล็ดมาก 2. เกรฟฟรุ้ตสีชมพู มีเปลือกหนา เนื้อสีชมพู ไม่มีเมล็ด 3. เกรฟฟรุ้ตขาว มีเปลือกหนา เนื้อในสีเหลือง มีเมล็ดปานกลาง การปลูกเกรฟฟรุ้ตจะให้ผลผลิตเมื่ออายุประมาณ 5 ปีขึ้นไป ผลผลิต 60-200 ผล ต่อต้น น้ำหนักรวมเฉลี่ย 240 กิโลกรัม ต่อต้น เป็นผลไม้ทางเลือกอีกชนิดหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก โดยไม่ต้องอดอาหาร ไม่มีไขมัน มีไฟเบอร์และวิตามินซีสูง ในผลของส้มเกรฟฟรุ้ตอุดมไปด้วยเอ็นไซม์และน้ำ ทำหน้าที่ช่วยในกระบวนการเผาผลาญไขมันภายในร่างกาย ให้ทำงานได้อย่างรวดเร็ว น้ำหนักจึงลดลงได้ง่าย เพียงแต่รับประทานส้มเกรฟฟรุ้ตครึ่งผล ก่อนรับประทานอาหารทั้ง 3 มื้อ นอกจากนี้ ส้มเกรฟฟรุ้ตยังช่วยให้ระดับความดันของเลือดต่ำลง บรรเทาอาการหวัด ป้องกันมะเร็งปอดและมะเร็งลำไส้ ช่วยขับพิษในตับและป้องกันนิ่วในไต

องุ่น เป็นไม้ผลที่นิยมปลูกกันทั่วไป ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้นานถึง 20 ปี ที่สถานีเกษตรหลวงปางดะ พื้นที่ 2 งาน ปลูกองุ่นได้ 63 ต้น เป็นการปลูกที่ศึกษาวิจัยและพัฒนาการใหม่ โดยวิธีการผลิตต้นกล้า ระยะปลูกและรูปแบบการจัดทรงต้น วิธีการสร้างกิ่ง ระบบการตัดแต่งกิ่ง วิธีการส่งเสริมการสร้างตาดอก และการปฏิบัติการดูแลรักษาที่เหมาะสม รูปแบบการปลูกแบบนี้ หากเกษตรกรนำไปปฏิบัติ สามารถเก็บเกี่ยวได้ปีละ 2 ครั้ง มีรายได้จากองุ่นไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท

ฟักข้าว เป็นพืชสมุนไพรอีกชนิดหนึ่ง ที่มูลนิธิโครงการหลวงได้รวบรวมสายพันธุ์เพื่อการอนุรักษ์พันธุ์พืช เป็นพืชที่ประเทศไทยได้จดสิทธิบัตรไว้แล้วว่า โปรตีนจากเมล็ดฟักข้าวสามารถต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์ตับ เยื่อหุ้มเมล็ดของฟักข้าวมีสีแดงนั้น มีสารที่เรียกว่า “ไลโคพีน” มีมากกว่าผักและผลไม้ทุกชนิด ทางการแพทย์ได้พิสูจน์แล้วว่า มีผลลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็ง มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร แก้ปัญหาต่อมลูกหมากสำหรับเพศชายที่สูงอายุ น้ำมันจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อ เอชไอวี-เอดส์ ยับยั้งเซลล์มะเร็ง เยื่อหุ้มเมล็ดนำมาทำเป็นเครื่องดื่ม ใช้เป็นยาดับพิษร้อนถอนพิษไข้

มีการใช้เถา ราก ใบ เป็นส่วนประกอบของการรักษา การถอนพิษ ดับพิษไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้พิษอักเสบ แก้ฝีในท้อง แก้ปวดบวม แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ฆ่าเหา ส่วนของเมล็ดใช้ตำผสมกับน้ำมันงาหรือน้ำมันมะพร้าว รักษาหูด อาการอักเสบ กลาก เกลื้อน อาการผื่นคัน โรคผิวหนังติดเชื้อต่างๆ ผลของฟักข้าวมีรสชาติเหมือนมะละกอดิบ นิยมลวกหรือต้มจิ้มน้ำพริก ปรุงเป็นเครื่องแกง ฯลฯ เรียกได้ว่า ฟักข้าว เป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านที่ปัจจุบัน ได้ให้ความสำคัญมาก เนื่องจากมีสรรพคุณหลายประการสำหรับผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยจากมะเร็ง นับเป็นพืชภูมิปัญญาของบรรพบุรุษพืชหนึ่งที่สะสมไว้จนถึงปัจจุบัน

ผลผลิตจากมูลนิธิโครงการหลวง ติดต่อได้ที่ งานขาย โครงการหลวงเชียงใหม่ โทรศัพท์ (053) 211-656 งานขาย โครงการหลวงกรุงเทพฯ โทรศัพท์ (02) 942-8656-9 หรือศึกษาดูงานที่สถานีเกษตรหลวงปางดะ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ (081) 961-0363

 

รถสำหรับคนพิการ ควบคุมด้วยศีรษะ ธันวาคม 31, 2011

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05078011154&srcday=2011-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 24 ฉบับที่ 514

เทคโนฯ ก้าวหน้า 

มณีรัตน์ ปัญญพงษ์

รถสำหรับคนพิการ ควบคุมด้วยศีรษะ

นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ร่วมกับศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พัฒนาอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพื่อผู้พิการ ล่าสุดสามารถประดิษฐ์รถสำหรับผู้พิการ ควบคุมด้วยศีรษะขึ้นเป็นผลสำเร็จ

ดร. เดชฤทธิ์ มณีธรรม จาก มทร. ธัญบุรี เผยว่า จากแนวคิดแรกเริ่มของ ผศ.น.พ. นิยม ละออปักษิณ ผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่มีความตั้งใจให้ผู้พิการได้มีอุปกรณ์ช่วยเหลือสำหรับอำนวยความสะดวกได้อย่างทั่วถึง และการพัฒนาครั้งนี้ ก็ด้วยเล็งเห็นว่า ผู้พิการที่ไม่มีแขน ไม่มีขาทั้งสองข้าง จะถูกจับให้นอนอยู่เฉยๆ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งจากข้อมูลพื้นฐานทราบว่า ผู้พิการประเภทนี้ในประเทศไทยมีเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่มีผู้คิดประดิษฐ์รถสำหรับผู้พิการกลุ่มไม่มีแขนและขาในการใช้งาน ดังนั้น เพื่อความสะดวกสบายของผู้พิการ จึงได้เกิดแนวคิดและพัฒนารถสำหรับผู้พิการที่ควบคุมด้วยศีรษะขึ้นมาจนเป็นผลสำเร็จ

รถสำหรับผู้พิการควบคุมด้วยศีรษะ หรือ ไจโรสโคป ที่พัฒนาขึ้นนี้ ดร. เดชฤทธิ์ อธิบายให้ฟังว่า รถสำหรับผู้พิการคันนี้มีลักษณะเหมือนกับรถเข็นสำหรับผู้พิการทั่วไป แต่ความพิเศษคือ มันสามารถควบคุมและสั่งงานได้ด้วยศีรษะ ทั้งนี้เป็นการคิดค้นขึ้นมาสำหรับผู้พิการที่ไม่มีแขนและขาให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ต้องนอนแต่อยู่บนเตียงตลอดเวลา

ทั้งนี้ รถคันนี้จะทำงานด้วยระบบไมโครคอนโทรลเลอร์ โดยใช้สารกึ่งตัวนำชนิดหนึ่งที่ใช้จับความเอียงของมุม ที่เรียกว่า ไจโรสโคป นำมาต่อสัญญาณไว้กับอุปกรณ์ที่สามารถสวมศีรษะของผู้พิการได้ การทำงานเพียงแค่ผู้พิการนั่งบนรถและสวมอุปกรณ์ครอบศีรษะไว้

จากนั้นก็สามารถสั่งการได้ด้วยตัวเอง เพียงการก้มหน้าเพียงเล็กน้อย (โดยประมาณ 10 องศา) รถเข็นก็จะเดินหน้า การเงยศีรษะไปด้านหลังเล็กน้อย รถเข็นก็จะถอยหลัง ส่วนการเลี้ยวซ้ายและเลี้ยวขวา ก็เพียงแต่เอียงศีรษะไปทางด้านขวาหรือด้านซ้ายในมุมเล็กน้อย (โดยประมาณ 10 องศา) รถเข็นก็จะเลี้ยวไปตามทางที่ต้องการ

อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัย ผู้วิจัยยังได้มีระบบความปลอดภัย ไว้ถึง 2 ตำแหน่ง คือ บริเวณของรถจะมีเซ็นเซอร์ที่ส่งสัญญาณไปกระทบวัตถุด้านหน้า เมื่อรถวิ่งเข้าหาวัตถุที่ขวางอยู่ข้างหน้า ประมาณ 1 เมตร รถจะหยุดการทำงาน อีกตำแหน่งหนึ่งคือ สวิตช์สัญญาณไฟฟ้า เมื่อผู้ใช้ต้องการหยุดรถ ใช้พิงหลังที่พนักเพื่อกดสวิตช์สั่งการให้ตัดสัญญาณไฟฟ้าทั้งระบบ รถก็จะหยุดการเคลื่อนที่ทันทีเช่นกัน

ทั้งนี้ ผู้พิการในประเทศไทยยังขาดอุปกรณ์และมีใช้ยังไม่ทั่วถึง ดังนั้น สำหรับประชาชนทั่วไปที่สนใจ และที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมโครงการพัฒนาและประดิษฐ์อุปกรณ์สำหรับผู้พิการ สามารถบริจาคเป็นเงินกองทุนพัฒนาสิ่งประดิษฐ์สำหรับช่วยผู้พิการ ท่านสามารถติดต่อบริจาคสมทบทุนได้ สอบถามรายละเอียดได้ที่ ผศ.น.พ. นิยม ละออปักษิณ หมายเลขโทรศัพท์ (081) 914-6249

 

หมวกยาง ภูมิปัญญาเกษตรกรชาวสวนยาง บ้านไร่ใน อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง กันยายน 17, 2010

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 22 ฉบับที่ 486

ผ่านทางมติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

เทคโนฯ ก้าวหน้า

วสันต์ สุขสุวรรณ

หมวกยาง ภูมิปัญญาเกษตรกรชาวสวนยาง บ้านไร่ใน อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง

ฝน แปด แดดสี่ ชื่อนี้ คุ้นเคยดีว่า หมายถึง เอกลักษณ์เด่นของจังหวัดระนอง ที่มีฝนตกต่อเนื่องกัน 8 เดือน มีช่วงแล้งเพียง 4 เดือน ถึงแม้ว่าทุกวันนี้อาจเปลี่ยนแปลงบ้างจากภาวะโลกร้อน แต่โดยภาพรวมฝนก็ยังมากกว่าจังหวัดอื่นๆ อยู่ดี

อันว่า ฝนชุก มีทั้งข้อดี และข้อเสีย อย่างปาล์มน้ำมันชอบพื้นที่ที่มีปริมาณฝนมาก ฝนชุก และต่อเนื่อง ในขณะที่ยางพารามีข้อจำกัดด้านจำนวนวันในการกรีด หากฝนตกชุก วันกรีดยางก็น้อยลง รายได้เกษตรกรก็หดหายไปด้วย

ด้วยภูมิปัญญา เกษตรกรชาวจังหวัดระนอง คุณวินัย ทองพร้อม อายุ 44 ปี บ้านไร่ใน เลขที่ 33 หมู่ที่ 7 ตำบลนาคา อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง ได้คิดแก้ปัญหาฝนตกชุก กรีดยางไม่ได้ รายได้หดลดลง โดยการทำหมวกยางเป็นเจ้าแรก เมื่อปี 2534 จนถึงวันนี้กว่า 20 ปีแล้ว และได้มีการพัฒนาไปอีกระดับ

หมวกยาง เป็นอย่างไร?

หมวก ยาง เป็นอุปกรณ์กันฝน หรือกันน้ำไหลบ่าลงในถ้วยน้ำยางหรือหน้ายาง ทำให้น้ำยางเสียหาย ทำโดยมีโครงลวดคลุมด้วยพลาสติคหนา ผูกติดเหนือรอยกรีดกันน้ำฝน ทำให้กรีดยางได้ในวันฝนตก เพิ่มวันกรีด เพิ่มรายได้แก่เกษตรกร

เพิ่มวันกรีด จาก 110 วัน เป็น 170 วัน ต่อปี

รายได้เพิ่มเกือบหมื่นบาท ต่อไร่ ต่อปี

คุณ วินัย กล่าวว่า โดยปกติยางพาราในจังหวัดระนองจะมีวันกรีดเฉลี่ย 110 วัน ต่อปี ผลผลิต 287 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี แต่เมื่อทำหมวกยาง สามารถเพิ่มวันกรีดยางได้ถึง 170 วัน ต่อปี ส่งผลให้ผลผลิตยางพาราเพิ่มขึ้น

ยางพารา 1 ไร่ 1 ปี กรีดได้เฉลี่ย 110 วัน ผลผลิต เฉลี่ย 287 กิโลกรัม (เท่ากับ 1 วัน กรีดยางได้ 2.6 กิโลกรัม ต่อไร่) หากขายราคาเฉลี่ย ปี 2552 ราคา 60 บาท ต่อกิโลกรัม จะทำให้มีรายได้ 17,220 บาท

แต่หากทำหมวกยาง เพิ่มวันกรีดเป็น 170 วัน ได้ผลผลิตยางเฉลี่ย 2.6 กิโลกรัม ต่อไร่ จะทำให้ได้ผลผลิต 442 กิโลกรัม ต่อไร่ และหากขายในราคาเฉลี่ย ปี 2552 ราคา 60 บาท ต่อกิโลกรัม จะทำให้มีรายได้ 26,520 บาท

นั่นคือ เพิ่มขึ้น 9,300 บาท ต่อไร่ ต่อปี

นี่เพียง 1 ไร่ หากเกษตรกรมีสวนยางกี่ไร่ ลองคำนวณดูว่าท่านจะมีรายได้เพิ่มกี่มากน้อย

จะ เห็นได้ว่า การทำหมวกยาง เป็นช่องทางเพิ่มรายได้ให้กับชาวสวนยางพารา โดยเฉพาะปีนี้ 2553 ยางราคาไม่ต่ำกว่า 100 บาท ต่อกิโลกรัม นั่นเท่ากับรายได้ของเกษตรกรก็เพิ่มขึ้น ซึ่งเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน

อุปกรณ์การทำหมวกยาง

ในการทำหมวกยาง เกษตรกรต้องเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ ดังนี้

1. ลวด เบอร์ 12 นำมาตัดเป็นเส้น ยาว 175 เซนติเมตร พับเป็นโครงสร้างหมวก และตัดขนาดยาว 75 เซนติเมตร พับเป็นรูปตัววี เสริมความแข็งแรงของโครงสร้างหมวก

2. ลวดเส้นเล็ก ตัดยาว 15 เซนติเมตร ใช้ผูกพันให้โครงสร้างหมวกแข็งแรงขึ้น

3. ถุงพลาสติคใส ขนาดกว้าง 16 ยาว 26 นิ้ว นำมาเย็บติดโครงสร้างหมวก มุงเป็นหลังคา

4. พลาสติคหนา นำมาตัดกว้าง 8 นิ้ว ความยาวเท่ารอบต้นยางและจีบคล้ายกระโปรง

5. กาวสำเร็จรูป ตามภาพที่ 2

6. เชือกสำหรับผูกหมวกให้ติดต้นยาง และ

7. ยางในรถจักรยานยนต์ ตัดเป็นเส้น กว้างครึ่งนิ้ว ความยาวตามเส้นรอบวงต้นยาง

ต้นทุนการผลิต เพียง 15 บาท ต่อต้น

ใน การทำหมวกยาง เมื่อคิดคำนวณแล้ว ปีแรกมีค่าใช้จ่าย 15 บาท ต่อต้น (ข้อมูล ปี 2553) ปีที่สอง ใช้วัสดุอุปกรณ์ชุดเดิม เพิ่มค่ากาวต้นละ 3 บาท ต่อต้น และปีที่ 3 เปลี่ยนพลาสติคคลุม และเพิ่มค่ากาว 7 บาท ต่อต้น โดยสรุป หมวก 1 ชุด ทำแล้วใช้ได้หลายปี ช่วงหยุดกรีดยาง (ยางผลัดใบแล้ว) ถอดหมวกยางออก นำไปเก็บไว้ ถึงฤดูกรีดจึงนำมาติดตั้งใหม่

ขั้นตอนการทำหมวกยาง

คุณวินัย ทองพร้อม อธิบายขั้นตอนการทำหมวกยางตามลำดับ ดังนี้

ขั้นตอนทำหมวกยาง

ก่อนจะติดตั้งหมวกยาง เกษตรกรจะต้องเตรียมการสร้างหมวกเตรียมไว้ให้เท่ากับจำนวนต้นยางในสวนยางก่อน โดยดำเนินการดังนี้

ขั้น ที่ 1 สร้างโครงสร้างหมวก โดยตัดลวด เบอร์ 12 ยาว 175 เซนติเมตร นำมาดัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 25 เซนติเมตร ยาว 50 เซนติเมตร ดัดปลายลวดสำหรับเป็นขายึดติดกับต้นยาง ยาวข้างละ 3 นิ้ว

ขั้นที่ 2 จากนั้น ตัดลวด เบอร์ 12 ยาว 75 เซนติเมตร พับครึ่งให้เป็นรูปตัววี ( V ) พับปลายตัววี (V) เพื่อนำมาติดกับโครงสร้างหมวก ตาม ข้อ 1 ส่วนอีกด้านพันกับโครงสร้าง บริเวณขาตั้ง ดังภาพ

ขั้นที่ 3 คลุมพลาสติค โดยใช้ถุงพลาสติคใส ขนาดกว้าง 16×26 นิ้ว มาคลุมโครงสร้างหมวก แล้วเย็บด้วยลวดเย็บกระดาษ ให้พลาสติคและโครงสร้างลวดติดกัน

จากนั้น ใช้เชือกไนล่อน ขนาดเท่ากับไส้ปากกาลูกลื่น ความยาวประมาณ 130 เซนติเมตร ผูกที่ขาตั้ง ตามข้อ 1 เพื่อรัดกับต้นยางพารา

เป็นอันเสร็จขั้นตอนเตรียมหมวกยาง พร้อมนำไปติดตั้งที่ต้นยางพารา

ขั้นติดตั้งในสวนยางพารา

1. ก่อนจะนำหมวกยางไปติดตั้ง ต้นยางต้องแห้งสนิท แล้วใช้มีดขูดเปลือกชั้นนอก ตะไคร่น้ำ บริเวณต้นยางเหนือรอยกรีดยาง ประมาณ 10 เซนติเมตร ให้รอบต้นยางพาราเพื่อให้กาวยึดแน่นกับต้นยาง

2. จากนั้นนำกาวมาทารอบต้นยาง ตามแนวที่ขูดเปลือกไว้แล้ว

3. พันด้วยพลาสติคอีกแผ่นที่ตัดไว้ให้มีความกว้าง 8 นิ้ว เย็บเป็นคล้ายจีบกระโปรง นำมาติดตั้งบนกาวที่ทารอบต้น ใช้ลวดเย็บกระดาษเย็บให้ติดกับต้นยางตามแนวกาว เพื่อย้ำให้แน่น แล้วรัดด้วยยางในรถจักรยานยนต์ที่ตัดเป็นเส้นเล็กขนาดกว้างประมาณครึ่งนิ้ว ให้แน่นกันน้ำซึม

4. นำหมวกยางที่คลุมด้วยพลาสติคที่เตรียมไว้แล้ว มาผูกติดกับต้นยางใต้กระโปรง (ตาม ข้อ 2) ให้แน่น และเย็บพลาสติคของหมวกให้ติดกับชายกระโปรง ป้องกันช่องว่างไม่ให้ฝนสาด น้ำรั่วซึมได้ถึงหน้ายาง

5. ตรวจสอบความเรียบร้อยของหมวกยาง ก็เป็นอันเสร็จสิ้นวิธีการติดตั้งหมวกยาง ฝนมาเมื่อไร ก็ไม่ต้องกลัวอีกแล้ว กรีดยางได้สบายมาก

คุยกับผู้คิดค้นทำหมวกยางเจ้าแรกของเมืองไทย คุณวินัย ทองพร้อม

คุณ วรพงษ์ กลางประพันธ์ เกษตรจังหวัดระนอง พร้อมคณะได้ไปเยี่ยมเยือนเกษตรกรท่านนี้ถึงสวน และไดัรับการบอกเล่าเรื่องราวและการทำหมวกยางจากคุณวินัยว่า ภูมิลำเนาเดิมเป็นคนบางจาก เมืองนครศรีธรรมราช ย้ายมาระนอง เมื่อปี 2510 ตอนอายุ 1 ขวบ

ต่อมาเมื่อปี 2534 พ่อแม่มีสวนยางกว่า 30 ไร่ แต่กรีดได้ไม่เต็มที่ เพราะฝนตกชุก รายได้ไม่พอจ่าย ต้องไปรับจ้างทำงานนอกหมู่บ้าน วันละ 100 กว่าบาท คิดดูแล้วไม่ดีแน่

จึง คิดหาหนทางว่า จะทำอย่างไร ให้กรีดยางวันฝนตกได้ จึงคิดทำหมวกยาง ทดลองนำพลาสติคมาคลุมกับต้นเสาเรือน ใช้น้ำราดดู ปรากฏว่าป้องกันน้ำได้ นั่นแปลว่า ถ้าไปทำในสวนยาง ก็น่าจะกันฝนได้เช่นกัน

จากนั้น ทดลองทำในสวนยาง จำได้ว่า วันไปซื้อพลาสติค เพื่อนบ้านถามว่า จะเอาไปทำอะไร ตอบว่า ทำหมวกยาง เขาหาว่าเราบ้า แต่ก็ทดลองทำต่อไป ช่วงแรกมีปัญหาเหมือนกัน ต้องใช้เวลากว่า 2 ปี จึงค่อนข้างสมบูรณ์ และพัฒนาเรื่อยมา จนถึงวันนี้ มีโครงลวด แข็งแรง ทนทาน ใช้ได้หลายปี สุดคุ้ม

สำหรับต้นทุนการผลิตหมวกยาง หากลงมือทำเอง จะใช้ทุนประมาณ 15 บาท ต่อต้น ไร่หนึ่งมียาง 70 กว่าต้น คำนวณดูว่าใช้เงินเท่าไร ส่วนว่าผลดีจากการทำหมวกยางดีแน่นอน วันกรีดยางเพิ่มขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น

คุณวินัย ทำหมวกยางเสร็จ กรีดยางวันฝนตกได้ 5 เช้า ได้ทุนคืนแล้ว

เกษตรกร รายนี้ยังกล่าวด้วยความมั่นใจอีกว่า นอกจากประสบความสำเร็จจากยางพาราแล้ว เขายังทำเกษตรหลากหลาย ทั้งยาง ปาล์ม ส้มเขียวหวาน มังคุด ลองกอง ทำให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี

ด้วยความขยัน มานะ อดทน สร้างสวน ส่งผลให้ คุณวินัย ทองพร้อม ได้รับการคัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพการทำสวน ปี 2553 ของจังวัดระนอง รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากผู้ว่าราชการจังหวัด คุณวันชาติ วงษ์ชัยชนะ

คุณ วรพงษ์ กล่าวว่า จังหวัดระนองมีเกษตรกรปลูกยาง ประมาณ 1.6 แสนไร่ ทำรายได้เป็นอันดับ 1 หากเพิ่มวันกรีดช่วงฝนตกได้จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงขอแนะนำให้เกษตรกรชาวสวนยางทดลองทำ เมื่อประสบผลสำเร็จแล้วค่อยขยายผลต่อไป

ผู้ที่สนใจ หมวกยางพาราเจ้าแรกของเมืองไทย ไปดูงานหรือพูดคุยได้ที่ คุณวินัย ทองพร้อม โทร. (089) 289-9447 หรือติดต่อ สำนักงานเกษตรอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง โทร. (077) 893-148 สำนักงานเกษตรจังหวัดระนอง โทร. (077) 822-748