ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

ธัญโอสถ(2) : เกษตรยุคใหม่ มิถุนายน 23, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140616/186461.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน 2557

ธัญโอสถ(2) : เกษตรยุคใหม่ โดยรศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

 

                คราวที่แล้วได้เกริ่นนำไว้แล้วว่า ข้าวไทยมีคุณสมบัติหลายอย่างที่เป็นประโยชน์มากกว่าการเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต เพราะว่ามีการค้นพบสรรพคุณทางยา ไม่ว่าจะเป็นสรรพคุณทางการลดไขมันในเส้นเลือด หรือแม้กระทั่งยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งบางชนิดได้ จึงกลายเป็นว่า ทิศทางในอนาคตของข้าวไทย คงไม่ใช่เพียงแค่การผลิตเป็นอาหารประจำวันเท่านั้น แต่มีโอกาสกลายเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ และในที่สุดอาจมีการสกัดสารสำคัญบางอย่างที่พบในข้าวเหล่านี้ให้เป็นยารักษาโรคได้ วันนี้มาลงในรายละเอียดว่าข้าวอะไรบ้างที่มีสรรพคุณที่น่าสนใจ

ชนิดแรกก็คือ ข้าวสังข์หยด พบว่า เมื่อนำข้าวกล้องงอกและข้าวกล้องสังข์หยด ไปทดลองให้ผู้สูงอายุบริโภค พบว่า หลังกินครบ 12 สัปดาห์ ผู้สูงอายุทั้ง 2 กลุ่มมีค่าระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดลดลงอย่างชัดเจน และมีแนวโน้มหลั่งอินซูลินน้อยลง บ่งชี้ว่ากลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม อาจมีการควบคุมน้ำตาลในร่างกายดีขึ้น มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนเกิดที่หลอดเลือดขนาดเล็กลดลง และมีโอกาสเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดลดลง เรื่องนี้เป็นผลงานวิจัยของ ผศ.ดร.ศรีวัฒนา ทรงจิตสมบูรณ์ จากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจาก สวก. และเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ

ต่อมาก็คือ ข้าวแดงพะเยา และข้าวแดงเชียงราย เป็นผลงานของ ดร.พยุงศักดิ์ ตันติไพบูลย์วงศ์ จากมหาวิทยาลัยพะเยา พบว่า ข้าวแดงพะเยาและข้าวแดงเชียงราย มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ และสามารถต้านการอักเสบได้ดี และข้าวแดงที่ผ่านกระบวนการต้มด้วยแก๊สที่มีความร้อนสม่ำเสมอสามารถยับยั้งอนุมูลอิสระดีที่สุดและมีความเหมาะสมที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่แข็งและนำไปสู่การรับประทานข้าวที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

ส่วนข้าวก่ำน่าน ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของ ผศ.ดร.ธีระ ชีโวนรินทร์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า ข้าวก่ำน่าน มีสารในกลุ่มของสารประกอบฟีนอลิก และกลุ่มวิตามินอีหลายตัวในปริมาณสูงกว่าข้าวกล้อง กข.6 และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง นอกจากนี้พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ทั้งยับยั้งการสะสมไขมันในเซลล์ ลดการอับเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ ผลงานของ รศ.ดร.สุนันทา รัตนาโภ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งไปศึกษาข้าว 84 สายพันธุ์ เป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา โดยศึกษาวิเคราะห์โปรตีนหลักของข้าวเหล่านี้ พบว่าข้าวพื้นเมืองหลายพันธุ์มีความสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ เช่นพันธุ์ที่มีความสามารถในการยับยั้งเซลล์มะเร็งกะเพาะอาหารได้ดีที่สุดคือข้าวขาวสะบง และข้าวเมืองพาน

ส่วนพันธุ์ที่สามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งตับได้ดีที่สุด คือข้าวขาวสะบง และข้าวช่อมะกอกกลาง บางพันธุ์ที่สามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งผิวหนังได้ดีที่สุด คือข้าวช่อมะกอกกลางและข้าวหรั่งปั่นซอ ข้อมูลเหล่านี้เป็นความรู้เบื้องต้นที่จะต้องมีการศึกษาเชิงลึกต่อไปกว่าที่จะออกมาเป็นยาได้จริง แต่อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เรารู้ว่าข้าวไทยไม่ได้มีแต่แป้งเท่านั้น ประโยชน์อื่นมีอีกมากมายมหาศาลครับ

 

ข้าวไทยในมุมมองผู้ส่งออก(2) มิถุนายน 1, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140421/183097.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 21 เมษายน 2557

ข้าวไทยในมุมมองผู้ส่งออก(2) : เกษตรยุคใหม่ โดยดร.พีรเดช ทองอำไพ

 

           ผู้ส่งออกข้าวไทยมีความสามารถสูงมาก เพราะสามารถขายได้ทุกอย่างที่เกษตรกรผลิตขึ้นมาได้ เรียกได้ว่าผลิตอะไรออกมาก็หาช่องทางขายได้อย่างนั้น และด้วยความโชคดีของเมืองไทย ทำให้เรามีข้าวที่มีคุณภาพสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดโลก จึงทำให้การผลักดันของผู้ส่งออกข้าวไทย ไม่ลำบากมากเกินไป ปัญหาหนึ่งที่ผู้ส่งออกข้าวอยากให้รัฐช่วยแก้ไขก็คือเรื่องของการจัดทำมาตรฐานข้าวเปลือก เพราะว่าที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นมาตรฐานข้าวสาร
ดังนั้น หากสามารถใช้มาตรฐานข้าวเปลือกได้ ก็น่าจะช่วยให้กระบวนการรับซื้อข้าวเปลือกดีขึ้น และทำให้มีโอกาสได้ข้าวคุณภาพมากขึ้น อีกอย่างหนึ่งที่ต้องการให้นักวิชาการได้ช่วยก็คือ หาทางทำอย่างไรที่จะให้สามารถจำแนกข้าวเปลือกได้ด้วยตาเปล่า หมายความว่าเมื่อมองแล้วรู้ได้ทันทีว่าเป็นข้าวอะไร เช่น ข้าวหอม ข้าวแข็ง หรืออะไรทำนองนี้ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่หลายคนไม่ค่อยคำนึงถึง แต่โดยความจริงแล้วเวลาพ่อค้ารับซื้อข้าวจะซื้อข้าวเปลือก หากมีการปลอมปนตั้งแต่ต้น ก็ไม่สามารถแยกได้ด้วยตา ไม่เหมือนผลไม้อย่างเช่นมะม่วงพันธุ์ต่างๆ ยังพอแยกออกได้ด้วยตาเปล่า แต่สำหรับข้าวเปลือกแล้ว ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นพันธุ์อะไร จึงเกิดการปลอมปนหรือปนเปื้อนโดยไม่ตั้งใจ ผลก็คือคุณภาพสุดท้ายของข้าวก็ต่ำลง

ตลาดข้าวไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มยุโรปและอเมริกา มีลูกค้าอยู่ 3 แบบด้วยกันคือ พวกแรกเป็นร้านอาหารไทยและจีน หรือร้านอาหารชาติอื่นที่บริโภคข้าวเป็นหลัก กลุ่มนี้ต้องการข้าวที่ไม่ต้องดีเลิศมากนัก และที่สำคัญคือต้องราคาไม่สูง เพราะใช้ในปริมาณมาก ดังนั้น ตลาดกลุ่มนี้อาจนิยมข้าวหอมจากเวียดนามซึ่งมีราคาถูกกว่าข้าวไทยมาก ในขณะที่อาจมองว่าคุณภาพไม่ได้ต่างกันมากนัก ดังนั้น เมื่อข้าวหอมไทยมีราคาสูงมาก พอร้านอาหารเหล่านี้ได้หันไปทดลองข้าวจากที่อื่นแล้ว ก็คงไม่หวนกลับมาซื้อข้าวไทยอีกเพราะว่าปัญหาเรื่องราคา ตลาดกลุ่มนี้เราเสียให้แก่เวียดนามไปค่อนข้างมาก และโอกาสที่จะได้กลับคืนมาก็คงยากนอกจากต้องจัดการเรื่องราคาให้จูงใจสำหรับผู้ซื้อ

สำหรับตลาดกลุ่มที่สองก็คือกลุ่มของคนเอเชียที่ไปตั้งรกรากหรืออาศัยอยู่ที่นั่น คนกลุ่มนี้ยังต้องการบริโภคข้าวคุณภาพสูงในราคาที่จับจ่ายได้ กลุ่มนี้จึงยังน่าจะเป็นเป้าหมายหลักของข้าวหอมไทย ที่อาจมีกำลังซื้อข้าวที่มีราคาสูงกว่าปกติได้ ส่วนกลุ่มที่สามก็คือกลุ่มคนต่างชาติที่ต้องการเปลี่ยนรสชาติ หันมาบริโภคข้าวเป็นครั้งคราว กลุ่มนี้เป็นกลุ่มค่อนข้างเล็ก แต่สามารถหาซื้อข้าวคุณภาพสูงและราคาสูงได้ เพราะว่าซื้อน้อยและใช้บริโภคน้อย สองกลุ่มหลังนี้ ยังพอจะเป็นโอกาสของข้าวไทย เพราะว่าถ้าพูดถึงคุณภาพข้าวไทยแล้ว เรายังครองความเป็นผู้นำในแถวหน้า ถึงจะไม่ใช่เบอร์หนึ่งก็ตาม

สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถแย่งชิงตลาดกลับมาได้ก็คือการพัฒนาข้าวเดิมที่มีอยู่ให้มีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไป เพื่อใช้เป็นจุดขายที่ต่างจากของประเทศอื่น เช่น อาจทำข้าวหอมที่มีคุณค่าทางอาหารสูงขึ้น หรือเหมาะสมสำหรับสุขภาพเช่นข้าวที่ย่อยสลายเป็นน้ำตาลได้ต่ำ หรือมีแร่ธาตุที่จำเป็น สารอาหาร หรือวิตามินสูงขึ้น เป็นต้น ในขณะเดียวกัน การเตรียมการพัฒนาข้าวในรูปแบบใหม่ๆ ก็ยังไม่สามารถละทิ้งได้ แต่คงต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมการสำหรับตลาดในอนาคต

ขณะที่การศึกษาพฤติกรรมความชอบบริโภคข้าวของกลุ่มลูกค้าต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อนำมาใช้ในการวางแผนการตลาดต่อไปครับ

 

เกษตรยุคใหม่ : ตรวจแยกเพศปลามังกร กรกฎาคม 6, 2013

เกษตรยุคใหม่ : ตรวจแยกเพศปลามังกร

วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม 2556

//

เกษตรยุคใหม่ : ตรวจแยกเพศปลามังกร

เกษตรยุคใหม่ : ชุดตรวจแยกเพศปลาอะโรวานา : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

                          ปลาอะโรวานา หรือปลามังกร ที่เศรษฐีนิยมเลี้ยงกันอยู่นั้น มูลค่าแต่ละตัวค่อนข้างสูงมากเป็นหลักหมื่นหลักแสน ดังนั้น จึงเป็นธุรกิจหนึ่งที่น่าสนใจเพาะเลี้ยง ปลาอะโรวานาที่เลี้ยงกันอยู่ในประเทศไทย ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เพราะว่าปลาของไทยโดยปกติสีไม่สวย ที่เรารู้จักกันก็ได้แก่ พวกปลาตะพัดสีเขียว ตะพัดสีเงิน เป็นต้น แต่ที่นิยมเลี้ยงจะเป็นพวกสีทอง ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้ามาจากมาเลเซีย จึงเรียกว่าทองมาเลเซีย ซึ่งราคาแพงมาก แต่ถ้าเป็นปลาที่นำเข้ามาจากอินโดนีเซียก็จะราคาย่อมเยาลงมา เรียกว่าทองอินโดนีเซีย แล้วก็จะมีแดงอินโดนีเซียที่มีราคาสูงพอสมควร โดยสรุปแล้วอินโดนีเซียมีการเพาะเลี้ยงและส่งออกมากที่สุดในโลก

                          การเพาะพันธุ์ปลาอะโรวานาทำโดยการเพาะเลี้ยงตามธรรมชาติเท่านั้น โดยการปล่อยให้อยู่รวมกันหลายตัวเป็นฝูงในบ่อขนาดใหญ่ แล้วให้จับคู่ผสมพันธุ์กันเอง ที่ต้องทำอย่างนี้ก็เพราะว่ายังไม่มีวิธีแยกเพศปลาที่ชัดเจนได้ จึงต้องปล่อยให้อยู่รวมกันหลายตัวเพื่อสร้างโอกาสให้ผสมพันธุ์กัน แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ บางครั้งปลาเหล่านี้จะมีนิสัยก้าวร้าว และสร้างอาณาเขตของตนเอง และอีกอย่างหนึ่งคือ ไม่สามารถกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างตัวผู้และตัวเมียได้ ในเมืองไทยก็มีความพยายามที่จะเพาะเลี้ยงเช่นกัน แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะปัญหาเรื่องการแยกเพศไม่ออกนั่นเอง ทำให้การกำหนดสัดส่วนปลาที่จะปล่อยแล้วคุ้มทุนที่สุด ไม่สามารถทำได้

                          จากจุดนี้เองได้กลายเป็นโจทย์ให้นักวิจัยหาทางแก้ปัญหา โดยมีทีมวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย ดร.นันทริกา ชันซื่อ ใช้วิธีการตรวจสอบทางดีเอ็นเอ เพื่อใช้แยกเพศปลาให้ได้แม่นยำ เพื่อการจัดสัดส่วนปลาที่จะปล่อยลงในบ่อได้เหมาะสมและประหยัดหรือคุ้มทุนที่สุด วิธีใช้ก็ง่ายโดยไม่ทำให้ปลาช้ำหรือบาดเจ็บ เพราะว่านักวิจัยใช้วิธีการเก็บตัวอย่างจากเมือกปลา หรือสิ่งขับถ่ายต่างๆ ของปลา โดยเก็บจากระบบกรองน้ำหรือจากเมือกปลาโดยตรง

                          ที่สำคัญคือ ไม่ต้องรอให้ปลาโตเต็มที่ก่อน เพราะว่าชุดตรวจสอบดังกล่าวสามารถตรวจวัดได้แม้กระทั่งปลายังไม่โตเต็มที่ถึงวัยเจริญพันธุ์ ตอนนี้ชุดตรวจสอบเพศปลาอะโรวานาดังกล่าวสามารถแยกเพศปลาทองมาเลเซียและแดงอินโดนีเซียได้ 100%

                          อุปกรณ์เก็บตัวอย่างที่นักวิจัยได้ออกแบบมานั้น เป็นกล่องอุปกรณ์เก็บตัวอย่างที่สามารถติดตั้งไว้ในระบบกรองของตู้ปลา ซึ่งจะสามารถกรองน้ำที่มีเมือกและสิ่งขับถ่ายของปลาที่ถูกดูดเข้ามาผ่านช่องกรอง ทำให้เมือกและสิ่งขับถ่ายติดอยู่กับแผ่นใยแก้วภายในกล่อง แล้วก็นำแผ่นใยแก้วนี้มาวิเคราะห์ต่อไปว่าเป็นปลาเพศผู้หรือเพศเมีย ด้วยวิธีนี้เอง ปลาจึงไม่เครียดและไม่ต้องสัมผัสตัวปลาเลยแม้แต่น้อย เมื่อทราบเพศของปลาแล้ว ก็สามารถบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น โดยการนำปลาเพศผู้กับเพศเมียมาใส่ในบ่อขนาดเล็กตามจำนวนหรือสัดส่วนที่ต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องปล่อยเลี้ยงในบ่อใหญ่ครั้งละมากๆ เหมือนแต่ก่อน

                          ดังนั้นด้วยชุดตรวจสอบเพศปลาอันนี้ จะสามารถลดต้นทุนการผลิต และสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงปลาอะโรวานาได้ดีกว่าเก่า และชุดตรวจสอบนี้ก็จัดได้ว่าเป็นชุดแรกของโลกที่ทำขึ้นด้วยฝีมือของคนไทย ซึ่งมีโอกาสผลิตและนำไปขายยังต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีการเพาะเลี้ยงปลาอะโรวานามากๆ อย่างเช่น อินโดนีเซีย เป็นต้น

                          คงอีกไม่นานเราจะเห็นผลิตภัณฑ์ชุดตรวจสอบนี้ผลิตออกมาวางจำหน่ายทั่วไปครับ

———————

(เกษตรยุคใหม่ : ชุดตรวจแยกเพศปลาอะโรวานา : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ)

 

เกษตรยุคใหม่:มะม่วงส่งออก(2) กันยายน 3, 2012

เกษตรยุคใหม่:มะม่วงส่งออก(2)

เกษตรยุคใหม่:มะม่วงส่งออก(2)

เกษตรยุคใหม่ : มะม่วงส่งออก (2) : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

          มะม่วงไทยเราสามารถส่งออกไปยังประเทศที่ไม่ไกลนัก อย่างเช่นจีน และญี่ปุ่น หรือฮ่องกง เพราะว่าปัญหาเรื่องค่าขนส่งที่ค่อนข้างสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันเรายังไม่มีเทคโนโลยีที่ดีพอที่จะรักษาคุณภาพระหว่างการขนส่งได้ดี ทำให้การขนส่งทางเรือ ซึ่งต้องใช้เวลานานมีความเป็นไปได้น้อย จึงต้องส่งทางอากาศอย่างเดียว ซึ่งแน่นอนว่าค่าใช้จ่ายย่อมสูงตามไปด้วย

ตลาดมะม่วงที่จีน ก็เป็นอีกตลาดหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะว่าเป็นตลาดใหญ่ ถึงแม้ว่าจีนตอนใต้จะสามารถปลูกมะม่วงได้ และบางส่วนก็นำเข้ามาจากฟิลิปปินส์ เพราะว่าอยู่ใกล้กว่า แต่ว่ามะม่วงไทยก็เป็นที่น่าสนใจของจีนเช่นกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของรสชาติ หากเราสามารถขนส่งไปยังจีนได้โดยมีค่าใช้จ่ายไม่แพงนัก ก็น่าจะมีโอกาสในการแข่งขันสูงขึ้น ซึ่งวิธีขนส่งทางหนึ่งที่มีความเป็นไปได้สูงคือ การขนส่งทางรถ ผ่านเส้นทางอาร์ 3 หรืออาร์ 9 ซึ่งเชื่อมต่อไปยังประเทศจีน โดยใช้เวลาเดินทางไม่นาน

ข้อดีของการขนส่งมะม่วงทางรถก็คือ ไม่จำเป็นต้องรอสินค้าให้เต็มลำเรือเหมือนการขนส่งทางเรือ ซึ่งใช้เวลานานกว่า แต่ว่าการขนส่งทางรถนั้น เมื่อได้ของเต็มตู้ก็สามารถลากตู้ไปได้เลย แต่ว่าปัญหาของการขนส่งทางรถไปยังจีนก็ยังมีอยู่มากมาย และเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เรายังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเส้นทางดังกล่าวได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของกฎระเบียบและพิธีการต่างๆ ที่กลายมาเป็นอุปสรรคในการส่งออก

ตลาดมะม่วงนอกเหนือจากจีนแล้ว ที่น่าสนใจคือ ญี่ปุ่น เพราะว่ามีกำลังซื้อสูง เพียงแต่ว่าต้องการของที่มีคุณภาพสูง แต่ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของผู้ค้าด้วยว่าสามารถจะสร้างความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ของเราได้หรือเปล่า เนื่องจากมะม่วงไม่ใช่พืชพื้นเมืองของญี่ปุ่น

ดังนั้น สิ่งที่เราต้องทำคือการสอนให้คนญี่ปุ่นรู้จักมะม่วง ทั้งการเลือกหามะม่วงที่มีคุณภาพดี วิธีการกิน เป็นต้น เพราะจากเดิมที่เราเข้าใจว่าการส่งออกมะม่วงไปญี่ปุ่นต้องมีผิวสวยเท่านั้น บางครั้งจึงมีการเก็บมะม่วงที่ไม่แก่จัดไปเสนอขายเพียงเพราะว่าต้องการให้ผิวสวยเท่านั้น แต่เมื่อผู้บริโภคได้เรียนรู้แล้วว่า หากจะเลือกมะม่วงให้อร่อย ผิวอาจมีร่องรอยของความแก่ปรากฏอยู่บ้าง เช่นร่องรอยสีน้ำตาลบนผิวผลที่ไม่ได้เกิดจากโรคหรือแมลง แต่เป็นเหมือนกับจุดน้ำตาลที่บอกความแก่ ตอนนี้ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นหลายรายเริ่มรู้จักและยอมรับ

โดย การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับผลไม้หรือสินค้าที่เราส่งออกไปให้ผู้บริโภคได้ทราบก็น่าจะเป็นทางหนึ่งที่เราจะขยายตลาดออกไปได้กว้างขึ้น ยกตัวอย่างอีกพืชหนึ่งคือมังคุดที่เรามักจะเสนอขายมังคุดผิวมัน และผลโต โดยการตั้งมาตรฐานของเราขึ้นมาเอง แต่ความจริงแล้วหลายตลาดยอมรับมังคุดผิวลาย และผลไม่โตมากนัก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีรสชาติดีกว่าผลโตและผิวมันอย่างที่เราเข้าใจกัน การสร้างความเข้าใจให้ผู้บริโภคได้ทราบและมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น จึงน่าจะเป็นวิธีที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง

ตลาดมะม่วงที่มีความเป็นไปได้สูงอีกตลาดหนึ่งคือตะวันออกกลาง ซึ่งมีกำลังซื้อสูงมากเช่นกัน และเท่าที่เคยเห็น ในบางแห่งมีมะม่วงดิบหรือมะม่วงมันวางขายแบบเดียวกับในเมืองไทย เพราะว่าเริ่มมีผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งบริโภคเป็นและติดใจในรสชาติ

          หากเป็นเช่นนี้ โอกาสในการขยายตลาดเพิ่มเข้าไปอีกส่วนหนึ่งคือตลาดมะม่วงดิบและมะม่วงมัน ก็น่าจะมีความเป็นไปได้สูงเช่นกันครับ !

——————–

(เกษตรยุคใหม่ : มะม่วงส่งออก (2) : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ)

 

เกษตรยุคใหม่:มะม่วงส่งออก กันยายน 2, 2012

เกษตรยุคใหม่:มะม่วงส่งออก

เกษตรยุคใหม่:มะม่วงส่งออก

เกษตรยุคใหม่ : มะม่วงส่งออก : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

          สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้มีโอกาสไปร่วมการเสวนาเรื่องทิศทางการผลิตและการตลาดมะม่วงไทยเพื่อการส่งออก ซึ่งทางธนาคารกรุงเทพ ตามโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของ คุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ จัดขึ้นร่วมกับสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย ที่ อ.สากเหล็กจ.พิจิตร โดยมีชาวสวนมะม่วงเข้าร่วมมากกว่า 500 คน

งานนี้ได้มีการเชิญผู้ส่งออกมะม่วงที่สำคัญ เช่น คุณพิมใจ มัสซูโมโต้ ผู้รับสัมปทานโรงอบไอน้ำของกรมส่งเสริมการเกษตร ที่ดำเนินการอบไอน้ำมะม่วงก่อนส่งออกไปยังตลาดหลักคือญี่ปุ่น และเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่รายหนึ่งที่ส่งมะม่วงและทำตลาดมะม่วงไทยในญี่ปุ่นและเกาหลี มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการตลาดและการส่งออกมะม่วงไปยังตลาดดังกล่าว และได้เชิญคุณไพบูลย์ วงศ์โชติสถิต ซึ่งมีกิจการส่งออกผลไม้ไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน

ทั้งสองท่านได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจและบอกทิศทางความต้องการของตลาดมะม่วงในต่างประเทศได้เป็นอย่างดี โดยสรุปแล้ว ความเห็นที่เหมือนกันทุกคนก็คือ มะม่วงเป็นผลไม้ที่มีโอกาสทางการตลาดสูงมาก ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องตลาด เพราะความต้องการของตลาดยังมีอยู่มากที่สำคัญคือของต้องมีคุณภาพ เพราะว่ามะม่วงไทยมีราคาค่อนข้างสูงกว่าคนอื่นอยู่แล้ว ดังนั้นเราคงไม่ได้ไปแข่งกันที่ราคา แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพเป็นหลัก ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งคือ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีควบคุมการออกดอกได้ค่อนข้างสมบูรณ์

ดังนั้น การกระจายผลผลิตออกไปทั้งปีจึงทำได้ ซึ่งเป็นผลดีในแง่ของการตลาด เพราะว่าจะมีสินค้าส่งออกได้ทั้งปีและสามารถทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับต่างประเทศได้ ที่สำคัญคือเกษตรกรไทยมีการรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น และสามารถร่วมกันวางแผนการผลิตเพื่อให้มีผลมะม่วงออกจำหน่ายได้ทั้งปี โดยความร่วมมือของสมาคมและกลุ่มต่างๆ เรียกได้ว่า กลุ่มผู้ผลิตมะม่วงมีความเข้มแข็งมาก เป็นต้นแบบของกลุ่มอื่นๆ ได้ จึงทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องราคาตกต่ำเหมือนพืชอื่นๆ

พูดถึงเรื่องคุณภาพของมะม่วงแล้ว เรื่องนี้ผู้ปลูกต้องให้ความสำคัญมากๆ เพราะว่าหากเราเสียตลาดไปเนื่องจากมีการส่งของคุณภาพต่ำออกไปแล้ว ย่อมก่อให้เกิดผลเสียต่อเนื่องยาวนาน และอาจมากถึงขนาดหมดอนาคตเลยก็ได้ อย่างเช่นหากมีการนำมะม่วงไม่แก่จัดออกไปขาย ซึ่งแน่นอนว่ามะม่วงไม่แก่จัดย่อมมีรสชาติไม่ดี และเมื่อผู้ซื้อได้ซื้อไปแล้ว ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง ก็หมายความว่า การซื้อครั้งต่อไปคงไม่มีอีกแล้ว หากเป็นอย่างนี้ตลาดมะม่วงในต่างประเทศของเราก็คงค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ และโอกาสในการกู้ชื่อเสียงกลับคืนมานั้นทำได้ยากมาก

ความจริงแล้วญี่ปุ่นเป็นตลาดใหญ่มากตลาดหนึ่ง และต้องการของดีมีคุณภาพ ในขณะเดียวกันก็ให้ราคาสูง ตอนนี้คนญี่ปุ่นเริ่มเรียนรู้ในการเลือกซื้อมะม่วงที่แก่จัด ซึ่งมีรสชาติดีกว่า และเริ่มยอมรับว่าผิวมะม่วงที่แก่จัดนั้น บางครั้งอาจไม่เรียบเนียนเหมือนมะม่วงที่ยังอ่อนกว่า เพราะฉะนั้นต่อไปในอนาคตการส่งออกมะม่วงแก่จัดที่หลายคนกลัวว่าผิวจะเริ่มไม่สวยนั้น ก็ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคต่อไป

สำหรับตลาดจีนนั้น ก็เป็นตลาดใหญ่อีกตลาดหนึ่ง แต่ความที่จีนสามารถผลิตมะม่วงได้เช่นกันในตอนใต้ของประเทศ แต่ก็ยังไม่พอต่อความต้องการ จึงต้องมีการนำเข้าบางส่วน มะม่วงไทยก็สามารถเข้าไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดบน ซึ่งได้ราคาสูง เพียงแต่ว่ายังมีอุปสรรคเรื่องการขนส่ง ซึ่งมีรายละเอียดมากพอควร ไว้คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อไปครับ

——————–

(เกษตรยุคใหม่ : มะม่วงส่งออก : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ)

 

ปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย(2) สิงหาคม 28, 2012

ปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย(2)

ปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย(2)

ปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย (2) : คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

          คราวที่แล้วได้เล่าเกริ่นนำไปแล้วว่ามาเลเซียมีความก้าวหน้าด้านปาล์มน้ำมันมากกว่าไทยค่อนข้างมาก และได้ใส่ใจเรื่องของการพัฒนาพันธุ์และมีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐ ทำให้ทุกวันนี้ปาล์มน้ำมันของมาเลเซียเป็นอย่างที่เห็น ประเทศที่ปลูกปาล์มน้ำมันมากที่สุดในโลกก็คืออินโดนีเซีย ซึ่งมีประมาณ 50 ล้านไร่ รองลงมาคือมาเลเซียคือ 35 ล้านไร่ ตามด้วยไนจีเรีย สำหรับไทยเป็นอันดับสี่ คือประมาณ 5.5 ล้านไร่ เรียกได้ว่าห่างกันค่อนข้างมาก

จากการที่ได้ไปดูงานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อปาล์มน้ำมันที่เมืองอิโปห์ของมเลเซีย โดยมี ดร. อึ๊ง ซิวกี่ ผู้เชี่ยวชาญปาล์มน้ำมันซึ่งได้ค้นคว้าพัฒนาปาล์มน้ำมันมาตลอดชีวิต เป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากและมีส่วนในการทำให้ปาล์มน้ำมันของมาเลเซียมีความก้าวหน้าอย่างทุกวันนี้

ระหว่างทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปยังเมืองอิโปห์ ประมาณเกือบ 200 กิโลเมตร ทั้งสองข้างทางเป็นสวนปาล์มเกือบทั้งหมด แทบไม่พบสวนยางอย่างในอดีต เพราะรัฐบาลมาเลเซียมีวิสัยทัศน์ชัดเจนว่ายางพาราไม่น่าจะเป็นพืชที่เหมาะสมสำหรับมาเลเซีย เพราะขาดแรงงานในการกรีดยางและเห็นว่าน้ำมันปาล์มในอนาคตน่าจะมีความสำคัญมากขึ้นในหลายๆ ด้าน จึงกำหนดนโยบายเปลี่ยนยางพารามาเป็นปาล์มน้ำมัน และครองความเป็นเลิศด้านปาล์มน้ำมันอยู่ ในขณะที่ปล่อยให้ไทยเราเป็นผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ของโลก ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเราก็ส่งออกเพียงในรูปของผลิตภัณฑ์ยางเบื้องต้นซึ่งมีราคาต่ำ นั่นคือยางข้น ยางแผ่น เหมือนในอดีต

ปาล์มน้ำมันความจริงแล้วก็ไม่ใช่พืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในมาเลเซียหรือว่าอินโดนีเซีย แต่เมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่แล้วคือปี พ.ศ.2391 ชาวดัตช์เป็นคนนำปาล์มน้ำมันเข้ามาปลูกที่อินโดนีเซียในลักษณะของไม้ประดับ ซึ่งต่อมาก็มีการขยายเข้ามาในมาเลเซียอีก 62 ปีต่อมา จึงเริ่มเห็นประโยชน์ของปาล์มน้ำมัน นอกเหนือจากการเป็นไม้ประดับ คือการนำมาสกัดน้ำมันเพื่อเป็นอาหารใช้แทนน้ำมันจากสัตว์ น้ำมันถั่วเหลืองหรือถั่วลิสงได้

ในช่วงแรกที่นำเข้ามาในมาเลเซีย เป็นการดำเนินงานของเอกชนชาวอังกฤษ แต่ต่อมาอีกประมาณ 50-60 ปี รัฐบาลมาเลเซียเห็นความสำคัญและเห็นอนาคตที่สดใสของปาล์มน้ำมัน จึงเข้ามาให้ความสนใจและผลักดันเป็นพิชเศรษฐกิจตัวใหม่เข้ามาทดแทนยางพารา อย่างน้อยก็เพื่อเป็นหลักประกันความล้มเหลวโดยไม่ยอมเสี่ยงกับการสร้างรายได้จากพืชชนิดเดียวเช่นยางพาราที่เดิมสร้างรายได้หลักให้มาเลเซียอีกต่อไป ปัจจุบันมาเลเซียใช้น้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภคในประเทศประมาณ 60% ที่เหลือมีการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมทั้งส่งออกบางส่วน แต่มีการนำมาใช้ทำเชื้อเพลิงน้อยมาก

 มาเลเซียปลูกปาล์มน้ำมันมาก เป็นพืชหลักของประเทศ แต่ไม่ได้ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม รัฐบาลให้ความสำคัญในการวิจัยและพัฒนาเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงมีองค์กรต่างๆ ที่ดูแล และมีสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและเพิ่มมูลค่าของน้ำมันปาล์ม ที่สร้างผลงานหลายอย่างออกมา ทำให้มาเลเซียสามารถสร้างความเป็นเลิศด้านนี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยภาพรวมแล้วไม่ว่าเราจะครองความเป็นหนึ่งด้านใดก็ตาม เช่น ข้าว กุ้ง ยางพารา สิ่งเหล่านี้ทำได้อย่างมากคือการขายผลผลิตในรูปวัตถุดิบในปริมาณมากเท่านั้น เราแทบไม่ได้ใส่ความรู้จากการวิจัยเพื่อความยั่งยืนเข้าไปเลย เหตุผลก็คงเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าหาคนที่มีวิสัยทัศน์เรื่องนี้ได้น้อยมากในเมืองไทยครับ!

——————–

(ปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย (2) : คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ)

 

ปาล์มน้ำมันในมาเลเซีย

ปาล์มน้ำมันในมาเลเซีย

ปาล์มน้ำมันในมาเลเซีย

ปาล์มน้ำมันในมาเลเซีย : คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

          เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมห้องแล็บเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อปาล์มน้ำมันที่บริษัทใหญ่แห่งหนึ่งในมาเลเซีย ซึ่งทำธุรกิจเพาะกล้าปาล์มจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากต้นปาล์มลูกผสมพันธุ์ดีที่คัดมาแล้ว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้ปาล์มน้ำมันของมาเลเซียมีความก้าวหน้ากว่าเมืองไทยมาก ทั้งในเรื่องของผลผลิตและปริมาณน้ำมันในผลปาล์ม 

ปัจจุบันบริษัทนี้ผลิตต้นพันธุ์ปาล์มน้ำมันด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อปีละประมาณ 6 หมื่นต้นเพื่อขายในประเทศ ปัจจุบันสวนปาล์มในมาเลเซียประมาณ 7 หมื่นไร่ ปลูกปาล์มพันธุ์นี้อยู่

เหตุผลที่ต้นปาล์มจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเหนือกว่าต้นกล้าทั่วไปก็คือความสม่ำเสมอของต้น ทั้งการเติบโตและผลผลิต เพราะว่าการคัดเลือกต้นพันธุ์ที่จะนำมาขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้นต้องมีหลักเกณฑ์ ซึ่งโดยทั่วไปก็คือการคัดเลือกต้นที่ให้ผลผลิตสูง ผลมีขนาดใหญ่ การสุกของผลในทะลมีความสม่ำเสมอ และเรื่องที่สำคัญคือมีเนื้อหนาและเมล็ดเล็ก

ทั้งหมดนี้เป็นผลโดยรวมให้ปริมาณน้ำมันในผลสูงมากกว่า 26% ถ้ามองเป็นรายต้นอาจดูไม่มากเท่าใดนัก แต่ถ้าปลูกกันเป็นไร่ ผลผลิตและปริมาณน้ำมันที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยก็จะยิ่งเห็นความแตกต่างชัดเจนขึ้น

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อก็เป็นวิธีการขยายพันธุ์แบบหนึ่ง เหมือนกับการปักชำ หรือการตอนกิ่ง นั่นก็คือเป็นการขยายพันธุ์โดยไม่ใช้เพศ ต้นที่ได้จึงควรเหมือนต้นแม่ทุกประการ ซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า “โคลนนิ่ง” แต่ว่าการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออาจต่างจากการขยายพันธุ์แบบตอนกิ่งหรือปักชำตรงที่ว่า อาจมีการกลายพันธุ์เกิดขึ้นได้บ้าง เพราะว่าชิ้นส่วนเนื้อเยื่อที่นำมาขยายพันธุ์มีขนาดเล็กมากและต้องมีการแบ่งเซลล์หลายต่อหลายครั้งเพื่อการเติบโต จึงมีโอกาสผิดเพี้ยนได้มากกว่า

สำหรับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อปาล์มน้ำมันนั้น อาจเป็นวิธีการเดียวของการขยายพันธุ์โดยไม่ใช้เพศ เพราะว่าปาล์มน้ำมันเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและไม่มีการแตกหน่อ จึงไม่สามารถตอนกิ่งหรือปักชำได้ ความยากจึงอยู่ตรงนี้ และต้องมีการศึกษาวิจัยอย่างมากกว่าที่จะประสบความสำเร็จ เนื่องจากต้นปาล์มแต่ละต้นมีการตอบสนองต่อการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไม่เหมือนกัน

บางครั้งอาจพบปัญหาว่าเพาะเลี้ยงมาเกือบ 2 ปีแล้ว แต่ไม่สามารถชักนำให้เกิดต้นและรากได้ หมายความว่าเกิดการเสียเปล่า ดังนั้นการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่สำเร็จได้เช่นกัน

ปาล์มน้ำมันเป็นพืชยืนต้น เติบโตและให้ผลผลิตต่อเนื่องได้มากกว่า 25 ปี ดังนั้นถ้าลงทุนปลูกไปแล้วโดยใช้พันธุ์ไม่ดี ก็ต้องทนอยู่กับต้นนั้นไปนาน ได้ผลผลิตต่ำ น้ำมันน้อย ไม่คุ้มค่าการลงทุน เกษตรกรผู้ปลูกจึงพยายามขวนขวายหาพันธุ์ปาล์มที่ดีมาปลูก โดยการสั่งเมล็ดเข้ามาจากแหล่งปลูกต่างๆ ที่มีชื่อเสียง เช่นคอสตาริกา แต่ส่วนใหญ่แล้วพันธุ์ที่ได้มามักจะเป็นของเหลือทิ้งจากประเทศเหล่านั้น เพราะว่าคงไม่มีใครส่งของดีเข้ามาให้เรา

ผลก็คือปาล์มน้ำมันของเราไม่มีทางสู้คนอื่นได้เลย สิ่งที่จะทำให้ไทยเรามีความก้าวหน้าทันโลกได้ก็คือ ต้องมีการพัฒนาพันธุ์ปาล์มที่เหมาะสมสำหรับเมืองไทยขึ้นมาใช้เอง และแน่นอนว่าต้องใช้ทั้งเงินและเวลา รวมทั้งนักวิจัยที่ทุ่มเทในเรื่องนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพราะว่าปาล์มน้ำมันเป็นพืชยืนต้น ต้องใช้เวลาหลายปีในการปรับปรุงพันธุ์ ไม่เหมือนพืชล้มลุกทั้งหลายที่ใช้เวลาสั้นกว่า

          คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังว่าการปลูกปาล์มของมาเลเซียมีมากน้อยเพียงใด และมีความก้าวหน้ามากกว่าเราขนาดไหนครับ!

——————–

(ปาล์มน้ำมันในมาเลเซีย : คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ)