ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย ที่เกี่ยวข้อง

ธัญโอสถ(2) : เกษตรยุคใหม่ มิถุนายน 23, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140616/186461.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน 2557

ธัญโอสถ(2) : เกษตรยุคใหม่ โดยรศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

 

                คราวที่แล้วได้เกริ่นนำไว้แล้วว่า ข้าวไทยมีคุณสมบัติหลายอย่างที่เป็นประโยชน์มากกว่าการเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรต เพราะว่ามีการค้นพบสรรพคุณทางยา ไม่ว่าจะเป็นสรรพคุณทางการลดไขมันในเส้นเลือด หรือแม้กระทั่งยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งบางชนิดได้ จึงกลายเป็นว่า ทิศทางในอนาคตของข้าวไทย คงไม่ใช่เพียงแค่การผลิตเป็นอาหารประจำวันเท่านั้น แต่มีโอกาสกลายเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ และในที่สุดอาจมีการสกัดสารสำคัญบางอย่างที่พบในข้าวเหล่านี้ให้เป็นยารักษาโรคได้ วันนี้มาลงในรายละเอียดว่าข้าวอะไรบ้างที่มีสรรพคุณที่น่าสนใจ

ชนิดแรกก็คือ ข้าวสังข์หยด พบว่า เมื่อนำข้าวกล้องงอกและข้าวกล้องสังข์หยด ไปทดลองให้ผู้สูงอายุบริโภค พบว่า หลังกินครบ 12 สัปดาห์ ผู้สูงอายุทั้ง 2 กลุ่มมีค่าระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดลดลงอย่างชัดเจน และมีแนวโน้มหลั่งอินซูลินน้อยลง บ่งชี้ว่ากลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม อาจมีการควบคุมน้ำตาลในร่างกายดีขึ้น มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนเกิดที่หลอดเลือดขนาดเล็กลดลง และมีโอกาสเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดลดลง เรื่องนี้เป็นผลงานวิจัยของ ผศ.ดร.ศรีวัฒนา ทรงจิตสมบูรณ์ จากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจาก สวก. และเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ

ต่อมาก็คือ ข้าวแดงพะเยา และข้าวแดงเชียงราย เป็นผลงานของ ดร.พยุงศักดิ์ ตันติไพบูลย์วงศ์ จากมหาวิทยาลัยพะเยา พบว่า ข้าวแดงพะเยาและข้าวแดงเชียงราย มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ และสามารถต้านการอักเสบได้ดี และข้าวแดงที่ผ่านกระบวนการต้มด้วยแก๊สที่มีความร้อนสม่ำเสมอสามารถยับยั้งอนุมูลอิสระดีที่สุดและมีความเหมาะสมที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่แข็งและนำไปสู่การรับประทานข้าวที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

ส่วนข้าวก่ำน่าน ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของ ผศ.ดร.ธีระ ชีโวนรินทร์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า ข้าวก่ำน่าน มีสารในกลุ่มของสารประกอบฟีนอลิก และกลุ่มวิตามินอีหลายตัวในปริมาณสูงกว่าข้าวกล้อง กข.6 และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง นอกจากนี้พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ทั้งยับยั้งการสะสมไขมันในเซลล์ ลดการอับเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ ผลงานของ รศ.ดร.สุนันทา รัตนาโภ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งไปศึกษาข้าว 84 สายพันธุ์ เป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา โดยศึกษาวิเคราะห์โปรตีนหลักของข้าวเหล่านี้ พบว่าข้าวพื้นเมืองหลายพันธุ์มีความสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ เช่นพันธุ์ที่มีความสามารถในการยับยั้งเซลล์มะเร็งกะเพาะอาหารได้ดีที่สุดคือข้าวขาวสะบง และข้าวเมืองพาน

ส่วนพันธุ์ที่สามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งตับได้ดีที่สุด คือข้าวขาวสะบง และข้าวช่อมะกอกกลาง บางพันธุ์ที่สามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งผิวหนังได้ดีที่สุด คือข้าวช่อมะกอกกลางและข้าวหรั่งปั่นซอ ข้อมูลเหล่านี้เป็นความรู้เบื้องต้นที่จะต้องมีการศึกษาเชิงลึกต่อไปกว่าที่จะออกมาเป็นยาได้จริง แต่อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้เรารู้ว่าข้าวไทยไม่ได้มีแต่แป้งเท่านั้น ประโยชน์อื่นมีอีกมากมายมหาศาลครับ

 

ข้าวไทยในมุมมองผู้ส่งออก(2) มิถุนายน 1, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140421/183097.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 21 เมษายน 2557

ข้าวไทยในมุมมองผู้ส่งออก(2) : เกษตรยุคใหม่ โดยดร.พีรเดช ทองอำไพ

 

           ผู้ส่งออกข้าวไทยมีความสามารถสูงมาก เพราะสามารถขายได้ทุกอย่างที่เกษตรกรผลิตขึ้นมาได้ เรียกได้ว่าผลิตอะไรออกมาก็หาช่องทางขายได้อย่างนั้น และด้วยความโชคดีของเมืองไทย ทำให้เรามีข้าวที่มีคุณภาพสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดโลก จึงทำให้การผลักดันของผู้ส่งออกข้าวไทย ไม่ลำบากมากเกินไป ปัญหาหนึ่งที่ผู้ส่งออกข้าวอยากให้รัฐช่วยแก้ไขก็คือเรื่องของการจัดทำมาตรฐานข้าวเปลือก เพราะว่าที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นมาตรฐานข้าวสาร
ดังนั้น หากสามารถใช้มาตรฐานข้าวเปลือกได้ ก็น่าจะช่วยให้กระบวนการรับซื้อข้าวเปลือกดีขึ้น และทำให้มีโอกาสได้ข้าวคุณภาพมากขึ้น อีกอย่างหนึ่งที่ต้องการให้นักวิชาการได้ช่วยก็คือ หาทางทำอย่างไรที่จะให้สามารถจำแนกข้าวเปลือกได้ด้วยตาเปล่า หมายความว่าเมื่อมองแล้วรู้ได้ทันทีว่าเป็นข้าวอะไร เช่น ข้าวหอม ข้าวแข็ง หรืออะไรทำนองนี้ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่หลายคนไม่ค่อยคำนึงถึง แต่โดยความจริงแล้วเวลาพ่อค้ารับซื้อข้าวจะซื้อข้าวเปลือก หากมีการปลอมปนตั้งแต่ต้น ก็ไม่สามารถแยกได้ด้วยตา ไม่เหมือนผลไม้อย่างเช่นมะม่วงพันธุ์ต่างๆ ยังพอแยกออกได้ด้วยตาเปล่า แต่สำหรับข้าวเปลือกแล้ว ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นพันธุ์อะไร จึงเกิดการปลอมปนหรือปนเปื้อนโดยไม่ตั้งใจ ผลก็คือคุณภาพสุดท้ายของข้าวก็ต่ำลง

ตลาดข้าวไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มยุโรปและอเมริกา มีลูกค้าอยู่ 3 แบบด้วยกันคือ พวกแรกเป็นร้านอาหารไทยและจีน หรือร้านอาหารชาติอื่นที่บริโภคข้าวเป็นหลัก กลุ่มนี้ต้องการข้าวที่ไม่ต้องดีเลิศมากนัก และที่สำคัญคือต้องราคาไม่สูง เพราะใช้ในปริมาณมาก ดังนั้น ตลาดกลุ่มนี้อาจนิยมข้าวหอมจากเวียดนามซึ่งมีราคาถูกกว่าข้าวไทยมาก ในขณะที่อาจมองว่าคุณภาพไม่ได้ต่างกันมากนัก ดังนั้น เมื่อข้าวหอมไทยมีราคาสูงมาก พอร้านอาหารเหล่านี้ได้หันไปทดลองข้าวจากที่อื่นแล้ว ก็คงไม่หวนกลับมาซื้อข้าวไทยอีกเพราะว่าปัญหาเรื่องราคา ตลาดกลุ่มนี้เราเสียให้แก่เวียดนามไปค่อนข้างมาก และโอกาสที่จะได้กลับคืนมาก็คงยากนอกจากต้องจัดการเรื่องราคาให้จูงใจสำหรับผู้ซื้อ

สำหรับตลาดกลุ่มที่สองก็คือกลุ่มของคนเอเชียที่ไปตั้งรกรากหรืออาศัยอยู่ที่นั่น คนกลุ่มนี้ยังต้องการบริโภคข้าวคุณภาพสูงในราคาที่จับจ่ายได้ กลุ่มนี้จึงยังน่าจะเป็นเป้าหมายหลักของข้าวหอมไทย ที่อาจมีกำลังซื้อข้าวที่มีราคาสูงกว่าปกติได้ ส่วนกลุ่มที่สามก็คือกลุ่มคนต่างชาติที่ต้องการเปลี่ยนรสชาติ หันมาบริโภคข้าวเป็นครั้งคราว กลุ่มนี้เป็นกลุ่มค่อนข้างเล็ก แต่สามารถหาซื้อข้าวคุณภาพสูงและราคาสูงได้ เพราะว่าซื้อน้อยและใช้บริโภคน้อย สองกลุ่มหลังนี้ ยังพอจะเป็นโอกาสของข้าวไทย เพราะว่าถ้าพูดถึงคุณภาพข้าวไทยแล้ว เรายังครองความเป็นผู้นำในแถวหน้า ถึงจะไม่ใช่เบอร์หนึ่งก็ตาม

สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถแย่งชิงตลาดกลับมาได้ก็คือการพัฒนาข้าวเดิมที่มีอยู่ให้มีคุณสมบัติที่แตกต่างออกไป เพื่อใช้เป็นจุดขายที่ต่างจากของประเทศอื่น เช่น อาจทำข้าวหอมที่มีคุณค่าทางอาหารสูงขึ้น หรือเหมาะสมสำหรับสุขภาพเช่นข้าวที่ย่อยสลายเป็นน้ำตาลได้ต่ำ หรือมีแร่ธาตุที่จำเป็น สารอาหาร หรือวิตามินสูงขึ้น เป็นต้น ในขณะเดียวกัน การเตรียมการพัฒนาข้าวในรูปแบบใหม่ๆ ก็ยังไม่สามารถละทิ้งได้ แต่คงต้องทำอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมการสำหรับตลาดในอนาคต

ขณะที่การศึกษาพฤติกรรมความชอบบริโภคข้าวของกลุ่มลูกค้าต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อนำมาใช้ในการวางแผนการตลาดต่อไปครับ

 

เกษตรยุคใหม่ : ตรวจแยกเพศปลามังกร กรกฎาคม 6, 2013

เกษตรยุคใหม่ : ตรวจแยกเพศปลามังกร

วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม 2556

//

เกษตรยุคใหม่ : ตรวจแยกเพศปลามังกร

เกษตรยุคใหม่ : ชุดตรวจแยกเพศปลาอะโรวานา : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

                          ปลาอะโรวานา หรือปลามังกร ที่เศรษฐีนิยมเลี้ยงกันอยู่นั้น มูลค่าแต่ละตัวค่อนข้างสูงมากเป็นหลักหมื่นหลักแสน ดังนั้น จึงเป็นธุรกิจหนึ่งที่น่าสนใจเพาะเลี้ยง ปลาอะโรวานาที่เลี้ยงกันอยู่ในประเทศไทย ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เพราะว่าปลาของไทยโดยปกติสีไม่สวย ที่เรารู้จักกันก็ได้แก่ พวกปลาตะพัดสีเขียว ตะพัดสีเงิน เป็นต้น แต่ที่นิยมเลี้ยงจะเป็นพวกสีทอง ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้ามาจากมาเลเซีย จึงเรียกว่าทองมาเลเซีย ซึ่งราคาแพงมาก แต่ถ้าเป็นปลาที่นำเข้ามาจากอินโดนีเซียก็จะราคาย่อมเยาลงมา เรียกว่าทองอินโดนีเซีย แล้วก็จะมีแดงอินโดนีเซียที่มีราคาสูงพอสมควร โดยสรุปแล้วอินโดนีเซียมีการเพาะเลี้ยงและส่งออกมากที่สุดในโลก

                          การเพาะพันธุ์ปลาอะโรวานาทำโดยการเพาะเลี้ยงตามธรรมชาติเท่านั้น โดยการปล่อยให้อยู่รวมกันหลายตัวเป็นฝูงในบ่อขนาดใหญ่ แล้วให้จับคู่ผสมพันธุ์กันเอง ที่ต้องทำอย่างนี้ก็เพราะว่ายังไม่มีวิธีแยกเพศปลาที่ชัดเจนได้ จึงต้องปล่อยให้อยู่รวมกันหลายตัวเพื่อสร้างโอกาสให้ผสมพันธุ์กัน แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ บางครั้งปลาเหล่านี้จะมีนิสัยก้าวร้าว และสร้างอาณาเขตของตนเอง และอีกอย่างหนึ่งคือ ไม่สามารถกำหนดสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างตัวผู้และตัวเมียได้ ในเมืองไทยก็มีความพยายามที่จะเพาะเลี้ยงเช่นกัน แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะปัญหาเรื่องการแยกเพศไม่ออกนั่นเอง ทำให้การกำหนดสัดส่วนปลาที่จะปล่อยแล้วคุ้มทุนที่สุด ไม่สามารถทำได้

                          จากจุดนี้เองได้กลายเป็นโจทย์ให้นักวิจัยหาทางแก้ปัญหา โดยมีทีมวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย ดร.นันทริกา ชันซื่อ ใช้วิธีการตรวจสอบทางดีเอ็นเอ เพื่อใช้แยกเพศปลาให้ได้แม่นยำ เพื่อการจัดสัดส่วนปลาที่จะปล่อยลงในบ่อได้เหมาะสมและประหยัดหรือคุ้มทุนที่สุด วิธีใช้ก็ง่ายโดยไม่ทำให้ปลาช้ำหรือบาดเจ็บ เพราะว่านักวิจัยใช้วิธีการเก็บตัวอย่างจากเมือกปลา หรือสิ่งขับถ่ายต่างๆ ของปลา โดยเก็บจากระบบกรองน้ำหรือจากเมือกปลาโดยตรง

                          ที่สำคัญคือ ไม่ต้องรอให้ปลาโตเต็มที่ก่อน เพราะว่าชุดตรวจสอบดังกล่าวสามารถตรวจวัดได้แม้กระทั่งปลายังไม่โตเต็มที่ถึงวัยเจริญพันธุ์ ตอนนี้ชุดตรวจสอบเพศปลาอะโรวานาดังกล่าวสามารถแยกเพศปลาทองมาเลเซียและแดงอินโดนีเซียได้ 100%

                          อุปกรณ์เก็บตัวอย่างที่นักวิจัยได้ออกแบบมานั้น เป็นกล่องอุปกรณ์เก็บตัวอย่างที่สามารถติดตั้งไว้ในระบบกรองของตู้ปลา ซึ่งจะสามารถกรองน้ำที่มีเมือกและสิ่งขับถ่ายของปลาที่ถูกดูดเข้ามาผ่านช่องกรอง ทำให้เมือกและสิ่งขับถ่ายติดอยู่กับแผ่นใยแก้วภายในกล่อง แล้วก็นำแผ่นใยแก้วนี้มาวิเคราะห์ต่อไปว่าเป็นปลาเพศผู้หรือเพศเมีย ด้วยวิธีนี้เอง ปลาจึงไม่เครียดและไม่ต้องสัมผัสตัวปลาเลยแม้แต่น้อย เมื่อทราบเพศของปลาแล้ว ก็สามารถบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น โดยการนำปลาเพศผู้กับเพศเมียมาใส่ในบ่อขนาดเล็กตามจำนวนหรือสัดส่วนที่ต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องปล่อยเลี้ยงในบ่อใหญ่ครั้งละมากๆ เหมือนแต่ก่อน

                          ดังนั้นด้วยชุดตรวจสอบเพศปลาอันนี้ จะสามารถลดต้นทุนการผลิต และสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงปลาอะโรวานาได้ดีกว่าเก่า และชุดตรวจสอบนี้ก็จัดได้ว่าเป็นชุดแรกของโลกที่ทำขึ้นด้วยฝีมือของคนไทย ซึ่งมีโอกาสผลิตและนำไปขายยังต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีการเพาะเลี้ยงปลาอะโรวานามากๆ อย่างเช่น อินโดนีเซีย เป็นต้น

                          คงอีกไม่นานเราจะเห็นผลิตภัณฑ์ชุดตรวจสอบนี้ผลิตออกมาวางจำหน่ายทั่วไปครับ

———————

(เกษตรยุคใหม่ : ชุดตรวจแยกเพศปลาอะโรวานา : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ)

 

เกษตรยุคใหม่:มะม่วงส่งออก(2) กันยายน 3, 2012

เกษตรยุคใหม่:มะม่วงส่งออก(2)

เกษตรยุคใหม่:มะม่วงส่งออก(2)

เกษตรยุคใหม่ : มะม่วงส่งออก (2) : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

          มะม่วงไทยเราสามารถส่งออกไปยังประเทศที่ไม่ไกลนัก อย่างเช่นจีน และญี่ปุ่น หรือฮ่องกง เพราะว่าปัญหาเรื่องค่าขนส่งที่ค่อนข้างสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันเรายังไม่มีเทคโนโลยีที่ดีพอที่จะรักษาคุณภาพระหว่างการขนส่งได้ดี ทำให้การขนส่งทางเรือ ซึ่งต้องใช้เวลานานมีความเป็นไปได้น้อย จึงต้องส่งทางอากาศอย่างเดียว ซึ่งแน่นอนว่าค่าใช้จ่ายย่อมสูงตามไปด้วย

ตลาดมะม่วงที่จีน ก็เป็นอีกตลาดหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะว่าเป็นตลาดใหญ่ ถึงแม้ว่าจีนตอนใต้จะสามารถปลูกมะม่วงได้ และบางส่วนก็นำเข้ามาจากฟิลิปปินส์ เพราะว่าอยู่ใกล้กว่า แต่ว่ามะม่วงไทยก็เป็นที่น่าสนใจของจีนเช่นกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของรสชาติ หากเราสามารถขนส่งไปยังจีนได้โดยมีค่าใช้จ่ายไม่แพงนัก ก็น่าจะมีโอกาสในการแข่งขันสูงขึ้น ซึ่งวิธีขนส่งทางหนึ่งที่มีความเป็นไปได้สูงคือ การขนส่งทางรถ ผ่านเส้นทางอาร์ 3 หรืออาร์ 9 ซึ่งเชื่อมต่อไปยังประเทศจีน โดยใช้เวลาเดินทางไม่นาน

ข้อดีของการขนส่งมะม่วงทางรถก็คือ ไม่จำเป็นต้องรอสินค้าให้เต็มลำเรือเหมือนการขนส่งทางเรือ ซึ่งใช้เวลานานกว่า แต่ว่าการขนส่งทางรถนั้น เมื่อได้ของเต็มตู้ก็สามารถลากตู้ไปได้เลย แต่ว่าปัญหาของการขนส่งทางรถไปยังจีนก็ยังมีอยู่มากมาย และเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เรายังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเส้นทางดังกล่าวได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของกฎระเบียบและพิธีการต่างๆ ที่กลายมาเป็นอุปสรรคในการส่งออก

ตลาดมะม่วงนอกเหนือจากจีนแล้ว ที่น่าสนใจคือ ญี่ปุ่น เพราะว่ามีกำลังซื้อสูง เพียงแต่ว่าต้องการของที่มีคุณภาพสูง แต่ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของผู้ค้าด้วยว่าสามารถจะสร้างความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ของเราได้หรือเปล่า เนื่องจากมะม่วงไม่ใช่พืชพื้นเมืองของญี่ปุ่น

ดังนั้น สิ่งที่เราต้องทำคือการสอนให้คนญี่ปุ่นรู้จักมะม่วง ทั้งการเลือกหามะม่วงที่มีคุณภาพดี วิธีการกิน เป็นต้น เพราะจากเดิมที่เราเข้าใจว่าการส่งออกมะม่วงไปญี่ปุ่นต้องมีผิวสวยเท่านั้น บางครั้งจึงมีการเก็บมะม่วงที่ไม่แก่จัดไปเสนอขายเพียงเพราะว่าต้องการให้ผิวสวยเท่านั้น แต่เมื่อผู้บริโภคได้เรียนรู้แล้วว่า หากจะเลือกมะม่วงให้อร่อย ผิวอาจมีร่องรอยของความแก่ปรากฏอยู่บ้าง เช่นร่องรอยสีน้ำตาลบนผิวผลที่ไม่ได้เกิดจากโรคหรือแมลง แต่เป็นเหมือนกับจุดน้ำตาลที่บอกความแก่ ตอนนี้ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นหลายรายเริ่มรู้จักและยอมรับ

โดย การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับผลไม้หรือสินค้าที่เราส่งออกไปให้ผู้บริโภคได้ทราบก็น่าจะเป็นทางหนึ่งที่เราจะขยายตลาดออกไปได้กว้างขึ้น ยกตัวอย่างอีกพืชหนึ่งคือมังคุดที่เรามักจะเสนอขายมังคุดผิวมัน และผลโต โดยการตั้งมาตรฐานของเราขึ้นมาเอง แต่ความจริงแล้วหลายตลาดยอมรับมังคุดผิวลาย และผลไม่โตมากนัก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีรสชาติดีกว่าผลโตและผิวมันอย่างที่เราเข้าใจกัน การสร้างความเข้าใจให้ผู้บริโภคได้ทราบและมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น จึงน่าจะเป็นวิธีที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง

ตลาดมะม่วงที่มีความเป็นไปได้สูงอีกตลาดหนึ่งคือตะวันออกกลาง ซึ่งมีกำลังซื้อสูงมากเช่นกัน และเท่าที่เคยเห็น ในบางแห่งมีมะม่วงดิบหรือมะม่วงมันวางขายแบบเดียวกับในเมืองไทย เพราะว่าเริ่มมีผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งบริโภคเป็นและติดใจในรสชาติ

          หากเป็นเช่นนี้ โอกาสในการขยายตลาดเพิ่มเข้าไปอีกส่วนหนึ่งคือตลาดมะม่วงดิบและมะม่วงมัน ก็น่าจะมีความเป็นไปได้สูงเช่นกันครับ !

——————–

(เกษตรยุคใหม่ : มะม่วงส่งออก (2) : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ)

 

เกษตรยุคใหม่:มะม่วงส่งออก กันยายน 2, 2012

เกษตรยุคใหม่:มะม่วงส่งออก

เกษตรยุคใหม่:มะม่วงส่งออก

เกษตรยุคใหม่ : มะม่วงส่งออก : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

          สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้มีโอกาสไปร่วมการเสวนาเรื่องทิศทางการผลิตและการตลาดมะม่วงไทยเพื่อการส่งออก ซึ่งทางธนาคารกรุงเทพ ตามโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของ คุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ จัดขึ้นร่วมกับสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย ที่ อ.สากเหล็กจ.พิจิตร โดยมีชาวสวนมะม่วงเข้าร่วมมากกว่า 500 คน

งานนี้ได้มีการเชิญผู้ส่งออกมะม่วงที่สำคัญ เช่น คุณพิมใจ มัสซูโมโต้ ผู้รับสัมปทานโรงอบไอน้ำของกรมส่งเสริมการเกษตร ที่ดำเนินการอบไอน้ำมะม่วงก่อนส่งออกไปยังตลาดหลักคือญี่ปุ่น และเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่รายหนึ่งที่ส่งมะม่วงและทำตลาดมะม่วงไทยในญี่ปุ่นและเกาหลี มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการตลาดและการส่งออกมะม่วงไปยังตลาดดังกล่าว และได้เชิญคุณไพบูลย์ วงศ์โชติสถิต ซึ่งมีกิจการส่งออกผลไม้ไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน

ทั้งสองท่านได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจและบอกทิศทางความต้องการของตลาดมะม่วงในต่างประเทศได้เป็นอย่างดี โดยสรุปแล้ว ความเห็นที่เหมือนกันทุกคนก็คือ มะม่วงเป็นผลไม้ที่มีโอกาสทางการตลาดสูงมาก ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องตลาด เพราะความต้องการของตลาดยังมีอยู่มากที่สำคัญคือของต้องมีคุณภาพ เพราะว่ามะม่วงไทยมีราคาค่อนข้างสูงกว่าคนอื่นอยู่แล้ว ดังนั้นเราคงไม่ได้ไปแข่งกันที่ราคา แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพเป็นหลัก ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งคือ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีควบคุมการออกดอกได้ค่อนข้างสมบูรณ์

ดังนั้น การกระจายผลผลิตออกไปทั้งปีจึงทำได้ ซึ่งเป็นผลดีในแง่ของการตลาด เพราะว่าจะมีสินค้าส่งออกได้ทั้งปีและสามารถทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับต่างประเทศได้ ที่สำคัญคือเกษตรกรไทยมีการรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น และสามารถร่วมกันวางแผนการผลิตเพื่อให้มีผลมะม่วงออกจำหน่ายได้ทั้งปี โดยความร่วมมือของสมาคมและกลุ่มต่างๆ เรียกได้ว่า กลุ่มผู้ผลิตมะม่วงมีความเข้มแข็งมาก เป็นต้นแบบของกลุ่มอื่นๆ ได้ จึงทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องราคาตกต่ำเหมือนพืชอื่นๆ

พูดถึงเรื่องคุณภาพของมะม่วงแล้ว เรื่องนี้ผู้ปลูกต้องให้ความสำคัญมากๆ เพราะว่าหากเราเสียตลาดไปเนื่องจากมีการส่งของคุณภาพต่ำออกไปแล้ว ย่อมก่อให้เกิดผลเสียต่อเนื่องยาวนาน และอาจมากถึงขนาดหมดอนาคตเลยก็ได้ อย่างเช่นหากมีการนำมะม่วงไม่แก่จัดออกไปขาย ซึ่งแน่นอนว่ามะม่วงไม่แก่จัดย่อมมีรสชาติไม่ดี และเมื่อผู้ซื้อได้ซื้อไปแล้ว ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง ก็หมายความว่า การซื้อครั้งต่อไปคงไม่มีอีกแล้ว หากเป็นอย่างนี้ตลาดมะม่วงในต่างประเทศของเราก็คงค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ และโอกาสในการกู้ชื่อเสียงกลับคืนมานั้นทำได้ยากมาก

ความจริงแล้วญี่ปุ่นเป็นตลาดใหญ่มากตลาดหนึ่ง และต้องการของดีมีคุณภาพ ในขณะเดียวกันก็ให้ราคาสูง ตอนนี้คนญี่ปุ่นเริ่มเรียนรู้ในการเลือกซื้อมะม่วงที่แก่จัด ซึ่งมีรสชาติดีกว่า และเริ่มยอมรับว่าผิวมะม่วงที่แก่จัดนั้น บางครั้งอาจไม่เรียบเนียนเหมือนมะม่วงที่ยังอ่อนกว่า เพราะฉะนั้นต่อไปในอนาคตการส่งออกมะม่วงแก่จัดที่หลายคนกลัวว่าผิวจะเริ่มไม่สวยนั้น ก็ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคต่อไป

สำหรับตลาดจีนนั้น ก็เป็นตลาดใหญ่อีกตลาดหนึ่ง แต่ความที่จีนสามารถผลิตมะม่วงได้เช่นกันในตอนใต้ของประเทศ แต่ก็ยังไม่พอต่อความต้องการ จึงต้องมีการนำเข้าบางส่วน มะม่วงไทยก็สามารถเข้าไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดบน ซึ่งได้ราคาสูง เพียงแต่ว่ายังมีอุปสรรคเรื่องการขนส่ง ซึ่งมีรายละเอียดมากพอควร ไว้คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อไปครับ

——————–

(เกษตรยุคใหม่ : มะม่วงส่งออก : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ)

 

ปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย(2) สิงหาคม 28, 2012

ปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย(2)

ปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย(2)

ปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย (2) : คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

          คราวที่แล้วได้เล่าเกริ่นนำไปแล้วว่ามาเลเซียมีความก้าวหน้าด้านปาล์มน้ำมันมากกว่าไทยค่อนข้างมาก และได้ใส่ใจเรื่องของการพัฒนาพันธุ์และมีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐ ทำให้ทุกวันนี้ปาล์มน้ำมันของมาเลเซียเป็นอย่างที่เห็น ประเทศที่ปลูกปาล์มน้ำมันมากที่สุดในโลกก็คืออินโดนีเซีย ซึ่งมีประมาณ 50 ล้านไร่ รองลงมาคือมาเลเซียคือ 35 ล้านไร่ ตามด้วยไนจีเรีย สำหรับไทยเป็นอันดับสี่ คือประมาณ 5.5 ล้านไร่ เรียกได้ว่าห่างกันค่อนข้างมาก

จากการที่ได้ไปดูงานเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อปาล์มน้ำมันที่เมืองอิโปห์ของมเลเซีย โดยมี ดร. อึ๊ง ซิวกี่ ผู้เชี่ยวชาญปาล์มน้ำมันซึ่งได้ค้นคว้าพัฒนาปาล์มน้ำมันมาตลอดชีวิต เป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากและมีส่วนในการทำให้ปาล์มน้ำมันของมาเลเซียมีความก้าวหน้าอย่างทุกวันนี้

ระหว่างทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ไปยังเมืองอิโปห์ ประมาณเกือบ 200 กิโลเมตร ทั้งสองข้างทางเป็นสวนปาล์มเกือบทั้งหมด แทบไม่พบสวนยางอย่างในอดีต เพราะรัฐบาลมาเลเซียมีวิสัยทัศน์ชัดเจนว่ายางพาราไม่น่าจะเป็นพืชที่เหมาะสมสำหรับมาเลเซีย เพราะขาดแรงงานในการกรีดยางและเห็นว่าน้ำมันปาล์มในอนาคตน่าจะมีความสำคัญมากขึ้นในหลายๆ ด้าน จึงกำหนดนโยบายเปลี่ยนยางพารามาเป็นปาล์มน้ำมัน และครองความเป็นเลิศด้านปาล์มน้ำมันอยู่ ในขณะที่ปล่อยให้ไทยเราเป็นผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ของโลก ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเราก็ส่งออกเพียงในรูปของผลิตภัณฑ์ยางเบื้องต้นซึ่งมีราคาต่ำ นั่นคือยางข้น ยางแผ่น เหมือนในอดีต

ปาล์มน้ำมันความจริงแล้วก็ไม่ใช่พืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในมาเลเซียหรือว่าอินโดนีเซีย แต่เมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่แล้วคือปี พ.ศ.2391 ชาวดัตช์เป็นคนนำปาล์มน้ำมันเข้ามาปลูกที่อินโดนีเซียในลักษณะของไม้ประดับ ซึ่งต่อมาก็มีการขยายเข้ามาในมาเลเซียอีก 62 ปีต่อมา จึงเริ่มเห็นประโยชน์ของปาล์มน้ำมัน นอกเหนือจากการเป็นไม้ประดับ คือการนำมาสกัดน้ำมันเพื่อเป็นอาหารใช้แทนน้ำมันจากสัตว์ น้ำมันถั่วเหลืองหรือถั่วลิสงได้

ในช่วงแรกที่นำเข้ามาในมาเลเซีย เป็นการดำเนินงานของเอกชนชาวอังกฤษ แต่ต่อมาอีกประมาณ 50-60 ปี รัฐบาลมาเลเซียเห็นความสำคัญและเห็นอนาคตที่สดใสของปาล์มน้ำมัน จึงเข้ามาให้ความสนใจและผลักดันเป็นพิชเศรษฐกิจตัวใหม่เข้ามาทดแทนยางพารา อย่างน้อยก็เพื่อเป็นหลักประกันความล้มเหลวโดยไม่ยอมเสี่ยงกับการสร้างรายได้จากพืชชนิดเดียวเช่นยางพาราที่เดิมสร้างรายได้หลักให้มาเลเซียอีกต่อไป ปัจจุบันมาเลเซียใช้น้ำมันปาล์มเพื่อการบริโภคในประเทศประมาณ 60% ที่เหลือมีการนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมทั้งส่งออกบางส่วน แต่มีการนำมาใช้ทำเชื้อเพลิงน้อยมาก

 มาเลเซียปลูกปาล์มน้ำมันมาก เป็นพืชหลักของประเทศ แต่ไม่ได้ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม รัฐบาลให้ความสำคัญในการวิจัยและพัฒนาเป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงมีองค์กรต่างๆ ที่ดูแล และมีสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและเพิ่มมูลค่าของน้ำมันปาล์ม ที่สร้างผลงานหลายอย่างออกมา ทำให้มาเลเซียสามารถสร้างความเป็นเลิศด้านนี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยภาพรวมแล้วไม่ว่าเราจะครองความเป็นหนึ่งด้านใดก็ตาม เช่น ข้าว กุ้ง ยางพารา สิ่งเหล่านี้ทำได้อย่างมากคือการขายผลผลิตในรูปวัตถุดิบในปริมาณมากเท่านั้น เราแทบไม่ได้ใส่ความรู้จากการวิจัยเพื่อความยั่งยืนเข้าไปเลย เหตุผลก็คงเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าหาคนที่มีวิสัยทัศน์เรื่องนี้ได้น้อยมากในเมืองไทยครับ!

——————–

(ปาล์มน้ำมันของมาเลเซีย (2) : คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ)

 

ปาล์มน้ำมันในมาเลเซีย

ปาล์มน้ำมันในมาเลเซีย

ปาล์มน้ำมันในมาเลเซีย

ปาล์มน้ำมันในมาเลเซีย : คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

          เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมห้องแล็บเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อปาล์มน้ำมันที่บริษัทใหญ่แห่งหนึ่งในมาเลเซีย ซึ่งทำธุรกิจเพาะกล้าปาล์มจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากต้นปาล์มลูกผสมพันธุ์ดีที่คัดมาแล้ว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้ปาล์มน้ำมันของมาเลเซียมีความก้าวหน้ากว่าเมืองไทยมาก ทั้งในเรื่องของผลผลิตและปริมาณน้ำมันในผลปาล์ม 

ปัจจุบันบริษัทนี้ผลิตต้นพันธุ์ปาล์มน้ำมันด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อปีละประมาณ 6 หมื่นต้นเพื่อขายในประเทศ ปัจจุบันสวนปาล์มในมาเลเซียประมาณ 7 หมื่นไร่ ปลูกปาล์มพันธุ์นี้อยู่

เหตุผลที่ต้นปาล์มจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเหนือกว่าต้นกล้าทั่วไปก็คือความสม่ำเสมอของต้น ทั้งการเติบโตและผลผลิต เพราะว่าการคัดเลือกต้นพันธุ์ที่จะนำมาขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อนั้นต้องมีหลักเกณฑ์ ซึ่งโดยทั่วไปก็คือการคัดเลือกต้นที่ให้ผลผลิตสูง ผลมีขนาดใหญ่ การสุกของผลในทะลมีความสม่ำเสมอ และเรื่องที่สำคัญคือมีเนื้อหนาและเมล็ดเล็ก

ทั้งหมดนี้เป็นผลโดยรวมให้ปริมาณน้ำมันในผลสูงมากกว่า 26% ถ้ามองเป็นรายต้นอาจดูไม่มากเท่าใดนัก แต่ถ้าปลูกกันเป็นไร่ ผลผลิตและปริมาณน้ำมันที่ต่างกันเพียงเล็กน้อยก็จะยิ่งเห็นความแตกต่างชัดเจนขึ้น

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อก็เป็นวิธีการขยายพันธุ์แบบหนึ่ง เหมือนกับการปักชำ หรือการตอนกิ่ง นั่นก็คือเป็นการขยายพันธุ์โดยไม่ใช้เพศ ต้นที่ได้จึงควรเหมือนต้นแม่ทุกประการ ซึ่งวิธีการนี้เรียกว่า “โคลนนิ่ง” แต่ว่าการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่ออาจต่างจากการขยายพันธุ์แบบตอนกิ่งหรือปักชำตรงที่ว่า อาจมีการกลายพันธุ์เกิดขึ้นได้บ้าง เพราะว่าชิ้นส่วนเนื้อเยื่อที่นำมาขยายพันธุ์มีขนาดเล็กมากและต้องมีการแบ่งเซลล์หลายต่อหลายครั้งเพื่อการเติบโต จึงมีโอกาสผิดเพี้ยนได้มากกว่า

สำหรับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อปาล์มน้ำมันนั้น อาจเป็นวิธีการเดียวของการขยายพันธุ์โดยไม่ใช้เพศ เพราะว่าปาล์มน้ำมันเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและไม่มีการแตกหน่อ จึงไม่สามารถตอนกิ่งหรือปักชำได้ ความยากจึงอยู่ตรงนี้ และต้องมีการศึกษาวิจัยอย่างมากกว่าที่จะประสบความสำเร็จ เนื่องจากต้นปาล์มแต่ละต้นมีการตอบสนองต่อการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อไม่เหมือนกัน

บางครั้งอาจพบปัญหาว่าเพาะเลี้ยงมาเกือบ 2 ปีแล้ว แต่ไม่สามารถชักนำให้เกิดต้นและรากได้ หมายความว่าเกิดการเสียเปล่า ดังนั้นการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่สำเร็จได้เช่นกัน

ปาล์มน้ำมันเป็นพืชยืนต้น เติบโตและให้ผลผลิตต่อเนื่องได้มากกว่า 25 ปี ดังนั้นถ้าลงทุนปลูกไปแล้วโดยใช้พันธุ์ไม่ดี ก็ต้องทนอยู่กับต้นนั้นไปนาน ได้ผลผลิตต่ำ น้ำมันน้อย ไม่คุ้มค่าการลงทุน เกษตรกรผู้ปลูกจึงพยายามขวนขวายหาพันธุ์ปาล์มที่ดีมาปลูก โดยการสั่งเมล็ดเข้ามาจากแหล่งปลูกต่างๆ ที่มีชื่อเสียง เช่นคอสตาริกา แต่ส่วนใหญ่แล้วพันธุ์ที่ได้มามักจะเป็นของเหลือทิ้งจากประเทศเหล่านั้น เพราะว่าคงไม่มีใครส่งของดีเข้ามาให้เรา

ผลก็คือปาล์มน้ำมันของเราไม่มีทางสู้คนอื่นได้เลย สิ่งที่จะทำให้ไทยเรามีความก้าวหน้าทันโลกได้ก็คือ ต้องมีการพัฒนาพันธุ์ปาล์มที่เหมาะสมสำหรับเมืองไทยขึ้นมาใช้เอง และแน่นอนว่าต้องใช้ทั้งเงินและเวลา รวมทั้งนักวิจัยที่ทุ่มเทในเรื่องนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพราะว่าปาล์มน้ำมันเป็นพืชยืนต้น ต้องใช้เวลาหลายปีในการปรับปรุงพันธุ์ ไม่เหมือนพืชล้มลุกทั้งหลายที่ใช้เวลาสั้นกว่า

          คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังว่าการปลูกปาล์มของมาเลเซียมีมากน้อยเพียงใด และมีความก้าวหน้ามากกว่าเราขนาดไหนครับ!

——————–

(ปาล์มน้ำมันในมาเลเซีย : คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ)

 

เกษตรยุคใหม่:การบ่มผลไม้(2) กรกฎาคม 14, 2012

เกษตรยุคใหม่:การบ่มผลไม้(2)

คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : การบ่มผลไม้ (2) : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

          นอกจากการบ่มผลไม้โดยใช้ถ่านแก๊ส ซึ่งเป็นวิธีการที่ปฏิบัติกันทั่วไปในประเทศไทย ก็ยังมีวิธีการอื่นอีก เช่น การใช้ห้องบ่ม หมายความว่าต้องมีการสร้างห้องขึ้นมาโดยมีลักษณะเป็นห้องอับอากาศ คือเป็นห้องปิดสนิทที่ป้องกันการเคลื่อนที่ของอากาศหรือแก็สต่างๆ ภายในห้อง เมื่อจะบ่มผลไม้ก็นำผลไม้เข้าไปใส่ในห้องบ่มแล้วใช้แก๊สเอทิลีนใส่เข้าไปตามความเข้มข้นที่ต้องการ ทิ้งไว้ระยะหนึ่งก็เอาผลไม้ออกมาวางไว้ข้างนอกเพื่อปล่อยให้สุกตามธรรมชาติ วิธีนี้มีการใช้ทั่วไปในต่างประเทศ

ส่วนในประเทศไทยจะเหมาะสำหรับการบ่มผลไม้ปริมาณมากๆ โดยเฉพาะเพื่อการส่งออก เช่น การทำทุเรียนแช่แข็งเพื่อการส่งออก จำเป็นที่ต้องบ่มให้ทุเรียนสุกพร้อมกัน เพื่อความสะดวกในการแกะเนื้อ ไม่เช่นนั้นก็จะต้องมาเคาะหรือดมทีละลูกว่าสุกหรือยัง แต่การบ่มจะทำให้สุกได้พร้อมกัน จึงสามารถแกะเปลือกพร้อมแช่แข็งได้พร้อมกัน

ยังมีวิธีการอื่นที่สะดวกกว่าและไม่ต้องสร้างห้องบ่ม ก็คือการใช้สารเคมีในการเร่งการสุก สารนั้นก็คือ เอทีฟอน ซึ่งปกติจะเป็นของเหลว เมื่อจะใช้ก็นำมาผสมน้ำให้เจือจางแล้วจุ่มผลหรือทาที่ขั้วผลไม้ก็จะเร่งการสุกได้ หลักการก็คือ สารนี้ถ้าอยู่ในสภาพที่ไม่ใช่กรด จะเกิดการแตกตัวปล่อยแก๊สเอทิลีนออกมา แต่ถ้าอยู่ในสารละลายกรดก็จะคงตัวอยู่อย่างนั้น

ดังนั้นสารเข้มข้นของเอทีฟอนจึงใช้กรดเป็นตัวทำละลาย พอถึงเวลาจะใช้ก็เอามาผสมน้ำทำให้ความเป็นกรดลดลง และเอทีฟอนก็จะเริ่มแตกตัวปล่อยแก๊สเอทิลีน ออกมา และเอทิลีนตัวนี้เองก็คือตัวการที่ทำให้ผลไม้สุกเหมือนการบ่มด้วยแก๊สเอทิลีนโดยตรง

เช่น การบ่มมะม่วง กล้วย หรือทุเรียนครั้งละมากๆ ก็อาจทำได้โดยการละลายเอทีฟอนในน้ำตามความเข้มข้นที่กำหนด แล้วจุ่มผลลงในสารละลายดังกล่าวแล้วยกขึ้นโดยไม่ต้องแช่ไว้ แล้วนำมาผึ่งหรือวางกองเรียงกัน ผลไม้นั้นก็จะเริ่มสุกได้ภายใน 3 วันหลังจากนั้นโดยจะสุกสม่ำเสมอพร้อมกัน

สำหรับความรู้สึกที่ว่าผลไม้บ่มแก๊สแล้วรสชาติไม่ดีนั้น หากเข้าใจกระบวนการสุกอย่างที่กล่าวมาแล้ว ก็จะเห็นได้ว่ารสชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบ่ม แต่ขึ้นอยู่กับระดับความแก่ของผลไม้ที่นำมาบ่ม หากบ่มผลไม้อ่อน ก็สามารถเร่งให้สุกได้เหมือนกันแต่รสชาติไม่เป็นที่ต้องการ ดังนั้นการบ่มไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตามจึงไม่ใช่สาเหตุของรสชาติไม่ดีของผลไม้

นอกจากการเร่งให้ผลไม้สุกแล้วหากเรา ต้องการชะลอให้สุกช้าลงก็สามารถทำได้เช่นกัน อย่างที่บอกไว้แล้วว่าการสุกของผลไม้เกิดจากแก๊สเอทิลีนที่ผลไม้สร้างขึ้นเอง และในระหว่างการสุกมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้น โดยเฉพาะมีการหายใจมากขึ้นเพื่อนำพลังงานมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ

ดังนั้นถ้าไม่ต้องการให้ผลไม้สุกก็ต้องหาทางลดเอทิลีนและลดการหายใจ เช่น เก็บไว้ในตู้เย็น ซึ่งเราทราบอยู่ว่าถ้าอุณหภูมิต่ำจะมีการหายใจน้อยลง หรือ ห่อด้วยถุงพลาสติก เพื่อให้คาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้นออกซิเจนน้อยลงจะได้หายใจลดลงเช่นกัน

ทั้งหมดนี้คือการชะลอการสุกโดยอาศัยความรู้ที่เราทราบกันอยู่เกี่ยวกับกระบวนการสุกครับ มีสารบางชนิดที่สามารถทำลายเอทิลีนได้โดยตรง ก็อาจมีการใช้สารเหล่านี้เข้าร่วมเพื่อดูดซับเอทิลีนให้หมดไป ผลไม้ก็จะสุกช้าลงได้ ความรู้เหล่านี้มีการประยุกต์ใช้แล้วในการส่งออกผลไม้ไปต่างประเทศ ซึ่งต้องการชะลอการสุกครับ

          สำหรับในครัวเรือนก็มีการใช้ถุงพลาสติกห่อผลไม้เก็บไว้ในตู้เย็น ซึ่งก็เป็นการชะลอการสุกได้เช่นกัน

———-

(หมายเหตุ : คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : การบ่มผลไม้ (2) : โดย … รศ.ดร.พีรเดช  ทองอำไพ)

———-

 

เกษตรยุคใหม่:วิธีการบ่มผลไม้ กรกฎาคม 7, 2012

เกษตรยุคใหม่:วิธีการบ่มผลไม้

คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : วิธีการบ่มผลไม้ : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

            การสุกของผลไม้เกิดจากสารเคมีตัวหนึ่งที่พืชสร้างขึ้นเองคือ เอทิลีน ซึ่งเป็นแก๊สและมีผลทำให้ผลไม้มีการหายใจมากขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ภายในผลไม้ เช่น เปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล สีเขียวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หรือแดง แล้วแต่กรณี ปริมาณกรดลดลง ถ้าต้องการให้ผลไม้สุกเร็วขึ้นและสุกสม่ำเสมอพร้อมกันก็สามารถเร่งการสุกได้โดยการบ่ม

หลายคนมองว่า ผลไม้ที่บ่มให้สุกด้วยวิธีที่ไม่เป็นธรรมชาติ อย่างเช่นที่เรียกกันว่า ผลไม้บ่มแก๊ส นั้น จะมีรสชาติไม่ดี ไม่เหมือนการปล่อยให้สุกตามธรรมชาติ แต่ความจริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้น ถ้าเราเข้าใจกระบวนการสุกของผลไม้อย่างแท้จริงแล้ว จะทราบว่ารสชาติของผลไม้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบ่ม แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของผลไม้นั้นเองก่อนที่จะนำมาบ่ม ถ้าเราเอาผลไม้อ่อนมาบ่มหรือปล่อยให้สุกตามธรรมชาติก็ตาม รสชาติย่อมไม่ดีเท่าผลไม้ที่แก่จัด เพราะว่าผลไม้อ่อนยังสะสมอาหารไม่เต็มที่

ยกตัวอย่างวิธีการบ่มมะม่วงตามภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น การนำมะม่วงไปซุกไว้ในโอ่งข้าวสาร จะสุกเร็วกว่าปกติ หรือใช้ใบพริกหรือใบขี้เหล็กมาคลุมกองผลมะม่วงจะทำให้สุกเร็วขึ้นและสม่ำเสมอมากขึ้น ความจริงแล้วอธิบายได้ง่ายๆ คือ ใบขี้เหล็กก็ตาม หรือใบพริก เมื่อเก็บมาจากต้นก็ยังไม่ตายและยังหายใจได้ รวมทั้งสามารถสร้างแก๊สเอทิลีนได้ ซึ่งเอทิลีนที่ได้จากใบไม้เหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นให้ผลมะม่วงสร้างเอทิลีนขึ้นมาภายในผลได้เร็วขึ้น เอทิลีนที่สร้างขึ้นมานี้ ผนวกกับเอทิลีนที่ใบขี้เหล็กหรือใบพริกสร้างขึ้นก็จะไปกระตุ้นให้มะม่วงหายใจมากขึ้น เกิดการเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล หรือเรียกได้ว่าเริ่มกระบวนการสุก

ส่วนการที่เอาผลมะม่วงไปกลบไว้ในกองข้าวสารก็เป็นการห่อหุ้มไว้ไม่ให้แก๊สเอทิลีนที่ผลมะม่วงสร้างขึ้นมาระเหยหายไปในอากาศหมด การสุกจึงเกิดได้เร็วขึ้น ปัจจุบันเราไม่ค่อยได้ใช้วิธีการเหล่านั้นแล้ว แต่ใช้การห่อผลมะม่วงแต่ละผล หรือคลุมด้วยผ้าหรือกระสอบ

ทั้งหมดนี้เป็นการป้องกันไม่ให้เอทิลีนที่ผลไม้สร้างขึ้นมาระเหยไปในอากาศหมด จะเห็นได้ว่า ในการสุกตามธรรมชาติหรือการบ่มด้วยวิธีการดั้งเดิมก็ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับเอทิลีนด้วยกันทั้งนั้น แต่ไม่เห็นมีใครบ่นว่าการบ่มแบบนั้นทำให้รสชาติผลไม้ไม่ดี เพราะว่าส่วนใหญ่ผลไม้ที่เก็บมาบ่มนั้นก็ล้วนแล้วแต่แก่จัดเหมาะสมทั้งนั้น

แต่ว่าปัจจุบันเรามีวิธีการที่เร็วกว่าและสะดวกกว่าการบ่มแบบเดิม ก็คือ การใช้แก๊สเอทิลีนโดยตรง หรือใช้ถ่านแก๊ส ซึ่งเป็นของแข็งเหมือนก้อนหิน ถ่านแก๊สนี้ก็คือแคลเซียมคาร์ไบด์ ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับน้ำแล้วเกิดเป็นแก๊สอะเซทิลีนขึ้นมา อะเซทิลีนตัวนี้มีโครงสร้างทางเคมีคล้ายกับเอทิลีนมาก จึงทำหน้าที่แทนกันได้ ที่มาของชื่อว่า การบ่มแก๊ส ก็มาจากการใช้ถ่านแก๊สนี้ในการบ่มผลไม้นั่นเอง

วิธีการบ่มในทางการค้าก็ทำได้ง่ายๆ คือ ในช่วงที่มีการบรรจุผลไม้ลงเข่งก็จะนำเอาถ่านแก๊สมาทุบให้เป็นก้อนเล็กๆ แล้วใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อก้อนถ่านแก๊สเหล่านั้นไว้แล้ววางซุกไว้กลางเข่ง ก่อนที่จะบรรลุผลไม้ลงไปจนเต็มเข่ง ในระหว่างที่มีการขนส่งผลไม้เหล่านี้ไปยังจุดหมายปลายทาง ผลไม้ก็จะมีการคายน้ำออกมา และน้ำเหล่านั้นก็จะทำปฏิกิริยาทางเคมีกับถ่านแก๊สเกิดเป็นแก๊สอะเซทิลีนขึ้นมา อะเซทินลีนนี้ก็จะไปกระตุ้นให้ผลไม้สร้างเอทิลีนขึ้นมาอีกทีหนึ่ง และเอทิลีนนั้นก็เป็นตัวการที่ทำให้ผลไม้เริ่มกระบวนการสุกได้

            ดังนั้นเมื่อขนส่งผลไม้ถึงปลายทางก็สามารถเอาห่อถ่านแก๊สโยนทิ้งได้เลย เพราะกระบวนการสุกถูกกระตุ้นให้เริ่มขึ้นแล้ว ยังมีวิธีการบ่มแบบอื่นอีก รวมทั้งวิธีการชะลอไม่ให้ผลไม้สุก ไว้คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อไปครับ

———-

(หมายเหตุ : คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : วิธีการบ่มผลไม้ : โดย … รศ.ดร.พีรเดช  ทองอำไพ)

———-

 

‘เอทิลีน’กับการสุกของผลไม้ มิถุนายน 25, 2012

‘เอทิลีน’กับการสุกของผลไม้

‘เอทิลีน’ กับการสุกของผลไม้ : คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

          เคยสังเกตหรือไม่ว่าผลไม้ไทยที่เราบริโภคกันอยู่นั้น ความจริงแล้วมีความแตกต่างกันเป็นกลุ่มใหญ่ได้ 2 กลุ่มเท่านั้น คือพวกหนึ่งตอนที่เก็บเกี่ยวมา มีรสชาติอย่างไรก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนักแม้จะเก็บไว้นานจนกระทั่งเน่าเสียไป ซึ่งรสชาติของผลไม้เหล่านี้เกิดจากการสะสมของน้ำตาลและอาหารต่างๆ ภายในผลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ผลเริ่มพัฒนาขึ้นมา

ดังนั้นผลไม้แบบนี้หากเก็บเกี่ยวตอนที่แก่จัดก็จะมีรสชาติดีกว่าตอนที่ยังอ่อนอยู่ เพราะระดับการสะสมอาหารแตกต่างกันนั่นเอง ยกตัวอย่างผลไม้ประเภทนี้ก็ได้แก่ส้ม สับปะรด แตงโม ข้อสังเกตคือผลไม้เหล่านี้บ่มไม่ได้ หรือบ่มไม่สุก เพราะอาจเรียกได้ว่าผลไม้แบบนี้ไม่มีการสุกนั่นเอง เวลาเก็บเกี่ยวผลไม้ประเภทนี้ต้องรอให้แก่จัดเท่านั้น จึงจะได้รสชาติดี

ผลไม้อีกแบบหนึ่ง มีสองสถานะ หมายความว่ามีทั้งผลไม้สุกและดิบ ตอนที่ยังดิบอยู่ก็จะมีแป้งสะสมไว้มาก และบางชนิดยังสะสมกรดไว้มาก ผลไม้พวกนี้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการสุก อย่างเช่นแป้งจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเกิดรสหวาน สีเปลี่ยนจากเขียวเป็นเหลืองหรือแดงแล้วแต่กรณี มีกลิ่นของผลไม้สุกเกิดขึ้น กรดลดลง ดังนั้นเมื่อผลไม้เหล่านี้สุกจึงมีรสชาติที่เปลี่ยนไปจากเดิมในขณะที่ยังดิบอยู่อย่างมาก ยกตัวอย่างผลไม้กลุ่มนี้ก็ได้แก่มะม่วง กล้วย ทุเรียน ผลไม้เหล่านี้สามารถควบคุมการสุกได้ทั้งเร่งให้สุกหรือที่เรียกว่าการบ่ม หรือชะลอกการสุกเพื่อทำให้เก็บไว้ได้นานขึ้น

เนื่องจากว่าในระหว่างสุกของผลไม้ มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นภายใน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ต้องการพลังงานอย่างมาก และพลังงานเหล่านี้ได้มาจากการหายใจ ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่าเมื่อเด็ดผลไม้ออกมาจากต้น ผลนั้นยังมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกนาน จึงยังมีการหายใจ มีการคายน้ำ ปกติแล้วอัตราการหายใจของผลไม้จะรักษาระดับไว้ค่อนข้างต่ำ แต่เมื่อจะมีการสุกเกิดขึ้น จึงเริ่มมีการหายใจมากขึ้นเพื่อสร้างพลังงานออกมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างที่บอกไว้

ก่อนที่ผลไม้จะสุก จะมีการสร้างฮอร์โมนตัวหนึ่งขึ้นมาในผลไม้ซึ่งเรียกว่า “เอทิลีน” ความจริงเอทิลีนคือแก็สที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปในสิ่งมีชีวิตต่างๆ หรือในสภาพแวดล้อมทั่วไป และเอทิลีนที่ต้นไม้หรือผลไม้สร้างขึ้นก็เป็นตัวเดียวกับเอทิลีนที่พบเห็นทั่วไป การที่เอทิลีนที่สร้างขึ้นในพืชถูกเรียกว่าเป็นฮอร์โมนพืชก็เพราะว่ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในพืชและควบคุมกิจกรรมต่างๆ มากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการสุก

การสร้างเอทิลีนในผลไม้จะเกิดขึ้นก็เมื่อมีพลังงานจากการหายใจเช่นกัน นั่นก็คือเมื่อมีการหายใจมากก็จะสร้างเอทิลีนได้มาก และเอทิลีนที่สร้างขึ้นมากนี้ก็จะมีผลกระตุ้นการหายใจอีกต่อหนึ่ง เรียกได้ว่าทั้งการหายใจและการสร้างเอทิลีนในผลไม้เป็นกระบวนการส่งเสริมซึ่งกันและกัน ถ้าเข้าในหลักการตรงนี้แล้ว ก็จะสามารถควบคุมการสุกของผลไม้ได้แล้วครับ

          นั่นก็คือถ้าต้องการให้ผลไม้สุกก็ต้องเร่งการหายใจและเร่งการสร้างเอทิลีน แต่ถ้าต้องการชะลอการสุกหรือยับยั้งการสุก ก็ต้องทำตรงกันข้าม นั่นก็คือที่มาว่าทำไมเมื่อเราเอาผลไม้เข้าตู้เย็นแล้วจึงสุกช้ากว่าเมื่อทิ้งไว้ข้างนอก และทำไมเมื่อเราต้องการเร่งให้สุกเร็วขึ้นจึงต้องมีการบ่มโดยใช้แก็สแล้วเก็บไว้ในที่อุณหภูมิค่อนข้างสูง คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังถึงวิธีการบ่มผลไม้ครับ!

———-

(หมายเหตุ : ‘เอทิลีน’ กับการสุกของผลไม้ : คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ)

———-

 

เกษตรยุคใหม่:งานวิจัยข้าวไทย(2) พฤษภาคม 26, 2012

เกษตรยุคใหม่:งานวิจัยข้าวไทย(2)

งานวิจัยข้าวไทย (2) : คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

          เมื่อเกือบสองปีที่แล้ว ทางสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ หรือ วช. ได้ให้ สวก.จัดทำยุทธศาสตร์งานวิจัยข้าวขึ้นมาเพื่อใช้เป็นแนวทางสนับสนุนการวิจัยของประเทศ โดยผู้ที่มีส่วนในการจัดทำก็มีทั้งนักวิชาการทั้งจากมหาวิทยาลัยและกรมการข้าว และผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ รวมทั้งมีการทำประชาพิจารณ์โดยผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ในที่สุดก็ได้ยุทธศาสตร์งานวิจัยข้าวขึ้นมา โดยมีการแบ่งเป็น 5 ประเด็นใหญ่ๆ ด้วยกัน ได้แก่ ด้านการพัฒนาพันธุ์ข้าว ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ด้านเทคโนโลยีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ด้านเทคโนโลยีการแปรรูป และ ด้านเศรษฐกิจและการตลาดข้าว

หลังจากที่ประกาศยุทธศาสตร์นี้ออกไปเพื่อให้นักวิชาการได้ยื่นข้อเสนอโครงการเข้ามาตามกรอบดังกล่าว ก็ปรากฏว่าได้โครงการมาทั้งสิ้น 85 โครงการ ยุทธศาสตร์ที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือเรื่อง ของการแปรรูป ซึ่งมีโครงการหลากหลายมากถึง 35 โครงการ ที่ผ่านการพิจารณา นั่นก็หมายความว่าอีกไม่นาน เราจะมีผลิตภัณฑ์จากข้าวในรูปแบบใหม่ๆ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงมากขึ้น

งานด้านการแปรรูปข้าวส่วนใหญ่มุ่งเน้นที่การพัฒนาข้าวเพื่อเป็นอาหารสุขภาพ ดังนั้น ข้าวพื้นเมืองและข้าวสีต่างๆ จึงได้รับความสนใจที่จะหาสารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ในข้าวแต่ละชนิดและหาทางใช้ประโยชน์จากสารเหล่านั้นมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีความพยายามในการพัฒนา หรือผลิตเครื่องสำอางที่ได้จากผลิตภัณฑ์ข้าวไทย รวมทั้งตั้งความหวังว่าภายในไม่เกิน 5 ปี เราจะมีเทคนิคหรือกระบวนการในการสกัดสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่ได้จากข้าว รวมไปถึงผลิตภัณฑ์พลอยได้ต่างๆ จากข้าวที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทางเภสัชกรรม เช่นได้สารต้านกระบวนการออกซิเดชั่น สารต้านการเจริญของมะเร็ง สารที่มีผลรักษาโรคเรื้อรังต่างๆ ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้สูงมาก เนื่องจากข้าวไทยเรามีสารต่างๆ นานาชนิดที่อาจเป็นประโยชน์ได้ หากมีการศึกษาอย่างลึกซึ้งและจริงจัง

นอกจากเรื่องของการพัฒนาข้าวให้เป็นยาแล้ว การพัฒนาข้าวไทยให้มีคุณสมบัติเป็นสารเสริมสุขภาพ ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่มีความเป็นไปได้สูง ดังนั้น การพัฒนาเทคนิคและกระบวนการในการดัดแปรข้าวไทยเพื่อเพิ่มมูลค่าและเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ รวมทั้งพัฒนาให้เป็นสารเสริมสุขภาพ

อย่างเช่น การพัฒนาข้าวให้ทนต่อการย่อย ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เนื่องจากเมื่อกินเข้าไปแล้ว แป้งก็จะไม่ถูกเปลี่ยนเป็นน้ำตาล ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องกังวลเรื่องของน้ำตาลในเลือดสูง เป็นต้น รวมทั้งการพัฒนาข้าวให้มีสารอาหารต่างๆ เพิ่มมากขึ้นเพื่อประโยชน์ทางโภชนาการ ซึ่งประเด็นเหล่านี้มีนักวิชาการสนใจมาร่วมกันพัฒนามากเกือบสิบโครงการ

อีกทั้งยังมีความพยายามในการพัฒนาข้าวไทยให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่นขนมขบเคี้ยว อาหารกึ่งสำเร็จรูป เครื่องปรุงรส และอื่นๆ ซึ่งเป็นแนวทางในการเพิ่มมูลค่าของข้าวไทยให้สูงขึ้น โดยไม่ต้องมุ่งอยู่ที่การขายข้าวเปลือกหรือข้าวสารแต่เพียงอย่างเดียว เฉพาะประเด็นเรื่องข้าวอย่างเดียวก็จะเห็นได้ว่าหากเราให้ความสนใจและผลักดันอย่างจริงจังก็มีโอกาสที่จะพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ เราคงต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเอาจริงเอาจัง รวมทั้งต้องสร้างบุคลากรด้านการวิจัยข้าวให้มากขึ้น

หากทำได้อย่างนี้ก็คงไม่ต้องห่วงว่าจะมีคนอื่นมาแซงหน้าประเทศไทยในเรื่องของข้าวครับ!

———-

(หมายเหตุ : งานวิจัยข้าวไทย (2) : คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ)

———-

 

คลื่นเสียงฆ่าแมลง (2) เมษายน 20, 2012

คลื่นเสียงฆ่าแมลง (2)

คลื่นเสียงฆ่าแมลง (2) : เกษตรยุคใหม่ โดย… รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

          คราวที่แล้วได้เล่าให้ฟังเกี่ยวกับการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงในการล้างผัก ซึ่งนักวิจัยพบว่าสามารถล้างสารเคมีตกค้างออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีผลลดจุลินทรีย์ แต่ที่สำคัญคือสามารถฆ่าแมลงที่ติดมากับพืชผักได้ โดยเฉพาะที่น่าตื่นเต้นคือคลื่นเสียงดังกล่าวใช้ในการฆ่าเพลี้ยไฟได้ ผลกระทบที่ตามมามีมากมายมหาศาล เพราะว่าตอนนี้เมืองไทยมีปัญหาไม่สามารถส่งผักบางชนิดเช่นพวกกะเพรา โหระพา ผักชี ไปยังกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปได้ เพราะมีการตรวจพบเพลี้ยไฟในผักดังกล่าว

ผลก็คือ เมืองไทยสูญเสียรายได้จากการส่งออกผักเหล่านี้ไปเป็นมูลค่าหลายพันล้านบาท รวมทั้งร้านอาหารไทยในต่างแดนก็ไม่มีวัตถุดิบเหล่านี้เพื่อใช้ในการประกอบอาหารไทย เลยทำให้เมนูอาหารอร่อยของเราหลายรายการต้องถูกตัดออกไป เป็นการปิดช่องทางการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารไทยในต่างแดนอย่างมาก

แต่เมื่อเรามีเครื่องล้างผักที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงนี้และตอนนี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการกำจัดแมลง ไม่ว่าจะเป็นหนอนต่างๆ ไข่แมลง และตัวแมลงโตเต็มวัย โดยเฉพาะเพลี้ยไฟจึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างมาก เป็นการเปิดช่องทางให้เรากลับมาสร้างตลาดได้อย่างเดิม ทั้งๆ ที่เครื่องล้างผักที่สร้างขึ้นมานี้มีมูลค่าเพียงประมาณสามแสนบาทเท่านั้น แต่ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้เครื่องนี้มีมากมายหลายพันล้านบาทครับ

การทำงานของเครื่องล้างผักที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงที่สร้างขึ้นมานี้มีลักษณะง่ายๆ คือเป็นเหมือนอ่างน้ำสี่เหลี่ยมที่มีความจุ 200 ลิตร แต่ว่าข้างล่างจะมีหัวสร้างคลื่นเสียงความถี่สูงติดอยู่ หัวสร้างคลื่นนี้ก็พัฒนาขึ้นมาในห้องปฏิบัติการวิจัยของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยที่ปทุมธานีนี่เอง

เมื่อจะใช้งานก็จะใส่น้ำเข้าไปในอ่างแล้วเปิดเครื่องให้มีการสร้างคลื่นเสียงความถี่สูงขึ้น คลื่นเสียงนี้จะทำงานโดยส่งผ่านคลื่นเสียงไปในน้ำ เมื่อมองดูจะไม่เห็นความเคลื่อนไหวใดๆ เพราะว่าความถี่สูงมาก แต่ตัวน้ำจะเกิดการสั่นสะเทือนด้วยความถี่สูงตามคลื่นที่ใช้ เมื่อใส่ผักลงไปในน้ำ คลื่นเสียงที่กระจายอยู่ทั่วไปในน้ำก็จะทำหน้าที่สั่นสะเทือนเนื้อเยื่อต่างๆ ทั้งของผักและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่อยู่ในน้ำนั้น

ด้วยการวิจัยจนพบว่าขนาดคลื่นความถี่ที่เหมาะสมในการสั่นสะเทือนให้เนื้อเยื่อแมลงเสียหายได้โดยไม่ทำอันตรายต่อพืชผักนั้น ได้นำไปสู่การสร้างหัวกำเนิดคลื่นเสียงความถี่สูงที่เหมาะสมขึ้นมาเพื่อใช้ประโยชน์ในการนี้โดยตรง แมลงที่ติดไปกับผักหรือผลไม้เมื่อถูกคลื่นเสียงก็จะเกิดการแตกของเซลล์ ดังนั้น ไม่ว่าตัวหนอน ไข่แมลง ตัวแมลงโตเต็มวัย ซึ่งภายในตัวมีของเหลวอยู่ จึงเกิดการสั่นสะเทือนของของเหลวในตัวด้วยความถี่สูงมากจนเซลล์แตกและตายลง หากเป็นไข่แมลงจะพบว่าไข่แตกหรือฝ่อ ถ้าเป็นหนอนหรือแมลงก็จะตาย บางส่วนลอยหลุดออกมาให้เห็นในเวลา 1-3 นาทีเท่านั้น ขึ้นอยู่กับชนิดของผักและแมลง

การค้นพบครั้งสำคัญนี้ สร้างความตื่นเต้นให้แก่ผู้ส่งออกพืชผักไปต่างประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการส่งผักไปยุโรป ซึ่งประสบปัญหาที่ยังแก้ไม่ตกในปัจจุบัน จึงได้มีการนำผักที่จะส่งออกมาทดสอบล้างด้วยเครื่องนี้ แล้วลองส่งออกไปยุโรป ปรากฏว่าเป็นที่น่าพอใจมาก เพราะว่าแมลงที่ติดมากับผักในตอนแรกตายหมดภายหลังจากการผ่านเครื่องล้างผักตัวนี้ และเมื่อส่งไปยุโรปก็หมดปัญหาเพราะตรวจไม่พบแมลงติดไป เครื่องดังกล่าวจึงกลายเป็นที่ต้องการของเอกชนผู้ส่งออกผักเป็นอย่างมาก

คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อไปว่าแล้วได้มีการดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไปอย่างไรบ้าง!
………………………..
(หมายเหตุ คลื่นเสียงฆ่าแมลง (2) : เกษตรยุคใหม่ โดย… รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ)

 

วิทยาการข้าวไทย(2) มีนาคม 21, 2012

วิทยาการข้าวไทย(2)

 เกษตรยุคใหม่ : วิทยาการข้าวไทย (2) : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

          เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ผมได้มีโอกาสไปดูงานที่สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติหรือ IRRI ซึ่งอยู่ที่ฟิลิปปินส์ โดยเดินทางไปกับอธิบดีชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ ซึ่งเป็นอธิบดีกรมการข้าวและท่านปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้ไปเห็นความก้าวหน้าทางการวิจัยของสถาบันแห่งนี้แล้วต้องย้อนกลับมาดูผลงานของประเทศไทย ซึ่งเราคิดว่าผลงานของเราดีเด่นจนสามารถส่งข้าวคุณภาพดีที่สุดในโลกออกไปขายได้เป็นอันดับหนึ่งของโลก และหลายคนคิดว่าคงไม่มีใครสู้ประเทศไทยได้

          แต่ความจริงแล้วความคิดเหล่านี้ผิดถนัดครับ สถาบันข้าวนานาชาติเป็นที่รวมของนักวิทยาศาสตร์ด้านข้าวของโลกไว้มากมาย และในแต่ละวันก็ทำงานวิจัยกันหลากหลายโดยแบ่งงานกันทำอย่างเป็นระบบ เท่าที่เห็นงานวิจัยของสถาบันข้าวนานาชาติแห่งนี้กำลังทำอยู่มีหลายอย่าง ที่เด่นๆ ก็คือเรื่องของการปรับปรุงพันธุ์ข้าวเพื่อให้ทนเค็ม ทนน้ำท่วม ข้าวที่มีธาตุเหล็กมาก รวมทั้งข้าวที่ทนโรค ทนแมลง และข้าวลูกผสมที่มีคุณสมบัติเฉพาะด้านต่างๆ ตามที่ต้องการ และที่น่าสนใจคือกำลังทำวิจัยข้าวตัดต่อพันธุกรรมหรือที่เราเรียกว่า GMO ซึ่งเรื่องนี้ในเมืองไทยยังขยับไปไหนไม่ได้ เพราะถูกคัดค้านและรัฐบาลยังไม่กล้าตัดสินใจในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ผลก็คือ เมืองไทยเราไม่มีโอกาสตามวิทยาการเหล่านี้ได้ทันต่างประเทศอย่างแน่นอน

ตอนนี้มีข้าวที่มีสีเหลืองเหมือนขมิ้นสวยงามมาก เรียกว่าโกลเด้นไรซ์ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นมาให้มีวิตามินเอสูงมาก แก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนวิตามินเอได้เป็นอย่างดี และมีสีสวยชวนกินอย่างมาก ข้าวพันธุ์นี้ได้แพร่กระจายไปยังหลายประเทศแล้ว แต่ว่าเมืองไทยยังไม่ได้นำเข้ามาปลูกเป็นจริงเป็นจัง แต่ที่น่าสนใจมากไปกว่านี้ก็คือ ทางสถาบันข้าวนานาชาติกำลังทำการเปลี่ยนแปลงต้นข้าวขนานใหญ่ในระดับยีน นั่นคือกำลังมีความพยายามปรับเปลี่ยนระบบการสังเคราะห์แสงของต้นข้าวจากเดิมที่มีประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสงต่ำ ให้สามารถสังเคราะห์แสงได้มากขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม

เรียกได้ว่าเป็นการปรับเปลี่ยนในระดับพันธุกรรม เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนขนานใหญ่ในระดับโครงสร้างของใบและกระบวนการทางชีวเคมีในต้นข้าวทั้งหมดทั้งระบบการหายใจและระบบการสังเคราะห์แสง ถ้าจะเรียกให้ถูกก็เหมือนเป็นการเปลี่ยนชนิดพืชกันเลยทีเดียว เหมือนกับการสร้างต้นไม้ใหม่ขึ้นมาที่ไม่ใช่ข้าวอย่างเดิมที่เราเคยเห็นกัน แต่สามารถให้ผลผลิตเป็นข้าวได้ หากเรื่องนี้ทำได้สำเร็จจะทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นได้มากอาจมากถึง 40% เลยทีเดียว งานวิจัยด้านนี้ในเมืองไทยยังไม่ได้เริ่ม และยังไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เริ่มหรือไม่

ปัญหาเรื่องข้าวในเมืองไทยคงไม่ใช่การมองเฉพาะเรื่องของราคา และเรื่องการจำนำข้าวอย่างที่เรากำลังทำอยู่ทุกวันนี้ แต่ว่าวิทยาการต่างๆ ที่เราต้องช่วยกันพัฒนาอย่างเร่งด่วนต่างหากที่จะทำให้ไทยเรามีที่ยืนอยู่ในเวทีโลกได้อย่างมั่นคง ทุกวันนี้เรายังคงยึดติดอยู่กับการที่เราคิดว่าเรามีข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดในโลกและเรายังครองความเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลกอยู่

แต่ต้องไม่ลืมว่าชาติต่างๆ ที่ปลูกข้าวในโลกนี้ก็มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่งเช่นกัน เพียงแต่ว่าประเทศเหล่านั้นมีการลงทุนสูงกว่าประเทศไทย และให้ความสำคัญอย่างจริงจังและลงทุนอย่างต่อเนื่อง จนเกิดผลงานที่นำมาใช้ได้ เท่าที่ผ่านมาสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติให้ความสำคัญในเรื่องของการแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารเป็นหลัก ซึ่งไม่ค่อยกระทบกระเทือนถึงเมืองไทยมากนัก แต่ว่าในระยะหลังนี้เริ่มมองเรื่องคุณภาพเป็นที่ตั้งแล้ว ตรงนี้คือประเด็นที่เราต้องหันมาทบทวนตัวเองกันแล้วครับ

———-

(หมายเหตุ : เกษตรยุคใหม่ : วิทยาการข้าวไทย (2) : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ)

———-

 

วิทยาการข้าวไทย มีนาคม 15, 2012

วิทยาการข้าวไทย

 เกษตรยุคใหม่ : วิทยาการข้าวไทย : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

 

          คนไทยภูมิใจอยู่เสมอว่า ข้าวไทย เป็นข้าวที่ดีที่สุดในโลก และปัจจุบันเราก็ยังคงครองความเป็นหนึ่งในเรื่องของการส่งออกข้าวไปยังที่ต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งคงเป็นสิ่งที่ย้ำความจริงข้อนี้ แต่ว่าต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะยังคงครองความเป็นหนึ่งอยู่ต่อไปได้หรือไม่ ก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองต่อไป

คำถามสำคัญที่น่าศึกษาคือ ทำไมเมืองไทยจึงได้ผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูงกว่าคนอื่นได้ และเราจะครองความเป็นหนึ่งเช่นนี้ต่อไปได้อย่างไร ก็ลองมาวิเคราะห์กันดูครับ ประการแรกคือ เมืองไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์จนในอดีตมีคำกล่าวติดปากว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว หมายความว่าเราแทบไม่ต้องดิ้นรนอะไรเลยก็ไม่อดตาย ดังนั้นคนไทยก็เลยมีเวลาและความประณีตสรรหาแต่ของดีๆ เอาไว้กินโดยไม่จำเป็นต้องดิ้นรนขวนขวายอะไรมากนัก

นั่นก็คือบรรพบุรุษของเราดำเนินการคัดเลือกแต่ของดีๆ ทิ้งไว้ให้ลูกหลาน ปัจจุบันเราจึงมีข้าวสายพันธุ์ต่างๆ มากมายนับไม่ถ้วนให้เลือกปลูก โดยส่วนใหญ่แล้วมีเป้าหมายเพื่อการบริโภคในครัวเรือน จึงเป็นข้าวที่อร่อย คุณภาพสูง ตรงตามรสนิยมคนไทย ส่วนเรื่องของผลผลิตต่อไร่กลายเป็นเรื่องรองลงไปมาก

นั่นก็คือเราให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณผลผลิต จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไปข้าวไทยจึงมีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ต่ำกว่าทั่วๆ ไปของโลก แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญมากนัก เพราะว่าปัจจุบันถึงแม้ผลผลิตต่อไร่จะต่ำ แต่ว่าเราก็ยังสามารถผลิตได้มากเกินความต้องการจนเหลือส่งออกเป็นอันดับหนึ่งของโลก

ประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตที่มีภัยพิบัติมาเยี่ยมกรายน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เราไม่มีพายุหนักอย่างฟิลิปปินส์ หรือเวียดนาม ไม่มีภาวะแห้งแล้งทั่วประเทศจนผลิตข้าวไม่ได้เหมือนบางประเทศ ถึงแม้ว่าปัจจุบันภูมิอากาศของโลกมีการเปลี่ยนแปลง แต่ว่าผลกระทบที่เราได้รับยังจัดว่าน้อยเมื่อเทียบกับคนอื่น แต่หากเราชะล่าใจว่าเรามีทำเลที่ตั้งดี มีพันธุ์ข้าวดีที่มีคุณภาพสูงแต่ผลผลิตต่ำ แล้วยังคงภาพนี้ไว้ต่อไป เราก็จะถูกคนอื่นแซงอย่างแน่นอน เช่น ตอนนี้เวียดนาม ซึ่งเมื่อก่อนนี้ตามหลังไทยมาห่างมาก แต่ว่าวันนี้เวียดนามเริ่มใกล้ไทยเข้ามาทุกขณะและมีโอกาสแซงหน้าได้ไม่ยากหากเราไม่ทำอะไรที่ควรทำ

ข้าวไทยที่เราภูมิใจนักหนาว่าเป็นหนึ่งของโลก อย่างเช่นขาวดอกมะลิ 105 ซึ่งเป็นข้าวหอมที่ทั่วโลกรู้จักและยอมรับในคุณภาพ แต่ว่าคนไทยไม่รู้ที่มาที่ไป อาจนึกว่าเป็นพันธุ์ดั้งเดิมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่ความจริงแล้วข้าวพันธุ์นี้เป็นผลของการค้นคว้าวิจัยโดยนักวิชาการข้าวไทยในอดีต แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ที่ผมนำมากล่าวในที่นี้ก็คือว่า นอกเหนือจากบรรพบุรุษของเราจะเก่งในเรื่องของการคัดเลือกของดีไว้ให้ลูกหลานแล้ว บรรดานักวิชาการหรือนักวิจัยของไทยก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง

สำคัญในการนำของดีเหล่านั้นมาพัฒนาต่อ แต่ผลที่เกิดขึ้นมักเป็นลักษณะของการปิดทองหลังพระ ไม่ค่อยมีผู้ใดกล่าวถึง อย่างเช่นบรรดาผู้มีหน้าที่กำหนดนโยบายทั้งหลายและพวกที่ดูแลงบประมาณของประเทศมักจะมีคำกล่าวเสมอว่า งานวิจัยไทยมีเยอะแยะแต่ไม่เคยเห็นได้ใช้ประโยชน์ เสียเงินเปล่า ทำแล้วขึ้นหิ้ง ดังนั้นเมื่อจะต้องพิจารณางบประมาณก็จะตัดส่วนที่ง่ายที่สุดคืองบวิจัย ตรงนี้แหละอันตราย เพราะว่าเท่ากับตัดแข้งตัดขาของเราเองจนไม่สามารถไปสู้ได้กับประเทศอื่น

ลองคิดดูว่า เฉพาะข้าวขาวดอกมะลิ 105 อย่างเดียว เราลงทุนวิจัยไปน้อยมาก แต่ว่ารายได้ที่เกิดจากข้าวพันธุ์นี้เป็นเท่าไหร่ก็ลองคิดดูครับ

———-

(หมายเหตุ : เกษตรยุคใหม่ : วิทยาการข้าวไทย : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ)

———-

 

เกษตรกรรุ่นใหม่(2) มีนาคม 14, 2012

เกษตรกรรุ่นใหม่(2)

 เกษตรยุคใหม่ : เกษตรกรรุ่นใหม่ (2) : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

          โครงการสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ได้เริ่มมาแล้วประมาณ 4 ปีกว่า โดยความร่วมมือของ 4 หน่วยงานคือ สกว. สอศ. ส.ป.ก. และธนาคารคือ ธ.ก.ส. ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และได้ขยายผลเข้าไปอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใหม่นี้แล้ว เมื่อประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ ก็ได้มีการจัดสัมมนาร่วมกันระหว่างหน่วยงานความร่วมมือดังกล่าว เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการจัดการของวิทยาลัยเกษตร ที่ร่วมในโครงการว่าได้ดำเนินการด้วยวิธีใดจึงประสบความสำเร็จ

          คราวที่แล้วได้ยกตัวอย่างของวิทยาลัยเกษตรที่สิงห์บุรีไปแล้ว วันนี้จะขอยกตัวอย่างของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี ซึ่งได้มีวิธีคิดคือการสอนเด็กนักศึกษาให้ทำการเกษตรประเภทที่มีมูลค่าสูง และปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนใหม่ เนื่องจากเดิมการสอนแยกเป็นส่วนๆ เด็กที่จบออกมาจึงไม่มีความมั่นใจที่จะไปทำอาชีพได้ เพราะขาดประสบการณ์ วิทยาลัยจึงได้จัดการเรียนการสอนใหม่เป็นลักษณะที่เป็นการทำโครงการเรียกว่า Project-based learning เป้าหมายที่ท้าทายคือทำอย่างไรจึงจะให้เด็กมีรายได้ไม่ต่ำกว่าเงินเดือนปริญญาตรี เพื่อให้เห็นว่าถ้าทำการเกษตรโดยการใช้ความรู้แล้วก็จะไม่ยากจน ซึ่งเรื่องการทำการเกษตรแล้วยากจนนั้น เป็นทัศนคติของคนทั่วไปในปัจจุบัน

สิ่งที่วิทยาลัยทำคือการปรับหลักสูตร ปรับวิธีเรียน เปลี่ยนวิธีสอน ดังนั้นการเรียนจึงใช้ปัญหาเป็นหลัก (problem-based learning) และการจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน วิทยาลัยได้รับอนุญาตให้ทดลองปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนดังกล่าว และได้เริ่มทดลองกับนักศึกษา ปวช.ก่อน โดยเอาวิชาชีพมาทำ 5 เรื่องคือ การเกษตรแบบผสมผสาน การปลูกพืชไม่ใช้ดิน การผลิตข้าวและพืชหลังหน้านา การขยายพันธุ์ การผลิตเห็ด แล้วมีการบูรณาการวิชาเข้าไปผสมผสานในแต่ละรายอาชีพ เอาตารางสอนมาหลอมรวมกันให้มีความยืดหยุ่น นำเอาภาคทฤษฎีและปฏิบัติมาบูรณาการร่วมกัน ผลก็คือ เด็กชอบวิธีนี้และเมื่อเรียนจบก็มีประสบการณ์และพร้อมที่จะเข้าสู่การประกอบอาชีพเกษตรได้เลย เพราะมีทั้งความรู้ ทักษะ ความมั่นใจในตนเอง และเห็นช่องทางเลี้ยงตัวเองได้

สำหรับวิทยาลัยเกษตรที่นครราชสีมา ซึ่งก็มีการจัดการศึกษาแบบใหม่เหมือนกัน โดยมีการจัดการเรียนการสอนให้ผู้ที่อยากเป็นเกษตรกร เพื่อให้สามารถประกอบอาชีพได้ภายในพื้นที่ที่ ส.ป.ก.จัดสรรให้ โดยใช้การเรียนการสอนเป็นโครงงานเหมือนกัน ตอนนี้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจึงผลิตพวกผักที่มีมูลค่าสูง เช่นผักสลัด และได้ผลดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตผักที่มีคุณภาพผ่านการรับรอง จีเอพี สามารถเลี้ยงตัวเองได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่จะทำต่อคือการปรับเปลี่ยนเครื่องมือการผลิตจากจอบไปเป็นเครื่องมืออื่นๆ ที่ทำให้เพิ่มศักยภาพการผลิตต่อพื้นที่สูงขึ้น นอกจากนี้ก็มีการส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มการผลิตภายในนิคม ระหว่าเกษตรกร และผลักดันให้ผ่านการรับรองมาตรฐาน จีเอพี และเกษตรอินทรีย์ เพื่อเป็นมาตรฐานการผลิตของกลุ่ม นำไปสู่ตลาดที่จะขยายต่อไปในอนาคต ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการสร้างความแตกต่างของผลิตผล โดยมุ่งเน้นเรื่องของคุณภาพ ซึ่งจะมีผลกระทบโดยตรงต่อเรื่องของราคา ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนทัศนคติ ทั้งของผู้เรียนและผู้สอน รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เห็นเป้าหมายร่วมกันและช่วยกันผลักดันไปสู่เป้าหมายนั้นได้ครับ!

———-

(หมายเหตุ : เกษตรยุคใหม่ : เกษตรกรรุ่นใหม่ (2) : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ)

———-