ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

อินทผลัม…น้ำพร้อมดื่ม

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/389839

  • 18 ธันวาคม 2556, 00:00 น.

Pic_389839

80 ปี แม่โจ้ ฝากความดีไว้ในแผ่นดิน…4 ถึง 10 ธันวาคมที่ผ่านมา

…เป็นการ ฉลองมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในปรัชญา Maejo GO Eco University ด้วยการเป็น มหาวิทยาลัยแห่งชีวิตที่สร้างความสุขอย่างยั่งยืนแก่ชุมชนอย่างยั่งยืน…ก็ล่วงลุด้วยความชื่นมื่น

กิจกรรมในการฉลองสถาบันอายุครบ 80 ปี มีหลายหลาก…จากการมีส่วนร่วมใน รอบปริมณฑล และ เครือข่ายความร่วมมือ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ต่างให้การสนับสนุนในด้านวิชาการและปัจจัยต่างๆ…อย่างเป็นรูปธรรม

นายศักดิ์ ลำจวน…ในส่วนภาคเอกชนและเป็นศิษย์เก่ารายหนึ่ง ได้นำ พืชจากทะเลทรายมาทดลองปลูกในบ้านเรา ทำการวิจัยพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์จนได้รับความสำเร็จ ด้วยความภูมิใจเลยสร้างเอกลักษณ์ตามรุ่นได้ศึกษาจากสถาบันแห่งนี้ จึงให้นามว่า …อินทผลัมแม่โจ้ 36

การบ่มเพาะผลงานมานานถึง 2 ทศวรรษ ผลิตผลที่ออกมา ถือว่าเป็น อินทผลัมผลสด รายแรกของเมืองไทยได้นำเปิดตัว ณ สยามพารากอน เดอะมอลล์กรุ๊ป ในปีเดียวกันนี้ (2554) “ศักดิ์ ลำจวน” ก็ได้รับการเชิดชูเป็นศิษย์เก่าดีเด่น…เป็นรางวัลชีวิต

เส้นทางการวิจัยและพัฒนาก็ยังเดินหน้าต่อจากรุ่นสู่รุ่น นายณัฐวุฒิ ลำจวน (ลูกชายซึ่งเรียนแม่โจ้รุ่นน้องบิดา) ได้นำ เอาผลอินทผลัมที่ตกเกรด (ไม่ได้ขนาดตลาดต้องการแต่คุณภาพยังคงเดิม) มาทำการวิจัยต่อ สู่การแปรรูปอาหารในภาคอุตสาหกรรม

ซึ่งอยู่ในความควบคุมของ ผศ.อุมาพร อุประ คณบดีคณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยดำเนินการแปรรูปในหลายหลากชนิดและประเภท กระทั่งมาลงตัวเอากับ น้ำอินทผลัมพร้อมดื่ม (ซึ่งไม่ต้องผสมน้ำตาล รสชาติและคุณค่าอาหารครบถ้วนเทียมเท่ารับประทานผลสด)

งาน 80 ปี แม่โจ้ ฝากความดีไว้ในแผ่นดิน ครั้งนี้ ผศ.อุมาพร จึงอนุญาต ให้รุ่นพี่ๆน้องๆแม่โจ้ได้ลิ้มลอง พร้อมเปิดเวทีให้ติติงวิพากษ์วิจารณ์อย่างเต็มที่…เมื่อมีการตอบรับที่ดีจึงได้ขยายโอกาสสู่ผู้บริโภค

โดยนำมาวางตลาดเป็นการทดลองที่ เดอะมอลล์กรุ๊ป มันจึงเป็นของใหม่ ซึ่งน่าจะเหมาะกับเทศกาลปีใหม่ หากสนใจ…โทร 0-5345-7081, 08-1582-4444 และ 08-1952-1989 ถามรายละเอียดได้…!!

ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 18 ธันวาคม 2556, 00:00 น.

กุมภาพันธ์ 4, 2014 Posted by | เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , | ใส่ความเห็น

นำปลูกอินทผลัมที่อีสาน

นำปลูกอินทผลัมที่อีสาน

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 10 กรกฎาคม 2556

เกษตรกรคนเก่ง : นำปลูกอินทผลัมที่อีสาน

เกษตรกรคนเก่ง : ‘นิรุจน์ อุทธา’ นำปลูกอินทผลัมที่อีสาน : โดย…จิติมา จันพรม

“โครงการ 1 ไร่ 1 ล้านเปลี่ยนอีสานเป็นทองคำ” ของโรงเรียนแก้จนที่หันมาเอาพืชต่างประเทศอย่างอินทผลัมมาเป็นจุดขาย กำลังได้รับความสนใจเนื่องจากตลาดแปลกใหม่ และมุ่งไปยังพื้นที่แห้งแล้งซึ่งมีมากในภาคอีสาน

นิรุจน์ อุทธา ประธานชมรมศูนย์ส่งเสริมการปลูกอินทผลัมภาคอีสาน เจ้าของโครงการ 1 ไร่ 1 ล้าน เปลี่ยนอีสานเป็นทองคำ ได้จัดตั้งชมรมเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมภาคอีสาน และชมรมเกษตรกรผู้ปลูกอินทผลัมแห่งประเทศไทย รับซื้อผลผลิตของสมาชิกในราคาประกัน และเพื่อศึกษาวิจัยพัฒนารูปแบบการปลูกอินทผลัมให้เป็นพืชเศรษฐกิจแก้จนของคนอีสาน รวมทั้งคุ้มครองสิทธิ ผลประโยชน์เกษตรกรรองรับการแข่งขันประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอีกด้วย

“อินทผลัมเป็นปาล์มชนิดหนึ่งที่ทนแล้ง ปลูกครั้งเดียวเก็บผลผลิตได้นานถึง 70 ปี เมื่อผลแห้งจะเปลี่ยนจากแป้งเป็นน้ำตาลโดยไม่ต้องเชื่อม เก็บได้นานเป็นปีโดยไม่ต้องแปรรูป ขณะที่ตลาดต้องการมาก จึงสนใจปลูกพืชชนิดนี้ หลังศึกษาอยู่นาน” นิรุจน์ แจง

อีกทั้งมองว่า ตลาดอินทผลัมยังใหม่ ยังไม่มีนายทุนครอบงำ ดังนั้นการทำตลาดจึงต้องร่วมกันทำเป็นกลุ่มถ้าแยกกันอาจลำบาก และเพื่อส่งเสริมให้มีความมั่นคง จึงนำจัดตั้ง ศูนย์ส่งเสริมการปลูกอินทผลัมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ โรงเรียนแก้จน ต.พระลับ อ.เมือง จ.ขอนแก่น เพื่อส่งเสริมการปลูก เพาะกล้า จำหน่ายต้นพันธุ์ ให้คำแนะนำทางวิชาการ สร้างเครือข่ายผู้ปลูก รับซื้อผลผลิตในราคาประกัน เกรดเอ 300 บาทต่อกก. เกรดบี 200 บาทต่อกก.

โดยนิรุจน์ บอกว่า ปลูก 1 ไร่ จำนวน 32 ต้น ตั้งแต่ปีที่ 5 จะให้ผลผลิตต่อต้น 50-500 กก.หากดูแลดีจะมีรายได้ราว 1 ล้านบาทต่อไร่ เป้าหมายผลักดัน 1 ไร่ 1 ล้านเปลี่ยนอีสานเป็นทองคำ ภายใน 10 ปี ต้องมีอินทผลัมในภาคอีสาน 1 แสนต้น

สร้างแปลงสาธิตเกษตรกรอย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่ง เพื่อสร้างพลังการรวมกลุ่มของสมาชิกให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ที่จะผลักดันให้อินทผลัมอีสานเป็นส่วนหนึ่งของครัวโลกในตลาดอาเซียน

———————–

(เกษตรกรคนเก่ง : ‘นิรุจน์ อุทธา’ นำปลูกอินทผลัมที่อีสาน : โดย…จิติมา จันพรม)

กรกฎาคม 25, 2013 Posted by | คมชัดลึก, เกษตร_ | , , , , , , , | ใส่ความเห็น

การขยายพันธุ์อินทผลัมเชิงการค้า

http://www.dailynews.co.th/agriculture/189835

วันอังคารที่ 12 มีนาคม 2556 เวลา 00:00 น.

การขยายพันธุ์อินทผลัมสามารถทำได้ 3 วิธี คือ เพาะจากเมล็ด แยกหน่อจากต้นแม่และการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ  การขยายพันธุ์จากเมล็ด จะมีข้อดีคือ ขยายพันธุ์ปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว โดยมีต้นทุนในระยะแรกต่ำกว่าวิธีอื่น แต่เนื่องจากอินทผลัมเป็นพืชที่ไม่สมบูรณ์เพศ การขยายพันธุ์โดยเมล็ด โอกาสที่จะได้เป็นต้นตัวผู้และต้นตัวเมียมีอย่างละครึ่ง และเราจะไม่สามารถทราบเพศของต้นอินทผลัมจากการเพาะเมล็ด ต้องปลูกไว้และรอจนกว่าอินทผลัมจะออกดอกก่อนจึงจะทราบเพศ และถึงแม้ว่าเราจะได้ต้นตัวเมียไปปลูก แต่คุณภาพผลอินทผลัมก็จะไม่เหมือนกับต้นแม่ เนื่องจากผลอินทผลัมเป็นผลที่ได้จากการผสมเกสรข้ามต้น จึงถือว่าเมล็ดที่ได้เป็นพันธุ์ลูกผสมไม่ใช่พันธุ์แท้ ซึ่งไม่สามารถเรียกชื่อเดียวกับต้นแม่ได้ เราจึงสามารถตั้งชื่อพันธุ์อินทผลัมที่เพาะจากเมล็ดได้เอง ทั้งนี้คุณภาพของผลอินทผลัม ทั้งในเรื่องของขนาดหรือรสชาติอาจจะแย่ลง หรือใกล้เคียงต้นแม่พันธุ์เดิม หรือดีขึ้นก็ได้ แต่มีเพียงส่วนน้อยมากที่คุณภาพจะดีขึ้น ดังนั้นการปลูกด้วยวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจทดลองปลูกที่มีเงินลงทุนไม่มากนักก็สามารถที่จะซื้อผลอินทผลัมมาจากตลาดทั่วไป ทั้งแบบกินผลสดและผลแห้ง เมล็ดที่ได้หลังจากการบริโภคแล้ว สามารถนำไปเพาะเป็นต้นกล้าเพื่อเพาะปลูกได้ สำหรับต้นกล้าที่เพาะจากเมล็ดควรจะเพาะเลี้ยงไว้ในถุงดำจนกว่าจะออกใบขนนกประมาณ 3 – 4 ใบขึ้นไปหรือต้นกล้ามีอายุประมาณ 1 ปี เพื่อให้มีโอกาสรอดเกือบ 100% เมื่อปลูกลงแปลงปลูก

วิธีที่ 2 คือการขยายพันธุ์โดยแยกหน่ออินทผลัมจากต้นแม่ วิธีนี้เป็นการขยายพันธุ์ที่เราจะได้พันธุ์แท้ ต้นกล้าที่ได้จะมีคุณสมบัติเหมือนต้นแม่ทุกประการ  แต่ต้นแม่พันธุ์จะมีความสามารถในการให้หน่อได้เพียงเฉลี่ยประมาณ 20 หน่อต่อต้นตลอดอายุเท่านั้น เราจึงไม่สามารถขยายพันธุ์ด้วยวิธีนี้ในปริมาณมากๆอย่างรวดเร็วได้ ปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีการจำหน่ายหน่อพันธุ์อินทผลัมในเชิงพาณิชย์ และหากจะสั่งหน่อพันธุ์มาจากต่างประเทศจะมีราคาสูงมาก โดยราคาหน่อพันธุ์จะมีราคาสูงกว่าต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ทำให้หากสั่งซื้อหน่อต้นพันธุ์มาปลูกแล้ว การลงทุนด้วยวิธีนี้ในระยะแรกจะสูงที่สุด วิธีนี้จึงเหมาะกับสวนที่มีต้นเมล็ดพันธุ์อินทผลัมที่ดีอยู่แล้ว และต้องการขยายการเพาะปลูกอินทผลัมออกไป

วิธีการสุดท้ายคือการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ จะได้ต้นอินทผลัมที่มีคุณสมบัติเหมือนต้นแม่พันธุ์ทุกประการ ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพสูงและสม่ำเสมอ สามารถขยายพันธุ์ได้ปริมาณมากและรวดเร็วเหมาะสำหรับการปลูกในเชิงพาณิชย์ แต่ต้องใช้เงินลงทุนมากกว่าการปลูกด้วยเมล็ด ปัจจุบันการปลูกในเชิงพาณิชย์ของต่างประเทศจะนิยมวิธีนี้ เนื่องจากสามารถบริหารจัดการแปลงปลูกได้ดีกว่า ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพดีและสม่ำเสมอ และให้ผลผลิตได้เร็ว สามารถปลูกได้ปริมาณมากตามต้องการและทุกฤดูกาล ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงในระยะเวลาสั้น สำหรับในประเทศไทยในขณะนี้ ยังไม่สามารถผลิตต้นกล้าอินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้.

เมษายน 19, 2013 Posted by | เกษตร, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , | ใส่ความเห็น

‘ไม้ผลแปลกและหายาก’ ที่น่าปลูกในปี พ.ศ.2556

http://www.dailynews.co.th/agriculture/175347

วันจันทร์ที่ 31 ธันวาคม 2555 เวลา 00:00 น.

จากการสำรวจในแปลงปลูกมะม่วงของศูนย์ปรับปรุงพันธุ์ไม้ผลเมืองไทนัน เกาะไต้หวัน จะมีการพัฒนาสายพันธุ์มะม่วงให้สีผิวมีสีแดงมากขึ้นและสม่ำเสมอ มีพันธุ์มะม่วงลูกผสมใหม่หลายสายพันธุ์ มะม่วงลูกผสมพันธุ์ใหม่บางสายพันธุ์ของศูนย์ฯ แห่งนี้ได้ทำการปรับปรุงพันธุ์ให้ผลอ่อนมีสีแดงออกม่วงตั้งแต่ยังเป็นผลอ่อน ผู้เขียนได้ยอดมะม่วงพันธุ์ลูกผสมจากแปลงทดลองของศูนย์ฯ แห่งนี้มาหลายสายพันธุ์และเมื่อกลับมาถึงเมืองไทยได้นำยอดพันธุ์มะม่วงเหล่านั้นมาเสียบฝากไว้กับต้นมะม่วง R2 E2 เวลาผ่านไป 3 ปี มะม่วงลูกผสมของไต้หวัน 2 สายพันธุ์เจริญเติบโตและพร้อมที่จะให้ผลผลิต โดยทางชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร ได้ตั้งชื่อ มะม่วงลูกผสมว่า T1 และ T2 (T ย่อมาจาก Taiwan) ฤดูกาลที่ผ่านมามะม่วง T1 และ T2 ได้มี     การออกดอกและติดผล สิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจนว่าในระยะที่ผลมะม่วง T1 และ T2  มีการติดผลเท่ากับนิ้วก้อย ผิวที่ผลจะเริ่ม   เปลี่ยนจากสีเขียวมาเป็นสีม่วงแดง โดยเฉพาะผล T1 เมื่อผลมีขนาดใหญ่ขึ้นสีของผิวจะออกสีม่วงเข้มขึ้น และเมื่อผลแก่จะมีสีม่วงทั้ง ผล มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 1.5–2 กิโลกรัม จัดเป็นมะม่วงกินสุกที่รสชาติอร่อย เนื้อมีสีเหลืองละเอียดเนียน ไม่มีเสี้ยน คาดว่าจะเป็นมะม่วงอีกสายพันธุ์หนึ่งที่มีชาวสวนมะม่วงไทยขยายพื้นที่ปลูกกันมากขึ้นในอนาคต

ในแปลงปลูกชมพู่ของเกษตรกรไต้หวันรายหนึ่งมีการจัดการสวนที่ดีมาก หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่าต้นชมพู่ของสวนแห่งนี้มีอายุต้นได้ 28 ปี เส้นผ่าศูนย์กลางของต้นเฉลี่ย 10-12 นิ้ว มีการควบคุมทรงพุ่มให้ความสูงของต้นเฉลี่ย 3-4 เมตรเท่านั้น ทางด้านสายพันธุ์ที่ปลูกเจ้าของสวนบอกว่านำพันธุ์มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ไม่ได้ระบุประเทศแต่คาดว่าน่าจะนำพันธุ์มาจากประเทศมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย เนื่องจากพันธุ์ชมพู่ที่ผลิตขายส่งในไต้หวันในปัจจุบันนี้จะมีขนาดผลใหญ่, ลักษณะผลเป็นทรงระฆังและผลมีสีชมพูอมแดง เท่าที่ได้ชิมนับได้ว่าอร่อยมาก

นอกจากพันธุ์ชมพู่ที่ได้กล่าวมาแล้ว ที่สวนชมพู่แห่งนี้ยังมีชมพู่อีกสายพันธุ์หนึ่งที่เจ้าของสวนอ้างว่าได้สายพันธุ์มาจากประเทศโปรตุเกส และเป็นพันธุ์ที่เจ้าของหวงมากและยังไม่มีผลผลิต เนื่องจากเป็นพันธุ์ชมพู่ที่มีลักษณะเด่นหลายประการ นอกจากผลจะมีขนาดใหญ่แล้ว ผลจะมีสีแดงสดคล้ายกับชมพู่ทับทิมจันท์ แตกต่างกับพันธุ์ทับทิมจันท์ตรงที่ทรงผลของชมพู่พันธุ์โปรตุเกส ลักษณะผลทรงระฆังและขนาดผลใหญ่มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 200 กรัมต่อผล รสชาติหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย อร่อยมาก เจ้าของสวนจะเรียกชมพู่พันธุ์นี้ว่า “ชมพู่สตรอเบอรี่” แต่จะเปรียบเทียบกับบ้านเราคล้ายกับมีรสชาติของชมพู่มะเหมี่ยวปนเล็กน้อย เจ้าของสวนคาดว่าชมพู่พันธุ์โปรตุเกสนี้จะได้รับความสนใจในตลาดไต้หวันมากในอนาคต เนื่องจากเป็นชมพู่ที่มีเนื้อละเอียด เวลากัดจะไม่รู้สึกปวดฟัน ปัจจุบันได้มีเกษตรกรไทยนำพันธุ์ชมพู่จากไต้หวันมาปลูกจนให้ผลผลิตแล้ว โดยเฉพาะชมพู่ยักษ์ไต้หวันที่มีลักษณะประจำพันธุ์ดังนี้ “ผลมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักผลประมาณ 200 กรัม หรือ 5 ผลต่อกิโลกรัม ผิวผลมีสีขาวอมชมพูหรือสีชมพูอมแดง ลักษณะของผลเป็นรูประฆังคว่ำใหญ่  มีความกว้างของผลเฉลี่ย 7 เซนติเมตรและความยาวของผลเฉลี่ย 9-10 เซนติเมตร เนื้อหนามากและเป็นชมพู่ไร้เมล็ด รสชาติหวานกรอบมีความหวานประมาณ  13-14 บริกซ์ ถ้าผลผลิตแก่และเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้งจะมีความหวานสูงกว่านี้ จัดเป็นชมพู่สายพันธุ์หนึ่งที่ออกดอกและติดผลดกมาก”

ที่ผ่านมาในอดีตการปลูกมะนาวของเกษตรกรไทยนิยมปลูกโดยใช้กิ่งตอนหรือกิ่งปักชำโดยคิดว่าต้นเจริญเติบโตและให้ผลผลิตเร็ว โดยไม่ได้นึกถึงปัญหาในเรื่องของระบบรากที่ไม่แข็งแรงเพราะมีแต่รากฝอย เมื่อต้นมะนาวเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่มักจะพบปัญหาว่าต้นมะนาว ทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากที่ภาระเลี้ยงผลมาก ที่สำคัญในช่วงปลายปี พ.ศ. 2554 ประเทศไทยประสบปัญหามหาอุทกภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ภาคการ เกษตรได้รับความเสียหายอย่างยับเยิน เกษตรกรที่ปลูกมะนาวโดยใช้กิ่งตอนน้ำท่วมขังเพียงไม่กี่วัน พบว่าต้นมะนาวยืนต้นตายเกือบทั้งหมด ในขณะที่เกษตรกรที่ปลูกต้นมะนาวโดยใช้กิ่งเสียบยอด บนต้นตอส้มต่างประเทศรอดตายหลายรายเนื่องจากมีระบบรากที่แข็งแรง
ในแวดวงของนักวิชาการเกษตรและเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวในเชิงพาณิชย์ต่างก็ยอมรับกันว่า มะนาวพันธุ์แป้นดกพิเศษซึ่งมีลักษณะผลและคุณภาพเหมือนกับพันธุ์แป้นรำไพทุกประการ แต่ผลผลิตดกกว่า 4-5 เท่า ในอายุต้นที่เท่ากันและมีการติดผลเป็นพวง เป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการผลผลิตมากที่สุด เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ออกดอก  และติดผลง่าย ขนาดของผลค่อนข้างโต เปลือกผลบางและมีปริมาณน้ำในผลมาก มีอายุตั้งแต่ออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ที่สำคัญมะนาวพันธุ์แป้นดกพิเศษสามารถบังคับให้ออกฤดูแล้งได้

การทำสวนมะนาวที่ปลูกด้วยกิ่งตอนนั้นอายุไม่ยืนยาว เฉลี่ยอายุประมาณ 3-5 ปีก็ตาย เกษตรกรจำเป็นต้องปลูกใหม่ เกษตรกรที่คิดจะลงทุนปลูกมะนาวแป้นอย่างยั่งยืน โดยที่ต้นมะนาวควรจะมีอายุยืนอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป  ควรจะใช้ต้นตอส้มต่างประเทศ เช่น ทรอยเยอร์, สวิงเกิล, โวลคา-เมอเรียน่า ฯลฯ เป็นต้นตอซึ่งมีข้อมูลยืนยันทางวิชาการว่าทนทานโรครากเน่าและโคนเน่าได้ดี เนื่องจากมีระบบรากที่แข็งแรงและมีรากแก้ว โดยเฉพาะต้นที่เสียบบนตอส้มโวลคา-เมอเรียน่า เจริญเติบโตเร็วมาก

ต้นอินทผลัมเป็นไม้ผลเมืองร้อนแถบทะเลทราย ที่มีความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าต้องการผลผลิตที่มีคุณภาพจะต้องมีการดูแลรักษาต้นพันธุ์ที่ดีด้วย เช่น การให้น้ำจะต้องมีอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอและเพียงพอ ปัจจุบันมีเกษตรกรไทยประสบความสำเร็จในการปลูกอินทผลัมชนิดกินผลสดและผลแห้ง คนที่จะปลูกอินทผลัมจะต้องมีความเข้าใจว่า ต้นอินทผลัมเป็นต้นไม้ที่มีดอกตัวเมียและตัวผู้แยกอยู่คนละต้น ในการปลูกเพื่อให้มีการติดผลที่ดีจะต้องปลูกทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมียไว้ในสวนเดียวกัน เพื่อประโยชน์ในการผสมเกสร เมื่ออินทผลัมอายุยังน้อยการช่วยผสมเกสรเป็นเรื่องที่กระทำได้ง่าย แต่หากเมื่อต้นมีอายุมากขึ้น ความสูงจะเป็นอุปสรรคต่อการตัดเก็บดอกตัวผู้จากต้นพ่อพันธุ์ และนำไปผสมกับดอกตัวเมียที่ต้นแม่ ซึ่งจั่นดอกอาจแตกและบานได้ไม่พร้อมกัน จึงขอแนะนำว่าผู้ปลูกควรจะมีจำนวนต้นตัวผู้และต้นตัวเมียที่สมดุลกัน เพื่อให้การผสมเกสรเป็นไปอย่างธรรมชาติและมั่นใจได้ว่าดอกตัวเมียจะได้รับการผสมอย่างทั่วถึง ให้ได้ผลผลิตที่ดกโดยประหยัดเวลา แรงงาน และงบประมาณในการช่วยผสมเกสรเนื่องในศุภวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2556 ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย ดลบันดาลให้ท่านมีความสุข ประสบแต่สิ่งที่ดีงามและมีสุขภาพแข็งแรงตลอดไป.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

มกราคม 2, 2013 Posted by | คำแนะนำด้านพืช, เกษตร, เดลินิวส์ออนไลน์ | , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

อินทผลัมสด มากคุณค่าทางโภชนาการ

15 สิงหาคม 2554, 05:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/life/193931.

Pic_193931

สมศักดิ์ ชลาชล ร่วมชิมอินทผลัมของไทย ตามคำชวนของพีระ อัศวาภิรมย์ และ ศักดิ์ ลำจวน เจ้าของสวนโกหลัก.

ขยันสรรหาพืชผักผลไม้คุณภาพมาให้ลูกค้าได้ลิ้มลองอยู่เสมอ ล่าสุด พีระ อัศวาภิรมย์ ผอ.ใหญ่อาวุโสบริหารสินค้าซุปเปอร์มาร์เกต บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ภูมิใจจัดงาน “เทศกาลอินทผลัม จ.เชียงใหม่ แห่งแรกในประเทศไทย” เพื่อเผยแพร่ “อินทผลัม” ผลไม้อีกชนิดที่ทุกวันนี้ประเทศไทยส่งออกเป็นอันดับต้นๆ และยังเป็นการสนับสนุนเกษตรกรไทยผู้ปลูกอินทผลัม ได้นำผลผลิตคุณภาพดีมาจัดจำหน่าย โดยอินทผลัมเป็นผลไม้ที่รับประทานกันในช่วงถือ ศีลอด หรือเดือนรอมฎอนในศาสนาอิสลาม ซึ่งปีนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.เป็นต้นไป

สำหรับอินทผลัมสายพันธุ์ไทยนี้ มีชื่อว่า “พันธุ์ KL1” เป็นผลงานการผสมพันธุ์ของเกษตรกรไทย นายศักดิ์ ลำจวน หรือที่รู้จักกันในนาม “สวนโกหลัก” สวนอินทผลัมจาก อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ สวนนี้ถือเป็นสวนอินทผลัมแห่งแรกในประเทศไทยที่ได้พัฒนาคิดค้นจนได้อินทผลัมคุณภาพดีส่งออกต่างประเทศ โดยสวนโกหลัก ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรว่าเป็นอินทผลัมที่ให้ ผลดก รสชาติหวานมัน เนื้อมาก เมล็ดเล็ก ทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการ เพราะมีสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยให้อาหาร ย่อยง่ายขึ้น ช่วยลดอาการท้องผูก ป้องกันมะเร็งช่องท้อง มะเร็งลำไส้ และช่วยแก้เจ็บคอ แก้กระหายน้ำ ฯลฯ

ร่วมลิ้มรสชาติความหวานมัน สดใหม่ของอินทผลัมสดได้ในงาน “เทศกาลอินทผลัม จ.เชียงใหม่ แห่งแรกในประเทศไทย” ตลอดช่วงเดือนรอมฎอน ณ กรูเมต์ มาร์เก็ต พารากอน และเอ็มโพเรียม.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวหน้าสตรี
  • 15 สิงหาคม 2554, 05:15 น.

สิงหาคม 15, 2011 Posted by | สุขภาพ, อาหาร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

แม่โจ้ 36..อินทผลัมไทย ต่างประเทศ..สนใจสายพันธุ์

21 กรกฎาคม 2553, 05:00 น.

ผ่านทางแม่โจ้ 36..อินทผลัมไทย ต่างประเทศ..สนใจสายพันธุ์ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_97607

นายศักดิ์กับต้นอินทผลัม.

จากสมุดบันทึก ภาพปะปิดฝีพระหัตถ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มีภาพลูกอินทผลัม พร้อมกับลายพระหัตถ์ว่า….

…ที่ไชยปราการ เชียงใหม่ มีอินทผลัมพันธุ์ แม่โจ้ 36

เพียง ประโยคสั้นๆได้สร้างความปีติ ปลาบ ปลื้มให้กับ นายศักดิ์ ลำจวน เจ้าของ บ้านสวนโกหลัก ซึ่งเป็น แหล่งกำเนิดอินทผลัมต้นนี้ มุ่งบูรณาการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ ต่อไปอีก

นายศักดิ์ ลำจวน เกษตรกรชาวสวน ผู้ดำเนินการพัฒนาพันธุ์ อินทผลัมพันธุ์แม่โจ้ 36 อดีตประกอบอาชีพปลูกลำไย ครั้งหนึ่งได้เดินทางไปต่างประเทศ เห็นเขาบริโภคผลสดแล้วโยนเมล็ดทิ้ง จึงเกิดแรงบันดาลใจว่า…หากบ้านเราสามารถผลิตผลไม้ชนิดนี้ได้ก็คงไม่ต้องนำ เข้า

และ…คิดว่าน่าจะทำ ได้ เพราะเมืองไทยมีการปลูกอินทผลัมเช่นกัน แต่เป็นพันธุ์ดูไบ หากกินผลก็คงจะไม่แตกต่างกันมากนัก

จากโอมานมาเยือน.เลย…เก็บเมล็ดที่ ถูกทิ้งใส่ถุงกลับเมืองไทย แล้วนำมาเพาะ พร้อมกับชักชวน นายนิรันดร์ ดิษฐ์กระจัน (จากกรมวิชาการเกษตร) นายวีระศักดิ์ แก้วคราม (จากกรมส่งเสริมการเกษตร) เพื่อนนักศึกษาแม่โจ้รุ่นน้อง ร่วมทำการวิจัยและทดลองในการปลูก

ด้วย พืชชนิดนี้มี 2 เพศ คือ ต้นผู้ กับ ต้นเมีย จึงต้อง ใช้ความพยายามในการผสมพันธุ์เพื่อให้เกิดลูก ทำการทดลองสลับไขว้ต้นพันธุ์ไปมา จนกระทั่งได้ต้นที่มีคุณภาพดีที่สุด และเพื่อให้ผลงานเป็นอนุสรณ์ กับรุ่นและสถาบันที่ให้ความรู้ในการเกษตรมาจึงตั้งชื่อว่า…แม่โจ้ 36

อินทผลัม แม่โจ้ 36 ผลของมันบริโภคได้ทั้งสุกและสด เนื้อกรอบนุ่ม หวานมัน ซึ่งมีความพิเศษคือ ให้ผลผลิตเร็ว ปลูกเพียง 2 ปีก็ออกลูก (พันธุ์ อื่นๆจะใช้เวลาถึง 5 ปี) ผลผลิตจะสุกเต็มที่ ช่วงกรกฎาคมถึงสิ้นเดือนสิงหาคมหากเก็บไว้ในอุณหภูมิ 8 องศาเซลเชียส จะคงสภาพอยู่ได้นานหลายเดือน…ซึ่งตอนนี้ทางสวน ยังไม่เน้นในการจำหน่ายผลผลิต เพราะยังอยู่ในช่วงของ การขยายพันธุ์

จากมาเลเซียสั่งกล้าพันธุ์.

หลัง จากที่ได้รับความ สำเร็จในการพัฒนาสายพันธุ์ ชาวต่างประเทศทั้งไกลใกล้ทราบข่าวต่างให้ความสนใจ อาทิ DAT0` HAMZAH BIN ZAINUNIN รองผู้ว่าราชการและ ส.ส.รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย เดินทางมาชมสวน และนำไปปลูกทดลองเป็นการประเดิมแล้วประมาณ 50 เฮกตาร์

และ…เมื่อ ไม่กี่วันมานี้ Hamid U. Badru Al Timimi Vice Chairman Mercy horison แห่ง Oman ก็ได้ให้ความสนใจ เพื่อนำไปปลูกที่ประเทศเขาเช่นกัน

หากต้อง การข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ บ้านสวนโกหลัก 37 หมู่ 1 ต.ศรีดงเย็น อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ 50320 โทร. 0-5345-7081, 08-9855-9569 และ 08-1582-4444 ทุกวันช่วงเวลาที่อาทิตย์ฉายแสง.

ปัญญา เจริญวงศ์

กรกฎาคม 28, 2010 Posted by | คำแนะนำด้านพืช, เกษตร, ไทยรัฐออนไลน์ | , , , , , , | 4 ความเห็น

วิธีการผสมเกสรอินทผลัมให้ได้ผลผลิตสูง ที่ไชยปราการ

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 22 ฉบับที่ 467

เทคโนโลยีการเกษตร

ธงชัย พุ่มพวง

วิธีการผสมเกสรอินทผลัมให้ได้ผลผลิตสูง ที่ไชยปราการ

จากที่นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เป็นนิตยสารเกษตรฉบับแรกที่ได้เคยนำเสนอเรื่องราวของอินทผลัมรับประทานผลสดรายแรกของเมืองไทย ประมาณปี 2549 ของ คุณศักดิ์ ลำจวน หรือบ้านสวนโกหลัก ที่ได้ค้นพบและผสมพันธุ์จนได้ลักษณะประจำพันธุ์ที่แน่นอน พร้อมทั้งตั้งชื่อพันธุ์ใหม่นี้ว่า KL.1 (แม่โจ้ 36) ลำต้นเล็กคือปลูกเพียง 3 ปี ก็ให้ผลผลิต ผลดกโต รสชาติกรอบหวานมัน เนื้อมาก เมล็ดเล็ก รับประทานได้ทั้งผลดิบและผลสด เก็บไว้รับประทานได้นาน ไม่ต้องนำไปแปรรูป เพียงแต่วางไว้ในอุณหภูมิห้องปกติ ผลอินทผลัมจะเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลด้วยตัวเอง หรือสามารถปลูกเป็นไม้ประดับหรือเป็นไม้มงคลได้

ตั้งแต่นั้นจนถึงบัดนี้ มีเกษตรกรให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก สั่งซื้อต้นพันธุ์อินทผลัมไปปลูกหลายจังหวัดทั่วประเทศ องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกอินทผลัมทุกพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศที่นำมาจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปมารับประทาน ตลอดจนประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย สั่งซื้อพันธุ์อินทผลัมเข้าไปปลูกเป็นจำนวนมากเช่นกัน แต่เนื่องจากการปลูกอินทผลัมนั้น จำเป็นต้องปลูกหลายต้น เพราะอินทผลัมเป็นพืชที่มีเพศผู้และเพศเมียอยู่คนละต้นกัน ต้นเพศเมียจะต้องได้รับการผสมเกสร โดยธรรมชาติจะผสมจากการถูกลมพัดเกสรตัวผู้ไปหาเกสรตัวเมีย หรือเกิดจากเกสรตัวผู้ติดไปกับขาและปีกของผึ้งไปผสมตามธรรมชาติ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องช่วยการผสมเกสรตัวเมียด้วย

ด้วยความเป็นห่วงต่อเกษตรกรที่ซื้อต้นพันธุ์อินทผลัมไปปลูกแล้วได้ผลผลิตน้อย คุณศักดิ์ ลำจวน จึงใคร่ขอแนะนำการช่วยผสมเกสรคือ เมื่อเกสรตัวผู้ออกช่อและแก่เต็มที่แล้ว ควรใช้ถุงพลาสติคครอบที่จั่นเกสรตัวผู้ทั้งหมด แล้วเขย่าให้เกสรหล่นลงในถุงพลาสติค ละอองเกสรตัวผู้จะมีสีขาวออกเหลือง ลักษณะเป็นผงคล้ายแป้งมัน จากนั้นจึงนำไปผสมกับช่อเกสรตัวเมีย หากในช่วงนั้นเกสรตัวเมียยังไม่แก่จัดหรือยังไม่ออก เราสามารถเก็บละอองเกสรตัวผู้นี้ไว้ในตู้เย็นได้นานหลายเดือน ในการผสมเกสรตัวผู้ให้กับช่อดอกตัวเมีย ทำได้โดยใช้ช้อนชาตักเกสรตัวผู้ประมาณครึ่งช้อนชา เทลงในถุงพลาสติคขนาดเล็กที่สามารถครอบจั่นของช่อดอกตัวเมียได้ จากนั้นจึงนำถุงพลาสติคเล็กที่มีละอองเกสรตัวผู้นั้น ครอบทั้งจั่นช่อดอกเพศเมีย เขย่าถุงไปมา จะทำให้ละอองเกสรเพศผู้ปลิวไปติดละอองเกสรเพศเมีย ซึ่งจะมีเมือกเหนียวที่บริเวณเกสรเพศเมีย ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการช่วยผสมเกสรนี้ เวลาประมาณ 10.00 น. จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน จะเกิดเป็นตุ่มเล็กๆ สีเขียว หลังจากช่วยการผสมพันธุ์แล้ว ระยะต่อไปจะเจริญเติบโตเป็นผลอินทผลัมรับประทานได้ภายใน 5-7 เดือน ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของแต่ละต้น ควรช่วยผสมเกสรตัวเมียแบบนี้ทุกๆ จั่น รับรองว่าได้ผลผลิตที่ดกจำนวนมาก แต่หากปล่อยให้ติดผลมากเกินไป จะได้ผลที่เล็ก ควรตัดแต่งผลบ้าง เพื่อจะได้ผลที่ใหญ่มากขึ้น

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บ้านสวนโกหลัก เลขที่ 37 หมู่ที่ 1 ตำบลศรีดงเย็น อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ 50320 โทรศัพท์ (053) 457-081, (089) 855-9569 หรือ http://www.intapalum.com

บอกข่าวกันตรงนี้นิดหนึ่ง ระหว่าง 25-27 ธันวาคม 2552 นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านและนิตยสารเส้นทางเศรษฐี จัดเสวนาเกษตรสัญจรไปจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีกำหนดการแวะที่สวนอินทผลัม ผู้สนใจร่วมเดินทาง ดูรายละเอียดในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านปักษ์นี้ แล้วรีบจองที่นั่งด่วน

กุมภาพันธ์ 10, 2010 Posted by | เทคโนโลยีชาวบ้าน | , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น