ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

Stickhouse ไอติมแท่งไฮโซ งานศิลป์…กินได้

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07018150657&srcday=2014-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 351

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

Stickhouse ไอติมแท่งไฮโซ งานศิลป์…กินได้

“เงื่อนไขการร่วมธุรกิจค่อนข้างละเอียดอ่อน การติดต่อเข้ามาขายนั้นยากมาก ไม่ใช่มีทุนอย่างเดียวแล้วทำได้เลย….”

เปิดตัวมาได้พักใหญ่ สำหรับ Stickhouse ไอศกรีมสัญชาติอิตาเลียน ที่มีจุดเด่นตรงเป็นไอศกรีมเจลาโต้อัดแท่งเสียบไม้ เน้นใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ไม่ใส่สารปรุงแต่ง ประเภทสี-กลิ่น แต่อย่างใด

ใครที่ผ่านไปแถวชั้นจี โซนฟู้ดฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน คงมีโอกาสเข้าไปลองลิ้มชิมรสกันมาบ้าง

หลายคนอาจเกิดอาการ “สะดุ้ง” เล็กน้อย เมื่อทราบราคาขายต่อแท่ง

หากแต่เมื่อได้ลองลิ้มชิมรสแล้ว ก็มีหลายคนเหมือนกัน ที่บอก อร่อย…สมราคา!

ซื้อแฟรนไชส์

ไม่ง่ายอย่างคิด

ช่วงสายๆ ของวันทำงานต้นสัปดาห์ คุณพลอย-สุชญา กุลชล หุ้นส่วนสำคัญของกิจการ Stickhouse กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม บุคลิกคล่องแคล่ว เริ่มต้นแนะนำตัวว่า อายุ 30 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทด้านการตลาด จากลอนดอน ประเทศอังกฤษ ปัจจุบันช่วยบริหารงานโรงแรมในย่านเพลินจิต ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว

ส่วนกิจการ Stickhouse นี้ เกิดจากความใฝ่ฝันของตัวเธอ ที่อยากมีกิจการขายอาหารเป็นของตัวเอง

จนเมื่อราวปี 2554 มีญาติรุ่นราวคราวเดียวกัน นำโดย คุณภูมิ เรืองสินภิญญา มาชักชวนให้ลงหุ้นทำธุรกิจ

กระทั่งปลายปีนั้น ได้ไปเที่ยวกับครอบครัวที่ประเทศอิตาลี มีโอกาสออกเสาะหาของอร่อย แปลก-ใหม่ ตามสไตล์คนช่างทาน

จนผ่านไปเจอกับร้าน Stickhouse ที่ขาย “เจลาโต้” หรือไอศกรีมที่มีครีมและไขมันน้อยกว่าไอศกรีมทั่วไป

ซึ่งร้านดังว่ามีสินค้าแปลกใหม่กว่าไอศกรีมเจลาโต้ทั่วไป ตรงที่ไม่ได้ตักขายเป็นก้อนๆ แต่ขายเป็นแท่งเสียบไม้ และลูกค้าสามารถเลือกผสมรสชาติได้เอง เช่น ไอศกรีมแท่งรสวานิลลา นำไปเคลือบด้วยดาร์กช็อกโกแลต และ “ดิพ” ด้วยอัลมอนด์อีกชั้นหนึ่ง เป็นต้น

คุณพลอย เล่าต่อว่า ทั้งตัวเธอและญาติที่ไปด้วยกัน รู้สึกประทับใจในรสชาติและรูปแบบการนำเสนอสินค้าของ Stickhouse มาก จึงอยากนำเข้ามาขายในเมืองไทย แต่การติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์ของกิจการนี้ ไม่ง่ายอย่างที่คิด

“เงื่อนไขการร่วมธุรกิจค่อนข้างละเอียดอ่อน การติดต่อเข้ามาขายนั้นยากมาก ไม่ใช่มีทุนอย่างเดียวแล้วทำได้เลย เขาต้องดูว่าเราเคยทำธุรกิจอะไร มีวิธีคิดด้านการตลาดอย่างไร ทำเลเหมาะสมแค่ไหน กว่าจะสรุปลงตัวใช้เวลาอยู่เกือบปี” คุณพลอย เผยประสบการณ์

อย่างไรก็ตาม หลังจากพยายามอย่างจริงจัง ในที่สุด คุณพลอยและหุ้นส่วนอีก 5 ท่าน ก็ได้รับเลือกให้เป็น แฟรนไชซีเพียงรายเดียวในประเทศไทย

กระซิบถามถึงงบฯ ลงทุนว่าแต่ละหุ้นลงกันคนละเท่าไหร่ คุณพลอยยิ้มกว้าง ก่อนตอบสั้นๆ

“เยอะค่ะ จนบางคนอาจจะคิดว่า ทำร้านไอศกรีม ไม่น่าจะเยอะขนาดนี้”

ปรับกลยุทธ์

ตามเทศกาล

เจ้าของกิจการ เล่าให้ฟังต่อว่า ไอศกรีมของทางร้าน เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตวันต่อวัน ใช้แรงงานในครัวกลาง ราว 4-5 คน เครื่องจักร ตู้แช่ รวมถึงวัตถุดิบบางส่วน อย่าง เบสเจลาโต้ ช็อกโกแลต และถั่วทุกประเภท ล้วนนำเข้ามาจากอิตาลี ส่วนผลไม้ นมสด และครีม จะใช้ของในประเทศเพราะมีความสดใหม่กว่า

เมื่อถามถึงราคาขายต่อแท่ง เริ่มต้น 89 บาท สูงสุด 149 บาท ที่หลายคนมองว่าค่อนข้างสูง คุณพลอย อธิบาย เพราะ Stickhouse เป็นไอศกรีมโฮมเมด แบบครั้งหนึ่งทำได้ 24 แท่ง ปั่นเสร็จแล้วค่อยหยอด แปะผลไม้ลงไปทีละชิ้น ทุกขั้นตอนทำด้วยมือ ทำด้วยใจ กว่าจะได้แต่ละแบบออกมา ไม่เหมือนทำจากโรงงานที่ผลิตได้ครั้งละเป็นร้อยแท่งพันแท่ง

เกี่ยวกับคู่แข่งทางธุรกิจทั้งทางตรงทางอ้อม คุณพลอย บอก รู้สึกหนักใจบ้าง ทุกวันนี้เธอจึงต้องพยายามคิดเมนูแปลกใหม่ ออกมาให้สอดรับกับเทศกาลต่างๆ อย่าง รสเกาลัด รับตรุษจีน รสฟักทอง รับวันฮาโลวีน หรือรสข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวทุเรียน รับหน้าร้อน เป็นต้น

“เรานำเสนอความเป็นโฮมเมด ใช้วัตถุดิบและมีวิธีการผลิตดีต่อสุขภาพ สีทุกอย่างเป็นสีจากผลไม้ล้วนๆ ไม่เจือปนสีผสมอาหาร และสามารถปรับได้ตามความต้องการของลูกค้า อย่าง เขียนชื่อลงบนไอศกรีมเพื่อมอบให้คนพิเศษ เหล่านี้น่าจะเป็นจุดแข็งสำคัญของกิจการ” คุณพลอย บอกอย่างนั้น

สำรวจหน้าตาไอศกรีมเรียงรายอยู่ในตู้แช่ สะดุดตากับรสชาติธงชาติไทย เลยถามไถ่ถึงที่มา คุณพลอย เล่าว่า ช่วงเปิดร้านวันแรก มีการทำขึ้นมา 2 แบบ คือธงชาติไทยกับธงชาติอิตาลี ตั้งใจนำมาวางใกล้กัน เหมือนกับเป็นตัวแทนความร่วมมือของ 2 ชาติ

หลังจากนั้นไม่นาน มีการชุมนุมใกล้กันกับห้าง ลูกค้าเข้ามาถามหาบอกว่าอยากได้ เลยลองทำออกมาขาย ปรากฏได้ผลตอบรับดีมาก

สำหรับรสชาติของไอศกรีมดังกล่าว สีแดงทำจากสตรอเบอร์รี่ สีขาวทำจากมะพร้าวอ่อน และสีน้ำเงินทำจากดอกอัญชัน

ส่วนขั้นตอนการทำนั้น ค่อนข้างยุ่งยาก เพราะแต่ละชั้นต้องใช้เวลาประมาณ 25 นาที กว่าไอศกรีมจะแข็งตัว แล้วจึงค่อยหยอดสีต่อไป สรุปต้องใช้เวลาในการทำนานกว่า 2 ชั่วโมง

สนทนามาถึงความตั้งใจในธุรกิจ คุณพลอย บอก เร็วๆ นี้จะมี Stickhouse สาขา 2 เปิดที่ห้างสรรพสินค้า เทอร์มินัล 21 และกำลังจะขยายการบริการด้านจัดเลี้ยง โดยลูกค้าสามารถเลือกสี รสชาติ ให้เข้ากับแนวคิดของแต่ละงานได้ ส่วนการขายแฟรนไชส์ให้นักลงทุนรายอื่นนั้น อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้

……………

สนใจลองลิ้มรสชาติ Stickhouse ได้แล้วที่ ชั้นจี โซนฟู้ดฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ส่วนลูกค้าต้องการสั่งไปสำหรับจัดเลี้ยง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (085) 662-9469 หรือ Facebook/stickhouse.th

ตุลาคม 23, 2014 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

Bake a wish เค้กญี่ปุ่น…รุ่นบุกเบิก โตวัน โตคืน

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 349

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

Bake a wish เค้กญี่ปุ่น…รุ่นบุกเบิก โตวัน โตคืน

“ตั้งต้นคุยกันในครอบครัว จะตามเทรนด์เค้กฝรั่งหรือเริ่มทำเค้กญี่ปุ่นกันดี พอตัดสินใจได้ เลยคิดว่าจะสู้สักตั้ง”

ย้อนไปเมื่อเกือบ 10 ปีก่อนหน้านี้ แวดวงเบเกอรี่บ้านเรา อาจไม่คุ้นเคยนักกับ “เค้กญี่ปุ่น” ที่ทำขึ้นภายใต้แนวคิดเพื่อสุขภาพ

วัตถุดิบส่วนใหญ่ต้องมาจากธรรมชาติระดับ “ออร์แกนิก” ปลอดจากสารแปลกปลอม

ส่วน เนื้อเค้กและเนื้อครีม จะ”นุ่มและเบา” กว่า เค้กฝรั่ง แต่ หวาน-หอม-อร่อย ไม่แพ้กัน

และอาจเพราะราคาของวัตถุดิบและทำจากมือ สไตล์ “โฮมเมด” ไม่ใช่เค้กจากสายพานโรงงาน

ต้นทุนการผลิตเค้กญี่ปุ่น จึงย่อมสูงกว่าเค้กในท้องตลาด ส่งผลให้ราคาขายต่อหน่วยต้องขยับขึ้นตามเป็นธรรมดา

ลูกค้าเป้าหมายของเค้กชนิดดังว่า จึงมักอยู่ระดับกลาง-บน

อย่างไรก็ตาม ในห้วงเวลาดังกล่าว มีผู้ประกอบการไทยรายหนึ่ง ซึ่งมองการณ์ไกล วิเคราะห์ตลาดในไทยไม่ช้าไม่นาน เค้กญี่ปุ่น ต้องได้รับความนิยมมากขึ้น

จึงเบนเข็ม จากคอฟฟี่ช็อปเล็กๆ หันมาทำเค้กญี่ปุ่นสไตล์โฮมเมด สูตรญี่ปุ่นแท้ ออกขาย

ปรากฏได้ผลตามคาด ใช้เวลาไม่นานกิจการไปได้สวย

ปัจจุบัน มีร้านของตัวเองถึง 7 สาขา และมีแนวโน้มจะ “โกอินเตอร์” แล้ว…เร็วๆ นี้

ปรับสูตร-คงคุณภาพ

งานยากสุด

คุณโจ-นิกันติ์ ปรัชญาศิลปวุฒิ สาวหน้าใส เจ้าของกิจการ Bake a wish : Japanese Homemade Cake (เบค อะ วิช : เจแปนนีส โฮมเมด เค้ก) เปิดร้าน 1 ใน 7 สาขา ซึ่งเปิดอยู่บริเวณชั้น 2 ในห้างหรูบนถนนรามอินทรา เป็นสถานที่พูดกัน บรรยากาศกันเอง

ก่อนย้อนความเป็นมา เริ่มต้นจากเมื่อราว 7 ปีก่อน ด้วยความที่คุณแม่ชอบทำขนม ส่วนคุณพ่อของเธอ อยากให้ลูกๆ ช่วยกันสร้างธุรกิจของครอบครัว

จึงลงทุนทำร้านเล็กๆ ใช้ชื่อ Bake a wish เปิดในละแวกบ้านย่านสุขสวัสดิ์ ขายกาแฟ-เครื่องดื่ม และขนมเค้กแบบทั่วไป

ทำอยู่เพียงไม่นาน มีเพื่อนสนิทชาวญี่ปุ่น แนะนำให้รู้จักเค้กสไตล์โฮมเมดในแบบของคนญี่ปุ่น ที่เน้นเรื่องสุขภาพของคนทานเป็นหลัก

คือ วัตถุดิบต้องสดและมีความเป็นออร์แกนิก เน้นครีม แต่เป็นครีมที่เบาและหวานน้อย

น้ำตาลใช้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ ความหวานที่เหลือมาจาก “ไวท์ช็อกโกแลต”

คุณโจ เล่าต่อ เพื่อนชาวญี่ปุ่นคนเดิม บอกด้วยว่า ถ้าสนใจทำขาย ยินดีมอบสูตรดั้งเดิมของครอบครัวให้

แต่ตัวเธอสารภาพตามตรง ตอนนั้นยังไม่ค่อยกล้า เพราะถ้าต้องใช้วัตถุดิบเหมือนกับที่ญี่ปุ่นทุกอย่าง ต้นทุนคงสูงมาก หากนำมาขายในร้านกาแฟ “โนเนม” คงเป็นเรื่องลำบากทีเดียว

“ตั้งต้นคุยกันในครอบครัว จะตามเทรนด์เค้กฝรั่งหรือเริ่มทำเค้กญี่ปุ่นกันดี พอตัดสินใจได้ เลยคิดว่าจะสู้สักตั้ง” คุณโจ บอก

จากนั้นเธอและน้องๆ จึงช่วยกันระดมสมอง ลองปรับใช้วัตถุดิบเกรดรองจากของญี่ปุ่น ก่อนทำตามสูตรที่ได้มา

โดยมีเป้าหมาย ต้องได้ความอร่อยและคุณภาพเหมือนต้นฉบับมากที่สุด

“การปรับสูตรนั้นยากมาก ทดลองทำกันนานเป็นเดือน กว่าจะลงตัวกับวัตถุดิบทดแทนซึ่งส่วนใหญ่เป็นของไทยและนิวซีแลนด์ ส่วนของญี่ปุ่น นำเข้ามาใช้เพียงอย่างเดียว คือ ผงชาเขียว” คุณโจ เผยให้ฟังอย่างนั้น

วัตถุดิบขึ้นราคา

ปัญหาหนักใจ

เมื่อได้ เค้กญี่ปุ่น ที่มั่นใจว่าคุณภาพและรสชาติ ไม่ด้อยไปกว่าต้นฉบับ แต่ราคาสามารถจับต้องได้ทั่วไป

คุณโจจึงกระจายสินค้าให้เป็นที่รู้จัก โดยการออกบู๊ธตามอีเว้นต์

และใช้วิธีให้ลูกค้า “ชิมได้ทุกตัว” ที่ขาย เพราะมั่นใจไม่ทำให้ใครผิดหวัง

กระทั่ง “เข้าตา” บรรดาออร์แกไนซ์หลายเจ้า หลั่งไหลเข้ามาติดต่อให้ไปออกงานจัดเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง

จนธุรกิจของครอบครัวรายนี้ เติบโตงอกงามขึ้น…ตามลำดับ

จากสาขาแรก-สาขาเดียวใช้เวลาอยู่ 4 ปี พอย่างเข้าปีที่ 5-6-7 ขยับขยายเปิดใหม่ทุกปี กระทั่งถึงวันนี้ มีแล้วถึง 7 สาขา

ถามไถ่ถึงการเปิดเป็นแฟรนไชส์ คุณโจ บอก ติดต่อเข้ามากันเยอะมาก หลายคนอยากนำไปเปิดทั้งต่างจังหวัดและต่างประเทศ อย่าง สิงคโปร์ ฮ่องกง แต่ด้วยความที่ครอบครัวของเธอไม่ใช่นักธุรกิจ จึงอยู่ระหว่างการศึกษาข้อดี-ข้อด้อย ของการทำแฟรนไชส์อยู่

อย่างไรก็ตาม สำหรับการขยายสาขาด้วยตัวเองในพื้นที่ต่างจังหวัดและประเทศแถบอาเซียนนั้น จะมีขึ้นเร็วๆ นี้แน่นอน

แม้เมื่อกว่า 7 ปีที่แล้ว เค้กญี่ปุ่นจะเป็น “เทรนด์” ใหม่มาก หากมาถึงปัจจุบัน ตลาดกลับคึกคัก การแข่งขันเข้มข้นไม่น้อย

เกี่ยวกับประเด็นนี้ คุณโจ บอก การมีคู่แข่งเยอะกลับเป็นผลดีกับธุรกิจ เพราะทำให้คนรู้จักเค้กญี่ปุ่น โดยไม่ต้องอธิบายกันตลอดเหมือนช่วงแรก แต่เธอก็ไม่ประมาท และพยายามควบคุมคุณภาพสินค้าให้คงที่สม่ำเสมอ

“ทุกวันนี้ ยังต้องบินไปที่ญี่ปุ่นบ่อยๆ เพื่อคอยชิมว่าเค้กเขาไปถึงไหน แล้วเราต้องปรับปรุงยังไง แต่เชื่อว่าเค้กของเราอร่อยและดีต่อสุขภาพ ไม่แพ้ใครเหมือนกันค่ะ” คุณโจ บอกยิ้มๆ แต่จริงจัง

สนทนามาถึงคำถาม การบริหารจัดการในร้านเบเกอรี่เป็นอย่างไร คุณโจ ตอบไม่ลังเล ยากมาก ปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่ต้องเจอคือ ราคาวัตถุดิบขึ้นตลอดเวลา แต่ราคาขายหน้าร้านขยับขึ้นตามไม่ได้ง่ายๆ

ใจจริงเธออยากขายของมีคุณภาพ ราคาเหมาะสม แต่วัตถุดิบมักไม่เป็นใจ ขึ้นแล้วไม่มีลง ทั้งแป้ง เนย นม ช็อกโกแลต ทั้งที่ส่วนใหญ่เป็นของในประเทศทั้งนั้น

“ตลาดเค้กมีการแข่งขันสูงมาก มาคู่กับร้านกาแฟน้อยใหญ่ ถึงอย่างนั้นตลาดก็ยังไม่เต็ม แต่คนที่จะเป็นตัวจริงได้ คงต้องแน่จริงด้วยค่ะ” คุณโจ ทิ้งท้ายอย่างนั้น

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิต-จำหน่ายเค้กญี่ปุ่น สไตล์โฮมเมด

ลักษณะกิจการ ครอบครัว

ชื่อผลิตภัณฑ์ Bake a wish : Japanese Homemade Cake (เบค อะ วิช : เจแปนนีส โฮมเมด เค้ก)

เจ้าของกิจการ คุณโจ-นิกันติ์ ปรัชญาศิลปวุฒิ

แรงงาน ประจำครัวกลางประมาณ 50 คน

วัตถุดิบ ใช้วัตถุดิบออร์แกนิก ไม่ใช้วัตถุกันเสีย

ราคาขาย 60-105 บาท

ปัญหาอุปสรรค ราคาวัตถุดิบสูงขึ้นตลอดเวลา

ช่องทางจัดจำหน่าย มีร้านสาขา 7 แห่ง และออกบู๊ธตามอีเว้นต์ต่างๆ

สถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ เลขที่ 116 ซอยสุขสวัสดิ์ 26 แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพฯ 10150

โทรศัพท์ (02) 427-3120, (089) 776-6254

อีเมล bakeawish@hotmail.com

เว็บไซต์ http://bakeawish-japanesecake.com/ Facebook//bake a wish Japanese homemade cake

ตุลาคม 17, 2014 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

บ้านกุดจิก ต้นตำรับ “หมี่โคราช” เปิดสูตรทำมือแบบโบราณ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 348

อาหารสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

บ้านกุดจิก ต้นตำรับ “หมี่โคราช” เปิดสูตรทำมือแบบโบราณ

ในบรรดางานซีเอสอาร์ของธนาคารกรุงไทยนั้น ต้องยอมรับว่าโครงการ “กรุงไทย ต้นกล้าสีขาว” เป็นโครงการที่ชุมชนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการประกาศผลการประกวดในโครงการดังกล่าว ประจำปี 2556 ซึ่งก็เป็นไปตามความคาดหมาย นั่นคือ “ทีมหลานย่าพากินหมี่” ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) คว้ารางวัลชนะเลิศ จากโครงการ “หมี่แห่งชีวิต พลิกฟื้นบ้านกุดจิกให้ยั่งยืน” ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ “ทีมนนทรีปันฝัน” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร จากโครงการ “ไม้จิ้มฟันสมุนไพร สืบสานภูมิปัญญาชาวบ้าน สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง”

ขณะที่ทีม Volunteer Center จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากโครงการสร้างห้องสมุดสีน้ำตาล โดย คุณวรวิทย์ จำปีรัตน์ ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงไทย เป็นผู้มอบรางวัลให้กับ 3 ทีมดังกล่าว

ในปี 2556 มีผลงานที่น่าสนใจเข้าร่วมประกวด 412 ผลงาน จาก 55 สถาบันทั่วประเทศ และผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายได้ 23 ทีม และที่ผ่านมา มีนักศึกษาเข้าร่วมในโครงการแล้วมากกว่า 15,000 คน

ทำกันมาร้อยกว่าปีแล้ว

พูดถึงทีมหลานย่าพากินหมี่ ของ มทส. นอกจากจะคว้ารางวัลชนะเลิศไปครองแล้ว ทีมนี้ยังกวาดมาอีก 2 รางวัล นั่นคือ รางวัลดีเด่นระดับภาค และรางวัลบู๊ธดีเด่น รองชนะเลิศอันดับ 1 เช่นเดียวกับทีมนนทรีปันฝันที่คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 มาแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นก็ได้รับรางวัลชนะเลิศโปสเตอร์ดีเด่นและรางวัลบู๊ธดีเด่น รองชนะเลิศอันดับ 2

นางสาวธิติพร พรมคำ หัวหน้าทีมหลานย่าพากินหมี่ เล่าให้ฟังถึงโครงการหมี่แห่งชีวิต พลิกฟื้นบ้านกุดจิกให้ยั่งยืนว่า มีจุดประสงค์อยากให้ชุมชนบ้านกุดจิก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ที่มีการทำหมี่ด้วยมือแบบโบราณได้ทำมือต่อไป เพราะชุมชนนี้เป็นต้นกำเนิดของหมี่โคราชจริงๆ แต่เลิกทำมานานแล้ว ซึ่งหลังจากที่เข้าไปเผยแพร่และอนุรักษ์ นอกจากจะทำให้ชุมชนรวมกลุ่มกันทำเป็นอาชีพจนมีรายได้แล้ว ชาวชุมชนบ้านกุดจิกยังเกิดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทำหมี่ด้วยมือแบบโบราณ ซึ่งทำกันมาร้อยกว่าปีแล้ว

นางสาวภัทรานิษฐ์ นิลเสถียร สมาชิกอีกคนของทีมหลานย่าพากินหมี่ เสริมว่า ได้นำสิ่งต่างๆ ที่ได้เรียนในห้องเรียนมาประยุกต์ใช้ในชุมชน โดยได้ไปช่วยเหลือชุมชนบ้านกุดจิกทำให้ชุมชนมีชีวิตที่ดีขึ้น จากเดิมชุมชนนี้เลิกการผลิตหมี่กันไปนานแล้ว เพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ขณะที่ราคาหมี่เท่าเดิม

“พวกเราเข้าช่วยในการผลิตให้มีคุณภาพมากกว่าเดิม คือไปปรับปรุงกระบวนการผลิตตั้งแต่เริ่มถูหมี่เป็นแผ่นแล้วเอาแผ่นหมี่ไปตาก จากเดิมตากกลางแจ้งจะเจอฝุ่นเจอควัน เลยไปสร้างโรงเรือน ควบคุมสุขอนามัยของชุมชนให้สวมถุงมือ ผ้ากันเปื้อน หมวกคลุมผม ชั่งน้ำหนักเส้นหมี่ให้มีมาตรฐาน ออกแบบแพ็กเกจจิ้ง เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ทำให้สามารถขายได้ราคา ที่สำคัญ ได้ไปสร้างสตอรี่ให้หมี่โคราช ซึ่งหมี่บ้านกุดจิกมีอายุกว่า 100 ปีแล้ว แม่ๆ ที่อายุมากกว่า 60 ปี ทำกันมา 3 รุ่นแล้ว รุ่นล่าสุดเป็นรุ่นที่ 3″

ช่วงเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ทีมหลานย่าพากินหมี่ ได้มีส่วนในการอนุรักษ์ สืบสาน และเผยแพร่หมี่บ้านกุดจิก โดยเข้าไปช่วยปรับปรุงการผลิตหมี่ให้ถูกสุขลักษณะและได้มาตรฐาน พร้อมทั้งสร้างแบรนด์ “ปั้นหมี่” และทำแพ็กเกจจิ้ง รวมถึงการสร้างช่องทางการตลาด ทั้งการเผยแพร่ในเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ และทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ “หมี่โคราช”

อาจารย์รัชฎาพร วิสุทธากร อาจารย์ มทส. อาจารย์ที่ปรึกษาทีมหลานย่าพากินหมี่ พูดถึงรางวัลที่ได้รับว่า “คงเป็นเพราะทีมหลานย่าฯ มีครบทุกองค์ประกอบและมีโครงการย่อยเยอะ ซึ่งที่ผ่านมาเด็กๆ ทุ่มเทและเหนื่อยกันมากทั้งงานเขียนรายงานและการพรีเซ้นต์ สาเหตุที่มาทำเรื่องหมี่โคราช เพราะเป็นหมี่ที่คนรู้จักกันดี แต่เชื่อว่าหลายคนคงไม่รู้ว่าต้นกำเนิดอยู่ที่บ้านกุดจิก ตำบลกุดจิก อำเภอสูงเนิน ลูกหลานคนบ้านกุดจิกเองก็ยังไม่รู้ ทางนายกเทศมนตรีตำบลกุดจิกจึงอยากให้มีการอนุรักษ์การทำหมี่ด้วยมือแบบโบราณเอาไว้”

ขายผ่านออนไลน์

อาจารย์รัชฎาพร เล่าว่า การทำหมี่ของชุมชนบ้านกุดจิกเพราะที่นั่นปลูกข้าวและมีการถนอมอาหารด้วยการทำหมี่ ซึ่งในอดีตแทบทุกบ้านจะทำหมี่ไว้กินเอง แต่ตอนนี้เหลืออยู่บ้านเดียวที่เหลืออุปกรณ์ทำหมี่อยู่ สาเหตุที่ไม่ได้ทำขายเพราะไม่มีตลาด และไม่สามารถแข่งขันได้กับหมี่ที่ผลิตจากโรงงาน ปัจจุบัน ทางเทศบาลตำบลกุดจิก ชุมชนและทาง มทส. ได้ร่วมกันปรับปรุงอาคารร้างทำเป็นโรงเรือนถาวรในการผลิตหมี่ โดยจะทำในวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์ มีแม่ๆ 3 คนที่เคยทำหมี่มาช่วยกันทำร่วมกับนักศึกษา มีทั้งหมี่สดและหมี่แห้ง ซึ่งในส่วนหมี่สดนั้นได้นำมาทำยำหมี่สดด้วย ปรากฏว่าคนในชุมชนต่างซื้อกันใหญ่เพราะเคยกินกันมาในสมัยเด็กๆ แต่ตอนนี้หาซื้อที่ไหนไม่ได้แล้ว ขายถุงละ 30-50 บาท

“หมี่ทำจากโรงงานเส้นจะยาวและผสมแป้งมันเข้าไปด้วย แต่หมี่ชาวบ้านเป็นแป้งที่ทำจากข้าวล้วนๆ เส้นจะไม่ยาวและเส้นไม่เสมอกัน เก็บได้ไม่นาน แต่รสชาติอร่อยเหนียวนุ่มกว่าเส้นหมี่จากโรงงาน” อาจารย์รัชฎาพร กล่าวและว่า มีการตั้งชื่อแบรนด์ว่า “ปั้นหมี่” เดิมอยากจะตั้งชื่อว่า “หมี่กุดจิก” แต่ไม่สามารถตั้งได้เพราะเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ ที่ผ่านมานอกจากเด็กๆ จะไปช่วยปรับปรุงเรื่องขั้นตอนการผลิตแล้วยังได้ช่วยขายทางออนไลน์ด้วย โดยขาย 3 ถุง ราคา 100 บาท

สนใจอยากเรียนรู้การทำหมี่ด้วยมือแบบโบราณของบ้านกุดจิก ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ (089) 844-6682 หรือเข้าไปดูที่ http://www.kutchikmeekorat.com หรือที่ http://www.facebook.com/meekorat

ไก่ย่างโคราชคอเลสเตอรอลต่ำ

นอกจากอาจารย์รัชฎาพรจะเป็นที่ปรึกษาทีมหลานย่าพากินหมี่แล้ว ยังเป็นที่ปรึกษาของทีมกล้าติดปีก ของนักศึกษา มทส. ซึ่งได้รางวัลดีเด่นระดับภาคไป ทีมนี้ทำโครงการ “ไก่เนื้อโคราช คืนอิสรภาพเกษตรกรบ้านซับตะเคียน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างตราสินค้า การเลือกช่องทางการจัดจำหน่ายที่เหมาะสมกับผู้บริโภค รวมถึงการสร้างความรับรู้ของไก่ย่างสู่ผู้บริโภค และเพื่อให้เกิดความร่วมมือกันของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่เนื้อโคราชบ้านซับตะเคียน เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

อาจารย์รัชฎาพร บอกว่า ไก่เนื้อโคราชนี้เป็นไก่ประจำจังหวัดนครราชสีมา ซึ่ง มทส. เป็นผู้ผลิตลูกไก่ ที่ผ่านมายังไม่มีการทำตลาดอย่างจริงจัง ทั้งที่มาเป็นไก่ย่างแล้วรสชาติดีมาก

ว่าไปแล้วแม้โครงการนี้จะไม่ได้รับรางวัลชนะเลิศ แต่ก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นช่องทางหนึ่งสำหรับผู้คนที่มองหาโปรดักต์ใหม่ๆ โดยเฉพาะการนำไก่เนื้อโคราชมาทำเป็นไก่ย่าง ซึ่งไก่ชนิดนี้เป็นงานวิจัยของ มทส. ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นการผสมพันธุ์ระหว่างไก่บ้านกับไก่พันธุ์ จนได้ไก่เนื้อพันธุ์โคราชที่เลี้ยงง่ายและโตวัย เหมาะทำไก่ย่าง เพราะย่างแล้วเนื้อจะเหลืองสวย ที่สำคัญ ไขมันต่ำ คอเลสเตอรอลต่ำกว่าไก่ทั่วไปถึง 3 เท่า

ทั้งนี้ นักศึกษาในทีมกล้าติดปีกได้ไปช่วย คุณณัฐวุฒิ อิ่มจันทึก เกษตรกรบ้านซับตะเคียน ในการนำไก่ย่างซับตะเคียนมาทำตลาด ซึ่งก็มีเสียงตอบรับดี เนื่องจากสูตรการหมักนั้นเป็นสูตรสมุนไพร แต่จะหมักพอประมาณเพื่อไม่ให้รสชาติของไก่ถูกกลบ ซึ่งจะแตกต่างจากการหมักของไก่ย่างทั่วไป นอกจากนี้ ยังย่างในเตาไร้ควัน ซึ่งเป็นเตาที่อาจารย์ของ มทส. คิดค้นขึ้นมาเอง และหลังจากนำออกขายได้สักพักก็มีผู้สนใจต้องการจะซื้อแฟรนไชส์

อย่างไรก็ตาม ไก่เนื้อพันธุ์โคราชเมื่อนำมาย่างแล้ว ราคาจะแพงกว่าไก่ย่างห้าดาว โดยจะขายตัวละ 170-180 บาท ในขณะที่ไก่ย่างห้าดาวขายตัวละ 130 บาท เนื่องจากมีต้นทุนสูงกว่า

กว่าจะมาเป็นไม้จิ้มฟันตะไคร้

สำหรับ “ไม้จิ้มฟันสมุนไพร สืบสานภูมิปัญญาชาวบ้าน สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง” ของ “ทีมนนทรีปันฝัน” ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 นั้น นางสาวกฤติมา ผาติวรภัทร หัวหน้าทีม เล่าว่า เดิมนั้นชุมชนบ้านตาลเนิ้ง อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ที่มีอาชีพทำนาเป็นหลัก และมีการตั้งกลุ่มอาชีพทำลูกประคบสมุนไพรและทำไม้จิ้มฟันสมุนไพรจากตะไคร้ เมื่อทางทีมเข้าไปสำรวจ พบว่า ไม้จิ้มฟันดังกล่าวไม่เป็นที่นิยมของตลาด และผลิตภัณฑ์ไม่มีมาตรฐาน

“พวกเราจึงเข้าไปทำการปรับปรุงแพ็กเกจจิ้งและขนาดให้เป็นมาตรฐานมากขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย ขายในเฟซบุ๊กและจัดทำบล็อก เพื่อกระจายความรู้”

ในการทำไม้จิ้มฟันสมุนไพรจากตะไคร้นั้น จะต้องใช้ก้านตะไคร้ที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป ก้านจะได้แข็ง เริ่มจากการใช้อุปกรณ์รูดใบตะไคร้ออกจากก้าน เพื่อใช้ก้านอย่างเดียว แล้วนำก้านไปตากแดดให้แห้ง นำมาตัดให้ได้ขนาด นำเข้าเตาอบฆ่าเชื้อ พอผ่านการอบแล้วก้านตะไคร้จะมีขนาดที่แข็งขึ้นและมีกลิ่นหอม จากนั้นบรรจุถุงซิปล็อกและนำใส่กล่องบรรจุภัณฑ์ ถือเป็นไม้จิ้มฟันก้านตะไคร้เจ้าแรกเจ้าเดียวในประเทศไทย ซึ่งทางกลุ่มอาชีพชุมชนบ้านตาลเนิ้งกำลังจะขอจดอนุสิทธิบัตรขั้นตอนการทำไม้จิ้มฟันนี้

เมื่อบรรจุใส่กล่องเรียบร้อย จะขายกล่องละ 20 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับไม้จิ้มฟันที่ทำจากไม้ไผ่ ราคาจะถูกกว่าเล็กน้อย โดยตอนนี้ขายในเฟซบุ๊กและทางกลุ่มอาชีพจะออกขายตามสถานที่ต่างๆ อย่างเช่นในงานโอท็อปที่เมืองทองธานี (สนใจ โทรศัพท์ (089) 499-6716)

ทั้ง 3 โปรดักต์นี้น่าสนใจทีเดียว ที่สำคัญ เป็นสินค้ามีคุณภาพ แต่การตลาดยังไม่กว้างขวาง ฉะนั้น ใครสนใจทำธุรกิจนำสินค้าเหล่านี้ไปต่อยอดหรือไปเปิดตลาดใหม่ๆ เชื่อว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถทำเงินได้ไม่ยาก

ทำหมี่ด้วยมือ

1. เริ่มตั้งแต่การนำข้าวเปลือกข้าวเจ้ามาสีด้วยเครื่องสีข้าวโบราณ 2. นำข้าวสารที่ได้จากการสีมาตำด้วยครกกระเดื่องเพื่อทำให้เป็นข้าวสาร เรียกว่าการซ้อมข้าว 3. นำปลายข้าวที่แตกหักมาโม่ทำเป็นแป้งด้วยเครื่องโม่หิน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการทำหมี่ แล้วนำแป้งข้าวเจ้าผสมน้ำให้ข้นพอดี 4. เตรียมเตาดินแบบโบราณ ซึ่งทำมาจากดินเหนียว (ดินนา) ผสมกับแกลบข้าว ด้านใต้เป็นปล่องเตาเพื่อใส่ฟืน 5. เตรียมฟืนเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตแผ่นหมี่ โดยฟืนที่ใช้เป็นไม้แห้งทุกชนิดและทุกขนาด

6. เตรียมหม้อทำแผ่นหมี่ โดยนำคอหม้อทรงสูง ปากกว้าง มาขึงด้วยผ้าขาวบางให้ตึง เปิดริมผ้าประมาณ 5 เซนติเมตร เพื่อให้ไอน้ำพุ่งขึ้นมาได้ นำมาวางบนกระทะแล้วเติมน้ำในกระทะระดับ 2/3 ของคอหม้อ ปิดฝาหม้อ 7. ใช้ขันโลหะก้นมน ตักน้ำแป้งเทลงบนผ้าขาว พร้อมใช้ก้นขันเกลี่ยให้ทั่วเป็นวงกลม (การถูหมี่) โดยให้แผ่นหมี่บางไม่หนาจนเกินไป ปิดฝาหม้อทิ้งไว้ประมาณ 45 วินาที 8. นำไม้ไผ่ชโลมน้ำให้ทั่ว ค่อยๆ แซะแผ่นแป้งออกจากผ้าขาวบาง

9. นำแผ่นแป้งที่ได้ไปตากบนแผงไม้ไผ่ (แผงตากหมี่) แล้วนำไปตากแดดเป็นเวลา 1 ชั่วโมง 10. เมื่อแผ่นแป้งเริ่มแห้งได้ที่ (เมื่อจับดูจะติดมือน้อยลง) ทาด้วยน้ำมันพืชด้านบนเพื่อไม่ให้แผ่นแป้งติดกัน นำแผ่นแป้งที่ได้มาพรมด้วยน้ำเปล่าเล็กน้อย เพื่อให้ง่ายต่อการซอย 11. นำแผ่นแป้งประมาณ 10-15 แผ่น มาซ้อนกันและม้วนเป็นวงกลม ใช้มีดซอยเป็นเส้นประมาณ 3 มิลลิเมตร นำเส้นหมี่ที่ได้มาจับเป็นแพขนาดพอประมาณวางเรียงบนแผงไม้ไผ่ให้แห้งสนิท 12. นำแพหมี่เรียงใส่แผงตากหมี่ไปตากแดดให้แห้ง 13. นำหมี่ที่ได้มามัดด้วยตอก โดยใช้ตอกสีชมพู ซึ่งเป็นสีเอกลักษณ์ของหมี่บ้านกุดจิก

ตุลาคม 10, 2014 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

Velayenn Bike Shop อีกหนึ่ง…มุมโปรด นักปั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07038150357&srcday=2014-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 345


อาหารสร้างอาชีพ

Velayenn Bike Shop อีกหนึ่ง…มุมโปรด นักปั่น

“…ไม่อยากทำให้เป็นร้านจักรยานแข็งๆ ที่คนมาซื้ออะไหล่เสร็จแล้วหอบกลับบ้าน แต่ต้องการมุมที่ผู้คนสามารถมาใช้ชีวิตได้ด้วย…”

Velayenn Bike Shop – ร้านจักรยานเวลาเย็นน

คือ ศูนย์รวมอะไหล่และอุปกรณ์เสริมเกี่ยวกับจักรยานมีให้เลือกหลายหลาก โดยเฉพาะสไตล์ วินเทจและคลาสสิก นับเป็นอีกหนึ่งแหล่งที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้รักการปั่น

ร้านแห่งนี้ มีการแบ่งโซนเล็กๆ ไว้สำหรับบริการเครื่องดื่มและของว่าง โดยในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ จะมีอาหารมื้อหลัก สไตล์ “โฮมเมด” อย่าง ข้าวสตูไก่ลาวา เนื้อตุ๋นคุณแม่ ฯลฯ มาคอยบริการสำหรับลูกค้าที่นำจักรยานมาซ่อมหรือมาเลือกซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติม

ส่วนลูกค้าสัญจรไปมา แม้ไม่ใช่ “คนจักรยาน” ก็สามารถเข้ามานั่งชิลชิล จิบกาแฟ ชิมของว่างได้…ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

เริ่มจากความชอบ

โตเร็วเกินคาด

ช่วงบ่ายก่อนถึงเวลาเย็น คุณอ้น-รัฐพล ตรีรัตน์ หุ้นส่วนคนสำคัญ วัย 30 ปีเศษ กรุณาสละเวลามาพูดคุยกันด้วยบุคลิกสุภาพ เริ่มต้นด้วยการย้อนอดีตไปเมื่อราว 4 ปีก่อนหน้าว่า เคยทำงานประจำเป็นสถาปนิกอยู่พักใหญ่ รู้สึกเบื่อเลยลาออกมาทำร้านกาแฟเล็กๆ เปิดใต้ถุนคอนโดมิเนียม ย่านรัชดาภิเษก ซอย 10

กระทั่งเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ที่เป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น มีโอกาสพบกับจักรยานทรงแปลกตา ไม่มีเบรก ไม่มีเกียร์ รู้สึกสนใจ เลยศึกษาเพิ่มเติม กระทั่งทราบว่ามันคือ “จักรยานฟิกซ์เกียร์” ซึ่งเวลานั้นยังไม่แพร่หลายในไทยมากนัก

“พอเพื่อนขี่มาโชว์ ผมสนใจ เลยเล่นเป็นงานอดิเรก ลองสั่งอะไหล่มาประกอบเอง เพราะบ้านเรายังไม่มีขาย แต่ต้องสั่งหลายชิ้นถึงจะคุ้มค่าส่ง พอมีอะไหล่เหลือเลยเอาไปวางในร้านกาแฟ เผื่อขายให้ลูกค้า ควบคู่ไปกับการขายในเฟซบุ๊ก” คุณอ้น เล่าถึงจุดเริ่มของการที่ร้านกาแฟของเขามีอะไหล่จักรยานขายด้วย

แม้จุดเริ่มมาจากความชอบส่วนตัว ไม่คิดจริงจังทำถึงขั้นหันมาจับเป็นธุรกิจหลัก แต่ช่วงเวลานั้นต้องยอมรับว่า กระแสความนิยมจักรยานถึงขั้น “บูม” สุดขีด ส่งผลให้กิจการ “เวลาเย็นน” เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

จนต้องมีการขยายร้านจากใต้ถุนคอนโดฯ ไปเป็นบ้านเดี่ยวมีบริเวณภายในซอยสุขุมวิท 26 โดยดัดแปลงโรงรถให้เป็นร้านจำหน่ายจักรยานและมีการขายอาหาร-เครื่องดื่มอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จนกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น

แต่แล้วในปี 2554 เกิดเหตุน้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่ ทำให้ต้องยุติกิจการชั่วคราว

หลังเข้าสู่ภาวะปกติ จึงมองหาทำเลเปิดร้านแห่งใหม่ กระทั่งมาได้ตึกแถวอยู่ในซอยธารารมณ์ 2 สุขุมวิท 55 ซึ่งเป็นที่ตั้งร้านปัจจุบัน

“ด้วยข้อจำกัดหลายอย่างทำให้ต้องหยุดทำร้านอาหารไปก่อน ตอนนี้เหลือแค่จักรยานกับคาเฟ่ โดยในส่วนของจักรยานมีการลงลึกมากขึ้น ให้บริการเกี่ยวกับจักรยานทุกประเภท มีทั้งรับซ่อม รับสั่งประกอบ รับสั่งซื้ออะไหล่หรืออุปกรณ์เสริมต่างๆ เรามีให้เลือกหลากหลายครับ” คุณอ้น ประชาสัมพันธ์กิจการมาอย่างนั้น

มุมกาแฟเล็กๆ

ทำร้านมีชีวิต

เมื่อกิจการเปิดกว้างขึ้น ลูกค้าจึงเข้ามาหลากหลายกลุ่ม นับแต่ นักเรียน ม.ปลาย หนุ่มสาววัยทำงาน ไปกระทั่งข้าราชการเกษียณอายุ ซึ่งมาจากหลายย่านทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ถามว่าพวกเขารู้จัก “เวลาเย็นน” ได้ยังไง คุณอ้น เผย ใช้วิธีประชาสัมพันธ์ตัวเองผ่านทางเฟซบุ๊กเป็นหลัก มา 2 ปีกว่า ปรากฏมีคนเข้ามากดไลก์ให้นับหมื่นคนแล้ว นอกเหนือจากนั้นเป็นการบอกกัน ปากต่อปาก

“ไม่มีงบฯ โฆษณา เลยเข้าไปโพสต์ในเฟซบุ๊กเพราะไม่เสียค่าใช้จ่าย แค่ทำเรื่องราวของเราให้มีความน่าสนใจ ยอมรับว่าวิธีนี้ช่วยได้เยอะมาก ส่วนการบอกกันปากต่อปากของลูกค้าก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน” คุณอ้น บอกเสียงเรียบ

กระซิบถามถึงผลประกอบการสำหรับธุรกิจนี้ ผู้จัดการหนุ่ม ตอบตรงๆ เนื่องจากเป็นร้านเฉพาะกลุ่ม ไม่มีจักรยานทุกแบบสำหรับลูกค้าทุกคน ฉะนั้น ผลประกอบการไม่ดีเท่าร้านขนาดใหญ่แน่ แค่พออยู่ได้ด้วยตัวเอง สำหรับเขานับว่าน่าพอใจมากแล้ว

“เป้าหมายของร้านนี้ ไม่ได้กะจะมีกำไรมากมายตั้งแต่แรก ที่ทำเพราะอยากทำ แต่พอมาถึงวันนี้มันเลี้ยงตัวเองได้ ผมและหุ้นส่วนพยายามทำให้ความชอบกับการเป็นธุรกิจมันสมดุลกัน ไม่อยากให้ธุรกิจเป็นตัวนำจนเกินไป” คุณอ้น ตอบจริงจัง

เกี่ยวกับ “มุมกาแฟ” ที่ยังอยู่คู่กับกิจการ คุณอ้น อธิบาย เพราะเป็นแนวคิดหลักที่คิดมาตั้งแต่ต้น เนื่องจากไม่อยากทำให้เป็นร้านจักรยานแข็งๆ ที่คนมาซื้ออะไหล่เสร็จแล้วหอบกลับบ้าน แต่ต้องการมุมที่ผู้คนสามารถมาใช้ชีวิตได้ด้วย เลยมีทั้งเครื่องดื่มบริการ มีโต๊ะให้นั่ง มีนิตยสารให้อ่าน อยากทำให้เป็นสังคมเล็กๆ ไม่ซื้อไม่ว่ากัน ใครมีเวลาว่างมานั่งเล่นได้

“สำหรับอาหาร มีทุกวันศุกร์-เสาร์ เป็นเมนูเฉพาะ 2-3 อย่าง เป็นสไตล์โฮมเมด ที่เพื่อนฝูงทำมาฝากขาย” เจ้าของร้าน บอก

มั่นใจตลาด

ยังไปอีกไกล

จับธุรกิจจักรยานมาได้ 3 ปีเศษ พบอุปสรรคปัญหาอะไรบ้าง คุณอ้น บอก มีหลายเรื่องให้แก้ไข เพราะเขาไม่ใช่นักธุรกิจ จึงต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองทุกระบบ นับตั้งแต่ บัญชี การเงิน การบริหาร ฯลฯ จากนั้นค่อยแก้ปัญหาไปทีละจุด

“กิจการนี้เริ่มต้นด้วยทุนที่ไม่เยอะมาก ก็เป็นปัญหาของการทำธุรกิจเหมือนกัน เพราะทุนใหญ่ทำอะไรได้มาก ขณะที่ทุนน้อยการต่อรองยากกว่า ต้องยับยั้งชั่งใจ หลายครั้งอยากทำอะไรจึงติดขัดบ้าง แต่ไม่ใช่ปัญหาหนักใจอะไร” คุณอ้น บอกยิ้มๆ

เมื่อถามถึงความยากในการทำธุรกิจจักรยาน คุณอ้นนั่งนึกครู่หนึ่ง ก่อนให้ความเห็น ตลาดจักรยานกว้างพอสมควร การคาดเดาความต้องการของกลุ่มลูกค้าจึงค่อนข้างยาก ฉะนั้น หากคาดการณ์ได้ทันและสต๊อกของไว้พอกับความต้องการ ธุรกิจคงไปได้สวย แต่ถ้าเดาไม่ออก สต๊อกของไม่ทันคู่แข่ง กิจการนั้นคงลำบากหน่อย

คร่ำหวอดในแวดวงนักปั่นอยู่หลายปี มีคนมาขอคำแนะนำเกี่ยวกับการทำธุรกิจบ้างมั้ย คุณอ้น เล่าให้ฟัง มีหลายคนมาให้ช่วยชี้แนวทางการทำร้าน ซึ่งเขามักออกตัวก่อนว่าไม่ใช่นักธุรกิจมืออาชีพ ที่เข้ามาทำเป็นเพราะมีใจรักเป็นทุนเกินครึ่ง ก่อนตั้งคำถามกลับ มีความชอบจริงหรือเปล่า สามารถใช้ชีวิตอยู่กับจักรยานแค่ไหน

“ถ้าไม่รู้สึกว่าเข้าร้านเพื่อทำงานถือว่าผ่านแล้ว แต่ถ้าตื่นมาแล้วตัวเองบอกว่าต้องเข้าร้านอีกแล้วเหรอ อย่างนั้นไม่ดี หากมั่นใจว่ามีความชอบจริงๆ จึงค่อยเริ่มพิจารณาเรื่องเงินทุน ทำเล สินค้าที่จะขาย ไปตามลำดับ และโดยส่วนตัวเชื่อว่าภาพรวมของธุรกิจจักรยานไม่ตกลงง่ายๆ ยังไปได้อีกไกล” คุณอ้น ทิ้งท้าย อย่างนั้น

Velayenn Bike Shop – ร้านจักรยานเวลาเย็นน เปิดบริการ 12.00-21.00 น. วันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดวันจันทร์) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ เลขที่ 808/15 ซอยธารารมณ์ 2 สุขุมวิท 55 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 โทรศัพท์ (080) 900-2610 หรือ Facebook : Valayenn Bike Shop

พฤษภาคม 19, 2014 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร จัดจ้านสไตล์ไก่ต้มไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 344


อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร จัดจ้านสไตล์ไก่ต้มไทย

“จุดเด่นไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร คือ รสชาติจัดจ้านแบบไทย ใช้น้ำปลาแท้อย่างดี ไม่ใส่ซอสหรือซีอิ๊ว ฉะนั้น ตัวไก่สีจะสวย ไม่เหลือง นอกจากนั้นยังมีเครื่องเทศและส่วนผสมอื่นล้วนเป็นสูตรพิเศษของทางร้านที่ใช้มัดใจลูกค้ามายาวนาน 10 กว่าปีแล้ว”

จากเมนูของฝากที่สร้างชื่อในหลายจังหวัด มาวันนี้ “ไก่ต้มน้ำปลา” ถูกยกระดับกลายเป็นเมนูเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร แถมคนทุกเพศทุกวัยยังนิยมรับประทาน ปัจจุบัน เลยมีร้านไก่ต้มน้ำปลาผุดขึ้นมากมายหลายยี่ห้อ เฉกเช่น “ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร” ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดีมัดใจลูกค้า พร้อมสั่งสมชื่อเสียงมายาวนาน 11 ปีแล้ว

สูตรจากพี่สาว

ต่อยอดสไตล์คนรุ่นใหม่

คุณขวัญฤทัย เจนนาวิน หรือ คุณขวัญ เจ้าของร้าน เผยว่า ขายไก่ต้มน้ำปลามาตั้งแต่ปี 2546 โดยตระเวนไปตามตลาดนัดตอนเย็น เช่น ตลาดนัดยิ่งเจริญ ตลาดนัดหน้ากองทัพอากาศ จากนั้นขยับไปตลาดนัดตอนเช้า อาทิ ตลาดนัดมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ตลาดนัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลาดนัดตึกซันทาวเวอร์ ตลาดนัดศาลายา ตลาดนัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฯลฯ เริ่มแรกใช้เงินลงทุนในกิจการ 50,000 บาท ต่อมาค่อยๆ ยกระดับปรับโฉมเมนูดังกล่าว ชูจุดเด่นเรื่องคุณภาพ ปัจจุบัน กิจการไก่ต้มน้ำปลาแต่ละสัปดาห์มีเงินหมุนเวียนนับแสนบาท

สาเหตุที่คุณขวัญเลือกจำหน่ายไก่ต้มน้ำปลา เนื่องจากพี่สาวทำขายอยู่ก่อนหน้า เพียงไปนำสูตรมาและปรับเทคนิคการขาย แต่ยังคงภายใต้ชื่อ “ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร” ซึ่งเป็นชื่อของพี่สาวเธอ

คุณขวัญเริ่มจากขายไก่ต้มน้ำปลาตามตลาดนัด พร้อมออกแบบโลโก้ชื่อร้าน มีเบอร์โทรศัพท์ เพื่อนำมาติดลงบนกล่อง ลงประชาสัมพันธ์ผ่านเฟซบุ๊ก ปรากฏผลตอบรับดี มียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งลูกค้าที่สั่งซื้อเพื่อรับประทานเองในครอบครัว รวมถึงจัดเลี้ยงในองค์กร

สำหรับจุดเด่นไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร หญิงสาว บอกว่า อยู่ที่ไก่และเครื่องปรุงที่เลือกใช้ ซึ่งจะเลือกใช้ไก่เนื้อ (ไก่เลี้ยงเพื่อเชือด) ไม่ใช่ไก่ออกไข่ หรือไก่บ้าน เพราะไก่เนื้อจะมีความนุ่ม ไม่เหนียว อายุเฉลี่ยไก่ที่ใช้จะมีอายุไม่เกิน 8 สัปดาห์ น้ำหนักต่อตัวประมาณ 2 กิโลกรัม ส่วนน้ำปลาที่ใช้คือ น้ำปลาแท้หมักจากปลาหรือกากปลา ไม่ใช่น้ำปลาหมักจากเกลือเพราะรสชาติจะกระด้างและกลิ่นไม่หอม

ด้านปริมาณการต้มไก่แต่ละครั้ง เจ้าของร้าน ระบุว่า ต้มครั้งละ 16 ตัว ใช้เวลาต้มนาน 45 นาที ใช้ไก่สดไม่ใช่ไก่แช่แข็ง เพราะไก่ฟรีซเนื้อจะยุ่ยเละ เครื่องปรุงไม่ซึมเข้าเนื้อ แต่ละวันใช้ไก่เฉลี่ย 100 ตัว ถ้าช่วงเทศกาลตรุษจีนก็เพิ่มเป็นเท่าตัว ต่อเดือนใช้ไก่ราว 3,000-4,000 ตัว

จัดจ้านแบบไทย

คัดสรรแต่ของดี

เพื่อความสดใหม่ของเมนูดังกล่าว เวลาขายแต่ละครั้ง เจ้าของร้านใช้วิธีต้มไปขายไป ไม่ต้มค้างไว้ หรือต้มจากบ้าน วิธีนี้ทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าได้ไก่ที่สดใหม่ แถมยังจำหน่ายหมดเกลี้ยงทุกครั้งอีกด้วย

“กลุ่มลูกค้าที่ซื้อไก่ต้มน้ำปลาที่ตลาดนัด แบ่งได้ 3 กลุ่ม ได้แก่ วัยรุ่น วัยทำงาน และครอบครัวขนาดเล็กฐานะระดับกลางขึ้นไป ปริมาณการซื้อของคนกลุ่มนี้มักซื้อคละกันระหว่างไก่ครึ่งตัว ปีกกลาง หรือ สะโพก ซึ่งส่วนที่ขายดีที่สุดคือ ช่วงปีกกลาง ลูกค้าทานแล้วบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อย”

นอกจากไก่และเครื่องปรุงที่ถูกคัดมาอย่างพิถีพิถัน บรรจุภัณฑ์ หรือแพ็กเกจจิ้งก็ไม่น้อยหน้า หญิงสาว ระบุว่า ถาดโฟมและพลาสติกที่หุ้มตัวไก่เป็นเกรดสำหรับใส่อาหาร ไม่เป็นอันตราย แม้จะใส่อาหารร้อน สังเกตโฟมที่ดี น้ำจากอาหารจะไม่ซึมลงเนื้อโฟม แต่จะกลิ้งไป-มาบนโฟม นั่นเป็นเพราะเคลือบด้วยพาราฟิน

ด้วยความที่เมนูดังกล่าวถูกใส่ใจทุกขั้นตอน ทั้งไก่และเครื่องปรุงใช้เกรดเดียวกันกับภัตตาคาร ส่งผลถึงต้นทุนไก่สดเฉลี่ยตัวละ 150-160 บาท ปัจจุบัน ทางร้านจำหน่ายไก่ต้มน้ำปลาราคาตัวละ 240 บาท ถือว่าสมเหตุสมผล

“จุดเด่นไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร คือ รสชาติจัดจ้านแบบไทย ใช้น้ำปลาแท้อย่างดี ไม่ใส่ซอสหรือซีอิ๊ว ฉะนั้น ตัวไก่สีจะสวย ไม่เหลือง นอกจากนั้นยังมีเครื่องเทศและส่วนผสมอื่นล้วนเป็นสูตรพิเศษของทางร้านที่ใช้มัดใจลูกค้ามายาวนาน 10 กว่าปีแล้ว”

ยึดทำเลตลาดนัด

ต่อยอดไก่พร้อมปรุง

ปัจจุบัน สถานที่จัดจำหน่าย คุณขวัญยังคงยึดทำเลตลาดนัดไม่มีหน้าร้าน ทว่าก็มีลูกค้าขาประจำกลับมาซื้อซ้ำเป็นจำนวนมาก ถึงขนาดติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์

“ลูกค้าต่างก็ติดใจรสชาติ กลับมาซื้อซ้ำ ไปขายที่ตลาดไหนก็ขายหมด จนมีคนขอซื้อแฟรนไชส์ ซึ่งอนาคตอาจจะมี แต่ขอศึกษารายละเอียดให้ถี่ถ้วนก่อน เนื่องจากหัวใจสำคัญของธุรกิจอาหารคือ คุณภาพต้องสดใหม่ เจ้าของร้านต้องควบคุมคุณภาพด้วยตนเอง”

แม้ขณะนี้ยังไม่ต่อยอดธุรกิจด้วยแฟรนไชส์ แต่หนทางขยายตลาดที่ผู้ประกอบการรายนี้เลือกใช้คือ จำหน่ายไก่พร้อมปรุงสำเร็จรูปส่งตามร้านอาหาร ซึ่งไก่พร้อมปรุงสูตรนี้สามารถเลือกรับประทานทั้งแบบเข้าไมโครเวฟ และลงทอดน้ำมัน

“ดิฉันเชื่อว่าธุรกิจอาหารยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก และไก่ก็สามารถปรุงได้หลากหลายเมนู ปัจจุบัน ยอดขายทางร้านอยู่ในระดับที่น่าพอใจ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 35-40 เปอร์เซ็นต์ เงินทุนหมุนเวียนแต่ละสัปดาห์เกือบ 100,000 บาท”

ใครสนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อ คุณขวัญ เจ้าของร้านได้ที่ โทรศัพท์ (091) 101-1162

พฤษภาคม 19, 2014 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

ต้มยำซุปเปอร์-ฮีโร่ เผ็ด อร่อย มีสไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07038150257&srcday=2014-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 343


อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

ต้มยำซุปเปอร์-ฮีโร่ เผ็ด อร่อย มีสไตล์

“…มีเงินตั้งต้นเพียง 540 บาท กับรถเข็นไม่ใช้แล้วของน้าชาย ชามตราไก่ 6 ใบ ที่หยิบยืมมา และโต๊ะเก่าๆ 2 ตัว”

ต้องไปทำธุระที่จังหวัดนครสวรรค์เมื่อหลายวันก่อน ตอนเย็นๆ ออกมาเดินเล่นหน้าโรงแรมที่พักเพื่อหามื้อเย็นใส่ท้อง มองซ้าย-มองขวา อยู่นาน เจอแต่ร้านสะดวกซื้อ เลยถือโอกาสเดินสำรวจถนนรอบบริเวณ

ใช้เวลาไม่นานนัก สายตาพลันสะดุดหยุดจับจ้องไปที่บ้านไม้ชั้นเดียวหลังหนึ่งซึ่งมีป้ายโฆษณาวางเด่นเห็นสีสันฉูดฉาดแต่ไกล จนแวบแรกเข้าใจว่าเป็นโปสเตอร์หนังมนต์รักลูกทุ่ง

แต่พอขยับเข้าไปดูใกล้ๆ จึงได้คำตอบที่รอคอยอยู่…พอดี

หาที่นั่งเหมาะๆ ได้แล้ว จึงสอดส่ายสายตามองหารายการอาหาร มองดูอยู่นานอดเอ่ยปากถามไม่ได้

“เมนูมีแค่นี้เองเหรอ”

หนุ่มหน้าใส เจ้าของร้าน บุคลิกสุภาพ ยิ้มแย้มก่อนบอก

“มีแค่นี้แหละครับ…จะรับอะไรดีครับ”

เลยสั่งไปด้วยอารามหิว

“งั้นเอามาชิมทุกอย่าง”

ลงทุนหลักร้อย

มั่นใจเมนูเด็ด

ระหว่างนั่งซด “ต้มยำขาไก่ซุปเปอร์” อยู่คนเดียว สังเกตเห็นลูกค้าทยอยกันมาไม่ขาดสาย มีทั้งขี่มอเตอร์ไซค์ ขับรถเก๋ง มาแวะซื้อกลับบ้านกันคนละถุงสองถุง เรียกว่าตักกันแทบไม่ได้หยุดมือ เลยทีเดียว

ช่วงคนซาลงบ้าง เลยเข้าไปแนะนำตัวก่อนขอนัดสัมภาษณ์ความเป็นมา เจ้าของกิจการคนเดิมยิ้มกว้าง ก่อนตกปากรับคำด้วยความยินดี

“ชื่อ แอ้-ณพรรษ จุนทการ พื้นเพเป็นคนอุทัยธานี เรียนจบจากคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ครับ” เจ้าของร้าน ต้มยำซุปเปอร์-ฮีโร่ แนะนำตัวให้รู้จักกันอย่างเป็นทางการ

ก่อนเล่าต่อ ก่อนหน้านี้เคยเป็นครูพละและโค้ชฟุตบอลเยาวชน แต่เกิดปัญหาเรื่องการจ้างงาน เลยออกมามองหาอาชีพอื่น

และด้วยความที่ คุณแนน-พัชรีวรรณ เอี่ยมเนตร ภรรยามีพื้นเพเป็นคนจังหวัดนครสวรรค์ จึงชักชวนกันมาหาลู่ทางกันที่นี่

“ตอนเป็นครู ช่วงวันศุกร์จะไปขายของที่ถนนคนเดิน ทำให้มีประสบการณ์ค้าขายมาบ้าง พอว่างงาน อยากขายต้มยำ เพราะคิดว่าเป็นเมนูที่ต้องเข้าไปทานในร้านอาหารใหญ่เท่านั้น ขณะที่คนชั้นกลางถึงล่างนั้นมีจำนวนอยู่ไม่น้อย” คุณณพรรษ เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่ม

ประกอบกับตัวเขาเองมีฝีมือด้านการทำอาหารเป็นต้นทุน ก่อนหน้านี้มักต้องทำหน้าที่ “กุ๊ก” ประจำกลุ่ม และบรรดาเพื่อนออกปากชมว่ารสชาติเยี่ยมในหลายเมนู

คุณณพรรษ เล่าให้ฟังด้วยว่า ตอนตัดสินใจลงทุนเปิดขายต้มยำขาไก่ ที่ริมทางเท้าบนถนนสวรรค์วิถี มีเงินตั้งต้นเพียง 540 บาท กับรถเข็นไม่ใช้แล้วของน้าชาย ชามตราไก่ 6 ใบ ที่หยิบยืมมา และโต๊ะเก่าๆ 2 ตัว

“คุณพ่อ-คุณแม่ อยากให้รับราชการ พอออกมาค้าขายท่านเลยไม่เห็นด้วยถึงขั้นคัดค้าน แต่ผมยืนยันจะทำ ตอนนั้นยอมรับว่ามีความรู้เรื่องอาหารชนิดนี้ไม่มากนัก เลยหาหนังสือมาอ่านกับค้นคว้าทางอินเตอร์เน็ต จนมั่นใจและเปิดขายเมื่อราวกลางปีที่แล้ว” คุณณพรรษ เล่าอย่างนั้น

ชิมครั้งแรก

ต้องอร่อย

เจ้าของเรื่องราว เล่าให้ฟังต่อ ประเดิมกิจการด้วยการซื้อขาไก่มาทำ 4 กิโลกรัม กับข้าวสวย 1 หม้อ จำได้แม่นวันแรกขายได้ 18 ถุง ถุงละ 50 บาท พอวันที่ 2 ขายได้มากขึ้น จนต้องเพิ่มจำนวนขาไก่สด มาเป็น 7 กิโล 9 กิโล 12 กิโล กระทั่งสูงสุด 20 กิโลกรัม ต่อวัน

เปิดขายได้ 2 เดือนเศษ ลูกค้าเริ่มถามหาอาหารอย่างอื่น จึงลองทำต้มยำกระดูกหมูอ่อน ออกมาเป็นเมนูที่ 2 ปรากฏผลตอบรับดี ทำให้มีทุนเพิ่ม เลยมองหาทำเลใหม่ที่รองรับลูกค้าได้มากขึ้น

จังหวะนั้นเอง ได้ไปเจอบ้านไม้ชั้นเดียว ถูกปิดตายไว้ตั้งแต่น้ำท่วมเมื่อปี 2554 เลยไปติดต่อขอเช่า แต่ต้องบูรณะเองทุกอย่าง

“เงินเก็บหลายหมื่นถูกนำไปซ่อมแซมร้านเกือบทั้งหมด แต่ผมยอมลงทุน เพราะคิดว่าเลือกทำอะไรแล้วต้องทำให้ดี และถ้าเปิดหน้าร้านเป็นเรื่องเป็นราว อาจมีรายได้มากกว่าขายริมถนน” คุณณพรรษ บอก

เมื่อมีร้านรวงให้ลูกค้าได้เข้ามานั่งกันเป็นสัดส่วน คุณณพรรษจึงสบโอกาส “ปล่อยของ” ที่สะสมไว้นานกว่า 10 ปี

“เด็กๆ ไม่ค่อยมีของเล่น พอโตมาเลยชอบซื้อเก็บสะสมพวกตัวการ์ตูนที่เป็นฮีโร่ พอมีร้านเลยอยากนำของพวกนี้ออกมาโชว์ ร้านจะได้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร” หนุ่มใหญ่หัวใจเด็ก ว่ามาอย่างนั้น

นอกจากจะมีของสะสมให้ลูกค้าชมเล่นเพลินตา ภาชนะที่นำมาใช้ ล้วนผ่านการเลือกมาอย่างพิถีพิถัน เรื่องนี้มีคำอธิบายจากเจ้าของร้านว่า

“สมัยนี้เป็นโลกของโซเชียลมีเดีย มีสมาร์ตโฟนกันแทบทุกคน ไม่ว่าจะเห็นอะไรก็มักถ่ายรูปแล้วส่งต่อ และถ้าพวกเขาเห็นว่าร้านน่าสนใจ เขาต้องถ่ายรูปและช่วยกระจายข่าวต่อ สิ่งที่ผมคิดนี้คิดว่าได้ผล เปิดร้านมา 6 เดือนกว่า ยอดขายดีกว่ารถเข็น เพราะลูกค้ามาจากบอกต่อๆ กัน” คุณณพรรษ ว่าอย่างนั้น

ถึงแม้ร้านจะน่าสนใจ แต่นั่นเป็นเพียงส่วนประกอบ เพราะสิ่งสำคัญซึ่งจะทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำนั้น มันคือรสชาติของอาหารมากกว่า

“การขายอาหารเรามีโอกาสแค่ครั้งเดียว เพราะหากใครได้ลองมากินแล้ว ถ้าไม่อร่อย ต้องมีการบอกต่อไปไม่รู้อีกกี่คน ฉะนั้น รสชาติต้องโดนใจตั้งแต่มาทานครั้งแรก” เจ้าของเรื่องราว บอกถึงจุดยืน

แห่ขอสูตร

อาจขายแฟรนไชส์

ถามถึงกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบทั้งรสชาติและบรรยากาศของร้านคุณณพรรษ ลูกค้าประจำส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาววัยทำงาน ที่เหลือเป็นขาจร โดยมักซื้อกลับไปทานที่บ้าน

“ใช้ขาไก่ทำซุปเปอร์กับกระดูกหมู อย่างละ 20 กิโล ทุกวัน ส่วนปีกไก่ทอดเมนูล่าสุดใช้ 15 กิโล ก็ขายหมดทุกวันครับ” เจ้าของร้าน เล่าด้วยสีหน้าภาคภูมิ

นึกสงสัยในอนาคตคิดเพิ่มรายการอาหารในร้านหรือไม่ คุณณพรรษ บอก ตอนนี้ยังสองจิตสองใจ เพราะเสียงเรียกร้องเข้ามามาก ทำไมไม่ทำนั่นทำนี่ขายบ้าง แต่อีกใจหนึ่งคิดว่าถ้าทำออกมาแล้วยอดจำหน่ายเมนูเดิมอาจลดลงได้

“หลายคนให้ทำไข่เจียวขายเพราะเข้ากันกับอาหารเผ็ด แต่ผมว่ามันธรรมดาเกินไป และหากสามารถคงเมนูแค่นี้ไว้ได้ ร้านคงมีความแปลกไม่เหมือนใคร คือ มาทานที่นี่ อาหารมีแค่นี้ ไม่มีอย่างอื่นแล้ว ไม่เหมือนใครดี” หนุ่มเจ้าของเรื่องคนเดิม บอกก่อนยิ้มกวนๆ

ขายดิบขายดีอย่างนี้มีคนมาขอซื้อสูตรบ้างมั้ย เจ้าของเรื่องราวผู้นี้ บอก มีเข้ามานับสิบราย แต่ยังไม่เคยขายให้ใคร เพราะคิดว่ายังไม่ถึงเวลา แต่อนาคตข้างหน้า อาจคิดขยับขยายธุรกิจในลักษณะแฟรนไชส์ก็เป็นได้

เห็นธุรกิจเติบโตมาตามลำดับน่าชื่นใจ แล้วเคยเจออะไรที่ยากลำบากมาบ้าง เจ้าของร้าน “ต้มยำซุปเปอร์-ฮีโร่” ถอนหายใจเบาๆ ก่อนพรั่งพรูความรู้สึก

“คำพูดบั่นทอนความตั้งใจมักทำให้ท้อแท้ อย่างก่อนจะขาย หลายคนบอกใครจะมากินตีนไก่กันทุกวัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปมันกลับกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญ ซึ่งผมพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีคนมากินทุกวันจริงๆ”

ก่อนจากกันไป มีข้อความทิ้งท้ายไว้ให้คนรุ่นใหม่ที่อยากมีอาชีพอิสระ จากเจ้าของกิจการผู้นี้ด้วยว่า

“ถ้าคิดออกมาแล้ว ต้องลองทำ แม้ผิดหวังยังถือว่าได้ทำ ดีกว่าแค่คิดแต่ไม่เริ่มทำ เพราะคุณจะไม่มีวันรู้ว่าสามารถทำให้สำเร็จได้หรือเปล่า”

ข่าวจาก “คุณแอ้-คุณแนน” สองสามีภรรยาเจ้าของกิจการ แจ้งมาล่าสุดว่า “ต้มยำซุปเปอร์-ฮีโร่” ขายดิบขายดีจนต้องขยายห้องเพิ่มแล้ว ท่านใดอยากไปอุดหนุน ไปตามที่อยู่ เลขที่ 292/14 ถนนสวรรค์วิถี ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ 60000

สอบถามเส้นทางไป หรือวัน-เวลาเปิดร้าน ได้ที่ โทรศัพท์ (091) 025-0656

พฤษภาคม 14, 2014 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

“เจ้าจุก” เต้าหู้นมสด เริ่มแค่ 5 พัน …ฟันเงินล้านฉลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040010257&srcday=2014-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 342


อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“เจ้าจุก” เต้าหู้นมสด เริ่มแค่ 5 พัน …ฟันเงินล้านฉลุย

ปัจจุบันสินค้าที่ผลิต คุณญาณี บอกว่า ส่งร้านเซเว่นอีเลฟเว่น 70% ซุปเปอร์มาร์เก็ตอื่นๆ 10% รับจ้างผลิต 10% และตลาดอื่นๆ อย่างเช่น โต๊ะจีน 10% ด้านยอดขายเมื่อปี 2556 มียอดขาย 45 ล้านบาท ส่วนในปี 2557 ตั้งเป้าว่าจะมียอดขายเติบโตขึ้นอยู่ที่ 10% หรือประมาณ 50 ล้านบาท

ด้วยวิธีทำธุรกิจที่ไม่ยุ่งยากของ คุณญาณี ชวานิสากุล เพียงไปรับเต้าหู้นมสด กับ เต้าฮวยฟรุตสลัดจากจังหวัดเพชรบุรี แล้วใส่ถุงมัดยางมาจำหน่ายในกรุงเทพฯ ผลปรากฏว่าคนกรุงชื่นชอบมาก ทำให้กิจการของเธอเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ถึงขนาดขอซื้อสูตรมาทำขายเอง อีกทั้งสามารถนำไปวางจำหน่ายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น 7,300 สาขาทั่วประเทศได้ นับเป็นเจ้าแรกที่นำเต้าหู้นมสดบรรจุในถ้วยปิดผนึกด้วยฟิล์มพลาสติกที่ถูกสุขอนามัย ใช้ชื่อแบรนด์สินค้าว่า “เจ้าจุก”

ปรับโฉมให้ไฉไล

ดันขนมพื้นๆ ขึ้นห้าง

คุณญาณี เท้าความก่อนจะเป็นเจ้าของธุรกิจเต้าหู้นมสดกับเต้าฮวยฟรุตสลัด แบรนด์ “เจ้าจุก” เดิมทำงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งแล้วเกิดความเบื่อ อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง วันหนึ่งมีโอกาสได้ไปลองชิมเต้าหู้นมสดที่จังหวัดเพชรบุรี รู้สึกว่าอร่อยมาก และเห็นว่าขนมชนิดนี้ยังไม่มีขายในกรุงเทพฯ เลยมั่นใจว่าขนมหวานดังกล่าวจะเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าคนกรุง เลยตัดสินใจรับมาจำหน่าย

หลังจากคุณญาณีได้ไปชิมเต้าหู้นมสดกับเต้าฮวยฟรุตสลัด จากจังหวัดเพชรบุรี แล้วรับมาจำหน่ายต่อตามงานและปั๊มน้ำมัน ราคา 10-15 บาท ผลปรากฏว่า ลูกค้าชอบมาก ทำให้สินค้าไม่พอจำหน่าย หนที่สุดหญิงสาวขอซื้อสูตรมาผลิตเอง

“ดิฉันไปรับเต้าหู้นมสดกับเต้าฮวยฟรุตสลัด จากคุณป้าท่านหนึ่งที่จังหวัดเพชรบุรี เมื่อปี 2543 ด้วยเงินลงทุน 5,000 บาท มาจำหน่ายในกรุงเทพฯ ด้วยความที่ในช่วงนั้นคนยังไม่รู้จักว่าขนมดังกล่าวเป็นยังไง เลยใช้วิธีแจกให้ชิม ผลปรากฏว่า เมื่อลูกค้าได้ลองทาน ส่วนใหญ่กลับมาซื้อซ้ำ เมื่อกิจการดีขึ้น อุปสรรคที่พบคือ สินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงตัดสินใจขอซื้อสูตรมาเพื่อนำมาผลิตเอง”

หลังจากคุณญาณีเจรจาขอซื้อสูตรเต้าหู้นมสดกับเต้าฮวยฟรุตสลัด มาทำขาย เธอมีแนวคิดขยายตลาดด้วยการนำสินค้าไปวางจำหน่ายร้านเซเว่นอีเลฟเว่น

“เมื่อปี 2549 ดิฉันไปติดต่อร้านเซเว่นอีเลฟเว่น เพื่อขอนำสินค้าไปวางจำหน่าย ทางเจ้าหน้าที่ให้ปรับกระบวนการผลิตเพื่อให้ได้มาตรฐาน อาทิ ปรับบรรจุภัณฑ์ใหม่จากเดิมใส่ถุงพลาสติกมัดหนังยาง มาเป็นใส่ถ้วยปิดสนิทเพิ่มผลไม้ลงไปเพื่อให้น่าทาน ไปขอเครื่องหมาย อย. และคิดตราสินค้าขึ้นว่า เจ้าจุก เพราะน่ารักแบบไทยๆ”

ร้านเซเว่นฯ ช่วยอุ้ม

ปี 57 ตั้งเป้าโกย 50 ล้าน

หญิงสาว ระบุต่อว่า เต้าหู้นมสดกับเต้าฮวยฟรุตสลัด ที่ผลิตขึ้นแบรนด์เจ้าจุก ถือเป็นรายแรกที่นำขนมเมนูนี้มาบรรจุในถ้วยปิดผนึกด้วยฟิล์มพลาสติกที่ถูกสุขอนามัย ทำให้ขนมหวานประเภทนี้มีระยะเวลาการบริโภคนานขึ้น เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันสินค้าที่ผลิต คุณญาณี บอกว่า ส่งร้านเซเว่นอีเลฟเว่น 70% ซุปเปอร์มาร์เก็ตอื่นๆ 10% รับจ้างผลิต 10% และตลาดอื่นๆ อย่างเช่น โต๊ะจีน 10% ด้านยอดขายเมื่อปี 2556 มียอดขาย 45 ล้านบาท ส่วนในปี 2557 ตั้งเป้าว่าจะมียอดขายเติบโตขึ้นอยู่ที่ 10% หรือประมาณ 50 ล้านบาท

ด้านโรงงานผลิต เจ้าของกิจการ กล่าวว่า มี 2 แห่ง เฉพาะผลิตให้เซเว่นอีเลฟเว่น 5,000 ถ้วย ต่อวัน รับจ้างผลิตให้เจ้าอื่นๆ ประมาณ 5,000-10,000 ถ้วย ต่อวัน ทั้งนี้บริษัทได้ทำตลาดในลักษณะของแฟรนไชส์ขึ้นด้วยใช้แบรนด์ “เจ้าจ้อย”

แฟรนไชส์ที่หญิงสาวพูดถึง รายละเอียดจะเป็นการหาผู้ที่มีความพร้อมในเรื่องของการผลิต การจัดจำหน่าย โดยจะจัดส่งวัตถุดิบประเภทของแห้งจากโรงงานหลักไปเป็นชุด สามารถปรุงเป็นเต้าฮวยได้ทันที ในขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้วที่จังหวัดอุดรธานี

นอกจากขายที่ร้านเซเว่นฯ สินค้าแบรนด์เจ้าจุกยังมีขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ส่งตามร้านอาหารญี่ปุ่น กระทั่งเปิดหน้าร้านของตัวเองชื่อ “เจ้าจุก” ที่มหาชัย และไม่ได้ขายแค่เต้าหู้นมสด เต้าฮวยฟรุตสลัด เท่านั้น ยังมีขนมหวานชนิดอื่น อาทิ ขนุนวุ้นลูกตาลนมสด เฉาก๊วยนมสด ธัญพืชนมสด รวมถึงเบเกอรี่

ยังเฟ้นหาของดีต่อเนื่อง

ช่วย SMEs และโอท็อป

สำหรับจุดเด่นของสินค้า คุณญาณี บอกว่า อยู่ที่รสชาติที่ไม่หวานจนเกินไป ได้กลิ่นหอมของน้ำเต้าหู้ เนื้อเต้าหู้จะหวาน มัน และสิ่งที่สำคัญ คือ ไม่ใส่วัตถุกันเสีย ยอมขาดทุนบ้างเมื่อสินค้าหมดอายุก่อนจำหน่ายหมด

ด้านประวัติคุณญาณี เธอจบปริญญาตรีคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาเทคโนโลยีวัสดุ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปริญญาโท หลักสูตรปิโตรเคมีและวิทยาศาสตร์พอลิเมอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สาเหตุที่เลือกเรียนด้านวิทยาศาสตร์ และมาทำงานตรงนี้ เจ้าตัวบอกว่า ได้เอาความรู้มาใช้เยอะมากในกระบวนการผลิต การควบคุมอุณหภูมิห้อง ทั้งหมดนี้ได้จากความรู้ที่เรียนมา

ใครอยากลองรสชาติ สามารถอุดหนุนได้ตามห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ หรือ ติดต่อที่โทรศัพท์ (081) 628-6163 และ (081) 830-8884

สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี ที่สนใจนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายที่เซเว่นอีเลฟเว่น สามารถติดต่อบริษัทได้หลายช่องทางคือ ทางเว็บไซต์ http://www.cpall.co.th หรือ http://www.7eleven.co.th และติดต่อผ่านทางสำนักจัดซื้อของเซเว่นอีเลฟเว่น โทรศัพท์ (02) 677-9000

พฤษภาคม 14, 2014 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

อร่อยแบบ “เบาเบา” ปั้นแบรนด์ของว่างเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042010257&srcday=2014-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 342


อาหารสร้างอาชีพ

อันติกา

อร่อยแบบ “เบาเบา” ปั้นแบรนด์ของว่างเพื่อสุขภาพ

“เราถามตัวเองว่า ถ้านึกถึงเมนูบนโต๊ะอาหาร ต้องการเป็นอะไร โดยไม่คิดทำอาหารจานหลักเพราะตลาดมีคนทำมากอยู่แล้ว เราอยากเป็นพระรองที่ทำให้พระเอกเด่น ซึ่งนั้นหมายความว่า อาจจะเป็น เครื่องปรุง ส่วนผสม ขนม เครื่องดื่ม”

ความฝันของมนุษย์เงินเดือน คือ การได้เดินอยู่บนหนทางอิสระ ประกอบอาชีพตามความฝัน มีโอกาสเป็นนายตัวเอง

แต่ยิ่งอยู่กับระบบการจัดการที่ถูกตีกรอบไว้นานเท่าใด ความ “กล้า” ที่จะก้าวออกมาก็ดูลดลง

ฉะนั้น จะมีสักกี่คนสามารถลงมือทำตามความฝันได้

เดินตามความฝัน

ปรุงอาหารสุขภาพ

“เส้นทางเศรษฐี” มีโอกาสเดินทางไปพูดคุยกับ 4 ผู้ประกอบการ ภ.ญ.โสภิตา ศิริรัตน์ คุณณัฐสิริกร กัลยาณสันต์ คุณสิริธร ศิริธง และ คุณเกตุพล ศิริธง ที่รวมความคิดก่อตั้ง Living Light Daily Co.,Ltd. โดยมีผลิตภัณฑ์อาหาร (ว่าง) สุขภาพ เป็นเมนูสรรค์สร้างมาเพื่อเสิร์ฟคนรักสุขภาพ

เดิมทั้ง 4 ผู้ประกอบการ ใช้ความรู้ความสามารถทำงานรับเงินเดือนมานานหลายปี แต่แล้ววันหนึ่ง เกิดความ “กล้า” ที่จะก้าวสู่เส้นทางสายอาชีพอิสระ

โดย คุณสิริธร หรือ คุณเมี่ยง เปิดบทสนทนาเล่าให้ฟังว่า “พี่ปุ๋ม (ภ.ญ.โสภิตา) กับ พี่ส้ม (คุณณัฐสิริกร) ทำงานอยู่วงการอาหารมาก่อน ส่วนเมี่ยง และพี่ตุ้น (คุณเกตุพล) ทำงานด้านการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ เรา 4 คนมีความคิดเหมือนกันคือ อยากใช้ชีวิตเบาเบา ในทุกๆ วัน ต้องการประกอบอาชีพอิสระ และเรามีความสนใจตรงกันในเรื่องของอาหาร และก็นึกถึงอาหารสุขภาพขึ้นมา”

คุณเมี่ยง อธิบายถึงคำว่า เบาเบา เปรียบเสมือนแก่นแนวคิด เป็นอัตลักษณ์ในการออกแบบแบรนด์ และครอบคลุมไปถึงส่วนต่างๆ อาทิ การออกแบบโลโก้ บรรจุภัณฑ์ การให้สีผลิตภัณฑ์ และแน่นอนว่าเมนูอาหารที่จะจัดเสิร์ฟลูกค้าก็ต้องให้ความรู้สึกเบาสบายท้อง

“เราถามตัวเองว่า ถ้านึกถึงเมนูบนโต๊ะอาหาร ต้องการเป็นอะไร โดยไม่คิดทำอาหารจานหลักเพราะตลาดมีคนทำมากอยู่แล้ว เราอยากเป็นพระรองที่ทำให้พระเอกเด่น ซึ่งนั้นหมายความว่า อาจจะเป็น เครื่องปรุง ส่วนผสม ขนม เครื่องดื่ม”

หลังสรุปผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารจานรองที่ให้ความเบาสบายท้อง แต่กระนั้นในส่วนของรสชาติต้องอร่อย และแตกต่างจากท้องตลาดมี “ตอนนั้นปิ๊งอาหารสุขภาพ นึกถึงสลัด สินค้ารายการแรกของเราจึงเป็น น้ำสลัด ที่โลว์แคลอรี และต้องเป็นธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ เหมาะกับคนที่ต้องการควบคุมน้ำตาลในเลือดด้วย”

อาหารสุขภาพดี

เติมทีเด็ด “อร่อย”

คุณเมี่ยง ยังกล่าวถึงผลิตภัณฑ์รายการต่อมา ได้แก่ ขนม “ขนมโดยทั่วไปจะมีส่วนผสมของแป้ง น้ำตาล และผงปรุงรส เราจึงคิดถึงขนมที่สามารถทานได้โดยไม่กังวล ฉะนั้น ส่วนผสมต้องเป็น โฮลวีต ธัญพืช เป็นธรรมชาติ น้ำตาลที่ใช้ก็จะเลี่ยงน้ำตาลทรายขัดขาว”

ฉะนั้น ในส่วนของการคัดเลือกส่วนผสมจึงให้ความสำคัญตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ ยกตัวอย่าง น้ำตาล จะเลือกน้ำตาลมะพร้าว ซึ่งมีแหล่งปลูกที่ได้มาตรฐานอยู่ในประเทศ ให้รสชาติดีกลิ่นหอม

“ก่อตั้งบริษัทมา 2 ปีครึ่ง แต่ว่าสินค้าทำออกมาพร้อมจำหน่ายเมื่อราว 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา เพราะเราต้องใช้เวลาทดลองสูตร การเก็บรักษาด้วย ซึ่งตอนนี้สินค้ามี 3 รายการ โดยรายการล่าสุดคือ เครื่องดื่มโปรตีนถั่วเหลืองผสมฟักทองและชาเขียวมัตฉะ”

ทั้งนี้ คุณปุ๋มได้กล่าวเพิ่มเติมถึงความสำคัญในด้านรสชาติว่า “คนมักจะมองว่าอาหารสุขภาพรสไม่อร่อย แต่ถ้าถามไปถึงผู้บริโภค ความอร่อยคือสิ่งที่เขาต้องการ ฉะนั้น อาหารของเบาเบาจึงไม่หลีกเลี่ยงน้ำตาล แต่เลือกใช้น้ำตาลมะพร้าว ซึ่งในอุตสาหกรรมอาหารไม่ค่อยนำมาใช้ ทั้งๆ ที่ให้รสชาติอร่อย กลิ่นหอม ส่วนแหล่งปลูกแหล่งขายก็มีแน่นอนในประเทศของเราเอง”

การออกงานแสดงสินค้า คือ ช่องทางที่ผู้ประกอบการทั้ง 4 เลือก และมองว่าสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดี ส่วนราคาขายสินค้านั้น เริ่มต้นกับขนมชิ้นละ 35 บาท และสูงสุดในชุดกิ๊ฟต์เซตเครื่องดื่มเหมาะจะเป็นของขวัญของฝากราคา 360 บาท

“เรื่องการตลาดต้องดูว่ากลุ่มผู้บริโภคอยู่ตรงไหน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักของ เบาเบา ระดับกลางขึ้นไป ส่วนช่องทางนำสินค้าไปจัดวางจำหน่ายหลักๆ มองไว้คือ ร้านอาหารสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในกระบวนการดำเนินการติดต่อ ช่องทางที่ 2 วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และอีกช่องทางหนึ่งคือร้านจำหน่ายสินค้าของโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งตอนนี้มีวางขายอยู่ที่โรงพยาบาลเทพธารินทร์” คุณส้ม กล่าวถึงช่องทางจัดจำหน่าย

ทั้งนี้ คุณปุ๋มยังกล่าวเสริมถึงการออกงานแสดงสินค้าว่า “เป็นช่องทางที่ดี ซึ่งเราเลือกที่จะเดินทางไปพบลูกค้าด้วยตัวเอง เพราะถือว่านี่คือโอกาสที่จะได้รับรู้ข้อมูลแท้จริง ว่าลูกค้าคิดอย่างไรต่อสินค้า ลูกค้าจะบอกว่าเขาต้องการอะไร ทำให้เกิดการปรับพัฒนา”

เรียบง่ายสบายตา

แต่ทว่ามีความเด่น

การค้าขายในยุคปัจจุบัน คงปฏิเสธไม่ได้ว่า บรรจุภัณฑ์มีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อ ฉะนั้น นักธุรกิจมากรายจึงยอมทุ่มทุนเพื่อการออกแบบหน้าตาบรรจุภัณฑ์ ให้ออกมาโดนใจผู้พบเห็น “ถ้าเดินไปในซุปเปอร์มาร์เก็ต จะเห็นว่าสินค้าแต่ละแบรนด์พยายามแข่งกันเด่นในเรื่องของสีสันบรรจุภัณฑ์ แต่ในมุมมองของเราคิดว่าขออยู่ตรงความเรียบง่าย เพราะความเรียบง่ายคือความโดดเด่น”

และนี่จึงเป็นที่มาของบรรจุภัณฑ์สีเย็นตาของสินค้า ภายใต้แบรนด์ เบาเบา ดังที่เห็น

ถามไปถึงการจับกลุ่มเป้าหมายคนรักสุขภาพว่า มีแนวโน้มเติบโตเช่นไร คุณส้ม แสดงความคิดเห็นว่า “สิ่งที่เห็นตอนนี้คือคนรักสุขภาพมีจำนวนที่มากขึ้น ฉะนั้น ตลาดจะกว้างมาก ซึ่งการดูตลาดจะทำให้รู้ว่าสินค้าที่จะทำออกมาตอบโจทย์ได้หรือไม่”

คุณปุ๋ม ยังกล่าวต่อ โดยยกตัวอย่างเครื่องดื่มที่ผลิตออกมาในรูปแบบผงพร้อมชงดื่มว่า “เราไม่ทำเครื่องดื่มแบบน้ำ เพราะมองว่าไม่ใช่ทางของเรา ไม่ใช่ตลาดที่จะลงไปเล่น ซึ่งโอกาสจะรับชัยชนะคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการแข่งขันสูงมาก และเราก็ไม่ถนัดในการผลิตเครื่องดื่มชนิดน้ำ มันคือความยากทั้งในเรื่อง ขนส่ง การเก็บรักษา เราจึงเลือกทำในสิ่งที่ถนัด ซึ่งตลาดเครื่องดื่มร้อนยังมีช่องว่าง มีกลุ่มคนต้องการบริโภค และก็เชื่อว่าเหมาะกับคนในยุคปัจจุบันด้วย”

แม้จะเลือกทำในสิ่งถนัด แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จได้โดยง่าย เพราะแม้ตลาดมีช่องว่าง แต่ถ้าเดินไม่ตรงทางก็ยากจะถึงจุดหมาย ด้วยเหตุนี้ การเข้าไปขอรับคำปรึกษาจากหน่วยงานภาครัฐ จึงเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะผลักดันให้เกิดพลังขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น

ปัจจุบัน สินค้าภายใต้แบรนด์ เบาเบา ยังคงทำตลาดหลักในประเทศ แต่กระนั้น ทั้ง 4 ผู้ประกอบการก็วาดฝันและพยายามผลักดันเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ไม่เพียงเท่านั้น ยังวางแผนพัฒนาสูตรการผลิตสินค้าอื่นเพื่อตอบโจทย์ สร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคมากขึ้น

ออกจากความกลัว

ทำอะไรที่ใจรัก

ถามคำถามปิดท้าย ถึงผู้สนใจต้องการก้าวสู่เส้นทางสายอาชีพอิสระ คุณปุ๋มให้ข้อคิดเป็นคนแรกว่า “ถ้าเราหลงใหลในเรื่องอะไร อย่าปล่อยให้อยู่แค่ในใจ เพราะวันใดที่ตัดสินใจลงมือ นั่นหมายความว่าได้หลุดจากความกลัว แต่ถ้าไม่ตัดสินใจซะที โดยเฉพาะคนทำงาน เมื่ออยู่บริษัทไปนานๆ ฐานเงินเดือนเริ่มสูง อายุมากขึ้น แต่ความกล้าจะลดลง เหมือนกับตอนที่ดิฉันได้ลงมือทำ ความรู้สึกหนึ่งมันบอกตัวเองเลยว่า รู้อย่างนี้ออกมาทำตั้งนานแล้ว”

ทั้งนี้ ในส่วนคุณส้ม เล่าถึงความรู้สึกที่มีต่อการตัดสินใจก้าวออกมาจากงานประจำว่า “ตั้งแต่เด็กมีความฝันต้องการทำธุรกิจ ไม่อยากเป็นลูกจ้าง แต่แล้วก็มาเป็นลูกจ้าง และพอทำงานไปได้ระยะหนึ่ง จะเกิดอาการ ลืม ส่วนสิ่งที่เป็นความฝันก็ถูกเก็บไว้ในหลืบ เราทำงานแบบใช้พลังทุกอย่างที่มีอยู่ ทุ่มเทมันสมอง ร่างกาย แต่พอเดินๆ ไป เจอจุดสะดุด ทำให้คิดและมองย้อนกลับไปหาความฝัน

ตอนนั้นก็เหมือนคิดแล้วว่า ถ้าจะทำธุรกิจอยากทำอะไร ซึ่งสิ่งที่จะตอบได้คือ เราต้องรู้ว่าชอบอะไร ฉะนั้น เวลาทำอะไรต้องเลือกในสิ่งที่คิดว่าดี ที่ชอบ”

สำหรับคุณเมี่ยง สิ่งที่เธอฝากไว้คือ “เอสเอ็มอี พอคิดเริ่มทำอะไรสักอย่าง จะมองตลาดรอบนอก ว่าเขาทำอะไรกันแล้วดี แต่บางทีสิ่งนั้นมันอาจไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ หรือไม่ใช่สิ่งที่ถนัด เรียกว่าไม่ใช่ตัวเรา ฉะนั้น ต้องมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง เพราะคำตอบมันอยู่ในตัวตนอยู่แล้ว นำสิ่งนั้นแหละออกมาใช้ เวลาทำงานจะได้สนุก เวลาเจอปัญหาก็แก้ไขได้ง่าย และรู้ด้วยว่าจะไปต่ออย่างไร”

ทั้งนี้ ในส่วนของคุณตุ้น ให้ข้อแนะนำไว้ดังนี้ “ไอเดียกรอบความคิดต้องชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น เพราะสิ่งนี้จะคลุมทุกอย่าง ต่อมาคือความคิดสร้างสรรค์ ถ้าเราได้กรอบชัดเจน ใส่ความคิดเข้าไปในกรอบ สิ่งที่ออกมาจะทำให้เกิดความน่าสนใจ เวลาสื่อสารกับผู้บริโภคก็จะเกิดความชัดเจน

ประเด็นที่สองคือ เราไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ อย่างเรา 4 คนก็ 4 หัว 4 ประสบการณ์ สไตล์แต่ละคนก็แตกต่างกัน แน่นอนว่าเวลาประชุมจะมีข้อถกเถียง แต่สิ่งที่ได้คือการแชร์ความคิดเห็นที่แตกต่าง มาปรับมาเลือกสรรผสมผสานจนเกิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

ไม่เพียงเท่านั้น เรายังต้องขวนขวายที่จะเดินเข้าไปขอคำแนะนำ คำปรึกษา จากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผมมองว่า เอสเอ็มอีที่กำลังจะก้าว การเข้าหาหน่วยงานที่คอยช่วยเหลือ ซึ่งมีอยู่หลายแห่ง จะช่วยให้เกิดความคิด เกิดความเข้าใจ และรู้เส้นทางเดินได้ดีขึ้น หรือถึงแม้ในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยกันก็คือเพื่อนที่ดี ฉะนั้น อย่าเดินคนเดียว”

และนี่คือหลักการทำธุรกิจของ ผู้ประกอบการ ภายใต้แบรนด์ เบาเบา

สนใจติดต่อ เดินทางไปได้ที่ Living Light Daily Co.,Ltd. เลขที่ 682/48 ถนนพัฒนาการ 38 แขวง/เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ 10250 หรือ http://www.baubaubrand.com หรือ facebook.com/baubaubrand

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายอาหารสุขภาพ

ชื่อแบรนด์ เบาเบา

ชื่อผู้ประกอบการ ภ.ญ.โสภิตา ศิริรัตน์ คุณณัฐสิริกร กัลยาณสันต์ คุณสิริธร ศิริธง และ คุณเกตุพล ศิริธง

สินค้า น้ำสลัด ขนม เครื่องดื่ม

เงินลงทุนเริ่มต้น 7 หลัก

รูปแบบการขาย ส่ง, ปลีก

ราคาขาย 35-360 บาท

กลุ่มเป้าหมาย ระดับกลางขึ้นไป ผู้ที่รักสุขภาพ

จุดเด่น ความแปลกใหม่ของสินค้า ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ

ที่ตั้งร้าน Living Light Daily Co.,Ltd. เลขที่ 682/48 ถนนพัฒนาการ 38 แขวง/เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ 10250

เว็บไซต์ http://www.baubaubrand.com, facebook.com/baubaubrand

พฤษภาคม 14, 2014 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

น้ำว่านฯ-นมข้าวโพด “คุณเมย์ มหาชัย” โดดเด่น โดนใจ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034151256&srcday=2013-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 339

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

น้ำว่านฯ-นมข้าวโพด “คุณเมย์ มหาชัย” โดดเด่น โดนใจ

“…ลองหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมาปรุงทานเองที่บ้าน ก่อนให้เพื่อนชิมด้วย ปรากฏมีแต่คนยุให้ทำขาย”

สินค้าประเภท “เครื่องดื่ม” นับวันรสชาติมีหลากหลาย…ให้เลือกไม่หวาดไม่ไหว

ใครต่อใครจึงทำออกมาขาย นับแต่รายใหญ่ระดับประเทศ ไล่เรียงไปจนถึงรายเล็ก-รายย่อย

“คุณเมย์ มหาชัย” คือ ผู้ผลิตน้ำว่านหางจระเข้ใบเตยสด น้ำนมข้าวโพดแท้ ฯลฯ มีเครื่องหมายการันตีอยู่ที่ OTOP 4 ดาว ล่าสุด พยายามคิดค้นสินค้าใหม่ในรูปแบบของ “วุ้นไข่กุ้งมะพร้าวน้ำหอม” ออกมาเอาใจชิมลาง หวังแหวกความจำเจ

แตกไลน์ขายวุ้น

แปลกไม่ซ้ำใคร

คุณสกฤตา สาลีวานิช หรือเรียกแบบกันเองว่า คุณเมย์ เจ้าของเรื่องราว วัย 43 ปี เริ่มต้นบทสนทนา บอกเป็นคนมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร โดยกำเนิด เคยทำอาชีพค้าขายอาหารทะเลมาก่อน แต่เกิดจุดพลิกผันจึงหันมาทำน้ำสมุนไพรขายแทน

“ก่อนหน้านี้สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงเป็นโรคกระเพาะ และมีคนแนะนำให้ทานน้ำว่านหางจระเข้ยี่ห้อหนึ่ง รู้สึกชอบ แต่อยากได้รสชาติที่หวานน้อยกว่านั้น เลยลองหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมาปรุงทานเองที่บ้าน ก่อนให้เพื่อนชิมด้วย ปรากฏมีแต่คนยุให้ทำขาย” คุณเมย์ ย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่ม

กระทั่งเมื่อราวปลายปี 2544 หันมาทำธุรกิจผลิตเครื่องดื่มอย่างจริงจัง เริ่มต้นจาก น้ำว่านหางจระเข้ ก่อนแตกไลน์การผลิตเป็น น้ำนมข้าวโพด และ เต้าหู้นมสด ตามลำดับ

คุณเมย์ เล่าต่อ น้ำว่านหางจระเข้ในแบบของเธอนั้น ต้มจากใบเตยสดแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่แต่งกลิ่น และไม่ใส่วัตถุกันเสีย ใครได้ชิมมักซื้อซ้ำ ช่วงแรกจากส่งขายตามร้านค้าครั้งละ 10 โหล ต่อมาไม่นานขยับขึ้นมาเป็น 30 โหล ทำอยู่ 3 ปี ผลตอบแทนดี มีกำไรเดือนหนึ่งหลายหมื่นบาท

ส่วนน้ำนมข้าวโพด ที่ปัจจุบันนับเป็น “พระเอก” ของกิจการ เพราะมีออร์เดอร์แซงน้ำว่านหางจระเข้ไปแล้วนั้น คุณเมย์ บอก เกิดจากความต้องการของลูกค้าที่ต้องการทางเลือกมากขึ้น เธอและสามีจึงช่วยกันหาคิดค้นสูตรวิธีการทำ ก่อนทดลองทำกระทั่งได้รสชาติออกมาน่าพอใจ

พอทำออกขายไม่ผิดหวัง ยอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ยอมรับว่าขั้นตอนการทำน้ำนมข้าวโพดนั้น มีรายละเอียดมากกว่าน้ำว่านหางจระเข้ กว่าจะได้แต่ละขวดจึงเหน็ดเหนื่อยพอสมควร

สำหรับวัตถุดิบในการผลิต คุณเมย์ บอก ว่านหางจระเข้ ส่วนใหญ่รับมาสดๆ จากเกษตรกรในพื้นที่ปลูกแถว อำเภอบ้านแพ้ว ส่วนข้าวโพดหวานใช้แบบดิบ รับมาจากจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และนครราชสีมา ที่สำคัญ ต้องเป็นข้าวโพดไม่แก่เกินไป เพราะจะทำให้ได้น้ำนมจำนวนมากและรสชาติดี

เป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มอยู่หลายชนิด อยู่มาวันหนึ่งจึงเกิดความคิด อยากลองผลิต “ขนมหวาน” ออกมาขายดูบ้าง แต่ถ้าจะทำออกมาขายทั้งที คงต้องมีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร

คิดได้ดังนั้นลองหันหน้าปรึกษาคนในครอบครัว ทำให้ได้ข้อสังเกตน่าสนใจ

“ลูกชายชอบวุ้นมะพร้าว แต่พอทานบ่อยๆ รู้สึกจำเจ เลยตั้งคำถามทำไมไม่มีวุ้นมะพร้าวที่แปลกกว่านี้มั้ย ได้ยินแค่นั้นเลยลองทดลองทำทันที” คุณเมย์ ย้อนจุดเริ่ม

เพราะตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่ต้น ต้องคิดค้นของแปลก-ใหม่ ยังไม่มีใครทำ คุณเมย์จึงมองหาวัตถุดิบที่ใครหลายคนคิดไม่ถึงว่าจะเข้ากันได้

“ไข่กุ้งเม็ดเล็กๆ มีรสสัมผัสกรุบๆ เป็นของคาว น้ำมะพร้าวน้ำหอมหวาน ถ้านำมาปรุงเป็นวุ้นมะพร้าวน้ำหอมใส่ไข่กุ้ง น่าจะอร่อยและแปลกดี เลยลองปรุงหาสัดส่วนที่เหมาะสม ประมาณ 3-4 ครั้ง ถึงทำออกขายเมื่อราวปลายปีที่แล้ว” คุณเมย์ เล่า

เริ่มต้นจากศูนย์

ขอแค่ตั้งใจ-ซื่อสัตย์

ถามถึงกลุ่มเป้าหมายของสินค้าใหม่ เจ้าของผลงาน บอก น่าจะเหมาะกับการนำไปฝากขายตามร้านอาหาร ร้านขายของฝาก หรือแม้แต่ในโรงพยาบาล เพราะเธอเชื่อว่าหากใครได้ลองทานรับรองจะต้องติดใจในรสชาติ

ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคู่แข่งในตลาดเครื่องดื่มที่มีอยู่หลายยี่ห้อทั้งรายเล็ก-รายใหญ่ คุณเมย์ บอก ไม่รู้สึกหนักใจในประเด็นนี้ เพราะมั่นใจในคุณภาพสินค้าในแบบของเธอ โดยเฉพาะน้ำนมข้าวโพด ไม่ได้มีแต่ข้าวโพดกับน้ำตาล แต่ยังมีวัตถุดิบอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อย่าง ฟรุกโตส นมพร่องมันเนย ทำให้รสชาติกลมกล่อมไม่เหมือนใคร

สนทนามาถึงอุปสรรคต้องเคยประสบ คุณเมย์ บอก กิจการของเธอนั้นมีขนาดเล็ก ใช้เครื่องจักรบรรจุทุ่นแรงบางส่วน ลูกน้องราว 4-5 คน แต่ไม่วายต้องเจอกับปัญหาขาดแคลนแรงงานอยู่ตลอด คนงานเข้าๆ ออกๆ เป็นประจำ ส่วนปัญหาอื่นไม่เคยหนักใจ โดยเฉพาะคำสั่งซื้อจากลูกค้ามีเข้ามาต่อเนื่องสม่ำเสมอ

เกี่ยวกับเป้าหมายทางธุรกิจ เจ้าของกิจการ บอก อยากมีร้านเล็กๆ ขายสินค้าของตัวเอง แต่ทุกวันนี้ยังมีออร์เดอร์อยู่ไม่น้อย จึงอยากรักษาฐานลูกค้าต่อไปก่อน

เมื่อถามว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ ต้องใช้ความอดทนมากน้อยแค่ไหน คุณเมย์ยิ้มน้อยๆ ก่อนเล่า เธอเริ่มต้นจากไม่รู้อะไรเลย ทุกอย่างกว่าจะออกมาล้วนแต่ต้องผ่านการลองผิดลองถูกไม่รู้กี่ครั้ง ความอดทนจึงเป็นเรื่องสำคัญ

“ธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้นั้นไม่ยาก ขอแค่มีความตั้งใจจริงๆ ซื่อสัตย์กับลูกค้า ทั้งต่อหน้าและลับหลัง แม้จะมีปัญหาเรื่องค่าแรงหรือวัตถุดิบแพง เราก็จะต้องไม่ลดคุณภาพสินค้า ลูกค้าถึงจะเชื่อมั่น” คุณเมย์ ฝากไว้อย่างนั้น

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิต-จำหน่าย ทั้งปลีกส่งเครื่องดื่มชนิดต่างๆ เช่น น้ำว่านหางจระเข้ น้ำนมข้าวโพด น้ำเต้าหู้นมสด ฯลฯ สินค้าล่าสุด วุ้นไข่กุ้งมะพร้าวน้ำหอม

ลักษณะกิจการ เจ้าของเดียว OTOP 4 ดาว

เจ้าของกิจการ คุณสกฤตา สาลีวานิช

วัตถุดิบหลัก ว่านหางจระเข้ ข้าวโพดหวาน มะพร้าวน้ำหอม ไข่กุ้ง ฯลฯ

แหล่งซื้อวัตถุดิบ ในประเทศ

เงินลงทุน เริ่มต้นหลักหมื่นบาท

แรงงานผลิต 4-5 คน

ช่องทางจำหน่าย มีหน้าร้านจำหน่ายทั้งปลีก-ส่ง รับผลิตตามออร์เดอร์ และออกงานแสดงสินค้า

ราคาขาย ขายปลีก ขวดละ 20 บาท

อุปสรรค ขาดแคลนแรงงาน

สถานที่ติดต่อ เลขที่ 237/95-96 ถนนเอกชัย (300 ห้อง) ตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร

โทรศัพท์ (081) 563-5634

อีเมล maymay1292@hotmail.com

กุมภาพันธ์ 14, 2014 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

“มะไฟจีนเชื่อมแห้ง” ผลิตเท่าไหร่…ไม่พอขาย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036151256&srcday=2013-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 339

อาหารสร้างอาชีพ

สดุจตา

“มะไฟจีนเชื่อมแห้ง” ผลิตเท่าไหร่…ไม่พอขาย

“ผู้บริโภครู้จักมะไฟจีนมากขึ้น และรู้ว่าคือผลไม้สมุนไพร ให้ความชุ่มคอ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลมในกระเพาะอาหาร ฉะนั้น ความนิยมบริโภคจึงมากตามมา จากแต่ก่อนต้องเดินทางไปออกงานแสดงสินค้าเพื่อสร้างการรับรู้ กลับกลายเป็นว่าตอนนี้แทบไม่ได้ไปเลย เพราะเพียงทำตามออร์เดอร์ก็ไม่ทันแล้ว”

การแปรรูปผลมะไฟจีน อย่างกรรมวิธีเชื่อมแห้งนั้นมีมาช้านาน จนเรียกได้ว่าเป็นภูมิปัญญาของคนจังหวัดน่าน 

คุณวัฒนา ยศอาจ เล่าว่า มะไฟจีนเป็นไม้ผลที่นิยมปลูกแทบทุกบ้านในจังหวัดน่าน โดยเฉพาะที่หมู่บ้านของตน ซึ่งตั้งอยู่ ตำบลท่าน้าว อำเภอภูเพียง ซึ่งหลังจากติดดอกออกผล ก็จะเก็บเกี่ยวนำไปขายในตลาด โดยชนชาวจีนนิยมซื้อเพื่อนำไปแปรรูป เป็นมะไฟจีนเชื่อมแห้ง จำหน่ายอีกต่อหนึ่ง

ด้วยจำนวนต้นมะไฟจีนที่มีมากขึ้น ทำให้ผลผลิตมากตามไปด้วย ในขณะราคาขายผลสดถูกลง ต่อมา คุณวัฒนาจึงคิดหาทางจัดตั้ง “กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก” ขึ้นมา โดยมีมะไฟจีนเชื่อมแห้ง เป็นผลิตภัณฑ์รายการแรก และด้วยรสชาติบวกความพิถีพิถันในกระบวนการผลิต ส่งผลให้สินค้าไม่พอขาย

มะไฟจีนราคาต่ำ

ทำเชื่อมแห้ง ขาย

คุณวัฒนา เล่าย้อนถึงช่วงจัดตั้งกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก นั้นอยู่ในปี 2538 โดยมีสมาชิกเบื้องต้น 7 คน กับสินค้าผลิตเพียงรายการเดียวคือ มะไฟจีนเชื่อมแห้ง

แม้สินค้ารายการนี้จะเป็นที่คุ้นตาคุ้นลิ้นคนจังหวัดน่าน แต่กับจังหวัดอื่นนั้นดูจะเป็นสินค้าใหม่ที่แทบไม่มีใครจะรู้จัก ฉะนั้น การทำตลาดจึงต้องอาศัยความทุ่มเท

“ช่วงแรกๆ เดินทางไปออกงานเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าในทุกๆ จังหวัด ซึ่งก็ได้รับโอกาสจากหน่วยงานภาครัฐสนับสนุน ซึ่งกว่าจะทำให้สินค้าติดตลาดใช้เวลานานมาก”

ปี 2538-2540 กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก ยังคงมุ่งมั่นกับการผลิตสินค้าเพียงรายการเดียว จวบจนต่อมาเริ่มมองหาผลไม้อื่น ที่มีอยู่ในพื้นที่ เพื่อนำมาผ่านกระบวนการแปรรูป โดยขณะนี้มีทั้ง กระท้อน มะเฟือง มะขามป้อม มะละกอ เป็นต้น ซึ่งกับกระท้อนเชื่อมแห้ง นั้นถือว่ามียอดขายดีเป็นอันดับ 2 รองจากมะไฟจีนเชื่อมแห้ง

“รับซื้อผลไม้ที่มีอยู่ในพื้นที่มาแปรรูป ไม่ได้จำกัดแค่มะไฟจีนเท่านั้น เพราะปัจจุบันผลผลิตมีไม่มากนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปี 2549 เกิดน้ำท่วม ต้นมะไฟจีนซึ่งโดยธรรมชาติไม่ชอบน้ำ ตายลง ซึ่งกว่าจะใช้เวลาปลูกจนติดผลเก็บมาแปรรูปได้ต้องใช้เวลา 3-5 ปี จึงต้องมองผลไม้ชนิดอื่น เพื่อให้สมาชิกได้มีงานทำ และยังเกิดทางเลือกต่อผู้ซื้อด้วย อย่างกับกระท้อนเชื่อมแห้ง ปีที่แล้วใช้ผลสดมาผลิต 10,000 กิโลกรัม ขาย 6 เดือนหมด ฉะนั้น ในปีนี้ (2556) จึงวางแผนการผลิตไว้ที่ 30,000 กิโลกรัม”

ผลไม้ในพื้นที่

มีนำมาแปรรูป

จากแต่เดิม ผลมะไฟจีนสด ถือว่ามีราคาถูกกิโลกรัมละ 5-8 บาทเท่านั้น แต่ปัจจุบันราคาพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 35-40 บาท

“ราคาขายผลสดจะมีขึ้นมีลง อย่างถ้าช่วงไหนมีมาก ราคาขายจะไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 20 บาท แต่ในปีนี้ราคาสูงถึง 35 บาท เพราะไม่ค่อยติดผลมากนัก ด้วยอากาศแล้งจัด รับซื้อมาได้แค่ประมาณ 2 ตัน ในขณะที่ปี 2554 ได้ 15 ตัน ปี 2555 ได้ 10 ตัน ส่วนถ้าถามถึงความต้องการของตลาด ต้องบอกว่ามีเท่าไหร่ก็ขายไม่พอ ตอนนี้ปัญหาจึงอยู่ที่วัตถุดิบขาดตลาด”

ดังได้กล่าวข้างต้นว่า การเลือกสรรนำผลไม้อื่นๆ มาแปรรูป ถือเป็นวิธีสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง โดยกับกระท้อนซึ่งขณะนี้รับซื้อผลสดกิโลกรัมละ 5-6 บาท โดยใช้ส่วนเนื้อนำมาทำเป็นกระท้อนเชื่อมแห้ง ก็ถือว่าได้รับความนิยม โดยมียอดสั่งซื้อจากหลายจังหวัด

ทั้งนี้ คุณวัฒนา ยังกล่าวถึงตลาดส่งจำหน่ายว่า มีอยู่หลายแห่ง ทั้งในจังหวัดของตนเอง อาทิ ศูนย์โอท็อปจังหวัดน่านทั้ง 2 แห่ง และยังส่งไปจำหน่ายยังร้านค้าและสถานที่ต่างๆ อาทิ ท่ารถ บขส. โรมแรมเทวราช สนามบิน ศูนย์การท่องเที่ยว ร้านค้าชั้นนำของจังหวัด

นอกจากนั้น ยังมีผู้สนใจโทรศัพท์เข้ามาติดต่อสั่งซื้อตั้งแต่ภาคเหนือจรดภาคใต้ หรือแม้กระทั่งในกรุงเทพฯ “ผู้บริโภครู้จักมะไฟจีนมากขึ้น และรู้ว่าคือผลไม้สมุนไพร ให้ความชุ่มคอ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลมในกระเพาะอาหาร ฉะนั้น ความนิยมบริโภคจึงมากตามมา จากแต่ก่อนต้องเดินทางไปออกงานแสดงสินค้าเพื่อสร้างการรับรู้ กลับกลายเป็นว่าตอนนี้แทบไม่ได้ไปเลย เพราะเพียงทำตามออร์เดอร์ก็ไม่ทันแล้ว”

ผลแก่เสมอกัน

สีสันสวย น่าซื้อ

คุณวัฒนา ยังได้กล่าวถึงกระบวนการผลิตมะไฟจีนเชื่อมแห้ง ให้ฟังคร่าวๆ โดยเริ่มจากนำผลมะไฟจีนสดแก่จัด สีเหลือง มาเด็ดขั้ว และคัดขนาด เพื่อที่ว่าเวลาผ่านกระบวนการตากจะได้สีสวยและคุณภาพดีเสมอกัน จากนั้น นำมาชั่งน้ำหนัก แล้วหมักเกลือไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง ผลมะไฟจีนจะนิ่มจึงบีบเม็ดออก นำเข้าสู่กระบวนการแช่อิ่มโดยเติมน้ำตาลลงไป แช่ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำไปตากแดด ซึ่งระหว่างนั้นให้หมั่นคนกลับผลมะไฟจีนไปมา ซึ่งระยะเวลาการตากแดดจะอยู่ 5-7 วัน เมื่อแห้งได้ที่แล้วจึงบรรจุจำหน่ายต่อไป

สำหรับสนนราคาขายผลมะไฟจีนเชื่อมแห้ง กำหนดไว้กิโลกรัมละ 300 บาท แต่หากต้องการซื้อในจำนวนไม่มาก ก็มีจำหน่ายแบบบรรจุเป็นแพ็ก

“ยอดขายรวมตอนนี้เดือนละกว่า 100,000 บาท ส่วนกำไรก็ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ เพราะต้นทุนหลักจะไปอยู่ที่ค่าวัตถุดิบ และก็มีค่าแรงที่ต้องจ่ายให้สมาชิกคนละ 170 บาท ต่อวัน นอกจากนั้นยังต้องมีค่าตอบแทนในส่วนของเงินปันผลที่จะต้องจ่ายให้ทุกปี และก็โบนัสสำหรับผู้ที่เข้ามาปฏิบัติงาน ซึ่งตอนนี้ที่กลุ่มมีสมาชิกทั้งหมด 37 คน และก็จะมีช่วงปิดเทอม ที่นักเรียน นักศึกษา เข้ามาทำงาน หารายได้พิเศษกัน”

คุณวัฒนา ยังกล่าวถึง ผลมะไฟจีน เพิ่มเติมว่า “มะไฟจีนแม้จะช่อเดียวกัน แต่ว่าการสุกของผลไม่สม่ำเสมอกัน นั่นหมายความว่า ใน 1 ช่อจะมีทั้งส่วนของผลแก่ และผลสุก ซึ่งกับผลสุกเหลืองนั้น ทราบดีแล้วว่านำไปแปรรูปในกระบวนการเชื่อมแห้ง แต่ในผลที่สุกจนออกสีดำคล้ำ จะนำไปแปรรูปเป็นมะไฟจีนเม็ดบ๊วย ซึ่งก็ถือเป็นอีก 1 รายการสินค้าที่ได้รับความนิยม”

ยอดผลิตไม่พอขาย

ขยายโรงงานได้สัดส่วน

จากที่ได้เล่ามาตั้งแต่ข้างต้นถึงผู้แปรรูปมะไฟจีนเชื่อมแห้ง นั้นมีอยู่ก่อนหน้านี้ และโดยลักษณะการผลิตก็เพื่อจำหน่าย แต่ผู้ประกอบการคนขยัน ก็ว่าไม่ถือเป็นปัญหา เพราะปัจจุบันถ้าเทียบจำนวนยอดซื้อถือว่ามากกว่ากำลังการผลิต แต่กระนั้นก็ต้องให้ความสำคัญกับรสชาติ และอีกประการหนึ่งคือคัดเลือกผลสดของมะไฟจีน ต้องสีเหลืองเสมอกัน เพื่อที่ว่าเวลาผลิตออกมาจะได้สวยน่าซื้อ

จากจุดเริ่มต้นธุรกิจนี้ เป็นเพียงธุรกิจเล็กๆ ใช้พื้นที่ภายในบ้านของตัวเอง แต่มาถึงปัจจุบัน กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก จัดสร้างโรงงานเป็นสัดส่วน ส่งผลถึงสินค้าได้มาตรฐานตามไปด้วย

“ธุรกิจค่อยๆ เติบโต จากอยู่ในบ้าน ก็ขยับขยายมาสร้างโรงงานเล็กๆ แต่ในปี 2549 น้ำท่วมมิดหลังคา 3 วัน เสียหายไป 200,000 กว่าบาท ในขณะที่เราก็มองตลาดแล้วว่าสินค้ายังเดินได้ และสินค้าของกลุ่มก็ไม่ได้มีแค่มะไฟจีนรายการเดียว กอปรกับมีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงาน ก็เห็นว่าถึงเวลาปรับขยาย ซึ่งเมื่อปรึกษาสมาชิกต่างเห็นพ้อง จึงกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน มา 500,000 บาท เพื่อลงทุนสร้างโรงงาน ทำให้การทำงานตอนนี้มีระบบมากขึ้น ลูกค้าก็เชื่อมั่นไว้วางใจในผลิตภัณฑ์มากขึ้นด้วย”

กับการทำงานที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ ส่งผลให้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง เข้ามาร่วมสนับสนุนทั้งในส่วนของการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และรวมไปถึงการบริหารจัดการธุรกิจ ส่งผลให้วันนี้ กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก ยืนหยัดได้ด้วยความเข้มแข็ง

ต้องการติดต่อ กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก เดินทางไปได้ที่ เลขที่ 89 หมู่ 1 ตำบลท่าน้าว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน โทรศัพท์ (089) 759-4199

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายผลไม้แปรรูป

ลักษณะกิจการ กลุ่มโอท็อป

ชื่อกิจการ กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก

ประธานกลุ่ม คุณวัฒนา ยศอาจ

เงินลงทุน จัดสร้างโรงงาน 500,000 บาท ส่วนค่าวัตถุดิบนั้นขึ้นอยู่กับราคาจำหน่าย (ที่มีขึ้นลงไปตามฤดูกาล)

ผลิตภัณฑ์ มะไฟจีนเชื่อมแห้ง, มะไฟจีนเม็ดบ๊วย, กระท้อนเชื่อมแห้ง และสินค้าแปรรูปจากผลไม้ในพื้นที่ อาทิ มะละกอ มะขามป้อม เป็นต้น

จุดเด่นของสินค้า รสชาติดี สีสวย

กลุ่มเป้าหมาย ห้างร้าน, บุคคลทั่วไป โดยจำหน่ายทั้งปลีกและส่ง

ช่องทางเข้าถึงลูกค้า เริ่มต้นด้วยการออกงานแสดงสินค้า

แหล่งซื้อวัตถุดิบ ในพื้นที่

ราคาขายสินค้า มะไฟจีนเชื่อมแห้ง กิโลกรัมละ 300 บาท

ยอดขาย หลักแสนบาท

กำไร ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์

สมาชิก 37 คน

ที่ตั้งกิจการ “กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก” เลขที่ 89 หมู่ 1 ตำบลท่าน้าว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

โทรศัพท์ (089) 759-4199

กุมภาพันธ์ 14, 2014 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

ร้านกาแฟ @ บ้านโบราณ ชวนสัมผัสวิถีชีวิตชาวไทยใหญ่

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040151256&srcday=2013-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 339

อาหารสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ร้านกาแฟ @ บ้านโบราณ ชวนสัมผัสวิถีชีวิตชาวไทยใหญ่

แม่ฮ่องสอน เป็นอีกจังหวัดทางภาคเหนือที่เป็นเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตของนักเดินทางทั้งในและต่างประเทศ เพราะนอกจากจะมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลากหลายรูปแบบแล้ว ยังมีขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณีที่น่าสนใจ เนื่องจากมีกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และยังเป็นเมืองชายแดนติดต่อกับประเทศพม่าในหลายพื้นที่

ผู้เขียนเคยไปแม่ฮ่องสอนหรือเมืองสามหมอกหลายครั้งหลายหน แต่ไม่เคยเบื่อเพราะแต่ละครั้งได้ไปในสถานที่แตกต่างกัน แต่ละอำเภอก็มีจุดเด่นไม่เหมือนกัน อย่างในตัวเมืองมีบ้านเก่าของชาวไทยใหญ่อายุนับร้อยปี และตลาดตอนเช้าแม่ค้าพ่อค้าบนดอยนำผลิตผลทางการเกษตรมาขายคนเมือง

แม่ฮ่องสอนถิ่นไทยใหญ่

ที่ชอบอีกอย่างก็คือร้านกาแฟ @ บ้านโบราณ ที่ถนนราชธรรมพิทักษ์ ตำบลจองคำ ในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ซึ่งใช้บริเวณบ้านเก่าแก่อายุ 127 ปี มาทำเป็นร้าน ในเนื้อที่กว่า 100 ตารางวา พร้อมเปิดให้ชมภายในตัวบ้านที่มีตู้เตียงและเครื่องใช้ไม้สอยของบรรพบุรุษชาวไทยใหญ่ ที่นี่จึงเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ทั้งยังได้รับรางวัลอนุรักษ์บ้านไม้เรือนเก่าดีเด่น ในโครงการส่งเสริมย่านการค้าจังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อปี 2552

เป็นที่ทราบกันดีว่าแม่ฮ่องสอนนั้นเป็นเมืองของคนไทยใหญ่ ซึ่งยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวไทยใหญ่ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเชื่อ การแต่งกาย และการใช้ชีวิตประจำวันหลายอย่าง

บ้านหลังนี้เป็นของ “คุณวัฒนา กวีวัฒน์” ซึ่งได้ให้หลานชาย คุณกานท์ ไชยศร และหลานสะใภ้ คุณอวัสดา ไชยศร เปิดร้านกาแฟ เป็นร้านที่ร่มรื่นทีเดียวเพราะมีไม้ใหญ่หลายต้นให้ร่มเงา ส่วนถ้าใครชอบนั่งข้างในร้านก็มีให้เลือกทั้งแบบเก้าอี้นั่งหรือแบบสไตล์ญี่ปุ่น

คุณอวัสดา เล่าที่มาที่ไปของร้านนี้ว่า เพิ่งเปิดเมื่อต้นปี 2556 เพราะเมื่อก่อนทำทัวร์ พอแต่งงานก็หยุดทำเป็นแม่บ้านอย่างเดียว เพื่อจะเลี้ยงลูกแฝดด้วยตัวเอง พอลูกโตเลยมองหาอะไรทำ แต่ถ้าจะออกไปทำงานนอกบ้าน เงินเดือนก็แค่ไม่กี่พันบาท จึงคิดจะทำอะไรที่บ้านดีกว่า สุดท้ายตกลงใจที่จะเปิดร้านกาแฟ ซึ่งแม้ร้านกาแฟจะมีอยู่ทั่วไป แต่คิดว่าบ้านนี้เป็นบ้านโบราณก็น่าจะเปิดเป็นร้านกาแฟได้ เพราะที่ผ่านมาช่วงยังไม่ได้เปิดร้านกาแฟก็มีนักท่องเที่ยวไทยเข้ามาชมบ้านนี้อยู่แล้ว

ร้านกาแฟดังกล่าวดัดแปลงมาจากโรงรถ โดยใช้เงินลงทุนสร้างพร้อมจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ประมาณ 300,000 บาท ซึ่งแม้จะเป็นร้านเล็กๆ แต่ก็มีจุดเด่นเฉพาะตัว

“การตกแต่งทั้งหมดเราทำกันเอง โดยพี่ชายของดิฉันจากลำปางมาช่วยออกแบบ แล้วให้ช่างในละแวกนี้ช่วยสร้างตามแบบ เราเน้นบรรยากาศที่ดูโล่ง เพราะคิดว่าจะไม่ใช้แอร์ เลยออกแบบตัวร้านใช้ไม้ระแนง หน้าต่างก็จะไม่ใส่กระจก และหลังคาจะเป็นสังกะสี แต่ดีตรงที่มีต้นมะขามช่วยคลุมไว้ และมีต้นไม้ใหญ่เยอะ มีความร่มรื่น บางคนเจออากาศร้อนๆ พอเข้ามาที่นี่จะรู้สึกเลยว่าเย็นกว่าข้างนอก”

บริการไว-ไฟฟรี

ด้วยความที่ชื่อ กาแฟ @ บ้านโบราณ ทำให้บางคนคิดว่าร้านนี้คงขายกาแฟโบราณอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงขายน้ำอื่นๆ ด้วย อย่างน้ำสมุนไพรต่างๆ อาทิ น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะตูม น้ำใบบัวบก น้ำลำไย ฯลฯ แต่ก็มีเมนูที่ลูกค้ามักสั่งกันเป็นประจำ

“จะเป็นกาแฟ ชาเขียว ชาไทย จะขายได้ น้ำผลไม้ น้ำสมุนไพรก็พอมีบ้าง เพราะเดี๋ยวนี้คนหันมารักษาสุขภาพ เพราะถ้าเป็นกาแฟก็จะมีนม น้ำตาลเยอะ ทำให้อ้วนถ้าดื่มทุกวัน บางคนก็เลือกดื่มน้ำสมุนไพร น้ำตาลน้อยหน่อย ดีต่อสุขภาพ ที่ร้านไม่ได้ขายอาหาร เพราะไม่มีคนช่วยและกลัวว่าจะมีปัญหาในเรื่องการทำความสะอาด จะต้องมีบ่อบำบัด จึงขายเฉพาะกาแฟและเครื่องดื่มอย่างเดียว”

ร้านนี้เปิดขายทุกวันตั้งแต่เวลา 07.00-18.00 น. รับลูกค้าได้มากสุดประมาณ 50 คน ทั้งข้างนอกและข้างในร้าน มีบริการไว-ไฟฟรี ดังนั้น จะเห็นลูกค้าซึ่งล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ต่างสนุกสนานกับการใช้สมาร์ตโฟน พร้อมกับนั่งดื่มกันอย่างเอร็ดอร่อยเพราะมีหลายเมนูให้เลือกตามใจชอบ แต่ถ้าไปกันเป็นกลุ่มใหญ่อาจจะต้องรอคิวกันหน่อย เนื่องจากคุณอวัสดาเป็นคนทำคนเดียว ส่วนสามีนั้นเป็นผู้ช่วย

“ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะมีเฉพาะหน้าหนาว นอกนั้นจะเป็นส่วนราชการที่จะมาซื้อกาแฟ ตอนที่ทานข้าวกลางวันเสร็จ แล้วจะกลับไปทำงานต่อที่สำนักงาน ช่วงประมาณก่อนบ่ายโมงคิวจะยาว ต้องรอนานหน่อย”

สำหรับราคาเครื่องดื่มนั้นถือว่าไม่สูงเท่าไรพอๆ กับร้านกาแฟทั่วไป อย่างเครื่องดื่มใส่แก้ว 18 ออนซ์ 45 บาท แต่ถ้าเป็นนักศึกษา หรือนักเรียนใส่ชุดมาซื้อ ทางร้านจะคิดราคาพิเศษให้แค่แก้วละ 30 บาท เพราะเจ้าของร้านเห็นว่านักเรียนนักศึกษาพ่อแม่ให้เงินมาวันละไม่กี่บาท ถ้ามาซื้อน้ำ ซื้อกาแฟ แก้วละ 45 บาท จะสูงเกินไปสำหรับเด็กที่ไม่มีรายได้ ส่วนน้ำสมุนไพรแก้วละ 25 บาท

นับเป็นวิธีคิดที่น่าสรรเสริญยิ่งนัก แต่จะมีสักกี่ร้านที่จะคิดราคาพิเศษให้กับเยาวชนของชาติแบบนี้ หากผู้ประกอบการรายไหนชื่นชอบก็สามารถนำไปใช้ได้เลย เชื่อว่าคุณอวัสดาย่อมไม่หวงห้ามแต่ประการใด

คาด 2 ปีคืนทุน

ทีนี้พูดถึงในกรณีที่ลูกค้าต้องการจะขึ้นไปดูบ้านเก่าก็สามารถขึ้นไปดูได้เลย แต่ถ้าอยากทราบข้อมูลประวัติความเป็นมาต้องรอช่วงที่คุณอวัสดาว่างจากการขายก่อน และถ้าจะให้ดีควรมีเวลาอยู่ที่นี่อย่างน้อย 1 ชั่วโมง จะได้เรียนรู้ภูมิปัญญาของชาวไทยใหญ่ พร้อมทั้งหามุมถ่ายรูปสวยๆ ไปอวดพรรคพวก

“ถ้ามาบ้านโบราณหลังนี้สิ่งที่ลูกค้าจะได้รับรู้ อย่างแรกคือ สถาปัตยกรรมหรือภูมิปัญญาของคนโบราณ ที่เห็นชัดๆ เลยคือ ฝาลาย ช่องระบายอากาศ ระบายลม ซึ่งผิดกับบ้านสมัยนี้ที่ปิดทึบหมด ทำให้บ้านไม่ได้ที่ถ่ายเทอากาศ และให้สังเกตที่พื้น เขาจะปูพื้นให้ห่าง เพราะให้เป็นที่ระบายอากาศ เนื่องจากอากาศจะขึ้นมาจากข้างล่าง จากใต้ถุนบ้านขึ้นไปแล้วก็จะไปออกที่ปล่องลม ตรงครัวไฟ เมื่อก่อนเขาจะใช้ฟืน ถ้าไม่มีที่ระบายอากาศ ควันจะฟุ้งทั่วบ้าน”

ในการลงทุนทำร้านและซื้ออุปกรณ์รวม 300,000 บาทนั้น คุณอวัสดา บอกว่า หากยังมีลูกค้ามาในจำนวนที่เป็นอยู่ในตอนนี้ คิดว่าจะคืนทุนได้ไม่เกิน 2 ปี เพราะเฉลี่ยแล้วจะขายได้ตกวันละ 30 แก้ว

วันที่ไปนั่งดริ๊งก์กันนั้น เหล่านักข่าวจากส่วนกลางและบรรดาเจ้าหน้าที่ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ต่างเพลิดเพลินกับการนั่งเล่นนั่งคุยกันที่ร้านแห่งนี้ เพราะแม้จะไม่มีแอร์เปิดให้ชุ่มฉ่ำเหมือนร้านกาแฟดังๆ ทั่วไป แต่ร่มเงาของไม้ใหญ่ก็ทำให้อากาศเย็นสบาย นั่งแล้วไม่อยากจะลุกไปไหน

เชื่อว่าหลายคนคงชอบบรรยากาศแบบนี้ ส่วนใครที่อยากจะเข้ามาจัดงานเลี้ยงที่นี่เพราะนอกจากจะร่มรื่นเย็นสบายแล้ว ยังมีฉากเป็นบ้านโบราณด้วย เจ้าของร้านกาแฟ @ บ้านโบราณ บอกตอนนี้อาจจะไม่สะดวกนัก แต่ถ้าจะให้ดีลองปรึกษาหารือคอนเซ็ปต์การจัดงานก่อน ที่ โทรศัพท์ (084) 484-1618, (081) 881-6534

กุมภาพันธ์ 14, 2014 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

3 แชมป์ 3 สไตล์ “จานด่วนไทย ไปครัวโลก”

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07045011256&srcday=2013-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 338

อาหารสร้างอาชีพ

3 แชมป์ 3 สไตล์ “จานด่วนไทย ไปครัวโลก”

การแข่งขันประกวดการทำอาหารในรายการ “จานด่วนไทย ไปครัวโลก” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของการจัดงาน “สร้างอนาคตไทย 2020″ ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา ได้ปิดฉากลงแล้วเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2556

หลังจากเปิดเวทีเฟ้นหาสุดยอดทีมผู้เข้าแข่งขันในภาคอีสานมาแล้ว 4 ครั้ง ทั้งที่ หนองคาย, นครราชสีมา, อุบลราชธานี และ ขอนแก่น

การประกวดอาหาร “จานด่วนไทย ไปครัวโลก” 3 จังหวัดสุดท้าย จัดขึ้นที่ จังหวัดนครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา และ เชียงใหม่

ภายใต้เงื่อนไขในการใช้วัตถุดิบสำหรับการปรุงอาหารที่แตกต่างกันไปตามแต่ละจังหวัด

เช่น จังหวัดนครสวรรค์ ผู้เข้าแข่งขันเลือกใช้ความโดดเด่นของเนื้อปลากราย ลูกชิ้นปลากราย ตลอดจนพืชสำคัญอย่าง “บัว” มาจัดเมนูอาหารได้อย่างน่าสนใจ

ในขณะที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัตถุดิบสำคัญอย่าง “กุ้งแม่น้ำ” ก็ถือเป็นไฮไลต์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจได้ไม่น้อยเลย

และ จังหวัดเชียงใหม่ การเลือกใช้ แหนม ประกอบเข้ากับ เห็ดหอมสด รวมถึงผลไม้เมืองหนาวอย่าง สตรอเบอร์รี่ ก็ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับผู้เข้าแข่งขัน และสร้างความสนุกสนานให้กับผู้ชมมากเป็นพิเศษ

ท้ายที่สุดก็ได้ผู้ชนะในฐานะ “แชมป์” จานด่วนไทย ไปครัวโลก ครบทั้ง 7 จังหวัด

นอกเหนือไปจากความสนุกสนานของกิจกรรมการแข่งขัน และช่วยพัฒนา ยกระดับฝีมือในการประกอบอาหาร ต่อยอดความคิดสร้างสรรค์สำหรับผู้เข้าร่วมการแข่งขันแล้ว โครงการ “จานด่วนไทย ไปครัวโลก” ยังถือเป็นการจุดประกาย และเตรียมความพร้อม สำหรับผู้ประกอบการอาหารทั่วประเทศไทย ให้ตื่นตัว พร้อมที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อก้าวไปสู่การแข่งขันในอนาคตนั่นเอง

“ร่มโพร่วมใจ”

พิชิตชัยที่นครสวรรค์

การแข่งขันประกอบอาหาร “จานด่วนไทย ไปครัวโลก” ในหัวข้อ “โชว์เหนือ เมนูเด็ด เซ็ทอร่อย” ที่จังหวัดนครสวรรค์ มีการกำหนดวัตถุดิบหลักไว้ 3 ชนิด ได้แก่ บัว (สายบัว เม็ดบัว รากบัว ไหลบัว ฯลฯ), น้ำผึ้ง, ลูกชิ้นปลากราย

โดยมี คุณสมดี คชายั่งยืน รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ร่วมทดสอบรสชาติอาหาร และเป็นประธานมอบรางวัล ปรากฏผลดังนี้

ทีมชนะเลิศ ได้แก่ ทีมร่มโพร่วมใจ จังหวัดอุทัยธานี ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท อันดับ 2 ได้แก่ ทีมสาม-สาก จังหวัดพิจิตร ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท อันดับที่สาม ได้แก่ ทีมกลุ่มปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท และรางวัลชมเชย ได้แก่ ทีมกล้วยไข่ จังหวัดกำแพงเพชร ได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท

คุณเจี๊ยบ-นภารัตน์ งามขำ ผู้ใหญ่บ้านท่าโพ หมู่ 4 อำเภอหนองขาหย่าง จังหวัดอุทัยธานี ในฐานะหัวหน้าทีมร่มโพร่วมใจ ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำตาคลอเบ้า หลังทราบคำตัดสิน

“ไม่คิดว่าจะชนะเลิศได้ เพราะวัตถุดิบบังคับ คือ บัว ไม่ใช่ของที่คุ้นเคย และไม่เคยทำมาก่อน เลยรู้สึกกดดัน แต่เคยแกงบอนขายที่หมู่บ้านมาก่อน จึงนำเทคนิคมาปรับใช้กับสายบัวแทน” ผู้ใหญ่ฯ เจี๊ยบ เผยความรู้สึก

ก่อนบอกความเป็นมา กลุ่มร่มโพร่วมใจ ไม่ใช่มืออาชีพจากภัตตาคาร แต่เป็นกลุ่มแม่บ้าน ที่ใช้เวลาว่างจากการทำนามารวมตัวกันทำอาหารคาว-หวานขายในหมู่บ้านได้ราว 2 ปีเศษแล้ว สำหรับเมนูเด่นสร้างชื่อนั้น ส่วนใหญ่เป็นอาหารพื้นบ้านสูตรโบราณ ที่หารับประทานได้ยากในยุคนี้ อาทิ แกงบอน แกงขี้เหล็ก ผัดหมี่ ข้าวต้มมัด ขนมกล้วย ฯลฯ

ส่วนเมนูที่ช่วยกันคิดค้นและลงมือปรุง จนชนะใจกรรมการได้ในครั้งนี้ หัวหน้าทีมท่านนี้ บอก ประกอบด้วย ข้าวผัดห่อใบบัว ยำเก้าเซียน มังกรหวงไข่ และ วุ้นใสใจบัว

“ยำเก้าเซียน วัตถุดิบประกอบด้วย ปลาหมึกแห้ง มะม่วงหิมพานต์ เม็ดบัวทอด กระเพาะปลา ไส้กรอกทอด ปลาหมึกม้วน หอมเจียวเหลือง พริกใหญ่แห้ง

ส่วนน้ำปรุงรส ให้นำมะขามเปียก ซอสพริก น้ำตาลปี๊บ ไปเคี่ยวรวมกัน ก่อนใส่แบะแซลงไปเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความเหนียว จากนั้นนำวัตถุดิบทั้งหมดมาคลุกเคล้า จะได้ออร์เดิร์ฟออกมาหน้าตาสวยงาม พกพาได้สะดวก ไม่หกเลอะเทอะ” หัวหน้าทีมร่มโพร่วมใจ เผยอย่างนั้น

ก่อนฝากทิ้งท้าย ท่านใดอยากได้ สูตรการทำอาหารพื้นบ้านโบราณ ที่ทำขายอยู่ทุกวันนี้ สามารถติดต่อไปได้ พวกเธอจะไม่มีการหวงสูตร และเต็มใจถ่ายทอดให้เต็มที่ เพราะจะได้เป็นการช่วยกันอนุรักษ์อาหารไทยให้ตกทอดจนถึงรุ่นลูก-หลานต่อไป

“ครัวริมน้ำท้ายเกาะ”

ครองแชมป์จานเด็ดฯ ภาคกลาง

การแข่งขันประกอบอาหาร “จานด่วนไทย ไปครัวโลก” ในหัวข้อ “สูตรภาคกลาง จานเด็ด อร่อยเหาะ” อันเป็นกิจกรรมภายในงาน “สร้างอนาคตไทย 2020″ ซึ่งจัดขึ้นที่ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (7-9 พฤศจิกายน)

กลายเป็นอีกสนามหนึ่งซึ่งสร้างความลำบากใจให้กับกรรมการที่ต้องตัดสินคัดเลือกหาผู้ชนะเลิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแข่งขันรอบ 4 ทีมสุดท้าย

เชฟจารึก ศรีอรุณ เชฟประจำศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน หรือ มติชน อคาเดมี กล่าวถึงผลงานที่แต่ละทีมแสดงฝีมือในวันนั้นว่า หากพิจารณาเรื่องรสชาติแล้ว มีความใกล้เคียงหรือไม่แตกต่างกันมากนัก สามารถควบคุมให้รสชาติออกมาได้ในมาตรฐานของอาหารแต่ละเมนู

“จุดตัดสินจึงอยู่ที่ข้อผิดพลาดเรื่อง การจัดอาหารลงในกล่องมีความเหมาะสมมากน้อยกว่ากันเพียงใด ความครบของเมนู และตอบโจทย์ที่ทานได้ทั้งคนทั่วไปรวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ”

ท้ายที่สุด ชัยชนะก็ตกเป็นของทีม ร้านครัวริมน้ำท้ายเกาะ จังหวัดปทุมธานี

ด้วยเมนูหลักที่นำเสนอ 4 รายการ ประกอบด้วย ต้มข่ากุ้ง ปลาทับทิมผัดเม็ดมะม่วง ทอดมันปลากราย น้ำพริกกุ้งสด

ด้วยรสชาติที่กลมกล่อม กับเมนูที่สะท้อนความเป็นไทยได้ดีทั้ง น้ำพริกและทอดมัน แต่ขณะเดียวกัน เมนูต้มข่ากุ้งแม่น้ำก็เป็นการผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่น กับอาหารเมนูที่ชาวต่างชาติคุ้นเคยและชื่นชอบ

นั่นจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมตัวแทนจาก จังหวัดปทุมธานี ได้ครองแชมป์ “จานด่วนไทย ไปครัวโลก” ของภาคกลางได้สำเร็จ

โชว์เหนือ เมนูเด็ด เซ็ทอร่อย

สาวเมืองรถม้า คว้าแชมป์

แม้จะผ่านเวทีการแข่งขันการปรุงอาหารมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ความตื่นเต้นก็ยังคงแสดงออก แลเห็นได้บนสีหน้าของ “คิน” กมลชนก อินทร์ขวาง หญิงสาววัยเพียง 20 ปี หนึ่งในสมาชิกทีม “สาวเมืองรถม้า” ที่เข้าร่วมแข่งขันทำอาหาร “จานด่วนไทย ไปครัวโลก” ในหัวข้อ “โชว์เหนือ เมนูเด็ด เซ็ทอร่อย”

คิน และเพื่อนร่วมทีม (ธนารีย์ เป็งวัง และ มะลิ วรรณโภคา) มีความรู้สึกเดียวกันหลังได้รับทราบผลประกาศรางวัลชนะเลิศ คือ ตื่นเต้น ดีใจ (ในระดับสูง)

คิน ตัวแทนทีมสาวเมืองรถม้า เล่าให้ฟังว่า เธอทั้ง 3 คน มีสถานะเป็นนักศึกษา ปวส.ปี 2 ประเภทวิชาคหกรรม สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง ทุกคนจึงมีใจรักในการปรุง ซึ่งกับตัวคินนั้น รู้ตัวเองว่าจะเดินสู่เส้นทางสายอาหารตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

การเรียนในชั้นคือการสั่งสมความรู้ แต่ทว่าจะให้ดีต้องมีประสบการณ์ และนี่จึงเป็นเหตุผลให้เดินสู่สนามแข่งขัน “กับเวทีนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 กับการเข้ามาแข่งก็เพื่อสร้างประสบการณ์ แสดงฝีมือ ก่อเกิดการพัฒนาตัวเอง แม้เวทีนี้จะไม่ใช่ครั้งแรก แต่ก็รู้สึกตื่นเต้น และยิ่งรู้ว่าชนะก็ยิ่งดีใจมาก ซึ่งคินมีความฝันจะเดินสู่เส้นทางสายเชฟ อยากทำงานกับเชฟทั่วโลก ได้เดินทางรอบโลก ส่วนเพื่อน ธนารีย์ ก็มีความฝันสู่การสานต่อธุรกิจร้านอาหารของครอบครัว สำหรับมะลิมุ่งหวังเดินทางไปต่างประเทศ ไปทำงานร้านอาหารต่อไป”

ทั้งนี้ กับการก้าวสู่สนามแข่งขัน “จานด่วนไทย ไปครัวโลก” ทีมสาวเมืองรถม้า บอกว่า นี่คือเวทีใหญ่ ที่ท้าทายความสามารถ ซึ่งพอทราบข่าวก็เตรียมพร้อมลงมือคิดปรับปรุงสูตรที่เคยทำกินให้เข้าสู่กระบวนการตามกฎกติกากำหนดไว้ โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เลือกผลไม้ตามฤดูกาลมาปรุงแต่ง ไม่ว่าจะเป็น สตรอเบอร์รี่ ลิ้นจี่ ลำไย หรือรวมไปถึงวัตถุดิบโดดเด่นในภาคเหนือ อย่าง แหนม

จากนั้นรังสรรค์ส่วนผสมปรุงเมนูโชว์ความสามารถ 4 รายการ ที่มีชื่อเรียกเก๋ๆ ได้แก่ อัญมณีเมืองรถม้า (ยำผลไม้) อำพันซ่อนเล่ห์ (แหนมทงคัตสึสอดไส้ชีส) พลอยล้อมเพชร (สปาเกตตี้แกงเผ็ดเป็ดย่าง) โกเมนอาลัมภางค์ (มูสสตรอเบอร์รี่กะทิ)

“ทดลองทำตั้งแต่วันแรกที่ทราบว่ามีการแข่งขัน ให้พ่อแม่ ให้เพื่อนๆ และญาติได้ชิมกัน คำติชมก็นำมาปรับปรุง จนกระทั่งพร้อมแข่งขัน ซึ่งกับเมนูทั้งหมดนี้ ก็เป็นเมนูที่ทำทานกันอยู่แล้ว เพียงแต่ปรับเปลี่ยนวัตถุดิบให้เข้ากับกติกากำหนดไว้ และการปรุงรสต้องเสิร์ฟได้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ”

คิน ยังกล่าวถึงแนวคิดกับการคัดเลือกเมนูอาหาร ว่าคำนึงถึงความเป็นไทย “อาหารที่ทำออกมานั้นไม่ได้แสดงแค่ความเป็นภาคเหนือ แต่สื่อถึงความเป็นไทย เพราะจุดประสงค์ของทีมต้องการ ให้อาหารไทยได้เป็นที่รู้จักในระดับสากล แต่ถ้าถามว่ามีเทคนิคในการทำอาหารอย่างไรให้อร่อย นั้นจริงๆ แล้วหัวใจอยู่ที่วัตถุดิบต้อง สด สะอาด นี่คือเรื่องง่ายๆ ที่ไม่ควรมองข้ามค่ะ”

กุมภาพันธ์ 14, 2014 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

“เฮลโล เวจจี้” สแน็กดีจากธรรมชาติ จากโอท็อป ทะยานไกลโกอินเตอร์

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07054010856&srcday=2013-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 330

อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“เฮลโล เวจจี้” สแน็กดีจากธรรมชาติ จากโอท็อป ทะยานไกลโกอินเตอร์

เมื่อปีที่แล้วยอดขายยังไม่หักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านบาท ในปีนี้สินค้าได้วางในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ครบทุกสาขา คาดว่าทั้งปีผลประกอบการจะโตเป็นเท่าตัว หรือที่ประมาณ 60 ล้านบาท

จากอดีตเด็กหนุ่มขายเห็ดทอดเมืองพัทลุง ปัจจุบัน กลายเป็นเจ้าของอาณาจักรเห็ด และยังเป็นผู้ผลิตเห็ดทอดรายใหญ่ ใช้ชื่อแบรนด์สินค้าว่า “เฮลโล เวจจี้” ของฝากเลื่องชื่อแดนใต้ แถมยังส่งขายร้านเซเว่นอีเลฟเว่น อีกกว่า 6,000 สาขา สำหรับจุดเด่นของเห็ดทอดชนิดนี้เป็นขนมขบเคี้ยวที่อร่อย ดีต่อสุขภาพ ซึ่งที่มาของธุรกิจเกิดขึ้นจากการไม่หยุดคิดของนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ วัยเพียง 30 ปี คุณชัยยงค์ คชพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เห็ดทอดนาโหนด ฟู้ดส์ จำกัด ผู้บุกเบิกและปลุกปั้นเห็ดทอดให้ทุกคนหลงรัก

เห็ดทอดต้องพัทลุง

ไต่เต้าจนได้ดี

คุณชัยยงค์ คชพันธ์ กรรมการผู้จัดการ เท้าความว่า พื้นเพเป็นคนพัทลุง คุณพ่อคุณแม่มีอาชีพหลักเป็นครู ส่วนอาชีพเสริมคือ เพาะเห็ดขาย มีเห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู เห็ดนางรม ราว พ.ศ. 2536 เกิดปัญหาเห็ดล้นตลาด ครอบครัวแก้ไขด้วยการนำเห็ดมาแปรรูปเป็นเมนูต่างๆ อาทิ เห็ดชุบแป้งทอด น้ำพริกเห็ด เห็ดสวรรค์ ซึ่งก็ได้รับคำชื่นชมโดยเฉพาะเห็ดทอดรับประทานคู่กับน้ำจิ้มสูตรเด็ดฝีมือคุณแม่

ช่วงที่ครอบครัวนี้ขายเห็ดชุบแป้งทอด พวกเขามีเพียงกระทะกับเห็ดไปทอดขายที่สถานีรถไฟพัทลุง คุณชัยยงค์ บอกว่า ตอนนั้นอายุได้เพียง 16 ปี ไปยืนทอดเห็ดทำแบบง่ายๆ ขายขีดละ 10 บาท ขายดีได้กำไรวันละหลายพันบาท เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อ ล้วนมาขึ้นรถไฟหรือสัญจรแวะผ่านไปผ่านมา เมื่อขายดีหนที่สุดเลยขยายสาขามีประมาณ 7 สาขา

จวบจนคุณชัยยงค์ต้องเข้ามาเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ และสามารถคว้าใบปริญญาสาขาการตลาดมาได้ เขาบอกว่า เลือกที่จะกลับบ้านไปพัฒนาเห็ดทอด โดยมีเป้าหมายคือ ผลักดันให้เป็นสินค้าโอท็อป เจาะตลาดของฝาก รวมถึงจะทำเห็ดทอดบรรจุถุงส่งขายทั่วประเทศอีกด้วย

จากเห็ดทอดสดๆ รับประทานกับน้ำจิ้มตอนร้อนๆ ต้องมาถูกบรรจุใส่ถุง กลับกลายเป็นว่าไม่อร่อย แข็ง อมน้ำมัน มีกลิ่นหืน เก็บได้ไม่นาน เลยทำให้ฝันที่พ่อค้าขายเห็ดวาดไว้ไม่สำเร็จ แต่เขาก็ไม่ท้อถอยดั้นด้นหาทางออกจนเจอ

“ผมพัฒนาสูตรแป้งให้กรอบ และได้เข้าร่วมโครงการของศูนย์บ่มเพาะมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย หรือ iTAP มีที่ปรึกษามาคอยช่วย จนในที่สุดเห็ดชุบแป้งทอดก็สามารถเก็บไว้ได้นานข้ามเดือน กรอบนาน ไม่อมน้ำมัน สามารถเจาะตลาดของฝากได้อย่างสบายๆ”

มาไกลดังหวัง

ส่งร้านเซเว่นฯ ทั่วไทย

ภายหลังกำจัดจุดอ่อนสินค้าไปได้ กลับต้องมาพบปัญหาสำคัญอีก นั่นคือ ตลาดของฝากขายได้แค่ฤดูท่องเที่ยว พอหมดหน้าเที่ยวยอดก็ตกลงไปด้วย ตรงนี้จุดประกายความคิดให้ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงพัฒนาจากของฝากไปเป็นของกินเล่น หรือสแน็ก เพื่อให้ขายได้ทั้งปี รวมถึงมองหาช่องทางจัดจำหน่ายอย่างร้านเซเว่นอีเลฟเว่น

เมื่อเห็ดชุบแป้งทอดอันเลื่องชื่อแห่งอำเภอนาโหนด จังหวัดพัทลุง ต้องถูกจับมาแต่งตัวใหม่เพื่อเข้าสู่ตลาดสแน็ก แน่นอนว่าฐานลูกค้าย่อมไม่เหมือนเดิม

“ผมใช้ชื่อแบรนด์เห็ดชุบแป้งทอดว่า เฮลโล เวจจี้ เพื่อให้คนทั่วไปจดจำได้ รวมถึงลงทุนสร้างโรงงานให้ได้มาตรฐาน ซื้อเครื่องจักรมาผลิตเห็ดทอดที่มีคุณภาพ และเพื่อไม่จำเจ นอกจากเห็ดชุบแป้งทอด ยังมีผัก และดอกไม้ที่สามารถรับประทานได้มีประโยชน์ชุบแป้งทอดอีกด้วย เรียกว่า อร่อย มีประโยชน์ และวัตถุดิบทั้งหมดที่ใช้ก็มาจากอำเภอนาโหนด จังหวัดพัทลุงทั้งสิ้น”

ด้านช่องทางขาย เจ้าของสินค้าเลือกจะเดินเข้าไปเสนอตัวต่อร้านสะดวกซื้อชื่อดัง อย่าง เซเว่นอีเลฟเว่น กว่าจะได้รับอนุมัติวางขายในร้านใช้เวลาปรับปรุงสินค้าร่วมกับทีมงานเซเว่นอีเลฟเว่น นานถึงกว่า 2 ปี

“ก่อนจะออกสู่ตลาด ทางเซเว่นฯ มีทีมงานมาให้คำแนะนำ ทั้งด้านการผลิต มาตรฐานโรงงาน และการตลาด แพ็กเกจจิ้ง ฯลฯ ผมใช้เวลาพัฒนาอยู่นานถึง 2 ปี ราวปี 2554 ได้วางขายจริงในร้าน เบื้องต้นเฉพาะสาขาทางภาคใต้ก่อนประมาณ 660 สาขา จากนั้นยอดขายเติบโตขึ้นตามลำดับ จนต้นปี 2556 ทางร้านเซเว่นฯ ได้ให้โอกาสวางขายทุกสาขาทั่วทั้งประเทศแล้ว”

มีดีก็มีเสีย

SMEs ควรมีรายได้หลายด้าน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จะช่วยกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวาง ทว่าก็ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงเช่นกัน เพราะการฝากขายสินค้าเป็นระบบธุรกิจเครดิต จะจ่ายเงินเป็นงวด สำหรับเอสเอ็มอี สายป่านเงินทุนอาจไม่ยาวนัก อาจเกิดปัญหาขาดเงินทุนหมุนเวียนขึ้นได้

ปัจจุบัน นอกจากเห็ดชุบแป้งทอด เฮลโล เวจจี้ คุณชัยยงค์ยังหารายได้จากวิธีเดิม คือ ร้านเห็ดทอดสด 7 สาขาในจังหวัดพัทลุง และร้านก๋วยเตี๋ยว

สำหรับผลประกอบการของบริษัท คุณชัยยงค์ เปิดเผยว่า เมื่อปีที่แล้ว ยอดขายยังไม่หักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านบาท ในปีนี้สินค้าได้วางในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ครบทุกสาขา คาดว่าทั้งปีผลประกอบการจะโตเป็นเท่าตัว หรือที่ประมาณ 60 ล้านบาท

ในตอนท้าย ผู้ประกอบการ เผยถึงหัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ นั้นคือ รู้ว่าตัวเองชอบและเหมาะที่จะทำอะไร เพราะจะช่วยให้ทำสิ่งนั้นได้ดีและทำอย่างมีความสุข

อนาคตเจ้าของกิจการได้ตั้งเป้าไว้ว่า จะเป็นผู้นำตลาดการแปรรูปเห็ดครบวงจร รวมถึงคิดค้นการทอดโดยไม่ใช้น้ำมันเพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคต่อไป

ใครสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อที่ บริษัท เห็ดทอดนาโหนด ฟู้ดส์ จำกัด ที่อยู่ เลขที่ 190 หมู่ที่ 11 ตำบลนาโหนด จังหวัดพัทลุง โทรศัพท์ (074) 641-082, (081) 128-3921 หรือ Facebook/เห็ดทอดนาโหนด

กันยายน 21, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

“ยี่หร่า” จานด่วน รส “ฮอต” เริ่มต้นขาย…ผ่านเฟซบุ๊ก

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07043150756&srcday=2013-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 329

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

“ยี่หร่า” จานด่วน รส “ฮอต” เริ่มต้นขาย…ผ่านเฟซบุ๊ก

“พอเริ่มต้นแนะนำตัวในเฟซบุ๊ก ก็มีการตั้งคำถาม ทำไมไม่อย่างนั้น ทำไมไม่ทำอย่างนี้ ไม่น่าเชื่อ แค่บอก อยากทำแกงเนื้อขาย ทำไมถึงมีคนแสดงความเห็นเยอะเหลือเกิน ซึ่งผมมองว่ามันเป็นผลดีนะ ทำให้ชีวิตจากไม่รู้จะเริ่มยังไง กลายเป็นมีความหวังมากขึ้น”

ช่องทางทำมาค้าขายสมัยนี้ มีความหลากหลายกว่าแต่ก่อน โดยฉพาะการขายของผ่านทาง “สื่อออนไลน์” ด้วยแล้ว นับวันยิ่งจะเพิ่มความนิยมกันมากขึ้นทุกที

เรียกว่าใครมี “สินค้า” แบบไหน สามารถลองนำมา “ปล่อย” กันได้ตลอดเวลา ไม่ต้องง้อหน้าร้าน

“ยี่หร่า” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่เริ่มต้นธุรกิจของครอบครัวด้วยความตั้งใจ มีช่องทางจำหน่ายผ่าน “เน็ตเวิร์ก” เป็นจุดเริ่มต้น

และแม้วันนี้ยังไม่มีทุนมากพอจะเปิดเป็น “ร้าน” ให้ลูกค้าเดินเข้ามานั่งรับประทานกันได้เหมือนกิจการขายอาหารทั่วไป

แต่ไม่เห็นต้องแคร์ เพราะขอแค่ลูกค้าใช้ “Facebook-เฟซบุ๊ก” ได้…เป็นพอ

เมนูเด็ด

บ้านพ่อตา

คุณอิศรา เงาศุภธน หนุ่มใหญ่วัย 44 ปี เรียกแบบกันเองว่า คุณโอ๋ เจ้าของกิจการ “ยี่หร่า” ซึ่งชูสโลแกน “อาหารจานด่วน รสชาติไทยๆ” กรุณาสละเวลาช่วงออกบู๊ธในเมืองทองธานี มานั่งพูดคุยด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม

เริ่มต้นให้ฟัง พื้นเพเป็นคนลำปาง เรียนจบสาขาจิตรกรรมไทย จากวิทยาลัยเพาะช่าง เคยเปิดบริษัทรับงานด้านกราฟิกดีไซน์อยู่ที่เชียงใหม่ กระทั่งปี 2540 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เลยลงมาหางานทำที่กรุงเทพฯ รับออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ แต่ไม่มีหน้าร้านเพราะใช้บ้านเป็นออฟฟิศ ปัจจุบันงานเริ่มน้อยลง แต่ค่าใช้จ่ายมีแต่จะเพิ่มขึ้น จึงพยายามมองหารายได้เสริมอีกทางหนึ่ง

จนเมื่อราว 2 ปีก่อนหน้า มีโอกาสไปเยี่ยมพ่อตา ที่อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง เขานำอาหารทะเลพวกกุ้งหอยปูปลาเผารับประทานกับน้ำจิ้ม มาเลี้ยงเป็นอาหารหลัก พร้อมกับแกงเผ็ดเนื้อแบบ “ขลุกขลิก” หม้อหนึ่งเตรียมไว้ให้รับประทานกับข้าวแก้เลี่ยน

“พอทานแกงเข้าไปได้กลิ่นแปลกๆ เลยสงสัย พ่อตาเฉลยว่าเป็นกลิ่นของใบยี่หร่าประกอบกับสมุนไพรอีกหลายตัว ทานอีกคำติดใจแทบหยุดไม่ได้” คุณโอ๋ ย้อนถึงที่มาของอาหารจานสำคัญ

หลังจากนั้นหากอยากทำอาหารรับประทานเอง มักนึกถึงแกงเผ็ดเนื้อใบยี่หร่าสูตรของพ่อตา เลยให้ภรรยาโทรศัพท์ไปสอบถามถึงสูตรการทำ ซึ่งท่านไม่ได้ปิดบังสูตรแต่อย่างใด

คุณโอ๋ เล่าให้ฟังต่อ จนเมื่อไม่นานมานี้ ทางบ้านเกิดปัญหาเศรษฐกิจ จึงคิดอยากทำอาชีพที่สอง แต่คิดเท่าไหร่คิดไม่ออกว่าจะทำอะไรถึงขั้นกุมขมับ สุดท้ายเลยโพล่งขึ้นมา

“ทำแกงเนื้อขาย…ซะดีมั้ย”

ได้ยินดังนั้น แฟนสาวจึงถามต่อ จะทำยังไงทำเป็นข้าวราดแกงเหรอ คุณโอ๋ อธิบาย ตัวเขามีความชำนาญด้านการทำอาหารพอตัว ประกอบกับคิดว่าแกงเผ็ดเนื้อใบยี่หร่า สูตรจากบ้านพ่อตานี้ มีความอร่อยเป็นพิเศษและหาซื้อไม่ได้ทั่วไป หากนำมาทำเป็น “อาหารจานด่วน” อาจมีคนสนใจบ้างไม่มากก็น้อย

ภาพลักษณ์

ใบเบิกสำคัญ

และเพื่อให้ความคิดออกมาเป็นรูปเป็นร่างจับต้องได้ คุณโอ๋จึงเริ่มต้น “นับหนึ่ง” ด้วยการทำแกงเนื้อใบยี่หร่าออกมา 1 หม้อ ก่อนตักแบ่งไปให้กลุ่มเพื่อนจำนวนนับสิบคนทดลองชิม

“ตอนแรกเพื่อนๆ เขารับกันไม่ค่อยได้” คุณโอ๋ เผยตรงๆ ก่อนหัวเราะร่วน

พร้อมอธิบาย ส่วนใหญ่มักติที่มันมีกลิ่นสมุนไพรแปลกๆ เขาเลยต้องรับมาปรับใหม่ ด้วยการ “เติมนั่นนิด เติมนี่หน่อย” เพื่อให้ถูกปากคนเมือง ต่อมาเพื่อนหลายคนจึงให้ “ผ่าน” สำหรับรสชาติที่ปรุงแต่งใหม่

เมื่ออุปสรรคแรกไม่ใช่ปัญหา เรื่องที่ต้องคิดตามมาคือ หาหน้าร้านขาย เมื่อยังไม่มีเงินลงทุนถึงขั้นนั้น คุณโอ๋จึงหาทางออกด้วยการนำแกงเนื้อใบยี่หร่าใส่แพ็กคู่กับข้าว หวังให้ลูกค้าซื้อเป็นชุดอาหารจานพิเศษ จากนั้นจึงขอให้น้องชาย ซึ่งถนัดค้าขายผ่านออนไลน์เป็นทุนเดิม ช่วยเปิดหน้าแฟนเพจบนเฟซบุ๊กให้ ปรากฏคล้อยหลังไม่ทันไร มีคนเข้ามาให้ความสนใจเยอะมาก

คุณโอ๋ เล่าต่อ พอนำรูปอัพในเฟซบุ๊ก มีคนสนใจเพิ่มขึ้นอีก หลายคนออกปากชมว่าหน้าตาน่ารับประทาน หลายคนลองสั่งไปชิม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพื่อน-ญาติ-คนรู้จัก ที่บอกกันแบบปากต่อปาก

“พอเริ่มต้นแนะนำตัวในเฟซบุ๊ก ก็มีการตั้งคำถาม ทำไมไม่อย่างนั้น ทำไมไม่ทำอย่างนี้ ไม่น่าเชื่อ แค่บอก อยากทำแกงเนื้อขาย ทำไมถึงมีคนแสดงความเห็นเยอะเหลือเกิน ซึ่งผมมองว่ามันเป็นผลดีนะ ทำให้ชีวิตจากไม่รู้จะเริ่มยังไง กลายเป็นมีความหวังมากขึ้น” เจ้าของกิจการ เล่าด้วยน้ำเสียงเหมือนยังตื่นเต้น

ครั้นแนวโน้มธุรกิจเล็กๆ ในแบบของเขาเริ่มเข้าที่เข้าทาง คุณโอ๋จึงหันมาให้ความสำคัญกับ “แพ็กเกจ” มากยิ่งขึ้น จากเดิมใช้กล่องพลาสติกทนความร้อน หันมาเลือกใช้ “ไบโอชานอ้อย” ซึ่งไม่มีพิษภัยต่อสุขภาพแน่นอน

“แพ็กเกจที่ทำจากไบโอชานอ้อย ต้นทุนสูงกว่าพลาสติกทนความร้อนหลายเท่าตัว แต่ยอมลงทุน เพราะสิ่งหนึ่งที่ผมต้องการคือภาพลักษณ์ของสินค้า ถ้าคนรู้สึกดีตั้งแต่แรกพบ เขาจะรับกันได้ไม่ยาก และยินดีเข้ามาทดลองชิมรสชาติกันง่ายขึ้น” คุณโอ๋ เผยเทคนิค

เป้าใหญ่

บุก AEC

หลังจาก “ปรุงแต่ง” ทั้งรสชาติและหน้าตา ได้ลงตัว คุณโอ๋จึงนำสินค้าในแบบของเขา ขึ้นชั้นโชว์บนหน้าแฟนเพจผ่านเฟซบุ๊ก ปรากฏนอกเหนือจากคนรู้จักจะออกปากชมแล้ว ยังมีผู้คนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน เข้ามาขออุดหนุนกันจำนวนหนึ่ง

เขาจึงต้องตระเวนไปทำ “ข้อตกลง” กับรถจักรยานยนต์ในละแวกบ้าน เพื่อติดต่อขอให้เป็นสายส่ง หากมีลูกค้าสั่งมา

“การขายอาหารผ่านเฟซบุ๊กยากตรงที่ราคาค่าขนส่งสูงกว่าราคาอาหาร นอกเสียจากว่าลูกค้าสั่งจำนวนมากแล้วถึงจะมีกำไร ช่วงนี้เลยพยายามออกเมนูบุฟเฟ่ต์ ขายแกงเป็นหม้อ ให้เป็นทางเลือกกับลูกค้า ส่วนตัวเราสามารถขายได้จำนวนมากกว่าขายเป็นกล่อง” คุณโอ๋ บอกมาอย่างนั้น

ก่อนยอมรับ ช่องทางขายผ่านเฟซบุ๊กนั้น ช่วยสร้างเรื่องราว สร้างบรรยากาศ สร้างความสัมพันธ์ในครั้งแรก แต่หากจะขายทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ คงยาก ฉะนั้น จึงต้องมีช่องทางจำหน่ายอื่นเข้ามาเสริมด้วย เช่น การออกบู๊ธตามตลาดนัด หรืออีเว้นต์ต่างๆ

“หลังจากขายผ่านเฟซบุ๊ก คนเริ่มได้ชิม เริ่มรู้จัก แต่ไม่สามารถสร้างผลกำไรเป็นกอบเป็นกำได้ เพราะลูกค้าไม่ได้สั่งจำนวนมากนักเลยต้องหาช่องทางเพิ่ม ล่าสุดได้ไปเปิดบู๊ธขายที่ตลาดนัดลอยฟ้า ในตึกดีแทค ย่านจามจุรีสแควร์ เดือนละ 2 วัน” คุณโอ๋ เล่าอย่างนั้น

พร้อมเผยให้ฟังถึง “ฟีดแบ็ก” จากลูกค้า

“หลายคนชอบนะ อาจเป็นเพราะอาหารเหมาะสำหรับคนนั่งทำงานเบื่อๆ ง่วงๆ เป็นอาหารไม่เหมือนที่เจอทุกวัน อย่าง ก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่ ข้าวราดแกง ตามปกติ ของเราจะออกมาแบบรสชาติจัดจ้านไปเลย”

เกี่ยวกับวัตถุดิบ “เนื้อวัว” ที่ปัจจุบันอาจมีคนรับประทานน้อยลง คุณโอ๋ บอก แกงคั่วใบยี่หร่า สูตรดั้งเดิมใช้เนื้อวัว เพราะกลิ่นเหมาะกับเครื่องแกง แต่เพื่อมีทางเลือกให้คนไม่รับประทานเนื้อ เขาจึงพยายามดัดแปลงนำเนื้อไก่มาปรุงในแบบเดียวกัน ปรากฏรสชาติดีใช้ได้ จึงทำขึ้นมาเป็นเมนูเสริมด้วย

“อาหารของร้านยี่หร่า ทุกวันนี้มีแต่ เนื้อ ไก่ และไข่ ซึ่งหลายคนตั้งข้อสังเกต น่าจะอยู่ในหมวดอาหารฮาลาลได้ ต่อไปไม่แน่ อาหารในแบบของผมอาจไปตีตลาดในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ก็ได้หลังจากเปิด AEC แล้ว” คุณโอ๋ บอกจริงจัง

ถามไถ่ถึงอุปสรรคสำคัญของกิจการนี้ คุณโอ๋ บอก เรื่องของวัตถุดิบนับว่าน่าหนักใจ โดยเฉพาะ “ใบยี่หร่า” ซึ่งมีขายมากในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม หลังจากนั้นหาซื้อตามตลาดได้ยากมาก เลยต้องเสาะหาแหล่งปลูกที่มีผลผลิตตลอดทั้งปี ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน

“ยี่หร่า เป็นหน้าใหม่ในวงการอาหาร แต่ยินดีรับคำเสนอแนะติ-ชม ทุกเรื่องครับ” คุณโอ๋ ฝากทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ขายอาหาร

ลักษณะกิจการ ครอบครัว

ชื่อกิจการ ร้านยี่หร่า

เมนูเด่น ข้าวแกงคั่วโคขุนใบยี่หร่า ข้าวโคขุนเขียวหวานขลุกขลิก ข้าวไก่กะเพราป่า

เจ้าของกิจการ คุณอิศรา เงาศุภธน

เงินลงทุนเริ่มต้น หลักหมื่น

ราคาขายสินค้า ข้าวราดชุดละ 55-65 บาท แกงหม้อตักขายตามน้ำหนัก

ช่องทางจำหน่าย ผ่านทางเฟซบุ๊ก และออกบู๊ธตามตลาดนัดและอีเว้นต์ต่างๆ

แรงงาน 2-3 คน

ติดต่อได้ที่ (081) 692-2243 หรือ Facebook.com/yeerha

กันยายน 21, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น

ปั้นสิบ 10 ล้าน ขนมคำเล็ก ทำรายได้คำโต

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046150756&srcday=2013-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 329

อาหารสร้างอาชีพ

ปาณตะวัน pantawan@hotmail.com

ปั้นสิบ 10 ล้าน ขนมคำเล็ก ทำรายได้คำโต

บริษัท ปั้นเงินอินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด โรงงานผลิตขนมชื่อดังแห่งเมืองพัทลุง ผลิต “ปั้นสิบไส้ปลา” ใส่ตรายี่ห้อว่า “ขนมน้องหนึ่ง” ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายช่วงวิกฤต และผ่านการพัฒนาขนมมาอย่างมืออาชีพ จนสร้างยอดขายได้เดือนละ 2 ล้านบาท ใครจะเชื่อว่าขนมปั้นสิบชิ้นเล็กๆ ใส่ถุงพลาสติกเมื่อ 10 ปีก่อน ไม่มีฉลากบอกตราสินค้า อาศัยฝากเพื่อนฝูงช่วยขายพอประทังจ่ายค่าเทอมของลูก บัดนี้ กิจการขนมเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลเมืองหลวง ได้เติบโตขยายเป็นโรงงานที่มีบ่อบำบัดน้ำเสียอย่างสมบูรณ์ ขนมปั้นสิบเมืองพัทลุงกลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจ ยกฐานะขึ้นเป็นขนมประจำจังหวัดที่สร้างชื่อเสียงและนำรายได้มาสู่ภูมิภาคอย่างคาดไม่ถึง

ขนมชิ้นเล็ก ส่งลูกเรียนสำเร็จ

ชาวนาสู้ชีวิตอย่าง แม่เจือ รัตตะโน หญิงแกร่งแห่งเมืองพัทลุง ผู้ไขว่คว้าหารายได้มาส่งเสียลูก 3 คนให้เรียนหนังสือ วันหนึ่งได้ไปเรียนรู้วิธีทำ “ขนมปั้นสิบไส้ปลา” จากญาติ ด้วยความหวังอยากทำขายเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว หลังจากนั้นนำสูตรขนมปั้นสิบไส้ปลาที่ได้เรียนรู้มาลองประยุกต์อยู่หลายครั้ง กลิ่นหอมจากการทอดขนมปั้นสิบใหม่ๆ ลอยไปกระทบจมูกเพื่อนบ้าน และนำพาเพื่อนบ้านให้มาลิ้มลองรสชาติ ต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า รสชาติอย่างนี้ควรจะทำไปขาย แม่เจือถือโอกาสนี้หยิบจับขนมปั้นสิบใส่ถุงพลาสติกฝากเพื่อนบ้านไปขาย และนั่นคือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของขนมที่เกิดจากก้นครัว ซึ่งทำให้แม่เจือมีรายได้จากการขายปั้นสิบวันละ 1-2 กิโลกรัม

ปั้นสิบระบาดทั่วเมืองพัทลุง

ความหอม ความกรอบ และความอร่อยของปั้นสิบไส้ปลารายนี้ ถูกกล่าวถึงจนกระฉ่อนไปทั่วเมืองด้วยกลยุทธ์ปากต่อปาก ทำให้ยอดขายขยายออกไปเป็นโยงใย จากความสัมพันธ์ของชุมชนหนึ่งไปสู่อีกชุมชนหนึ่ง ยอดขายขยับเรตติ้งสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ลูกสาวทั้ง 3 คนก็นำปั้นสิบฝีมือแม่ไปขายให้เพื่อนเรียนและเพื่อนร่วมงานด้วยเช่นกัน เพื่อนบ้านใกล้เคียงที่เคยมาช่วยทำขนม บัดนี้กลายเป็นคนงานทอดขนมให้แม่เจือไปแล้วหลายสิบคน ขนมปั้นสิบจำนวนนับร้อยกิโลต่อวัน ถูกลำเลียงส่งไปขายตามร้านค้าต่างๆ ทั่วจังหวัดพัทลุง จนกลายเป็นของฝากประจำจังหวัดไปในที่สุด

ท้าพิสูจน์ทำขนมก็รวยได้

เส้นทางธุรกิจผลิตขนมชิ้นเล็กๆ รายนี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง “ปั้นสิบไส้ปลานางเจือ” เริ่มเป็นที่รู้จักและกระจายไปทุกภูมิภาคของประเทศ ยอดขายมากมายทำให้ภาระการผลิตและการจัดส่งสินค้ามีมากขึ้น ปัญหาต่างๆ เริ่มตามมา ด้วยวัยที่มากขึ้นทำให้แม่เจือไม่สามารถจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองอีกต่อไป กฤษฎิยา รัตตะโน ลูกสาวผู้ขันอาสาเข้ามาช่วยเต็มตัว ทายาทผู้สานต่อธุรกิจปั้นสิบไส้ปลาของแม่เจือ ตัดสินใจลาออกจากงานราชการที่ทำอยู่ในขณะนั้น (ปี 2551) ท่ามกลางความขัดเคืองใจของบิดา

“เราเป็นลูกคนเล็ก รับราชการอยู่กระทรวงการคลัง เป็นคนที่เรียกได้ว่าเงินเดือนน้อยที่สุด จึงสมควรออกมาช่วยแม่ทำธุรกิจ ภายใต้ความกดดันจากพ่อที่เห็นว่า เราเรียนมาตั้งมากมายแต่ไม่ได้ใช้ความรู้ทำงานดีๆ กลับมานั่งขายขนม ถ้าคิดจะทำแค่นี้ จบแค่ ป.6 ก็ทำได้แล้ว จุดนี้เองทำให้เราต้องการพิสูจน์ให้พ่อรู้ว่า การขายขนมถ้าทำเป็นธุรกิจให้เข้มแข็งโดยใช้สติปัญญาความสามารถแล้ว ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ดีกว่าการรับราชการเสียอีก”

ในที่สุด กฤษฎิยาก็พิสูจน์ความจริงให้ปรากฏแล้วว่า ทำขนมขายก็รวยได้ เมื่อลาออกจากราชการก็สานต่อธุรกิจปั้นสิบทอดด้วยปัญญาของตน เธอใช้ปัญญาปั้นขนม ทำให้ขนมเล่าที่มาและบอกแหล่งผลิตได้ จากนั้นสร้างความน่าเชื่อถือให้กับขนมโดยออกแบบฉลากใหม่ และเปลี่ยนชื่อแบรนด์ของขนม จาก “ปั้นสิบไส้ปลานางเจือ” เป็น ปั้นสิบทอดภายใต้แบรนด์ “ขนมน้องหนึ่ง” โดยเอาชื่อลูกสาวอีกคนของแม่เจือมาเป็นแบรนด์นำโชค จนทำให้ได้รับออร์เดอร์รายแรกจากพ่อค้าขายส่งรายใหญ่ ซึ่งสั่งซื้อขนมปั้นสิบเป็นจำนวนมากคิดเป็นเม็ดเงินเดือนละ 600,000 บาท

เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์

เปลี่ยนบุคลิกปั้นสิบทอด

กฤษฎิยาลงทุนแปลงโฉมขนมปั้นสิบอีกครั้งเพื่อเตรียมเปิดตัวในงานใหญ่ระดับชาติที่เมืองทองธานี นั่นคืองาน OTOP CITY ซึ่งเป็นงานใหญ่ประจำปีของรัฐบาล การลงทุนครั้งนี้พลิกโฉมปั้นสิบเมืองพัทลุงให้ดูโฉบเฉี่ยวด้วยบรรจุภัณฑ์ทันสมัยพร้อมสีสันสดใส มีแบรนด์ “ขนมน้องหนึ่ง” และภาพถ่ายขนมปั้นสิบโดดเด่นชัดเจน มีทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีนอยู่บนบรรจุภัณฑ์ ด้านหลังบรรจุภัณฑ์ยังบอกเล่าเรื่องราวของขนมปั้นสิบ พร้อมข้อมูลทางโภชนาการ และเครื่องหมายรับรองคุณภาพจากหลายสถาบัน การลงทุนครั้งนี้ได้ผลเกินคาดหมาย

“ผลจากการออกบู๊ธที่เมืองทอง ปรากฏว่าขายดีจนทอดกันไม่ทัน แล้วยังได้ออร์เดอร์มาเยอะมาก จนทำให้กลับมาคิดว่า อยู่นิ่งต่อไปไม่ไหวแล้ว ยอดสั่งหลายแสนบาทต่อเดือน กับพนักงานที่มีอยู่เพียงแค่ 40 คน จึงตัดสินใจกู้แบงก์ทันที 1 ล้านบาท เพื่อสร้างเป็นโรงงานทำขนมให้เป็นกิจจะลักษณะมากขึ้น”

แปลงความรู้สู่ภาคปฏิบัติในโรงงาน

ด้วยความบังเอิญ กฤษฎิยานำธุรกิจของตนเข้าไปเป็นแบบจำลองการทำแผนธุรกิจในการอบรมโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ หรือ NEC ที่มหาวิทยาลัยทักษิณ เมื่อปี 2552 ครั้งนั้นทำให้เธอได้เรียนรู้การจัดทำแผนธุรกิจ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้สมัครเข้ารับการอบรมโครงการ NEC อย่างเป็นทางการ แต่เธอได้นำความรู้ที่ได้ครั้งนั้นไปใช้อย่างเป็นทางการจนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในธุรกิจของเธออีกครั้ง

“ความรู้ที่ได้ครั้งนั้นเขาสอนว่า การจะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างมืออาชีพและแข็งแกร่ง จะต้องอาศัยการรับรองมาตรฐานทั้งในระดับประเทศและระดับนานาประเทศ เป็นต้นว่า ต้องผ่านการรับรองของ อย. ฮาลาล GMP และ HACCP เราก็เอาความรู้นั้นมาปรับปรุงการผลิต การจัดการ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้ปั้นสิบทอดน้องหนึ่งได้รับคัดเลือกให้เป็นสินค้า OTOP 5 ดาว ในปี 2552″

หลังจากได้รับ OTOP 5 ดาว ปั้นสิบไส้ปลาน้องหนึ่งโด่งดังพร้อมกับยอดออร์เดอร์เข้ามาอย่างถล่มทลาย จนภาระหนักตกอยู่ที่กองหลังซึ่งเป็นกำลังการผลิต ไม่สามารถผลิตได้ทันตามยอดออร์เดอร์ กฤษฎิยาจึงนำขนมปั้นสิบไส้ปลาน้องหนึ่ง เข้าร่วมโครงการศูนย์บ่มเพาะของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จัดการพัฒนาเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งระบบ ได้แก่ พัฒนาตราผลิตภัณฑ์ รูปแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ ระบบการจัดการ ระบบการจัดทำบัญชีที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น

NEC แผงฤทธิ์

10 ล้าน ขอกู้กลางคันหลักสูตร

“ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2554 ยอดขายเราพุ่งสูงสุด 1,200,000-1,600,000 บาท เราตัดสินใจขอกู้เงินจากธนาคารอีกครั้ง ช่วงนั้นอยู่ในระหว่างการอบรมโครงการ NEC อย่างเป็นทางการ เราจึงเริ่มต้นเขียนแผนธุรกิจนำเสนอเพื่อขอกู้เงินจำนวน 10 ล้านบาท ขณะนั้นเองเกิดเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น โรงงานของเราถูกร้องเรียนจากคนในชุมชนว่าเราทำให้มลภาวะและสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ จึงถูกสั่งปิดโรงงาน เป็นช่วงที่ต้องดิ้นสุดฤทธิ์ ถูกปิดโรงงานเก่า แต่โรงงานใหม่ก็ยังไม่ได้รับอนุมัติเงินกู้ ตัดใจวัดดวงด้วยการทุบโรงงานเก่าทิ้ง เพื่อสร้างโรงงานใหม่ ทั้งๆ ที่ธนาคารยังไม่อนุมัติ”

ต่อมาทางธนาคารปฏิเสธการอนุมัติสินเชื่อ กฤษฎิยาเดินหน้าแก้เกมธุรกิจด้วยการส่งแผนธุรกิจอีกเล่มเข้าไปหนุนกิจการ ในที่สุดก็ได้รับอนุมัติเงินกู้จำนวน 10 ล้านบาท เพื่อนำมาสร้างโรงงานใหม่ พร้อมกับปรับปรุงการบริหารจัดการทุกอย่าง จนได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งในประเทศและต่างประเทศ การหวนกลับมาครั้งนี้มาพร้อมโรงงานภายใต้ชื่อบริษัท “ปั้นเงินอินเตอร์ฟู้ดส์”

ขนมคำเล็ก

แต่สร้างรายได้คำโต

บทเรียนที่เกิดจากการร้องเรียนของชาวบ้านในครั้งก่อน ทำให้กฤษฎิยามีความระมัดระวังในการบริหารจัดการมากขึ้น มีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน มีระบบจัดการนำของเหลือมาใช้มาทำให้เกิดประโยชน์

“น้ำมันที่ใช้ทอดขนมเพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง เรานำน้ำมันนั้นไปจำหน่ายให้โรงงานไบโอดีเซล เศษปลาที่เหลือแกะก็จำหน่ายให้กับโรงงานอาหารสัตว์ น้ำล้างปลาก็ได้รับการบำบัดอย่างถูกวิธี โดยใช้เงินทุนมหาศาลในการจัดการเรื่องนี้ ซึ่งทำให้เราไม่เคยได้รับการร้องเรียนอีกเลย”

ปัจจุบัน บริษัท ปั้นเงินอินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด ทำธุรกิจผลิตขนมปั้นสิบไส้ปลาตรา “ขนมน้องหนึ่ง” มีคนงานประมาณ 100 คน มียอดขายเดือนละประมาณ 2 ล้านบาท นับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากสำหรับธุรกิจที่ทำขนมเพียงอย่างเดียว ภายในโรงงานมีการจัดวางแผนกเป็นสัดส่วน เริ่มตั้งแต่ แกะเนื้อปลา หั่นหอม ทอดเจียว ยัดไส้ ขึ้นรูปขนม ทอด และบรรจุภัณฑ์ ไม่มีเครื่องจักรสำหรับการทอด แต่เป็นการใช้รูปแบบตั้งเตาแล้วใช้คนทอดเหมือนเช่นที่เคยทำมา ในอนาคต วางแผนใช้เครื่องจักรแทนคนงานอย่างแน่นอน

ขนมปั้นสิบไส้ปลาเมืองพัทลุงรายนี้ เป็นต้นแบบของความสำเร็จของธุรกิจที่ยกระดับจากสินค้า OTOP เป็นธุรกิจ SMEs นอกจากผลิตขนมป้อนแบรนด์ของตนเองแล้ว ยังรับจ้างผลิต หรือที่เรียกว่า OEM คือรับจ้างผลิตในแบรนด์ของผู้อื่นประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ โดยผลิตภายใต้แบรนด์ขนมน้องหนึ่ง 30 เปอร์เซ็นต์ มีการปรับปรุงรูปแบบบรรจุภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย ทุกวันนี้พี่น้อง 3 คนลาออกจากงานมาช่วยกันทำธุรกิจผลิตขนมคำเล็กๆ แต่กอบโกยรายได้คำโตๆ อย่างมั่นคง

กฤษฎิยา รัตตะโน

บริษัท ปั้นเงินอินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด

ผลิตขนมปั้นสิบไส้ปลา

เลขที่ 49 หมู่ 8 ตำบลชัยบุรี อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง 93000

โทรศัพท์ (074) 840-979, (086) 344-2897, (084) 702-1674

email : chatchaya_007@hotmail.com

กันยายน 21, 2013 Posted by | เส้นทางเศรษฐี | , , , | แสดงความคิดเห็น