ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

Velayenn Bike Shop อีกหนึ่ง…มุมโปรด นักปั่น พฤษภาคม 19, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07038150357&srcday=2014-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 345


อาหารสร้างอาชีพ

Velayenn Bike Shop อีกหนึ่ง…มุมโปรด นักปั่น

“…ไม่อยากทำให้เป็นร้านจักรยานแข็งๆ ที่คนมาซื้ออะไหล่เสร็จแล้วหอบกลับบ้าน แต่ต้องการมุมที่ผู้คนสามารถมาใช้ชีวิตได้ด้วย…”

Velayenn Bike Shop – ร้านจักรยานเวลาเย็นน

คือ ศูนย์รวมอะไหล่และอุปกรณ์เสริมเกี่ยวกับจักรยานมีให้เลือกหลายหลาก โดยเฉพาะสไตล์ วินเทจและคลาสสิก นับเป็นอีกหนึ่งแหล่งที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้รักการปั่น

ร้านแห่งนี้ มีการแบ่งโซนเล็กๆ ไว้สำหรับบริการเครื่องดื่มและของว่าง โดยในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ จะมีอาหารมื้อหลัก สไตล์ “โฮมเมด” อย่าง ข้าวสตูไก่ลาวา เนื้อตุ๋นคุณแม่ ฯลฯ มาคอยบริการสำหรับลูกค้าที่นำจักรยานมาซ่อมหรือมาเลือกซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติม

ส่วนลูกค้าสัญจรไปมา แม้ไม่ใช่ “คนจักรยาน” ก็สามารถเข้ามานั่งชิลชิล จิบกาแฟ ชิมของว่างได้…ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

เริ่มจากความชอบ

โตเร็วเกินคาด

ช่วงบ่ายก่อนถึงเวลาเย็น คุณอ้น-รัฐพล ตรีรัตน์ หุ้นส่วนคนสำคัญ วัย 30 ปีเศษ กรุณาสละเวลามาพูดคุยกันด้วยบุคลิกสุภาพ เริ่มต้นด้วยการย้อนอดีตไปเมื่อราว 4 ปีก่อนหน้าว่า เคยทำงานประจำเป็นสถาปนิกอยู่พักใหญ่ รู้สึกเบื่อเลยลาออกมาทำร้านกาแฟเล็กๆ เปิดใต้ถุนคอนโดมิเนียม ย่านรัชดาภิเษก ซอย 10

กระทั่งเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ที่เป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น มีโอกาสพบกับจักรยานทรงแปลกตา ไม่มีเบรก ไม่มีเกียร์ รู้สึกสนใจ เลยศึกษาเพิ่มเติม กระทั่งทราบว่ามันคือ “จักรยานฟิกซ์เกียร์” ซึ่งเวลานั้นยังไม่แพร่หลายในไทยมากนัก

“พอเพื่อนขี่มาโชว์ ผมสนใจ เลยเล่นเป็นงานอดิเรก ลองสั่งอะไหล่มาประกอบเอง เพราะบ้านเรายังไม่มีขาย แต่ต้องสั่งหลายชิ้นถึงจะคุ้มค่าส่ง พอมีอะไหล่เหลือเลยเอาไปวางในร้านกาแฟ เผื่อขายให้ลูกค้า ควบคู่ไปกับการขายในเฟซบุ๊ก” คุณอ้น เล่าถึงจุดเริ่มของการที่ร้านกาแฟของเขามีอะไหล่จักรยานขายด้วย

แม้จุดเริ่มมาจากความชอบส่วนตัว ไม่คิดจริงจังทำถึงขั้นหันมาจับเป็นธุรกิจหลัก แต่ช่วงเวลานั้นต้องยอมรับว่า กระแสความนิยมจักรยานถึงขั้น “บูม” สุดขีด ส่งผลให้กิจการ “เวลาเย็นน” เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

จนต้องมีการขยายร้านจากใต้ถุนคอนโดฯ ไปเป็นบ้านเดี่ยวมีบริเวณภายในซอยสุขุมวิท 26 โดยดัดแปลงโรงรถให้เป็นร้านจำหน่ายจักรยานและมีการขายอาหาร-เครื่องดื่มอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จนกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น

แต่แล้วในปี 2554 เกิดเหตุน้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่ ทำให้ต้องยุติกิจการชั่วคราว

หลังเข้าสู่ภาวะปกติ จึงมองหาทำเลเปิดร้านแห่งใหม่ กระทั่งมาได้ตึกแถวอยู่ในซอยธารารมณ์ 2 สุขุมวิท 55 ซึ่งเป็นที่ตั้งร้านปัจจุบัน

“ด้วยข้อจำกัดหลายอย่างทำให้ต้องหยุดทำร้านอาหารไปก่อน ตอนนี้เหลือแค่จักรยานกับคาเฟ่ โดยในส่วนของจักรยานมีการลงลึกมากขึ้น ให้บริการเกี่ยวกับจักรยานทุกประเภท มีทั้งรับซ่อม รับสั่งประกอบ รับสั่งซื้ออะไหล่หรืออุปกรณ์เสริมต่างๆ เรามีให้เลือกหลากหลายครับ” คุณอ้น ประชาสัมพันธ์กิจการมาอย่างนั้น

มุมกาแฟเล็กๆ

ทำร้านมีชีวิต

เมื่อกิจการเปิดกว้างขึ้น ลูกค้าจึงเข้ามาหลากหลายกลุ่ม นับแต่ นักเรียน ม.ปลาย หนุ่มสาววัยทำงาน ไปกระทั่งข้าราชการเกษียณอายุ ซึ่งมาจากหลายย่านทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ถามว่าพวกเขารู้จัก “เวลาเย็นน” ได้ยังไง คุณอ้น เผย ใช้วิธีประชาสัมพันธ์ตัวเองผ่านทางเฟซบุ๊กเป็นหลัก มา 2 ปีกว่า ปรากฏมีคนเข้ามากดไลก์ให้นับหมื่นคนแล้ว นอกเหนือจากนั้นเป็นการบอกกัน ปากต่อปาก

“ไม่มีงบฯ โฆษณา เลยเข้าไปโพสต์ในเฟซบุ๊กเพราะไม่เสียค่าใช้จ่าย แค่ทำเรื่องราวของเราให้มีความน่าสนใจ ยอมรับว่าวิธีนี้ช่วยได้เยอะมาก ส่วนการบอกกันปากต่อปากของลูกค้าก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน” คุณอ้น บอกเสียงเรียบ

กระซิบถามถึงผลประกอบการสำหรับธุรกิจนี้ ผู้จัดการหนุ่ม ตอบตรงๆ เนื่องจากเป็นร้านเฉพาะกลุ่ม ไม่มีจักรยานทุกแบบสำหรับลูกค้าทุกคน ฉะนั้น ผลประกอบการไม่ดีเท่าร้านขนาดใหญ่แน่ แค่พออยู่ได้ด้วยตัวเอง สำหรับเขานับว่าน่าพอใจมากแล้ว

“เป้าหมายของร้านนี้ ไม่ได้กะจะมีกำไรมากมายตั้งแต่แรก ที่ทำเพราะอยากทำ แต่พอมาถึงวันนี้มันเลี้ยงตัวเองได้ ผมและหุ้นส่วนพยายามทำให้ความชอบกับการเป็นธุรกิจมันสมดุลกัน ไม่อยากให้ธุรกิจเป็นตัวนำจนเกินไป” คุณอ้น ตอบจริงจัง

เกี่ยวกับ “มุมกาแฟ” ที่ยังอยู่คู่กับกิจการ คุณอ้น อธิบาย เพราะเป็นแนวคิดหลักที่คิดมาตั้งแต่ต้น เนื่องจากไม่อยากทำให้เป็นร้านจักรยานแข็งๆ ที่คนมาซื้ออะไหล่เสร็จแล้วหอบกลับบ้าน แต่ต้องการมุมที่ผู้คนสามารถมาใช้ชีวิตได้ด้วย เลยมีทั้งเครื่องดื่มบริการ มีโต๊ะให้นั่ง มีนิตยสารให้อ่าน อยากทำให้เป็นสังคมเล็กๆ ไม่ซื้อไม่ว่ากัน ใครมีเวลาว่างมานั่งเล่นได้

“สำหรับอาหาร มีทุกวันศุกร์-เสาร์ เป็นเมนูเฉพาะ 2-3 อย่าง เป็นสไตล์โฮมเมด ที่เพื่อนฝูงทำมาฝากขาย” เจ้าของร้าน บอก

มั่นใจตลาด

ยังไปอีกไกล

จับธุรกิจจักรยานมาได้ 3 ปีเศษ พบอุปสรรคปัญหาอะไรบ้าง คุณอ้น บอก มีหลายเรื่องให้แก้ไข เพราะเขาไม่ใช่นักธุรกิจ จึงต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองทุกระบบ นับตั้งแต่ บัญชี การเงิน การบริหาร ฯลฯ จากนั้นค่อยแก้ปัญหาไปทีละจุด

“กิจการนี้เริ่มต้นด้วยทุนที่ไม่เยอะมาก ก็เป็นปัญหาของการทำธุรกิจเหมือนกัน เพราะทุนใหญ่ทำอะไรได้มาก ขณะที่ทุนน้อยการต่อรองยากกว่า ต้องยับยั้งชั่งใจ หลายครั้งอยากทำอะไรจึงติดขัดบ้าง แต่ไม่ใช่ปัญหาหนักใจอะไร” คุณอ้น บอกยิ้มๆ

เมื่อถามถึงความยากในการทำธุรกิจจักรยาน คุณอ้นนั่งนึกครู่หนึ่ง ก่อนให้ความเห็น ตลาดจักรยานกว้างพอสมควร การคาดเดาความต้องการของกลุ่มลูกค้าจึงค่อนข้างยาก ฉะนั้น หากคาดการณ์ได้ทันและสต๊อกของไว้พอกับความต้องการ ธุรกิจคงไปได้สวย แต่ถ้าเดาไม่ออก สต๊อกของไม่ทันคู่แข่ง กิจการนั้นคงลำบากหน่อย

คร่ำหวอดในแวดวงนักปั่นอยู่หลายปี มีคนมาขอคำแนะนำเกี่ยวกับการทำธุรกิจบ้างมั้ย คุณอ้น เล่าให้ฟัง มีหลายคนมาให้ช่วยชี้แนวทางการทำร้าน ซึ่งเขามักออกตัวก่อนว่าไม่ใช่นักธุรกิจมืออาชีพ ที่เข้ามาทำเป็นเพราะมีใจรักเป็นทุนเกินครึ่ง ก่อนตั้งคำถามกลับ มีความชอบจริงหรือเปล่า สามารถใช้ชีวิตอยู่กับจักรยานแค่ไหน

“ถ้าไม่รู้สึกว่าเข้าร้านเพื่อทำงานถือว่าผ่านแล้ว แต่ถ้าตื่นมาแล้วตัวเองบอกว่าต้องเข้าร้านอีกแล้วเหรอ อย่างนั้นไม่ดี หากมั่นใจว่ามีความชอบจริงๆ จึงค่อยเริ่มพิจารณาเรื่องเงินทุน ทำเล สินค้าที่จะขาย ไปตามลำดับ และโดยส่วนตัวเชื่อว่าภาพรวมของธุรกิจจักรยานไม่ตกลงง่ายๆ ยังไปได้อีกไกล” คุณอ้น ทิ้งท้าย อย่างนั้น

Velayenn Bike Shop – ร้านจักรยานเวลาเย็นน เปิดบริการ 12.00-21.00 น. วันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดวันจันทร์) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ เลขที่ 808/15 ซอยธารารมณ์ 2 สุขุมวิท 55 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 โทรศัพท์ (080) 900-2610 หรือ Facebook : Valayenn Bike Shop

 

ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร จัดจ้านสไตล์ไก่ต้มไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 344


อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร จัดจ้านสไตล์ไก่ต้มไทย

“จุดเด่นไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร คือ รสชาติจัดจ้านแบบไทย ใช้น้ำปลาแท้อย่างดี ไม่ใส่ซอสหรือซีอิ๊ว ฉะนั้น ตัวไก่สีจะสวย ไม่เหลือง นอกจากนั้นยังมีเครื่องเทศและส่วนผสมอื่นล้วนเป็นสูตรพิเศษของทางร้านที่ใช้มัดใจลูกค้ามายาวนาน 10 กว่าปีแล้ว”

จากเมนูของฝากที่สร้างชื่อในหลายจังหวัด มาวันนี้ “ไก่ต้มน้ำปลา” ถูกยกระดับกลายเป็นเมนูเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร แถมคนทุกเพศทุกวัยยังนิยมรับประทาน ปัจจุบัน เลยมีร้านไก่ต้มน้ำปลาผุดขึ้นมากมายหลายยี่ห้อ เฉกเช่น “ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร” ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดีมัดใจลูกค้า พร้อมสั่งสมชื่อเสียงมายาวนาน 11 ปีแล้ว

สูตรจากพี่สาว

ต่อยอดสไตล์คนรุ่นใหม่

คุณขวัญฤทัย เจนนาวิน หรือ คุณขวัญ เจ้าของร้าน เผยว่า ขายไก่ต้มน้ำปลามาตั้งแต่ปี 2546 โดยตระเวนไปตามตลาดนัดตอนเย็น เช่น ตลาดนัดยิ่งเจริญ ตลาดนัดหน้ากองทัพอากาศ จากนั้นขยับไปตลาดนัดตอนเช้า อาทิ ตลาดนัดมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ตลาดนัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลาดนัดตึกซันทาวเวอร์ ตลาดนัดศาลายา ตลาดนัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฯลฯ เริ่มแรกใช้เงินลงทุนในกิจการ 50,000 บาท ต่อมาค่อยๆ ยกระดับปรับโฉมเมนูดังกล่าว ชูจุดเด่นเรื่องคุณภาพ ปัจจุบัน กิจการไก่ต้มน้ำปลาแต่ละสัปดาห์มีเงินหมุนเวียนนับแสนบาท

สาเหตุที่คุณขวัญเลือกจำหน่ายไก่ต้มน้ำปลา เนื่องจากพี่สาวทำขายอยู่ก่อนหน้า เพียงไปนำสูตรมาและปรับเทคนิคการขาย แต่ยังคงภายใต้ชื่อ “ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร” ซึ่งเป็นชื่อของพี่สาวเธอ

คุณขวัญเริ่มจากขายไก่ต้มน้ำปลาตามตลาดนัด พร้อมออกแบบโลโก้ชื่อร้าน มีเบอร์โทรศัพท์ เพื่อนำมาติดลงบนกล่อง ลงประชาสัมพันธ์ผ่านเฟซบุ๊ก ปรากฏผลตอบรับดี มียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งลูกค้าที่สั่งซื้อเพื่อรับประทานเองในครอบครัว รวมถึงจัดเลี้ยงในองค์กร

สำหรับจุดเด่นไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร หญิงสาว บอกว่า อยู่ที่ไก่และเครื่องปรุงที่เลือกใช้ ซึ่งจะเลือกใช้ไก่เนื้อ (ไก่เลี้ยงเพื่อเชือด) ไม่ใช่ไก่ออกไข่ หรือไก่บ้าน เพราะไก่เนื้อจะมีความนุ่ม ไม่เหนียว อายุเฉลี่ยไก่ที่ใช้จะมีอายุไม่เกิน 8 สัปดาห์ น้ำหนักต่อตัวประมาณ 2 กิโลกรัม ส่วนน้ำปลาที่ใช้คือ น้ำปลาแท้หมักจากปลาหรือกากปลา ไม่ใช่น้ำปลาหมักจากเกลือเพราะรสชาติจะกระด้างและกลิ่นไม่หอม

ด้านปริมาณการต้มไก่แต่ละครั้ง เจ้าของร้าน ระบุว่า ต้มครั้งละ 16 ตัว ใช้เวลาต้มนาน 45 นาที ใช้ไก่สดไม่ใช่ไก่แช่แข็ง เพราะไก่ฟรีซเนื้อจะยุ่ยเละ เครื่องปรุงไม่ซึมเข้าเนื้อ แต่ละวันใช้ไก่เฉลี่ย 100 ตัว ถ้าช่วงเทศกาลตรุษจีนก็เพิ่มเป็นเท่าตัว ต่อเดือนใช้ไก่ราว 3,000-4,000 ตัว

จัดจ้านแบบไทย

คัดสรรแต่ของดี

เพื่อความสดใหม่ของเมนูดังกล่าว เวลาขายแต่ละครั้ง เจ้าของร้านใช้วิธีต้มไปขายไป ไม่ต้มค้างไว้ หรือต้มจากบ้าน วิธีนี้ทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าได้ไก่ที่สดใหม่ แถมยังจำหน่ายหมดเกลี้ยงทุกครั้งอีกด้วย

“กลุ่มลูกค้าที่ซื้อไก่ต้มน้ำปลาที่ตลาดนัด แบ่งได้ 3 กลุ่ม ได้แก่ วัยรุ่น วัยทำงาน และครอบครัวขนาดเล็กฐานะระดับกลางขึ้นไป ปริมาณการซื้อของคนกลุ่มนี้มักซื้อคละกันระหว่างไก่ครึ่งตัว ปีกกลาง หรือ สะโพก ซึ่งส่วนที่ขายดีที่สุดคือ ช่วงปีกกลาง ลูกค้าทานแล้วบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อย”

นอกจากไก่และเครื่องปรุงที่ถูกคัดมาอย่างพิถีพิถัน บรรจุภัณฑ์ หรือแพ็กเกจจิ้งก็ไม่น้อยหน้า หญิงสาว ระบุว่า ถาดโฟมและพลาสติกที่หุ้มตัวไก่เป็นเกรดสำหรับใส่อาหาร ไม่เป็นอันตราย แม้จะใส่อาหารร้อน สังเกตโฟมที่ดี น้ำจากอาหารจะไม่ซึมลงเนื้อโฟม แต่จะกลิ้งไป-มาบนโฟม นั่นเป็นเพราะเคลือบด้วยพาราฟิน

ด้วยความที่เมนูดังกล่าวถูกใส่ใจทุกขั้นตอน ทั้งไก่และเครื่องปรุงใช้เกรดเดียวกันกับภัตตาคาร ส่งผลถึงต้นทุนไก่สดเฉลี่ยตัวละ 150-160 บาท ปัจจุบัน ทางร้านจำหน่ายไก่ต้มน้ำปลาราคาตัวละ 240 บาท ถือว่าสมเหตุสมผล

“จุดเด่นไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร คือ รสชาติจัดจ้านแบบไทย ใช้น้ำปลาแท้อย่างดี ไม่ใส่ซอสหรือซีอิ๊ว ฉะนั้น ตัวไก่สีจะสวย ไม่เหลือง นอกจากนั้นยังมีเครื่องเทศและส่วนผสมอื่นล้วนเป็นสูตรพิเศษของทางร้านที่ใช้มัดใจลูกค้ามายาวนาน 10 กว่าปีแล้ว”

ยึดทำเลตลาดนัด

ต่อยอดไก่พร้อมปรุง

ปัจจุบัน สถานที่จัดจำหน่าย คุณขวัญยังคงยึดทำเลตลาดนัดไม่มีหน้าร้าน ทว่าก็มีลูกค้าขาประจำกลับมาซื้อซ้ำเป็นจำนวนมาก ถึงขนาดติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์

“ลูกค้าต่างก็ติดใจรสชาติ กลับมาซื้อซ้ำ ไปขายที่ตลาดไหนก็ขายหมด จนมีคนขอซื้อแฟรนไชส์ ซึ่งอนาคตอาจจะมี แต่ขอศึกษารายละเอียดให้ถี่ถ้วนก่อน เนื่องจากหัวใจสำคัญของธุรกิจอาหารคือ คุณภาพต้องสดใหม่ เจ้าของร้านต้องควบคุมคุณภาพด้วยตนเอง”

แม้ขณะนี้ยังไม่ต่อยอดธุรกิจด้วยแฟรนไชส์ แต่หนทางขยายตลาดที่ผู้ประกอบการรายนี้เลือกใช้คือ จำหน่ายไก่พร้อมปรุงสำเร็จรูปส่งตามร้านอาหาร ซึ่งไก่พร้อมปรุงสูตรนี้สามารถเลือกรับประทานทั้งแบบเข้าไมโครเวฟ และลงทอดน้ำมัน

“ดิฉันเชื่อว่าธุรกิจอาหารยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก และไก่ก็สามารถปรุงได้หลากหลายเมนู ปัจจุบัน ยอดขายทางร้านอยู่ในระดับที่น่าพอใจ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 35-40 เปอร์เซ็นต์ เงินทุนหมุนเวียนแต่ละสัปดาห์เกือบ 100,000 บาท”

ใครสนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อ คุณขวัญ เจ้าของร้านได้ที่ โทรศัพท์ (091) 101-1162

 

ต้มยำซุปเปอร์-ฮีโร่ เผ็ด อร่อย มีสไตล์ พฤษภาคม 14, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07038150257&srcday=2014-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 343


อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

ต้มยำซุปเปอร์-ฮีโร่ เผ็ด อร่อย มีสไตล์

“…มีเงินตั้งต้นเพียง 540 บาท กับรถเข็นไม่ใช้แล้วของน้าชาย ชามตราไก่ 6 ใบ ที่หยิบยืมมา และโต๊ะเก่าๆ 2 ตัว”

ต้องไปทำธุระที่จังหวัดนครสวรรค์เมื่อหลายวันก่อน ตอนเย็นๆ ออกมาเดินเล่นหน้าโรงแรมที่พักเพื่อหามื้อเย็นใส่ท้อง มองซ้าย-มองขวา อยู่นาน เจอแต่ร้านสะดวกซื้อ เลยถือโอกาสเดินสำรวจถนนรอบบริเวณ

ใช้เวลาไม่นานนัก สายตาพลันสะดุดหยุดจับจ้องไปที่บ้านไม้ชั้นเดียวหลังหนึ่งซึ่งมีป้ายโฆษณาวางเด่นเห็นสีสันฉูดฉาดแต่ไกล จนแวบแรกเข้าใจว่าเป็นโปสเตอร์หนังมนต์รักลูกทุ่ง

แต่พอขยับเข้าไปดูใกล้ๆ จึงได้คำตอบที่รอคอยอยู่…พอดี

หาที่นั่งเหมาะๆ ได้แล้ว จึงสอดส่ายสายตามองหารายการอาหาร มองดูอยู่นานอดเอ่ยปากถามไม่ได้

“เมนูมีแค่นี้เองเหรอ”

หนุ่มหน้าใส เจ้าของร้าน บุคลิกสุภาพ ยิ้มแย้มก่อนบอก

“มีแค่นี้แหละครับ…จะรับอะไรดีครับ”

เลยสั่งไปด้วยอารามหิว

“งั้นเอามาชิมทุกอย่าง”

ลงทุนหลักร้อย

มั่นใจเมนูเด็ด

ระหว่างนั่งซด “ต้มยำขาไก่ซุปเปอร์” อยู่คนเดียว สังเกตเห็นลูกค้าทยอยกันมาไม่ขาดสาย มีทั้งขี่มอเตอร์ไซค์ ขับรถเก๋ง มาแวะซื้อกลับบ้านกันคนละถุงสองถุง เรียกว่าตักกันแทบไม่ได้หยุดมือ เลยทีเดียว

ช่วงคนซาลงบ้าง เลยเข้าไปแนะนำตัวก่อนขอนัดสัมภาษณ์ความเป็นมา เจ้าของกิจการคนเดิมยิ้มกว้าง ก่อนตกปากรับคำด้วยความยินดี

“ชื่อ แอ้-ณพรรษ จุนทการ พื้นเพเป็นคนอุทัยธานี เรียนจบจากคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ครับ” เจ้าของร้าน ต้มยำซุปเปอร์-ฮีโร่ แนะนำตัวให้รู้จักกันอย่างเป็นทางการ

ก่อนเล่าต่อ ก่อนหน้านี้เคยเป็นครูพละและโค้ชฟุตบอลเยาวชน แต่เกิดปัญหาเรื่องการจ้างงาน เลยออกมามองหาอาชีพอื่น

และด้วยความที่ คุณแนน-พัชรีวรรณ เอี่ยมเนตร ภรรยามีพื้นเพเป็นคนจังหวัดนครสวรรค์ จึงชักชวนกันมาหาลู่ทางกันที่นี่

“ตอนเป็นครู ช่วงวันศุกร์จะไปขายของที่ถนนคนเดิน ทำให้มีประสบการณ์ค้าขายมาบ้าง พอว่างงาน อยากขายต้มยำ เพราะคิดว่าเป็นเมนูที่ต้องเข้าไปทานในร้านอาหารใหญ่เท่านั้น ขณะที่คนชั้นกลางถึงล่างนั้นมีจำนวนอยู่ไม่น้อย” คุณณพรรษ เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่ม

ประกอบกับตัวเขาเองมีฝีมือด้านการทำอาหารเป็นต้นทุน ก่อนหน้านี้มักต้องทำหน้าที่ “กุ๊ก” ประจำกลุ่ม และบรรดาเพื่อนออกปากชมว่ารสชาติเยี่ยมในหลายเมนู

คุณณพรรษ เล่าให้ฟังด้วยว่า ตอนตัดสินใจลงทุนเปิดขายต้มยำขาไก่ ที่ริมทางเท้าบนถนนสวรรค์วิถี มีเงินตั้งต้นเพียง 540 บาท กับรถเข็นไม่ใช้แล้วของน้าชาย ชามตราไก่ 6 ใบ ที่หยิบยืมมา และโต๊ะเก่าๆ 2 ตัว

“คุณพ่อ-คุณแม่ อยากให้รับราชการ พอออกมาค้าขายท่านเลยไม่เห็นด้วยถึงขั้นคัดค้าน แต่ผมยืนยันจะทำ ตอนนั้นยอมรับว่ามีความรู้เรื่องอาหารชนิดนี้ไม่มากนัก เลยหาหนังสือมาอ่านกับค้นคว้าทางอินเตอร์เน็ต จนมั่นใจและเปิดขายเมื่อราวกลางปีที่แล้ว” คุณณพรรษ เล่าอย่างนั้น

ชิมครั้งแรก

ต้องอร่อย

เจ้าของเรื่องราว เล่าให้ฟังต่อ ประเดิมกิจการด้วยการซื้อขาไก่มาทำ 4 กิโลกรัม กับข้าวสวย 1 หม้อ จำได้แม่นวันแรกขายได้ 18 ถุง ถุงละ 50 บาท พอวันที่ 2 ขายได้มากขึ้น จนต้องเพิ่มจำนวนขาไก่สด มาเป็น 7 กิโล 9 กิโล 12 กิโล กระทั่งสูงสุด 20 กิโลกรัม ต่อวัน

เปิดขายได้ 2 เดือนเศษ ลูกค้าเริ่มถามหาอาหารอย่างอื่น จึงลองทำต้มยำกระดูกหมูอ่อน ออกมาเป็นเมนูที่ 2 ปรากฏผลตอบรับดี ทำให้มีทุนเพิ่ม เลยมองหาทำเลใหม่ที่รองรับลูกค้าได้มากขึ้น

จังหวะนั้นเอง ได้ไปเจอบ้านไม้ชั้นเดียว ถูกปิดตายไว้ตั้งแต่น้ำท่วมเมื่อปี 2554 เลยไปติดต่อขอเช่า แต่ต้องบูรณะเองทุกอย่าง

“เงินเก็บหลายหมื่นถูกนำไปซ่อมแซมร้านเกือบทั้งหมด แต่ผมยอมลงทุน เพราะคิดว่าเลือกทำอะไรแล้วต้องทำให้ดี และถ้าเปิดหน้าร้านเป็นเรื่องเป็นราว อาจมีรายได้มากกว่าขายริมถนน” คุณณพรรษ บอก

เมื่อมีร้านรวงให้ลูกค้าได้เข้ามานั่งกันเป็นสัดส่วน คุณณพรรษจึงสบโอกาส “ปล่อยของ” ที่สะสมไว้นานกว่า 10 ปี

“เด็กๆ ไม่ค่อยมีของเล่น พอโตมาเลยชอบซื้อเก็บสะสมพวกตัวการ์ตูนที่เป็นฮีโร่ พอมีร้านเลยอยากนำของพวกนี้ออกมาโชว์ ร้านจะได้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร” หนุ่มใหญ่หัวใจเด็ก ว่ามาอย่างนั้น

นอกจากจะมีของสะสมให้ลูกค้าชมเล่นเพลินตา ภาชนะที่นำมาใช้ ล้วนผ่านการเลือกมาอย่างพิถีพิถัน เรื่องนี้มีคำอธิบายจากเจ้าของร้านว่า

“สมัยนี้เป็นโลกของโซเชียลมีเดีย มีสมาร์ตโฟนกันแทบทุกคน ไม่ว่าจะเห็นอะไรก็มักถ่ายรูปแล้วส่งต่อ และถ้าพวกเขาเห็นว่าร้านน่าสนใจ เขาต้องถ่ายรูปและช่วยกระจายข่าวต่อ สิ่งที่ผมคิดนี้คิดว่าได้ผล เปิดร้านมา 6 เดือนกว่า ยอดขายดีกว่ารถเข็น เพราะลูกค้ามาจากบอกต่อๆ กัน” คุณณพรรษ ว่าอย่างนั้น

ถึงแม้ร้านจะน่าสนใจ แต่นั่นเป็นเพียงส่วนประกอบ เพราะสิ่งสำคัญซึ่งจะทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำนั้น มันคือรสชาติของอาหารมากกว่า

“การขายอาหารเรามีโอกาสแค่ครั้งเดียว เพราะหากใครได้ลองมากินแล้ว ถ้าไม่อร่อย ต้องมีการบอกต่อไปไม่รู้อีกกี่คน ฉะนั้น รสชาติต้องโดนใจตั้งแต่มาทานครั้งแรก” เจ้าของเรื่องราว บอกถึงจุดยืน

แห่ขอสูตร

อาจขายแฟรนไชส์

ถามถึงกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบทั้งรสชาติและบรรยากาศของร้านคุณณพรรษ ลูกค้าประจำส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาววัยทำงาน ที่เหลือเป็นขาจร โดยมักซื้อกลับไปทานที่บ้าน

“ใช้ขาไก่ทำซุปเปอร์กับกระดูกหมู อย่างละ 20 กิโล ทุกวัน ส่วนปีกไก่ทอดเมนูล่าสุดใช้ 15 กิโล ก็ขายหมดทุกวันครับ” เจ้าของร้าน เล่าด้วยสีหน้าภาคภูมิ

นึกสงสัยในอนาคตคิดเพิ่มรายการอาหารในร้านหรือไม่ คุณณพรรษ บอก ตอนนี้ยังสองจิตสองใจ เพราะเสียงเรียกร้องเข้ามามาก ทำไมไม่ทำนั่นทำนี่ขายบ้าง แต่อีกใจหนึ่งคิดว่าถ้าทำออกมาแล้วยอดจำหน่ายเมนูเดิมอาจลดลงได้

“หลายคนให้ทำไข่เจียวขายเพราะเข้ากันกับอาหารเผ็ด แต่ผมว่ามันธรรมดาเกินไป และหากสามารถคงเมนูแค่นี้ไว้ได้ ร้านคงมีความแปลกไม่เหมือนใคร คือ มาทานที่นี่ อาหารมีแค่นี้ ไม่มีอย่างอื่นแล้ว ไม่เหมือนใครดี” หนุ่มเจ้าของเรื่องคนเดิม บอกก่อนยิ้มกวนๆ

ขายดิบขายดีอย่างนี้มีคนมาขอซื้อสูตรบ้างมั้ย เจ้าของเรื่องราวผู้นี้ บอก มีเข้ามานับสิบราย แต่ยังไม่เคยขายให้ใคร เพราะคิดว่ายังไม่ถึงเวลา แต่อนาคตข้างหน้า อาจคิดขยับขยายธุรกิจในลักษณะแฟรนไชส์ก็เป็นได้

เห็นธุรกิจเติบโตมาตามลำดับน่าชื่นใจ แล้วเคยเจออะไรที่ยากลำบากมาบ้าง เจ้าของร้าน “ต้มยำซุปเปอร์-ฮีโร่” ถอนหายใจเบาๆ ก่อนพรั่งพรูความรู้สึก

“คำพูดบั่นทอนความตั้งใจมักทำให้ท้อแท้ อย่างก่อนจะขาย หลายคนบอกใครจะมากินตีนไก่กันทุกวัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปมันกลับกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญ ซึ่งผมพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีคนมากินทุกวันจริงๆ”

ก่อนจากกันไป มีข้อความทิ้งท้ายไว้ให้คนรุ่นใหม่ที่อยากมีอาชีพอิสระ จากเจ้าของกิจการผู้นี้ด้วยว่า

“ถ้าคิดออกมาแล้ว ต้องลองทำ แม้ผิดหวังยังถือว่าได้ทำ ดีกว่าแค่คิดแต่ไม่เริ่มทำ เพราะคุณจะไม่มีวันรู้ว่าสามารถทำให้สำเร็จได้หรือเปล่า”

ข่าวจาก “คุณแอ้-คุณแนน” สองสามีภรรยาเจ้าของกิจการ แจ้งมาล่าสุดว่า “ต้มยำซุปเปอร์-ฮีโร่” ขายดิบขายดีจนต้องขยายห้องเพิ่มแล้ว ท่านใดอยากไปอุดหนุน ไปตามที่อยู่ เลขที่ 292/14 ถนนสวรรค์วิถี ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ 60000

สอบถามเส้นทางไป หรือวัน-เวลาเปิดร้าน ได้ที่ โทรศัพท์ (091) 025-0656

 

“เจ้าจุก” เต้าหู้นมสด เริ่มแค่ 5 พัน …ฟันเงินล้านฉลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040010257&srcday=2014-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 342


อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“เจ้าจุก” เต้าหู้นมสด เริ่มแค่ 5 พัน …ฟันเงินล้านฉลุย

ปัจจุบันสินค้าที่ผลิต คุณญาณี บอกว่า ส่งร้านเซเว่นอีเลฟเว่น 70% ซุปเปอร์มาร์เก็ตอื่นๆ 10% รับจ้างผลิต 10% และตลาดอื่นๆ อย่างเช่น โต๊ะจีน 10% ด้านยอดขายเมื่อปี 2556 มียอดขาย 45 ล้านบาท ส่วนในปี 2557 ตั้งเป้าว่าจะมียอดขายเติบโตขึ้นอยู่ที่ 10% หรือประมาณ 50 ล้านบาท

ด้วยวิธีทำธุรกิจที่ไม่ยุ่งยากของ คุณญาณี ชวานิสากุล เพียงไปรับเต้าหู้นมสด กับ เต้าฮวยฟรุตสลัดจากจังหวัดเพชรบุรี แล้วใส่ถุงมัดยางมาจำหน่ายในกรุงเทพฯ ผลปรากฏว่าคนกรุงชื่นชอบมาก ทำให้กิจการของเธอเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ถึงขนาดขอซื้อสูตรมาทำขายเอง อีกทั้งสามารถนำไปวางจำหน่ายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น 7,300 สาขาทั่วประเทศได้ นับเป็นเจ้าแรกที่นำเต้าหู้นมสดบรรจุในถ้วยปิดผนึกด้วยฟิล์มพลาสติกที่ถูกสุขอนามัย ใช้ชื่อแบรนด์สินค้าว่า “เจ้าจุก”

ปรับโฉมให้ไฉไล

ดันขนมพื้นๆ ขึ้นห้าง

คุณญาณี เท้าความก่อนจะเป็นเจ้าของธุรกิจเต้าหู้นมสดกับเต้าฮวยฟรุตสลัด แบรนด์ “เจ้าจุก” เดิมทำงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งแล้วเกิดความเบื่อ อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง วันหนึ่งมีโอกาสได้ไปลองชิมเต้าหู้นมสดที่จังหวัดเพชรบุรี รู้สึกว่าอร่อยมาก และเห็นว่าขนมชนิดนี้ยังไม่มีขายในกรุงเทพฯ เลยมั่นใจว่าขนมหวานดังกล่าวจะเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าคนกรุง เลยตัดสินใจรับมาจำหน่าย

หลังจากคุณญาณีได้ไปชิมเต้าหู้นมสดกับเต้าฮวยฟรุตสลัด จากจังหวัดเพชรบุรี แล้วรับมาจำหน่ายต่อตามงานและปั๊มน้ำมัน ราคา 10-15 บาท ผลปรากฏว่า ลูกค้าชอบมาก ทำให้สินค้าไม่พอจำหน่าย หนที่สุดหญิงสาวขอซื้อสูตรมาผลิตเอง

“ดิฉันไปรับเต้าหู้นมสดกับเต้าฮวยฟรุตสลัด จากคุณป้าท่านหนึ่งที่จังหวัดเพชรบุรี เมื่อปี 2543 ด้วยเงินลงทุน 5,000 บาท มาจำหน่ายในกรุงเทพฯ ด้วยความที่ในช่วงนั้นคนยังไม่รู้จักว่าขนมดังกล่าวเป็นยังไง เลยใช้วิธีแจกให้ชิม ผลปรากฏว่า เมื่อลูกค้าได้ลองทาน ส่วนใหญ่กลับมาซื้อซ้ำ เมื่อกิจการดีขึ้น อุปสรรคที่พบคือ สินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงตัดสินใจขอซื้อสูตรมาเพื่อนำมาผลิตเอง”

หลังจากคุณญาณีเจรจาขอซื้อสูตรเต้าหู้นมสดกับเต้าฮวยฟรุตสลัด มาทำขาย เธอมีแนวคิดขยายตลาดด้วยการนำสินค้าไปวางจำหน่ายร้านเซเว่นอีเลฟเว่น

“เมื่อปี 2549 ดิฉันไปติดต่อร้านเซเว่นอีเลฟเว่น เพื่อขอนำสินค้าไปวางจำหน่าย ทางเจ้าหน้าที่ให้ปรับกระบวนการผลิตเพื่อให้ได้มาตรฐาน อาทิ ปรับบรรจุภัณฑ์ใหม่จากเดิมใส่ถุงพลาสติกมัดหนังยาง มาเป็นใส่ถ้วยปิดสนิทเพิ่มผลไม้ลงไปเพื่อให้น่าทาน ไปขอเครื่องหมาย อย. และคิดตราสินค้าขึ้นว่า เจ้าจุก เพราะน่ารักแบบไทยๆ”

ร้านเซเว่นฯ ช่วยอุ้ม

ปี 57 ตั้งเป้าโกย 50 ล้าน

หญิงสาว ระบุต่อว่า เต้าหู้นมสดกับเต้าฮวยฟรุตสลัด ที่ผลิตขึ้นแบรนด์เจ้าจุก ถือเป็นรายแรกที่นำขนมเมนูนี้มาบรรจุในถ้วยปิดผนึกด้วยฟิล์มพลาสติกที่ถูกสุขอนามัย ทำให้ขนมหวานประเภทนี้มีระยะเวลาการบริโภคนานขึ้น เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันสินค้าที่ผลิต คุณญาณี บอกว่า ส่งร้านเซเว่นอีเลฟเว่น 70% ซุปเปอร์มาร์เก็ตอื่นๆ 10% รับจ้างผลิต 10% และตลาดอื่นๆ อย่างเช่น โต๊ะจีน 10% ด้านยอดขายเมื่อปี 2556 มียอดขาย 45 ล้านบาท ส่วนในปี 2557 ตั้งเป้าว่าจะมียอดขายเติบโตขึ้นอยู่ที่ 10% หรือประมาณ 50 ล้านบาท

ด้านโรงงานผลิต เจ้าของกิจการ กล่าวว่า มี 2 แห่ง เฉพาะผลิตให้เซเว่นอีเลฟเว่น 5,000 ถ้วย ต่อวัน รับจ้างผลิตให้เจ้าอื่นๆ ประมาณ 5,000-10,000 ถ้วย ต่อวัน ทั้งนี้บริษัทได้ทำตลาดในลักษณะของแฟรนไชส์ขึ้นด้วยใช้แบรนด์ “เจ้าจ้อย”

แฟรนไชส์ที่หญิงสาวพูดถึง รายละเอียดจะเป็นการหาผู้ที่มีความพร้อมในเรื่องของการผลิต การจัดจำหน่าย โดยจะจัดส่งวัตถุดิบประเภทของแห้งจากโรงงานหลักไปเป็นชุด สามารถปรุงเป็นเต้าฮวยได้ทันที ในขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้วที่จังหวัดอุดรธานี

นอกจากขายที่ร้านเซเว่นฯ สินค้าแบรนด์เจ้าจุกยังมีขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ส่งตามร้านอาหารญี่ปุ่น กระทั่งเปิดหน้าร้านของตัวเองชื่อ “เจ้าจุก” ที่มหาชัย และไม่ได้ขายแค่เต้าหู้นมสด เต้าฮวยฟรุตสลัด เท่านั้น ยังมีขนมหวานชนิดอื่น อาทิ ขนุนวุ้นลูกตาลนมสด เฉาก๊วยนมสด ธัญพืชนมสด รวมถึงเบเกอรี่

ยังเฟ้นหาของดีต่อเนื่อง

ช่วย SMEs และโอท็อป

สำหรับจุดเด่นของสินค้า คุณญาณี บอกว่า อยู่ที่รสชาติที่ไม่หวานจนเกินไป ได้กลิ่นหอมของน้ำเต้าหู้ เนื้อเต้าหู้จะหวาน มัน และสิ่งที่สำคัญ คือ ไม่ใส่วัตถุกันเสีย ยอมขาดทุนบ้างเมื่อสินค้าหมดอายุก่อนจำหน่ายหมด

ด้านประวัติคุณญาณี เธอจบปริญญาตรีคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาเทคโนโลยีวัสดุ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปริญญาโท หลักสูตรปิโตรเคมีและวิทยาศาสตร์พอลิเมอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สาเหตุที่เลือกเรียนด้านวิทยาศาสตร์ และมาทำงานตรงนี้ เจ้าตัวบอกว่า ได้เอาความรู้มาใช้เยอะมากในกระบวนการผลิต การควบคุมอุณหภูมิห้อง ทั้งหมดนี้ได้จากความรู้ที่เรียนมา

ใครอยากลองรสชาติ สามารถอุดหนุนได้ตามห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ หรือ ติดต่อที่โทรศัพท์ (081) 628-6163 และ (081) 830-8884

สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี ที่สนใจนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายที่เซเว่นอีเลฟเว่น สามารถติดต่อบริษัทได้หลายช่องทางคือ ทางเว็บไซต์ http://www.cpall.co.th หรือ http://www.7eleven.co.th และติดต่อผ่านทางสำนักจัดซื้อของเซเว่นอีเลฟเว่น โทรศัพท์ (02) 677-9000

 

อร่อยแบบ “เบาเบา” ปั้นแบรนด์ของว่างเพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042010257&srcday=2014-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 342


อาหารสร้างอาชีพ

อันติกา

อร่อยแบบ “เบาเบา” ปั้นแบรนด์ของว่างเพื่อสุขภาพ

“เราถามตัวเองว่า ถ้านึกถึงเมนูบนโต๊ะอาหาร ต้องการเป็นอะไร โดยไม่คิดทำอาหารจานหลักเพราะตลาดมีคนทำมากอยู่แล้ว เราอยากเป็นพระรองที่ทำให้พระเอกเด่น ซึ่งนั้นหมายความว่า อาจจะเป็น เครื่องปรุง ส่วนผสม ขนม เครื่องดื่ม”

ความฝันของมนุษย์เงินเดือน คือ การได้เดินอยู่บนหนทางอิสระ ประกอบอาชีพตามความฝัน มีโอกาสเป็นนายตัวเอง

แต่ยิ่งอยู่กับระบบการจัดการที่ถูกตีกรอบไว้นานเท่าใด ความ “กล้า” ที่จะก้าวออกมาก็ดูลดลง

ฉะนั้น จะมีสักกี่คนสามารถลงมือทำตามความฝันได้

เดินตามความฝัน

ปรุงอาหารสุขภาพ

“เส้นทางเศรษฐี” มีโอกาสเดินทางไปพูดคุยกับ 4 ผู้ประกอบการ ภ.ญ.โสภิตา ศิริรัตน์ คุณณัฐสิริกร กัลยาณสันต์ คุณสิริธร ศิริธง และ คุณเกตุพล ศิริธง ที่รวมความคิดก่อตั้ง Living Light Daily Co.,Ltd. โดยมีผลิตภัณฑ์อาหาร (ว่าง) สุขภาพ เป็นเมนูสรรค์สร้างมาเพื่อเสิร์ฟคนรักสุขภาพ

เดิมทั้ง 4 ผู้ประกอบการ ใช้ความรู้ความสามารถทำงานรับเงินเดือนมานานหลายปี แต่แล้ววันหนึ่ง เกิดความ “กล้า” ที่จะก้าวสู่เส้นทางสายอาชีพอิสระ

โดย คุณสิริธร หรือ คุณเมี่ยง เปิดบทสนทนาเล่าให้ฟังว่า “พี่ปุ๋ม (ภ.ญ.โสภิตา) กับ พี่ส้ม (คุณณัฐสิริกร) ทำงานอยู่วงการอาหารมาก่อน ส่วนเมี่ยง และพี่ตุ้น (คุณเกตุพล) ทำงานด้านการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ เรา 4 คนมีความคิดเหมือนกันคือ อยากใช้ชีวิตเบาเบา ในทุกๆ วัน ต้องการประกอบอาชีพอิสระ และเรามีความสนใจตรงกันในเรื่องของอาหาร และก็นึกถึงอาหารสุขภาพขึ้นมา”

คุณเมี่ยง อธิบายถึงคำว่า เบาเบา เปรียบเสมือนแก่นแนวคิด เป็นอัตลักษณ์ในการออกแบบแบรนด์ และครอบคลุมไปถึงส่วนต่างๆ อาทิ การออกแบบโลโก้ บรรจุภัณฑ์ การให้สีผลิตภัณฑ์ และแน่นอนว่าเมนูอาหารที่จะจัดเสิร์ฟลูกค้าก็ต้องให้ความรู้สึกเบาสบายท้อง

“เราถามตัวเองว่า ถ้านึกถึงเมนูบนโต๊ะอาหาร ต้องการเป็นอะไร โดยไม่คิดทำอาหารจานหลักเพราะตลาดมีคนทำมากอยู่แล้ว เราอยากเป็นพระรองที่ทำให้พระเอกเด่น ซึ่งนั้นหมายความว่า อาจจะเป็น เครื่องปรุง ส่วนผสม ขนม เครื่องดื่ม”

หลังสรุปผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอาหารจานรองที่ให้ความเบาสบายท้อง แต่กระนั้นในส่วนของรสชาติต้องอร่อย และแตกต่างจากท้องตลาดมี “ตอนนั้นปิ๊งอาหารสุขภาพ นึกถึงสลัด สินค้ารายการแรกของเราจึงเป็น น้ำสลัด ที่โลว์แคลอรี และต้องเป็นธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ เหมาะกับคนที่ต้องการควบคุมน้ำตาลในเลือดด้วย”

อาหารสุขภาพดี

เติมทีเด็ด “อร่อย”

คุณเมี่ยง ยังกล่าวถึงผลิตภัณฑ์รายการต่อมา ได้แก่ ขนม “ขนมโดยทั่วไปจะมีส่วนผสมของแป้ง น้ำตาล และผงปรุงรส เราจึงคิดถึงขนมที่สามารถทานได้โดยไม่กังวล ฉะนั้น ส่วนผสมต้องเป็น โฮลวีต ธัญพืช เป็นธรรมชาติ น้ำตาลที่ใช้ก็จะเลี่ยงน้ำตาลทรายขัดขาว”

ฉะนั้น ในส่วนของการคัดเลือกส่วนผสมจึงให้ความสำคัญตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ ยกตัวอย่าง น้ำตาล จะเลือกน้ำตาลมะพร้าว ซึ่งมีแหล่งปลูกที่ได้มาตรฐานอยู่ในประเทศ ให้รสชาติดีกลิ่นหอม

“ก่อตั้งบริษัทมา 2 ปีครึ่ง แต่ว่าสินค้าทำออกมาพร้อมจำหน่ายเมื่อราว 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา เพราะเราต้องใช้เวลาทดลองสูตร การเก็บรักษาด้วย ซึ่งตอนนี้สินค้ามี 3 รายการ โดยรายการล่าสุดคือ เครื่องดื่มโปรตีนถั่วเหลืองผสมฟักทองและชาเขียวมัตฉะ”

ทั้งนี้ คุณปุ๋มได้กล่าวเพิ่มเติมถึงความสำคัญในด้านรสชาติว่า “คนมักจะมองว่าอาหารสุขภาพรสไม่อร่อย แต่ถ้าถามไปถึงผู้บริโภค ความอร่อยคือสิ่งที่เขาต้องการ ฉะนั้น อาหารของเบาเบาจึงไม่หลีกเลี่ยงน้ำตาล แต่เลือกใช้น้ำตาลมะพร้าว ซึ่งในอุตสาหกรรมอาหารไม่ค่อยนำมาใช้ ทั้งๆ ที่ให้รสชาติอร่อย กลิ่นหอม ส่วนแหล่งปลูกแหล่งขายก็มีแน่นอนในประเทศของเราเอง”

การออกงานแสดงสินค้า คือ ช่องทางที่ผู้ประกอบการทั้ง 4 เลือก และมองว่าสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดี ส่วนราคาขายสินค้านั้น เริ่มต้นกับขนมชิ้นละ 35 บาท และสูงสุดในชุดกิ๊ฟต์เซตเครื่องดื่มเหมาะจะเป็นของขวัญของฝากราคา 360 บาท

“เรื่องการตลาดต้องดูว่ากลุ่มผู้บริโภคอยู่ตรงไหน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักของ เบาเบา ระดับกลางขึ้นไป ส่วนช่องทางนำสินค้าไปจัดวางจำหน่ายหลักๆ มองไว้คือ ร้านอาหารสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในกระบวนการดำเนินการติดต่อ ช่องทางที่ 2 วางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และอีกช่องทางหนึ่งคือร้านจำหน่ายสินค้าของโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งตอนนี้มีวางขายอยู่ที่โรงพยาบาลเทพธารินทร์” คุณส้ม กล่าวถึงช่องทางจัดจำหน่าย

ทั้งนี้ คุณปุ๋มยังกล่าวเสริมถึงการออกงานแสดงสินค้าว่า “เป็นช่องทางที่ดี ซึ่งเราเลือกที่จะเดินทางไปพบลูกค้าด้วยตัวเอง เพราะถือว่านี่คือโอกาสที่จะได้รับรู้ข้อมูลแท้จริง ว่าลูกค้าคิดอย่างไรต่อสินค้า ลูกค้าจะบอกว่าเขาต้องการอะไร ทำให้เกิดการปรับพัฒนา”

เรียบง่ายสบายตา

แต่ทว่ามีความเด่น

การค้าขายในยุคปัจจุบัน คงปฏิเสธไม่ได้ว่า บรรจุภัณฑ์มีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อ ฉะนั้น นักธุรกิจมากรายจึงยอมทุ่มทุนเพื่อการออกแบบหน้าตาบรรจุภัณฑ์ ให้ออกมาโดนใจผู้พบเห็น “ถ้าเดินไปในซุปเปอร์มาร์เก็ต จะเห็นว่าสินค้าแต่ละแบรนด์พยายามแข่งกันเด่นในเรื่องของสีสันบรรจุภัณฑ์ แต่ในมุมมองของเราคิดว่าขออยู่ตรงความเรียบง่าย เพราะความเรียบง่ายคือความโดดเด่น”

และนี่จึงเป็นที่มาของบรรจุภัณฑ์สีเย็นตาของสินค้า ภายใต้แบรนด์ เบาเบา ดังที่เห็น

ถามไปถึงการจับกลุ่มเป้าหมายคนรักสุขภาพว่า มีแนวโน้มเติบโตเช่นไร คุณส้ม แสดงความคิดเห็นว่า “สิ่งที่เห็นตอนนี้คือคนรักสุขภาพมีจำนวนที่มากขึ้น ฉะนั้น ตลาดจะกว้างมาก ซึ่งการดูตลาดจะทำให้รู้ว่าสินค้าที่จะทำออกมาตอบโจทย์ได้หรือไม่”

คุณปุ๋ม ยังกล่าวต่อ โดยยกตัวอย่างเครื่องดื่มที่ผลิตออกมาในรูปแบบผงพร้อมชงดื่มว่า “เราไม่ทำเครื่องดื่มแบบน้ำ เพราะมองว่าไม่ใช่ทางของเรา ไม่ใช่ตลาดที่จะลงไปเล่น ซึ่งโอกาสจะรับชัยชนะคงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการแข่งขันสูงมาก และเราก็ไม่ถนัดในการผลิตเครื่องดื่มชนิดน้ำ มันคือความยากทั้งในเรื่อง ขนส่ง การเก็บรักษา เราจึงเลือกทำในสิ่งที่ถนัด ซึ่งตลาดเครื่องดื่มร้อนยังมีช่องว่าง มีกลุ่มคนต้องการบริโภค และก็เชื่อว่าเหมาะกับคนในยุคปัจจุบันด้วย”

แม้จะเลือกทำในสิ่งถนัด แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จได้โดยง่าย เพราะแม้ตลาดมีช่องว่าง แต่ถ้าเดินไม่ตรงทางก็ยากจะถึงจุดหมาย ด้วยเหตุนี้ การเข้าไปขอรับคำปรึกษาจากหน่วยงานภาครัฐ จึงเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่จะผลักดันให้เกิดพลังขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น

ปัจจุบัน สินค้าภายใต้แบรนด์ เบาเบา ยังคงทำตลาดหลักในประเทศ แต่กระนั้น ทั้ง 4 ผู้ประกอบการก็วาดฝันและพยายามผลักดันเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ไม่เพียงเท่านั้น ยังวางแผนพัฒนาสูตรการผลิตสินค้าอื่นเพื่อตอบโจทย์ สร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคมากขึ้น

ออกจากความกลัว

ทำอะไรที่ใจรัก

ถามคำถามปิดท้าย ถึงผู้สนใจต้องการก้าวสู่เส้นทางสายอาชีพอิสระ คุณปุ๋มให้ข้อคิดเป็นคนแรกว่า “ถ้าเราหลงใหลในเรื่องอะไร อย่าปล่อยให้อยู่แค่ในใจ เพราะวันใดที่ตัดสินใจลงมือ นั่นหมายความว่าได้หลุดจากความกลัว แต่ถ้าไม่ตัดสินใจซะที โดยเฉพาะคนทำงาน เมื่ออยู่บริษัทไปนานๆ ฐานเงินเดือนเริ่มสูง อายุมากขึ้น แต่ความกล้าจะลดลง เหมือนกับตอนที่ดิฉันได้ลงมือทำ ความรู้สึกหนึ่งมันบอกตัวเองเลยว่า รู้อย่างนี้ออกมาทำตั้งนานแล้ว”

ทั้งนี้ ในส่วนคุณส้ม เล่าถึงความรู้สึกที่มีต่อการตัดสินใจก้าวออกมาจากงานประจำว่า “ตั้งแต่เด็กมีความฝันต้องการทำธุรกิจ ไม่อยากเป็นลูกจ้าง แต่แล้วก็มาเป็นลูกจ้าง และพอทำงานไปได้ระยะหนึ่ง จะเกิดอาการ ลืม ส่วนสิ่งที่เป็นความฝันก็ถูกเก็บไว้ในหลืบ เราทำงานแบบใช้พลังทุกอย่างที่มีอยู่ ทุ่มเทมันสมอง ร่างกาย แต่พอเดินๆ ไป เจอจุดสะดุด ทำให้คิดและมองย้อนกลับไปหาความฝัน

ตอนนั้นก็เหมือนคิดแล้วว่า ถ้าจะทำธุรกิจอยากทำอะไร ซึ่งสิ่งที่จะตอบได้คือ เราต้องรู้ว่าชอบอะไร ฉะนั้น เวลาทำอะไรต้องเลือกในสิ่งที่คิดว่าดี ที่ชอบ”

สำหรับคุณเมี่ยง สิ่งที่เธอฝากไว้คือ “เอสเอ็มอี พอคิดเริ่มทำอะไรสักอย่าง จะมองตลาดรอบนอก ว่าเขาทำอะไรกันแล้วดี แต่บางทีสิ่งนั้นมันอาจไม่ใช่สิ่งที่เราชอบ หรือไม่ใช่สิ่งที่ถนัด เรียกว่าไม่ใช่ตัวเรา ฉะนั้น ต้องมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง เพราะคำตอบมันอยู่ในตัวตนอยู่แล้ว นำสิ่งนั้นแหละออกมาใช้ เวลาทำงานจะได้สนุก เวลาเจอปัญหาก็แก้ไขได้ง่าย และรู้ด้วยว่าจะไปต่ออย่างไร”

ทั้งนี้ ในส่วนของคุณตุ้น ให้ข้อแนะนำไว้ดังนี้ “ไอเดียกรอบความคิดต้องชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น เพราะสิ่งนี้จะคลุมทุกอย่าง ต่อมาคือความคิดสร้างสรรค์ ถ้าเราได้กรอบชัดเจน ใส่ความคิดเข้าไปในกรอบ สิ่งที่ออกมาจะทำให้เกิดความน่าสนใจ เวลาสื่อสารกับผู้บริโภคก็จะเกิดความชัดเจน

ประเด็นที่สองคือ เราไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ อย่างเรา 4 คนก็ 4 หัว 4 ประสบการณ์ สไตล์แต่ละคนก็แตกต่างกัน แน่นอนว่าเวลาประชุมจะมีข้อถกเถียง แต่สิ่งที่ได้คือการแชร์ความคิดเห็นที่แตกต่าง มาปรับมาเลือกสรรผสมผสานจนเกิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

ไม่เพียงเท่านั้น เรายังต้องขวนขวายที่จะเดินเข้าไปขอคำแนะนำ คำปรึกษา จากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผมมองว่า เอสเอ็มอีที่กำลังจะก้าว การเข้าหาหน่วยงานที่คอยช่วยเหลือ ซึ่งมีอยู่หลายแห่ง จะช่วยให้เกิดความคิด เกิดความเข้าใจ และรู้เส้นทางเดินได้ดีขึ้น หรือถึงแม้ในกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยกันก็คือเพื่อนที่ดี ฉะนั้น อย่าเดินคนเดียว”

และนี่คือหลักการทำธุรกิจของ ผู้ประกอบการ ภายใต้แบรนด์ เบาเบา

สนใจติดต่อ เดินทางไปได้ที่ Living Light Daily Co.,Ltd. เลขที่ 682/48 ถนนพัฒนาการ 38 แขวง/เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ 10250 หรือ http://www.baubaubrand.com หรือ facebook.com/baubaubrand

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายอาหารสุขภาพ

ชื่อแบรนด์ เบาเบา

ชื่อผู้ประกอบการ ภ.ญ.โสภิตา ศิริรัตน์ คุณณัฐสิริกร กัลยาณสันต์ คุณสิริธร ศิริธง และ คุณเกตุพล ศิริธง

สินค้า น้ำสลัด ขนม เครื่องดื่ม

เงินลงทุนเริ่มต้น 7 หลัก

รูปแบบการขาย ส่ง, ปลีก

ราคาขาย 35-360 บาท

กลุ่มเป้าหมาย ระดับกลางขึ้นไป ผู้ที่รักสุขภาพ

จุดเด่น ความแปลกใหม่ของสินค้า ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ

ที่ตั้งร้าน Living Light Daily Co.,Ltd. เลขที่ 682/48 ถนนพัฒนาการ 38 แขวง/เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ 10250

เว็บไซต์ http://www.baubaubrand.com, facebook.com/baubaubrand

 

น้ำว่านฯ-นมข้าวโพด “คุณเมย์ มหาชัย” โดดเด่น โดนใจ กุมภาพันธ์ 14, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034151256&srcday=2013-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 339

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

น้ำว่านฯ-นมข้าวโพด “คุณเมย์ มหาชัย” โดดเด่น โดนใจ

“…ลองหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมาปรุงทานเองที่บ้าน ก่อนให้เพื่อนชิมด้วย ปรากฏมีแต่คนยุให้ทำขาย”

สินค้าประเภท “เครื่องดื่ม” นับวันรสชาติมีหลากหลาย…ให้เลือกไม่หวาดไม่ไหว

ใครต่อใครจึงทำออกมาขาย นับแต่รายใหญ่ระดับประเทศ ไล่เรียงไปจนถึงรายเล็ก-รายย่อย

“คุณเมย์ มหาชัย” คือ ผู้ผลิตน้ำว่านหางจระเข้ใบเตยสด น้ำนมข้าวโพดแท้ ฯลฯ มีเครื่องหมายการันตีอยู่ที่ OTOP 4 ดาว ล่าสุด พยายามคิดค้นสินค้าใหม่ในรูปแบบของ “วุ้นไข่กุ้งมะพร้าวน้ำหอม” ออกมาเอาใจชิมลาง หวังแหวกความจำเจ

แตกไลน์ขายวุ้น

แปลกไม่ซ้ำใคร

คุณสกฤตา สาลีวานิช หรือเรียกแบบกันเองว่า คุณเมย์ เจ้าของเรื่องราว วัย 43 ปี เริ่มต้นบทสนทนา บอกเป็นคนมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร โดยกำเนิด เคยทำอาชีพค้าขายอาหารทะเลมาก่อน แต่เกิดจุดพลิกผันจึงหันมาทำน้ำสมุนไพรขายแทน

“ก่อนหน้านี้สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงเป็นโรคกระเพาะ และมีคนแนะนำให้ทานน้ำว่านหางจระเข้ยี่ห้อหนึ่ง รู้สึกชอบ แต่อยากได้รสชาติที่หวานน้อยกว่านั้น เลยลองหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมาปรุงทานเองที่บ้าน ก่อนให้เพื่อนชิมด้วย ปรากฏมีแต่คนยุให้ทำขาย” คุณเมย์ ย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่ม

กระทั่งเมื่อราวปลายปี 2544 หันมาทำธุรกิจผลิตเครื่องดื่มอย่างจริงจัง เริ่มต้นจาก น้ำว่านหางจระเข้ ก่อนแตกไลน์การผลิตเป็น น้ำนมข้าวโพด และ เต้าหู้นมสด ตามลำดับ

คุณเมย์ เล่าต่อ น้ำว่านหางจระเข้ในแบบของเธอนั้น ต้มจากใบเตยสดแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่แต่งกลิ่น และไม่ใส่วัตถุกันเสีย ใครได้ชิมมักซื้อซ้ำ ช่วงแรกจากส่งขายตามร้านค้าครั้งละ 10 โหล ต่อมาไม่นานขยับขึ้นมาเป็น 30 โหล ทำอยู่ 3 ปี ผลตอบแทนดี มีกำไรเดือนหนึ่งหลายหมื่นบาท

ส่วนน้ำนมข้าวโพด ที่ปัจจุบันนับเป็น “พระเอก” ของกิจการ เพราะมีออร์เดอร์แซงน้ำว่านหางจระเข้ไปแล้วนั้น คุณเมย์ บอก เกิดจากความต้องการของลูกค้าที่ต้องการทางเลือกมากขึ้น เธอและสามีจึงช่วยกันหาคิดค้นสูตรวิธีการทำ ก่อนทดลองทำกระทั่งได้รสชาติออกมาน่าพอใจ

พอทำออกขายไม่ผิดหวัง ยอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ยอมรับว่าขั้นตอนการทำน้ำนมข้าวโพดนั้น มีรายละเอียดมากกว่าน้ำว่านหางจระเข้ กว่าจะได้แต่ละขวดจึงเหน็ดเหนื่อยพอสมควร

สำหรับวัตถุดิบในการผลิต คุณเมย์ บอก ว่านหางจระเข้ ส่วนใหญ่รับมาสดๆ จากเกษตรกรในพื้นที่ปลูกแถว อำเภอบ้านแพ้ว ส่วนข้าวโพดหวานใช้แบบดิบ รับมาจากจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และนครราชสีมา ที่สำคัญ ต้องเป็นข้าวโพดไม่แก่เกินไป เพราะจะทำให้ได้น้ำนมจำนวนมากและรสชาติดี

เป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มอยู่หลายชนิด อยู่มาวันหนึ่งจึงเกิดความคิด อยากลองผลิต “ขนมหวาน” ออกมาขายดูบ้าง แต่ถ้าจะทำออกมาขายทั้งที คงต้องมีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร

คิดได้ดังนั้นลองหันหน้าปรึกษาคนในครอบครัว ทำให้ได้ข้อสังเกตน่าสนใจ

“ลูกชายชอบวุ้นมะพร้าว แต่พอทานบ่อยๆ รู้สึกจำเจ เลยตั้งคำถามทำไมไม่มีวุ้นมะพร้าวที่แปลกกว่านี้มั้ย ได้ยินแค่นั้นเลยลองทดลองทำทันที” คุณเมย์ ย้อนจุดเริ่ม

เพราะตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่ต้น ต้องคิดค้นของแปลก-ใหม่ ยังไม่มีใครทำ คุณเมย์จึงมองหาวัตถุดิบที่ใครหลายคนคิดไม่ถึงว่าจะเข้ากันได้

“ไข่กุ้งเม็ดเล็กๆ มีรสสัมผัสกรุบๆ เป็นของคาว น้ำมะพร้าวน้ำหอมหวาน ถ้านำมาปรุงเป็นวุ้นมะพร้าวน้ำหอมใส่ไข่กุ้ง น่าจะอร่อยและแปลกดี เลยลองปรุงหาสัดส่วนที่เหมาะสม ประมาณ 3-4 ครั้ง ถึงทำออกขายเมื่อราวปลายปีที่แล้ว” คุณเมย์ เล่า

เริ่มต้นจากศูนย์

ขอแค่ตั้งใจ-ซื่อสัตย์

ถามถึงกลุ่มเป้าหมายของสินค้าใหม่ เจ้าของผลงาน บอก น่าจะเหมาะกับการนำไปฝากขายตามร้านอาหาร ร้านขายของฝาก หรือแม้แต่ในโรงพยาบาล เพราะเธอเชื่อว่าหากใครได้ลองทานรับรองจะต้องติดใจในรสชาติ

ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคู่แข่งในตลาดเครื่องดื่มที่มีอยู่หลายยี่ห้อทั้งรายเล็ก-รายใหญ่ คุณเมย์ บอก ไม่รู้สึกหนักใจในประเด็นนี้ เพราะมั่นใจในคุณภาพสินค้าในแบบของเธอ โดยเฉพาะน้ำนมข้าวโพด ไม่ได้มีแต่ข้าวโพดกับน้ำตาล แต่ยังมีวัตถุดิบอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อย่าง ฟรุกโตส นมพร่องมันเนย ทำให้รสชาติกลมกล่อมไม่เหมือนใคร

สนทนามาถึงอุปสรรคต้องเคยประสบ คุณเมย์ บอก กิจการของเธอนั้นมีขนาดเล็ก ใช้เครื่องจักรบรรจุทุ่นแรงบางส่วน ลูกน้องราว 4-5 คน แต่ไม่วายต้องเจอกับปัญหาขาดแคลนแรงงานอยู่ตลอด คนงานเข้าๆ ออกๆ เป็นประจำ ส่วนปัญหาอื่นไม่เคยหนักใจ โดยเฉพาะคำสั่งซื้อจากลูกค้ามีเข้ามาต่อเนื่องสม่ำเสมอ

เกี่ยวกับเป้าหมายทางธุรกิจ เจ้าของกิจการ บอก อยากมีร้านเล็กๆ ขายสินค้าของตัวเอง แต่ทุกวันนี้ยังมีออร์เดอร์อยู่ไม่น้อย จึงอยากรักษาฐานลูกค้าต่อไปก่อน

เมื่อถามว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ ต้องใช้ความอดทนมากน้อยแค่ไหน คุณเมย์ยิ้มน้อยๆ ก่อนเล่า เธอเริ่มต้นจากไม่รู้อะไรเลย ทุกอย่างกว่าจะออกมาล้วนแต่ต้องผ่านการลองผิดลองถูกไม่รู้กี่ครั้ง ความอดทนจึงเป็นเรื่องสำคัญ

“ธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้นั้นไม่ยาก ขอแค่มีความตั้งใจจริงๆ ซื่อสัตย์กับลูกค้า ทั้งต่อหน้าและลับหลัง แม้จะมีปัญหาเรื่องค่าแรงหรือวัตถุดิบแพง เราก็จะต้องไม่ลดคุณภาพสินค้า ลูกค้าถึงจะเชื่อมั่น” คุณเมย์ ฝากไว้อย่างนั้น

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิต-จำหน่าย ทั้งปลีกส่งเครื่องดื่มชนิดต่างๆ เช่น น้ำว่านหางจระเข้ น้ำนมข้าวโพด น้ำเต้าหู้นมสด ฯลฯ สินค้าล่าสุด วุ้นไข่กุ้งมะพร้าวน้ำหอม

ลักษณะกิจการ เจ้าของเดียว OTOP 4 ดาว

เจ้าของกิจการ คุณสกฤตา สาลีวานิช

วัตถุดิบหลัก ว่านหางจระเข้ ข้าวโพดหวาน มะพร้าวน้ำหอม ไข่กุ้ง ฯลฯ

แหล่งซื้อวัตถุดิบ ในประเทศ

เงินลงทุน เริ่มต้นหลักหมื่นบาท

แรงงานผลิต 4-5 คน

ช่องทางจำหน่าย มีหน้าร้านจำหน่ายทั้งปลีก-ส่ง รับผลิตตามออร์เดอร์ และออกงานแสดงสินค้า

ราคาขาย ขายปลีก ขวดละ 20 บาท

อุปสรรค ขาดแคลนแรงงาน

สถานที่ติดต่อ เลขที่ 237/95-96 ถนนเอกชัย (300 ห้อง) ตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร

โทรศัพท์ (081) 563-5634

อีเมล maymay1292@hotmail.com

 

“มะไฟจีนเชื่อมแห้ง” ผลิตเท่าไหร่…ไม่พอขาย

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036151256&srcday=2013-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 339

อาหารสร้างอาชีพ

สดุจตา

“มะไฟจีนเชื่อมแห้ง” ผลิตเท่าไหร่…ไม่พอขาย

“ผู้บริโภครู้จักมะไฟจีนมากขึ้น และรู้ว่าคือผลไม้สมุนไพร ให้ความชุ่มคอ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลมในกระเพาะอาหาร ฉะนั้น ความนิยมบริโภคจึงมากตามมา จากแต่ก่อนต้องเดินทางไปออกงานแสดงสินค้าเพื่อสร้างการรับรู้ กลับกลายเป็นว่าตอนนี้แทบไม่ได้ไปเลย เพราะเพียงทำตามออร์เดอร์ก็ไม่ทันแล้ว”

การแปรรูปผลมะไฟจีน อย่างกรรมวิธีเชื่อมแห้งนั้นมีมาช้านาน จนเรียกได้ว่าเป็นภูมิปัญญาของคนจังหวัดน่าน 

คุณวัฒนา ยศอาจ เล่าว่า มะไฟจีนเป็นไม้ผลที่นิยมปลูกแทบทุกบ้านในจังหวัดน่าน โดยเฉพาะที่หมู่บ้านของตน ซึ่งตั้งอยู่ ตำบลท่าน้าว อำเภอภูเพียง ซึ่งหลังจากติดดอกออกผล ก็จะเก็บเกี่ยวนำไปขายในตลาด โดยชนชาวจีนนิยมซื้อเพื่อนำไปแปรรูป เป็นมะไฟจีนเชื่อมแห้ง จำหน่ายอีกต่อหนึ่ง

ด้วยจำนวนต้นมะไฟจีนที่มีมากขึ้น ทำให้ผลผลิตมากตามไปด้วย ในขณะราคาขายผลสดถูกลง ต่อมา คุณวัฒนาจึงคิดหาทางจัดตั้ง “กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก” ขึ้นมา โดยมีมะไฟจีนเชื่อมแห้ง เป็นผลิตภัณฑ์รายการแรก และด้วยรสชาติบวกความพิถีพิถันในกระบวนการผลิต ส่งผลให้สินค้าไม่พอขาย

มะไฟจีนราคาต่ำ

ทำเชื่อมแห้ง ขาย

คุณวัฒนา เล่าย้อนถึงช่วงจัดตั้งกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก นั้นอยู่ในปี 2538 โดยมีสมาชิกเบื้องต้น 7 คน กับสินค้าผลิตเพียงรายการเดียวคือ มะไฟจีนเชื่อมแห้ง

แม้สินค้ารายการนี้จะเป็นที่คุ้นตาคุ้นลิ้นคนจังหวัดน่าน แต่กับจังหวัดอื่นนั้นดูจะเป็นสินค้าใหม่ที่แทบไม่มีใครจะรู้จัก ฉะนั้น การทำตลาดจึงต้องอาศัยความทุ่มเท

“ช่วงแรกๆ เดินทางไปออกงานเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าในทุกๆ จังหวัด ซึ่งก็ได้รับโอกาสจากหน่วยงานภาครัฐสนับสนุน ซึ่งกว่าจะทำให้สินค้าติดตลาดใช้เวลานานมาก”

ปี 2538-2540 กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก ยังคงมุ่งมั่นกับการผลิตสินค้าเพียงรายการเดียว จวบจนต่อมาเริ่มมองหาผลไม้อื่น ที่มีอยู่ในพื้นที่ เพื่อนำมาผ่านกระบวนการแปรรูป โดยขณะนี้มีทั้ง กระท้อน มะเฟือง มะขามป้อม มะละกอ เป็นต้น ซึ่งกับกระท้อนเชื่อมแห้ง นั้นถือว่ามียอดขายดีเป็นอันดับ 2 รองจากมะไฟจีนเชื่อมแห้ง

“รับซื้อผลไม้ที่มีอยู่ในพื้นที่มาแปรรูป ไม่ได้จำกัดแค่มะไฟจีนเท่านั้น เพราะปัจจุบันผลผลิตมีไม่มากนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปี 2549 เกิดน้ำท่วม ต้นมะไฟจีนซึ่งโดยธรรมชาติไม่ชอบน้ำ ตายลง ซึ่งกว่าจะใช้เวลาปลูกจนติดผลเก็บมาแปรรูปได้ต้องใช้เวลา 3-5 ปี จึงต้องมองผลไม้ชนิดอื่น เพื่อให้สมาชิกได้มีงานทำ และยังเกิดทางเลือกต่อผู้ซื้อด้วย อย่างกับกระท้อนเชื่อมแห้ง ปีที่แล้วใช้ผลสดมาผลิต 10,000 กิโลกรัม ขาย 6 เดือนหมด ฉะนั้น ในปีนี้ (2556) จึงวางแผนการผลิตไว้ที่ 30,000 กิโลกรัม”

ผลไม้ในพื้นที่

มีนำมาแปรรูป

จากแต่เดิม ผลมะไฟจีนสด ถือว่ามีราคาถูกกิโลกรัมละ 5-8 บาทเท่านั้น แต่ปัจจุบันราคาพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 35-40 บาท

“ราคาขายผลสดจะมีขึ้นมีลง อย่างถ้าช่วงไหนมีมาก ราคาขายจะไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 20 บาท แต่ในปีนี้ราคาสูงถึง 35 บาท เพราะไม่ค่อยติดผลมากนัก ด้วยอากาศแล้งจัด รับซื้อมาได้แค่ประมาณ 2 ตัน ในขณะที่ปี 2554 ได้ 15 ตัน ปี 2555 ได้ 10 ตัน ส่วนถ้าถามถึงความต้องการของตลาด ต้องบอกว่ามีเท่าไหร่ก็ขายไม่พอ ตอนนี้ปัญหาจึงอยู่ที่วัตถุดิบขาดตลาด”

ดังได้กล่าวข้างต้นว่า การเลือกสรรนำผลไม้อื่นๆ มาแปรรูป ถือเป็นวิธีสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง โดยกับกระท้อนซึ่งขณะนี้รับซื้อผลสดกิโลกรัมละ 5-6 บาท โดยใช้ส่วนเนื้อนำมาทำเป็นกระท้อนเชื่อมแห้ง ก็ถือว่าได้รับความนิยม โดยมียอดสั่งซื้อจากหลายจังหวัด

ทั้งนี้ คุณวัฒนา ยังกล่าวถึงตลาดส่งจำหน่ายว่า มีอยู่หลายแห่ง ทั้งในจังหวัดของตนเอง อาทิ ศูนย์โอท็อปจังหวัดน่านทั้ง 2 แห่ง และยังส่งไปจำหน่ายยังร้านค้าและสถานที่ต่างๆ อาทิ ท่ารถ บขส. โรมแรมเทวราช สนามบิน ศูนย์การท่องเที่ยว ร้านค้าชั้นนำของจังหวัด

นอกจากนั้น ยังมีผู้สนใจโทรศัพท์เข้ามาติดต่อสั่งซื้อตั้งแต่ภาคเหนือจรดภาคใต้ หรือแม้กระทั่งในกรุงเทพฯ “ผู้บริโภครู้จักมะไฟจีนมากขึ้น และรู้ว่าคือผลไม้สมุนไพร ให้ความชุ่มคอ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลมในกระเพาะอาหาร ฉะนั้น ความนิยมบริโภคจึงมากตามมา จากแต่ก่อนต้องเดินทางไปออกงานแสดงสินค้าเพื่อสร้างการรับรู้ กลับกลายเป็นว่าตอนนี้แทบไม่ได้ไปเลย เพราะเพียงทำตามออร์เดอร์ก็ไม่ทันแล้ว”

ผลแก่เสมอกัน

สีสันสวย น่าซื้อ

คุณวัฒนา ยังได้กล่าวถึงกระบวนการผลิตมะไฟจีนเชื่อมแห้ง ให้ฟังคร่าวๆ โดยเริ่มจากนำผลมะไฟจีนสดแก่จัด สีเหลือง มาเด็ดขั้ว และคัดขนาด เพื่อที่ว่าเวลาผ่านกระบวนการตากจะได้สีสวยและคุณภาพดีเสมอกัน จากนั้น นำมาชั่งน้ำหนัก แล้วหมักเกลือไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง ผลมะไฟจีนจะนิ่มจึงบีบเม็ดออก นำเข้าสู่กระบวนการแช่อิ่มโดยเติมน้ำตาลลงไป แช่ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำไปตากแดด ซึ่งระหว่างนั้นให้หมั่นคนกลับผลมะไฟจีนไปมา ซึ่งระยะเวลาการตากแดดจะอยู่ 5-7 วัน เมื่อแห้งได้ที่แล้วจึงบรรจุจำหน่ายต่อไป

สำหรับสนนราคาขายผลมะไฟจีนเชื่อมแห้ง กำหนดไว้กิโลกรัมละ 300 บาท แต่หากต้องการซื้อในจำนวนไม่มาก ก็มีจำหน่ายแบบบรรจุเป็นแพ็ก

“ยอดขายรวมตอนนี้เดือนละกว่า 100,000 บาท ส่วนกำไรก็ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ เพราะต้นทุนหลักจะไปอยู่ที่ค่าวัตถุดิบ และก็มีค่าแรงที่ต้องจ่ายให้สมาชิกคนละ 170 บาท ต่อวัน นอกจากนั้นยังต้องมีค่าตอบแทนในส่วนของเงินปันผลที่จะต้องจ่ายให้ทุกปี และก็โบนัสสำหรับผู้ที่เข้ามาปฏิบัติงาน ซึ่งตอนนี้ที่กลุ่มมีสมาชิกทั้งหมด 37 คน และก็จะมีช่วงปิดเทอม ที่นักเรียน นักศึกษา เข้ามาทำงาน หารายได้พิเศษกัน”

คุณวัฒนา ยังกล่าวถึง ผลมะไฟจีน เพิ่มเติมว่า “มะไฟจีนแม้จะช่อเดียวกัน แต่ว่าการสุกของผลไม่สม่ำเสมอกัน นั่นหมายความว่า ใน 1 ช่อจะมีทั้งส่วนของผลแก่ และผลสุก ซึ่งกับผลสุกเหลืองนั้น ทราบดีแล้วว่านำไปแปรรูปในกระบวนการเชื่อมแห้ง แต่ในผลที่สุกจนออกสีดำคล้ำ จะนำไปแปรรูปเป็นมะไฟจีนเม็ดบ๊วย ซึ่งก็ถือเป็นอีก 1 รายการสินค้าที่ได้รับความนิยม”

ยอดผลิตไม่พอขาย

ขยายโรงงานได้สัดส่วน

จากที่ได้เล่ามาตั้งแต่ข้างต้นถึงผู้แปรรูปมะไฟจีนเชื่อมแห้ง นั้นมีอยู่ก่อนหน้านี้ และโดยลักษณะการผลิตก็เพื่อจำหน่าย แต่ผู้ประกอบการคนขยัน ก็ว่าไม่ถือเป็นปัญหา เพราะปัจจุบันถ้าเทียบจำนวนยอดซื้อถือว่ามากกว่ากำลังการผลิต แต่กระนั้นก็ต้องให้ความสำคัญกับรสชาติ และอีกประการหนึ่งคือคัดเลือกผลสดของมะไฟจีน ต้องสีเหลืองเสมอกัน เพื่อที่ว่าเวลาผลิตออกมาจะได้สวยน่าซื้อ

จากจุดเริ่มต้นธุรกิจนี้ เป็นเพียงธุรกิจเล็กๆ ใช้พื้นที่ภายในบ้านของตัวเอง แต่มาถึงปัจจุบัน กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก จัดสร้างโรงงานเป็นสัดส่วน ส่งผลถึงสินค้าได้มาตรฐานตามไปด้วย

“ธุรกิจค่อยๆ เติบโต จากอยู่ในบ้าน ก็ขยับขยายมาสร้างโรงงานเล็กๆ แต่ในปี 2549 น้ำท่วมมิดหลังคา 3 วัน เสียหายไป 200,000 กว่าบาท ในขณะที่เราก็มองตลาดแล้วว่าสินค้ายังเดินได้ และสินค้าของกลุ่มก็ไม่ได้มีแค่มะไฟจีนรายการเดียว กอปรกับมีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงาน ก็เห็นว่าถึงเวลาปรับขยาย ซึ่งเมื่อปรึกษาสมาชิกต่างเห็นพ้อง จึงกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน มา 500,000 บาท เพื่อลงทุนสร้างโรงงาน ทำให้การทำงานตอนนี้มีระบบมากขึ้น ลูกค้าก็เชื่อมั่นไว้วางใจในผลิตภัณฑ์มากขึ้นด้วย”

กับการทำงานที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ ส่งผลให้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง เข้ามาร่วมสนับสนุนทั้งในส่วนของการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และรวมไปถึงการบริหารจัดการธุรกิจ ส่งผลให้วันนี้ กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก ยืนหยัดได้ด้วยความเข้มแข็ง

ต้องการติดต่อ กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก เดินทางไปได้ที่ เลขที่ 89 หมู่ 1 ตำบลท่าน้าว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน โทรศัพท์ (089) 759-4199

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายผลไม้แปรรูป

ลักษณะกิจการ กลุ่มโอท็อป

ชื่อกิจการ กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก

ประธานกลุ่ม คุณวัฒนา ยศอาจ

เงินลงทุน จัดสร้างโรงงาน 500,000 บาท ส่วนค่าวัตถุดิบนั้นขึ้นอยู่กับราคาจำหน่าย (ที่มีขึ้นลงไปตามฤดูกาล)

ผลิตภัณฑ์ มะไฟจีนเชื่อมแห้ง, มะไฟจีนเม็ดบ๊วย, กระท้อนเชื่อมแห้ง และสินค้าแปรรูปจากผลไม้ในพื้นที่ อาทิ มะละกอ มะขามป้อม เป็นต้น

จุดเด่นของสินค้า รสชาติดี สีสวย

กลุ่มเป้าหมาย ห้างร้าน, บุคคลทั่วไป โดยจำหน่ายทั้งปลีกและส่ง

ช่องทางเข้าถึงลูกค้า เริ่มต้นด้วยการออกงานแสดงสินค้า

แหล่งซื้อวัตถุดิบ ในพื้นที่

ราคาขายสินค้า มะไฟจีนเชื่อมแห้ง กิโลกรัมละ 300 บาท

ยอดขาย หลักแสนบาท

กำไร ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์

สมาชิก 37 คน

ที่ตั้งกิจการ “กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก” เลขที่ 89 หมู่ 1 ตำบลท่าน้าว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

โทรศัพท์ (089) 759-4199