ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

Stickhouse ไอติมแท่งไฮโซ งานศิลป์…กินได้ ตุลาคม 23, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07018150657&srcday=2014-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 351

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

Stickhouse ไอติมแท่งไฮโซ งานศิลป์…กินได้

“เงื่อนไขการร่วมธุรกิจค่อนข้างละเอียดอ่อน การติดต่อเข้ามาขายนั้นยากมาก ไม่ใช่มีทุนอย่างเดียวแล้วทำได้เลย….”

เปิดตัวมาได้พักใหญ่ สำหรับ Stickhouse ไอศกรีมสัญชาติอิตาเลียน ที่มีจุดเด่นตรงเป็นไอศกรีมเจลาโต้อัดแท่งเสียบไม้ เน้นใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ไม่ใส่สารปรุงแต่ง ประเภทสี-กลิ่น แต่อย่างใด

ใครที่ผ่านไปแถวชั้นจี โซนฟู้ดฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน คงมีโอกาสเข้าไปลองลิ้มชิมรสกันมาบ้าง

หลายคนอาจเกิดอาการ “สะดุ้ง” เล็กน้อย เมื่อทราบราคาขายต่อแท่ง

หากแต่เมื่อได้ลองลิ้มชิมรสแล้ว ก็มีหลายคนเหมือนกัน ที่บอก อร่อย…สมราคา!

ซื้อแฟรนไชส์

ไม่ง่ายอย่างคิด

ช่วงสายๆ ของวันทำงานต้นสัปดาห์ คุณพลอย-สุชญา กุลชล หุ้นส่วนสำคัญของกิจการ Stickhouse กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม บุคลิกคล่องแคล่ว เริ่มต้นแนะนำตัวว่า อายุ 30 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทด้านการตลาด จากลอนดอน ประเทศอังกฤษ ปัจจุบันช่วยบริหารงานโรงแรมในย่านเพลินจิต ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว

ส่วนกิจการ Stickhouse นี้ เกิดจากความใฝ่ฝันของตัวเธอ ที่อยากมีกิจการขายอาหารเป็นของตัวเอง

จนเมื่อราวปี 2554 มีญาติรุ่นราวคราวเดียวกัน นำโดย คุณภูมิ เรืองสินภิญญา มาชักชวนให้ลงหุ้นทำธุรกิจ

กระทั่งปลายปีนั้น ได้ไปเที่ยวกับครอบครัวที่ประเทศอิตาลี มีโอกาสออกเสาะหาของอร่อย แปลก-ใหม่ ตามสไตล์คนช่างทาน

จนผ่านไปเจอกับร้าน Stickhouse ที่ขาย “เจลาโต้” หรือไอศกรีมที่มีครีมและไขมันน้อยกว่าไอศกรีมทั่วไป

ซึ่งร้านดังว่ามีสินค้าแปลกใหม่กว่าไอศกรีมเจลาโต้ทั่วไป ตรงที่ไม่ได้ตักขายเป็นก้อนๆ แต่ขายเป็นแท่งเสียบไม้ และลูกค้าสามารถเลือกผสมรสชาติได้เอง เช่น ไอศกรีมแท่งรสวานิลลา นำไปเคลือบด้วยดาร์กช็อกโกแลต และ “ดิพ” ด้วยอัลมอนด์อีกชั้นหนึ่ง เป็นต้น

คุณพลอย เล่าต่อว่า ทั้งตัวเธอและญาติที่ไปด้วยกัน รู้สึกประทับใจในรสชาติและรูปแบบการนำเสนอสินค้าของ Stickhouse มาก จึงอยากนำเข้ามาขายในเมืองไทย แต่การติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์ของกิจการนี้ ไม่ง่ายอย่างที่คิด

“เงื่อนไขการร่วมธุรกิจค่อนข้างละเอียดอ่อน การติดต่อเข้ามาขายนั้นยากมาก ไม่ใช่มีทุนอย่างเดียวแล้วทำได้เลย เขาต้องดูว่าเราเคยทำธุรกิจอะไร มีวิธีคิดด้านการตลาดอย่างไร ทำเลเหมาะสมแค่ไหน กว่าจะสรุปลงตัวใช้เวลาอยู่เกือบปี” คุณพลอย เผยประสบการณ์

อย่างไรก็ตาม หลังจากพยายามอย่างจริงจัง ในที่สุด คุณพลอยและหุ้นส่วนอีก 5 ท่าน ก็ได้รับเลือกให้เป็น แฟรนไชซีเพียงรายเดียวในประเทศไทย

กระซิบถามถึงงบฯ ลงทุนว่าแต่ละหุ้นลงกันคนละเท่าไหร่ คุณพลอยยิ้มกว้าง ก่อนตอบสั้นๆ

“เยอะค่ะ จนบางคนอาจจะคิดว่า ทำร้านไอศกรีม ไม่น่าจะเยอะขนาดนี้”

ปรับกลยุทธ์

ตามเทศกาล

เจ้าของกิจการ เล่าให้ฟังต่อว่า ไอศกรีมของทางร้าน เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตวันต่อวัน ใช้แรงงานในครัวกลาง ราว 4-5 คน เครื่องจักร ตู้แช่ รวมถึงวัตถุดิบบางส่วน อย่าง เบสเจลาโต้ ช็อกโกแลต และถั่วทุกประเภท ล้วนนำเข้ามาจากอิตาลี ส่วนผลไม้ นมสด และครีม จะใช้ของในประเทศเพราะมีความสดใหม่กว่า

เมื่อถามถึงราคาขายต่อแท่ง เริ่มต้น 89 บาท สูงสุด 149 บาท ที่หลายคนมองว่าค่อนข้างสูง คุณพลอย อธิบาย เพราะ Stickhouse เป็นไอศกรีมโฮมเมด แบบครั้งหนึ่งทำได้ 24 แท่ง ปั่นเสร็จแล้วค่อยหยอด แปะผลไม้ลงไปทีละชิ้น ทุกขั้นตอนทำด้วยมือ ทำด้วยใจ กว่าจะได้แต่ละแบบออกมา ไม่เหมือนทำจากโรงงานที่ผลิตได้ครั้งละเป็นร้อยแท่งพันแท่ง

เกี่ยวกับคู่แข่งทางธุรกิจทั้งทางตรงทางอ้อม คุณพลอย บอก รู้สึกหนักใจบ้าง ทุกวันนี้เธอจึงต้องพยายามคิดเมนูแปลกใหม่ ออกมาให้สอดรับกับเทศกาลต่างๆ อย่าง รสเกาลัด รับตรุษจีน รสฟักทอง รับวันฮาโลวีน หรือรสข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวทุเรียน รับหน้าร้อน เป็นต้น

“เรานำเสนอความเป็นโฮมเมด ใช้วัตถุดิบและมีวิธีการผลิตดีต่อสุขภาพ สีทุกอย่างเป็นสีจากผลไม้ล้วนๆ ไม่เจือปนสีผสมอาหาร และสามารถปรับได้ตามความต้องการของลูกค้า อย่าง เขียนชื่อลงบนไอศกรีมเพื่อมอบให้คนพิเศษ เหล่านี้น่าจะเป็นจุดแข็งสำคัญของกิจการ” คุณพลอย บอกอย่างนั้น

สำรวจหน้าตาไอศกรีมเรียงรายอยู่ในตู้แช่ สะดุดตากับรสชาติธงชาติไทย เลยถามไถ่ถึงที่มา คุณพลอย เล่าว่า ช่วงเปิดร้านวันแรก มีการทำขึ้นมา 2 แบบ คือธงชาติไทยกับธงชาติอิตาลี ตั้งใจนำมาวางใกล้กัน เหมือนกับเป็นตัวแทนความร่วมมือของ 2 ชาติ

หลังจากนั้นไม่นาน มีการชุมนุมใกล้กันกับห้าง ลูกค้าเข้ามาถามหาบอกว่าอยากได้ เลยลองทำออกมาขาย ปรากฏได้ผลตอบรับดีมาก

สำหรับรสชาติของไอศกรีมดังกล่าว สีแดงทำจากสตรอเบอร์รี่ สีขาวทำจากมะพร้าวอ่อน และสีน้ำเงินทำจากดอกอัญชัน

ส่วนขั้นตอนการทำนั้น ค่อนข้างยุ่งยาก เพราะแต่ละชั้นต้องใช้เวลาประมาณ 25 นาที กว่าไอศกรีมจะแข็งตัว แล้วจึงค่อยหยอดสีต่อไป สรุปต้องใช้เวลาในการทำนานกว่า 2 ชั่วโมง

สนทนามาถึงความตั้งใจในธุรกิจ คุณพลอย บอก เร็วๆ นี้จะมี Stickhouse สาขา 2 เปิดที่ห้างสรรพสินค้า เทอร์มินัล 21 และกำลังจะขยายการบริการด้านจัดเลี้ยง โดยลูกค้าสามารถเลือกสี รสชาติ ให้เข้ากับแนวคิดของแต่ละงานได้ ส่วนการขายแฟรนไชส์ให้นักลงทุนรายอื่นนั้น อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้

……………

สนใจลองลิ้มรสชาติ Stickhouse ได้แล้วที่ ชั้นจี โซนฟู้ดฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ส่วนลูกค้าต้องการสั่งไปสำหรับจัดเลี้ยง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (085) 662-9469 หรือ Facebook/stickhouse.th

 

Bake a wish เค้กญี่ปุ่น…รุ่นบุกเบิก โตวัน โตคืน ตุลาคม 17, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 349

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

Bake a wish เค้กญี่ปุ่น…รุ่นบุกเบิก โตวัน โตคืน

“ตั้งต้นคุยกันในครอบครัว จะตามเทรนด์เค้กฝรั่งหรือเริ่มทำเค้กญี่ปุ่นกันดี พอตัดสินใจได้ เลยคิดว่าจะสู้สักตั้ง”

ย้อนไปเมื่อเกือบ 10 ปีก่อนหน้านี้ แวดวงเบเกอรี่บ้านเรา อาจไม่คุ้นเคยนักกับ “เค้กญี่ปุ่น” ที่ทำขึ้นภายใต้แนวคิดเพื่อสุขภาพ

วัตถุดิบส่วนใหญ่ต้องมาจากธรรมชาติระดับ “ออร์แกนิก” ปลอดจากสารแปลกปลอม

ส่วน เนื้อเค้กและเนื้อครีม จะ”นุ่มและเบา” กว่า เค้กฝรั่ง แต่ หวาน-หอม-อร่อย ไม่แพ้กัน

และอาจเพราะราคาของวัตถุดิบและทำจากมือ สไตล์ “โฮมเมด” ไม่ใช่เค้กจากสายพานโรงงาน

ต้นทุนการผลิตเค้กญี่ปุ่น จึงย่อมสูงกว่าเค้กในท้องตลาด ส่งผลให้ราคาขายต่อหน่วยต้องขยับขึ้นตามเป็นธรรมดา

ลูกค้าเป้าหมายของเค้กชนิดดังว่า จึงมักอยู่ระดับกลาง-บน

อย่างไรก็ตาม ในห้วงเวลาดังกล่าว มีผู้ประกอบการไทยรายหนึ่ง ซึ่งมองการณ์ไกล วิเคราะห์ตลาดในไทยไม่ช้าไม่นาน เค้กญี่ปุ่น ต้องได้รับความนิยมมากขึ้น

จึงเบนเข็ม จากคอฟฟี่ช็อปเล็กๆ หันมาทำเค้กญี่ปุ่นสไตล์โฮมเมด สูตรญี่ปุ่นแท้ ออกขาย

ปรากฏได้ผลตามคาด ใช้เวลาไม่นานกิจการไปได้สวย

ปัจจุบัน มีร้านของตัวเองถึง 7 สาขา และมีแนวโน้มจะ “โกอินเตอร์” แล้ว…เร็วๆ นี้

ปรับสูตร-คงคุณภาพ

งานยากสุด

คุณโจ-นิกันติ์ ปรัชญาศิลปวุฒิ สาวหน้าใส เจ้าของกิจการ Bake a wish : Japanese Homemade Cake (เบค อะ วิช : เจแปนนีส โฮมเมด เค้ก) เปิดร้าน 1 ใน 7 สาขา ซึ่งเปิดอยู่บริเวณชั้น 2 ในห้างหรูบนถนนรามอินทรา เป็นสถานที่พูดกัน บรรยากาศกันเอง

ก่อนย้อนความเป็นมา เริ่มต้นจากเมื่อราว 7 ปีก่อน ด้วยความที่คุณแม่ชอบทำขนม ส่วนคุณพ่อของเธอ อยากให้ลูกๆ ช่วยกันสร้างธุรกิจของครอบครัว

จึงลงทุนทำร้านเล็กๆ ใช้ชื่อ Bake a wish เปิดในละแวกบ้านย่านสุขสวัสดิ์ ขายกาแฟ-เครื่องดื่ม และขนมเค้กแบบทั่วไป

ทำอยู่เพียงไม่นาน มีเพื่อนสนิทชาวญี่ปุ่น แนะนำให้รู้จักเค้กสไตล์โฮมเมดในแบบของคนญี่ปุ่น ที่เน้นเรื่องสุขภาพของคนทานเป็นหลัก

คือ วัตถุดิบต้องสดและมีความเป็นออร์แกนิก เน้นครีม แต่เป็นครีมที่เบาและหวานน้อย

น้ำตาลใช้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ ความหวานที่เหลือมาจาก “ไวท์ช็อกโกแลต”

คุณโจ เล่าต่อ เพื่อนชาวญี่ปุ่นคนเดิม บอกด้วยว่า ถ้าสนใจทำขาย ยินดีมอบสูตรดั้งเดิมของครอบครัวให้

แต่ตัวเธอสารภาพตามตรง ตอนนั้นยังไม่ค่อยกล้า เพราะถ้าต้องใช้วัตถุดิบเหมือนกับที่ญี่ปุ่นทุกอย่าง ต้นทุนคงสูงมาก หากนำมาขายในร้านกาแฟ “โนเนม” คงเป็นเรื่องลำบากทีเดียว

“ตั้งต้นคุยกันในครอบครัว จะตามเทรนด์เค้กฝรั่งหรือเริ่มทำเค้กญี่ปุ่นกันดี พอตัดสินใจได้ เลยคิดว่าจะสู้สักตั้ง” คุณโจ บอก

จากนั้นเธอและน้องๆ จึงช่วยกันระดมสมอง ลองปรับใช้วัตถุดิบเกรดรองจากของญี่ปุ่น ก่อนทำตามสูตรที่ได้มา

โดยมีเป้าหมาย ต้องได้ความอร่อยและคุณภาพเหมือนต้นฉบับมากที่สุด

“การปรับสูตรนั้นยากมาก ทดลองทำกันนานเป็นเดือน กว่าจะลงตัวกับวัตถุดิบทดแทนซึ่งส่วนใหญ่เป็นของไทยและนิวซีแลนด์ ส่วนของญี่ปุ่น นำเข้ามาใช้เพียงอย่างเดียว คือ ผงชาเขียว” คุณโจ เผยให้ฟังอย่างนั้น

วัตถุดิบขึ้นราคา

ปัญหาหนักใจ

เมื่อได้ เค้กญี่ปุ่น ที่มั่นใจว่าคุณภาพและรสชาติ ไม่ด้อยไปกว่าต้นฉบับ แต่ราคาสามารถจับต้องได้ทั่วไป

คุณโจจึงกระจายสินค้าให้เป็นที่รู้จัก โดยการออกบู๊ธตามอีเว้นต์

และใช้วิธีให้ลูกค้า “ชิมได้ทุกตัว” ที่ขาย เพราะมั่นใจไม่ทำให้ใครผิดหวัง

กระทั่ง “เข้าตา” บรรดาออร์แกไนซ์หลายเจ้า หลั่งไหลเข้ามาติดต่อให้ไปออกงานจัดเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง

จนธุรกิจของครอบครัวรายนี้ เติบโตงอกงามขึ้น…ตามลำดับ

จากสาขาแรก-สาขาเดียวใช้เวลาอยู่ 4 ปี พอย่างเข้าปีที่ 5-6-7 ขยับขยายเปิดใหม่ทุกปี กระทั่งถึงวันนี้ มีแล้วถึง 7 สาขา

ถามไถ่ถึงการเปิดเป็นแฟรนไชส์ คุณโจ บอก ติดต่อเข้ามากันเยอะมาก หลายคนอยากนำไปเปิดทั้งต่างจังหวัดและต่างประเทศ อย่าง สิงคโปร์ ฮ่องกง แต่ด้วยความที่ครอบครัวของเธอไม่ใช่นักธุรกิจ จึงอยู่ระหว่างการศึกษาข้อดี-ข้อด้อย ของการทำแฟรนไชส์อยู่

อย่างไรก็ตาม สำหรับการขยายสาขาด้วยตัวเองในพื้นที่ต่างจังหวัดและประเทศแถบอาเซียนนั้น จะมีขึ้นเร็วๆ นี้แน่นอน

แม้เมื่อกว่า 7 ปีที่แล้ว เค้กญี่ปุ่นจะเป็น “เทรนด์” ใหม่มาก หากมาถึงปัจจุบัน ตลาดกลับคึกคัก การแข่งขันเข้มข้นไม่น้อย

เกี่ยวกับประเด็นนี้ คุณโจ บอก การมีคู่แข่งเยอะกลับเป็นผลดีกับธุรกิจ เพราะทำให้คนรู้จักเค้กญี่ปุ่น โดยไม่ต้องอธิบายกันตลอดเหมือนช่วงแรก แต่เธอก็ไม่ประมาท และพยายามควบคุมคุณภาพสินค้าให้คงที่สม่ำเสมอ

“ทุกวันนี้ ยังต้องบินไปที่ญี่ปุ่นบ่อยๆ เพื่อคอยชิมว่าเค้กเขาไปถึงไหน แล้วเราต้องปรับปรุงยังไง แต่เชื่อว่าเค้กของเราอร่อยและดีต่อสุขภาพ ไม่แพ้ใครเหมือนกันค่ะ” คุณโจ บอกยิ้มๆ แต่จริงจัง

สนทนามาถึงคำถาม การบริหารจัดการในร้านเบเกอรี่เป็นอย่างไร คุณโจ ตอบไม่ลังเล ยากมาก ปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่ต้องเจอคือ ราคาวัตถุดิบขึ้นตลอดเวลา แต่ราคาขายหน้าร้านขยับขึ้นตามไม่ได้ง่ายๆ

ใจจริงเธออยากขายของมีคุณภาพ ราคาเหมาะสม แต่วัตถุดิบมักไม่เป็นใจ ขึ้นแล้วไม่มีลง ทั้งแป้ง เนย นม ช็อกโกแลต ทั้งที่ส่วนใหญ่เป็นของในประเทศทั้งนั้น

“ตลาดเค้กมีการแข่งขันสูงมาก มาคู่กับร้านกาแฟน้อยใหญ่ ถึงอย่างนั้นตลาดก็ยังไม่เต็ม แต่คนที่จะเป็นตัวจริงได้ คงต้องแน่จริงด้วยค่ะ” คุณโจ ทิ้งท้ายอย่างนั้น

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิต-จำหน่ายเค้กญี่ปุ่น สไตล์โฮมเมด

ลักษณะกิจการ ครอบครัว

ชื่อผลิตภัณฑ์ Bake a wish : Japanese Homemade Cake (เบค อะ วิช : เจแปนนีส โฮมเมด เค้ก)

เจ้าของกิจการ คุณโจ-นิกันติ์ ปรัชญาศิลปวุฒิ

แรงงาน ประจำครัวกลางประมาณ 50 คน

วัตถุดิบ ใช้วัตถุดิบออร์แกนิก ไม่ใช้วัตถุกันเสีย

ราคาขาย 60-105 บาท

ปัญหาอุปสรรค ราคาวัตถุดิบสูงขึ้นตลอดเวลา

ช่องทางจัดจำหน่าย มีร้านสาขา 7 แห่ง และออกบู๊ธตามอีเว้นต์ต่างๆ

สถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ เลขที่ 116 ซอยสุขสวัสดิ์ 26 แขวงบางมด เขตจอมทอง กรุงเทพฯ 10150

โทรศัพท์ (02) 427-3120, (089) 776-6254

อีเมล bakeawish@hotmail.com

เว็บไซต์ http://bakeawish-japanesecake.com/ Facebook//bake a wish Japanese homemade cake

 

บ้านกุดจิก ต้นตำรับ “หมี่โคราช” เปิดสูตรทำมือแบบโบราณ ตุลาคม 10, 2014

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 348

อาหารสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

บ้านกุดจิก ต้นตำรับ “หมี่โคราช” เปิดสูตรทำมือแบบโบราณ

ในบรรดางานซีเอสอาร์ของธนาคารกรุงไทยนั้น ต้องยอมรับว่าโครงการ “กรุงไทย ต้นกล้าสีขาว” เป็นโครงการที่ชุมชนได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการประกาศผลการประกวดในโครงการดังกล่าว ประจำปี 2556 ซึ่งก็เป็นไปตามความคาดหมาย นั่นคือ “ทีมหลานย่าพากินหมี่” ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) คว้ารางวัลชนะเลิศ จากโครงการ “หมี่แห่งชีวิต พลิกฟื้นบ้านกุดจิกให้ยั่งยืน” ส่วนรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ “ทีมนนทรีปันฝัน” มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร จากโครงการ “ไม้จิ้มฟันสมุนไพร สืบสานภูมิปัญญาชาวบ้าน สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง”

ขณะที่ทีม Volunteer Center จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จากโครงการสร้างห้องสมุดสีน้ำตาล โดย คุณวรวิทย์ จำปีรัตน์ ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงไทย เป็นผู้มอบรางวัลให้กับ 3 ทีมดังกล่าว

ในปี 2556 มีผลงานที่น่าสนใจเข้าร่วมประกวด 412 ผลงาน จาก 55 สถาบันทั่วประเทศ และผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายได้ 23 ทีม และที่ผ่านมา มีนักศึกษาเข้าร่วมในโครงการแล้วมากกว่า 15,000 คน

ทำกันมาร้อยกว่าปีแล้ว

พูดถึงทีมหลานย่าพากินหมี่ ของ มทส. นอกจากจะคว้ารางวัลชนะเลิศไปครองแล้ว ทีมนี้ยังกวาดมาอีก 2 รางวัล นั่นคือ รางวัลดีเด่นระดับภาค และรางวัลบู๊ธดีเด่น รองชนะเลิศอันดับ 1 เช่นเดียวกับทีมนนทรีปันฝันที่คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 มาแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นก็ได้รับรางวัลชนะเลิศโปสเตอร์ดีเด่นและรางวัลบู๊ธดีเด่น รองชนะเลิศอันดับ 2

นางสาวธิติพร พรมคำ หัวหน้าทีมหลานย่าพากินหมี่ เล่าให้ฟังถึงโครงการหมี่แห่งชีวิต พลิกฟื้นบ้านกุดจิกให้ยั่งยืนว่า มีจุดประสงค์อยากให้ชุมชนบ้านกุดจิก อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ที่มีการทำหมี่ด้วยมือแบบโบราณได้ทำมือต่อไป เพราะชุมชนนี้เป็นต้นกำเนิดของหมี่โคราชจริงๆ แต่เลิกทำมานานแล้ว ซึ่งหลังจากที่เข้าไปเผยแพร่และอนุรักษ์ นอกจากจะทำให้ชุมชนรวมกลุ่มกันทำเป็นอาชีพจนมีรายได้แล้ว ชาวชุมชนบ้านกุดจิกยังเกิดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทำหมี่ด้วยมือแบบโบราณ ซึ่งทำกันมาร้อยกว่าปีแล้ว

นางสาวภัทรานิษฐ์ นิลเสถียร สมาชิกอีกคนของทีมหลานย่าพากินหมี่ เสริมว่า ได้นำสิ่งต่างๆ ที่ได้เรียนในห้องเรียนมาประยุกต์ใช้ในชุมชน โดยได้ไปช่วยเหลือชุมชนบ้านกุดจิกทำให้ชุมชนมีชีวิตที่ดีขึ้น จากเดิมชุมชนนี้เลิกการผลิตหมี่กันไปนานแล้ว เพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ขณะที่ราคาหมี่เท่าเดิม

“พวกเราเข้าช่วยในการผลิตให้มีคุณภาพมากกว่าเดิม คือไปปรับปรุงกระบวนการผลิตตั้งแต่เริ่มถูหมี่เป็นแผ่นแล้วเอาแผ่นหมี่ไปตาก จากเดิมตากกลางแจ้งจะเจอฝุ่นเจอควัน เลยไปสร้างโรงเรือน ควบคุมสุขอนามัยของชุมชนให้สวมถุงมือ ผ้ากันเปื้อน หมวกคลุมผม ชั่งน้ำหนักเส้นหมี่ให้มีมาตรฐาน ออกแบบแพ็กเกจจิ้ง เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ทำให้สามารถขายได้ราคา ที่สำคัญ ได้ไปสร้างสตอรี่ให้หมี่โคราช ซึ่งหมี่บ้านกุดจิกมีอายุกว่า 100 ปีแล้ว แม่ๆ ที่อายุมากกว่า 60 ปี ทำกันมา 3 รุ่นแล้ว รุ่นล่าสุดเป็นรุ่นที่ 3″

ช่วงเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ทีมหลานย่าพากินหมี่ ได้มีส่วนในการอนุรักษ์ สืบสาน และเผยแพร่หมี่บ้านกุดจิก โดยเข้าไปช่วยปรับปรุงการผลิตหมี่ให้ถูกสุขลักษณะและได้มาตรฐาน พร้อมทั้งสร้างแบรนด์ “ปั้นหมี่” และทำแพ็กเกจจิ้ง รวมถึงการสร้างช่องทางการตลาด ทั้งการเผยแพร่ในเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ และทำเป็นศูนย์การเรียนรู้ “หมี่โคราช”

อาจารย์รัชฎาพร วิสุทธากร อาจารย์ มทส. อาจารย์ที่ปรึกษาทีมหลานย่าพากินหมี่ พูดถึงรางวัลที่ได้รับว่า “คงเป็นเพราะทีมหลานย่าฯ มีครบทุกองค์ประกอบและมีโครงการย่อยเยอะ ซึ่งที่ผ่านมาเด็กๆ ทุ่มเทและเหนื่อยกันมากทั้งงานเขียนรายงานและการพรีเซ้นต์ สาเหตุที่มาทำเรื่องหมี่โคราช เพราะเป็นหมี่ที่คนรู้จักกันดี แต่เชื่อว่าหลายคนคงไม่รู้ว่าต้นกำเนิดอยู่ที่บ้านกุดจิก ตำบลกุดจิก อำเภอสูงเนิน ลูกหลานคนบ้านกุดจิกเองก็ยังไม่รู้ ทางนายกเทศมนตรีตำบลกุดจิกจึงอยากให้มีการอนุรักษ์การทำหมี่ด้วยมือแบบโบราณเอาไว้”

ขายผ่านออนไลน์

อาจารย์รัชฎาพร เล่าว่า การทำหมี่ของชุมชนบ้านกุดจิกเพราะที่นั่นปลูกข้าวและมีการถนอมอาหารด้วยการทำหมี่ ซึ่งในอดีตแทบทุกบ้านจะทำหมี่ไว้กินเอง แต่ตอนนี้เหลืออยู่บ้านเดียวที่เหลืออุปกรณ์ทำหมี่อยู่ สาเหตุที่ไม่ได้ทำขายเพราะไม่มีตลาด และไม่สามารถแข่งขันได้กับหมี่ที่ผลิตจากโรงงาน ปัจจุบัน ทางเทศบาลตำบลกุดจิก ชุมชนและทาง มทส. ได้ร่วมกันปรับปรุงอาคารร้างทำเป็นโรงเรือนถาวรในการผลิตหมี่ โดยจะทำในวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์ มีแม่ๆ 3 คนที่เคยทำหมี่มาช่วยกันทำร่วมกับนักศึกษา มีทั้งหมี่สดและหมี่แห้ง ซึ่งในส่วนหมี่สดนั้นได้นำมาทำยำหมี่สดด้วย ปรากฏว่าคนในชุมชนต่างซื้อกันใหญ่เพราะเคยกินกันมาในสมัยเด็กๆ แต่ตอนนี้หาซื้อที่ไหนไม่ได้แล้ว ขายถุงละ 30-50 บาท

“หมี่ทำจากโรงงานเส้นจะยาวและผสมแป้งมันเข้าไปด้วย แต่หมี่ชาวบ้านเป็นแป้งที่ทำจากข้าวล้วนๆ เส้นจะไม่ยาวและเส้นไม่เสมอกัน เก็บได้ไม่นาน แต่รสชาติอร่อยเหนียวนุ่มกว่าเส้นหมี่จากโรงงาน” อาจารย์รัชฎาพร กล่าวและว่า มีการตั้งชื่อแบรนด์ว่า “ปั้นหมี่” เดิมอยากจะตั้งชื่อว่า “หมี่กุดจิก” แต่ไม่สามารถตั้งได้เพราะเป็นชื่อทางภูมิศาสตร์ ที่ผ่านมานอกจากเด็กๆ จะไปช่วยปรับปรุงเรื่องขั้นตอนการผลิตแล้วยังได้ช่วยขายทางออนไลน์ด้วย โดยขาย 3 ถุง ราคา 100 บาท

สนใจอยากเรียนรู้การทำหมี่ด้วยมือแบบโบราณของบ้านกุดจิก ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ (089) 844-6682 หรือเข้าไปดูที่ http://www.kutchikmeekorat.com หรือที่ http://www.facebook.com/meekorat

ไก่ย่างโคราชคอเลสเตอรอลต่ำ

นอกจากอาจารย์รัชฎาพรจะเป็นที่ปรึกษาทีมหลานย่าพากินหมี่แล้ว ยังเป็นที่ปรึกษาของทีมกล้าติดปีก ของนักศึกษา มทส. ซึ่งได้รางวัลดีเด่นระดับภาคไป ทีมนี้ทำโครงการ “ไก่เนื้อโคราช คืนอิสรภาพเกษตรกรบ้านซับตะเคียน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างตราสินค้า การเลือกช่องทางการจัดจำหน่ายที่เหมาะสมกับผู้บริโภค รวมถึงการสร้างความรับรู้ของไก่ย่างสู่ผู้บริโภค และเพื่อให้เกิดความร่วมมือกันของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่เนื้อโคราชบ้านซับตะเคียน เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

อาจารย์รัชฎาพร บอกว่า ไก่เนื้อโคราชนี้เป็นไก่ประจำจังหวัดนครราชสีมา ซึ่ง มทส. เป็นผู้ผลิตลูกไก่ ที่ผ่านมายังไม่มีการทำตลาดอย่างจริงจัง ทั้งที่มาเป็นไก่ย่างแล้วรสชาติดีมาก

ว่าไปแล้วแม้โครงการนี้จะไม่ได้รับรางวัลชนะเลิศ แต่ก็มีเรื่องราวที่น่าสนใจและเป็นช่องทางหนึ่งสำหรับผู้คนที่มองหาโปรดักต์ใหม่ๆ โดยเฉพาะการนำไก่เนื้อโคราชมาทำเป็นไก่ย่าง ซึ่งไก่ชนิดนี้เป็นงานวิจัยของ มทส. ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นการผสมพันธุ์ระหว่างไก่บ้านกับไก่พันธุ์ จนได้ไก่เนื้อพันธุ์โคราชที่เลี้ยงง่ายและโตวัย เหมาะทำไก่ย่าง เพราะย่างแล้วเนื้อจะเหลืองสวย ที่สำคัญ ไขมันต่ำ คอเลสเตอรอลต่ำกว่าไก่ทั่วไปถึง 3 เท่า

ทั้งนี้ นักศึกษาในทีมกล้าติดปีกได้ไปช่วย คุณณัฐวุฒิ อิ่มจันทึก เกษตรกรบ้านซับตะเคียน ในการนำไก่ย่างซับตะเคียนมาทำตลาด ซึ่งก็มีเสียงตอบรับดี เนื่องจากสูตรการหมักนั้นเป็นสูตรสมุนไพร แต่จะหมักพอประมาณเพื่อไม่ให้รสชาติของไก่ถูกกลบ ซึ่งจะแตกต่างจากการหมักของไก่ย่างทั่วไป นอกจากนี้ ยังย่างในเตาไร้ควัน ซึ่งเป็นเตาที่อาจารย์ของ มทส. คิดค้นขึ้นมาเอง และหลังจากนำออกขายได้สักพักก็มีผู้สนใจต้องการจะซื้อแฟรนไชส์

อย่างไรก็ตาม ไก่เนื้อพันธุ์โคราชเมื่อนำมาย่างแล้ว ราคาจะแพงกว่าไก่ย่างห้าดาว โดยจะขายตัวละ 170-180 บาท ในขณะที่ไก่ย่างห้าดาวขายตัวละ 130 บาท เนื่องจากมีต้นทุนสูงกว่า

กว่าจะมาเป็นไม้จิ้มฟันตะไคร้

สำหรับ “ไม้จิ้มฟันสมุนไพร สืบสานภูมิปัญญาชาวบ้าน สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง” ของ “ทีมนนทรีปันฝัน” ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 นั้น นางสาวกฤติมา ผาติวรภัทร หัวหน้าทีม เล่าว่า เดิมนั้นชุมชนบ้านตาลเนิ้ง อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ที่มีอาชีพทำนาเป็นหลัก และมีการตั้งกลุ่มอาชีพทำลูกประคบสมุนไพรและทำไม้จิ้มฟันสมุนไพรจากตะไคร้ เมื่อทางทีมเข้าไปสำรวจ พบว่า ไม้จิ้มฟันดังกล่าวไม่เป็นที่นิยมของตลาด และผลิตภัณฑ์ไม่มีมาตรฐาน

“พวกเราจึงเข้าไปทำการปรับปรุงแพ็กเกจจิ้งและขนาดให้เป็นมาตรฐานมากขึ้น พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย ขายในเฟซบุ๊กและจัดทำบล็อก เพื่อกระจายความรู้”

ในการทำไม้จิ้มฟันสมุนไพรจากตะไคร้นั้น จะต้องใช้ก้านตะไคร้ที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป ก้านจะได้แข็ง เริ่มจากการใช้อุปกรณ์รูดใบตะไคร้ออกจากก้าน เพื่อใช้ก้านอย่างเดียว แล้วนำก้านไปตากแดดให้แห้ง นำมาตัดให้ได้ขนาด นำเข้าเตาอบฆ่าเชื้อ พอผ่านการอบแล้วก้านตะไคร้จะมีขนาดที่แข็งขึ้นและมีกลิ่นหอม จากนั้นบรรจุถุงซิปล็อกและนำใส่กล่องบรรจุภัณฑ์ ถือเป็นไม้จิ้มฟันก้านตะไคร้เจ้าแรกเจ้าเดียวในประเทศไทย ซึ่งทางกลุ่มอาชีพชุมชนบ้านตาลเนิ้งกำลังจะขอจดอนุสิทธิบัตรขั้นตอนการทำไม้จิ้มฟันนี้

เมื่อบรรจุใส่กล่องเรียบร้อย จะขายกล่องละ 20 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับไม้จิ้มฟันที่ทำจากไม้ไผ่ ราคาจะถูกกว่าเล็กน้อย โดยตอนนี้ขายในเฟซบุ๊กและทางกลุ่มอาชีพจะออกขายตามสถานที่ต่างๆ อย่างเช่นในงานโอท็อปที่เมืองทองธานี (สนใจ โทรศัพท์ (089) 499-6716)

ทั้ง 3 โปรดักต์นี้น่าสนใจทีเดียว ที่สำคัญ เป็นสินค้ามีคุณภาพ แต่การตลาดยังไม่กว้างขวาง ฉะนั้น ใครสนใจทำธุรกิจนำสินค้าเหล่านี้ไปต่อยอดหรือไปเปิดตลาดใหม่ๆ เชื่อว่าเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถทำเงินได้ไม่ยาก

ทำหมี่ด้วยมือ

1. เริ่มตั้งแต่การนำข้าวเปลือกข้าวเจ้ามาสีด้วยเครื่องสีข้าวโบราณ 2. นำข้าวสารที่ได้จากการสีมาตำด้วยครกกระเดื่องเพื่อทำให้เป็นข้าวสาร เรียกว่าการซ้อมข้าว 3. นำปลายข้าวที่แตกหักมาโม่ทำเป็นแป้งด้วยเครื่องโม่หิน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการทำหมี่ แล้วนำแป้งข้าวเจ้าผสมน้ำให้ข้นพอดี 4. เตรียมเตาดินแบบโบราณ ซึ่งทำมาจากดินเหนียว (ดินนา) ผสมกับแกลบข้าว ด้านใต้เป็นปล่องเตาเพื่อใส่ฟืน 5. เตรียมฟืนเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตแผ่นหมี่ โดยฟืนที่ใช้เป็นไม้แห้งทุกชนิดและทุกขนาด

6. เตรียมหม้อทำแผ่นหมี่ โดยนำคอหม้อทรงสูง ปากกว้าง มาขึงด้วยผ้าขาวบางให้ตึง เปิดริมผ้าประมาณ 5 เซนติเมตร เพื่อให้ไอน้ำพุ่งขึ้นมาได้ นำมาวางบนกระทะแล้วเติมน้ำในกระทะระดับ 2/3 ของคอหม้อ ปิดฝาหม้อ 7. ใช้ขันโลหะก้นมน ตักน้ำแป้งเทลงบนผ้าขาว พร้อมใช้ก้นขันเกลี่ยให้ทั่วเป็นวงกลม (การถูหมี่) โดยให้แผ่นหมี่บางไม่หนาจนเกินไป ปิดฝาหม้อทิ้งไว้ประมาณ 45 วินาที 8. นำไม้ไผ่ชโลมน้ำให้ทั่ว ค่อยๆ แซะแผ่นแป้งออกจากผ้าขาวบาง

9. นำแผ่นแป้งที่ได้ไปตากบนแผงไม้ไผ่ (แผงตากหมี่) แล้วนำไปตากแดดเป็นเวลา 1 ชั่วโมง 10. เมื่อแผ่นแป้งเริ่มแห้งได้ที่ (เมื่อจับดูจะติดมือน้อยลง) ทาด้วยน้ำมันพืชด้านบนเพื่อไม่ให้แผ่นแป้งติดกัน นำแผ่นแป้งที่ได้มาพรมด้วยน้ำเปล่าเล็กน้อย เพื่อให้ง่ายต่อการซอย 11. นำแผ่นแป้งประมาณ 10-15 แผ่น มาซ้อนกันและม้วนเป็นวงกลม ใช้มีดซอยเป็นเส้นประมาณ 3 มิลลิเมตร นำเส้นหมี่ที่ได้มาจับเป็นแพขนาดพอประมาณวางเรียงบนแผงไม้ไผ่ให้แห้งสนิท 12. นำแพหมี่เรียงใส่แผงตากหมี่ไปตากแดดให้แห้ง 13. นำหมี่ที่ได้มามัดด้วยตอก โดยใช้ตอกสีชมพู ซึ่งเป็นสีเอกลักษณ์ของหมี่บ้านกุดจิก

 

Velayenn Bike Shop อีกหนึ่ง…มุมโปรด นักปั่น พฤษภาคม 19, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07038150357&srcday=2014-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 345


อาหารสร้างอาชีพ

Velayenn Bike Shop อีกหนึ่ง…มุมโปรด นักปั่น

“…ไม่อยากทำให้เป็นร้านจักรยานแข็งๆ ที่คนมาซื้ออะไหล่เสร็จแล้วหอบกลับบ้าน แต่ต้องการมุมที่ผู้คนสามารถมาใช้ชีวิตได้ด้วย…”

Velayenn Bike Shop – ร้านจักรยานเวลาเย็นน

คือ ศูนย์รวมอะไหล่และอุปกรณ์เสริมเกี่ยวกับจักรยานมีให้เลือกหลายหลาก โดยเฉพาะสไตล์ วินเทจและคลาสสิก นับเป็นอีกหนึ่งแหล่งที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้รักการปั่น

ร้านแห่งนี้ มีการแบ่งโซนเล็กๆ ไว้สำหรับบริการเครื่องดื่มและของว่าง โดยในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ จะมีอาหารมื้อหลัก สไตล์ “โฮมเมด” อย่าง ข้าวสตูไก่ลาวา เนื้อตุ๋นคุณแม่ ฯลฯ มาคอยบริการสำหรับลูกค้าที่นำจักรยานมาซ่อมหรือมาเลือกซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติม

ส่วนลูกค้าสัญจรไปมา แม้ไม่ใช่ “คนจักรยาน” ก็สามารถเข้ามานั่งชิลชิล จิบกาแฟ ชิมของว่างได้…ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

เริ่มจากความชอบ

โตเร็วเกินคาด

ช่วงบ่ายก่อนถึงเวลาเย็น คุณอ้น-รัฐพล ตรีรัตน์ หุ้นส่วนคนสำคัญ วัย 30 ปีเศษ กรุณาสละเวลามาพูดคุยกันด้วยบุคลิกสุภาพ เริ่มต้นด้วยการย้อนอดีตไปเมื่อราว 4 ปีก่อนหน้าว่า เคยทำงานประจำเป็นสถาปนิกอยู่พักใหญ่ รู้สึกเบื่อเลยลาออกมาทำร้านกาแฟเล็กๆ เปิดใต้ถุนคอนโดมิเนียม ย่านรัชดาภิเษก ซอย 10

กระทั่งเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ที่เป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ เดินทางไปประเทศญี่ปุ่น มีโอกาสพบกับจักรยานทรงแปลกตา ไม่มีเบรก ไม่มีเกียร์ รู้สึกสนใจ เลยศึกษาเพิ่มเติม กระทั่งทราบว่ามันคือ “จักรยานฟิกซ์เกียร์” ซึ่งเวลานั้นยังไม่แพร่หลายในไทยมากนัก

“พอเพื่อนขี่มาโชว์ ผมสนใจ เลยเล่นเป็นงานอดิเรก ลองสั่งอะไหล่มาประกอบเอง เพราะบ้านเรายังไม่มีขาย แต่ต้องสั่งหลายชิ้นถึงจะคุ้มค่าส่ง พอมีอะไหล่เหลือเลยเอาไปวางในร้านกาแฟ เผื่อขายให้ลูกค้า ควบคู่ไปกับการขายในเฟซบุ๊ก” คุณอ้น เล่าถึงจุดเริ่มของการที่ร้านกาแฟของเขามีอะไหล่จักรยานขายด้วย

แม้จุดเริ่มมาจากความชอบส่วนตัว ไม่คิดจริงจังทำถึงขั้นหันมาจับเป็นธุรกิจหลัก แต่ช่วงเวลานั้นต้องยอมรับว่า กระแสความนิยมจักรยานถึงขั้น “บูม” สุดขีด ส่งผลให้กิจการ “เวลาเย็นน” เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว

จนต้องมีการขยายร้านจากใต้ถุนคอนโดฯ ไปเป็นบ้านเดี่ยวมีบริเวณภายในซอยสุขุมวิท 26 โดยดัดแปลงโรงรถให้เป็นร้านจำหน่ายจักรยานและมีการขายอาหาร-เครื่องดื่มอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จนกลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น

แต่แล้วในปี 2554 เกิดเหตุน้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่ ทำให้ต้องยุติกิจการชั่วคราว

หลังเข้าสู่ภาวะปกติ จึงมองหาทำเลเปิดร้านแห่งใหม่ กระทั่งมาได้ตึกแถวอยู่ในซอยธารารมณ์ 2 สุขุมวิท 55 ซึ่งเป็นที่ตั้งร้านปัจจุบัน

“ด้วยข้อจำกัดหลายอย่างทำให้ต้องหยุดทำร้านอาหารไปก่อน ตอนนี้เหลือแค่จักรยานกับคาเฟ่ โดยในส่วนของจักรยานมีการลงลึกมากขึ้น ให้บริการเกี่ยวกับจักรยานทุกประเภท มีทั้งรับซ่อม รับสั่งประกอบ รับสั่งซื้ออะไหล่หรืออุปกรณ์เสริมต่างๆ เรามีให้เลือกหลากหลายครับ” คุณอ้น ประชาสัมพันธ์กิจการมาอย่างนั้น

มุมกาแฟเล็กๆ

ทำร้านมีชีวิต

เมื่อกิจการเปิดกว้างขึ้น ลูกค้าจึงเข้ามาหลากหลายกลุ่ม นับแต่ นักเรียน ม.ปลาย หนุ่มสาววัยทำงาน ไปกระทั่งข้าราชการเกษียณอายุ ซึ่งมาจากหลายย่านทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

ถามว่าพวกเขารู้จัก “เวลาเย็นน” ได้ยังไง คุณอ้น เผย ใช้วิธีประชาสัมพันธ์ตัวเองผ่านทางเฟซบุ๊กเป็นหลัก มา 2 ปีกว่า ปรากฏมีคนเข้ามากดไลก์ให้นับหมื่นคนแล้ว นอกเหนือจากนั้นเป็นการบอกกัน ปากต่อปาก

“ไม่มีงบฯ โฆษณา เลยเข้าไปโพสต์ในเฟซบุ๊กเพราะไม่เสียค่าใช้จ่าย แค่ทำเรื่องราวของเราให้มีความน่าสนใจ ยอมรับว่าวิธีนี้ช่วยได้เยอะมาก ส่วนการบอกกันปากต่อปากของลูกค้าก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน” คุณอ้น บอกเสียงเรียบ

กระซิบถามถึงผลประกอบการสำหรับธุรกิจนี้ ผู้จัดการหนุ่ม ตอบตรงๆ เนื่องจากเป็นร้านเฉพาะกลุ่ม ไม่มีจักรยานทุกแบบสำหรับลูกค้าทุกคน ฉะนั้น ผลประกอบการไม่ดีเท่าร้านขนาดใหญ่แน่ แค่พออยู่ได้ด้วยตัวเอง สำหรับเขานับว่าน่าพอใจมากแล้ว

“เป้าหมายของร้านนี้ ไม่ได้กะจะมีกำไรมากมายตั้งแต่แรก ที่ทำเพราะอยากทำ แต่พอมาถึงวันนี้มันเลี้ยงตัวเองได้ ผมและหุ้นส่วนพยายามทำให้ความชอบกับการเป็นธุรกิจมันสมดุลกัน ไม่อยากให้ธุรกิจเป็นตัวนำจนเกินไป” คุณอ้น ตอบจริงจัง

เกี่ยวกับ “มุมกาแฟ” ที่ยังอยู่คู่กับกิจการ คุณอ้น อธิบาย เพราะเป็นแนวคิดหลักที่คิดมาตั้งแต่ต้น เนื่องจากไม่อยากทำให้เป็นร้านจักรยานแข็งๆ ที่คนมาซื้ออะไหล่เสร็จแล้วหอบกลับบ้าน แต่ต้องการมุมที่ผู้คนสามารถมาใช้ชีวิตได้ด้วย เลยมีทั้งเครื่องดื่มบริการ มีโต๊ะให้นั่ง มีนิตยสารให้อ่าน อยากทำให้เป็นสังคมเล็กๆ ไม่ซื้อไม่ว่ากัน ใครมีเวลาว่างมานั่งเล่นได้

“สำหรับอาหาร มีทุกวันศุกร์-เสาร์ เป็นเมนูเฉพาะ 2-3 อย่าง เป็นสไตล์โฮมเมด ที่เพื่อนฝูงทำมาฝากขาย” เจ้าของร้าน บอก

มั่นใจตลาด

ยังไปอีกไกล

จับธุรกิจจักรยานมาได้ 3 ปีเศษ พบอุปสรรคปัญหาอะไรบ้าง คุณอ้น บอก มีหลายเรื่องให้แก้ไข เพราะเขาไม่ใช่นักธุรกิจ จึงต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองทุกระบบ นับตั้งแต่ บัญชี การเงิน การบริหาร ฯลฯ จากนั้นค่อยแก้ปัญหาไปทีละจุด

“กิจการนี้เริ่มต้นด้วยทุนที่ไม่เยอะมาก ก็เป็นปัญหาของการทำธุรกิจเหมือนกัน เพราะทุนใหญ่ทำอะไรได้มาก ขณะที่ทุนน้อยการต่อรองยากกว่า ต้องยับยั้งชั่งใจ หลายครั้งอยากทำอะไรจึงติดขัดบ้าง แต่ไม่ใช่ปัญหาหนักใจอะไร” คุณอ้น บอกยิ้มๆ

เมื่อถามถึงความยากในการทำธุรกิจจักรยาน คุณอ้นนั่งนึกครู่หนึ่ง ก่อนให้ความเห็น ตลาดจักรยานกว้างพอสมควร การคาดเดาความต้องการของกลุ่มลูกค้าจึงค่อนข้างยาก ฉะนั้น หากคาดการณ์ได้ทันและสต๊อกของไว้พอกับความต้องการ ธุรกิจคงไปได้สวย แต่ถ้าเดาไม่ออก สต๊อกของไม่ทันคู่แข่ง กิจการนั้นคงลำบากหน่อย

คร่ำหวอดในแวดวงนักปั่นอยู่หลายปี มีคนมาขอคำแนะนำเกี่ยวกับการทำธุรกิจบ้างมั้ย คุณอ้น เล่าให้ฟัง มีหลายคนมาให้ช่วยชี้แนวทางการทำร้าน ซึ่งเขามักออกตัวก่อนว่าไม่ใช่นักธุรกิจมืออาชีพ ที่เข้ามาทำเป็นเพราะมีใจรักเป็นทุนเกินครึ่ง ก่อนตั้งคำถามกลับ มีความชอบจริงหรือเปล่า สามารถใช้ชีวิตอยู่กับจักรยานแค่ไหน

“ถ้าไม่รู้สึกว่าเข้าร้านเพื่อทำงานถือว่าผ่านแล้ว แต่ถ้าตื่นมาแล้วตัวเองบอกว่าต้องเข้าร้านอีกแล้วเหรอ อย่างนั้นไม่ดี หากมั่นใจว่ามีความชอบจริงๆ จึงค่อยเริ่มพิจารณาเรื่องเงินทุน ทำเล สินค้าที่จะขาย ไปตามลำดับ และโดยส่วนตัวเชื่อว่าภาพรวมของธุรกิจจักรยานไม่ตกลงง่ายๆ ยังไปได้อีกไกล” คุณอ้น ทิ้งท้าย อย่างนั้น

Velayenn Bike Shop – ร้านจักรยานเวลาเย็นน เปิดบริการ 12.00-21.00 น. วันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดวันจันทร์) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ เลขที่ 808/15 ซอยธารารมณ์ 2 สุขุมวิท 55 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 โทรศัพท์ (080) 900-2610 หรือ Facebook : Valayenn Bike Shop

 

ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร จัดจ้านสไตล์ไก่ต้มไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040010357&srcday=2014-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 344


อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร จัดจ้านสไตล์ไก่ต้มไทย

“จุดเด่นไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร คือ รสชาติจัดจ้านแบบไทย ใช้น้ำปลาแท้อย่างดี ไม่ใส่ซอสหรือซีอิ๊ว ฉะนั้น ตัวไก่สีจะสวย ไม่เหลือง นอกจากนั้นยังมีเครื่องเทศและส่วนผสมอื่นล้วนเป็นสูตรพิเศษของทางร้านที่ใช้มัดใจลูกค้ามายาวนาน 10 กว่าปีแล้ว”

จากเมนูของฝากที่สร้างชื่อในหลายจังหวัด มาวันนี้ “ไก่ต้มน้ำปลา” ถูกยกระดับกลายเป็นเมนูเสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร แถมคนทุกเพศทุกวัยยังนิยมรับประทาน ปัจจุบัน เลยมีร้านไก่ต้มน้ำปลาผุดขึ้นมากมายหลายยี่ห้อ เฉกเช่น “ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร” ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดีมัดใจลูกค้า พร้อมสั่งสมชื่อเสียงมายาวนาน 11 ปีแล้ว

สูตรจากพี่สาว

ต่อยอดสไตล์คนรุ่นใหม่

คุณขวัญฤทัย เจนนาวิน หรือ คุณขวัญ เจ้าของร้าน เผยว่า ขายไก่ต้มน้ำปลามาตั้งแต่ปี 2546 โดยตระเวนไปตามตลาดนัดตอนเย็น เช่น ตลาดนัดยิ่งเจริญ ตลาดนัดหน้ากองทัพอากาศ จากนั้นขยับไปตลาดนัดตอนเช้า อาทิ ตลาดนัดมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ตลาดนัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลาดนัดตึกซันทาวเวอร์ ตลาดนัดศาลายา ตลาดนัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฯลฯ เริ่มแรกใช้เงินลงทุนในกิจการ 50,000 บาท ต่อมาค่อยๆ ยกระดับปรับโฉมเมนูดังกล่าว ชูจุดเด่นเรื่องคุณภาพ ปัจจุบัน กิจการไก่ต้มน้ำปลาแต่ละสัปดาห์มีเงินหมุนเวียนนับแสนบาท

สาเหตุที่คุณขวัญเลือกจำหน่ายไก่ต้มน้ำปลา เนื่องจากพี่สาวทำขายอยู่ก่อนหน้า เพียงไปนำสูตรมาและปรับเทคนิคการขาย แต่ยังคงภายใต้ชื่อ “ไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร” ซึ่งเป็นชื่อของพี่สาวเธอ

คุณขวัญเริ่มจากขายไก่ต้มน้ำปลาตามตลาดนัด พร้อมออกแบบโลโก้ชื่อร้าน มีเบอร์โทรศัพท์ เพื่อนำมาติดลงบนกล่อง ลงประชาสัมพันธ์ผ่านเฟซบุ๊ก ปรากฏผลตอบรับดี มียอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งลูกค้าที่สั่งซื้อเพื่อรับประทานเองในครอบครัว รวมถึงจัดเลี้ยงในองค์กร

สำหรับจุดเด่นไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร หญิงสาว บอกว่า อยู่ที่ไก่และเครื่องปรุงที่เลือกใช้ ซึ่งจะเลือกใช้ไก่เนื้อ (ไก่เลี้ยงเพื่อเชือด) ไม่ใช่ไก่ออกไข่ หรือไก่บ้าน เพราะไก่เนื้อจะมีความนุ่ม ไม่เหนียว อายุเฉลี่ยไก่ที่ใช้จะมีอายุไม่เกิน 8 สัปดาห์ น้ำหนักต่อตัวประมาณ 2 กิโลกรัม ส่วนน้ำปลาที่ใช้คือ น้ำปลาแท้หมักจากปลาหรือกากปลา ไม่ใช่น้ำปลาหมักจากเกลือเพราะรสชาติจะกระด้างและกลิ่นไม่หอม

ด้านปริมาณการต้มไก่แต่ละครั้ง เจ้าของร้าน ระบุว่า ต้มครั้งละ 16 ตัว ใช้เวลาต้มนาน 45 นาที ใช้ไก่สดไม่ใช่ไก่แช่แข็ง เพราะไก่ฟรีซเนื้อจะยุ่ยเละ เครื่องปรุงไม่ซึมเข้าเนื้อ แต่ละวันใช้ไก่เฉลี่ย 100 ตัว ถ้าช่วงเทศกาลตรุษจีนก็เพิ่มเป็นเท่าตัว ต่อเดือนใช้ไก่ราว 3,000-4,000 ตัว

จัดจ้านแบบไทย

คัดสรรแต่ของดี

เพื่อความสดใหม่ของเมนูดังกล่าว เวลาขายแต่ละครั้ง เจ้าของร้านใช้วิธีต้มไปขายไป ไม่ต้มค้างไว้ หรือต้มจากบ้าน วิธีนี้ทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าได้ไก่ที่สดใหม่ แถมยังจำหน่ายหมดเกลี้ยงทุกครั้งอีกด้วย

“กลุ่มลูกค้าที่ซื้อไก่ต้มน้ำปลาที่ตลาดนัด แบ่งได้ 3 กลุ่ม ได้แก่ วัยรุ่น วัยทำงาน และครอบครัวขนาดเล็กฐานะระดับกลางขึ้นไป ปริมาณการซื้อของคนกลุ่มนี้มักซื้อคละกันระหว่างไก่ครึ่งตัว ปีกกลาง หรือ สะโพก ซึ่งส่วนที่ขายดีที่สุดคือ ช่วงปีกกลาง ลูกค้าทานแล้วบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อย”

นอกจากไก่และเครื่องปรุงที่ถูกคัดมาอย่างพิถีพิถัน บรรจุภัณฑ์ หรือแพ็กเกจจิ้งก็ไม่น้อยหน้า หญิงสาว ระบุว่า ถาดโฟมและพลาสติกที่หุ้มตัวไก่เป็นเกรดสำหรับใส่อาหาร ไม่เป็นอันตราย แม้จะใส่อาหารร้อน สังเกตโฟมที่ดี น้ำจากอาหารจะไม่ซึมลงเนื้อโฟม แต่จะกลิ้งไป-มาบนโฟม นั่นเป็นเพราะเคลือบด้วยพาราฟิน

ด้วยความที่เมนูดังกล่าวถูกใส่ใจทุกขั้นตอน ทั้งไก่และเครื่องปรุงใช้เกรดเดียวกันกับภัตตาคาร ส่งผลถึงต้นทุนไก่สดเฉลี่ยตัวละ 150-160 บาท ปัจจุบัน ทางร้านจำหน่ายไก่ต้มน้ำปลาราคาตัวละ 240 บาท ถือว่าสมเหตุสมผล

“จุดเด่นไก่ต้มน้ำปลา ฐิติพร คือ รสชาติจัดจ้านแบบไทย ใช้น้ำปลาแท้อย่างดี ไม่ใส่ซอสหรือซีอิ๊ว ฉะนั้น ตัวไก่สีจะสวย ไม่เหลือง นอกจากนั้นยังมีเครื่องเทศและส่วนผสมอื่นล้วนเป็นสูตรพิเศษของทางร้านที่ใช้มัดใจลูกค้ามายาวนาน 10 กว่าปีแล้ว”

ยึดทำเลตลาดนัด

ต่อยอดไก่พร้อมปรุง

ปัจจุบัน สถานที่จัดจำหน่าย คุณขวัญยังคงยึดทำเลตลาดนัดไม่มีหน้าร้าน ทว่าก็มีลูกค้าขาประจำกลับมาซื้อซ้ำเป็นจำนวนมาก ถึงขนาดติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์

“ลูกค้าต่างก็ติดใจรสชาติ กลับมาซื้อซ้ำ ไปขายที่ตลาดไหนก็ขายหมด จนมีคนขอซื้อแฟรนไชส์ ซึ่งอนาคตอาจจะมี แต่ขอศึกษารายละเอียดให้ถี่ถ้วนก่อน เนื่องจากหัวใจสำคัญของธุรกิจอาหารคือ คุณภาพต้องสดใหม่ เจ้าของร้านต้องควบคุมคุณภาพด้วยตนเอง”

แม้ขณะนี้ยังไม่ต่อยอดธุรกิจด้วยแฟรนไชส์ แต่หนทางขยายตลาดที่ผู้ประกอบการรายนี้เลือกใช้คือ จำหน่ายไก่พร้อมปรุงสำเร็จรูปส่งตามร้านอาหาร ซึ่งไก่พร้อมปรุงสูตรนี้สามารถเลือกรับประทานทั้งแบบเข้าไมโครเวฟ และลงทอดน้ำมัน

“ดิฉันเชื่อว่าธุรกิจอาหารยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก และไก่ก็สามารถปรุงได้หลากหลายเมนู ปัจจุบัน ยอดขายทางร้านอยู่ในระดับที่น่าพอใจ รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 35-40 เปอร์เซ็นต์ เงินทุนหมุนเวียนแต่ละสัปดาห์เกือบ 100,000 บาท”

ใครสนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อ คุณขวัญ เจ้าของร้านได้ที่ โทรศัพท์ (091) 101-1162

 

ต้มยำซุปเปอร์-ฮีโร่ เผ็ด อร่อย มีสไตล์ พฤษภาคม 14, 2014

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07038150257&srcday=2014-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 343


อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

ต้มยำซุปเปอร์-ฮีโร่ เผ็ด อร่อย มีสไตล์

“…มีเงินตั้งต้นเพียง 540 บาท กับรถเข็นไม่ใช้แล้วของน้าชาย ชามตราไก่ 6 ใบ ที่หยิบยืมมา และโต๊ะเก่าๆ 2 ตัว”

ต้องไปทำธุระที่จังหวัดนครสวรรค์เมื่อหลายวันก่อน ตอนเย็นๆ ออกมาเดินเล่นหน้าโรงแรมที่พักเพื่อหามื้อเย็นใส่ท้อง มองซ้าย-มองขวา อยู่นาน เจอแต่ร้านสะดวกซื้อ เลยถือโอกาสเดินสำรวจถนนรอบบริเวณ

ใช้เวลาไม่นานนัก สายตาพลันสะดุดหยุดจับจ้องไปที่บ้านไม้ชั้นเดียวหลังหนึ่งซึ่งมีป้ายโฆษณาวางเด่นเห็นสีสันฉูดฉาดแต่ไกล จนแวบแรกเข้าใจว่าเป็นโปสเตอร์หนังมนต์รักลูกทุ่ง

แต่พอขยับเข้าไปดูใกล้ๆ จึงได้คำตอบที่รอคอยอยู่…พอดี

หาที่นั่งเหมาะๆ ได้แล้ว จึงสอดส่ายสายตามองหารายการอาหาร มองดูอยู่นานอดเอ่ยปากถามไม่ได้

“เมนูมีแค่นี้เองเหรอ”

หนุ่มหน้าใส เจ้าของร้าน บุคลิกสุภาพ ยิ้มแย้มก่อนบอก

“มีแค่นี้แหละครับ…จะรับอะไรดีครับ”

เลยสั่งไปด้วยอารามหิว

“งั้นเอามาชิมทุกอย่าง”

ลงทุนหลักร้อย

มั่นใจเมนูเด็ด

ระหว่างนั่งซด “ต้มยำขาไก่ซุปเปอร์” อยู่คนเดียว สังเกตเห็นลูกค้าทยอยกันมาไม่ขาดสาย มีทั้งขี่มอเตอร์ไซค์ ขับรถเก๋ง มาแวะซื้อกลับบ้านกันคนละถุงสองถุง เรียกว่าตักกันแทบไม่ได้หยุดมือ เลยทีเดียว

ช่วงคนซาลงบ้าง เลยเข้าไปแนะนำตัวก่อนขอนัดสัมภาษณ์ความเป็นมา เจ้าของกิจการคนเดิมยิ้มกว้าง ก่อนตกปากรับคำด้วยความยินดี

“ชื่อ แอ้-ณพรรษ จุนทการ พื้นเพเป็นคนอุทัยธานี เรียนจบจากคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ ครับ” เจ้าของร้าน ต้มยำซุปเปอร์-ฮีโร่ แนะนำตัวให้รู้จักกันอย่างเป็นทางการ

ก่อนเล่าต่อ ก่อนหน้านี้เคยเป็นครูพละและโค้ชฟุตบอลเยาวชน แต่เกิดปัญหาเรื่องการจ้างงาน เลยออกมามองหาอาชีพอื่น

และด้วยความที่ คุณแนน-พัชรีวรรณ เอี่ยมเนตร ภรรยามีพื้นเพเป็นคนจังหวัดนครสวรรค์ จึงชักชวนกันมาหาลู่ทางกันที่นี่

“ตอนเป็นครู ช่วงวันศุกร์จะไปขายของที่ถนนคนเดิน ทำให้มีประสบการณ์ค้าขายมาบ้าง พอว่างงาน อยากขายต้มยำ เพราะคิดว่าเป็นเมนูที่ต้องเข้าไปทานในร้านอาหารใหญ่เท่านั้น ขณะที่คนชั้นกลางถึงล่างนั้นมีจำนวนอยู่ไม่น้อย” คุณณพรรษ เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่ม

ประกอบกับตัวเขาเองมีฝีมือด้านการทำอาหารเป็นต้นทุน ก่อนหน้านี้มักต้องทำหน้าที่ “กุ๊ก” ประจำกลุ่ม และบรรดาเพื่อนออกปากชมว่ารสชาติเยี่ยมในหลายเมนู

คุณณพรรษ เล่าให้ฟังด้วยว่า ตอนตัดสินใจลงทุนเปิดขายต้มยำขาไก่ ที่ริมทางเท้าบนถนนสวรรค์วิถี มีเงินตั้งต้นเพียง 540 บาท กับรถเข็นไม่ใช้แล้วของน้าชาย ชามตราไก่ 6 ใบ ที่หยิบยืมมา และโต๊ะเก่าๆ 2 ตัว

“คุณพ่อ-คุณแม่ อยากให้รับราชการ พอออกมาค้าขายท่านเลยไม่เห็นด้วยถึงขั้นคัดค้าน แต่ผมยืนยันจะทำ ตอนนั้นยอมรับว่ามีความรู้เรื่องอาหารชนิดนี้ไม่มากนัก เลยหาหนังสือมาอ่านกับค้นคว้าทางอินเตอร์เน็ต จนมั่นใจและเปิดขายเมื่อราวกลางปีที่แล้ว” คุณณพรรษ เล่าอย่างนั้น

ชิมครั้งแรก

ต้องอร่อย

เจ้าของเรื่องราว เล่าให้ฟังต่อ ประเดิมกิจการด้วยการซื้อขาไก่มาทำ 4 กิโลกรัม กับข้าวสวย 1 หม้อ จำได้แม่นวันแรกขายได้ 18 ถุง ถุงละ 50 บาท พอวันที่ 2 ขายได้มากขึ้น จนต้องเพิ่มจำนวนขาไก่สด มาเป็น 7 กิโล 9 กิโล 12 กิโล กระทั่งสูงสุด 20 กิโลกรัม ต่อวัน

เปิดขายได้ 2 เดือนเศษ ลูกค้าเริ่มถามหาอาหารอย่างอื่น จึงลองทำต้มยำกระดูกหมูอ่อน ออกมาเป็นเมนูที่ 2 ปรากฏผลตอบรับดี ทำให้มีทุนเพิ่ม เลยมองหาทำเลใหม่ที่รองรับลูกค้าได้มากขึ้น

จังหวะนั้นเอง ได้ไปเจอบ้านไม้ชั้นเดียว ถูกปิดตายไว้ตั้งแต่น้ำท่วมเมื่อปี 2554 เลยไปติดต่อขอเช่า แต่ต้องบูรณะเองทุกอย่าง

“เงินเก็บหลายหมื่นถูกนำไปซ่อมแซมร้านเกือบทั้งหมด แต่ผมยอมลงทุน เพราะคิดว่าเลือกทำอะไรแล้วต้องทำให้ดี และถ้าเปิดหน้าร้านเป็นเรื่องเป็นราว อาจมีรายได้มากกว่าขายริมถนน” คุณณพรรษ บอก

เมื่อมีร้านรวงให้ลูกค้าได้เข้ามานั่งกันเป็นสัดส่วน คุณณพรรษจึงสบโอกาส “ปล่อยของ” ที่สะสมไว้นานกว่า 10 ปี

“เด็กๆ ไม่ค่อยมีของเล่น พอโตมาเลยชอบซื้อเก็บสะสมพวกตัวการ์ตูนที่เป็นฮีโร่ พอมีร้านเลยอยากนำของพวกนี้ออกมาโชว์ ร้านจะได้มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร” หนุ่มใหญ่หัวใจเด็ก ว่ามาอย่างนั้น

นอกจากจะมีของสะสมให้ลูกค้าชมเล่นเพลินตา ภาชนะที่นำมาใช้ ล้วนผ่านการเลือกมาอย่างพิถีพิถัน เรื่องนี้มีคำอธิบายจากเจ้าของร้านว่า

“สมัยนี้เป็นโลกของโซเชียลมีเดีย มีสมาร์ตโฟนกันแทบทุกคน ไม่ว่าจะเห็นอะไรก็มักถ่ายรูปแล้วส่งต่อ และถ้าพวกเขาเห็นว่าร้านน่าสนใจ เขาต้องถ่ายรูปและช่วยกระจายข่าวต่อ สิ่งที่ผมคิดนี้คิดว่าได้ผล เปิดร้านมา 6 เดือนกว่า ยอดขายดีกว่ารถเข็น เพราะลูกค้ามาจากบอกต่อๆ กัน” คุณณพรรษ ว่าอย่างนั้น

ถึงแม้ร้านจะน่าสนใจ แต่นั่นเป็นเพียงส่วนประกอบ เพราะสิ่งสำคัญซึ่งจะทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำนั้น มันคือรสชาติของอาหารมากกว่า

“การขายอาหารเรามีโอกาสแค่ครั้งเดียว เพราะหากใครได้ลองมากินแล้ว ถ้าไม่อร่อย ต้องมีการบอกต่อไปไม่รู้อีกกี่คน ฉะนั้น รสชาติต้องโดนใจตั้งแต่มาทานครั้งแรก” เจ้าของเรื่องราว บอกถึงจุดยืน

แห่ขอสูตร

อาจขายแฟรนไชส์

ถามถึงกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบทั้งรสชาติและบรรยากาศของร้านคุณณพรรษ ลูกค้าประจำส่วนใหญ่เป็นหนุ่มสาววัยทำงาน ที่เหลือเป็นขาจร โดยมักซื้อกลับไปทานที่บ้าน

“ใช้ขาไก่ทำซุปเปอร์กับกระดูกหมู อย่างละ 20 กิโล ทุกวัน ส่วนปีกไก่ทอดเมนูล่าสุดใช้ 15 กิโล ก็ขายหมดทุกวันครับ” เจ้าของร้าน เล่าด้วยสีหน้าภาคภูมิ

นึกสงสัยในอนาคตคิดเพิ่มรายการอาหารในร้านหรือไม่ คุณณพรรษ บอก ตอนนี้ยังสองจิตสองใจ เพราะเสียงเรียกร้องเข้ามามาก ทำไมไม่ทำนั่นทำนี่ขายบ้าง แต่อีกใจหนึ่งคิดว่าถ้าทำออกมาแล้วยอดจำหน่ายเมนูเดิมอาจลดลงได้

“หลายคนให้ทำไข่เจียวขายเพราะเข้ากันกับอาหารเผ็ด แต่ผมว่ามันธรรมดาเกินไป และหากสามารถคงเมนูแค่นี้ไว้ได้ ร้านคงมีความแปลกไม่เหมือนใคร คือ มาทานที่นี่ อาหารมีแค่นี้ ไม่มีอย่างอื่นแล้ว ไม่เหมือนใครดี” หนุ่มเจ้าของเรื่องคนเดิม บอกก่อนยิ้มกวนๆ

ขายดิบขายดีอย่างนี้มีคนมาขอซื้อสูตรบ้างมั้ย เจ้าของเรื่องราวผู้นี้ บอก มีเข้ามานับสิบราย แต่ยังไม่เคยขายให้ใคร เพราะคิดว่ายังไม่ถึงเวลา แต่อนาคตข้างหน้า อาจคิดขยับขยายธุรกิจในลักษณะแฟรนไชส์ก็เป็นได้

เห็นธุรกิจเติบโตมาตามลำดับน่าชื่นใจ แล้วเคยเจออะไรที่ยากลำบากมาบ้าง เจ้าของร้าน “ต้มยำซุปเปอร์-ฮีโร่” ถอนหายใจเบาๆ ก่อนพรั่งพรูความรู้สึก

“คำพูดบั่นทอนความตั้งใจมักทำให้ท้อแท้ อย่างก่อนจะขาย หลายคนบอกใครจะมากินตีนไก่กันทุกวัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปมันกลับกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญ ซึ่งผมพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีคนมากินทุกวันจริงๆ”

ก่อนจากกันไป มีข้อความทิ้งท้ายไว้ให้คนรุ่นใหม่ที่อยากมีอาชีพอิสระ จากเจ้าของกิจการผู้นี้ด้วยว่า

“ถ้าคิดออกมาแล้ว ต้องลองทำ แม้ผิดหวังยังถือว่าได้ทำ ดีกว่าแค่คิดแต่ไม่เริ่มทำ เพราะคุณจะไม่มีวันรู้ว่าสามารถทำให้สำเร็จได้หรือเปล่า”

ข่าวจาก “คุณแอ้-คุณแนน” สองสามีภรรยาเจ้าของกิจการ แจ้งมาล่าสุดว่า “ต้มยำซุปเปอร์-ฮีโร่” ขายดิบขายดีจนต้องขยายห้องเพิ่มแล้ว ท่านใดอยากไปอุดหนุน ไปตามที่อยู่ เลขที่ 292/14 ถนนสวรรค์วิถี ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ 60000

สอบถามเส้นทางไป หรือวัน-เวลาเปิดร้าน ได้ที่ โทรศัพท์ (091) 025-0656

 

“เจ้าจุก” เต้าหู้นมสด เริ่มแค่ 5 พัน …ฟันเงินล้านฉลุย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040010257&srcday=2014-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ปีที่ 19 ฉบับที่ 342


อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“เจ้าจุก” เต้าหู้นมสด เริ่มแค่ 5 พัน …ฟันเงินล้านฉลุย

ปัจจุบันสินค้าที่ผลิต คุณญาณี บอกว่า ส่งร้านเซเว่นอีเลฟเว่น 70% ซุปเปอร์มาร์เก็ตอื่นๆ 10% รับจ้างผลิต 10% และตลาดอื่นๆ อย่างเช่น โต๊ะจีน 10% ด้านยอดขายเมื่อปี 2556 มียอดขาย 45 ล้านบาท ส่วนในปี 2557 ตั้งเป้าว่าจะมียอดขายเติบโตขึ้นอยู่ที่ 10% หรือประมาณ 50 ล้านบาท

ด้วยวิธีทำธุรกิจที่ไม่ยุ่งยากของ คุณญาณี ชวานิสากุล เพียงไปรับเต้าหู้นมสด กับ เต้าฮวยฟรุตสลัดจากจังหวัดเพชรบุรี แล้วใส่ถุงมัดยางมาจำหน่ายในกรุงเทพฯ ผลปรากฏว่าคนกรุงชื่นชอบมาก ทำให้กิจการของเธอเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ถึงขนาดขอซื้อสูตรมาทำขายเอง อีกทั้งสามารถนำไปวางจำหน่ายในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น 7,300 สาขาทั่วประเทศได้ นับเป็นเจ้าแรกที่นำเต้าหู้นมสดบรรจุในถ้วยปิดผนึกด้วยฟิล์มพลาสติกที่ถูกสุขอนามัย ใช้ชื่อแบรนด์สินค้าว่า “เจ้าจุก”

ปรับโฉมให้ไฉไล

ดันขนมพื้นๆ ขึ้นห้าง

คุณญาณี เท้าความก่อนจะเป็นเจ้าของธุรกิจเต้าหู้นมสดกับเต้าฮวยฟรุตสลัด แบรนด์ “เจ้าจุก” เดิมทำงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งแล้วเกิดความเบื่อ อยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง วันหนึ่งมีโอกาสได้ไปลองชิมเต้าหู้นมสดที่จังหวัดเพชรบุรี รู้สึกว่าอร่อยมาก และเห็นว่าขนมชนิดนี้ยังไม่มีขายในกรุงเทพฯ เลยมั่นใจว่าขนมหวานดังกล่าวจะเป็นที่ชื่นชอบของลูกค้าคนกรุง เลยตัดสินใจรับมาจำหน่าย

หลังจากคุณญาณีได้ไปชิมเต้าหู้นมสดกับเต้าฮวยฟรุตสลัด จากจังหวัดเพชรบุรี แล้วรับมาจำหน่ายต่อตามงานและปั๊มน้ำมัน ราคา 10-15 บาท ผลปรากฏว่า ลูกค้าชอบมาก ทำให้สินค้าไม่พอจำหน่าย หนที่สุดหญิงสาวขอซื้อสูตรมาผลิตเอง

“ดิฉันไปรับเต้าหู้นมสดกับเต้าฮวยฟรุตสลัด จากคุณป้าท่านหนึ่งที่จังหวัดเพชรบุรี เมื่อปี 2543 ด้วยเงินลงทุน 5,000 บาท มาจำหน่ายในกรุงเทพฯ ด้วยความที่ในช่วงนั้นคนยังไม่รู้จักว่าขนมดังกล่าวเป็นยังไง เลยใช้วิธีแจกให้ชิม ผลปรากฏว่า เมื่อลูกค้าได้ลองทาน ส่วนใหญ่กลับมาซื้อซ้ำ เมื่อกิจการดีขึ้น อุปสรรคที่พบคือ สินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงตัดสินใจขอซื้อสูตรมาเพื่อนำมาผลิตเอง”

หลังจากคุณญาณีเจรจาขอซื้อสูตรเต้าหู้นมสดกับเต้าฮวยฟรุตสลัด มาทำขาย เธอมีแนวคิดขยายตลาดด้วยการนำสินค้าไปวางจำหน่ายร้านเซเว่นอีเลฟเว่น

“เมื่อปี 2549 ดิฉันไปติดต่อร้านเซเว่นอีเลฟเว่น เพื่อขอนำสินค้าไปวางจำหน่าย ทางเจ้าหน้าที่ให้ปรับกระบวนการผลิตเพื่อให้ได้มาตรฐาน อาทิ ปรับบรรจุภัณฑ์ใหม่จากเดิมใส่ถุงพลาสติกมัดหนังยาง มาเป็นใส่ถ้วยปิดสนิทเพิ่มผลไม้ลงไปเพื่อให้น่าทาน ไปขอเครื่องหมาย อย. และคิดตราสินค้าขึ้นว่า เจ้าจุก เพราะน่ารักแบบไทยๆ”

ร้านเซเว่นฯ ช่วยอุ้ม

ปี 57 ตั้งเป้าโกย 50 ล้าน

หญิงสาว ระบุต่อว่า เต้าหู้นมสดกับเต้าฮวยฟรุตสลัด ที่ผลิตขึ้นแบรนด์เจ้าจุก ถือเป็นรายแรกที่นำขนมเมนูนี้มาบรรจุในถ้วยปิดผนึกด้วยฟิล์มพลาสติกที่ถูกสุขอนามัย ทำให้ขนมหวานประเภทนี้มีระยะเวลาการบริโภคนานขึ้น เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันสินค้าที่ผลิต คุณญาณี บอกว่า ส่งร้านเซเว่นอีเลฟเว่น 70% ซุปเปอร์มาร์เก็ตอื่นๆ 10% รับจ้างผลิต 10% และตลาดอื่นๆ อย่างเช่น โต๊ะจีน 10% ด้านยอดขายเมื่อปี 2556 มียอดขาย 45 ล้านบาท ส่วนในปี 2557 ตั้งเป้าว่าจะมียอดขายเติบโตขึ้นอยู่ที่ 10% หรือประมาณ 50 ล้านบาท

ด้านโรงงานผลิต เจ้าของกิจการ กล่าวว่า มี 2 แห่ง เฉพาะผลิตให้เซเว่นอีเลฟเว่น 5,000 ถ้วย ต่อวัน รับจ้างผลิตให้เจ้าอื่นๆ ประมาณ 5,000-10,000 ถ้วย ต่อวัน ทั้งนี้บริษัทได้ทำตลาดในลักษณะของแฟรนไชส์ขึ้นด้วยใช้แบรนด์ “เจ้าจ้อย”

แฟรนไชส์ที่หญิงสาวพูดถึง รายละเอียดจะเป็นการหาผู้ที่มีความพร้อมในเรื่องของการผลิต การจัดจำหน่าย โดยจะจัดส่งวัตถุดิบประเภทของแห้งจากโรงงานหลักไปเป็นชุด สามารถปรุงเป็นเต้าฮวยได้ทันที ในขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้วที่จังหวัดอุดรธานี

นอกจากขายที่ร้านเซเว่นฯ สินค้าแบรนด์เจ้าจุกยังมีขายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ส่งตามร้านอาหารญี่ปุ่น กระทั่งเปิดหน้าร้านของตัวเองชื่อ “เจ้าจุก” ที่มหาชัย และไม่ได้ขายแค่เต้าหู้นมสด เต้าฮวยฟรุตสลัด เท่านั้น ยังมีขนมหวานชนิดอื่น อาทิ ขนุนวุ้นลูกตาลนมสด เฉาก๊วยนมสด ธัญพืชนมสด รวมถึงเบเกอรี่

ยังเฟ้นหาของดีต่อเนื่อง

ช่วย SMEs และโอท็อป

สำหรับจุดเด่นของสินค้า คุณญาณี บอกว่า อยู่ที่รสชาติที่ไม่หวานจนเกินไป ได้กลิ่นหอมของน้ำเต้าหู้ เนื้อเต้าหู้จะหวาน มัน และสิ่งที่สำคัญ คือ ไม่ใส่วัตถุกันเสีย ยอมขาดทุนบ้างเมื่อสินค้าหมดอายุก่อนจำหน่ายหมด

ด้านประวัติคุณญาณี เธอจบปริญญาตรีคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาเทคโนโลยีวัสดุ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปริญญาโท หลักสูตรปิโตรเคมีและวิทยาศาสตร์พอลิเมอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สาเหตุที่เลือกเรียนด้านวิทยาศาสตร์ และมาทำงานตรงนี้ เจ้าตัวบอกว่า ได้เอาความรู้มาใช้เยอะมากในกระบวนการผลิต การควบคุมอุณหภูมิห้อง ทั้งหมดนี้ได้จากความรู้ที่เรียนมา

ใครอยากลองรสชาติ สามารถอุดหนุนได้ตามห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ หรือ ติดต่อที่โทรศัพท์ (081) 628-6163 และ (081) 830-8884

สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี ที่สนใจนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายที่เซเว่นอีเลฟเว่น สามารถติดต่อบริษัทได้หลายช่องทางคือ ทางเว็บไซต์ http://www.cpall.co.th หรือ http://www.7eleven.co.th และติดต่อผ่านทางสำนักจัดซื้อของเซเว่นอีเลฟเว่น โทรศัพท์ (02) 677-9000