ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

Posts Tagged ‘อาหารสร้างอาชีพ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034151256&srcday=2013-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 339

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

น้ำว่านฯ-นมข้าวโพด “คุณเมย์ มหาชัย” โดดเด่น โดนใจ

“…ลองหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมาปรุงทานเองที่บ้าน ก่อนให้เพื่อนชิมด้วย ปรากฏมีแต่คนยุให้ทำขาย”

สินค้าประเภท “เครื่องดื่ม” นับวันรสชาติมีหลากหลาย…ให้เลือกไม่หวาดไม่ไหว

ใครต่อใครจึงทำออกมาขาย นับแต่รายใหญ่ระดับประเทศ ไล่เรียงไปจนถึงรายเล็ก-รายย่อย

“คุณเมย์ มหาชัย” คือ ผู้ผลิตน้ำว่านหางจระเข้ใบเตยสด น้ำนมข้าวโพดแท้ ฯลฯ มีเครื่องหมายการันตีอยู่ที่ OTOP 4 ดาว ล่าสุด พยายามคิดค้นสินค้าใหม่ในรูปแบบของ “วุ้นไข่กุ้งมะพร้าวน้ำหอม” ออกมาเอาใจชิมลาง หวังแหวกความจำเจ

แตกไลน์ขายวุ้น

แปลกไม่ซ้ำใคร

คุณสกฤตา สาลีวานิช หรือเรียกแบบกันเองว่า คุณเมย์ เจ้าของเรื่องราว วัย 43 ปี เริ่มต้นบทสนทนา บอกเป็นคนมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร โดยกำเนิด เคยทำอาชีพค้าขายอาหารทะเลมาก่อน แต่เกิดจุดพลิกผันจึงหันมาทำน้ำสมุนไพรขายแทน

“ก่อนหน้านี้สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงเป็นโรคกระเพาะ และมีคนแนะนำให้ทานน้ำว่านหางจระเข้ยี่ห้อหนึ่ง รู้สึกชอบ แต่อยากได้รสชาติที่หวานน้อยกว่านั้น เลยลองหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมาปรุงทานเองที่บ้าน ก่อนให้เพื่อนชิมด้วย ปรากฏมีแต่คนยุให้ทำขาย” คุณเมย์ ย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่ม

กระทั่งเมื่อราวปลายปี 2544 หันมาทำธุรกิจผลิตเครื่องดื่มอย่างจริงจัง เริ่มต้นจาก น้ำว่านหางจระเข้ ก่อนแตกไลน์การผลิตเป็น น้ำนมข้าวโพด และ เต้าหู้นมสด ตามลำดับ

คุณเมย์ เล่าต่อ น้ำว่านหางจระเข้ในแบบของเธอนั้น ต้มจากใบเตยสดแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่แต่งกลิ่น และไม่ใส่วัตถุกันเสีย ใครได้ชิมมักซื้อซ้ำ ช่วงแรกจากส่งขายตามร้านค้าครั้งละ 10 โหล ต่อมาไม่นานขยับขึ้นมาเป็น 30 โหล ทำอยู่ 3 ปี ผลตอบแทนดี มีกำไรเดือนหนึ่งหลายหมื่นบาท

ส่วนน้ำนมข้าวโพด ที่ปัจจุบันนับเป็น “พระเอก” ของกิจการ เพราะมีออร์เดอร์แซงน้ำว่านหางจระเข้ไปแล้วนั้น คุณเมย์ บอก เกิดจากความต้องการของลูกค้าที่ต้องการทางเลือกมากขึ้น เธอและสามีจึงช่วยกันหาคิดค้นสูตรวิธีการทำ ก่อนทดลองทำกระทั่งได้รสชาติออกมาน่าพอใจ

พอทำออกขายไม่ผิดหวัง ยอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ยอมรับว่าขั้นตอนการทำน้ำนมข้าวโพดนั้น มีรายละเอียดมากกว่าน้ำว่านหางจระเข้ กว่าจะได้แต่ละขวดจึงเหน็ดเหนื่อยพอสมควร

สำหรับวัตถุดิบในการผลิต คุณเมย์ บอก ว่านหางจระเข้ ส่วนใหญ่รับมาสดๆ จากเกษตรกรในพื้นที่ปลูกแถว อำเภอบ้านแพ้ว ส่วนข้าวโพดหวานใช้แบบดิบ รับมาจากจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และนครราชสีมา ที่สำคัญ ต้องเป็นข้าวโพดไม่แก่เกินไป เพราะจะทำให้ได้น้ำนมจำนวนมากและรสชาติดี

เป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มอยู่หลายชนิด อยู่มาวันหนึ่งจึงเกิดความคิด อยากลองผลิต “ขนมหวาน” ออกมาขายดูบ้าง แต่ถ้าจะทำออกมาขายทั้งที คงต้องมีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร

คิดได้ดังนั้นลองหันหน้าปรึกษาคนในครอบครัว ทำให้ได้ข้อสังเกตน่าสนใจ

“ลูกชายชอบวุ้นมะพร้าว แต่พอทานบ่อยๆ รู้สึกจำเจ เลยตั้งคำถามทำไมไม่มีวุ้นมะพร้าวที่แปลกกว่านี้มั้ย ได้ยินแค่นั้นเลยลองทดลองทำทันที” คุณเมย์ ย้อนจุดเริ่ม

เพราะตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่ต้น ต้องคิดค้นของแปลก-ใหม่ ยังไม่มีใครทำ คุณเมย์จึงมองหาวัตถุดิบที่ใครหลายคนคิดไม่ถึงว่าจะเข้ากันได้

“ไข่กุ้งเม็ดเล็กๆ มีรสสัมผัสกรุบๆ เป็นของคาว น้ำมะพร้าวน้ำหอมหวาน ถ้านำมาปรุงเป็นวุ้นมะพร้าวน้ำหอมใส่ไข่กุ้ง น่าจะอร่อยและแปลกดี เลยลองปรุงหาสัดส่วนที่เหมาะสม ประมาณ 3-4 ครั้ง ถึงทำออกขายเมื่อราวปลายปีที่แล้ว” คุณเมย์ เล่า

เริ่มต้นจากศูนย์

ขอแค่ตั้งใจ-ซื่อสัตย์

ถามถึงกลุ่มเป้าหมายของสินค้าใหม่ เจ้าของผลงาน บอก น่าจะเหมาะกับการนำไปฝากขายตามร้านอาหาร ร้านขายของฝาก หรือแม้แต่ในโรงพยาบาล เพราะเธอเชื่อว่าหากใครได้ลองทานรับรองจะต้องติดใจในรสชาติ

ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับคู่แข่งในตลาดเครื่องดื่มที่มีอยู่หลายยี่ห้อทั้งรายเล็ก-รายใหญ่ คุณเมย์ บอก ไม่รู้สึกหนักใจในประเด็นนี้ เพราะมั่นใจในคุณภาพสินค้าในแบบของเธอ โดยเฉพาะน้ำนมข้าวโพด ไม่ได้มีแต่ข้าวโพดกับน้ำตาล แต่ยังมีวัตถุดิบอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อย่าง ฟรุกโตส นมพร่องมันเนย ทำให้รสชาติกลมกล่อมไม่เหมือนใคร

สนทนามาถึงอุปสรรคต้องเคยประสบ คุณเมย์ บอก กิจการของเธอนั้นมีขนาดเล็ก ใช้เครื่องจักรบรรจุทุ่นแรงบางส่วน ลูกน้องราว 4-5 คน แต่ไม่วายต้องเจอกับปัญหาขาดแคลนแรงงานอยู่ตลอด คนงานเข้าๆ ออกๆ เป็นประจำ ส่วนปัญหาอื่นไม่เคยหนักใจ โดยเฉพาะคำสั่งซื้อจากลูกค้ามีเข้ามาต่อเนื่องสม่ำเสมอ

เกี่ยวกับเป้าหมายทางธุรกิจ เจ้าของกิจการ บอก อยากมีร้านเล็กๆ ขายสินค้าของตัวเอง แต่ทุกวันนี้ยังมีออร์เดอร์อยู่ไม่น้อย จึงอยากรักษาฐานลูกค้าต่อไปก่อน

เมื่อถามว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ ต้องใช้ความอดทนมากน้อยแค่ไหน คุณเมย์ยิ้มน้อยๆ ก่อนเล่า เธอเริ่มต้นจากไม่รู้อะไรเลย ทุกอย่างกว่าจะออกมาล้วนแต่ต้องผ่านการลองผิดลองถูกไม่รู้กี่ครั้ง ความอดทนจึงเป็นเรื่องสำคัญ

“ธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้นั้นไม่ยาก ขอแค่มีความตั้งใจจริงๆ ซื่อสัตย์กับลูกค้า ทั้งต่อหน้าและลับหลัง แม้จะมีปัญหาเรื่องค่าแรงหรือวัตถุดิบแพง เราก็จะต้องไม่ลดคุณภาพสินค้า ลูกค้าถึงจะเชื่อมั่น” คุณเมย์ ฝากไว้อย่างนั้น

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิต-จำหน่าย ทั้งปลีกส่งเครื่องดื่มชนิดต่างๆ เช่น น้ำว่านหางจระเข้ น้ำนมข้าวโพด น้ำเต้าหู้นมสด ฯลฯ สินค้าล่าสุด วุ้นไข่กุ้งมะพร้าวน้ำหอม

ลักษณะกิจการ เจ้าของเดียว OTOP 4 ดาว

เจ้าของกิจการ คุณสกฤตา สาลีวานิช

วัตถุดิบหลัก ว่านหางจระเข้ ข้าวโพดหวาน มะพร้าวน้ำหอม ไข่กุ้ง ฯลฯ

แหล่งซื้อวัตถุดิบ ในประเทศ

เงินลงทุน เริ่มต้นหลักหมื่นบาท

แรงงานผลิต 4-5 คน

ช่องทางจำหน่าย มีหน้าร้านจำหน่ายทั้งปลีก-ส่ง รับผลิตตามออร์เดอร์ และออกงานแสดงสินค้า

ราคาขาย ขายปลีก ขวดละ 20 บาท

อุปสรรค ขาดแคลนแรงงาน

สถานที่ติดต่อ เลขที่ 237/95-96 ถนนเอกชัย (300 ห้อง) ตำบลมหาชัย อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร

โทรศัพท์ (081) 563-5634

อีเมล maymay1292@hotmail.com

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036151256&srcday=2013-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 339

อาหารสร้างอาชีพ

สดุจตา

“มะไฟจีนเชื่อมแห้ง” ผลิตเท่าไหร่…ไม่พอขาย

“ผู้บริโภครู้จักมะไฟจีนมากขึ้น และรู้ว่าคือผลไม้สมุนไพร ให้ความชุ่มคอ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลมในกระเพาะอาหาร ฉะนั้น ความนิยมบริโภคจึงมากตามมา จากแต่ก่อนต้องเดินทางไปออกงานแสดงสินค้าเพื่อสร้างการรับรู้ กลับกลายเป็นว่าตอนนี้แทบไม่ได้ไปเลย เพราะเพียงทำตามออร์เดอร์ก็ไม่ทันแล้ว”

การแปรรูปผลมะไฟจีน อย่างกรรมวิธีเชื่อมแห้งนั้นมีมาช้านาน จนเรียกได้ว่าเป็นภูมิปัญญาของคนจังหวัดน่าน 

คุณวัฒนา ยศอาจ เล่าว่า มะไฟจีนเป็นไม้ผลที่นิยมปลูกแทบทุกบ้านในจังหวัดน่าน โดยเฉพาะที่หมู่บ้านของตน ซึ่งตั้งอยู่ ตำบลท่าน้าว อำเภอภูเพียง ซึ่งหลังจากติดดอกออกผล ก็จะเก็บเกี่ยวนำไปขายในตลาด โดยชนชาวจีนนิยมซื้อเพื่อนำไปแปรรูป เป็นมะไฟจีนเชื่อมแห้ง จำหน่ายอีกต่อหนึ่ง

ด้วยจำนวนต้นมะไฟจีนที่มีมากขึ้น ทำให้ผลผลิตมากตามไปด้วย ในขณะราคาขายผลสดถูกลง ต่อมา คุณวัฒนาจึงคิดหาทางจัดตั้ง “กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก” ขึ้นมา โดยมีมะไฟจีนเชื่อมแห้ง เป็นผลิตภัณฑ์รายการแรก และด้วยรสชาติบวกความพิถีพิถันในกระบวนการผลิต ส่งผลให้สินค้าไม่พอขาย

มะไฟจีนราคาต่ำ

ทำเชื่อมแห้ง ขาย

คุณวัฒนา เล่าย้อนถึงช่วงจัดตั้งกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก นั้นอยู่ในปี 2538 โดยมีสมาชิกเบื้องต้น 7 คน กับสินค้าผลิตเพียงรายการเดียวคือ มะไฟจีนเชื่อมแห้ง

แม้สินค้ารายการนี้จะเป็นที่คุ้นตาคุ้นลิ้นคนจังหวัดน่าน แต่กับจังหวัดอื่นนั้นดูจะเป็นสินค้าใหม่ที่แทบไม่มีใครจะรู้จัก ฉะนั้น การทำตลาดจึงต้องอาศัยความทุ่มเท

“ช่วงแรกๆ เดินทางไปออกงานเพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าในทุกๆ จังหวัด ซึ่งก็ได้รับโอกาสจากหน่วยงานภาครัฐสนับสนุน ซึ่งกว่าจะทำให้สินค้าติดตลาดใช้เวลานานมาก”

ปี 2538-2540 กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก ยังคงมุ่งมั่นกับการผลิตสินค้าเพียงรายการเดียว จวบจนต่อมาเริ่มมองหาผลไม้อื่น ที่มีอยู่ในพื้นที่ เพื่อนำมาผ่านกระบวนการแปรรูป โดยขณะนี้มีทั้ง กระท้อน มะเฟือง มะขามป้อม มะละกอ เป็นต้น ซึ่งกับกระท้อนเชื่อมแห้ง นั้นถือว่ามียอดขายดีเป็นอันดับ 2 รองจากมะไฟจีนเชื่อมแห้ง

“รับซื้อผลไม้ที่มีอยู่ในพื้นที่มาแปรรูป ไม่ได้จำกัดแค่มะไฟจีนเท่านั้น เพราะปัจจุบันผลผลิตมีไม่มากนัก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปี 2549 เกิดน้ำท่วม ต้นมะไฟจีนซึ่งโดยธรรมชาติไม่ชอบน้ำ ตายลง ซึ่งกว่าจะใช้เวลาปลูกจนติดผลเก็บมาแปรรูปได้ต้องใช้เวลา 3-5 ปี จึงต้องมองผลไม้ชนิดอื่น เพื่อให้สมาชิกได้มีงานทำ และยังเกิดทางเลือกต่อผู้ซื้อด้วย อย่างกับกระท้อนเชื่อมแห้ง ปีที่แล้วใช้ผลสดมาผลิต 10,000 กิโลกรัม ขาย 6 เดือนหมด ฉะนั้น ในปีนี้ (2556) จึงวางแผนการผลิตไว้ที่ 30,000 กิโลกรัม”

ผลไม้ในพื้นที่

มีนำมาแปรรูป

จากแต่เดิม ผลมะไฟจีนสด ถือว่ามีราคาถูกกิโลกรัมละ 5-8 บาทเท่านั้น แต่ปัจจุบันราคาพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 35-40 บาท

“ราคาขายผลสดจะมีขึ้นมีลง อย่างถ้าช่วงไหนมีมาก ราคาขายจะไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 20 บาท แต่ในปีนี้ราคาสูงถึง 35 บาท เพราะไม่ค่อยติดผลมากนัก ด้วยอากาศแล้งจัด รับซื้อมาได้แค่ประมาณ 2 ตัน ในขณะที่ปี 2554 ได้ 15 ตัน ปี 2555 ได้ 10 ตัน ส่วนถ้าถามถึงความต้องการของตลาด ต้องบอกว่ามีเท่าไหร่ก็ขายไม่พอ ตอนนี้ปัญหาจึงอยู่ที่วัตถุดิบขาดตลาด”

ดังได้กล่าวข้างต้นว่า การเลือกสรรนำผลไม้อื่นๆ มาแปรรูป ถือเป็นวิธีสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง โดยกับกระท้อนซึ่งขณะนี้รับซื้อผลสดกิโลกรัมละ 5-6 บาท โดยใช้ส่วนเนื้อนำมาทำเป็นกระท้อนเชื่อมแห้ง ก็ถือว่าได้รับความนิยม โดยมียอดสั่งซื้อจากหลายจังหวัด

ทั้งนี้ คุณวัฒนา ยังกล่าวถึงตลาดส่งจำหน่ายว่า มีอยู่หลายแห่ง ทั้งในจังหวัดของตนเอง อาทิ ศูนย์โอท็อปจังหวัดน่านทั้ง 2 แห่ง และยังส่งไปจำหน่ายยังร้านค้าและสถานที่ต่างๆ อาทิ ท่ารถ บขส. โรมแรมเทวราช สนามบิน ศูนย์การท่องเที่ยว ร้านค้าชั้นนำของจังหวัด

นอกจากนั้น ยังมีผู้สนใจโทรศัพท์เข้ามาติดต่อสั่งซื้อตั้งแต่ภาคเหนือจรดภาคใต้ หรือแม้กระทั่งในกรุงเทพฯ “ผู้บริโภครู้จักมะไฟจีนมากขึ้น และรู้ว่าคือผลไม้สมุนไพร ให้ความชุ่มคอ แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลมในกระเพาะอาหาร ฉะนั้น ความนิยมบริโภคจึงมากตามมา จากแต่ก่อนต้องเดินทางไปออกงานแสดงสินค้าเพื่อสร้างการรับรู้ กลับกลายเป็นว่าตอนนี้แทบไม่ได้ไปเลย เพราะเพียงทำตามออร์เดอร์ก็ไม่ทันแล้ว”

ผลแก่เสมอกัน

สีสันสวย น่าซื้อ

คุณวัฒนา ยังได้กล่าวถึงกระบวนการผลิตมะไฟจีนเชื่อมแห้ง ให้ฟังคร่าวๆ โดยเริ่มจากนำผลมะไฟจีนสดแก่จัด สีเหลือง มาเด็ดขั้ว และคัดขนาด เพื่อที่ว่าเวลาผ่านกระบวนการตากจะได้สีสวยและคุณภาพดีเสมอกัน จากนั้น นำมาชั่งน้ำหนัก แล้วหมักเกลือไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง ผลมะไฟจีนจะนิ่มจึงบีบเม็ดออก นำเข้าสู่กระบวนการแช่อิ่มโดยเติมน้ำตาลลงไป แช่ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำไปตากแดด ซึ่งระหว่างนั้นให้หมั่นคนกลับผลมะไฟจีนไปมา ซึ่งระยะเวลาการตากแดดจะอยู่ 5-7 วัน เมื่อแห้งได้ที่แล้วจึงบรรจุจำหน่ายต่อไป

สำหรับสนนราคาขายผลมะไฟจีนเชื่อมแห้ง กำหนดไว้กิโลกรัมละ 300 บาท แต่หากต้องการซื้อในจำนวนไม่มาก ก็มีจำหน่ายแบบบรรจุเป็นแพ็ก

“ยอดขายรวมตอนนี้เดือนละกว่า 100,000 บาท ส่วนกำไรก็ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ เพราะต้นทุนหลักจะไปอยู่ที่ค่าวัตถุดิบ และก็มีค่าแรงที่ต้องจ่ายให้สมาชิกคนละ 170 บาท ต่อวัน นอกจากนั้นยังต้องมีค่าตอบแทนในส่วนของเงินปันผลที่จะต้องจ่ายให้ทุกปี และก็โบนัสสำหรับผู้ที่เข้ามาปฏิบัติงาน ซึ่งตอนนี้ที่กลุ่มมีสมาชิกทั้งหมด 37 คน และก็จะมีช่วงปิดเทอม ที่นักเรียน นักศึกษา เข้ามาทำงาน หารายได้พิเศษกัน”

คุณวัฒนา ยังกล่าวถึง ผลมะไฟจีน เพิ่มเติมว่า “มะไฟจีนแม้จะช่อเดียวกัน แต่ว่าการสุกของผลไม่สม่ำเสมอกัน นั่นหมายความว่า ใน 1 ช่อจะมีทั้งส่วนของผลแก่ และผลสุก ซึ่งกับผลสุกเหลืองนั้น ทราบดีแล้วว่านำไปแปรรูปในกระบวนการเชื่อมแห้ง แต่ในผลที่สุกจนออกสีดำคล้ำ จะนำไปแปรรูปเป็นมะไฟจีนเม็ดบ๊วย ซึ่งก็ถือเป็นอีก 1 รายการสินค้าที่ได้รับความนิยม”

ยอดผลิตไม่พอขาย

ขยายโรงงานได้สัดส่วน

จากที่ได้เล่ามาตั้งแต่ข้างต้นถึงผู้แปรรูปมะไฟจีนเชื่อมแห้ง นั้นมีอยู่ก่อนหน้านี้ และโดยลักษณะการผลิตก็เพื่อจำหน่าย แต่ผู้ประกอบการคนขยัน ก็ว่าไม่ถือเป็นปัญหา เพราะปัจจุบันถ้าเทียบจำนวนยอดซื้อถือว่ามากกว่ากำลังการผลิต แต่กระนั้นก็ต้องให้ความสำคัญกับรสชาติ และอีกประการหนึ่งคือคัดเลือกผลสดของมะไฟจีน ต้องสีเหลืองเสมอกัน เพื่อที่ว่าเวลาผลิตออกมาจะได้สวยน่าซื้อ

จากจุดเริ่มต้นธุรกิจนี้ เป็นเพียงธุรกิจเล็กๆ ใช้พื้นที่ภายในบ้านของตัวเอง แต่มาถึงปัจจุบัน กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก จัดสร้างโรงงานเป็นสัดส่วน ส่งผลถึงสินค้าได้มาตรฐานตามไปด้วย

“ธุรกิจค่อยๆ เติบโต จากอยู่ในบ้าน ก็ขยับขยายมาสร้างโรงงานเล็กๆ แต่ในปี 2549 น้ำท่วมมิดหลังคา 3 วัน เสียหายไป 200,000 กว่าบาท ในขณะที่เราก็มองตลาดแล้วว่าสินค้ายังเดินได้ และสินค้าของกลุ่มก็ไม่ได้มีแค่มะไฟจีนรายการเดียว กอปรกับมีโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงาน ก็เห็นว่าถึงเวลาปรับขยาย ซึ่งเมื่อปรึกษาสมาชิกต่างเห็นพ้อง จึงกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน มา 500,000 บาท เพื่อลงทุนสร้างโรงงาน ทำให้การทำงานตอนนี้มีระบบมากขึ้น ลูกค้าก็เชื่อมั่นไว้วางใจในผลิตภัณฑ์มากขึ้นด้วย”

กับการทำงานที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ ส่งผลให้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายแห่ง เข้ามาร่วมสนับสนุนทั้งในส่วนของการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และรวมไปถึงการบริหารจัดการธุรกิจ ส่งผลให้วันนี้ กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก ยืนหยัดได้ด้วยความเข้มแข็ง

ต้องการติดต่อ กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก เดินทางไปได้ที่ เลขที่ 89 หมู่ 1 ตำบลท่าน้าว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน โทรศัพท์ (089) 759-4199

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ผลิตจำหน่ายผลไม้แปรรูป

ลักษณะกิจการ กลุ่มโอท็อป

ชื่อกิจการ กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก

ประธานกลุ่ม คุณวัฒนา ยศอาจ

เงินลงทุน จัดสร้างโรงงาน 500,000 บาท ส่วนค่าวัตถุดิบนั้นขึ้นอยู่กับราคาจำหน่าย (ที่มีขึ้นลงไปตามฤดูกาล)

ผลิตภัณฑ์ มะไฟจีนเชื่อมแห้ง, มะไฟจีนเม็ดบ๊วย, กระท้อนเชื่อมแห้ง และสินค้าแปรรูปจากผลไม้ในพื้นที่ อาทิ มะละกอ มะขามป้อม เป็นต้น

จุดเด่นของสินค้า รสชาติดี สีสวย

กลุ่มเป้าหมาย ห้างร้าน, บุคคลทั่วไป โดยจำหน่ายทั้งปลีกและส่ง

ช่องทางเข้าถึงลูกค้า เริ่มต้นด้วยการออกงานแสดงสินค้า

แหล่งซื้อวัตถุดิบ ในพื้นที่

ราคาขายสินค้า มะไฟจีนเชื่อมแห้ง กิโลกรัมละ 300 บาท

ยอดขาย หลักแสนบาท

กำไร ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์

สมาชิก 37 คน

ที่ตั้งกิจการ “กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านกอก” เลขที่ 89 หมู่ 1 ตำบลท่าน้าว อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน

โทรศัพท์ (089) 759-4199

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040151256&srcday=2013-12-15&search=no

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 339

อาหารสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ร้านกาแฟ @ บ้านโบราณ ชวนสัมผัสวิถีชีวิตชาวไทยใหญ่

แม่ฮ่องสอน เป็นอีกจังหวัดทางภาคเหนือที่เป็นเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตของนักเดินทางทั้งในและต่างประเทศ เพราะนอกจากจะมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติหลากหลายรูปแบบแล้ว ยังมีขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณีที่น่าสนใจ เนื่องจากมีกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และยังเป็นเมืองชายแดนติดต่อกับประเทศพม่าในหลายพื้นที่

ผู้เขียนเคยไปแม่ฮ่องสอนหรือเมืองสามหมอกหลายครั้งหลายหน แต่ไม่เคยเบื่อเพราะแต่ละครั้งได้ไปในสถานที่แตกต่างกัน แต่ละอำเภอก็มีจุดเด่นไม่เหมือนกัน อย่างในตัวเมืองมีบ้านเก่าของชาวไทยใหญ่อายุนับร้อยปี และตลาดตอนเช้าแม่ค้าพ่อค้าบนดอยนำผลิตผลทางการเกษตรมาขายคนเมือง

แม่ฮ่องสอนถิ่นไทยใหญ่

ที่ชอบอีกอย่างก็คือร้านกาแฟ @ บ้านโบราณ ที่ถนนราชธรรมพิทักษ์ ตำบลจองคำ ในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ซึ่งใช้บริเวณบ้านเก่าแก่อายุ 127 ปี มาทำเป็นร้าน ในเนื้อที่กว่า 100 ตารางวา พร้อมเปิดให้ชมภายในตัวบ้านที่มีตู้เตียงและเครื่องใช้ไม้สอยของบรรพบุรุษชาวไทยใหญ่ ที่นี่จึงเปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ทั้งยังได้รับรางวัลอนุรักษ์บ้านไม้เรือนเก่าดีเด่น ในโครงการส่งเสริมย่านการค้าจังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อปี 2552

เป็นที่ทราบกันดีว่าแม่ฮ่องสอนนั้นเป็นเมืองของคนไทยใหญ่ ซึ่งยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวไทยใหญ่ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเชื่อ การแต่งกาย และการใช้ชีวิตประจำวันหลายอย่าง

บ้านหลังนี้เป็นของ “คุณวัฒนา กวีวัฒน์” ซึ่งได้ให้หลานชาย คุณกานท์ ไชยศร และหลานสะใภ้ คุณอวัสดา ไชยศร เปิดร้านกาแฟ เป็นร้านที่ร่มรื่นทีเดียวเพราะมีไม้ใหญ่หลายต้นให้ร่มเงา ส่วนถ้าใครชอบนั่งข้างในร้านก็มีให้เลือกทั้งแบบเก้าอี้นั่งหรือแบบสไตล์ญี่ปุ่น

คุณอวัสดา เล่าที่มาที่ไปของร้านนี้ว่า เพิ่งเปิดเมื่อต้นปี 2556 เพราะเมื่อก่อนทำทัวร์ พอแต่งงานก็หยุดทำเป็นแม่บ้านอย่างเดียว เพื่อจะเลี้ยงลูกแฝดด้วยตัวเอง พอลูกโตเลยมองหาอะไรทำ แต่ถ้าจะออกไปทำงานนอกบ้าน เงินเดือนก็แค่ไม่กี่พันบาท จึงคิดจะทำอะไรที่บ้านดีกว่า สุดท้ายตกลงใจที่จะเปิดร้านกาแฟ ซึ่งแม้ร้านกาแฟจะมีอยู่ทั่วไป แต่คิดว่าบ้านนี้เป็นบ้านโบราณก็น่าจะเปิดเป็นร้านกาแฟได้ เพราะที่ผ่านมาช่วงยังไม่ได้เปิดร้านกาแฟก็มีนักท่องเที่ยวไทยเข้ามาชมบ้านนี้อยู่แล้ว

ร้านกาแฟดังกล่าวดัดแปลงมาจากโรงรถ โดยใช้เงินลงทุนสร้างพร้อมจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ประมาณ 300,000 บาท ซึ่งแม้จะเป็นร้านเล็กๆ แต่ก็มีจุดเด่นเฉพาะตัว

“การตกแต่งทั้งหมดเราทำกันเอง โดยพี่ชายของดิฉันจากลำปางมาช่วยออกแบบ แล้วให้ช่างในละแวกนี้ช่วยสร้างตามแบบ เราเน้นบรรยากาศที่ดูโล่ง เพราะคิดว่าจะไม่ใช้แอร์ เลยออกแบบตัวร้านใช้ไม้ระแนง หน้าต่างก็จะไม่ใส่กระจก และหลังคาจะเป็นสังกะสี แต่ดีตรงที่มีต้นมะขามช่วยคลุมไว้ และมีต้นไม้ใหญ่เยอะ มีความร่มรื่น บางคนเจออากาศร้อนๆ พอเข้ามาที่นี่จะรู้สึกเลยว่าเย็นกว่าข้างนอก”

บริการไว-ไฟฟรี

ด้วยความที่ชื่อ กาแฟ @ บ้านโบราณ ทำให้บางคนคิดว่าร้านนี้คงขายกาแฟโบราณอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริงขายน้ำอื่นๆ ด้วย อย่างน้ำสมุนไพรต่างๆ อาทิ น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะตูม น้ำใบบัวบก น้ำลำไย ฯลฯ แต่ก็มีเมนูที่ลูกค้ามักสั่งกันเป็นประจำ

“จะเป็นกาแฟ ชาเขียว ชาไทย จะขายได้ น้ำผลไม้ น้ำสมุนไพรก็พอมีบ้าง เพราะเดี๋ยวนี้คนหันมารักษาสุขภาพ เพราะถ้าเป็นกาแฟก็จะมีนม น้ำตาลเยอะ ทำให้อ้วนถ้าดื่มทุกวัน บางคนก็เลือกดื่มน้ำสมุนไพร น้ำตาลน้อยหน่อย ดีต่อสุขภาพ ที่ร้านไม่ได้ขายอาหาร เพราะไม่มีคนช่วยและกลัวว่าจะมีปัญหาในเรื่องการทำความสะอาด จะต้องมีบ่อบำบัด จึงขายเฉพาะกาแฟและเครื่องดื่มอย่างเดียว”

ร้านนี้เปิดขายทุกวันตั้งแต่เวลา 07.00-18.00 น. รับลูกค้าได้มากสุดประมาณ 50 คน ทั้งข้างนอกและข้างในร้าน มีบริการไว-ไฟฟรี ดังนั้น จะเห็นลูกค้าซึ่งล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ต่างสนุกสนานกับการใช้สมาร์ตโฟน พร้อมกับนั่งดื่มกันอย่างเอร็ดอร่อยเพราะมีหลายเมนูให้เลือกตามใจชอบ แต่ถ้าไปกันเป็นกลุ่มใหญ่อาจจะต้องรอคิวกันหน่อย เนื่องจากคุณอวัสดาเป็นคนทำคนเดียว ส่วนสามีนั้นเป็นผู้ช่วย

“ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะมีเฉพาะหน้าหนาว นอกนั้นจะเป็นส่วนราชการที่จะมาซื้อกาแฟ ตอนที่ทานข้าวกลางวันเสร็จ แล้วจะกลับไปทำงานต่อที่สำนักงาน ช่วงประมาณก่อนบ่ายโมงคิวจะยาว ต้องรอนานหน่อย”

สำหรับราคาเครื่องดื่มนั้นถือว่าไม่สูงเท่าไรพอๆ กับร้านกาแฟทั่วไป อย่างเครื่องดื่มใส่แก้ว 18 ออนซ์ 45 บาท แต่ถ้าเป็นนักศึกษา หรือนักเรียนใส่ชุดมาซื้อ ทางร้านจะคิดราคาพิเศษให้แค่แก้วละ 30 บาท เพราะเจ้าของร้านเห็นว่านักเรียนนักศึกษาพ่อแม่ให้เงินมาวันละไม่กี่บาท ถ้ามาซื้อน้ำ ซื้อกาแฟ แก้วละ 45 บาท จะสูงเกินไปสำหรับเด็กที่ไม่มีรายได้ ส่วนน้ำสมุนไพรแก้วละ 25 บาท

นับเป็นวิธีคิดที่น่าสรรเสริญยิ่งนัก แต่จะมีสักกี่ร้านที่จะคิดราคาพิเศษให้กับเยาวชนของชาติแบบนี้ หากผู้ประกอบการรายไหนชื่นชอบก็สามารถนำไปใช้ได้เลย เชื่อว่าคุณอวัสดาย่อมไม่หวงห้ามแต่ประการใด

คาด 2 ปีคืนทุน

ทีนี้พูดถึงในกรณีที่ลูกค้าต้องการจะขึ้นไปดูบ้านเก่าก็สามารถขึ้นไปดูได้เลย แต่ถ้าอยากทราบข้อมูลประวัติความเป็นมาต้องรอช่วงที่คุณอวัสดาว่างจากการขายก่อน และถ้าจะให้ดีควรมีเวลาอยู่ที่นี่อย่างน้อย 1 ชั่วโมง จะได้เรียนรู้ภูมิปัญญาของชาวไทยใหญ่ พร้อมทั้งหามุมถ่ายรูปสวยๆ ไปอวดพรรคพวก

“ถ้ามาบ้านโบราณหลังนี้สิ่งที่ลูกค้าจะได้รับรู้ อย่างแรกคือ สถาปัตยกรรมหรือภูมิปัญญาของคนโบราณ ที่เห็นชัดๆ เลยคือ ฝาลาย ช่องระบายอากาศ ระบายลม ซึ่งผิดกับบ้านสมัยนี้ที่ปิดทึบหมด ทำให้บ้านไม่ได้ที่ถ่ายเทอากาศ และให้สังเกตที่พื้น เขาจะปูพื้นให้ห่าง เพราะให้เป็นที่ระบายอากาศ เนื่องจากอากาศจะขึ้นมาจากข้างล่าง จากใต้ถุนบ้านขึ้นไปแล้วก็จะไปออกที่ปล่องลม ตรงครัวไฟ เมื่อก่อนเขาจะใช้ฟืน ถ้าไม่มีที่ระบายอากาศ ควันจะฟุ้งทั่วบ้าน”

ในการลงทุนทำร้านและซื้ออุปกรณ์รวม 300,000 บาทนั้น คุณอวัสดา บอกว่า หากยังมีลูกค้ามาในจำนวนที่เป็นอยู่ในตอนนี้ คิดว่าจะคืนทุนได้ไม่เกิน 2 ปี เพราะเฉลี่ยแล้วจะขายได้ตกวันละ 30 แก้ว

วันที่ไปนั่งดริ๊งก์กันนั้น เหล่านักข่าวจากส่วนกลางและบรรดาเจ้าหน้าที่ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ต่างเพลิดเพลินกับการนั่งเล่นนั่งคุยกันที่ร้านแห่งนี้ เพราะแม้จะไม่มีแอร์เปิดให้ชุ่มฉ่ำเหมือนร้านกาแฟดังๆ ทั่วไป แต่ร่มเงาของไม้ใหญ่ก็ทำให้อากาศเย็นสบาย นั่งแล้วไม่อยากจะลุกไปไหน

เชื่อว่าหลายคนคงชอบบรรยากาศแบบนี้ ส่วนใครที่อยากจะเข้ามาจัดงานเลี้ยงที่นี่เพราะนอกจากจะร่มรื่นเย็นสบายแล้ว ยังมีฉากเป็นบ้านโบราณด้วย เจ้าของร้านกาแฟ @ บ้านโบราณ บอกตอนนี้อาจจะไม่สะดวกนัก แต่ถ้าจะให้ดีลองปรึกษาหารือคอนเซ็ปต์การจัดงานก่อน ที่ โทรศัพท์ (084) 484-1618, (081) 881-6534

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07045011256&srcday=2013-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 338

อาหารสร้างอาชีพ

3 แชมป์ 3 สไตล์ “จานด่วนไทย ไปครัวโลก”

การแข่งขันประกวดการทำอาหารในรายการ “จานด่วนไทย ไปครัวโลก” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญของการจัดงาน “สร้างอนาคตไทย 2020″ ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา ได้ปิดฉากลงแล้วเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2556

หลังจากเปิดเวทีเฟ้นหาสุดยอดทีมผู้เข้าแข่งขันในภาคอีสานมาแล้ว 4 ครั้ง ทั้งที่ หนองคาย, นครราชสีมา, อุบลราชธานี และ ขอนแก่น

การประกวดอาหาร “จานด่วนไทย ไปครัวโลก” 3 จังหวัดสุดท้าย จัดขึ้นที่ จังหวัดนครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา และ เชียงใหม่

ภายใต้เงื่อนไขในการใช้วัตถุดิบสำหรับการปรุงอาหารที่แตกต่างกันไปตามแต่ละจังหวัด

เช่น จังหวัดนครสวรรค์ ผู้เข้าแข่งขันเลือกใช้ความโดดเด่นของเนื้อปลากราย ลูกชิ้นปลากราย ตลอดจนพืชสำคัญอย่าง “บัว” มาจัดเมนูอาหารได้อย่างน่าสนใจ

ในขณะที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัตถุดิบสำคัญอย่าง “กุ้งแม่น้ำ” ก็ถือเป็นไฮไลต์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจได้ไม่น้อยเลย

และ จังหวัดเชียงใหม่ การเลือกใช้ แหนม ประกอบเข้ากับ เห็ดหอมสด รวมถึงผลไม้เมืองหนาวอย่าง สตรอเบอร์รี่ ก็ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับผู้เข้าแข่งขัน และสร้างความสนุกสนานให้กับผู้ชมมากเป็นพิเศษ

ท้ายที่สุดก็ได้ผู้ชนะในฐานะ “แชมป์” จานด่วนไทย ไปครัวโลก ครบทั้ง 7 จังหวัด

นอกเหนือไปจากความสนุกสนานของกิจกรรมการแข่งขัน และช่วยพัฒนา ยกระดับฝีมือในการประกอบอาหาร ต่อยอดความคิดสร้างสรรค์สำหรับผู้เข้าร่วมการแข่งขันแล้ว โครงการ “จานด่วนไทย ไปครัวโลก” ยังถือเป็นการจุดประกาย และเตรียมความพร้อม สำหรับผู้ประกอบการอาหารทั่วประเทศไทย ให้ตื่นตัว พร้อมที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อก้าวไปสู่การแข่งขันในอนาคตนั่นเอง

“ร่มโพร่วมใจ”

พิชิตชัยที่นครสวรรค์

การแข่งขันประกอบอาหาร “จานด่วนไทย ไปครัวโลก” ในหัวข้อ “โชว์เหนือ เมนูเด็ด เซ็ทอร่อย” ที่จังหวัดนครสวรรค์ มีการกำหนดวัตถุดิบหลักไว้ 3 ชนิด ได้แก่ บัว (สายบัว เม็ดบัว รากบัว ไหลบัว ฯลฯ), น้ำผึ้ง, ลูกชิ้นปลากราย

โดยมี คุณสมดี คชายั่งยืน รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ร่วมทดสอบรสชาติอาหาร และเป็นประธานมอบรางวัล ปรากฏผลดังนี้

ทีมชนะเลิศ ได้แก่ ทีมร่มโพร่วมใจ จังหวัดอุทัยธานี ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท อันดับ 2 ได้แก่ ทีมสาม-สาก จังหวัดพิจิตร ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท อันดับที่สาม ได้แก่ ทีมกลุ่มปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท และรางวัลชมเชย ได้แก่ ทีมกล้วยไข่ จังหวัดกำแพงเพชร ได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท

คุณเจี๊ยบ-นภารัตน์ งามขำ ผู้ใหญ่บ้านท่าโพ หมู่ 4 อำเภอหนองขาหย่าง จังหวัดอุทัยธานี ในฐานะหัวหน้าทีมร่มโพร่วมใจ ให้สัมภาษณ์ด้วยน้ำตาคลอเบ้า หลังทราบคำตัดสิน

“ไม่คิดว่าจะชนะเลิศได้ เพราะวัตถุดิบบังคับ คือ บัว ไม่ใช่ของที่คุ้นเคย และไม่เคยทำมาก่อน เลยรู้สึกกดดัน แต่เคยแกงบอนขายที่หมู่บ้านมาก่อน จึงนำเทคนิคมาปรับใช้กับสายบัวแทน” ผู้ใหญ่ฯ เจี๊ยบ เผยความรู้สึก

ก่อนบอกความเป็นมา กลุ่มร่มโพร่วมใจ ไม่ใช่มืออาชีพจากภัตตาคาร แต่เป็นกลุ่มแม่บ้าน ที่ใช้เวลาว่างจากการทำนามารวมตัวกันทำอาหารคาว-หวานขายในหมู่บ้านได้ราว 2 ปีเศษแล้ว สำหรับเมนูเด่นสร้างชื่อนั้น ส่วนใหญ่เป็นอาหารพื้นบ้านสูตรโบราณ ที่หารับประทานได้ยากในยุคนี้ อาทิ แกงบอน แกงขี้เหล็ก ผัดหมี่ ข้าวต้มมัด ขนมกล้วย ฯลฯ

ส่วนเมนูที่ช่วยกันคิดค้นและลงมือปรุง จนชนะใจกรรมการได้ในครั้งนี้ หัวหน้าทีมท่านนี้ บอก ประกอบด้วย ข้าวผัดห่อใบบัว ยำเก้าเซียน มังกรหวงไข่ และ วุ้นใสใจบัว

“ยำเก้าเซียน วัตถุดิบประกอบด้วย ปลาหมึกแห้ง มะม่วงหิมพานต์ เม็ดบัวทอด กระเพาะปลา ไส้กรอกทอด ปลาหมึกม้วน หอมเจียวเหลือง พริกใหญ่แห้ง

ส่วนน้ำปรุงรส ให้นำมะขามเปียก ซอสพริก น้ำตาลปี๊บ ไปเคี่ยวรวมกัน ก่อนใส่แบะแซลงไปเล็กน้อยเพื่อเพิ่มความเหนียว จากนั้นนำวัตถุดิบทั้งหมดมาคลุกเคล้า จะได้ออร์เดิร์ฟออกมาหน้าตาสวยงาม พกพาได้สะดวก ไม่หกเลอะเทอะ” หัวหน้าทีมร่มโพร่วมใจ เผยอย่างนั้น

ก่อนฝากทิ้งท้าย ท่านใดอยากได้ สูตรการทำอาหารพื้นบ้านโบราณ ที่ทำขายอยู่ทุกวันนี้ สามารถติดต่อไปได้ พวกเธอจะไม่มีการหวงสูตร และเต็มใจถ่ายทอดให้เต็มที่ เพราะจะได้เป็นการช่วยกันอนุรักษ์อาหารไทยให้ตกทอดจนถึงรุ่นลูก-หลานต่อไป

“ครัวริมน้ำท้ายเกาะ”

ครองแชมป์จานเด็ดฯ ภาคกลาง

การแข่งขันประกอบอาหาร “จานด่วนไทย ไปครัวโลก” ในหัวข้อ “สูตรภาคกลาง จานเด็ด อร่อยเหาะ” อันเป็นกิจกรรมภายในงาน “สร้างอนาคตไทย 2020″ ซึ่งจัดขึ้นที่ ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (7-9 พฤศจิกายน)

กลายเป็นอีกสนามหนึ่งซึ่งสร้างความลำบากใจให้กับกรรมการที่ต้องตัดสินคัดเลือกหาผู้ชนะเลิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการแข่งขันรอบ 4 ทีมสุดท้าย

เชฟจารึก ศรีอรุณ เชฟประจำศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน หรือ มติชน อคาเดมี กล่าวถึงผลงานที่แต่ละทีมแสดงฝีมือในวันนั้นว่า หากพิจารณาเรื่องรสชาติแล้ว มีความใกล้เคียงหรือไม่แตกต่างกันมากนัก สามารถควบคุมให้รสชาติออกมาได้ในมาตรฐานของอาหารแต่ละเมนู

“จุดตัดสินจึงอยู่ที่ข้อผิดพลาดเรื่อง การจัดอาหารลงในกล่องมีความเหมาะสมมากน้อยกว่ากันเพียงใด ความครบของเมนู และตอบโจทย์ที่ทานได้ทั้งคนทั่วไปรวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติ”

ท้ายที่สุด ชัยชนะก็ตกเป็นของทีม ร้านครัวริมน้ำท้ายเกาะ จังหวัดปทุมธานี

ด้วยเมนูหลักที่นำเสนอ 4 รายการ ประกอบด้วย ต้มข่ากุ้ง ปลาทับทิมผัดเม็ดมะม่วง ทอดมันปลากราย น้ำพริกกุ้งสด

ด้วยรสชาติที่กลมกล่อม กับเมนูที่สะท้อนความเป็นไทยได้ดีทั้ง น้ำพริกและทอดมัน แต่ขณะเดียวกัน เมนูต้มข่ากุ้งแม่น้ำก็เป็นการผสมผสานวัตถุดิบท้องถิ่น กับอาหารเมนูที่ชาวต่างชาติคุ้นเคยและชื่นชอบ

นั่นจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทีมตัวแทนจาก จังหวัดปทุมธานี ได้ครองแชมป์ “จานด่วนไทย ไปครัวโลก” ของภาคกลางได้สำเร็จ

โชว์เหนือ เมนูเด็ด เซ็ทอร่อย

สาวเมืองรถม้า คว้าแชมป์

แม้จะผ่านเวทีการแข่งขันการปรุงอาหารมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ความตื่นเต้นก็ยังคงแสดงออก แลเห็นได้บนสีหน้าของ “คิน” กมลชนก อินทร์ขวาง หญิงสาววัยเพียง 20 ปี หนึ่งในสมาชิกทีม “สาวเมืองรถม้า” ที่เข้าร่วมแข่งขันทำอาหาร “จานด่วนไทย ไปครัวโลก” ในหัวข้อ “โชว์เหนือ เมนูเด็ด เซ็ทอร่อย”

คิน และเพื่อนร่วมทีม (ธนารีย์ เป็งวัง และ มะลิ วรรณโภคา) มีความรู้สึกเดียวกันหลังได้รับทราบผลประกาศรางวัลชนะเลิศ คือ ตื่นเต้น ดีใจ (ในระดับสูง)

คิน ตัวแทนทีมสาวเมืองรถม้า เล่าให้ฟังว่า เธอทั้ง 3 คน มีสถานะเป็นนักศึกษา ปวส.ปี 2 ประเภทวิชาคหกรรม สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ วิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง ทุกคนจึงมีใจรักในการปรุง ซึ่งกับตัวคินนั้น รู้ตัวเองว่าจะเดินสู่เส้นทางสายอาหารตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

การเรียนในชั้นคือการสั่งสมความรู้ แต่ทว่าจะให้ดีต้องมีประสบการณ์ และนี่จึงเป็นเหตุผลให้เดินสู่สนามแข่งขัน “กับเวทีนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 กับการเข้ามาแข่งก็เพื่อสร้างประสบการณ์ แสดงฝีมือ ก่อเกิดการพัฒนาตัวเอง แม้เวทีนี้จะไม่ใช่ครั้งแรก แต่ก็รู้สึกตื่นเต้น และยิ่งรู้ว่าชนะก็ยิ่งดีใจมาก ซึ่งคินมีความฝันจะเดินสู่เส้นทางสายเชฟ อยากทำงานกับเชฟทั่วโลก ได้เดินทางรอบโลก ส่วนเพื่อน ธนารีย์ ก็มีความฝันสู่การสานต่อธุรกิจร้านอาหารของครอบครัว สำหรับมะลิมุ่งหวังเดินทางไปต่างประเทศ ไปทำงานร้านอาหารต่อไป”

ทั้งนี้ กับการก้าวสู่สนามแข่งขัน “จานด่วนไทย ไปครัวโลก” ทีมสาวเมืองรถม้า บอกว่า นี่คือเวทีใหญ่ ที่ท้าทายความสามารถ ซึ่งพอทราบข่าวก็เตรียมพร้อมลงมือคิดปรับปรุงสูตรที่เคยทำกินให้เข้าสู่กระบวนการตามกฎกติกากำหนดไว้ โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เลือกผลไม้ตามฤดูกาลมาปรุงแต่ง ไม่ว่าจะเป็น สตรอเบอร์รี่ ลิ้นจี่ ลำไย หรือรวมไปถึงวัตถุดิบโดดเด่นในภาคเหนือ อย่าง แหนม

จากนั้นรังสรรค์ส่วนผสมปรุงเมนูโชว์ความสามารถ 4 รายการ ที่มีชื่อเรียกเก๋ๆ ได้แก่ อัญมณีเมืองรถม้า (ยำผลไม้) อำพันซ่อนเล่ห์ (แหนมทงคัตสึสอดไส้ชีส) พลอยล้อมเพชร (สปาเกตตี้แกงเผ็ดเป็ดย่าง) โกเมนอาลัมภางค์ (มูสสตรอเบอร์รี่กะทิ)

“ทดลองทำตั้งแต่วันแรกที่ทราบว่ามีการแข่งขัน ให้พ่อแม่ ให้เพื่อนๆ และญาติได้ชิมกัน คำติชมก็นำมาปรับปรุง จนกระทั่งพร้อมแข่งขัน ซึ่งกับเมนูทั้งหมดนี้ ก็เป็นเมนูที่ทำทานกันอยู่แล้ว เพียงแต่ปรับเปลี่ยนวัตถุดิบให้เข้ากับกติกากำหนดไว้ และการปรุงรสต้องเสิร์ฟได้ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ”

คิน ยังกล่าวถึงแนวคิดกับการคัดเลือกเมนูอาหาร ว่าคำนึงถึงความเป็นไทย “อาหารที่ทำออกมานั้นไม่ได้แสดงแค่ความเป็นภาคเหนือ แต่สื่อถึงความเป็นไทย เพราะจุดประสงค์ของทีมต้องการ ให้อาหารไทยได้เป็นที่รู้จักในระดับสากล แต่ถ้าถามว่ามีเทคนิคในการทำอาหารอย่างไรให้อร่อย นั้นจริงๆ แล้วหัวใจอยู่ที่วัตถุดิบต้อง สด สะอาด นี่คือเรื่องง่ายๆ ที่ไม่ควรมองข้ามค่ะ”

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07054010856&srcday=2013-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 330

อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“เฮลโล เวจจี้” สแน็กดีจากธรรมชาติ จากโอท็อป ทะยานไกลโกอินเตอร์

เมื่อปีที่แล้วยอดขายยังไม่หักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านบาท ในปีนี้สินค้าได้วางในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ครบทุกสาขา คาดว่าทั้งปีผลประกอบการจะโตเป็นเท่าตัว หรือที่ประมาณ 60 ล้านบาท

จากอดีตเด็กหนุ่มขายเห็ดทอดเมืองพัทลุง ปัจจุบัน กลายเป็นเจ้าของอาณาจักรเห็ด และยังเป็นผู้ผลิตเห็ดทอดรายใหญ่ ใช้ชื่อแบรนด์สินค้าว่า “เฮลโล เวจจี้” ของฝากเลื่องชื่อแดนใต้ แถมยังส่งขายร้านเซเว่นอีเลฟเว่น อีกกว่า 6,000 สาขา สำหรับจุดเด่นของเห็ดทอดชนิดนี้เป็นขนมขบเคี้ยวที่อร่อย ดีต่อสุขภาพ ซึ่งที่มาของธุรกิจเกิดขึ้นจากการไม่หยุดคิดของนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ วัยเพียง 30 ปี คุณชัยยงค์ คชพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เห็ดทอดนาโหนด ฟู้ดส์ จำกัด ผู้บุกเบิกและปลุกปั้นเห็ดทอดให้ทุกคนหลงรัก

เห็ดทอดต้องพัทลุง

ไต่เต้าจนได้ดี

คุณชัยยงค์ คชพันธ์ กรรมการผู้จัดการ เท้าความว่า พื้นเพเป็นคนพัทลุง คุณพ่อคุณแม่มีอาชีพหลักเป็นครู ส่วนอาชีพเสริมคือ เพาะเห็ดขาย มีเห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู เห็ดนางรม ราว พ.ศ. 2536 เกิดปัญหาเห็ดล้นตลาด ครอบครัวแก้ไขด้วยการนำเห็ดมาแปรรูปเป็นเมนูต่างๆ อาทิ เห็ดชุบแป้งทอด น้ำพริกเห็ด เห็ดสวรรค์ ซึ่งก็ได้รับคำชื่นชมโดยเฉพาะเห็ดทอดรับประทานคู่กับน้ำจิ้มสูตรเด็ดฝีมือคุณแม่

ช่วงที่ครอบครัวนี้ขายเห็ดชุบแป้งทอด พวกเขามีเพียงกระทะกับเห็ดไปทอดขายที่สถานีรถไฟพัทลุง คุณชัยยงค์ บอกว่า ตอนนั้นอายุได้เพียง 16 ปี ไปยืนทอดเห็ดทำแบบง่ายๆ ขายขีดละ 10 บาท ขายดีได้กำไรวันละหลายพันบาท เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ที่ซื้อ ล้วนมาขึ้นรถไฟหรือสัญจรแวะผ่านไปผ่านมา เมื่อขายดีหนที่สุดเลยขยายสาขามีประมาณ 7 สาขา

จวบจนคุณชัยยงค์ต้องเข้ามาเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ และสามารถคว้าใบปริญญาสาขาการตลาดมาได้ เขาบอกว่า เลือกที่จะกลับบ้านไปพัฒนาเห็ดทอด โดยมีเป้าหมายคือ ผลักดันให้เป็นสินค้าโอท็อป เจาะตลาดของฝาก รวมถึงจะทำเห็ดทอดบรรจุถุงส่งขายทั่วประเทศอีกด้วย

จากเห็ดทอดสดๆ รับประทานกับน้ำจิ้มตอนร้อนๆ ต้องมาถูกบรรจุใส่ถุง กลับกลายเป็นว่าไม่อร่อย แข็ง อมน้ำมัน มีกลิ่นหืน เก็บได้ไม่นาน เลยทำให้ฝันที่พ่อค้าขายเห็ดวาดไว้ไม่สำเร็จ แต่เขาก็ไม่ท้อถอยดั้นด้นหาทางออกจนเจอ

“ผมพัฒนาสูตรแป้งให้กรอบ และได้เข้าร่วมโครงการของศูนย์บ่มเพาะมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย หรือ iTAP มีที่ปรึกษามาคอยช่วย จนในที่สุดเห็ดชุบแป้งทอดก็สามารถเก็บไว้ได้นานข้ามเดือน กรอบนาน ไม่อมน้ำมัน สามารถเจาะตลาดของฝากได้อย่างสบายๆ”

มาไกลดังหวัง

ส่งร้านเซเว่นฯ ทั่วไทย

ภายหลังกำจัดจุดอ่อนสินค้าไปได้ กลับต้องมาพบปัญหาสำคัญอีก นั่นคือ ตลาดของฝากขายได้แค่ฤดูท่องเที่ยว พอหมดหน้าเที่ยวยอดก็ตกลงไปด้วย ตรงนี้จุดประกายความคิดให้ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงพัฒนาจากของฝากไปเป็นของกินเล่น หรือสแน็ก เพื่อให้ขายได้ทั้งปี รวมถึงมองหาช่องทางจัดจำหน่ายอย่างร้านเซเว่นอีเลฟเว่น

เมื่อเห็ดชุบแป้งทอดอันเลื่องชื่อแห่งอำเภอนาโหนด จังหวัดพัทลุง ต้องถูกจับมาแต่งตัวใหม่เพื่อเข้าสู่ตลาดสแน็ก แน่นอนว่าฐานลูกค้าย่อมไม่เหมือนเดิม

“ผมใช้ชื่อแบรนด์เห็ดชุบแป้งทอดว่า เฮลโล เวจจี้ เพื่อให้คนทั่วไปจดจำได้ รวมถึงลงทุนสร้างโรงงานให้ได้มาตรฐาน ซื้อเครื่องจักรมาผลิตเห็ดทอดที่มีคุณภาพ และเพื่อไม่จำเจ นอกจากเห็ดชุบแป้งทอด ยังมีผัก และดอกไม้ที่สามารถรับประทานได้มีประโยชน์ชุบแป้งทอดอีกด้วย เรียกว่า อร่อย มีประโยชน์ และวัตถุดิบทั้งหมดที่ใช้ก็มาจากอำเภอนาโหนด จังหวัดพัทลุงทั้งสิ้น”

ด้านช่องทางขาย เจ้าของสินค้าเลือกจะเดินเข้าไปเสนอตัวต่อร้านสะดวกซื้อชื่อดัง อย่าง เซเว่นอีเลฟเว่น กว่าจะได้รับอนุมัติวางขายในร้านใช้เวลาปรับปรุงสินค้าร่วมกับทีมงานเซเว่นอีเลฟเว่น นานถึงกว่า 2 ปี

“ก่อนจะออกสู่ตลาด ทางเซเว่นฯ มีทีมงานมาให้คำแนะนำ ทั้งด้านการผลิต มาตรฐานโรงงาน และการตลาด แพ็กเกจจิ้ง ฯลฯ ผมใช้เวลาพัฒนาอยู่นานถึง 2 ปี ราวปี 2554 ได้วางขายจริงในร้าน เบื้องต้นเฉพาะสาขาทางภาคใต้ก่อนประมาณ 660 สาขา จากนั้นยอดขายเติบโตขึ้นตามลำดับ จนต้นปี 2556 ทางร้านเซเว่นฯ ได้ให้โอกาสวางขายทุกสาขาทั่วทั้งประเทศแล้ว”

มีดีก็มีเสีย

SMEs ควรมีรายได้หลายด้าน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จะช่วยกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวาง ทว่าก็ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงเช่นกัน เพราะการฝากขายสินค้าเป็นระบบธุรกิจเครดิต จะจ่ายเงินเป็นงวด สำหรับเอสเอ็มอี สายป่านเงินทุนอาจไม่ยาวนัก อาจเกิดปัญหาขาดเงินทุนหมุนเวียนขึ้นได้

ปัจจุบัน นอกจากเห็ดชุบแป้งทอด เฮลโล เวจจี้ คุณชัยยงค์ยังหารายได้จากวิธีเดิม คือ ร้านเห็ดทอดสด 7 สาขาในจังหวัดพัทลุง และร้านก๋วยเตี๋ยว

สำหรับผลประกอบการของบริษัท คุณชัยยงค์ เปิดเผยว่า เมื่อปีที่แล้ว ยอดขายยังไม่หักค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 30 ล้านบาท ในปีนี้สินค้าได้วางในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ครบทุกสาขา คาดว่าทั้งปีผลประกอบการจะโตเป็นเท่าตัว หรือที่ประมาณ 60 ล้านบาท

ในตอนท้าย ผู้ประกอบการ เผยถึงหัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ นั้นคือ รู้ว่าตัวเองชอบและเหมาะที่จะทำอะไร เพราะจะช่วยให้ทำสิ่งนั้นได้ดีและทำอย่างมีความสุข

อนาคตเจ้าของกิจการได้ตั้งเป้าไว้ว่า จะเป็นผู้นำตลาดการแปรรูปเห็ดครบวงจร รวมถึงคิดค้นการทอดโดยไม่ใช้น้ำมันเพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคต่อไป

ใครสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือติดต่อที่ บริษัท เห็ดทอดนาโหนด ฟู้ดส์ จำกัด ที่อยู่ เลขที่ 190 หมู่ที่ 11 ตำบลนาโหนด จังหวัดพัทลุง โทรศัพท์ (074) 641-082, (081) 128-3921 หรือ Facebook/เห็ดทอดนาโหนด

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07043150756&srcday=2013-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 329

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

“ยี่หร่า” จานด่วน รส “ฮอต” เริ่มต้นขาย…ผ่านเฟซบุ๊ก

“พอเริ่มต้นแนะนำตัวในเฟซบุ๊ก ก็มีการตั้งคำถาม ทำไมไม่อย่างนั้น ทำไมไม่ทำอย่างนี้ ไม่น่าเชื่อ แค่บอก อยากทำแกงเนื้อขาย ทำไมถึงมีคนแสดงความเห็นเยอะเหลือเกิน ซึ่งผมมองว่ามันเป็นผลดีนะ ทำให้ชีวิตจากไม่รู้จะเริ่มยังไง กลายเป็นมีความหวังมากขึ้น”

ช่องทางทำมาค้าขายสมัยนี้ มีความหลากหลายกว่าแต่ก่อน โดยฉพาะการขายของผ่านทาง “สื่อออนไลน์” ด้วยแล้ว นับวันยิ่งจะเพิ่มความนิยมกันมากขึ้นทุกที

เรียกว่าใครมี “สินค้า” แบบไหน สามารถลองนำมา “ปล่อย” กันได้ตลอดเวลา ไม่ต้องง้อหน้าร้าน

“ยี่หร่า” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่เริ่มต้นธุรกิจของครอบครัวด้วยความตั้งใจ มีช่องทางจำหน่ายผ่าน “เน็ตเวิร์ก” เป็นจุดเริ่มต้น

และแม้วันนี้ยังไม่มีทุนมากพอจะเปิดเป็น “ร้าน” ให้ลูกค้าเดินเข้ามานั่งรับประทานกันได้เหมือนกิจการขายอาหารทั่วไป

แต่ไม่เห็นต้องแคร์ เพราะขอแค่ลูกค้าใช้ “Facebook-เฟซบุ๊ก” ได้…เป็นพอ

เมนูเด็ด

บ้านพ่อตา

คุณอิศรา เงาศุภธน หนุ่มใหญ่วัย 44 ปี เรียกแบบกันเองว่า คุณโอ๋ เจ้าของกิจการ “ยี่หร่า” ซึ่งชูสโลแกน “อาหารจานด่วน รสชาติไทยๆ” กรุณาสละเวลาช่วงออกบู๊ธในเมืองทองธานี มานั่งพูดคุยด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม

เริ่มต้นให้ฟัง พื้นเพเป็นคนลำปาง เรียนจบสาขาจิตรกรรมไทย จากวิทยาลัยเพาะช่าง เคยเปิดบริษัทรับงานด้านกราฟิกดีไซน์อยู่ที่เชียงใหม่ กระทั่งปี 2540 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เลยลงมาหางานทำที่กรุงเทพฯ รับออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ แต่ไม่มีหน้าร้านเพราะใช้บ้านเป็นออฟฟิศ ปัจจุบันงานเริ่มน้อยลง แต่ค่าใช้จ่ายมีแต่จะเพิ่มขึ้น จึงพยายามมองหารายได้เสริมอีกทางหนึ่ง

จนเมื่อราว 2 ปีก่อนหน้า มีโอกาสไปเยี่ยมพ่อตา ที่อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง เขานำอาหารทะเลพวกกุ้งหอยปูปลาเผารับประทานกับน้ำจิ้ม มาเลี้ยงเป็นอาหารหลัก พร้อมกับแกงเผ็ดเนื้อแบบ “ขลุกขลิก” หม้อหนึ่งเตรียมไว้ให้รับประทานกับข้าวแก้เลี่ยน

“พอทานแกงเข้าไปได้กลิ่นแปลกๆ เลยสงสัย พ่อตาเฉลยว่าเป็นกลิ่นของใบยี่หร่าประกอบกับสมุนไพรอีกหลายตัว ทานอีกคำติดใจแทบหยุดไม่ได้” คุณโอ๋ ย้อนถึงที่มาของอาหารจานสำคัญ

หลังจากนั้นหากอยากทำอาหารรับประทานเอง มักนึกถึงแกงเผ็ดเนื้อใบยี่หร่าสูตรของพ่อตา เลยให้ภรรยาโทรศัพท์ไปสอบถามถึงสูตรการทำ ซึ่งท่านไม่ได้ปิดบังสูตรแต่อย่างใด

คุณโอ๋ เล่าให้ฟังต่อ จนเมื่อไม่นานมานี้ ทางบ้านเกิดปัญหาเศรษฐกิจ จึงคิดอยากทำอาชีพที่สอง แต่คิดเท่าไหร่คิดไม่ออกว่าจะทำอะไรถึงขั้นกุมขมับ สุดท้ายเลยโพล่งขึ้นมา

“ทำแกงเนื้อขาย…ซะดีมั้ย”

ได้ยินดังนั้น แฟนสาวจึงถามต่อ จะทำยังไงทำเป็นข้าวราดแกงเหรอ คุณโอ๋ อธิบาย ตัวเขามีความชำนาญด้านการทำอาหารพอตัว ประกอบกับคิดว่าแกงเผ็ดเนื้อใบยี่หร่า สูตรจากบ้านพ่อตานี้ มีความอร่อยเป็นพิเศษและหาซื้อไม่ได้ทั่วไป หากนำมาทำเป็น “อาหารจานด่วน” อาจมีคนสนใจบ้างไม่มากก็น้อย

ภาพลักษณ์

ใบเบิกสำคัญ

และเพื่อให้ความคิดออกมาเป็นรูปเป็นร่างจับต้องได้ คุณโอ๋จึงเริ่มต้น “นับหนึ่ง” ด้วยการทำแกงเนื้อใบยี่หร่าออกมา 1 หม้อ ก่อนตักแบ่งไปให้กลุ่มเพื่อนจำนวนนับสิบคนทดลองชิม

“ตอนแรกเพื่อนๆ เขารับกันไม่ค่อยได้” คุณโอ๋ เผยตรงๆ ก่อนหัวเราะร่วน

พร้อมอธิบาย ส่วนใหญ่มักติที่มันมีกลิ่นสมุนไพรแปลกๆ เขาเลยต้องรับมาปรับใหม่ ด้วยการ “เติมนั่นนิด เติมนี่หน่อย” เพื่อให้ถูกปากคนเมือง ต่อมาเพื่อนหลายคนจึงให้ “ผ่าน” สำหรับรสชาติที่ปรุงแต่งใหม่

เมื่ออุปสรรคแรกไม่ใช่ปัญหา เรื่องที่ต้องคิดตามมาคือ หาหน้าร้านขาย เมื่อยังไม่มีเงินลงทุนถึงขั้นนั้น คุณโอ๋จึงหาทางออกด้วยการนำแกงเนื้อใบยี่หร่าใส่แพ็กคู่กับข้าว หวังให้ลูกค้าซื้อเป็นชุดอาหารจานพิเศษ จากนั้นจึงขอให้น้องชาย ซึ่งถนัดค้าขายผ่านออนไลน์เป็นทุนเดิม ช่วยเปิดหน้าแฟนเพจบนเฟซบุ๊กให้ ปรากฏคล้อยหลังไม่ทันไร มีคนเข้ามาให้ความสนใจเยอะมาก

คุณโอ๋ เล่าต่อ พอนำรูปอัพในเฟซบุ๊ก มีคนสนใจเพิ่มขึ้นอีก หลายคนออกปากชมว่าหน้าตาน่ารับประทาน หลายคนลองสั่งไปชิม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพื่อน-ญาติ-คนรู้จัก ที่บอกกันแบบปากต่อปาก

“พอเริ่มต้นแนะนำตัวในเฟซบุ๊ก ก็มีการตั้งคำถาม ทำไมไม่อย่างนั้น ทำไมไม่ทำอย่างนี้ ไม่น่าเชื่อ แค่บอก อยากทำแกงเนื้อขาย ทำไมถึงมีคนแสดงความเห็นเยอะเหลือเกิน ซึ่งผมมองว่ามันเป็นผลดีนะ ทำให้ชีวิตจากไม่รู้จะเริ่มยังไง กลายเป็นมีความหวังมากขึ้น” เจ้าของกิจการ เล่าด้วยน้ำเสียงเหมือนยังตื่นเต้น

ครั้นแนวโน้มธุรกิจเล็กๆ ในแบบของเขาเริ่มเข้าที่เข้าทาง คุณโอ๋จึงหันมาให้ความสำคัญกับ “แพ็กเกจ” มากยิ่งขึ้น จากเดิมใช้กล่องพลาสติกทนความร้อน หันมาเลือกใช้ “ไบโอชานอ้อย” ซึ่งไม่มีพิษภัยต่อสุขภาพแน่นอน

“แพ็กเกจที่ทำจากไบโอชานอ้อย ต้นทุนสูงกว่าพลาสติกทนความร้อนหลายเท่าตัว แต่ยอมลงทุน เพราะสิ่งหนึ่งที่ผมต้องการคือภาพลักษณ์ของสินค้า ถ้าคนรู้สึกดีตั้งแต่แรกพบ เขาจะรับกันได้ไม่ยาก และยินดีเข้ามาทดลองชิมรสชาติกันง่ายขึ้น” คุณโอ๋ เผยเทคนิค

เป้าใหญ่

บุก AEC

หลังจาก “ปรุงแต่ง” ทั้งรสชาติและหน้าตา ได้ลงตัว คุณโอ๋จึงนำสินค้าในแบบของเขา ขึ้นชั้นโชว์บนหน้าแฟนเพจผ่านเฟซบุ๊ก ปรากฏนอกเหนือจากคนรู้จักจะออกปากชมแล้ว ยังมีผู้คนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน เข้ามาขออุดหนุนกันจำนวนหนึ่ง

เขาจึงต้องตระเวนไปทำ “ข้อตกลง” กับรถจักรยานยนต์ในละแวกบ้าน เพื่อติดต่อขอให้เป็นสายส่ง หากมีลูกค้าสั่งมา

“การขายอาหารผ่านเฟซบุ๊กยากตรงที่ราคาค่าขนส่งสูงกว่าราคาอาหาร นอกเสียจากว่าลูกค้าสั่งจำนวนมากแล้วถึงจะมีกำไร ช่วงนี้เลยพยายามออกเมนูบุฟเฟ่ต์ ขายแกงเป็นหม้อ ให้เป็นทางเลือกกับลูกค้า ส่วนตัวเราสามารถขายได้จำนวนมากกว่าขายเป็นกล่อง” คุณโอ๋ บอกมาอย่างนั้น

ก่อนยอมรับ ช่องทางขายผ่านเฟซบุ๊กนั้น ช่วยสร้างเรื่องราว สร้างบรรยากาศ สร้างความสัมพันธ์ในครั้งแรก แต่หากจะขายทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ คงยาก ฉะนั้น จึงต้องมีช่องทางจำหน่ายอื่นเข้ามาเสริมด้วย เช่น การออกบู๊ธตามตลาดนัด หรืออีเว้นต์ต่างๆ

“หลังจากขายผ่านเฟซบุ๊ก คนเริ่มได้ชิม เริ่มรู้จัก แต่ไม่สามารถสร้างผลกำไรเป็นกอบเป็นกำได้ เพราะลูกค้าไม่ได้สั่งจำนวนมากนักเลยต้องหาช่องทางเพิ่ม ล่าสุดได้ไปเปิดบู๊ธขายที่ตลาดนัดลอยฟ้า ในตึกดีแทค ย่านจามจุรีสแควร์ เดือนละ 2 วัน” คุณโอ๋ เล่าอย่างนั้น

พร้อมเผยให้ฟังถึง “ฟีดแบ็ก” จากลูกค้า

“หลายคนชอบนะ อาจเป็นเพราะอาหารเหมาะสำหรับคนนั่งทำงานเบื่อๆ ง่วงๆ เป็นอาหารไม่เหมือนที่เจอทุกวัน อย่าง ก๋วยเตี๋ยว ข้าวมันไก่ ข้าวราดแกง ตามปกติ ของเราจะออกมาแบบรสชาติจัดจ้านไปเลย”

เกี่ยวกับวัตถุดิบ “เนื้อวัว” ที่ปัจจุบันอาจมีคนรับประทานน้อยลง คุณโอ๋ บอก แกงคั่วใบยี่หร่า สูตรดั้งเดิมใช้เนื้อวัว เพราะกลิ่นเหมาะกับเครื่องแกง แต่เพื่อมีทางเลือกให้คนไม่รับประทานเนื้อ เขาจึงพยายามดัดแปลงนำเนื้อไก่มาปรุงในแบบเดียวกัน ปรากฏรสชาติดีใช้ได้ จึงทำขึ้นมาเป็นเมนูเสริมด้วย

“อาหารของร้านยี่หร่า ทุกวันนี้มีแต่ เนื้อ ไก่ และไข่ ซึ่งหลายคนตั้งข้อสังเกต น่าจะอยู่ในหมวดอาหารฮาลาลได้ ต่อไปไม่แน่ อาหารในแบบของผมอาจไปตีตลาดในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย ก็ได้หลังจากเปิด AEC แล้ว” คุณโอ๋ บอกจริงจัง

ถามไถ่ถึงอุปสรรคสำคัญของกิจการนี้ คุณโอ๋ บอก เรื่องของวัตถุดิบนับว่าน่าหนักใจ โดยเฉพาะ “ใบยี่หร่า” ซึ่งมีขายมากในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม หลังจากนั้นหาซื้อตามตลาดได้ยากมาก เลยต้องเสาะหาแหล่งปลูกที่มีผลผลิตตลอดทั้งปี ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน

“ยี่หร่า เป็นหน้าใหม่ในวงการอาหาร แต่ยินดีรับคำเสนอแนะติ-ชม ทุกเรื่องครับ” คุณโอ๋ ฝากทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ขายอาหาร

ลักษณะกิจการ ครอบครัว

ชื่อกิจการ ร้านยี่หร่า

เมนูเด่น ข้าวแกงคั่วโคขุนใบยี่หร่า ข้าวโคขุนเขียวหวานขลุกขลิก ข้าวไก่กะเพราป่า

เจ้าของกิจการ คุณอิศรา เงาศุภธน

เงินลงทุนเริ่มต้น หลักหมื่น

ราคาขายสินค้า ข้าวราดชุดละ 55-65 บาท แกงหม้อตักขายตามน้ำหนัก

ช่องทางจำหน่าย ผ่านทางเฟซบุ๊ก และออกบู๊ธตามตลาดนัดและอีเว้นต์ต่างๆ

แรงงาน 2-3 คน

ติดต่อได้ที่ (081) 692-2243 หรือ Facebook.com/yeerha

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046150756&srcday=2013-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 329

อาหารสร้างอาชีพ

ปาณตะวัน pantawan@hotmail.com

ปั้นสิบ 10 ล้าน ขนมคำเล็ก ทำรายได้คำโต

บริษัท ปั้นเงินอินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด โรงงานผลิตขนมชื่อดังแห่งเมืองพัทลุง ผลิต “ปั้นสิบไส้ปลา” ใส่ตรายี่ห้อว่า “ขนมน้องหนึ่ง” ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายช่วงวิกฤต และผ่านการพัฒนาขนมมาอย่างมืออาชีพ จนสร้างยอดขายได้เดือนละ 2 ล้านบาท ใครจะเชื่อว่าขนมปั้นสิบชิ้นเล็กๆ ใส่ถุงพลาสติกเมื่อ 10 ปีก่อน ไม่มีฉลากบอกตราสินค้า อาศัยฝากเพื่อนฝูงช่วยขายพอประทังจ่ายค่าเทอมของลูก บัดนี้ กิจการขนมเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลเมืองหลวง ได้เติบโตขยายเป็นโรงงานที่มีบ่อบำบัดน้ำเสียอย่างสมบูรณ์ ขนมปั้นสิบเมืองพัทลุงกลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจ ยกฐานะขึ้นเป็นขนมประจำจังหวัดที่สร้างชื่อเสียงและนำรายได้มาสู่ภูมิภาคอย่างคาดไม่ถึง

ขนมชิ้นเล็ก ส่งลูกเรียนสำเร็จ

ชาวนาสู้ชีวิตอย่าง แม่เจือ รัตตะโน หญิงแกร่งแห่งเมืองพัทลุง ผู้ไขว่คว้าหารายได้มาส่งเสียลูก 3 คนให้เรียนหนังสือ วันหนึ่งได้ไปเรียนรู้วิธีทำ “ขนมปั้นสิบไส้ปลา” จากญาติ ด้วยความหวังอยากทำขายเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว หลังจากนั้นนำสูตรขนมปั้นสิบไส้ปลาที่ได้เรียนรู้มาลองประยุกต์อยู่หลายครั้ง กลิ่นหอมจากการทอดขนมปั้นสิบใหม่ๆ ลอยไปกระทบจมูกเพื่อนบ้าน และนำพาเพื่อนบ้านให้มาลิ้มลองรสชาติ ต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า รสชาติอย่างนี้ควรจะทำไปขาย แม่เจือถือโอกาสนี้หยิบจับขนมปั้นสิบใส่ถุงพลาสติกฝากเพื่อนบ้านไปขาย และนั่นคือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของขนมที่เกิดจากก้นครัว ซึ่งทำให้แม่เจือมีรายได้จากการขายปั้นสิบวันละ 1-2 กิโลกรัม

ปั้นสิบระบาดทั่วเมืองพัทลุง

ความหอม ความกรอบ และความอร่อยของปั้นสิบไส้ปลารายนี้ ถูกกล่าวถึงจนกระฉ่อนไปทั่วเมืองด้วยกลยุทธ์ปากต่อปาก ทำให้ยอดขายขยายออกไปเป็นโยงใย จากความสัมพันธ์ของชุมชนหนึ่งไปสู่อีกชุมชนหนึ่ง ยอดขายขยับเรตติ้งสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ลูกสาวทั้ง 3 คนก็นำปั้นสิบฝีมือแม่ไปขายให้เพื่อนเรียนและเพื่อนร่วมงานด้วยเช่นกัน เพื่อนบ้านใกล้เคียงที่เคยมาช่วยทำขนม บัดนี้กลายเป็นคนงานทอดขนมให้แม่เจือไปแล้วหลายสิบคน ขนมปั้นสิบจำนวนนับร้อยกิโลต่อวัน ถูกลำเลียงส่งไปขายตามร้านค้าต่างๆ ทั่วจังหวัดพัทลุง จนกลายเป็นของฝากประจำจังหวัดไปในที่สุด

ท้าพิสูจน์ทำขนมก็รวยได้

เส้นทางธุรกิจผลิตขนมชิ้นเล็กๆ รายนี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง “ปั้นสิบไส้ปลานางเจือ” เริ่มเป็นที่รู้จักและกระจายไปทุกภูมิภาคของประเทศ ยอดขายมากมายทำให้ภาระการผลิตและการจัดส่งสินค้ามีมากขึ้น ปัญหาต่างๆ เริ่มตามมา ด้วยวัยที่มากขึ้นทำให้แม่เจือไม่สามารถจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองอีกต่อไป กฤษฎิยา รัตตะโน ลูกสาวผู้ขันอาสาเข้ามาช่วยเต็มตัว ทายาทผู้สานต่อธุรกิจปั้นสิบไส้ปลาของแม่เจือ ตัดสินใจลาออกจากงานราชการที่ทำอยู่ในขณะนั้น (ปี 2551) ท่ามกลางความขัดเคืองใจของบิดา

“เราเป็นลูกคนเล็ก รับราชการอยู่กระทรวงการคลัง เป็นคนที่เรียกได้ว่าเงินเดือนน้อยที่สุด จึงสมควรออกมาช่วยแม่ทำธุรกิจ ภายใต้ความกดดันจากพ่อที่เห็นว่า เราเรียนมาตั้งมากมายแต่ไม่ได้ใช้ความรู้ทำงานดีๆ กลับมานั่งขายขนม ถ้าคิดจะทำแค่นี้ จบแค่ ป.6 ก็ทำได้แล้ว จุดนี้เองทำให้เราต้องการพิสูจน์ให้พ่อรู้ว่า การขายขนมถ้าทำเป็นธุรกิจให้เข้มแข็งโดยใช้สติปัญญาความสามารถแล้ว ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ดีกว่าการรับราชการเสียอีก”

ในที่สุด กฤษฎิยาก็พิสูจน์ความจริงให้ปรากฏแล้วว่า ทำขนมขายก็รวยได้ เมื่อลาออกจากราชการก็สานต่อธุรกิจปั้นสิบทอดด้วยปัญญาของตน เธอใช้ปัญญาปั้นขนม ทำให้ขนมเล่าที่มาและบอกแหล่งผลิตได้ จากนั้นสร้างความน่าเชื่อถือให้กับขนมโดยออกแบบฉลากใหม่ และเปลี่ยนชื่อแบรนด์ของขนม จาก “ปั้นสิบไส้ปลานางเจือ” เป็น ปั้นสิบทอดภายใต้แบรนด์ “ขนมน้องหนึ่ง” โดยเอาชื่อลูกสาวอีกคนของแม่เจือมาเป็นแบรนด์นำโชค จนทำให้ได้รับออร์เดอร์รายแรกจากพ่อค้าขายส่งรายใหญ่ ซึ่งสั่งซื้อขนมปั้นสิบเป็นจำนวนมากคิดเป็นเม็ดเงินเดือนละ 600,000 บาท

เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์

เปลี่ยนบุคลิกปั้นสิบทอด

กฤษฎิยาลงทุนแปลงโฉมขนมปั้นสิบอีกครั้งเพื่อเตรียมเปิดตัวในงานใหญ่ระดับชาติที่เมืองทองธานี นั่นคืองาน OTOP CITY ซึ่งเป็นงานใหญ่ประจำปีของรัฐบาล การลงทุนครั้งนี้พลิกโฉมปั้นสิบเมืองพัทลุงให้ดูโฉบเฉี่ยวด้วยบรรจุภัณฑ์ทันสมัยพร้อมสีสันสดใส มีแบรนด์ “ขนมน้องหนึ่ง” และภาพถ่ายขนมปั้นสิบโดดเด่นชัดเจน มีทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีนอยู่บนบรรจุภัณฑ์ ด้านหลังบรรจุภัณฑ์ยังบอกเล่าเรื่องราวของขนมปั้นสิบ พร้อมข้อมูลทางโภชนาการ และเครื่องหมายรับรองคุณภาพจากหลายสถาบัน การลงทุนครั้งนี้ได้ผลเกินคาดหมาย

“ผลจากการออกบู๊ธที่เมืองทอง ปรากฏว่าขายดีจนทอดกันไม่ทัน แล้วยังได้ออร์เดอร์มาเยอะมาก จนทำให้กลับมาคิดว่า อยู่นิ่งต่อไปไม่ไหวแล้ว ยอดสั่งหลายแสนบาทต่อเดือน กับพนักงานที่มีอยู่เพียงแค่ 40 คน จึงตัดสินใจกู้แบงก์ทันที 1 ล้านบาท เพื่อสร้างเป็นโรงงานทำขนมให้เป็นกิจจะลักษณะมากขึ้น”

แปลงความรู้สู่ภาคปฏิบัติในโรงงาน

ด้วยความบังเอิญ กฤษฎิยานำธุรกิจของตนเข้าไปเป็นแบบจำลองการทำแผนธุรกิจในการอบรมโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่ หรือ NEC ที่มหาวิทยาลัยทักษิณ เมื่อปี 2552 ครั้งนั้นทำให้เธอได้เรียนรู้การจัดทำแผนธุรกิจ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้สมัครเข้ารับการอบรมโครงการ NEC อย่างเป็นทางการ แต่เธอได้นำความรู้ที่ได้ครั้งนั้นไปใช้อย่างเป็นทางการจนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในธุรกิจของเธออีกครั้ง

“ความรู้ที่ได้ครั้งนั้นเขาสอนว่า การจะทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างมืออาชีพและแข็งแกร่ง จะต้องอาศัยการรับรองมาตรฐานทั้งในระดับประเทศและระดับนานาประเทศ เป็นต้นว่า ต้องผ่านการรับรองของ อย. ฮาลาล GMP และ HACCP เราก็เอาความรู้นั้นมาปรับปรุงการผลิต การจัดการ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้ปั้นสิบทอดน้องหนึ่งได้รับคัดเลือกให้เป็นสินค้า OTOP 5 ดาว ในปี 2552″

หลังจากได้รับ OTOP 5 ดาว ปั้นสิบไส้ปลาน้องหนึ่งโด่งดังพร้อมกับยอดออร์เดอร์เข้ามาอย่างถล่มทลาย จนภาระหนักตกอยู่ที่กองหลังซึ่งเป็นกำลังการผลิต ไม่สามารถผลิตได้ทันตามยอดออร์เดอร์ กฤษฎิยาจึงนำขนมปั้นสิบไส้ปลาน้องหนึ่ง เข้าร่วมโครงการศูนย์บ่มเพาะของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม จัดการพัฒนาเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งระบบ ได้แก่ พัฒนาตราผลิตภัณฑ์ รูปแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ ระบบการจัดการ ระบบการจัดทำบัญชีที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น

NEC แผงฤทธิ์

10 ล้าน ขอกู้กลางคันหลักสูตร

“ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2554 ยอดขายเราพุ่งสูงสุด 1,200,000-1,600,000 บาท เราตัดสินใจขอกู้เงินจากธนาคารอีกครั้ง ช่วงนั้นอยู่ในระหว่างการอบรมโครงการ NEC อย่างเป็นทางการ เราจึงเริ่มต้นเขียนแผนธุรกิจนำเสนอเพื่อขอกู้เงินจำนวน 10 ล้านบาท ขณะนั้นเองเกิดเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น โรงงานของเราถูกร้องเรียนจากคนในชุมชนว่าเราทำให้มลภาวะและสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ จึงถูกสั่งปิดโรงงาน เป็นช่วงที่ต้องดิ้นสุดฤทธิ์ ถูกปิดโรงงานเก่า แต่โรงงานใหม่ก็ยังไม่ได้รับอนุมัติเงินกู้ ตัดใจวัดดวงด้วยการทุบโรงงานเก่าทิ้ง เพื่อสร้างโรงงานใหม่ ทั้งๆ ที่ธนาคารยังไม่อนุมัติ”

ต่อมาทางธนาคารปฏิเสธการอนุมัติสินเชื่อ กฤษฎิยาเดินหน้าแก้เกมธุรกิจด้วยการส่งแผนธุรกิจอีกเล่มเข้าไปหนุนกิจการ ในที่สุดก็ได้รับอนุมัติเงินกู้จำนวน 10 ล้านบาท เพื่อนำมาสร้างโรงงานใหม่ พร้อมกับปรับปรุงการบริหารจัดการทุกอย่าง จนได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งในประเทศและต่างประเทศ การหวนกลับมาครั้งนี้มาพร้อมโรงงานภายใต้ชื่อบริษัท “ปั้นเงินอินเตอร์ฟู้ดส์”

ขนมคำเล็ก

แต่สร้างรายได้คำโต

บทเรียนที่เกิดจากการร้องเรียนของชาวบ้านในครั้งก่อน ทำให้กฤษฎิยามีความระมัดระวังในการบริหารจัดการมากขึ้น มีระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน มีระบบจัดการนำของเหลือมาใช้มาทำให้เกิดประโยชน์

“น้ำมันที่ใช้ทอดขนมเพียงครั้งเดียวแล้วทิ้ง เรานำน้ำมันนั้นไปจำหน่ายให้โรงงานไบโอดีเซล เศษปลาที่เหลือแกะก็จำหน่ายให้กับโรงงานอาหารสัตว์ น้ำล้างปลาก็ได้รับการบำบัดอย่างถูกวิธี โดยใช้เงินทุนมหาศาลในการจัดการเรื่องนี้ ซึ่งทำให้เราไม่เคยได้รับการร้องเรียนอีกเลย”

ปัจจุบัน บริษัท ปั้นเงินอินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด ทำธุรกิจผลิตขนมปั้นสิบไส้ปลาตรา “ขนมน้องหนึ่ง” มีคนงานประมาณ 100 คน มียอดขายเดือนละประมาณ 2 ล้านบาท นับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมากสำหรับธุรกิจที่ทำขนมเพียงอย่างเดียว ภายในโรงงานมีการจัดวางแผนกเป็นสัดส่วน เริ่มตั้งแต่ แกะเนื้อปลา หั่นหอม ทอดเจียว ยัดไส้ ขึ้นรูปขนม ทอด และบรรจุภัณฑ์ ไม่มีเครื่องจักรสำหรับการทอด แต่เป็นการใช้รูปแบบตั้งเตาแล้วใช้คนทอดเหมือนเช่นที่เคยทำมา ในอนาคต วางแผนใช้เครื่องจักรแทนคนงานอย่างแน่นอน

ขนมปั้นสิบไส้ปลาเมืองพัทลุงรายนี้ เป็นต้นแบบของความสำเร็จของธุรกิจที่ยกระดับจากสินค้า OTOP เป็นธุรกิจ SMEs นอกจากผลิตขนมป้อนแบรนด์ของตนเองแล้ว ยังรับจ้างผลิต หรือที่เรียกว่า OEM คือรับจ้างผลิตในแบรนด์ของผู้อื่นประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ โดยผลิตภายใต้แบรนด์ขนมน้องหนึ่ง 30 เปอร์เซ็นต์ มีการปรับปรุงรูปแบบบรรจุภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย ทุกวันนี้พี่น้อง 3 คนลาออกจากงานมาช่วยกันทำธุรกิจผลิตขนมคำเล็กๆ แต่กอบโกยรายได้คำโตๆ อย่างมั่นคง

กฤษฎิยา รัตตะโน

บริษัท ปั้นเงินอินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด

ผลิตขนมปั้นสิบไส้ปลา

เลขที่ 49 หมู่ 8 ตำบลชัยบุรี อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง 93000

โทรศัพท์ (074) 840-979, (086) 344-2897, (084) 702-1674

email : chatchaya_007@hotmail.com

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032150656&srcday=2013-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 327

อาหารสร้างอาชีพ

ธุรกิจจานเด็ด “หมูสะเต๊ะ” สูตรลับทหารอากาศ เปิดสอนแล้วที่ มติชน อคาเดมี

“หมูสะเต๊ะ” หนึ่งในเมนูของว่างที่อยู่ในใจของนักชิมมาโดยตลอด ยิ่งถ้าได้น้ำจิ้มหมูสะเต๊ะรสชาติดี และน้ำจิ้มอาจาดมากินแก้เลี่ยน พร้อมเสิร์ฟกับขนมปังปิ้ง 1 แผ่นด้วยแล้ว หลายคนคงปลาบปลื้มกับเมนูเด็ดนี้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งถ้าหากจะจัดอันดับความอร่อยของร้านหมูสะเต๊ะแล้ว พอเอ่ยชื่อร้าน มิตรไชยหมูสะเต๊ะ หลายคนอาจจะรู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดี เพราะเจ้าของร้าน ก็คือ พ.อ.อ. นพดล สมคิด หนึ่งในวิทยากรของศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) เจ้าของสูตรเด็ด “หมูสะเต๊ะ สูตรลับทหารอากาศ” ที่ครอบครองใจนักชิมทั้งรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่มานานหลายปี 

พ.อ.อ. นพดล สมคิด นายทหารอากาศ สังกัดกรมควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ (คปอ.) กล่าวว่า “เดิมทีผมเองไม่ได้คิดว่าจะขายหมูสะเต๊ะเลย เดิมทีตั้งใจว่า จะขายหมูกระทะเกาหลีแบบดีลิเวอรี่ส่งหน้าบ้าน แต่วันหนึ่งได้คุยกับ พ.อ.อ. ไพโรจน์ สะดวกดี ซึ่งเป็นนายทหารอากาศรุ่นพี่ ก็เลยมานั่งคุยกัน เขาบอกว่าทำหมูสะเต๊ะไหม ถ้าขายหมูกระทะต้องลงทุนสูง และข้างบ้านมีหมูกระทะอยู่ 2 ร้านแล้ว”

เมื่อได้ฟังเรื่องราวของหมูสะเต๊ะจากนายทหารอากาศรุ่นพี่ก็เกิดความสนใจ และลงมือทำทันที โดย พ.อ.อ. ไพโรจน์ มาฝึกทำให้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นการสอนให้เรียนรู้ไปในตัว โดยทำทั้งหมด 600 ไม้ ขายที่หน้าบ้าน ปรากฏว่าขายหมดเกลี้ยง พอขายได้หมดก็ดีใจ มีกำลังใจ จึงทำมาเรื่อยๆ ระยะแรกๆ ก็งงๆ เพราะต้องทำเองทุกอย่าง ค่อยๆ เรียนรู้จนทำได้ดี และนับจากนั้นเองก็ได้ทำขายเรื่อยมา โดยขายที่หน้าบ้านของตนเอง แม้ว่าระยะแรกๆ จะไม่ได้ขายทุกวัน เพราะติดที่ต้องเข้าเวร และเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อยๆ จนกระทั่งปี 2551 ได้ย้ายกลับมารับราชการที่กรุงเทพฯ ก็เลยได้ขายแบบเต็มตัว โดยจุดขายแรก คือ หน้าปากซอยนวมินทร์ 90 หมู่บ้านอัมรินทร์นิเวศน์ 2 ขายได้สัก 2-3 ปี จนกระทั่งมาลงตัวที่ “แม็คโคร สาขารามอินทรา” ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้าน มิตรไชยหมูสะเต๊ะ ในปัจจุบันนี้เอง ซึ่งที่มาของชื่อร้าน คงไม่ต้องสืบเสาะกันให้ยาก เพราะ พ.อ.อ. นพดล ชื่นชอบในศิลปินลูกทุ่งชื่อดังอย่าง “ไชยา มิตรไชย” อย่างหมดใจ จึงตั้งใจใช้ชื่อร้านเป็นนามสกุลของลูกทุ่งเงินล้านนี้เอง

ทำไมถึงต้องใช้ชื่อ มิตรไชยหมูสะเต๊ะ “ผมเป็นคนชอบลิเก ชอบคุณไชยา มิตรชัย ชอบในน้ำเสียงของเขา เขาเป็นคนร้องลิเกเพราะ เป็นลิเกโดยสายเลือด ติดตามผลงานเขามาตั้งแต่เขาอายุ 8-9 ขวบ แล้วพอได้มาขายหมูสะเต๊ะปุ๊บ คิดว่าเราจะใช้ชื่ออะไรดี ก็เลยใช้ชื่อคำว่า มิตรไชย มิตร ก็คือ เป็นมิตรกับลูกค้าทุกคน ไชย หมายถึง ชัยชนะ รวมกันเป็น มิตรไชยหมูสะเต๊ะ”

ตลอดเวลาที่ผ่านมา หมูสะเต๊ะสูตรนี้ได้รับการตอบรับจากลูกค้าดีมาก ถึงขนาดที่ว่ามีลูกค้าหลายรายจะขอซื้อสูตร แต่ก็ไม่เคยเปิดเผยให้กับใครอย่างจริงจัง ได้แต่แนะนำไปคร่าวๆ จนเมื่อได้รับคำแนะนำจาก อาจารย์ตระการ ทรงสายสกุล ครูผู้สอนวิชาข้าวมันไก่ฮ่องเต้ บอกว่า ถ้าจะถ่ายทอดความรู้จริงๆ ก็อยากให้มาถ่ายทอดวิชาที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน เพราะจะมีประโยชน์กับคนอื่นๆ มากกว่า จึงได้ตัดสินใจมาเป็นวิทยากรสอนอย่างจริงจัง

เกี่ยวกับสูตรหมูสะเต๊ะที่จะสอนให้นั้น พ.อ.อ. นพดล มั่นใจว่า “มีความอร่อยที่แตกต่างกว่าสูตรอื่นๆ โดยมีขั้นตอนการทำที่ต้องพิถีพิถัน ตั้งแต่การเลือกหมูที่ต้องเลือกหมูสาว การหมักหมูต้องหมักข้ามคืน แช่ไว้ในลังน้ำแข็งป่น (กรณีทำเช้าขายเย็น รสชาติจะแตกต่างกันนิดหน่อย และหมักไว้ในตู้เย็นความเย็นจะไม่ได้ระดับ) น้ำจิ้มจะต้องทำวันต่อวัน ถ้าเหลือเททิ้ง ฯลฯ ซึ่งเอกลักษณ์ความอร่อยของมิตรไชยหมูสะเต๊ะ ก็คือ เนื้อหมูจะนุ่มมาก ซึ่งร้านอื่นๆ ก็เนื้อหมูนุ่มเหมือนกัน แต่ของผมจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิง อย่างที่อื่นถ้าซื้อกินแบบร้อนๆ ผมบอกได้เลยว่าอร่อยแน่ แต่จะมาวัดกันที่เมื่อกลับไปถึงบ้านแล้วตอนหมูสะเต๊ะมันเย็นชืดก็ยังอร่อยครบรส แม้กระทั่งวางไว้บนโต๊ะพรุ่งนี้เช้ามาทานใหม่หมูก็ยังนุ่มเหมือนเดิมโดยที่เราไม่ต้องไปอุ่นอีกครั้งเลย ส่วนน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะของร้านอื่นๆ อาจจะเน้นรสหวานนำ แต่ของผมจะมีรสเผ็ดนำ เรียกได้ว่า มีรสเปรี้ยวหวานเค็มมันแบบลงตัวพอดี ส่วนรสชาติของน้ำอาจาด บางร้านอาจจะเปรี้ยวฉุน แต่ของผมมันจะออกเปรี้ยวเค็ม จะฉุนน้อย ซึ่งลูกค้าทั้งขาจรและขาประจำมักจะติดอกติดใจ และแวะเวียนกลับมาซื้อที่ร้านของเราอีกครั้งอยู่เป็นประจำ”

ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) จึงไม่พลาดที่จะพาทุกท่านไปไขกุญแจสุดยอดความอร่อยของ “มิตรไชยหมูสะเต๊ะ” ในหลักสูตรครัวสาธิต “หมูสะเต๊ะ สูตรลับทหารอากาศ” ของ พ.อ.อ. นพดล สมคิด ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2556 ในราคาสุดประหยัดเพียง 1,605 บาทเท่านั้น สำหรับใครหลายคนที่อยากได้วิชา ไปทำรับประทานเอง หรือนำไปต่อยอดธุรกิจก็ยังได้ เพราะ พ.อ.อ. นพดล จะมาถ่ายทอดความรู้ให้เต็มที่ แบบไม่มีกั๊กกันเลยทีเดียว

สำหรับรายละเอียดการเรียนนั้น ทุกท่านจะได้เริ่มเรียนรู้ตั้งแต่วิธีการหมักเนื้อหมู, วิธีการปิ้ง, วิธีการเสียบไม้ การทำน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ และน้ำจิ้มอาจาด รวมไปถึงการเลือกซื้อวัตถุดิบประเภทต่างๆ ก่อนปิดท้ายด้วยแนะนำการเปิดร้านขาย การลงทุนเบื้องต้น ทำเลที่เหมาะสม ตลอดจนการคำนวณต้นทุน กำไร เรียกได้ว่าเรียนจบคอร์สนี้ ก็สามารถนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจร้านค้าได้เลยทีเดียว

“ถ้าความรู้อยู่แค่คนคนเดียวมันไม่ได้เผยแพร่ แต่ถ้าให้คนอื่นที่เขามีความตั้งใจ และเขาไปทำขาย มีฐานะดีขึ้น เราก็ดีใจด้วย” พ.อ.อ. นพดล กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสำรองที่นั่งได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-84 ต่อ 2114, 2115, 2123, 2124 โทรสาร (02) 954-3971 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.matichonacademy.com

ติดต่อสอบถาม E-mail:matichon.academy@hotmail.com

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036150656&srcday=2013-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 327

อาหารสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

“Starter Station” สถานีแห่งความสุข-ความอร่อย

หากไปถามหลายต่อหลายคนว่าอยากทำธุรกิจอะไร เชื่อว่าคงมีไม่น้อยที่ตอบว่าอยากจะทำร้านอาหาร เพราะเป็นธุรกิจที่ได้เงินทุนคืนค่อนข้างเร็ว และยิ่งถ้าได้ทำเลดีๆ รสชาติอาหารอร่อยถูกลิ้นลูกค้า และราคาไม่แพงเกินไป รับรองรวยไม่รู้เรื่อง เนื่องจากทุกวันนี้ผู้คนนิยมรับประทานอาหารนอกบ้านกันมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่างๆ

คุณธีรพงษ์ คงจันทร์ หรือ คุณธี วัย 40 ปี เป็นอีกผู้หนึ่งที่เข้ามาสู่ธุรกิจร้านอาหาร แม้จะมีอาชีพประจำเป็นอาร์ตไดเร็กเตอร์อยู่แล้วก็ตาม แต่เพราะใจรัก ประกอบกับพี่สาวมีฝีมือทางด้านนี้ จึงตัดสินใจเปิดร้าน “Starter Station” อยู่ตรงข้ามร่ำรวยแมนชั่น 1 ซอยชินเขต 2/40 ซึ่งเพิ่งเปิดร้านได้ไม่นาน แต่ผลตอบรับจากลูกค้าก็ดีเกินคาด ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ “Starter Station” มีจุดเด่นแตกต่างจากร้านอาหารทั่วไปในย่านนั้น

ที่มาของชื่อร้าน

ก่อนอื่น คุณธี เล่าความเป็นมาของร้านนี้ว่า “องค์ประกอบและรูปแบบของร้านมีความหลากหลาย ทั้งในส่วนของหุ้นส่วนแต่ละคน เรารู้จักกันมานาน แต่แตกต่างกันมาก ทั้งวัย การใช้ชีวิต บางครั้งชื่อจริงยังไม่รู้จักกันเลย แต่เราก็คบหากันมานาน น้องมักเรียกผมกันจนติดปากว่าพี่หนวด และในฐานะหุ้นจะย้ำกับทุกคนว่า เราไม่มีสิทธิ์มากกว่าคนอื่นๆ คิดเสียว่าเราเป็นลูกค้า และเราแต่ละคนไม่มีสิทธิ์ไปยุ่มย่ามขณะที่พนักงานทำงานอยู่

ชื่อร้าน “Starter Station” เกิดจากการโหวตกัน แต่ละคนก็นำเสนอชื่อที่ตัวเองชอบ สุดท้ายมาเป็น Starter ที่ชอบชื่อนี้เพราะว่าเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่าง จากประสบการณ์ที่ผ่านมาคนไทยโดยส่วนใหญ่มักลังเล ไม่รู้จะเริ่มเมื่อไหร่ เริ่มอย่างไร จนเวลาผ่านไป ทำให้เสียโอกาสในชีวิต ผมจะพยายามบอกหรือสื่อสารกับทุกคนว่า ถ้าคุณไม่มีเป้าหมายอะไรที่ดีไปกว่านี้ เรามาเริ่มต้นทำในสิ่งดีๆ กัน คนเราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ทุกวัน ทุกๆ วันเป็นวันพิเศษ”

“Starter Station” ดีตรงที่มีสถานที่กว้างขวาง ใครอยากจะนั่งในห้องแอร์ก็นั่งได้แบบเย็นสบาย มีเสียงเพลงเบาๆ ขับกล่อม ส่วนใครอยากจะรับอากาศข้างนอกก็มีให้เลือก และที่นี่ยังสามารถรับลูกค้าเป็นกลุ่มใหญ่ได้ด้วย ประมาณ 60-100 คน ที่ผ่านมาก็มีคนมาจัดเลี้ยงสังสรรค์ และในบางโอกาสทางร้านก็จัดคอนเสิร์ตด้วย อย่างล่าสุด เชิญนักร้องวัยรุ่นมาขับกล่อม ปรากฏว่าคนซื้อบัตรแน่นร้าน ดังนั้น ทางร้านจึงวางแพลนที่จะเชิญนักร้องคนต่อไปในไม่ช้า

คุณธี พูดถึงบรรยากาศและการตกแต่งในร้านว่า “ในส่วนของรูปแบบร้าน คนไทยมีนิสัยเบื่อง่าย ร้านเราจึงมีความหลากหลาย แต่ละคนต่างมีมุมส่วนตัว แต่บางอารมณ์ก็อยากเปลี่ยนแปลง วันนี้อยากนั่งห้องแอร์ พรุ่งนี้อยากนั่งโซฟา หรือเปลี่ยนมานั่งเอาต์ดอร์ให้ลมปะใบหน้าสักหน่อย โดยพื้นฐานผมทำงานด้านดีไซน์ เราก็ใช้วิธีเดียวกันกับตอนที่ทำร้าน และด้วยความที่เราเป็นมือใหม่ (หัดทำ) แต่ก็ไม่เกร็งกังวล ทุกวันมีแต่ความตื่นตาตื่นใจ อิ่มเอมกับคำชม ตอนที่ลูกค้าติเราก็คิดว่าเป็นคำแนะนำ เป็นครูให้เราพัฒนาไปเรื่อยๆ ผมไม่กลัวเสียฟอร์ม

เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่เกือบจะทั้งหมด เราออกแบบและสั่งทำขึ้นมา ด้วยความชอบส่วนตัว ผมเป็นคนที่ชอบของเก่าๆ แต่ไม่ได้ขนาดถึงกับสะสม คือชอบแต่ไม่รู้จะเก็บยังไง เลยเอามาดัดแปลง เช่น กระเป๋าเหล็ก หีบเหล็กโบราณ ก็นำมาดัดแปลงให้เป็นโต๊ะ สังเกตได้ว่า กระเป๋าแต่ละใบที่ทางร้านมาประดับ ตกแต่งนั้น มีการเดินทาง มีอายุของมัน ไม้แต่ละท่อนที่เอามาใช้ จะพยายามให้คงรูปเดิมให้มากที่สุด เพื่อให้เห็นคุณค่าของรูปทรงและเนื้อไม้ชนิดนั้นๆ

อย่างเวลาที่เราเจอท่อนไม้ใหญ่ก็เอามาเรียงกันเป็น โต๊ะ เก้าอี้นั่ง เรียกว่า วันไหนที่เบื่อก็เปลี่ยนรูปทรง ให้มันเป็นโต๊ะ เก้าอี้ตัวใหม่ และที่สำคัญที่เป็นกิมมิกคือ ที่ร้านนี้เปรียบเสมือน แกลลอรี่ เฟอร์นิเจอร์ก็เหมือนงานศิลปะ ลูกค้าเหมือนผู้เข้าชมงาน ถ้าชื่นชอบเฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนก็ซื้อกลับบ้านได้เลย แต่ถ้าไม่ชอบชิ้นใหญ่ ทางร้านก็มีของที่ระลึก เช่น เสื้อยืด กระเป๋าผ้า ผ้ากันเปื้อน ลูกค้าที่เป็นผู้ชายบางคน ชอบดีไซน์ ชอบลายของผ้ากันเปื้อนก็ซื้อไปให้ภรรยาใช้ที่บ้านก็มีเหมือนกัน”

เลือกเฟ้นวัตถุดิบ

ในการทำร้านอาหารนั้น คุณธี ยอมรับตรงๆ ว่า ก่อนหน้านี้ไม่มีความรู้เรื่องอาหารเรื่องผักหรือเรื่องในครัวเลย แต่มองว่าการทำร้านอาหารก็เหมือนศิลปะอย่างหนึ่ง ทำไมเขาคิดเช่นนี้ ลองฟังดู

“ผมอยากบอกทุกคนว่าถ้าผมทำร้านอาหารได้ ใครๆก็ทำได้เช่นกัน เพราะผมไม่มีความรู้ทางด้านอาหารเลย ใบกะเพรากับใบแมงลักยังแยกไม่ออกเลย รวมถึงต้นหอมกับขึ้นฉ่าย ผมเคยไปทานผัดไทย ใจจริงต้องการผักกุยช่าย แต่บอกเด็กเสิร์ฟว่าขอต้นหอมหน่อย เด็กเสิร์ฟก็งงคิดว่าเราไปกวนเขา แต่ตอนนี้ผมรู้เยอะขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะไปจ่ายตลาดเองทุกเช้า และรู้ว่าจะต้องไปอะไรที่ไหนอย่างไรถึงจะได้วัตถุดิบที่สดใหม่และอร่อย บางครั้งเราต้องไปซื้อถึงเยาวราช ซึ่งจะมีลูกชิ้นเด้งที่อร่อย ใครมาทานเมนูลูกชิ้นเด้งที่ร้านจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อย

ผมพยายามบอกพ่อครัวว่าให้มองการทำอาหารเหมือนการทำงานศิลปะอย่างหนึ่ง ต้องสร้างสรรค์ไปเรื่อยๆ โดยพื้นฐานพ่อครัวต้องทำอาหารได้ บวกกับความอร่อย และความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ บนพื้นฐานเดิม และที่ขาดไม่ได้ต้องออกมาดูดี ถูกสุขลักษณะ ผมจึงตัดสินใจทำครัวให้ลูกค้าสามารถมองเห็นการปรุงได้ เพราะฉะนั้น พ่อครัวที่นี่จะต้องมีความพิถีพิถัน และต้องระมัดระวังเรื่องสุขลักษณะเป็นพิเศษ”

นอกจากคุณธีจะจ่ายตลาดเองแล้ว บรรดาเครื่องแกงหรือกะปิของที่นี่เขาก็เลือกเฟ้นด้วย เพื่อให้รสชาติอาหารทุกจานอร่อยทุกครั้งที่มารับประทาน ที่สำคัญ รสชาติเข้มข้นสไตล์คนใต้แท้ๆ

“ด้วยพื้นเพครอบครัวเป็นคนภาคใต้ บุคลิกของคนใต้และลักษณะนิสัยของคนใต้ คือ ทำอาหารรับประทานเอง เครื่องแกง เช่น กะปิ พริกแกง ก็ใช้ครกหินตำเอง แล้วทางร้านก็จะใช้เครื่องแกง กะปิ ที่ทางคุณแม่ตำมาใช้ปรุงอาหารของร้าน เพราะฉะนั้น รสชาติจะค่อนข้างจัดจ้าน”

สำหรับเมนูเด็ดของร้านนั้น มีหลากหลาย เช่นถ้าใครชอบรสจัดก็ต้องสั่งแกงป่าหมูเด้ง หมูเด้งคลุกฝุ่น แต่ถ้าครอบครัวไหนมีเด็กมาด้วย ทางร้านจะแนะนำเป็น กุ้งพันเบคอน ยำสาหร่าย ซึ่งทางร้านจะดัดแปลงให้ถูกปากคนไทย

เมนูก๋วยเตี๋ยวผักหวาน

“Starter Station” เปิดบริการ เริ่มช่วงกลางวันเวลา 11.00-14.00 น. และตอนเย็นเวลา 16.00-23.00 น. ซึ่งทั้ง 2 ช่วงเวลาเมนูอาหารจะแตกต่างกันไปบ้าง อย่างเช่น ในช่วงกลางวันจะมีก๋วยเตี๋ยวผักหวาน ใครชื่นชอบผักหวานก็มักจะสั่งเมนูนี้เพราะเป็นเมนูที่ไม่มีร้านไหนเหมือน

“ก๋วยเตี๋ยวผักหวาน ผมว่าบางคนอาจจะไม่รู้จักหน้าตาผักหวานเป็นยังไง หรือบางคนรู้จักแต่ไม่มีโอกาสได้ทาน เราก็เลยเลือกผักใส่ก๋วยเตี๋ยวเป็นผักหวานสดที่เด็ดเอาแต่ยอดอ่อน ราคาแม้จะสูงกว่าถั่วงอก หรือ ผักบุ้ง แต่เราเชื่อว่า ลูกค้าน่าจะชอบ ทานแล้วปลอดภัย เพราะเราใช้ผักหวานปลอดสารพิษ และจากการที่ได้มีโอกาสไปชิมอาหารอร่อยๆ ตลอด จึงอยากจะให้คนอื่นทานของอร่อยและมีคุณภาพดี และที่สำคัญ ราคาต้องไม่สูงเกินไป

ดังนั้น ผมจึงนำเมนูตอนเย็นมาย่อส่วนลง มาขายในตอนกลางวันให้คนทำงานได้ทานกัน คือ มีประโยชน์ อิ่มท้อง และอร่อย เช่น เมนูปลาอินทรีราดซอสมะขาม ก็ใช้ปลาอินทรีคุณภาพแต่ย่อขนาดชิ้นให้เล็กลงหน่อย หรือถ้าเป็นเมนูกุ้ง ตอนกลางวันขนาดของกุ้งตัวจะเล็กลงแค่ไซซ์เดียว แต่วิธีการทำ ถึงเครื่อง ถึงรส ทุกอย่างเหมือนกับตอนเย็น

ด้วยความตั้งใจให้ร้านเป็นเหมือน Food Center ย่อส่วน เราจึงเติมความหลากหลายของอาหาร ด้วยการเพิ่มของหวาน ของทานเล่น เช่น ไอศกรีมกะทิ ซึ่งทางร้านได้ทำเอง สร้างกิมมิกขี้เล่นนิดๆ แบบอารมณ์เด็กๆ ก็คือ ให้ลูกค้าตักเอง ตักเท่าไหนก็ได้ ฟรี topping อีกต่างหาก หรือจะเลือกเป็นของหวานไทยๆ อย่างลูกตาลเชื่อมโบราณใส่น้ำแข็ง ที่เหมาะกับกลางวัน อากาศร้อน แล้วก็มีกล้วยหอมทอดเสิร์ฟพร้อมกับครีมคัสตาร์ด

ที่มาของกล้วยหอมทอดเกิดจากตอนที่ไปเที่ยวสุราษฎร์ธานี มีโอกาสไปทานกล้วยหอมทอดของที่นั่น รสชาติ หอม หวาน มัน สรุปก็คือ อร่อย ก็เลยเกิดไอเดียน่าจะเอามาขายที่ร้าน เอามาดัดแปลงให้เป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน ที่ทานคู่กับไอศกรีมก็ได้ แต่ถ้าเป็นอาหารทานเล่น จะมีเปาะเปี๊ยะทอด ที่สำคัญคือ แม้มื้อกลางวันจะเป็นเวลาที่เร่งด่วน แต่ลูกค้าสามารถทานอาหารครบคอร์สทั้งคาว หวาน และความสุนทรียภาพทางอารมณ์ด้วย”

มีบริการดีลิเวอรี่

เมนูอาหารคาวหวานที่คุณธีสาธยายมานั้น ได้ลองชิมกันมาแล้ว รับประกันได้ว่าของเขาอร่อยจริง เสียดายอยู่อย่างเดียว วันนั้นมีเวลาไม่มาก ต้องรีบรับประทาน แต่ของที่เหลือก็ขอนำกลับไปรับประทานที่บ้านเรียบร้อย

สำหรับทำเลที่ตั้งของร้าน “Starter Station” อยู่ตรงข้ามร่ำรวยแมนชั่น 1 ซอยชินเขต 2/40 นี้ถือว่าเป็นทำเลดีทีเดียวเพราะอยู่ติดถนน เป็นย่านชุมชนและเป็นอาคารออฟฟิศ แถมยังอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ แต่ก็ถือว่าเป็นย่านปราบเซียนเช่นกันเพราะมีร้านอาหารหลายร้านทีเดียว เรียกว่ามีคู่แข่งเพียบ ฉะนั้น คุณธีและทีมงานจึงต้องทำการตลาดและประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง

“ลูกค้าของเราเป็นพนักงานของหลายบริษัท อาทิ บริษัทเบทาโกร ไทยพาณิชย์สามัคคีประกันภัย บริษัทไทยน้ำทิพย์ อาคารตลาดทุน แมนชั่น อพาร์ตเมนต์ คอนโดมิเนียม และนักศึกษามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ถึงแม้เราจะเป็นร้านอาหาร แต่เราก็ทำมาร์เก็ตติ้งแพลนทั้งเมนูกลางวันและกลางคืน ระยะแรก แจกใบปลิว ส่งเสริมการขายด้วยการมอบส่วนลด และแจกไอติมฟรีใส่โคน เป็นของหวานทานแก้เผ็ดร้อน และเพิ่มฐานลูกค้าให้มากขึ้นด้วยการติดโปสเตอร์โปรโมตร้านตามที่พักต่างๆ ในย่านนั้น และบริการส่งอาหารถึงที่ในละแวกใกล้เคียงโดยสั่งขั้นต่ำ 300 บาท ทางร้านจะส่งให้ฟรี

จุดเด่นของเราอีกอย่างคือ มีพื้นที่กว้างขวางจุแขกได้หลักร้อย มีดนตรีเล่นสดทุกคืนวันศุกร์และเสาร์ สลับกับจัดมินิคอนเสิร์ตเดือนละครั้ง ลูกค้าสามารถจัดงานปาร์ตี้เล็กๆ เฉพาะหมู่เพื่อนฝูงหรือเครือญาติ ไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงสังสรรค์ รับปริญญา อาฟเตอร์ปาร์ตี้ฉลองแต่งงาน จัดเลี้ยงขอบคุณลูกค้า หรือจัดเวิร์กช็อปเป็นหมู่คณะ ในบรรยากาศที่โล่ง โปร่ง สบาย โดยสามารถเลือกใช้บริการได้ 2 ส่วนคือ เอาต์ดอร์ และ อินดอร์ ที่ให้อารมณ์ที่แตกต่างกัน”

ช่วงอากาศในกรุงเทพฯ ร้อนจัดๆ ปรากฏว่าลูกค้าใช้บริการดีลิเวอรี่กันเยอะทีเดียว ซึ่งที่ร้านตระหนักและใส่ใจในเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยจะเลือกถุงหรือกล่องใส่อาหารที่สามารถย่อยสลายได้ แม้ราคาอาจจะสูงหน่อย

อยากพิสูจน์ว่า “Starter Station” เป็นสถานีแห่งความสุข…สดชื่น…รื่นรมย์…และอร่อยคุ้มค่าจริงอย่างที่เจ้าของร้านคุยไว้หรือเปล่า ลองไปชิมดู หรือโทรไปสอบถามที่ (089) 202-6664, (081) 908-8066

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07045150556&srcday=2013-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 325

อาหารสร้างอาชีพ

อู่ทิพย์

ขิงอบแห้ง “ปา-นะ” ผลิตภัณฑ์สมุนไพรแด่ผู้รักสุขภาพ และผู้เสริมพลังบุญ

แต่ดั้งแต่เดิม “ขิง” ถือว่าเป็นสมุนไพรประเภทหนึ่งที่มีชื่อเสียงที่ให้ประโยชน์ในการขับลม ช่วยย่อยอาหาร ผู้คนจะนิยมบริโภคขิงในรูปแบบต่างๆ เช่น นำเอาขิงสดมาแกล้มกับน้ำพริกหรือใช้ประกอบทำอาหาร ต่อมาก็พัฒนามาทำเป็นขิงดองใช้รับประทานกับเป็ดย่างเพื่อแก้เลี่ยนและช่วยเสริมรสชาติสร้างความอร่อย และที่สุดก็นำขิงมาบดเป็นผงแล้วนำไปผสมกับน้ำร้อนแล้วชงกลายเป็นน้ำขิงรสชาติซู่ซ่า ให้ความอร่อย ขณะเดียวกัน คงจะลืมไม่ได้ถึงคุณประโยชน์ของขิงในการช่วยขับลมและย่อยอาหารซึ่งจะเป็นผลดีต่อสุขภาพร่างกายในที่สุด

จากคุณค่าที่เป็นประโยชน์ของขิงที่กล่าวมาแล้ว จึงทำให้มีคนสนใจคิดนำขิงมาพัฒนาเป็นสินค้าในรูปแบบใหม่โดย บริษัท ดับบลิวแอนด์เอ็ม แนชเชอร์รัลโปรดักส์ จำกัด (W&M Natural Products Co., Ltd.) ได้นำร่องเอาขิงมาปรับปรุงให้กลายเป็น “ขิงอบแห้ง” เมื่อปี พ.ศ. 2540

คุณเพ็ญทิพย์ ธนประทีป หรือ คุณผิง ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ดับบลิวแอนด์เอ็ม แนชเชอร์รัลโปรดักส์ จำกัด ได้เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า แต่เดิมทางบริษัทจะผลิต “ขิงอบแห้ง” ให้เป็นสินค้าใช้บริโภคสำหรับคนทั่วไปที่รักสุขภาพ เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่หวังจะบริโภคขิงแล้วมีผลดีต่อการขับลม กระบวนการย่อยอาหาร และเมื่อคนมีการย่อยดี มีการขับลมดี สุขภาพของแต่ละคนก็จะดีตามไปด้วย

พัฒนา “ขิงอบแห้ง” ปา-นะ

ก้าวสู่ตลาดผู้ปฏิบัติธรรม

หลายปีที่ผ่านมา บริษัท ดับบลิวแอนด์เอ็มฯ ได้ผลิตสินค้า “ขิงอบแห้ง” เพื่อวัตถุประสงค์สำหรับผู้บริโภคที่รักสุขภาพแต่อย่างเดียว แต่ต่อมาได้เกิดแนวคิดจะพัฒนาตัวสินค้า “ขิงอบแห้ง” ธรรมดาๆ ให้กลายเป็น “ขิงอบแห้ง” ปา-นะ ซึ่ง คุณเจนจิรา พบปะบุญ หรือ คุณอ้อ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์แผนกปา-นะ ได้เล่าที่มาที่ไปของผลิตภัณฑ์ “ปา-นะ” ให้ฟังว่า

ครั้งหนึ่งผู้บริหารของบริษัท ดับบลิวแอนด์เอ็มฯ ได้นำผลิตภัณฑ์ขิงอบแห้งไปถวายพระภิกษุสงฆ์ที่วัดแห่งหนึ่ง หลังจากถวายของแล้ว พระสงฆ์ได้ลองฉันดูแล้วเกิดความประทับใจในรสชาติและบอกว่าขิงอบแห้งนี้ถือว่าเป็นของที่พระสงฆ์สามารถบริโภคได้ตลอดเนื่องจากเป็นสมุนไพรที่เป็นเสมือนยา พระจะฉันเวลาใดย่อมได้ ฉะนั้น เมื่อกลับมาจากวัด ทางผู้บริหารของบริษัทจึงคิดพัฒนาสินค้าขิงอบแห้งใหม่ในรูปแบบของแห้งที่เหมาะให้พระฉันได้ตลอดโดยเรียกกันง่ายๆ ว่า “ผลิตภัณฑ์ปา-นะ”

คุณอ้อ เล่าเสริมว่า ทางบริษัท ดับบลิวแอนด์เอ็มฯ ได้คิดพัฒนาขิงอบแห้งเพิ่มเติมให้ถูกใจผู้บริโภคได้มากขึ้น โดยทำการผลิตแบบที่ 1 ขิงแก้วปา-นะ แบบที่ 2 ขิงไอซิ่งปา-นะ ซึ่งมีส่วนประกอบคือ ขิงอ่อน 60 เปอร์เซ็นต์ น้ำตาล 26 เปอร์เซ็นต์ และเกลือ 0.4 เปอร์เซ็นต์

นอกจากขิงอบแห้งปา-นะ เป็นตัวเอกของผลิตภัณฑ์ปา-นะ แล้ว คุณอ้อได้แจ้งให้ทราบว่า ทางบริษัทได้คิดเพิ่มการผลิต ว่านหางจระเข้ปา-นะ อีกตัวหนึ่งซึ่งก็ได้รับความสนใจจากลูกค้าไม่แพ้กัน วิธีการผลิตว่านหางจระเข้ปา-นะก็คล้ายคลึงกับสินค้าขิงอบแห้งปา-นะ เพียงแต่ใช้วุ้นหางจระเข้เป็นตัวหลักในการผลิตแทนขิงอ่อนเท่านั้น รสชาติอร่อยไม่แพ้ขิงอบแห้งแต่มีสรรพคุณที่แตกต่างกันคือ ว่านหางจระเข้จะช่วยการสมานแผลและช่วยระบบขับถ่ายอย่างได้ผล

สินค้าดี มีคุณภาพ

ประชาสัมพันธ์บอกต่อแก่ลูกค้า

คุณผิงผู้จัดการฝ่ายการตลาด ได้คุยอย่างภูมิใจว่า บริษัทดับบลิวแอนด์เอ็มฯ ได้ดำเนินธุรกิจมากว่า 10 ปีแล้ว ไม่เคยโฆษณาแต่ได้ใช้การบอกต่อของลูกค้า เมื่อได้สัมผัสสินค้าและเกิดถูกใจ ก็จะช่วยพูดประชาสัมพันธ์บอกต่อไปให้รู้จักและอยากซื้อสินค้าต่อไปซึ่งได้กลายเป็นการช่วยขยายตลาดให้กว้างขวางขึ้นไปในตัว ทุกวันนี้ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ดับบลิวแอนด์เอ็มฯ มีทั้งแบบธรรมดาๆ ที่ใช้ในการดูแลสุขภาพหรือผลิตภัณฑ์แบบปา-นะ ที่เหมาะกับพระภิกษุสงฆ์และกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย

สถานที่จัดจำหน่าย 1. ร้านศิลปาชีพ 904 2. ร้านโกลเด้น เพลส 3. ร้านเลมอนฟาร์ม 4. ศูนย์การค้าสยามพารากอน 5. ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม 6. ร้านขายสินค้าเพื่อสุขภาพทั่วไป

ปัจจุบัน บริษัท ดับบลิวแอนด์เอ็มฯ ไม่เพียงจะมีตลาดในประเทศเท่านั้น แต่ก็ยังมีการขยายตลาดไปในต่างประเทศอีกด้วย เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น ดูไบ เป็นต้น

ฉะนั้น ท่านที่สนใจในการดูแลสุขภาพหรืออยากทำบุญทำทานถวายของที่เป็นประโยชน์ให้แก่พระภิกษุสงฆ์กันเป็นประจำ การจะใช้ผลิตภัณฑ์ “ปา-นะ” ก็ดูน่าสนใจ ซึ่งสามารถซื้อหาสินค้าต่างๆ ได้ตามที่ได้แจ้งไว้เบื้องต้น หรืออยากจะติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท ดับบลิวแอนด์เอ็ม แนชเชอร์รัลโปรดักส์ จำกัด (W&M Natural Products Co., Ltd.) โทรศัพท์ (02) 996-8977-9 โทรสาร (02) 996-8988 e-mail : wne@wholemotherearth.com website : http://www.wholemotherearth.com 

กระบวนการผลิต ประกอบด้วย ขิงอ่อนไม่มีเสี้ยน คัดสรรอย่างดี ใช้น้ำตาลไม่ฟอกสี และเกลือ คลุกเคล้ากับเนื้อขิงอ่อนให้เข้ากันเพื่อช่วยถนอมคุณภาพของขิง หลังจากนั้นก็นำไปอบแห้งจนได้เนื้อขิงเหนียวนุ่ม มีกลิ่นหอม รสชาติแบบธรรมชาติ นอกจากนั้น ไม่ใส่วัตถุกันเสีย รวมทั้งไม่ใส่สีและกลิ่นสังเคราะห์

การบรรจุ บรรจุขิงอบแห้งจำนวน 2 ชิ้น ลงในถ้วยพลาสติกขนาดเล็กกะทัดรัด และห่อด้วยกระดาษพลาสติกอีกชั้นหนึ่งเพื่อความแน่นหนา พร้อมติดสติ๊กเกอร์โฆษณายี่ห้อขิงอบแก้ว “ปา-นะ” และรูปดอกบัวสัญลักษณ์เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาซึ่งถือว่าเป็นเสน่ห์ของตัวสินค้าให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

ระยะเวลาหมดอายุ ประมาณ 18 เดือน

เคล็ดลับการบริโภค สามารถรับประทานควบคู่กับน้ำชา กาแฟ เสริมรสชาติ อีกทั้งใช้ผสมในขนมเค้ก และคุกกี้เสริมรสชาติความอร่อยได้เป็นอย่างดี

จุดเด่นสินค้า เป็นสินค้าบริโภค เหมาะสำหรับถวายพระภิกษุสงฆ์และผู้ปฏิบัติธรรมระหว่างถือศีล

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042150356&srcday=2013-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 321

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

“เจฟเฟอร์” สเต๊กพันธุ์ไทย เปิด 6 ปี มีเกือบร้อยสาขา!

“ผมมักมองร้านอาหารที่อยู่ในตลาดบน แล้วตั้งเป้าหมาย พร้อมบอกกับตัวเองเสมอว่า สักวันเราต้องเป็นแบบเขา มีหลายสาขาและขายดี…เหมือนเขา”

Jeffer STEAK (เจฟเฟอร์ สเต๊ก) สเต๊กราคาย่อมเยา ถูกใจวัยทีน ปัจจุบันมีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศถึง 70 แห่ง

เบื้องต้นหลายคนได้ยินชื่อยี่ห้อ อาจเชื่อเป็นแบรนด์นอกเข้ามาทำตลาดในบ้านเรา แต่ต้องขอบอกว่าเข้าใจผิด

เพราะร้านอาหารต่างชาติแห่งนี้ มีผู้บริหารเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์

เห็นช่องว่าง

เริ่มต้นหลักแสนบาท

เกี่ยวกับความเป็นมา คงไม่มีใครให้ข้อมูลได้ดีกว่าผู้เป็นเจ้าของ

คุณสหรัฐ กฤษฎาชาตรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท กฤษฎาชาตรี จำกัด ผู้บริหารร้าน Jeffer STEAK เริ่มต้นให้ฟัง จบการศึกษาด้านบริหารรัฐกิจ เคยทำงานในแผนกอาหารและเครื่องดื่ม ของโรงแรมชื่อดัง ทำหน้าที่ควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่าย รวมทั้งดูแลสูตรอาหาร

เป็นลูกจ้างอยู่ 15 ปีเศษ จึงตัดสินใจลาออกมาเปิดกิจการของตัวเอง

“มองว่ามีช่องว่างทางธุรกิจ เพราะร้านสเต๊กในเวลานั้น ราคาแพง มีขายเฉพาะแต่ในโรงแรมเท่านั้น ขณะที่ผมมองว่าต้นทุนมันไม่ได้สูงมาก ฉะนั้น น่าจะเปิดขายริมถนนก็ได้” คุณสหรัฐ เกริ่นจุดตั้งต้น

ก่อนเล่าต่อถึงการหาทำเลว่า สินค้าในแบบของเขา มีนักศึกษาเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก เพราะวิเคราะห์แล้วได้ข้อสรุป สเต๊กเป็นอาหารของหนุ่ม-สาวรุ่นใหม่ ซึ่งต้องการพลังงานมากเป็นพิเศษ

กิจการเล็กๆ แห่งแรกของเขา จึงเปิดให้บริการเมื่อราว พ.ศ. 2542 ในรั้วมหาวิทยาลัยชื่อดังย่านรังสิต ชื่อ “บี เค เค กริลล์”

ใช้แบรนด์ดังว่าอยู่ 8 ปีเศษ จึงเปลี่ยนเป็น Jeffer STEAK โดยตั้งตามชื่อของลูกสาวและมีเขาเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว

“ร้านแรกลงทุนถึงหลักแสน ตอนนั้นไม่คิดไม่ฝันว่าจะมาไกลถึงขนาดนี้” คุณสหรัฐ ย้อนความทรงจำ ก่อนบอก

“ตอนเริ่มร้านแรก มันก็ไม่หมูนะ ต้องทำเองทุกอย่าง เราเป็นร้านเล็กๆ ยังไม่มีชื่อเสียง ยังไม่มีเครดิต ต้องไปจ่ายตลาดเอง ลงครัวเอง ดูแลการเงินเอง พยายามใช้ลูกน้องน้อยที่สุด เพื่อให้เหลือกำไรมากที่สุด”

จากจุดตั้งต้นจนถึงวันนี้ ใช้เวลาเพียง 10 กว่าปี กิจการประสบความสำเร็จ “เข้าขั้น” ร้านอาหารมูลค่านับร้อยล้านบาท ถือว่าไม่ธรรมดาทีเดียว

เกี่ยวกับข้อสังเกตนี้ คุณสหรัฐยิ้มน้อยๆ ก่อนแจง

“ผมมักมองร้านอาหารที่อยู่ในตลาดบน แล้วตั้งเป้าหมาย พร้อมบอกกับตัวเองเสมอว่า สักวันเราต้องเป็นแบบเขา มีหลายสาขาและขายดี…เหมือนเขา”

ปัจจุบัน Jeffer STEAK มีร้านอยู่กว่า 70 สาขา กระจายอยู่ทั่วประเทศ ใช้เงินลงทุนต่อสาขาประมาณ 4-7 ล้านบาท ทั้งนี้ มีการตั้งเป้าหมายในปี 2556 นี้ จะเปิดอีก 20 สาขา เน้นสถานที่ในห้างสรรพสินค้าและอาคารพาณิชย์ ส่วนลูกค้าเป้าหมาย ยังเป็นกลุ่มเดิม คือ นักเรียน นักศึกษา และกลุ่มวัยทำงานรุ่นใหม่ เป็นหลัก

“ร้านสเต๊กในปัจจุบันมีการแข่งขันสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นร้านริมถนนที่เน้นการแข่งขันด้านราคา หรือบนห้างสรรพสินค้า ที่แข่งขันกันทั้งด้านราคาและคุณภาพ อย่างไรก็ตาม ด้วยชื่อเสียงของแต่ละร้านบวกกับระเบียบข้อบังคับที่เข้มงวดของห้าง ทำให้มีผู้ลงทุนทำร้านสเต๊กบนห้างยังมีเป็นกลุ่มน้อย Jeffer STEAK จึงมองเห็นช่องทางทำธุรกิจตรงนี้” คุณสหรัฐ บอกอย่างนั้น

ไม่ขายแฟรนไชส์

ขอแข่งกับตัวเอง

เมื่อทราบข้อมูลว่า Jeffer STEAK เกือบร้อยสาขาทั่วประเทศ เป็นกิจการเจ้าของคนเดียว นึกแปลกใจ ทำไมไม่ขยายธุรกิจในรูปแบบของแฟรนไชส์ ตามสมัยนิยม

สำหรับข้อสงสัยนี้ มีคำตอบจากคุณสหรัฐ

“มีคนติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์กันเยอะ แต่ปฏิเสธไปทุกราย โดยผมให้เหตุผลเราเป็นร้านที่จัดการเอง ไม่อยากขยายกิจการแบบนั้น ก่อนแนะนำให้ติดต่อแบรนด์อื่น”

ก่อนขยายความให้ฟังอีกว่า การขยายกิจการด้วยตัวเอง โดยไม่พึ่งระบบแฟรนไชส์ มีทั้งข้อดี-ข้อเสีย ข้อดีคือตัดสินใจได้เองรวดเร็ว ไม่ยุ่งยาก ข้อเสียคือมีค่าใช้จ่ายสูง ต้องแบกภาระและความเสี่ยงไว้คนเดียว

“ถ้าขายแฟรนไชส์ไป แล้วแฟรนไชซีไม่เข้าใจเรื่องการทำธุรกิจ ทำแบบฉาบฉวย มองแค่ด้านเดียวต้องการผลกำไร จนลืมนึกถึงผลระยะยาว เหล่านี้คือเหตุผลที่ผมไม่ขายแฟรนไชส์” คุณสหรัฐ บอกมาอย่างนั้น

เมื่อถามถึงคู่แข่งทางธุรกิจ คุณสหรัฐ บอก ร้านสเต๊กไม่แข่ง “ดุเดือด” เท่าร้านอาหารญี่ปุ่น จึงสู้กันด้วยคุณภาพและบริการเป็นหลัก

ส่วนคู่แข่ง “ทางอ้อม” ทั้งเกาหลี-ญี่ปุ่น ซึ่งกำลังมาแรงเหลือเกินนั้น เขาตั้งรับด้วยการออกแคมเปญใหม่ๆ ออกมาเป็นระยะ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าและเข้าไปมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น

“คู่แข่ง ไม่ใช่อุปสรรคสำคัญ เพราะต้องแข่งกับตัวเองก่อน ต้องรู้ว่าเราผลิตอะไรให้กับลูกค้า ผลิตมีคุณภาพมั้ย ถ้ามีคุณภาพ เชื่อถือได้ คุ้มค่ากับราคา ลูกค้าก็เลือกเราเอง” เจ้าของกิจการ Jeffer STEAK กล่าวมั่นใจ

ก่อนให้ข้อคิดสำหรับคนที่กำลังอยากเปิดกิจการร้านอาหาร ว่าธุรกิจร้านอาหารน่าลงทุน เพราะคนต้องกิน และคนก็มีจำนวนมากขึ้นทุกวัน แต่เป็นธุรกิจคู่แข่งมาก มีรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการเยอะ หากเจ้าของกิจการจัดการไม่เป็น ต้องลงมือเองทุกอย่าง จะเหนื่อยมาก

“ร้านอาหารจะไปรอดหรือไม่รอด ตัวผลิตภัณฑ์ต้องแตกต่าง คุณภาพต้องคงเส้นคงวา ฉะนั้น ครัว จึงสำคัญที่สุด รสชาติอาหารต้องได้มาตรฐาน ไม่ว่ากิจการขนาดไหน ก็ต้องทำให้ได้แบบนี้” คุณสหรัฐ ทิ้งท้าย ก่อนย้ำ

“ต้องมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ก่อนออกไปเสิร์ฟทุกครั้ง”

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07044150356&srcday=2013-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 321

อาหารสร้างอาชีพ

สดุจตา

“ร้านต้นฝน” ก๋วยเตี๋ยว ไม่ง้อเครื่องปรุง

“ตั้งแต่แม่หยุดกิจการไป ผมก็ยังไม่เคยได้กินก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำของใครที่เหมือนกับของแม่ ซึ่งหลังจากที่แม่ทำให้ภรรยาของผมชิม ซึ่งเขาก็เป็นคนที่ชอบกินก๋วยเตี๋ยวมาก และก็ให้ญาติๆ ได้ลิ้มรส ผลตอบรับทำให้ผมเกิดความมั่นใจว่า เปิดร้านได้”

ใน 1 วันกับอาหาร 3 มื้อ 1 ในมื้ออาหารนั้นจะต้องมี “ก๋วยเตี๋ยว” เป็นทางเลือกที่ คุณธวัชชัย บัววัฒน์ พลาดไม่ได้ ซึ่งจะด้วยสาเหตุของคนชอบปรุง ชอบอาหารจานเส้น หรือความคลุกคลีคุ้นเคยกับอาชีพของคุณแม่ที่รับช่วงค้าขายก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำและเย็นตาโฟมานานถึง 20 ปี แต่หากรวมระยะเวลาของสูตรมีมานับ 60 ปีแล้ว

ทำเลขายในหมู่บ้าน จำกัดคนมารับประทานเฉพาะกลุ่ม แต่กระนั้น ยอดขายสามารถหล่อเลี้ยงครอบครัวได้ด้วยดี

เจอหนทางสร้างอาชีพ

อาชีพลูก จากฝันของแม่

สูตรการปรุงแบบโบราณ ให้รสชาติกลมกล่อม จนหลายคนติดใจ หรือแม้แต่คุณธวัชชัย ซึ่งได้ลิ้มรสจนชินก็ไม่คิดปันใจให้เมนูอื่น ด้วยเหตุนี้ จึงวาดหวังขยับขยายร้านไปอยู่ในทำเลที่ไม่จำกัดเพียงกลุ่มคนในชุมชนเล็กๆ ของจังหวัดชัยนาท

“ตอนนั้นผมเรียนวิศวกรรมศาสตร์ ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (เดิม) อยากเปิดร้านให้แม่ ส่วนตัวแม่เองก็เหมือนเป็นความฝันมาตั้งแต่สาวๆ แล้วว่า อยากมีร้านขายอาหารในปั๊มน้ำมัน แต่ตอนนั้นทำได้แค่คิด เพราะติดขัดเรื่องความเป็นอยู่ไม่สะดวก โครงการนี้จึงต้องพักไว้ก่อน”

หลังจากที่คุณธวัชชัยศึกษาจบวิศวกรรมศาสตร์ ระดับปริญญาโท และพบรักกับเภสัชกรสาว ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดขอนแก่น จึงย้ายถิ่นฐานเข้าไปใช้ชีวิตและทำงานประจำอยู่ในบ้านเกิดของภรรยา

และที่แห่งนี้เองถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “ร้านต้นฝน” ร้านก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำสูตรโบราณ ที่เลือกไว้เป็นอาชีพเสริม

“ตอนนั้นไปเจอห้องค้าในปั๊ม ปตท. กลางเมืองขอนแก่น ซึ่งเขาจะทำให้อยู่ในคอนเซ็ปต์ใหม่ เป็นร้านในห้องแอร์ ผมจึงเข้าไปติดต่อ พร้อมทั้งยื่นแผนและรูปแบบการตกแต่งร้านที่จะออกแนวโบราณ ซึ่งทางปั๊มเห็นว่ายังไม่มีร้านก๋วยเตี๋ยวจำหน่าย จึงตกลงให้เช่า 2 ห้อง ในราคา 30,000 บาท ต่อเดือน”

หน้าที่การปรุงรสก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ และเย็นตาโฟ ได้อร่อยลิ้น ในความรู้สึกของคุณธวัชชัย ยืนยันว่า ไม่มีใครทำได้อร่อยเท่าฝีมือแม่ ซึ่งหลังจากพูดคุยให้แม่ฟัง พร้อมกับชักชวนให้ย้ายมาอยู่ด้วยกัน ซึ่งถ้ามองในมุมของคนหัวโบราณ กับการย้ายถิ่นฐานไม่ใช่เรื่องจะกระทำโดยง่าย แต่กับคุณแม่ของคุณธวัชชัย กลับรีบเก็บกระเป๋าเข้ามาสานฝันอาชีพของลูก ที่เชื่อว่าความฝันนี้คือฝันเดียวกับที่ตนเองเคยหวังไว้ตั้งแต่ในวัยสาว

เสิร์ฟความแปลกใหม่

ถูกอกถูกใจคนขอนแก่น

แม้ทุกอย่างจะดูราบรื่น แต่ความวิตกกังวลยังคงเกิดขึ้นในใจ ด้วยเพราะคนแถบภาคอีสาน อย่างจังหวัดขอนแก่น ไม่นิยมบริโภคก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ ซึ่งพอพูดถึงเมนูนี้ คนส่วนใหญ่จะนึกไปถึงเมนูต้มยำ แต่กับเมนูก๋วยเตี๋ยวที่ได้รับความนิยมของในแถบพื้นที่จังหวัดนี้คือก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

คุณธวัชชัยเริ่มทดสอบก่อนขายด้วยการให้คุณแม่มาปรุงรสก๋วยเตี๋ยวให้ญาติของภรรยาได้ชิมก่อน ปรากฏว่าทุกคนติดใจและส่งเสริมให้เปิดกิจการ

“จริงแล้วเมนูก๋วยเตี๋ยวต้มยำ และเย็นตาโฟ ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นพอหากินได้บ้าง แต่รสชาติกระบวนการปรุงไม่เหมือนกับที่แม่ทำ และตั้งแต่แม่หยุดกิจการไป ผมก็ยังไม่เคยได้กินก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำของใครที่เหมือนกับของแม่ ซึ่งหลังจากที่แม่ทำให้ภรรยาของผมชิม ซึ่งเขาก็เป็นคนที่ชอบกินก๋วยเตี๋ยวมาก และก็ให้ญาติๆ ได้ลิ้มรส ผลตอบรับทำให้ผมเกิดความมั่นใจว่า เปิดร้านได้”

ใช้เงินตกแต่งร้าน รวมการซื้ออุปกรณ์ประมาณ 200,000-300,000 บาท ร้านต้นฝน ก็พร้อมเปิดให้บริการ โดยมีพื้นที่ค้า 2 ห้อง หรือราว 70 ตารางเมตร ตั้งชุดโต๊ะเก้าอี้ได้ 16 ชุด สามารถรองรับลูกค้าได้กว่า 60 คน โดยกลุ่มเป้าหมายแรกที่คุณธวัชชัยมองไว้คือ คนในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น พนักงานบริษัทห้างร้าน นักศึกษา และเจ้าหน้าที่สถานพยาบาล รวมไปถึงนักท่องเที่ยว และผู้สัญจรผ่านไปมา

“ตอนแรกก็คิดจะจองพื้นที่ขายแค่ห้องเดียว แต่ก็เกรงว่าจะรองรับลูกค้าได้ไม่เพียงพอ เพราะถ้าขยายในภายหลังอาจจะยากแล้ว ส่วนค่าอุปกรณ์จะซื้อใหม่เกือบหมด มีของเก่าคือชามตราไก่สำหรับปรุงรส 10 ใบ ที่คุณแม่นำมาให้ แต่ถ้าเป็นหม้อต้มน้ำซุปก็ใบหนึ่งประมาณ 3,000 บาท ชามก๋วยเตี๋ยวตราไก่ใบละ 20 บาท คาดว่าอุปกรณ์ก็ประมาณ 30,000 บาท จากนั้นก็ต้องมีค่าชุดโต๊ะเก้าอี้ ชุดหนึ่งประมาณ 3,000-4,000 บาท และก็ค่าตกแต่งร้านที่ต้องทำให้ออกมาดูดีเข้ากับบรรยากาศการกินด้วย”

ยอดขายเกินตั้งไว้

มีชัยในรสชาติ

ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ คุณธวัชชัยคาดหวังยอดขายไว้ที่วันละ 4,000 บาท แต่ผลปรากฏว่ามีผู้สนใจเดินทางเข้ามาลิ้มรสมากจนทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นเท่าตัว และจนถึงวันนี้มีรายรับจากอาชีพราว 10,000 บาท หรือบางวันขายดีตัวเลขขยับไปถึง 20,000 บาท

สำหรับเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจ คุณธวัชชัย ว่า ถ้าในส่วนของของสดอย่าง ผัก และเนื้อสัตว์ จะต้องซื้อใหม่ทุกวัน ซึ่งกับค่าใช้จ่ายส่วนนี้ตกวันละประมาณ 2,000 บาท จากนั้นในแต่ละเดือนต้องกำเงินไว้ราว 5,000-10,000 บาท เพื่อจัดซื้อเครื่องปรุงรส

สำหรับราคาขายก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำตกชามละ 40 บาท พิเศษ 45 บาท ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟชามละ 50 บาท พิเศษ 55 บาท นอกจากนั้นยังมีเมนูก๋วยเตี๋ยวผัดไทย 45 บาท และข้าวคลุกกะปิ 50 บาท ซึ่งหากคิดเป็นผลกำไรต่อจานแล้วตกราว 25 เปอร์เซ็นต์ของราคาขาย

“เมนูที่ได้รับความนิยมยังคงเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำ โดยเส้นเล็กจะขายดีมาก ซึ่งในส่วนของสูตรก็ต้องบอกว่ามีการปรับบ้างเหมือนกัน เพราะคนอีสานไม่กินหวาน แต่ชอบเค็มกับเผ็ด ส่วนวัตถุดิบบางรายการต้องทดลองนะ อย่างน้ำตาลปี๊บที่อีสาน ความหวานจะไม่เท่ากับภาคกลาง มะขามเปียกซึ่งเราใช้ปรุงความเปรี้ยว รสชาติก็ต่างกัน และด้วยสูตรการทำของคุณแม่จะปรุงรสก๋วยเตี๋ยวไว้ในชาม ฉะนั้น บางคนอาจไม่ชอบว่าหวานไป เค็มไป เผ็ดไป เราจึงต้องปรับให้เป็นกลาง ถ้าลูกค้าต้องการปรุงเพิ่มสามารถทำได้ แต่ถ้าคนที่ชอบรสกลางๆ อยู่แล้ว จะไม่ต้องปรุงเลย”

อีกปัญหาหนึ่งที่ร้านต้นฝนประสบจนต้องมานั่งหาหนทางแก้ไขคือ คำติจากลูกค้าในเรื่องของน้ำซุปที่ว่าไม่ร้อน “ตอนแรกๆ ที่ลูกค้าติมาก็สงสัยนะว่าเป็นเพราะอะไร ทั้งๆ ที่ก็เร่งไฟ น้ำซุปเดือดดีร้อนดีแล้ว กระทั่งมาฉุกคิดได้ว่าร้านของเราติดแอร์และค่อนข้างเย็นมาก กอปรกับลูกค้าสมัยใหม่ใช้ออนไลน์บนมือถือ หรือไอแพด กว่าจะลงมือทานใช้เวลานาน น้ำก๋วยเตี๋ยวจึงไม่ร้อน ฉะนั้น ถ้าผมเห็นว่าลูกค้ายังไม่ลงมือทาน ก็จะเดินเข้าไปบอกว่า ถ้าน้ำซุปไม่ร้อน เปลี่ยนได้นะครับ”

ร้านต้นฝน เปิดให้บริการในเวลา 09.00 น. ซึ่งคุณธวัชชัย ว่า กับอาชีพนี้ไม่มีอะไรยุ่งยาก ฉะนั้น การเดินทางมาถึงร้าน 08.00-08.30 น. ก็สามารถลงมือต้มน้ำซุป จัดเตรียมข้าวของพร้อมขายได้ทัน ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่จะเดินทางมาในช่วงเวลาพักเที่ยง และช่วงเวลาเย็น ซึ่งทางร้านจะเปิดให้บริการไปจนถึงเวลาประมาณ 16.30 น.

นอกจากสูตรความอร่อยที่สามารถเรียกลูกค้าได้ ในส่วนของความใส่ใจเรื่องวัตถุดิบสดใหม่ ก็ถือเป็นหัวใจชักนำลูกค้า “แม่ผมเป็นคนโบราณ ที่ยึดมั่นว่าของสดต้องซื้อใหม่ทุกวัน หรืออย่างพริกป่น ถั่วลิสงป่น ก็ต้องทำเอง”

ปัจจุบัน ร้านต้นฝน มีพนักงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในครอบครัวรวมราว 6 คน โดยคุณแม่ของคุณธวัชชัยยังคงโชว์ฝีมือการปรุงเป็นหลัก แต่ด้วยวัยที่มากขึ้น ผู้เป็นลูกชาย จึงไม่อยากให้แม่ต้องเหนื่อยล้า ถึงคราวนี้จึงให้น้องสาวศึกษากระบวนการผลิต เนื่องด้วยตัวเองก็ต้องทำงานประจำ โดยในอนาคตคิดขยับขยายสร้างสาขาที่ 2 ตามมา ซึ่งก็ยังมองทำเลในจังหวัดขอนแก่น

หากใครแวะไปจังหวัดขอนแก่น แล้วอยากลิ้มรสความอร่อยกับเมนูประจำร้านต้นฝน สามารถเดินทางไปอุดหนุนได้ โดยร้านตั้งอยู่ในปั๊ม ปตท.ไทยปรีดา ถนนมิตรภาพ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โทรศัพท์ (081) 484-8854 โดยจะเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น.

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ร้านอาหาร

ลักษณะกิจการ ครอบครัว

ชื่อกิจการ ร้านต้นฝน

เจ้าของกิจการ คุณธวัชชัย บัววัฒน์

เงินลงทุน 200,000-300,000 บาท

วัสดุอุปกรณ์ หม้อต้มก๋วยเตี๋ยว, ชามตราไก่, ชุดเตา, ชุดโต๊ะเก้าอี้ เป็นต้น

วัตถุดิบ เส้นก๋วยเตี๋ยว, เนื้อหมู, ผัก, เครื่องปรุงรส เป็นต้น

ราคาขายสินค้า เริ่มต้น 40-55 บาท

ยอดขาย วันละประมาณ 10,000 บาท

กำไร ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์

เงินทุนหมุนเวียน วันละประมาณ 2,000 บาทขึ้นไป

แรงงาน 6 คน

จุดเด่น สูตรการปรุงรสแบบโบราณ

ปัญหาอุปสรรค การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในช่วงแรก

ทำเล ในปั๊มน้ำมัน

สถานที่ตั้ง ปั๊ม ปตท.ไทยปรีดา ถนนมิตรภาพ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

วันเวลาดำเนินการ ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น.

โทรศัพท์ (081) 484-8854

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046150356&srcday=2013-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 321

อาหารสร้างอาชีพ

อลิศร์ ชมถาวร

จิบกาแฟ แกล้มประวัติศาสตร์ “ร้านกาแฟจอมพล”

เพราะนโยบาย “กองทัพใกล้ชิดประชาชน” มาตรการกระชับสัมพันธ์จึงเริ่มขึ้น

จาก “เขตทหาร” ที่เคยเป็นพื้นที่ “ห้ามเข้า” กลับกลายมาเป็น “เขตทหารยินดีต้อนรับ” โดยบัดดล

พื้นที่ 2 ไร่ ที่ดอยจอมแจ้ง หลังชุมชนวัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย ถูกพลิกฟื้นกลับคืนชีวิตให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในเมืองเชียงราย ด้วยเปิดเป็น “พิพิธภัณฑ์จอมพล ป. พิบูลสงคราม” และ “ร้านกาแฟจอมพล” แหล่งหย่อนใจบรรยากาศดี ร้านสวยถูกใจนักอัพเฟซบุ๊ก เล่นอินสตาแกรมเป็นอย่างยิ่ง

ที่มาที่ไปของความคิดนี้ พันเอก พัฒนา มาตร์มงคล รองผู้บังคับการจังหวัดทหารบกเชียงราย เล่าว่า ในเขตทหารทุกค่ายก็มีแหล่งท่องเที่ยวและโครงการท่องเที่ยวในเขตทหารนั้นก็เกิดขึ้นในหลายจังหวัดแล้ว สำหรับที่เชียงรายเรามีประวัติศาสตร์ของการเดินทัพไทย ซึ่งตรงกับที่เชียงตุงที่มีการบันทึกไว้เช่นกัน “บ้านจอมพล ป. พิบูลสงคราม” ที่ถูกทิ้งรกร้างมานาน นับได้ว่า เป็นสถานที่ทรงคุณค่า มีเรื่องเล่าของกองทัพไทย สามารถทำให้เกิดประโยชน์ในเชิงท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ที่ทำให้ชาวเชียงรายภาคภูมิใจได้”

บ้านอายุกว่า 100 ปี แห่งนี้เป็นบ้านก่ออิฐถือปูนหลังแรกของจังหวัดเชียงราย ที่สร้างขึ้นเป็นที่พักรับรองให้กับจอมพล ป. เมื่อมาตรวจราชการ และกลายเป็นที่ประชุมและบัญชาการรบในสงครามเอเชียมหาบูรพา หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 และกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ทางทหารแห่งล่าสุด โดยมี พระอาจารย์เอกชัย สิริญาโณ เจ้าอาวาสวัดใหม่ศรีร่มเย็น อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เข้ามาช่วยดูแลบูรณะซ่อมแซมทั้งหมด

บ้านหลังสวยที่ถูกปลุกชีวิตให้คืนกลับมาอีกครั้ง โดยคงสภาพเดิมไว้ให้มากที่สุด ภูมิทัศน์โดยรอบก็ปรับแต่งใหม่จนงดงามด้วยสวนสวย เย็นสบายด้วยต้นไม้น้อยใหญ่เก่าใหม่ทั้ง โมก ตะแบก อินทนิลน้ำ และต้นไม้ประจำจังหวัดอย่าง กาซะลองคำ

บนความสวยงามทางภูมิทัศน์ “ร้านกาแฟจอมพล” ก็เปิดขึ้นเพื่อรองรับและดึงดูดนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน

คุณนก-ปริยากร พวงมาลัย สมาชิกสมาคมท่องเที่ยวเชียงราย ในฐานะเจ้าของและผู้บริหารร้าน เล่าให้ฟังว่า เมื่อบูรณะบ้านเสร็จกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่ยังไม่มีชีวิต คณะทำงานจึงอยากเติมความพลุกพล่านมากขึ้น จึงคิดว่า น่ามีร้านกาแฟขึ้นมา การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนจึงเกิดขึ้น

“จอมพล ป. ท่านเป็นคนสมัยใหม่ เป็นผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง เปลี่ยนชื่อประเทศ เปลี่ยนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนให้เป็นสากล บ้านก็เป็นสไตล์นั้นอยู่แล้ว ร้านกาแฟที่ทำจึงออกมาแนววินเทจมีความทันสมัยผสมผสานกัน”

แผนนี้ใช้เวลาร่วม 3 ปีควบคู่กันไปกับการทำนุบำรุงบ้านเก่า คุณนกในฐานะเป็นสมาชิกสมาคมท่องเที่ยวเชียงราย และเป็นคอกาแฟตัวจริงเสียงจริงคนหนึ่ง ร่วมกับเพื่อนคิดสร้างแบรนด์กาแฟของตัวเอง ในชื่อของ “กาแฟภูชี้ฟ้า” โดยเล็งภูชี้ฟ้าเป็นแหล่งผลิต

“เรามองกันว่า กาแฟมันเป็นเทรนด์ของโลกไปแล้ว คนจีน จากดื่มชาก็มาดื่มกาแฟกันแล้ว เราจึงคิดที่จะทำไร่กาแฟเอง เรามองไปที่ภูชี้ฟ้าเพราะสูงพอๆ กับดอยตุง ดอยช้างสูงกว่า 1,000 เมตร เหมาะกับการปลูกอาราบิก้ามาก จึงชวนเพื่อน 5-6 คนมาร่วมกันทำ”

กาแฟอาราบิก้า 1,000 ไร่ถูกปลูกและควบคุมอย่างประณีตทุกขั้นตอนทั้งพื้นที่ สายพันธุ์ และขนาดเมล็ดเชอร์รี่ รวมไปถึงการคั่วอย่างพิถีพิถัน กาแฟที่ได้จึงเป็นกาแฟคัดเกรดเอ รสชาติเป็นเลิศ ยิ่งรวมเข้ากับการเบลนด์ในสูตรเฉพาะของคุณนก ที่มีคาแร็กเตอร์เฉพาะตัว

“กาแฟจอมพล” จึงน่าสนใจยิ่ง

“นกอาศัยชื่อและบุคลิกของท่านมาทำเป็นกาแฟ เราศึกษาอ่านหนังสือและอ่านประวัติของท่านเห็นว่า คาแร็กเตอร์ของท่าน เป็นคนเข้ม แต่ในความเข้มมีความอ่อนโยน รักทุกคน รักแผ่นดิน เสียสละ คนที่มีความเสียสละ ต้องมีความอ่อนโยนอ่อนนุ่มในตัว เลยดึงคาแร็กเตอร์นี้มาเป็นสูตรกาแฟจอมพล”

เช่นเดียวกับ “ชา” ที่นี่ก็มีความพิเศษไม่แพ้กัน

“เรามี ชาจอมพล เป็นชาแดงคุณภาพดี ซึ่งถ้าเป็นคนใต้จะเรียกชาชัก แต่ที่นี่ไม่ใช่อย่างนั้นเพราะเราจะมีสูตรที่เราเบลนด์เอง และมีวิธีการชงแตกต่างจากที่อื่น มีความหวาน มัน และเข้มข้นแบบเป็นตัวเอง”

เครื่องดื่มสูตรอร่อยของร้านจอมพลนี้ มีความพิเศษอยู่ที่การใช้นมข้นหวาน และนมสดเป็นเครื่องผสมหลักเพื่อความอร่อยนุ่มนวลไม่หวานแหลม แต่ก็มีน้ำตาลไม่กัดสีไว้บริการเพิ่มความหวานสำหรับผู้ชื่นชอบกาแฟแบบคาปูชิโน่และลาเต้ นอกจากนั้นแล้วที่ร้านยังมีอาหารเบาๆ เค้กสุดอร่อย และไอศกรีมโฮมเมดไว้คอยบริการ

เพียงเปิดในวันแรก ร้านกาแฟจอมพลสร้างสถิติทำรายได้ถล่มทลาย ด้วยเป็นการขายผสมบุญ เพราะทางร้านตั้งใจที่จะนำเงินทุกบาททุกสตางค์ถวายพระอาจารย์เพื่อบวชพระเฉลิมพระเกียรติ 5 ธันวามหาราช ได้ถึง 96 รูป โดยมีเพื่อนพ้องและผู้ที่รู้ข่าวคราวจากโซเชียลเน็ตเวิร์กและแบบปากต่อปากมาร่วมกันอย่างมากมาย

นอกจากนั้นแล้ว ร้านกาแฟจอมพล ยังทำหน้าที่เป็นที่ประชาสัมพันธ์ให้กับแหล่งท่องเที่ยวในเขตใกล้เคียง โดยวางเส้นทางจักรยานเชื่อม 3 ดอยในเชียงรายคือ ดอยงำเมือง ดอยจอมทอง และดอยจอมแจ้ง เริ่มตั้งแต่บ้านจอมพล ป., จุดชมวิวศาลารอยพระบาท, พิพิธภัณฑ์อูบคำ, วัดพระสิงห์, วัดพระแก้ว วัดงำเมือง เป็นต้น

อีกทั้งยังมีโครงการทำพื้นที่แห่งนี้เป็นตลาดนัดศิลปะ แหล่งรวมศิลปินหน้าใหม่และเก่าให้มาร่วมกันแสดงงาน มีการประกวด และจัดจำหน่ายผลงานของนักเรียน นักศึกษา ทั้งยังเป็นเวทีดนตรีดีๆ หลากหลายมาแสดงอีกด้วย

“เราอยากให้ผู้มาเยือน นอกจากจะมาชมสถานที่ มาเรียนรู้ประวัติศาสตร์การรบของจอมพล ป. ในสงครามมหาเอเชียบูรพาแล้ว เรายังอยากให้มาชมรูปแบบสถาปัตยกรรมต่างๆ ทั้งวงกบ ประตู ไม้กระดานแผ่นโต หน้าต่างและช่องแสงแบบดั้งเดิม เป็นการก่อสร้างเมื่อสมัย 100 ปีที่แล้วที่ยังคงสภาพดั้งเดิมไว้มากที่สุดอีกด้วย”

เป็นการจิบกาแฟในร้านที่แสนโรแมนติก แกล้มกับความรู้ทางประวัติศาสตร์อันมีคุณค่ามากมายมหาศาลได้แสนจะกลมกลืน

ร้านกาแฟจอมพล ตั้งอยู่ที่ค่ายเม็งรายมหาราช ดอยงำเมือง หลังวัดพระแก้ว ตำบลรอบเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย 57100 โทรศัพท์ (081) 922-3169 http://www.facebook/กาแฟจอมพล

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07044010356&srcday=2013-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2556 ปีที่ 19 ฉบับที่ 320

อาหารสร้างอาชีพ

อลิศร์ ชมถาวร

กลยุทธ์ ปั้นแบรนด์ ลูกชิ้นปลา “ยู้ ฟิชบอล” ก๋วยเตี๋ยวเร็วที่สุดในโลก

เธอชื่อ “ยู้-เกยูร โชคล้ำเลิศ”

ครั้งหนึ่งชื่อของเธอได้ถูกบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊กในฐานะคนที่มี “เพื่อนเจ้าสาว” มากที่สุดในโลก

อีกไม่นาน ชื่อของเธอจะได้รับการบันทึกจากกินเนสส์บุ๊กอีกครั้ง แต่ครั้งนี้จะเป็นในนามเจ้าของ “ยู้ ฟิชบอล” ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ทำเร็วที่สุดในโลก

แรงบันดาลใจ

“ยู้ ฟิชบอล” เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่เธอประณีตตั้งใจทำ ทั้งที่ป่าป๊าและหม่าม้าไม่เห็นด้วย แต่สำหรับเธอแล้วไม่มีอะไรเหมาะไปมากกว่านี้

“ตอนเด็กๆ ครูถามว่า อยากเป็นอะไร เพื่อนๆ บอก อยากเป็นหมอ เป็นพยาบาล เป็นตำรวจ ทหาร แต่ยู้ตอบไปว่า อยากขายก๋วยเตี๋ยว (หัวเราะ)”

“สิ่งที่คิด หนึ่ง-อยากช่วยป่าป๊าหม่าม้า สอง-ไม่เห็นอาชีพอะไรที่มันจะดีไปกว่านี้ ทำงานไม่กี่ชั่วโมง เปิดร้านสายๆ บ่าย 3 โมงก็หมดแล้ว และสาม-เป็นอาชีพที่เรามีความสุข เห็นคนกินแล้ว เฮ้ย…อร่อย…เราดีใจ แบบนี้แล้วจะอยากเป็นอะไรอีก”

เธอเล่าให้ฟังว่า คนอื่นอาจเกิดมาบนกองเงินกองทอง แต่สำหรับเธอแล้วเกิดอยู่ในกะละมังลูกชิ้นปลา เธอได้เห็น ได้รับรู้จากสิ่งที่ตกทอดมาจากก๋ง สู่พ่อแม่ จนถึงเธอเป็นรุ่นที่ 3 ที่ได้ช่วยทำงานมาตั้งแต่หัวยังไม่พ้นขอบโต๊ะ

เธอรู้ว่า ป่าป๊ากับหม่าม้า ไม่อยากให้เธอทำ เพราะอาชีพนี้ต้องเหนื่อยแสนสาหัส แถมยังไม่มีเวลาหยุดอีกด้วย แต่เธอชอบและอยากทำ

ถึงวันนี้ ร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลา “อึ้งเป็งชุง” ก็มีอายุ 80 ปีแล้ว ขณะที่ “ยู้ ฟิชบอล” อายุอานามเพียงแค่ 2 ขวบเศษๆ แต่กลายเป็นร้านที่มีคนมาอุดหนุนมากที่สุดร้านหนึ่งในเยาวราช และยังได้รับเกียรติสูงสุดเมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปที่ร้าน และยังมีโอกาสเข้าไปทำก๋วยเตี๋ยวถวายถึงในวังด้วย

ศึกษาละเอียดยิบ

แม้เธอจะเคยรับเงินเดือนเฉียดแสน ในฐานะนักการตลาดในบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่มาแล้วก็ตาม แต่เธอกลับมุ่งมั่นที่จะทำธุรกิจที่ต่อยอดจากกิจการของพ่อแม่มากกว่า

ยู้จึงใช้ความรู้ดีกรีระดับบัณฑิตบริหารธุรกิจ ภาคอินเตอร์ จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาบัณฑิตบริหารและการตลาด จาก Newcastle Business School ประเทศอังกฤษ และกำลังจะมีคำนำหน้านามว่า “ด๊อกเตอร์” ทางรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยการจัดการ UMDC ในเร็วๆ นี้ มาใช้ได้อย่างคุ้มที่สุด

“ไม่มีอะไรดีไปกว่าสิ่งที่พ่อแม่ทำมา เพราะมันอยู่ในเยาวราชทำเลทอง มีชื่อเสียงที่ใครๆ ก็รู้จัก ขายส่งลูกชิ้นปลาส่งทั่วเยาวราช แล้วทำไมเราถึงไม่สร้างแบรนด์ของเราเองทำให้มันแข็งแรง แบรนด์อื่นทำไมทำได้ แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้ ของเขาอร่อย ของเราก็อร่อยเหมือนกัน”

พอกลับมา เธอจึงเริ่มศึกษาอุปนิสัยของผู้บริโภคว่า เป็นอย่างไร มีความต้องการขนาดไหน วางกลุ่มเป้าหมาย และวางแผนสร้างคุณค่าให้แบรนด์เป็นสิ่งแรก

จากนั้น เธอก็ใช้ความ “ไฮเปอร์ขั้นเทพ” ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ด้วยการนำลูกชิ้นปลาส่งไปให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิจัยดูว่า เมื่อผ่านกระบวนการต่างๆ สารอาหารอยู่ครบหรือไม่ คุณภาพเป็นอย่างไร และมีคุณค่าอะไรกับผู้บริโภคบ้าง

ผลก็คือ เธอพบว่า ลูกชิ้นของเธอ กินแล้วหน้าเด้ง เพราะอุดมไปด้วยคอลลาเจน

“เนื้อปลาที่เราใช้เป็นปลาทะเลน้ำลึก ทำให้ผู้ที่กินเข้าไปจะได้คอลลาเจนโดยตรง มันเป็นของธรรมชาติ ทำให้ร่างกายรับได้มากกว่า ดังนั้น กินลูกชิ้นที่นี่หน้าจะเด้งขึ้น (หัวเราะ)”

และเธอยังนำประวัติศาสตร์ที่มาของลูกชิ้นปลาจากสมัยจิ๋นซีฮ่องเต้ มาตกแต่งไว้ทั่วร้านอีกด้วย เป็นการสร้างลูกเล่นที่น่าสนใจให้กับร้านได้อย่างลงตัว

กลยุทธ์หมายเลข 3

อึ้งเป็งชุง ยุคพัฒนา ใช้การสร้างแบรนด์โดยต่อยอดจากที่สั่งสมนำมาเพิ่มมูลค่าให้กลายเป็นซุปเปอร์แบรนด์ โดยใช้วิธีที่เธอเรียกว่า “กลยุทธ์หมายเลข 3″

“คนส่วนใหญ่มักจะจำอะไรได้แค่ 3 อย่าง เช่น ผงซักฟอกก็จะจำ แฟ็บ เปา บรีส ซึ่งคนจะเรียกว่า แฟ็บ เพราะมาอันดับแรก หรือคลื่นโทรศัพท์คนก็จะจำแค่ 3 คลื่น หันมามองเรา เราก็เข้าขั้น ชื่อลูกชิ้นปลาเยาวราช มาอันดับหนึ่ง สิ่งที่ป่าป๊าหม่าม้าทำมาก็เป็นอันดับสอง เหลืออันดับ 3 ยังไม่เกิด ก็เป็นการบ้านที่จะทำอย่างไรให้คนจำเราได้”

อีกประการหนึ่ง เธอพบว่า ชื่อ 3 พยางค์ เช่น เถ้าแก่น้อย โตโยต้า อมตะ ฯลฯ จะเป็นชื่อที่คนส่วนใหญ่จะจดจำได้ง่าย ดังนั้น สินค้าใหม่ตัวนี้จึงใช้ชื่อว่า “ยู้ ฟิชบอล”

ส่วนเหตุผลของการใช้ชื่อ “ยู้” เป็นตัวนำนั้น เกิดจากการศึกษามาแล้วว่า เป็นชื่อที่สามารถเข้าได้กับภาษาอย่างน้อย 3-4 ภาษา

“ยู้เองไม่อยากจะใช้ชื่อตัวเอง แต่จากการศึกษามาพบว่า ในภาษาไทยจะสะกดง่าย และชื่อไม่ซ้ำมากนัก ภาษาจีน แปลว่า สมความปรารถนา ความเป็นมงคล และเป็นคำที่คนจีนนิยมค้นหามากที่สุดในกูเกิ้ล และยังเป็นตัวพยัญชนะในภาษาญี่ปุ่นและเกาหลี ส่วนภาษาอังกฤษก็สะกดง่าย ก็เลยโอเค”

นอกจากนั้น เธอยังใช้ “สี” เข้ามาช่วย

“สีจะทำให้คนจำได้ เลือกสีเหลือง เพราะชาวจีนเชื่อว่า เป็นของคนชนชั้นสูง เป็นผู้บริโภคระดับกลางขึ้นไป ส่วน สีแดง เป็นสีของประชาชนทั่วไป ถ้า 2 สีปนกัน มันจะเป็น ธาตุเงินกับธาตุทอง ก่อให้เกิดพลังงาน จะหมายถึง เงินทอง (หัวเราะ) จริงๆ แล้วมันเหมือนแม่สีในระบบการพิมพ์ C M Y K มันชัดเจน คนจะจำง่าย ทั้งหมดมันเป็นเรื่องของจิตวิทยาทั้งนั้น”

ไม่เท่านั้น วันแรกของการเปิดร้านเธอใช้จิตวิทยาง่ายๆ แค่ติดป้ายว่า ทุกชามราคา 25 บาทเท่านั้น ไม่เพียงร้านของเธอจะแทบแตก ชื่อของ “ยู้ ฟิชบอล” ก็เข้าไปอยู่ในความทรงจำของผู้คนแล้ว

สร้างไบเบิ้ลขายก๋วยเตี๋ยว

“ทฤษฎีเร็วกว่า สร้างงานได้มากกว่า” เป็นสิ่งหนึ่งที่สาวสวยหมวยเยาวราชคนนี้ยึดในการทำธุรกิจ เธอได้ความคิดนี้จากคำท้าทายของเพื่อนร่วมชั้นปริญญาเอก

“เขาบอกว่า มาแข่งกันไหมว่าลมหายใจหนึ่ง คนเราจะทำเงินได้เท่าไร นาทีหนึ่ง คนเราจะทำเงินได้เท่าไร ฟังอย่างนี้ช็อกเลย แต่ก็ได้คิดว่า จริงๆ แล้วความสำคัญของการทำงานไม่ใช่เรื่องเงิน มันเป็นเรื่องของเวลา ขึ้นอยู่กับแผนที่ที่เราเดิน มันเหมือนจีพีเอสที่จะเป็นทางลัดหรือไม่ที่ทำให้เราก้าวสู่ความมั่นคงได้”

ทางลัดของเธอจึงมี “เวลา” เป็นตัวแปรสำคัญ เธอจึงสร้าง “ไบเบิ้ล” ขึ้นสำหรับการทำธุรกิจนี้

ไบเบิ้ลนี้ เริ่มจากการศึกษาก๋วยเตี๋ยวและลูกชิ้นปลาทุกชนิดทุกอย่างเพื่อหาความต่าง จากนั้นสังเกตเพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข ศึกษาและวิจัยเพื่อทุ่นเวลาและทำประโยชน์ได้สูงสุด

“ไบเบิ้ลที่ทำมาแข็งแรงมาก มีหมดตั้งแต่วิธีการดูแลร้าน ใช้คนกี่คน ถ้าทำก๋วยเตี๋ยวต้องลวกเส้นอย่างไร เขย่ากี่ครั้งต่อนาที ด้วยความร้อนเท่าไร ถ้าเป็นผู้หญิงความสูงเท่านี้ไม่เกิน 150 เซนติเมตร ต้องลวกมากกว่าผู้ชาย 5 ครั้ง ถ้าใส่กระเทียมต้องวนไปทางขวาหรือทางซ้าย น้ำจิ้มกี่ช้อน มีการวัดปริมาณเส้นต่อชาม ต้องทำอะไรก่อนหลัง คือ คนเปิดมาก็ทำได้เลย”

เป๊ะขนาดนี้ ประกอบกับการทำก๋วยเตี๋ยวความเร็วระดับเทพที่เห็นมาตั้งแต่เล็กนี่เอง จึงทำให้เธอมีความคิดที่จะสร้างชื่อในกินเนสส์บุ๊ก ให้ “ยู้ ฟิชบอล” เป็นก๋วยเตี๋ยวปลาที่ทำเร็วที่สุดในโลก ในเร็วๆ นี้

เป็นทางลัดประชาสัมพันธ์ที่สร้างชื่อไปทั่วโลกด้วยเวลาสั้นๆ

ขยายกิจการ

ยู้ ฟิชบอล ปัจจุบันเปิดถึง 8 สาขา มีทั้งในรูปของสแตนด์อะโลน ที่ใช้วิธีการบริการแบบดั้งเดิม และในห้างสรรพสินค้าที่ใช้ระบบบริการตัวเองเข้ามาใช้

เบื้องต้น นักบริหารสาวสวยคนนี้วางแผนไว้ว่า จะพาสินค้าของเธอบุกไป 3 ช่องทางคือ โมเดิร์นเทรด หรือการส่งออกเป็นช่องทางแรก การขยายตลาดขึ้นสู่ระดับบนและล่างเป็นช่องทางที่สอง และการทำแคเทอริ่ง หรือการขยายสาขาเป็นช่องทางที่สาม

แต่ช่องทางที่สี่ กลับมาเร็วอย่างที่เธอคาดไม่ถึง

“ตอนแรกคิดว่าจะทำ 3 ช่องทางให้เสร็จเสียก่อน แต่โอกาสมาถึง ก็ต้องทำ เพราะมีคนมาวางเงินให้ทำแฟรนไชส์ไปสิงคโปร์ มาเลย์ กัมพูชา บรูไน และลาว ยังไม่รวมในประเทศ เขาอยากให้ทำมากถึงขนาดส่งให้ไปเรียนแฟรนไชส์เลย พออาจารย์รู้บอกว่า ถ้าไม่ทำก็บ้าแล้ว (หัวเราะ)”

ยู้วางแผนไว้ว่า แฟรนไชส์ของเธอจะมีหลากหลายรูปแบบ สามารถตอบสนองคนได้ทุกระดับชั้น ตั้งแต่คนกระเป๋าหนักจัดเต็มเป็นร้านใหญ่ครบครัน ราคาอยู่ที่ 700,000 บาท โดยเธอการันตีรายได้ ไปจนถึง คอร์เนอร์เล็กน่ารักสำหรับคนไม่ชอบเสี่ยงที่จะเป็นแบรนด์ใหม่ในเร็ววันนี้

นอกจากนั้นแล้วเธอยังทำแพ็กเกจจิ้งรูปแบบใหม่เพื่อเป็นของขวัญของฝากให้กับผู้มาเยือน และจะนำเข้าโมเดิร์นเทรดในอนาคตอันใกล้

เรื่องราวของ “ยู้-เกยูร โชคล้ำเลิศ” ไม่จบอยู่เพียงเท่านี้ เธอยังมีเรื่องซนๆ สนุกๆ อีกมากมาย ส่วนจะเป็นอย่างไร และเธอจะพา “ยู้ ฟิชบอล” ก้าวไปถึงจุดไหน เป็นเรื่องที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง

สนใจสามารถติดตามไปชมไปชิมได้ที่ ร้านยู้ ฟิชบอล เลยแยกผดุงด้าว (ซ.เท็กซัส) ไปนิดเดียว โทรศัพท์ (089) 782-7777 หรือ http://www.facebook.com/YooFishBall

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07048010256&srcday=2013-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 ปีที่ 18 ฉบับที่ 318

อาหารสร้างอาชีพ

ชาร์ลี ซานฟราน ร้านอาหารฟิวชั่น รสชาติขั้นเทพ

“ร้านนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ส่วนหนึ่งเป็นขาประจำ ตามผมมาตั้งแต่เปิดร้านอาหารในยุคเเรกๆ รวมถึง ลูกค้าหน้าใหม่ๆ ที่อยากเข้ามาลิ้มลองรสชาติอาหารสไตล์ฟิวชั่น ซึ่งทุกคนที่เข้ามาล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า คุ้มค่ากับการเดินทางมา เพราะนอกจากได้ลิ้มรสชาติอาหารที่อร่อยเมนูไม่ซ้ำใคร การบริการที่เป็นกันเอง บรรยากาศร้านที่ไม่มีใครเหมือน จอดรถได้สะดวกสบาย ด้วยเหตุผลเหล่านี้ เลยเป็นที่มาว่าทำไมมาหนเดียวไม่เคยพอ”

ร้านอาหารฟิวชั่นน้องใหม่ ตกแต่งด้วยโทนสีขาวแซมด้วยสีเขียว ประดับด้วยดอกไม้สด ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในสวนสวย วอลล์เปเปอร์สีสันสดใส ประดับตกแต่งด้วยของกระจุกกระจิกย้อนยุค ส่วนอาหารมื้ออร่อยถูกเสิร์ฟท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเอง ราวกับได้นั่งรับประทานอยู่กับบ้าน ร้านนี้ตั้งอยู่ติดถนนบางนา-ตราด ชื่อร้าน “ชาร์ลี ซานฟราน” มีทั้งอาหารไทย อาหารฝรั่ง และอาหารฟิวชั่น ซึ่งรสชาติถูกผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ถูกปากทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ

40 ปี การันตีฝีมือ

เชฟชาร์ลี แถวหน้าเมืองไทย

คุณวิชิต ชาญอนุเดช หรือ เชฟชาร์ลี เจ้าของร้านอาหาร “ชาร์ลี ซานฟราน เรสเตอรองท์” ผู้คร่ำหวอดในวงการอาหารมากว่า 40 ปี อดีตเชฟรายการดวงตาพาชิม และผู้บุกเบิกร้านแอนนา คาเฟ่ ซอยศาลาแดง และ ร้านแอนนา แอนด์ ชาร์ลี ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ อีกทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มการปรุงอาหารแนวฟิวชั่นเป็นรุ่นแรกๆ ของเมืองไทย

เชฟชาร์ลี เผยที่มาที่ไปว่า หลังถอนตัวจากการเป็นหุ้นส่วนร้านอาหารชื่อดัง ก็หันมาทุ่มทุนสร้างร้านอาหารเป็นของตัวเอง ใช้ชื่อร้านว่า “ชาร์ลี ซานฟราน” ที่ถนนบางนา-ตราด ท่ามกลางบรรยากาศวิกตอเรีย คือ ผสมผสานสถาปัตยกรรมอังกฤษหลายยุคสมัย ชูสไตล์อาหารสูตรเด็ดจากซานฟรานซิสโก นอกจากนั้น ก็มีอาหารไทย อาหารฝรั่ง สไตล์ฟิวชั่น คาดหวังจะให้ร้านอาหารร้านนี้เป็นแหล่งรวมพลคนนักชิม คนที่ชอบสรรหาอาหารอร่อย รวมถึงใช้เป็นจุดนัดพบปะสังสรรค์กลุ่มเพื่อนฝูง ครอบครัว และใช้เป็นที่จัดงานเลี้ยง งานมงคล ตลอดจนกิจกรรมดีๆ ทุกรูปแบบ

เซฟชาร์ลีคร่ำหวอดในวงการอาหารกว่า 40 ปี เคยเปิดร้านอาหารในซานฟรานซิสโก ซึ่งก็ประสบความสำเร็จมาเเล้ว เคยทำอาหารให้เหล่าคนดัง คนมีชื่อเสียงระดับโลก อย่าง บรู๊ค ชิลด์ส ดาราดังสุดเซ็กซี่ แม้แต่ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช และ บาร์บารา บุช ภริยา

“ตอนอายุ 16 ผมดั้นด้นไปสหรัฐอเมริกาด้วยตัวคนเดียว ไม่รู้ภาษาอังกฤษ ไม่มีเงิน ช่วง 2 ปีแรกต้องนอนข้างถนน ต้องเก็บอาหารกินจากถังขยะ ลำบากมาก ดิ้นรนเอาชีวิตรอดเรื่อยมา กระทั่งมีสามีภรรยาคู่หนึ่งอุปการะให้ที่อยู่ และ อาหาร ตอนนั้นเลยหางานทำด้วยการเป็นเด็กเก็บจานในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ทำงานได้ 3 วัน ถูกไล่ออก เพราะทำงานช้า ทว่าไม่ยอมแพ้กลับมาฝึกฝนเก็บจานที่บ้าน จากนั้นกลับเข้าไปทำงานใหม่อีกครั้ง เจ้าของเห็นความตั้งใจก็ให้งานทำ ผมเลยพลอยได้เรียนรู้การทำอาหารจากร้านอาหารแห่งนี้”

จากที่เคยเป็นเพียงเด็กเก็บจาน อยู่มาวันหนึ่ง เชฟชาร์ลีนำเงินที่เก็บหอมรอมริบไว้มาเช่าที่เล็กๆ จุคนได้เพียง 12 คน เปิดเป็นร้านอาหารชื่อ The Siamese House อยู่ในซานฟรานซิสโก จุดนี้เองพลิกผันให้เขากลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง

ร้านอาหาร The Siamese House ของเชฟชาร์ลี ประสบความสำเร็จมาก ถึงขนาดสื่อมวลชนที่มาชิมอาหาร ต่างติดใจในรสชาติกลับไปเขียนเชียร์ในหน้าหนังสือพิมพ์ชื่อดัง ร้านต้องขยายสาขา 3 สาขา เปิดนานนับสิบปี แต่แล้วก็มีเหตุให้เชฟเดินทางกลับเมืองไทย เลยกลายเป็นที่มาของการเข้าไปมีส่วนร่วมบุกเบิกร้านแอนนา คาเฟ่ ซอยศาลาแดง และ ร้านแอนนา แอนด์ ชาร์ลี ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ จนมีชื่อเสียงโด่งดัง

แต่ทว่าหลังถอนตัวจากการเป็นหุ้นส่วนร้านอาหารดังกล่าว เชฟชาร์ลีก็ทุ่มงบชนิดหมดหน้าตัก สร้างร้านอาหารของตัวเอง มีการคิดค้นเมนูอาหารใหม่ๆ มีทั้งอาหารไทย อาหารฝรั่ง และอาหารฟิวชั่นที่รสชาติผสมผสานกันได้อย่างลงตัว เมนูอาหารคาวที่แนะนำ เช่น สเต๊กไก่นิวออร์ลีนส์ ผักโขมอบชีส ปลาทอดราดซอสมะม่วง สปาเกตตีซานฟราน เนื้อแกะโมร็อกโก ทอดมันซานฟราน เอ็นหมูแก้วผัดกะเพราซานฟราน สปาเกตตีซีฟู้ด เนื้อแกะคาซาบูลังกา ด้านของหวานแนะนำ ทอฟฟี่ บานอฟฟี่ และสตรอเบอร์รี่ครีมเครป

ตามไปชิมความอร่อย

เมนูคาว-หวานเพียบ

แต่ละเมนู เชฟชาร์ลียกตัวอย่างเช่น ทอดมันกุ้งซานฟราน ทอดมันที่ไม่ใส่เครื่องแกง ทำจากเนื้อกุ้ง หมูสับ หอมใหญ่ กระเทียม พริกไทยขาวและดำ ราดด้วยซอสน้ำผึ้งหอมหวานมัน ผักโขมอบชีส รสเข้มข้น ลาบปลาแซลมอนนอร์เวย์ใช้ปลาแซลมอนสดจากนอร์เวย์มาปรุงเป็นลาบรสจัดจ้าน แกล้มกับใบบัวบกและใบชะพลู สเต๊กปลาอินทรี ทางร้านเลือกปลาอินทรีชิ้นโต ทอดในน้ำมันจนเนื้อสุกเกรียมได้ที่ ไร้กลิ่นคาว เสิร์ฟเคียงคู่กับผักต้ม มันบด

ตามมาด้วย สปาเกตตีคาโบนาร่าใส่เบคอนหอมๆ กับซอสครีมไข่แดงข้น ยังมีเมนูไทยๆ อย่าง เอ็นหมูแก้วผัดกะเพราซานฟราน นำเอ็นหมูไปทำพะโล้เข้าเนื้อ แล้วนำมาผัดกะเพรา เหมือนกินเอ็นผสม ขาหมูเปื่อยๆ ผัดกะเพรา และ ผักบุ้งสายไหม นำผักบุ้งมาเจียนเป็นเส้นผัดกับน้ำมันหอยใส่กะปิ ผัดไทยกุ้งสด รสชาติไม่ธรรมดา หวานเปรี้ยวกลมกล่อม อร่อยมากชนิดไม่ต้องปรุงเพิ่ม ยำผักบุ้งทอดกรอบ ผักบุ้งสดชุบแป้งทอด รับประทานคู่กับน้ำยำรสกลมกล่อม

ปิดท้ายด้วยของหวาน บรรดาเค้กชนิดต่างๆ รวมถึง เค้กทอฟฟี่ บานอฟฟี่ ขนมหวานสุดอร่อย เกิดจากการคิดค้นขึ้นเอง กลมกล่อมด้วยรสชาติของกล้วยหอมที่ลงตัวกับช็อกโกแลต คาราเมล และวิปครีม อันหอมหวาน เมนูนี้มีหนึ่งเดียวในโลก ต่อมาบลูเบอร์รี่ชีสพายที่อุดมสมบูรณ์ด้วยนมเนย สตรอเบอร์รี่ชีสเค้ก และแอปเปิ้ลครัมเบิ้ลกับไอศกรีมวานิลลา

สำหรับรายละเอียดร้าน “ชาร์ลี ซานฟราน” เปิดเมื่อปี 2555 ร้านนี้ใหญ่โตโอ่โถงกว้างขวาง จุคนได้ถึง 200 คน ตัวร้านเป็นเรือนกระจกใสชั้นเดียว ภายในร้านใช้โทนสีขาวแซมด้วยสีเขียว ประดับด้วยดอกไม้สด ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หรูสไตล์วิกตอเรีย ร้านแบ่งเป็น 3 โซน มีส่วนโถงรับแขกหรูหรา โซนที่นั่งโซฟาน่ารัก และโต๊ะไม้สีขาวนั่งสบาย ด้านนอกมีที่จอดรถได้เพียบ

ในส่วนของกลุ่มลูกค้า เชฟชาร์ลี เผยว่า มีทุกกลุ่ม ทั้งกลุ่มที่มาเป็นครอบครัว วัยทำงาน วัยรุ่นหนุ่มสาว สังสรรค์เพื่อนฝูง รวมถึงมาใช้สถานที่จัดงาน เช่น งานเเต่งงาน

“ร้านนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า ส่วนหนึ่งเป็นขาประจำ ตามผมมาตั้งแต่เปิดร้านอาหารในยุคเเรกๆ รวมถึง ลูกค้าหน้าใหม่ๆ ที่อยากเข้ามาลิ้มลองรสชาติอาหารสไตล์ฟิวชั่น ซึ่งทุกคนที่เข้ามาล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า คุ้มค่ากับการเดินทางมา เพราะนอกจากได้ลิ้มรสชาติอาหารที่อร่อย เมนูไม่ซ้ำใคร การบริการที่เป็นกันเอง บรรยากาศร้านที่ไม่มีใครเหมือน จอดรถได้สะดวกสบาย ด้วยเหตุผลเหล่านี้เลยเป็นที่มาว่าทำไมมาหนเดียวไม่เคยพอ”

เชื่อว่านักชิมและผู้ที่รักการแสวงหารสชาติอาหารอร่อย และแปลกใหม่ ต้องไม่พลาดมาเยือนร้าน ชาร์ลี ซานฟราน ตั้งอยู่ เลขที่ 92 ถนนบางนา-ตราด บางนา กรุงเทพฯ (อยู่ริมถนนบางนา-ตราดขาเข้า ก่อนถึงภัตตาคารมังกรหลวงและไบเทค บางนา หากมา BTS ให้ลงสถานีบางนา) โทรศัพท์ (081) 900-3533, (086) 399-7434, (02) 749-1894



  • ขายยานอนหลับ: ขายยาเซ็กส์ ยานอนหลับโดมิคุม อัลปราโซแลม ชนิดน้ำ เม็
  • นิด: กิจกรรมที่จ้ดยากใหัเปิดกว้างไม่พนักงานและทางnetอย่าง
  • Arlene: I was thinking about if you have a linkedin page. Cheers for the astonishing blog post.

หมวดหมู่